ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 98 : แนวป้องกันที่จางหายไปในท้องฟ้ายามราตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 พ.ค. 58

“ที่คาดการณ์กันไว้หมู่มันน่าจะมาพรุ่งนี้บ่แม่นก๋า !?

กล้ายยิงคำถามแรกทันทีที่เธอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาถึงห้องประชุมชั้นใต้ดิน ซึ่งบัดนี้ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นห้องบัญชาการการรบสมบูรณ์แบบ โต๊ะประชุมที่เคยจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า บัดนี้ถูกวางเป็นสามแถวตามความยาวของห้อง แลปทอปหลายสิบตัวประกบด้วยวิญญาณชายหญิงหลากวัยที่ล้วนแล้วแต่คุ้นหน้าคุ้นตาตานีสาวทั้งสองเป็นอย่างดี ที่หัวโต๊ะแต่ละแถว อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออก อดีตเสนาธิการหนวดเฟิ้ม และอดีตเจ้าของบริษัทเหล็กกล้าที่ใหญ่ที่สุดของเวียงตานนั่งประจำที่พร้อมแลปทอปของตัวเอง บัญชาการและประสานงานกันระหว่างหน่วยรบภาคพื้นดิน หน่วยรบทางอากาศ และหน่วยสนับสนุนส่งกำลังบำรุงใต้การบังคับบัญชาของตัวเอง

 

เบื้องหลังเจ้าแม่และเจ้าพ่อทั้งสาม จอแอลซีดีขนาดมหึมาติดอยู่กับผนัง แสดงแผนที่รัฐเวียงตาน จังหวัดตานนะคอนและช้างลอยซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานบินแห่งนี้ และเขตหุบเขาดอยสูงรวมทั้งบริเวณเทือกเขาสูงชันที่ปิดกั้นอยู่รอบๆ ในรัศมีสี่สิบกิโลเมตร ปื้นสีแดงเถือกที่สว่างอยู่กลางหน้าจอที่สองบอกให้รู้ว่ามีกลุ่มก้อนพลังงานวิญญาณขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้าอ้อมกว๊านช้างลอยตรงมายังทางเข้าหุบเขา และหากมันยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเดียวกับตอนนี้ไปเรื่อยๆล่ะก็ พวกมันคงจะมาถึงที่นี่ในอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง.....

 

“พรุ่งนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีพายุหิมะเข้า พวกมันคงไม่อยากรบกลางพายุหรอกมั้ง”

เสียงคุ้นหูดังมาจากข้างตัวสาย แก้วนั่นเอง แลปทอปสีชมพูเตะตาประจำตัววางอยู่เบื้องหน้า ตานีสาวทั้งสองอดแปลกใจไม่ได้ที่เธอดูไม่เหมือนเพิ่งลุกจากที่นอนเลย ผมที่ย้อมเป็นสีน้ำตาลเข้มยังคงมัดเป็นทวินเทลเรียบร้อย แถมเธอยังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์คลุมทับด้วยเสื้อกันหนาวที่ดูทะมัดทะแมงและพร้อมเกินกว่าจะคว้ามาสวมลวกๆหลังลุกจากเตียง แปลว่าเธออยู่ที่นี่กับสายมาตลอดงั้นหรือ.....

 

“แล้วยะหยังถึงใกล้จะอี้ล่ะเจ้า” กล้วยถามบ้าง กลุ่มก้อนพลังงานวิญญาณอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงหกสิบกิโลเมตร “ระยะจะอี้เรดาร์ของหมู่เฮาน่าจะจับได้ตั้งนานแล้วนี่”

“หมู่มันคงมีผีร้ายที่มีความสามารถปกปิดพลังงานวิญญาณของตัวเองจากเรดาร์แล้วก็สัญญาณดาวเทียม” อดีตพันเอกสาวซึ่งบัดนี้ได้เลื่อนยศขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก หรือหากจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นหน่วยรบภาคพื้นดินตอบเสียงเครียด “แล้วลองดูนี่เน่อท่านกล้วยท่านกล้าย”

 

สองวิญญาณผู้พิทักษ์สาวก้าวฉับๆไปยืนหลังวิญญาณสาวหน้าหวานผู้คลิกเมาส์เรียกรูปภาพหนึ่งขึ้นมาบนหน้าจอ

 

“หันอะหยังก่อ”

“เอ.....” กล้ายหรี่ตาลง แต่ไม่ว่าจะหรี่แค่ไหนเธอก็มองเห็นเพียงรูปพื้นที่ราบและป่าสนที่มีหิมะปกคลุม “บ่หันมีอะหยังนี่เจ้า ต้นสน ?”

“แล้วรูปนี้ล่ะ”

 

สายคลิกเรียกอีกรูปหนึ่งขึ้นมา แล้วดวงตาของตานีสาวทั้งสองก็เบิกกว้าง มันเป็นหน่วยจู่โจมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา รถถังหลายร้อยคันวิ่งดาหน้าจนหิมะฟุ้ง แต่ละคันมีทหารราบในชุดเสื้อกันหนาวหนาเตอะนั่งอยู่บนป้อมปืนและตัวถังคันละเกือบสิบนาย ยังไม่นับปืนใหญ่อัตตาจรและเครื่องยิงจรวดระยะใกล้อีกนับไม่ถ้วน ปิดท้ายด้วยร่างสูงชะลูดเทียมเทือกเขารอบๆ ซึ่งคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเปรตที่พวกเขาคุ้นเคยแต่ไม่ได้คิดถึง สูงขึ้นไปเบื้องบน ร่างนับร้อยร่างลอยวนเวียนอยู่ราวกับแร้งบินวนรอบซากศพ และเด็กสาวทั้งสองรู้ดีว่าสิ่งที่จะกลายเป็นเหยื่อแร้งไม่ใช่รถถังหรือแม้แต่เปรตเน่าๆพวกนั้นแน่ หากแต่เป็นพวกเธอ.....

 

แต่สิ่งที่ทำให้สองตานีสาวช็อกที่สุดคือสิ่งที่เหมือนกับรูปแรก นั่นคือแนวป่าสนและเทือกเขาในฉากหลังที่เหมือนกันอย่างกับแกะ และวันเวลาที่ถ่ายรูป ซึ่งก็คือไม่กี่นาทีที่แล้ว.....

 

“สองภาพนี้ถ่ายเวลาเดียวกัน ที่เดียวกัน จากเครื่องบินสังเกตการณ์ไร้คนขับ” สายตอกย้ำความเข้าใจของสองตานีสาว “สิ่งที่ต่างกันมีแค่ภาพแรกถ่ายด้วยย่านแสงธรรมดาประกอบกับคลื่นวิทยุ แต่ภาพหลังถ่ายด้วยระบบกราดตรวจด้วยเสียง”

“ก็แปลว่า.....” กล้ายอ้าปากค้าง ระบบกราดตรวจด้วยเสียงเป็นระบบเดียวกับที่เธอใช้หาฐานทัพที่ล่องหนอยู่ของผีร้ายจนเจอเมื่อปีที่แล้ว ถ้าคราวนี้มีเพียงระบบนี้อย่างเดียวที่ถ่ายติด ก็แปลว่าทั้งกองทัพต้องกำลัง.....

“แม่น” หญิงชราในร่างหญิงสาวตอบเน้นเสียง “หมู่มันล่องหนมาทั้งกองทัพ”

“น่าจะยกเว้นเครื่องบิน” แอ๊ดเสริม

 

“แต่ก็บ่น่าจะเป็นอะหยังบ่แม่นกาเจ้า ในเมื่อหมู่เฮาตรวจจับหมู่มันได้”

เสียงของตานีน้อยผมเปียดังขึ้นจากด้านหลัง คนและตนอื่นๆลงมากันแล้ว แม้จะสภาพไม่ได้พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนแก้วผู้คงจะยังไม่ได้นอน แต่ก็ถือได้ว่าพร้อมรบพอสมควร สองเด็กสาวและสองเด็กหญิงอยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโด ขณะอีกหนึ่งเด็กหนุ่มใส่เพียงชุดลายพราง หากให้เขาใส่ตะเบงมานเหมือนเหล่าเพื่อนสาวอาจได้มีสาวแตกกลางสนามรบเอาง่ายๆ

 

“มันบ่ง่ายจะอั้นเน่อน้ำไท” กล้วยตอบ “หมู่เฮาตรวจจับได้ก็แต๊ แต่เวลาจะยิงจากเครื่องบินหรือปืนใหญ่ก็ต้องยืนยันตำแหน่งอยู่ดี ถ้ามองบ่หันก็แย่เหมือนกัน”

“แต่เครื่องบินก็ติดตั้งระบบนี้ไว้บ่แม่นกาเจ้า”

“ติดตั้งไว้ก็แต๊ แต่น้ำไทลองนึกภาพเวลาบินรบกันแล้วหันเป้าหมายได้แค่จากในหน้าจอเล็กๆ จะบินถนัดก๋า”

“อืม.... ก็คงบ่แหละเจ้า” เด็กหญิงผมเปียยอมรับ

“ถ้างั้นให้พวกผมลงไปเตรียมตัวเลยมั้ยครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามอย่างกระตือรือร้นแม้จะยังเมาขี้ตาอยู่บ้างก็ตาม

“อย่าเพิ่ง” อดีตพันเอกสาวรีบพูดเมื่อเห็นแววแน่วแน่แกมกระเหี้ยนกระหือรือ ไม่ใช่แค่ในแววตาของจ้าด แต่ของทุกคนและทุกตน รอที่นี่ก่อน”

“เจ้าแม่ ลุงหวัง เครื่องบินเกาะหมู่สี่ลำทั้งหมดสี่หมู่ กำลังมุ่งหน้าเข้ามาค่ะ ระยะยี่สิบไมล์*” ก่อนที่จะมีใครทันพูดหรือแย้งอะไรสาย วิญญาณสาวตนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็หันมารายงานด้วยเสียงตื่นเต้นระคนวิตก

“จรวดต่อต้านอากาศยานหมดละยัง”

“เหลือแค่ห้าลูกครับ” ผีหนุ่มอีกตนซึ่งรับหน้าที่ดูแลอาวุธต่อต้านอากาศยานภาคพื้นดินตอบ “นอกนั้นก็เหลือแต่แมนแพดแล้ว”

“ยิงจรวดออกไปหื้อหมด แล้วเอาแมนแพดออกไปซุ่มสักห้าหกคนก่อน” สายสั่ง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ผู้ดูแลหน่วยรบทางอากาศ “เอาเลยก่อหวัง”

 

“ผมกำลังจะสั่งอยู่พอดี”

ชายวัยกลางคนหน้าเหมือนนักร้องเพื่อชีวิตพยักหน้า ริมฝีปากยิ้มเครียดอยู่ใต้หนวดเฟิ้มก่อนที่เขาจะหันไปบอกลูกน้องใกล้ตัว ผีหนุ่มตนนั้นพูดกรอกไมโครโฟนของหูฟังทันที

 

“ฮูกดำทั้งฝูง บินขึ้นได้เลย”

“รับทราบ”

 

 

อากาศหนาวเย็นเฉียบของปลายเดือนมกราคมสั่นสะเทือนเมื่อเครื่องยนต์ไอพ่นกำลังสูงแปดเครื่องถูกเร่งขึ้นพร้อมๆกัน เครื่องบินรบสีดำสนิทสี่ลำจัดขบวนเกาะหมู่เป็นรูปข้าวหลามตัด ก่อนที่เสียงคำรามครืนจะดังกึกก้องพร้อมๆกับเปลวเพลิงสีน้ำเงินอมฟ้าที่สว่างวาบเป็นแนวยาวจากท่อไอพ่น เพียงไม่กี่วินาที ทั้งสี่ลำก็เงยหัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วพวกมันก็กระชากหัวขึ้นจนแทบจะเป็นแนวดิ่งกับพื้นดิน มุ่งห้าขึ้นสู่ท้องฟ้าสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ

 

“หอบังคับการ จ่าฝูงฮูกดำและฮูกดำสอง สาม สี่ อยู่ที่สองหมื่นฟุต ไต่ระดับมุ่งหน้าห้าหมื่นฟุต”

ผีหนุ่มในชุดนักบินวิทยุเรียกศูนย์บัญชาการขณะเขาและเพื่อนร่วมฝูงบินอีกสามลำเบื้องหลังกำลังไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆเหนือที่ราบกลางหุบเขาของฐานบินดอยสูง ทิ้งเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลนเอาไว้เบื้องล่าง

 

“ฮูกดำทั้งฝูง หยุดไต่ระดับและปิดอาฟเตอร์เบิร์นเนอร์ที่สามหมื่นห้าพันฟุต** ผีอยู่ห่างออกไปแค่สิบไมล์เดี๋ยวจะกลายเป็นเป้า ตั้งธงทันทีที่ทำได้”

“รับทราบ ตั้งธงทันทีที่ทำได้” ผีหนุ่มหัวหน้าฝูงบินตอบ คำสั่งของหอบังคับการบินเป็นรหัสทางการรบของตานี ซึ่งแปลว่าให้เขาแปรรูปขบวนเตรียมตัวสกัดกั้นข้าศึกทันที “ฮูกดำ หยุดไต่ระดับแล้วตั้งธง”

 

ขาดคำ ชายหนุ่มในชุดนักบินก็กระชากคันบังคับเข้าหาตัว เครื่องบินรบยาวเกือบยี่สิบสี่เมตรหงายท้องตีลังกาตามคำสั่งทันที ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงชำเลืองมองเห็นเพื่อนร่วมฝูงทำอย่างเดียวกับเขา และเมื่อตัวเลขบอกความสูงหยุดนิ่งที่สามหมื่นห้าพันฟุต วิญญาณหนุ่มนักบินก็หักคันบังคับเอียงปีกเครื่องให้กลับมาตั้งลำในทิศทางประจันหน้ากับข้าศึกที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามา และเขาเห็นมันในจอเรดาร์แล้ว.....

 

ข้าศึกก็ดูจะรู้ตัวเช่นกันว่าฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาสกัดพวกมันแล้ว มันฉีกตัวแยกออกจากกันทันที ชายหนุ่มหัวหน้าฝูงบินประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขามีกันอยู่สี่ลำ ในขณะที่ข้าศึกมีมากกว่าเขาสี่เท่า แม้เขาจะค่อนข้างแน่ใจว่าเครื่องบินของตานีทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ถ้ารบกลางอากาศกันขึ้นมาก็คงหืดขึ้นคออยู่ไม่น้อย แต่ครั้นจะขอกำลังเสริม กำลังรบทางอากาศตอนนี้ก็มีอยู่เพียงไม่ถึงหกสิบลำ และเกือบครึ่งก็เป็นเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินโดยเฉพาะ ในขณะที่คู่ต่อสู้ยังน่าจะมีสำรองเอาไว้อยู่นับร้อยๆลำ ถ้าเทหมดหน้าตักตอนนี้ไม่รอดถึงจบศึกครั้งนี้แน่

 

แต่เมื่อมองสัญญาณบนจอเรดาร์อย่างถี่ถ้วน ชายหนุ่มก็ตระหนักว่าเครื่องบินทุกลำของฝ่ายตรงข้ามเลี้ยวได้ช้ากว่าที่จะเป็นเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูง และการที่มันตัดสินใจหนีแทนที่จะยิงขีปนาวุธเข้าใส่ทั้งที่ระยะก็ไม่ได้ห่างกันมากและพวกมันก็ได้เปรียบกว่ามากในด้านจำนวนทำให้เขาเชื่อว่ามันน่าจะเป็นเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินที่หวังจะโจมตีฐานบินดอยสูงโดยตรงมากกวาจะเป็นเครื่องบินรบครองอากาศหรือเครื่องบินขับไล่ และมันน่าจะไม่มีอาวุธต่อต้านอากาศยานอื่นนอกจากปืนกล แบบนี้เขาอาจจะสอยพวกมันร่วงได้ทั้งฝูงก็ได้.....

 

“หอบังคับการ เท่าที่ดูการเคลื่อนที่น่าจะเป็นเครื่องโจมตีภาคพื้นไม่น่ามีจรวดต่อต้านอากาศยาน ขอติดตามเพื่อทำลาย”

ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตอบกลับมา “อนุมัติ ติดตามเพื่อทำลายได้”

“รับทราบ ฮูกดำสองตามฝูงทางสองนาฬิกา ฮูกดำสามตามฝูงทางสิบเอ็ดนาฬิกา ฮูกดำสี่ตามฝูงทางสิบสองนาฬิกา เดี๋ยวผมจะตามฝูงหนึ่งนาฬิกาเอง”

“รับทราบ”

 

ขาดคำ เครื่องบินทั้งสี่ลำก็แยกตัวออกจากกัน ลำทางขวาของข้าวหลามตัดเอียงปีกก่อนจะดึงหัวฉีกตัวเลี้ยวขวา ตรงข้ามกับลำทางซ้ายที่เอียงตัวทางซ้ายก่อนจะหมุนต่อจนครบครึ่งรอบแล้วกดหัวดำดิ่งตามฝ่ายตรงข้ามที่ลดระดับลงไป ขณะชายหนุ่มจ่าฝูงดึงหัวเครื่องขึ้นก่อนจะเบี่ยงขวา เปิดทางให้ลำสุดท้ายที่ตามหลังเขามาทะยานออกไปยังฝูงที่ใกล้ที่สุดเบื้องหน้า

 

“ฮูกดำสี่ยักษ์สาม !

แทบจะทันทีหลังจากแยกตัว ฮูกดำสี่หรือก็คือลำท้ายสุดที่เพิ่งจะแยกตัวออกไปก็ประกาศการยิงจรวดอากาศสู่อากาศทันที แสงสีฟ้าพุ่งพาดผ่านเทือกเขาที่สว่างเรืองด้วยหิมะตรงไปยังฝูงบินข้าศึกที่มองเห็นอยู่ลิบๆ แต่ก่อนที่มันจะเข้าถึงเป้าหมายทั้งสี่ มันก็เบี่ยงเฉออกเมื่อพลุไฟสีแดงฉานถูกจุดให้ลุกพรึ่บกลางท้องฟ้า ไม่ได้มีแค่พลุไฟ หากมีเศษอลูมิเนียมปล่อยออกมาเป็นม่านเหมือนหมอกเสียด้วย*** จรวดพุ่งผ่านพลุไฟไปอย่างไม่แยแส หากเฉเข้าหาเศษอลูมิเนียมเหมือนหมาเห็นอาหารก่อนจะจุดระเบิดตัวเองตูมใหญ่ พลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย

 

“สงสัยต้องใกล้กว่านี้”

วิญญาณสาวผู้ประจำฮูกดำสี่สรุป ซึ่งก็เป็นข้อสรุปเดียวกับฮูกดำลำอื่นๆรวมทั้งจ่าฝูงด้วย เปลวเพลิงสีน้ำเงินอมฟ้าสว่างวาบเมื่อทุกลำจุดอาฟเตอร์เบิร์นเนอร์เร่งความเร็วตามเหล่าข้าศึกที่หนีหัวซุกหัวซุนข้ามเขาออกไปยังผืนน้ำกว้างใหญ่ของกว๊านช้างลอยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ชายหนุ่มหัวหน้าฝูงบินทันเห็นมวลหมอกสีขาวปรากฏขึ้นแวบหนึ่งรอบๆเครื่องของเป้าหมายอันเป็นสัญญาณว่ามันพุ่งทะลุกำแพงเสียงแล้ว แต่ความเร็วเหนือเสียงเพียงไม่กี่เท่ามีหรือจะสู้ความเร็วเหนือเสียงสูงสุดสองจุดสองเท่าของพวกเขาได้.....

 

ทัศนวิสัยของห้องนักบินถูกบดบังด้วยหมอกขาวไปวูบหนึ่งเมื่อเขาทะลุกำแพงเสียงตามข้าศึกไป และด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาที แสงเรืองจากเครื่องยนต์ไอพ่นของฝ่ายตรงข้ามก็ลอยให้เห็นเด่นชัดเหมือนเสื้อชูชีพสีส้มแดงท่ามกลางผืนน้ำสีดำสนิทของท้องฟ้ายามราตรี ริมฝีปากของผีหนุ่มบิดเป็นรอยยิ้มเย็นขณะนิ้วแตะอยู่ที่สวิตช์ปล่อยจรวดนำวิถี

 

“เอาไปกินให้หมดเลย.....!

เครื่องบินลอยหวือเมื่อขีปนาวุธสี่ลูกถูกปล่อยออกไปชนิดหัวต่อท้าย มันพุ่งเข้าหาเป้าหมายทั้งสี่ และด้วยระยะที่ยิ่งกว่าเผาขนสำหรับอาวุธปล่อยแบบนี้ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มีเวลาปล่อยพลุ เศษอลูมิเนียม หรือแม้แต่จะเร่งเครื่องเมื่อหัวรบระเบิดแรงสูงปะทุตูม ฉีกทั้งปีกทั้งเครื่องยนต์ของทั้งสี่ลำให้หลุดเป็นชิ้นๆ ปล่อยให้ชิ้นส่วนที่เหลือซึ่งไม่น่าจะเรียกได้ว่าเครื่องบินอีกต่อไปควงสว่านลงสู่พื้นน้ำที่สะท้อนแสงการระเบิดเป็นริ้วๆอยู่เบื้องล่าง.....

 

“จ่าฝูงช่วยผมที ผมโดนไล่ตาม !” ยังไม่ทันจะได้ดีใจ เสียงร้อนรนของลูกฝูงก็ดังมาเข้าหู

“รับทราบ จะไปเดี๋ยวนี้”

 

ชายหนุ่มเอียงปีกก่อนจะดึงหัวเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปยังสัญญาณเรดาร์ของผู้ขอความช่วยเหลือ พื้นน้ำของกว๊านช้างลอยผ่านใต้เครื่องไปอย่างรวดเร็วก่อนจะเปลี่ยนเป็นพื้นขาวโพลนที่แซมด้วยสีดำเป็นจุดๆ ของต้นสนที่ถูกหิมะปกคลุม ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจับจ้องอยู่ที่แสงจากท่อไอเสียและแสงวูบวาบจากปืนกลเบื้องหน้า ลูกฝูงของเขาถูกไล่ตามจริงๆด้วย ซึ่งก็ไม่แปลก หากลดความเร็วลงไม่ทันหรือถูกล่อให้แซงไปได้ล่ะก็เท่ากับตกเป็นเป้ายิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

วิญญาณหนุ่มนักบินกระชากคันเร่งลงจนสุดขณะมือซ้ายกางเบรกอากาศ เครื่องบินลำใหญ่ชะลออย่างรวดเร็วจนร่างของเขารั้งเข็มขัดนิรภัยจนตึง แต่นั่นก็ทำให้เขาวนมาอยู่หลังเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินทั้งสี่ลำได้ และก่อนที่พวกมันจะทันได้หลบหลีกอะไรไปมากกว่านั้น กระสุนขนาดยี่สิบมิลลิเมตรก็พุ่งเข้าฉีกทั้งปีกทั้งหางของพวกมันแล้ว

 

“ขอบคุณมากครับ” ลูกฝูงผู้เสี่ยงตายมาหมาดๆ พูดกับผู้มาช่วยชีวิตเขาผ่านวิทยุ

“ไม่เป็นไร” อีกฝ่ายตอบ เร่งเครื่องขึ้นมาตีคู่กับเพื่อนร่วมฝูง “ว่าแต่เสียหายตรงไหนรึเปล่า”

“ไม่มีอะไรเสียหาย..... เอ๊ะ ทำไมจ่าฝูงดูจางๆ”

“หมายความว่าไง จางๆ

“เครื่องบินดู.... จางๆ.... แล้วก็โปร่งใส.....”

 

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองในห้องนักบิน คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ไม่มีอะไรผิดปกติเลยแม้แต่น้อย ทุกส่วนยังคงทึบแสงและชัดเจน

 

“ตาฝาดรึเปล่า”

“ไม่นะครับ ตอนนี้ก็กำลังจางลงเรื่อยๆด้วย ถึงจะช้าๆก็เหอะ ผมว่ากลับก่อนดีกว่าครับจ่าฝูง อาจจะเป็นอาวุธหรือพลังอะไรที่เราไม่รู้จักก็ได้”

“รับทราบ ฮูกดำสองฮูกดำสามได้ยินรึเปล่า”

 

เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากเครื่องบินที่ท่านเรียก จ่าฝูงลองเรียกอีกครั้งและอีกครั้ง แต่ก็เช่นเดิม สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ ชายหนุ่มเริ่มกังวล ในฐานะหัวหน้าเขาไม่อยากทิ้งสหายร่วมรบเอาไว้เลย แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มไม่น่าไว้ใจขึ้นเรื่อยๆแล้ว....

 

“กลับ อาวุธหมดพอดีด้วย” ในที่สุด ชายหนุ่มก็ตัดสินใจ “เลี้ยวขวาหันหัวสองสามศูนย์ หอบังคับการขอการนำร่องเตรียมลงจอด”

“ฮูกดำบินตรงมาตามสองสามศูนย์ ผ่านเทือกเขามาแล้วให้ลดระดับเหลือสี่พันฟุต”

“รับทราบ เลี้ยวขวาหันหัวสองสามศูนย์”

 

เครื่องบินทั้งสองลำเอียงปีกก่อนจะตีวงเลี้ยวขวา ชายหนุ่มในที่นั่งนักบินของฮูกดำสี่เม้มปากอย่างหนักใจระคนวิตกเมื่อเห็นเครื่องบินของผู้บังคับบัญชายิ่งจางลงเรื่อยๆจนเกือบจะมองไม่เห็นอยู่แล้ว และยังไม่ทันจะหักเลี้ยวได้ครึ่งทาง เครื่องบินทั้งลำก็หายวับไปในความมืดมิดของท้องฟ้ายามราตรี

 

“จ่าฝูง จ่าฝูงได้ยินผมรึเปล่า !?

เช่นเดียวกับเมื่อครู่ สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ ความเงียบที่ทำให้ขนบนหลังของวิญญาณหนุ่มลุกซู่.....

 

“ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน จู่ๆเครื่องของจ่าฝูงก็จางหายไป !

 

แต่ต่อให้ไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินจากฮูกดำสี่ สถานการณ์ในห้องบัญชาการก็เลวร้ายพออยู่แล้ว

 

“จับสัญญาณการถ่ายเทพลังงานวิญญาณไปโลกหลังความตายได้ค่ะ !

“สัญญาณเรดาร์ของฮูกดำหนึ่ง สอง สามหายไปแล้วครับ !

“ฮูกดำสี่ก็กำลังค่อยๆจางลงด้วยครับ !

“ฝูงบินข้าศึกบินกลับมาอีกแล้วค่ะ คราวนี้สิบฝูงเลย ฝูงละสี่ลำ !

“ฮูกดำสี่หายไปแล้วครับ !

 

“ให้แสกกับเค้าแมวทั้งฝูงเตรียมบินขึ้นเลย” หวังตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ให้สี่สิบลำเข้ามาฐานบินไม่เหลือแน่ ดีไม่ดีห้องบัญชาการใต้ดินนี้อาจจะไม่ปลอดภัยเสียด้วย “แต่ให้ระวังที่สุด ถ้าเห็นลำไหนจางรีบบอกแล้วให้รีบลงทันที”

“ครับ !

“จะดีก่อหวัง หื้อบินขึ้นทั้งๆจะอี้” วิญญาณสาวหน้าหวานหันขวับไปถามเพื่อนร่วมงานผู้กำลังนั่งจ้องหน้าจออย่างเคร่งเครียด

“ทำไงได้ล่ะเจ้าแม่ ถ้าปล่อยมันเข้ามาถึงนี่ได้มีเละกันแน่ แล้วอาวุธต่อต้านอากาศยานภาคพื้นของเราก็หมดแล้วไม่ใช่เหรอ”

“แต่หมู่เฮายังบ่ฮู้เลยเน่อว่าฮูกดำหายไปทั้งฝูงได้จะได ถ้าหื้อบินขึ้นไปอีกจะบ่อันตรายก๋า”

“ผมรับผิดชอบเอง เป็นหน้าที่ของผม”

 

คำตอบของชายวัยกลางคนหนวดเฟิ้มทำให้หญิงสาวชะงัก เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าก้าวล่วงความรับผิดชอบของอีกฝ่ายไปแล้ว คงเพราะอยู่กับเหล่าลูกศิษย์มานานเกินไปล่ะมั้ง....

 

“สุมาเน่อหวัง”

“ไม่เป็นไรๆ”

 

สายหันกลับมายังหน้าจอเบื้องหน้า ข้อมูลต่างๆผุดขึ้นมาเต็มไปหมดจนเธอต้องลากมันออกไปไว้อีกหน้าจอหนึ่งซึ่งหลานชายหมอผีใหญ่เพิ่งจะยกมาติดเพิ่มให้เมื่อครู่นี้เอง ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงสอดส่ายหาข้อมูลที่น่าจะบอกหรืออย่างน้อยก็ใบ้ให้เธอได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮูกดำทั้งสี่ลำ ที่นี่ไม่ใช่สามเหลี่ยมบาราคูด้าของอมาริเกย์สักหน่อย พวกเขาไม่มีทางสลายหายไปกับอากาศธาตุได้แน่....

 

แล้วความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัวของวิญญาณสาวหน้าหวาน

 

“เมี่ยง”

“คะ” ผีสาวผู้นั่งอยู่ใกล้สายที่สุดหันมาตอบรับ

“ขอข้อมูลการส่งผ่านพลังงานวิญญาณไปโลกหลังความตายเมื่อกี้ทั้งหมดเลย”

“ได้ค่ะ”

 

ไม่กี่วินาทีต่อมา กราฟก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ มันแสดงยอดแหลมสี่ยอดตรงกับจำนวนของฮูกดำทั้งสี่ อดีตพันเอกสาวลองเรียกข้อมูลสัญญาณเรดาร์ของเมื่อครู่ขึ้นมาดูก่อนจะเทียบมันเข้ากับเวลาในกราฟการถ่ายเทพลังงานวิญญาณ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงเบิกกว้างขึ้นเมื่อพบว่ามันตรงกับช่วงเวลาที่เครื่องบินทั้งสี่ลำหายไปพอดี เธอเจอเบาะแสชิ้นเป้งเข้าให้แล้ว

 

“หวัง ข้าเจ้าว่านี่แหละอาวุธของยมทูต”

“หา ?” อดีตเสนาธิการหนวดเฟิ้มย้อนถามด้วยเสียงอุทาน ทั้งสมาธิและสายตายังอยู่กับหน้าจอ

“ไว้ก่อนละกัน แค่ถ้าลำได๋จางก็รีบลงมาก็พอ”

“อื้ม”

 

หญิงสาวตัดสินใจไม่พูดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่พร้อมจะรับฟังเธอเท่าไหร่นัก และเธอก็พอจะรู้ว่าเพราะอะไร ในจอเรดาร์ สัญญาณของฝูงบินข้าศึกจำนวนสิบฝูงสี่สิบลำเมื่อครู่แยกตัวออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆก่อนจะตีวงเลี้ยวข้ามสันเขาออกไปด้วยความเร็วสูงทันทีที่ฝูงบินเค้าแมวและแสกบินขึ้นจากรันเวย์ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงหรี่ลง ต่อให้ทั้งหมดเป็นเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินที่ทั้งอุ้ยอ้ายและทั้งไม่มีอาวุธในการป้องกันตัวเองใดๆนอกจากปืนกล แต่จำนวนขนาดนี้ก็น่าจะพอต่อกรหรืออย่างน้อยก็คุ้มกันให้กันเองจนโจมตีเสร็จได้ไม่ยาก มิหนำซ้ำพวกมันยังมีทั้งพลุไฟทั้งตัวล่อจรวดด้วย ไม่น่าจะต้องเผ่นแน่บกันทันทีแบบนี้

 

หรือว่าจริงๆแล้วพวกมันจะไม่ได้หนี.....

 

แต่ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อได้ สมาธิของทั้งหญิงสาวหน้าหวานและชายวัยกลางคนหน้าเพื่อชีวิตก็มีอันต้องแตกกระเจิงเมื่อเสียงจากเหล่านักบินทั้งสองฝูงดังผ่านวิทยุเข้ามาติดๆกันชนิดแทบจะประโยคต่อประโยค

 

“แสกแปดเริ่มจางแล้ว ปิ๊กฐานด่วน !

“รับทราบ”

“แสกเจ็ดด้วย !

“แสกสิบเอ็ดก็จาง !

“นี่เค้าแมวเจ็ด เค้าแมวห้าก็จางเหมือนกัน !

“เค้าแมวสามกลับฐานเดี๋ยวนี้เลย !

“จ่าฝูงเค้าแมวก็จาง !

“ให้ทั้งสองฝูงกลับมาเดี๋ยวนี้เลย !” หวังหันไปสั่งผีหนุ่มผู้รับหน้าที่ดูแลการติดต่อวิทยุกับทั้งสองฝูงซึ่งสงต่อคำสั่งของเขาไปทันที

“แต่พวกมันกำลังบินกลับมาอีกแล้วนะครับ ถ้าไม่ยิงล่ะก็....”

ผีหนุ่มหันมามองผู้บังคับบัญชาของเขาเหมือนจะขอความเห็น แต่ผู้บังคับบัญชาของเขาพูดเองแล้ว “ยิงเท่าที่ล็อกได้แล้วกลับมาเลย โดนไม่โดนไม่ต้องสน รักษาตัวไว้ก่อน !

“รับทรา....”

 

“เค้าแมวห้าโดยสอยไปแล้ว ! ในฝูงนี้มีเครื่องบินรบด้วย !

เค้าแมวห้าพูดยังไม่ทันจบประโยคก็ขาดหายไปพร้อมกับเสียงซ่าสั้นๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงรายงานอย่างเสียขวัญของเค้าแมวสักลำที่เห็นเหตุการณ์ หวังเม้มปากขณะสมองวิ่งจี๋ด้วยความเร็วพอๆกับเครื่องยนต์ไอพ่นของฝูงบิน สถานการณ์ถือได้ว่าเลวร้าย ถ้าในฝูงไม่ได้มีแค่เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน แต่มีเครื่องบินรบที่ทั้งเร็วกว่าและมีจรวดต่อต้านอากาศยานอย่างที่ว่าจริงๆล่ะก็ หันหลังกลับเมื่อไหร่เท่ากับตกเป็นเป้านิ่งดีๆนี่เอง และพวกเขาก็ไม่มีตัวล่อเรดาร์เสียด้วย ถึงจะมีพลุไฟกันลำละสองสามลูกก็เถอะ

 

แต่ระหว่างหันหลังกลับแล้วต้องตกสักสี่ห้าลำหรือแม้แต่สักครึ่งฝูง กับฝืนสู้ต่อแล้วหายไปทั้งฝูง เขาเลือกอย่างแรก.....

 

“เค้าแมว แสก ไม่ต้องสนใจ บินกลับมาให้เร็วที่สุด โดนยิงยังอาจจะกระโดดร่มลงมาได้ แต่หายไปนี่หายแล้วหายเลยนะ !

“รับทราบ กำลังกลับไป”

 

วิญญาณผู้มีใบหน้าเหมือนนักร้องเพื่อชีวิตขบกรามกรอด ดวงตาจ้องมองตามสัญญาณในจอเรดาร์ที่เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้ากลับเข้าหาฐานบิน แต่พวกมันก็ยังคงจางลงเรื่อยๆจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว จะทันหรือเปล่าหนอ.....

 

คำตอบคือไม่ ยังไม่ทันจะได้ข้ามสันเขากลับเข้ามาในเขตดอยสูง สัญญาณทั้งหมดของทั้งสองฝูงบินก็หายวับ ความเงียบแผ่เข้าปกคลุมหน่วยรบทางอากาศเมื่อแต่ละตนต่างพูดไม่ออก ไขสันหลังหนาวเยือก แสกและเค้าแมวไม่เหมือนฮูกดำ ทั้งสองฝูงไม่ได้มีแค่สี่ลำ หากมีกันฝูงละสิบสองลำ พวกเขาเสียเครื่องบินรบไปเกินครึ่งในครั้งเดียว และตอนนี้ก็เหลือกันอยู่แค่สองลำเท่านั้น....

 

และที่แย่ที่สุด ข้าศึกทั้งสี่สิบลำกำลังวกกลับมาแล้ว

 

“อุ๊ยสาย หมู่เฮาจะไปเตรียมตัวเน่อ”

“บ่ได้ อุ๊ยบ่หื้อไปเด็ดขาด !

 

ความหวาดกลัวของวิญญาณสาวหน้าหวานเป็นจริงแล้ว กล้วยผู้นั่งดูสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาลุกพรวด และจ้าดก็ลุกตามเช่นกัน

 

“หมู่เฮาตกลงกันไว้แล้วเน่อเจ้าอุ๊ยสาย ว่าถ้ากำลังบ่พอหมู่เฮาจะออกไปรบด้วย” กล้วยทวงสัญญาเสียงเรียบ “และตอนนี้ก็บ่เหลือเครื่องบินแล้วนี่ถ้าข้าเจ้านับบ่ผิด”

“แต่หมู่เฮายังบ่ฮู้เลยเน่อท่านกล้วยว่าจะรับมือหรือแม้แต่หนีรอดจากพลังนี่ได้จะได ท่านกล้วยอยากจะหายไปโลกหลังความตายก๋า !?

“ถ้าต้องไป ข้าเจ้าก็จะไปเจ้า”

“ผมก็ด้วยครับ” จ้าดเสริมเบาๆอย่างไม่มั่นใจนัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่พร้อมจะไปโลกหลังความตาย อันที่จริงถ้าโลกหลังความตายเป็นอย่างที่เพื่อนสาวเคยเล่าให้เขาฟังมาตลอด การไปที่นั่นก็คงจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมากนัก แต่เขาไม่อยากให้เพื่อนสาวหน้าจืดคิดว่าเขาพูดตามเธอ

“บ้าแล้ว” หญิงสาวสะบัดหน้าไปอีกทาง คิ้วบางขมวดเข้าหากัน “อุ๊ยบ่หื้อไป จะไดอุ๊ยก็บ่หื้อไป”

“แต่นี่คือข้อตกลงที่อุ๊ยสายยะไว้กับหมู่เฮาเน่อเจ้า อุ๊ยสายจะผิดข้อตกลงก๋า”

“อุ๊ยบ่ฮู้ว่าหมู่ผีร้ายจะมีพลังจะอี้”

“อุ๊ยสาย ถ้าหมู่มันเข้ามาถึงที่นี่ จะไดหมู่เฮาก็ต้องสิ้นอายุอยู่ดี” ราชินีตานีพูดเสียงเรียบ หากหนักแน่น “อย่างน้อยถ้าข้าเจ้าต้องสิ้นอายุ ข้าเจ้าก็ขอสิ้นอายุตอนที่ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องทุกตนเถอะเจ้า”

 

สายยังคงไม่หันมองหน้าลูกศิษย์สาว กรามขบกันแน่นจนเป็นสันนูน แม้จะตกลงกันไว้แล้ว แต่เธอไม่อยากให้ลูกศิษย์สาวสุดที่รักตนนี้ต้องออกไปเสี่ยงกับการจากไปตลอดกาล ถึงแม้อาจจะได้พบกันในโลกหลังความตายอีกครั้ง แต่ตานีไม่อาจสูญเสียตนไหนไปได้อีกแล้ว.....

 

“ก็ได้” ในที่สุด วิญญาณสาวหน้าหวานก็ตัดสินใจ “แต่หื้อขึ้นไปแล้วบินวนอยู่แต่ในเขตหุบเขาดอยสูงเท่านั้น ห้ามออกไปจากเขตหุบเขา”

“แต่....”

“จะไดพิสัยการยิงของจรวดก็ไกลพออยู่แล้ว” อดีตพันเอกสาวไม่ยอมให้ฝ่ายตรงข้ามแย้ง “และหื้อบินคู่กับจ้าดห้ามแยกกัน แล้วก็ต้องบินในระดับต่ำห้ามเลยแนวสันเขาด้วย ถ้ามีผู้ได๋ดูจางลงหรือสงสัยว่าจะจางลงหื้อลงจอดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เข้าใจก่อ”

 

กล้วยทำท่าจะเถียง แต่เธอก็ไม่อยากง้างกับอดีตอาจารย์ของเธอต่อ และในใจเธอก็รู้ดีว่าหญิงสาวหน้าหวานรู้สึกอย่างไร เธอก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันเมื่อต้องนั่งมองคนอื่นออกไปรบเพื่อเธอ ไปสิ้นอายุเพื่อเธอ โดยที่เธอจำต้องนั่งอยู่แต่ในศูนย์บัญชาการ.....

 

“ได้เจ้า ถ้าจะอั้นหมู่เฮาไปเตรียมตัวก่อนเน่อเจ้า” เด็กสาวค้อมหัวน้อยๆ ให้อีกฝ่ายซึ่งยังคงไม่หันมามองเธอ ก่อนจะหันไปหาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม “กล้าย ถ้าข้าเจ้าเป็นอะหยังหรือบ่ปิ๊กมา กล้ายเป็นราชินีตานีต่อเน่อ”

“อย่าอู้จะอั้นสิกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าดูตกใจไม่น้อยที่ได้ยินคำพูดนั้นจากปากเพื่อนสาว “กล้วยบ่เป็นอะหยังหรอก กล้วยยะได้ข้าฮู้”

“มันก็บ่แน่หรอก” เด็กสาวหน้าจืดหัวเราะเครียดๆ “ไปก่อนเน่อ”

“ระวังด้วยเน่อกล้วย !

 

เหล่าสหายร่วมรบคนและตนอื่นๆส่งเสียงตามหลังมาขณะกล้วยและจ้าดเดินออกไปจากห้องบัญชาการราวกับฮีโร่ที่เสียสละตัวเองมุ่งหน้าเข้าหาความตาย แต่ในใจของหลานชายหมอผีใหญ่กลับไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฮิโร่เลยสักนิด ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าอาจจะต้องตายหรือถูกส่งไปโลกหลังความตาย  และทั้งๆที่เขาอยากจะรบ แต่ยามนี้ความกลัวกลับกำลังบีบหัวใจเขาราวกับคีมเหล็ก

 

จริงอยู่ เขาผ่านศึกกับเหล่าเพื่อนสาวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ สิ่งที่เขาต้องเผชิญหนนี้ไม่ได้มีแค่กระสือ กระหัง เปรต หรือผีร้ายระดับธรรมดาอีกแล้ว หากเป็นกองทัพที่ได้ชื่อว่าทันสมัยและทรงอานุภาพที่สุดแห่งหนึ่งของสารขัณฑ์ แล้วยังพลังอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่รู้ว่าจะแก้ทางอย่างไรอีก เด็กหนุ่มรู้สึกว่าขาเริ่มสั่น นี่หรือความรู้สึกของทหารที่กำลังจะออกไปตายในสนามรบ....

 

จ้าดชำเลืองมองเพื่อนสาวทางหางตา เขาไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรือเปล่าที่เห็นเธอก็กำลังสั่นน้อยๆอยู่เช่นกัน แต่วินาทีต่อมา ตานีสาวก็ยืดตัวตรง ก่อนจะออกวิ่งนำเขาไปตามทางเดินที่มุ่งหน้าขึ้นไปสู่ลานจอดเครื่องบินบนระดับพื้นดิน

 

เครื่องบินรบสีดำสนิทเหลืออยู่เพียงสองลำแล้ว ที่เหลืออยู่ในลานจอดส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินหน้าตาอุ้ยอ้ายหากติดอาวุธเอาไว้เต็มปีก และเครื่องบินขนส่งลำใหญ่ยักษ์ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินเท่านั้น แต่ดูท่ามันคงจะไม่ได้ออกโรงในการรบครั้งนี้เสียแล้ว อย่างน้อยก็หากยังไม่สามารถแก้ทางพลังส่งวิญญาณไปโลกหลังความตายนี้ได้

 

วิ่งมาถึงเครื่องบินประจำตัว เด็กสาวหน้าจืดกระโจนพรวดเดียวก็ขึ้นไปนั่งบนขอบห้องนักบินได้ กลับกับหลานชายหมอผีใหญ่ผู้ต้องรอให้วิญญาณหนุ่มหน้าตาขี้เล่นในชุดช่างเทคนิคขับรถบันไดมาเทียบให้ แต่ถึงกระนั้น การหย่อนตัวลงไปนั่งในห้องนักบินที่ทั้งแคบและแออัดไปด้วยสวิตช์ หน้าจอและคันบังคับก็ยังเป็นไปด้วยความทุลักทุเล กว่าเขาจะนั่งประจำที่และคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย เสียงครางหวีดหวิวจากเครื่องยนต์ไอพ่นคู่ของเพื่อนสาวก็ดังมาเข้าหูแล้ว

 

เด็กหนุ่มรีบกวาดตามองรายชื่ออุปกรณ์และระบบที่เขาต้องเช็กก่อนสตาร์ตเครื่องอย่างว่องไวขณะมือเอื้อมซ้ายป่ายขวาไปตามปุ่มต่างๆเป็นพัลวันด้วยเกรงว่าเพื่อนสาวจะไม่รอ หัวใจของจ้าดร่วงวูบเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ไอพ่นคู่เร่งขึ้นและหางตาเห็นเครื่องของเพื่อนสาวเคลื่อนออกจากที่ แต่กล้วยยังไม่ใจร้ายพอจะทิ้งเพื่อนหนุ่มเอาไว้คนเดียว เด็กสาวเพียงวิ่งออกไปจอดอุ่นเครื่องบนแท็กซี่เวย์เท่านั้น

 

ราชินีตานีรอจนเพื่อนหนุ่มสตาร์ตและอุ่นเครื่องจนเสร็จ แล้วเครื่องบินรบสีดำสนิททั้งสองลำก็วิ่งไปตามแท็กซี่เวย์ที่วางตัวขนานตลอดแนวรันเวย์ยาวเหยียด แต่ยังไม่ทันจะวิ่งไปถึงครึ่งทาง แสงสีเหลืองส้มแปดสายก็พาดผ่านท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงหวีดหวิว ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อลำแสงนั้นพุ่งเข้าใส่ป่าสนบนเนินเขาห่างจากโรงเก็บเครื่องบินไปเพียงไม่ถึงห้าร้อยเมตร และปิดท้ายด้วยเสียงเครื่องยนต์ไอพ่นแสบแก้วหู เครื่องบินโจมตีสี่ลำแรกมาถึงแล้ว พวกมันบินผ่านเหนือโรงเก็บเครื่องบินที่ยังคงปลอดภัยก่อนจะเงยหัวไต่ระดับข้ามเขาไป แต่ดูจากจอเรดาร์แล้วพวกมันก็กำลังเลี้ยวกลับมาอีกครั้ง และเด็กสาวหน้าจืดไม่คิดว่าคราวนี้พวกมันจะพลาดเป็นครั้งที่สอง.....

 

“หอบังคับการ ต้นกล้วยหนึ่งขออนุญาตบินขึ้นจากแท็กซี่เวย์ !

“จะบ้าเหรอกล้วย !?

จ้าดโพล่งออกมาอย่างลืมตัว แต่มันก็ถูกสัญญาณวิทยุที่ตอบกลับมาแทรกจนกลายเป็นเพียงเสียงวี้ดแสบแก้วหูสั้นๆ อย่างไรก็ตาม คำตอบจากหอบังคับการ หรือก็คือห้องประชุมลับใต้ดินก็ไม่ได้ต่างจากที่เขาพูดไปเท่าไหร่นัก

 

“ไม่ได้ !” หวังเป็นคนตอบมาเองเลยทีเดียว “วิ่งไปตั้งต้นที่ปลายรันเวย์ หรืออย่างน้อยก็ทางออกซีสาม !

“แต่หมู่มันกำลังเลี้ยวปิ๊กมาเน่อ !” ตานีสาวหน้าจืดแทบจะตะโกนตอบ ทางออกซีสามอยู่ห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร ขืนวิ่งไปจนถึงตรงนั้นโรงเก็บเครื่องบินหรืออย่างน้อยก็เครื่องบินที่จอดๆอยู่บนลานได้กลายเป็นจุณก่อนแน่ “บ่อั้นก็หื้อหมู่เฮาเลี้ยวเข้ารันเวย์ตอนนี้เลยก็ได้ !

 

“ก็ลองดูถ้าอยากลงไปไถหญ้ากินข้างรันเวย์”

อดีตนายทหารหนวดเฟิ้มตอบเสียงเฉียบขาด ตอนนี้ตานีสาวอยู่ที่ตำแหน่งราวหนึ่งในสามของรันเวย์ หากเธอหันหลังกลับก็มีระยะเหลือยาวพอให้เธอบินขึ้นได้ก็จริง แต่ไม่ใช่ด้วยลมส่งท้ายความเร็วเกือบยี่สิบนอตแบบนี้**** แต่ครั้นจะหันหน้าไปบินขึ้นสวนลมอย่างที่ควรจะเป็น รันเวย์ที่เหลือก็พอให้บินขึ้นอย่างเฉียดฉิวเต็มที ซ้ำร้ายเครื่องบินทั้งสองลำก็บรรทุกอาวุธจนเพียบแปล้อีกด้วย น้ำหนักขนาดนั้นแทบไม่มีทางเลยที่จะบินขึ้นได้ทัน

 

“ได้เจ้า จัดหื้อเลย !

“เฮ้ย เดี๋ยวกล้วย !?

 

หวังไม่คาดว่าจะได้ยินคำตอบนี้จากตานีสาว แต่ตอนนี้ก็สายเกินไปที่จะหยุดเธอแล้ว กล้วยกระชากคันเร่งขึ้นจนสุดขณะอีกมือบิดคันบังคับล้อพาเครื่องบินรบดริฟต์ยางไหม้เข้ารันเวย์ก่อนจะเร่งความเร็วทะยานขึ้นทันที จ้าดเห็นเพื่อนสาวทำก็ลองบ้าง แต่ด้วยทักษะการบังคับเครื่องและประสบการณ์การดริฟต์เครื่องบินที่น้อยกว่าก็ทำเอาเขาเกือบลงไปเล็มหญ้าข้างรันเวย์ เด็กหนุ่มหน้าดุดึงมันกลับมาได้ทันท่วงที และไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ทะยานตามเพื่อนสาวขึ้นไปติดๆ แม้จะเกือบหลุดท้ายรันเวย์อย่างที่วิญญาณหนวดเฟิ้มเตือนไว้ก็ตาม

 

“ต้นกล้วยหนึ่งยักษ์สาม ยักษ์สาม ยักษ์สาม !

ไต่ยังไม่ทันถึงหมื่นฟุตดี ราชินีตานีก็หงายหลังตีลังกาก่อนจะพลิกเครื่องกลับมาขนานกับขอบฟ้า และทันทีที่ล็อกเป้าหมายได้เธอก็เหนี่ยวไกปล่อยขีปนาวุธติดๆกันสามลูก มันพุ่งแหวกอากาศข้ามหุบเขามองเห็นเป็นแนวยาวก่อนที่ลูกไฟดวงใหญ่จะปะทุเปรี้ยงเมื่อเครื่องบินสามในสี่ลำระเบิดตูมหลังจากโดนสะเก็ดระเบิดฉีกถังน้ำมันออกเป็นชิ้นๆ ขณะอีกลำที่หักหลบได้อย่างหวุดหวิดรีบเอียงปีกเลี้ยวหนีหางจุกตูดไปอย่างรวดเร็ว พวกมันคงไม่คิดว่าอีกฝ่ายยังเหลือเครื่องบินรบอยู่หลังจากหายไปเกือบสามสิบลำแบบนี้

 

แต่ทั้งผู้ยิงและผู้ติดตามไม่มีใครอยู่ดูผลการทำลายล้าง เครื่องบินที่เบาลงเกือบสามร้อยกิโลกรัมในฉับพลันลอยหวือจนจ้าดต้องดึงตามแทบไม่ทัน แรงเหวี่ยงที่เปลี่ยนอย่างฉับพลันเริ่มเรียกอาการเมาเครื่องบินที่เขาไม่ได้เป็นมานานให้กลับมาเล่นงานอีกครั้ง แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็กัดฟันข่มความมึนหัวและข้าวหน้าหมีย่างที่เริ่มกระฉอกอยู่ในกระเพาะเอาไว้ ไม่ว่าเพื่อนสาวจะผาดโผนสักแค่ไหน และไม่ว่าในที่สุดแล้วเขาจะต้องปล่อยให้อาหารเย็นออกมาวิ่งเล่นเต็มห้องนักบินหรือไม่ เขาจะไม่ปล่อยเพื่อนสาวให้คลาดสายตาไปจากเขาเด็ดขาด.....

 

แต่ตานีสาวเองก็ดูจะรู้ว่าทำตัวเปรี้ยวในสถานการณ์แบบนี้คงไม่ดีนัก หรือบางทีเธอก็อาจจะยังจำได้ว่าหลานชายหมอผีใหญ่เมาเครื่องบินขั้นรุนแรง หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะเสียงของอดีตเสนาธิการหนุ่มหนวดเฟิ้มที่สั่งแกมดุผ่านวิทยุมาให้เลิกกายกรรมก่วงโจวสักที แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เด็กสาวหน้าจืดก็ประคองเครื่องให้นิ่งแล้วค่อยๆลดระดับลงอย่างนิ่มนวลจนกระทั่งต่ำกว่าแนวสันเขารอบตัว ซึ่งนับเป็นโชคดีของจ้าด แม้ใจจะแน่วแน่กับการติดตามคุ้มกันเพื่อนสาวแค่ไหน เขาก็ไม่แน่ใจว่ากระเพาะจะแน่วแน่ได้ตลอดรอดฝั่ง

 

“ต้นกล้วยหนึ่ง ต้นกล้วยสอง ผีกำลังมาอีกสิบสองลำ สองนาฬิกา สี่สิบไมล์ ไม่ต้องไต่ขึ้นไป ใช้เรดาร์จับเอา”

หวังเน้นเสียงที่ประโยคท้าย แต่ถึงเขาไม่บอก ราชินีตานีก็ไม่คิดจะทำอยู่แล้ว หนึ่งเพราะคราวนี้ข้าศึกไม่ได้ฉุกละหุกเหมือนเมื่อครู่ และสอง ระบบการยิงของเครื่องบินลำนี้เชื่อมต่อกับข้อมูลจากเรดาร์หลักของดอยสูง เธอไม่จำเป็นต้องเพิ่มระดับขึ้นไปเพื่อให้มองเห็นข้าศึกหรือแม้แต่เพื่อให้พ้นจากแนวเขาที่บังเรดาร์ของจรวด หากเรดาร์ของดอยสูงซึ่งมีรัศมีทำการไกลถึงเกือบห้าสิบไมล์ทะเลจับสัญญาณของข้าศึกได้ เครื่องบินของเธอก็รู้เช่นกันว่ามันอยู่ตรงไหน ที่เหลือก็แค่รอให้คอมพิวเตอร์ควบคุมการยิงประมวลผลเพื่อล็อกเป้า สั่งปล่อยจรวด แล้วก็โบกมือลา.....

 

แต่คอมพิวเตอร์กลับไม่ล็อกเป้า เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ ทั้งที่มองเห็นชัดแจ๋วในหน้าจอนำร่องของเธอขนาดนี้มันควรจะล็อกเป้าได้ตั้งแต่สักสิบไมล์ทะเลที่แล้วด้วยซ้ำ กล้วยปล่อยมือซ้ายจากคันเร่งไปสับสวิตช์รีเซ็ตระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการยิง แต่มันก็ยังคงไม่ล็อกเป้าเช่นเดิม ตานีสาวเม้มปาก ถ้ายังล็อกเป้าไม่ได้แบบนี้ เธอก็จำเป็นต้องเพิ่มระดับหรือรอให้ฝ่ายตรงข้ามข้ามเขาเข้ามาจนเรดาร์ของจรวดล็อกเป้าเองได้ แต่นั่นก็หมายความว่ามันสามารถยิงโรงเก็บเครื่องบินได้สบายๆ.....

 

“หอบังคับการ ต้นกล้วยหนึ่งล็อกเป้าผีบ่ได้”

“ต้นกล้วยสองด้วย” เด็กหนุ่มหน้าดุเสริมทันที

“ต้นกล้วยหนึ่งต้นกล้วยสอง หมายความว่าไงล็อกเป้าไม่ได้” วิญญาณหนวดเฟิ้มซึ่งดูจะยึดหน้าที่กำกับดูแลการบินของสองสหายร่วมรบไปแล้วถามกลับมาทันที

“หันเป้าหมายในหน้าจอ แต่ล็อกเป้าบ่ได้ ปกติต้องล็อกได้แล้ว” กล้วยตอบ “ต้นกล้วยหนึ่งจะเพิ่มระดับบินขึ้นไปหื้อพ้นเขาเน่อ”

หวังเงียบไปอึดใจหนึ่ง คงจะกำลังตัดสินใจหรือไม่ก็หันไปปรึกษากับเพื่อนร่วมงานสาวหน้าหวานที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะตอบกลับมา “อนุญาตให้เพิ่มระดับ แต่ล็อกแล้วยิงได้แล้วให้รีบลดระดับกลับมาที่เดิมทันที”

“รับทราบ”

 

ยังไม่ทันขาดคำ เด็กสาวหน้าจืดก็ดึงคันบังคับเข้าหาตัวจนเครื่องเงยหัวแทบจะเป็นแนวดิ่ง มาตรวัดความสูงไต่ขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกับมาตรวัดความเร็วที่ค่อยๆต่ำลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่มันจะต่ำเกินไป เธอก็ขึ้นมาเหนือสันเขาจนได้ เสียงเตือนสั้นๆดังขึ้นเมื่อเรดาร์ของจรวดนำวิถีล็อกเป้าได้สำเร็จในที่สุด ตานีสาวเหนี่ยวไกปล่อยจรวดทันที ลำแสงอีกแปดลำที่พุ่งติดๆกันจากเบื้องล่างทำให้เธอรู้ว่าหลานชายหมอผีใหญ่ก็ทำแบบเดียวกัน มันพุ่งข้ามฟ้าตรงไปเบื้องหน้า และถ้าตาเธอไม่ได้ฝาด เด็กสาวก็เห็นแสงสีส้มแดงจากการระเบิดอยู่ลิบๆ.....

 

แต่สบายใจได้ไม่ทันไร ไขสันหลังของตานีสาวก็เย็นเยือกในฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงร้อนรนของหลานชายหมอผีใหญ่ผ่านหูฟัง

 

“กล้วย เครื่องของกล้วยมันจางลงนะ !

 

“ลดระดับลงมาเดี๋ยวนี้ !

ราชินีตานีแทบต้องยกมือปิดหูเมื่อทั้งเสียงหวีดร้องและเสียงเรียกชื่อเธอกระแทกเข้าหูจนแทบฟังคำสั่งของหวังไม่ออก แต่เด็กสาวหน้าจืดไม่อาจทำเช่นนั้นได้เมื่อมือทั้งสงต้องยึดทั้งคันบังคับและคันเร่งไว้แน่นเมื่อเธอตีลังกาก่อนจะกดหัวดำดิ่งลงสู่หุบเขาดอยสูง ใบหน้าชาวูบด้วยความหวาดกลัว ยังไม่มีเครื่องบินลำไหนหรือวิญญาณตนไหนรอดจากอาวุธลึกลับนี้ได้สักตน เธอจะต้องหายไปเหมือนพวกเขางั้นหรือ.....

 

“โอเค ชัดเหมือนเดิมแล้ว !

ความหวาดกลัวที่บีบหัวใจในอกแบนคลายลงบ้างเมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนหนุ่ม ตานีสาวชำเลืองมองไปเบื้องหลังด้านขวาของเธอ จ้าดยังคงบินตามเธอมาติดๆ เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกทั้งขอบคุณและทั้งอุ่นใจที่มีเขาอยู่เคียงข้าง ครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือน.....

 

แต่แม้ราชินีตานีจะอุ่นใจ ห้องบัญชาการดูจะไม่

 

“ต้นกล้วยหนึ่งต้นกล้วยสอง ลงมาเดี๋ยวนี้เลย”

“แต่ว่า.....”

“ไม่มีแต่” วิญญาณหนวดเฟิ้มย้ำเสียงเฉียบขาดกว่าครั้งใดในคืนนี้ “เราไม่รู้ว่าพลังนั่นทำอะไรไปบ้าง ลงมาเช็กความเสียหายเดี๋ยวนี้ เร็ว ตอนนี้ผีตนอื่นยังอยู่ห่าง รีบลงก่อนพวกมันจะวกกลับมา”

“รับทราบ” ในที่สุด กล้วยก็ยอมจำนนแม้จะไม่เต็มใจนัก “ต้นกล้วยหนึ่งขอการนำร่องลงจ.....”

 

พูดยังไม่ทันจบ เครื่องบินทั้งสองลำก็มีอันต้องแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเมื่อแสงวับวาบจากกระสุนปืนกลสาดเข้าใส่ กะด้วยสายตาแล้วเด็กหนุ่มหน้าดุก็คิดว่ามันเฉียดใต้ท้องเครื่องของเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทางซ้ายมือของเขา เด็กหนุ่มเห็นเงาสีดำสนิทของเครื่องบินพุ่งผ่านไปด้วยความเร็วสูง

 

“ยี่สิบไมล์บ้าอะไร มันเพิ่งเฉียดผมไปเนี่ย !” จ้าดตะโกนใส่วิทยุอย่างลืมตัว

“หา !?

 

น้ำเสียงงุนงงแกมตกใจของหอบังคับการบอกว่าพวกเขาไม่รู้จริงๆ แต่ไม่มีเวลาให้อธิบายแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ขบกรามกรอด มือซ้ายดันคันเร่งขึ้นจนสุดขณะมือขวาเอียงตัวเลี้ยวด้วยความเร็วสูง เรดาร์ของเขาเองก็จับเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เลยแม้แต่น้อย นั่นหมายความว่าเขาพร้อมจะตกเป็นเหยื่อของมันทุกเวลา และหากเขาจับไม่ได้ กล้วยก็ไม่น่าจะจับได้เช่นกัน.....

 

แต่เอียงตัวเลี้ยวไปได้เพียงไม่ถึงครึ่งรอบ เลือดในร่างหลานชายหมอผีใหญ่ก็มีอันต้องจับเป็นน้ำแข็งเมื่อเขาเห็นเพื่อนสาวกำลังถูกข้าศึกไล่ตาม ไม่ใช่ลำเดียว แต่เป็นสองลำ.....

 

และที่เลวร้ายที่สุด มันกำลังต้อนเธอข้ามสันเขาออกนอกเขตดอยสูง ตรงไปยังพื้นที่ที่เครื่องบินเกือบสามสิบลำหายไปก่อนหน้านี้.....

 

“กล้วยออกมา !

มายะเองซิ่บ่าจ้าดง่าว !’

กล้วยสวนกลับเพื่อนหนุ่มอยู่ในใจ การจะหนีออกมาไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับเสืออากาศผู้เคยรบกับกระสือกระหังมาแล้วอย่างเธอหากข้าศึกมีเพียงลำเดียว แต่นี่สองลำ และทั้งสองลำก็ตีคู่มาจนชิดชนิดปลายปีกแทบจะชนปลายปีก นักบินที่ถูกผีร้ายเข้าสิงคงไม่กลัวอยู่แล้วหากเครื่องบินจะชนกันกลางอากาศ แต่เธอไม่ เด็กสาวรู้ดีว่าพื้นที่ทั้งหมดของหุบเขาดอยสูงมีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผีร้ายเข้ามาได้ แต่มันก็ส่งผลกับเธอเช่นกัน เธอไม่สามารถกลายเป็นพลังงานได้ หากเครื่องบินชนกันจนระเบิดแล้วเธอดีดตัวออกจากเครื่องไม่ทันล่ะก็ เตรียมตัวสิ้นอายุศพไม่สวยได้เลย.....

 

แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา ตานีสาวก็ตระหนักว่ามีปัญหาที่น่าจะมาก่อนการถูกส่งไปโลกหลังความตายรออยู่เบื้องหน้า นั่นคือสันเขาสุดท้ายที่กั้นระหว่างหุบเขาดอยสูงและกว๊านช้างลอยด้านนอกที่ทอดตัวขวางกั้นอยู่เต็มกระจกหน้า ที่แย่กว่านั้น ปีกของข้าศึกลำหนึ่งแทบจะเกยอยู่กับปีกของเธอ ปิดทางทั้งการเพิ่มระดับและการเอียงหลบโดยสิ้นเชิง

 

“บินต่ำเกินไป จะชนพื้นดิน !

“บ่อยู่ล่ะ !

ทันทีที่ระบบเตือนของเครื่องบินส่งเสียง เด็กสาวหน้าจืดก็ตัดสินใจกดปุ่มดีดตัว แต่แทนที่ที่นั่งจะถูกเครื่องยนต์จรวดยิงออกจากห้องนักบิน มันกลับเงียบกริบ

 

“มาเสียอะหยังตอนนี้เล่า !?

กล้วยลองกดอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นทุบ แต่มันก็ยังไม่หือไม่อืออยู่อย่างนั้น ตานีสาวเย็นยะเยือกไปทั้งตัวเมื่อเห็นกำแพงสีขาวแซมเทาที่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วเบื้องหน้า แม้หิมะคงจะหนาเป็นเมตรหรืออาจจะสองเมตร แต่มันก็ไม่พอจะหยุดความเร็วเกือบแปดร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงได้แน่นอน กล้วยหยีตา มือกำคันบังคับแน่น เตรียมรับแรงกระแทกที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

แต่ในวินาทีสุดท้าย ข้าศึกที่เกยปีกเธออยู่ก็เปิดช่องว่างเมื่อมันเงยหัวไต่ระดับหลบเขา ไวเท่าความคิด ราชินีตานีหักคันบังคับซ้ายสุดก่อนจะดึงมันเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว เครื่องบินลำใหญ่เอียงวูบก่อนจะเลี้ยวขวาชนิดแทบจะหักศอก ใต้ท้องเฉียดภูเขาไปเพียงไม่ถึงสิบเมตร

 

แต่ถึงจะพ้นเขา เธอก็ยังไม่อาจหนีฝ่ายตรงข้ามพ้น เด็กสาวหน้าจืดต้องเอียงเครื่องหลบแทบไม่ทันเมื่อลำแสงแวบวาบสีเหลืองส้มของปืนกลผ่านวูบไปข้างกระจกห้องนักบิน แต่นั่นก็เท่ากับบังคับให้เธอเลี้ยวกลับมาหาข้าศึกทั้งสองลำ พวกมันตีลังกาก่อนจะเข้ามาประกบเธอในตำแหน่งเดิมก่อนจะบีบให้เด็กสาวเอียงตัว มุ่งหน้าออกไปยังกว๊านช้างลอยและกองกำลังผีร้ายด้านนอก.....

 

ในที่สุด สันเขาก็ผ่านใต้ท้องเครื่องไป ยามนี้ตานีสาวหน้าจืดมองเห็นที่ราบหน้าทางเข้าดอยสูงได้ถนัดตา และถ้าการค่อยๆหายไปเป็นฝีมือของยมทูตในกองกำลังผีร้ายอย่างที่สายว่าจริง ยามนี้เธอก็เหมือนยืนอยู่กลางที่โล่งๆท่ามกลางห่ากระสุนของสงคราม แม้จะมองเองไม่เห็น แต่ตานีสาวก็บอกได้ว่ายามนี้เครื่องบินของเธอคงกำลังค่อยๆจางลง ขณะสสารถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานวิญญาณก่อนจะถูกส่งผ่านไปยังโลกหลังความตาย.....

 

ห่างออกไปเบื้องหลัง จ้าดเร่งเครื่องข้ามสันเขาตามเครื่องบินทั้งสามลำมาติดๆ ความกลัวจะหายไปไม่อยู่ในสมองของเด็กหนุ่มหน้าดุแล้ว ยามนี้สิ่งเดียวในห้วงความคิดคือเขาต้องช่วยเพื่อนสาวให้ได้ ไม่ว่านั่นจะหมายถึงชีวิตของเขาหรือไม่ก็ตาม

 

แต่คิดง่ายกว่าทำ ยามนี้เครื่องบินทั้งสามคว้ากันไปคว้ากันมาเหมือนว่าวกลางหน้าร้อนอยู่ในเป้าเล็งของเขา หากยิงปืนกลไปไม่ว่ายังไงกล้วยก็ต้องโดนลูกหลงไปด้วยแน่ หรือหากจะใช้จรวด มันก็นำวิถีด้วยเรดาร์ และสิ่งเดียวที่เรดาร์จับได้ตอนนี้ก็คือเครื่องของเพื่อนสาวเท่านั้น ยิงออกไปได้ระเบิดเป็นลูกไฟเหมือนเครื่องบินข้าศึกเมื่อไม่กี่นาทีก่อนแน่ ยกเว้นเธอจะดีดตัวออกมาทัน.....

 

และนั่นทำให้หลานชายหมอผีใหญ่คิดออก

 

“กล้วย ดีดตัวออกมาสิ !

อีกฝ่ายไม่ตอบ หลานชายหมอผีใหญ่ย้ำอีกครั้ง “ดีดตัวออกมา !

“.....ข้าเจ้าดีดตัวบ่ได้ !” ในที่สุด เสียงของเด็กสาวหน้าจืดก็ตอบกลับมาผ่านวิทยุ

“หมายความว่าไงดีดตัวไม่ได้ !?” จ้าดย้อนถามเสียงร้อนรน “เรารู้ว่ากล้วยเกลียดเรา แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาจะ.....”

“บ่แม่นเรื่องนั้น ข้าเจ้าดีดตัวบ่ได้แต๊ๆ !

 

เสียงที่สูงจนแทบจะเป็นกรีดร้องของเพื่อนสาวบอกเด็กหนุ่มหน้าดุว่าเพื่อนสาวพูดจริง ไขสันหลังของหลานชายหมอผีใหญ่เย็นวาบ ถ้าดีดตัวออกมาไม่ได้ก็เท่ากับปิดทางหนีทุกทางโดยสิ้นเชิง เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น กรามขบกันจนเป็นสันนูน ส่วนลึกในร่างอยากจะร้องตะโกนออกมาให้สุดเสยงให้สาสมกับความแค้นใจตัวเองที่อัดแน่นอยู่ในอก เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องทนดูเพื่อนสาวจากไปอย่างนี้น่ะหรือ.....

 

“บินไปยิงยมทูตสิบ่าจ้าดง่าว !

“อย่า !” กล้วยร้องห้ามทันควันก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะทันตอบหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเสียอีก “ยะจะอั้นก็ได้หายไปอีกลำสิ !

“แต่มันบ่มีทางอื่นแล้วเน่อกล้วย !” ตานีสาวผมหางม้าสวนกลับเสียงหลง “กล้วยอยาจะหายไปจะอี้ก๋า”

“หายไปลำเดียวก็ยังดีกว่าเสี่ยงหายไปสองลำเน่อกล้าย” น้ำเสียงของราชินีตานีมีแววปลงเจืออยู่ชัดจนทั้งเพื่อนหนุ่มและเพื่อนสาวที่อีกฟากหนึ่งของวิทยุขนลุก เธอเตรียมใจจะสิ้นอายุจริงๆ....

“ข้าบ่ยอมเด็ดขาด !

“เราก็ไม่ยอม !

“บ่าจ้าดง่าว อย่า !

 

ต่อให้เอาพ่อแม่เขามาห้าม จ้าดก็ไม่ฟังแล้ว เด็กหนุ่มเอียงตัวเลี้ยวมุ่งหน้าที่ราบหน้าดอยสูงก่อนจะกระแทกคันเร่งขึ้นจนสุด เครื่องบินลำใหญ่เร่งความเร็วขึ้นทันทีจนหลังเขาติดเบาะราวกับจะรู้ว่าผู้ควบคุมร้อนรนเพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่พอสำหรับหลานชายหมอผีใหญ่ในยามนี้ จ้าดออกแรงกดคันเร่งขึ้นไปด้านหน้าอีกแม้จะสุดรางของมันแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าทำอะไรได้มากกว่านี้บ้าง เขาไม่อยากหันกลับไปแล้วพบว่าเพื่อนสาวอันตรธานจากเขาไปเสียแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ไม่พูดด้วยหรือทำเป็นไม่สนใจ แต่หายไปตลอดกาลจนกว่าชีวิตนี้ของเขาจะหาไม่.....

 

หรือหากจะพูดให้ถูก ต่อให้ชีวิตหาไม่ไปอยู่ในโลกหลังความตายแล้ว เขาก็ไม่รู้จะหาเธอเจอหรือเปล่าเลย.....

 

ห่างออกไปเบื้องหลัง เด็กสาวหน้าจืดเม้มปาก ดวงตาเรียวมองตามเครื่องบินของเพื่อนหนุ่มที่เริ่มจางลงเช่นเดียวกับเธอ ทำไมเขาถึงไม่ฟังเธอเลยนะ ต่อให้เขาจะชอบหรือจะรักเธอมากขนาดไหน แต่ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตถึงขนาดนั้นด้วย....

 

หลานชายหมอผีใหญ่คงดีใจไม่น้อยหากรู้วาเพื่อนสาวเป็นห่วงเขา แต่ยามนี้เขาไม่รู้ และถึงรู้ เขาก็มีปัญหาใหญ่กว่านั้นให้กังวลแล้วตอนนี้ เด็กหนุ่มข้ามกว๊านช้างลอยมาแล้ว และยามนี้ภาพสแกนด้วยคลื่นเสียงของกองกำลังมหึมาก็ปรากฏอยู่ในเป้ายิง แต่ภาพนั้นเป็นเพียงก้อนสีเขียวๆรูปร่างหยาบๆเท่านั้น แม้จะพอมองออกว่ารถถังหรือยานพาหนะคันไหนเป็นคันไหน แต่การจะหายมทูตที่ตัวขนาดพอๆกับเขาจากระยะ ความสูง ความเร็ว และความละเอียดภาพระดับพอๆกับโทรทัศน์รุ่นดึกดำบรรพ์แบบนี้ไม่มีทางแน่ และจรวดต่อต้านอากาศยานอีกสองลูกที่เหลืออยู่ในแคร่เก็บอาวุธก็ไม่มีทางกวาดทั้งหมดนี่ได้ในครั้งเดียวแน่

 

แต่เขาไม่มีเวลาให้หันหลังกลับไปอีกแล้ว

 

มือซ้ายดึงคันเร่งลง ขณะมือขวาค่อยๆกดหัวเครื่องให้ต่ำลงจนแทบจะเรี่ยยอดสน และเมื่อตัวเลขวัดระยะถึงเป้าหมายบอกตัวเลขหนึ่งกิโลเมตร จ้าดก็เหนี่ยวไกสาดกระสุนปืนกลเข้าใส่เป้าหมายเบื้องหน้า ผืนหิมะขาวโพลนที่ดูว่างเปล่าถูกจุดสว่างเป็นสีส้มแดงทันทีเมื่อรถถังที่ถูกยิงปะทุตูมเป็นลูกไฟดวงใหญ่ เด็กหนุ่มเอียงปีกตีวงเผื่อแผ่กระสุนไปให้ส่วนอื่นของกองทัพด้วยก่อนจะดึงเครื่องขึ้นและเลี้ยวหลบภูเขาที่ขนาบที่ราบเบื้องหน้าได้ทันท่วงที แต่เขาทำให้เพื่อนสาวกลับมาชัดเหมือนเดิมได้หรือเปล่า

 

“จ้าด กล้วยยังไม่ชัดเหมือนเดิมเลย !

เสียงแหลมสูงที่แทบจะกลายเป็นกรีดร้องอยู่แล้วของฟ้าและแก้วที่ประสานกันมากรีดแทงเข้าไปในหูของหลานชายหมอผีใหญ่บอกเขาว่าภารกิจล้มเหลว จ้าดสบถออกมาอย่างสุดกลั้น มือขวาทุบผนังด้านข้างห้องนักบินโครมจนเครื่องสั่นไปทั้งลำ เพื่อนสาวที่เขารักกำลังจะจากเขาไป แต่เขากลับทำได้แค่มอง.....

 

“ก็ได้ ถ้าจะเอากันแบบนี้ก็ได้ !

 “จ้าด จะยะอะหยัง อย่า !

กล้วยถึงกับหลุดปากเรียกชื่อเพื่อนหนุ่มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร แต่หูของหลานชายหมอผีใหญ่อื้อไปหมดแล้ว เด็กหนุ่มกดหัวเครื่องลงจนแทบจะตั้งฉากกับพื้น พื้นที่กลางวงกองทัพขนาดมหึมาของเหล่าผีร้าย ดวงตาตี่ปิดลง ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนที่มือจะดันคันเร่งขึ้นจนสุดเพื่อเพิ่มแรงปะทะและแรงระเบิดที่จะตามมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับการโจมตีครั้งสุดท้ายของชีวิต.....

 

“กล้วยกลับมาชัดเหมือนเดิมแล้ว !

แต่ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะได้ปะทะพื้นดังที่ตั้งใจ เสียงของกล้ายก็ดังขึ้นเสียก่อน ไวเท่าความคิด จ้าดกระชากคันบังคับเข้าหาตัวอย่างเร็วและแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เครื่องเงยหัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงเหวี่ยงดึงเลือดลงเบื้องล่างจนเด็กหนุ่มแทบจะหมดสติ พื้นหิมะกวาดวูบผ่านไปเบื้องหน้าในระยะประชิดก่อนจะเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าในฉับพลันเมื่อเครื่องบินเริ่มไต่ระดับอย่างดุเดือดขึ้นไปสู่ท้องฟ้า เด็กหนุ่มหอบหายใจเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนต่อด้วยไตรกรีฑามาสามรอบติดๆกัน เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ความรู้สึกเฉียดตายมันเป็นเช่นนี้เองหรือนี่

 

“แน่ใจนะ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามกลับเมื่อเริ่มจะหายใจหายคอได้แล้ว ราชีตานีหลุดจากสายตาของเขาไปแล้ว

“แม่น ชัดเหมือนเดิมแล้ว” สายตอบกลับมา มีแววหอบน้อยๆเจืออยู่ในน้ำเสียงเช่นกัน

“แล้วจางลงอีกรึเปล่า”

“บ่ ตอนนี้เปิ้นกำลังบินไปตีวงเหนือเขา คงจะกำลังอ้อมปิ๊กมา แต่จะไดก็คงบ่ต้องกังวลได้สักพัก” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบ “ว่าแต่จ้าดเหอะ เริ่มจางลงแล้วเหมือนกันเน่อ ออกมาเดี๋ยวนี้เลย !

“ผมไม่เป็นไรครับ น่าจะบินหลบได้อยู่ ไม่เหมือนกล้วย เขาโดนอีกสองลำประกบอยู่” จ้าดตอบผ่านวิทยุ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เร่งความเร็วตามเพื่อนสาวหน้าจืดไป เอ้อระเหยลอยชายอยู่ในระยะสายตาของกองกำลังผีร้ายต่อไปไม่ดีแน่ จรวดนำวิถีอาจจะลอยขึ้นมาสอยเขาก่อนที่พลังยมทูตจะส่งเขาไปโลกหลังความตายเสียอีก

 

แต่อึดใจต่อมา ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของหลานชายหมอผีใหญ่

 

“เดี๋ยวนะครับ อุ๊ยสายบอกว่าตอนนี้กล้วยไม่ได้จางลงแล้ว....”

“แม่น”

“แล้วตอนนี้กล้วยก็บินอยู่เหนือภูเขา....”

“แม่น”

“แม่น เทือกเดียวกับที่จ้าดอยู่นั่นแหละ หนึ่งนาฬิกาสิบไมล์กำลังค่อยๆเลี้ยวปิ๊กมา”

“ซึ่งตำแหน่งของกล้วยมองเห็นได้จากตำแหน่งของกองกำลังผีร้ายมั้ยครับ”

“บ่น่าเน่อ” เสียงของวิญญาณสาวหน้าหวานฟังดูไม่มั่นใจนัก “ยะหยัง”

“อีกคำถามนึงครับ ตอนที่กล้วยกับมาชัดครั้งแรก กล้วยบินเข้าเขตภูเขารึยังครับ”

“น่าจะยังเน่อ แม่นก่อเมี่ยง” ฟังเหมือนสายหันไปถามวิญญาณสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะกับมาตอบอีกครั้ง “ยัง และถ้าดูหื้อดีๆ ฮู้สึกว่าระหว่างที่เปิ้นชัดขึ้นครั้งแรกกับตอนที่เปิ้นบินเข้าเขตภูเขา เปิ้นก็จางลงนิดนึงด้วย”

“ผมว่าผมรู้อะไรแล้วล่ะครับ” เป็นครั้งแรกตั้งแต่การโจมตีครั้งนี้เริ่มขึ้นที่ริมฝีปากของหลานชายหมอผีใหญ่มีรอยยิ้มกว้าง ข้อมูลหลายๆอย่างกำลังปะติดปะต่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในหัว “ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายทันรึเปล่าแต่จะพยายามนะครับ”

“ว่าจะได”

“ผมว่าอาวุธนี้น่าจะเป็นการมองครับ” จ้าดตอบขณะมือดึงคันบังคับเลี้ยวเครื่องบินตามเครื่องของเพื่อนสาวที่เห็นเป็นแสงเรืองๆสองดวงอยู่ลิบๆเบื้องหน้าไป “ยมทูตคงจะใช้การมองในการส่งอะไรสักอย่างไปโลกหลังความตาย และถ้าเป้าหมายนั่นคลาดสายตาไปก็จะต้องเริ่มส่งใหม่ครับ”

“เป็นหยังถึงคิดจังซั่นล่ะจ้าด” เสียงของเด็กสาวหน้าเสือถามกลับมา

“ลองคิดตามดูนะ ครั้งแรกที่กล้วยโดน กล้วยลดระดับลงมาจนต่ำกว่าแนวสันเขาถึงได้ชัดขึ้นมาอีกรอบ ครั้งต่อมาก็คือเมื่อกี้ เราคิดจะคามิคาเซ่ลงกลางกองกำลังผีร้ายกล้วยก็เลยชัดขึ้นอีกรอบ และหลังจากบินเข้าเทือกเขามานี่กล้วยกับเราก็ไม่ได้จางลงอีกเลย การกลับมาชัดทุกครั้งเกิดขึ้นตอนที่ยมทูตน่าจะละสายตาหรือคลาดสายตาจากพวกเราไปทั้งนั้นเลย”

“ถ้าเป็นจะอั้นก็เยี่ยม” รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากอิ่มของสายเช่นเดียวกัน มันยิ่งกว้างขึ้นไปอีกเมื่อในจอเรดาร์แสดงกลุ่มเมฆที่กำลังลอยจากฝั่งตะวันออกของกว๊านช้างลอยเข้าปกคลุมพื้นที่ ลมหนาวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งเร่งพัดส่งให้มันเร็วขึ้นไปอีก ถ้าการสันนิษฐานของจ้าดถูกล่ะก็พวกเธอก็อาจจะไม่ต้องกลัวอาวุธลึกลับนี่อีกต่อไปแล้ว

 

แต่บทสนทนาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของราชินีตานี

 

“หลุดแล้ว !

 

หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากจะถามกลับ แต่เขาก็เห็นจากหน้าจอเรดาร์ว่าสัญญาณของเพื่อนสาวฉีกตัวออกมาจากข้าศึกซึ่งดูจะเหลืออยู่ลำเดียวจริงๆเสียด้วย

 

“ปิ๊กมาเดี๋ยวนี้เลย !

“เจ้า !

 

ตานีสาวหน้าจืดดันคันเร่งขึ้นจนสุดทันที แม้นั่นจะพาเธอข้ามเขากลับไปอยู่ในระยะสายตาของเหล่ายมทูตอีกครั้ง แต่ถ้าไม่มีเครื่องลำไหนประกบ หรือต่อให้อีกลำที่ยังเหลือตามมา ก็ไม่ลำบากเลยที่เธอจะบินหลบกลับเข้าไปในเขตดอยสูงอีกครั้ง นับเป็นโชคดีเหมือนปาฏิหาริย์ที่เมื่อครู่เธอหลุดมาได้ ตอนกำลังเลี้ยว เครื่องยนต์ของเธอเกิดเสียกำลังขึ้นมากะทันหันจนช้าลงกว่าฝ่ายตรงข้าม ข้าศึกทั้งสองลดความเร็วตามเธอมาเช่นกัน แต่ปีกของลำหนึ่งกลับไปเกี่ยวเอาแพนหางของอีกลำหนึ่งเข้าจนฉีกขาดหมุนคว้างก่อนจะร่วงลงไประเบิดเป็นลูกไฟดวงใหญ่อยู่กับภูเขาเบื้องล่าง แม้อีกลำจะเสียหายไม่มากและตามจี้เธอต่อได้ แต่มันก็ไม่สามารถบังคับเลี้ยวได้ว่องไวเหมือนเก่า และมันไม่ใช่ปัญหาของเธออีกแล้ว

 

แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา ไขสันหลังของตานีสาวก็มีอันต้องเย็นวาบอีกครั้งเมื่อสัญญาณเตือนถูกจรวดนำวิถีล็อกเป้าดังก้องห้องนักบิน ข้าศึกที่ไม่อาจวิ่งตามได้ขว้างขวานมาแทนเสียแล้ว.....

 

ด้วยสัญชาตญาณ กล้วยกดทิ้งพลุไฟทันทีแม้จะรู้ว่ามันคงล่อจรวดที่นำวิถีด้วยเรดาร์ไม่ได้ และก็จริงอย่างที่คิด มันยังคงพุ่งตามเธอมาอย่างไม่แยแสพลุไฟเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวหน้าจืดเปิดสวิตช์อาฟเตอร์เบิร์นเนอร์เร่งความเร็ว ฝ้าขาวบดบังทัศนวิสัยในห้องนักบินแวบหนึ่งเมื่อเธอพุ่งทะลุกำแพงเสียง แต่ตานีสาวก็รู้ดีว่ามันคงไม่อาจหนีความเร็วเหนือเสียงสามเท่าของจรวดนำวิถีได้ และในเมื่อเธอดีดตัวออกไปไม่ได้ ก็เหลือทางออกแค่ทางเดียว ตรงนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา และกองกำลังผีร้ายก็ไม่น่าจะเปิดอุปกรณ์ด้วยนั่นคือจุดเด่นของวิญญาณร้ายทั้งหลาย เธอสามารถเคลื่อนที่ในพริบตาลงไปเบื้องล่างได้ แต่นั่นก็หมายถึงโดนกองกำลังผีร้ายรุมสกรัมยำทีน.....

 

“กล้วย เคลื่อนที่ในพริบตามาในห้องนักบินเราได้มั้ย !?

“ได้ !

หลานชายหมอผีใหญ่ให้ไอเดียกับราชินีตานีในวินาทีสุดท้าย แต่การทำไม่ง่ายเหมือนการพูด การเคลื่อนที่ในพริบตาต้องรู้ตำแหน่งแน่นอนของเป้าหมาย และด้วยความเร็วระดับมัคหนึ่งกว่าๆของทั้งสองลำแบบนี้ ตานีสาวหน้าจืดก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่.....

 

แต่จรวดตามจี้เธอมาข้างหลังแล้ว

 

เพียงไม่กี่เมตรก่อนที่หัวรบจะปะทุตูมเข้าใส่ถังน้ำมัน ร่างของกล้วยก็หายวับ ก่อนจะปรากฏขึ้นอีกครั้งบนเก้าอี้นักบินที่สองเบื้องหลังเด็กหนุ่มหน้าดุผู้เพิ่งจะกดยิงจรวดไปสอยเครื่องบินลำสุดท้ายของข้าศึกมาหมาดๆ หลานชายหมอผีใหญ่ชำเลืองมองที่นั่งเบื้องหลังเขา และเมื่อเห็นราชินีตานีนั่งอยู่เรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มก็ดันคันเร่งขึ้นจนสุด ก่อนจะเอียงตัวเครื่องมุ่งหน้าไปยังหุบเขาดอยสูงที่อีกฟากหนึ่งของกว๊านช้างลอยทันที

 

“.....คุณเน่อ”

“อะไรนะกล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ถามเมื่อได้ยินเสียงอะไรฟังไม่ค่อยได้ศัพท์มาจากที่นั่งด้านหลัง

“ขอบคุณมากเน่อ”

“อื้ม ไม่เป็นไร”

 

เด็กหนุ่มหันไปยิ้มให้เพื่อนสาว เธอเบือนหน้าหนีไปจากเขาทันที แต่แค่นี้ก็มากพอแล้วที่จะเรียกรอยยิ้มกลับมาบนใบหน้าของหลานชายหมอผีใหญ่ มากกว่ารันเวย์ของฐานบินที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้ารอการลงจอดของพวกเขาเสียอีก.....

 

“โอย ใจหายใจคว่ำหมด”

ในห้องประชุม เหล่าวิญญาณแทบทุกตนต่างหายใจกันโล่งอกกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะหวังผู้เอนหลังหรือถ้าจะเรียกให้ถูกน่าจะเป็นกระแทกหลังลงใส่พนักเก้าอี้อย่างหมดแรงก่อนจะควักยาดมมายัดจมูก แต่ก็ต้องรีบเก็บแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกจากวิญญาณสาวหน้าหวาน

 

“มองอะไรเจ้าแม่”

“เปล๊า บ่มีอะหยังนี่”

อดีตพันเอกสาวยิ้มแยกเขี้ยวให้เสนาธิการหน้าเพื่อชีวิตก่อนจะหันกลับไปมองหน้าจอของตัวเอง น้ำหนักหลายเมกะตันที่ถ่วงทั้งหัวใจและสมองมาตั้งแต่สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นเบาลงไปเกือบครึ่ง พวกเธอกำจัดหน่วยรบทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามได้แล้วอย่างน้อยก็ระลอกแรก และความลับของอาวุธยมทูตก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แม้กำลังของเธอจะยังน้อยกว่าอีกฝ่ายหลายขุมไม่เปลี่ยนแปลง แต่มันก็ไม่ใช่การรบที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

 

แต่สบายใจได้เพียงไม่กี่วินาที หัวใจของวิญญาณสาวหน้าหวานก็ร่วงวูบ

 

เหล่าลูกศิษย์ทั้งหมดที่เหลืออยู่ในห้อง ยกเว้นน้ำไทและแก้ว หายตัวไปเสียแล้ว.....

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ไมล์ – ในที่นี้คือไมล์ทะเล หน่วยวัดระยะทางที่ใช้กันทางการบินและการเดินเรือ (ทั้งสองวงการไม่ใช้กิโลเมตรนะครับ) หนึ่งไมล์ทะเลเท่ากับ 1.852 กิโลเมตร และความเร็วหนึ่งนอต เท่ากับหนึ่งไมล์ทะเลต่อชั่วโมง หรือ 1.852 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นเอง

 

**อาฟเตอร์เบิร์นเนอร์ (Afterburner) – อุปกรณ์สร้างแรงขับเพิ่มเติมในเครื่องยนต์ไอพ่น ไอเสียของเครื่องยนต์ไอพ่นโดยเฉพาะของเครื่องบินรบมีความร้อนสูงมาก อาฟเตอร์เบิร์นเนอร์ใช้ประโยชน์จากความร้อนนี้โดยฉีดเชื้อเพลิงเข้าไป เชื้อเพลิงจะลุกไหม้และให้แรงขับดันเพิ่มเติมซึ่งบางครั้งอาจจะเกือบเท่าตัวของแรงขับแบบไม่มีอาฟเตอร์เบิร์นเนอร์ แต่ก็อย่างที่น่าจะเดากันได้ว่ามันก็ซดน้ำมันดุเดือดเช่นกัน เครื่องบินรบจึงมักใช้แค่ตอนบินขึ้น ตอนเร่งเพื่อฝ่ากำแพงเสียง และตอนเร่งเข้าโจมตีหรือหนีจากศัตรูเท่านั้น

 

***แผ่นอลูมิเนียมนั้นเรียกว่าชาฟฟ์ (Chaff) ซึ่งจะสะท้อนสัญญาณเรดาร์และสามารถลวงระบบนำวิถีของจรวดให้ระเบิดใส่ชาฟฟ์แทนที่จะพุ่งตามเครื่องบินได้

 

****ถ้าเป็นไปได้ (เช่นไม่ได้มีภูเขาหรืออุปสรรคอื่นขวาง) เครื่องบินจะบินขึ้นและร่อนลงในทิศทางสวนลม เพื่อให้ “Airspeed” หรือความเร็วลมที่มาปะทะปีกมากกว่าความเร็วเมื่อเทียบกับพื้นดิน (“Ground Speed”) ทำให้เครื่องใช้รันเวย์สั้นลงในการบินขึ้นหรือร่อนลง กลับกัน ถ้ามีลมส่งท้าย หรือลมที่พัดมาทางหางเครื่อง ความเร็วลมที่ไหลผ่านปีกก็จะน้อยกว่าความเร็วของเครื่องบินเมื่อเทียบกับพื้น ทำให้ต้องใช้รันเวย์ยาวขึ้นหรือบางลำอาจขึ้นไม่ได้เลย ในกรณีนี้มีลมส่งท้ายเร็วถึงยี่สิบนอต หรือ 37 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งกล้วยและจ้าดขึ้นได้เพราะฝีมือล้วนๆครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #156 รักต์ศรา (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 17:50

    ยมทูตโหดแฮะ...

    #156
    0