ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 86 : ความอัปยศที่กลิ้งลงมากับก้อนหิมะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “น้ำว้า น้ำไท ออกมากินข้าวสักหน่อยเถอะนะ”

            “อ้ายจ้าดไปเถอะ ตอนนี้ข้าเจ้าอยากอยู่ตนเดียว”

            “แต่น้ำไทก็ไม่ได้อยู่ตนเดียวอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ น้ำว้าก็อยู่ด้วยนี่”

            “บ่ขำ !

 

            “กล้วย กินข้าวบ้างเถอะ อย่างน้อยสักมื้อก็ยังดี นะ ถ้ากล้วยเป็นอะไรไปจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่นะ”

            “ก็บอกว่าบ่เอาจะได ไปหื้อพ้น !

 

            “กล้าย..... ปั้นมนุษย์หิมะด้วยกันบ๊อ.....”

            “บ่ต้องมาเล่นมุกการ์ตูนโหลๆกับข้า !

            เสียงแหวของตานีสาวผมหางม้าตามมาติดๆด้วยเสียงถีบประตูห้องที่ปิดสนิทดังโครมใหญ่ ทำเอาสมิงสาวหงายเงิบเหมือนโดนถีบเสียเอง เธอจึงได้แต่เดินคอตกออกมาพร้อมกล่องอาหารที่เธอหวังจะเอาขึ้นมาให้เพื่อนสาว และดูจากหน้ามู่ทู่เหมือนหมาหงอยของหลานชายหมอผีใหญ่ผู้เดินมาจากอีกฝั่งของปีกตึกอันเป็นที่ตั้งของห้องนอนกล้วย น้ำว้าและน้ำไทแล้ว เด็กสาวหน้าเสือก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายก็คงไม่ได้ประสบผลสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมเหล่าตานีผู้จมอยู่ในห้วงความโศกเศร้าถึงขีดสุดมากไปกว่าเธอเท่าไหร่นัก

 

            “ไม่ได้ผลใช่มั้ย พี่ก็ว่าอยู่แล้ว”

            เดือนผู้นั่งเล่นแลปทอปของเธออยู่ที่โต๊ะในห้องกินข้าวชั้นล่างทักขึ้นทันทีที่เห็นจ้าดและหมิงย่ำลงบันไดมาทีละขั้นด้วยสีหน้าหดหู่ ตรงข้ามเธอ วิญญาณสาวหน้าหวานก็นั่งเฝ้าแลปทอปของเธออยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่เธอกำลังทำห่างจากคำว่าเล่นอยู่พอสมควร ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงมองสลับไปมาระหว่างหน้าจอเว็บเบราเซอร์ที่เปิดหน้าจัดการแฟนเพจตานี โปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณที่ขยายขอบเขตจนดูได้ทั่วรัฐเวียงตาน และชุดโปรแกรมรายงานสถานะต่างๆของฐานบินดอยสูงแห่งนี้ นิ้วมือทั้งสิบพรมลงบนคีย์บอร์ดด้วยความเร็วสูงขณะเธอทั้งตอบคอมเมนต์แฟนเพจ เฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของพลังงานวิญญาณ และรันโปรแกรมควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยฐานบินไปพร้อมๆกัน

 

            “บ่เข้าเรื่องเลย” หมิงทิ้งตัวลงนั่งข้างตัวผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าก่อนจะเบะปากอย่างไม่สบอารมณ์ “ตอนที่อีพ่ออีแม่ของเฮาตายในสงครามกลางเมือง เฮายังบ่เห็นสิเศร้าจนบ่เป็นอันเฮ็ดอีหยังจังซี่เลย”

            “จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้หรอกหมิง” เดือนหัวเราะพลางลูบหลังลูบไหล่ปลอบรุ่นน้องสาวที่หากนับอายุจริงๆคงจะเป็นรุ่นลูก “แต่ละคนก็มีวิธีจัดการกับความเศร้าไม่เหมือนกันนะ อีกอย่าง ถ้าจะว่ากันตามตรง นี่ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แต่เป็นเผ่าพันธุ์เลยด้วยซ้ำ ถ้าป่าที่หมิงเคยอยู่ถูกเผา ไม่เหลืออะไรที่หมิงรักอยู่เลย หมิงก็คงเศร้าแบบนี้แหละ”

            “เฮาเข้าใจ แต่ก็บ่เห็นสิต้องมาเหวี่ยงใส่เฮาจังซี่เลยนี่” เด็กสาวหน้าเสือตอบสะบัดเสียง

            “เอาน่าๆ รอสักหน่อยเขาก็คงจะดีขึ้นแหละ หวังว่านะ.....”

            “อุ๊ยสายพอจะรู้วิธีทำให้เขาดีขึ้นได้บ้างมั้ยครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามบ้าง “อุ๊ยสายอยู่กับพวกกล้วยมาตั้งแต่เด็กนี่ ใช่มั้ยครับ”

            “บ่” ผู้ถูกถามส่ายหน้า เธอละมือจากแลปทอปมามองหน้าอีกฝ่าย “อุ๊ยก็คึดเหมือนกับเดือน หื้อเวลาหมู่เปิ้นก่อน สักพักก็คงจะดีขึ้นเอง นี่เพิ่งผ่านเหตุการณ์มาบ่กี่ชั่วโมง เป็นผู้ได๋ผู้ได๋ก็ช็อกทั้งนั้นแหละ”

            “แต่ตอนนี้พวกเราไม่น่าจะรอได้แล้วไม่ใช่เหรอครับ” จ้าดเสียงแข็งขึ้น “พวกมันอาจจะตามมาโจมตีเราเมื่อไหร่ก็ได้นะครับ ถ้าพวกกล้วยยังเป็นแบบนี้อยู่เราจะพร้อมสู้ได้ยังไงกันครับ”

            “มันก็แม่นอยู่” อดีตพันเอกสาวตอบอย่างใจเย็น “แต่จะหื้อยะจะได อุ๊ยก็บ่ฮู้เหมือนกันว่าจะยะจะได ถึงอุ๊ยจะเคยสอนเคยอยู่กับหมู่เปิ้นมาตั้งแต่ละอ่อนก็เหอะ”

            “และให้ว่ากันตามตรงนะจ้าด” เดือนเสริม “ต่อให้เป็นพ่อแม่จ้าด จ้าดคิดว่าพวกท่านรู้เหรอว่าทำยังไงจ้าดถึงจะดีขึ้น พี่บอกได้เลยว่าถึงรู้ก็รู้ไม่หมด ถึงทำให้ดีขึ้นได้ก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนักหรอก”

            “เอ้อ เว้าถึงอีพ่ออีแม่” สมิงสาวพูดเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “นายบอกอีพ่ออีแม่นายละยังจ้าด พวกเปิ้นต้องเป็นห่วงนายมากแน่ๆ”

            “โทรมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”

            “ว่าจะไดบ้าง” สายถาม “หมู่เปิ้นคงอยากหื้อจ้าดเลิกยุ่งกับหมู่เฮาทันทีเลยแม่นก่อ”

            “ไม่ครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุส่ายหน้า “กลับกันเลย พ่อแม่ผมอยากให้อยู่ที่นี่ต่อด้วยซ้ำ พวกท่านรู้สถานการณ์ดีอยู่แหละครับ แล้วก็รู้ว่าอยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่า พ่อผมกำชับด้วยซ้ำว่าไม่ว่ายังไงก็ห้ามทิ้งกล้วยกล้ายเด็ดขาด”

            “หายากนะพ่อแม่แบบนี้” วิญญาณสาวคนสวยถอนหายใจเฮือก เธอหวนนึกถึงพ่อแม่ที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายสิบปี ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วหนอ.....

            “เดี๋ยวๆ ย้อนกลับมาที่คำถามผมก่อน” จ้าดพูดเมื่อเห็นว่าชักจะหลุดกรอบเรื่องที่เขาอยากพูด “แล้วอุ๊ยสายพอจะมีคำแนะนำอะไรบ้างมั้ยครับ อะไรก็ได้ไม่ต้องเฉพาะเจาะจงก็ได้ ทำยังไงให้ผู้หญิงที่กำลังเศร้าอยู่ดีขึ้น”

            “ซื้อแหวนเพชรหื้อมั้ง” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกตอบอย่างติดรำคาญน้อยๆ เธอก็เครียดพออยู่แล้วกับการเฝ้าดูความเคลื่อนไหวในตัวเมืองตานนะคอนและบริเวณรอบๆ “ก็บอกแล้วจะไดว่าอุ๊ยบ่ฮู้ คำแนะนำอุ๊ยก็บ่มีด้วยถ้าเปิ้นยังบ่เปิดรับคำปลอบจะอี้”

            “เอางี้จ้าด” ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์เสนอขึ้นเมื่อเห็นท่าเจ้าแม่จะโมโห “จ้าดลองออกไปเดินดูรอบๆแถวนี้ดูสิ บางทีอาจจะได้ไอเดียอะไรดีก็ได้นะ อย่างกีฬาหรือกิจกรรมอะไรแบบนี้ ที่นี่เคยเป็นฐานฝึกก็น่าจะมีพวกกิจกรรมผ่อนคลายให้เล่นอยู่แล้ว บางทีพวกกล้วยอาจจะอยากเล่นก็ได้”

            “เอาจักรยานไปก็ได้จ้าด” สายเสริม เสียงของเธอแฝงแววรู้สึกผิดน้อยๆที่เหวี่ยงใส่เด็กหนุ่มไปเมื่อครู่ “ตรงทางออกเอสี่น่าจะเหลือจอดอยู่บ้างแหละ”

            “ครับ งั้นเดี๋ยวผมลองออกไปดู”

            “เดี๋ยวจ้าด เฮาไปด้วย !

 

            เด็กสาวหน้าเสือกระโจนตามไปติดๆ ขณะหลานชายหมอผีใหญ่คว้าเสื้อกันหนาวที่แขวนอยู่ข้างประตูก่อนจะเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังทางออกเอสี่ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในตัวโรงเก็บเครื่องบิน แต่ทันทีที่ผลักประตูเหล็กเปิดออก ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และสมิงสาวแห่งป่าแสนคำก็เห็นว่าสายพูดน้อยกว่าความจริงเกินไปมาก จักรยานที่จอดอยู่ไม่ได้มีสองสามคัน หากเรียงรายเป็นแถวยาว มิหนำซ้ำยังไม่ใช่จักรยานแม่บ้านหรือจักรยานมีเกียร์ทั่วไปธรรมดา หากมีทั้งจักรยานแบบขี่ทางไกลและจักรยานภูเขาที่จ้าดผู้สนใจจักรยานอยู่บ้างมองออกทันทีว่าคุณภาพและประสิทธิภาพไม่ใช่เล่นๆ หากแบกกลับไปแจกที่ตานนะคอนล่ะก็ คนรักจักรยานคงได้แปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายตานีกันไม่น้อย

 

            “เอาคันไหนดีเนี่ย แต่ละคันน่าลองทั้งนั้น” เด็กหนุ่มหน้าดุกวาดตามองแถวจักรยานด้วยดวงตาลุกวาว แต่วินาทีต่อมาเขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “เอ้อลืมไปเลย หมิงขี่จักรยานเป็นรึเปล่าเนี่ย”

            “เป็นสิ เป็นหยังเฮาสิขี่บ่เป็นล่ะ” หมิงตอบทันควัน แต่ใบหน้าของเธอดูไม่มั่นใจเอาเสียเลย ซึ่งก็ไม่แปลก สมิงคงไม่ได้ใช้จักรยานกันอยู่แล้ว ต่อให้มีหรือหลบกะไปขโมยมาจากในเชียงหลวงหรือเมืองใกล้ๆได้ก็คงใช้ในป่าแสนคำที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบได้ไม่สะดวกนัก

            “แน่ใจนา เดี๋ยวล้มมายุ่งอีก”

            “บอกว่าขี่ได้ก็ขี่ได้สิ ถ้าขี่บ่ได้คักๆ เดี๋ยวเฮาแปลงเป็นเสือแล้วแล่นตามก็ได้”

            “โอเค.....”

 

            แม้จะยังไม่มั่นใจกับเพื่อนสาวนัก แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ตัดสินใจไม่ต่อล้อต่อเถียง เขาเดินไปเลือกจักรยานเสือภูเขาคันหนึ่งออกมาจากแถว ขณะหมิงเลือกจักรยานแบบขี่ทางไกลสีเหลืองสดใสที่เธอชอบ และหลังจากปรับความสูงของที่นั่งและลองขี่วนไปวนมาเพื่อความคุ้นเคยสักพัก สองสหายร่วมรบก็ขี่ผ่านใต้เครนขนาดยักษ์บนเพดานโรงเก็บเครื่องบินอันมหึมาแต่ว่างเปล่าออกไปด้านนอก

 

            เห็นในจอแลปทอปตอนกล้วยบินมาว่าใหญ่แล้ว เห็นตอนร่อนลงจอดและเข้ามาที่นี่ครั้งแรกก็ว่าใหญ่ขึ้นไปอีก แต่เมื่อได้พินิจพิจารณาโดยไม่มีเหล่าตานีผู้เศร้าโศกให้ต้องปลอบโยน จ้าดก็เพิ่งจะได้เห็นชัดๆว่าที่นี่ใหญ่มหึมาเพียงใด ขนาดของมันดูน่าจะรับเครื่องบินลำใหญ่ที่สุดในโลกเข้าไปจอดเรียงกันได้สี่ลำสบายๆ ยังไม่นับที่สำหรับอีกนับร้อยหรืออาจจะถึงสองร้อยลำบนลานจอดเครื่องบินเลย

 

            แต่ขนาดอันยิ่งใหญ่ของทั้งโรงเก็บเครื่องบินและสนามบินทั้งหมดก็ถูกข่มด้วยขุนเขาสูงตระหง่านที่โอบล้อมจากรอบข้าง ด้วยความที่เป็นส่วนปลายของเทือกเขาตานปันน้ำ มันจึงไม่สูงชันเป็นเหลี่ยมสันเท่ากับเทือกเขาของตานนะคอนซึ่งอยู่กลางเทือก แต่ความสูงของมันก็ยังเรียกได้ว่าเสียดฟ้า หรือหากจะพูดให้ถูกคือเสียดแทงทะลุฐานเมฆมัวหม่นจนมองไม่เห็นยอด ต้นสนและป่าไผ่เบียดเสียดกันอยู่ทุกที่ ก่อนจะถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบและค่อยๆหายไปเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น เมื่อบวกกับลำธารนับร้อยๆสายที่พอจะมองเห็นได้จากเนินเตี้ยๆอันเป็นที่ตั้งของสนามบินแห่งนี้ ที่นี่ก็สวยเหมือนสวรรค์อย่างที่สายว่าเอาไว้จริงๆ

 

            อย่างไรก็ตาม สนามบินก็คือสนามบิน ที่นี่ดูมีแค่สนามบินจริงๆ ไม่มีสนามกีฬา ไม่มีสถานที่หรืออุปกรณ์พักผ่อนหย่อนใจ ไม่มีแม้แต่ที่นั่งเล่นเลยสักแห่งเดียวจนจ้าดอดสงสัยไม่ได้ว่าตานีที่มาประจำที่นี่นานๆจะไม่เครียดสิ้นอายุกันบ้างหรืออย่างไร สิ่งก่อสร้างอย่างอื่นที่พอจะมองเห็นจากตรงนี้ก็แค่วัดร้างแห่งหนึ่งที่ตีนเขาอีกลูก ซึ่งถูกคั่นจากเนินสนามบินด้วยพื้นที่ซ้อมรบกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งตอนนี้หากให้ตานีทั้งหลายมาเล่นซ้อมรบก็คงยิ่งตอกย้ำภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าเข้าไปอีก ครั้นจะให้ขี่จักรยานเที่ยวเล่น แถวนี้กล้วยกล้ายก็คงขี่เล่นจนพรุนแล้ว มิหนำซ้ำเกล็ดหิมะต้นฤดูหนาวก็เริ่มโปรยปรายลงมาแล้วเสียด้วย กว่าจะเกลี้ยกล่อมตานีทั้งสี่ให้ยอมลงมาได้มันก็คงทับถมจนทั้งเปียกทั้งลื่นกันพอดี แล้วเขาจะให้เพื่อนสาวทำอะไรดีหนอ.....

 

            “เป็นหยังกล้ายต้องเฮ็ดจังซั่นด้วย เป็นตาหงุดหงิดแท้”

            “อ้าวเอ้ย นี่ยังไม่หายโกรธกล้ายอีกเหรอ” จ้าดถามเพื่อนสาวกลั้วหัวเราะ เขายิ่งหัวเราะมากขึ้นไปอีกเมื่อชำเลืองไปเห็นใบหน้าละม้ายเสือง้ำหงิก

            “บ่หายง่ายๆหรอก” เด็กสาวหน้าเสือกระแทกเสียง “สิเศร้าสิฮ้องไห้อีหยังเฮาก็เข้าใจอยู่หรอก เฮาก็เคยเป็นตอนที่อีพ่ออีแม่เฮาตายตอนสงครามสมิง แต่บ่เห็นสิต้องมาถีบประตูมาไล่เฮาจังซี่เลย เฮาอยากสิซ่วยปลอบแท้ๆ คอยเบิ่งเถอะ คราวหน้าเฮาสิบ่ซ่วยอีหยังแล้ว !

            “เอ้างอน งอน” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะก๊าก ทำเอาใบหน้าของสมิงสาวยิ่งงอง้ำขึ้นไปอีก “ทำยังกับแฟนงอนกันไปได้ เอ แต่หมิงก็ชอบกล้ายอยู่แล้วนี่ไม่ใช่เหรอ......”

            “เพิ่งฮู้บ่ว่าเฮามักกล้าย” หมิงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่อาจจะเพราะเธอไม่ได้สังเกตรอยยิ้มหวานเย็นของอีกฝ่ายก็เป็นได้ด้วยมัวแต่มองทางอยู่

            “โอ้ ในที่สุดก็ยอมรับแล้ว......”

            “ยอมรับอีหยัง เฮาก็มักทุกตนนั่นแหละ” สมิงสาวสวนกลับ “ทั้งกล้วย ทั้งกล้าย น้ำว้าน้ำไท อุ๊ยสาย น้าเดือน จ้าดเฮาก็มักเหมือนกัน”

            “ไม่ใช่แบบนั้นซิ่” หลานชายหมอผีใหญ่แทบตกจักรยานเมื่อได้ยินอีกฝ่ายใช้มุกเดิมๆ “เรารู้น่าว่าหมิงชอบกล้ายแบบ.... ว่าไงดี แบบอยากเป็นแฟนกันน่ะ”

            “บ่แม่นละจังซั่น” เด็กสาวหน้าเสือตอบเสียงต่ำ “กล้ายกับเฮาก็แค่เพื่อนสนิทกันเท่านั้นเอง”

            “แน่ใจเหรอ.....” จ้าดแหย่ต่อ น่าเสียดายที่เขาไม่อาจหันมามองหน้าเพื่อนสาวว่าแดงหรือเปล่า ด้วยต้องเลี้ยวหลบเข้ามาจอดในชายคาของโรงเก็บเครื่องบินชั่วคราวเมื่อหิมะกระหน่ำหนักขึ้นอย่างกะทันหัน “พูดแบบนี้ระวังกล้ายเสียใจนา”

            “เป็นหยังเปิ้นถึงสิเสียใจ” สมิงสาวย้อนถามซื่อๆ “เฮาบ่ได้เฮ็ดอีหยังสักหน่อย”

            “ก็ดูกล้ายจะชอบหมิงอยู่นา อย่างวันที่หมิงแอบไปดูเขาแข่งแบดแล้วแพ้นี่ก็บ่นอยู่ตั้งนาน แล้วยังตอนที่หมิงโดนยิงนั่นอีก....”

            “เรื่องนั้นเฮาบ่ฮู้หรอก” หมิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ แต่หลานชายหมอผีใหญ่มองเห็นปื้นสีชมพูจางๆบนแก้มที่มีลายขาวสลับดำสองปื้นของเธอได้ “แต่ถ้าเป็นจังซั่นคักๆก็ดีอยู่เด๊.....”

            “แน่ะ แน่ะ.....”

            “อย่าว่าจังซั่นจังซี่เลยจ้าด” เด็กสาวหน้าเสือรีบเปลี่ยนเรื่อง ตอนนี้ใบหน้าของเธอแดงก่ำไปจนเกือบถึงใบหูแล้ว “นายมักกล้วยเปิ้นแม่นบ่ล่ะ”

 

            ขากรรไกรของผู้ถูกย้อนถามร่วงลงด้วยความเร่งเท่ากับความเร่งจากแรงโน้มถ่วงโลกทันที เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้ก็รีบหุบปาก แต่รอยยิ้มหวานเย็นที่ยิ่งหวานหยดและเย็นเยียบขึ้นไปอีกบนใบหน้าของสมิงสาวบอกชัดว่าไม่ทันเสียแล้ว.....

 

            “รู้ได้งะ..... ไม่ใช่ละหมิง มั่วละ ไปเอามาจากไหน !?” หลานชายหมอผีใหญ่ละล่ำละลักแก้ตัวเป็นพัลวัน ในใจหงุดหงิดตัวเองที่ดันหลุดปากสามสี่พยางค์แรกไปเสียได้ และนั่นก็คงไม่รอดพ้นจากหูที่ไวกว่ามนุษย์หลายเท่าแถมกำลังผึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ของเพื่อนสาวหน้าเสือไปได้

            “บ่ต้องมาแก้ตัวเลยจ้าด” สมิงสาวแสยะยิ้มโชว์เขี้ยวแหลม “แอบมองบ่อยจังซั่นคิดบ่ว่าสิบ่มีไผเห็น บ่ต้องตาไวแบบเฮาก็เห็นเด๊”

            “เฮ้ย แปลว่ามีคนอื่นรู้เรื่องนี้ด้วยงั้นเรอะ !?” เด็กหนุ่มหน้าดุที่ยามนี้กลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าซีดเหมือนไก่ต้มน้ำยาซักผ้าถามเสียงสูงปรี๊ด

            “บ่ฮู้เหมือนกัน สิมีไผบ้างน้า.....” หมิงแสร้งทำหน้าครุ่นคิด แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ไร้สีเลือดเหมือนจะเป็นลมได้ทุกวินาทีของอีกฝ่ายก็หัวเราะร่วน “ล้อเล่นน่า เท่าที่เฮาเห็นยังบ่น่ามีไผฮู้หรอก เฮายังแปลกใจอยู่เลย ทั้งๆที่นายมองออกง่ายจังซั่น.....”

            “พูดให้ถูกคือหมิงนั่นแหละยังอุตส่าห์มีเวลามาใส่ใจกับเรื่องแบบนี้อีกนะ จะโดนคนทั้งเมืองรุมยำทีนอยู่แล้วแท้ๆ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงต่ำๆ

            “บ่ต้องสนใจอีหยังมากก็มองออกย่ะบักคนมองง่าย” เด็กสาวหน้าเสือย้อน “ว่าแต่จ้าดเถอะ สิบ่เฮ็ดอีหยังบ่ สิแอบชอบเปิ้นไปเรื่อยๆจังซี่บ่”

 

            “แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ บอกเขาไปเหรอ”

            จ้าดถอนหายใจเฮือก เขาถีบขาตั้งจักรยานลงก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้พลาสติกใต้ชายคาโรงเก็บเครื่องบิน มันเย็นตูดอย่างกับน้ำแข็งแห้ง แต่หัวข้อสนทนานี้ท่าจะยาว ขืนให้ยืนค้ำจักรยานคุยกันตลอดได้ขาแข็งตายกันไปข้างแน่

 

            “แม่นสิ” สมิงสาวตอบทันที “มักไผฮักไผก็ต้องบอกสิ เก็บไว้กับตัวเจ้าของอีกฝ่ายเปิ้นสิฮู้บ่”

            “หมิงไม่รู้เรื่องของกล้วยกับกล้ายก่อนหน้านี้ใช่มั้ย” เด็กหนุ่มหันไปมองเพื่อนสาวผู้นั่งลงข้างๆเขา เมื่อเห็นเธอส่ายหน้าจึงพูดต่อ “รู้ใช่มั้ยว่ากล้ายชอบกล้วย”

            “อ้าว กล้ายบ่ได้มักเฮาบ่” ใบหน้าที่มีลายขาวดำบนแก้มมีแววเศร้าขึ้นมาทันที

            “แน่ะ ชอบเขาจริงๆสิเนี่ย.....”

            “โอ๊ย พอ” หมิงแถมตบให้หนึ่งผัวะ ลายเสือบนแก้มถูกซ้อนทับด้วยสีชมพูอีกครั้ง “สิเล่าอีหยังก็เล่ามา !

            “โอเคๆ” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะ “ตอนนี้กล้ายอาจจะชอบหมิงแล้วแหละมั้ง.... แต่ก่อนหน้านี้น่ะกล้ายชอบกล้วยมาก เขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่พอกล้วยรู้ว่าชอบเท่านั้นแหละ กล้วยก็ไม่พูดกับกล้ายเลย พูดให้ถูกคือทำเป็นมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ และถ้าจะให้พูดจริงๆเหมือนจะกลัวๆอยู่หน่อยๆด้วย”

            “เอ้ย” ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ “จังซั่นเลยบ่”

            “คือจริงๆก็มีหลายเรื่องอยู่น่ะนะ ทั้งเรื่องแม่กล้ายกับแม่กล้วยโดนลอบฆ่า เรื่องการเมืองภายในของตานี แต่ตัวกล้วยเองก็เป็นแบบนั้น.... ไม่รู้ว่าทำไม แต่ถ้ามีใครมาชอบเขา เขาจะเป็นแบบนั้นทันทีเลย”

            “เฮ็ดหยังถึงเป็นจังซั่นล่ะ”

            “ถ้าเรารู้เราก็ไม่มานั่งกลุ้มใจอยู่แบบนี้หรอก” จ้าดถอนหายใจเฮือกอีกครั้ง มองเห็นเป็นไอขาวหนาอยู่ในอากาศอุณหภูมิเลขตัวเดียว

            “อ๋อ จังซี่ก็เลยบ่กล้าบอก” หมิงสรุป เธอหันมาจ้องหน้าเพื่อนหนุ่มอย่างเอาจริงเอาจัง “แต่เฮาว่านายรีบๆบอกไปดีกว่า”

            “เอ๊า ก็เพิ่งบอกไปหยกๆว่าบอกไม่ได้ๆ แล้วยังจะให้บอกเขาอีก หมิงฟังไม่รู้เรื่องเรอะ”

            “เฮาฟังรู้เรื่อง นายนั่นแหละบ่ฮู้เรื่องอีหยังเลย” สมิงสาวสวนกลับเน้นเสียง “ฮู้ว่าเปิ้นเป็นจังซี่บ่บอกเปิ้นก็ถูก แต่ถ้านายยังขืนแอบมองเปิ้นบ่อยๆ หรือเกิดเผลอเว้าอีหยังแปลกๆกับเปิ้นแล้วเปิ้นเกิดผิดสังเกตขึ้นมาเองนายสิยิ่งเจ็บเด๊”

            “กล้วยจะรู้ได้ไง” หลานชายหมอผีใหญ่ถามกลับ “ให้ว่ากันตรงๆกล้วย..... ซื่อบื้อกับเรื่องแบบนี้จะตายไป”

            “เอ้า ไปว่าเปิ้นอีก” เด็กสาวหน้าเสือส่ายหัว “ซื่อบื้อบ่ซื่อบื้อเฮาบ่ฮู้ สิฮู้ซ้าฮู้เร็วเฮาก็บ่ฮู้ แต่ถ้าเปิ้นฮู้ขึ้นมานายสิเฮ็ดจังไส”

            “ถึงตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แหละ” จ้าดตอบไม่เต็มเสียงนัก ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมาจริงๆ เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะรับได้หรือเปล่า “แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็อยากให้มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆให้นานที่สุดก่อน”

            “ถ้านายเนียนเฮาบ่ว่าเลย แต่นี่นายบ่เนียน แล้วเฮาก็บ่เซื่อด้วยว่านายสิเนียนได้มากขึ้นกว่านี้” สมิงสาวจ้องเพื่อนหนุ่มเขม็งจนอีกฝ่ายต้องหลบสายตา “เพราะจังซั่น บ่ซ้าบ่เร็วเปิ้นฮู้แน่ แล้วนายแน่ใจบ่ว่าสิบ่เสียดายที่บ่ได้บอกตอนที่ยังเว้ากับเปิ้นได้อยู่”

 

            “มัน..... ก็ใช่แหละนะ”

            เด็กหนุ่มตอบอ้อมแอ้ม ก็อาจจะจริงของหมิง ถ้าบอกกล้วยไปว่าชอบแล้วเธอไม่พูดด้วย เขาก็อาจจะเจ็บก็จริง แต่ถ้าตานีสาวไม่พูดด้วยทั้งๆที่เขาไม่มีโอกาสได้บอกนั้นยิ่งเจ็บกว่าหลายเท่า ดูเหมือนเขาคงต้องเริ่มหาวิธีบอกเธอไปพร้อมๆกับวิธีทำใจเสียแล้ว.....

 

            “แต่เอาจริงๆ เราไม่ใช่คนกล้านะ” จ้าดพูดเบาๆ เหมือนรำพึงกับตัวเองมากกว่าจะคุยกับเพื่อนสาวข้างตัว “แล้วเราก็ไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลยด้วย ชอบใครก็ล้มเหลวทุกที ก่อนหน้านี้ก็ฟ้า ล่าสุดก็ยูคิ..... เราไม่รู้ว่าทำยังไงผู้หญิงถึงจะชอบ ทำยังไงผู้หญิงถึงจะยอมเป็นแฟนกับเรา..... หมิงพอจะมีคำแนะนำบ้างมั้ย สมิงก็มีทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย แล้วอย่างหมิงก็น่าจะมีประสบการณ์มาพอสมควรอยู่”

            “เว้าจังซี่หมายความว่าจังไส” เด็กสาวหน้าเสือจ้องเพื่อนหนุ่มเขม็งอีกแล้ว แต่ตอนนี้ดวงตาสีเหลืองเปลี่ยนเป็นเขียวปั้ดแถมด้วย “หน้าเฮาดูกร้านโลกจังซั่นเลยบ่”

            “ไม่ๆ ไม่ได้พูดอย่างงั้นสักหน่อย” หลานชายหมอผีใหญ่รีบแก้ด้วยเกรงว่าเพื่อนสาวอาจระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่จนแปลงกลับเป็นร่างเสือแล้วตบเขาอีกรอบเอาง่ายๆ เมื่อดูจากดวงตาที่กำลังจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงของเปลวเพลิงในเร็วๆนี้ “ก็หมิงทั้งสวยทั้งน่ารักออกแบบนี้ เราก็เลยคิดว่าน่าจะมีผู้ชายมาชอบเยอะไง”

            “บ่ต้องมาซมเฮาเอาตัวรอดเลย เฮาบ่หลงง่ายๆหรอก” สมิงสาวตอบสะบัดเสียง เธอไม่ทันเห็นเพื่อนหนุ่มที่กลั้นยิ้มเอาไว้แทบไม่ทันเมื่อจับน้ำเสียงภูมิใจอยู่ลึกๆและเห็นอาการยืดน้อยๆของเธอได้ “แต่นายก็ฮู้อยู่นี่ วิธีเฮ็ดให้ผู้หญิงมักที่ง่ายที่สุดแต่ได้ผล”

            “วิธีอะไร”

            “ก็ที่นายเฮ็ดกับเฮาไปเมื่อกี้นี้ ซมเปิ้นนี่เด๊ ง่ายๆแต่ได้ผล”

            “งั้นก็แปลว่าเราต้องชมกล้วยเยอะๆใช่มั้ย โอเค”

            “เดี๋ยวๆหยุดเลย” เด็กสาวหน้าเสือรีบเบรกเพื่อนหนุ่ม “เฮาฮู้หรอก อย่างนายเดี๋ยวก็ไปซมกล้วยเปิ้นดื้อๆจนเปิ้นผิดสังเกตเอาจนได้”

            “เอ้า แล้วจะให้เราทำไง” จ้าดเริ่มออกอาการหงุดหงิด “เฉยๆก็ไม่ได้จะให้ไปบอก แต่จะไปบอกจะไปทำอะไรก็ไม่ได้อีก จะเอาไงกับเราแน่เนี่ย”

            “ฟังก่อนซิ่ ฮ่วย นี่เฮาอุตส่าห์ซ่วยแล้วเด๊ !” สมิงสาวก็หงุดหงิดเช่นกันที่เพื่อนหนุ่มของเธอทั้งซื่อทั้งบื้อไม่ต่างจากที่เขาว่าคนที่เขาชอบไปเมื่อครู่นี้เลยสักนิด “นายต้องสร้างโอกาส สร้างสถานการณ์ สร้างบรรยากาศให้มันเนียนๆ แล้วค่อยชมเปิ้น ค่อยๆไปทีละนิด เหมือนเวลาพวกเฮาล่าเหยื่อนั่นแหละ ค่อยๆสะกดรอยตามบีบเปิ้นไปเรื่อยๆ พอเปิ้นจนมุมก็เสร็จเฮา บ่แม่นโผล่พรวดออกไปหาเปิ้น ไผสิอยู่ให้นายกินล่ะ”

            “โอเคๆ พอเข้าใจแล้ว” เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้า “แล้วไอ้โอกาสนี่จะทำยังไงดีล่ะ.....”

            “นี่นายสิให้เฮาคิดให้หมดเลยบ่ เดี๋ยวเฮาไปจีบกล้วยแทนเด๊ !

            “ไม่ๆ หมายถึงว่าตอนนี้กล้วยเป็นแบบนั้นอยู่ แล้วจะเอาโอกาสจากไหน จะสร้างบรรยากาศดีๆขึ้นมาได้ยังไงล่ะ”

            “นายนี่บ่ฮู้อีหยัง ตอนเปิ้นเศร้าจังซี่นี่แหละดีเลย ถ้านายเฮ็ดให้เปิ้นร่าเริงหรือหายเศร้าได้ล่ะก็โอกาสงามๆเหมือนฝูงกวางป่าเซียงหลวงอยู่กลางวงล้อมเลยเด๊”

            “งั้นเราก็ต้องหาอะไรให้เขาทำให้เร็วที่สุด” จ้าดสรุป เขาลุกขึ้น บิดขี้เกียจสองสามกร๊อบก่อนจะเดินช้าๆ เข้าไปในปีกด้านทิศเหนือของโรงเก็บเครื่องบินที่เปิดโล่งรับลมหนาว “แต่จะอะไรดีล่ะ ที่นี่ดูไม่มีอะไรทำเลยจริงๆนะเนี่ย หรือจะเป็นเกมเล่นกันในห้องดี”

            “บ่น่าสิลากพวกเปิ้นออกมาได้หรอกมั้งเฮาว่า ต้องเอาอีหยังที่ดูน่าสนุกกว่านั้น”

 

            หมิงสืบเท้าเดินนำหลานชายหมอผีใหญ่เข้าไปในโรงเก็บเครื่องบินอันมืดสลัว แล้วพลัน สายตาของเธอก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนกระดานแผ่นยาวๆ ซึ่งวางเรียงกันเป็นตับอยู่ในห้องเก็บของ

 

            “อึ้ยจ้าด นั่นมันบักอันนั่นนี่ อันที่เปิ้นไว้ไถๆนั่นเด๊ !

            “หา ?” เด็กหนุ่มหน้าดุยังมองตามเพื่อนสาวไม่ทัน

            “ในห้องนั่นเด๊”

 

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะยังตาถั่วอยู่ สมิงสาวก็ลากข้อมือจ้าดเข้าไปในห้องด้วยกันเสียเลย แล้วดวงตาของหลานชายหมอผีใหญ่ก็เบิกกว้างเมื่อเห็นว่า “ไอ้ที่เปิ้นไว้ไถๆ” ของเพื่อนสาวนั้น ที่แท้คือสกีและสโนว์บอร์ดที่วางเรียงกันนับร้อยๆแผ่นอยู่บนแท่นวาง มันเยอะพอๆกับ หรืออาจจะเยอะกว่าจักรยานตรงที่จอดเสียอีก และเมื่อจ้าดเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ เขาก็พบว่ามันเป็นเช่นเดียวกับจักรยาน นั่นคือไม่ใช่ของถูกๆหรือของคนเพิ่งเริ่มเล่น ทั้งวัสดุน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ที่ล็อกเท้าแบบเปลี่ยนมุมได้ และวัสดุเคลือบแรงเสียดทานต่ำ ทุกอย่างเป็นคุณสมบัติของสกีและบอร์ดระดับมืออาชีพที่หากซื้อในตานนะคอนก็คงราคาไม่ต่ำกว่าหมื่นหรือสองหมื่นเบี้ยทั้งสิ้น แม้แต่อันเล็กของเด็กก็ยังคุณภาพดีเยี่ยม ไม่ต้องสงสัยเลย พวกเขาเจอกิจกรรมที่ตานีชอบเข้าจังเบ้อเร่อ

 

            “หมิงเคยเล่นเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่หันไปถามเพื่อนสาว

            “อันที่เป็นแผ่นกระดานน่ะเคย แอบไปดอยมาจากเซียงผาน” เผ่าพันธุ์วิญญาณสาวเจ้าปัญหาแห่งป่าแสนคำแลบลิ้นหัวเราะแหะๆ “เกือบโดนกะจับได้แน่ะ ถ้าโดนมีหวังพวกเปิ้นด่ายับ”

            “รู้ทั้งรู้ก็ยังอุตส่าห์จะไปขโมยเนาะ....” จ้าดส่ายหน้าพลางถอนหายใจขำๆ ก่อนจะกลับเข้าเรื่อง “เอาเรื่องนี้ก่อน เราว่ามีไว้เยอะแบบนี้ตานีต้องชอบสโนว์บอร์ดกันแน่ๆ น่าจะได้ผลนะวิธีนี้”

            “อื้ม เฮาก็ว่าจังซั่น” สมิงสาวพยักหน้ายิ้มๆ แต่เธอก็ถามต่อ “ว่าแต่นายเล่นเป็นบ่”

            “ไม่เป็น”

            “เอ้า”

            “ก็กะจะให้กล้วยสอนไง จะได้.... เอ่อ.... ใช้เวลาด้วยกันด้วยไง”

            “ป๊าด..... แผนสูง” เด็กสาวหน้าเสือแสยะยิ้มก่อนจะผลักเพื่อนหนุ่มเบาๆอย่างหมั่นไส้ “ขอให้ได้ละกัน”

            “แต่ปัญหาต่อไปคือ จะไปลานหิมะยังไงนี่สิ” หลานชายหมอผีใหญ่ยกมือขึ้นจับคางอย่างครุ่นคิด รถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ขนขึ้นเครื่องบินมาหนึ่งคันตอนนี้ยังอยู่ในท้องเครื่องบินของเขาและกล้วยอยู่เลย “แล้วยังเรื่องสกีลิฟต์อีก ตอนนี้จะใช้ได้รึเปล่าก็ไม่รู้....”

            “เรื่องนั้นเมือไปถามอุ๊ยสายก็ได้ รีบๆไปดีกว่า จะบ่ายสองแล้วเน่อ เดี๋ยวก็เตรียมตัวบ่ทันเอาหรอก”

            “ไม่ทันก็พรุ่งนี้ก็ได้ พวกเราคงได้อยู่ที่นี่อีกนานแหละ.....”

 

            “หือ ลานสกีก๋า”

            สายเบือนหน้าจากแลปทอปมาหาลูกศิษย์หนุ่มสาวเมื่อทั้งสองกลับมาถึงห้องกินข้าว เธออดแปลกใจไม่ได้ที่จู่ๆทั้งสองก็ถามเรื่องนี้

 

            “ครับ” จ้าดพยักหน้า “พอดีหมิงกับผมไปเจอสกีกับสโนว์บอร์ดเยอะแยะเลย เลยคิดว่าพวกกล้วยน่าจะชอบเล่นสองอย่างนี้น่ะครับ อาจจะทำให้เขาดีขึ้นบ้างก็ได้ คิดว่าไงบ้างครับอุ๊ยสาย”

            “อุ๊ยบ่ฮู้เน่อ เคยมาที่นี่แค่บ่กี่ครั้ง แล้วแต่ละครั้งก็มาแค่เพื่อช่วยฝึกแล้วก็ปิ๊กตานนะคอนเลย บ่ได้ฮู้เรื่องการพักผ่อนหรือกีฬาอะหยังมา” คำตอบของอดีตพันเอกสาวทำเอาหนึ่งมนุษย์หนึ่งสมิงหน้าเสีย แต่ประโยคต่อมาของเธอก็ทำให้ทั้งสองใจชื้นขึ้นบ้าง “แต่จะว่าไปก็เคยได้ยินหมู่เปิ้นอู้อยู่เหมือนกัน จะไดจะลองดูแผนที่หื้อเน่อ ลานสกีบ่น่าจะหายาก”

            “ขอบคุณครับ”

 

            หญิงสาวหน้าหวานเรียกแผนที่รอบบริเวณฐานบินขึ้นมาบนจอ ผีสาวคนสวยลอยข้ามโต๊ะไปช่วยเธอดู และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เดือนก็ชี้ไปยังปื้นสีขาวแถบหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางสีเขียวอมเทาเข้มของป่าสน มันอยู่ห่างจากที่นี่ไปเพียงไม่ถึงสี่กิโลเมตร

 

            “ใช่รึเปล่าคะอุ๊ยสาย”

            “อืม..... น่าจะแม่น” สายกดเปลี่ยนการแสดงผลแผนที่เป็นแบบสามมิติ แล้วเธอก็พยักหน้า “แม่น นี่แหละลานสกี ใหญ่มากด้วย ข้ามเขาไปลูกเดียวเอง”

            “แล้วลิฟต์ล่ะคะ” สมิงสาวถามต่อ

            “น่าจะยังใช้ได้อยู่แหละ ปกติพวกลิฟต์ของลานสกีทั่วไป หมดหน้าสกีทิ้งไว้ปีหนึ่งก็ยังใช้ได้ แต่ตอนไปอาจจะต้องเช็กสภาพหน่อย เกิดสลิงขาดตกลงมาคอหักตายคาหิมะล่ะเรื่องใหญ่”

            “อีกอย่างนึงครับอุ๊ยสาย เราจะไปกันยังไงดี” จ้าดถามบ้าง “รถขับเคลื่อนสี่ล้อถ้าอัดไปก็นั่งได้แปดคนก็จริง แต่ถ้ายัดสกีกับสโนว์บอร์ดไปด้วยผมว่านั่งไม่พอแน่เลยครับ”

            “พี่ลอยไปก็ได้นะ” ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ตอบ “ถนัดลอยมากกว่าอยู่แล้ว”

            “ถึงน้าเดือนจะลอยไปก็ยังเหลือเจ็ดคนอยู่ดี” หลานชายหมอผีใหญ่ทำเป็นมองไม่เห็นหน้างอของอีกฝ่ายเพราะเขาไม่ยอมเรียกเธอว่าพี่

            “อุ๊ยก็คงบ่ไป ขออยู่เฝ้าระวังสถานการณ์ดีกว่า ละอ่อนไปกันเองเต๊อะ”

            “แล้วพวกกล้วยก็น่าสิเคลื่อนที่ในพริบตาไปได้บ่แม่นบ่” สมิงสาวท้วง

            “สภาพอย่างนั้นพลังงานวิญญาณไม่น่าจะพอหรอกมั้ง แล้วถึงพลังงานวิญญาณจะเหลือ สภาพจิตใจย่ำแย่แบบนั้นเราว่าเขาก็คงไม่อยากใช้หรอก เราอยากขับไปให้มากกว่า”

            “ถ้าจังซั่นเฮาวิ่งตามไปก็ได้เด๊” หมิงเสนอตัวลงจากรถอีกตน

            “ไม่ต้องก็ได้มั้ง ลำบากเปล่าๆ” ผีสาวคนสวยตอบ “แต่ถ้าอุ๊ยสายไม่ไป แล้วพี่เคลื่อนที่ในพริบตาหรือลอยไปก็เหลือแค่หกคนแล้วนี่ ก็นั่งเบียดๆกันที่เบาะกลางก็ได้ น้ำว้าน้ำไทก็ไม่ได้ตัวใหญ่อะไรอยู่แล้วด้วย ให้นั่งตักไปยังได้เลย”

            “นั่นสินะครับ” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า “ถ้างั้นก็โอเค เหลือแค่กล่อมพวกกล้วยให้ได้เท่านั้น......”

            “เฮาว่านั่นยากกว่าเรื่องสิไปสกีจังไสหลายอยู่เด๊.....”

 

 

            “กล้วย”

            จ้าดเรียกเพื่อนสาวหลังจากเคาะประตูที่ยังคงปิดสนิท อาหารในกล่องที่วางเอาไว้ข้างประตูก็ยังคงสภาพเดิม ไม่มีร่องรอยการแตะต้องเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับของกล้าย น้ำว้าและน้ำไทที่ห้องถัดๆไป

 

            “มีอะหยังอีก” เสียงอู้อี้แต่ห้วนสั้นตอบกลับมา

            “กล้วย พรุ่งนี้ไปเล่นสกีกันมั้ย หรือสโนว์บอร์ดดี”

 

            เด็กสาวหน้าจืดหูผึ่งขึ้นมาเล็กน้อย หลานชายหมอผีใหญ่จี้ถูกจุด ทั้งสกีและสโนว์บอร์ดเป็นกีฬาที่เธอชอบมากมาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่ได้เล่นมาเกือบสองปีตั้งแต่มาที่นี่ครั้งสุดท้ายก็ตาม

 

            แต่ความอยากเล่นก็ยังไม่อาจเอาชนะความหดหู่ในใจของเธอยามนี้ได้

 

            “บ่เอา”

            ตานีสาวหน้าจืดตอบห้วนๆก่อนจะกลับไปนอนขดตัวเป็นกุ้งอยู่ในผ้าห่มอีกครั้ง แก้มแนบลงกับปลอกหมอนสีเขียวใบตองที่เปียกชุ่มจากการร้องไห้มาตั้งแต่เช้า เธอเพิ่งจะสูญเสียยุทโธปกรณ์แทบทั้งหมดที่เธอมี เธอเพิ่งจะสูญเสียความทรงจำทุกอย่างไปกับกองเพลิง เธอเพิ่งจะล้มเหลวในฐานะราชินีตานีอย่างที่สุดที่ไม่อาจรักษาสวนกล้วยเอาไว้ได้ แล้วจะให้เธอไปสนุกสนานกับการเล่นหิมะได้อย่างไรกัน

 

            “ไปด้วยกันหน่อยเถอะกล้วย นะ เราอยากเล่นสโนว์บอร์ดกับกล้วย กับทุกคนเลย”

            “แต่ข้าเจ้าบ่อยากเล่น !” หลานชายหมอผีใหญ่สะดุ้งเฮือกเมื่อมีอะไรบางอย่างถูกโยนมากระแทกประตูจากด้านใน เขาเริ่มจะเข้าใจอารมณ์เมื่อครู่ของหมิงขึ้นมาหน่อยๆแล้ว “ยะหยังข้าเจ้าต้องไปเล่นกับนาย ยะหยังข้าเจ้าต้องออกไปด้วย ไปซะ ข้าเจ้าอยากอยู่คนเดียว !

            “กล้วย ที่เราชวนกล้วย ก็เพื่อตัวกล้วยเองด้วยนะ” จ้าดพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อนสาว “เราไม่อยากเห็นกล้วยเป็นแบบนี้เลยนะ”

            “ก็เรื่องของนาย !” ของอีกชิ้นถูกโยนมากระแทกประตู คราวนี้ฟังดูใหญ่และหนักกว่าชิ้นที่แล้ว “นายจะมาเข้าใจอะหยัง นายจะมาเข้าใจความรู้สึกของข้าเจ้าได้จะได !?

            “เรารู้ว่ากล้วยรู้สึกยังไง เราอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมดหรอก แต่เรารู้” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ “แต่กล้วยเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ ถ้าเกิดพวกนั้นตามมาโจมตีพวกเราจะทำยังไงกันล่ะ”

            “ข้าเจ้าบ่สนแล้ว” เสียงที่ตอบกลับมาของตานีสาวหน้าจืดเต็มไปด้วยความขมขื่น “จะสิ้นอายุก็หื้อสิ้นอายุไป ถ้าหมู่เปิ้นจะตามมาฆ่าหมู่เฮาก็หื้อหมู่เปิ้นยะตามใจไปเลย ข้าเจ้าบ่สนใจอะหยังแล้ว ข้าเจ้าบ่มีอะหยังหื้อเสียแล้ว !

 

            ประโยคนั้นตามมาด้วยเสียงสะอึกสะอื้น กล้วยฟุบหน้าลงกับหมอน ภาพเปลวเพลิงที่โหมไหม้ในท้องฟ้าหม่นมัวของยามเช้าตรู่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วยังแจ่มชัดเหมือนถูกเหล็กร้อนฉ่าจารึกลงในมโนภาพ เธอไม่อยากจะทำอะไรอีกต่อไปแล้ว เธอไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว แม้แต่ในโลกหลังความตาย เธอก็ไม่มีหน้าจะไปพบอดีตตานีรุ่นก่อนๆอีกแล้ว.....

 

            “เราไม่เชื่อหรอกว่ากล้วยจะไม่สนใจอะไรแล้ว”

            “หนวกหู ไปให้พ้น !” ของอีกชิ้นถูกเหวี่ยงมากระแทกประตู คราวนี้ทั้งใหญ่ทั้งหนักจนบานประตูสั่นสะเทือน

            “ถ้ากล้วยไม่สนใจอะไรแล้ว กล้วยจะพยายามบินมาให้ถึงที่นี่ทำไม ทั้งๆที่เอาเครื่องพุ่งลงน้ำไปเลยง่ายกว่าตั้งเยอะ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน “ถ้ากล้วยอยากจะให้พวกนั้นมาฆ่าจริงๆ กล้วยจะพยายามหลบมันทำไม กล้วยยังไม่สิ้นหวังหมดอาลัยตายอยากขนาดนั้นหอกเรารู้ กล้วยยังอยากจะสู้ต่อ แต่ถ้ากล้วยยังเป็นแบบนี้ ถ้าทุกคนยังเป็นแบบนี้ ถึงเวลาสู้ต่อขึ้นมาจริงๆจะไม่ไหวนะ !

 

            จ้าดหยุดไปอึดใจหนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยาของเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายเงียบ

 

            “อะไรที่มันผ่านไปแล้วเรากลับไปแก้ไขไม่ได้ ร้องไห้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกกล้วย เตรียมพร้อมเพื่อสู้ต่อไปดีกว่า นะ”

            “แล้วมันเกี่ยวอะหยังกับเล่นสกีล่ะ”

            “ก็.... ไปผ่อนคลายจิตใจสักหน่อย จะได้หายเครียดบ้าง แล้วจะได้คิดแผนการหรือเตรียมตัวได้ดีๆไง” เด็กหนุ่มแถออกนอกรันเวย์บ้างเล็กน้อย แต่เขาพอจะจับได้ว่าเพื่อนสาวเริ่มเอนมาทางเขาบ้างแล้ว “นะกล้วย ไปเล่นด้วยกัน เดี๋ยวชวนกล้ายกับน้ำว้าน้ำไทไปด้วย ไปกันหมดทุกคนเลย”

            “ถ้าทุกตนไป ข้าเจ้าไปด้วยก็ได้” กล้วยตอบแบบไว้เชิง แต่นั่นทำให้จ้าดยิ้มกว้างเมื่อเขาเห็นเพื่อนสาวหน้าเสือยกนิ้วโป้งให้มาจากหน้าห้องของตานีสาวผมหางม้าและตานีน้อยทั้งสอง

            “ตนอื่นไปแน่นอน” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอย่างมีชัย “พรุ่งนี้แปดโมงนะกล้วย ไปเล่นสโนว์บอร์ดกัน หรือสกีก็ได้”

            “.....เอาจะอั้นก็ได้” ราชินีตานียอมตกลงในที่สุด “แต่ขอถามก่อน นายเล่นเป็นก่อ”

            “เอ่อ.... ไม่เป็น สอนหน่อยนะกล้วย”

            “ชวนไปเล่น แต่ตัวเองเล่นบ่เป็น” เด็กสาวหน้าจืดกุมขมับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก ภูเขาแถวๆตานนะคอนอยู่กลางเทือกตานปันน้ำ จึงสูงชันและไม่เหมาะกับการเล่นสกี สกีรีสอร์ตที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างออกไปกว่าร้อยกิโลเมตร แถมราคายังไม่เบาเสียด้วย จึงมีชาวตานนะคอนหลายคนที่เล่นกีฬาหิมะทั้งสองชนิดนี้ไม่เป็น แม้ทั้งเมืองจะมีหิมะสูงเป็นเมตรๆเกือบครึ่งปีก็ตาม

            “นะกล้วย สอนหน่อย เราอยากเล่นเป็น กล้วยถนัดสอนอันไหนเราเรียนอันนั้นก็ได้”

            “ก็ได้ๆ เดี๋ยวข้าเจ้าสอนสโนว์บอร์ดหื้อ” ตานีสาวตอบอย่างเสียไม่ได้ “พรุ่งนี้แม่นก่อ กี่โมง ไปกันจะได จะเอารถไปก๋า”

            “ออกสักเก้าโมง จะได้ไม่เช้าไป เดี๋ยวเราขับไปเอง ตอนนี้เอารถลงมาจากเครื่องแล้ว”

            “ก็ได้”

            “อื้ม งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะกล้วย แต่ถ้าหิวก็ลงมากินข้าวเย็นด้วยนะ”

 

            ไม่มีเสียงตอบจากเด็กสาวหน้าจืดอีก แต่แค่นี้ก็ทำให้หลานชายหมอผีใหญ่ดีใจจนแทบจะผูกไว้กับเครื่องบินแล้วยังลอยกลับตานนะคอนได้แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งความตื่นเต้นและความกังวลก็แผ่เข้ามาปกคลุมหัวใจของเขาพร้อมๆกัน พรุ่งนี้เป็นโอกาสของเขาแล้ว แต่เขาจะกล้าพอจะพูดออกไปไหมหนอ แล้วหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของกล้วยกับเขาจะเป็นอย่างไรต่อไปหนอ.....

 

 

            “ประจิม !

            เสียงกรีดร้องดังทะลุประตูกระจกเข้ามาในห้องทำงานของนักการเมืองวัยกลางคน ก่อนที่ตัวประตูเองจะทะลุผ่านวงกบลงไปแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆอยู่กับพื้นเมื่อถูกกระโดดถีบขาคู่ แต่นั่นไม่ทำให้ชายร่างสูงสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แม้เมื่อเจ้าของเสียงกรากเข้ามายืนค้ำหัวพร้อมกับจ้องด้วยดวงตาที่รื้นน้ำหากแข็งกร้าวราวจะเอาปืนลูกซองบนหลังของเธอมาเป่ากะโหลกเขาได้ทุกเมื่อ รอยยิ้มก็ยังคงฉาบอยู่บนริมฝีปากของประจิม เขารู้ว่าตานีสาวคนสวยมาด้วยเรื่องอะไร เขารออยู่แล้ว.....

 

            “คุณยะอะหยังลงไปฮู้ตัวบ้างก่อ !?

            นางกรีดร้องสุดเสียงจนทั้งเอื้องและแหวนที่ตามเข้ามาหวังจะช่วยกันรั้งเธอถึงกับขนลุก พวกเธอไม่เคยได้ยินเพื่อนร่วมงานและหัวหน้ากลายๆตนนี้ใช้น้ำเสียงแบบนี้เลย แม้ทั้งสองจะรู้เหตุผลดี และพวกเธอก็อยากจะกรีดร้องแบบนี้เหมือนกันก็ตาม.....

 

            “ไม่เห็นเป็นไรนี่” ชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตขาวและเนคไทสีม่วงอมน้ำเงินตอบเสียงนุ่มอย่างสบายอารมณ์ “ต้นกล้วยของพวกคุณก็ย้ายไปแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกคุณก็ขนออกมาหมดแล้ว แถมตานีพวกนั้นก็หนีไปแล้วด้วย ตอนนี้คุณก็ขึ้นเป็นราชินีตานีได้ ผมก็ได้คะแนนเสียง ชาวเมืองก็แฮปปี้ วินวินกันทุกฝ่ายออกจริงมั้ย”

            “วินบ้าอะหยัง !?” เด็กสาวคนสวยต่อยโต๊ะเปรี้ยงจนยุบเป็นหลุม เธอทำท่าจะต่อยอีกครั้ง แต่แหวนรั้งเธอเอาไว้ได้ทัน “ต่อหื้อข้าได้เป็นราชินีตานี แต่ทุกอย่างถูกทำลายไปหมดจะอี้จะมีค่าอะหยัง !?

            “คุณนาง คิดให้ยาวๆสิ อะไรที่มันจบไปแล้วก็คือจบ” ประจิมพูดอย่างใจเย็น “ตานีในอดีตจบไปแล้ว พร้อมๆกับความเกลียดชังของชาวเมืองนั่นแหละ ต่อจากนี้ไปก็เป็นยุคของคุณแล้ว คุณมีศักดิ์และสิทธิ์ทุกอย่างที่ราชินีตานีมี จะเรียกผีร้ายมาจากโลกหลังความตายเมื่อไหร่ก็ได้”

            “พลังนั่นข้ามีตั้งแต่คุณฆ่าสุทัศน์แล้วโอนมาหื้อข้าแล้ว !

            “อ้อ นั่นสินะ” นักการเมืองหนุ่มหัวเราะแก้เก้อ แต่ดวงตาเรียวของเขาไม่ยิ้มตามไปด้วย “แต่นอกนั้น คุณก็มีสิทธิ์ทุกอย่างของราชินีตานี คุณจะสร้างตานีขึ้นมาใหม่ยังไงก็ได้ตามใจของคุณ จะมทำให้เป็นเผ่าพันธุ์แบบไหนก็ได้ จะช่วยมนุษย์เหมือนเดิมหรือว่าช่วยผีร้ายทำร้ายมนุษย์ก็ได้ตามใจคุณ แบบนี้ไม่ดีหรือไง เป็นไปตามที่ผมสัญญาไว้กับคุณทุกอย่างเลยนะ ?”

            “ที่สัญญากันไว้บ่ได้อู้ว่าจะทำลายสวนกล้วยจะอี้ !

            “ก็เพราะไม่ได้พูดไว้ในสัญญา ผมก็ทำได้จริงมั้ย” รอยยิ้มของประธานรัฐเวียงตานกว้างขึ้นอีก หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ถึงกับขนลุกเมื่อสัมผัสความอำมหิตที่แฝงอยู่เบื้องหลังได้ “แล้วผมก็เคยถามย้ำไปหลายครั้งจนแน่ใจแล้วนี่ ว่าตานีมีค่านิยมว่าเพื่อชัยชนะจะไม่เลือกวิธีการ นี่ผมทำตามพวกคุณเลยนะ”

            “แล้วคุณบ่คึดกาว่าหมู่เฮาฮู้สึกจะไดบ้าง !?” น้ำใสพรั่งพรูลงจากดวงตากลมโต พร้อมกับเสียงที่เพิ่มทั้งระดับและความดังขึ้นอีกครั้งจนตานีสาวผมเปียต้องจับมือเตือนด้วยเกรงว่ายามของตึกที่พวกเธออุตส่าห์เล็ดลอดเข้ามาได้จะยกโขยงกันขึ้นมา “ทุกอย่างถูกทำลายไปหมด ทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียน ความทรงจำทุกอย่าง ทุกอย่างที่หมู่เฮาฮัก คุณทำลายไปหมดแล้ว ! ทุกอย่าง !

            “ผมก็บอกแล้วไงว่าให้มองยาวๆ มองไปในอนาคต” เสียงของประจิมเข้มขึ้นเช่นกัน ขณะเด็กสาวคนสวยตั้งต้นสะอึกสะอื้น “บางทีเราก็ต้องเสียสละบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ และตอนนี้เราได้ชัยชนะมาแล้ว คุณก็ต้องใช้ชัยชนะที่แลกมาด้วยการเสียสละนั้นให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อจะไม่ให้การเสียสละนั่นสูญเปล่า เข้าใจมั้ยคุณนาง มองให้มันยาวๆ หลังจากนี้คุณจะทำอะไร เราจะร่วมมือกันยังไงเพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของเหล่าภูตผีอย่างที่คุณรู้สึกมา นั่นคือสิ่งที่คุณควรทำ ไม่ใช่มาทะเลากับผมด้วยเรื่องที่ผ่านไปแล้ว คุณคงไม่อยากเห็นสวนกล้วยต้องถูกทำลายโดยไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกจริงมั้ย”

 

            ตานีสาวคนสวยจ้องมองฝ่ายตรงข้ามนิ่ง สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามทำมาจนถึงบัดนี้ค่อยๆปะติดปะต่อกันอยู่ในหัว เธอรู้สึกเหมือนเริ่มมองสิ่งที่ชายวัยกลางคนเบื้องห้าซ่อนเอาไว้ออกทีละน้อย นางขบกรามแน่นอย่างโกรธตัวเอง เธอน่าจะมองเขาออกตั้งนานแล้ว เธอน่าจะเดาออกตั้งนานแล้วว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้ อย่างน้อยก็ตั้งแต่ประจิมเริ่มเสี้ยมให้ชาวเมืองเกลียดตานี แต่เธอมองโลกในแง่ดีเกินไป เธอชะล่าใจเกินไป แล้วในที่สุดมันก็ลงเอยแบบนี้.....

 

            “เป็นอันว่าเข้าใจนะคุณนาง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนาน “ภารกิจต่อไปของคุณคือสืบหาที่ซ่อนของราชินีตานีให้พบแล้วจัดการซะ แล้วก็เตรียมความพร้อมสำหรับวันนรกแตก อาจจะไม่ใช่เร็วๆนี้ แต่ก็ขอให้คุณเตรียมพร้อมไว้ โอเคนะ”

            “เจ้า”

 

            นางตอบอย่างขมขื่น เธอปาดน้ำตาก่อนจะกลับหลังหันเดินออกไปจากห้อง แหวนกับเอื้องตามเธอไปติดๆ ตานีสาวผมเปียเหลียวมองกลับไปในห้องอีกครั้ง ประธานรัฐเวียงตานยังคงยิ้มให้เธอเหมือนเดิม แต่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น เธอก็รู้สึกเหมือนนาง ว่ามีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเธอ.....

 

            “ข้าจะบ่ทนอีกต่อไปแล้ว”

            แววขมขื่นระคนโกรธแค้นยังคงเจืออยู่ในเสียงของตานีสาวคนสวยแม้เธอจะเคลื่อนที่ในพริบตากลับมายังฐานลับแล้ว

 

            “ยะอะหยังน่ะนาง” ตานีสาวหัวหนามถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเดินไปเดินมารอบห้อง ดงตากลมโตสอดส่ายเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง “หาอะหยัง”

            “ดูหื้อแน่ใจว่าประจิมบ่ติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังอะหยังไว้”

 

            นางตอบ จริงๆเธอก็เคยตรวจสอบที่นี่ไปครั้งหนึ่งแล้วก่อนจะย้ายเข้ามาทำงาน แต่ก็ขอดูไว้อีกรอบเพื่อความปลอดภัยและสบายใจส่วนตัว และเมื่อแน่ใจว่าคงไม่มิอะไรที่จะทำให้ความลับรั่วไหลแล้ว เธอก็เดินไปนั่งบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

            “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะช่วยหมู่กล้วย”

            “หา !?” ทั้งตานีสาวผมเปียและตานีสาวหัวหนามอุทานเสียงหลงพร้อมๆกันจนแก้วน้ำที่วางไว้บนโต๊ะถึงกับสั่นกราว ก่อนที่แหวนจะถามต่อด้วยระดับเสียงที่ยังคงสูงปรี๊ด “หมายความว่าจะได”

            “ข้าจะช่วยหมู่กล้วย ในบางเรื่อง” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ย้ำคำเดิม แต่เน้นเสียงในคำหลัง “ข้ายังบ่ยอมรับกล้วย ยังบ่ยอมรับแนวทางของหมู่เปิ้นทุกอย่าง และข้าจะยังดำเนินแผนการนรกแตกอย่างที่ประจิมต้องการ แต่นอกจากนั้น ข้าจะช่วยหื้อหมู่กล้วยปลอดภัย ข้าจะช่วยหื้อหมู่เปิ้นสูญเสียน้อยที่สุด และถ้าต้องรบซึ่งหน้ากันขึ้นมาแต๊ๆ ข้าจะอยู่ข้างหมู่เปิ้น”

            “บ้าไปแล้วก๋า !?” เสียงของเด็กสาวหัวหนามยิ่งสูงขึ้นไปอีกจนน่ากลัวว่าสักพักคงจะมีแต่ปลาโลมาที่ได้ยิน “ยะจะอั้นถ้าประจิมฮู้เปิ้นฆ่าหมู่เฮาแน่ !

            “แล้วคึดว่าถ้าเรื่องนี้จบ สุดท้ายเปิ้นจะเอาหมู่เฮาไว้ก๋า” นางย้อนถาม ดวงตากลมโตที่สะท้อนประกายสีเขียวจ้องลึกลงไปในดวงตาเรียวสีเดียวกันของอีกฝ่าย “ดูสิ่งที่เปิ้นยะสิ หมู่เฮาเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง เป็นแค่เครื่องมือที่เปิ้นเอาไว้ใช้ไปหื้อถึงเป้าหมายเท่านั้น และพอถึงเป้าหมาย หมู่เฮาที่ฮู้ความลับ ฮู้ทุกอย่างที่เปิ้นยะ เปิ้นจะเอาไว้ยะหยัง”

            “คึดไปเองแล้วนาง” แหวนตอบเสียงต่ำ “แล้วถึงจะเป็นจะอั้นแต๊ๆ เป้าหมายเปิ้นก็เหมือนนางบ่แม่นก๋า ยะหื้อมนุษย์ฮู้ความทรมานของภูตผีปีศาจ แก้แค้นมนุษย์หื้อภูตผีปีศาจ”

            “แหวนคึดแต๊ๆก๋าว่าเป้าหมายของเปิ้นเป็นจะอั้นแต๊ๆ” เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้เย็นลงพร้อมๆกับดวงตากลมที่หรี่ลง “ทุกอย่างที่เปิ้นยะมาจนถึงตอนนี้ ลองคึดดูดีๆว่ามีอะหยังบ้างที่เป็นเรื่องดีกับภูตผีปีศาจ”

            “เปิ้นก็เอาภูตผีปีศาจมาบุกตานนะคอนแล้วจะได ฮู้สึกถึงความทรมานกันไปทั้งเมืองเลยบ่แม่นก๋า”

            “แต่ในระยะยาวมีอะหยังดีขึ้นก่อล่ะ” นางถามต่อ “มนุษย์ย่านกันมากขึ้น จำนวนหมอผีก็มากขึ้น และจำนวนภูตผีที่บ่ได้คึดร้ายกับมนุษย์แต่ถูกกำจัดก็มากขึ้นเหมือนกัน เปรตหรือปีศาจอื่นๆที่ออกมาจากโลกหลังความตายก็ถูกหมู่กล้วยยิงไปหมด ถ้าเปิ้นหวังดีกับหมู่ภูตผีปีศาจแต๊ เปิ้นก็ต้องคึดหาทางที่หมู่เปิ้นจะบ่สูญเสียมากจะอี้ และเป็นผลดีกับหมู่เปิ้นในระยะยาวหื้อมากกว่านี้สิ บ่แม่นใช้เอาๆ เป็นของใช้แล้วทิ้งจะอี้”

            “แล้วถึงจะเป็นจะอั้นแต๊ๆก็เหอะ แต่ตอนนี้นางก็ได้ตำแหน่งราชินีตานีมาแล้วเน่อ จะคืนหื้อกล้วยง่ายๆจะอี้ก๋า”

            “ข้าต้องอู้อีกกี่ครั้งถึงจะเข้าใจ” คราวนี้เสียงของตานีสาวคนสวยลดอุณหภูมิลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งในฉับพลันจนอีกฝ่ายหนาวสันหลังเยือก “ข้าอยากจะเป็นตานีก็แค่เพื่อแก้ไขนโยบาย แต่ถ้าต้องแลกมาด้วยชื่อเสียง ด้วยความทรงจำ ด้วยทุกๆอย่าง ข้าก็บ่ได้อยากเป็นนักหรอก”

            “อยากจะปิ๊กไปหากล้วยก็บอกมาตรงๆเหอะนาง” เด็กสาวผู้มีเค้าใบหน้าเหมือนผู้ชายแค่นหัวเราะ “ข้าบ่โกรธหรอก ก็แค่นางทรยศกับความไว้เนื้อเชื่อใจของข้าก็เท่านั้นเอง”

            “บ่ต้องมาอู้จะอั้น” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบห้วนๆ “ข้าบ่ได้อยากปิ๊กไปหาหมู่เปิ้น และข้าก็บ่ได้บังคับหื้อแหวนหันด้วยกับข้า ทุกอย่างที่ข้าอู้มา ข้าจะยะด้วยตัวข้าเอง ข้าเข้าใจว่ามันอันตรายมาก ประจิมอาจจะฆ่าข้าได้ทุกเวลา เพราะจะอั้น แหวนกับเอื้องบ่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวก็ดีแล้ว ขอแค่อย่าไปบอกเปิ้นก็พอ”

            “บ่เป็นอะหยังนาง” ตานีสาวผมเปียพึมพำเบาๆ “นางยะอะหยัง ข้ายะด้วย”

            “แน่ใจก๋าเอื้อง เอื้องก็ฮู้ว่ามันอันตรายมากเลยเน่อ”

            “บ่เป็นอะหยัง ข้าฮู้ว่านางฮู้สึกจะได ข้าก็ฮู้สึกจะอั้นเหมือนกัน ข้าจะยะด้วย”

 

            เด็กสาวคนสวยมองอีกฝ่ายนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งราวจะหยั่งความคิด แต่ในที่สุด เธอก็ยิ้มเครียดๆพลางพยักหน้าให้เพื่อนสาว

 

            “ขอบคุณมากเน่อเอื้อง”

            “เฮอะ เอื้องก็อู้จะอั้นก็แค่เพราะชอบนาง.....”

            “แหวน !?” ตานีสาวผมเปียกระโจนมาปิดปากเพื่อนสาวเอาไว้ ใบหน้าอ่อนดูขี้กลัวของเธอมีปื้นสีชมพูเรื่ออยู่บนแก้ม เธอหันไปมองนางอย่างหวาดๆด้วยกลัวว่าเพื่อนสาวจะรู้ความลับนี้ก่อนที่เธอจะพร้อม แต่ผู้ถูกพาดพิงเพียงขมวดคิ้วเอียงคออย่างฉงนเท่านั้น

            “เออ เอาเหอะ อยากจะยะอะหยังก็ยะไปเลย ตามสบาย !

 

            ตานีสาวหัวหนามสะบัดมือเพื่อนสาวออก เดินฮึดฮัดไปทิ้งตัวโครมลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานก่อนจะหันหลังเข้าหาคอมพิวเตอร์ของเธอ ความโกรธและความอัดอั้นยังคุกรุ่นอยู่ในใจ ทั้งๆที่เธอจะได้มีอิทธิพลในฐานะมือขวาของราชินีตานีในอนาคตแล้วเชียว แต่นางกลับมาทำฝันของเธอพังทลายแบบนี้.....

 

            ถ้าเธอไม่ได้สิ่งที่เธอต้องการ ก็ไม่ต้องมีใครได้อะไรเลยเสียดีกว่า !

 

 

            แปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น จ้าดลงมารอที่ห้องกินข้าวตั้งแต่เช้า เขายังหวาดๆอยู่บ้างว่าเหล่าเพื่อนสาวทั้งหลายจะเกิดเปลี่ยนใจเบี้ยวนัดเขา แต่เมื่อนาฬิกาบอกเวลาแปดโมงครึ่ง สี่ตานีก็ลงมาที่ห้องกินข้าวตามสัญญา ใบหน้าของทุกตนยังคงมีร่องรอยแห่งความเศร้า แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าตอนที่พวกเธอหายเข้าไปในห้องเมื่อวาน

 

            “นึกว่าจะเบี้ยวซะแล้ว” จ้าดทักแกมหยอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

            “จะหื้อข้าเบี้ยวแต๊ๆก่อล่ะ” ตานีสาวผมหางม้าตั้งท่าจะหันหลังเดินกลับไปห้อง แต่ก็แค่ตั้งท่าเท่านั้น เธอสัญญากับหมิงเอาไว้แล้ว และเธอเองก็อยากเล่นสกีอยู่เหมือนกัน

            “ล้อเล่นๆ อย่างอนน่า” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงปะเหลาะ ขณะดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของอีกฝ่ายยิ่งเขียวปั้ดขึ้นไปอีก “เออว่าแต่ ลืมนึกถึงชุดเลย สโนว์บอร์ดนี่เขาต้องมีชุดใช่มั้ย พอจะมีไซส์ที่เราใส่ได้บ้างมั้ย”

            “บ่มี” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบห้วนๆ “เสื้อกันหนาวใช้ตัวเดิมไปก่อนก็ได้ ส่วนกางเกงกันน้ำบ่ต้องหรอก นายบ่เคยเล่นบ่แม่นก๋า จะไดก็คงกลิ้ง ต่อหื้อใช้กางเกงกันน้ำก็คงช่วยอะหยังบ่ได้มากหรอก”

            “เอางั้นเลยเรอะ....” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะถามต่อ “แต่มันเหมือนต้องมีอะไรที่ใส่ไว้ในกางเกงนี่ ที่มันนุ่มๆไว้รองสะโพกรองหลังน่ะ”

            “แผ่นรองสะโพกก๋า” กล้วยตอบบ้าง เธอรู้ว่าหลานชายหมอผีใหญ่หมายถึงอะไร คนที่เล่นสโนว์บอร์ดมักจะใส่แผ่นรองนวมๆเอาไว้ที่สะโพก บางคนก็ใส่เลยขึ้นไปถึงหลังหือแม้แต่ไหล่ แต่ถึงจะใส่ เวลาล้มกระแทกก็ยังระบมอยู่ดี “มันขนาดได๋ก็ได้อยู่แล้ว บ่เป็นอะหยัง”

            “อ๋อ.....” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า “แล้วรองเท้าล่ะ พอจะมีรองเท้าให้บ้างมั้ย”

            “นายใส่รองเท้าเบอร์อะหยัง” ตานีสาวหน้าจืดถามกลับ

            “สี่สิบหก”

            “โฮ้ย คือแม่นตีนโตแท้” สมิงสาวผู้เพิ่งจะเดินหาวหวอดๆลงมากัดทันที เธออยู่ในชุดสกีแล้วด้วยถามหาจากสายตั้งแต่เมื่อวาน

            “บ้านเราก็งี้ทุกคน”

            “จะว่ามีก็น่าจะมีอยู่เน่อ เคยมีตานีตัวใหญ่ๆอยู่เหมือนกัน บอร์ดใหญ่ๆก็น่าจะมีด้วย” กล้วยตอบ “ไปหากันที่ห้องเก็บของเถอะ มีบ่มีค่อยว่ากันอยู่ปู้น จะได้เปลี่ยนชุดด้วย”

            “อื้ม”

 

            สี่ตานี หนึ่งมนุษย์และหนึ่งสมิงเดินออกไปขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันเก่งซึ่งถูกขนลงมาตั้งแต่เมื่อวานจากใต้ท้องเครื่องบินซึ่งตอนนี้ก็ยังจอดอยู่ที่ปลายรันเวย์ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆแม้สักก้อน มองเห็นยอดเขาสูงที่ปกลุมไปด้วยหิมะรอบๆพื้นที่ได้ชัดเจน และถ้าจ้าดดูไม่ผิด เด็กหนุ่มก็คิดว่ามองเห็นส่วนยอดของลานสกีที่กำลังจะไปด้วยขณะเขาขับรถไปจอดยังหน้าห้องเก็บอุปกรณ์สกี

 

            “เอ้า อันนี้บอร์ดไซส์ป้อจาย” ตานีสาวผมหางม้าแบกสโนว์บอร์ดแผ่นใหญ่มาส่งให้เพื่อนหนุ่มหลังจากเดินหาอยู่ครู่ใหญ่

            “อู้ย” จ้าดทรุดลงทันทีที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมปล่อยมือ มันไม่ได้หนักอะไรมาก แต่เขาไม่นึกว่ามันจะหนักขนาดนี้จึงไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้ “หนักจังแฮะ”

            “แค่นี้บ่น สำออยก็บ่ต้องเล่น”

            “เปล่าๆ เรานึกว่าจะเบากว่านี้”

            “เอาไปใส่รถไว้เลย เดี๋ยวจะได้เปลี่ยนชุด เอาของหมู่เฮาขึ้นด้วยเลยเน่อ” ราชินีตานีส่งเสียงมาจากด้านในของห้อง เธอยืนก้มๆเงยๆอยู่หน้าโต๊ะที่มีสกีคู่หนึ่งวางอยู่บนแท่น สองมือเหมือนกำลังปรับตั้งอะไรบางอย่างบนสกีคู่นั้น “น้ำว้าน้ำไทช่วยหารองเท้ากับแผ่นรองสะโพกหื้ออ้ายจ้าดที เดี๋ยวเอื้อยตั้งสกีหื้อ”

            “เจ้า”

 

            ตานีน้อยทั้งสองเดินหายเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็กอีกห้องหนึ่ง และเมื่อจ้าดเดินกลับมาจากเอาบอร์ดและสกีที่วางกองอยู่หน้าห้องไปใส่ท้ายรถ เด็กหญิงผมเปียก็ยืนรออยู่พร้อมรองเท้าพลาสติกสีดำคู่มหึมาแล้ว มันดูจะสูงเกือบครึ่งแข้งและมีตัวล็อกข้างละสามตัว ด้านในบุด้วยนวมหนาเป็นนิ้ว จ้าดนั่งลงบนม้านั่งไม้ใกล้ตัวก่อนจะลองสวมดู มันนุ่มและแน่น แต่ใส่ไม่สบายนักเมื่อมันไม่เปิดโอกาสให้เขางอข้อเท้าได้เลย

 

            “พอดีก่อจ้าด” กล้ายผู้เปลี่ยนชุดและใส่รองเท้าเรียบร้อยแล้วเดินมาถาม รองเท้าของเธอดูแปลกตาไปจากเขาเล็กน้อยด้วยส้นที่สูงและหนากว่า แถมยังมีสายรัดมากกว่าเขาด้วย

            “พอดีแหละ แต่งอข้อเท้าไม่ได้แฮะ” หลานชายหมอผีใหญ่ลองพยายามงอข้อเท้าอีกครั้ง แต่ทั้งนวมและรูปร่างของรองเท้าตรึงมันไว้กับที่

            “ดีแล้ว ถ้างอได้สิต้องเปลี่ยน”

            “อ้าว ทำไมล่ะ แล้วแบบนี้จะเล่นได้เหรอ”

            “ถ้างอได้แล้วบอร์ดนายเกิดพลิกหรือนายเกิดล้มกลิ้งขึ้นมา ก็เตรียมข้อเท้าแพลงข้อเท้าหักได้เลย” ตานีสาวผมหางม้าตอบห้วนๆ พร้อมกับที่น้ำว้าเอาอะไรบางอย่างที่เหมือนผ้าหนาๆสีดำมาส่งให้พอดี “แล้วใส่แผ่นรองสะโพกเป็นแม่นก่อ”

            “ยังไงล่ะ” จ้าดรับมันมามองอย่างงงๆ “ผูกไว้นอกกางเกงเหรอ”

            “เฮ้อ บ่ฮู้เรื่องอะหยังสักอย่างแล้วยังอยากจะเล่น” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจระคนหงุดหงิด “เอาไว้นอกกางเกงเวลานายล้มก็หลุดกระเด็นสิบ่าจ้าดง่าว เปิ้นหื้อผูกแล้วยัดไว้ในกางเกง ไป ไปเปลี่ยนชุด หมิงกับกล้วยเปลี่ยนชุดกันเสร็จแล้วเน่อ”

            “คร้าบๆเจ๊.....”

 

            กว่าหลานชายหมอผีใหญ่จะเปลี่ยนชุดเสร็จ ทั้งตานี สมิง และผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ก็เปลี่ยนชุดกันเสร็จหมดแล้ว ตานีสาวทั้งสี่อยู่ในชุดเสื้อกันหนาวสีเขียวใบตองและกางเกงผ้าร่มสีฟ้าเหมือนกันราวกับเป็นเครื่องแบบ จะมีต่างกันก็เพียงรองเท้าของกล้ายและน้ำไทที่ส้นสูงกว่าเท่านั้น สมิงสาวเองก็อยู่นเสื้อกันหนาวแบบเดียวกับเพื่อนสาวเช่นกัน มีเพียงตนเดียวที่ดูแปลกตาทุ่ด นั่นคือเดือนผู้อยู่ในเสื้อกันหนาวและกางเกงผ้าร่มสีเหลืองสดใส และกำลังลอยไปลอยมาอยู่เหนือหลังคารถขับเคลื่อนสี่ล้อ

 

            “น้าเดือนลอยได้แบบนี้ยังจะเล่นสกีอีกเหรอครับ” จ้าดถามกลั้วหัวเราะ เขาเดินขากางๆเหมือนเป็ดอ้อมรถไปยังประตูด้านคนขับ แผ่นรองสะโพกเกะกะกว่าที่เขาคิด

            “ลอยได้ แต่ก็ปรับน้ำหนักตัวให้หนักเท่ามนุษย์ปกติได้เหมือนกันย่ะ” ผีสาวคนสวยตอบยิ้มๆ “เอ้าไป เดี๋ยวยิ่งสาย นี่ก็จะเก้าโมงครึ่งอยู่แล้ว”

 

            ดูเหมือนเมื่อวานหิมะจะตกเยอะอยู่พอสมควร ด้วยถนนสองเลนที่ตัดผ่านหุบเขามุ่งหน้าไปสู่ลานสกีนั้นท่วมไปด้วยเกล็ดสีขาวที่สูงเกือบครึ่งล้อรถ แต่ด้วยความเร็วที่ไม่สูงนัก บวกกับระบบควบคุมการลื่นไถลที่ถูกทดสอบประสิทธิภาพไปเมื่อคราวน้ำไทและยูคิโดนจับไปที่วัดผาลางแก้วเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ทำให้จ้าดขับไปได้อย่างไม่ลำบากมากนักแม้ทางจะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆขณะมันตัดผ่านป่าข้ามเขาลูกที่กั้นระหว่างฐานบินกับลานสกี และเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา เนินหิมะกว้างใหญ่ขาวโพลนที่ถูกขนาบข้างด้วยป่าสนก็ปรากฏขึ้นต่อสายตา

 

            “บ่ได้มานานแล้วเน่อกล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรำพึงเบาๆ

            “อื้ม” เด็กสาวหน้าจืดบนเบาะหลังพยักหน้า น้ำใสรื้นขึ้นในดวงตาเมื่อภาพพี่ น้อง เพื่อน และตนอื่นๆ ที่เคยได้มาร่วมสนุกกันที่นี่ “บ่ได้มานานแล้ว.....”

 

            จ้าดจอดรถเอาไว้ข้างๆพื้นที่โล่งตีนเนิน ราชินีตานีกระโดดลงไปเป็นตนแรก เธอวิ่งลุยหิมะไปยังสกีลิฟต์ที่ตั้งอยู่ในกองหิมะห่างออกไปไม่ไกลนัก เด็กสาวสับเบรกเกอร์ก่อนจะลองเปิดสวิตช์ลิฟต์ดู มันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอย่างเกียจคร้านออกมาชั่วครู่ แต่สุดท้าย มอเตอร์หลักก็หมุน ฉุดมนั่งที่แขวนอยู่กับสลิงให้ไต่ขึ้นเนินอย่างที่มันถูกสร้างขึ้นมาให้ทำ

 

            “ลิฟต์ใช้ได้ ลงมาได้เลย เจอกันอีกทีห้าโมงเย็นที่นี่เน่อ !

            สิ้นเสียงร้องบอกของเด็กสาวหน้าจืด หนึ่งตานีสาว สองตานีน้อยและอีกหนึ่งสมิงก็กระโจนลงจากรถทันที น้ำว้าวิ่งไปท้ายรถ ดึงสโนว์บอร์ดของเธอและสกีของน้องสาวออกมาโยนไว้บนหิมะ สอดเท้าเข้าช่องวางเท้าก่อนจะล็อกมันอย่างชำนาญ แล้วสองเด็กหญิงก็กึ่งวิ่งกึ่งไถอุปกรณ์ของเธอไปขึ้นลิฟต์ทันที จ้าดอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นแววแห่งความสุขที่ไม่ได้เห็นมานานสว่างไสวอยู่บนใบหน้าของรุ่นน้องสาวทั้งสอง หมิงและเขาคิดถูกจริงๆที่ชวนพวกเธอมาเล่นสกี.....

 

            “เอ้า ลงมาซะทีสิจ้าด” เสียงของกล้วยดึงหลานชายหมอผีใหญ่ออกมาจากภวังค์

            “โทษทีๆ ดูน้ำว้าน้ำไทเพลินไปหน่อย” เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะแหะๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถมายังหิมะที่ทับถมสูง “ตานีดูชอบเล่นกีฬาสองอย่างนี้มากเลยนะ”

            “แม่น กีฬาโปรดเลย ทุกตนชอบ เพราะจะอี้ทุกตนก็เลยชอบมาที่ดอยสูงด้วย เพราะที่อื่นเล่นสกีบ่ค่อยได้” ราชินีตานีตอบ “เอ้า ไป ไปเอาบอร์ด ทุกตนขึ้นลิฟต์ไปแล้วเน่อ”

 

            จะว่าทุกตนขึ้นลิฟต์ไปก็ไม่ถูกนัก เพราะผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าลอยนำลิฟต์ไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่หลานชายหมอผีใหญ่จะต้องสนใจในตอนนี้ เด็กหนุ่มเดินไปดึงสโนว์บอร์ดของเขามาโยนลงบนหิมะเหมือนที่เห็นรุ่นน้องสาวทั้งสองทำ ก่อนจะนั่งลงแล้วพยายามสอดเท้าเข้าไปในช่องวาง แต่พยายามไปได้เพียงไม่กี่วินาที เด็กหนุ่มก็ต้องหงายเงิบเมื่อบอร์ดเจ้าปัญหาดันลื่นปรี๊ด ทำเอาเขาหงายหลังร่วงตุ้บลงไปกับพื้น หัวเฉียดกันชนท้ายของรถไฟเพียงไม่กี่เซนติเมตร

 

            “บ่าจ้าดง่าวเอ๊ย ไปใส่ที่ไกลๆบ่เป็นก๋า จะอี้มันอันตรายเน่อ” กล้วยถอนหายใจเฮือก เธอดึงเพื่อนหนุ่มลุกขึ้น อีกมือเหวี่ยงประตูท้ายรถปิดก่อนจะลากเพื่อนหนุ่มออกไปยังพื้นที่เล็กๆ ริมลานหิมะซึ่งมีเสาปักและตาข่ายกั้นเอาไว้ มันล้มเอนและจมหิมะไปแล้วกว่าครึ่ง แต่ก็ยังพอมองเห็นได้ “เอ้า นี่ ข้าเจ้าจะใส่หื้อดู”

 

            เด็กสาวหน้าจืดเดินขึ้นเนินไปเล็กน้อยก่อนจะนั่งลง สอดเท้าเข้าไปที่ช่องวาง ก่อนจะดึงตัวล็อกให้รัดจนแน่น หลานชายหมอผีใหญ่พยายามทำตาม แต่สายตาของเขาโดนใบหน้าจืดที่แดงเรื่อเป็นสีชมพูจากอากาศหนาวดึงดูดไปอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากที่ต้องเห็นใบหน้านี้เหนื่อยอ่อนและเศร้าโศกมาตลอดหลายวัน วันนี้กล้วยดูสวยเหลือเกิน....

 

            “มองอะหยัง” เสียงห้วนๆทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่สะดุ้งเฮือก “ข้าเจ้ายะหื้อดูแล้วยะหยังบ่ยะตามหา”

            “โทษๆ พอดีเหม่อไปหน่อย” จ้าดหัวเราะแหะๆ ก่อนจะพยายามทำอย่างเดาสุ่ม “เออ.... ยังไงนะ อย่างงี้ใช่มั้ย เอ๊ะ ทำไมไม่เข้า”

            “บ่แม่น นี่ จะอี้” เด็กสาวหน้าจืดปลดสายออกก่อนจะใส่กลับเข้าไปให้ดูอีกครั้ง แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังใส่ไม่เข้าอยู่ดี “โอ๊ย มา เดี๋ยวข้าเจ้ายะหื้อ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อเพื่อนสาวโน้มตัวมาใส่สโนว์บอร์ดให้เขา ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากเขาเพียงไม่ถึงครึ่งฟุต ถ้าเป็นการ์ตูนฮิมิตสึ ป่านนี้เขาคงเลือดออกจมูกหมดตัวไปนานแล้ว

 

            “เอ้า เรียบร้อย เท้าใหญ่จะอี้จะใส่ยากก็บ่แปลกหรอก” ราชินีตานีไม่วายกัดเพื่อนหนุ่มคำหนึ่ง “ต่อไป ลองพลิกตัวดู ตอนนี้หมู่เฮาหันหน้าขึ้นเนินแม่นก่อ พลิกตัวหื้อหันหน้าลงเนิน จะอี้”

 

            กล้วยทิ้งตัวลงนอนตะแคง เด็กหนุ่มหันไปดู แต่แล้วเขาก็ต้องเอียงหัวหลบแทบไม่ทันเมื่อเพื่อนสาวยกทั้งเท้าและทั้งสโนว์บอร์ดของเธอข้ามหัวเขาไปก่อนจะทิ้งขาตุ้บลงกับพื้น และเมื่อลุกขึ้นมาอีกครั้ง เด็กสาวก็นั่งหันหน้าลงเนินอย่างที่เธอพูด

 

            “ทำไมต้องลงไปนอนถึงขนาดนั้นล่ะ นั่งหมุนตัวเฉยๆไม่ได้เหรอ”

            “ก็ลองยะดูสิ”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุลองไถตัวหวังจะหมุนกลับมาหันหน้าลงเนิน แต่น้ำหนักและความเกะกะของสโนว์บอร์ดก็ตรึงเขาไว้กับที่ จ้าดลองอีกครั้งและอีกครั้ง แต่สิ่งที้เปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวก็คือเอวที่เริ่มปวดหนึบ ในที่สุดหลานชายหมอผีใหญ่ก็ยอมแพ้ เขาทิ้งตัวลงนอนก่อนจะยกขาแบบที่เพื่อนสาวทำ ได้ผล เขากลับมานั่งหันหน้าลงเนินได้อย่างง่ายดาย

 

            “หันก่อ บอกแล้ว” ราชินีตานีเอ่ยยิ้มๆ “เอ้า ต่อไป ลุกขึ้น”

            “หา ยังไงนะ”

            “จะอี้”

 

            ราชินีตานียกบอร์ดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจิกมันลงกับพื้นอีกครั้ง คราวนี้ทำมุมแหงนขึ้นจากพื้นหิมะมากกว่าเดิมเล็กน้อย และโดยไม่ต้องใช้มือยัน เด็กสาวก็ลุกขึ้นยืน บอร์ดไถลลงไปกับพื้นหิมะเล็กน้อยเมื่อถูกกดด้วยน้ำหนักตัวกว่าห้าสิบกิโลกรัม แต่เพียงเอนตัวทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้า มันก็หยุดนิ่งอยู่บนพื้นหิมะได้อย่างสวยงาม

 

            “แอ้ก”

            แต่มันไม่ง่ายอย่างที่เห็น อาจเป็นเพราะน้ำหนักต่อกำลังกล้ามเนื้อของเขาน้อยกว่ากล้วยก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าหลานชายหมอผีใหญ่จะพยายามสักเท่าไหร่ เขาก็ทำได้เพียงถีบหิมะจนกระจายไปทั่วเท่านั้น ครั้งเดียวที่เขาลุกขึ้นได้ก็ทำได้เพียงนั่งยองๆ ก่อนจะล้มคะมำหน้าทิ่มกลิ้งขลุกๆลงไปกองอยู่ตีนเนิน มิหนำซ้ำ กล้ามเนื้อหน้าท้องที่เริ่มปวดตุบด้วยไม่เคยผ่านการใช้งานหนักๆแบบนี้มาก่อนก็ยิ่งทำให้ลุกยากยิ่งขึ้นไปใหญ่ เด็กหนุ่มหน้าดุหอบแฮ่ก เหงื่อไหลท่วมตัวแม้อุณหภูมิรอบๆจะติดลบ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาต้องยืนให้ได้ เขาต้องเล่นสโนว์บอร์ดคู่กับกล้วยให้ได้.....

 

            “โอย ไม่ไหวแล้ว.....”

            แต่ในที่สุด จิตใจก็พ่ายแพ้ร่างกาย หลานชายหมอผีใหญ่ทิ้งตัวลงนอนหงายกับพื้นหิมะ ลมหายใจหอบถี่ราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอนมาแม้เขาจะไม่ได้ขยับจากจุดเดิมไปเกินห้าเมตรเลย เด็กหนุ่มทั้งโกรธทั้งเกลียดตัวเอง ทั้งๆที่มีโอกาสดีๆ ที่อาจจะมีครั้งเดียวในชีวิตแบบนี้ทั้งที แต่เขากลับอ่อนหัดเกินกว่าจะใช้มันเสียได้.....

 

            “บ่ต้องรีบจ้าด ตานีก็ยังมีตนที่เล่นครั้งแรกบ่ได้แบบนี้เหมือนกัน” ตานีสาวพยายามปลอบเมื่อเห็นใบหน้าขัดใจอย่างที่สุดของเพื่อนหนุ่ม “ค่อยๆยะไป เดี๋ยวก็ได้เอง”

            “จะให้ค่อยๆทำได้ไงล่ะกล้วย เราขอให้กล้วยมาสอน กล้วยก็เสียเวลาเล่นของกล้วยมากพอแล้ว แล้วนี่เรายังทำเสียเวลามากกว่าเดิมเข้าไปอีก......”

            “ข้าเจ้าฮู้อยู่แล้วว่าต้องเสียเวลา แต่ข้าเจ้ายินดีสอนหื้อนาย บ่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “เอ้า ลุกขึ้น ลองดูอีกที อาจจะยะได้ก็ได้”

            “ไม่รู้สิ เราว่ากล้วยไปเล่นเถอะ เดี๋ยวเราฝึกเองคนเดียวก็ได้ จะได้ไม่เสียเวลากล้วยด้วย”

            “ก็บอกแล้วจะไดว่าบ่ต้องห่วง ข้าเจ้ายินดีสอนหื้อ” กล้วยเริ่มหงุดหงิด “เอ้า ลองดูอีกที”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ยันตัวลุกขึ้น ก่อนจะพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่ก็เหมือนเดิม เขาทำได้เพียงถีบหิมะใต้บอร์ดให้กระจุยกระจายไปทั่ว เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งอย่างทดท้อระคนแค้นใจตัวเอง ทำไมเขาถึงทำไม่ได้สักทีหนอ.....

 

            แต่แล้ว ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัวของหลานชายหมอผีใหญ่ เมื่อคืนตอนเขาศึกษาวิธีเล่นสโนว์บอร์ดมาจากอินเตอร์เน็ต เขาอ่านเจอว่าหลังจากการฝึกลุกขึ้นยืนแบบหันหน้าลงเนินแล้วยังต้องฝึกยืนแบบหันหลังลงเนินอีกด้วย แม้ว่ามันน่าจะยากกว่า แต่บางทีเขาอาจจะทำได้ก็ได้

 

            จ้าดพลิกตัวนอนคว่ำ จิกสโนว์บอร์ดลงกับพื้น ค่อยๆคู้ตัวก่อนจะยันตัวลุกขึ้น และในที่สุด เขาก็ยืนตรงได้ ท่ามกลางสายตาอึ้งแกมทึ่งของเพื่อนสาว

 

            “ยะได้จะไดเนี่ยจ้าด ปกติตนที่ยืนหันหน้าบ่ได้แทบบ่มีทางยืนหันหลังได้เลยเน่อ !

            “ไม่รู้สิ” เด็กหนุ่มตอบ เขาก็ยังงงๆเหมือนกันว่าทำได้ยังไง

            “บ่เป็นอะหยัง ลุกขึ้นได้ก็ดีแล้ว ทีนี้ค่อยๆทิ้งน้ำหนักลงไปที่ส้นเท้า หื้อค่อยๆไหลลงไปตามเนิน”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ทำตามที่เพื่อนสาวบอก เขาเสียววูบในท้องเล็กน้อยเมื่อบอร์ดค่อยๆไหลลงไปตามความชันของพื้นหิมะ แต่เมื่อเขาทิ้งน้ำหนักกลับไปที่ปลายเท้า บอร์ดก็ลดความเร็วลงก่อนจะหยุดได้ดังใจ เด็กหนุ่มเริ่มมีกำลังใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยเขาก็ทำพื้นฐานได้แล้ว

 

            “อ้าว ยืนได้แล้วก๋า เก่งนี่”

            เสียงคุ้นหูดังขึ้น หลานชายหมอผีใหญ่หันไปมอง แล้วก็เห็นกล้ายเอียงตัวเลี้ยวหยุดสกีข้างๆเขาพอดี ตานีสาวผมหางม้าเปิดแว่นตากันแดดของเธอขึ้น ใบหน้ามาตรฐานชาวเวียงตานเป็นสีชมพูเรื่อเช่นเดียวกับเพื่อนสาวจากทั้งความหนาวและการได้ออกแรง

 

            “แต่ต้องเล่นถอยหลังนะ” จ้าดตอบกลั้วหัวเราะ

            “เอ้า ทีนี้ไหลลงไปที่ตีนเนินเลย แล้วไต่ขึ้นมาอีกรอบเน่อ” ราชินีตานีร้องสั่งมา

            “คร้าบ”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุไหลลงไปที่ตีนเนินได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เขาถอดสโนว์บอร์ดออกก่อนจะเดินลากเท้ากลับขึ้นไปยืนข้างกล้วยอีกครั้ง

 

            “เอ้า คราวนี้ฝึกเลี้ยว” กล้วยพูดต่อเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ล็อกเท้าเข้ากับสโนว์บอร์ดอีกครั้งแล้ว “หันไปมองด้านได๋ก็จะเลี้ยวไปด้านนั้น เพราะร่างกายจะทิ้งน้ำหนักตัวไปด้านนั้นโดยอัตโนมัติ ลองดู”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ลุกขึ้น ซวนเซเล็กน้อยแต่ก็ทรงตัวได้ แล้วเขาก็ไหลกลับลงไปที่ตีนเนินโดยเลี้ยวแฉลบซ้ายขวาได้เล็กน้อย แต่แค่นั้นกล้วยก็พอใจแล้ว เธอไหลลงมายืนข้างเขาก่อนจะตบไหล่หนึ่งป้าบเป็นรางวัล

 

            “ก็เป็นเร็วเหมือนกันนี่” เด็กสาวหน้าจืดหัวเราะ “เอ้า คราวนี้ขึ้นลิฟต์ไปลองกันที่ยอดเนินเลย”

            “เอ้ย เอางั้นเลยเรอะ” จ้าดถามกลั้วหัวเราะ แต่ในใจไม่หัวเราะไปด้วย ฝึกแค่นี้จะเปรี้ยวขึ้นไปยอดเนิน ดีไม่ดีอาจกลิ้งหลุนๆลงมาคอหักตายอยู่ตีนเนินเอาง่ายๆ

            “เอาน่า จะไดข้าเจ้าก็อยู่ด้วยอยู่แล้ว บ่เป็นอะหยังหรอก จะได้เป็นเร็วๆ”

            “.....ก็ได้”

 

            หัวใจของหลานชายหมอผีใหญ่โยนตัวกระแทกซี่โครงโครมๆเมื่อเขากึ่งเดินกึ่งลากบอร์ดไปนั่งบนม้านั่งลิฟต์กับกล้วย ส่วนหนึ่งเพราะกลัวจะกลิ้ง แต่อีกส่วนเพราะเขาได้อยู่ตามลำพังกับเพื่อนสาวจริงๆไม่เหมือนเมื่อครู่ที่อาจมีใครโผล่มาขัดจังหวะได้ทุกเมื่อ เพราะกล้ายก็ขึ้นไปก่อนหน้าพวกเขาพักใหญ่แล้ว บรรยากาศก็เงียบสงบเป็นใจให้เสียเหลือเกินขณะพวกเขาค่อยๆไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เหนือหมู่สนที่ถูกหิมะทับถมจนหนาเตอะมองดูเหมือนน้ำแข็งไส เขาจะบอกออกไปเลยดีไหมหนอ....

 

            “กล้วย” ในที่สุด หลานชายหมอผีใหญ่ก็ทำลายความเงียบขึ้น

            “อะหยัง”

            “ตานีนี่....” เด็กหนุ่มอึกอักเล็กน้อยด้วยไม่แน่ใจว่าควรจะพูดต่อไปดีหรือเปล่า “ปกติมีแฟนกันรึเปล่า”

            “หมายถึงตนที่ฮักก๋า” ตานีสาวหน้าจืดขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด “หลายตนก็มีกันเน่อ แต่ตนที่บ่มีก็เยอะ หลายตนก็บ่ได้สนใจเรื่องจะอี้ ข้าเจ้าก็เหมือนกัน”

            “เหรอ” จ้าดใจแป้วลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อนสาว “แล้วคนที่ไม่มีแฟนนี่ไม่เหงากันบ้างเหรอ”

            “ก็บ่ฮู้สิเน่อ” ราชินีตานีตอบ “แต่ถึงจะบ่มีแฟน หมู่เฮาก็ยังมีเพื่อน มีเอื้อยมีน้อง ก็บ่ได้เหงาอะหยังมากมายหรอก”

            “นั่นสินะ.....”

 

            หนึ่งมนุษย์หนึ่งตานีไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยจนมาถึงยอดเนิน กล้วยกระโดดลงจากลิฟต์อย่างชำนาญ แต่หลานชายหมอผีใหญ่ไม่โชคดีแบบนั้น เขาร่วงตุ้บลงมาอยู่ใต้ม้านั่งซึ่งเฉียดหัวไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ร้อนถึงเด็กสาวหน้าจืดต้องมาลากเขาออกไป

 

            “เฮ้อ นายนี่บ่มีทักษะด้านกีฬาเล้ย” ตานีสาวรำพึง

            “ขอโทษฮับ.....”

            “ช่างเหอะ เอ้า มานี่”

 

            ราชินีตานีพูดพลางลากเพื่อนหนุ่มมายังจุดตั้งต้นที่ยอดเนิน หลานชายหมอผีใหญ่มองลงไปแล้วก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก มันกว้างมากและไม่ชันมากก็จริง แต่ถ้ากลิ้งก็คงระบมอยู่ไม่น้อย และระยะทางจากตรงนี้ลงไปยังลานหิมะตีนเนินก็น่าจะเกือบๆห้าร้อยเมตร ถ้าเขาเกิดถอดใจขึ้นมากลางทางล่ะก็ลำบากแน่

 

            “ค่อยๆไหลลงไป บ่ต้องเร็วเน่อ ปรับซ้ายขวาเอาเอง เดี๋ยวข้าเจ้าค่อยๆไหลลงไปเป็นเพื่อน”

            “เอาจริงเหรอ”

            “แต๊สิ เอ้า สวมบอร์ดแล้วไปเลย !

 

            เด็กหนุ่มนั่งลงล็อกเท้าเข้ากับบอร์ด พลิกตัวนอนคว่ำ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนและเริ่มไถลลงไปตามเนิน เพียงไม่ถึงอึดใจ จ้าดก็ตระหนักว่ามันง่ายกว่าไถอยู่ข้างล่างมาก ความกว้างของพื้นที่ทำให้เขาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้อิสระกว่าที่แคบๆในเขตตาข่ายข้างล่างมากนัก ห่างจากเขาไปไม่ไกลนัก กล้วยไหลฉวัดเฉวียนตามเขาลงมาติดๆ

 

            “ดีมากจ้าด” ราชินีตานีส่งเสียงมา “คราวนี้ลองค่อยๆเอียงบอร์ดหื้อข้างบอร์ดชี้ไปข้างหน้าดู จะได้ไหลได้เร็วขึ้น”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ทำตามอย่างไม่รอช้า แต่เขาก็ตระหนักว่ามันคงยังเร็วไปสำหรับรอบแรกเมื่อบอร์ดปักหัวลงในหิมะ พาให้เขาหมุนตีลังกาก่อนจะปักหัวตุ้บลงกับพื้นหิมะ แม้จะนุ่ม แต่ก็ระบมไปทั้งร่างโดยเฉพาะคอและหลัง แถมหิมะยังเข้าจมูกเข้าปากเต็มไปหมด และกว่าเขาจะขุดตัวเองขึ้นมาได้ กล้วยก็มานั่งยองๆหัวเราะคิกอยู่ข้างตัวเขาแล้ว

 

            “สุมาเน่อจ้าด แต่ท่าล้มนายมันตลกแต๊ๆ” กล้วยยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาสีดำประกายเขียวหรี่ลงเหลือเพียงเล็กนิดเดียวเมื่อเธอหัวเราะร่วน

            “ไม่เป็นไร ให้กล้วยหัวเราะได้เราก็ดีใจแล้ว” เด็กหนุ่มตอบยิ้มๆ “เราชอบกล้วยตอนหัวเราะที่สุดเลย น่ารักกว่าตอนร้องไห้ตั้งเยอะ”

 

            ตานีสาวหน้าจืดหยุดหัวเราะแทบจะทันที แววเข้าใจอะไรบางอย่างวาบขึ้นในดวงตาสีดำประกายเขียว

 

            “จ้าด นายก็เล่นได้บ้างแล้ว เดี๋ยวข้าเจ้าขอตัวไปเล่นเองบ้างเน่อ ข้าเจ้าอยากเล่นเนินที่ยากกว่านี้”

            “อื้ม ไม่เป็นไร ขอบคุณมากนะกล้วย”

 

            แทบจะยังไม่ทันขาดคำ กล้วยก็ไหลลงไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุมองตามหลังเธอไปอย่งอดเสียดายไม่ได้ ถึงเขาจะไม่อยากให้เพื่อนสาวเสียเวลาเล่น แต่เขาก็แอบหวังว่าจะได้ใช้เวลาอยู่กับเธอให้มากกว่านี้สักหน่อย บางที เขาอาจจะรวบรวมความกล้าได้มากพอจะบอกความรู้สึกให้เธอรู้ก็ได้.....

 

            ห้าโมง ฟ้าริ่มมืดแล้ว ทุกตนและอีกหนึ่งคนต่างกลับมายังรถตามที่ราชินีตานีนัดเอาไว้ ต่างตนต่างเหนื่อยอ่อนและทั้งเปียกชุ่มทั้งหนาวเยือกจากหิมะที่เข้าไปในทั้งเสื้อทั้งกางเกง แต่ใบหน้าต่างฉายแววแห่งความสุข ความสุขที่ไม่ได้ลิ้มรสกันมานาน.....

 

            มีเพียงกล้วยเท่านั้นที่ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

 

            “เฮ้อ ได้เหงื่อดีเหมือนกันแฮะ” จ้าดเอ่ยขณะปีนขึ้นนั่งที่นั่งคนขับก่อนจะกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง “เย็นนี้กินอะไรกันดี”

            “ขากวางดิบ !

            “ที่นี่ไม่มีขากวางดิบนะหมิง.....”

            “เฮาออกไปล่าเองก็ได้ เมื่อเซ้าเห็นกวางเดินอยู่ตั้งหลายตัว”

            “เออ.... จะเอางั้นก็เอาเฮอะ” เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือก “แล้วกล้วยล่ะกินอะไร เอาน้ำตกเนื้อมั้ย กล้วยชอบนี่”

 

            ไม่มีเสียงตอบรับจากราชินีตานี หลานชายหมอผีใหญ่มองผ่านกระจกหลัง แล้วก็เห็นเธอนั่งกอดอก ดวงตาเรียวมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาไม่รู้ว่าเธอไม่ได้ยินเขาจริงๆ หรือแกล้งไม่ได้ยินเขากันแน่

 

            แวบหนึ่ง คำพูดของเขาเองที่พูดกับหมิงไปเมื่อตอนกลางวันดังก้องขึ้นมาในโสตประสาท

 

            ตัวกล้วยเองก็เป็นแบบนั้น.... ไม่รู้ว่าทำไม แต่ถ้ามีใครมาชอบเขา เขาจะเป็นแบบนั้นทันทีเลย

 

            หรือเขาจะเหยียบกับระเบิดเข้าให้เสียแล้ว.....

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #123 รักต์ศรา (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 11:37
    มีแซวโฟรเซ๋น ๕๕๕๕๕๕

    จ้าดนี่มันน่าจะได้กินแห้วไปตลอดเรื่องหรือเปล่านะ

    นางนี่ก็ เจอพิษนักการเมืองมนุษย์เข้าไป...  เจ็บใจไหมล่ะ กลายเป็นเข้าสู่วิถีเบจิต้าไปเลย ฮา
    #123
    1
    • #123-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 86)
      28 มกราคม 2560 / 08:56
      เดี๋ยวก็รู้ว่าจ้าดมันจะกินแห้วหรือเปล่า อีกสัก.... 38 ตอน
      #123-1