ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 91 : การแทรกซึมที่เกือบล่มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 พ.ย. 59

            “ค่ะ.... ค่ะ ขอโทษค่ะ..... ค่ะ..... ขอบคุณมากนะคะลุงหมื่น..... เอ่อ.... หนูขอ อย่าหักเงินเดือนพี่โจ้ได้มั้ยคะ หนูหนีออกมาเอง..... ค่ะ..... ขอโทษค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วงหนูกันขนาดนี้ ค่ะ..... ค่ะ.....”

 

            น้ำตาที่แห้งไปแล้วรอบหนึ่งตั้งแต่อยู่บนทิลต์โรเตอร์ไหลหลั่งลงมาอาบแก้มของเด็กสาวหน้าคมอีกครั้งเมื่อเธอกดวางโทรศัพท์ แก้วกับแพรมองเธออย่างสงสัยระคนเป็นห่วง แม้จะได้เจอกันจริงๆแค่ไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่จากการเปิดเพจมาด้วยกันตลอดระยะเวลาหลายเดือน พวกเธอก็พอจะรู้นิสัยของนักศึกษาแพทย์สาวจากเวียงเชียงหลวงคนนี้อยู่บ้าง และเธอไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ง่ายๆกับแค่มีใครสักคนโทรศัพท์มาแน่ ยกเว้นถ้าโทรมาบอกว่าพ่อตาย หรือเพิ่งรอดเหตุการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ อย่างเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วก็ว่าไปอย่าง

 

            แต่กล้วย กล้ายและจ้าดผู้นั่งฟังอยู่ด้วยรู้ทันทีว่าทำไมสาวหมัดเหล็กถึงได้หลั่งน้ำตา

 

            “ลุงหมื่นโทรมาดุก๋าฟ้า” ราชินีตานีถามอย่างระมัดระวัง

            “ไม่ได้ดุหรอก แค่โทรมาเช็กเฉยๆ แต่เรารู้สึกได้ว่าทางนั้นเป็นห่วงเรามาก” เสียงของฟ้าปนสะอื้น เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาก่อนจะสูดจมูก “ทั้งๆที่เขาลำบากดูแลปกป้องเราขนาดนั้น แต่เรากลับหนีออกมาเดินเข้าหาอันตรายเอง เรารู้สึกเหมือนทรยศต่อความหวังดีของเขา.....”

            “เอ่อ.... ใครเหรอฟ้า” แพรเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนักว่าสมควรจะถามหรือไม่

            “ลุงที่คอยดูแลเปิ้นอยู่ที่เชียงหลวง” เด็กสาวหน้าจืดตอบแทนด้วยไม่มั่นใจว่าเพื่อนสาวจะหลุดปากเรื่องตัวตนของกะหรือเปล่า “เปิ้นฮู้ว่าฟ้าโดนหมายหัวเลยหื้ออ้ายๆเอื้อยๆช่วยกันดูแล”

            “อ๋อ.....”

            “บ่แม่นแค่ทรยศความหวังดีของกะหรอก ทรยศหมู่เฮาด้วย” กล้ายสะบัดเสียง มือยกขึ้นกอดอกขณะเธอขยับตัวบนเก้าอี้ของโต๊ะกินข้าวอย่างไม่สบอารมณ์ “อุตส่าห์เตือนแล้วว่าบ่ต้องมาๆ แล้วนี่ถ้าหมู่เฮาไปช่วยบ่ทัน ทุกตนจะเป็นจะได”

            “เราก็ต้องขอโทษกล้วยกับกล้ายแล้วก็ทุกๆคนเหมือนกัน”

 

            “เอ้ย ฟ้า ยะอะหยัง !?

            สองตานีสาวและอีกหนึ่งมนุษย์สะดุ้งเฮือกเมื่อฟ้าค้อมหัวลงจนเกือบติดโต๊ะเป็นการขอโทษ ทั้งสามยิ่งตกใจขึ้นไปอีกเมื่อทั้งแก้วและแพรก็ก้มหัวขอโทษพวกเธอตามเพื่อนสาวด้วย ตามธรรมเนียมของชาวภาคเหนืออันประกอบด้วยรัฐเวียงตานและรัฐเวียงคำบ้านเกิดของแพร การก้มหัวขอโทษจนติดโต๊ะแบบนี้ถือเป็นการขอโทษอย่างสุภาพที่สุด ระดับชายหนุ่มที่ฉุดลูกสาวเขาไปมาขอขมาพ่อตาหรือไม่ก็นักการเมืองคอรัปชั่นเลยทีเดียว

 

            “อย่ายะจะอี้ ข้าก็อู้เล่นไปจะอั้นเองแหละ !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบพูด เธอร้อนรนขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อมีสายตาตำหนิของเพื่อนสาวหน้าจืดกดดันอยู่ “บ่เอาๆ อย่ายะจะอี้”

            “ไม่ได้หรอก ทุกคนเสี่ยงตายเพื่อมาช่วยพวกเราจากเรื่องยุ่งยากที่พวกเราหาเรื่องเอง ขอโทษยังไงก็ไม่หายหรอก”

            “ขอสุมาเฉยๆก็พอ บ่ต้องก้มหัวจะอี้” ราชินีตานีเอื้อมมือไปแตะแขนฟ้า ก่อนจะตัดสินใจใช้เสียงแข็งขึ้น “เลิกซะที บ่อั้นข้าเจ้าโกรธเน่อ !

 

            ได้ผล ทั้งสามเงยหน้าขึ้นทันที เด็กสาวหน้าจืดจึงพูดต่อ

 

            “แล้วอีกอย่าง ทุกตนก็ยะเพื่อหมู่เฮาด้วย หมู่เฮาสิที่ต้องขอบคุณ บ่แม่นทุกตนต้องมาขอสุมาหมู่เฮาจะอี้”

            “แต่พวกเราก็ทำผิดจริงๆน่ะนะ.....” แพรพูดเบาๆ “น่าจะดูสถานการณ์ให้ดีกว่านี้หน่อย”

            “คราวหลังก็อย่าทำแบบนี้ละกัน ถ้าทุกคนตายหรือเป็นอะไรขึ้นมาพวกเราก็คงอยู่กันไม่ได้หรอก”

            “อื้อหือ หล่อแต๊.....”

            “จะอะไรกับผมอีกล่ะครับเจ๊ !?” เด็กหนุ่มหน้าดุแยกเขี้ยวใส่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อเห็นกล้วยที่นั่งอยู่ข้างๆกอดอกเบือนหน้าหนีเขาอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ข่มมันเอาไว้ขณะพูดต่อ “แต่เท่าที่ดู.... คงไม่ต้องมีคราวหลังแล้วมั้ง ตอนนี้คงกลับไปตานนะคอนไม่ได้แล้วแหละ”

            “แล้วหลังจากนี้จะทำไงต่อ” สาวแว่นทวินเทลถามบ้าง “พวกเราต้องอยู่ที่นี่เหรอ”

            “ไม่น่าได้มั้ง” เด็กสาวผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ท้วง “ดูท่าพวกกล้วยเองก็อยู่ไม่ค่อยสบายกันอยู่แล้ว ถ้าพวกเราอยู่ด้วยอีกคง.....”

            “เดี๋ยวค่อยไปอู้กันตอนประชุมสรุปงานละกัน” ราชินีตานีตัดบท “อุ๊ยสายเปิ้นบอกว่าหื้อพักกันสักแป๊บก่อนแล้วเดี๋ยวจะเรียกอีกที”

            “อุ๊ยสาย ?” แก้วทวนคำ “พี่คนที่ขับเครื่องบินคู่กับกล้วยน่ะเหรอ เขาเคยไปที่มหาลัยตอนประชุมผู้ปกครองด้วยนี่ เป็นพี่สาวกล้วยกับกล้ายเหรอ”

            “บ่แม่นๆ เป็น.... ว่าจะไดดี ก็ผู้ปกครองล่ะมั้ง” เด็กสาวผมหางม้าเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับสายให้เพื่อนทั้งสองฟังเลย หรือหากจะพูดให้ถูก พวกเธอไม่เล่าเองมากกว่า ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย “แต๊ๆแล้วเปิ้นเป็นวิญญาณ แล้วก็เคยเป็นอาจารย์ของหมู่เฮา ตอนนี้เปิ้นก็เลยรับหน้าที่ดูแลหมู่เฮากลายๆแหละ เพราะประสบการณ์ทั้งการรบทั้งชีวิตเปิ้นเยอะกว่าหมู่เฮา”

            “แต่ประสบการณ์ความรักอาจจะน้อยกว่ามั้ง.....”

 

            อู้อะหยังกัน อุ๊ยได้ยินเน่อ !’

            เสียงโทรจิตที่ดังขึ้นในโสตประสาทอย่างกะทันหันทำเอาทุกตนและทุกคนสะดุ้งเฮือกไม่เว้นแม้แต่แก้วและแพร อดีตพันเอกสาวโทรจิตถึงพวกเธอด้วย

 

            ได้ยินได้ไงครับเนี่ย อุ๊ยสายติดเครื่องดักฟังในห้องนี้เหรอครับ จ้าดโทรจิตถามกลับไปอย่างอึ้งแกมสงสัย

            ก็อู้กันเสียงดังจะอั้นเป็นผู้ได๋จะบ่ได้ยิน

            เสียงดังมาเลยกาเจ้ากล้วยขมวดคิ้วถาม เธอแน่ใจว่าไม่ได้พูดดังกวาที่พูดกันปกติเลย

            อู้เล่น อุ๊ยย่างผ่านหน้าห้องพอดีเลยบังเอิญได้ยินวิญญาณสาวหน้าหวานตอบกลับมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แต่หลานชายหมอผีใหญ่กลับยังขนลุกไม่หาย เขารู้สึกได้ว่าหญิงชราในร่างหญิงสาวแฝงจิตสังหารผ่านโทรจิตมาให้เขาโดยเฉพาะ อุ๊ยจะถามว่าเพื่อนท่านกล้วยสองคน.... แก้วกับแพรแม่นก่อ กินอะหยังกันละยัง

            “ยัง เอ่อ.....” แก้มของสาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ปรากฏปื้นสีชมพูขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าเธอไม่ได้ตอบการสื่อสารไปอย่างที่ควรจะเป็น หากหลุดปากออกมาเต็มปากเต็มคำ

            อ้อ ลืมไป คงจะบ่ฮู้วิธีโทรจิตสิเน่อ

            ยังเจ้ากล้ายตอบแทนเพื่อนสาวร่วมภาค

            จะอั้นหาอะหยังหื้อเปิ้นกินเลย หม่าม้าก็ได้ เปิ้นคงบ่ได้กินอะหยังมาตั้งแต่กลางวันแล้วแม่นก่อ เดี๋ยวไปหิวในห้องประชุมแล้วจะลำบากเอา อุ๊ยบ่ค่อยอยากหื้อเอาอาหารไปกินในห้องประชุมด้วย กินเสร็จพักต่ออีกหน่อย สักห้าทุ่มมาเจอกันห้องประชุมละกัน

            ได้เจ้า เดี๋ยวข้าเจ้ายะหม่าม้าหื้อเปิ้น

            “เดี๋ยวกล้วย เราไม่เอานะ” แก้วท้วงเพื่อนสาวขึ้นทันควัน

            “ยะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วน้อยๆอย่างสงสัยระคนงุนงง ก่อนจะยิ้ม “อ๋อ ไดเอตอยู่แม่นก่อ แต่ข้าเจ้าว่ากินอะหยังสักหน่อยดีกว่า ถ้าบ่กินอะหยังเลยจะเป็นโรคกระเพาะเอาเน่อ”

            “เรายังพูดไม่จบกล้วย เราจะบอกว่า เราไม่เอานะ ถ้ากล้วยเป็นคนทำ”

 

            กล้าย ฟ้าและแพรแทบลงไปกลิ้งกับพื้นเมื่อพวกเธอระเบิดหัวเราะก๊ากออกมาพร้อมๆกัน แม้แต่หลานชายหมอผีใหญ่ที่พยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดชีวิตด้วยรู้ตัวว่าแค่นี้ก็โดนเกลียดขี้หน้ามากพอแล้วยังอดหลุดขำออกมาไม่ได้ ขณะกล้วยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเงียบๆ พยายามห้ามเลือดไม่ให้สูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าแม้เธอจะทั้งหงุดหงิดทั้งอายจนอยากหนีขึ้นไปล็อกตัวเองอยู่ในห้องนอนชั้นบนเสียเดี๋ยวนั้น ทำไมทุกคนต้องล้อแต่ปมด้อยเธอทุกที เรื่องแบนก็ด้วย.....

 

            “โอ๋ๆ ขอโทษๆ” สาวแว่นทวินเทลรีบเข้าไปลูบหลังลูบไหล่ปลอบเพื่อนสาวเมื่อเห็นว่าเธอทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ “ช่วยทำให้เราหน่อยนะกล้วย แค่หม่าม้ากล้วยคงไม่ทำออกมาเละหรอกมั้ง”

            “บ่ได้ดีขึ้นเลยย่ะ !

            “คึดผิดคึดใหม่ได้เน่อแก้ว.....”

            “เงียบไปเลยกล้าย !

 

            เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอดอย่างเจ็บแค้น แต่เธอก็ไม่ยอมรับคำสบประมาท ตานีสาวเดินไปยังส่วนครัว เปิดตู้หยิบหนึ่งในหม่าม้าที่เหลือรอดจากการไล่ล่าระหว่างตำรวจตานนะคอนกับสายเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้มาฉีกถุงก่อนจะโยนลงถ้วย ขณะดวงตาเรียวที่เหลียวซ้ายแลขวาหาที่บรรเทาอารมณ์หงุดหงิดมองออกไปนอกหน้าต่าง

 

โรงเก็บเครื่องบินหมายเลขสามทอดตัวอยู่เบื้องล่างด้านนอกหน้าต่าง ผู้ชุมนุมนั่งๆนอนๆกันอยู่กลางพื้นที่อันกว้างใหญ่ที่ถูกดัดแปลงเป็นโรงนอนชั่วคราวโดยมีหมิง น้ำว้าและน้ำไทกึ่งดูแลกึ่งเฝ้าอยู่ ประตูเหล็กบานมหึมาปิดกั้นลมและหิมะจากภายนอกไม่ให้พัดเข้ามา แต่อุณหภูมิข้างในก็คงไม่น่าจะหนีเลขตัวเดียวไปเท่าไหร่นักเนื่องจากไม่มีฮีตเตอร์ ราชินีตานีอดสงสารไม่ได้เมื่อเห็นผู้ชุมนุมหลายคนนั่งห่อไหล่ตัวสั่นด้วยความหนาว หลายคนก็ห่อตัวอยู่ในถุงนอนเป็นดักแด้ แต่ช่วยไม่ได้ เธอไม่อาจเสี่ยงให้พวกเขารู้ความลับของพวกเธอได้มากกว่านี้ อันที่จริง แค่ตอนนี้พวกเขาก็รู้มากพอจะเรียกกองทัพเวียงตานมาสังหารพวกเธอได้แล้ว ถ้าพวกเขาจะทำ หรือมีใครบังคับให้พวกเขาทำ.....

 

            แต่เธอก็ทันสังเกตว่าดาวและแพรไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

 

            “อ้าว เอื้อยดาวกับเอื้อยแพรล่ะ” เด็กสาวหน้าจืดหันไปถามเพื่อนๆที่โต๊ะขณะมือกดน้ำร้อนจากกาลงใส่ถ้วย

            “อยู่กับเอื้อยเดือนมั้ง” กล้ายเดา “หื้อตนฮู้จักไปนั่งอยู่จะอั้นก็คงบ่ดีเท่าได๋ แล้วอุ๊ยสายก็คงดูแล้วว่าหมู่เปิ้นพอจะไว้ใจได้”

            “นั่นสิเน่อ”

 

            ไม่นาน หม่าม้าร้อนๆก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ก่อนที่แม่ครัวจำเป็นจะนั่งลงที่ด้านตรงข้ามของโต๊ะกินข้าวพลางจ้องมองด้วยสายตาคาดหวังแกมกดดัน แพรผู้ทนต่อความกดดันในรูปแบบใดๆได้น้อยที่สุดจำใจหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นเข้าปากจับหนึ่ง แล้วก็พบว่ามันพอใช้ได้อย่างน่าประหลาดใจ จะเพราะตานีสาวถูกสบประมาทจนเกิดแรงฮึดหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้ ถึงแม้น้ำจะเยอะเกินจนจืดไปนิด แล้วก็มีเส้นบางส่วนไม่สุกด้วยจัดเส้นลงถ้วยแบบเอียงๆก็ตาม

 

            “เป็นจะไดบ้างแพร” เสียงราชินีตานีถามย้ำ

            “ก็.... จืดไปหน่อย แต่ก็พอกินได้นะ”

            “หันก่อล่ะ” กล้วยได้ทีหันไปหาเพื่อนสาวผมหางม้าทันที “ข้าเจ้าบ่ได้ยะกับข้าวแย่ไปทุกอย่างสักหน่อย”

            “จ้า จ้า เข้าใจจ้า.....”

 

            ไม่มีใครพูดอะไรกันไปอึดใจใหญ่เมื่อแกนนำผู้หิวโหยทั้งสามต่างก็ซู้ดหม่าม้ากันอย่างเอร็ดอร่อย จนเมื่อแก้วกินหมดไปครึ่งชาม เธอก็เอ่ยขึ้น ดวงตาคู่สวยหลังแว่นกรอบลายไม้มองดวงตาของเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองสลับกันไปมาระหว่างสีดำประกายเขียวและสีเขียวเรืองแสง

 

            “กล้วย กล้าย ถามจริงๆนะ ตอนที่ต้องหนีออกมาจากตานนะคอน รู้สึกยังไงบ้าง”

            “ถ้าจะหื้ออู้.... ก็คง..... เสียใจล่ะมั้ง” เด็กสาวหน้าจืดตอบช้าๆ แววหม่นหมองค่อยๆเจือเข้ามาในน้ำเสียงขณะตานีสาวพูดต่อไป “บ่ได้เสียใจที่ต้องหนีออกมาหรอก เรื่องนั้นหมู่เฮาทำใจไว้นานแล้ว หื้อว่ากันแต๊ๆ ก็คงเตรียมใจกันไว้ตั้งแต่หลายร้อยปีที่ผ่านมาแหละมั้งว่าต้องมีสักวันที่จะเกิดเหตุการณ์จะอี้ขึ้นอีก แต่ที่เสียใจคือสวนกล้วยของหมู่เฮา ความทรงจำของหมู่เฮาทั้งหมดถูกเผาไปหมดแล้ว ถึงมันจะเจ็บปวด แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความทรงจำแหละเน่อ.....”

            “แล้วกล้ายล่ะ”

            “ข้าบ่ทันหันสวนกล้วยโดนเผา ตอนนั้นเลยมีแต่กังวลกับย่านเท่านั้นแหละ ย่านว่าจะออกมาบ่ทัน ย่านว่าจะโดนกองทัพอากาศสอย ย่านว่าจะโดนยิง ย่านว่าหมู่เปิ้นจะฮู้ตำแหน่งที่นี่..... แต่พอมาถึงที่นี่ แล้วได้ฮู้ว่าสวนกล้วยโดนเผา ก็.... ฮู้สึกเหมือนกล้วยแหละมั้ง ฮู้สึกเสียดายความทรงจำ.....”

            “แล้ว.... รู้สึกยังไงกับมนุษย์บ้างเหรอ” แก้วถามช้าๆ แต่ไม่ลังเล “ตอบมาตรงๆเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจพวกเราก็ได้”

            “โกรธสิ ถามได้” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสวนกลับทันที

            “แต่ก็บ่ได้โกรธมนุษย์ทั้งหมดหรอกเน่อ” กล้วยตอบอย่างใจเย็นกว่าเพื่อนสาว “หมู่เฮาฮู้ว่าทุกเผ่าพันธุ์ก็มีทั้งดีทั้งร้าย เผ่าพันธุ์เดียวกันก็มีความหันต่างกันได้ ขนาดหมู่เฮาก็ยังมีตนที่ไปเข้ากับฝ่ายนั้นเลย เพราะจะอั้น....”

            “เอ๊ะ หมายความว่าไง” เด็กสาวผมทวินเทลแทรกขึ้นอย่างฉงน “มีตานีที่ไปเข้ากับฝ่ายประจิมด้วยเหรอ ได้ไง”
            “ถ้าฝ่ายประจิมนี่ไม่รู้ แต่ถ้าฝ่าย
ผีร้ายที่มาบุกเมืองเมื่อปีที่แล้วนี่ มีแน่” สาวหมัดเหล็กตอบทั้งที่เส้นยังอยู่เต็มปาก เธอกลืนมันลงไปในเอื๊อกเดียวก่อนจะพูดต่อ “เรารู้จัก ไม่สิ เคยปราบผีอยู่ด้วยกันด้วยซ้ำ”

            “หา !?

            “แม่น เพราะเปิ้นเคยมาแสร้งยะเป็นหมู่เดียวกับข้าเจ้า” ถึงจะพูดแบบนั้น แกนนำทั้งสามกลับรู้สึกได้ว่าไม่มีความเกลียดชังหรือโกรธแค้นเจืออยู่ในประโยคนั้นของราชินีตานีเลย “แต่เปิ้นก็มีเหตุผลของเปิ้นล่ะเน่อ....”

            “ใจดีกับนางอีกแล้วกล้วย จะต้องหื้อข้าเตือนอีกกี่ครั้งกัน”

            “ก็แต๊ ข้าเจ้าอาจจะใจดีเกินไป” กล้วยตอบเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเพื่อนสาว “แต่ข้าเจ้าว่าข้าเจ้ามองเปิ้นออก ว่าเปิ้นก็บ่ได้อยากยะจะอี้นักหรอก.....”

            “แล้วตานีพวกนั้น ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ” แพรถามต่อบ้าง

            “บ่ฮู้” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหัว ”แต่มีความเป็นไปได้ ว่าหมู่เปิ้นอาจจะร่วมมือกับประจิม”

            คิ้วของสาวแว่นแห่งภาคอากาศยานยิ่งขมวดเข้าหากันจนเริ่มจะใกล้เคียงกับเส้นหม่าม้าในถ้วย “หมายความว่าไง ร่วมมือกับประจิม”

            “เดี๋ยว” ฟ้าเบรกบ้าง ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าแก้ว ดวงตาคมฉายแววตกใจระคนหวาดหวั่น “ถ้าเกิดพวกนางร่วมมือกับประจิม งั้นก็แปลว่าพวกผีร้ายก็ต้องเข้าร่วมกับประจิมด้วยสิ”

            “เอาทีละเรื่อง” ราชินีตานีจัดรูปสมการของบทสนทนาก่อนที่มันจะสับสนสำหรับผู้ฟังไปมากกว่านี้ “ก่อนอื่น หมู่เฮาแค่สงสัย ว่าหมู่นาง ก็คือตานีที่ไปเข้ากับฝ่ายผีร้ายนี่ กำลังร่วมมือกับประจิม มีหลักฐานหลายอย่างที่บอกว่าหมู่นางอาจจะมีส่วนร่วมในแผนของเปิ้น อย่างเช่นคดียิงผู้กำกับสารคดีที่ข้าเจ้าเคยอู้กับฟ้าไปเมื่อตอนโทรมาครั้งก่อน แล้วก็ยังมีข้อมูลต่างๆ ที่ตนที่บ่แม่นตานีบ่น่าจะมีทางฮู้ แต่เรื่องนี้หลักฐานชัดๆที่จะเชื่อมโยงหมู่เปิ้นยังบ่มี หมู่เฮาก็ได้แค่สงสัยเท่านั้น”

 

            เด็กสาวหน้าจืดยกแก้วน้ำขึ้นจิบล้างคอที่เริ่มแห้งจากการพูดกันมานานอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

 

            “ทีนี้ ถ้าหมู่เปิ้นเกิดร่วมมือกันขึ้นมาแต๊ๆ จะเกิดอะหยังขึ้นบ้าง หนึ่ง ประจิมจะรู้ตำแหน่งของที่นี่ รวมทั้งข้อมูลสำคัญอื่นๆของตานีทั้งหมด สอง อย่างที่ฟ้าว่า ผีร้ายที่สังกัดกับนาง หรือถ้าอู้หื้อถูกคือสังกัดกับหมอผีตนนั้นที่ตายไปแล้ว ก็จะเปลี่ยนมือมาที่ประจิม”

            “เอ้ย งี้ก็แย่สิ” เด็กสาวหน้าคมเบ้หน้าอย่างสยองขวัญ “แค่ประจิมเราก็รับมือไม่อยู่แล้ว นี่มีทั้งนางแล้วก็ผีร้ายอีก แล้วพวกกะก็ยังพูดถึงนรกแตกด้วย”

            “นรกแตกเอาไว้ก่อน”

            “นรกแตกคืออะไร”

            “เอาไว้ก่อน เอาหื้อจบไปทีละเรื่อง” ตานีสาวย้ำอย่างอดทนก่อนจะพูดต่อ “ข้าเจ้าลองมาวิเคราะห์ดูแล้ว คึดว่าต่อหื้อสองฝ่ายนั้นร่วมมือกันแต๊ หมู่เฮาอาจจะบ่ต้องกังวลอะหยังมากก็ได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้”

            “หมายความว่าไง”

            “หนึ่ง ประจิมพลาดที่เผาสวนกล้วย เพราะจะอั้น ความร่วมมือของนางจากจุดนั้นน่าจะน้อยลง นั่นหมายถึงต่อหื้อนางฮู้ เปิ้นก็อาจจะบ่บอกเปิ้นเรื่องหมู่เฮาอยู่ที่นี่ก็ได้ เอื้องตามนางอยู่แล้ว ดังนั้นถ้านางบ่บอกก็บ่ต้องห่วง ที่น่าห่วงที่สุดคือแหวน แต่เท่าที่เคยหัน ข้าเจ้าว่านางก็คงจะกำราบแหวนได้อยู่”

            “เดี๋ยวๆ โทษนะกล้วย แป๊บนึง เราเริ่มงงแล้ว ใครเป็นใครกันแน่” แก้วเบรกเพื่อนสาวอีกครั้งเมื่อหัวของเธอเริ่มหมุนติ้วๆ เป็นกังหันเครื่องยนต์ไอพ่น “นางนี่คืออดีตเพื่อนของกล้วย ที่ทรยศไปเข้ากับฝ่ายนั้น ถูกมั้ย”

            “แม่น”

            “แล้วเอื้องกับแหวนนี่ใคร ลูกน้องของนางเหรอ”

            “อู้จะอั้นก็ได้อยู่หรอก แต่ออกแนวเป็นเพื่อนที่เชื่อฟังมากกว่า” กล้ายตอบแทนเพื่อนสาวหน้าจืดที่ขอพักจิบน้ำอีกครั้ง “เอื้อง.... เท่าที่ดูคงจะฮักนาง เปิ้นยอมยะทุกอย่างเพื่อนาง ส่วนแหวนนี่เป็นตัวปัญหาในหน่วยข้าเลย บ่ฟังคำสั่งหัวหน้า มุทะลุ กล้าจนบ้า ต้องว่าเปิ้นแรงๆ หรือบ่อั้นก็ใช้ไม้แข็งอื่นกับเปิ้นเปิ้นถึงจะหยุด”

            “แต่จะไดข้าเจ้าว่านางน่าจะคุมได้อยู่” ราชินีตานีเสริม “เข้าใจความสัมพันธ์ละยัง”

 

            สองมนุษย์ผู้ไม่เคยเจอตานีผู้ทรยศพยักหน้าหงึกๆ กล้วยจึงพูดต่อ

 

            “อีกเหตุผลคือ ตอนนี้ประจิมกำลังได้ใจชาวตานนะคอนส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้กำลังผีร้ายสร้างความหวาดผวาหื้อชาวเมืองเล่น”

            “เขาอาจจะเรียกมาแล้วให้กองทัพจัดการหรือเปล่า” สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์สันนิษฐาน “แล้วก็ให้กองทัพกวาดล้าง สวมบทบาทเป็นฮีโร่”

            “บ่น่า” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหัว “หนึ่ง เพราะกองทัพเวียงตานบ่น่าจะรับมือผีร้ายระดับหนักๆอย่างที่เคยบุกไหว สอง เพราะถ้าเอาผีร้ายมาตายฟรีเพื่อประโยชน์ของเปิ้น นางต้องยิ่งบ่พอใจแน่ๆ เพราะเหตุผลที่เปิ้นไปเข้ากับฝ่ายผีร้ายคือต้องการหื้อมนุษย์สำนึกว่ายะกับผีร้ายเกินไป”

            “อืม.... มันก็จริงนะ”

            “ทีนี้ มาถึงเรื่องนรกแตก” กล้วยขยับไปเรื่องต่อไปเมื่อเห็นว่าผู้ฟังเข้าใจแล้ว “ก่อนอื่น แก้วอาจจะฮู้อยู่แล้ว แต่แพรยังบ่น่า ต้องอธิบายก่อนว่าโลกนี้มีสองมิติซ้อนกัน คือมิตินี้ กับมิติหลังความตาย มนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้แต่ปีศาจที่ตายไปแล้ว วิญญาณจะไปที่โลกหลังความตาย ทางปู้นจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับวิญญาณมากกว่ามิตินี้”

“แต่ก็อย่างที่หัน หลายๆตนก็ยังอยู่ที่นี่ เพราะเปิ้นบ่อยากจากโลกที่เปิ้นฮักและคุ้นเคยไป เพราะถ้าไปทางปู้นแล้วจะปิ๊กมาทางนี้บ่ได้อีกเลย มีเจ้าหน้าที่คอยคุ้มกันทางเชื่อมอยู่” เด็กสาวผมหางม้าเสริม “ยกเว้นจะเป็นตนที่มีสิทธิ์พิเศษหรือพลังพิเศษ อย่างหมู่เฮาหรือวิญญาณผู้พิทักษ์ของรัฐอื่นๆก็ข้ามไปข้ามมาได้ แต่ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน”

            “เพราะทางเข้ามักจะอยู่ไกล อย่างของเวียงตานก็อยู่เกือบถึงดอยตานหลวงปู้น” ราชินีตานีต่อให้ “ปัญหาคือ ถ้าเกิดยะความชั่วเอาไว้มาก พลังงานวิญญาณด้านลบมีมาก มันจะยะปฏิกิริยากับพลังงานวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ในโลกหลังความตาย ยะหื้อเจ้าของวิญญาณฮู้สึกอึดอัดบ่สบาย ถ้าเยอะมากก็อาจถึงขั้นทรมาน ต้องรอไปเรื่อยๆจนกว่าพลังงานด้านลบจะยะปฏิกิริยาจนหายไปหมด แต่นั่นก็อาจจะสิบปี ยี่สิบปี หรืออาจจะเป็นร้อยปีก็ได้ เลยมีบางครั้งที่วิญญาณทางปู้นรวมตัวกันแล้วแหกด่านออกมา เหตุการณ์จะอี้แหละที่เรียกว่านรกแตก”

            “เอ้อ นิดนึง ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย..... กล้าย” หลานชายหมอผีใหญ่เปลี่ยนเป้าหมายการถามเมื่อเห็นเพื่อนสาวหน้าจืดทำท่าเมินเขาอีกแล้ว “ในเมื่อตานีข้ามไปข้ามมาระหว่างโลกนี้กับโลกหลังความตายได้ ทำไมตอนที่ยิงอุ๊ยสาย นางกับ.... เอ่อ.... กล้วยถึงได้เสียใจล่ะ หรืออย่างตอนหมิงโดนยิง ทำไมกล้ายถึงเสียใจมากขนาดนั้น ในเมื่อต่อให้หมิงตายก็ข้ามไปข้ามมาเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว”

            “ถึงจะข้ามไปข้ามมาได้ แต่ก็บ่แม่นว่าจะหากันเจอเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “ก็เหมือน สมมุติว่าฟ้าไปอยู่เชียงหลวง รัฐเชียงหลวง แต่บ่ฮู้ว่าอยู่ที่ได๋ เมืองได๋ ติดต่อกันก็แทบจะบ่ได้ นายคึดว่านายจะหาเปิ้นเจอก่อล่ะ เอาแต๊ๆบ่ต้องเชียงหลวงก็ได้ หื้อนายกับข้าหลงกันในตานนะคอนแล้วบ่มีมือถือหรือบ่ได้นัดเวลากันไว้ก่อน คึดว่าโอกาสที่นายจะหาข้าเจอมีเท่าได๋ล่ะ และที่สำคัญ โลกหลังความตายของรัฐเวียงตานก็มีพื้นที่มากกว่ารัฐเวียงตานทางนี้เกือบห้าสิบเท่าเพราะต้องรองรับวิญญาณที่อายุยืนกันเป็นพันๆปี บ่มีทางหากันเจอหรอก”

            “แต่ทางนั้นก็น่าจะมีบันทึกหรือการลงทะเบียนอะไรอยู่บ้างนะว่าวิญญาณตนไหนอยู่ที่ไหน หรือว่าไม่มี”

            “เท่าที่ฮู้บ่มี”

            “อ๋อ โอเค พอจะเข้าใจละ.....”

            “ถามจบแล้วแม่นก่อ” เด็กสาวหน้าจืดพูดห้วนๆ ก่อนจะอธิบายให้เพื่อนสาวทั้งสองฟังต่อ “ก่อนหน้านี้หมู่เฮาได้รับรายงานมาจากวิญญาณผู้พิทักษ์ของรัฐอื่นว่ามีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างโลกนี้กับโลกหลังความตายของรัฐเวียงตานมากผิดปกติ และความเคลื่อนไหวของวิญญาณทางปู้นก็มากขึ้นแบบหันได้ชัดเหมือนกัน หมู่เฮาก็เลยคาดว่าอาจจะมีเหตุการณ์นรกแตกในบ่ช้านี้”

            “แล้วถ้านรกแตกขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง” แพรถามต่อ เธอดูทั้งสนใจและสยองไปพร้อมๆกัน “ผีร้ายจะมาฆ่ามนุษย์เหรอ หรือว่ายังไง”

            “ก็แล้วแต่เน่อ” ราชินีตานีตอบ “จากที่เคยมีบันทึกกันมา บางครั้งก็มาฆ่ามนุษย์ บางครั้งก็เข้าสิง ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง แต่ที่มีผลมากที่สุดก็คงเป็นความต้องการของผู้นำการก่อการแหละว่าเปิ้นอยากได้อะหยัง”

            “แล้วกล้วยคิดว่าประจิมเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้เหรอ” สาวแว่นทวินเทลถามบ้าง “มันดูไม่เกี่ยวกันเลยนะ ประจิมเน้นซื้อใจชาวเมืองตานนะคอน ไม่น่าจะมีเหตุผลที่เขาจะต้องใช้ผีร้ายเลย”

            “หมู่เฮาก็ยังหาจุดเชื่อมโยงของสองเรื่องนี้บ่ได้เหมือนกัน” กล้วยยอมรับ “แต่บ่ว่าสองเรื่องนี้จะเกี่ยวกันหรือบ่ ถ้ามันเกิดขึ้นมาพร้อมกัน หมู่เฮาลำบากแน่”

            “แล้วกล้วยคิดจะทำยังไงต่อไป”

            “หื้ออู้กันตรงๆ ก็คงต้องบอกว่าบ่มีแผนอะหยังเลย” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงหนัก “กำลังรบหมู่เฮามีกันอยู่แค่นี้ เครื่องบินบ่กี่ลำ รถถังสองสามคัน คงได้แต่รอดูสถานการณ์ไปจะอี้สักระยะ หรือจนกว่าจะได้กำลังเสริม ซึ่งก็คงบ่มีมาง่ายๆหรอก”

            “ถ้างั้น.... พวกเราช่วยอะไรได้บ้างมั้ย” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำเสนอ

            “แพรย่านผีบ่แม่นก๋า” กล้ายหยอกกลั้วหัวเราะ แต่อีกฝ่ายทำหน้าจริงจัง

            “เราอาจจะกลัวผี เราอาจจะทำอะไรไม่เป็น แต่เราอยากจะช่วยนะกล้าย ให้เราทำอะไรก็ได้ ช่วยทำความสะอาดที่นี่ยังได้เลย”

            “อื้ม เราก็ด้วย” แก้วร่วมวงด้วยอีกคน

            “ขอบคุณมากเน่อที่อยากช่วยหมู่เฮา แต่ก็อย่างว่า คงยากหน่อย” ราชินีตานีตอบอย่างนุ่มนวล “บ่แม่นเพราะแก้วกับแพรยะอะหยังบ่เป็นหรอก ก่อนหน้านี้ฟ้ากับ.... ฟ้าก็ยะอะหยังบ่เป็นเหมือนกัน แต่หมู่เฮาก็ฝึกจนเปิ้นพอจะสู้กับผีร้ายได้”

            “แต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้แล้วนะ.....” ผู้ถูกเอ่ยถึงหัวเราะแหะๆ

            “แล้วเพราะอะไรล่ะกล้วย”

            “ก็เพราะแก้วกับแพรยังมีตนอื่นที่ต้องห่วง แต๊ๆแล้วฟ้าก็ด้วยแหละเน่อ ทุกคนมีพ่อแม่ มีอนาคตรออยู่ การต่อสู้ครั้งนี้อันตรายมาก อย่างที่เจอไปเมื่อแลงนั่นแหละ และถ้านรกแตกขึ้นมาอีก เมื่อแลงนี่เรียกได้ว่าบ่เท่าขี้เล็บด้วยซ้ำ ข้าเจ้าบ่อยากหื้อแก้วกับแพรต้องเอาชีวิตมาทิ้งกับหมู่เฮา เข้าใจหน่อยเน่อ ถ้าเกิดแก้วกับแพรเป็นอะหยังไป หมู่เฮาก็คงรับบ่ได้เหมือนกัน”

            “พ่อแม่เราไม่ว่าอะไรมากหรอกถ้ารู้ว่าอยู่กับกล้วย”

            “ฟ้าก็อีกเรื่อง เพราะพ่อแม่ฟ้าเคยเจอหมู่เฮาแล้ว”

            “แต่ยังไงเราก็ยังอยากช่วยนะ” สาวแว่นทวินเทลยืนยัน

            “เราด้วย”

            “จะไดเดี๋ยวจะลองถามอุ๊ยสายหื้อละกัน เปิ้นอาจจะต้องการผู้ได๋มาช่วยก็ได้” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยอมอ่อนให้เล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “จะห้าทุ่มแล้ว อิ่มกันแล้วแม่นก่อ เดินไปห้องประชุมกันเลยดีกว่า ไปสายเดี๋ยวอุ๊ยสายว่า”

            “อุ๊ยสายนี่ดูท่าจะเข้มงวดจริงๆนะ” แก้วพูดกลั้วหัวเราะพลางลุกเอาถ้วยไปวางไว้ที่อ่างล้างจาน

            “ก็เปิ้นเป็นทหารเก่า” ตานีสาวผมหางม้าอธิบาย “แต่อยู่กับเปิ้นไปเรื่อยๆ ก็จะฮู้เองแหละว่าเปิ้นนี่แหละตัวฮา โดยเฉพาะที่เปิ้นบ่ยอมรับว่าตัวเองแก่นี่แหละ”

            “อุ๊ยได้ยินเน่อ !” เสียงผู้ถูกนินทาดังแว่วมาจากนอกห้องอีกแล้ว

            “ยะหยังอุ๊ยสายต้องเดินผ่านตอนนินทาทุกทีเลยล่ะเจ้า ยืนแอบฟังอยู่แม่นก่อเนี่ย....!?

 

            ก็คงจะเป็นอย่างนั้น เพราะไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้งทีมก็มีอันต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อออกจากห้องมาเจอวิญญาณสาวหน้าหวานยืนยิ้มหวานเย็นอยู่หน้าห้องเหมือนผีดักรอกินหัวเหยื่อ แต่สายไม่ได้ทำเช่นนั้น เธอเพียงหันหลังกลับ ก่อนจะเดินนำสี่มนุษย์กับอีกสองตานีไปยังห้องประชุม

 

            เดือน ดาวและแพรวนั่งอยู่ในห้องประชุมก่อนแล้ว ทั้งสามรีบลุกขึ้นเมื่อหญิงชราในร่างหญิงสาวเดินเข้าไป แต่สายโบกมือบอกให้หนึ่งมนุษย์สองวิญญาณนั่งลงเหมือนเดิมก่อนจะเดินไปนั่งที่หัวแนวโต๊ะประชุที่เรียงกันเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เหล่าลูกศิษย์ที่เดินตามกันเป็นพรวนมาเบื้องหลังนั่งตามอย่างรวดเร็ว วิญญาณสาวหน้าหวานกวาดสายตามองจนแน่ใจว่าคนครบและนั่งเข้าที่แล้วจึงเอ่ยขึ้น ด้วยเสียงเคร่งขรึมผิดจากที่หยอกกล้ายเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

 

            “ผลความสูญเสียจากการชุมนุมวันนี้ จากรายงานของสำนักข่าวประจำรัฐเวียงตาน เวลาห้าทุ่ม ผู้เสียชีวิตสองร้อยสิบห้าคน ในจำนวนนี้สองร้อยสามคนเป็นฝ่ายผู้ชุมนุม”

 

            สีเลือดบนใบหน้าของแกนนำการชุมนุมทั้งสามหายไปตั้งแต่คำว่าผู้เสียชีวิตแล้ว ยิ่งเมื่อรู้ถึงจำนวนอันมากมายพอๆกับเครื่องบินตกครั้งร้ายแรงที่สดของสารขัณฑ์ ใบหน้าของสามสาวก็ยิ่งซีดขาวจนแทบจะกลายเป็นสีเทาเสียให้ได้ ก่อนที่แพรจะตั้งต้นสะอึกสะอื้นอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่

 

            “ผู้บาดเจ็บสาหัส ห้าร้อยสามสิบห้าคน ในจำนวนนี้สี่ร้อยเจ็ดสิบแปดคนเป็นฝ่ายผู้ชุมนุม”

 

            “อุ๊ยสาย พอเถอะเจ้า”

กล้วยอ้อนวอนอดีตอาจารย์ของเธอเมื่อเห็นแพรยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ดูเหมือนสาวแว่นผู้น่ารักกำลังใกล้จะปล่อยโฮออกมาได้ทุกวินาทีแล้ว แก้วและฟ้าผู้ใจแข็งกว่าไม่น้อยก็เริ่มทำตาแดงๆจะร้องไห้ตามเพื่อนสาวร่วมอุดมการณ์เช่นเดียวกัน

 

            “นอกจากนั้น” สายไม่ฟังเสียงลูกศิษย์สาวเลย “ผู้บาดเจ็บที่ถูกจับกุม ทั้งสาหัสและไม่สาหัส รวมทั้งหมดแปดร้อยเก้าสิบห้าคน เท่าที่ฮู้ ตอนนี้ยังถูกคุมตัวอยู่ที่ศูนย์บัญชาการชั่วคราวตำรวจรัฐเวียงตาน โดยบ่มีกำหนดปล่อยตัว”

 

            ข้อมูลนี้มากเกินกว่าที่แกนนำทั้งสามจะรับไหวอีกต่อไป สาวแว่นทวินเทลยกมือขึ้นปิดหน้าก่อนจะร้องไห้อย่างไม่อายใคร แต่เสียงร้องไห้ของเธอก็ยังเบากว่าเพื่อนสาวผู้น่ารักที่ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ขณะน้ำใสไหลอาบแก้มสาวแกร่งแห่งคณะแพทยศาสตร์เวียงเชียงหลวงเงียบๆ.....

 

            พวกเธอพาเหล่าผู้ชุมนุมผู้บริสุทธิ์มาตายแท้ๆ.....

            ที่แย่ที่สุด พวกเธอพาพวกเขามา แต่พวกเธอกลับหนีเอาตัวรอด.....

 

            “อุ๊ยบ่ได้จะตำหนิว่าสามคนบ่รอบคอบหรือหื้อยั้งคึดหื้อมากกว่านี้ เพราะสามคนคงคึดกันมาดีแล้วจากที่วางแผนกันมาเป็นเดือน” เสียงของวิญญาณสาวหน้าหวานอ่อนลงเล็กน้อย “และอุ๊ยก็จะบ่อู้เหมือนกันว่าหื้อสำนึกหรือฮู้สึกผิดกับสิ่งที่ยะไป เพราะถ้าจะอู้กันแต๊ๆ สามคนบ่ได้ยะอะหยังผิดเลย แม้แต่การหนีเอาตัวรอด ในสถานการณ์จะอั้น อย่างน้อยที่สุดเอาตัวเองหื้อรอดก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้ว”

 

            สายมองหน้าเด็กสาวทั้งสามคนช้าๆ แม้แก้วและแพรจะไม่ได้มองเธอตอบก็ตาม

 

            “สิ่งที่อุ๊ยอยากจะบอกคือ อย่าคึดว่าเล่นตามกฎเกณฑ์แล้วอีกฝ่ายจะเล่นตามกฎเกณฑ์เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายมีอำนาจ มีกำลัง และตั้งใจจะทำลายอยู่แล้ว จะใช้ตรรกะปกติบ่ได้ อุ๊ยฝากไว้หื้อคิด เผื่อจะต้องไปเจอเหตุการณ์จะอี้อีกในอนาคต”

            “ค่ะอุ๊ยสาย....”

            “เอ้า หยุดร้องก่อนเถอะ” หญิงสาวหน้าหวานตัดบท เสียงของเธอมีแววทั้งปลอบโยนและเฉียบขาดในเวลาเดียวกัน “ร้องไปหมู่ผู้ชุมนุมที่ตายไปก็บ่ได้ฟื้นขึ้นมา หมู่เฮามาหาทางยะอะหยังที่จะบ่หื้อหมู่เปิ้นตายฟรีดีกว่า”

            “คะ.... ค่ะ....”

 

            เด็กสาวทั้งสามตอบรับอย่างไม่เต็มใจและไม่เต็มปากนัก แต่พวกเธอเองก็ไม่อยากให้การประชุมนี้ล่าช้าออกไปเช่นกัน และลึกๆแล้ว พวกเธอก็รู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริง การกลั้นสะอื้นไม่ง่ายนักสำหรับแพรผู้เพิ่งจะร้องไห้โฮเต็มรูปแบบ แต่สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ก็พยายามควบคุมตัวเองจนได้ สายรอจนเธอเริ่มหายใจเกือบเป็นปกติจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “ขอบคุณมากเน่อ และแต๊ๆแล้ว อุ๊ยก็ต้องขอบคุณแทนทุกๆคนอีกครั้งที่สนับสนุนหมู่เฮาในเวลาจะอี้ ก็ต้องขอสุมาที่อู้แรงไปหน่อยเมื่อกี้ แต่อุ๊ยอยากหื้อฟ้า แก้วแล้วก็แพรได้ข้อคิดจากเหตุการณ์ครั้งนี้”

 

หญิงชราในร่างหญิงสาวค้อมหัวน้อยๆ ให้แกนนำทั้งสามเป็นการขอบคุณ ก่อนที่จะย้ายสายตาไปกวาดมองทุกใบหน้ารอบโต๊ะประชุม

 

“เอาล่ะ ทีนี้มาเข้าเนื้อหาการประชุม เรื่องแรกคืออนาคตของผู้ชุมนุมที่พาปิ๊กมาที่นี่ด้วย เพราะหมู่เปิ้นอยู่ที่นี่บ่ได้ แค่อาหารและน้ำของหมู่เฮาเองยังเหลือบ่มากแล้วเลย” แววหนักใจเจืออยู่ในน้ำเสียงของหญิงสาวหน้าหวาน “ปัญหาใหญ่คือ หมู่เฮาหื้อหมู่เปิ้นอยู่ที่นี่บ่ได้ แต่หมู่เฮาก็ยอมเสี่ยงหื้อหมู่เปิ้นเอาความลับของหมู่เฮา โดยเฉพาะฐานทัพนี้ออกไปบอกคนอื่นบ่ได้เหมือนกัน”

 

ห้องประชุมเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจะเสนอขึ้น

 

“ถ้าเกิดส่งหื้อเปิ้นไปอยู่ในความดูแลของวิญญาณผู้พิทักษ์สักเผ่าก่อนล่ะเจ้า”

“จะอั้นก็แปลว่าบ่ได้มีหมู่เฮาอย่างเดียวที่เสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยความลับ แต่หมู่เปิ้นด้วย” อดีตพันเอกสาวตอบทันควัน ทำเอากล้ายหน้าจ๋อยลงไปถนัดตา แต่ราชินีตานีมีอีกไอเดีย

“แล้วถ้าหื้อสาวทอผ้าไหมล่ะเจ้า หมู่เปิ้นมีพลังลบความทรงจำเน่อ”

“ไว้ใจได้เท่าได๋” สายขมวดคิ้วเล็กน้อย “บ่แม่นลบแล้วมาหลุดทีหลังเน่อ”

“เท่าที่เคยติดต่อด้วยก็ไว้ใจได้แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เลยเจ้า” ตานีสาวหน้าจืดยืนยันความสามารถของวิญญาณผู้พิทักษ์ประจำรัฐเวียงคำ “หมู่เปิ้นปกปิดตัวเองได้บ่ดีเท่ากะหรือหมู่เฮา เวลาออกปฏิบัติการแล้วมีมนุษย์หันก็ต้องลบความทรงจำหมู่เปิ้น และเท่าที่ผ่านมาก็ยังบ่มีเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลเน่อเจ้า”

“จะอั้นก็โอเคอยู่เน่อ” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวพยักหน้าช้าๆ “แล้วจะยะจะได ส่งตัวหมู่เปิ้นหื้อสาวทอผ้าไหม หื้อหมู่เปิ้นลบความทรงจำเกี่ยวกับหมู่เฮา แล้วจะไดต่อ”

“นั่นล่ะเจ้าที่ข้าเจ้าเป็นห่วงอยู่” กล้วยถอนหายใจเฮือก “หมู่เปิ้นปิ๊กไปตานนะคอนบ่ได้แล้วจนกว่าเรื่องนี้จะจบ เท่ากับว่ายะการหรือเรียนบ่ได้ แต่ที่แย่กว่านั้นคือถ้าขาดงานหรือขาดเรียนไปนานๆ แล้วประจิมเกิดสั่งตรวจสอบขึ้นมา เปิ้นจะฮู้ทันทีว่าหมู่เปิ้นเป็นผู้ได๋บ้าง และเมื่อนั้นเปิ้นจะอายัดบัญชีธนาคารหรือกระทั่งขอความร่วมมือตำรวจรัฐอื่นไปจับหมู่เปิ้นเมื่อได๋ก็ได้ หมู่เปิ้นจะอยู่บ่ได้เอา”

 

เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจยาวอีกครั้ง พอลองคิดดูดีๆแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย แม้ความเป็นไปได้ของการประสานงานให้ตำรวจของอีกรัฐจับกุมตัวให้นั้นจะต่ำมากด้วยแต่ละรัฐของสารขัณฑ์จะไม่ยุ่งเกี่ยวกิจการภายในของกันและกันมากนัก และผู้ชุมนุมเหล่านี้ก็อาจถือได้ว่าเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งไม่ว่าจะรัฐไหนก็คงไม่ยอมส่งมอบตัวให้ง่ายๆ แต่การจะให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างปกตินั้นก็ลำบากไม่ใช่เล่น ยิ่งหากเงินของพวกเขาถูกอายัดอย่างที่เธอกลัวแล้วล่ะก็ เมื่อนั้นเหล่าผู้ชุมนุมคงต้องไปเป็นขอทานกันแน่

 

“กล้วย” นักศึกษาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงยกมือ “แล้วทำไมเราไม่ขอให้สาวทอผ้าไหมให้ช่วยลบความทรงจำของทุกคนในตานนะคอนไปเลยล่ะ จะได้จบๆกันไปเลย”

“ถ้ายะจะอั้นได้ก็ดี แต่ประเด็นคือบ่ได้นี่สิ” ตานีสาวผมหางม้าตอบแทนเพื่อนสาว “ลบความทรงจำต้องใช้พลังงานวิญญาณมากพอสมควร อีกอย่าง ข้าเจ้าว่าต่อหื้อลบไปก็บ่มีความหมายอะหยังมาก เพราะหมู่ประจิมแล้วก็ชาวเมืองคงบ่ได้แค่จำเรื่องนี้หรอก ต้องมีเขียนหรืออะหยังไว้แน่ อย่างคำสั่งที่หื้อจับหมู่เฮาก็ต้องมีเป็นลายลักษณ์อักษรแน่นอน ต้นฉบับสารคดีตานีก็ยังอยู่ สาวทอผ้าไหมทำลายเอกสารหรือหลักฐานอื่นๆบ่ได้เน่อ”

“และอีกอย่าง มันเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างวิญญาณผู้พิทักษ์ด้วย” กล้วยเสริม “วิญญาณผู้พิทักษ์ของพื้นที่หนึ่งจะบ่ก้าวก่ายเรื่องของวิญญาณผู้พิทักษ์อีกพื้นที่หนึ่งเด็ดขาด ยกเว้นเรื่องนั้นจะเป็นภัยต่อตัวเองหรือวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่นๆโดยรวม แต๊ๆแล้วหมู่เฮาส่งผู้ชุมนุมไปหื้อหมู่เปิ้นก็บ่ควรแล้วด้วยซ้ำ”

 

สาวหมัดเหล็กพยักหน้า เธอนึกถึงคำพูดของโจ้เมื่อคืนก่อนเธอจะออกจากเชียงหลวงที่ว่าทีมของเขาจะไปส่งเธอถึงสุดเขตรัฐเวียงตาน เด็กสาวหน้าคมเพิ่งจะเข้าใจว่าวิญญาณผู้พิทักษ์ก็มีกฎแบบนี้ด้วย

 

“ช่างกฎก่อน เป็นกรณีฉุกเฉิน” สายเบรกลูกศิษย์สาวผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์จนหน้าแทบทิ่ม “เรื่องหื้อไปยุ่มย่ามอะหยังกับประจิมหรือชาวเมืองอุ๊ยก็หันด้วยกับท่านกล้ายท่านกล้วยว่ายะบ่ได้และยะลำบาก แต่ปิ๊กมาเรื่องอพยพผู้ชุมนุมก่อนว่าจะเอาจะได”

“เอาแบบนี้ไหมคะ” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบมานาน เสียงของเธอยังมีแววเครือจากการร้องไห้เมื่อครู่อยู่บ้าง “พ่อหนูรู้จักกับเจ้าของหอพักนักศึกษาอยู่ หอพักนี่ถ้าจำไม่ผิดจะมีอาหารเช้ากลางวันเย็นให้ด้วย ราคาก็ไม่แพงมาก น่าจะพอให้ผู้ชุมนุมอยู่กันได้จนเรื่องซานะคะ”

“ได้เหรอแพร คนตั้งสามสิบคนนะ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามย้ำ

“น่าจะได้อยู่นะ ได้ยินว่ามีหลายยูนิตอยู่”

“เรื่องปริมาณเราไม่ห่วงเท่าไหร่หรอก แต่จู่ๆ รับคนที่มีประวัติหลบหนีคดีจากอีกรัฐ แถมคนค้ำประกันอะไรก็ไม่มี จะได้แน่เหรอ”

“ไม่รู้สิ อันนี้ต้องลองถามดูแหละ”

“ถ้าจะอั้นรบกวนแพรช่วยถามหื้อหน่อยละกันเน่อ ขอบคุณมาก” สายค้อมหัวให้สาวแว่นผู้น่ารักน้อยๆอีกครั้ง “ถ้าเกิดได้ เรื่องการดำรงชีวิตก็บ่น่าจะเป็นปัญหาอะหยังมาก ยกเว้นเรื่องนี้จะบ่จบเร็ว.....”

“ข้าก็ว่าบ่น่าจะจบเร็วเน่ออุ๊ยสาย”

“จะไดก็ต้องพยายามแหละ อย่างน้อยหมู่เฮาก็ได้ขุนพลเก่ามาร่วมทีมเพิ่มทั้งคน”

 

ดวงตาคมของฟ้าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ทั้งจากความไม่เชื่อหูและความดีใจ นี่แปลว่าเธอจะได้อยู่ช่วยทุกคนสินะ.....

 

“อุ๊ยสายคะ แก้วอยากอยู่ช่วยทุกคนด้วยค่ะ” ก่อนที่สาวหมัดเหล็กจะทันได้พูดอะไร มือของแก้วก็ชูพรวดขึ้นในอากาศพร้อมๆกับที่เธอโพล่งออกมาโดยไม่รอคำอนุญาตของประธานการประชุม

“หนูก็ด้วยค่ะ” แพรอ้อมแอ้มตามเมื่อเห็นเพื่อนสาวเปิด

“บ่ได้” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบโดยไม่จำเป็นต้องคิด

“ทำไมล่ะคะอุ๊ยสาย” สาวแว่นทวินเทลก็ถามกลับโดยแทบไม่จำเป็นต้องคิดเช่นเดียวกัน “พวกแก้วอยากจะช่วยทุกคนนะคะ อุตส่าห์ทุ่มกันมาถึงขนาดนี้แล้ว แล้วเมื่อกี้อุ๊ยสายก็พูดเองไม่ใช่เหรอคะว่าร้องไห้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มาหาทางทำให้ผู้ชุมนุมไม่ต้องตายฟรีดีกว่า”

“อยากช่วยก็เรื่องหนึ่ง ซึ่งอุ๊ยก็ขอบคุณมาก....”

“หรือว่าอุ๊ยสายไม่ไว้ใจพวกแก้วคะ” แก้วขัดขึ้นก่อนที่อดีตพันเอกสาวจะพูดจบ

“เรื่องไว้ใจก็เรื่องหนึ่ง แต่เป็นเรื่องหนึ่งที่อุ๊ยบ่คึดอะหยังมาก เพราะถ้าบ่ได้สนับสนุนหมู่เฮาจากใจแต๊ๆ ก็คงบ่ยอมถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลกจะอี้” แววขอบคุณน้อยๆเจือเข้ามาในน้ำเสียงของอดีตพันเอกสาว แต่ประโยคต่อมามันก็กลับเป็นเข้มงวดและจริงจังเหมือนเดิม “เหตุผลที่อุ๊ยบ่อยากหื้อแก้วกับแพรอยู่ก็คือหนึ่ง อุ๊ยย่านแก้วกับแพรจะตายฟรีไปด้วย และสอง ต่อหื้ออุ๊ยบ่ย่าน พ่อแม่แก้วกับแพรก็ต้องย่าน บ่มีพ่อแม่คนได๋ยอมปล่อยหื้อลูกมาอยู่กับคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแถมยังถูกกวาดล้างทุกวิถีทางจะอี้หรอก”

“อ้าว แล้วฟ้าล่ะคะ” แก้วยังพยายามเถียงต่อ

“พ่อแม่ของฟ้าฮู้จักหมู่เฮา.... หรืออู้หื้อถูกคือหมู่ท่านกล้วยอยู่แล้ว และหมู่เปิ้นก็เข้าใจสถานการณ์ดี อีกอย่าง ฟ้าเปิ้นมีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับวิญญาณ โอกาสที่เปิ้นจะเป็นอันตรายก็น้อยลงมากเมื่อต้องสู้กับผีร้าย ส่วนการรบปกติฟ้าก็เคยร่วมรบกับหมู่เฮามาแล้ว เพราะจะอั้นเปิ้นเลยมีประสบการณ์และเอาตัวรอดได้มากกว่าแก้วกับแพรแน่นอน”

“แต่ถ้าพวกหนูอธิบายให้พ่อแม่ฟังก็น่าจะ.....”

“อีกเหตุผลนึง อยู่ไปก็บ่ฮู้ว่าจะหื้อยะอะหยัง” สายแทรกกลางประโยคของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำ “อย่างที่อู้ไป ฟ้าเปิ้นมีประสบการณ์การรบ มีความสามารถพิเศษทางด้านวิญญาณ แล้วเปิ้นยังเป็นมวยสารขัณฑ์ด้วย เพราะจะอั้นเปิ้นก็สามารถช่วยเรื่องการรบได้ แต่สองคนบ่ได้มีความสามารถด้านการรบเลยสักนิด หรือว่ามี ?”

“อ่า.... ก็..... ไม่มีค่ะ” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำยอมรับเสียงเจื่อนๆ เธอรู้ว่าความหวังที่จะได้ช่วยเพื่อนสาวกำลังลอยออกไปไกลเกินเอื้อมขึ้นทุกที “แต่.... แต่อย่างน้อยที่สุด หนูก็ไม่อยากโดนลบความทรงจำเกี่ยวกับกล้ายกับกล้วยค่ะ กล้ายกับกล้วยเป็นเพื่อนหนู มีเวลาดีๆด้วยกันมา หนูไม่อยากจะลืมช่วงเวลาพวกนั้นไปค่ะ”

“เรื่องนั้นบ่ต้องห่วง เดี่ยวข้าเจ้าอู้กับสาวทอผ้าไหมหื้อ แพรกับแก้ว แล้วก็เอื้อยดาวกับเอื้อยแพรวนี่ข้าเจ้าบ่มีปัญหาหรอก แม่นก่อกล้าย แม่นก่อเจ้าอุ๊ยสาย”

“อื้ม”

“แม่น อุ๊ยก็บ่มีปัญหา” สายพยักหน้าด้วย “แต่ที่อุ๊ยบ่อยากให้อยู่ก็มีอีกเหตุผล เพราะอุ๊ยอยากหื้อมีคนไปช่วยดูแลผู้ชุมนุมพวกนี้ตอนอยู่เวียงคำด้วย โดยเฉพาะแพร เพราะหอพักเป็นของคนฮู้จักของแพร แพรก็น่าจะไปด้วยตัวเองด้วย”

 

สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ยังมีท่าทีอิดออด กล้วยจึงเสริมขึ้น

 

“บ่ต้องห่วง หมู่เฮาจะรายงานสถานการณ์หื้อแพรฮู้ตลอดแหละ หรือถ้าเกิดมีอะหยังขึ้นมาแต๊ๆ แพรอาจจะได้ปิ๊กมาช่วยหมู่เฮาแต๊ๆก็ได้เน่อ”

“อืม..... แต่ยังไงก็หวังว่าคงไม่เกิดเหตุการณ์คับขันอย่างที่ว่าขึ้นมานะ”

 

แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่แพรก็สองจิตสองใจพอสมควร ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้เพื่อนๆลำบาก แต่ใจหนึ่งก็อยากให้ “มีอะไรขึ้นมาจริงๆ” เหมือนกัน เธอจะได้กลับมาช่วยเพื่อนๆของเธออีกครั้ง

 

“เอาเป็นว่าเข้าใจเน่อว่ายะหยังอุ๊ยถึงบ่อยากหื้ออยู่” สายสรุป แต่เด็กสาวคนสวยแห่งภาคอากาศยานยังไม่ยอมแพ้

“อุ๊ยสาย หนูยังยืนยันว่าอยากอยู่ที่นี่ค่ะ หนูจะฝึกรบ ฝึกทุกอย่างให้ช่วยทุกคนได้ หรือไม่งั้นให้หนูทำงานเอกสารหรืออะไรก็ได้ค่ะ แต่อย่างน้อยที่สุดหนูอยากจะอยู่ดูกล้วยกับกล้ายฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ตลอดรอดฝั่ง”

“อุ๊ยบ่คึดว่าจะเป็นความคึดที่ดีหรอกเน่อ.....”

“แต่อุ๊ยสายก็หาคนช่วยเฝ้าโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณอยู่ไม่ใช่เหรอครับ” หลานชายหมอผีใหญ่เสนอ “ให้แก้วมาช่วยก็ได้นี่ครับ อุ๊ยสายทำกันสองคนกับน้าเดือน สลับกันกะละสิบสองชั่วโมงมันก็ลำบากใช่มั้ยล่ะครับ ก็ให้แก้วสลับมาเข้ากะบ้าง จะได้ลดโหลดเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้บ้างไงครับ”

 

“แค่สิบสองชั่วโมง เดือนกับอุ๊ยยะกันได้น่า”

วิญญาณสาวหน้าหวานยืนกราน แม้เธอจะเริ่มออกอาการเอนเอียงไปทางลูกศิษย์หนุ่ม ให้ว่ากันจริงๆแล้ว สิบสองชั่วโมงติดต่อกันกับการนั่งจ้องหน้าจอแลปทอปก็ผลาญทั้งพลังงานวิญญาณและเวลาไม่น้อย แทนที่จะได้ทำอะไรที่จำเป็นกว่านี้อย่างวางแผนยุทธศาสตร์อื่นๆในอนาคต หรืออย่างน้อยที่สุดก็วางแผนว่าจะไปหาเสบียงที่ไหนดี

 

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวอุ๊ยขอคึดดูก่อนละกัน จะไดก็ขอบคุณมากที่เสนอตัวจะช่วยเน่อ” ใบหน้าของแก้วสว่างไสวขึ้นทันตาเมื่อได้ยินข้อสรุปของอดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออก ซึ่งคงจะสังเกตเห็นเพราะเธอเบรกอีกฝ่ายเอาไว้ทันที “อุ๊ยยังบ่ได้บอกว่าได้เน่อ เตรียมใจว่าจะบ่ได้เอาไว้ด้วยเน่อ”

“แหม อุ๊ยสายก็ไม่เห็นต้องพูดแบบนั้นเลยนี่ครับ จริงจังมากเดี๋ยวแก่เร็วนะ.....”

“เงียบไปเลยจ้าด” ผู้ถูกล้อหันขวับมาแยกเขี้ยวใส่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในห้องประชุม ขณะอีกหลายสาวยกเว้นราชินีตานีหัวเราะกันคิกคัก ปื้นสีชมพูจางๆ ปรากฏขึ้นบนแก้มขาวของวิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาว แต่เธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจังเช่นเดิม “เอาล่ะ เรื่องผู้ชุมนุมก็จบเท่านี้ มีผู้ได๋มีคำถามหรืออะหยังก่อ”

 

ดวงตาสีดำประกายแดงกวาดมององค์ประชุมรอบโต๊ะ เมื่อเห็นว่าทุกคนและทุกตนเงียบก็พยักหน้า

 

“ถ้าจะอั้นขอปิดการประชุมเรื่องที่หนึ่ง เรื่องที่สองเป็นเรื่องภายในเกี่ยวกับแผนการหลังจากนี้ เพราะจะอั้นอุ๊ยขอหื้อดาว แพรว แก้วแล้วก็แพรออกไปก่อนเน่อ แล้วก็ สุมาเน่อ อุ๊ยฮู้ว่าน่าจะง่วงกัน แต่ช่วยรบกวนลงไปเรียกสามคนที่เฝ้าผู้ชุมนุมอยู่ขึ้นมา แล้วก็ช่วยเฝ้ายามแทนหมู่เปิ้นทีได้ก่อ”

“ได้ค่ะ” ดาวตอบหลังจากเงียบมาแทบจะตลอดการประชุม

“ถ้ามีอะหยังก็หื้อแพรวเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นมาบอกละกันเน่อ ขอบคุณมาก”

“ค่ะ”

 

“น่าอิจฉาจังเลยแก้ว” แพรเอ่ยขึ้นขณะลงบันไดจากชั้นสองลงไปยังพื้นโรงเก็บเครื่องบินที่ชั้นล่าง แววเสียดายเจืออยู่ในน้ำเสียงชัดเจน“เราอยากอยู่ช่วยพวกกล้ายแบบแก้วจังเลย”

“นั่นสิ” หญิงสาวหน้าเคร่งเออออด้วย “พี่ก็อยากช่วยเหมือนกันนะ”

“อยากช่วยหรืออยากอยู่กับหนุ่มคนนั้นหือดาว.....” ผีสาวผู้มีเชือกคล้องคอหยอกด้วยสีหน้าที่ทำเอาดาวอยากกระชากเชือกขึ้นมาตงิดๆ

“ตลก เราไม่ได้ชอบมันสักหน่อย”

“พูดแบบนี้เดี๋ยวจ้าดก็ร้องไห้หรอกพี่.....”

“นั่นสิคะพี่ มองๆมันหน่อยก็ได้นะ.....” สาวแว่นทวินเทลหัวเราะก่อนจะกลับเข้าเรื่อง “แต่เรื่องอยู่ที่นี่ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้นะ”

“ได้อยู่แล้วแหละเราว่า” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำถอนหายใจเฮือก “เราสิ จะได้กลับมาแบบที่กล้วยบอกรึเปล่าเถอะ..... จะต้องโดนลบความทรงจำเรื่องของพวกกล้ายรึเปล่ายังไม่รู้เลย”

“ไม่น่าหรอกมั้ง ยังไงพวกกล้วยเขาก็น่าจะช่วยเราแหละ” แก้วตอบ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะบิดเป็นรอยยิ้มหวานเย็นที่ทำเอาสาวแว่นผู้น่ารักถอยกรูด “ว่าแต่แพรพูดถึงกล้ายก่อนทุกทีเลยนะ คิดอะไรกับเขารึเปล่าเนี่ย ตอนไปทริปก็โดนทำแบบนั้นมาด้วย ติดใจเหรอ.....”

“บ้า เราไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ” แพรตีหลังเพื่อนสาวไปเบาๆหนึ่งเผียะ แก้มขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพู “ก็เราภาคยานยนต์ก็ต้องสนิทกับกล้ายมากกว่าอยู่แล้วสิ จะเรียกชื่อเขาก่อนก็ไม่เห็นแปลก”

“จริงเหรอ.....” รอยยิ้มหวานเย็นชวนขนลุกยังทาบอยู่บนปากสาวแว่นทวินเทล

“นี่อยากจะให้เราตอบว่าจริงให้ได้ใช่มั้ยเนี่ย !?

“แหมๆ อย่าเพิ่งงอนน่า” แก้วรีบปลอบเมื่อเห็นเพื่อนสาวทำแก้มป่องอย่างหงุดหงิด “ไม่เห็นต้องโกรธเลยนี่นา หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง....”

 

“ฉันกำลังท้องร้อง อ้อนวอนเธอพาไป ไปร้านไหนก็ได้ ที่พอจะกินไหว.....”

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อสเวตเตอร์ขัดจังหวะการหยอกแกมปลอบของสาวแว่นทวินเทล เธอหยิบขึ้นมาดู แล้วดวงตาคู่สวยหลังแว่นกรอบลายไม้ก็มีอันต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าผู้ที่โทรมาคือใคร

 

“พ่อเราโทรมา !

“หา !?” จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เหตุผลของการหาในครั้งนี้คือเป็นกังวลแทนเพื่อนและรุ่นน้องสาวว่าจะคุยกับพ่อยังไงเสียมากกว่า

“เดินกันไปก่อนเลยก็ได้ค่ะพี่ดาวพี่แพรว เดี๋ยวแก้วเดินตามไปเอง”

“อื้ม”

 

“พ่อว่าไงบ้างแก้ว” แพรเอ่ยถามเมื่อเพื่อนสาวเดินตามมาสมทบที่ลานจอดเครื่องบินในอีกหลายนาทีต่อมา เสียงของเธอสูงขึ้นในประโยคต่อมาเมื่อเห็นแววอะไรบางอย่างบนใบหน้าของเพื่อนสาว “ทำไมหน้าซีดงั้นล่ะ พ่อเป็นอะไรรึเปล่า”

“อ๋อไม่เป็นไรๆ เราแค่หนาว” สาวแว่นคนสวยแห่งภาคอากาศยานปฏิเสธ “พ่อแม่เรายังอยู่บ้าน ปลอดภัยดี แต่เราบอกให้ออกจากเมืองมาแล้วล่ะ”

“โชคดีที่ปลอดภัย” ดาวถอนหายใจเฮือก “แล้วพวกท่านว่าอะไรแก้วบ้างรึเปล่า”

“ไม่ค่ะๆ”

“โอเค”

 

 

“เอ่อ..... หมิง เอาน้ำว้าน้ำไทขึ้นไปนอนก่อนดีมั้ย”

จ้าดเอ่ยขึ้นเมื่อสมิงสาวขึ้นมาถึงห้องประชุมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ในร่างเสือหิมะเชียงหลวง โดยมีตานีน้อยทั้งสองหลับสนิทนอนขวางลำอยู่บนหลัง หัวของน้ำว้าน้ำไทห้อยต่องแต่งลงมาคลอเคลียกับอกและท้องของรุ่นพี่สาว มองดูแล้วก็ไม่น่าจะสบายนักด้วยทั้งเลือดลงหัวและทั้งขนที่มีลายพาดกลอนที่ทิ่มอยู่กับแก้ม แต่เมื่อดูเวลาที่ล่วงเลยไปจนเกือบจะเที่ยงคืน แถมยังเป็นวันที่มีเรื่องให้เครียดตลอดทั้งวันแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะหลับกันเหมือนถ่านหมดขนาดนั้น

 

“บ่ต้องขึ้นไปหรอก” สายยกมือห้าม “หื้อเปิ้นนอนกับเก้าอี้ก่อนดีกว่า จะได้บ่เสียเวลา ทุกตนจะได้นอนกันเร็วขึ้นด้วย”

“ค่ะ”

 

กล้ายกับจ้าดลุกไปช่วยอุ้มรุ่นน้องสาวทั้งสองจากหลังสัตว์ภูตสาวมานั่งบนเก้าอี้ ขณะหมิงเปลี่ยนกลับเป็นร่างมนุษย์ก่อนจะเดินมานั่งข้างเก้าอี้ของกล้าย เด็กสาวหน้าเสือสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นสายมองหน้าเธอยิ้มๆ

 

“เป็นหยังคะอุ๊ยสาย”

“หมิงก็ง่วงบ่นี่ ดูตาปรือๆ”

“บ่ง่วงค่ะบ่ง่วง ปกติอยู่แสนคำก็ล่าเหยื่อซ่วงนี้แหละค่ะ”

“จะอั้นก็ดี” สายพยักหน้า ก่อนที่เสียงของเธอจะเปลี่ยนกลับเป็นโหมดการประชุม “เอาล่ะ เรื่องต่อไปที่อยากจะประชุม คือแผนการของหมู่เฮาต่อจากนี้ว่าหมู่เฮาจะยะจะไดดี มีความคึดหันจะไดกันบ้าง”

“แล้วอุ๊ยสายคึดว่าจะไดเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดถามทันที

“อุ๊ยมีความหันของอุ๊ยอยู่ แต่อุ๊ยอยากฟังของทุกคนก่อน”

“ถ้าจะอั้น ข้าเจ้าขออู้ก่อนเน่อ” กล้วยกวาดมองรอบโต๊ะประชุมหนึ่งรอบ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านก็พูดต่อ “ข้าเจ้าคึดว่าหมู่เฮาจะอยู่จะอี้ต่อไปเรื่อยๆก็คงบ่ดีนัก เพราะถ้านางร่วมมือกับประจิมแต๊ๆ บ่ช้าก็เร็วหมู่เปิ้นต้องฮู้ว่าหมู่เฮาอยู่ที่นี่แน่นอน หรือถึงบ่ได้ร่วมมือกัน หมู่เฮาก็บ่ควรปล่อยหื้อประจิมอยู่ในอำนาจจะอี้ต่อไป เพราะเปิ้นบ่น่าจะหยุดแค่นี้แน่”

“ปัญหาสำคัญคือตอนนี้พวกเฮาบ่มีอาวุธหรือกำลังคนสิไปสู้กับเปิ้นแม่นบ่” หมิงถาม ราชินีตานีตอบด้วยการพยักหน้า

“แล้วศัตรูของหมู่เฮาตอนนี้ก็เป็นมนุษย์ด้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเสริมเสียงหนัก “ถ้าทำร้ายมนุษย์ได้มีปัญหาใหญ่กันแน่ ยิ่งยมทูตจ้องจะเอาเรื่องหมู่เฮาจะอั้นด้วยแล้ว”

 

เงียบกันไปอึดใจใหญ่ ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะเอ่ยขึ้นช้าๆ

 

“แล้วถ้าไม่ต้องทำร้าย แต่ให้ข้อมูลล่ะ”

“หมายความว่าจะได”

 

กล้ายหันขวับทันที ตรงกันข้ามกับกล้วยที่นั่งนิ่งราวกับเสียงของเขาไม่เข้าหูเลยแม้แต่น้อย แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็กลืนความเจ็บปวดลงคอก่อนจะอธิบาย

 

“ก็เหมือนที่ประจิมทำกับเราไง มันใช้สื่อในการให้ข้อมูลผิดๆ แล้วก็พยายามชักจูงคนให้เห็นว่าตานีอันตราย แต่ถ้าเราเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับตานี หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็หาข้อมูลที่เปิดโปงแผนการของประจิมได้ คนที่หลงเชื่อประจิมก็น่าจะลดลง อาจจะไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็จะได้มีอำนาจต่อรองมากขึ้นนะ และผลพลอยได้ก็คือได้รู้ความเคลื่อนไหวของประจิมด้วย จะได้รับมือถูก”

“ชาวเมืองบ่เชื่อ” ตานีสาวหน้าจืดพูดห้วนๆ หลานชายหมอผีใหญ่จับได้ว่าน้ำเสียงของเธอมีมากกว่าความหมางเมิน มันมีความขมขื่นเจืออยู่ด้วย แต่ความขมขื่นนั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับเขา “ส่วนข้อหลังก็เป็นเรื่องดี ข้าเจ้าก็คึดจะอั้น แต่หมู่เฮาบ่มีข้อมูล ยกเว้นจะมีผู้ได๋แฝงตัวเข้าไป”

“แฝงตัวเข้าไปก๋า ก็เป็นความคึดที่ดีเน่อ” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวพยักหน้า แต่ก็ขมวดคิ้วไปพร้อมๆกัน “แต่ปัญหาคือผู้ได๋จะยะได้ ในเมื่อประจิมฮู้จักหน้าหมู่เฮากันหมดแล้ว”

“ประจิมยังไม่เคยเห็นหน้าเดือนค่ะ” คำตอบของผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าดึงสายตาทุกคู่ให้มองมายังเธอเป็นตาเดียว

“แต่เอื้อยเดือนเคยโดนวิญญาณประจำตัวประจิมตามล่าแล้วบ่แม่นกาเจ้า”

“ตอนนั้นวิญญาณที่เป็นบอดี้การ์ดของมันจับได้ว่าพี่แอบดู แต่ไม่มีตนไหนเห็นหน้าพี่” เดือนตอบ “แล้วสามตนที่ไล่ตามมาก็โดนยิงไปหมดแล้วนี่”

“ถ้าจะอั้นก็แค่ไปแอบดูเหมือนเดิมบ่ดีกว่ากาเจ้า” เด็กสาวผมหางม้าท้วง “น่าจะปลอดภัยกว่าด้วย ถ้าแฝงตัวเข้าไปจะหนีจะอะหยังก็ยากเน่อเจ้า”

“แต่ถ้าแฝงตัวเข้าไปก็จะได้ความลับที่ลึกกว่านะ” ผีสาวคนสวยแย้ง “ถ้าแอบดู อย่างมากก็ได้แค่ดักฟังหรือแอบถ่ายรูปนอกสถานที่ แต่ถ้าอยู่ในอาคาร หรือข้อมูลพวกเอกสารนี่แทบบ่มีทางล้วงได้เลยเน่อ”

“มันจะไม่อันตรายเกินไปเหรอคะพี่.... เอ่อ.... น้าเดือน”

“เรียกพี่ก็ได้ มีจ้าดคนเดียวแหละที่เรียกพี่น้า” เดือนยิ้มให้รุ่นน้องสาวผู้มาใหม่ก่อนจะตอบ “ถามว่าอันตรายเกินไปมั้ย ก็อาจจะอันตรายอยู่ แต่คงไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตายขนาดนั้น ยังไงถ้าคับขันขึ้นมาพี่ก็พอจะหาทางเล็ดลอดออกมาได้อยู่แล้ว เท่าที่ลองคิดถึงความเสี่ยงแล้ว ค่าของข้อมูลที่ได้มาน่าจะคุ้มเกินคุ้มแหละ”

“แล้วเดือนจะเข้าไปในฐานะอะหยัง” อดีตพันเอกสาวถามบ้าง “อุ๊ยบ่คึดว่าจู่ๆประจิมจะหื้อวิญญาณที่ได๋ก็บ่ฮู้ไปอยู่ใกล้ตัวจะอั้นหรอกเน่อ ยิ่งสถานการณ์จะอี้ด้วย”

“จากที่ติดตามมาก่อนหน้านี้ ประจิมอยากได้วิญญาณมาเป็นพวกตลอดแหละค่ะ” วิญญาณสาวคนสวยตอบอย่างมั่นใจ “วิญญาณร้ายที่คิดว่าตัวเองเสี่ยงจะโดนตานีเก็บก็เข้าไปหามันกันเยอะอยู่ค่ะ”

“อืม.... แบบนี้มันน่าสงสัยแฮะ” หลานชายหมอผีใหญ่ยกมือขึ้นจับคางอย่างครุ่นคิด “ประจิมจะต้องการวิญญาณไปทำอะไรมากมาย แบบนี้ที่ว่าประจิมมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังผีร้ายหรือพวกนางก็ฟังขึ้นอยู่นะครับ”

“ก็น่าคึด” สายพรมนิ้วพิมพ์มันลงในแลปทอปที่วางอยู่เบื้องหน้า “แต่ตอนนี้เอาเรื่องสืบความลับนี่ก่อน แล้วถ้าประจิมบ่รับเดือนล่ะ จะยะจะได เพราะเดือนเองก็.... ดูบ่น่าจะมีความสามารถอะหยังหื้อเปิ้นใช้งานเท่าได๋”

“ถ้าเป็นงั้นจริงๆ เดี๋ยวเดือนไปตีสนิทบอดี้การ์ดสองตนที่มันมีอยู่ก็ได้ น่าจะได้ความลับอะไรมาบ้างแหละค่ะ”

“จะดีกาเจ้าเอื้อยเดือน” กล้วยมีสีหน้าเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด “ข้าเจ้าบ่อยากหื้อเอื้อยเดือนเอาตัวไปแลกเพื่อหมู่เฮาเน่อเจ้า”

“โอ๊ย ไม่ต้องห่วงหรอกกล้วย ไม่ถึงตัวพี่หรอก ยังไงพี่ก็เลือกนะ” ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ตอบกลั่วหัวเราะก่อนจะหันไปหาสาย “ว่าไงคะอุ๊ยสาย ยังไงลองดูก่อนก็ได้นะคะ ไม่น่าจะเสียหายอะไร ยังไงถ้ามันดูอันตรายเดือนก็ไม่ฝืนอยู่หรอกค่ะ”

“อุ๊ยก็ยังบ่ค่อยหันด้วยอยู่ดี....”

 

สายถอนหายใจหนัก จริงอยู่หากสำเร็จ ปฏิบัติการครั้งนี้อาจทำให้เธอชนะสงครามครั้งนี้ได้ทันที แต่ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ก็เท่ากับต้องเสียกำลังพลอันแสนสำคัญในยามนี้ไปอีกหนึ่งตนฟรีๆ และเธอก็ไม่อยากเสียกำลังพลไปอีกแล้ว โดยเฉพาะเดือนผู้แทบจะตัวติดกับเธอมาตลอดนานนับเดือน

 

“ท่านกล้วยว่าจะได” หญิงสาวหน้าหวานตัดสินใจขอความเห็นลูกศิษย์สาว “เรื่องนี้อุ๊ยหื้อท่านกล้วยตัดสินใจ”

“เอื้อยเดือนแน่ใจเท่าได๋เจ้าว่าจะบ่เป็นอันตราย” เด็กสาวหน้าจืดหันไปถามผีสาวคนสวย ดวงตาสีดำประกายเขียวจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำประกายแดงของอีกฝ่าย

“แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์” เดือนตอบหนักแน่น “พี่ก็ไม่ได้อยากจะสลายไปหรอกนะ”

 

กล้วยยังจ้องฝ่ายตรงข้ามอยู่อีกอึดใจใหญ่ แต่เมื่อเห็นแววแน่วแน่ในดวงตาของอีกฝ่าย และชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในหัวอย่างรวดเร็วแล้ว เธอก็พยักหน้า

 

“ถ้าเอื้อยเดือนแน่ใจจะอั้น ก็ได้เจ้า ขอบคุณมากเน่อเจ้าที่ยะเพื่อหมู่เฮาขนาดนี้”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่ากล้วย” หญิงสาวตอบยิ้มๆ “กล้วยเคยไว้ชีวิตพี่หนนึง ก็ถือว่าคราวนี้เป็นการตอบแทนละกัน”

“ถ้าตัดสินใจจะอั้นแล้วก็คงห้ามบ่ได้ล่ะเน่อ” สายถอนหายใจ “แล้วจะไปเมื่อได๋”

“เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ ถ้าพรุ่งนี้ไปได้ก็ไปพรุ่งนี้เลย”

“จังซั่นเลยบ่เอื้อยเดือน”

“จังซี่แหละ” เดือนตอบกลั้วหัวเราะ

“ถ้างั้นเดี๋ยวข้าจะช่วยเตรียมพวกอุปกรณ์ที่จำเป็นหื้อละกันเน่อเอื้อยเดือน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอาสา “อุ๊ยสาย อุ๊ยสายยังมีอุปกรณ์เก็บอาวุธแบบที่เคยหื้อกล้วยไว้อยู่ก่อเจ้า เอาหื้อเอื้อยเดือนได้ก่อ”

“อุปกรณ์เก็บอาวุธ ? อ๋อ” ต้องใช้เวลาเล็กน้อยกว่าอดีตพันเอกสาวจะจำของที่เธอให้ไว้ตั้งแต่ก่อนถูกยิงเมื่อปีที่แล้วได้ “มีอยู่อันเดียว”

“อ้าว.....”

“แต่แบบแปลนยังมีอยู่ ท่านกล้ายเอาอันเก่าหื้อเดือนก็ได้ อีกอย่างตอนนี้หมู่เฮาทางนี้ก็บ่น่าจะจำเป็นต้องใช้ อย่างน้อยก็สักระยะหนึ่งแหละ”

“มันคืออะไรเหรอคะ” เดือนเอียงคอน้อยๆ

“เป็นที่เก็บของเจ้า อันแค่นี้” ราชินีตานียกมือขึ้นแสดงขนาดให้รุ่นพี่สาวดู “แต่เก็บอาวุธหนักๆได้แม้กระทั่งปืนใหญ่เลยเจ้า เอื้อยเดือนน่าจะเอาไว้เก็บอุปกรณ์สื่อสารหรือเครื่องมืออะหยังได้ แล้วเท่าที่เคยไปโลกหลังความตายมา วิญญาณหรือปีศาจทั่วไปก็บ่ฮู้จักอุปกรณ์นี้ด้วย เอื้อยเดือนจะได้เสี่ยงน้อยลง”

“อ๋อ ขอบคุณมากนะกล้วย” ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้ายิ้ม “ถ้างั้นก็ รบกวนกล้วยกับกล้ายช่วยเตรียมอุปกรณ์ให้ด้วยนะ ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องคืนนี้ก็ได้”

“บ่เป็นอะหยังเจ้า หมู่เฮายังมีแรงเหลือ”

“โอเค งั้นก็ได้ ขอบคุณมากนะ”

“แต่จังซี่ก็แปลว่าพวกเฮาสิได้อยู่กับเอื้อยเดือนคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วบ่.....” สมิงสาวหน้าละห้อย

“แหม อย่าพูดเหมือนพี่จะไปแล้วไปลับงั้นสิ” เดือนตอบกลั้วหัวเราะ “เดี๋ยวจบเรื่องนี้พี่ก็กลับมาน่า”

“แต่มันก็อันตรายนี่....”

“โอ๊ย บ่าสมิงบ้าพลังนี่ !” ตานีสาวผมหางม้าทนไม่ไหวแหวใส่เพื่อนสาวเสียงเขียว “เปิ้นอู้ว่าบ่เป็นอะหยังก็บ่เป็นอะหยังสิ จะแช่งเปิ้นก๋า !?

“บ่ได้แช่ง แต่เป็นห่วง.....”

“เอาน่า พี่ไม่เป็นไรหรอก”

“จะอั้นก็ตกลงตามนี้” สายสรุป เธอเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือเล็กน้อย เที่ยงคืนจะครึ่งแล้ว กล้วยกับกล้ายยังต้องช่วยเดือนเตรียมอุปกรณ์อีก ปล่อยให้การประชุมยืดเยื้อต่อไปคงไม่ดีนัก “แผนการต่อจากนี้ไว้รอข้อมูลเพิ่มเติมจากเดือนก่อนละกันเน่อ”

“เจ้า”

“ค่ะ”

“ครับ”

“ผู้ได๋มีคำถามอะหยังอีกก่อ” วิญญาณสาวหน้าหวานมองซ้ายมองขวาก่อนจะพูดต่อ “ถ้าบ่มี ก็ขอปิดการประชุมเท่านี้ ขอบคุณมากสำหรับปฏิบัติการในวันนี้เน่อ ทุกคนเยี่ยมมาก ฟ้าด้วย”

“อ๊ะ นิดนึงค่ะอุ๊ยสาย” สาวหมัดเหล็กพูดเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ฟ้าจะนอนที่ไหนคะ คนอื่นๆด้วย”

“เอ้อ สุมาเน่อ อุ๊ยก็ลืมไปเหมือนกัน” อดีตพันเอกสาวผู้ทำท่าจะลุกจากเก้าอี้ที่หัวโต๊ะทิ้งตัวกลับลงไปนั่งอีกครั้ง “ฟ้า แก้ว แพร แล้วก็ดาวกับแพรวนอนที่ห้องว่างก็ได้ เดี๋ยวอุ๊ยพาไป ส่วนผู้ชุมนุมคนอื่น.... อาจจะหนาวหน่อย แต่คงต้องหื้อนอนที่พื้นโรงเก็บเครื่องบิน อุ๊ยบ่อยากหื้อหมู่เปิ้นหันอะหยังมากกว่านี้ เดี๋ยวอุ๊ยเอาเครื่องทำความร้อนลงไปหื้ออีกที”

“ค่ะ”

“เอาล่ะ บ่มีอะหยังแล้วแม่นก่อ” สายถามย้ำอีกครั้ง แต่เธอก็นึกอีกเรื่องหนึ่งออก “เอ้อ แล้วก็ ท่านกล้วย จะติดต่อสาวทอผ้าไหมเมื่อได๋”

“พรุ่งนี้เช้าเลยเจ้า แล้วเดี๋ยวเอาทิลต์โรเตอร์บินไปส่ง”

“โอเค ถ้าจะอั้นก็ ปิดประชุม” หญิงสาวหน้าหวานลุกขึ้นยืนอีกครั้ง “แล้วก็รีบนอนกันเน่อ ท่านกล้วยท่านกล้ายกับเดือน เตรียมของเสร็จก็รีบนอนด้วย เดี๋ยวพลังงานวิญญาณจะฟื้นฟูบ่เต็มที่”

“เจ้า”

 

เหล่าองค์ประชุมจากสี่เผ่าพันธุ์เดินสะโหลสะเหลออกจากห้อง ทั้งง่วง ทั้งด้วยเหน็บที่กินก้นจากการนั่งกันมาเกือบสองชั่วโมง เดือนผู้เดินรั้งท้ายอดเหลียวหลังไปมองห้องประชุมอย่างอาลัยไม่ได้ แม้เธอจะพูดให้ความมั่นใจกับคนและตนอื่นๆไปแบบนั้น แต่ในใจก็กังวลไม่แพ้กล้วยหรือหมิงเลย หญิงสาวรู้ดีว่าเธอกำลังเดินตรงเข้าไปในถ้ำเสือ ไม่ใช่เสือธรรมดา หากเป็นเสือเขี้ยวดาบที่กัดครั้งเดียวก็คงทะลุแกนวิญญาณเธอได้สบายๆ ยิ่งถ้าประจิมมีนางร่วมมือด้วยแล้วล่ะก็ ถ้ำแห่งนี้ก็ไม่ได้มีแค่เสือ หากมีค้างคาวติดโรคพิษสุนัขบ้าแถมอีโบลาพ่วงมาเสียด้วย แล้วเธอจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้หรือเปล่าหนอ.....

 

 

ที่ทำการพรรคเวียงตานก้าวหน้ายังคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คนเหมือนเช่นเคย โดยเฉพาะเมื่อยามนี้หัวหน้าพรรคมีทั้งอำนาจและคะแนนนิยมสูงสุดอยู่ในมือ บ้างเป็นนักการเมือง บ้างเป็นเจ้าของหรือทีมของบริษัท และบ้างก็เป็นตำรวจทหาร ทุกคนต่างยิ้มแย้ม ประนมมือไหว้กันราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ผู้มีบุญคุณกันมาแต่ปางก่อน บางคนมาเพียงเพื่อเยี่ยมคารวะ บางคนมีของติดไม้ติดมือมาฝาก แต่อีกบางคนก็ไม่มีของ หากมีซองเอกสารทั้งหนาทั้งบางสอดอยู่ในกระเป๋าที่ล็อกอย่างแน่นหนา และหากพวกเขาทำให้ท่านหัวหน้าพรรคผู้ถูกยกย่องให้เป็นผู้นำสูงสุดของรัฐเวียงตาน หรือคณะรัฐมนตรีของเขายอมเซ็นชื่อลงในเอกสารเหล่านี้ได้ ความมั่งคั่งและเงินมหาศาลก็จะเป็นของพวกเขาและบริษัทของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

แต่ชั้นบนสุดอันเป็นห้องทำงานของประจิมกลับเงียบสนิทจนแทบจะกลายเป็นเงียบสงัด สิ่งที่เคลื่อนไหว นอกจากนักการเมืองวัยกลางคนในห้องทำงานก็มีเพียงวิญญาณร่างใหญ่มหึมาราวกับยักษ์ปักหลั่นสี่ตนที่เดินวนเวียนอยู่รอบชั้นเท่านั้น

 

แต่แล้ว ความเงียบสงัดนั้นก็ขาดสะบั้นลงเมื่อจู่ๆ วิญญาณร่างยักษ์ตนหนึ่งก็ตะคอกเสียงดังก้องไปทั้งชั้น

 

“นั่นใคร !?

 

เป้าหมายของคำถามคือวิญญาณหญิงสาวร่างเล็กตนหนึ่งในเสื้อกันหนาวหนาเตอะทีเพิ่งจะลอยผ่านกระจกเข้ามา เธอสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ลอยเข้ามาหาฝ่ายตรงข้ามอย่างนิ่มนวล ใบหน้าสะสวยเหมือนนางแบบเอียงน้อยๆตามลำคอ ริมฝีปากโปรยยิ้มสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยถามเสียงหวาน

 

“ฉันจะมาหาประจิม บัญชรศิลป์ค่ะ ฉันมีเรื่องอยากให้เขาช่วย” เดือนท่องบทตามที่เธอเคยได้ยินจากวิญญาณตนอื่นก่อนหน้านี้

“เธอเป็นใคร มาจากไหน” วิญญาณร่างยักษ์ถามกลับเสียงห้วนระคายหู ดูเหมือนยิ้มของเธอจะไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก

“ฉันชื่อสุภัชญา พบองค์อินทร์ค่ะ เป็นวิญญาณเร่ร่อน” ผีสาวบอกประวัติปลอมที่เธอช่วยกันแต่งกับกล้วยและกล้ายเมื่อคืนระหว่างเตรียมของกันอยู่ “แต่ระยะหลังมานี้เพื่อนฉันโดนตานียิงไปไม่รู้กี่ตน ฉันกลัวจะถูกยิงด้วย พอดีได้ยินว่าประจิมเคยช่วยวิญญาณแบบฉันมาหลายตน เลยอยากจะขอให้เขาช่วยด้วยค่ะ”

“ถ้ามาเรื่องนั้นก็กลับไปซะ”

“ทำไมล่ะคะ” หญิงสาวคนสวยพยายามคุมเสียงให้เรียบ แต่ในอกใจหายวาบ แผนจะล่มตั้งแต่ขั้นแรกเลยหรือนี่

“เธอไม่รู้เลยรึไงว่าตานีไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว และจะไม่กลับมาอีกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามาเพราะกลัวตานี ก็กลับไปซะ”

“ไม่ใช่แค่ตานีค่ะ หมอผีอื่นๆก็ด้วย” เดือนไม่ยอมแพ้ “ยิ่งพักหลังหมอผีเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ฉันยังไม่อยากโดนปราบจนแตกสลายไปนะคะ”

 

“มีอะไรกัน”

บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยวิญญาณร่างยักษ์อีกตนที่กึ่งเดินกึ่งลอยเข้ามาหา ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าถึงกับหนาวสันหลังเยือกเมื่อเห็นหน้าของมัน วิญญาณตนที่เห็นเธอเมื่อคืนก่อนที่เธอจะไปหาพวกกล้วยนั่นเอง

 

“ผีตนนี้อยากจะพบท่านประจิม แต่เหตุผลคือกลัวตานีทำร้าย ข้าก็เลยไม่ให้พบ”

“อ้อ งั้นเหรอ” วิญญาณตนหลังพยักหน้าว่าเข้าใจก่อนจะหันกลับมาหาหญิงสาวคนสวย “ก็อย่างที่ว่า เธอกลับไป เอ๊ะ.....”

 

สันหลังที่เย็นวาบๆ เหมือนมีหนุ่มที่ไหนเอาน้ำแข็งมาถูอยู่แล้วของเดือนยิ่งลดอุณหภูมิลงอีกราวกับหนุ่มคนนั้นเปลี่ยนจากน้ำแข็งก้อนเป็นไนโตรเจนเหลวเมื่อวิญญาณผู้มาใหม่ขมวดคิ้วเขม้นมองหน้าเธอด้วยแววสงสัยระคนระแวง เธอแน่ใจว่าวันนั้นไม่มีวิญญาณตนไหนเห็นหน้าเธอ หรือว่าเธอจะแน่ใจแบบผิดๆมาโดยตลอด.....

 

“ผมคุ้นๆหน้าเธออยู่นะ เหมือนกับจะเคยเห็นที่ไหน แถวๆนี้....”

“ไม่หรอกมั้งคะ จำคนผิดรึเปล่า” สายลับมือใหม่หัวเราะแก้เก้อ โชคดีที่เธอเป็นผีจึงไม่มีเหงื่อ หากเป็นมนุษย์ อีกฝ่ายคงจับได้จากเหงื่อกาฬที่แตกพลั่กๆแล้ว

“ไม่นะ ผมจำใครผมจำแม่น” วิญญาณร่างยักษ์ตอบช้าๆ ขณะความระแวงในแววตาเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ “เหมือนจะเคยมาแอบ....”

 

“อะหยังกัน”

อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลังทำเอาเดือนสะดุ้ง เธอหันขวับ แล้วสีเลือดที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดบนใบหน้าของเธอก็หายวับไปในฉับพลันเมื่อเห็นว่าผู้อยู่เบื้องหน้าเป็นใคร แม้เธอจะยังไม่เคยเจอตัวจริง แต่ก็เคยเห็นรูปถ่ายที่กล้วยและกล้ายเอามาให้ดูอยู่หลายครั้ง และเมื่อเห็นวิญญาณร่างยักษ์ทั้งสองยืนตรงวันทยหัตถ์แสดงความเคารพจากทางหางตาหญิงสาวก็ยิ่งมั่นใจ เธอเจอค้างคาวติดเชื้อพิษสุนัขบ้าและอีโบล่าเข้าให้แล้ว อย่างจังเบ้อเร่อเสียด้วย

 

“วิญญาณตนนี้จะมาหาท่านประจิม บอกว่าอยากให้ช่วยครับ”

“แต่ผมคุ้นๆหน้า เหมือนจะเคยเห็นว่าเมื่อก่อนเคยมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ ไม่น่าไว้ใจครับผม”

“อ้อ จะอั้นกา” นางพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเลื่อนสายตามามองเดือนผู้ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆวิญญาณร่างยักษ์ทั้งสอง “มีอะหยังจะหื้อประจิมช่วยกา บอกข้าก่อนก็ได้ ข้ากำลังจะเข้าไปหาประจิมพอดี”

“คือ..... ฉันเป็นวิญญาณเร่ร่อน พักหลังนี่ เอ่อ.... เพื่อนฉันโดนตานีแล้วก็หมอผีกำจัดไปหลายราย ฉันเลย.... อยากจะมาขอความช่วยเหลือจากประจิม.....”

 

ไขสันหลังของเดือนยิ่งลดอุณหภูมิจนแทบเหลือศูนย์องศาสัมบูรณ์เมื่อดวงตากลมโตเหมือนเนื้อทรายของตานีสาวเบื้องหน้าหรี่ลง ทำไมเธอถึงโชคร้ายอย่างนี้หนอ.....

 

แต่คำตอบของเด็กสาวคนสวยกลับทำให้เธอแทบจะอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู

 

“เข้าใจแล้ว ตามข้ามา”

“แต่ท่านนาง ผมว่าไม่น่าไว้ใจ.....”

“ข้าไว้ใจ” นางตอบกลับด้วยเสียงเย็นเยียบที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเงียบทันที ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้วิญญาณสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้า “ไปเจ้า ไปหาประจิมกัน”

“อะ..... อื้ม”

 

หญิงสาวคนสวยเดินตามเด็กสาวผู้สวยกว่าเธอไปอย่างงุนงง นางรู้หรือเปล่าว่าเธอเป็นพวกกล้วย ดูจากสายตาเธอเมื่อครู่ ตานีสาวน่าจะรู้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีทางไว้ใจเธอพอจะให้เข้าใกล้ผู้นำสูงสุดแน่นอน แล้วทำไมเธอถึงทำแบบนี้เล่า หรือว่านี่จะเป็นแผนให้เธอตายใจกันแน่

 

“เอาล่ะ รอตรงนี้ก่อนเน่อเจ้า”

ยังไม่ทันหายงง เธอก็ต้องงงยิ่งกว่าเดิมเมื่อนางเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงามบานหนึ่ง ป้ายชื่อหน้าห้องยืนยันข้อสันนิษฐานของเดือน มันคือห้องทำงานของคนที่เธอตั้งใจจะมาสืบความลับนั่นเอง

 

“อ้าว เราไม่ได้จะเข้าไปหาประจิมกันเหรอ” วิญญาณสาวถาม เธอเพิ่งจะนึกได้เมื่อขาดคำว่าไม่ควรจะถามเลย แต่ดูเหมือนนางก็ไม่ได้ผิดสังเกตอะไร

“ยังเจ้า เดี๋ยวข้าเข้าไปหาเปิ้นเอง คุณรออยู่ตรงนี้แหละ”

 

ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์อ้าปากจะถามต่อ แต่เธอก็กลืนคำถามกลับลงคอไป ทั้งด้วยไม่อยากให้ดูน่าสงสัยไปมากกว่านี้ และด้วยนางหายเข้าไปในห้องประจิมเสียแล้ว แต่เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ตานีสาวคนสวยก็กลับออกมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอแดงกว่าตอนแรกเล็กน้อย และถ้าตาของเธอไม่ฝาด เดือนก็เห็นน้ำใสที่เอ่อคลออยู่ในดวงตากลมโตสีดำประกายเขียวคู่นั้น

 

“เอ่อ.... เป็นอะไรรึเปล่า เอ่อ....”

“บ่เป็นอะหยังเจ้า แค่คุยกันน่าเบื่อข้าเลยหาวเท่านั้นเอง” เด็กสาวทรงโตแก้เก้อพลางรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง “เอ้า ไปกันเถอะ”

“ไปไหน ?”

“เดี๋ยวคุณก็ฮู้เองเจ้า”

“เดี๋ยว !?

 

ดาวไม่มีแม้แต่เวลาจะคิดหาทางหนี หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้จับข้อมือเธอหมับ ก่อนที่ภาพรอบตัวจะหมุนติ้ว เธอรู้ดีว่ามันคือการเคลื่อนที่ในพริบตาด้วยเธอเองก็ทำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ปัญหาคือนางพาเธอไปไหน และจะทำอะไรกับเธอ.....

 

แต่คิดยังไม่ทันจบ ภาพรอบตัวก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อพบว่าตัวเองมายืนอยู่กลางหุบเขาที่มีหิมะปกคลุมหนาเตอะ แต่ความสงสัยก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวงในไม่กี่วินาทีต่อมา หรือว่านางจะพาเธอมาฆ่าทิ้งที่นี่.....

 

“ตามมาเจ้า”

หญิงสาวสะดุ้งเฮือกจนหิมะที่เท้ากระจายเมื่อเสียงของผู้ที่อาจจะเป็นฆาตกรของเธอดังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันขวับ แล้วก็เห็นนางกำลังเดินลุยหิมะมุ่งหน้าขึ้นเนินไปยังอาคารสองชั้นขนาดย่อมหลังหนึ่ง ไฟสีเหลืองมองเห็นได้ชัดตัดกับหิมะสีขาวและท้องฟ้าสีหม่น เงาคนที่ไหววูบอยู่ในอาคารหลังนั้นทำให้เธออุ่นใจขึ้นบ้างแม้จะเพียงน้อยนิด อย่างน้อยก็ไม่สลายไปตนเดียวโดยไม่มีพยานแหละ....

 

เดือนชั่งน้ำหนักทางเลือกของเธอในหัวอย่างรวดเร็ว หากเธอชิ่งหนีไปเสียตอนนี้เลยเธออาจจะไม่ต้องสลายไป แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่เธอจะไม่อาจสืบความลับของประจิมหรือข้าศึกของเธอได้อีกแล้ว และมันก็มีความเป็นไปได้อยู่บ้างที่นางหรือคนอื่นในฝ่ายประจิมจะติดตามตำแหน่งเธอไปจนถึงดอยสูง และเมื่อนั้นได้ล่มจมกันทั้งแก๊งแน่ แต่หากเธอตามนางไป แม้จะไม่น่าไว้ใจ แต่จากที่ดูสถานการณ์จนถึงตอนนี้ นางก็คงไม่ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ทำอะไรเธอในเร็วๆนี้ และหากตามตานีสาวไป เธออาจจะได้อะไรมาบ้างก็ได้ แล้วหลังจากนั้นถ้าเห็นจวนตัวค่อยหนีก็ยังไม่สาย

 

“ตามมาเจ้า หรืออยากจะยืนหนาวอยู่กลางหิมะ”

นางเรียกซ้ำ ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าจึงเดินตามเธอขึ้นไปยังอาคารหลังนั้น ตานีสาวคนสวยแนบมือเข้ากับเครื่องสแกนที่ข้างประตูเหล็ก มันเลื่อนเปิดออกทันที เผยให้เห็นห้องทำงานขนาดไม่กว้างนัก และเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับนางอีกสองตน ผมสีดำประกายเขียวและดวงตาสีเดียวกันบอกให้เดือนรู้ทันทีว่าพวกเธอเป็นตานี หรือว่านางจะพาเธอมาให้พวกรุมกันหนอ

 

“อ้าว นาง พาผู้ได๋มาด้วยเนี่ย” ตนหนึ่งที่ผมชี้ไปทุกทิศทุกทางเหมือนทุเรียนถามขึ้นก่อน

“ประจิมฝากมาหื้อดูแล” นางตอบ เธอถอดเสื้อกันหนาว เผยให้เห็นอกตู้มที่แม้แต่เดือนผู้ไม่ได้ขาดแคลนอะไรนักก็ยังอดมองอย่างอิจฉาไม่ได้ “ข้าว่าจะหื้อเปิ้นดูแลระบบคอมพิวเตอร์”

“อ้าว บ่ไว้ใจข้าแล้วก๋านาง” ตานีสาวหน้าอ่อนถักเปียยาวที่นั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานของเธอหน้าละห้อยขึ้นมาทันที

“บ่ๆ บ่แม่นจะอั้น” ตานีสาวคนสวยรีบปฏิเสธ “ข้าขอตัวเปิ้นมาช่วยเอื้องเท่านั้นเอง หันเอื้องยะการหนักก็เลยเป็นห่วง อีกอย่างข้าอยากหื้อเปิ้นดูเรื่องข้อมูลหื้อด้วย เอื้องก็บ่นๆอยู่บ่แม่นก๋าว่าข้อมูลเยอะจนปวดหัว”

“แต๊ก๋า ขอบคุณเน่อนาง” เอื้องยิ้มอย่างดีใจ ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าพอจะจับได้ว่าเธอคงไม่ได้คิดกับนางแค่เพื่อนแน่นอน

“เฮอะ หวานกันเข้าไป”

“แหวนบ้า อู้อะหยังน่ะ !?

“เอ้าๆ พอ ทะเลาะกันอีกแล้วสองตนนี่” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ห้ามศึก เดือนอดสงสารตานีสาวหน้าอ่อนไม่ได้เมื่อเห็นว่านางดูท่าจะไม่ได้สนใจอะไรเธอในแบบที่เธอสนใจนางเลย “เอื้อง ฝากสอนงานหื้อเปิ้นหน่อยเน่อ เปิ้นชื่อ..... ชื่ออะหยัง”

“ชื่อญาน่ะ” หญิงสาวบอกชื่อปลอมเหมือนตอนที่บอกวิญญาณร่างยักษ์ทั้งสอง “เอ่อ.... ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

“อื้ม เช่นกัน” เด็กสาวผมเปียยิ้ม “ข้าเอื้องเน่อ”

“ข้าก็ยังบ่ได้บอกชื่อนี่เน่อ นางเน่อ”

“แต่นาง จะอี้มันบ่ปลอดภัยเน่อ” ตานีหัวหนามผู้ยังไม่ได้บอกชื่อท้วงเพื่อนสาว “จู่ๆ เอาผู้ได๋ก็บ่ฮู้มาดูแลเรื่องข้อมูล แผนจะรั่วก็คราวนี้แหละ เปิ้นเป็นสายลับของกล้วยหรือเปล่าก็บ่ฮู้”

 

คำพูดของเด็กสาวหัวหนามทำเอาเดือนเย็นวาบอีกครั้ง แต่นางก็ทำให้เธออุ่นขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน

 

“ข้าบ่คึดจะอั้น ข้าดูเปิ้นแล้ว เปิ้นบ่แม่นสายลับแน่” นางตอบเสียงเรียบ “ดีกับเปิ้นเอาไว้ละกัน”

“ก็ได้” แหวนตอบอย่างเสียไม่ได้ “ข้าชื่อแหวน”

“อื้ม แหวน นาง เอื้อง”

“เอ้อ เอื้อง แหวน เดี๋ยวขอประชุมด้วยหน่อยเรื่องที่ไปอู้กับประจิมมาเมื่อกี้ ญาพักหรือหาอะหยังกินไปก่อนก็ได้เน่อ มีหม่าม้าอยู่ในครัว”

“อื้ม ขอบคุณนะ”

 

ตานีสาวทั้งสามเดินออกไปด้านหลังห้องทำงาน เดือนมองตามหลังพวกเธอไป ใจหนึ่งก็โล่งอกที่ความลับยังไม่แตก แต่อีกใจหนึ่งก็ระแวง จากที่ฟังกล้วยกับกล้ายมา ระดับนางไม่น่าจะไว้ใจใครง่ายๆแบบนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่น่าจะยืนยันหัวชนฝาทั้งที่เธอน่าสงสัยขนาดนี้ เท่านั้นไม่พอ ยังมอบหมายหน้าที่ที่สุ่มเสี่ยงที่สุดให้เสียด้วย คำถามเดิมกลับมาวนเวียนอยู่ในหัวของผีสาวอีกครั้ง เธอหลอกนางสำเร็จ หรือว่าเธอกำลังถูกหลอกกันแน่

 

แต่อย่างน้อย เธอก็ได้มาอยู่ในที่ที่เธอต้องการแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #127 รักต์ศรา (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 09:58
    สถานการณ์การเมืองตึงเครียดแฮะ 

    เดือนนี่ดูเหมือนเตรียมใจจะมาตาย(ฮีกรอบ)เลยแฮะ 

    รู้สึกว่าพวกนางเริ่มขัดแย้งกับประจิมเรื่อยๆ พิกล
    #127
    0