[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 11 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๑๐ : ข้อเท็จจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๑๐ ข้อเท็จจริง

แสงไฟในอาคารโรงพยาบาลส่องแสงสว่างออกมาแก่ผู้คน ร่างกำยำของเด็กหนุ่มผิวคล้ำ ตาดุ ในชุดนักเรียนชาย กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ เขามาที่นี่ในฐานะพลเมืองดีที่ช่วยหญิงลึกลับผู้พยายามกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย พร้อมกับตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยอีกหลายคน

แม้ดูคล้ายกับหยาดฟ้า แต่บัตรประจำตัวประชาชนของผู้หญิงคนนั้น ทำให้ทราบว่าเธอมีชื่อว่า “สายฝน” และจากจดหมายที่เธอทิ้งไว้ให้ตำรวจ ก็มีข้อความที่ทำให้ทราบว่าเธอคือแม่ของหยาดฟ้า และตัดพ้อต่อว่าลูกสาวว่าสร้างภาพเป็นเด็กดี มีความกตัญญู ความประพฤติเรียบร้อย แต่ความจริงแล้วขับไล่ไสส่งแม่ออกจากบ้าน แถมยังไม่ยอมให้เงินตามที่แม่ร้องขอ และยังมีเรื่องอื้อฉาวกับผู้ชายแบบลับ ๆ อีกต่างหาก!

วีจิณีเองก็ไม่ได้รู้จักกับเด็กสาวชื่อหยาดฟ้าดีเท่าไรนัก แต่การที่หลังจากกระโดดน้ำ มียักษิณีแอบซ่อนเพื่อรับร่างของเธอ ซึ่งมีพลังงานอสูรเติบโตในร่าง ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการของอมนุษย์ที่กระจายสปอร์พลังอสูรแน่ ๆ และเนื้อความในจดหมายนั้นเป็นไปได้ว่าถูกเขียนขึ้นมาเพื่อป้ายสีให้กับดาราสาว ด้วยสถานการณ์ที่ใช้ชีวิตของผู้เป็นแม่ แต่ถึงแบบนั้นวีจิณีก็ยังไม่เข้าใจว่าพวกอสูรจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน?

นอกจากเรื่องนั้น แม้วีจิณีจะอยู่ในร่างมนุษย์ แต่วีจิณีก็สัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานแบบเดียวกับเครดิตในร่างมนุษย์ แต่มีปริมาณพลังมหาศาลกว่า จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่ง กำลังเคลื่อนที่ไปรวมตัวกันยังที่ใดสักแห่ง เรื่องนั้นก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้เหมือนกัน

“คุณที่ช่วยแม่ฉันไว้ใช่ไหม ฉันเห็นในข่าวแล้ว เราเรียนโรงเรียนเดียวกันด้วย ขอบคุณมากนะ” ของเด็กสาวคนหนึ่งเอ่ยถามนางพยาบาลปลุกวีจิณีจากห้วงความคำนึง และเมื่อเด็กหนุ่มตาดุเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบกับเด็กสาวหน้าตาสะสวยแบบที่เคยเห็นในโฆษณาบ่อย ๆ กำลังประนมมือ แล้วค้อมศีรษะให้กับเสน โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่ง พร้อมกับชายหญิงชราอีกคู่ มาพร้อมกับเธอด้วย

“สวัสดีครับ” เสนกล่าวพลางลุกขึ้นและยกมือไหว้ทุกคน ก่อนมองไปยังร่างกายสั่นสะท้านของเด็กสาว เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังวิตกกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย “เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกครับ ช่วยเหลือคนเดือดร้อนมันก็เป็นคุณธรรมพื้นฐานอย่างหนึ่ง แล้วญาติผู้ป่วยมาก็ดีแล้วครับ ทางนี้จะได้กลับบ้าน

“ให้ไปส่งไหมครับ” ชายหนุ่มที่มากับเธออาสา ถ้าจากข้อมูลเมื่อครู่ไม่ผิด เขาคงเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอนั่นเอง

“ไม่เป็นไรหรอกครับ กลับเองน่าจะสะดวกกว่า ทางนี้เองก็น่าจะวุ่น ๆ อยู่ คุณอยู่ดูแลพวกเขาน่าจะดีกว่า” เสนปฏิเสธพร้อมกับยิ้มมุมปากก่อนจะเดินปลีกตัวออกมา แต่ไม่ทันไร หญิงวัยกลางคนญาติคนไข้คนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นก็เข้ามาทักทายหยาดฟ้าทันที

 “น้องหยาดฟ้าใช่ไหม จดหมายที่เห็นในข่าวนั่น เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

“ผมเป็นผู้จัดการ ขอเวลาส่วนตัวให้กับน้องหยาดฟ้าด้วยครับ พวกเรากำลังรีบ เดี๋ยวรอการแถลงข่าวอีกครั้งนะครับ” ชายที่มากับเด็กสาวพูดพลางยกมือไหว้ผู้มารบกวน เด็กสาวเองก็ไหว้เช่นเดียวกัน ทำเอาหญิงกลางคนถึงกับเกรงใจต้องถอยหนีออกมาก่อน ขณะที่ผู้รบกวนเมื่อครู่ก็กลับไปนั่งซุบซิบกันอีกครั้ง... แม้จะแผ่วเบาราวกระซิบ แต่เสนก็ยังพอจับใจความได้

“นี่ถ้าในจดหมายเป็นเรื่องจริงนี่แย่มากเลย นึกว่าดารารุ่นใหม่จะมีคนนิสัยดี เป็นต้นแบบให้เด็ก ๆ ได้สักหน่อย” หญิงวัยกลางคนพูดขึ้นหลังจากนั่งที่เก้าอี้ญาติคนไข้ แล้วคุยกับเพื่อนอีกคนหนึ่งในวัยเดียวกัน

“ละครเรื่องใหม่จะเปลี่ยนนางเอกด้วยรึเปล่านะ บทนางเอกเรื่องกับข่าวที่ออกมามันขัดกันจะตาย ภาพลักษณ์คงไม่เหมาะแน่ถ้าเป็นเรื่องจริง เล่นร้ายกับคนในครอบครัวแบบนั้น” หญิงอีกคนเสริม และนั่นทำให้วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มเกิดฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเปิดสมาร์ทโฟนของตนเพื่อหาข้อมูลทันที

“เป็นแบบนี้นี่เอง... แผนการของพวกมัน” เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มคิดในใจ ก่อนจะเดินกลับไปหาหยาดฟ้าที่กำลังสั่นสะท้านเพราะความกดดันกว่าเดิม น้ำตาเริ่มคลอดวงตางามทั้งสอง

“ก่อนจะไป ขอพูดอะไรสักหน่อยได้ไหมครับ?”

“มีอะไรอีกเหรอ หรือว่าอยากได้ค่าตอบแทนอะไรไหม?” หญิงชราที่มากับหยาดฟ้าถาม ทว่าเสนกลับส่ายหัวช้า ๆ เป็นการปฏิเสธ

“คุณหยาดฟ้างานเยอะแบบนี้ ตามเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ชั่วโมงล่าสุดทันหรือเปล่าครับ?”

“เรื่องอะไรเหรอคะ?” หยาดฟ้าถามด้วยความงุนงง

“ข้อเท็จจริงไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริงที่ถูกรับรู้และถ่ายทอดต่อเท่านั้น โลกมีข้อเท็จจริงมากกว่าหนึ่งชุด แต่คนจะเชื่อชุดไหนมากกว่า ก็อยู่ที่อำนาจของผู้เผยแผ่ข้อเท็จจริง...” เสนพูดในสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับจดหมาย ผู้จัดการจึงเริ่มสับสนว่าเด็กหนุ่มจะสื่ออะไร แต่หยาดฟ้าก็จับเข้าที่แขนของผู้จัดการเพื่อห้ามไม่ให้เขาพูดขัด

“หวังว่าอนาคต ข้อเท็จจริงอีกชุด ที่มีอำนาจให้คนเชื่อมากกว่าข้อเท็จจริงในจดหมายนั่นจะปรากฏนะ” เสนสรุปเนื้อหาสาระที่พูดออกไป ทำเอาหยาดฟ้านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาและพยักหน้าให้กับเด็กหนุ่ม พร้อมกับปาดน้ำตา

“เข้าใจแล้ว... ขอบคุณมากนะ”

หยาดฟ้าพูดจบพร้อมร่างกายที่หยุดสั่น เห็นแบบนั้นแล้วเสนก็บอกลาครอบครัวของเธอ เดินออกจากอาคารโรงพยาบาล สายตามองไปยังจุดที่สัมผัสได้ว่ามีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ ของพลังงานบางอย่าง แล้วกดโทรศัพท์หาใครบางคนทันที

.

ยามค่ำ ณ ห้องโถงกลางคฤหาสน์หลังโต ชายหญิงหลากเพศหลายวัยกำลังนั่งบนเก้าอี้รอบโต๊ะอาหาร ขณะที่คนรับใช้กำลังนำอาหารจากห้องครัวมาบริการให้

ผู้นั่งอยู่เก้าอี้หัวโต๊ะนั้นอาจเป็นเหมือนอากาศธาตุสำหรับสายตามนุษย์ทั่วไป แต่ทุกคนในห้องนี้ล้วนมองเห็นร่างกึ่งโปร่งแสงของชายวัยกลางคนที่หน้าตาคมคาย ร่างผอม มีหนวดบาง ๆ กำลังสนทนากับทุกคนที่ร่วมโต๊ะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสาวตาเรียวที่เพื่อนรู้จักในชื่อนภาพร

“เรายังไม่พบการติดต่อจากคนสู่คนก็จริง แต่จากการทดลองตัวอย่างพบว่าเป็นไปได้ถ้าเชื้อเติบโตมากพอ และจุดร่วมกันของผู้ติดเชื้อทั้งหมดที่ปรากฏในแอป พบว่ามีประวัติไปงานอีเวนท์โปรโมตละครเมื่อวันอาทิตย์กันทุกคน” ชายที่หัวโต๊ะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราจำเป็นต้องจัดการเชื้อพวกนี้ออกจากพวกผู้ติดเชื้อ ตอนนี้ต้องคอยตามหาพวกเขาแล้วให้ผู้ที่มีพลังต่อต้านพลังอสูรได้ไปทำลายมัน”

“ขอบคุณคุณหมอสำหรับเรื่องด้วยนะครับ งานคงหนักน่าดูเลย แต่ถ้าลูกชายบุญธรรมผมเริ่มอาการดีขึ้นแล้ว ก็คงช่วยดูแลเรื่องงานปฏิบัติการเชิงรุกในประเทศนี้ได้มากขึ้น” ร่างกึ่งโปร่งแสงเอ่ยกับชายหนุ่มร่างสันทัด ผมสีน้ำตาล สวมแว่นกรอบดำ ท่าทางสะอาดสะอ้าน ที่นั่งอยู่ซ้ายมือตน ก่อนจะหันไปหาหญิงชราร่างท้วม ผมดำแซมขาว ที่นั่งอยู่ด้านขวา

“ส่วนท่าน ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนสักหน่อย”

“รบกวนอะไรกันจ๊ะ เบื้องบนให้ฉันช่วยงานพวกคุณเป็นการไถ่โทษอยู่แล้ว อยากสั่งอะไรก็ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจหรอก” หญิงชราเอ่ยพลางยิ้มแบบเหมือนจะเป็นมิตร แต่ก็แฝงแววตาที่ไม่ได้ยอมสยบตามปากว่าอยู่ในที

“ผมได้รับรายงานเกี่ยวกับหนึ่งในสมาชิกถอนตัวจากกลุ่มรัตติกาลโลหิต ของพวกผีดิบดูดเลือดทางยุโรป เดินทางเข้ามาในประเทศนี้ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เขาเข้ามาอยู่ในสายตาของท่าน เพราะถ้าว่ากันตามตรง กลุ่มนี้ค่อนข้างอันตรายพอสมควรเลย รายละเอียดผมจะส่งทางโทรจิตอีกทีหนึ่ง” ร่างกึ่งโปร่งแสงบอกกับหญิงชราร่างท้วม ก่อนจะหันไปมองนภาพรที่อยู่ถัดออกไปหลายช่วงคน

“ช่วงนี้เป็นไงบ้าง พร”

“ตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงตามหาเบาะแสของขุนพลจากอสุรกายภูมิอยู่น่ะค่ะ พอเจอก็ติดต่อให้เทพธิดาวีจิณีจัดการ ช่วยทุนแรงของฝ่ายเราไปได้เยอะ แล้วก็ประหยัดพื้นที่อาคมสำหรับกักขังพวกอมนุษย์ที่ทำผิดด้วย เพราะเธอมีเป้าหมายจัดการพวกที่หลุดมาจากอสุรกายภูมิ กับพวกเทวดาท้องถิ่นที่ทุจริตต่อหน้าที่คล้ายกับส่วนหนึ่งที่องค์กรเราทำอยู่พอดี” นภาพรตอบพร้อมกับสีหน้าภูมิใจในตนเอง

“จริง ๆ ก็ไม่ได้หมายถึงเรื่องงานหรอก แต่ดูแล้วพรก็มีความสุขขึ้นเยอะ จากสีหน้าท่าทางหรือออร่าที่เปล่งออกมานั่นน่ะ” ชายที่นั่งหัวโต๊ะเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใย “การได้พบกับเทพธิดาที่ว่า คงทำให้เธอเติบโตขึ้นมาพอสมควรเลย คงจะได้เจอเพื่อนที่เข้าใจกันได้แล้วสินะ”

“อ๋อ... ขอบคุณที่เป็นห่วงมาก ๆ เลยนะคะ” นภาพรพูดพลางยิ้มและค้อมศีรษะแสดงความเคารพผู้อยู่หัวโต๊ะ เธอเองเคารพเขาจากใจจริง แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิด แต่เขาก็เป็นคนพาเธอออกมาจากนรกทั้งเป็นที่พ่อเธอสร้าง และแม้เขาจะใช้เวลาทำงานส่วนใหญ่ในต่างประเทศ แต่ก็มีวิชาแยกพลังงานพร้อมจิตส่วนหนึ่งมาประชุมกับคนอื่น ๆ อยู่เสมอ เป็นผู้ชายคนเดียวที่เธอไม่รู้สึกกลัวเหมือนคนอื่น ๆ เพราะอะไรเธอก็ไม่ทราบเหมือนกัน

“อนาคตคงได้สอนวิชาให้เพิ่มแล้วสินะ” หญิงชราร่างท้วมพูดพลางยิ้มให้กับเด็กสาว

“ขอบคุณมากค่ะคุณยาย” เธอบอกกับหญิงชราซึ่งเป็นอีกคนที่เธอให้ความเคารพ เพราะเป็นผู้คอยสั่งสอนเธอในเรื่องต่าง ๆ มาตลอด แม้จะไม่ได้เกี่ยวพันทางสายเลือดกันก็ตาม แต่คนเหล่านี้ก็เหมือนกับครอบครัวของเธอมากกว่าผู้ให้กำเนิดเสียอีก

                กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!

ไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ เสียงแจ้งเตือนก็ดังออกมาจากโทรศัพท์ของนภาพร เธอหยิบออกมาและพบว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของเสน

“เทพธิดาโทรมาน่ะค่ะ ขอตัวสักครู่นะคะ” นภาพรพูดพลางขออนุญาตลุกขึ้นจากที่ประชุม ก่อนจะเดินออกไปยังที่ไกลจากผู้อื่น แล้วรับสายของเสน

“ติดต่อกลับมาสักทีนะ โทรไปหาเมื่อตอนเย็นหลายหนแต่ไม่ติด เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?” นภาพรทักทายแกมบ่น แต่ไม่ทันว่าอะไรต่อ เสียงจากปลายทางก็ตอบกลับมาก่อน

“มีเรื่องติดพันพอตัว ทางเธอมีข้อมูลเกี่ยวกับสปอร์นั่นยังไงบ้าง” เสียงเด็กหนุ่มดังขึ้นมาจากปลายสาย

“เพิ่งคุยเรื่องนั้นกันเมื่อกี้เลย จากการหาจุดร่วมกัน พบว่าผู้ติดเชื้อส่วนมากไปเที่ยวห้างที่หยาดฟ้าออกอีเวนท์เมื่อวันอาทิตย์กันทั้งนั้น” นภาพรบอกข้อมูลที่ตัวเองได้รับมาให้เทพธิดา

“เราได้ข้อมูลกับแผนคนกระจายสปอร์แล้ว” วีจิณีใช้น้ำเสียงของร่างเด็กหนุ่มสรุป แต่นภาพรก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเท่าไรนัก

“หมายถึงผู้หญิงที่กระโดดสะพานนั่นใช่ไหม? ทางนี้ก็ได้รับข้อมูลมาแล้วเหมือนกัน” นภาพรบอก ก่อนที่จะเอ่ยถามความเป็นไปต่อ “เห็นข่าวพลเมืองดีว่ายน้ำลงไปช่วยอยู่ ว่าแต่ลงไปได้เบาะแสอะไรน่าสนใจมาบ้างไหม?”

“เราเก็บตัวอย่างเห็ดนั่นมาด้วยน่ะ ตอนแรกว่าจะเอาไปให้ที่โรงเรียนพรุ่งนี้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว ช่วยออกมาเจอกันหน่อย จะแชร์โลเคชั่นให้ พาพรรคพวกมาด้วยก็ดี” เสียงของเสนบอกกับนภาพรอย่างกังวลใจ ทำเอาเด็กสาวตาเรียวอดสงสัยไม่ได้

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”

“มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกลนัก แล้ววันนี้เกิดเรื่องเยอะ โควต้าของเราใกล้จะหมดแล้วด้วย” เสียงทุ้มของเสนอธิบายสถานการณ์ ทำเอานภาพรพอปะติดปะต่อได้ในทันทีว่าเทพธิดาต้องการอะไร เพราะตัววีจิณีเพิ่งอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังไปเมื่อก่อนที่จะไปจับตัวเครดิต

“พลังของเธอมาจากการฝึกฝนลมหายใจจนมีประสิทธิภาพ แล้วทำให้เกิดพลังงานในรูปแบบที่ตอบสนองต่อจิตใต้สำนึกงั้นสินะ” วิจิณีในตอนนั้นพยายามสรุป เมื่อเธอแสดงท่าใช้พลังงานหุ้มลูกเทนนิสแล้วขว้างออกไป “แต่พลังงานของเราไม่ได้เกิดมาจากการฝึกฝนภายหลังแบบพวกเธอ แต่มีมาโดยธรรมชาติมาตั้งแต่ถือกำเนิดเป็นชาวดาวดึงส์ แบบรัศมีที่แผ่ออกจากตัวตลอดนี่ เรียกว่า กัมมวิปากชาฤทธิ์ก็ได้”

            “เพราะปกติใช้พลังของเผ่าเทวดา ตอนอยู่ในร่างมนุษย์เลยใช้พลังไม่ได้ดังใจงั้นสินะ” นภาพรพยายามคาดเดาสิ่งที่เพื่อนพยายามจะสื่อสาร

“ก็ประมาณนั้นนั่นแหละ สมัยก่อนเราไม่เคยฝึกฝนการใช้พลังรูปแบบอื่นเลย จะฝึกก็แต่เรื่องใช้พลังไปกับการต่อสู้และฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ จนกระทั่งรู้ตัวว่าต้องมารับงานอะไรแบบนี้ แล้วก็มีเวลาเตรียมตัวก่อนมาแค่ครู่เดียวเอง” วีจิณีอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องสำคัญของตัวเอง “เราเลยควบคุมพลังได้ไม่ค่อยเก่ง แค่แปลงร่างเป็นมนุษย์โดยไม่ใช้แหวนวิเศษช่วย เรายังทำไม่ค่อยได้เลย แล้วถ้ากลับร่างเดิมในโลกมนุษย์ วันหนึ่งเกินสามนาที แหวนแปลงร่างอาจจะแปลงเรากลับเป็นมนุษย์ได้ไม่สมบูรณ์อีกต่างหาก ดังนั้นเราต้องจบการต่อสู้แต่ละครั้งให้เร็วที่สุด”

พอนึกถึงคำอธิบายนี้ก็เลยทำให้นภาพรพอเข้าใจสถานการณ์ ว่าวันนี้วีจิณีน่าจะกลับร่างเดิมได้เกือบสามนาทีแล้ว และแม้ว่าร่างมนุษย์ของวีจิณีจะแข็งแกร่งเท่าไรก็ตาม แต่ก็มีความเสี่ยงกับการลงมือปะทะเหล่าอสูร ดังนั้นนภาพรและพรรคพวกจะต้องรีบไปสนับสนุนเทพธิดาเดี๋ยวนี้!

.

อีกด้านหนึ่งของเมือง ที่บ้านของเด็กหนุ่มร่างผอม ผิวขาว หน้าตกกระ ที่เพื่อเรียกกันว่าโจ๋

หลังจากวันที่พ่อของเขาเจอกับเครดิต ที่บ้านก็กลับมาเป็นครอบครัวอบอุ่นได้อย่างงง ๆ พ่อของเขาไม่เคยว่าร้ายหรือประทุษร้ายร่างกายใครในครอบครัวอีกเลย แม้จะมีอาการเหมือนจะพยายามบ้าง แต่ก็ลองไปดิ้นทุรนทายอยู่พักใหญ่ทุกครั้ง สุดท้ายก็เลยหันมาทำดีกับคนในบ้านไปเสียอย่างนั้น

ครอบครัวของเด็กหนุ่มเหมือนจะมีความสุขดี พ่อและยายก็ให้การสนับสนุนในสิ่งที่เขาทำมากขึ้นมาบ้าง พอครอบครัวเข้าใจ เขาเองก็จัดตารางการซ้อมและการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวมากขึ้น ไม่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องเหมือนวันก่อน ๆ ทุกอย่างควรมีความสุขดี จนกระทั่งวันนี้... หลังจากที่ทุกคนกำลังกลับมาจากการซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า แล้วเปิดประตูเข้ามาในตัวบ้าน

“ต้อนพวกมันไปนั่งรวมกันตรงนั้น แล้วจับมัดไว้!” เสียงประกาศิตจากชายฉกรรจ์ที่โจ๋ไม่เคยรู้จักมาก่อนดังก้อง ก่อนที่ชายอีกสองคนพร้อมอาวุธปืนจะจ่อมันหาเขาและคนในครอบครัว โจ๋ไม่รู้ว่าพวกมันแอบเข้ามาในบ้านของเขาได้ยังไงหรือเพื่ออะไร แต่จะขัดขืนคนมีปืนมันก็ไม่ง่ายเลย

“ใครส่งแกมา?” พ่อของโจ๋เอ่ยถาม ทว่าชายฉกรรจ์ผู้มีผิวคล้ำ สวมเสื้อหนังกับแว่นกันลม และถักผมยาวเป็นทรงเดรดล็อก กลับเอาปืนชี้ไปที่หัวหน้าครอบครัวทันที

“ไม่ได้ให้มาถาม! ไปอยู่เงียบ ๆ ตรงมุมห้องซะ ถ้าไม่อยากโดนเล่น!” เสียงดุดันของชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้น พ่อของโจ๋จึงค่อย ๆ ถอยไปที่มุมห้องตามคำสั่งอย่างฝืนไม่ได้

โจ๋พยายามประเมินสถานการณ์ด้วยประสบการณ์นักกีฬาอีสปอร์ต ผู้ร้ายมีกันสามคน และมีอาวุธปืนครบมือ จะต่อสู้ตรง ๆ นั้นคงยาก แต่หากแยกออกมาคนเดียวก็อาจมีโอกาสช่วยกับพ่อ รุนมันทีเผลอแล้วแย่งปืนกลับมาได้ แม้มีความเสี่ยงที่จะมีคนบาดเจ็บ แต่ถ้าปล่อยเป็นแบบนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามีโอกาสรอดชีวิตเท่าไร เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรด้วยซ้ำ

อีกทางเลือกที่เป็นไปได้คือกดโทรศัพท์เรียกตำรวจ แต่แบบนั้นก็ต้องให้อีกฝ่ายละสายตา และออกไปไกลจากตัวเขามากกว่านี้ ทว่าสามคนร้ายในห้องนั่งเล่นนั้นยังไม่มีวี่แววจะขยับไปไหนเลย

                “ขอผมเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหม กลับมายังไม่ได้เข้าเลย จะอั้นไม่ไหวแล้ว” โจ๋พยายามแสร้งหาโอกาสแยกตัว ทว่าดูแล้วพวกชายแปลกหน้าจะไม่มีความปรานีใด

“จะปล่อยก็ปล่อยตรงนี้! เรื่องมากเดี๋ยวก็ฟาดให้เลย!” ชายผู้ถักผมเดรดล็อกข่มขู่ แต่ไม่ทันจะลงมือ เสียงรถจักรยานยนต์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน ตามด้วยเสียงกดกริ่งเหมือนมีใครบางคนจะมาหากันในยามวิกาล

ทว่าไม่มีใครส่งสัญญาณตอบรับว่ามีใครอยู่ในบ้าน เสียงกดกริ่งนั้นจึงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่ประตูนั้นจะเปิดอ้าออกมาเองโดยไม่มีใครเปิด ก่อนที่ร่างผอมที่ไม่เห็นหน้าว่าเป็นใคร จะย่างกรายเข้ามาในเขตที่ดินของบ้าน

“ยิงมัน” หัวหน้ากลุ่มโจรผู้สวมเสื้อหนังเอ่ย ลูกน้องคนหนึ่งจึงเตรียมปล่อยกระสุนออกจากปืนพกเก็บเสียง ผ่านประตูอาคารของบ้านที่เปิด หมายเล็งที่ผู้มาเยือนลึกลับ

ปิ้ว!

กระสุนถูกส่งให้พุ่งแหวกอากาศเข้าหาเป้าหมาย ทว่าเมื่อยิงออกไปแล้ว ผู้มาเยือนกลับยกบางอย่างที่คล้ายกับจอภาพมารับกระสุนนั้น ไม่นานผู้ยิงก็ล้มลง และไม่ลุกกลับขึ้นมาอีก

“เกมสตาร์ท”

“เกมโอเวอร์

เสียงของผู้มาเยือนดังขึ้น ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาในตัวอาคารบ้านที่ทุกคนกำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยกเว้นเพียงหัวหน้าผู้บุกรุกผู้ถักผมทรงเดรดล็อกเพียงเท่านั้น

“มัดแล้วปิดตาพวกมัน” หัวหน้าผู้บุกรุกบอกกับลูกน้องที่เหลือคนเดียว ซึ่งเขาก็รีบทำตามโดยดี ไม่ถึงนาที สามเจ้าของบ้านก็โดนมัดด้วยเชือก และถูกปิดตาเอาไว้

“มาจนได้นะไอ้น้อง นึกว่าจะหลบหางหนีไปตลอดเสียอีก” ผู้ถักผมเดรดล็อกเอ่ยคำที่เหมือนจะเชื้อเชิญคู่สนทนา แสงไฟภายในบ้านทำให้เห็นว่าผู้มาเยือนคือเด็กหนุ่มร่างผอม ผีสีคล้ำ ดวงตาโต และผมหยิก เขาคือเครดิตหรือธนภัทราสูรนั่นเอง!

“อย่าเอาคนพวกนี้มาเกี่ยวด้วย!” เครดิตประกาศ ก่อนที่สีผิวของเขาจะเริ่มกลายเป็นสีแดง ร่างกายเริ่มมีไอพลังงานสีดำออกมาจำนวนมาก พร้อมกับกลางหน้าผากก็เริ่มปรากฏดวงตาประหลาดขึ้นมา!

“ท่าทางแบบนั้นนี่ ด้านบ้าคลั่งที่จะออกมาตอนมีภัยอันตรายของเจ้านี่นา แต่คราวนี้มีสติกว่าที่คิด หน้าตาไม่น่ากลัวเท่าไร คงไปควบคุมมาจนทำให้พลังเพิ่มแต่ยังมีสติได้แล้วสิท่า” ชายผู้สวมเสื้อหนังพูดอย่างไม่ได้หวั่นเกรงคำขู่ของเครดิตหรือท่าทางที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงข้าม เขากลัวแผ่ไอพลังงานสีดำที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเครดิตออกมา จนทำให้พวกคนที่ถูกจับมัดถึงกับหนาวสะท้าน

“คิดว่าพลังเพิ่มแค่นั้นแล้วจะทำอะไรพี่ชายคนนี้ได้งั้นรึ? ฝันเฟื่องน่า” ชายฉกรรจ์ผู้สวมเสื้อหนังเอ่ยพลางฉีกยิ้มชวนสะพรึง ก่อนที่ไอพลังงานพวกนั้นจะก่อตัวกลายเป็นหลุมสีดำบนพื้นห้อง แล้วทำให้เครดิตร่วงหล่นลงไปในทันที!

ทว่าเครดิตกลับเกาะปากหลุมเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด จึงทำให้เขาร่วงไปเพียงแค่ครึ่งตัวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามปากหลุมนั้นก็พลันลดขนาดลงอย่างรวดเร็ว จนร่างกายท่อนล่างของเขาถูกบีบเอาไว้จนไม่สามารถกลับขึ้นมาได้!

“เข้าใจในความต่างของพลังเราสองคนหรือยังล่ะ? อย่ามากล้าหือกับพวกเราเด็ดขาด!” ชายผู้สวมเสื้อหนังเยาะเย้ย ก่อนที่จะเตะเข้าที่หน้าน้องชายอย่างจังจน แรงปะทะทำเอาเครดิตถึงกับปากแตกเลือดไหลออกมา ทว่าเมื่ออีกฝ่ายกำลังจะเตะครั้งที่สอง เครดิตก็สร้างจอภาพพลังงาน ที่มีคำว่า “Game Start” ที่มือขึ้นมารับการโจมตีนั้น และถ้าอีกฝ่ายสัมผัสโดน ก็จะถูกดูดความนึกคิดเข้าไปในโลกแห่งเกม และคราวนี้สถานการณ์ก็จะพลิกกลับ!

ทว่าเหตุการณ์แบบนั้นกลับไม่เกิดขึ้น เมื่อร่างของชายในชุดเสื้อหนังที่กำลังจะเตะกลับอันตรธานไปจากบริเวณนั้น แล้วไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของเครดิตแทน ก่อนที่เท้าจะปะทะด้านหลังศีรษะอย่างจัง

“นี่แค่ลงโทษสำหรับเด็กดื้อ แต่ต่อไปของจริงแล้ว...” ชายผู้สวมเสื้อหนังเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะย่อตัวลงจิกผมของเครดิต “อธิบายมาเจ้าธนภัทร ว่าทำไมเจ้าถึงหายไปจากสายตาพี่รอง แล้วไปติดต่อกับเจ้าพวกที่เคยสู้ด้วย เจ้าทรยศพวกเราไปเข้ากับพวกนั้นจริงหรือเปล่า?”

“ต้องการคำตอบว่ายังไงดีล่ะ? ดูเหมือนพี่จะปักใจเชื่อว่าทางนี้ทรยศอยู่แต่แรกแล้วนี่” เครดิตพูดพลางแสยะยิ้มแบบใจดีสู้เสือ แต่ดูเหมือนคู่สนทนาจะไม่สบอารมณ์นัก เขาดีดนิ้วทีหนึ่ง พื้นห้องส่วนที่ล้อมรอบสามเจ้าของบ้านก็พลันบิดเบี้ยวไปด้วยพลังงานสีดำ มันเหมือนจะอ่อนยวบราวดินน้ำมัน และค่อย ๆ ถูกยกสูงขึ้น ก่อนจะเชื่อมติดกันกลายเป็นโดมครอบทั้งสามคนไป

“ตอบมาดี ๆ ก่อนที่พวกนั้นจะขาดอากาศหายใจตายกันหมด!” พี่ชายข่มขู่น้อง ทว่ายังไม่ทันที่จะได้คำตอบ บางอย่างก็พุ่งแหวกอากาศจากทางประตูหน้าบ้านที่เปิดอ้า เข้ามากระทบมือของอสูรคนพี่ แล้วทำให้มือนั้นเกิดรอยแผลเหมือนกับถูกถ่านร้อนแดงปาใส่

“นั่นใครกันกล้ามาก่อกวนข้า!? ออกไปดูเร็ว!” หัวหน้าผู้รุกรานบ้านสั่งลูกน้อง เขาจึงถือปืนพกเก็บเสียงออกไปดูหน้าบ้าน พร้อมกับกราดเล็งไปรอบบริเวณเผื่อจะพบเป้าหมาย แล้วมันก็พบกับเด็กหนุ่มผิวคล้ำแววตาดุที่กำลังยืนแนบผนังหน้าบ้านอยู่ ราวกับคิดว่าจะหลบมันพ้น

สมุนโจรยกปืนหมายข่มขู่ ทว่าลูกน้องผู้โชคร้ายกลับไม่รู้เลยว่าคนก่อนกวนที่มันกำลังหา ไม่ได้มีคนเดียว หากแต่มีเด็กสาวผิวขาว ตาเรียวอีกคนที่แยกกันยืนแนบกับผนังหน้าบ้าน และเมื่อโจรหันไปทางหนึ่ง ก็เป็นโอกาสให้อีกทางแทงเข็มลูกดอกยาสลบใส่เจ้าโจร จนมันซวนเซ และเมื่อเสียจังหวะ เด็กหนุ่มก็ใช้หมัดต่อยเสยปลายคางสมุนโจรจนล้มลงหมดสติไปทันที

“ต่อยได้สวย” เด็กสาวที่เพื่อนรู้จักในชื่อนภาพรเอ่ยชมเด็กหนุ่ม

“เพราะเธอช่วยแทงเข็มยาสลบด้วยนั่นแหละ” เด็กหนุ่มตาดุกล่าว ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะทำอะไรต่อ พื้นที่ทั้งคู่ยืนก็กลับยกพื้นสูงกลายสภาพเป็นกำแพงสี่ทิศล้อมทั้งสองเอาไว้ และค่อย ๆ บีบตัวเข้าหาทั้งคู่เรื่อย ๆ

“กล้ามากที่มายุ่งกับข้ารัตตสูรผู้นี้ เจ้าพวกอวดดี!” ชายผู้สวมชุดหนังที่ประกาศชื่อตนเองไปเมื่อครู่เยาะเย้ย เมื่อเห็นว่าทั้งคู่คงไม่อาจรอดอาจการบดขยี้หนนี้ได้

แต่มันก็ต้องพบว่าตนเองประเมินผิด เมื่อจู่ ๆ แสงสว่างสีขาวอมฟ้าก็พุ่งออกมาจากด้านบนกำแพงมรณะ แล้วรัตตสูรก็เห็นว่าสิ่งที่ทำให้เกิดรัศมีนั้นคือเทพธิดาผู้มีผ้าสีขาวขาบปกปิดท่อนบน และท่อนล่างนุ่งโจงกระเบนสีน้ำไหล ซึ่งกำลังหิ้วเด็กสาวมนุษย์ออกมาวางนอกกำแพงที่กำลังบีบอัดร่าง และจากนั้นเทพธิดาก็พุ่งผ่านประตูที่เปิดอ้า เข้ามาด้วยความไวเกินกว่ารัตตสูรจะได้ชักปืนออกไปยิงตอบโต้ด้วยซ้ำ

เปรี้ยง!!

หมัดของเทพธิดาผ่านทะลุกำแพงเสียงจนเกิดเสียงดังลั่น มันควรปะทะเข้ากับร่างของรัตตสูรและทำให้เขาหมดสภาพต่อสู้ ทว่าเทพธิดาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเจ้าอสูรกลับอันตรธานจากตรงนั้น ไปโผล่ตรงหน้าประตูเหล็กดัดของบ้านแทนเสียอย่างนั้น!

“กับความสามารถของข้า การโจมตีแบบนั้นไม่ได้ผลหรอก” รัตตสูรพูดพลางยิ้มแห้ง เขารู้ตัวดีว่าหมัดนั้นถ้าโดนเข้าก็อาจจะหมดสภาพไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาหลบมันได้แล้ว และอยู่ในตำแหน่งพร้อมจะหนีเสียเต็มประดา!

“ฝากไว้ก่อนเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า” เจ้าอสูรผู้ถักผมทรงเดรดล็อกกล่าว ก่อนจะหันหลังและวิ่งหนีไป นภาพรพยายามจะขว้างลูกเทนนิสไปสกัดและร้องบอกเทพธิดาให้ไล่ตามไป ทว่าวีจิณีกลับใส่แหวนแล้วกลับร่างเป็นเสน และทรุดกายลงนั่งอย่างเหนื่อยล้า

“ไม่ต้องตามไป เราเหลือเวลาอีกแค่ประมาณสิบวินาที ต้องรีบช่วยคนอื่น ๆ ก่อน! เจ้านั่นน่ะให้คนอื่นในองค์กรเธอสกัดไว้เถอะ!” เสนร้องบอกพลางมองไปยังเครดิตที่ครึ่งท่อนล่างกำลังติดอยู่ในหลุมบนพื้นบ้าน และโดมที่นูนขึ้นมาจากพื้นห้อง

“ช่วยพวกมนุษย์ที่โดนขังในโดมนั้นก่อน ไม่ต้องห่วงทางนี้!” เครดิตบอกกับเสน ก่อนที่จะพยายามใช้กลุ่มพลังงานสีดำที่แผ่ออกมารอบตนเองในการขยายปากหลุมให้ค่อย ๆ กว้างขึ้นทีละน้อย ๆ เสนเห็นดังนั้นจึงเดินไปยังโดมที่ครอบร่างพวกเจ้าของบ้านแล้วเคาะเบา ๆ

“เสียงสะท้อนที่ดังกลับมานี่มัน... ถ้าซัดไปคนข้างในคงได้รับบาดเจ็บแน่ ๆ” นภาพรบอกกับเสน หลังจากเดินตามเข้ามา เมื่อจับโจรด้านนอกมัดเอาไว้เรียบร้อย

“มีวิธีเอาออกมาอยู่” เสนพูดพลางถอดแหวนออก แล้วกลายร่างเป็นเด็กสาวผู้เปล่งรัศมีอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะบีบเข้าที่กลางโดม จากนั้นโดมที่ถูกดัดแปลงจากพื้นบ้านก็พลันแตกร้าว เผยให้เห็นสามชีวิตที่กำลังถูกจับมัดและปิดตาเอาไว้ พวกเขานอนนิ่งและหายใจรวยรินเหมือนกำลังจะหมดสติ ก่อนที่เทพธิดาจะรีบกลับไปสวมแหวนแล้วกลับร่างเป็นเด็กหนุ่มเหมือนเดิม

“เจ้าอสูรนี่อันตรายกว่าที่เคยเจอมา มันเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งของต่าง ๆ ได้เหมือนปั้นดินน้ำมัน แถมยังเคลื่อนย้ายตัวเองจากตำแหน่งเดิมไปที่อื่นได้ในพริบตาอีก ความสามารถอะไรกันเนี่ย น่ากลัวชะมัด“  นภาพรพูดขึ้นหลังเห็นสภาพที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะมองเสนที่ช่วยดึงเครดิตขึ้นมาจากปากหลุมที่ขยายตัวขึ้นเล็กน้อย

“พวกเธอคนอื่นที่ตรึงกำลังอยู่ พอจับเจ้าอสูรนั่นไหวไหม?” เสนถามขึ้นมาก่อนฉุดเครดิตขึ้นมาจากหลุมได้สำเร็จ แล้วพากันนอนแผ่อย่างอ่อนล้าลงกับพื้นห้อง “ยังไงก็ฝากติดต่อให้องค์กรของเธอมาดูแลเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นนี่ที มันอาจจะปกปิดได้ยากแล้วแบบนี้”

“เรื่องจับนั่นน่าจะพอได้อยู่นะ เพราะยังไงพวกเราก็กางเขตอาคมรอบบริเวณนี้ไว้เกือบหมดแล้ว ถึงจะหนีออกจากบ้านนี้ไปได้ แต่ออกไปชนกำแพงอาคม ก็คงจะถูกดักเอาไว้เหมือนติดใยแมงมุมนั่นแหละ” นภาพรพายามจะบอกให้วีจิณีวางใจ แต่เครดิตที่ยังนอนแผ่ กลับบอกขึ้นมาด้วยท่าทางเคร่งเครียด

“ใยแมงมุมขนาดเล็ก จับนกไม่ได้หรอกนะ”

“เรื่องนั้นไว้คอยดูก่อนดีกว่า ว่าแต่ทำไมถึงได้ออกมาปรากฏตัวกับพี่น้องแบบนี้ อุตส่าห์ติดตั้งเวทพรางตาให้หลบจากพวกนั้นไปได้แล้วนี่นา บ้าหรือเปล่า?!” นภาพรบ่นเครดิตด้วยความไม่เข้าใจในการตัดสินใจของเขา

“นั่นก็เป็นมุมมองของใครของมันน่ะนะ” อสูรหนุ่มร่างผอมพูดพลางมองไปที่ร่างไร้สติสัมปชัญญะของโจ๋ “บางทีความปลอดภัยของตัวเอง มันก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของบางคนหรอก เด็กคนนั้นทำให้คิดถึงตัวเองสมัยก่อนอยู่พอควร ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะปกป้องอนาคตของเขาดูเหมือนกัน”

“เป็นผู้ชายที่เสียสละจริง ๆ เลยนะ” นภาพรพูดด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ พลางนึกไปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาในสมัยเด็ก ถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในเวลาแบบนั้นและมาช่วยเธอจากการถูกรุมลวนลาม บางครั้งอาจจะดีกว่านี้ก็ได้

“สิ่งที่เธอเคยพบมามันก็เป็นข้อเท็จจริงแบบหนึ่ง เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความจริงทั้งหมด ผู้ชายไม่ได้เลวร้ายไปทุกคนหรอก แต่ก็ไม่ได้ดีเลิศไปทุกคน มีดีเลวปน ๆ กันไปนั่นแหละ” เสนพูดพลางพยุงกายลุกขึ้นมานั่ง แล้วมองไปยังเด็กสาวตาเรียว “ข้อเท็จจริงบนโลกนี้ก็มีอยู่หลายชุดนะ ลองเปิดใจรับแล้วมาเปรียบเทียบกันดู ถึงตอนนั้นเธออาจจะเข้าใจโลกมากขึ้นก็ได้มั้ง”

“จะพยายามเข้าใจก็แล้วกัน” นภาพรตอบแล้วชำเลืองมองเครดิต บางครั้งเธออาจจะทำตามที่วีจิณีบอก เลิกเหมารวมผู้ชาย แล้วลองมองด้านดี ๆ ของพวกเขาดู ว่าคนอื่นนอกจากผู้ที่เก็บเธอมาจากบ้านนั้น ก็ยังมีด้านดี ๆ อยู่บ้างล่ะมั้ง

.

ห่างออกไปไม่ไกลนักในเวลาเดียวกัน

รัตตสูรขับรถกระบะของตัวเอง หมายจะออกไปจากที่เกิดเหตุให้ไกลที่สุด ทว่าสายตาอสูรของเขากลับพบว่ามีกำแพงอาคมที่ป้องกันพวกอสูรเข้าออกได้มาขวางอยู่กลางถนน เขาจึงรีบกลับรถแล้วไปหาอีกเส้นทาง ทว่าก็ยังพบเขตอาคมพวกนั้นอยู่ดี

อสูรในชุดหนังจอดรถข้างทาง แล้วเดินไปยังใกล้กับกำแพงอาคมที่มนุษย์มองไม่เห็น เขาลองทำเป็นบิดขี้เกียจ แล้วยกแขนออกไปสัมผัสเขตอาคม แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น ก็พบว่าแขนของตนเหมือนชนเข้ากับผนัง ส่วนรถคันอื่น ๆ ที่แล่นผ่านไปมาก็ยังคงสัญจรได้เหมือนไม่มีอะไรทั้งนั้น

“กำแพงหนาประมาณหนึ่งคืบ ร่างนี้คงผ่านไปไม่ได้ คืนร่างอสูรแล้วพังกำแพงออกไปอาจจะไม่ยาก แต่มันจะแย่กับงานหลักเอานี่สิ สงสัยจะต้องใช้วิธีเสี่ยงหน่อยแล้วมั้ง” รัตตสูรคิดในใจ ก่อนจะเดินกลับขึ้นรถกระบะ แล้วขับช้า ๆ ไปยังกำแพงราวกับไม่มีมันอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ร่างของตนไม่สามารถผ่านไปได้ และหากเป็นแบบนั้น ด้านหน้าของรถกระบะก็จะสามารถผ่านทะลุกำแพงอาคมได้ แต่ร่างกายของอสูรจะปะทะกับกำแพง และติดอยู่แบบนั้น ทำให้ด้านหลังของรถปะทะกับร่างอสูรจนแหลกกันไปข้างหนึ่งแน่ ๆ

ทว่าในวินาทีที่ด้านหน้ารถผ่านกำแพงไปได้ แล้วร่างของรัตตสูรกำลังจะปะทะกำแพง ร่างของเขาก็พลันหายไปจากที่นั่งคนขับ ไปปรากฏอยู่บนที่นั่งด้านหลัง และเพียงไม่ถึงอึดใจเท่านั้น และเมื่อรถกระบะพาส่วนที่นั่งคนขับแหวกกำแพงไปได้ รัตตสูรก็อันตรธานจากด้านหลัง กลับไปนั่งบนที่นั่งคนขับตามเดิม แล้วรถทั้งคันก็ฝ่าเขตอาคมไปได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย!

“ต่อหน้าความสามารถของข้า กับดักพวกนี้ก็ไม่มีค่าอะไรหรอก” รัตตสูรคิดในใจพลางแสยะยิ้ม ก่อนจะเสียบหูฟัง แล้วกดโทรศัพท์เพื่อฝากข้อความเสียงหาบางคน

“หัตถ์แห่งการพนันทรยศพวกเรา เตรียมกองกำลังของเจ้า ไว้จับกุมมันกลับมาได้เลย”

“งานถนัดเจ้าอยู่แล้วนี่ หัตถ์แห่งพาลชน”

 

 

เกร็ดความรู้

ความจริง หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมา มีการพิสูจน์ ตรวจสอบ ว่าถูกต้องเป็นจริง

ข้อเท็จจริง มีความหมาย 2 ประการคือ

1)       เรื่องราว เหตุการณ์ ข้อความหรือความคิดเห็นที่ผ่านการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นจริง

2)       ข้อมูลที่รวบรวมได้จากประสบการณ์ที่แตกต่างไป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #84 ลั่ว ต้าหมิง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 13:24
    วาร์ปหนีตอนช่องว่างอาคมเปิด
    #84
    0
  2. #60 yojamato (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 19:17
    ลอดเขตอาคม ด้วยการหายตัวไปมาได้ด้วยหรอ
    #60
    0
  3. #34 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 11:43

    หัตถ์แห่งพาลชน = แสดงว่าตัวละครที่จะเอามันอยู่ ต้องเป็นจ่าพิชิต?

    #34
    0