ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 92 : การแทรกซึมที่ควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจเสี่ยง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 58
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “เอื้อยญาๆ ดูเอนไซม์ซีซั่นสองอาทิตย์นี้ด้วยกันก่อ ได้ยินว่าตอนนี้พีร์กับทูว์จะกินตับกันด้วยเน่อ”

            “เอ้อ ดูๆ อยากดูอยู่พอดี”

            เดือนรีบเก็บแลปทอปของเธอเข้าอุปกรณ์เก็บอาวุธของสาย ซึ่งบัดนี้กลายเป็นอุปกรณ์เก็บเครื่องมือสื่อสารของเธอไปแล้ว วิญญาณสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าลุกจากเตียงในห้องนอนที่ตานีสาวคนสวยจัดให้เธอเป็นพิเศษไปเปิดประตู เอื้องในชุดนอนลายต้นกล้วยยืนรอเธออยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แลปทอปถืออยู่ในมือ แล้วทั้งสองสาวก็เดินลงไปยังห้องประชุมชั้นล่างซึ่งบัดนี้ปิดไฟมืดสนิท คืนนี้ล่ะได้ดูซีรีส์มาราธอนกันสนุกแน่

 

            หนึ่งอาทิตย์แล้วที่เดือนมาฝังตัวอยู่กับตานีผู้ทรยศทั้งสาม ซึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก สามตานีไม่มีทีท่าจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอเลย และเธอก็ส่งข้อมูลสำคัญๆ ไปให้ฝั่งดอยสูงได้หลายอย่างแล้ว ทั้งเรื่องผีร้ายในความครอบครองของพวกนาง ทั้งเรื่องการรักษาความปลอดภัยรอบตัวประจิม และเรื่องฐานลับกลางหุบเขาแห่งนี้ก็เช่นกัน แต่ข้อมูลชิ้นที่สำคัญที่สุดก็คงเป็นการยืนยันว่านางและประจิมร่วมมือกันจริง รวมทั้งแผนการและสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาของนักการเมืองเจ้าเล่ห์คนนี้.....

 

แม้ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าจะยังระแวงอยู่บ้างว่ามันง่ายเกินไปหรือเปล่า แต่ทั้งนางและเอื้องดูเป็นมิตรกับเธอด้วยใจจริงจนหญิงสาวอดรู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆไม่ได้ โดยเฉพาะต่อตานีสาวผมเปียผู้ดูจะขี้เหงาเอาการอยู่ แต่ผีสาวก็พอจะเข้าใจเธออยู่บ้าง จากที่ราชินีตานีและหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมบอกเธอ เอื้องคงจะเข้าร่วมกับนางเพราะชอบนาง แต่จากที่เธออยู่มาเจ็ดวันและกำลังจะแปดวันในอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้า ตานีสาวคนสวยแทบไม่ได้อยู่ที่นี่เลย กว่าจะกลับมาแต่ละวันก็ดึกดื่น แถมยังกลับมาในสภาพเหนื่อยอ่อนจนทั้งเอื้องทั้งเธอไม่กล้าจะไปชวนคุย ไอ้ครั้นจะหันไปคุยกับแหวน ตานีสาวหัวหนามผู้ดูเหมือนหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ใช่คู่สนทนาที่ดีเลย ไม่แปลกเลยที่เอื้องจะเหงาจนต้องมาตัวติดกับเธอแบบนี้

 

            วันนี้ก็เช่นกัน นางยังไม่กลับมาเลย และผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าก็พอจะรู้ว่าที่เอื้องมาชวนเธอลงไปดูเอนไซม์ด้วยกันข้างล่างส่วนหนึ่งก็เพราะอยากรอรับนาง หรืออย่างน้อยก็อยากเห็นหน้าสวยหวานของหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้สักนิด เธออดนึกสงสารรุ่นน้องสาวหน้าอ่อนผู้นี้ไม่ได้ หากเธอชอบใครแล้วต้องลำบากลำบนกว่าจะได้พบหน้าแบบนี้ล่ะก็ เธออาจจะตัดใจไปนานแล้วก็ได้

 

            ตานีสาวผมเปียต่อแลปทอปเข้ากับมอนิเตอร์ตัวใหญ่บนผนัง เปิดเครื่องและแฮ็กสัญญาณดาวเทียมอย่างรวดเร็ว อึดใจต่อมา เพลงและฉากเปิดของละครวัยรุ่นยอดนิยมอันดับหนึ่งของสารขัณฑ์ก็โลดแล่นอยู่บนจอแอลซีดีขนาดเท่าฝาบ้านแล้ว

 

            แต่ฉากเปิดยังไม่ทันจบ อารมณ์อยากดูป้อจายกินตับกันของทั้งสองสาวก็มีอันต้องถูกขัดจังหวะเมื่อประตูเหล็กเลื่อนเปิดผาง ก่อนที่นางจะก้าวเข้ามาพร้อมกับลมหนาวที่พัดอู้จนกระดาษบนโต๊ะปลิวว่อน ผมสีดำประกายเขียวที่รวบเอาไว้เป็นรูปก้นหอยอยู่ด้านหลังหัวมีหิมะเกาะหนาเตอะจนขาวโพลนไปทั้งหัว ใบหน้าสวยหวานราวนางฟ้าฉายแววเหนื่อยอ่อนกว่าทุกวัน ตานีสาวทรงโตเดินสะโหลสะเหลมาที่โซฟา ก่อนจะทิ้งตัวลงดังโครม ทำเอาฝุ่นกระจายเป็นหมอกควันล้อมรอบตัวเธอ

 

            “นาง ไหวก่อเนี่ย เป็นอะหยัง” เอื้องรีบลุกไปคุกเข่าดูอาการข้างตัวเพื่อนสาวทันที มือลูบเรือนผมสีดำประกายเขียวอย่างเป็นห่วง

            “บ่ๆ บ่เป็นอะหยัง แค่เหนื่อย” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบเสียงอู้อี้ด้วยหน้าฝังอยู่ในเบาะนวมของโซฟา เธอพลิกตัวนอนตะแคง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเหนื่อยอ่อนทั้งที่ยังหลับตาอยู่ “ได้เรื่องกันแล้ว ประจิมจะเรียกประชุมประธานรัฐฉุกเฉินวันจันทร์นี้ หื้อทายว่าหัวข้ออะหยัง”

            “เกี่ยวกับหมู่เฮาแน่ๆแม่นก่อ” ตานีสาวผมเปียเดา

            “บ่แม่นแค่หมู่เฮา” นางตอบเสียงหนัก ยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก “เปิ้นจะเปิดเผยข้อมูลเรื่องวิญญาณผู้พิทักษ์ของทุกรัฐ และใช้กรณีของตานีเป็นตัวอย่าง โน้มน้าวหมู่เปิ้นหื้อกำจัดวิญญาณผู้พิทักษ์หื้อหมด”

            “บ้าแล้ว !?” ดวงตาโศกของเด็กสาวหน้าอ่อนเบิกกว้าง “เปิ้นจะบ้าไปถึงที่ได๋กัน !? มันเกินไปแล้วเน่อ !

            “ถามข้าแล้วข้าจะไปถามผู้ได๋”

            “แล้วจะยะจะไดดีล่ะนาง” เอื้องละล่ำละลักถาม “กะ สาวทอผ้าไหม พรายเขา.... ทุกตนจะโดนกวาดล้างไปหมดเลยก๋า ข้าบ่ยอมเน่อ ! ยิงประจิมทิ้งเลยดีก่อ !?

            “อย่าเสียงดัง เดี๋ยวแหวนได้ยิน ข้าบ่ไว้ใจเปิ้น” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ยกมือขึ้นปิดปากเพื่อนสาว ทำเอาอีกฝ่ายหน้าแดงเป็นลูกตำลึง “ตอนนี้หมู่เฮายะจะอั้นบ่ได้ เอื้องก็ฮู้บ่แม่นก๋าว่าจะยิงเปิ้นมันบ่แม่นเรื่องง่ายๆ หมู่เฮาจะขัดขวางเปิ้นก็บ่สะดวก ขืนบุ่มบ่ามยะอะหยังไปจนเปิ้นฮู้ตัวหรือไหวตัวทันหมู่เฮาก็สิ้นอายุฟรีๆเท่านั้น และข้อมูลนี้ก็ยังจะโดนเปิดเผยอยู่ดี”

            “แล้วจะหื้อยะจะไดล่ะ ข้าบ่ยอมหื้อเป็นจะอี้หรอกเน่อ !

            “บ่ยอมก็ต้องยอม” นางถอนหายใจเฮือกจนอกตู้มกระเพื่อม “หมู่เฮาบ่อยู่ในฐานะที่จะยะอะหยังได้เลย”

            “บ่เอาเน่อ” ตานีสาวผมเปียเม้มปาก น้ำใสเอ่อคลอขึ้นในดวงตาที่ดูเศร้าอยู่แล้วของเธอ “ข้าเสียหมู่เฮาไปแล้ว ข้าบ่อยากหันผู้ได๋ต้องกลายเป็นหมู่เฮาอีกแล้ว.....”

            “ข้าก็เหมือนกัน” เด็กสาวหน้าหวานลูบหลังเพื่อนสาวเบาๆ “จะมีผู้ได๋ก่อน้อที่พอจะยะอะหยังได้.....”

 

            เดือนผู้ยืนอยู่หลังตานีสาวรุ่นน้องขมวดคิ้วน้อยๆ เธอคิดไปเองหรือเปล่าหนอว่านางมองมาที่เธอขณะกำลังพูดประโยคสุดท้ายนั้น.....

 

 

            “เอ้ย !?

            สายสะดุ้งตื่นเมื่อหัวร่วงจากมือที่เท้าอยู่อย่างหมิ่นเหม่จนแทบลงไปกระแทกกับโต๊ะ โชคดีที่เหล่าตานีทั้งหลายออกไปฝึกข้างนอกกันหมด และแก้วก็กำลังพักกินข้าวเช้าอยู่ที่อีกห้องหนึ่ง ไม่งั้นเธอได้โดนล้อว่าเป็นยายแก่สัปหงกระหว่างทำงานตั้งแต่เก้าโมงแน่

 

            ยังไม่ทันหายงัวเงีย เสียงปิ๊บๆ ก็ดังขึ้นพร้อมๆกับที่ไอคอนด้านข้างจอกะพริบ เป็นสัญญาณว่ามีข้อมูลเข้ามาจากเดือน วิญญาณสาวหน้าหวานกะพริบตาถี่ไล่ความง่วงงุนก่อนจะคลิกเรียกมันขึ้นมาดู แต่เมื่อข้อความยาวเหยียดบนจอถูกกวาดผ่านสายตาเข้าสู่สมองเรียบร้อยภายในเวลาไม่กี่วินาที สายก็โทรจิตทันที

 

            ทุกคน ขึ้นมาที่ห้องประชุมเดี๋ยวนี้เลย แก้วเอาข้าวมากินในห้องประชุมด้วยก็ได้

            มีอะหยังกาเจ้ามีแววร้อนรนเจืออยู่ไม่น้อยในเสียงที่ถามกลับมาของกล้วย เรียกประชุมด่วนแบบนี้ไม่เคยมีเรื่องดีเลยสักครั้ง

            บ่ได้เร่งด่วนนัก แต่คึดว่าน่าจะหื้อทุกตนฮู้ไว้ จะไดก็ขึ้นมาห้องประชุมก่อนละกัน

            เจ้า

 

            ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา กลุ่มนักรบอันประกอบด้วยกล้วย กล้าย หมิง ฟ้า น้ำว้า น้ำไทและจ้าดก็ขึ้นมายังห้องประชุมในสภาพหัวเปียกปอนจากหิมะที่ตกหนักข้างนอก สายโยนผ้าขนหนูให้ทั้งเจ็ดเช็ดหัวก่อนจะเดินกลับไปนั่งหัวโต๊ะ รอจนสี่ตานีหนึ่งสมิงและอีกสองมนุษย์แห้งสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและเข้ามานั่งประจำที่เรียบร้อยจึงเรียกข้อมูลที่เดือนส่งมาให้ขึ้นมาบนหน้าจอ

 

            “ได้เรื่องแล้ว” อดีตพันเอกสาวเริ่มเสียงเรียบ “ประจิมจะเรียกประชุมประธานรัฐในวันจันทร์หน้า เปิ้นวางแผนจะเปิดเผยข้อมูลของวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่นๆหื้อประธานรัฐนั้นๆฮู้ และจะใช้กรณีของหมู่เฮาเป็นตัวอย่างหื้อหมู่เปิ้นกำจัดวิญญาณผู้พิทักษ์ในรัฐของตัวเอง”

            “บ้าแล้ว !?” จ้าดสบถออกมาเป็นคนแรก ตนและคนอื่นๆรอบตัวเขาก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันนัก โดยเฉพาะตานีทั้งสี่ผู้หน้าถอดสีทันที “ประจิมมันมีความแค้นอะไรมากมายกับวิญญาณผู้พิทักษ์รึไงถึงต้องทำกันแบบนี้ !?

            “เดี๋ยวๆ ขอแก้วถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ” มือของสาวแว่นทวินเทลชูขึ้นสูง เบรกบรรยากาศร้อนแรงของการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ “นอกจากตานีแล้ว รัฐอื่นก็มีวิญญาณผู้พิทักษ์เหรอคะ”

            “มีสิ” กล้ายตอบ “วันนั้นแก้วก็ได้ยินไปแล้วบ่แม่นก๋า อย่างรัฐเวียงคำที่แพรอยู่ก็มีสาวทอผ้าไหม หรือรัฐอื่นๆ อย่างรัฐเชียงหลวงก็มีกะ รัฐล้านม้ามีพรายเขา รัฐป่าหมอกมีหมอกมู รัฐเมืองดาบมีหางดาบ หมู่เปิ้นมีหน้าที่และภารกิจคล้ายๆหมู่เฮา อาจจะต่างกันไปบ้างในรายละเอียดและวิธีดำเนินการ อย่างหมู่เฮาใช้ปืนเป็นหลัก แต่เผ่าอื่นๆส่วนใหญ่ใช้คาถาอาคมมากกว่า”

            “อ๋อ.... โอเค”

            “หมู่เฮาจะยอมหื้อประจิมยะจะอั้นบ่ได้เด็ดขาด” ตานีสาวหน้าจืดขบกรามกรอด “ต้องหาทางหยุดเปิ้นหื้อได้”

            “แล้วอุ๊ยสายอู้ได้จะไดว่าบ่เร่งด่วน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามเสียงแข็ง “นี่เรื่องคอขาดบาดตายเลยเน่อเจ้า ถ้าประจิมยะสำเร็จ วิญญาณผู้พิทักษ์ทุกเผ่าโดนกำจัดแต๊ๆล่ะก็ สารขัณฑ์หรือแม้แต่โลกอาจจะล่มสลายได้เลยเน่อ !

            “ใจเย็นๆ” สายปราม “อุ๊ยฮู้ดีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเท่าได๋ และอาจจะเกิดอะหยังขึ้นบ้าง แต่เรื่องนี้อุ๊ยคึดว่าหมู่เฮาบ่เข้าไปยุ่งน่าจะดีที่สุด”

            “หมายความว่าไง.....”

            “ได้จะไดล่ะอุ๊ยสาย !? .....เจ้า” เสียงของตานีน้อยผมสั้นดังกลบคำถามของนักศึกษาแพทย์สาวแห่งมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงเสียมิด เธอเกือบลืมหางเสียงไปแล้วหากอีกฝ่ายไม่จ้องเธอด้วยสายตาเอาเรื่อง “หมู่เปิ้นตกอยู่ในอันตรายจะอี้ แถมเรื่องก็เกิดในพื้นที่ดูแลของหมู่เฮา จะบ่ช่วยหมู่เปิ้นได้จะไดกัน !?

            “แม่นเจ้าอุ๊ยสาย” น้ำไทพยักหน้าเออออกับพี่สาว “กะเคยช่วยหมู่เฮามา แต่พอหมู่เปิ้นตกอยู่ในอันตรายหมู่เฮาจะทิ้งหมู่เปิ้นจะอี้กาเจ้า”

            “ฟังอุ๊ยก่อน” วิญญาณสาวหน้าหวานปรามอีกครั้งด้วยเสียงเข้มขึ้น “อุ๊ยฮู้ว่าทุกคนอยากไปช่วย อุ๊ยก็อยาก แต่ดูสภาพของหมู่เฮาสิว่าช่วยอะหยังผู้ได๋ได้บ้างก่อ”

            “แต่อย่างน้อยหมู่เฮาก็น่าจะขัดขวางอะหยังหมู่เปิ้นได้บ้างเน่อเจ้า”

            “อีกเหตุผลหนึ่ง” สายพูดต่อโดยไม่ตอบคำถามของลูกศิษย์สาว “หมู่เฮาอาจจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ก็ได้”

            “จะไดเจ้า” ราชินีตานีขมวดคิ้ว

            “ท่านกล้วยก็ฮู้ว่าวิญญาณผู้พิทักษ์จะบ่ก้าวก่ายกิจการภายในของวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่น ถ้าบ่แม่นเรื่องที่มีผลต่อความมั่นคงของเผ่าตัวเองหรือวิญญาณผู้พิทักษ์โดยรวม” หญิงสาวหน้าหวานอธิบาย “เพราะจะอั้น ถ้าประจิมยะจะอี้ ก็จะเป็นการดึงวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่นๆเข้ามาในสงครามครั้งนี้ เท่ากับว่าหมู่เฮาได้กำลังรบเสริมมาเพียบเลยเน่อ”

            “หันแก่ตัวเกินไปก่อเจ้า ยะจะอั้น เอาชะตากรรมของตนอื่นมาใช้เพื่อประโยชน์ของหมู่เฮาเอง” คิ้วบางของราชินีตานียิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้นไปอีก “แต่ต่อหื้อบ่คึดเรื่องหันแก่ตัว ข้าเจ้าก็ยังบ่คึดว่าแผนนี้จะเป็นเรื่องดีหรอกเน่อเจ้า”

            “ยะหยังล่ะ” สายถามกลับ

            “แต๊อยู่ว่าถ้าดึงหมู่เปิ้นเข้ามาร่วมในสงครามครั้งนี้หมู่เฮาจะได้กำลังเสริม แต่ก่อนที่หมู่เปิ้นจะร่วมกับหมู่เฮาจัดการประจิมได้ หมู่เปิ้นก็ต้องรอดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐและพื้นที่ดูแลของตัวเองก่อนเน่อเจ้า”

            “อุ๊ยบ่คึดว่ามีปัญหาหรอกเน่อเรื่องนั้น” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวตอบอย่างใจเย็น “ถ้าจะหื้ออู้กันแต๊ๆเน่อ ที่เกิดเรื่องจะอี้กับตานีได้ก็เพราะสวนกล้วยแตกไปแล้ว ระบบพรางตัวก็เลยบกพร่อง บ่อั้นบ่มีมนุษย์ตนได๋มองหันหมู่ท่านกล้วยได้หรอกแม้แต่หมอผีระดับสูง ท่านกล้วยก็บ่ต้องมาติดต่อกับมนุษย์ และตัวตนของตานีก็บ่มีทางเปิดเผยแน่นอน เผ่าอื่นๆก็เหมือนกันนั่นแหละ ต่อหื้อประจิมเอาข้อมูลหื้อมากเท่าได๋ก็ตาม ถ้ามองบ่หัน หาตัวบ่เจอ ก็บ่มีผู้ได๋ยะอะหยังได้ อาจจะบ่มีผู้ได๋เชื่อเลยด้วยซ้ำไป”

            “แต่หมู่เฮาก็แน่ใจบ่ได้เน่อเจ้าว่าเผ่าอื่นๆจะบ่มีผู้ได๋มองหันแต๊ๆ” กล้ายแย้ง “อาจจะมีผู้ได๋ที่มีวิธีมองหันหรือตรวจจับตัวตนได้ก็ได้”

            “ท่านกล้ายบ่ฮู้เลยก๋าว่าตานีเป็นเผ่าที่มีความสามารถในการปกปิดตัวตนต่ำที่สุดเผ่าหนึ่งในสารขัณฑ์เลย” หญิงสาวหน้าหวานจ้องดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของลูกศิษย์สาว แต่เมื่อเห็นแววตาไม่เห็นด้วยก็พูดต่อ “บ่ได้บอกว่าปกปิดตัวตนบ่ดี มาตรการของตานีถือว่าใช้ได้ผลดีมากในมนุษย์ แต่ก็ยังถือว่าแย่เมื่อเทียบกับเผ่าอื่นๆอย่างกะหรือสาวทอผ้าไหม ดังนั้นบ่ต้องห่วง ถึงหมู่เฮาบ่ยุ่ง เผ่าอื่นก็ดูแลตัวเองกันได้แน่นอน”

            “มันก็อาจจะแต๊อยู่เจ้าอุ๊ยสาย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “แต่ถ้าเกิดมีผู้ได๋มีวิธีจะไดขึ้นมาแต๊ๆ แล้วตัวตนเกิดเปิดเผยขึ้นมา เผ่านั้นเสร็จลูกเดียวเลยเน่อเจ้า เพราะวิญญาณผู้พิทักษ์แทบทุกเผ่ามีสัญญากับโลกหลังความตายว่าห้ามทำร้ายมนุษย์ แล้วโลกหลังความตายของรัฐอื่นก็บ่ได้หน่อมแน้มอย่างของเวียงตานด้วย ขืนยะอะหยังมนุษย์ขึ้นมาได้โดนลากไปทันทีแน่ๆ เพราะจะอั้นถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาเปิ้นยะอะหยังบ่ได้เลยเน่อนอกจากหนีหรือบ่อั้นก็ยอมสิ้นอายุ”

            “กล้าย เราเห็นด้วยกับอุ๊ยสายนะ” หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยหลังจากนั่งเงียบๆ ให้ผู้สันทัดกรณีโต้วาทีกันอยู่นาน “กำลังเราแค่นี้เราทำอะไรใครไม่ได้แน่นอน สู้ดึงคนอื่นมาร่วมด้วยน่าจะดีกว่า แล้วความเสี่ยงที่เผ่าอื่นจะโดนทำร้ายก็มีไม่เยอะด้วย เราว่ามันน่าจะคุ้มนะ”

            “นายก็อู้ได้สิ หมู่เฮาเป็นผู้ได้ประโยชน์แล้วก็บ่มีอะหยังจะเสียอยู่แล้วนี่”

            “แต่เฮาก็เห็นด้วยกับอุ๊ยสายแล้วก็จ้าดเหมือนกันเด๊” หมิงออกโรงช่วยสนับสนุนอีกแรง

            “แต่ข้าเจ้าบ่คึดจะอั้นเน่อหมิง” กล้วยเลี่ยงไปพูดกับสมิงสาวแทนที่จะชนกับอาจารย์ของเธอหรือเด็กหนุ่มหน้าดุตรงๆ แม้ดวงตาเรียวจะมองอดีตพันเอกสาวอยู่ก็ตาม “ความเสี่ยงที่เผ่าอื่นจะโดนทำร้ายมีบ่เยอะก็แต๊ แต่ถ้าเปิ้นโดนมา ก็อย่างที่กล้ายอู้ไป แทบบ่มีทางเลือกนอกจากจะหนีหรือโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ระหว่างหมู่เฮาเข้าไปขัดขวางแล้วอาจจะเสียหมู่เฮาไปแค่บ่กี่ตน กับต้องเสียชีวิตของวิญญาณผู้พิทักษ์ไปมากมาย หมิงก็น่าจะฮู้เน่อว่าอย่างได๋คุ้มกว่ากัน”

            “แล้วก็บ่แม่นว่าวิญญาณผู้พิทักษ์ที่สู้กับมนุษย์ได้จะชนะเสมอไปด้วย” ตานีสาวผมหางม้าเสริม “ดูอย่างวิญญาณหิมะของยูคิ บร็อคเคนของรัฐไบเอนของยันระเมอ หรือผีตะเกียงเชรัคมุชของซาฮาร์สิ”

            “วิญญาณหิมะเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์” วิญญาณสาวหน้าหวานแย้งเสียงเรียบ

            “แต่บร็อคเคนกับเชรัคมุชบ่ได้เปิดเผยตัวตนเน่อเจ้า หมู่เปิ้นโดนมนุษย์หาวิธีตรวจจับจนได้แล้วฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กล้ายโต้ “มันมีความเสี่ยงอยู่เจ้า บ่ได้น้อยด้วย และถ้ามันเกิดขึ้นแต๊ๆ ข้าว่ามันจะบ่คุ้มกันกับประโยชน์ที่หมู่เฮาจะได้รับ”

            “และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ประจิมอาจจะขอกำลังเสริมจากรัฐอื่นก็ได้เน่อเจ้า” ราชินีตานีพูดต่อ “ตอนนี้รัฐอื่นถือว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ภายในของรัฐเลยบ่ยุ่งด้วยมากนัก แต่ถ้าประจิมโน้มน้าวหื้อประธานรัฐตนอื่นเชื่อว่าวิญญาณผู้พิทักษ์เป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์หรือความมั่นคงของสารขัณฑ์โดยรวมล่ะก็เปิ้นจะขอกำลังทหารจากรัฐได๋ก็ได้เน่อเจ้า แค่ตอนนี้หมู่เฮาก็เอาตัวบ่รอดแล้ว ถ้าเปิ้นขอกำลังเสริมมาหมู่เฮาบ่มีทางสู้ได้แน่นอนเจ้า”

            “ท่านกล้วยว่ามาก็ถูกอยู่หรอก” สายขมวดคิ้วพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหนักใจ แต่ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไรได้ ตานีน้อยผมเปียก็ชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน

            “ข้าเจ้าหันด้วยกับทั้งสองฝ่ายเน่อ แต่ถ้าจะเอาแบบอุ๊ยสาย อย่างน้อยหมู่เฮาก็ควรจะช่วยกะเน่อเจ้า หมู่เปิ้นอุตส่าห์ดูแลน้ำว้ากับข้าเจ้ามา แถมหื้อข้อมูลเรื่องโลกหลังความตาย แล้วก็ยังช่วยดูแลเอื้อยฟ้าด้วย ถ้าหมู่เฮาบ่ช่วยอะหยังหมู่เปิ้นเลย ข้าเจ้าว่ามันออกจะอกตัญญูไปเน่อ”

            “นั่นสิ” ฟ้าพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าเกิดเราขอให้คนอื่นช่วย แต่พอคนอื่นมีภัยเราไม่ช่วย ต่อไปก็คงมี่ใครอยากช่วยเราหรอกนะคะอุ๊ยสาย ยิ่งกะนี่ดูแลฟ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะคะ ถ้าเป็นไปได้ฟ้าก็ไม่อยากจะทิ้งพวกเขาค่ะ”

            “มันก็แต๊อยู่หรอกฟ้า แต่ก็ต้องดูสภาพของตัวเองด้วยเน่อ สภาพหมู่เฮาจะอี้จะช่วยอะหยังผู้ได๋ได้”

            “ก็บ่ต้องชนตรงๆสิเจ้า ชนตรงๆหมู่เฮาแหลกยับแน่ๆอันนี้ผู้ได๋ก็ฮู้”

            “ท่านกล้วยคึดจะยะจะไดล่ะ ที่ว่าจะขวางเปิ้นโดยบ่ชนตรงๆนี่” อดีตพันเอกสาวตัดสินใจลองฟังแผนของลูกศิษย์สาวดูบ้าง

            “ข้าเจ้ากำลังคึดว่าน่าจะลองแฮ็กหรือหาทางอะหยังเพื่อเปิดโปงหลักฐานทั้งหมดหื้อผู้นำรัฐทั้งหลายดู หมู่เปิ้นจะได้ฮู้ว่าแต๊แล้วประจิมเป็นจะได”

            “เอ้อ ก็เข้าท่าเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหันไปยิ้มให้เพื่อนสาว “หลักฐานเด็ดๆก็มีแล้วด้วย อย่างตอนประจิมออกคำสั่งหื้อยิงผู้ผลิตรายการหรือสั่งยิงระเบิดใส่ผู้ชุมนุมตอนนั้น”

            “แล้วก็ยังมีวิดีโอแอบถ่ายตอนประชุมกับทีมสารคดีตานีด้วย” แก้วเสริม “แล้วก็ยังมีวิดีโอที่แอบถ่ายตอนกำลังคุยกับพวกนางอีก”

            “อืม ถ้าจะเอาจะอั้นอุ๊ยก็ว่าดีเหมือนกันเน่อ” ในที่สุดหญิงสาวหน้าหวานก็ยอมตามลูกศิษย์สาว “แต่อุ๊ยว่าก่อนที่จะแฮ็กหื้อประธานรัฐทั้งหลายดู ลองแฮ็กดาวเทียมแล้วถ่ายทอดหื้อชาวรัฐเวียงตานดูก่อนบ่ดีกว่าก๋า ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเลย ถ้าเกิดได้ผลขึ้นมาแต๊ๆ บางทีประจิมอาจจะร่วงก่อนจะถึงการประชุมนั่นก็ได้เน่อ”

            “ก็ดีเน่อเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยักหน้าเห็นด้วย

            “ทำได้ใช่มั้ยกล้าย”

“ได้อยู่แล้ว” ตานีสาวผมหางม้าหันไปยิ้มให้นักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวง ก่อนจะหันกลับมาหาอดีตอาจารย์ของเธออีกครั้ง “ถ้าจะอั้นเดี๋ยวคืนนี้สักทุ่มครึ่งจะลองแฮ็กดูเลยเจ้า จะได้ทันช่วงสองทุ่มไพรม์ไทม์”

            “ก็ได้ จะอั้นตกลงตามนี้” สายสรุป “เดี๋ยวแก้วมาช่วยอุ๊ยเตรียมข้อมูลหน่อย คนอื่นๆไปซ้อมรบกันต่อก็ได้ ท่านกล้ายจะเตรียมการเรื่องแฮ็กก่อนก็ได้ ไว้เจอกันอีกทีสักทุ่มครึ่ง อ้อ แล้วก็ ท่านกล้ายจะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษอะหยังบ้างก่อที่จะแฮ็กสัญญาณดาวเทียมนี่”

            “บ่ต้องใช้เจ้า แลปทอปข้าเชื่อมกับดาวเทียมส้อยเพ็ดโดยตรงได้อยู่แล้ว เดี๋ยวสั่งให้ตัวดาวเทียมปล่อยสัญญาณไปก็ได้เจ้า ทั้งสามดวงแล้วก็สารขัณฑ์คมเป็นดาวเทียมค้างฟ้าอยู่ในน่านฟ้าสารขัณฑ์อยู่แล้ว* จะไดๆก็น่าจะส่งสัญญาณถึงดาวเทียมของโทรทัศน์ตานนะคอนได้เจ้า”

            “เยี่ยม ถ้าจะอั้นก็เจอกันทุ่มครึ่งที่นี่เน่อ”

            “เจ้า”

 

 

            หนึ่งทุ่มครึ่งตามตัวเลขดิจิตอลบนนาฬิกาที่ข้างฝา สี่ตานี หนึ่งวิญญาณ หนึ่งสมิงและอีกสามมนุษย์กลับมารวมตัวกันที่ห้องประชุมอีกครั้ง แลปทอปสีขาวคาดเขียวตัวเก่งของตานีสาวผมหางม้าวางเตรียมพร้อมอยู่บนโต๊ะประชุมเบื้องหน้าเจ้าของเรียบร้อยแล้ว ขณะโทรทัศน์จอแบนของห้องนั่งเล่นถูกสายและจ้าดยกมาประดิษฐานเอาไว้บนโต๊ะตัวเล็กอีกตัวข้างโต๊ะประชุมเพื่อติดตามผล ละครหลังข่าวในหน้าจอกำลังตบกันมันหยดตามปกติของละครก่อนข่าวค่ำโทรทัศน์เวียงตาน แต่หากปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จล่ะก็ ได้มันกว่าฉากตบเป็นร้อยเท่าแน่.....

 

            “ท่านกล้าย เช็กละยังว่าต้องแฮ็กดาวเทียมตัวไหน” สายเอ่ยถามลูกศิษย์สาวผู้กำลังขะมักเขม้นอยู่กับหน้าจอ

            “เรียบร้อยเจ้า ดาวเทียมสารขัณฑ์คมหมายเลขสาม ช่องซีแบนด์ทั้งหมดกับเคยูแบนด์สามช่อง**” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้น “เท่าที่ดู ดาวเทียมส้อยเพ็ดหนึ่งกับสองน่าจะปล่อยสัญญาณครอบคลุมช่องพวกนี้ได้ทั้งหมดเจ้า บ่น่าจะมีปัญหา”

            “จะอั้นลองแฮ็กเลยก่อ ฉากตบจะอี้คนคงกำลังดูเยอะแน่ๆ”

            “เจ้า”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพรมนิ้วพิมพ์คำสั่งอย่างคล่องแคล่ว แต่ส่งไปได้เพียงไม่กี่คำสั่ง ใบหน้ามาตรฐานชาวเวียงตานก็ซีดเผือดลงในฉับพลัน วินาทีต่อมา เธอก็กระแทกนิ้วกดปุ่มตัดการเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียม เหงื่อผุดพราวจากในเรือนผมสีดำประกายเขียวขณะตานีสาวหอบแฮ่กๆเหมือนเพิ่งไปแข่งจักรยานตูร์เดอเศษฝรั่ง***มาหมาดๆ

 

            “มีอะหยังกล้าย” กล้วยขมวดคิ้วถาม

            “มีไฟร์วอลกั้นอยู่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงหอบ “บ่แม่นแค่ไฟร์วอล ทางปู้นเกือบยิงข้อมูลปิ๊กมาใส่หมู่เฮาด้วย ดีข้าตัดการเชื่อมต่อได้ก่อน ต้องเป็นฝีมือเอื้องแน่ๆ เปิ้นเก่งคอมพอๆกับข้า”

            “ถ้ายิงมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น” สาวหมัดเหล็กถาม

            “ดาวเทียมทั้งสามดวงอาจจะใช้การบ่ได้ และหมู่เปิ้นก็อาจจะฮู้ตำแหน่งของหมู่เฮา หรือกรณีที่เลวร้ายแต๊ๆ หมู่เปิ้นอาจจะควบคุมทั้งดาวเทียมทั้งแลปทอปของข้าเลยก็ได้ แต่บ่ว่าจะกรณีได๋ก็เละเหมือนกันแหละ”

            “งั้นก็แปลว่าใช้แผนแฮ็กนี่ไม่ได้แล้วสิ”

            “ฮื่อ” กล้ายเม้มปาก คิ้วบางขมวดเข้าหากันจนแทบพันกันเป็นเงื่อนพิรอดขณะเธอจ้องมองข้อความแจ้งเตือนอันสุดท้ายที่ปรากฏบนหน้าจอก่อนที่เธอจะตัดการเชื่อมต่อ

            “ลองอีกทีบ่ได้บ่” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำถามบ้าง “กล้ายน่าสิมีวิธีอยู่บ่แม่นบ่”

            “เสี่ยงเกินไป หมู่เฮายอมหื้อเกิดอะหยังอย่างที่ข้าอู้ไปบ่ได้” เด็กสาวผมหางม้าส่ายหน้า “บ่เป็นอะหยัง ข้ามีแผนสองอยู่ จะลองแฮ็กเข้าระบบของผู้หื้อบริการอินเตอร์เน็ตแต่ละเจ้าดูแล้วส่งข้อมูลเข้าคอมแต่ละเครื่องโดยตรงเลย”

            “โอ้ เยี่ยม”

            “แต่บ่ได้รับรองผลเน่อ บางทีเอื้องอาจจะมีมาตรการป้องกันเอาไว้แล้วก็ได้”

 

            อย่างที่คาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเจ้าไหนก็มีทั้งไฟร์วอลและกับดักยิงข้อมูลกลับติดตั้งเอาไว้ทั้งนั้น โชคดีที่กล้ายรู้แกวจากครั้งแรกและตั้งระบบป้องกันเอาไว้แล้ว คอมพิวเตอร์และระบบข้อมูลของฐานบินดอยสูงจึงปลอดภัย แต่นั่นก็ไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเธอไม่สามารถเจาะและเปิดโปงความลับของประจิมได้ ตานีสาวผมหางม้าถอนใจเฮือก เธอไม่ประหลาดใจอะไรนัก ถ้าไม่มีการป้องกันสิแปลก แต่คราวนี้พวกเธอจะทำยังไงกันต่อดีเล่า.....

 

            “บ่ได้บ่กล้าย” สมิงสาวถามแม้พอจะเดาคำตอบออกจากสีหน้าหนักอกของเพื่อนสาว

            “ฮื่อ” กล้ายพึมพำตอบอยู่ในลำคอ

            “บ่มีวิธีอื่นอีกแล้วก๋า” อดีตพันเอกสาวถามย้ำ

            “ถ้าหมายถึงวิธีที่จะเปิดเผยข้อมูลหื้อชาวรัฐเวียงตานฮู้ก็บ่น่าจะมีแล้วเจ้า” เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงหนัก “ส่วนถ้าหมายถึงแฮ็กเข้าเครื่องของประจิมแล้วสั่งการหื้อมันแสดงผลข้อมูลออกมา อาจจะยังมีวิธีอยู่ แต่ยากมากแล้วก็เสี่ยงมากด้วย”

            “ยะจะได”

            “ต้องเข้าไปเชื่อมต่อกับเครื่องของเปิ้นโดยตรง ซึ่งแปลว่าต้องอยู่ใกล้กับเครื่องเปิ้นในระยะที่สัญญาณไร้สายจากเครื่องนี้ส่งถึง ซึ่งก็คือราวๆห้าสิบเมตร หรือน้อยกว่านั้นถ้ามีกำแพงกั้น”

            “เฮ้ย แบบนั้นก็เท่ากับเจอกันซึ่งๆหน้าเลยสิ” ดวงตาตี่ของหลานชายหมอผีใหญ่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ

            “แม่น”

“ใช้วิธีอื่นไม่ได้เหรอ อย่างแฮ็กผ่านเน็ตแบบเจาะจงเครื่อง ไม่ต้องไปกระจายผ่านผู้ให้บริการอะไรงี้”

            “แล้วนายฮู้ก๋าว่าเครื่องได๋ของประจิม” กล้ายย้อนถาม “ถึงจะฮู้ เปิ้นก็อาจจะบ่ได้ใช้เครื่องของตัวเองในการนำเสนอตอนประชุมก็ได้ อีกอย่าง ต่อหื้อหมู่เฮาฮู้ว่าเครื่องได๋และประจิมใช้เครื่องนั้นนำเสนอ คอมเครื่องนั้นก็คงต้องมีการป้องกันเอาไว้เหมือนกัน ดีบ่ดีอาจจะแข็งแรงกว่าด้วย”

            “อ้าว แต่ถ้างั้นต่อให้เข้าไปใกล้ๆ แล้วใช้สัญญาณไวไฟต่อเอาก็โดนการป้องกันนี่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

            “ก็แม่น” ตานีสาวผมหางม้าตอบ “แต่ถ้าหมู่เฮาไปอยู่ที่นั่นแล้ว และคอมเครื่องนั้นบ่ได้ต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ตภายนอก ความเสี่ยงที่จะโดนตรวจจับตำแหน่งได้หรือโดนขโมยข้อมูลก็บ่มีถูกก่อ เพราะต่อหื้อตรวจจับตำแหน่งได้ ก็อยู่แถวๆนั้น และถ้าใช้แลปทอปเปล่าๆ บ่ได้มีข้อมูลสำคัญ เปิ้นก็บ่มีข้อมูลอะหยังหื้อล้วงด้วย”

            “แต่มันก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่ต้องเข้าไปในสถานที่ประชุมเน่อ” สายท้วงเสียงหนัก “ถ้าเกิดหื้อเดือนเป็นคนยะล่ะ”

            “บ่ได้หรอกเจ้า” ราชินีตานีค้านทันที “เอื้อยเดือนเป็นสายลับอยู่ บ่ควรจะหื้อเปิ้นยะอะหยังที่เสี่ยงต่อการเปิดเผยตัว อีกอย่าง ข้าเจ้าก็คึดว่าประจิมคงบ่น่าจะหื้อเอื้อยเดือน หรือแม้แต่หมู่นางเข้าไปในสถานที่ประชุมหรอกเจ้า ขืนมีผู้ได๋หันตานีป้วนเปี้ยนจะตื่นตระหนกเอาเปล่าๆ และเอื้อยเดือนก็บ่น่าจะได้ยะการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมด้วย”

            “บ่หื้อเดือนยะ แต่หมู่เฮาจะยะเองเนี่ยเน่อ” ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงของอดีตพันเอกสาวหรี่ลง “เสี่ยงยิ่งกว่าอีก อุ๊ยว่าได้บ่คุ้มเสียเลย ปล่อยเรื่องนี้ไว้เฉยๆ ยังอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ”

            “ข้าฮู้เจ้าอุ๊ยสายว่ามันเสี่ยง แต่ถ้าจะยับยั้งเรื่องนี้ก็บ่มีทางอื่นแล้วเจ้า”

            “ก็อุ๊ยถึงบอกอยู่นี่จะไดว่าบ่ต้องไปยับยั้งก็ได้ ที่อุ๊ยยอมตอนแรกก็เพราะคึดว่าจะแฮ็กได้บ่ยาก แต่นี่เริ่มเลยเถิดแล้วเน่อ”

            “แต่อุ๊ยสาย ถ้าเกิดสำเร็จขึ้นมา หมู่เฮาได้สองเด้งเลยเน่อเจ้า”

            “สองเด้งจะไดท่านกล้วย”

            “ก็เด้งที่หนึ่งคือเปิดโปงข้อมูลหื้อประธานรัฐคนอื่นๆ ส่วนเด้งที่สอง งานประชุมระดับนี้ต้องมีถ่ายทอดสดอยู่แล้ว และข้าเจ้าว่าประจิมก็น่าจะโฆษณาชวนเชื่อหื้อชาวเมืองชาวรัฐดูกันด้วย เพราะจะอั้นถ้าเปิดโปงข้อมูลในงานนี้ ก็เท่ากับได้เปิดโปงข้อมูลหื้อทั้งรัฐเวียงตานทีเดียวเลยเน่อเจ้า”

            “มันก็แต๊อยู่ แต่ท่านกล้วยคงยังบ่ลืมแม่นก่อว่าในเมื่อท่านนางร่วมมือกับประจิม หมู่เปิ้นก็ยังเหลือไม้ตายสุดท้ายซ่อนอยู่ และอุ๊ยก็บ่คึดว่าเปิ้นจะบ่งัดออกมาใช้ด้วยถ้าถูกเปิดโปงความลับ”

            ตานีสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว สีเลือดบนใบหน้าของเธอซีดลงเมื่อตระหนักว่าเธอลืมเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเรื่องหนึ่งไปเสียแล้ว “อุ๊ยสายหมายถึง....”

            “แม่น” สายตอบเสียงเย็น “นรกแตก”

 

            ความเงียบแผ่เข้าปกคลุมห้องประชุมเหมือนม่านสีดำหนักอึ้ง ทุกคนและทุกตนลืมไปเสียสนิท หากเข้าไปถึงที่นั่นแล้วประจิมสั่งการให้นรกแตกขึ้นมาล่ะก็ สถานการณ์ของพวกเขาก็จะนรกแตกไปด้วยทันที

 

            “แต๊อยู่ว่าหมู่เฮาอาจจะได้ประโยชน์สองเด้งจากเรื่องนี้ แต่ถ้าเกิดเข้าไปแล้วออกมาบ่ทัน ประจิมสั่งนรกแตกก่อน จะยะจะไดกัน”

            “แต่.... แต่ข้าว่าประจิมบ่น่าจะสั่งการหื้อนรกแตกตอนนี้เน่อเจ้า” กล้ายพยายามแย้ง “เปิ้นมีมวลชนหนุนหลัง บ่มีประโยชน์อะหยังเลยที่จะต้องเอาผีร้ายมาสิงมวลชนหื้อควบคุมลำบากเปล่าๆ”

            “แต่ถ้าเกิดความลับนี้ถูกเปิดโปง ท่านกล้ายคึดว่าเปิ้นจะยังมีมวลชนก๋า” อดีตพันเอกสาวแย้งเสียงเรียบ แต่ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงก่ำจ้องลูกศิษย์สาวเขม็ง “ถ้าเปิดโปงความลับสำเร็จ เปิ้นก็บ่มีอะหยังจะเสียอีกแล้ว บ่มีเหตุผลที่เปิ้นจะบ่หื้อนรกแตกเลย”

 

            “ตะ.... แต่ว่า....”

ทั้งหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะไกลและหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยายามคิดหาเหตุผลมาแย้ง แต่ลึกๆในใจพวกเธอก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดถูก ในเมื่อมีความร่วมมือจากนาง และโลกหลังความตายก็ดูจะร่วมมือด้วย นักการเมืองเจ้าปัญหาก็สามารถสั่งการให้นรกแตกเมื่อไหร่ก็ได้ และเขาต้องทำแน่นอนเมื่อภัยมาถึงตัวแบบนั้น.....

 

“แล้วถ้าเกิดตั้งเวลาไว้แล้วหนีออกมาก่อนล่ะครับ”

“หมายความว่าจะได” หญิงชราในร่างหญิงสาวเปลี่ยนเป้าหมายหันไปจ้องหลานชายหมอผีใหญ่แทน

“แทนที่จะควบคุมให้คอมพิวเตอร์ของประจิมแสดงข้อมูลนั้นออกมาเลย ก็ยังไม่ต้อง แค่ควบคุมไว้เฉยๆก่อน” จ้าดลุกไปหยิบปากกาเขียนกระดานมาเขียนเป็นแผนภาพเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น “แล้วก็ตั้งเวลาที่มันจะแสดงผล หรือไม่ก็สะดวกกว่านั้น ในเมื่อเราควบคุมคอมพิวเตอร์ของเราได้โดยตรงอยู่แล้ว  พอหนีออกมาถึงระยะปลอดภัยก็ค่อยสั่งการผ่านเน็ตหรือผ่านเครือข่ายที่ปลอดภัยให้มันเปิดเผยข้อมูลไงครับ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงรออยู่ในนั้นด้วย ว่าแต่ทำแบบนี้ได้ใช่มั้ยกล้าย”

“ก็ได้อยู่.....”

“ก็.... เป็นความคึดที่ดี” สายตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “แต่มันก็ยังเสี่ยงเน่อ ถ้าเกิดอะหยังขึ้นหื้อหนีออกมาบ่ทันจะยะจะได นรกแตกบ่แม่นเล่นๆเน่อจ้าด”

“ผมเองก็ยังเห็นด้วยกับอุ๊ยสายอยู่ครับว่ามันไม่น่าจะคุ้มเสี่ยงที่จะเข้าไป แต่อันนี้ลองเสนอออกมาเฉยๆ เผื่อว่าจะลุยกันจริงๆ”

“แต่ถ้าใช้วิธีที่จ้าดบอกมันก็น่าจะปลอดภัยขึ้นเน่อเจ้า แค่เข้าไปเชื่อมระบบคอมเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง” กล้ายได้ทางออกก็รีบพูด “หมู่เฮาปลอดภัยแต่เสี่ยงหื้อวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่นล่มสลาย กับเสี่ยงสักหน่อยแต่ได้ประโยชน์ตั้งหลายต่อ ข้าว่าอย่างหลังคุ้มกว่าเยอะเลยเน่อเจ้า”

            “แต่ถึงจะมีวิธีจะอี้ แต่ถ้าประจิมสั่งการหื้อนรกแตกแล้ว ชาวเมืองก็จะเป็นอันตรายยิ่งกว่าเดิมอีกเน่อ”

            “แต่อย่างน้อยหมู่เฮาก็น่าจะรับมือกับผีร้ายสะดวกกว่ารับมือกับมนุษย์เน่อเจ้า”

 

            “มันก็แต๊อยู่”

            สายเม้มปากขณะสมองชั่งน้ำหนักตัวเลือกทั้งสองทางอย่างรวดเร็ว เธอไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการนี้เลย แต่อีกด้านหนึ่ง หากปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จล่ะก็ พวกเธออาจจบสงครามครั้งนี้ได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อมากกว่านี้สักหยดก็เป็นได้ หากเป็นนักลงทุนคงชอบการลงทุนความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนสูงแบบนี้ แต่ในฐานะเสนาธิการเก่า เธอไม่ชอบเอาเสียเลย อย่างไรก็ตาม ถ้าผลตอบแทนสูงขนาดนี้ก็น่าลอง.....

 

            “เอาเป็นว่าดูก่อนก็แล้วกันว่าอันตรายมากก่อ” สายสรุปอย่างไว้เชิง “ถ้าบ่อันตรายมาก พอบุกเข้าไปได้อุ๊ยก็บ่ขัดหรอก แต่ถ้ามันอันตรายมาก โอกาสสำเร็จน้อยมาก อุ๊ยก็ขอสงวนสิทธิ์ในการยับยั้งปฏิบัติการครั้งนี้เน่อ ตกลงก่อทุกคน”

            “ได้เจ้า”

            “ครับ”

            “ค่ะ”

            “จะอั้นทุกคนลองวางแผนกันเลย ถ้าอุ๊ยมีอะหยังแนะนำหรือท้วงเดี๋ยวอุ๊ยจะบอก”

            “ขอบคุณเจ้าอุ๊ยสาย”

 

กล้วยค้อมหัวให้อดีตอาจารย์ของเธอ ทั้งเป็นการขอบคุณและขอโทษอยู่ลึกๆ ที่ดันทุรังไม่ฟังกันเลยแบบนี้ เธอกังวลอยู่บ้างว่าวิญญาณสาวจะน้อยใจ แต่เด็กสาวหน้าจืดก็รู้ว่าหญิงชราในร่างหญิงสาวผู้ผ่านโลกมากว่าร้อยปีแถมยังมีประสบการณ์ในสนามรบโชกโชนคงไม่มาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้ และที่สำคัญ เธอไม่อยากเสี่ยงให้เผ่าพันธุ์อื่นต้องมาผจญชะตากรรมเดียวกับพวกเธอ เธอต้องหยุดการประชุมครั้งนี้เอาไว้ให้ได้.....

 

ราชินีตานีหารู้ไม่ว่าอดีตพันเอกสาวก็น้อยใจจริงๆนั่นแหละ สายเพียงเก็บอาการเท่านั้น แต่เธอก็อดทั้งหงุดหงิดทั้งน้อยใจอยู่ลึกๆไม่ได้ว่าทำไมเหล่าลูกศิษย์ที่เคยเชื่อฟังเธอเป็นอย่างดี ยามนี้กลับไม่ฟังกันบ้างเลยทั้งที่เธอตัดสินใจโดยยึดความปลอดภัยของพวกเธอเป็นสำคัญทุกครั้ง แต่อีกใจหนึ่ง หญิงสาวก็ตระหนักว่าหากเธอเป็นผู้ชี้นำแกมบังคับเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลาย โดยเฉพาะกล้วยซึ่งต้องรับหน้าที่ราชินีผู้วางแผนและควบคุมกำลังทั้งหมดของตานีในอนาคตอยู่แบบนี้ พวกเธอก็คงไม่มีวันเติบโตเป็นตานีที่สมบูรณ์ได้ เธอคงทำได้แค่ให้คำแนะนำและเฝ้าดูพวกเธอก้าวเดินต่อไปด้วยตัวเองเท่านั้น.....

 

อุ้ย คึดจะอี้ก็เหมือนแม่แก่ๆ มองลูกย่างออกจากบ้านเลยสิ บ่ได้ๆ ข้าเจ้าบ่แก่สักหน่อย

“อุ๊ยสาย เป็นอะหยังเจ้า สะบัดหัวยะหยัง” เสียงถามของน้ำไทดึงหญิงสาวผู้ไม่ยอมรับว่าตัวเองแก่ออกมาจากห้วงความคิด

“บ่ๆ บ่เป็นอะหยัง อุ๊ยคึดอะหยังเพลินๆไปหน่อย”

“เอ้อ อุ๊ยสายเจ้า” กล้วยเรียกอดีตอาจารย์ของเธออย่างเกรงๆ “ก่อนอื่นข้าเจ้าอยากถามก่อน เอื้อยเดือนส่งรายละเอียดการประชุมอะหยังมาบ้างเจ้า”

“ก็มีเวลาแล้วก็สถานที่ แป๊บนึงเน่อ” สายพับแลปทอปของเธอเปิดออกก่อนจะลากเมาส์เรียกข้อมูลไปขึ้นจอโปรเจกเตอร์ขนาดเท่าฝาบ้านบนผนังห้องประชุม “นี่จะได วันจันทร์ที่สิบธันวา ห้องประชุมใหญ่ ม่อนแป้งแฮร์เมสฮอลล์ ศูนย์ประชุมม่อนแป้ง”

“ม่อนแป้ง ?” ชาวตานนะคอนทั้งสามคนทวนคำพร้อมๆกัน ก่อนที่นักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงจะพูดต่อ “ใหญ่มหึมาเลยไม่ใช่เหรอคะที่นั่น จะบุกเข้าไปไหวเหรอคะ”

“เรื่องขนาดบ่น่าแม่นปัญหาหรอกฟ้า อยู่ที่การรักษาความปลอดภัยมากกว่า” กล้วยตอบแทน “อุ๊ยสายขอเอาภาพถ่ายดาวเทียมของม่อนแป้งขึ้นเน่อเจ้า”

“อื้ม”

 

กล้วยลากเมาส์ส่งภาพขึ้นไปโชว์ยังหน้าจอใหญ่ ภาพมุมสูงแสดงกลุ่มอาคารที่เรียงตัวกันเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้นอยู่ท่ามกลางภูเขาสูงที่โอบล้อมรอบ มองดูคล้ายจานบินหรือไม่ก็โบราณสถานทางศาสนาอะไรสักอย่าง มาตราส่วนด้านล่างบอกให้รู้ว่าขนาดของมันมหึมาเพียงใด เส้นผ่านศูนย์กลางวงกลมนอกสุดนั้นกว่าห้ากิโลเมตร และอาคารที่จุดศูนย์กลางก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบร้อยเมตร แต่นั่นก็ไม่ใช่อาคารขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ ยังมีสนามกีฬาขนาดยักษ์ สนามกีฬาทางน้ำ สนามกีฬาในร่ม และศูนย์แสดงสินค้าอีกมากมายเรียงรายกันเป็นตับ รวมทั้งที่จอดรถความจุนับแสนคัน

 

เหนือขึ้นไปที่มุมขวาบน ทางด่วนแปดเลนและทางรถไฟรางสี่ทะลุออกมาจากภูเขา ตัวอักษรบอกข้อมูลเพิ่มเติมว่ามันเชื่อมระหว่างศูนย์ประชุมขนาดยักษ์แห่งนี้กับตัวเมืองตานนะคอนที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเกือบยี่สิบกิโลเมตร ห่างออกไปทางทิศใต้ที่เบื้องล่างของจอ ลำธารหรือน่าจะเรียกได้ว่าคลองซึ่งเสริมขอบคอนกรีตอย่างดีไหลคดเคี้ยวผ่านป่าสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เชื่อมระหว่างบ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ขอบนอกของเขตศูนย์ประชุมกับอ่างเก็บน้ำ เขื่อนดินขนาดย่อมปิดกั้นมันเอาไว้จากลำธารหลายสายที่กระจายเป็นรูปพัดหายไปกับป่าและหิมะสีขาวโพลน

 

“สถานที่ประชุมคือที่นี่สิเน่อ” กล้ายยิงตัวชี้เลเซอร์ไปยังอาคารที่จุดศูนย์กลางซึ่งมีตัวอักษรบอกชื่อตรงกับข้อมูลที่เดือนส่งมาให้ “ตรงกลางเลย”

“เรื่องการฝ่าเข้าไปเอาไว้คุยกันหลังจากนี้ ตอนนี้หมู่เฮายังมีข้อมูลเรื่องเส้นทางหรือสภาพในเขตศูนย์ประชุมบ่พอ” ราชินีตานีพูดเสียงเรียบ “ปัญหาแรกของหมู่เฮาคือ จะไปที่นั่นได้จะได เพราะทิลต์โรเตอร์เสียงดังเกินไปแน่นอน และเคลื่อนที่ในพริบตาก็คงบ่ได้ด้วยเหมือนกัน”

“ใช้วิธีเดิมไม่ได้เหรอ ให้เครื่องบินรบบินไปล่อก่อน” หลานชายหมอผีใหญ่เสนอ กล้วยเมินเขาอีกแล้ว แต่เด็กหนุ่มเองก็เริ่มชิน

“บ่มีผู้ได๋จะตกหลุมเดิมติดๆกันสองรอบหรอกบ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวผมหางม้ากัดเข้าให้ “อีกอย่าง ต่อหื้อหมู่เฮายังบ่เคยใช้มุกนี้มาก่อน หมู่เปิ้นก็บ่น่าจะแบ่งกำลังไปที่อื่นหรอก แถมดีบ่ดียังอาจจะมีกำลังจากรัฐอื่นมาเสริมด้วย ผู้นำรัฐเชียวเน่อที่มาประชุมกัน”

“แล้วหมู่เฮาก็บ่มีเครื่องไว้ใช้ล่อแล้วเน่ออ้ายจ้าด” ตานีน้อยผมสั้นเสริม “สองลำนั้นตกไปแล้วเพราะน้ำมันหมด บินปิ๊กมาบ่ทัน”

“อ้าวเหรอ....”

“แล้วถ้าเกิดบินต่ำๆเรี่ยภูเขาไปเรื่อยๆจนใกล้ๆที่ประชุม แล้วค่อยปล่อยลงให้ย่างต่อกันไปเองล่ะ” หมิงเสนอบ้าง

“เอ้อ ก็ดีเน่อกล้วย” กล้ายสนับสนุนแนวคิดของคู่หูคู่กัดสาว “ม่อนแป้งอยู่ในเทือกตานปันน้ำใต้เหมือนดอยสูงด้วย น่าจะบินเลาะๆช่องเขาไปได้เน่อ”

“เดี๋ยวขอลองดูก่อน”

 

กล้วยคลิกเมาส์ขวาเพื่อซูมออกจากศูนย์ประชุมม่อนแป้ง ก่อนจะพรมนิ้วพิมพ์คำสั่งให้โปรแกรมลองคำนวณหาเส้นทางเลาะระหว่างหุบเขาจากดอยสูงไปยังม่อนแป้งโดยจำกัดความสูงจากพื้นดินเอาไว้ที่ห้าร้อยฟุต เพียงไม่กี่วินาที เส้นทางที่เป็นไปได้ก็ปรากฏขึ้นเป็นเส้นสีแดงสามเส้นที่คดเคี้ยวไปมาอยู่ในหุบเขา เด็กสาวใส่ข้อมูลรัศมีการเลี้ยวและข้อจำกัดทางการบินอื่นๆของทิลต์โรเตอร์เพิ่มลงไปก่อนจะสั่งให้มันคำนวณอีกครั้ง คราวนี้เส้นลดลงไปเหลือสองเส้น

 

“พอไปได้อยู่” ในที่สุดตานีสาวหน้าจืดก็พยักหน้า

“เยี่ยม” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกำมืออย่างมีชัย “แล้วจะปล่อยลงตรงได๋ดีหมู่เปิ้นถึงจะบ่ได้ยินเสียง”

“ปกติทิลต์โรเตอร์มีรัศมีการได้ยินเสียงราวๆสองกิโลเมตรเจ้า” เด็กหญิงผมเปียอธิบายบ้างหลังจากนั่งเงียบมานาน “แต่ถ้าอยู่ในเขาอาจจะไกลกว่านั้นหน่อย”

“ถ้าจะอั้นก็ต้องราวๆสี่กิโลเมตรจากพื้นที่ศูนย์ประชุม” กล้วยขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด “แต่เรื่องนั้นข้าเจ้าว่ารอประชุมเรื่องเส้นทางการแทรกซึมก่อนดีกว่า จะได้ฮู้ว่าควรจะปล่อยลงที่ได๋ถึงจะสะดวกที่สุด ซึ่งการประชุมเรื่องเส้นทางแล้วก็แผนการแทรกซึมต้องรอแผนที่แล้วก็รายละเอียดของพื้นที่ศูนย์ประชุม แล้วก็ควรจะต้องมีข้อมูลเรื่องการวางกำลังรักษาความปลอดภัยด้วย ข้าเจ้าคึดว่ารอคุยกันใกล้ๆวันน่าจะดีกว่า เพราะเหลืออีกตั้งเกือบอาทิตย์ ทหารตำรวจคงยังบ่ได้วางกำลังอะหยังมาก แล้วระหว่างนี้ก็อาจจะได้ข้อมูลเพิ่มจากเอื้อยเดือนมาอีกก็ได้”

“งั้นก็เท่ากับว่าตอนนี้เรายังเตรียมการอะไรแทบไม่ได้เลยสิ” เด็กสาวหน้าคมพูดอย่างหงอยๆ เธอไม่ค่อยชอบซ้อมรบเฉยๆโดยไม่มีเป้าหมายเท่าไหร่นัก

“ก็บ่เชิงเน่อ เพราะหมู่เฮายังต้องเตรียมพร้อมเรื่องกองกำลังที่จะเข้าไปช่วย ถ้าเกิดตนที่เข้าไปโดนจับได้หรือเกิดอะหยังฉุกเฉินขึ้นมา หรือเกิดออกมาบ่ทันเวลา”

“กำลังเท่าได๋ก็ต้านนรกแตกบ่อยู่หรอกเน่อ ท่านกล้วยก็น่าจะฮู้นี่” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกเตือนเสียงต่ำๆ

“คงแค่ฝ่าเข้าไปช่วยแล้วก็ฝ่าออกมาเท่านั้นแหละเจ้า ปฏิบัติการหื้อเร็วเข้าไว้ เพราะข้าเจ้าก็บ่อยากเสียยุทโธปกรณ์ไปเหมือนกัน เพราะก็อย่างที่อุ๊ยสายว่าแหละเจ้า หลังจากนั้นก็คงต้องรบกับผีร้ายต่อ” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “อีกอย่าง ถ้าเกิดโดนจับ ก็น่าจะแปลว่าภารกิจยังบ่สำเร็จ ก็บ่ต้องห่วงเรื่องนรกแตกเจ้า แต่ถ้านรกแตกแล้ว.... ก็คงลำบากหน่อย”

“แล้วตอนนี้เรามีอาวุธอะไรอยู่บ้างล่ะ” สาวแว่นทวินเทลถาม เสียงของเธอแหบเล็กน้อยด้วยเงียบฟังคนอื่นพูดมานาน

“รถถังสี่ เครื่องบินรบราวๆยี่สิบ เครื่องบินขนส่งสอง ทิลต์โรเตอร์สี่ กระสุนและจรวดมากพอ” กล้วยไล่ด้วยความจำ “แผนคร่าวๆที่ข้าเจ้าคึดไว้ ถ้าเกิดโดนจับ ก็เอาทิลต์โรเตอร์ไปแล้วแทรกซึมเข้าไปช่วย แต่ถ้าเกิดนรกแตก ก็คงต้องเอาเครื่องบินรบบินโจมตีแล้วก็คุ้มกันก่อน แล้วค่อยส่งทิลต์โรเตอร์เข้าไปถอนกำลังแหละ ก็คงต้องขอหื้อกล้ายเช็กระบบบินอัตโนมัติหื้ออีกที แล้วก็อาจจะต้องเขียนโปรแกรมควบคุมอัตโนมัติด้วย เพราะคงต้องใช้หลายลำ บินเองบ่น่าจะไหว ได้ก่อกล้าย”

“อื้ม เดี๋ยวจัดหื้อ”

“อุ๊ยบ่ค่อยชอบแผนนี้เลย แต่ก็คึดแผนอื่นบ่ออกเหมือนกัน” วิญญาณสาวหน้าหวานเม้มปาก “จะอั้นก็ต้องวางรายละเอียดแผนดีๆ หื้อเสี่ยงน้อยที่สุด อุ๊ยบ่อยากเสียผู้ได๋ไปอีกแล้ว”

“ข้าเจ้าก็เหมือนกันเจ้า ทุกตนก็เหมือนกัน” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงขรึม “แต่ก็อย่างที่ว่า ข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าได๋ต้องมาประสบชะตากรรมเหมือนหมู่เฮาอีกแล้ว”

 

เงียบกันไปอีกอึดใจหนึ่ง ก่อนที่ราชินีตานีจะสรุปการประชุม

 

“ถ้าจะอั้น วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวได้ข้อมูลอะหยังมาครบแล้วจะเรียกประชุมอีกที หลังจากนี้ถ้าผู้ได๋ยังบ่เพลียก็มาช่วยกันหาข้อมูลของม่อนแป้งที่ห้องนั่งเล่นด้วยเน่อ ผู้ได๋ยังบ่กินข้าวเดี๋ยวข้าเจ้ายะข้าวแลงหื้อ”

“ไม่เอาได้มั้ย.....”

 

กล้วยขบกรามกรอด ใบหน้าจืดมีสีสันขึ้นมาบ้างเมื่อมันแดงก่ำอย่างอับอายขณะองค์ประชุมอื่นๆหัวเราะกันครืนก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องประชุม หมิงไม่ลืมยกโทรทัศน์กลับห้องนั่งเล่นด้วยเพราะยังทันละครหลังข่าว ขณะเด็กสาวหน้าจืดผู้ยังไม่หายหงุดหงิดเดินไปปิดสวิตช์จอบนฝาผนังและไฟห้อง แต่แม้จะยังอารมณ์ไม่ดี ตานีสาวก็รู้สึกว่าอกที่หนักอึ้งมานานราวกับมีอะไรที่ไม่ใช่ก้อนไขมันที่เธออยากได้นักหนาถ่วงอยู่กลับเบาหวิวอย่างน่าประหลาด แต่เธอก็พอจะรู้ว่าเพราะอะไร และไม่ใช่เพราะเธอแบน

 

หลังจากถูกกระทำฝ่ายเดียวมานาน ถึงทีพวกเธอโต้กลับบ้างแล้ว.....

 

 

*ดาวเทียมค้างฟ้า – ดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรที่หมุนรอบโลกด้วยความเร็วเท่ากับที่โลกหมุนรอบตัวเอง หรือที่เรียกว่าวงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit) ดังนั้นมันจึง “ค้างฟ้า” หรืออยู่บนจุดเดิมตลอดเวลาเมื่อมองจากพื้นดิน ดาวเทียมชนิดนี้มักใช้กับดาวเทียมสื่อสาร โทรคมนาคม ถ่ายทอดโทรทัศน์หรือวิทยุ เป็นต้น

 

**ซีแบนด์และเคยูแบนด์ เป็นชื่อของช่วงสัญญาณวิทยุ ทั้งสองช่วงคลื่นใช้ในการถ่ายทอดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมส่วนใหญ่ ตัวอย่างของเคยูแบนด์เช่นโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศสารขัณฑ์ (เชิงเปรียบเทียบ) เคยูแบนด์มีความถี่มากกว่าซีแบนด์ ทำให้มันถูกสภาพอากาศรบกวนได้ง่ายกว่า ดังจะเห็นได้จากบางครั้งที่มีฝนตกหนักจะไม่สามารถดูโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมได้

 

***ตูร์เดอเศษฝรั่ง (Tour de Çesfranc) – การแข่งขันจักรยานทางไกลข้ามประเทศเศษฝรั่ง ได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่ยาโด๊ปขายดีที่สุดในโลก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #128 รักต์ศรา (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 10:30
    สเกลขอบเขตสงครามขยายเยอะแฮะ

    สงสัยเหมือนกันว่าประจิมแค้นอะไรผู้พิทักษ์ขนาดนั้นฟะ
    #128
    0