ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 88 : ความอัปยศที่ร่วงลงไปกองกับพื้นถนนอ้อมตาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “ริสต์แบนด์สีเขียวจ้า รายได้สมทบทุนกองทุนเพื่อนตานีจ้า !

            “เสื้อกันหนาวผู้สนับสนุนตานี ใครไม่มีตกเทรนด์นะครับ !

            “น้ำเปล่าเย็นๆฟรีเจ้า ทางนี้เลยเจ้า !

            “ข้าวกล่องค่า แจกฟรีให้เพื่อนๆคนรักตานีเลยค่า ไม่ต้องรีบนะคะ มีเป็นพันกล่องพอให้ทุกคนแน่ค่ะ !

            เสียงพ่อค้าแม่ค้า หรือพูดให้ถูกน่าจะเป็นผู้สมัครใจเอาของมาให้ดังกันเซ็งแซ่ ขณะคนค่อยๆทยอยกันเข้ามาในลานเอนกประสงค์อันกว้างใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะของสวนสาธารณะทุ่งไหหิน แม้ที่แห่งนี้จะเคยเป็นที่ชุมนุมอันทำให้เหล่าตานีผู้จากไปต้องหลั่งเลือด แต่วันนี้ทุกคนที่มามีจุดประสงค์เดียวกัน และเป็นจุดประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับการชุมนุมครั้งที่แล้วโดยสิ้นเชิง

 

            พวกเขามาเพื่อตานี

 

            หลายคนถือป้ายกระดาษ หลายคนถือป้ายผ้า และหลายคนก็จัดหนักเป็นป้ายพลาสติกแผ่นใหญ่ที่ติดเอาไว้กับท่อนไม้ยาว แม้จะรู้ดีว่าสถานการณ์ล่อแหลมเพียงใด แต่ใบหน้าของทุกคนก็ยิ้มแย้มเมื่อได้พบเจอคนที่มีความคิดเหมือนกัน ความคิดที่ว่าตานีไม่สมควรจะถูกขับไล่ออกไปราวกับปีศาจที่น่ารังเกียจ.....

 

            “ฟ้า ใช่มั้ย”

            เด็กสาวหน้าคมผู้กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการทบทวนแผนการเดินครั้งสุดท้ายอยู่ที่ริมด้านหนึ่งของลานสะดุ้งน้อยๆเมื่อเสียงไม่ค่อยคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง หันไปก็พบกับเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับเธอสองคนยืนยิ้มให้อยู่เบื้องหลัง ทั้งสองใส่เสื้อกันหนาวสีเขียวเหมือนผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ คนหนึ่งหน้าตาดูเคร่งเหมือนเด็กเรียนและสวมแว่นกรอบดำเหมือนแพรผู้นั่งอยู่ข้างๆเธอ ส่วนอีกคนหน้าสวยแบบหมวยๆ ที่ทำให้เธอนึกถึงหน้ากล้ายขึ้นมาอย่างประหลาด ผิวที่ขาวซีดกว่ามนุษย์ปกติและลำคอที่มีรอยแดงจากเชือกที่คล้องอยู่รอบทำให้ฟ้าพอจะมองออกว่าเธอเคยเป็นมนุษย์มาก่อน แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

 

            “อ้าว พี่ดาว” ก่อนที่เด็กสาวหน้าคมจะทันได้เอ่ยปากถามถึงตัวตนของอีกฝ่าย แพรก็ทักขึ้นเสียแล้ว

            “ใจร้าย ทักแต่ฟ้า ไม่ทักพวกเราเลย” สาวแว่นทวินเทลเสริมอย่างตัดพ้อ ทำเอาเด็กสาวหน้าเคร่งหัวเราะร่วน

            “เอ๊ะว่าแต่ พี่ดาวรู้จักฟ้าด้วยเหรอคะ ไม่น่าจะเคยเจอกันนี่ หรือว่าฟ้าเคยเจอ” เด็กสาวผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์หันมาถามเพื่อนสาวต่างมหาวิทยาลัย

            “ไม่เคย” ฟ้าส่ายหน้า “พี่รู้จักฟ้าได้ยังไงคะ ฟ้าไม่เคยลงรูปหรืออะไรในเพจ แล้วเท่าที่จำได้ฟ้าก็ไม่เคยเห็นหน้าพี่ด้วย”

            “พี่อยู่วิศวะตานนะคอนเหมือนพวกกล้วยกับจ้าด เป็นเพื่อนในสมุดหน้ากันด้วย เลยเห็นฟ้าขึ้นในแถบแนะนำเพื่อนบ่อยๆน่ะ” ดาวตอบ

            “ไม่ใช่แค่นั้นนะ” แพรเสริมกลั้วหัวเราะ “เท่าที่ได้ยินมาจากกล้าย จ้าดก็เคยจะจีบพี่เขาด้วยล่ะ”

            “เฮ้ยจริงง่ะ” ขากรรไกรของสาวหมัดเหล็กร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเล็กน้อย ขณะปื้นสีชมพูจางๆปรากฏขึ้นบนแก้มของรุ่นพี่สาวผู้ถูกพาดพิง เด็กสาวหน้าคมเหวี่ยงสายตาไปสแกนใบหน้าของเธออย่างรวดเร็ว หน้าไม่เห็นเหมือนเธอเลยสักนิด สเป็กจ้าดนี่เป็นยังไงของมันกันแน่นะ.....

            “เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปน่า” ดาวรีบพูดเมื่อเห็นรอยยิ้มหวานเย็นบนใบหน้าของรุ่นน้องสาวร่วมมหาวิทยาลัยทั้งสอง “พี่ชื่อดาวนะ แล้วนี่ก็เพื่อนพี่ชื่อแพรว”

            “ไม่ต้องสงสัยเรื่องเชือกนี่นะ พี่เป็นผี” ผีสาวหน้าหมวยรีบพูดดัก เธอไม่ชอบให้ใครมาถามเรื่องนี้นัก แต่รุ่นน้องสาวทั้งสามก็ดูท่าจะไม่ได้อยากรู้ หรือหากจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นรู้อยู่แล้ว

            “ยังไงก็ขอบคุณนะคะพี่ดาวที่อุตส่าห์มา พี่แพรวด้วย ทั้งๆที่สถานการณ์ล่อแหลมแบบนี้.....” แก้วค้อมหัวให้รุ่นพี่สาวน้อยๆ

            “สถานการณ์แบบนี้สิยิ่งต้องออกมา ถ้าไม่ออกตอนนี้แล้วจะออกตอนไหน” เสียงของสาวแว่นแห่งฝ่ายเชียร์จริงจังขึ้น ก่อนที่เธอจะหันมาหาฟ้า “ฟ้าพี่ขอเบอร์หรือไม่ก็เส้นสาย*ฟ้าไว้หน่อยได้มั้ย จะได้ติดต่อกันได้เผื่อต้องทำอะไรเกี่ยวกับตานีกัน”

            “อ๋อ ได้ค่ะๆ เดี๋ยวฟ้าเปิดคิวอาร์โค้ดให้” เด็กสาวควักโทรศัพท์ออกมาเลื่อนๆ กดๆ อยู่สองสามครั้ง “ได้ยังพี่”

            “ได้แล้ว ขอบคุณมากนะ”

            “ว่าแต่ชื่อเส้นสายฟ้านี่.....” ผีสาวหน้าหมวยหรี่ตามองหน้าจอโทรศัพท์ของเพื่อนสาวด้วยสายตาแปลกๆ

            หนูฟ้า ฆ่าหมีด้วยมือเปล่าน่ะเหรอคะ” แพรหัวเราะคิก “ฟ้าอาจจะทำได้จริงๆก็ได้นะคะ”

            “บ้า ทำงั้นได้ที่ไหนล่ะ” นักเรียนแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงตีเพื่อนสาวเบาๆ “หมีเวียงตานไม่ได้แน่ๆ ตัวใหญ่เกิน แต่ถ้าเป็นหมีป่าซางอาจจะได้นะ ตัวกลางๆ ขนาดกำลังพอกิน”

            “จะดีเหรอ......”

            “ฆ่าได้แบ่งให้พี่ด้วยละกันนะ พี่ชอบกินเนื้อหมีย่าง” ดาวรับมุกซะอย่างงั้น “เอ้อ เดี๋ยวพี่ขอไปหาข้าวเช้ากินก่อนได้มั้ย จะเดินหรือเริ่มทำอะไรก็บอกพี่ด้วยนะ เดี๋ยวพี่มาเดินด้วย”

            “ไม่ดีมั้งพี่” สาวหมัดเหล็กแย้ง “พวกฟ้าเป็นแกนนำต้องโดนหมายหัวแน่ แล้วฟ้าก็ไม่คิดว่าประจิมจะจัดการกับพวกเราอย่างสันติไปตลอดด้วย พี่ดาวกับพี่แพรวอยู่ห่างๆจากพวกฟ้าน่าจะดีกว่าค่ะ”

            “ถ้าเขาจะจัดการจริงๆ อยู่ตรงไหนของการชุมนุมก็โดนทั้งนั้นแหละ” เด็กสาวหน้าเคร่งตอบ “อย่างน้อยอยู่ใกล้ๆถ้าเกิดอะไรวุ่นวายขึ้นมาก็จะได้เกาะกลุ่มกันไว้ มีอะไรจะได้ช่วยกันคิดช่วยกันลุย”

            “แต่ว่า....”

            “พี่ดาวก็พูดถูกอยู่นะฟ้า” สาวแว่นทวินเทลพูดขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนสาวร่วมอุดมการณ์ยังทำท่าจะปฏิเสธ “อยู่ใกล้ๆกันนี่แหละ เผื่อถ้าเกิดโดนจับไปจะได้อยู่ด้วยกันไง”

            “คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง” ฟ้าหัวเราะ แต่ในใจภาวนาให้เพื่อนสาวพูดถูก

            “โอเค งั้นพวกพี่ไปก่อนนะ อย่าลืมบอกด้วยนะ”

            “ค่า.....”

 

            ดาวกับแพรวผละออกไปทางเต็นท์ร้านค้า ก่อนจะหายไปในกลุ่มฝูงชนที่เริ่มมากันเนืองแน่น สามสาวผู้ก่อตั้งเพจเรารักตานีกวาดมองจำนวนคนซึ่งบัดนี้น่าจะขึ้นหลักห้าพันแล้ว แม้จะมีตำรวจชุดปราบจลาจลพร้อมชุดเกราะ โล่และกระบองครบมือมายืนข่มขวัญอยู่ริมๆลานบ้าง แต่นั่นก็ไม่อาจดับความหวังที่ลุกโชนอยู่ในอกของเด็กสาวทั้งสามได้ แรกเริ่มที่ตั้งเพจมา พวกเธอไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่พวกเธอจะสามารถรวมผู้คนเพื่อทำอะไรสักอย่างให้กับเพื่อนที่เธอรัก และเผ่าพันธุ์ที่คอยดูแลพวกเธอมาตลอดได้จริงๆแบบนี้ และได้มากขนาดนี้....

 

            วันนี้พวกเธออาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างก็เป็นได้

 

 

            อดีตพันเอกสาวหน้าหวานยกถ้วยกาแฟขึ้นซดโฮกหนึ่ง ขณะดวงตาที่ส่องประกายสีแดงมองอย่างเหม่อลอยไปยังภาพไตเติ้ลข่าวรอบสิบโมงในหน้าจอแอลซีดีสี่สิบนิ้วของโทรทัศน์เบื้องหน้า

 

            นับตั้งแต่มาที่นี่ แต่ละวันก็ผ่านไปอย่างน่าเบื่อเหลือประมาณ ไม่มีอะไรให้ต้องกดดันหรือเสียใจกันอีกแล้วด้วยกองกำลังเวียงตานและประจิมดูจะไม่กระตือรือร้นในการตามหาพวกเธอเท่าไหร่นัก แต่นั่นก็แปลว่าพวกเธอไม่มีอะไรให้ทำเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หญิงสาวก็โน้มน้าวแกมบังคับให้เหล่าลูกศิษย์ออกไปฝึกยิงปืนและจำลองสถานการณ์รบข้างนอกกันทุกวันแม้จะรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์ ด้วยกำลังพลน้อยนิดไม่ถึงสิบที่เธอมีในตอนนี้ ต่อให้ฝึกรบจนเทพขนาดไหนก็ไม่มีทางรบชนะกองทัพเวียงตานที่มีกำลังพลมากกว่าหมื่นนายได้เลย แต่อย่างน้อยมันก็เป็นเพียงไม่กี่อย่างที่พวกเธอพอจะทำได้ในตอนนี้....

 

            ส่วนเธอก็ได้แต่นั่งติดตามสถานการณ์ทางตานนะคอนอยู่ในห้องกินข้าวอันมืดสลัวแห่งนี้

 

            “อุ๊ยสาย ดูข่าวเหรอคะ” เดือนลอยมานั่งลงบนโซฟาข้างๆรุ่นพี่ร่วมเผ่าพันธุ์

            “ฮื่อ” แม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกพึมพำในลำคอก่อนจะถามกลับ “เดือนไม่ไปฝึกกับหมู่ท่านกล้วยก๋า”

            “เดือนใช้อาวุธอะไรไม่เป็น ฝึกไปก็เป็นตัวถ่วงน้องๆเปล่าๆค่ะ สองสามวันที่ผ่านมาก็ได้แต่นั่งดูเหมือนกัน” ผีสาวคนสวยตอบ ก่อนจะหันกลับไปดูทีวีต่อ เธอเปรยเบาๆเมื่อเห็นหัวข้อข้าวที่มุมหน้าจอข้างผู้ประกาศข่าวสาว “ตานนะคอนมีชุมนุมอีกแล้วนะคะ”

            “นั่นสิ บ่จบบ่สิ้นกันสักที ขนาดหมู่เฮาออกมาแล้ว” สายถอนหายใจยาว “ฝ่ายต่อต้านก็ชุมนุมฉลอง ฝ่ายสนับสนุนก็ชุมนุมคัดค้านฝ่ายต่อต้าน จะชุมนุมกันไปยะหยัง ก็ฮู้ทั้งฮู้ว่าเปลี่ยนความคิดทั้งสภารัฐทั้งคนส่วนใหญ่บ่ได้”

            “เอาน่า อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกทางประชาติ๊บตายนะคะ” ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าพูดกลั้วหัวเราะ

            “ประชาติ๊บตายก็เรื่องนึง ข้าเจ้าย่านสองม๊อบนี้จะปะทะกันแล้วเกิดตายกันขึ้นมานี่สิ” อดีตพันเอกสาวตอบเสียงหนัก “บ่ต้องม็อบชนม็อบก็ได้ แค่ชุมนุมอย่างเดียวก็บ่ฮู้ประจิมจะสั่งหื้อตำรวจทหารมาจับหมู่เปิ้นก่อ สถานการณ์จะอี้อะหยังก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ”

            “แหม อย่ามองโลกในแง่ร้ายแบบนั้นสิคะ....”

            “เอ๊ะ !?

 

            เสียงของเดือนขาดหายไปในลำคอเมื่อจู่ๆคู่สนทนาของเธอก็อุทานเสียงดัง ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงจ้องเขม็งตรงไปยังจอโทรทัศน์ซึ่งกำลังแสดงภาพบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนตานี

 

            “มีอะไรเหรอคะ” ผีสาวคนสวยถามอย่างงุนงงระคนตกใจ

            “เมื่อกี้.... เหมือนหัน....”

 

            สายคว้ารีโมตมากดย้อนภาพกลับไปทีละเฟรม โชคดีที่โทรทัศน์ของตานีมีระบบนี้ ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องไปค้นหาเอาเองในอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็คงต้องรออีกพอสมควรกว่าทางสำนักข่าวจะอัพโหลด แต่ถ้าเมื่อกี้ตาเธอไม่ฝาด เรื่องนี้ก็รอไม่ได้.....

 

            “เฮ้ย.....”

            และเมื่อเจอเฟรมที่เธอต้องการ หญิงสาวก็อุทานออกมาอีกครั้ง มือยกขึ้นปิดปาก ใบหน้าหมวยแต่สวยหวานซีดเผือด ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตา

 

            “อะไรคะอุ๊ยสาย มีอะไร” เดือนเริ่มกระวนกระวาย ลองให้ผู้นำแห่งกองกำลังผสมตานีทำหน้าแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่

            “ฟ้า.....”

            “ฟ้า ?” วิญญาณสาวแห่งบัวใหญ่ขมวดคิ้ว แล้วเธอก็ร้องออกมาเบาๆเมื่อนึกออก “อ๊า.... เพื่อนของน้องๆ ที่โทรมาเมื่อวันก่อนน่ะเหรอคะ”

            “แม่น” สายตอบ ดวงตายังคงจ้องตรงไปยังภาพของเด็กสาวหน้าคมผมยาวสีน้ำตาลแดงผู้สวมเสื้อกันหนาวสีเขียวของกลุ่มผู้สนับสนุนตานี “ยะหยังเปิ้นถึงปิ๊กมาตานนะคอน ยะหยังเปิ้นถึงมาชุมนุมจะอี้ ทั้งๆที่เตือนแล้วแต๊ๆ....”

            “บอกน้องๆเลยมั้ยคะอุ๊ยสาย”

            “อย่าเพิ่ง” หญิงสาวรีบห้ามเมื่อเห็นวิญญาณรุ่นน้องหลับตาทำท่าจะโทรจิต “ข้าเจ้ายังบ่อยากหื้อหมู่เปิ้นต้องกังวลตอนนี้ ดูสถานการณ์ไปก่อน ถ้าบ่มีอะหยังเกิดขึ้นก็ดีไป”

            “แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆล่ะคะ” เดือนถามกลับ

            “ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน แต่ขออย่าหื้อเกิดอะหยังขึ้นเลย.....”

 

 

            “ตานี ! ตานี ! ตานี !

            เสียงตะโกนกึกก้องทั้งแปดเลนของถนนอ้อมตาน ขณะผู้ชุมนุมในเสื้อกันหนาวสีเขียวหลายพันหรืออาจจะถึงหมื่นคนค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ มุ่งหน้าตรงไปยังสะพานแขวนสูงตระหง่านเบื้องหน้าเพื่อข้ามไปยังอาคารสภารัฐที่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำตาน มองดูเหมือนสายธารสีเขียวที่หลั่งไหลไปตามก้นแม่น้ำคอนกรีตสีเทาสลับขาวกระดำกระด่างอันว่างเปล่า

 

            ที่หน้าสุดของสายน้ำสีเขียว แกนนำสาวทั้งสามรวมทั้งดาวและแพรวอยู่ท่ามกลางการอารักขาแน่นหนาของอาสาสมัครผู้ชุมนุม แต่นั่นก็เพียงโล่มนุษย์ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ไม่มีอาวุธ ไม่มีโล่ ไม่มีแม้กระทั่งหมวก แต่พวกเธอก็ไม่กลัว ต่อให้ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมจริงๆ อย่างน้อยพวกเธอก็ได้แสดงให้ทั้งเมืองนี้และเพื่อนๆของเธอเห็นแล้ว ว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนที่ต้องการพวกเขาอยู่.....

 

            แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ใช่กลุ่มเดียวที่อยู่บนท้องถนน ตำรวจชุดปราบจลาจลที่เคยยืนข่มขวัญอยู่ที่ลาน บัดนี้ก็กระจายแถวมายืนกระหนาบสองข้างของการชุมนุมด้วย มองจากเฮลิคอปเตอร์ของสำนักข่าวที่บินวนอยู่เหนือหัวแล้วก็ดูเหมือนเส้นสีดำของปากกาที่ตัดเส้นตีกรอบสายน้ำสีเขียวเอาไว้

 

            บนทางเท้านอกรั้วของตำรวจ ฝูงชนมุงดูการชุมนุมกันอยู่เนืองแน่น บ้างอยากจะเข้าไปร่วมแต่ไม่อาจเข้าไปได้ บ้างก็ดูเฉยๆ บ้างก็ถือป้ายต่อต้าน แต่ส่วนใหญ่ส่งเสียงทั้งก่นด่าและสาปแช่งกันอื้ออึง ซึ่งแกนนำสามสาวก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก ตานีในตอนนี้เป็นปีศาจอันชั่วร้ายพอๆกับผู้ก่อการร้ายข้ามชาติไปแล้ว เมื่อผนวกกับการปิดถนนเส้นหลักของเมืองในวันหยุดเช่นนี้ใครไม่โมโหก็แปลก พวกเธอจึงจงใจเลือกเส้นทางที่ไม่ผ่านอาคารสูงเพื่อป้องกันการทิ้งวัตถุหรือลอบทำร้ายจากเบื้องบน และเลือกถนนที่กว้างพอสมควรเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างผู้ชุมนุมและฝูงชนให้มากที่สุด แต่พวกเธอก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงถ้อยคำหยาบคายที่ลอยมาทำร้ายจิตใจได้.....

 

            แต่ไม่นาน เสียงก่นด่าก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ลอยมาอีกต่อไป

 

            จู่ๆ อะไรบางอย่างสีใสอมน้ำเงินก็ลอยเฉียดหัวเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก่อนจะตามมาด้วยเสียงพลั่กและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากด้านหลัง เธอหันขวับกลับไปมอง แล้วก็เห็นผู้ชุมนุมหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่กับพื้น มือกุมหัวป้อย ผู้ชุมนุมอีกสองสามคนยืนล้อมรอบเธอเอาไว้ สายตาจ้องมองผ่านรั้วตำรวจเข้าไปในฝูงชนด้านนอกอย่างโกรธแค้น ใกล้ๆเท้าของพวกเขา ขวดน้ำพลาสติกกลิ้งขลุกๆอยู่บนพื้นถนนคอนกรีต มันคงจะไม่สร้างความเจ็บปวดมากนัก หากมันไม่ได้เป็นขวดขนาดสองลิตรที่ใส่น้ำเอาไว้จนเต็ม.....

 

            แต่ยังไม่ทันที่แกนนำจะทันได้ทำอะไร ขวดที่สองก็ลอยมาแล้ว ตามด้วยขวดที่สาม สี่ และอีกสิบๆขวดอย่างรวดเร็วตลอดแนวผู้ชุมนุมซึ่งต่างก็ถอยกรูดไปประชิดรั้วตำรวจอีกฝั่งซึ่งยืนติดกับแผงคอนกรีตที่แบ่งครึ่งถนน แต่ก็มีผู้ชายหลายคนที่กำลังถอดเสื้อกันหนาวและพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะย่างสามขุมเข้าไปหาฝูงชนด้านนอก ขณะอีกหลายคนก็ทำท่าจะขว้างขวดน้ำในมือกลับไปบ้าง....

 

            “หยุดก่อนค่ะ !” แพรรีบตะโกนกรอกโทรโข่งในมือ “อย่าทำร้ายเขา อย่าทำร้ายกัน พวกเราเป็นชาวตานนะคอนด้วยกันทั้งนั้น แค่คิดต่างกัน แค่เห็นต่างกัน อย่าทำร้ายกันเลยค่ะ !

 

            “เห็นต่างเหี้ยมอะไร นี่มันไม่ใช่เรื่องเห็นต่าง ! พวกแกมันผู้สนับสนุนปีศาจ พวกแกมันผู้สนับสนุนผู้ก่อการร้าย ออกไปซะ ตายซะ ! ทำไมตำรวจถึงไม่ยิงๆมันซะที !?

            “พวกมันทำพวกเราก่อนนะ พวกเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย จะไม่ให้ตอบโต้อะไรบ้างเลยเหรอ จะให้เดินเอาหน้าไปรับขวดน้ำแบบนี้น่ะเหรอ !?”

 

            เสียงตอบโต้ดังระงมมาจากทั้งสองฝ่าย ทำเอาสาวแว่นผู้น่ารักที่ขี้กลัวเป็นทุนเดิมห่อไหล่หดคออย่างหวาดผวา ฟ้าเห็นท่าไม่ดีจึงยกโทรโข่งขึ้นประกาศบ้าง ด้วยเสียงที่เฉียบขาดกว่าเพื่อนสาว

 

            “อย่าทำร้ายพวกเขาค่ะ ใครจะทำอะไรก็ปล่อยเขาไป พวกเราต้องยึดความสงบ ต้องสันติเอาไว้ คิดซะว่ายอมเจ็บเพื่อตานีของพวกเราค่ะ ถ้าเราไปตอบโต้พวกเขา เราก็จะกลายเป็นเหมือนพวกเขานะคะ !

 

            ได้ผลเป็นบางส่วน เหล่าผู้ชุมนุมที่แตกแถวออกไปกลับมารวมกลุ่มกันเหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่อาจหยุดขวดน้ำที่ถูกปาเข้ามาใส่ได้มากนัก และตำรวจก็ไม่มีทีท่าจะช่วยป้องกันพวกมันเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวหน้าคมบอกอาสาสมัครรอบตัวให้เร่งฝีเท้าขึ้น หากพวกเธอหลุดขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำตานไปได้ ทางเท้าที่แคบกว่าก็คงจะช่วยลดจำนวนสารขัณฑ์มุงลงได้บ้าง แม้จะเพียงชั่วคราวก็ตาม

 

            “ฟ้า มือถือต่อเน็ตได้มั้ย” สาวแว่นทวินเทลเอ่ยถามเพื่อนสาว แม้จะยืนอยู่ข้างกัน แต่เธอก็ต้องตะเบ็งเสียงเพื่อสู้กับเสียงอื้ออึงจากรอบข้าง

            “ได้ ทำไมเหรอ”

            “เปิดดูเว็บไหนที่ถ่ายทอดสดข่าวออนไลน์ได้มั้ย จะได้ดูสถานการณ์ได้ เผื่อท้ายแถวมีอะไรจะได้รู้” แก้วเสนอ จริงๆพวกเธอก็มีผู้ประสานงานอยู่ตลอดแนวการเดินขบวน แต่คงจะดีกว่าหากมีข้อมูลจากสื่อมวลชนบนฟ้าด้วย

            “ก็ดีนะ”

 

            ฟ้าเออออกับเพื่อนสาวด้วย เธอควักมือถือในกระเป๋ากางเกงมาเปิดเว็บรายงานข่าวสดของสำนักข่าวเวียงตาน แต่เมื่อวิดีโอถ่ายทอดสดโหลดเรียบร้อย หัวใจในอกแบนๆของเด็กสาวหน้าคมก็เย็นวาบราวกับเลือดทั้งกายจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างฉับพลัน แม้เธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่แก้วและแพรคงจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของเธอได้ เพราะสาวแว่นทวินเทลถามขึ้นทันทีแทบจะพร้อมกับสาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์

 

            “มีอะไรรึเปล่าฟ้า ข่าวว่าไง”

            “นี่....”

 

            สาวหมัดเหล็กยื่นมือถือให้เพื่อนสาวทั้งสองดู เสียงรอบข้างดังอึกทึกเกินกว่าที่เธอจะได้ยินเสียงผู้รายงานข่าว แต่เพียงภาพวิดีโอก็ชัดเจนพอแล้วที่จะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ในภาพ กลุ่มคนนับสิบในเสื้อกันหนาวสีเขียวแบบเดียวกับที่พวกเธอใส่อยู่กำลังรุมกระทืบฝูงชนที่มามุงดูอยู่รอบข้างอย่างป่าเถื่อน รอบตัวพวกเขา กลุ่มคนในชุดเดียวกันอีกไม่น้อยกำลังก่อความวุ่นวายอย่างเต็มรูปแบบ บ้างขูดขีดสีรถ บ้างก็ทุบ บ้างก็ร้องตะโกนราวกับคนบ้า และบ้างก็กำลังนั่งยองๆทำท่าเหมือนกำลังจะจุดไฟ แพรอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา อย่างนี้ไม่ดีแน่.....

 

            “นี่มันที่ไหนเนี่ยฟ้า !?

            “เดี๋ยวนะ” ฟ้าควักหูฟังขึ้นมาเสียบอย่างร้อนรน ก่อนจะตอบเพื่อนสาวทั้งสองเสียงเครียด “ข่าวบอกว่าแยกเชียงรุ้ง”

            “พวกเราก็เดินผ่านตรงนั้นนี่ !?” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำร้องอย่างเสียขวัญ “ก็แปลว่าเป็นผู้ชุมนุมของฝ่ายเราสิ !?

            “ไม่น่า” สาวแว่นทวินเทลเบรกเพื่อนสาวผู้ดูท่าจะใกล้สติแตกแล้วด้วยเสียงเข้ม “พวกเราเดินผ่านตรงนั้นมาเกือบชั่วโมงแล้ว และต่อให้เดินกันช้าแค่ไหนพวกเราก็เดินได้ไม่ต่ำกว่าสามกิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็แปลว่าเราห่างจากจุดนั้นไม่น้อยกว่าสองกิโลแล้ว และเราไม่คิดว่าขบวนชุมนุมของเราจะยาวถึงสองกิโลนะ แค่กิโลเดียวก็ยังไม่น่าจะถึงเลย แล้วพวกเราก็เน้นย้ำอยู่ตลอดทั้งในเพจทั้งตั้งแต่เริ่มเดินว่าให้เดินกันอย่างสงบห้ามทำร้ายคนอื่น”

            “แก้วจะบอกว่าเป็น.....”

            “จัดฉากค่ะ ชัดๆเลย” แก้วหันไปตอบรุ่นพี่สาวหน้าเคร่งซึ่งเพิ่งจะเข้ามาร่วมวงเมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของรุ่นน้องสาวทั้งสาม ก่อนจะขบกรามกรอดอย่างแค้นเคือง “นึกแล้วเชียวว่าต้องเกิดเรื่องแบบนี้ ไอ้ประจิม.....”

            “จะด่วนสรุปแบบนั้นก็เร็วไปแก้ว” สาวหมัดเหล็กเตือน “อาจจะเป็นของฝ่ายเราจริงๆก็ได้ ถึงเราบอกให้ชุมนุมกันอย่างสงบก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะฟังกันทุกคน แค่เมื่อกี้ยังจะวางมวยกันแล้วเลย”

            “แล้วจะทำไงดี” วิญญาณเพียงตนเดียวในแถวหน้าถาม “ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เราโดนพวกนั้นรุมเละแน่ๆเลย”

            “ไม่น่าจะทำอะไรได้ค่ะ” ฟ้าตอบอย่างสิ้นหวัง “อะไรที่เกิดไปแล้วมันแก้ไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ก็คงทำได้แค่บอกให้ผู้ชุมนุมที่เหลือรักษาความสงบ แล้วก็หวังว่าคนข้างนอกจะไม่ฝ่าเข้ามาทำอะไรเราจนจบงานนั่นแหละค่ะ ส่วนหลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที”

 

            เด็กสาวหน้าคมรู้ดีว่าความหวังของเธอคงไม่อาจเป็นจริงได้ง่ายนัก ในเมื่อแม้แต่เธอยังดูข่าวได้ ฝูงชนข้างนอกรั้วตำรวจก็ต้องดูได้แน่ และพวกเขาก็คงดูด้วย และเมื่อไรที่ข่าวการจลาจลที่ท้ายแถวของเธอแพร่ออกไปมากพอ เพลิงโทสะที่เลวร้ายอยู่แล้วก็คงเพิ่มอุณหภูมิจนพุ่งทะลุจุดวิกฤตได้ไม่ยาก และเหยื่อของมันนั้นคงจะเป็นใครที่ไหนไปไม่ได้นอกจากพวกเธอและกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหลาย ตำรวจก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก หรือถ้าจะพูดให้ถูก พวกเขาคงไม่สนใจจะช่วย ตอนนี้พวกเธอก็เหลือแค่เพียงรอเวลาเท่านั้น เวลาที่เปลวเพลิงแห่งโทสะและเท้าของฝูงชนที่รายรอบจะแผดเผาและเหยียบย่ำลงบนร่าง.....

 

            เพียงไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเอะอะโวยวายเรื่องข่าวนี้ก็เริ่มดังแว่วจากฝูงชนด้านนอกมาเข้าหู เส้นประสาทของแกนนำสาวทั้งสามเครียดเขม็งเมื่อพวกเธอสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของสถานการณ์โดยรอบที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็วราวกับแกนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขาดการหล่อเย็น ที่อีกไม่นานก็คงจะระเบิด ปลดปล่อยอนุภาคร้อนแรงของสารกัมมันตรังสีออกสู่โลกภายนอก.....

 

            “ฆ่ามัน ! ฆ่าพวกสมุนปีศาจให้หมด !

            ในที่สุด เตาปฏิกรณ์ก็ทานความร้อนแรงและแรงดันจากเพลิงแห่งความโกรธแค้นที่โหมไหม้ภายในไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ฝูงชนฉีกกระชากแนวป้องกันของตำรวจอย่างง่ายดายราวกับเสือหิมะเชียงหลวงแหกคอกวัวชาวบ้าน ก่อนจะดาหน้าเข้าใส่ผู้ชุมนุมเหมือนคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าหาฝั่ง

 

            แล้วถนนอ้อมตานก็กลายเป็นแดนมิคสัญญีในชั่วพริบตา

 

            หมัด เท้า เข่า ศอก หัว ท่อนไม้ ขวดน้ำ ขาตั้งป้าย มีดพก และอาวุธอีกนานาชนิดเท่าที่ทั้งมือและเท้าจะไขว่คว้าได้ถูกประเคนเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมอย่างป่าเถื่อน เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดดังระงมทั่วบริเวณ สลับกับเสียงอาวุธที่ถูกเหวี่ยง ฟาด ฟันและแทงเข้าใส่เป้าหมาย ผู้ชุมนุมหลายคนที่ยึดหลักสันติตามคำของฟ้าร่วงกราวลงไปกองกับพื้นอย่างรวดเร็วราวกับใบไม้เดือนกันยายน เลือดแดงฉานไหลโซมใบหน้าจากแผลฉกรรจ์ทั้งบนหัว ปากและจมูก ก่อนจะถูกฝีเท้าของทั้งฝ่ายตัวเองและฝ่ายตรงข้ามที่วิ่งกันอลหม่านย่ำจนหน้าคว่ำลงไปกับพื้น

 

            ผู้ชุมนุมที่ไม่เคร่งหลักอหิงสาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก ฝูงชนที่โกรธแค้นมีมากกว่าเขาอาจจะถึงสี่ต่อหนึ่งแถมยังถืออาวุธ ต่อให้เป็นเซียนศิลปะการต่อสู้ก็ไม่อาจรับมือไหว เพียงไม่ถึงนาที ส่วนใหญ่ก็ลงไปกองกับพื้นเป็นเพื่อนเหล่าผู้ยึดมั่นในสันติวิธีกันกว่าครึ่ง ขณะอีกครึ่งแม้จะยังยืนอยู่ได้แต่ก็สะบักสะบอม ตรงกันข้ามกับเหล่าชาวเมืองผู้ต่อต้านตานีที่ดาหน้ากันเข้ามาเรื่อยๆราวกับไม่มีวันหมด พวกเขาคงยืนหยัดอยู่ได้อีกไม่นาน.....

 

            แกนนำทั้งสามก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้จะมีโล่มนุษย์คุ้มกันอย่างแน่นหนา แต่โล่เหล่านั้นก็แตกออกภายในเวลาเพียงไม่ถึงนาทีหลังจากเริ่มสงคราม นักเรียนแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงจำต้องงัดมวยสารขัณฑ์ของเธอออกมาใช้อีกครั้ง แต่ด้วยห่างหายไปนาน จำนวนคู่ต่อสู้ที่รุมล้อม และทั้งเพื่อนทั้งรุ่นพี่ที่ต้องดูแล สาวหมัดเหล็กก็ไม่ต่างอะไรจากเป้านิ่งให้อีกฝ่ายสอย เพียงไม่กี่นาที ใบหน้าสวยคมก็บวมเป่งและเต็มไปด้วยเลือดจากแผลแตกทั้งในเรือนผมและในปาก เด็กสาวหน้าคมกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามครองสติเอาไว้แม้มันจะเลือนลางเต็มที เธอจะล้มไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแก้ว แพร ดาวและแพรวต้องตายแน่.....

 

            “นั่น ตำรวจมาช่วยแล้ว !

            เสียงร้องของแพรทำให้สาวหมัดเหล็กใจชื้นขึ้นบ้าง เครื่องแบบสีดำของตำรวจปราบจลาจลเริ่มแทรกเข้ามาตรงนั้นตรงนี้ท่ามกลางความวุ่นวายของการตะลุมบอน แต่เมื่อฟ้ามองดูให้ดี หัวใจของเธอก็ร่วงวูบลงไปกระแทกฝ่าเท้าเหมือนเดิม ตำรวจเข้ามาจริง พยายามห้ามปรามและแยกกลุ่มผู้ต่อต้านจริง แต่แทนที่จะจับกุมพวกเขาในข้อหาทำร้ายร่างกาย เหล่าตำรวจกลับหิ้วปีกเหล่าผู้ชุมนุมที่กองอยู่กับพื้นออกไป ไม่หิ้วเปล่า ใส่กุญแจมือด้วย.....

 

            “เดี๋ยว !

            เด็กสาวหน้าคมตะโกนไล่หลังตำรวจชุดนั้นไป การเสียสมาธิทำให้เธอโดนหมัตตรงเฉือนเข้าปลายคางจนเห็นดาวกระจายเต็มหน้า แต่เธอก็แข็งใจลากข้อมือเพื่อนสาวทั้งสองผู้ลากรุ่นพี่และผีสาวมาด้วยฝ่าฝูงชนไปยังทิศทางที่เธอเห็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบหายไป ศอก หมัด เท้า และอาวุธนับไม่ถ้วนถากพวกเธอไปตลอดทาง แต่ในที่สุด พวกเธอก็หลุดออกจากศูนย์กลางของการจลาจลมาได้โดยสวัสดิภาพพอสมควร แต่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ดวงตาทั้งห้าคู่ก็เบิกกว้างอย่างน่ากลัวว่ามันจะฉีกไปถึงใบหู.....

 

            ปลายทางของผู้ชุมนุมที่ถูกหิ้วปีกไม่ใช่รถพยาบาล ไม่ใช่สถานที่ปฐมพยาบาล ไม่ใช่แม้แต่ที่นอนพัก หากเป็นรถติดลูกกรงเหล็กแน่นหนา ผู้ชุมนุมถูกโยนเข้าไปนอนทับกันราวกับซากศพที่ตายจากโรคระบาด ข้างตัวรถ ตัวอักษรสีดำขนาดเท่าหม้อแกงถูกพ่นสีเอาไว้ชัดเจน “เรือนจำกลางเวียงตาน”......

 

            “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน !?” สาวแว่นทวินเทลอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เธอทำท่าจะปรี่เข้าหาเหล่าตำรวจที่ยืนคุ้มกันรถอยู่จนเพื่อนสาวต้องรั้งตัวเอาไว้แทบไม่ทัน ดวงตาคู่สวยมีน้ำตาแห่งความแค้นเอ่อคลอ “จับพวกเราทำไม เราไม่ได้ทำอะไรเลย ! ทำไมคุณไม่จับพวกต่อต้านตานี !?

            “แค่การชุมนุมนี้ก็ผิดกฎหมายแล้ว ตานีถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐเวียงตาน ในเมื่อพวกคุณชุมนุมสนับสนุนพวกมัน ก็ถือว่าพวกคุณสนับสนุนการก่อการร้ายและเป็นภัยต่อความมั่นคงด้วยเหมือนกัน” ตำรวจร่างสูงใหญ่ในชุดดำตอบเสียงเย็น “ยอมให้เราจับกุมตัวแต่โดยดี ไม่งั้นเราจะต้องใช้กำลังกับพวกคุณ”

            “ภัยต่อความมั่นคงบ้าอะไร !?” แก้วระเบิดต่อเนื่องเหมือนภูเขาไฟที่อัดอั้นมานาน เธอพยายามดิ้นให้หลุดจากเพื่อนสาวทั้งสองที่ล็อกแขนเธอไว้แน่น “พวกแกนั่นแหละรู้ตัวกันบ้างรึเปล่าว่าทำอะไรลงไป !? แล้วดูสิ ดู ! เด็กปัญญาอ่อนยังตอบได้เลยว่าใครเลวใครดี ว่าใครเป็นภัยต่อความมั่นคงของเวียงตานมากกว่ากัน !?

            “ถ้ายังจะขัดขืน พวกผมก็คงต้องทำตามหน้าที่”

            “เดี๋ยวก่อน” เด็กสาวหน้าคมขัดขึ้นด้วยเสียงเฉียบขาด “ถ้าเป็นอย่างนั้น พวกเราจะสลายการชุมนุมตอนนี้เลย แล้วเราจะเข้ามอบตัวกับพวกคุณ”

            “ฟ้า พูดอะไ.....”

            “โดยมีข้อแลกเปลี่ยน” สาวหมัดเหล็กพูดต่อโดยไม่สนใจเสียงประท้วงของเพื่อนสาวผู้ยังคงถูกเธอล็อกเอาไว้ “ปล่อยผู้ชุมนุมทุกคนไป ปล่อยให้พวกเขากลับบ้าน จับแค่พวกเขาสามคนไปก็พอ พวกเราเป็นแกนนำ พวกเราจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

 

            นายตำรวจหนุ่มนิ่งไปอึดใจ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจว่ามันเกินอำนาจหน้าที่ของเขา ชายร่างสูงหันหลังไปวิทยุหาผู้บังคับบัญชา ซุบซิบอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนจะหันกลับมาหาสามสาวแกนนำอีกครั้ง

 

            “ก็ได้ ประกาศยุติการชุมนุมตรงนี้ แล้วไปกับพวกเรา”

 

            ฟ้าจ้องมองอีกฝ่ายราวจะประเมินว่าเธอไว้ใจเขาได้หรือไม่ แต่ในที่สุดเธอก็พยักหน้า เด็กสาวหันหลังกลับ ก่อนจะยกโทรโข่งขึ้นช้าๆ อย่างอาลัยอาวรณ์ ลำคอตีบตันเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ สุดท้ายพวกเธอก็ทำได้แค่นี้ สุดท้ายมันก็จบลงเพียงเท่านี้......

 

            “พ่อแม่พี่น้องผู้ชุมนุมสนับสนุนตานีทุกท่าน นี่แกนนำฟ้า ฉัน..... ขอยุติ.....”

 

            ประโยคของเด็กสาวหน้าคมหยุดลงกลางคันเมื่อเธอเหลือบไปเห็นวัตถุทรงกระบอกสั้นๆอันหนึ่งร่วงลงกระทบพื้นเบื้องหน้า มันกระดอนก๊องๆไปสองสามครั้ง ก่อนที่ม่านควันสีขาวจะระเบิดออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ ดวงตาและลำคอที่เริ่มแสบร้อนบอกให้เธอรู้ว่ามันคงจะเป็นแก๊สน้ำตา.....

 

            และถ้าหูเธอไม่ฝาด เธอก็ได้ยินเสียงวัตถุชนิดเดียวกันนี้ตกกระทบพื้นจากทุกทิศทุกทาง

 

            “ทุกคน แก๊สน้ำตา หนีเร็ว !

            ไวเท่าความคิด ฟ้าคว้าข้อมือเพื่อนสาวทั้งสองข้างตัวก่อนจะออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ในม่านควันหนาทึบ ร่างหลายร่างปะทะกับเธอ บางร่างก็ถูกเธอเหยียบย่ำ แต่เด็กสาวก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นร่างของมิตรหรือศัตรูด้วยตอนนี้ตาของเธอปิดสนิทและแสบร้อนราวกับมีใครเอาดินปืนสาดเข้าไปเต็มกำมือ สาวหมัดเหล็กกระอักกระไอ พยายามเอาแก๊สระคายเคืองในปอดออกมา แต่มันก็ไร้ผลในเมื่อม่านหมอกแก๊สน้ำตาก็ยังคงปกคลุมอยู่รอบตัว ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงวิ่งต่อไปอย่างไร้จุดหมาย รู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องไปให้ไกลจากที่นี่.....

 

            ในที่สุด เสียงโวยวายที่เบาลงและห่างออกไปเบื้องหลังก็บอกให้สามสาวแกนนำและอีกสองผู้ร่วมชุมนุมรู้ว่าพวกเธอหลุดพ้นควันตลบอบอวลออกมาได้แล้ว ฟ้ายกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลพรากจากดวงตาที่บวมเป่ง พยายามเบิกตาหวังจะมองสภาพรอบตัว แต่เยื่อบุตาที่แสบร้อนก็บังคับให้เปลือกตาปิดลงไปแน่นเหมือนเดิมอีกครั้ง ฟ้าขบกรามกรอด แม้จะเริ่มหายใจคล่องขึ้นบ้างแล้ว แต่ถ้ายังมองไม่เห็นอยู่แบบนี้ก็เท่ากับรอให้ตำรวจมาจับตัวพวกเธอเท่านั้น ขวดน้ำที่เธอเตรียมเอาไว้ล้างตาก็ตกหายไปตั้งแต่ตอนตะลุมบอน แล้วเธอจะทำยังไงดี.....

 

            “ฟ้า เรากลัว.....” เสียงสั่นเทาของสาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ดังมาจากทางซ้ายมือของเธอ

            “ไม่ต้องกลัวแพร เราอยู่นี่กันทุกคน ถ้าเกิดโดนจับหรืออะไรขึ้นมา เราจะไปด้วยกัน” เด็กสาวหน้าคมพยายามบอกตัวเองให้เชื่อเช่นนั้นด้วย ในใจของเธอตอนนี้ก็กลัวพอๆกับเพื่อนสาว

            “ฟ้า วิ่งต่อไปก่อนดีมั้ย” เสียงของแก้วดังขึ้นมาจากอีกทาง

            “แต่เราไม่รู้ทิศทางเลยนะ” นักเรียนแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงท้วง “ถ้าเกิดเราวิ่งกลับเข้าไปในม่านควันหรือไปเจอตำรวจเข้าล่ะ”

            “ทุกคน ตามหาแทบแย่ !” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นเยื้องๆบนหัวของเธอ

            “พี่แพรว !?” สาวแว่นทวินเทลร้องอย่างตกใจ เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าไม่ได้ลากดาวหนีตำรวจมาด้วย “พี่ดาวล่ะคะ !?

            “อยู่นี่” ผีสาวหน้าหมวยตอบ “วิ่งต่อไปเถอะ เดี๋ยวพี่นำทางให้ พี่ไม่โดนแก๊สน้ำตาอยู่แล้ว”

            “ขอบคุณค่ะ !

 

            สาวหมัดเหล็กรู้สึกเหมือนมีอะไรมาโอบจากด้านหลังก่อนจะดันให้เธอวิ่งไป ซึ่งก็คือพลังงานวิญญาณของแพรวผู้ลอยสูงอยู่เบื้องหน้าเหล่ามนุษย์ทั้งสี่ ผีสาวไม่ได้บอกรุ่นน้องสาวว่าตอนนี้สถานการณ์กลายเป็นการจลาจลสมบูรณ์แบบไปแล้ว ควันสีขาวของแก๊สน้ำตาปกคลุมทั่วถนนอ้อมตานตอนเหนือ ผสมกับควันดำที่พวยพุ่งจากรถที่จอดอยู่ข้างถนนซึ่งถูกทั้งทุบทั้งตีและทั้งจุดไฟเผา เสียงเหมือนประทัดดังต่อเนื่องเมื่อตำรวจผู้มีหน้ากากกันแก๊สพร้อมเริ่มยิงกระสุนยางเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่ยังคงกระเสือกกระสนอยู่ในม่านควันแสบร้อน ขณะหลายร่างนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นถนนโดยไม่มีใครรู้ว่าวิญญาณของพวกเขายังคงอยู่ในร่างหรือไม่ และถ้าหูของเธอไม่ฝาด เธอก็ได้ยินเสียงปืน ปืนจริงๆที่ไม่ใช่กระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา.....

 

            ผีสาวไม่ได้บอกเหล่ารุ่นน้องและเพื่อนของเธอเช่นกันว่าพวกเธอกำลังมุ่งหน้า พร้อมๆกับผู้ชุมนุมที่โชคดีพอจะหลุดออกมาได้อีกราวห้าสิบคน ไปยังอาคารที่ใกล้ที่สุด นั่นคือตานนะคอนเฟรนด์ชิปทาวเวอร์ ตึกที่สูงที่สุดของตานนะคอนด้วยความสูงสี่ร้อยห้าสิบเมตร.....

 

            “เอ้า เข้าไปเร็ว !

            แพรวใช้พลังของเธอระเบิดประตูกระจกด้านหน้าของโถงทางเข้าอาคารออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนที่เหล่าผู้รอดชีวิตจะกรูกันเข้าไปเหมือนผึ้งแตกรัง ฤทธิ์แก๊สน้ำตาเริ่มคลายลงบ้างแล้วหลังจากผ่านมาเกือบสิบห้านาที เด็กสาวหน้าคมเหลียวหลังกลับไปมองแวบหนึ่ง แล้วเธอก็เห็นแถวของตำรวจปราบจลาจลกำลังดาหน้าเข้ามาห่างออกไปเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตร.....

 

            ด้วยสัญชาตญาณการหลบหนีที่ถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกับอะดรีนาลิน เหล่าผู้ชุมนุมแทบจะหายวับไปตามห้องหับต่างๆของฐานตึกอันกว้างใหญ่แต่ว่างเปล่าด้วยเป็นวันหยุด สามสาวแกนนำก็เช่นเดียวกัน พวกเธอวิ่งเข้าไปยังลิฟต์ขนของด้านหลัง ก่อนที่ฟ้าจะรัวนิ้วกดปุ่มเรียกลิฟต์ซึ่งอยู่ที่ชั้นสี่สิบ แม้จะรู้ว่ามันคงไม่ทำให้ลิฟต์ลงมารับเธอเร็วขึ้นก็ตาม หัวใจโยนตัวกระแทกซี่โครงราวกับอยากจะหลุดออกมาข้างนอกขณะเสียงรองเท้าบู๊ตคอมแบตของตำรวจดังก้องไปทั่วตึกอันเงียบสงัด พวกเธอจะขึ้นไปได้ทันก่อนที่ตำรวจจะมาเจอไหมหนอ.....

 

            ดูเหมือนพวกเธอจะยังพอมีโชคอยู่บ้าง ประตูลิฟต์เปิดออก ห้าสหายร่วมชุมนุมรีบหรูกันเข้าไป รัวนิ้วกดปิด ก่อนที่แก้วจะกดชั้นห้าสิบอันเป็นชั้นสูงสุดที่ลิฟต์ตัวนี้จะไปถึง แล้วสี่มนุษย์ก็รู้สึกเหมือนตัวหนักขึ้นหลายกิโลกรัมเมื่อลิฟต์เลื่อนขึ้นไปสู่ชั้นบนด้วยความเร็วสูง

 

            “เอาไงต่อดีฟ้า” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ถามด้วยเสียงเหมือนจะร้องไห้หลังจากที่พวกเธอเปลี่ยนลิฟต์** ใบหน้าของเธอก็เหมือนกำลังจะร้องไห้เช่นเดียวกัน

            “คงต้องหลบอยู่ในตึกสักพัก” ฟ้าถอนหายใจเฮือก “รอจนตำรวจถอนกำลังออกไปค่อยหาทางแอบออกไปอีกที”

            “เราว่าตำรวจไม่น่าจะถอนกำลังออกไปหรอกจนกว่าจะได้ตัวพวกเรา” เด็กสาวผมทวินเทลพูดเสียงหนัก ดวงตาหลังแว่นกรอบลายไม้มองตัวเลขบอกชั้นที่ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น ตอนนี้พวกเธออยู่ชั้นสามสิบสามแล้ว

            “ก็อาจจะเป็นงั้น” สาวหมัดเหล็กตอบ เธอก็คิดเหมือนเพื่อนสาว แต่ก็ไม่อยากให้แพรกลัวไปมากกว่านี้ “ดูกันไปก่อนก็แล้วกัน ยังไงตึกนี้เป็นตึกสำนักงาน ต้องมีพวกของกินสต็อกไว้บ้างอยู่แล้ว เครื่องใช้เครื่องครัวก็ต้องมี ห้องอาบน้ำหรือห้องนอนยังอาจจะมีเลย ดีไม่ดีเราอาจจะอยู่ที่นี่ได้ยาวๆก็ได้”

            “ถ้าพนักงานที่มาทำงานวันจันทร์ไม่ผิดสังเกตนะ....”

            “สถานการณ์แบบนี้คงประกาศเป็นวันหยุดแหละ เฮ้ย !?

            “กรี๊ด !?

 

            ห้าสาวอุทานขึ้นพร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมายเมื่อจู่ๆไฟก็ดับพรึ่บ พร้อมๆกับที่ลิฟต์กระตุกอย่างแรงก่อนจะหยุดนิ่ง โชคยังดีที่มันไม่ร่วงลงไป ตัวเลขชั้นสุดท้ายคือแปดสิบหก ถ้าร่วงลงไปล่ะก็อย่าว่าแต่จะรอดหรือเปล่าเลย ศพคงได้กลายสภาพเป็นแยมสตรอเบอรี่คลุกเคล้าอยู่กับซากลิฟต์แน่ๆ

 

            “อะไรเนี่ย !?

            “เดี๋ยวพี่ออกไปดูชั้นล่างให้”

            “อย่าดีกว่าค่ะพี่แพรว เผื่อพวกนั้นจ้องจะทำอะไร” แก้วดึงมือรุ่นพี่สาวผู้ทำท่าจะลอยทะลุลิฟต์ออกไปข้างนอกเอาไว้

            “แต่พี่เป็นผีนะ”

            “ประจิมจะรบกับตานีนะคะ แค่ผีธรรมดาน่ะเสร็จมันแน่ อย่าออกไปเลยค่ะ” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้ยืนกรานเสียงแข็ง “พวกมันคงตัดไฟแหละค่ะ บีบให้พวกเราออกจากตึก”

 

            “จะเพราะอะไร รีบออกไปจากลิฟต์นี่ก่อนดีกว่า เราไม่ไว้ใจลิฟต์ไฟดับ”

            เด็กสาวหน้าคมตัดบท เธอสืบเท้าไปที่หน้าประตูลิฟต์ ก่อนจะออกแรงง้างมันออก ประตูเหล็กค่อยๆเปิดออกอย่างเกียจคร้าน แต่เมื่อมันเปิดออกมากพอ สี่คนและอีกหนึ่งตนก็ต้องอ้าปากค้าง ลิฟต์หยุดอยู่แทบจะกึ่งกลางชั้น มีเพียงช่องเล็กๆ พอให้ลอดได้อยู่สูงเลยหัวฟ้าขึ้นไปเท่านั้น สาวหมัดเหล็กกลืนน้ำลายเอื๊อก ฉากในหนังสยองขวัญที่ตัวประกอบพยายามปีนออกจากลิฟต์แบบนี้แล้วลิฟต์ดันสลิงขาดหรือเกิดเคลื่อนที่กะทันหันจนโดนหนีบขาดเป็นสองท่อนผุดขึ้นมาในหัว เธอไม่ไว้ใจลิฟต์ไฟดับด้วยกลัวตกอันนี้แน่นอน แต่ระหว่างอยู่ในลิฟต์รอตก กับปีนออกแล้วเสี่ยงจะขาดสองท่อน เธอควรจะเลือกอย่างไหนดี....

 

            แต่อันที่จริง โอกาสเกิดของทั้งสองอย่างในลิฟต์สมัยใหม่นั้นแทบจะเป็นศูนย์ ฟ้าสูดหายใจลึกก่อนจะตัดสินใจ ยังไงพวกเธอก็ต้องออกไปข้างนอก ไม่งั้นก็ต้องอดตายหรือขาดอากาศหายใจตายอยู่ในนี้แน่

 

            “แพรไปก่อนละกัน” สาวหมัดเหล็กหันมาบอกเพื่อน

            “เอ๋ เราเหรอ”

            “อื้ม เร็ว จะได้รีบๆออกไปซะที”

            “อะ.... ก็.... ก็ได้.....”

 

            สาวแว่นผู้น่ารักอิดออดอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยได้ออกไปสูดอากาศในห้องใหญ่ๆข้างนอกก็น่าจะดีกว่าเหม็นอับอยู่ในลิฟต์ขนของนี่ แพรบอกขอโทษเพื่อนสาว ก่อนจะใช้ตัวเธอเป็นฐานเหยียบส่งตัวปีนขึ้นไปยังช่องระหว่างเพดานลิฟต์กับพื้นชั้นแปดสิบเจ็ด เด็กสาวผู้ไม่เก่งกีฬาตะเกียกตะกายอยู่อึดใจใหญ่กว่าจะดึงตัวให้ลอดออกไปได้ แต่ในที่สุดเธอก็ออกไปยืนอยู่ข้างนอกเรียบร้อย

 

            “แก้วต่อเลย”

            “เราว่า.... ฟ้าไปก่อนดีกว่า”

            “ทำไมล่ะ” เด็กสาวหน้าคมขมวดคิ้วถาม “เราจะเป็นฐานเหยียบให้แก้วไง”

            “เราไม่รู้ว่าเราจะออกไปได้มั้ย”

 

            ฟ้าอ้าปากจะซักเหตุผลต่อ แต่เมื่อมองตามสายตาของเพื่อนสาว เธอก็เข้าใจเหตุผลทันที พร้อมๆกับที่ความอิจฉาพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอกที่แบนกว่าเพื่อนสาวเกือบหกนิ้ว

 

            “สถานการณ์แบบนี้ยังจะเล่นเราอีกนะแก้ว.....” สาวหมัดเหล็กเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

            “แหมๆ ล้อเล่นๆ” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้หัวเราะคิก “ก็เห็นฟ้าดูเครียดมาก เลยอยากให้พักสมองหน่อย”

            “ยิ่งเครียดล่ะไม่ว่า ปมด้อยเราเลยนะ” ฟ้ายังงอน “เอ้า ไปเร็ว”

            “จ้า.....”

 

            แก้วผู้คล่องแคล่วพอสมควรอยู่แล้วปีนออกไปได้อย่างง่ายดาย ตามด้วยดาว แล้วจึงปิดท้ายด้วยฟ้าผู้ใช้ทักษะกีฬาที่เริ่มขึ้นสนิมตั้งแต่เข้าเวียงเชียงหลวงสปริงตัวกระโดดขึ้นมาอย่างทุลักทุเลพอสมควร

 

            นอกลิฟต์แทบจะมืดสนิท แสงเพียงน้อยนิดจากหน้าต่างระบายอากาศที่เปิดทิ้งไว้ส่องเป็นแสงสลัวให้ห้าสาวเห็นว่ารอบๆตัวเป็นทางเดินหักศอกอันน่าจะเป็นปกติของบริเวณหน้าลิฟต์ขนของ ทั้งชั้นเงียบเชียบ ไม่มีเสียงแอร์ เสียงพัดลมระบายอากาศ เสียงคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่เสียงความอลหม่านเบื้องล่างลอดเข้ามาเลยสักเดซิเบล มีเพียงความเงียบสงัดเหมือนป่าช้าร้างจนได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเธอเองดังก้องสะท้อนผนังยิปซัม แต่แม้มันจะกดดัน อย่างน้อยมันก็แปลว่าตำรวจยังขึ้นมาไม่ถึงที่นี่.....

 

            “ตาน !?” เด็กสาวผมทวินเทลร้องออกมาเบาๆเมื่อเห็นป้ายชื่อบริษัทที่หน้าลิฟต์โดยสาร “นี่มันบริษัทพ่อเราเองนี่ !?

            “หา พ่อแก้วเป็นเจ้าของบริษัทตานเรอะ !?” ทั้งฟ้าทั้งแพรทั้งดาวอ้าปากค้างแทบจะถึงพื้น ตานเป็นบริษัทผลิตรถยนต์หรูอันดับต้นๆของสารขัณฑ์และของโลก มิน่าเพื่อนสาวถึงได้มีรัศมีไฮโซแผ่แบบนี้

            “ก็.... จะว่าไงดีล่ะ ก็ใช่น่ะนะ....” แก้วเกาแก้มอย่างเขินๆ “ทวดเป็นคนตั้งน่ะ แล้วก็รับช่วงต่อๆกันมา เดี๋ยวพี่ชายเราก็คงรับต่อเหมือนกันแหละ”

            “ไม่บอกกันบ้างเลย” สาวแว่นผู้น่ารักผู้เรียนสายตรงเพื่อผลิตสินค้าหลักของบริษัทแสร้งทำเสียงตัดพ้อ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นปะเหลาะในประโยคต่อมา “เผื่อเรียนจบจะได้ขอเส้นลูกสาวเจ้าของบริษัทฝากเข้าทำงานสักหน่อย”

            “เอ่อ..... อันนั้นคงต้องไปคุยกับฝ่ายบุคคลนะ”

            “แหม ล้อเล่นน่า”

            “ว่าแต่ แบบนี้พ่อแม่แก้วก็ยังอยู่ในตานนะคอนสิ” ฟ้าถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงระคนกังวล

            “อื้ม ก็ยังอยู่” รอยยิ้มของแก้วจางลง

            “ไม่มีแผนจะไปอยู่ที่อื่นชั่วคราวบ้างเหรอ สถานการณ์เป็นแบบนี้”

            “ไม่มีนะ” สาวแว่นทวินเทลส่ายหัว “พวกท่านไม่ค่อยสนใจเรื่องตานีอยู่แล้ว เรื่องที่มีใส่ร้ายกันก็ไม่ค่อยเชื่อ พวกท่านก็เลยคิดว่าคงไม่เป็นไร ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”

            “แล้วพวกท่านรู้รึเปล่าว่าแก้วทำเพจนี้แล้วก็มาชุมนุมนี่”

            “เรื่องชุมนุมน่ะรู้” เสียงของแก้วอ่อยลงเล็กน้อย “พวกท่านก็ห้ามแหละ แต่เราก็พยายามทั้งอธิบายทั้งเกลี้ยกล่อมจนแม่ยอมนะ ส่วนพ่อ.... ก็ยังไม่ยอม แต่ทำไงได้.... แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราบอกพวกท่านว่าเราแค่มาร่วมชุมนุมนะ ไม่ได้บอกว่าเป็นแกนนำ”

            “แล้วถ้าพวกท่านเห็นจากทีวีจะไม่เป็นห่วงกันแย่เหรอ” แพรขมวดคิ้ว “ขนาดพ่อแม่เราที่เวียงคำยังโทรมาเลยนะ”

            “อ้าว แล้วพวกท่านว่าไงบ้าง”

            “เราไม่รับ”

            “เอ้ย”

            “รับไปก็ไม่ได้ยิน อยู่กลางที่ชุมนุมแบบนั้น” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์พยายามแก้ตัว “แต่เราส่งข้อความกลับไปแล้วแหละว่าไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าเห็นท่าไม่ดีขึ้นมาเราจะรีบออกจากที่ชุมนุมทันที”

            “พวกท่านก็ไม่รู้เหมือนกันใช่มั้ยว่าแพรเป็นแกนนำ” เด็กสาวหน้าเคร่งผู้เงียบฟังอยู่นานถามขึ้นบ้าง

            ผู้ถูกถามส่ายหน้า “ไม่ค่ะ”

            “เอาเถอะ สถานการณ์มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็คงต้องเลยตามเลย” ฟ้าตัดบทก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้ “แก้ว ถ้าเกิดเราต้องซ่อนที่นี่จริงๆ แก้วพอจะบอกพ่อแก้วได้มั้ยว่าอย่าบอกใคร แล้วก็ช่วยส่งเสบียงให้ด้วย”

            “น่าจะได้นะ ยังไงพ่อเราก็คงอุ่นใจขึ้นบ้างแหละแบบนั้น”

            “โอเค ดี ขอบคุณมาก” สาวหมัดเหล็กสรุป “ต่อไปก็....”

 

            เสียงของนักเรียนแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงขาดหายไปในลำคอ อีกสี่สาวหันขวับไปมองเธอทันที มีอะไรไม่ปกติแน่

 

            “อะไรฟ้า มีอะไร” แพรกระซิบถามรัวเร็ว ความหวาดระแวงทำให้ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วของเธอเริ่มขาวซีดลงไปอีกเสียแล้ว

            “เมื่อกี้เราเห็นอะไรขยับอยู่ตรงหางตา เหมือนจะเป็นคน แต่วิ่งหายไปแล้ว”

            “ผีเหรอ” สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์ผู้กลัวผียิ่งกว่ากลัวตำรวจปราบจลาจลตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาทันที ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วกลายเป็นสีขาวเหมือนกระดาษในฉับพลัน

            “เราอยากให้เป็นผีด้วยซ้ำ อย่างน้อยเราก็ยังรับมือไหว” เด็กสาวหน้าคมตอบ เธอยังจำได้ว่าความสามารถพิเศษของเธอคืออะไร “แต่ถ้าเป็นคนล่ะก็..... ถ้าเป็นฝ่ายเราที่มาหลบอยู่เหมือนกันก็ดีไป แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือตำรวจขึ้นมาดักรอล่ะก็ซวยแน่”

            “งั้นเปลี่ยนชั้นกันมั้ย” ดาวออกความเห็น

            “ก็ดีนะคะ คิดว่าไงฟ้า”

            “อื้ม เปลี่ยนชั้นกันดีกว่า”

 

            เด็กสาวทั้งห้าเปลี่ยนทิศทางเดินจากมุ่งหน้าเข้าหาส่วนห้องทำงานเป็นหันหลังกลับไปทางบันได แต่ทันทีที่หันกลับ เลือดในกายของห้าสหายร่วมม็อบก็มีอันต้องจับเป็นน้ำแข็งเมื่อเงาร่างคนปรากฏให้เห็นชัดเจนเต็มสองตา ไม่ได้มีเพียงหนึ่งหรือสอง หากมีกันเป็นสิบ พวกมันไหววูบเหมือนวิ่ง ก่อนจะหลบวูบลงใต้เงาของโต๊ะทำงานและจอคอมพิวเตอร์

 

            “พี่ไปเช็กให้มั้ย” ผีสาวคนเดียวในกลุ่มเสนอ “ถ้าเป็นผีจะได้รู้กันไปเลย แต่ถ้าเป็นคนพี่ก็น่าจะไล่ไปได้”

            “อย่าค่ะ เหตุผลเดิม ถ้าเป็นตำรวจของฝ่ายประจิม ผีธรรมดาไม่น่าสู้ได้ค่ะ” แก้วห้ามเสียงแข็ง “ค่อยๆขึ้นบันไดไปดีกว่า อย่าไปยุ่งกับพวกมันเลย”

            “แต่ก็อย่าประมาทนะ” ฟ้าสำทับ “เตรียมพร้อมต่อสู้ตลอดเวลานะ”

            “โอเค”

 

            ห้าสาวค่อยๆย่องขึ้นบันได ตาคอยมองเหลียวหลังตลอดเวลา แต่ขึ้นไปยังไม่ทันจะถึงชานพัก เงาร่างในห้องทำงานนั้นก็พร้อมใจกันวิ่งพรวดพราดออกจากห้องก่อนจะมุ่งหน้าเข้ามาหาพวกเธอ ไวเท่าความคิด ทั้งห้าใส่เกียร์หมากระโจนขึ้นบันไดทีละสามขั้น แม้แต่แพรผู้ร่างกายอ่อนแอที่สุดก็ยังอุตส่าห์ฮึดสู้กับเขาด้วย แต่สังขารของเธอเธอก็ฮึดอยู่ได้เพียงไม่ถึงหนึ่งชั้น ก่อนที่จะก้าวขึ้นถึงชานพักบันไดของชั้นแปดสิบแปด เท้าของสาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ก็สะดุดเข้ากับขั้นบันใดจนเธอล้มกลิ้งแว่นกระจุยกระจายไปคนละทิศคนละทาง เด็กสาวกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างร้อนรน แต่เงานั้นเข้าถึงตัวแล้ว.....

 

            “ฝันไปเหอะ !

            ก่อนที่เงานั้นจะทันได้ทำอะไรแพร มันก็มีอันต้องกระเด็นกลิ้งหลุนๆไปกระแทกกำแพงดังอั้กเมื่อหมัดตรงของฟ้าลอยจากบันไดขั้นบนลงมาซัดเปรี้ยงเข้าเต็มหน้า เด็กสาวหน้าคมก้าวตามจะอัดซ้ำ แต่เธอก็ต้องชะงักมือไว้เมื่อเห็นว่าร่างนั้นมีเสื้อกันหนาวสีเขียวแบบเดียวกับเธอผูกอยู่ที่เอว สาวหมัดเหล็กหันขวับไปมองร่างอื่นๆที่กำลังขึ้นบันไดตามมา พวกเขาก็มีเสื้อกันหนาวสีเขียวผูกอยู่ที่เอวเช่นกัน แถมบางคนยังมีป้ายกระดาษสนับสนุนตานีติดมืออยู่ด้วย

 

            “พวกคุณ.....”

            “อ้าว คุณฟ้าที่เป็นแกนนำไม่ใช่เหรอ !?

 

 

            “ขอโทษค่ะ ฉันก็นึกว่าพวกคุณเป็นตำรวจ”

            “ไม่เป็นไร พวกผมก็นึกว่าพวกคุณเป็นตำรวจเหมือนกัน”

            ชายวัยเกือบๆกลางคนหัวเราะเสียงอู้อี้ให้แกนนำสาวหน้าคมผู้กำลังก้มหัวขอโทษขอโพยจากเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง มือยังคงกดผ้าขนหนูไว้กับครึ่งจมูกครึ่งปากที่มีเลือดไหลโซม แต่นั่นไม่ใช่การบาดเจ็บเดียวที่เขามี ร่างกายของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและแผลถลอก แก้วกวาดสายตามองผู้ชุมนุมคนอื่นๆรอบห้อง ทุกคนบาดเจ็บพอๆกับเขา เสื้อกันหนาวของบางคนก็เปรอะไปด้วยเลือดจากทั้งแผลแตกและแผลถูกแทงและฟัน หนักที่สุดก็น่าจะเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีแผลแตกบนหัวจนเลือดอาบทั้งหน้า

 

            “ขอโทษนะคะที่พวกเราประมาทเกินไป เลยต้องมาเจ็บกันหมดแบบนี้....” แพรก้มหัวลงจรดโต๊ะ เพื่อนแกนนำอีกสองคนทำตามทันที เป็นความผิดของพวกเธอทั้งหมดที่ผู้ชุมนุมต้องมาบาดเจ็บล้มตายกันแบบนี้

            “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เงยหน้าขึ้นเถอะ” หญิงสาววัยเกือบๆสามสิบอีกคนรีบพูด “ที่ออกมาชุมนุมนี่พวกเราก็รู้ความเสี่ยงดีอยู่แล้ว ไม่ใช่ความผิดของพวกคุณแกนนำหรอก ทั้งหมดเป็นความผิดของนักการเมืองบ้าอำนาจอย่างประจิมต่างหาก”

            “ไม่หรอกค่ะ ถ้าพวกเราวางแผนการเดินดีกว่านี้ก็อาจจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้ก็ได้” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ตอบ

            “และเอาจริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าสถานการณ์ล่อแหลมแบบนี้ พวกเราก็ไม่น่าจะเรียกชุมนุมเลย.....” แก้วพูดต่ออย่างโกรธตัวเอง

            “ถ้าไม่ชุมนุมตอนนี้แล้วจะชุมนุมตอนไหนล่ะ” ชายหนุ่มผู้มีเลือดอาบหน้าพูดบ้าง “และถ้าไม่ชุมนุมเราก็ทำอะไรให้ตานีไม่ได้แล้ว พอเถอะครับ ไม่ต่องขอโทษแล้ว พวกคุณทำดีที่สุดแล้วล่ะ”

            “ยังมีคนอื่นมากับพวกคุณอีกมั้ยคะ” ดาวตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง

            “ถ้าไม่นับที่บังเอิญวิ่งมาทางเดียวกันก็มีอีกเกือบยี่สิบคนนะ แต่แยกกันที่บันไดประมาณชั้นยี่สิบ เขาบอกว่าวิ่งไม่ไหวกัน” หญิงสาวอีกคนผู้มีรอยช้ำสีคล้ำบนแขนทั้งสองข้างตอบ

            “โทรบอกให้เขาขึ้นมาได้มั้ยคะ จะได้มาอยู่ด้วยกัน” แก้วแนะนำ “แล้วชั้นยี่สิบก็ใกล้เกินไปด้วย ถ้าตำรวจบุกขึ้นมาจะเสี่ยงโดนจับเอา”

            “จะลองโทรบอกดูนะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยอมขึ้นมากันรึเปล่า เพราะถ้าเกิดมีคนที่เดินไม่ไหวก็คงไม่มีใครทิ้งไว้หรอก”

            “อย่างน้อยก็ลองดูละกันค่ะ”

 

            ทั้งสองฝ่ายอุ่นใจขึ้นบ้างเมื่อได้เพื่อนร่วมชะตากรรมและได้มานั่งอยู่ในห้องประชุมอันแสนสะดวกสบายบนชั้นแปดสิบแปด แม้จะหนาวเข้ากระดูกจนต้องใส่เสื้อกันหนาวด้วยไฟดับเปิดฮีตเตอร์ไม่ได้ก็ตาม ยิ่งเมื่อมีคนไปใช้เตาแก๊สต้มน้ำร้อนมาชงหม่าม้าและกาแฟแจกแล้ว เหตุการณ์ข้างนอกก็เหมือนจะถูกลืมไปชั่วคราว ตำรวจคงไม่อุตสาหะขึ้นมาหาพวกเขาจนถึงที่นี่แน่ และตราบใดที่ยังมีแก๊สและเสบียงอยู่แบบนี้ พวกเขาก็อยู่ที่นี่ไปได้เรื่อยๆ อย่างน้อยก็จนถึงวันที่มีคนมาทำงานอีกครั้ง ซึ่งป่านนั้นกำลังตำรวจที่ล้อมอยู่ก็คงสลายโต๋ไปหมดแล้ว

 

            แต่พวกเขาคิดผิด หม่าม้ายังไม่ทันจะหมดถ้วย ทุกคนก็แทบจะพ่นมันกลับลงมาใส่ถ้วยอีกครั้งเมื่อจู่ๆ เฮลิคอปเตอร์สีดำสนิทก็ปรากฏตัวขึ้นนอกหน้าต่างที่ถูกบานเกล็ดปิดเอาไว้บางส่วน

 

            “เฮ้ย !?

            “อย่าตกใจค่ะ อย่าขยับ” ฟ้ารีบปรามเมื่อเห็นผู้ชุมนุมหญิงหลายคนและผู้ชุมนุมชายบางคนทำท่าจะวิ่ง “มีบานเกล็ดปิดอยู่ พวกมันมองไม่เห็นเราหรอกค่ะถ้าเราไม่ขยับ”

 

            แต่เด็กสาวหน้าคมก็รู้ว่าเธอคิดผิดอีกครั้งเมื่อเสียงประกาศจากลำโพงตัวใหญ่บนเฮลิคอปเตอร์ดังลอดเข้ามา มันทำให้เลือดในกายของเธอลดอุณหภูมิลงจนถึงจุดเยือกแข็งเป็นครั้งที่เกือบๆจะยี่สิบของวันนี้

 

            “แกนนำฟ้า แกนนำแก้ว แกนนำแพร และผู้ชุมนุมทุกคน เรารู้ว่าพวกคุณอยู่ในนั้น อยู่ตรงหน้าพวกเรา ยกมือขึ้นเหนือหัว เราจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม อย่าคิดจะขัดขืนเด็ดขาด !

 

            “บ้าน่า !” แก้วอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู “พวกมันรู้ได้ไงว่าพวกเราอยู่ตรงนี้ !?

            “ตอนนี้ไม่สำคัญหรอก ไปเหอะ !

 

            เด็กสาวหน้าคมรู้ว่าพวกเธอมีเวลาเหลือไม่มากนักเมื่อตัวดูดสุญญากาศหลายตัวถูกยิงมาแปะที่กระจก ไวเท่าความคิด เธอคว้าข้อมือผู้ชุมนุมสองคนที่ใกล้ตัวเธอที่สุดก่อนจะเผ่นแน่บออกจากห้อง ตามมาติดๆด้วยแก้ว แพร ดาว แพรว และผู้ชุมนุมคนอื่นๆ วินาทีต่อมา กระจกทั้งแถบของห้องประชุมก็แตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อปืนกลทั้งสามกระบอกบนเฮลิคอปเตอร์กราดยิงพร้อมๆกัน ลมแรงที่พัดวูบเข้ามาพาเศษกระจกและเศษวัสดุปลิวว่อนไล่หลังเหล่าผู้ชุมนุม แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับความจริงที่ว่าตำรวจตัดสินใจจับตายพวกเขาแล้ว....

 

            “เอาไงต่อฟ้า !?” แก้วตะโกนถามเพื่อนสาว ตอนนี้ต้องเชื่อคนมีประสบการณ์การรบไว้ก่อน
            “อยู่กลางๆตึกไว้ ตรงนี้ก็ได้มั้ง” นักเรียนแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงยั้งเท้าเบรกอย่างฉับพลัน ทำเอาคนอื่นที่ตามหลังมาชนเปรี้ยงจนกลิ้งลงไปกองกับพื้น

            “เบรกก็บอกกันมั่งสิ.....”

            “โทษทีๆ” ฟ้าแตะไหล่เพื่อนสาวผู้น่ารักจากเวียงคำซึ่งถูกผู้ชุมนุมสามสี่คนทับอยู่เป็นเชิงขอโทษก่อนจะพูดต่อ “ต่อให้กระสุนใหญ่แค่ไหนก็ไม่น่าเข้ามาถึงตรงนี้ได้หรอก”

            “แต่ตำรวจรู้แล้วนะว่าพวกเราอยู่ตรงนี้” ผีสาวหน้าหมวยท้วง “แล้วกระจกแตกหมดแล้วแบบนั้นพวกมันก็เข้ามาได้แล้วนะ”

            “ใช่ค่ะ” เด็กสาวหน้าคมตอบเสียงหนัก “เราต้องหาที่ซ่อน ด่วนเลย ไปกันเหอะ ในนี้น่าจะมีห้องไหนสักห้องที่ไม่มีหน้าต่างแล้วก็กว้างพอที่เราจะซ่อนตัวได้บ้างแหละ”

 

            แกนนำสาวยันตัวลุกขึ้น ดึงคนอื่นๆให้ลุกด้วย ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะออกวิ่งอีกครั้ง แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงประกาศก็แผดออกจากลำโพงของเฮลิคอปเตอร์ที่ยังคงลอยลำอยู่นอกตึกอีกครั้ง มันก้องสะท้อนไปตามผนังและทางเดินต่างๆในตึก ราวกับมีตำรวจนับสิบๆนายกำลังพูดพร้อมกัน

 

            “แกนนำและผู้ชุมนุม เราจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป แต่เราจะให้โอกาสคุณมอบตัว จะออกมาที่ริมหน้าต่างเดิม หรือว่าลงไปข้างล่างก็ได้ แต่ถ้านับจากนี้ไปอีกสี่ชั่วโมง เวลาหกโมงตรง พวกคุณยังไม่ยอมออกมามอบตัว เราจะระเบิดตึกนี้ทิ้งทันที ย้ำอีกครั้ง หกโมงตรง เราจะระเบิดตึกนี้ทิ้งทันที !

 

            แพรปล่อยโฮทันที ผู้ชุมนุมหญิงอีกสองสามคนก็เริ่มร้องไห้กระซิกๆ ด้วยความหวาดกลัว ขณะฟ้ากับแก้วมองหน้ากัน พวกเธอเห็นแววเดียวกันในดวงตาของอีกฝ่าย แววแห่งความสิ้นหวังระคนไม่อยากเชื่อ เอากันถึงขนาดนี้เลยหรือ แค่เพื่อจัดการแกนนำม็อบสามคน ถึงกับต้องระเบิดตึกที่สูงที่สุดในเมืองทิ้งเชียวหรือ.....

 

            “ฟ้า แก้ว มอบตัวกันเถอะนะ” แพรสะอึกสะอื้น มือดึงเสื้อเพื่อนสาวทั้งสองอย่างอ้อนวอน “เรายังไม่อยากตาย....”

            “ไม่ต้องกลัวนะแพร ถ้าระเบิดขึ้นมาจริงๆ พี่จะใช้พลังป้องกันให้ ไม่ตายหรอก” วิญญาณสาวผู้มีชื่อคล้ายกับรุ่นน้องสาวพยายามลูบหลังลูบไหล่ปลอบเธอ แม้แพรวจะรู้ดีว่าตัวเองมีพลังไม่ถึงขั้นนั้นก็ตาม การคุ้มกันมนุษย์สองสามคนจากแรงระเบิดหรือวัตถุที่ตกใส่นั้นเธอพอจะทำได้ แต่ไม่ใช่เมื่อวัตถุนั้นเป็นแท่งคอนกรีต เหล็ก และเฟอร์นิเจอร์จากเกือบยี่สิบชั้นเหนือหัวเธอ และยังต้องร่วงลงไปตามแรงโน้มถ่วงโลกอีกเกือบสี่ร้อยเมตรแบบนี้....

            “แพรคิดว่ามอบตัวไปแล้วจะรอดเหรอ” สาวแว่นทวินเทลย้อนถาม “ต่อให้รอด พวกมันคงต้องสอบสวนเราหนักแน่ ดีไม่ดีจะทรมานเอาด้วยซ้ำ ในเมื่อพวกเรารู้เรื่องตานีแบบนี้”

            “แล้วแก้วจะทำยังไง จะยอมตายอยู่ในตึกแบบนี้น่ะเหรอ เราไม่เอาด้วยนะ.....”

            “ใครบอกว่าเราจะยอมตาย พวกกล้วยก็คงไม่อยากให้พวกเราตายด้วย” แก้วตอบ “มันต้องมีวิธีหนีออกไปจากที่นี่สิ.... อย่าง เอ่อ.... ค่อยๆลงไปข้างล่างแล้วหาทางหลบตำรวจออกไป”

            “ไม่ง่าย” ฟ้าส่ายหน้า “แค่ลงบันไดไปก็น่าจะสองชั่วโมงกว่าแล้ว แล้วพอถึงข้างล่าง ถ้าพวกมันจะระเบิดตึกทิ้งจริงก็ต้องมีคนเข้ามาติดตั้งระเบิดแน่ และต้องจำนวนมากด้วยถึงจะพอติดตั้งในเวลาสี่ชั่วโมงได้ เราหลบพวกนั้นไม่พ้นแน่”

            “หรือไม่งั้นก็..... อัดพวกนั้นให้คว่ำแล้วขโมยชุดปลอมตัวออกไป.....”

            “เราไม่มีอาวุธนะ” ดาวท้วงบ้าง “และพี่ว่าต่อให้ล้มคนนึงได้ คนอื่นก็น่าจะต้องรู้ตัว”

            “งั้นก็หาชุดอะไรในตึกนี้แล้วปลอมตัวหลบออกไป.....”

            “วันนี้ไม่มีคนมาทำงาน ในตึกมีแต่ผู้ชุมนุมทั้งนั้น”

            “ถ้างั้นก็.... หาอะไรมาต่อๆกันแล้วกระโดดลงไปเป็นร่มชูชีพ....”

            “ไปไกลละแก้ว” สาวหมัดเหล็กเบรกเพื่อนสาวผู้เริ่มจะเพ้อฝันจากความกดดัน “ยอมรับเถอะ เราไม่มีทางออกไปจากตึกนี้ได้โดยไม่โดนจับแน่”

            “ถ้างั้นก็ต้องมอบตัวเหรอ”

            “ก็.... คงต้องงั้นแหละ” เด็กสาวหน้าคมคอตกอย่างหมดหวัง “เป็นทางที่ดีที่สุดของพวกเราแล้ว ถ้าไม่นับ.....”

            “ไม่นับอะไร” แก้วถามเสียงเข้ม

            “ติดต่อกล้วย ขอให้กล้วยมาช่วย”

            “ฟ้าติดต่อกล้วยได้เหรอ” สาวแว่นผู้น่ารักถาม เสียงของเธอยังปนสะอื้น

            “ไม่รู้ว่าได้รึเปล่า กล้วยน่าจะอยู่ไกลมาก แต่จะพยายาม” ฟ้าตอบ “เราจะพยายามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงห้าโมงครึ่งละกัน ถ้าตอนนั้นไม่ได้.... ก็คงต้องมอบตัว โอเคมั้ย”

 

            เด็กสาวกวาดตามองทั้งเพื่อนสาว รุ่นพี่ และผู้ชุมนุมคนอื่นๆ แววสิ้นหวังฉายชัดอยู่ในทุกใบหน้า ความหวังเพียงริบหรี่ที่อยู่ในดวงตาจ้องมองมาที่เธอ นักเรียนแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงเม้มปาก เธอคิดจะช่วยกล้วย แต่สุดท้ายกลับต้องให้กล้วยผู้กำลังลำบากอยู่แล้วมาช่วยเสียเอง แต่มันก็เป็นหนทางเดียวของเธอในยามนี้ ฟ้าหลับตาลง รวบรวมสมาธิ ก่อนจะโทรจิตด้วยพลังสมองทั้งหมดที่เธอมี

 

            กล้วย กล้าย ทุกคน นี่ฟ้า ได้ยินเรามั้ย ช่วยเราที !’

 

 

            “อุ๊ยสาย บอกพวกกล้วยเถอะค่ะ สถานการณ์บานปลายขนาดนี้แล้วนะคะ !

            ผีสาวคนสวยอ้อนวอน แต่ผู้ถูกอ้อนวอนยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาสีดำที่ส่องประกายสีแดงยังจับจ้องนิ่งอยู่ที่ภาพการจลาจลบนจอแอลซีดี

 

            เดือนขมวดคิ้วอย่างขัดใจ ทำไมวิญญาณสาวรุ่นพี่.... หรือเรียกให้ถูกน่าจะเป็นรุ่นยายของเธอถึงได้ใจร้ายแบบนี้ ทั้งที่เด็กสาวที่รู้จักกันกำลังตกอยู่ในอันตรายแท้ๆ หญิงสาวกำลังขยับปากจะต่อว่า แต่เธอก็ยั้งเอาไว้ได้ทันเมื่อดวงตาของเธอเหลือบไปเห็นมือของฝ่ายตรงข้ามที่วางอยู่บนที่วางแขนโซฟา มันจิกเบาะกำมะหยี่แน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน สายคงอยากไปช่วยฟ้าไม่น้อยไปกว่าเธอ แต่ในฐานะผู้บัญชาการโดยปริยายของกองกำลังผสมตานีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เธอก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเสี่ยงไปช่วยคนอื่นได้ ขนาดตัวเองยังจะเอาไม่รอดเลย.....

 

            จู่ๆประตูก็เปิดผาง กล้วยกับกล้ายยืนกระหืดกระหอบอยู่หน้าห้อง ก่อนที่ราชินีตานีจะพูดขึ้นด้วยเสียงรัวเร็วจนแทบฟังไม่เป็นคำ

 

            “อุ๊ยสายฟ้าโทรจิตมาเจ้า เปิ้นขอหื้อหมู่เฮาไปช่วยเปิ้นด่วนเลย !

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เส้นสาย – โปรแกรมแช็ตสัญชาติฮิมิตสึแต่ยอดนิยมอันดับหนึ่งของสารขัณฑ์ สัญลักษณ์แทนอารมณ์หรือที่เรียกว่าสติกเกอร์ของโปรแกรมนี้ออกมาเป็นตุ๊กตาหลอกเด็กให้คีบเล่นในร้านคีบตุ๊กตามากมาย

 

**ตึกสูงๆ จะมีลิฟต์สองชุด ใช้ในชั้นล่างๆ กับชั้นบนๆ เพื่อให้สามารถขนถ่ายคนได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอลงจากชั้นบนสุดหรือขึ้นจากชั้นล่างสุดมารับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #125 รักต์ศรา (จากตอนที่ 88)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 17:10
    ฟ้านี่สปิริตแกนนำสูง ความกล้ามาเต็ม แต่ยังอ่อนประสบการณ์เมื่อเทียบกับเกมการเมืองไปหน่อยแฮะ

    เก็บ EXP ดีๆ อาจจะได้เป็นนายกในอนาคตก็ได้

    แต่พวกภาครัฐเล่นแรงมาก นี่กะระเบิดตึกที่มีมนุษย์ด้วยกันอยู่เลยงั้นรึเนี่ย

    เรื่องนี้ไม่มีพวกสเกลโอเวอร์มาหยุดแบบเรื่องเราภาคแรกด้วยสิ คงต้องดูทางลงของเรื่องกันต่อไป

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มกราคม 2560 / 08:46
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 28 มกราคม 2560 / 09:37
    #125
    1
    • #125-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 88)
      28 มกราคม 2560 / 09:02
      ตอนนั้นตึกนั้นไม่มีใครอยู่นอกจากผู้ชุมนุม ซึ่งทางรัฐตีตราแล้วว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งของรัฐและของมนุษย์โดยรวม เลยตัดสินใจจับตาย อันนี้ทางรัฐตัดสินใจเองเลยด้วยซ้ำ ประจิมไม่ได้เป็นคนเสนอ แค่เซ็นคำสั่งสุดท้ายด้วยหน้าที่ประธานรัฐเท่านั้น

      ถามว่าฟ้าจะโตไปไม่โกง เอ้ย โตไปเป็นนายกไหม ไม่น่า เจ๊แกอยากต่อยมวยกับรักษาคนมากกว่า ดูขัดแย้งกันยังไงชอบกล

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มกราคม 2560 / 09:16
      #125-1