ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 87 : ความอัปยศที่หลบหนีไปในรถไฟความเร็วสูงหัวจรวด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ก.ค. 58

            “กล้วย วันนี้อยากกินอะไรมั้ย เดี๋ยวเราทำให้”

            หลานชายหมอผีใหญ่ช่างดูน่าสงสารเหลือเกินเมื่อใบหน้าฉายแววหมาหงอยขณะพยายามชวนเพื่อนสาวคุยอย่างสุดชีวิต แต่อีกฝ่ายไม่หือไม่อือกับเขาเลย ราชินีตานีแทบไม่แสดงกิริยาใดๆว่าได้ยินเขาด้วยซ้ำ เด็กสาวหน้าจืดลุกไปนั่งข้างสายที่กำลังนั่งดูโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณอยู่ที่โต๊ะยาวอีกฟากหนึ่งของห้องโดยไม่มองเขาเลยสักนิด อันที่จริง ตลอดระยะเวลาสามวันที่ผ่านมานี้ เธอทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ.....

 

            เขานึกอยู่แล้วว่าต้องลงเอยแบบนี้.....

 

            “จ้าด” เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมดังขึ้นจากด้านหลัง และถ้าเด็กหนุ่มหูไม่ฝาด มันก็ฟังดูมีแววเอาเรื่องแฝงอยู่

            “ว่าไงกล้าย” หลานชายหมอผีใหญ่หันไปมองเจ้าของเสียง แล้วก็เห็นเธอยืนกอดอกอยู่ด้านหลังเขา ท่าทางเอาเรื่องจริงๆเสียด้วย แต่จะเอาเรื่องยังไงเขาก็ไม่สนแล้ว ไม่มีอะไรเจ็บปวดสำหรับเขาในยามนี้ไปมากกว่าการถูกเพื่อนสาวหน้าจืดมองข้ามอีกแล้ว....

            “มากับข้าหน่อย”

            “เฮาไปด้วย” หมิงที่นั่งอยู่ข้างๆรีบลุก แต่กล้ายหันขวับกลับมามองเธอด้วยสายตาที่แปลได้คร่าวๆว่า อย่าเจือก

            “ข้าเรียกจ้าด บ่ได้เรียกหมิง” คำพูดของตานีสาวผมหางม้ายืนยันสายตาของเธอ แต่สมิงสาวไม่ยอมง่ายๆ

            “เฮาคิดว่าเฮาฮู้ว่ากล้ายเรียกจ้าดไปเว้าเรื่องอีหยัง” เด็กสาวหน้าเสือตอบเสียงต่ำๆ “และถ้าเฮาคิดถูก เฮานี่แหละเป็นหนึ่งในตัวการของเรื่องนั้น เพราะจังซั่นเฮาต้องไปด้วย”

            “หมิงจะไปฮู้อะหยัง”

            “เอาเป็นว่าเฮาขอไปด้วยก่อน แล้วถ้าเรื่องที่สิเว้ากันบ่แม่เรื่องที่เกี่ยวกับเฮาเฮาก็สิลงมาที่นี่ทันที เอาจังซั่นบ่”

            “ก็ได้” กล้ายตอบอย่างเสียไม่ได้ แต่ดวงตาของเธอก็ฉายแววสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าสมิงสาวน่าจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ “ตามมา เอาเสื้อกันหนาวมาด้วย”

 

            พูดจบ เด็กสาวผมหางม้าก็ก้าวฉับๆออกไปจากห้องโดยไม่รอคู่สนทนาทั้งสองเลย จ้าดกับหมิงรีบกระโจนตามอย่างรวดเร็ว ตานีสาวเดินนำพวกเขาขึ้นบันไดไปหลายชั้นจนหลานชายหมอผีใหญ่เริ่มหอบ ก่อนจะเดินออกไปตามระเบียงทางเดินที่ตัดผ่านพื้นที่อันกว้างใหญ่ของโรงเก็บเครื่องบินในระดับสูงเกือบถึงเพดาน สมิงสาวกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อมองพื้นที่อยู่ต่ำลงไปกว่ายี่สิบเมตรเบื้องล่าง เธอรีบเงยหน้าขึ้นหวงจะเอาจ้าดเป็นเพื่อนกลัวด้วยกัน แต่หลานชายหมอผีใหญ่ดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับระดับความสูงนี้เลย เด็กหนุ่มเพียงเดินก้มหน้าตามผู้นำของเขาไปอย่างเงียบๆ.....

 

            ในที่สุด ทั้งสามก็เดินทะลุสุดปลายของโรงเก็บเครื่องบินออกมายังลานระเบียง โต๊ะและเก้าอี้เหล็กที่พอจะรับคน หรือพูดให้ถูกน่าจะเป็นตานีราวๆยี่สิบตนได้พร้อมๆกันบ่งบอกว่ามันคงจะเป็นที่พักระหว่างทำงาน กล้ายเดินไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง ปัดหิมะออกก่อนจะนั่งลง ยกมือขึ้นกอดอกอีกครั้ง เงยขึ้นจ้องหน้าหลานชายหมอผีใหญ่เขม็ง แล้วจึงยิงคำถามแรกด้วยเสียงเฉียบขาด

 

            “นายยะอะหยังกล้วย”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่นิ่งเงียบ ดวงตาตี่เพียงมองกลับดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสว่างของอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่าเขาแปลกใจหรือตกใจกับคำถามนี้ เขารู้ตั้งแต่กล้ายเรียกเขาออกมาแล้ว แต่เขาไม่รู้จะตอบยังไงดี เขาไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นยังไงดี.....

 

            “ตอบมา นายยะอะหยังกล้วย”

            ตานีสาวผมหางม้าเห็นเพื่อนหนุ่มไม่ตอบก็คาดคั้นอีกครั้ง ด้วยเสียงเข้มขึ้นอีก แต่จ้าดก็ยังคงนิ่งเงียบ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลุกพรวด ก่อนจะปรี่มาดึงคอเสื้อของฝ่ายตรงข้ามอย่างอดรนทนไม่ได้

 

            “ถามว่าไปยะอะหยังกับกล้วย จะตอบดีๆ หรือจะหื้อข้าอัดนายก่อน !?

            “กล้าย ใจเย็นๆก่อน” หมิงพยายามเบรกเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายหันขวับมาแว้ดใส่ทันที

            “บ่ฮู้อะหยังก็เงียบไปเลยหมิง แล้วก็ไปได้แล้ว เรื่องนี้บ่เกี่ยวกับหมิง !

            “แล้วถ้าบอกว่าเกี่ยวล่ะ” เสียงของเด็กสาวหน้าเสือแข็งขึ้นบ้าง “จ้าดเปิ้นมักกล้วย เฮาเลยบอกหื้อเปิ้นบอกกล้วยไป กล้วยเปิ้นก็เลยเป็นจังซี่ !

 

            ตานีสาวชะงักค้างไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันขวับด้วยความเร็วที่น่าจะทำให้ข้อต่อคอลั่นกร๊อบไปถามหลานชายหมอผีใหญ่เสียงสูงปรี๊ด

 

            “นายยะอะหยังนะ !?

            “เรายังไม่ได้บอกกล้วยเลย” จ้าดตอบ เสียงเศร้าสร้อยของเขาตัดกับเสียงที่แทบจะเป็นกรีดร้องของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอย่างสิ้นเชิง “เราแค่.... ชมเขาไปนิดหน่อย บอกว่าชอบเขาตอนหัวเราะมากกวาตอนร้องไห้ แล้วเขา..... แล้วเขาก็ไม่พูดกับเราอีกเลย.....”

            “นายยะอะหยังลงไปเนี่ย” เด็กสาวผมหางม้าทรุดตัวกลับลงไปนั่งบนเก้าอี้เหล็กจนมันครูดพื้นดังเอี๊ยด “ในสถานการณ์จะอี้ด้วย.....”

            “ก็.... ก็เพราะสถานการณ์แบบนี้นั่นแหละ เราก็เลยพูดแบบนั้นไป เราคิดว่าน่าจะช่วยให้กล้วยดีขึ้นบ้าง....”

            “กลับกันเลยบ่าจ้าดง่าว” กล้ายสวนกลับ “นายก็น่าจะฮู้.... บ่สิ นายคงบ่ฮู้ ข้าก็บ่เคยบอก แต่กล้วยเปิ้นอ่อนไหวกับเรื่องจะอี้มากเน่อ นิดๆหน่อยๆเปิ้นก็คึดมากไปเองแล้ว แล้วยิ่งไปอู้จะอั้นอีก เปิ้นก็จะคึดไปว่านายกำลังฉวยโอกาสในสถานการณ์จะอี้เพื่อจะได้เข้าใกล้เปิ้น เปิ้นเกลียดการยะจะอี้ที่สุดเลยเน่อ !

            “เราไม่ได้ฉวยโอกาสสักหน่อย !” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบทันควัน “เราแค่เห็นว่าน่าจะ.....”

            “นายจะฉวยหรือบ่ฉวยข้าบ่สนใจ เอาแต๊ๆมันก็บ่แม่นเรื่องผิดหรอก” ตานีสาวขัดขึ้น “แต่ข้ายืนยันเลยในฐานะเป็นเพื่อนกับเปิ้นมานาน กล้วยเปิ้นคึดไปจะอั้นแล้วแน่ๆ และเปิ้นก็เกลียดนายไปแล้วแน่ๆเหมือนกัน”

            “งั้นเหรอ......”

            “แล้วหมิงก็อีกตน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเปลี่ยนเป้าหมายมาจู่โจมสมิงสาวที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆหลานชายหมอผีใหญ่บ้าง “คึดอะหยังอยู่ถึงได้บอกหื้อเปิ้นสารภาพรัก ทั้งๆที่กล้วยเปิ้นเป็นจะอั้น.... แต่เอาเถอะ หมิงก็บ่ฮู้นี่เน่อ”

            “เฮาฮู้” เด็กสาวหน้าเสือเน้นเสียง “จ้าดเล่าหื้อเฮาฟังแล้วตอนที่เฮาคุยกับเปิ้นวันก่อนไปเล่นสกี”

            “แล้วทั้งๆที่ฮู้ก็ยังบอกหื้อเปิ้นยะจะอั้นเนี่ยก๋า !?

            “แม่น” สมิงสาวตอบหนักแน่น ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวจ้องกลับอีกฝ่ายราวจะสู้ “วันก่อนๆกล้ายกังวลแล้วก็เศร้าเรื่องเหตุการณ์อยู่เลยบ่ฮู้สึก แต่ถ้าสังเกตจักหน่อย มองปราดเดียวก็ฮู้แล้วว่าจ้าดเปิ้นมักกล้วย แล้วเปิ้นก็เก็บอาการบ่ค่อยอยู่ด้วย เฮาเลยคิดว่าต่อให้บ่บอก สักวันกล้วยเปิ้นก็ต้องฮู้อยู่ดี ในบ่ซ้านี้ด้วย และระหว่างบอกเปิ้นไปตรงๆกับเปิ้นมาฮู้เอง เฮาว่าอย่างหลังความฮู้สึกเปิ้นสิแย่กว่านี้อีกเด๊ กล้ายก็บอกเองบ่แม่นบ่ว่าเปิ้นขี้ระแวง คิดดูสิว่าถ้าตนขี้ระแวงฮู้ว่าเรื่องที่เปิ้นระแวงอยู่เป็นเรื่องแท้ เปิ้นสิฮู้สึกจังไส”

            “มันก็.... แต๊อยู่หรอก.....” ตานีสาวผมหางม้ายอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็หันขวับกลับมาหาหลานชายหมอผีใหญ่อีกครั้ง “แล้วยะหยังบ่มาปรึกษาข้าก่อน บ่แม่นว่านายบ่ฮู้ว่าข้าสนิทกับกล้วยเน่อ !

            “ก็.... กล้ายชอบกล้วยนี่ เราเลยกลัวว่ากล้ายจะกันท่าเรา.... หรืออาจจะพยายามทำให้เราไม่สมหวัง.....”

            “โอ๊ย บ่าจ้าดง่าวนี่ คึดว่าข้าเป็นตนจะไดหา !?” กล้ายกระแทกเสียง “ข้าชอบกล้วยก็แต๊ แต่ข้าก็บ่มีทางยะจะอั้นหรอก ข้าแมนพอ !

            “เอ้า สรุปว่ากล้ายเป็นผู้บ่าวบ่นี่.....”

            “มันแม่นเวลาก๋าบ่าสมิงบ้าพลัง !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหันมากัดคู่ปรับสาวผู้นั่งแสยะยิ้มให้เธอหนึ่งกร้วม เธอสูดหายใจลึกตั้งท่าจะโวยใส่จ้าดต่อ แต่ก็เปลี่ยนเป็นถอนหายใจหนักหน่วงยาวเหยียดแทน “เอาเหอะ โวยไปก็ไร้ค่า เรื่องมันเกิดไปแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าคือ นายจะยะจะไดต่อ”

            “ไม่รู้ ไม่รู้เลย” เด็กหนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ คิ้วรกขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นเงื่อนขัดสมาธิ “กล้ายพอจะรู้วิธีไหนที่ทำให้เขาหายเกลียดเราบ้างมั้ย ไม่ต้องถึงขั้นมาคบกับเรา ขอแค่คุยกับเราเหมือนแต่ก่อนก็พอ”

            “แค่คุยก็ยังบ่มีเลย” กล้ายตอบเสียงหนัก “ข้าว่า นายรีบตัดใจไปดีกว่า”

            “ไม่ เราไม่อยากตัดใจ”

            “ยะหยัง” ตานีสาวผมหางม้าย้อนถามทันที

            “เราเสียดาย” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่เบาลง แต่เด็กสาวทั้งสองจับความเศร้าที่เจืออยู่ได้ชัดเจน “เราเสียดายเวลาที่เคยอยู่ด้วยกันมา เราเสียดายที่อุตส่าห์เคยสนิทกันถึงขนาดนั้น แต่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน ไม่สิ กลายเป็นอากาศธาตุในสายตาเขาไปแล้ว เราไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้.....”

            “แล้วนายคึดว่าถ้านายไม่ตัดใจ สถานการณ์จะดีขึ้นก๋า” กล้ายย้อนถาม “ข้าบ่คึดจะอั้น”

            “ก็ถึงถามอยู่นี่ไงว่ากล้ายพอจะรู้วิธีไหนบ้างมั้ย”

            “ก็บอกอยู่ว่าบ่มี !

            “กล้ายลองเว้ากับกล้วยเปิ้นดูสักหน่อยได้บ่ล่ะ” สมิงสาวช่วยเพื่อนหนุ่มอีกแรง “ถ้ากล้ายซ่วยเว้า เปิ้นอาจสิบ่เกลียดรุนแรงจังซี่ก็ได้เด๊”

            “เกลียดข้าไปด้วยสิบ่ว่า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบห้วนๆ “อย่างที่ว่า กล้วยเปิ้นอ่อนไหวเรื่องนี้มาก แล้วเปิ้นก็บ่ชอบหื้อผู้ได๋ไปยุ่งด้วย ยิ่งข้าเคย.... มีเรื่องจะอั้นกับเปิ้นด้วยแล้ว.....”

            “เหอะน่ากล้าย ซ่วยเปิ้นหน่อยละกัน” เด็กสาวหน้าเสือพยายามเกลี้ยกล่อมเสียงปะเหลาะ “บ่ต้องตอนนี้ก็ได้ ทิ้งระยะให้อารมณ์เปิ้นเบาๆลงหน่อยแล้วค่อยไปเว้าก็ได้”

            “อยากช่วยมากนักก็ไปอู้เองก่อล่ะ !?

            “แต่เฮาก็บ่ได้สนิทกับกล้วยเหมือนกล้ายนี่” หมิงตอบก่อนจะเสนอ “เอาจังซี่ สิไปเว้าเมื่อได๋บอกเฮา เดี๋ยวเฮาไปซ่วย ตกลงก่อ”

            “บ่ตกลง” ตานีสาวตอบห้วนๆ แต่เธอก็พูดต่อโดยไม่สบตาอีกฝ่าย “ดูต่อไปก่อนละกัน ถ้ามีโอกาสข้าอาจจะคึดดูอีกที”

            “อื้ม” สมิงสาวยิ้มอย่างมีชัย ก่อนจะหันมาหาเด็กหนุ่มหน้าดุที่ยังคงกุมขมับอมทุกข์ “แต่ตอนนี้ยังเฮ็ดอีหยังบ่ได้ นายก็อย่าซึมเศร้านักเลย ตอนฟ้านายก็ผ่านมาได้ ตอนยูคิก็ยังผ่านมาได้ ตอนนี้นายก็ต้องผ่านไปได้เหมือนกัน”

            “ไม่รู้สิ มันต่างกัน.....”

 

            เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรจิตของกล้วย

            กล้าย หมิง อยู่ที่ได๋ ปิ๊กมานี่ด่วน ฟ้าติดต่อมา !’

            หา !?’

 

 

            สองวิญญาณสาวสวยและอีกสามตานีที่ไม่สวยเท่าไหร่นักนั่งกันอยู่ที่โต๊ะกลางห้องกินข้าวแล้วตอนที่กล้าย หมิงและจ้าดกระหืดกระหอบเข้าไป แลปทอปที่ต่อเชื่อมกับไมโครโฟนวางอยู่กลางโต๊ะ ขณะบนหน้าจอแอลซีดีกว้างเกือบสามเมตรที่ผนังอีกด้านหนึ่งของห้อง ใบหน้าสวยคมแต่แฝงแววห้าวที่เหล่าสหายร่วมรบคุ้นตากำลังยิ้มมาให้ ยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยอารมณ์หลายอย่าง ทั้งโล่งใจ ทั้งคิดถึง และทั้งเศร้าสร้อย.....

 

            “ฟ้าติดต่อมาได้จะได” กล้ายยิงคำถามแรกทันทีตั้งแต่ก้นยังไม่ถึงเก้าอี้

            “ถามเหมือนกล้วยเมื่อกี้เลย” เด็กสาวหมัดเหล็กตอบกลั้วหัวเราะ “พี่โจ้กับลุงหมื่นช่วยน่ะ”

            “อ้ายโจ้กับลุงหมื่น..... กะที่หมู่เฮาเจอตอนนั้นแม่นก่อ”

            “ใช่” ฟ้าตอบ “ขอโทษนะที่ติดต่อมาช้า พวกเราหาทางติดต่อมาตลอดตั้งแต่ได้ข่าวเมื่อมะรืนวานแล้ว แต่เพิ่งติดต่อได้ตอนนี้นี่แหละ”

            “แต่ฟ้าบ่ควรจะติดต่อมาเลยเน่อ” ราชินีตานีเตือนเสียงเข้ม “ถ้าเกิดมีผู้ได๋สะกดรอยตามหรือแอบดักฟังฟ้าอยู่จะยะจะได”

            “ไม่ต้องห่วงหรอก เราเข้ามาในเชียงกะเลย ไม่น่ามีมนุษย์คนอื่นเข้ามาได้หรอก”

 

            เด็กสาวหน้าคมหมายถึงเมืองของกะซึ่งเป็นมิติซ้อนอยู่ในใจกลางเมืองเชียงหลวง เธอเอียงกล้องหรือน่าจะเป็นแลปทอปของเธอให้ปลายสายดูรอบๆห้องด้วย กรอบรูปที่มีภาพเคลื่อนไหว พัดอันใหญ่ที่ลอยหมุนโบกพัดอยู่กลางอากาศได้เอง และเอกสารที่ลอยไปลอยมาอยู่ในโถงทางเดินนอกห้องบอกชัดว่าเธออยู่ในเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ที่เก่งด้านเวทมนตร์อันดับต้นๆของโลกจริงๆ

 

            “จะอั้นก็บ่เป็นอะหยัง” กล้วยตอบด้วยเสียงอ่อนลงบ้าง แต่ประโยคต่อมาของเธอก็กลับไปหนักและเน้นเสียงกว่าเดิม “แต่ข้าเจ้าคึดว่าต่อหื้อไปอยู่ในเชียงกะ ฟ้าก็อย่าติดต่อมาหาหมู่เฮาอีกเลยจนกว่าจะจบเรื่องนี้ดีกว่า”

            “ทำไมล่ะ” ฟ้าขมวดคิ้วถามเสียงสูง “เรากำลังจะถามกล้วยด้วยซ้ำว่ามีอะไรที่เราหรือกะคนอื่นๆช่วยได้บ้างรึเปล่า”

            “ห้ามเด็ดขาด” ตานีสาวหน้าจืดตอบแข็งกร้าว “ฟ้าบ่ฮู้ตัวก๋าว่าโดนหมายหัวอยู่แล้วเพราะเคยสนิทกับหมู่เฮา ยิ่งถ้าฟ้าช่วยหมู่เฮา ฟ้าจะยิ่งเสี่ยง แล้วข้าเจ้าก็บ่ฮู้ว่าประจิมตนนี้เปิ้นจะยะอะหยังบ้าง แต่เลือดเย็นอย่างเปิ้น ต่อหื้อฟ้าอยู่เชียงหลวง ข้าเจ้าก็บ่มั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ว่าเปิ้นจะบ่ยะอะหยังฟ้า”

            “แต่เราก็มีกะคอยคุ้มครองอยู่นี่”

            “กะยะอะหยังมนุษย์บ่ได้เน่อ” ราชินีตานีท้วงเพื่อนสาว “อาวุธของหมู่เปิ้นคือการสลายพลังงานวิญญาณซึ่งใช้กับมนุษย์บ่ได้ และถ้าเกิดหมู่เปิ้นใช้พลังอย่างอื่นทำร้ายมนุษย์ขึ้นมา เปิ้นก็อาจจะมีปัญหากับโลกหลังความตายก็ได้ บ่คุ้มกันหรอก”

            “แต่เราอยากช่วยจริงๆนะ” เสียงของเด็กสาวหน้าคมมีแววอ้อนวอน “เราทนนั่งอยู่เฉยๆทั้งๆที่รู้ว่าทุกคนกำลังเสี่ยงตายไม่ได้หรอก”

            “อยากช่วยก็ช่วยอะหยังบ่ได้แล้วฟ้า” อดีตพันเอกสาวถอนหายใจเฮือก “ตอนนี้หมู่เฮาคงต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะจนเรื่องซาเท่านั้นแหละ แล้วจะปิ๊กไปหรือจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ ก็ค่อยคึดกันอีกที แต่คงบ่แม่นในเร็วๆนี้แน่ ฟ้าตั้งใจเรียนไปเถอะ อย่าเป็นห่วงหมู่เฮาเลย”

            “แต่..... จะให้ชื่อเสียง จะให้เกียรติยศของตานีเสื่อมเสียไปทั้งๆแบบนี้น่ะเหรอคะอุ๊ยสาย” ฟ้าถามอย่างสิ้นหวัง “จะให้เรื่องมันจบไปทั้งๆแบบนี้จริงๆน่ะเหรอคะ”

            “หมู่เฮาในตอนนี้บ่อยู่ในสถานะที่จะเป็นห่วงชื่อเสียงหรือเกียรติยศแล้ว” สายตอบเสียงหนัก “แค่ตัวหมู่เฮายังอาจจะเอาบ่รอดเลย”

            “ก็นั่นไงคะ ฟ้าถึงอยากช่วย”

            “ก็ช่วยอะหยังบ่ได้ อย่างที่บอกนั่นแหละ” หญิงสาวหน้าหวานย้ำคำเดิม “สุมาเน่อฟ้า อุ๊ยฮู้ว่าฟ้าหวังดี แต่ตอนนี้ หมู่เฮารับความหวังดีของฟ้าบ่ได้แต๊ๆ.....”

 

            สาวหมัดเหล็กทำท่าจะอ้าปากเถียงต่อ แต่ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้

 

            “ค่ะอุ๊ยสาย” ฟ้าพยักหน้ารับอย่างหงอยๆ “ถ้างั้นก็ ดูแลตัวเองนะคะ ถ้ามีอะไรติดต่อมาทางกะนะคะ”

            “เดี๋ยวๆฟ้า” จ้าดรีบรั้งเพื่อนสาวเอาไว้เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะกดตัดการเชื่อมต่อ “แล้วพ่อแม่ฟ้าล่ะ ตอนนี้อยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ตานนะคอนใช่มั้ย”

            “เคยบอกแล้วนี่ว่าแม่เราไปทำวิจัยที่ยันระเมอ ส่วนพ่อเราประจำอยู่สหัสวารี” เด็กสาวหน้าคมตอบ “คงยังไม่กลับตานนะคอนเร็วๆนี้หรอก แต่พ่อเราก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ ถามถึงพวกกล้วยตลอดเลยด้วย แต่เราก็บอกว่าเราไม่รู้”

            “ฝาบกราบขอบคุณพ่อแม่ฟ้าด้วยเน่อที่เป็นห่วง” ตานีสาวผมหางม้าบอกเพื่อนสาว

            “อื้ม เดี๋ยวบอกให้” ฟ้าพยักหน้า “โอเค ถ้างั้นก็ ดูแลตัวเองดีๆนะทุกคน คิดถึงนะ”

            “ฟ้าก็เหมือนกันเน่อ ขอบคุณมากที่อุตส่าห์โทรมา”

            “อื้ม แล้ว..... ไว้เจอกันนะ”

 

            เด็กสาวหน้าคมเอื้อมมือมาทางจอ ก่อนที่ภาพจะดับหายไป แต่ก็เหมือนเมื่อคราวที่แล้วที่ฟ้าติดต่อมาท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองตานนะคอน ความรู้สึกในใจของเหล่าสหายร่วมรบยังคงอยู่ ความรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รู้ว่าแม้ในสถานการณ์ตกต่ำที่สุดเช่นนี้ก็ยังมีคนเป็นห่วงพวกเขา.....

 

            อีกด้านหนึ่งของการเชื่อมต่อ ฟ้าพับแลปทอปของเธอเก็บลงกระเป๋า ในใจผิดหวังอยู่ไม่น้อยที่เหล่าสหายที่เธอเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่ปฏิเสธน้ำใจเช่นนั้น แม้เธอจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายหวังดีก็ตาม

 

            แต่เอาเถอะ เพื่อนๆของเธอไม่รู้ว่าเธอยังมีอีกแผนหนึ่งที่ถูกวางมานานนับเดือนแล้ว และมันคงหยุดไม่ได้ง่ายๆ.....

 

 

            เสียงเคาะดังขึ้นจากประตูไม้ของหอพักมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสำเนียงอีสานที่คุ้นหูเด็กสาวหน้าคม

 

            “ฟ้า ขอเข้าไปได้บ่”

            “สรุปสถานการณ์เหรอคะ รอแป๊บนึงนะ ฟ้าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ”

 

            สาวหมัดเหล็กรีบปลดผ้าเช็ดตัวที่กระโจมอกของเธออยู่ คว้าชุดนอนยาวมาสวมอย่างว่องไวก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ไปเปิดประตูห้อง ชายร่างสูงชะลูดเกินมนุษย์ในชุดสูทสีดำสนิทค้อมหัวให้เธอน้อยๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง มีเด็กสาวซึ่งก็สูงลิบลิ่วไม่แพ้กันเดินตามเข้ามาอีกสองตน ฟ้าอดผิดสังเกตไม่ได้ว่าทำไมวันนี้มากันเยอะแยะ ทั้งๆที่ตั้งแต่เริ่มมีการสรุปสถานการณ์ประจำวันจากวันที่ตานนะคอนเริ่มมีเหตุการณ์ผิดปกติ จะมีเพียงโจ้หรือไม่ก็หนึ่งในกะสาวสองตนนี้เท่านั้นที่จะมาสรุปรายงานสถานการณ์ลาดตระเวนประจำวันให้เธอ แต่ก่อนที่เธอจะถาม กะหนุ่มตนเดียวในกลุ่มก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

 

            “ห้องยังเรียบร้อยเหมือนเดิมเลยนะ สมกับเป็นเด็กผู้หญิง”

            “วิจารณ์มากนัก วันหลังจะไม่ให้เข้า แล้วจะบอกลุงหมื่นด้วย”

 

            เด็กสาวแสร้งขู่ไปงั้นเอง เธอกับกะทั้งสาม และแม้แต่กะตนอื่นๆทั้งชายและหญิงที่รับหน้าที่อารักขาเธออยู่ในมหาวิทยาลัยตอนนี้คุ้นหน้าคุ้นตาจนต่อให้เคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามากลางห้องโดยไม่บอกกันล่วงหน้าเธอก็ไม่ว่าอะไรแล้ว ยกเว้นจะตอนเธอโป๊อยู่นั่นก็อีกเรื่อง

 

            “อย่าๆ อย่าบอกลุงหมื่นเด้อ เดี๋ยวอ้ายโดนตัดเงินเดือนอีก” ถึงฟ้าจะแสร้งขู่ แต่โจ้ดูจะกลัวจริงๆ ทำเอาสาวหมัดเหล็กหัวเราะคิก

            “อ้ายโจ้นี่ก็ย่านโดนตัดเงินเดือนแท้” กะสาวอีกตนที่ดูจะอายุพอๆหรืออาจจะน้อยกว่าฟ้าเสียอีกเหน็บรุ่นพี่และผู้บังคับบัญชาของเธอเข้าให้

            “เงินเดือนตอนนี้กะบ่พอกินเท่าได๋แล้วเด๊”

            “แต่ก็ยังอุตส่าห์อยากเข้ามาหาฟ้าเปิ้นเนาะ” กะสาวตนสุดท้ายเสริมทันควัน “คิดอีหยังกับเปิ้นบ่นี่”

            “เว้าอีหยังบ่เข้าเรื่อง ฝ้าย แมว กะกับมนุษย์ฮักกันได้ที่ได๋” ชายหนุ่มร่างสูงดุทันควัน ขณะเด็กสาวเจ้าของห้องผู้ตกเป็นเป้าการล้อเลียนหัวเราะอย่างไม่คิดอะไรมาก “เว้ามากๆเดี๋ยวอ้ายส่งเรื่องตัดเงินเดือนซะนี่”

            “บ่ย่านหรอก ถ้าโดนตัดเงินเดือนคักๆ ก็ให้อ้ายโจ้เลี้ยงข้าว”

            “โอ๊ย พอ รีบๆรายงาน ฟ้าเปิ้นจะนอน” โจ้ตัดบทอย่างอดรนทนไม่ได้ ก่อนจะหันมาหาเด็กสาวหน้าคม ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้มีท่าทีง่วงนอนอะไรเท่าไหร่นัก “การลาดตระเวนวันนี้บริเวณหอปกติทั้งหมด แต่ในบริเวณมหาลัยเห็นคนน่าสงสัยมาป้วนเปี้ยนแถวๆตึกเรียนของฟ้า”

            “และเท่าที่ติดตามสัญญาณวิญญาณ เขาก็เพิ่งมาจากตานนะคอนด้วย” กะสาวหน้าหมวยนามแมวเสริม

            “มีรูปรึเปล่า” ฟ้าถามบ้าง “บางทีอาจจะเป็นคนรู้จักพ่อแม่เราก็ได้”

            “นี่”

 

            กะสาวยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้เพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ มันเป็นรูปของชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายๆ และเป็นภาพเคลื่อนไหวอันเป็นปกติของรูปที่ถ่ายโดยกะ ใบหน้าของชายคนนั้นดูเหมือนมีเชื้อสายเยว่และตาตี่ อันเป็นลักษณะปกติของชาวรัฐเวียงตานตอนเหนือรวมทั้งตานนะคอน จ้าดก็มีโครงหน้าคล้ายๆแบบนี้ แต่นอกจากนั้นแล้ว ไม่ว่าชายหนุ่มในรูปจะหันมุมไหนให้ก็ไม่คุ้นตาของเด็กสาวหน้าคมเลย เธอไม่รู้จักและไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้

 

            “ไม่ใช่แฮะ” สาวหมัดเหล็กยื่นรูปคืนให้แมว “แปลว่าเรากำลังโดนสะกดรอยตามใช่มั้ย”

            “เป็นไปได้มาก เพราะผู้บ่าวคนนี้เหมือนสิฮู้ตารางเรียนของฟ้าด้วย ตอนเซ้าทีฟ้าเรียนตึกเรียนรวมเปิ้นก็อยู่แถวนั้น ตอนบ่ายที่ไปเรียนตึกอายุรศาสตร์ เปิ้นก็ไปนั่งอยู่ที่นั่งรอตรวจของแผนกอายุรศาสตร์เหมือนกัน” กะสาวที่หน้าจืดกว่าเพื่อนนามฝ้ายพูดบ้าง “ฟ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้วล่ะ”

            “เขามีอาวุธรึเปล่า”

            “เท่าที่เห็นบ่มี ในรถเท่าที่ดูก็บ่มี” กะสาวหน้าจืดตอบ “แต่พวกเฮาจับพลังงานวิญญาณแปลกๆจากตัวเปิ้นได้ ถึงสิบ่แรงมากนัก แต่ก็ระวังตัวเอาไว้ดีกว่า”

            “แย่เลย” ฟ้าเม้มปากอย่างเป็นกังวล “วันเสาร์นี้นัดกับเพื่อนว่าจะไปเที่ยวเวียงแก่นกันด้วย”

            “ไปนานเท่าได๋”

            “สองอาทิตย์ค่ะ”

            “อย่าเพิ่งไปเลยดีกว่า” โจ้เตือน “สถานการณ์ตอนนี้บ่น่าไว้ใจเท่าได๋”

            “แต่ฟ้านัดกับเพื่อนไว้เรียบร้อยแล้ว บอกลุงหมื่นแล้ว ตั๋วรถไฟก็จองแล้วด้วย.....”

            “ยกเลิกบ่ได้บ่”

            “เสียเงินเยอะเลยค่ะ ราวๆห้าร้อยเบี้ย”

            “คือเขี้ยวแท้” ฝ้ายบ่น “แต่ถ้าจังซั่น เดี๋ยวพวกเฮาตามไปคุ้มครองด้วยละกัน”

            “ไม่ต้องก็ได้มั้ง” เด็กสาวหน้าคมโบกมือ “ไปไกลๆแบบนี้เขาไม่น่าจะตามไปด้วยหรอก”

            “ที่ได๋กันล่ะ ยิ่งไปเที่ยวไปแอ่วกับหมู่จังซี่ยิ่งเสี่ยงเลย”

            “แต่ล้านม้าก็น่าจะมีวิญญาณผู้พิทักษ์เหมือนกันนี่คะอ้ายโจ้ ให้เขาดูแลก็ได้นี่”

 

            “สิว่ามีบ่มันก็มีอยู่.....”

            โจ้ตอบอย่างไม่มั่นใจนัก เขารู้จักพรายเขา วิญญาณผู้พิทักษ์ของล้านม้าดีพอๆกับตานีและเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์อื่นๆ พวกนั้นก็มีความสามารถในการจัดการผีร้ายและคุ้มกันบุคคลไม่ด้อยไปกว่ากะเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ไม่มั่นใจพอจะปล่อยน้องสาวสุดรักสุดหวงคนนี้ให้อยู่ภายใต้การอารักขาของพวกนั้นอยู่ดี แต่ครั้นจะไปอารักขาถึงในรัฐล้านม้าเดี๋ยวก็มีเรื่องรุกล้ำเขตแดนและทำเกินหน้าที่ให้ผิดใจกันขึ้นมาอีกแน่

 

            “เอาจังซี่” ในที่สุด ชายหนุ่มร่างสูงก็ตัดสินใจได้ “พวกอ้ายสิคุ้มครองไปจนถึงสุดรัฐเชียงหลวงละกัน พอเข้าเขตรัฐล้านม้าก็ให้พวกนั้นคุ้มครองต่อไป แล้ววันกลับเดี๋ยวพวกอ้ายสิไปรอรับอีกที”

            “ลำบากเปล่าๆค่ะ ไม่เป็นไรหรอก” ฟ้าพยายามปฏิเสธ ก่อนจะเสนอบ้าง “เอางี้ดีกว่าค่ะ พวกฟ้านั่งรถไฟหัวจรวดไปอยู่แล้ว ถ้าหมอนั่นไม่ขึ้นรถไฟมาและรถไฟไม่มีอะไรผิดปกติก็คงไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นอ้ายโจ้ส่งฟ้าถึงแค่สถานีรถไฟเชียงหลวงตะวันออกก็พอค่ะ เช็กรถไฟเช็กอะไรเสร็จก็กลับไปพักเลยก็ได้”

            “มันสิเสี่ยงเกินไปอยู่เด๊” ความกังวลยังเจืออยู่ในน้ำเสียงของโจ้ “ถ้าเกิดบักนั่นเห็นว่าฟ้าขึ้นรถไฟขบวนได๋ไปแล้วเฮ็ดอีหยังกับรถไฟนั่นล่ะ ฟ้าก็น่าสิฮู้นี่ว่าอย่าไว้ใจประจิม เปิ้นอาจสิเฮ็ดอีหยังเลวร้ายมากๆขึ้นมาก็ได้”

            “ไม่ได้อยู่ในเวียงตานมันคงไม่กล้าหรอกค่ะ ถ้าเป็นเรื่องระหว่างรัฐขึ้นมา ประจิมก็ประจิมเถอะ แย่ได้เหมือนกัน”

            “แต่กว่าเปิ้นสิแย่ ฟ้าก็เจ็บหรืออาจสิตายไปแล้วเด๊”

            “ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกน่าอ้ายโจ้ ไม่ต้องห่วงฟ้ามากหรอกค่ะ ฟ้าก็ดูแลตัวเองได้ ฟ้าผ่านการรบกับพวกกล้วยมาแล้วนะ” สาวหมัดเหล็กทำท่าเบ่งกล้ามให้ความมั่นใจกับอีกฝ่าย แต่สีหน้าของกะหนุ่มไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก

            “มันก็ยัง.....”

            “งั้นเอางี้ ถามก่อน ทุกคนพอจะมีพลังที่พรางตัวฟ้าได้บ้างมั้ยคะ”

            “ถามว่ามีบ่มันก็มีอยู่.....”

            “ถ้างั้นแบบนี้” เด็กสาวหน้าคมรีบชิงพูดก่อนที่อีกฝ่ายจะสาวความยืดไปกว่านี้ “ทุกคนช่วยพรางตัวฟ้าไปจนกว่าจะขึ้นรถไฟได้ดีกว่า พอขึ้นรถไฟได้โดยไม่มีใครเห็นก็ไม่น่าจะมีอะไรแล้วแหละค่ะ”

            “แล้วตั๋วล่ะ” แมวถามกลับ “ตอนซื้อตั๋วถ้าหน้าจอเครื่องมันแวบไปแวบมา หรือมีคนต่อแถวอยู่แล้วนึกว่าบ่มีไผใซ้เลยเดินเข้ามาซนฟ้า หรือตอนผ่านประตูรับตั๋วก็ด้วย สิผิดสังเกตเอาได้เด๊”

            “ตั๋วเดี๋ยวเราพิมพ์แบบอีทิกเก็ตไปจะได้ไม่ต้องไปซื้อ ส่วนตอนเข้าประตู ประตูทางเข้าปกติก็เปิดอยู่แล้ว รีบสอดตั๋วรีบเดินผ่านมันก็ไม่น่าจะปิดหรอก”

 

            “อืม..... มันก็ได้อยู่หรอก แต่.....”

            กะหนุ่มหัวหน้าชุดคุ้มครองขมวดคิ้วคิดหนัก ถึงสาวหมัดเหล็กจะบอกผู้บังคับบัญชาของเขาแล้ว และก็ไม่ได้มีคำสั่งอะไรพิเศษให้ติดตามก็จริง แต่ถ้าเกิดอันตรายกับฟ้าขึ้นมาล่ะก็เขาได้โดนหมื่นลงโทษหนักที่ไม่ใช่แค่ตัดเงินเดือนหรือย้ายไปบ้านนอกแน่ และยิ่งกว่านั้น ต่อให้ไม่มีการลงโทษ เขาก็ไม่อยากให้เด็กสาวผู้เป็นเหมือนน้องสาวคนนี้เป็นอันตราย.....

 

            “นะ นะอ้ายโจ้ ไม่ต้องห่วงฟ้าหรอก ฟ้าปลอดภัยอยู่แล้วล่ะ”

            “ก็ได้” ในที่สุดโจ้ก็ยอม “แต่ถ้ามีอีหยังล่ะก็โทรจิตหรือโทรศัพท์มาหาอ้ายทันที ถึงอยู่ในล้านม้าก็โทรหาอ้าย เดี๋ยวอ้ายติดต่อพรายเขาให้ อย่าฝืน อย่าพยายามสู้เองเด็ดขาด เข้าใจบ่”

            “อื้ม” เด็กสาวหน้าคมยิ้มกว้างให้ความมั่นใจฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดชีวิต

            “แล้วรถไฟจักโมง”

            “วันเสาร์เจ็ดโมงครึ่ง น่าจะออกจากนี่สักเจ็ดโมงแล้วเดินไปสถานีเอา”

            “คือแม่นเซ้าแท้” ฝ้ายบ่นอุบอิบ

            “บ่นอีหยัง” โจ้หันไปดุรุ่นน้องสาวก่อนจะหันกลับมาหาบุคคลภายใต้การอารักขาของเขาอีกครั้ง “รับทราบ วันศุกร์เจ็ดโมงเดี๋ยวพวกอ้ายสิมาเจอที่นี่ ส่วนอีกสามสี่วันที่เหลือนี่ก็ระวังตัวด้วยเด้อ”

            “ค่าพ่อ.....” ฟ้าลากเสียงยาว ทำเอากะหนุ่มค้อน

            “ถ้าจังซั่น รายงานวันนี้ก็หมดเท่านี้ ฝันดีเด้อฟ้า”

            “แหมๆ อ้ายโจ้จีบฟ้าอีกแล้วเด๊”

            “โอ๊ย พอ !

 

            ฟ้ายืนหัวเราะเอิ๊กๆ อย่างอารมณ์ดีขณะเฝ้ามองกะหนุ่มเดินออกจากห้องพลางพยายามแก้ตัวกับรุ่นน้องทั้งสองอย่างลนลาน เธอไม่กังวลว่าข้างๆห้องหรือคนที่เดินไปเดินมาในหอจะผิดสังเกตนัก แม้ที่นี่จะเป็นหอหญิง แต่คนภายนอกก็มองเห็นกะทั้งสามเป็นเด็กสาวและหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ โจ้ไม่ค่อยพอใจนักที่ต้องปลอมตัวแอ๊บสาว แต่ช่วยไม่ได้.....

 

            จนเมื่อประตูปิดลงและเสียงของกะทั้งสามห่างออกไปจนเงียบลงแล้ว เด็กสาวหน้าคมก็เดินไปกดปุ่มเปิดแลปทอปบนโต๊ะทำงานก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ นิ้วไล่หาหมายเลขอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะกดโทรออก

 

            “ว่าไงฟ้า”

            “แพร เราจะไปแล้วนะ”

            “จริงเหรอ !?” แววดีใจเจือชัดอยู่ในน้ำเสียงจากปลายสาย “เยี่ยมเลยฟ้า แก้วต้องดีใจแน่ๆ !

            “อื้ม เราจะไปอยู่โน่นจนกว่าจะมีอะไรดีขึ้น”

            “อ้าว แล้วเรื่องเรียนล่ะ เราไม่อยากให้ฟ้าเสียการเรียนนะ”

            “ปิดเทอมหนึ่งเดือน พวกเราคงไม่ต้องอยู่กันนานขนาดนั้นหรอกมั้ง หวังว่านะ.....” เด็กสาวหน้าคมลากเสียงน้อยๆอย่างไม่แน่ใจนัก “ยังไงถ้าถึงเวลาจริงๆก็ค่อยดูกันอีกทีละกัน”

            “อื้ม”

            “เดี๋ยวเราโพสประกาศรวมพลลงหน้าเพจเอง”

            “อื้ม ได้ๆ แล้วเจอกันวันเสาร์นะ เรารอจะเจอหน้าฟ้าไม่ไหวแล้ว”

            “อื้ม ไว้เจอกัน”

 

            สาวหมัดเหล็กกดวางหู พอดีกับที่แลปทอปบู๊ตเครื่องเสร็จ เธอคลิกเรียกโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ขึ้นมาก่อนจะเข้าเว็บสมุดหน้า เด็กสาวพิมพ์ชื่อเพจที่เธอต้องการ ก่อนจะรัวนิ้วพิมพ์ประกาศลงไปบนหน้าเพจนั้น

 

            กลุ่ม – เรา “รัก” ตานี

 

            เราจะไม่ยอมทนกับการกระทำอันโหดร้ายนี้อีกต่อไป วันอาทิตย์นี้ 25 พฤศจิกายน 10.30น. รวมตัวกันที่ลานเอนกประสงค์สวนสาธารณะทุ่งไหหิน เราจะเดินไปสภารัฐด้วยกัน บอกให้พวกมันรู้ว่าพวกมันจะทำแบบนี้กับตานีต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ! โปรดแชร์กันออกไปให้มากที่สุด รวมพลังกันให้มากที่สุด เพื่อตานีผู้มีพระคุณของพวกเรา !

 

            และคราวนี้ แอดมินฟ้าใสจะไปอยู่ที่นั่นด้วย !

 

 

            “ฟ้า ตื่นๆ จะเจ็ดโมงแล้วเด๊ !

            “หา !?

 

            เสียงปลุกของกะสาวทำเอาเด็กสาวหน้าคมเด้งพรวดขึ้นจากเตียงเหมือนมีเท้าที่มองไม่เห็นถีบเปรี้ยงเข้ากลางหลัง เธอเหลียวซ้ายแลขวาดูจนแน่ใจว่าโจ้และกะผู้ชายตนอื่นๆไม่อยู่ในห้องแล้วจึงเหวี่ยงชุดนอนออกจากตัว อย่างไม่อายสายตาฝ้ายและแมวนักด้วยเหวี่ยงเสร็จก็คว้าเสื้อชั้นใน เสื้อยืดและกางเกงยีนส์มาใส่อย่างว่องไวไม่แพ้กัน สาวหมัดเหล็กเผ่นแผลวเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะออกมายืนเตรียมพร้อมภายในเวลาเพียงไม่ถึงห้านาที ทำเอาสองกะสาวมองกันตาปริบๆ นี่เด็กสาวในอารักขาของพวกเธอเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ ทำไมถึงไม่มีทาเครื่องสำอางหรืออย่างน้อยก็ทาแป้งให้สมกับเป็นเกือบดาวคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงเลยเล่า.....

 

            แต่อีกไม่ถึงสิบนาทีรถไฟจะออกแบบนี้ จะให้มานั่งประทินผิวโอ้เอ้อยู่ได้มีรอรถรอบต่อไปกันแน่ ฟ้ากระโจนไปหยิบพิซซ่าเหลือจากเมื่อวานที่ตั้งเวลาอุ่นไว้ในไมโครเวฟมายัดใส่ปากอย่างลวกๆ จนซอสเลอะเหมือนเด็กๆ แต่เธอก็ไม่สนใจจะเช็ด เด็กสาวเดินไปสับคัตเอาต์ของห้องลง คว้ากระเป๋าลากที่วางเตรียมไว้ข้างประตู ล็อกประตูและเช็กจนแน่ใจ ก่อนจะเดินอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ล้อของกระเป๋าลากจะเอื้ออำนวยลงจากหอออกไปผจญกับอากาศหนาวเหน็บด้านนอก

 

            ไม่มีกะตนใดอยู่ในสายตาขณะเธอเดินย่ำหิมะที่ตกทับถมกันมาตั้งแต่เมื่อวานไปตามทางเดินออกจากเขตหอมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟ ฝ้ายและแมวก็หายไปแล้วเช่นกัน แต่รอยเท้าของเธอบนหิมะที่ถูกลบหายไปทันทีที่เธอก้าวเดินก็ทำให้เด็กสาวหน้าคมรู้ว่าเหล่าวิญญาณผู้พิทักษ์แห่งเชียงหลวงกำลังพรางตัวให้เธออย่างสุดความสามารถ ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอของฟ้า ทั้งที่พวกเขาดูแลเธอราวกับไข่ในหิน ทั้งที่พวกเขารักและเป็นห่วงเธอราวกับครอบครัวเดียวกัน แต่เธอกลับโกหกพวกเขา ทรยศต่อความหวังดีของพวกเขา ด้วยการเดินหน้าเข้าไปให้อันตรายเชือดเสียเอง.....

 

            แต่เธอก็ไม่อาจทนนั่งเฉยๆดูเพื่อนๆของเธอถูกทำร้ายได้เช่นกัน

 

            รถไฟหัวจรวดเวียงเชียงหลวงหมายเลขสิบสามว่างเหมือนตีตั๋วเหมาโบกี้เมื่อมันแล่นเข้ามาจอดที่สถานีเชียงหลวงตะวันตกในเวลาเจ็ดโมงยี่สิบแปดนาที ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคิดว่านี่เป็นวันเสาร์ ไม่มีใครจะอยากตื่นขึ้นมาเช้าๆแบบนี้แน่ ฟ้ายืนรออยู่อึดใจหนึ่งขณะกะตนหนึ่งเคลื่อนที่ในพริบตาเพื่อตรวจตราตลอดความยาวกว่าสองร้อยเมตรของขบวนรถไฟ ก่อนที่จะส่งสัญญาณมือว่าปลอดภัย

 

            “อย่าลืมเด๊ฟ้า ถ้ามีอีหยัง ติดต่อพวกเฮาทันที” โจ้ย้ำขณะเด็กสาวในอารักขาของเขากำลังจะก้าวขึ้นรถ “ดูแลตัวเองดีๆ พวกเฮาเป็นห่วงเด้อ”

            “ขอบคุณค่ะอ้ายโจ้”

 

            ฟ้ารู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวเมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของวิญญาณผู้พิทักษ์หนุ่ม เธอยิ่งต้องกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถเมื่อคิดว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้เห็นหน้าเขา เธอไม่รู้ว่ามีอะไรรอเธออยู่ที่ตานนะคอนบ้าง เธอไม่รู้ว่าจะมีการปะทะกันระหว่างเธอกับผู้สนับสนุนอีกหรือเปล่า เธอไม่รู้ว่ามีใครจะลอบสังหารหรือทำร้ายเธอหรือเปล่า เธอไม่รู้ว่าประจิมจะบ้าพอจะสั่งให้สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงหรือสั่งสังหารแกนนำหรือเปล่า หากเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นจริง การจากลาครั้งนี้ก็คงเป็นการจากลาตลอดกาล หรือจนกว่าจะได้มีโอกาสเจอกันอีกในโลกหลังความตาย.....

 

            แต่เธอตัดสินใจแล้ว

 

            ดวงตาคมมองเหม่อผ่านหน้าต่างออกไปยังทิวทัศน์ที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งค่อยๆเปลี่ยนจากที่ราบสูงอันปกคลุมด้วยป่าสลับกับทุ่งหญ้าของรัฐเชียงหลวงไปเป็นที่ราบลูกฟูกของรัฐล้านม้า ยอดภูที่มีหิมะปกคลุมเหมือนคนแก่ผมขาวของเทือกเขาภูผาม่านที่ขอบฟ้าค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าใกล้ ก่อนที่มันจะค่อยๆสาละวันเตี้ยลงจนกระทั่งกลืนไปกับพื้นที่ลุ่มๆดอนๆ ขณะดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆบนท้องฟ้า

 

            อีกสิบนาทีสิฮอดสถานีต่อไป เวียงแก่น เวียงแก่น.... ท่านผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเป็นรถไฟหัวจรวดสายสารขัณฑ์ รถไฟสายหลักอีสานใต้ สายหลักป่าซาง สายล้านม้า สายภูโซ่งขาว สายเมืองพน และสายวังน้ำซับได้ที่สถานีนี้”

            เสียงผู้หญิงหวานจ๋อยของระบบประกาศอัตโนมัติบนรถไฟเอ่ยเจื้อยแจ้ว รายชื่อสายรถไฟที่สามารถเปลี่ยนได้ไล่เรียงกันอยู่ในหน้าจอแอลซีดีเหนือประตูเลื่อนที่หัวโบกี้ ขณะตึกสูงประดับกระจกที่แออัดกันแน่นอยู่ในหุบเขาของเมืองเวียงแก่นปรากฏอยู่นอกหน้าต่าง แต่ฟ้าไม่ขยับ มิไยที่รถจะค่อยๆชะลอความเร็วก่อนจะจอดสนิทที่ตัวอาคารสถาปัตยกรรมอีสานขนาดใหญ่มหึมาของสถานีเวียงแก่นและผู้โดยสารคนอื่นๆต่างคว้ากระเป๋าและทยอยกันลง เด็กสาวก็ยังคงนั่งนิ่ง จุดหมายปลายทางที่เธอบอกเหล่าวิญญาณผู้พิทักษ์ไว้คือที่นี่ก็จริง แต่จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของเธอยังอยู่ห่างออกไปอีกกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร.....

 

            แสงแดดเปลี่ยนทิศทางอย่างช้าๆ จากส่องตรงเข้ามาจากหน้าต่างข้างตัวสาวหมัดเหล็กกลายเป็นเฉียงไปด้านหลังขณะรถไฟค่อยๆเลี้ยวมุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือ เด็กสาวพยายามบอกตัวเองไม่ให้หลับ เธอรู้ตัวดีว่าสถานการณ์ของเธอในตอนนี้อาจมีอันตรายมาหาได้ทุกเมื่อ ฟ้าทำทุกอย่างให้ตัวเองตื่น ทั้งควักแลปทอปออกมาอัพเดตสถานะ ทั้งเอาโทรศัพท์มือถือออกมาเล่นเกม ทั้งเอานิยายที่เตรียมเอาไว้ออกมาอ่าน และทั้งวางแผนสิ่งที่เธอจะทำในวันพรุ่งนี้ แต่ไปได้เพียงไม่ถึงห้าสิบกิโลเมตร สาวหมัดเหล็กก็พ่ายแพ้ต่อความอ่อนเพลียก่อนจะผลอยหลับไป

 

            และเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทิวทัศน์อันคุ้นตาของเทือกเขาสูงและเมืองที่ปกคลุมด้วยหิมะก็ทอแสงสีเหลืองส้มของดวงอาทิตย์ยามบ่ายฤดูหนาวอยู่นอกหน้าต่างแล้ว.....

 

            “ตานนะคอน ตานนะคอน รถไฟขบวนนี้หยุดการหื้อบริการที่สถานีนี้ ท่านผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปรถไฟสายหลักเหนือ-อีสาน สายเชียงพิงค์ และสายหลวงน้ำทาได้ที่สถานีนี้”

 

            ฟ้ารอจนคนลงจนเกือบหมดขบวนจึงลุกขึ้น คว้ากระเป๋าสะพายจากรางเก็บของเหนือหัวขึ้นคล้องไหล่ กระชับหูกระเป๋าลาก ก่อนจะเดินออกจากรถไฟลงไปยังสถานีที่เธอไม่ได้กลับมาเยือนมาเกือบสี่เดือน และเมื่อเดินออกจากช่องเก็บตั๋ว เด็กสาวสองคนก็ยืนยิ้มรอเธออยู่ที่หน้าทางออกแล้ว คนหนึ่งใส่แว่นกรอบดำท่าทางขี้อาย ในขณะที่อีกคนสวยเปรี้ยวด้วยแว่นกรอบลายไม้และผมที่ผูกเป็นทวินเทล......

 

            “ฟ้าใช่มั้ย” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำทักขึ้น รอยยิ้มทาทาบอยู่บนริมฝีปาก รอยยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยอารมณ์อันซับซ้อน ทั้งความยินดี ความเศร้า ความเป็นมิตร และความไว้เนื้อเชื่อใจดุจทหารร่วมสมรภูมิจะพึงมีให้กัน

            “ใช่” ฟ้าค้อมหัวน้อยๆให้อีกฝ่าย “ในที่สุดก็ได้เจอกันนะ”

            “อื้ม” สองสาวแว่นพยักหน้าน้อยๆ ก่อนที่สาวแว่นทวินเทลจะเอ่ยต่อ

 

            “ไปกันเถอะ ไปเตรียมตัวกัน เพื่อตานีที่รักของเรา”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #124 รักต์ศรา (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 16:50
    กล้วยนี่จิตใจเปราะบางกว่าที่คิดเยอะแฮะ เจอแบบนั้นเข้าไปจิตตกเลยทีเดียว

    ฟ้านี่อย่างกับจะสร้างกองกำลังของตัวเองแฮะ จิตใจดูเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งขนาดหนัก แบ่งความเข้มแข็งไปให้กล้วยหน่อยดิ ๕๕๕
    #124
    2
    • #124-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 87)
      28 มกราคม 2560 / 08:59
      กล้วยจิตตกง่ายมาแต่แรกแล้วโดยเฉพาะถ้าเจ๊แกคิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง ซึ่ง.... ก็คิดแบบนั้นทุกที ดีแต่ว่ากล้วยมีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ต่อให้จิตตกขนาดไหนก็จะทำงานอย่างเต็มที่ สู้เต็มที่ตลอด ดูเผินๆแล้วเลยเหมือนจะขัดกัน แต่จริงๆ กล้วยเจ็บอยู่ตลอด แค่ต้องไม่แสดงมันออกมาเท่านั้น

      ฟ้า ถ้าจะพูดกันตามตรง มันก็คล้ายๆวัยรุ่น (เอาจริงๆก็ไม่วัยรุ่นขนาดนั้น เอาเป็นว่าวัยรุ่นตลอนปลาย) ที่สามารถรวบรวมคนที่เห็นด้วยกับตัวเอง ได้เป็นผู้นำ มีคนทำตามมีคนเห็นด้วย จิตใจก็ย่อมฮึกเหิมเป็นธรรมดา แต่พอได้เห็นความเป็นจริงแล้วก็.....
      #124-1
    • #124-2 รักต์ศรา(จากตอนที่ 87)
      28 มกราคม 2560 / 09:39
      เล่นตัวฮีลสายชน ๕๕๕
      #124-2