[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 12 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๑๑ : ครอบครัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๑๑ ครอบครัว

     ค่ำคืนนี้บ้านของโจ๋ตอนนี้ไม่ได้มีแค่สมาชิกครอบครัว หากแต่มีแขกแปลกหน้าเข้ามาหลายคน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งคุมตัวสมุนโจรสองรายออกไป และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล ที่กำลังนำเจ้าของบ้านทั้งสามซึ่งยังคงนอนไม่ได้สติจากฝีมือรัตตสูร ลำเลียงขึ้นไปบนเปล เพื่อเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลต่อไป โดยมีชายรูปร่างสันทัดผู้มีผมสีน้ำตาล ที่รับประทานอาหารกับนภาพรไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน คอยควบคุมดูแล

     “เรื่องราวมันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ จะเก็บซ่อนไว้ไม่ให้คนทั่วไปรู้ได้อีกนานแค่ไหนกันคะพี่หมอ?” นภาพรถามชายหนุ่มจากองค์กรเดียวกัน

     “เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีปล้นบ้านนี้มีแต่คนของเรา ยังไงก็ไม่น่ารั่วไหลเรื่องเป็นฝีมืออมนุษย์หรอก ส่วนขุนพลอสูรหนุ่มนี่ เดี๋ยวพวกเราจะช่วยปกป้องจากพวกอสูรอื่นที่จะมาเล่นงานเพราะแปรพักตร์ตามที่เธอขอเอง แต่เราก็ต้องขอข้อมูลที่จำเป็นหน่อยนะ ชายผู้ถูกเรียกว่าพี่หมอตอบพลางมองไปที่เครดิต ทำเอานภาพรเบาใจขึ้นมาระดับหนึ่ง ถึงแบบนั้นเด็กหนุ่มร่างผอมผิวคล้ำที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ยังดูไม่ค่อยไว้วางใจเท่าไร

     “จะป้องกันพวกพี่ ๆ ขุนพลอสูรคนอื่นมาตามล่างั้นเหรอ? พวกคุณนี่ช่างไม่ประมาณตนเอาเสียเลย พวกมนุษย์น่ะต้านพวกนั้นไม่อยู่หรอกน่า แค่ผมพวกคุณยังเอาชนะไม่ได้เลยมั้ง เครดิตเหน็บแนมอีกคู่สนทนา แต่ก็มีแววตาของความห่วงใยพวกเขาอยู่ไม่น้อย

     “ก็ดีกว่าปล่อยให้สู้อยู่คนเดียวไม่ใช่เหรอ? วีจิณีบอกว่าที่ผ่านมาไม่มีใครที่เป็นเพื่อนยืนอยู่เคียงข้างนายเลย แต่คราวนี้พวกเราจะขอสู้เป็นเพื่อนให้แล้วกันนภาพรบอกกับเครดิต ทำเอาอสูรในร่างมนุษย์หนุ่มถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

     “พวกมนุษย์นี่ดื้อด้านกันจริง ๆ เป็นอะไรขึ้นมาไม่รู้ด้วยล่ะ เครดิตพูดพลางมองไปที่พี่หมอด้วยสายตาสงสัย ว่าแต่เด็กนี่ตัดสินใจกันแบบนี้ ไม่คิดจะห้ามกันหน่อยเลยเหรอ?”

     “พวกเราภูตภิบาล ก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน พี่หมออธิบายกับเด็กหนุ่มร่างผอม สิ่งที่คนในครอบครัวยืนกรานว่าจะทำจริง ๆ น่ะ ถ้าไม่เห็นด้วย พวกเราก็จะเตือนสติให้ทบทวนดูใหม่ แต่ถ้ายังยืนกรานว่าคิดดีแล้ว พวกเราก็ต้องเคารพการตัดสินใจ แล้วก็สนับสนุนกัน นั่นแหละครอบครัวของเรา

     “ฟังแล้วเป็นครอบครัวที่น่าอิจฉาจริง ๆ นะเครดิตค่อนขอด พลางนึกถึงความทรงจำเลวร้ายที่มี ยามเหล่าพี่ชายเย้ยหยันว่าสิ่งที่เขาชอบมันไร้ประโยชน์

     “งั้นขึ้นรถพยาบาลมากับพวกเราในฐานะญาติผู้ป่วยหน่อยแล้วกัน ระหว่างนั้นจะสอบถามข้อมูลที่นาสนใจสักหน่อยพี่หมอบอกกับเครดิต ก่อนที่จะหันซ้ายหันขวาแล้วเอ่ยถามนภาพร

     “ว่าแต่เทพธิดาหายไปไหนแล้วล่ะ? มีเรื่องอยากถามเยอะแยะเลย

     “เห็นว่าวันนี้ขึ้นแปดค่ำ มีธุระสำคัญที่ต้อไปจัดการต่อน่ะค่ะ นภาพรตอบถึงสาเหตุการหายไปของเพื่อน “”

.

     ณ บ้านพักของเสน ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง

     แสงสว่างสีเขียวเข้มเปล่งออกมาทั่วห้องรับแขกของบ้านสองชั้น แหล่งกำเนิดแสงนั้นเป็นหญิงสาวผิวสีคล้ำ ผมสีดำรวบเป็นมวย ประดับด้วยเกี้ยวทอง และดวงตาสีแดงก่ำ ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเสน ซึ่งกำลังทอดกายอยู่บนเก้าอี้หวาย

     “ของที่จะฝากเก็บไปรอบนี้ ก็มีประมาณนี้นั่นแหละ

     วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มเอ่ยพลางมองผอบหลายใบบนพาน พร้อมกับแผ่นโลหะสีทองและแผ่นหนังสัตว์ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะรับแขก คู่สนทนาได้ฟังก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว แล้วเอานิ้วเคาะที่แผ่นสีทองครั้งหนึ่ง ก่อนจะเคาะแผ่นหนังสัตว์อีกครั้ง และถอนใจออกมา

     “หลักฐานเท่านี้อาจจะยังไม่พอ สำหรับการอนุมัติเรื่องที่เสนอไว้เพคะ เสียงผู้มาเยือนเอ่ยขึ้น

     “ไม่พอก็ส่งไปเท่านี้ก่อน รอบหน้าค่อยว่ากัน เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมาด้วยความเหนื่อยใจ เท่านี้ก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ ว่ามีการทุจริตขึ้นในเหล่าเทพารักษ์จริง ๆ มีอสูรจากอสุรกายภูมิอยู่เบื้องหลังจริง ๆ ก็น่าจะมากพอให้อนุมัติเรื่องที่ขอไปได้แล้วนี่

     “จากรายงานพวกนี้ ระดับความอันตรายที่ประเมินไว้ยังต่ำกว่าระดับเอกอยู่มากเพคะ ทางสภาก็คงวินิจฉัยว่าพระองค์เพียงผู้เดียวก็คงจัดการได้กระมัง หญิงสาวผู้มาเยือนอธิบาย ทำเอาเด็กหนุ่มต้องถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่หญิงสาวจะพูดต่อไป

     “เผื่อพระองค์อาจจะลืมไปบ้าง แต่อมนุสสภัยระดับตรี ที่เทวดาระดับทหารเทวดาทั่วไปก็จัดการได้ หรือระดับโทที่ต้องส่งระดับโลกบาลเสนาบดีมาจัดการนั้น ทางสภาประเมินไว้ว่าพระธิดาแห่งวรุณเทวราชเช่นพระองค์ผู้เดียว ก็สามารถจัดการได้แล้ว

     “เออจำได้น่า ถึงต้องรวบรวมหลักฐานให้มากเพื่อให้เบื้องบนรู้สักที ว่าสถานการณ์ในโลกมนุษย์ตอนนี้น่ะ มันเกินกว่าที่เราคนเดียวจะรับมือได้แล้วจริง ๆ เสนกล่าวพร้อมกับมองไปที่คู่สนทนาด้วยแววตาหนักใจเต็มประดา

      “หากพระธิดายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอมนุสสภัยตอนนี้ร้ายแรงระดับเอก ที่ควรให้ท้าวมหาราชจัดการ พระองค์ก็จะถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพพอจะปฏิบัติภารกิจที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากกว่านะเพคะ” หญิงสาวผู้เปล่งรัศมีสีเขียวบอกกับวีจิณีในร่างเด็กหนุ่ม  “ระดับที่พระธิดาเจอตอนนี้ยังสร้างความเสียหายเพียงแค่ชุมชนเล็ก ๆ เท่านั้น แต่หากพระองค์สามารถพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบถึงผลกระทบระดับอาณาจักรได้ แบบนั้นสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไปนะเพคะ”  

     “ถ้างานไม่ได้ยากเย็น คนอื่นก็ควรจะอาสาทำไปนานแล้วไม่ใช่เหรอ?! แม้แต่ระดับเธอเองก็น่าจะทำงานนี้ได้ไม่ยากนี่ เด็กหนุ่มตาดุถามกลับ พลางมองหญิงสาวด้วยสายตาที่คาดคั้นเอาคำตอบเสียเต็มประดา

     “พระองค์ก็ทรงทราบแก่ใจ ว่าเพราะเหตุใดผู้อื่นจึงไม่รับภารกิจนี้ หญิงสาวผู้เปล่งแสงสีเขียวเอ่ยพลางมองกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ทำเอาวีจิณีในร่างของเสนต้องถอนใจอีกครั้ง

     “ไว้จะหาหลักฐานมากกว่านี้คราวหน้าแล้วกัน เธอกลับไปเถอะ วีจิณีบอกกับคู่สนทนา ก่อนที่เธอจะรับคำเทพธิดาและคว้าพานนั้นไว้ แล้วกลายเป็นก้อนพลังงานแสงพุ่งผ่านหน้าต่างแล้วหายไปจากบริเวณนั้น

     “โลกของวัยทำงานนี่มันไม่ง่ายจริง ๆ แต่เราไม่เสียดายที่เลือกมายืนอยู่ตรงนี้หรอก วีจิณีคิดในใจพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยแววตาที่ไม่อาจจะอ่านความรู้สึกได้โดยง่าย

.

     เช้าวันพุธ ห่างไกลจากโรงเรียนธีรโชติศึกษาไปหลายสิบกิโลเมตร ณ บ้านของนกน้อย

     นกน้อยพยายามจะออกไปโรงเรียนแต่เช้าเหมือนทุกวัน เพื่อวาดรูปและถ่ายผลงานลงโซเชียลเน็ตเวิร์กก่อนที่เพื่อน ๆ จะมาถึง ทว่าคราวนี้กลับมีบางอย่างที่ต่างออกไปจากวันก่อน ๆ เมื่อเธอพบว่าสมุดวาดรูปของเธอหายไปจากกระเป๋านักเรียนที่เคยใส่ไว้เสียอย่างนั้น!

     เด็กสาวร่างเล็กพยายามหาทั่วห้อง แต่ก็ไม่พบ เธอจึงออกจากห้องนอนหวังจะไปหาว่าอยู่ส่วนไหนของบริเวณบ้าน แต่แล้วก็พบแม่ของเธอกำลังนั่งรออยู่พร้อมสมุดวาดรูปสุดหวง

     “ฉันหาสายชาร์จโทรศัพท์ ไม่รู้ว่าแกหยิบไปหรือเปล่าเลยไปดูในกระเป๋าของแกตอนอาบน้ำ แล้วก็เจอนี่หญิงวัยกลางคนร่างเล็กบอกกับนกน้อย พลางมองไปที่ลูกสาวด้วยแววตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ แกยังแอบเอาเวลามาวาดรูปอะไรนี่อีกเหรอ?”

     เด็กสาวร่างเล็ก ผิวสีน้ำผึ้งตัวสั่นไปด้วยความหวาดกลัว ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พ่อแม่มาเห็นเธอวาดรูป แล้วก็บ่นว่ามันเป็นปัจจัยให้เธอเกรดตก เพราะไม่เอาเวลาไปทบทวนบทเรียน... แม้นั่นเป็นเรื่องในอดีต ตอนนี้เธอสอบเข้าโรงเรียนใหม่ได้แล้ว และผลสอบกลางภาคก็ไม่ได้แย่อะไรเท่าไรนักด้วย แต่เธอก็ยังอดกลัวไม่ได้อยู่ดี

     “ข... ขอโทษค่ะแม่ ขอสมุดคืนให้หนูนะคะ นกน้อยพยายามรวบรวมความกล้าอ้อนวอนแม่ และนั่นทำให้หญิงวัยกลางคนมองเธอด้วยสายตาแปลกไปกว่าทุกที

     “แม่ห้ามแล้ว ทำไมถึงยังทำอีกแม่ของเธอเอ่ยถามด้วยสายตาสงสัย แกควรจะตั้งใจเรียน เวลาว่างก็ควรจะทบทวนบทเรียน ไม่ใช่เอาไปทำอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับการเรียนแบบนี้ ฉันเตือนก็เพราะห่วงอนาคตแกนะ!

     “ค่ะ...นกน้อยก้มหน้าและกำมือแน่น ตัวของเธอสั่นระริก พลันเธอนึกถึงคำพูดของเสนที่ยังคงดังก้องอยู่ในห้วงความทรงจำ

     “เพราะเธอยังไม่เอาจริงมากพอกับมันหรือเปล่า? ถ้าเธอจริงจังกับมันมากพอ ก็พิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นสิ ว่าเธอมีความสุขที่จะได้ทำมันจริง ๆ และมันสามารถหาเลี้ยงปากท้องเธอได้น่ะ

     ภาพการต่อสู้เพื่อปกป้องความฝันของตัวเองที่ต้องตาแสดงออกมาให้เธอเห็น ก็ยิ่งแจ่มชัดเข้ามาในหัว มันทำให้เธออดละอายใจไม่ได้ ที่ตัวเองไม่พยายามปกป้องความต้องการของตัวเองเลยสักนิด

     “น... หนูรู้ว่าแม่ห่วงอนาคตหนู แต่หนูก็วาดรูปได้ ตั้งใจเรียนไปด้วยได้นะคะแม่! นกน้อยพูดออกมาราวกับเขื่อนที่ไม่อาจเก็บกักสายธารแห่งความรู้สึกได้อีกต่อไป

     “ทักษะด้านการวาดรูป มันประยุกต์ใช้กับวิชาอื่น ๆ ได้เยอะแยะ มันไม่ใช่เรื่องเสียหายสักหน่อยถ้าคนเราจะฝึกให้ถนัดอะไรหลาย ๆ อย่าง เดี๋ยวนี้ทักษะเรื่องเรียนอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ความสามารถพิเศษด้านอื่น ๆ ก็สำคัญ แล้วหนูก็มีความสุขที่จะทำมันจริง ๆ นะคะ!

     คำตอบของนกน้อยที่ไม่ค่อยกล้าขัดความต้องการของครอบครัวหรือคนรอบข้าง ทำเอาแม่ของเธอต้องชะงักไปครู่ใหญ่ หญิงกลางคนถอนหายใจ ก่อนจะส่งสมุดคืนให้กับลูกสาว แล้วกล่าวขึ้นมา

     “อยากทำอะไรก็ทำ แต่ถ้าเทอมนี้เกรดไม่ดีขึ้นมา ฉันจะต้องจัดตารางชีวิตให้แกใหม่

     “ขอบคุณค่ะแม่นกน้อยยิ้มทั้งที่น้ำตายังคลอเบ้า ก่อนจะรับสมุดวาดรูป แล้วรีบเอามันไปเก็บเข้ากระเป๋านักเรียน

     “ไม่ต้องร้องไห้หรอก เช็ดน้ำตาแล้วไปโรงเรียนซะ ฉันก็แค่อยากให้แกมีอนาคตดี ๆ มีความสุขจริง ๆ ไม่ต้องมาลำบากเหมือนพวกฉันก็แค่นั้นแหละ แม่พยายามปลอบใจนกน้อย แม้ดูเหมือนหญิงกลางคนจะแสดงความห่วงใยออกมาไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ก็ทำให้นกน้อยยอมใจชื้นขึ้นมาบ้าง เด็กสาวร่างเล็กจึงปาดน้ำตา ก่อนจะกล่าวสวัสดีแม่ แล้วเดินออกไปหน้าปากซอย เพื่อรอรถตู้โดยสารประจำทางที่จะผ่านมา

     เด็กสาวเปิดโทรศัพท์มือถือออกมาดูระหว่างรอรถตู้ ขาวเรื่องแม่ของหยาดฟ้ากระโดดสะพาน พร้อมทิ้งจดหมายว่าลูกไม่ดูแลเมื่อคืน กลายเป็นเรื่องฮือฮาไปทั่วโลกโซเชียลเมื่อคืน จนคนคอมเมนท์ตำหนิกันมากมาย ทว่าข่าวที่ออกมาตอนเช้า กลับพูดถึงการโพสต์ลงในโลกออนไลน์ของหยาดฟ้า ว่าเธอและตายายที่เป็นครอบครัวที่แท้จริง จะขอแถลงข่าวเรื่องนี้ในตอนเย็น กลับทำให้กระแสเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

     ผู้คนเริ่มสืบหาประวัติของครอบครัวหยาดฟ้าจนพบว่าแม่ได้ทอดทิ้งเธอไปตั้งแต่เล็ก และอาศัยอยู่กับตายายที่เลี้ยงดูมาตลอด นั่นจึงทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่าแม่ของหยาดฟ้าต้องการอะไรอยู่กันแน่ นกน้อยเองก็อยากรู้และรอแถลงข่าวอยู่เหมือนกัน หรือบางทีต้องตาที่ชอบเรื่องในวงการบันเทิงอาจจะรู้ก็ได้ เธอจึงคิดว่าถ้ารีบไปถึงโรงเรียนโดยเร็วก็คงดี

     ไม่นานนักรถตู้สายที่เธอโดยสารไปโรงเรียนประจำก็มาถึง เด็กสาวรีบขึ้นไปบนนั้นหวังจะไปโรงเรียนให้ทันก่อนเพื่อนจะมา ทว่าเมื่อปิดประตูรถแล้ว เธอกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไปจากทุกที แม้จะบอกไม่ได้ว่าแปลกอย่างไร แต่ก็ทำเอาเธอขนลุกชันไปหมด

     แล้วเธอก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ เมื่อจู่ ๆ คนขับรถตู้ก็เหยียบคันเร่งจนรถพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วเกินคาดคิด และไปยังเส้นทางที่ไม่เคยไปมาก่อน เธอแทบแผดเสียงร้องออกมา ทว่าคนอื่นบนรถตู้กลับไม่ได้มีทีท่าตระหนกตกใจอะไรสักนิด บางคนกลับง่วงเหงาเศร้าซึมผิดปกติ บางคนยิ้มออกมาด้วยท่าทีสนุกสนานเต็มประดา

     “พี่คะ! ปกติไม่ได้ไปทางนี้ไม่ใช่เหรอคะ?” นกน้อยพยายามบอกกับคนขับ ทว่าเขากลับมองไปข้างหน้าพร้อมกับหัวเราะออกมาราวกับไม่ได้ฟังเสียงอะไร ทำเอาเด็กสาวประหวั่นพรั่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

     ทว่าความหวั่นใจก็เหมือนหลุดออกไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อนกน้อยรู้สึกราวกับตัวเองเคลิบเคลิ้มเหมือนจะล่องลอยขึ้นไปในอากาศ ราวกับรถที่พุ่งทะยานเป็นเพียงเครื่องเล่นในสวนสนุกเท่านั้น...

     แล้วชั่วพริบตานั้น รถจักรยานยนต์คันหนึ่งก็ขับด้วยความเร็วสูงกว่า แซงหน้าพวกเธอไป จากนั้นรถตู้ก็เหมือนหยุดกึกโดยไม่ทราบสาเหตุ ภาพรอบด้านก็พลันเปลี่ยนไป จากถนนในเมือง กลายเป็นเหมือนกับสนามแข่งรถ แต่มีเหล่าสัตว์ประหลาดคอยเชียร์อยู่ข้างสนามราวกับเป็นโลกแฟนตาซีในความฝัน รถจักรยานยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ข้าง ๆ และมีใครสักคนที่นกน้อยรู้สึกเหมือนเคยเห็นมาก่อน กำลังนั่งอยู่บนรถคันนั้น

     “กำลังคึกอยู่งั้นเหรอคุณคนขับ? มาเล่นเกมแข่งรถกันหน่อย เอาชีวิตตัวเองและผู้โดยสารเป็นเดิมพันกัน เสียงที่เหมือนเคยได้ยินดังขึ้นจากคนขับรถจักรยานยนต์ เจ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มร่างผอมที่นกน้อยเพิ่งเจอเมื่อไม่กี่วันก่อน รุ่นพี่เครดิตนั่นเอง!

     แต่ถึงจำได้ว่าเป็นใคร แต่นกน้อยก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ หรือเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น และก่อนจะคิดหาคำตอบ รถตู้ก็พุ่งออกจากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว ทว่ารถจักรยานยนต์กลับพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วยิ่งกว่า

     นกน้อยสับสนเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เครดิตที่กำลังขับรถคันนั้นรู้ถึงต้นสายปลายเหตุดีแก่ใจ

     “หัตถ์แห่งมัชชะ หัตถ์แห่งพาลชน หัตถ์แห่งยามวิกาล หัตถ์แห่งมหรสพ และหัตถ์แห่งความคร้าน คือฉายาของพวกที่เหลืองั้นสินะ ส่วนนายก็คือหัตถ์แห่งการพนัน” เสียงของหมอหนุ่มผมสีน้ำตาลเอ่ยขึ้นในห้วงความทรงจำของเมื่อค่ำคืนก่อน ขณะที่เขาพยายามทบทวนข้อมูลที่ได้มาจากเครดิต ฉายาของกลุ่มพวกนี้คุ้น ๆ เหมือนกับเคยได้ยินที่ไหน แต่ก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องที่พวกหัตถ์มารทั้งหกกำลังเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อสะสมพลังงานด้วยสารพัดวิธี และสปอร์ควบคุมมนุษย์นั่นเป็นแค่หนึ่งในวิธีทั้งหมดเท่านั้น

     “รู้ข้อมูลแล้วสิ้นหวังเลยหรือเปล่าล่ะ? ทั้งระดับพลัง วิธีการที่หลากหลาย แบบนี้ยังไงพวกมนุษย์ก็รับมือไม่ได้หรอก ทำได้แค่เป็นแหล่งทรัพยากรให้พวกเราเก็บเกี่ยวพลังงานเท่านั้นแหละ เครดิตบอกกับคุณหมอแห่งกลุ่มของนภาพรไปเมื่อคืนก่อน เรื่องจะปกป้องคุ้มครองกันก็อย่าหวังเลย

     “ถ้าจะว่ากันตรง ๆ พวกเรารับมือกับอสูรระดับพวกเธอน่าจะยาก จะปกป้องคุ้มครองจากพวกเธอคนอื่นก็คงยากถ้ามันจะตามล่าจริง ๆ นั่นแหละ ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่จะมองไปยังเครดิตด้วยสายตามุ่งมั่น ไหน ๆ ก็คงจะโดนล่าแล้ว ถ้าเปลี่ยนแผนเป็นให้เธอชิงลงมือก่อน โดยพวกเราสนับสนุน ผลมันอาจจะต่างออกไปก็ได้

     “นี่กำลังจะใช้ข้าเป็นอาวุธ ไว้สู้กับพี่น้องตัวเองแทนงั้นรึ? ไม่เบานี่เจ้ามนุษย์ เครดิตแสยะยิ้มออกมาเมื่อรู้ข้อเสนอของคู่สนทนา แต่แบบนั้นก็ได้ ไหน ๆ ก็คงจะโดนครอบครัวตามล่าโทษฐานทรยศแล้ว จะยอมเป็นดาบให้ ช่วยลับดาบเล่มนี้ให้คมสุด ๆ และเหวี่ยงมันออกไปสุดแรงเกิดให้ดูหน่อยแล้วกัน

     นั่นคือข้อตกลงระหว่างเขากับพวกกลุ่มภูตภิบาลที่นภาพรสังกัดอยู่ และทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ เมื่อสัญญาณพลังอสูรในบริเวณหนึ่งแรงกล้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเทคโนโลยีของมนุษย์ก็พบว่ามันมาจากรถตู้คันหนึ่ง ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยเร็วผิดสังเกต พวกภูตภิบาลจึงให้เขาขับรถจักรยานยนต์ไปดักหน้า แล้วใช้พลังสร้างปุ่มเริ่มเกมเอาไว้กลางถนนให้รถเหยียบ ก่อนจะดึงเข้าสู่มิติของเกมที่กินเวลาในโลกความเป็นจริงไม่ถึงวินาที เพื่อสืบให้รู้ว่าเกิดอะไรกับคนในรถกันแน่

     ตอนนี้เขารู้แล้วว่าผู้คนบนรถกำลังมีสติสัมปชัญญะที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นัก และไม่ได้ถูกครอบงำด้วยสปอร์พลังอสูรแบบวันก่อน ๆ และทำให้เขาพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหวของพี่ผู้ได้ฉายา หัตถ์แห่งมัชชะ ผู้ถนัดเรื่องทำให้ชีวิตอื่นรู้สึกมึนเมาราวกับเสพยาเสพติดอย่างแน่นอน!

     เป้าหมายของเครดิตตอนนี้คือแข่งรถในโลกแห่งเกมให้ชนะ แล้วใช้เงื่อนไขพลังตัวเองที่ใช้ได้กับผู้แพ้พนัน ครอบงำคนพวกนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อเรียกสติของพวกเขากลับมาจากพลังครอบงำที่ทำให้มึนเมาของหัตถ์แห่งมัชชะ และใช้พลังนั้นคุ้มครองพวกเขาหากเกิดอุบัติเหตุจนอาจถึงแก่ชีวิต

     แน่นอนว่าคนที่กำลังมึนเมา ย่อมมีประสิทธิภาพการขับขี่ที่ต่ำกว่าเขาอยู่แล้ว และอีกไม่นานผู้ชนะเกมนี้ก็ต้องเป็นเครดิตอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่มีอะไรเข้ามาแทรกกลางการแข่งนี่ก่อน...

     ย้ำว่าถ้าไม่มีอะไรมาแทรก...

     แล้วความย่ามใจของเครดิตก็ต้องหยุดชะงักลง พร้อมกับความเร็วของรถที่เริ่มชะลอ เมื่อกระดองเต่ายักษ์จำนวนมากปรากฏขึ้นมาขวางทางจนเต็มถนน เขาถึงกลับประหลาดใจเมื่อตนเองได้ตั้งค่าเกมนี้เอาไว้ให้มีกระดองเต่าเพียงแค่จุดเดียว แต่กลับมีบางอย่างที่แปลกไปจากปกติ ราวกับว่าเกมของเขากำลังถูกแทรกแซง!

     “ตกใจทำไมกันเจ้าเด็กน้อย คิดไม่ถึงหรือว่าสิ่งที่ตัวเองสร้างมากับพลังตัวเองจะเกิดอะไรแบบนี้ ธนภัทรแห่งการพนันเสียงของหญิงสาวนางหนึ่งแว่วมา ทำเอาเครดิตถึงกับต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ แล้วเขาก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อพบว่าร่างกายของตนกำลังถูกกอดจากด้านหลังด้วยอ้อมแขนเรียวงามสีม่วงอ่อน ของใครสักคนที่ขึ้นมานั่งบนรถเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต

     “บ้าจริง พี่มาริยาแห่งพาลชนเหรอ! ทำไมถึงได้...

     “พี่กับเมรียาแห่งมัชชะ ตั้งใจจะจับเจ้ากลับไป เลยร่วมมือกันสักหน่อย ไหน ๆ ก็พอได้ข้อมูลว่าพวกมนุษย์เกะกะนั่นรับรู้พลังงานอสูรได้แล้ว ให้หล่อนสร้างสถานการณ์ที่มีพลังอสูรแล้วพวกจอมยุ่งหยุดเองไม่ได้ ต้องอาศัยเจ้ามาช่วย รอให้เจ้าสร้างปุ่มเริ่มเกม ส่วนพี่ก็แอบอยู่บนรถแล้วตามเข้ามาไงล่ะ เสียงกระซิบที่เยือกเย็นที่ข้างหูทำเอาเครดิตรู้สึกหวาดกลัวราวกับมนุษย์ถูกปีศาจหลอกหลอน เพราะคู่สนทนาคือหนึ่งในหัตถ์มารที่เขาหวาดหวั่นที่จะเจอที่สุด...

     “ครอบครัวเดียวกันก็ต้องรักกันร่วมมือกันสิ จริงไหม? ส่วนคนทรยศต่อสายเลือดแบบเจ้า คงต้องสั่งสอนเสียหน่อย... การขับขี่น่ะ ถ้ามองไม่เห็นทางก็ไปได้ยาก ลองเจอแบบนี้ดูแล้วกัน...

     สิ้นเสียงกระซิบ บรรยากาศรอบตัวของเครดิตก็พลันเปลี่ยนจากสนามแข่งรถ เป็นความมืดดำราวกับห้วงอวกาศ ทว่ารถของทั้งเครดิตและผู้ถูกครอบงำกลับยังแล่นต่อไปไม่หยุดเหมือนกับยังอยู่บนพื้นเช่นเดิม ก่อนที่ท่อนแขนของหญิงสาวจะพลันผละออกไปจากเครดิต แล้วร่างของสตรีที่มีผิวสีม่วงอ่อนก็ทิ้งตัวลงจากรถ แล้วหายไปในความมืดนั้น...

     เครดิตถึงกับหน้าถอดสีเมื่อสนามแข่งกลายเป็นความมืดแต่รถยังคงแล่นต่อไป แสงไฟจากหน้ารถเหมือนจะไม่ช่วยทำให้รอบบริเวณเห็นอะไรแม้แต่นิดเดียว เขาเห็นเพียงแค่รถตู้ที่กำลังตามมาผ่านกระจกมองหลังเท่านั้น ทว่าจู่ ๆ รถตู้นั้นก็เพิ่มจำนวนเป็นหลายสิบคัน และบางคันก็เหมือนจะพุ่งชนเขาได้ทุกเมื่อ! ดังนั้นเขาไม่สามารถหยุดรถได้ และต้องพุ่งไปโดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจอกับอะไร!

     “คำสั่งมินิแม็ปทำงาน! เครดิตใช้พลังของตนเรียกจอโฮโลแกรมแสดงแผนที่ขนาดย่อมให้ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทว่าจอกลับแสดงแผนที่แค่แวบเดียวก็กลายเป็นสีดำสนิท

     “เจ้าอาจสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่ถ้าการรับรู้นั้นบิดเบี้ยวไปขึ้นมาล่ะ จะใช้งานสิ่งที่สร้างยังไง?” เสียงหญิงสาวเยือกเย็นและอำมหิตขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เครดิตกำลังเร่งเครื่องเข้าไปอีกเพื่อหนีรถตู้นับสิบที่กำลังเบียดเข้ามา

     “ไม่อยากจะทำแบบนี้เท่าไรเลยเครดิตพูดพลางล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ มันมีลูกปิงปองที่ห่อผ้าเช็ดหน้าลูกหนึ่ง เขาแกะผ้าเช็ดหน้าแล้วโยนมันลงไปยังพื้นถนนเบื้องหลัง จากนั้นแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนที่รถตู้หมดที่ตามมาจะสลายหายไป พร้อมกับถนน เหลือเพียงคนขับและผู้โดยสารที่ร่วงลงกลิ้งไปกลิ้งมากับพื้น และความมืดที่ปกคลุมบริเวณก็กลับมาสว่างจนเห็นสนามอีกครั้งหนึ่ง

     “ระเบิดทำลายถนนและรถที่สร้างจากพลังอสูร... พลังที่สามารถทำลายของที่อสูรสร้างขึ้น มันของเด็กที่เคยสู้กับเจ้านี่! เจ้าถึงกับยืมพลังของมนุษย์ที่ไม่ใช่ญาติวงศ์มาใช้งั้นรึ?! เจ้าคนทรยศครอบครัว! เสียงเยือกเย็นตอนนี้กลายเป็นเกรี้ยวกราดดังขึ้นมา ขณะที่เครดิตเร่งความเร็วรถจักรยานยนต์เลี้ยวโค้ง แล้วตรงเข้าไปยังเส้นชัย ก่อนที่จะลงจากรถจักรยานยนต์

     “ครอบครัวคืออะไรกันเหรอ พี่มาริยา?” เครดิตพูดพลางถอดหมวดกันน็อกออก แล้วมองไปยังอากาศธาตุเบื้องหลัง ราวกับรู้ว่ามีคนจับตาดู ในขณะที่พวกพี่ไม่เคยสนใจความปรารถนาของข้า เหยียบย่ำในสิ่งที่ข้ารักที่จะทำ แต่แม่เทพธิดานั่น กับมนุษย์พวกนั้น... พวกเขากลับเปิดใจ เข้าใจและยอมรับฟังกันอย่างคุ้นเคย หากมีภาษิตว่าความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่งละก็ พวกนั้นก็ไม่ต่างจากครอบครัวนักหรอก...

     “ข้าจะคอยดูว่าพวกนั้นจะเห็นเจ้าเป็นครอบครัวเหมือนที่เจ้ามองพวกมันไหม... เสียงของมาริยาแว่วมา แต่เครดิตหาได้สนใจไม่ เขาแสยะยิ้มแล้วกล่าวอย่างผู้มีชัย

     “เกมโอเวอร์! ขอเหยื่อพวกนี้ไปก่อนนะ

     ภาพทั้งหมดเลือนหายไปแล้วกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง คนขับรถตู้และทุกคนในรถก็เริ่มได้สติกลับมา คนขับที่พบว่าตัวเองมานอกเส้นทางถึงกับเหยียบเบรกเต็มแรง ทำเอาทุกคนหน้าคะมำไปหมด แต่พลังอสูรของเครดิตที่ครอบงำร่างโดยไม่มีสายตามนุษย์เห็น ก็ทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บอย่างน่าอัศจรรย์

     ทุกคนประหลาดใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันพวกตนกันแน่ เพราะไม่มีใครจดจำได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากขึ้นรถคันนี้มาสักพัก ทว่านกน้อยนั้นกลับจำสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ได้อย่างชัดเจน... ถึงแบบนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าทั้งหมดอาจเป็นเพียงความฝันก็ได้

     ทว่าอีกมุมหนึ่งที่ไม่ไกลนัก ผู้ที่รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นก็กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ที่ป่าละเมาะข้างทาง เด็กหนุ่มร่างผอมผิวคล้ำ กำลังจ้องมองหญิงสาวผู้มีผิวสีม่วงอ่อนและผมสีดำขลับ และมีเขี้ยวน้อย ๆ ที่มุมปาก ซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ที่พื้น เธอกำลังถูกพันธนาการด้วยพลังความมืดของเครดิตเพราะเป็นหนึ่งในผู้พ่ายแพ้ในเกมแข่งรถเมื่อครู่ ทว่าท่าทีของเธอกลับไม่ได้สะทกสะท้านสักนิด

     “เห็นไหมว่าเรื่องเล่นเกมมันไม่ได้ไร้สาระเสมอไปสักหน่อย เครดิตพูดอย่างผู้มีชัย เดี๋ยวไม่นานพวกนั้นก็คงมาจับพี่ไปผนึก แต่ก็ขอถามอะไรสักอย่างหน่อยสิ...

     “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเติบโตขึ้นขนาดนี้ แต่คิดจริง ๆ เหรอว่าเจ้าชนะพี่ได้แล้วจริง ๆ น่ะ?” อสูรมาริยาพูดแทรก ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ

     “อย่าบอกนะว่า...เครดิตพูดไม่ทันขาดคำ ร่างกายของเธอก็พลันสลายหายไปต่อหน้าต่อตา เหลือไว้เพียงเสียงหัวเราะที่ค่อย ๆ จางไปเท่านั้น

     “ใช้พลังสร้างภาพมายาแยกร่างงั้นเหรอ? ที่สู้มาตั้งนานคือร่างแยกสินะเครดิตบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนที่จะเรียกพลังงานที่เคยพันธนาการมาริยา ที่ตอนนี้เป็นเพียงก้อนพลังที่ลอยกลางอากาศให้กลับเข้าตัวเอง แล้วมองไปยังรถตู้ที่แล่นออกไป ช่างเถอะ ยังไงเจ้าพวกนั้นก็ปลอดภัย แล้วน่าจะเอามาใช้ประโยชน์อะไรอื่น ๆ ได้ต่ออีกหน่อยล่ะมั้ง...

     “ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน.. หญิงสาวผิวสีม่วงอ่อนที่กำลังแอบดูเครดิตอยู่หลังต้นไม้ในป่า แอบคิดในใจพลางแสยะยิ้ม

................

เกร็ดความรู้

อมนุสสภัย หมายถึง ภัยที่เกิดจากอมนุษย์เบียดเบียน เป็นหนึ่งในภัย ๓ ประการที่เกิดขึ้นในเมืองเวสาลีในยุคพุทธกาล ได้แก่ ทุพภิกขภัย (ภัยจากการขาดแคลนอาหาร) พยาธิภัย (ภัยจากโรค) อมนุสสภัย (ภัยจากอมนุษย์)

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #61 yojamato (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 23:35
    อสูร น่ากลัวแท้
    #61
    0
  2. #36 kullawat48 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 12:10

    ฉากต่อสู้อธิบายได้เห็นภาพเลยครับ!

    #36
    0
  3. #35 gif123455 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 19:52

    คราวนี้ไม่มีคนให้จิ้นเลยค่ะ

    #35
    0