ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 99 : แนวป้องกันที่แตกสลายด้วยจรวดนำวิถี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 พ.ค. 58

“ท่านกล้าย หมิง น้ำว้า ฟ้า ปิ๊กมาเดี๋ยวนี้ ! บ่ได้ยินที่อุ๊ยสั่งก๋า !?

เสียงเฉียบขาดที่สูงจนแทบจะเป็นกรีดร้องของวิญญาณสาวหน้าหวานแผดก้องออกจากลำโพงที่ติดอยู่หลังที่นั่งคนขับทั้งสองของรถถังจนทั้งตานีสาวผมหางม้าและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำต้องยกมือขึ้นปิดหู แต่นอกจากนั้น สองสหายต่างเผ่าพันธุ์ก็มิได้นำพาสิ่งใด กล้ายชำเลืองมองเครื่องสแกนม่านตาบนผนังห้องคนขับ เครื่องยนต์วีแปดด้านหลังส่งเสียงคำรามตามคำสั่งของเธอทันที ก่อนที่หมิงจะเหยียบคันเร่งจนจม พารถถังคันโตออกจากโรงเก็บมุ่งหน้าเข้าหาช่องเขาทางเข้าที่ราบดอยสูงที่มองเห็นเป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหน้า

 

เช่นเดียวกัน ตานีน้อยผมสั้นและสาวหมัดเหล็กแห่งคณะแพทยศาสตร์เวียงเชียงหลวงบนที่นั่งคนขับและข้างคนขับของรถขับเคลื่อนสี่ล้อก็มิได้นำพาใดๆ กับคำสั่งของอดีตพันเอกสาวเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง เด็กสาวหน้าคมรู้สึกว่ารุ่นน้องสาวของเธอเหยียบคันเร่งลึกขึ้นด้วยซ้ำ ขณะรถลายพรางหิมะคันโตค่อยๆตะกายไปตามทุ่งหิมะที่ทั้งเละเทะ เฉอะแฉะและเป็นหลุมเป็นบ่อจนหัวสั่นหัวคลอนด้วยถูกขุดเป็นหล่มดักรถถังเอาไว้ วิญญาณหลายตนที่ประจำอยู่กับอาวุธของพวกเขาเหลียวมามอง บางตนก็มองเฉยๆ แต่หลายตนที่เห็นว่าคนขับเป็นใครต่างขมวดคิ้วอย่างงุนงงระคนสงสัย พวกเขารู้ว่าสายไม่ยอมให้ทีมตานีออกรบ แล้วหนึ่งคนหนึ่งตนออกมาทำอะไรที่นี่ตอนนี้เล่า

 

แต่ก็ไม่มีใครเรียกพวกเธอเอาไว้ และถึงมีตนไหนเรียก ทั้งสองก็คงไม่สนใจ ที่หมายของพวกเธออยู่ที่เชิงเทือกเขายาวเหยียดทางตะวันตกของที่ราบซึ่งจ้าดและกล้วยเพิ่งจะบินข้ามกลับมาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว และบัดนี้ทอดตัวเป็นเงาทะมึนเหมือนกำแพงเมืองเยว่ขวางอยู่เบื้องหน้า ภาพแสงสีเขียวที่ถูกฉายขึ้นบนกระจกหน้ารถแสดงรูปเป้าหมายของพวกเธอ มันเป็นอาคารหลังเล็กที่เพิ่งจะสร้างเสร็จสดๆร้อนๆเมื่อไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงที่แล้ว หากความสำคัญของมันต่อปฏิบัติการครั้งนี้ใหญ่เกินขนาดของมันหลายเท่า เพราะมันคือที่ตั้งของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาตัวหลัก ที่คุ้มกันพื้นที่ทั้งหุบเขาจากเหล่าผีร้ายด้านนอก.....

 

“ท่านกล้าย หมิง ทุกตน ปิ๊กมาเดี๋ยวนี้ ! บอกหื้อปิ๊กมาจะไดเล่า !

เหล่าผีในห้องบัญชาการต่างสะดุ้งกันถ้วนหน้าเมื่อสายทุบโต๊ะเปรี้ยงอย่างเหลืออด ดวงตาหวานมีน้ำใสเอ่อคลอจนปริ่ม ความโกรธที่ร้อนรุ่มอยู่ในอกของหญิงชราในร่างหญิงสาวยิ่งเพิ่มอุณหภูมิขึ้นไปอีกเมื่อเหตุการณ์ที่ผ่านๆมาย้อนกลับเข้ามาในหัว ทำไมเหล่าลูกศิษย์ถึงไม่ยอมฟังเธอบ้างเลยนะ.....

 

“เจ้าแม่ ใจเย็นๆก่อนน่า” ผีหนุ่มพูดเหน่อเดินมาปลอบเธอถึงที่ ส่วนหนึ่งเพราะเขายังค่อนข้างว่างเมื่อเทียบกับผู้บังคับบัญชาอีกสองตน และอีกส่วนหนึ่งเพราะตลอดเวลานับสิบๆปีที่อยู่กันมาในตลาดนัดวิญญาณแห่งป่าทิศตะวันออก เขาแทบไม่เคยได้ยินผีสาวรุ่นพี่พูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้เลย

“บ่ใจเย็นแล้วแอ๊ด !?” วิญญาณสาวหน้าหวานสวนกลับ “ที่ข้าเจ้าเตือนที่ข้าเจ้าห้ามก็เพราะหวังดีทั้งนั้น เพราะฮู้ว่าออกไปแล้วจะต้องเจออะหยัง แล้วยะหยังถึงบ่ฟังกันบ้าง !? แล้วนี่ก็บ่แม่นครั้งแรกเน่อที่หมู่เปิ้นยะจะอี้ บ่แม่นครั้งแรกด้วยที่หมู่เปิ้นบ่ฟังข้าเจ้าแล้วออกไปเกือบตาย เป็นแอ๊ดแอ๊ดใจเย็นไหวก๋า !?

“แต่..... แต่เจ้าแม่ก็ต้องเข้าใจความรู้สึกเด็กพวกนั้นด้วยนา” แอ๊ดพยายามท้วง “เขาก็ต้องอยากทำอะไรเพื่อ.....”

 

แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ อีกฝ่ายก็สวนกลับด้วยเสียงที่ดังและสูงกว่าเดิม พร้อมๆกับน้ำใสที่ยามนี้ไหลลงมาตามแก้มขาวแล้ว

 

“แล้วยะหยังหมู่เปิ้นถึงบ่เข้าใจความฮู้สึกข้าเจ้าบ้าง !? บ่มีผู้ได๋คึดเลยก๋าว่าถ้าหมู่เปิ้นตาย หมู่เปิ้นหายไป ผู้ได๋จะเสียใจที่สุด !? ฮู้กันบ้างก่อว่าข้าเจ้ากังวลเท่าได๋เวลาหมู่เปิ้นยะจะอี้ ว่าข้าเจ้าย่านเท่าได๋เวลาฮู้ว่าหมู่เปิ้นอยู่ในอันตราย เข้าใจกันบ้างเหอะ !

 

ห่างออกไปเกือบสี่กิโลเมตร หมิงนั่งตัวแข็งอยู่หลังพวงมาลัยรถถัง สายกดไมโครโฟนวิทยุค้างเอาไว้ จะเพราะด้วยความโกรธจึงเผลอหรือจงใจเธอก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆคือนั่นทำให้เธอได้ยินหญิงสาวหน้าหวานทุกคำพูด หัวใจของสมิงสาวเจ็บแปลบขึ้นมาครามครัน เธอไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของผีสาวตนนี้เลยจริงๆ.....

 

“กล้าย ขอสุมาอุ๊ยสายกันดีบ่”

เด็กสาวหน้าเสือชำเลืองมองเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้างตัว หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเองก็คงตกใจเช่นเดียวกับเธอเมื่อดูจากสีหน้าที่ซีดเผือดกว่าปกติ แต่เธอไม่พูดอะไร แม้ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจะหลุบต่ำและคิ้วบางขมวดเข้าหากันก็ตาม

 

“ทุกคนคงคึดว่าข้าเจ้าเป็นแค่ยายแก่ขี้กังวลขี้ย่านแม่นก่อ แอ๊ดก็ด้วยแม่นก่อ” เสียงของวิญญาณสาวหน้าหวานส่งผ่านวิทยุมาอีกครั้ง คราวนี้ด้วยน้ำเสียงอ่อนลงบ้าง แต่มันกลับทำให้หมิงขนลุกยิ่งกว่าเดิมเมื่อเธอจับแววสะอื้นที่แฝงอยู่ลึกๆได้.... “ก็ได้ หลังจากนี้หมู่เปิ้นอยากยะอะหยังก็ยะไปเลย ข้าเจ้าจะบ่ห้ามบ่อะหยังอีกแล้ว พอกันที”

 

 เป็นเวลาอึดใจหนึ่งเต็มๆ ที่ทั้งข่ายวิทยุมีแต่ความเงียบ แต่ในที่สุด เสียงหนึ่งก็ทำลายมันลง

 

“อุ๊ยสาย หมู่เฮาขอสุมานักๆเน่อ อุ๊ยสายอู้ถูก หมู่เฮาบ่เคยตึดถึงความฮู้สึกของอุ๊ยสายเลยแต๊ๆ”

 

แม้จะยังเสียใจระคนงอนอยู่ แต่วิญญาณสาวหน้าหวานก็อดเลิกคิ้วน้อยๆไม่ได้เมื่อเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของราชินีอย่างที่เธอคาดเอาไว้ หากเป็นเสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม

 

“หมู่เฮาออกมาแล้ว จะปิ๊กไปตอนนี้ข้าว่าคงบ่คุ้มกับเชื้อเพลิงแล้วก็เวลาที่เสียไปเท่าได๋” ตานีสาวผมหางม้าพูดต่อ “แต่หมู่เฮาสัญญาเน่อเจ้า ข้าสัญญาแทนทุกตนเลย ว่าหมู่เฮาจะเอาชีวิตรอดปิ๊กไปหื้อได้แน่นอนเจ้า”

 

เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นอีกอึดใจหนึ่ง ก่อนที่สายจะตอบกลับลูกศิษย์สาว

 

“ก็ได้ อุ๊ยจะเชื่ออีกสักครั้ง” หญิงชราในร่างหญิงสาวพูดห้วนๆ “แต่จำไว้เน่อ ถ้าท่านกล้ายแล้วก็ทุกคนสิ้นอายุไปแต๊ๆล่ะก็ อุ๊ยตามไปเฉ่งถึงโลกหลังความตายแน่ จะหากันยากเท่าได๋อุ๊ยก็จะหาหื้อเจอ จำคำอู้ของอุ๊ยไว้เลย !

“เจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินน้ำเสียงของฝ่ายตรงข้าม น้ำตาแห่งความโล่งอกรื้นขึ้นมาเต็มขอบตา “ถ้าจะอั้นก็.... การรบครั้งนี้ขอความกรุณาด้วยเน่อเจ้า”

“ขอหื้อเชื่อกันบ้างละกัน”

“โอเค สรุปว่าจบลงด้วยดีนะ” หวังหันไปถามผีสาวรุ่นพี่ยิ้มๆ อีกฝ่ายค้อนเขากลับมาวงใหญ่ “เอ้า ถ้างั้นฝ่ายรบทางอากาศ ขออัพเดตสถานะหน่อย เหลืออะไรบ้าง”

“เครื่องบินขับไล่หายไปเกือบหมดแล้วครับ เหลือแค่ลำเดียวที่น้องกล้วยน้องจ้าดบินอยู่ตอนนี้” ผีหนุ่มตนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆตอบ “แต่เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินยังเหลืออยู่เกือบครบ ยี่สิบสองลำ มีลำเดียวที่โดนระเบิดจากการจู่โจมเมื่อกี้ไป”

“กำลังคนล่ะ”

“เหลืออยู่สิบเจ็ด ไม่นับน้องกล้วยกับน้องจ้าดครับ”

“โอเค ถ้างั้น หน่วยรบทางอากาศที่เหลือทุกคนประจำเครื่องโจมตีภาคพื้นดินเลย” ประโยคสุดท้ายผีผู้มีหน้าตาเหมือนนักร้องเพลงเพื่อชีวิตชะโงกหน้าไปบอกผีหนุ่มผู้ควบคุมฝูงบินโจมตีภาคพื้นดิน

“รับทราบ”

“แล้วกล้วยกับผมเอายังไงต่อครับ” หวังรับคำจบ หลานชายหมอผีใหญ่ก็ถามขึ้นมาพอดี

“จ้าดมาประจำเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน เครื่องบินขับไล่เดี๋ยวให้กล้วยบินต่อ ตอนนี้เมฆเริ่มเข้ามาแล้วน่าจะไม่มีปัญหากับยมทูตแล้ว” วิญญาณหนวดเฟิ้มตอบก่อนจะหันไปหาเจ้าแม่ของเขาอีกครั้ง “เจ้าแม่ ถ้าจะขอกำลังสนับสนุนทางอากาศบอกได้ทันทีเลยนะ”

“ได้”

 

สายตอบเพียงเท่านั้น สมาธิของเธอยามนี้จดจ่ออยู่กับปื้นสีแดงที่กำลังค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้ปากทางของหุบเขายาวเหยียดและคดเคี้ยวก่อนที่จะมาถึงที่ราบดอยสูง พวกมันจะจับไต๋เซอร์ไพรส์ที่เธอเตรียมเอาไว้ให้ได้หรือเปล่าหนอ.....

 

 

ผีร้ายร่างล่ำบึ้กเหมือนฮาร์ดเกย์ตนที่เคยกระทืบแหวนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนที่นั่งสำรองด้านหลังคนขับ

 

เขาจะไม่กระวนกระวายเลยแม้แต่น้อย ถ้ายานพาหนะที่เขานั่งอยู่ไม่ใช่รถถัง และรถถังคันนั้นไม่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มหัวหอกหน้าสุดของกองกำลังรัฐเวียงตานที่กำลังมุ่งหน้าเข้าหาฐานทัพของฝ่ายตรงข้ามอยู่ในยามนี้

 

ชายหนุ่มร่างล่ำนึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าคนวางแผนกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้ให้ผีร้ายผู้มีพลังงานวิญญาณและความสามารถในการรบอันดับต้นๆของกองทัพมาอยู่แนวหน้าสุดๆเช่นนี้ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว เขาเป็นวิญญาณที่มีพลังในการพรางตาและพรางเสียงสูงที่สุดในกองทัพ แต่แม้จะสูงเพียงใดก็ยังไม่อาจซ่อนรถถังนับร้อยๆคันได้ เหล่าตานีสาวจึงคิดค้นวิธีขยายผลพลังของเขา และวิธีการขยายผลนี่เองที่บังคับให้เขาต้องมานั่งอยู่ด้านหน้าสุดของกระบวนทัพในยามนี้ เพื่อเป็นขั้วในการรวมและหักเหพลังพรางตัวให้ครอบคลุมทั้งกองทัพ

 

แม้ตานีสาวอกตู้มตนนั้นจะยืนยันนั่งยันนอนยันว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลถึงขนาดฝ่ายตรงข้ามอาจจะไม่รู้การเคลื่อนไหวของทั้งกองทัพเลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังคงระแวงระคนวิตก ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่คิดจะไว้ใจตานีอยู่แล้วเช่นเดียวกับผีร้ายตนอื่นๆ และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากการโจมตีทางอากาศเมื่อครู่ ถ้าวิธีนี้ใช้ได้ผลจริง ถ้าฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็นพวกเขาจริง แล้วมันยิงได้ยังไงเล่า หรือจะบอกว่าบังเอิญ ?

 

และถ้าเกิดมันใช้ไม่ได้ขึ้นมา เหยื่อรายแรกๆก็คงหนีไม่พ้นรถถังกลุ่มหัวหอกที่เขานั่งอยู่ตอนนี้นี่แหละ.....

 

อย่างไรก็ตาม นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เขากังวลที่สุดในตอนนี้ ตำแหน่งนั้นเป็นของแผนปฏิบัติการครั้งนี้ แผนการสำหรับกองพลรถถังอย่างเขาคือการบุกทะลวงเข้าไปให้ถึงที่สุดและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเจอการต่อต้านอะไรก็ตาม แต่ไม่มีแผนการถอยใดๆทั้งสิ้น แม้เขาจะมั่นใจว่ากำลังฝ่ายเขามากพอทั้งในด้านกำลังและด้านอานุภาพการยิงและน่าจะสามารถกวาดฝ่ายตรงข้ามให้เรียบได้อย่างไม่ยากไม่เย็น แต่แผนทื่อๆแบบนี้มันประมาทเกินไปหรือเปล่า.....

 

แต่ตอนนี้มีอีกเรื่องที่รบกวนจิตใจของเขามากกว่า ผีร้ายร่างยักษ์เริ่มผิดสังเกตกับความเงียบของสนามรบ ดูจากจำนวนเครื่องบินที่ฝ่ายตรงข้ามส่งมาเมื่อครู่แล้ว ผีหนุ่มก็คาดการณ์ว่าข้าศึกก็น่าจะมีกองกำลังทางบกอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากที่หมายเพียงไม่ถึงสามสิบกิโลเมตร เขาก็ควรจะเจอการตั้งรับหรืออย่างน้อยก็การซุ่มโจมตีตัดกำลังบ้างสิน่า.....

 

 นึกได้เรื่องการซุ่มโจมตี ผีหนุ่มก็รีบฉวยกล้องส่องทางไกลตัวใหญ่ที่วางอยู่ข้างตัวมาแนบเข้ากับดวงตาทันที แต่ภาพที่เขาเห็นกลับมีเพียงหมอกสีเขียวจางๆที่ปกคลุมพื้นที่เบื้องหน้า และเหล่าต้นสนที่ขึ้นกันหนาทึบบนแนวเขาเท่านั้น

 

ผีร้ายร่างยักษ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล้องนี้ตานีทั้งสามเป็นผู้ออกแบบ และพวกเธอก็บอกสรรพคุณว่ามันเป็นกล้องจับพลังงานวิญญาณด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของเผ่าพันธุ์พวกเธอ แถมยังใส่ตัวจับสัญญาณโลหะ เสียงและความร้อนเข้าไปด้วย นั่นแปลว่ามันสามารถจับได้ทั้งรถถัง ผู้ที่ขับมันอยู่ และแม้แต่กับระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดิน ถ้ากล้องตัวนี้ทำงานได้ตามที่สามตานีสาวโม้เอาไว้ล่ะก็ หากมันมองไม่เห็นอะไร เขาก็คงยังไม่ต้องกังวล.....

 

เทือกเขาดำทะมึนผ่านสองข้างทางไป ขณะกองกำลังรถถังแปรรูปขบวนเป็นแถวยาวหน้าตัดละสี่ถึงห้าคันเมื่อเข้ามาในหุบเขาที่กว้างเพียงแทบไม่ถึงร้อยเมตร พื้นที่เคยเรียบเริ่มเปลี่ยนเป็นเนินสูงๆต่ำๆ เหมือนลูกคลื่น มิหนำซ้ำยังเป็นลูกคลื่นสลับซ้ายขวาเสียด้วย แถมความสูงยังต่างกันเป็นฟุตสองฟุตจนรถถังแต่ละคันต้องลดความเร็วลงมาเกือบจะเป็นคลาน แต่ถึงกระนั้น ผีร้ายร่างยักษ์ก็ยังต้องยึดแผ่นเกราะเหล็กกล้าของรถถังเอาไว้แน่นด้วยมันพร้อมจะเหวี่ยงเขาลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นหิมะได้ทุกวินาที

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่านี่เป็นฝีมือการขุดของฝ่ายตานี แต่ก็ยังไร้วี่แววของข้าศึก ผีหนุ่มเริ่มเอะใจมากขึ้นเรื่อยๆ เขาอยู่ห่างจากพื้นที่เป้าหมายแค่ไม่ถึงสิบห้ากิโลเมตรแล้ว ระยะขนาดนี้ถือว่าอันตรายอย่างใหญ่หลวงแล้ว แต่ทำไมอีกฝ่ายยังเงียบอยู่เล่า.....

 

หรือว่านี่จะเป็นกับดัก

 

ผู้กอง ข้าโอมบนรถถังหมายเลขสิบเน่อ มันชักจะแปลกๆละว่าก่อผีหนุ่มตัดสินใจโทรจิตหาผู้บังคับบัญชา ซึ่งนั่งควบคุมการรบครั้งนี้อยู่บนรถถังอีกคันหนึ่งด้านหลังๆของขบวน

แปลกยังไงครับพี่โอม เสียงแหบๆของผีร้ายผู้ถูกเรียกว่าผู้กองตอบกลับมา แม้ในศึกครั้งนี้เขาจะมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ทั้งพลังงานวิญญาณและอายุของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขาหลายขุม

ผู้กองลองคึดดูสิ เมื่อกี้เครื่องบินมาหมู่มันก็บินออกมาสกัดตั้งแต่ไกล แต่นี่หมู่เฮาเข้ามาใกล้จะอี้ยังบ่หันมีอะหยังออกมาสกัดเลย ข้ากำลังคึดว่าหมู่มันอาจจะกำลังล่อให้หมู่เฮาเข้าไปข้างในแล้วล้อมโจมตี

นั่นสิ ฉันก็คิดแบบนั้นอีกเสียงหนึ่งสนับสนุน ผีหนุ่มจำได้ว่าเป็นเสียงของผีสาวผู้อยู่ในทีมพรางตาเช่นเดียวกับเขาและกำลังช่วยพรางปีกซ้ายของหมู่รถถัง

ผมว่าอย่าเพิ่งกังวลกันไปก่อนเลยผู้กองตอบ พี่โอมกับเพชรก็ฟังบรรยายก่อนออกรบมาไม่ใช่เหรอว่าพวกมันน่าจะมีกองกำลังภาคพื้นดินไม่มาก เป็นผมผมก็คงเอาไว้ข้างในๆ ไม่เอาออกมาตั้งรับตั้งไกลแบบนี้หรอก

อืม มันก็แต๊.....โอมพยักหน้าช้าๆ ว่าแต่ ได้ยินเสียงอะหยังบ้างก่อ

เสียง ?เสียงของผู้กองมีแววตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย เสียงอะไร

บ่ฮู้ มันเหมือนเสียงปืน แต่เบาเกิ.....”

 

จู่ๆสัญญาณโทรจิตของผีร้ายร่างยักษ์ก็ขาดหายไป ใบหน้าตี๋จืดๆของวิญญาณผู้รั้งตำแหน่งผู้กองดูเข้มขึ้นมาบ้างเมื่อคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ชายหนุ่มพยายามโทรจิตกลับไปหา แต่คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่พบแม้แต่สัญญาณวิญญาณของอีกฝ่าย ซึ่งนั่นหมายความได้เพียงสองอย่าง หากไม่ใช่เพราะคู่สนทนาของเขาหมดสติ ก็แปลว่าคู่สนทนาของเขาแตกสลายไปเสียแล้ว.....

 

เขาไม่จำเป็นต้องรอคำตอบนาน ไม่กี่วินาทีต่อมา น้ำเสียงตื่นตระหนกสุดขีดนับสิบเสียงก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมๆกันในโสตประสาทของเขา

 

นี่รถถังหมายเลขสิบเก้า พวกมันซุ่มโจมตี !’

กระสุนปืนใหญ่ ! หาที่กำบัง !’

หมายเลขหนึ่งถึงยี่สิบวิ่งต่อไปก่อน ! อยู่ให้ห่างกันไว้ !’

ผู้กอง เอายังไงต่อครับ !?’

สละร......!’

 

ไวเท่าความคิด ผีหนุ่มกระชากกล้องส่องนอกรถถังลงมาดู ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะฉีกไปถึงหู ที่ด้านหน้าของขบวนรถถังห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร เทือกเขาที่ขนาบข้างถูกจุดสว่างเรืองรองเป็นสีทองอร่ามจากเปลวเพลิงที่โหมไหม้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันสว่างวาบขึ้นเป็นระยะเมื่อเชื้อเพลิงและกระสุนในที่เก็บของรถถังจุดระเบิดตัวเองพร้อมๆกับฉีกเกราะเหล็กกล้าออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

เงาร่างที่ดูเหมือนค้างคาวของยมทูตผู้เคยนั่งประจำอยู่บนรถถังเหล่านั้นล่องลอยกันสับสน บ้างลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าหวังจะหาต้นตอของกระสุน พวกมันไม่รู้เลยว่ากำลังพุ่งสวนทางกับกระสุนปืนใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางสิบห้าเซนติเมตรที่ถล่มลงใส่ราวกับห่าฝนอุกกาบาต และทั้งกระสุนทั้งจรวดจากเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินที่สาดกระหน่ำลงมาราวกับสายน้ำ แต่เป็นสายน้ำที่ปลิดชีวิตหลังความตายของพวกมันได้แทบจะสิบครั้งในนัดเดียว.....

 

รายงานต่อมาจากเหล่าวิญญาณใต้บังคับบัญชายิ่งทำให้ไขสันหลังที่เย็นเฉียบอยู่แล้วยิ่งลดอุณหภูมิลงไปจนเกือบถึงศูนย์องศาสัมบูรณ์

 

นี่รถถังหมายเลขสี่ร้อยหกสิบ มีรถถังมาข้างหลังด้วย พวกมันดักทางเราไว้ !’

หมายเลขสองร้อยเจ็ด พวกเราโดนยิงจากหุบเขาข้างๆด้วย !’

สองร้อยยี่สิบสอง ทางนี้ก็ด้วย !’

สองร้อยสี่สิบด้วย !’

สองร้อยสามสิบห้าก็เหมือนกัน !’

เป็นการยิงตรงหรือวิถีโค้ง !?’ ชายหนุ่มหน้าตี๋ยิงคำถามกลับไปทันที

น่าจะเป็นยิงตรง !’

ยิงตรงครับ !’

 

ผีหนุ่มขบกรามกรอด จากแผนที่การจัดขบวนของรถถัง ทั้งสี่คันอยู่ริมแถบซ้ายและแถบขวาห่างกันเป็นร้อยเมตร ถ้าพวกมันโดนจู่โจมพร้อมกัน แถมเป็นกระสุนแบบยิงตรงซึ่งแปลว่ายิงออกมาจากปากกระบอกปืนของรถถัง ก็แปลว่าข้าศึกโจมตีพวกเขาจากทุกทาง แต่มันเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อกล้องตรวจจับพลังงานวิญญาณมองอะไรไม่เห็นเลยแบบนี้ แล้วพวกมันก็ไม่น่ามีรถถังมากพอจะล้อมแล้วสอยพวกเขาเป็นใบไม้ร่วงแบบนี้ไม่ใช่หรือ.....

 

ตั้งแต่หมายเลขสี่ร้อยลงมาหันกลับไปยิงข้างหลัง หนึ่งร้อยแปดสิบถึงสองร้อยเก้าออกไปทางขวา สองร้อยสิบถึงสองร้อยสามสิบห้าออกไปทางซ้าย ที่เหลือเดินหน้าต่อไป พวกมันมีน้อยกว่าเราอยู่แล้วไม่ต้องไปกลัว !’ ผู้กองออกคำสั่งเฉียบขาด กลุ่มวิญญาณอิสระทำตามแผน B !’

รับทราบ

 

อากาศที่เย็นเฉียบอยู่แล้วยิ่งลดอุณหภูมิลงเกือบสิบองศาเซลเซียสเมื่อเหล่าวิญญาณอิสระ หรือก็คือผีร้ายที่ไม่ได้มีหน้าที่ควบคุมรถถังกลายร่างเป็นพลังงานวิญญาณก่อนจะสุ่มเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นเขาหมายจะหาตำแหน่งซุ่มยิงของข้าศึก แต่หัวใจของพวกมันก็ร่วงวูบเมื่อพบว่าแทนที่ร่างกายจะเคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง มันกลับนิ่งอยู่กับที่ไร้การตอบสนอง นั่นแปลว่ามีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งเอาไว้ แต่ที่ระยะสิบกว่ากิโลเมตรจากเป้าหมายเนี่ยนะ ?

 

ผู้กอง เคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้ !’ เสียงตอบกลับของหัวหน้าหน่วยวิญญาณอิสระทำให้ประสาทที่ตึงเขม็งอยู่แล้วของผู้กองยิ่งเครียดขึ้นไปอีก

ถ้าไม่ได้ก็บินเอา เร็ว !’ ผีหนุ่มตอกกลับด้วยเสียงแทบจะเป็นตะคอกก่อนจะคว้าวิทยุที่แขวนอยู่ข้างผนังห้องคนขับมาติดต่อกับศูนย์บัญชาการที่เชียงม่วน “คุณแหวน พวกมันมีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาตั้งแต่ทางเข้าหุบเขาเลย จะเอายังไงต่อ !?

“ถอ.....”

 

เสียงจากปลายสายพูดยังไม่ทันจบมันก็ขาดหายไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงที่ทำเอาชายหนุ่มหน้าตี๋ขนลุก มันไม่ใช่เสียงของตานีสาวหัวหนามผู้รับผิดชอบการคุมกำลัง หากเป็นเสียงของคนที่อยู่สูงกว่านั้น.....

 

“ไม่ต้องกลัว บุกเข้าไปเรื่อยๆนั่นแหละ เดี๋ยวก็ดีเอง”

“ตะ.... แต่ท่านประจิม เราเสียรถถังไปเยอะมากนะครับ ตอนนี้เจ็ดสิบกว่าคันแล้ว ! ถ้าบุกเข้าไปผมเกรงว่า....”

“เอาน่า เชื่อผม ส่วนเรื่องอุปกรณ์ป้องกันนี่เดี๋ยวผมจัดการเอง”

 

“คุณจะยะจะได” ตานีสาวหัวหนามเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วถามหลังจากประธานรัฐเวียงตานวางไมโครโฟนวิทยุลงบนแผงควบคุมข้างตัวเธอ “หมู่เฮาบ่ฮู้ที่ตั้งของอุปกรณ์นั่นเน่อข้าก็บอกแล้ว ใช้วิธีวิเคราะห์คลื่นพลังงานก็ยังหาบ่เจอเลย”

“ผมมีวิธีของผมแหละน่า” ชายวัยกลางคนตอบเสียงนุ่ม ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มบางๆ แต่กลับทำให้ขนแขนของแหวนลุกเกรียว “คุณคุมกำลังต่อไป แต่ห้ามถอยเด็ดขาด แล้วเราจะชนะแน่นอน”

 

 

“เฮ้อ.... อยากออกไปอยู่นอกๆกว่านี้จังเลยเน่อ อยู่ตรงนี้จะได้รบก่อยังบ่ฮู้เลย.....”

ตานีน้อยผมสั้นบ่นพึมพำพลางขยับขาคลายกล้ามเนื้อที่เมื่อยขบจากการนั่งอยู่ในจุดซุ่มยิงมานานเกือบครึ่งชั่วโมง แม้เธอจะพอรู้ว่าสถานการณ์ดุเดือดเพียงใดจากคำสั่งและการสนทนาโต้ตอบผ่านวิทยุระหว่างห้องบัญชาการกับหน่วยปืนใหญ่และรถถังในช่องเขา แต่เธอก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงโดยที่เธอยังไม่ได้ยิงกระสุนสักนัด

 

“อย่าซ่านักเลยน่าน้ำว้า” สาวหมัดเหล็กปรามรุ่นน้องสาว เธอวางไรเฟิลจู่โจมพิงปืนกลที่ตั้งหันหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อให้กล้ามเนื้อแขนคลายความล้าลงบ้าง “เมื่อกี้ก็ได้ยินที่อุ๊ยสายพูดไม่ใช่เหรอ”

“ก็แม่นแหละ....” เพราะผู้ปกครองไม่อยู่ น้ำว้าจึงตอบไม่มีหางเสียงตามปกติของเธอ “แต่ข้าเจ้าก็ยังอยากรบเพื่อหมู่เฮาสักหน่อย บ่แม่นนั่งดูตนอื่นสิ้นอายุแทนจะอี้”

เด็กสาวหน้าคมหรี่ตาลง “ไม่อยากเห็นคนอื่นสิ้นอายุแทน หรือว่าอยากจะรบเพื่อความสนุกของตัวเองกันแน่ฮึ”

“ก็.... ทั้งสองอย่างแหละเน่อ..... เอ๊ะ เสียงเครื่องบิน” ตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะใกล้เปลี่ยนเรื่อง

“กล้วยแหละมั้ง” สาวหมัดเหล็กตอบ เสียงคำรามครืนจากเครื่องบินของเพื่อนสาววนไปเวียนมาอยู่หลายรอบแล้วตลอดเกือบครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

“บ่น่าแม่นเสียงเครื่องเอื้อยกล้วย” น้ำว้าส่ายหน้า “มัน.... ฟังดูมีหลายเครื่องยนต์ แล้วเสียงเครื่องก็บ่แม่น จะไดๆก็หมอบก่อนเหอะเอื้อยฟ้า แม่นบ่แม่นค่อยว่ากันอีกที”

“อะ.... อื้ม”

 

น้ำว้าคิดถูกแล้ว ในห้องบัญชาการ สายก็กำลังจะสั่งให้เธอทำอย่างเดียวกันเมื่อเห็นสัญญาณเรดาร์ของกลุ่มเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินของฝ่ายตรงข้ามที่เปิดแน่บไปเมื่อครู่กำลังวนย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอสั่งหมู่จรวดต่อต้านอากาศยานให้เตรียมพร้อมเต็มที่ทันที ห่างออกไปไม่ไกลนัก หวังก็ออกคำสั่งเดียวกันกับเครื่องบินขับไล่เพียงลำเดียวที่เหลืออยู่

 

“กล้วย ข้าศึก น่าจะเป็นเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน เจ็ดนาฬิกา สิบสองไมล์ สี่ลำ จับสัญญาณเรดาร์ได้มั้ย”

“ได้เจ้า เดี๋ยวข้าเจ้าจัดการหื้อ”

 

ขาดคำ มือขวาของเด็กสาวหน้าจืดก็กระชากคันบังคับเข้าหาตัว สวนทางกับมือซ้ายที่ดันคันเร่งขึ้นจนสุด กล้วยรู้สึกราวกับตัวเธอหนักขึ้นสักสองสามเท่าเมื่อเครื่องบินรบลำใหญ่ไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว สัญญาณเรดาร์ของฝ่ายตรงข้ามสว่างวาบอยู่ในหน้าจอนำร่องและค่อยๆหมุนเข้ามาตรงหน้าเธอ แต่ก็เหมือนเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่แล้ว แทนที่จรวดที่มีพิสัยการยิงเกือบหกสิบกิโลเมตรจะส่งเสียงเตือนว่ามันล็อกเป้าหมายได้ ทุกอย่างกลับเงียบสนิท ตานีสาวเม้มปาก ตอนนี้เธอมีสองทางเลือก รอให้มันเข้ามา หรือบินออกจากหุบเขาไปสอยมันข้างนอกด้วยจรวดนำวิถีแบบแสวงความร้อนหรือปืนกล ซึ่งทั้งสองวิธีก็เสี่ยงพอๆกัน ต่อให้ตอนนี้เธอจะบินเข้าเมฆหลบยมทูตเมื่อไหร่ก็ได้แล้วก็เถอะ

 

“ลุงหวัง จรวดบ่ล็อกเป้าอีกแล้ว” กล้วยตัดสินใจรายงานสถานการณ์ก่อนจะทำอะไรต่อไป “ขอบินออกไปสกัดหมู่มันข้างนอกหุบเขาได้ก่อ”

“ไม่เป็นไร รอจนมันเข้ามาจนล็อกเป้าอินฟราเรดได้ดีกว่า ถ้าไม่ได้จริงๆก็ให้แมนแพดสอยอีกที”

“เจ้า”

 

ราชินีตานีกดหัวเครื่องลงอีกครั้งพร้อมๆกับกางสปอยเลอร์ชะลอความเร็ว ดวงตาสีดำประกายเขียวจับจ้องตามการเคลื่อนไหวของจุดสี่จุดในหน้าจอนำร่องของเธอไม่วางตา ดูจากเส้นทางการบินแล้วพวกมันคงจะเล็งตัวฐานบินโดยตรงอีกเช่นเคย หากเป็นเช่นนั้นก็คงเบาใจลงได้บ้าง โรงเก็บเครื่องบินและส่วนโรงงานของฐานบินต่างก็มีตัวรบกวนสัญญาณเรดาร์ติดตั้งอยู่ ใช้จรวดยิงไม่ได้แน่นอน และกว่าพวกมันจะเข้าไปถึงระยะที่ยิงปืนกลได้ เหล่าวิญญาณประจำแมนแพดเบื้องล่างก็คงสอยมันร่วงเรียบร้อยแล้ว

 

ไม่ถึงสามสิบวินาทีต่อมา เธอก็เห็นแสงสีเหลืองส้มสี่ลำพุ่งข้ามเทือกเขามา จรวดแสวงความร้อนล็อกเป้าสองในสี่ลำได้ทันทีแม้จะอยู่ห่างกันเกือบห้ากิโลเมตร เด็กสาวหน้าจืดเหนี่ยวไกปล่อยอาวุธของเธอออกไปทันที มันพุ่งเป็นลำแสงสีฟ้าอมน้ำเงินไประเบิดตูมเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ทั้งแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดฉีกปีกข้างหนึ่งของทั้งสองลำจนขาดกระเด็น ทิ้งให้นกปีกหักทั้งสองลำค่อยๆควงสว่านอย่างสิ้นหวังลงสู่ผืนทุ่งหิมะเบื้องล่าง

 

แต่กล้วยไม่ได้อยู่ดูผลงานของเธอ ตานีสาวเร่งเครื่องดามสองลำที่เหลือขณะพยายามหาทางให้จรวดล็อกเป้าได้ แต่วินาทีต่อมา หัวใจของเธอก็ร่วงวูบเมื่อเห็นข้าศึกทั้งสองลำเอียงตัววูบก่อนจะเลี้ยวอย่างฉับพลันจนแทบจะเป็นหักศอก มุ่งหน้าเข้าหาอาคารหลังเล็กอันเป็นที่ตั้งของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา.....

 

“ลุงหวัง หมู่มันเล็งตัวป้องกันการเคลื่อนที่ !” เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงสูงปรี๊ดผ่านวิทยุ

“ใจเย็นกล้วย” แม้จะพูดแบบนั้น ตานีสาวกลับรู้สึกได้จากน้ำเสียงที่ตอบกลับมาว่าอีกฝ่ายก็วิตกไม่แพ้เธอ “พวกมันไม่รู้ว่าอุปกรณ์นี่อยู่ที่ไหน มันอาจจะเลี้ยวหนีเฉยๆ.....”

“บ่ หมู่มันลดระดับ หมู่มันกำลังเตรียมจะโจมตี ! ฟ้า น้ำว้า หมอบลง !

“หา !?

 

ฟ้าอุทานยังไม่ทันจะขาดคำ เธอก็มีอันต้องหน้าคว่ำลงกระแทกพื้นคอนกรีตเมื่อน้ำว้ากดหัวเธอลงอย่างแรง แต่เสี้ยววินาทีต่อมา หนึ่งเด็กสาวหนึ่งเด็กหญิงก็มีอันต้องกระเด็นลอยเมื่อจรวดสี่ลูกพุ่งทะลุผนังเข้ามาระเบิดตูม ก่อนที่ทั้งกระจก อิฐ ปูน และโครงเหล็กเส้นของตึกจะแตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางสามสิบมิลลิเมตรหลายร้อยนัดทะลุทะลวงเข้าใส่ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวินาที เศษวัสดุปลิวว่อน หลายชิ้นปักฉึกเข้าใส่สาวหมัดเหล็ก ก่อนที่ร่างของเธอจะกระแทกโครมใส่ผนังยิปซัมที่ยังเหลืออยู่จนพังไปทั้งแถบ

 

แม้จะทั้งจุกจากแรงกระแทกและเจ็บจากแผลถูกบาดนับไม่ถ้วน เด็กสาวหน้าคมก็ยังพยายามโงหัวขึ้นดูสถานการณ์ แล้วไขสันหลังของเธอก็เย็นเฉียบเมื่อเห็นว่าจุดที่เคยมีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตายาวเกือบสามเมตรตั้งอยู่ บัดนี้กลับมีเพียงกองเศษเหล็กและสายไฟสุมอยู่กับเศษวัสดุจากอาคารเท่านั้น พวกเธอเสียอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการตั้งรับครั้งนี้ไปเสียแล้ว....

 

อย่างไรก็ตาม นั่นยังทำให้เธอตกใจได้ไม่เท่ากับร่างของตานีน้อยที่นอนจมกองเลือดอยู่ไม่ไกลนัก โดยมีเศษกระจกชิ้นหนายาวเกือบฟุตปักอยู่กลางหลัง ยังไม่นับเหล็กเส้นและเศษวัสดุอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน

 

“น้ำว้า ทำใจดีๆไว้ !

ฟ้ากัดฟันข่มความเจ็บปวดกรากเข้าหารุ่นน้องสาว มือรีบล้วงหายาสมานแผลในกระเป๋า แต่ไขสันหลังที่เย็นวาบจนแทบจะศูนย์องศาสัมบูรณ์อยู่แล้วก็มีอันต้องลดอุณหภูมิลงไปอีกเมื่อนิ้วสัมผัสได้ถึงอะไรแฉะๆ และเศษพลาสติกบุบบู้บี้ในกระเป๋า เธอล้วงมันออกมาดูด้วยคิดว่าอย่างน้อยหนึ่งในสามที่เอามาน่าจะรอด แต่เธอก็ต้องผิดหวัง

 

“ขอโทษนะน้ำว้า”

เด็กสาวหน้าคมพึมพำเบาๆ ก่อนจะลองล้วงหายาสมานแผลในกระเป๋าเสื้อของรุ่นน้องสาวบ้าง แต่ก็เช่นเดียวกัน แรงระเบิดเมื่อครู่ทำให้ยาสมานแผลของน้ำว้าทั้งสามขวดแตกหมด แล้วเธอจะทำยังไงดี.....

 

“อุ๊ยสาย อุ๊ยสายคะ พวกฟ้าโดนยิง น้ำว้าบาดเจ็บหนัก ยาสมานแผลก็แตกหมด ส่งคนมาช่วยทีค่ะ !

 

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากวิญญาณสาวที่ฟ้าเรียก เด็กสาวหน้าคมลองอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโทรจิต แต่ทุกครั้งก็ได้ผลเช่นเดียวกัน นั่นคือความเงียบ สาวหมัดเหล็กขบกรามกรอด เกิดอะไรขึ้น แล้วเธอจะทำยังไงดี.....

 

แต่หากฟ้าได้มาเห็นสภาพในห้องบัญชาการก็คงเข้าใจ ยามนี้สถานการณ์กำลังย่ำแย่ถึงขีดสุด เมื่อไม่มีสนามพลังงานวิญญาณ เหล่าผีร้ายอิสระที่ไม่ได้สิงร่างมนุษย์อยู่ก็เฮโลสาระพาเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามายังที่ราบระหว่างหุบเขา ดวงตาสีดำประกายแดงเบิกกว้างอย่างสยองขวัญเมื่อเห็นจุดสีแดงผุดขึ้นมากลางที่ราบราวกับดอกเห็ดหลังฝนตกด้วยจำนวนมากกว่าม็อบต่อต้านตานีเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเสียอีก แม้พวกมันจะเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาที่โรงเก็บเครื่องบินหรือห้องนี้ไม่ได้โดยตรงเพราะมีอุปกรณ์สำรองป้องกันเอาไว้ อุปกรณ์นั้นไม่ได้ป้องกันการเคลื่อนที่ด้วยวิธีอื่น แค่พวกมันลอยหรือแม้แต่เดินเข้ามาก็จบเห่กันแล้ว....

 

ผีร้ายอิสระบางตนยังเคลื่อนที่ไปมาอยู่ในแถบช่องเขา แต่นั่นไม่ได้ทำให้มันอันตรายน้อยลงเลย

 

“มันทำอะไรน่ะ เคลื่อนที่แว่บไปแว่บมา”

“มันเข้ามาแล้ว ยิง !

แต่ก่อนที่พลประจำปืนใหญ่ทั้งสองจะเหนี่ยวไกอาวุธประจำกายสาดกระสุนเข้าใส่ผีร้ายผู้บุกรุกได้ ร่างของมันก็หายวับไปอีกครั้งเสียแล้ว ไม่กี่วินาทีต่อมา กระสุนปืนใหญ่ก็พุ่งเข้ามาระเบิดตูมที่กลางวง ฉีกปืนใหญ่จนแหลกเป็นชิ้นๆ พร้อมๆกับแกนวิญญาณของพลปืนใหญ่เคราะห์ร้ายทั้งสอง ปืนใหญ่ของฝ่ายตานีทุกกระบอกได้รับการพรางอย่างดีจนแม้แต่ยมทูตที่บินอยู่ก็มองไม่เห็น เหล่าผีร้ายจึงเลือกเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นเขามาแบบสุ่ม ก่อนจะบอกตำแหน่งปืนใหญ่ที่เจอให้กับรถถังในช่องเขาเบื้องล่าง ต่อให้เก็บผีร้ายตนนั้นได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว....

 

“รถถังหมู่สามกราดยิงผีร้ายบนเขาถ้าทำได้ หมู่แปดถอยลงมาช่วยกลางทุ่งรบด้วย” สายร้องสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะละสายตาจากหน้าจอเมื่อรู้สึกถึงน้ำไทที่มายืนอยู่ข้างๆ เธอรู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของลูกศิษย์ตัวน้อย “มีอะหยังน้ำไท”

“อุ๊ยสาย น้ำว้ากับเอื้อยฟ้าบาดเจ็บหนักเจ้า ข้าเจ้าจะไปช่วยหมู่เปิ้น”

“อันตรายเกินไป” สายตอบโดยไม่ต้องคิด “ข้างนอกเป็นจะไดน้ำไทก็ฮู้นี่”

“แต่เอื้อยฟ้าบอกว่าน้ำว้าโดนเศษกระจกปักกลางหลังเลยเน่อเจ้า อาจจะโดนแกนวิญญาณก็ได้ !” เสียงของเด็กหญิงผมเปียสูงขึ้น “ยาสมานแผลก็แตกหมดด้วย ถ้าปล่อยไว้จะอี้เปิ้นอาจจะสิ้นอายุก็ได้เน่อเจ้า !

 

หญิงสาวหน้าหวานถอนหายใจหนัก ก่อนจะพูดอย่างไม่เต็มใจนัก

 

“จะอั้น เมี่ยง” อดีตพันเอกสาวหันไปเรียกผีสาวผู้ทำหน้าที่เป็นมือขวาของเธอ “ไปกับเปิ้นหน่อย”

“ได้ค่ะ”

“บ่ต้องก็ได้เจ้าอุ๊ยสาย ข้าเจ้าไปเองตนเดียวได้ เอื้อยเมี่ยงต้องอยู่ช่วยอุ๊....”

“ถ้าจะไปก็ต้องเอาเมี่ยงไปด้วย บ่อั้นก็บ่ต้องไป” สายตัดบทเสียงเฉียบขาดจนเด็กหญิงต้องยอมรับแต่โดยดี

“เจ้า.....”

 

ตานีน้อยผมเปียวิ่งไปคว้าสไนเปอร์ไรเฟิลและไรเฟิลจู่โจมสำรองของเธอทันที เมี่ยง หญิงสาวผู้มีตาโตแต่โหนกแก้มสูงแบบชาวรัฐอะระวินทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของสารขัณฑ์ตามเธอออกมาติดๆ หนึ่งเด็กหญิงหนึ่งหญิงสาวกระโดดขึ้นบันไดทีละสามขั้นจากชั้นใต้ดินขึ้นไปยังชั้นบนก่อนจะวิ่งไปยังที่จอดรถขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ทันทีที่ออกมาเห็นสภาพข้างนอก ทั้งสองก็ต้องอ้าปากค้าง

 

สถานการณ์ในหน้าจอว่าร้ายแรงพอแล้ว แต่ภาพจริงกลับสยดสยองกว่ามาก ผีร้ายกลุ้มรุมกันเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง แม้กระสุนหัวทำลายวิญญาณที่ปลิวว่อนพอๆกันจะสังหารพวกมันให้แหลกสลายไปได้วินาทีละนับสิบตน แต่จำนวนที่มากกว่านับสิบต่อหนึ่งก็ทำให้ความได้เปรียบด้านอาวุธแทบจะไร้ค่า มิหนำซ้ำวิญญาณอิสระบางตนยังถือปืนบรรจุหัวกระสุนทำลายวิญญาณมาเสียด้วย ประกายแสงจากปากกระบอกปืนสว่างวาบจนแทบจะกลายเป็นระยิบระยับอยู่ทั่วทุ่งหิมะ สลับกับเศษคอนกรีต ต้นสน และแม้แต่ดินที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นก้อนขนาดมหึมาที่ถูกขว้างเข้าใส่ ก่อนที่เหล่าผีร้ายจะกลุ้มรุมกันกระชากแกนวิญญาณของอีกฝ่ายให้ขาดวิ่นเหมือนสัตว์ป่าหิวโหย

 

แล้วพวกเธอจะฝ่าข้ามระยะทางเกือบหกกิโลเมตรไปได้ยังไงกัน.....

 

แต่น้ำไทก็รู้ดีว่าหากไม่ไป พี่สาวฝาแฝดของเธอก็คงไม่รอด เด็กหญิงวิ่งนำรุ่นพี่สาวไปยังรถ แต่ยังไม่ทันจะเปิดประตู ร่างทะมึนสี่ห้าร่างก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเธอ

 

“เอ้า มีตรงนี้อีกสอง....!

“เฮ้ย เด็กนั่นมันตานีนี่หว่า ข้าเคยเห็น !

“จัดการ....”

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ทั้งเด็กหญิงผมเปียและหญิงสาวตาโตเหนี่ยวไกสาดกระสุนใส่พวกมันจนแหลกสลายไปในพริบตา แต่นั่นเท่ากับเปิดเผยตำแหน่งให้ผีร้ายตนอื่นๆรู้ วินาทีต่อมา ร่างทะมึนอีกนับสิบร่างก็ล้อมกรอบทั้งสองเอาไว้เสียแล้ว ตานีน้อยรีบถอดเปลี่ยนซองกระสุน แต่ยังไม่ทันเสร็จ เมี่ยงก็คว้าแขนเธอหมับก่อนจะลากเธอขึ้นรถ ร่างทะมึนขยับตามหมายจะคว้าขาเธอ แต่น้ำไทเหวี่ยงประตูปิดได้ทันท่วงทีก่อนจะเหยียบคันเร่ง รถขับเคลื่อนสี่ล้อชนผีร้ายจนกระเด็นล้มกลิ้งก่อนจะพุ่งฉิวลงจากลานจอดเครื่องบินไปยังหิมะหนา

 

แต่ไปได้เพียงยังไม่ทันจะถึงร้อยเมตร เด็กหญิงก็ต้องหักพวงมาลัยเต็มวงสวิงเมื่อต้นสนขนาดยักษ์ลอยละลิ่วเข้าใส่เหมือนขีปนาวุธ แต่แม้กระจกหน้าจะพ้น กระจกห้องโดยสารกลับไม่ได้โชคดีแบบนั้น มันแตกกระจายเหมือนเม็ดทรายเมื่อกิ่งสนทะลุทะลวงเข้ามาในรถ และเมื่อไม่มีกระจกเคลือบสารป้องกันพลังงานวิญญาณ พวกเธอก็เหมือนขับรถไม่มีกระจกผ่ากลางไนท์ซาฟารีที่เต็มไปด้วยสัตว์กินเนื้อ ไม่ใช่แค่สัตว์กินเนื้อธรรมดา ดูท่าจะติดเชื้อพิษสุนัขบ้าเสียด้วย.....

 

“น้ำไทขับไปอย่าหยุด ผีในรถพี่จัดการเอง !

ผีสาวตาโตร้องบอกเมื่อเหล่าผีร้ายต่างแย่งกันเข้ามาในรถผ่านหน้าต่างอย่างกับยุงกลางหน้าร้อน เธอกระแทกพานท้ายปืนใส่กลางแสกหน้าของผีร้ายตนหนึ่งที่เข้ามาในรถได้แล้วจนมันชะงัก แต่ก่อนที่จะได้เหนี่ยวไกปลิดชีวิตหลังความตายของมัน เมี่ยงก็ต้องเป็นฝ่ายชะงักบ้างเมื่อผีร้ายอีกตนสวนหมัดฮุกเข้าครึ่งปากครึ่งจมูก และก่อนที่เธอจะหายมึน มือของผีร้ายตนไหนสักตนก็คว้าหมับเข้าที่ต้นคอก่อนจะบีบแน่นเหมือนคีมเหล็ก ไม่บีบเปล่า กลับเพิ่มแรงบีบมากขึ้นเรื่อยๆเสียด้วย วิญญาณไม่จำเป็นต้องหายใจก็จริง แต่อวัยวะต่างๆก็ส่งผลโดยตรงต่อพลังงานวิญญาณ ถ้าหากมันบีบจนคอเธอหักคามือหรือแม้แต่กระดูกสันหลังเสียหายล่ะก็ เธอก็แตกสลายหายวับไปโลกหลังความตายได้ง่ายๆเหมือนกัน....

 

“อุ๊ย เบรกกะทันหัน”

น้ำไทเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะราวจะล้อเล่น แต่เธอไม่ได้ล้อเล่น ขาดคำ ตานีน้อยก็กระทืบแป้นเบรกเต็มแรง รถคันโตลดความเร็วลงในฉับพลันจนแทบจะหน้าคะมำจมกองหิมะ ทำเอาร่างของทั้งเด็กหญิงผมเปียและหญิงสาวตาโตรั้งเข็มขัดนิรภัยดังกึ้ก แต่ผีร้ายผู้ไม่ได้ปฏิบัติและคงไม่ได้สนใจจะปฏิบัติตามกฎจราจรพื้นฐานไม่ได้โชคดีอย่างนั้น ตนหนึ่งที่นั่งตรงช่องว่างระหว่างเบาะพอดีลอยละลิ่วไปอัดก๊อบปี้กับกระจกหน้ารถเหมือนปลากระป๋อง ก่อนจะตามด้วยอีกสองตนรวมทั้งตนที่บีบคอเมี่ยงอยู่ซึ่งเอาหัวไปน็อกหน้าจอบนแผงหน้ารถ สองตนหลังแค่มึน แต่ตนแรกโชคร้ายที่เอากระหม่อมเข้ากระแทกเต็มๆ มันดิ้นพราดเหมือนปลาดุกถูกทุบหัวก่อนจะแตกสลายอย่างรุนแรง น้ำไทรู้ดีว่าการแตกสลายแบบนี้จะไม่พามันกลับไปโลกหลังความตายอีกแล้ว หากสูญสลายเป็นพลังงานวิญญาณอิสระ หรือก็คือตัวตนของมันจะหายไปตลอดกาล....

 

ไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งตัวได้ เด็กหญิงผมเปียย้ายเท้ามากระทืบคันเร่งทันที ผีร้ายที่กองอยู่คอนโซลกลางไหลกลับเบาะหลังไปกองรวมกับเพื่อนซึ่งก็มีนไม่น้อยเช่นกันจากการเอาหัวกระแทกเบาะหน้า แต่นั่นก็เพียงตนเดียว อีกตนหนึ่งขืนตัวไว้ และก่อนที่น้ำไทจะทันทำอะไรได้ มันก็คว้าพวงมาลัยก่อนจะหมุนพริบตาเดียวจนสุดรอบ

 

รถคันโตหมุนคว้างก่อนจะกลิ้งหลุนๆเหมือนเปรตโดนขัดขา เหล่าผีร้ายที่ไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้งเอาไว้ถูกโยนไปมาทั่วคันรถเหมือนตุ๊กตาผ้า บางตนก็หลุดออกไปนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างนอก แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีของน้ำไทและเมี่ยงเลย ความเร็วเกือบร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อครู่เหวี่ยงตัวรถให้กวาดทั้งฐานปืนกล กล่องกระสุน หิมะ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า กว่าจะหยุดได้ก็เมื่อชนโครมเข้ากับคันดินกันรถถังจนหลังคายุบไปเป็นแนว โชคร้ายที่มันคือแนวหลังคาเหนือหัวตานีน้อยผมเปียพอดี.....

 

“น้ำไท เป็นอะไรรึเปล่า !?

หญิงสาวเย็นสันหลังวาบเมื่อเธอไม่อาจมองเห็นเด็กหญิงผู้นั่งบนเบาะคนขับได้แม้จะอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่ระยะเอื้อมมือถึง ด้วยทั้งแผ่นเหล็กกล้าของโครงรถและเกราะเคฟลาร์ที่บุอยู่ซึ่งแตกร้าวและบิดเบี้ยวจากแรงกระแทกยุบลงมาบดบังเอาไว้ทั้งหมด ถ้าแม้แต่เกราะเคฟลาร์กับเหล็กกล้ายังยุบขนาดนี้ นับประสาอะไรกับร่างของเด็กหญิงวัยเพียงสิบปี.....

 

“บ่เป็นอะหยังเจ้า ข้าเจ้ากลิ้งมาอยู่ในหลุมคันเร่งพอดี” เสียงอู้อี้จากหลังแผ่นเหล็กกล้าทำให้เมี่ยงใจชื้นขึ้นบ้าง “เอื้อยเมี่ยงหลบเน่อ ข้าเจ้าจะยิงเหล็กนี่หื้อพรุนจะได้ออกไปได้ พร้อมแล้วบอกเน่อ”

“อื้ม”

 

หญิงสาวค่อยๆกระดืบตัวออกจากซากรถอย่างเงียบเชียบและระมัดระวังที่สุดด้วยเธอไม่รู้ว่าผีร้ายยังรอซ้ำอยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่มีใครมากระชากคอเธอ เมื่อออกมาห่างพอ ผีสาวชาวอะระวินก็ส่งเสียงบอกรุ่นน้องสาว แผ่นเหล็กและเกราะส่งประกายไฟเปรี๊ยะเมื่อกระสุนไรเฟิลจู่โจมพุ่งผ่าน แล้วตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะไกลก็ถีบซากเกราะที่พรุนแล้วออกมา

 

“เอาไงน้ำไท” เมี่ยงกระซิบถาม “รถเป็นแบบนี้วิ่งไม่ได้แน่ๆ”

“ก็คงต้องวิ่งไปแหละเจ้า” เด็กหญิงผมเปียตอบอย่างเด็ดเดี่ยว มือถอดซองเปลี่ยนซองกระสุน “เอื้อยเมี่ยงจะปิ๊กโรงเก็บเครื่องบินก็ได้เน่อ จากนี้ไปมันอันตราย”

“ไม่ ถ้าน้ำไทไปพี่ก็จะไปด้วย”

 

น้ำไทมองหน้าฝ่ายตรงข้ามราวจะถามให้แน่ใจ แต่เมื่อเห็นแววมุ่งมั่นเหมือนกับเธอบนใบหน้าของผีสาวรุ่นพี่ เธอก็พยักหน้า รอยยิ้มเครียดๆผุดขึ้นที่มุมปาก

 

“ได้เจ้า จะอั้นไปกัน !

 

 

“แย่....”

ฟ้าขบกรามกรอดเมื่อเห็นร่างของผีร้ายเริ่มปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆตัวอาคาร น้ำว้ายังคงไม่ฟื้น กลับกัน เด็กสาวหน้าคมกลับรู้สึกว่าลมหายใจของเธอเริ่มรวยรินลงเรื่อยๆ สายตอบเธอมาเพียงแค่ว่าน้ำไทกับผีอีกตนหนึ่งกำลังมาช่วย แต่นี่ก็ผ่านไปเกือบสิบนาทีแล้ว เธอเริ่มกลัวว่าน้ำว้าจะรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว.....

 

แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าในยามนี้คือผีร้ายที่เริ่มเข้ามาเรื่อยๆ พวกมันคงรู้แล้วว่าที่นี่มีอะไรซ่อนอยู่ถึงมันจะถูกทำลายไปแล้วก็ตาม แม้จะยังเจ็บแผล แต่สาวหมัดเหล็กก็กัดฟันลากร่างของรุ่นน้องสาวเข้ามาในซอกกองวัสดุที่สูงกว่าหัวของเธอเพียงเล็กน้อย มันคงซ่อนเธอไว้ได้ไม่นานนัก แต่ก็คงพอซื้อเวลาให้น้ำไทเข้ามาใกล้ขึ้นได้บ้าง ถ้าเธอกำลังมาจริงๆล่ะก็นะ.....

 

“อ้าว ซ่อนอยู่ตรงนี้กันเองหรอกเหรอ.....”

เด็กสาวหน้าคมสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงยานคางดังขึ้นเหนือหัว โดยไม่ต้องคิด เธอเหวี่ยงพานท้ายปืนไปฟาดปลายคางมันดังพล่อกก่อนจะยันตัวลุกขึ้น ปืนประทับบ่าหมายกราดยิง แต่เด็กสาวก็ต้องตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้เป็นหินเมื่อพบว่าผีร้ายตนนั้นไม่ใช่ตนเดียวที่อยู่ในซากอาคารตอนนี้ หากพวกมันมากันเป็นสิบตนราวกับจะมางานรวมญาติ.....

 

ไม่ทีทางเลือกอื่น นิ้วแตะไกได้ เด็กสาวหน้าคมก็เหนี่ยวค้าง คมกระสุนทะลุแกนวิญญาณของผีร้ายตนที่อยู่ใกล้เธอที่สุดจนมันแตกสลายหายวับไป แต่นั่นก็เพียงตนเดียว ตนอื่นหายตัววับเหมือนรู้แกวก่อนจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเบื้องหลังเธอ สองตนล็อกแขนเธอเอาไว้ทันที ขณะอีกตนหนึ่งพุ่งเข้าหาเธอเหมือนจะเข้าสิง แต่มันก็ต้องกระเด้งออกเหมือนชนกำแพง

 

“อ้อ สาวน้อยผู้มีพลังต้านการแทรกตัวของวิญญาณนี่ ได้ยินมาบ้างเหมือนกัน”

“เออ ขอบคุณที่รู้จักกัน”

 

ด้วยแรงแห่งนักมวยสารขัณฑ์และเกียรติแห่งนักมวยเหรียญทองงานกีฬาน้องใหม่มหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวง เด็กสาวหน้าคมเหวี่ยงผีร้ายทั้งสองตนที่ล็อกแขนเธออยู่ออกไปนอนกราบไหว้อยู่กับพื้นก่อนจะกราดยิงซ้ำ ตนหนึ่งหลบไม่ทันก็ระเบิดตูมหายไป แต่อีกหลายตนกลุ้มรุมเข้ามาหาเธอเหมือนหมาล่าเนื้อ ฟ้ากระแทกพานท้ายปืนสวนเข้าหน้าของตนหนึ่ง หมุนตัวเหวี่ยงขาเตะก้านคอตนหนึ่งไปกระแทกกับอีกตนจนเซแซ่ดๆ ก่อนจะเหนี่ยวไกยิง สองตนนั้นระเบิดตูมแตกสลายไปทันที แต่นั่นก็แลกมาด้วยเสียงแชะภายในปืนของเธอ กระสุนของเธอหมดเกลี้ยงแล้ว....

 

ไวเท่าความคิด สาวหมัดเหล็กทิ้งปืนก่อนจะคว้าปืนลูกซองของรุ่นน้องสาวขึ้นมาแทน อานุภาพกระสุนลูกซองน่าประทับใจกว่าไรเฟิลจู่โจมมากในระยะใกล้ เพียงสองนัดแรก ผีร้ายสามตนที่จู่โจมเข้ามาหาเธอเหมือนหมาบ้าก็หายวับ เด็กสาวหน้าคมกระทืบตนหนึ่งที่โดนยิงเฉี่ยวๆจนมันร้องเสียงหลวงก่อนจะหันซ้ายหันขวามองหาผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ นิ้วพร้อมเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนลูกปราย

 

แต่โชคร้ายที่เธอไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น ฟ้าถึงกับล้มทั้งยืนเมื่อก้อนคอนกรีตก้อนหนึ่งถูกเหวี่ยงมากระแทกขมับอย่างแรง ความเจ็บปวดทำเอาสติของเธอหลุดลอยไปวูบหนึ่ง แต่เมื่อมันกลับมา เด็กสาวก็ทำได้เพียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อก้อนคอนกรีตซึ่งคราวนี้มีลวดเหล็กติดอยู่เสียบลึกลงที่ท้องด้านขวาบน นักศึกษาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงรู้ดีว่านั่นเป็นตำแหน่งของตับ อวัยวะที่เหมือนถุงเลือด เพียงแค่แผลนี้เธอก็ถึงตายได้แล้ว แต่เธอรู้ว่าผีร้ายไม่หยุดแค่นี้แน่....

 

สาวหมัดเหล็กคาดไม่ผิด ก้อนคอนกรีตถูกโยนมาประเคนให้เธอราวกับเธอเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์สมัยโบราณ ฟ้ากัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามจะยิงตอบโต้ แต่ปืนลูกซองก็หลุดกระเด็นเมื่อแขนของเธอถูกคอนกรีตอีกก้อนทับ เด็กสาวหน้าคมกรีดร้องจนแทบไม่เหลือเสียงเมื่อมันบดขยี้กระดูกแขนเธอดังกร๊อบเหมือนหอยทากน่าสงสารที่โดนรถเหยียบ แต่นั่นไม่ใช่เพียงก้อนเดียวที่ผีร้ายโยนมา อีกก้อนและอีกก้อนทับขาของเธอจนแหลกละเอียด เลือดสีแดงฉานไหลพรั่งพรูท่วมเสื่อตะเบงมานคอมมานโด เธอเริ่มภาวนาให้ผีร้ายฆ่าเธอสักที เอาก้อนคอนกรีตมาทับหัวเธอให้แหลกกันไปข้าง เธอจะได้ไม่ต้องทรมานแบบนี้ แต่มันก็คงอีกไม่นานแล้ว ในเมื่อร่างของเธอตอนนี้ถูกคอนกรีตทับเอาไว้แทบจะทั่วร่างแล้ว.....

 

แต่นัดปลิดชีพกลับไม่มา ในสติอันเลือนราง เด็กสาวหน้าคมได้ยินเสียงไรเฟิลจู่โจมกราดยิงเข้ามาข้างในซากอาคาร แล้วก้อนคอนกรีตก็ถูกยกขึ้นจากตัวเธอ ก่อนที่ใครบางคนจะนั่งคุกเข่าลงข้างเธอ และน้ำอะไรเย็นๆจะไหลลงมาในปาก

 

“เอื้อยฟ้า เอื้อยฟ้า แข็งใจไว้เน่อเจ้า !

“น้ำไท.....?” เสียงของฟ้าอ่อนระโหยจนแทบไม่ได้ยิน “อย่าเพิ่งช่วยพี่..... ไปช่วยน้ำว้าก่อน.....”

“อาการเอื้อยฟ้าหนักกว่าเปิ้นแล้วเจ้าตอนนี้ แต่บ่ต้องห่วง หื้อกินยาแล้วบ่เป็นอะหยังแน่นอน” เด็กหญิงผมเปียแตะเรือนผมสีน้ำตาลแดงของรุ่นพี่สาวเบาๆอย่างปลอบโยน ก่อนจะยกตัวเธอขึ้นพาดบ่า “ไปเจ้า ปิ๊กฐานบินกัน”

“แล้วน้ำไท.... มาได้ไง.... ข้างนอกนั่น.... หนักมากเลยไม่ใช่เหรอ.....”

“ก็.... เกือบไปเหมือนกันแหละเจ้า” ตานีน้อยผมเปียหัวเราะแหะๆ พลางจัดร่างของรุ่นพี่สาวให้เข้าที่บนบ่า “แต่บ่ต้องห่วงหรอก จะไดก็มาถึงแล้ว ไปกันเหอะเจ้า”

“อื้ม... ขอบคุณมากนะ..... ที่มาช่วย....”

 

ฟ้าพูดได้เพียงเท่านั้น ความอ่อนเพลียและบอบช้ำจากอาการบาดเจ็บก็ดึงให้เธอซบหน้าลงกับแผ่นหลังเล็กๆของรุ่นน้องสาว ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีสำหรับน้ำไท เพราะไม่งั้นเธอคงต้องตอบคำถามอีกมาก อย่างน้อยก็คำถามที่ว่าจะฝ่าระยะทางเกือบหกกิโลเมตรท่ามกลางสนามรบอันร้อนแรงกลับไปฐานบินได้ยังไงโดยไม่มีรถ.....

 

อย่างไรก็ตาม ดูด้วยสายตาและฟังจากเสียงแล้วสถานการณ์ก็ดีขึ้นกว่าตอนที่เธอออกมาจากฐานบินพอสมควร รถถังที่สายโยกลงมาช่วยเข้ามาถึงพื้นที่แล้ว และเหล่าผีร้ายอิสระที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีพลังงานสูงอะไรมากนักก็ถูกทั้งปืนกลหนักและปืนใหญ่เป่าหายไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ที่เหลือก็ทำได้เพียงหาต้นสนหรือไม่ก็ของหนักๆโยนใส่เหมือนที่ทำกับรถของเธอเมื่อครู่ แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเพิ่มรอยขีดข่วนให้เกราะเหล็กกล้าของรถถังเท่านั้น แม้จะมีผีร้ายอิสระเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาเสริมกำลังอยู่ตลอดเวลา แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะเริ่มไม่เข้าข้างพวกมันแล้ว.....

 

ก็ขอให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนจบสงครามเถอะ ถึงแม้เด็กหญิงผมเปียจะรู้ดีว่ามันคงไม่ง่ายนักก็ตาม.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #64 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2558 / 05:09
    เหมือนส่งมาตายมากกว่ามาเอาชนะเลยอ่ะ
    #64
    1
    • #64-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 99)
      4 พฤษภาคม 2558 / 08:28
      กองกำลังผีร้าย เยอะก็จริง แต่ปัญหาก็เยอะครับ

      หนึ่ง คนวางแผนไม่มีประสิทธิภาพ เพราะคนวางแผนที่มีประสิทธิภาพโดนระแวงไปเรียบร้อย ส่วนผู้นำสูงสุด.... ก็ไม่ใช่ทหารหรือคนมีความรู้ด้านการวางแผนการรบอะไร ประจิมมีความสามารถด้านการทูตและการวางแผนการเมือง แต่มาถึงแผนการรบนี่แทบไม่รู้อะไรเลยครับ แต่ก่อนให้นางทำยังพอว่า ตอนนี้ให้แหวนทำ ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น

      สอง ระเบียบวินัยของกองกำลังผีร้าย ผีร้ายที่หลุดมาส่วนใหญ่ก็.... ก็ผีร้ายน่ะนะครับ ตอนที่ยังเป็นมนุษย์ส่วนใหญ่ก็อาชญากรหรืออันธพาล ผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย สนใจแต่ประโยชน์ตัวเอง ระเบียบวินัยไม่มี พวกตำแหน่งคุมทัพก็ใช้นโยบาย "เอ็งก่อน ข้าไม่ไปแนวหน้า" เอาแค่ตอนที่ซ้อมรบกันอยู่ก็อย่างที่เห็นครับ เครื่องบินไปเป็นสิบๆร้อยๆลำ รถถังอีก ไม่งั้นการบุกจะม้วนเดียวจบมากกว่านี้

      สาม กองกำลังผีร้ายประเมินกองกำลังตานีผิดพลาดไปเยอะมากครับ ประจิมคิดว่าอยู่แค่ในฐานบินแคบๆ ในหุบเขาที่มีทางออกแค่ทางเดียว อาวุธของตานีก็คงมีแค่เท่าที่ขนไปจากตานนะคอน ก็คือรถถังสองสามคัน เครื่องบินรบอีกพอสมควร แต่ก็แค่นั้น ต่อให้มีกลุ่มเพื่อนสายมาช่วยก็ไม่น่าจะทำอะไรได้มาก แถมยังมี "สายลับ" อยู่ข้างในอีกเลยไม่กังวลอะไร ประจิมไม่รู้ (และไม่ได้ถามนาง) ว่าตานีผลิตยุทโธปกรณ์เองได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนแหวนนี่นางพูดอะไรมาก็จะเอาอีกอย่างตลอดครับ จริงๆศึกนี้พอนางท้วงขึ้นมาแหวนก็เกือบคล้อยตามแล้วเหมือนกัน แต่ทำไงได้ ถ้าคล้อยตามก็เสียหน้า

      สี่ ชัยภูมิเป็นประโยชน์กับตานีอย่างมาก สงครามที่หา Choke Point (จุดแคบๆที่ทำให้กองกำลังฝ่ายหนึ่งต้องมาออกันเป็นเป้านิ่งให้อีกฝ่าย) แคบและยาวแบบนี้แทบหาไม่ได้ครับ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่กล้วยเลือกดอยสูง วิธีการแก้ Choke Point อย่างหนึ่งคือใช้เครื่องบินและอาวุธระยะไกลอย่างจรวดนำวิถีหรือปืนใหญ่ แต่เครื่องบินก็เหลือแค่นั้นแหละจากการเอามาโยนเล่นของผีร้ายทั้งหลาย ส่วนอาวุธระยะไกลเช่นปืนใหญ่ในกองทัพเวียงตานก็ค่อนข้างน้อยครับ

      ประจิมเองก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะมีกองกำลังมาก ก็เลยดันทุรังให้บุกเข้าไปต่อถึงจะโดนยิงหนัก ก็เลยเสียหายมากอย่างที่เห็นครับ

      แต่ก็ไม่ใช่กองกำลังตานีไม่เสียอะไรไปเลยนะครับ เครื่องบินรบหายไปหรือไม่ก็ตกเกือบหมด (เหลือของกล้วยลำเดียว) เครื่องบินโจมตีไปพอสมควร ปืนใหญ่โดนยิงหายหมด (เหลือไม่กี่กระบอกที่ติดตั้งอยู่ในตัวฐานบิน) รถถังก็ไปกว่าครึ่ง วิญญาณที่ประจำภาคพื้นดินกลางที่ราบก็ไปเยอะเหมือนกัน ถ้าหลังจากนี้ไม่มีกำลังเสริมมาก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันครับ และถ้าประจิมได้กำลังเสริมจากรัฐอื่นที่ยังสนับสนุนอยู่มาช่วยแล้วบุกแบบนี้ได้อีกที ตานีไม่เหลือครับ

      ก็ต้องดูกันต่อไปครับว่าตานีจะทำยังไง และประจิมจะมาไม้ไหนต่อ
      #64-1