[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 18 : กัณฑ์ที่ ๒ อารัมภบท : ความเคลื่อนไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๒ อดีตนิทาน

อารัมภบท : ความเคลื่อนไหว

                ในโลกมนุษย์อันกว้างใหญ่ไพศาล มีความเคลื่อนไหวมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ การดำรงชีวิตของสรรพสัตว์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการขับเคลื่อนสังคมของพวกมนุษย์ รวมไปถึงเรื่องราวของอมนุษย์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนผืนโลก

                บรรดาความเคลื่อนไหวนั้นก็รวมไปถึงในบ้านหลังหนี่ง ซึ่งมีเด็กหนุ่มดวงตาดุ กำลังเอาน้ำดื่มที่เก็บไว้ออกมาให้แขกที่มาเยี่ยมบ้านทั้งสาม คือเด็กสาวชาวมนุษย์ ผิวขาวดวงตาเรียว ที่รู้จักกันในชื่อนภาพร เด็กหนุ่มผิวคล้ำ ผมหยิก ดวงตาโต ที่รู้จักกันในชื่อเครดิต และเด็กหญิงมัดผมแกละ ร่างกายเปล่งแสงสีเขียวอ่อน ๆ ซึ่งเป็นลูกสาวเทพารักษ์ มีนามว่าเสาวภา ซึ่งกำลังจ้องไปที่จอคอมพิวเตอร์ที่เอามาใช้ฉายนย้อนหลังรายการประกวดของหงส์หยกในวันก่อน

                “ขอบคุณมากสำหรับความกล้าหาญเมื่อวานนะ” เด็กหนุ่มตาดุ ที่มีเชื่ออย่างมนุษย์ว่าเสน หรือร่างจริงคือเทพธิดาวีจิณี บอกกับแขกทุกคนที่มาเยือนบ้าน

                “หนูต่างหากที่ต้องขอบพระคุณท่าน ไม่งั้นพวกเราคงตกอยู่ใต้อำนาจของปหาสสูรไปอีกนานเลย” เด็กหญิงผมแกละหันมาบอกเสน ก่อนจะมองไปยังจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง “แล้วหนูก็คงกลายเป็นพวกขัดขวางความฝันของคนอื่น ๆ ไปแล้ว”

                “ความจริงไม่ต้องถือเป็นบุญคุณอะไรหรอก เพราะถึงจะไม่เข้าร่วมกับพวกเทพ ข้าก็ตกกระพลอยโจน โดนพี่น้องอสูรตามล่า จนต้องหาทางเอาตัวรอด แล้วก็ต้องช่วยทุกคนที่นี่สู้กับพวกอสูรอยู่แล้วน่า” เครดิตพูดขึ้นมาพลางเอนหลังกับพนักพิงเก้าอี้ ขณะที่มองจอแท็บเล็ตของตัวเองบนโต๊ะรับแขก ที่กำลังฉายภาพข่าวอัคคีภัยที่ไหนสักแห่งหนึ่ง “ต้องถือว่าเป็นโอกาสเอาตัวรอดมากกว่า ถ้าเข้าร่วมกับพวกเทพ ยังไงก็ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำมากกว่าน่ะนะ”

                “ส่วนเราก็เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ? ถึงตอนแรกจะได้รับภารกิจจากทางภูตภิบาลมาให้ตีสนิทแลกเปลี่ยนข้อมูลก็เถอะ แต่พอผ่านอะไรต่อมิอะไรไปด้วยกัน เราก็รู้สึกว่าเราสองคนคงเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ไปแล้วล่ะมั้ง” นภาพรบอกกับเทพธิดาในร่างเด็กหนุ่ม พลางยิ้มจาง ๆ

“จริง ๆ คนอื่นในกลุ่มไม่ค่อยอยากให้อาสาเท่าไร เพราะเดิมทีงานของกลุ่มเราจะพัวพันแค่เรื่องป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้ปรากฏตัวไปเป็นภัยต่อมนุษย์เท่านั้น แต่สิ่งที่เธอจะทำน่ะ มันอาจจะต้องเกี่ยวข้องพัวพันกับมนุษย์ในโลกอีกเยอะเลยนะ ไอ้เรื่องทำให้โลกมนุษย์ดีขึ้นที่ว่าเนี่ย แล้วมันจะดีขึ้นในนิยามไหนกันนะ?” นภาพรพยายามจะถามคำนิยามของเทพธิดา ทว่าไม่ทันจะทำอย่างนั้น ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากกระจกบานใหญ่ที่ด้านหนึ่งของห้อง พร้อมกับแสงกะพริบ

                “ขอเวลาสักครู่นะ” เด็กหนุ่มร่างจำแลงของเทพธิดาบอก ก่อนจะเดินไปที่กระจกบานนั้น  แล้วเอามือทาบที่กระจกเบา ๆ ก่อนที่ร่างของหญิงสาวนัยน์ตากลมนางหนึ่งที่ร่างกายเรืองรัศมีสีฟ้า ห่มผ้าแถบ และนุ่งผ้าปักดิ้นสีเงิน รวบผมเป็นมวยโดยประดับปิ่นทองคำที่ทำเป็นรูปดอกไม้ จะก้าวออกมาจากกระจก แล้วนั่งพับเพียบและพนมมืออยู่ต่อหน้าเทพธิดาจำแลง

“พระธิดาเพคะ เรื่องที่พระธิดาให้พวกเราตามหาเบาะแสหลังจากงานประชุม หม่อมฉันได้ความมาแล้วเพคะ“ หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางแตกตื่น

“ทุกคน นี่คือพี่ศรีอัมพร เป็นหนึ่งในพี่เลี้ยงของเราเอง” เสนหันมาแนะนำผู้มาเยือนให้กับกลุ่มเพื่อน ก่อนจะหันไปถามพี่เลี้ยงด้วยท่าทางสนอกสนใจ “พี่ศรีอัมพรลุกขึ้นก่อนเถอะ ได้เรื่องมาว่ายังไงบ้าง? ทำไมพวกผู้ใหญ่ในสภาถึงพูดจาแปลก ๆ   มีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างที่เราคิดใช่ไหม?”

“เพคะพระธิดา แต่ว่า...” ศรีอัมพรพูดพลางค่อย ๆ ลุกขึ้นมา แล้วชำเลืองมองเหล่าแขกที่มาเยือน “จะให้กราบทูลเลยหรือเพคะ?”

“ยังไงพวกนี้ก็ลงเรือลำเดียวกันกับเราแล้วน่า ว่ามาเถอะ” วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มบอก

“นั่นสิ เราก็อยากรู้เรื่องนั้นเหมือนกัน ทั้งที่โลกมนุษย์เป็นที่ที่ทำให้พวกเทวดาได้ประโยชน์จากการทำความดีของผู้คน แล้วทำไมถึงได้ไม่สนใจสนับสนุนวีจิณีเพื่อพัฒนามันกันล่ะ?” นภาพรพยายามเสนอข้อสันนิษฐานของตนเอง

“ระหว่างพระธิดาอยู่ที่นี่ เทวดาชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นสมาชิกสภาจำนวนไม่น้อย มองว่าในเมื่อการสนับสนุนจากเทวโลกที่ผิดพลาด ทำให้มนุษย์ทำสิ่งผิดต่อมาตรฐานคุณธรรมที่พวกเราจะได้ประโยชน์ และสร้างพลังงานให้พวกอสุร จึงลงความเห็นกันว่าพวกเราควรหยุดสนับสนุนมนุษย์ และถอนการปกป้องคุ้มครองทั้งหมดเพคะ!” ศรีอัมพรอธิบายด้วยท่าทางวิตกกังวล “บางท่านคิดกันว่าจะเสนอสภาเรื่องควรกำจัดมนุษย์ที่ไม่ได้มาตรฐานทิ้งด้วยซ้ำ แม้ว่าจะยังไม่ได้เสนอเรื่องนี้แก่สภา เพราะพระธิดาได้นำหลักฐานต่าง ๆ ไปเสนอก่อนก็ตามที”

                “นี่จะบ้าไปแล้วเหรอ?!” นภาพรโพล่งออกมาทันที่ศรีอัมพรกล่าวจบ

                “ใจเย็นไว้ก่อน เราไม่ปล่อยให้พวกเขาทำแบบนั้นหรอก” เสนพูดพลางกำหมัดแน่น และกัดฟันกรอด “ทั้งที่ตอนนั้นเราก็เคยบอกไปแล้วแท้ๆ ว่าปัญหาการทุจริตของเทพารักษ์ที่ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้จักรวาลมาถึงจุดนี้... ตอนนั้นก็ไม่ใส่ใจจะรับฟัง พอมาตอนนี้ที่ผู้คนบนโลกมนุษย์เริ่มไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ ก็จะทอดทิ้งพวกเขาไป หรือไม่ก็จะกำจัดทิ้งเนี่ยนะ?!

                “แต่เรื่องยังไม่เกิดขึ้นสักหน่อย อย่าหัวเสียไปเลยน่า” เครดิตบอกกับเทพธิดาในร่างเด็กหนุ่ม ที่กำลังดูท่าทางไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก “เท่าที่ดูจากท่าทีเมื่อวานก็ไม่ใช่ทั้งหมดในสภาที่อยากกำจัดมนุษย์ แล้วตอนนี้พวกเราก็เอาหลักฐานที่แน่นหนาพอไปพิสูจน์ว่าเรื่องทั้งหมด มีพวกอสูรอย่างข้าอยู่เบื้องหลัง เขาก็ยังให้โอกาสพวกเรามาหาทางแก้ไขให้โลกมนุษย์ดีขึ้นอยู่ไม่ใช่รึ?”

                “อืม... งั้นต้องพยายามให้มากขึ้นแล้วล่ะ” เสนพยายามหายใจลึก ๆ แล้วหันไปมองเพื่อน ๆ “งั้นมาวางแผนกันดีกว่าจะต้องทำยังไงกันบ้าง”

“มีอีกเรื่องที่พระธิดาควรทราบเพคะ” ศรีอัมพรบอกกับวีจิณีและพรรคพวก ก่อนที่จะหยิบบางอย่างที่คล้ายกับแผนที่ของประเทศออกมา ทว่าบนแผนที่นั้นมีสัญลักษณ์สีแดงบนตำแหน่งหนึ่งซึ่งทำเอาเทพธิดาถึงกับชะงักไปครู่ใหญ่

“แถวที่มีข่าวไฟไหม้เมื่อกี้นี่ หรือว่าจะเป็นแผนที่แสดงภัยธรรมชาติ?” เครดิตพูดขึ้นมาพลางดูข่าวที่แท็บเล็ตของตัวเอง “แล้วทำไมถึงได้สีหน้าแบบนั้นได้ละ... เฮ้”

“ไม่ใช่หรอกท่านเสนาอสูร เมื่อวานในระหว่างการประชุมเทวสภา มีปฏิกิริยาของอมนุษย์ที่มีพลังมหาศาลมาจากบริเวณนี้ต่างหาก ปฏิกิริยารุนแรงเสียยิ่งกว่าอสูรใด ๆ ที่พระธิดาต่อสู้ด้วยในภารกิจห้าเดือนมนุษย์ที่ผ่านมามากนัก รวมไปถึงท่านและพี่น้องทั้งหลายด้วย” ศรีอัมพรอธิบายให้เครดิตเข้าใจ ก่อนจะหันไปหาวีจิณี “วาระนี้จะถูกส่งให้เทวสภาจัดการในการประขุมใหญ่สมัยต่อไป ซึ่งน่าจะประมาณหนึ่งเดือนของโลกมนุษย์ แต่ว่ากว่าจะถึงเวลานั้นอาจไม่ทันการณ์ก็ได้เพคะ แต่หากว่าเป็นพระธิดาที่ปฏิบัติหน้าที่บนโลกมนุษย์อยู่แล้ว หากไปหยุดยั้งมันล่ะก็... อาจจะ... ประเดี๋ยวก่อนเพคะพระธิดา!

ศรีอัมพรรวมไปถึงทุกคนในห้องถึงกับแสดงท่าทางตื่นตระหนก เมื่อเทพธิดาได้กำหมัดแน่นจนแหวนที่ใส่เพื่อช่วยจำแลงตนเป็นมนุษย์ผู้ชายถึงกับแตกร้าวออก จนไม่อาจสะกดร่างเอาใบในสภาพนั้นได้อีก แล้วพลังของวีจิณีก็แปรปรวนมากเสียจนเกิดลมกรรโชกขึ้นภายในห้อง!

“สงบลงก่อนน่า! ถ้าใช้ร่างเทพธิดาตั้งแต่ตรงนี้ มันเกินเวลาสามนาทีแล้วพวกเราจะแย่เอานะ!” นภาพรพยายามตะโกนเตือนสติ วิจิณีจึงถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนที่จะยกมือมาดูแหวนที่ร้าว แล้วลูบไปที่แหวนครั้งหนึ่ง ก่อนที่มันจะซ่อมแซมตัวเองกลับสู่สภาพเดิม แล้วเทพธิดาก็กลับเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้ง

“ขอโทษด้วย มันมีเรื่องที่นึกถึงแล้วยังคงสลัดความรู้สึกตอนนั้นออกไปไม่ได้อยู่บ้างน่ะ” วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมาพลางถอนใจอีกครั้ง ก่อนจะมองไปทางศรีอัมพร “ขอบใจพี่มาก พี่กลับไปก่อนเถอะ เราจะพยายามจัดการทางนี้เอง”

“พระธิดาไม่เป็นอะไรใช่ไหมเพคะ?” ศรีอัมพรถามด้วยความห่วงใย แต่เมื่อเทพธิดาจำแลงส่งสัญญาณ เธอก็ทำความเคารพแล้วกลับไปที่กระจกบานนั้น ก่อนจะหายวับไป ส่วนเทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มก็กลับมานั่งที่โต๊ะรับแขกกับเพื่อน ๆ

“ไปกันเลยดีไหม พิกัดนั่น” นภาพรถามขึ้นมาโดยไม่ต้องให้เทพธิดาบอกอะไร

“เรียกพวกภูตภิบาลมารับพวกเราทุกคนไปตำแหน่งนั้นที” เสนบอกด้วยท่าทางเหมือนจะยังกังวลอยู่

“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันเหรอเจ้าคะ? หนูไม่ค่อยเข้าใจเลย อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรกันแน่” เสาวภาหันมาถามวีจิณี

“อย่าว่าแต่แม่หนูนี่จะไม่เข้าใจเลย เราก็ไม่เข้าใจ เหมือนเธอเองมีเรื่องที่น่าสงสัยที่ยังไม่ได้เล่าเต็มไปหมดเลยนะ อย่างเรื่องที่บอกว่ามาอยู่ที่นี่ห้าเดือนแล้ว แต่กลับมีวีรกรรมสมัยมัธยมต้น หรือเรื่องที่พวกเทวดาอื่นมีท่าทีไม่ค่อยดีกับเธอนักด้วย” นภาพรบอกกับวีจิณีบ้าง ในขณะที่มือก็เริ่มกดโทรศัพท์เตรียมติตต่อพรรคพวก “จะว่าไปไหน ๆ เราก็มาร่วมทีมกันขนาดนี้แล้ว เธอช่วยเล่าเรื่องของตัวเองมาบ้างได้ไหม? ก่อนที่พวกเราคนอื่นจะมารับน่ะ”

“บางทีการแบกรับเรื่องราวร้าย ๆ ไว้ในใจผู้เดียวโดยไม่ได้มีคนปรึกษาแก้ไข อาจจะเป็นปมในในที่ทำให้พี่ปหาสเอามาใช้ได้เหมือนครั้งที่แล้วก็ได้นะ” เครดิตช่วยเสริม เพราะเขาเองก็อยากรู้เรื่องราวของเทพธิดาผู้เคยเอาชนะเขาเช่นกัน “อย่าแบกรับอะไรไว้คนเดียวเลย ระบายมาให้เพื่อนช่วยแบกบ้างก็ได้มั้ง แบบที่พวกเราเคยเล่าเรื่องของตัวเองไปน่ะ”

“แบบนั้นก็ได้...” เสนพูดพลางถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ “งั้นขอยืมพลังมิติแห่งเกมสักหน่อยแล้วกัน จะได้ประหยัดเวลาเล่าหน่อย เวลาด้านนอกผ่านไปแป๊บเดียว ในนั้นก็ผ่านไปนานได้นี่นะ แถมจะได้เห็นภาพเหตุการณ์อะไรชัดเจนกันด้วย”

“จะให้ยืมความทรงจำของตัวเองสร้างสภาพแวดล้อมจำลองขึ้นมา เหมือนตอนเอาข้อมูลยมโลกมาสร้างเกมช่วยเด็กข้าวฟ่างนั้นอีกเหรอ? แบบนั้นก็ได้” เครดิตพูดพลางมองไปที่วีจิณีในร่างเด็กหนุ่ม ก่อนที่เทพธิดาจะแตะไปที่กลางหน้าผากของตนเอง จากนั้นก็มีก้อนพลังงานสีขาวอมฟ้าลอยออกไปทางเครดิต

“ไม่ใช่แค่นั้น อาจจะเป็นความทรงจำของคนอื่นในเหตุการณ์ที่เขาถ่ายทอดมาที่เราด้วย รอบนี้น่าจะเป็นภาพจากมุมมองบุคคลที่สามมั้ง” เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น ขณะที่อสูรหนุ่มหยิบบางอย่างที่คล้ายกับเครื่องเล่นเกมออกมารับเอาไว้ แล้วก้อนพลังงานนั้นก็กลายสภาพเป็นเหมือนการ์ดที่เสียบเข้าไปในเครื่อง

จากนั้นหลายนาทีผ่านไป ทุกคนมองเครื่องเกมที่เหมือนกำลังโหลดข้อมูลอยู่พักใหญ่ ก่อนที่หน้าจอที่มีคำว่า “START” ก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศเบื้องหน้าของทุกคน แล้วเทพธิดาจำแลงก็ทำลายความเงียบขึ้นมา

“ประมวลผลเรียบร้อยแล้วสินะ งั้นลองเข้ากันไปดูแล้วกัน เรื่องราวของเรา...”

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น