ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 85 : รอยร้าวที่แผดเผาความทรงจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            ว่าจะไดนะ !?’

 

            กล้วยไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของเพื่อนสาวผมหางม้า วินาทีต่อมา แผ่นดินก็สะเทือนเลื่อนลั่นเมื่อกระสุนปืนใหญ่นับสิบลูกพุ่งลงถล่มโรงเก็บเครื่องบิน น้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมคูณกับความเร็วเหนือเสียงก่อโมเมนตัมมหาศาลที่ทะลุทะลวงหลังคาและโครงเหล็กกล้าลงไปยังเครื่องบินรบที่จอดอยู่เบื้องล่าง ก่อนที่หัวระเบิดแรงสูงจะปะทุตูม สาดทั้งสะเก็ดระเบิดและแก๊สร้อนไปทุกทิศทุกทาง

 

            น้ำว้าน้ำไทเอาเครื่องออกเดี๋ยวนี้เลย อุ๊ยสายฝากดูหมู่เปิ้นด้วยเจ้า เอื้อยเดือนขึ้นไปกับหมู่เปิ้นเลยตามที่ตกลงกันไว้เน่อ ! บินหื้อต่ำไว้จะได้บ่โดนเรดาร์ ถ้ามีจรวดมาก็ยิงพลุไฟ เข้าใจเน่อ !’ ตานีสาวหน้าจืดสั่งการยาวเหยียดแต่ไม่ร้อนรน เธอคิดเอาไว้แล้วแล้วว่าเหตุการณ์นี้ต้องมาถึง กล้ายกับหมิงเติมเอทานอลเสร็จแล้วไปเลยเน่อ บ่ต้องห่วงข้าเจ้า

            แล้วกล้วยจะเติมเอทานอลจะได !?’ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามกลับเสียงสูง จริงๆเธอไม่อยากจะทิ้งเพื่อนสาวเอาไว้เลย แต่เด็กสาวผมหางม้าก็รู้ว่าถ้ามันแต่รอมีหวังได้บึ้มกันทั้งสองลำแน่

            จ้าดกำลังไปเอารถมาอีกคัน บ่ต้องห่วง เติมเสร็จแล้วเอาเครื่องออกไปเลย !’

            อื้ม !’

 

            “หมิงดูตัวเลขตรงนี้ไว้เน่อ” กล้ายชี้ให้เพื่อนสาวที่ยืนอยู่บนพื้นลานจอดข้างตัวดูหน้าจอเล็กๆข้างลำตัวเครื่อง “ถ้ามันหยุดเมื่อได๋โทรจิตบอกข้าทันที ตะโกนก็ได้”

            “แล้วกล้ายสิไปไส” เด็กสาวหน้าเสือถามทันควัน

            “เตรียมสตาร์ตเครื่อง”

 

            เสียงระเบิดดังแสบแก้วหูเมื่อกระสุนปืนใหญ่อีกชุดกระหน่ำเข้าใส่โรงเก็บเครื่องบินที่พังอยู่แล้วครึ่งแถบ โหมเปลวไฟให้ลามเลียขึ้นสู่ท้องฟ้ามัวหม่นเบื้องบน กล้ายยกมือขึ้นบังหัวไว้แม้จะรู้ว่ามันคงไม่ช่วยอะไรมากหากชิ้นส่วนอาคารหรือกระสุนเกิดพุ่งลงมาใส่หัวเธอจริงๆ แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะพอกำบังเศษเล็กเศษน้อยได้บ้างขณะเธอวิ่งจากจุดเติมเอทานอลใต้ปีกไปยังประตูขึ้นห้องนักบิน เด็กสาวผมหางม้าทันได้ยินเสียงหวีดแหลมจากเครื่องบินที่น้ำว้าและน้ำไทควบคุม แล้วเครื่องยนต์บนปีกซ้ายก็พ่นควันสีขาวอมเทาออกมาเป็นทางยาว ก่อนที่เครื่องบินสีเทาดำลำใหญ่จะค่อยๆแล่นออกไปอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังปลายรันเวย์เบื้องหน้า

 

            หยุดแล้ว !’ เสียงโทรจิตจากหมิงดังขึ้นในโสตประสาทเมื่อตานีสาวผมหางม้านั่งลงบนที่นั่งนักบิน

            ปลดล็อก เอาสายยางไปแขวนไว้กับรถ แล้วขึ้นมาเลย ยะได้ก่อ

            ได้ !’

 

            สมิงสาวออกแรงดันสลักสปริงที่ล็อกสายยางเติมเอทานอลกับเต้าเสียบ มันดีดตัวหลุดออกมาดังเคร้ง ของเหลวสีใสหยดตามมาด้วยเป็นทางแต่เด็กสาวหน้าเสือไม่สนใจ เธอลากสายยางวิ่งไปเสียบเก็บไว้ข้างรถที่จอดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก่อนจะวิ่งกลับไปกระโดดขึ้นประตูเครื่องบิน ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก่อนที่ประตูจะเลื่อนปิดคือกระสุนอีกชุดที่พุ่งแหวกอากาศลงมาถล่มใส่คลังเอทานอลจนพังยับเยิน ก่อนที่เปลวไฟสีฟ้าจะลุกพรึ่บเมื่อของเหลวไวไฟสัมผัสกับประกายไฟจากสายไฟฟ้าที่ถูกตัดขาด

 

            “กล้าย คลัเอทานอลบึ้มไปแล้วเด๊ แล้วกล้วยสิเฮ็ดจังไส !?” หมิงตะโกนถามเพื่อนสาว อารามรีบร้อนทำเอาเธอสะดุดบันไดขึ้นห้องนักบินจนเกือบกลิ้งหลุนๆลงไปหารถถังบนระวางสินค้าเบื้องล่าง

            “บ่ต้องห่วง มีคลังสำรองอยู่ใต้ดินอีก !” เสียงตอบดังมาจากห้องนักบิน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเร่ง “เข้ามานี่เร็ว !

 

            สมิงสาวก้าวยาวๆผ่านส่วนครัวและห้องน้ำของห้องโดยสารชั้นบนเข้าไปยังห้องนักบินก่อนจะนั่งลงข้างเพื่อนสาวที่กำลังสับสวิตช์โน่นคีย์ข้อมูลนี่มือเป็นระวิง เธอทำท่าจะช่วย แต่กล้ายยกมือขึ้นห้ามก่อนจะชี้ไปยังเข็มขัดนิรภัย เด็กสาวหน้าเสือจึงได้แต่ดึงมันมารัดตัวแต่โดยดี หมิงหันขวับเมื่อได้ยินเสียงคำรามครืนจากด้านนอก เธอเห็นเครื่องบินของน้ำว้าและน้ำไทที่วิ่งมาตามรันเวย์เงยหัวก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าตรงหน้าเธอพอดี ทิ้งรอยไอน้ำม้วนเป็นเกลียวอยู่ในม่านหมอกหนา*

 

            “รายการตรวจสอบก่อนสตาร์ตเรียบร้อย ลมร้อนจากเครื่องหลังพร้อม** รอบหนึ่งเครื่องหนึ่งยี่สิบเปอร์เซ็นต์ จุดระเบิดได้”

            กล้ายพึมพำกับตัวเองก่อนจะกดสวิตช์ที่อยู่ใกล้กับคันเร่งบนแผงตรงกลางระหว่างเธอกับคู่รักคู่แค้นต่างเผ่าพันธุ์ เด็กสาวทั้งสองรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาตามโครงสร้างของเครื่องบินเมื่อเครื่องยนต์ไอพ่นเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสามเมตรเริ่มเดินเครื่อง

 

            “หมิงขับออกไปที่ปลายรันเวย์เน่อ ยะได้แม่นก่อ ดันแค่คันเร่งเครื่องยนต์ที่หนึ่งขึ้นไปเน่อ”

            “ก็ได้อยู่....” สมิงสาวตอบอย่างไม่แน่ใจนัก เธอเคยขับรถถัง และเคยฝึกขับเครื่องบินมาสองสามครั้งก่อนหน้านี้ แต่นั่นก็แค่ห้องจำลองการบินของเครื่องบินรบ ไม่ใช่เครื่องบินขนาดใหญ่และซับซ้อนแบบนี้

            “ข้าเชื่อใจหมิง”

 

            ตานีสาวผมหางม้าพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะกลับไปสาละวนกับการสตาร์ตเครื่องยนต์ที่เหลือ ทิ้งให้เด็กสาวหน้าเสืออยู่กับแรงกดดันแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ หมิงค่อยๆดันคันเร่งขึ้นไปเพียงอันเดียวจากสี่อัน แต่มันก็มีแรงขับดันมากพอที่จะขับเคลื่อนเครื่องบินหนักอึ้งลำนี้ให้เคลื่อนไปข้างหน้าได้ สมิงสาวมองผ่านหน้าต่างห้องนักบินออกไปยังเครื่องบินของกล้วยและจ้าดซึ่งยังคงจอดนิ่ง ข้างลำตัวเครื่อง หลานชายหมอผีใหญ่ยืนเฝ้าหัวเติมเอทานอลอยู่เพียงลำพังท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิดที่ใกล้เข้ามาทุกที หมิงหันกลับมามองเบื้องหน้า แต่ใจยังอยู่กับเพื่อนหนุ่ม เขาและกล้วยจะบินขึ้นทันหรือเปล่าหนอ พวกเธอเองก็ด้วย.....

 

            เอทานอลได้ตามที่สั่งแล้วกล้วย !’

            หลานชายหมอผีใหญ่โทรจิตบอกเพื่อนสาวเมื่อตัวเลขบนหน้าจอบอกปริมาณเอทานอลหยุดลง มันมากพอจะบินไปกลับระหว่างที่นี่และดอยสูงได้ แต่พวกเขาคงไม่ได้ใช้มันบินกลับมาในเร็วๆนี้แน่

 

            ขึ้นมาเลยเร็ว !’

            ไม่ต้องบอกก็ไปอยู่แล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุยกมือขึ้นกำบังหัวเหมือนที่เพื่อนสาวผมหางม้าทำเมื่อครู่ไปขึ้นเครื่อง เขาดึงประตูปิดล็อกก่อนจะวิ่งอ้อมรถถังที่จอดอยู่เกือบชิดผนังระวางสินค้าขึ้นไปยังห้องนักบินด้านบน กล้วยนั่งประจำที่แล้ว เธอชี้ไปยังแทบเล็ตติดตั้งในตัวของเครื่องบินที่ติดอยู่กับโต๊ะพับได้หน้าที่นั่งของเขา ในหน้าจอของมันมีรายชื่อเรียงกันเป็นตับ จ้าดเล่นเกมและอ่านหนังสือเกี่ยวกับเครื่องบินมามากพอที่จะรู้ว่านั่นคือรายการตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องบิน

 

            “ไล่หื้อข้าเจ้าที” ตานีสาวหน้าจืดพูดโดยไม่หันมามอง ดวงตาเรียวก็จับจ้องไปยังแทบเล็ตของตัวเองเช่นกัน แต่ของเธอเปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณอยู่

            “ยังต้องเช็กลิสต์อีกเหรอกล้วย” จ้าดย้อนถามเสียงสูง รายการตรวจสอบหรือเช็กลิสต์นั้นทั้งเยอะทั้งจุกจิก ถ้าเป็นไฟลต์โดยสารที่มีชีวิตผู้โดยสารเป็นเดิมพันแต่ไม่เร่งรีบอะไรนักก็ว่าไปอย่าง แต่ขืนมานั่งเช็กให้ครบในสถานการณ์แบบนี้มีหวังได้ไปเช็กต่อในโลกหลังความตายกันแน่

            “เอาแค่ที่สำคัญๆ ที่เป็นสีเหลืองกับสีแดงก็พอ”

            “ก็ได้” เด็กหนุ่มนั่งลงกับที่นั่งนักบินผู้ช่วยข้างตัวเพื่อนสาวก่อนจะเริ่มอ่าน “คันเร่ง”

            กล้วยเหลียวมองคันเร่งกลางห้องนักบินน้อยๆก่อนจะตอบ “เดินเบา”

            “ระบบเครื่องยนต์”

            “พร้อม”

            “ระบบควบคุมการบิน”

            กล้วยโยกคันบังคับซ้ายทีขวาที ตามองที่หน้าจอบนแผงควบคุม ก่อนจะตอบ “พร้อม”

            “เครื่องหลัง”

            “พร้อม”

            “รายการตรวจสอบก่อนสตาร์ตเครื่องเรียบร้อย สตาร์ตเครื่องได้”

 

            กล้วยสับสวิตช์ผันลมร้อนจากเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็กด้านหลังมาหมุนกังหันเครื่องยนต์หลักเพื่อเตรียมสตาร์ตเครื่อง ดวงตาเรียวสีดำประกายเขียวจ้องมองหน้าจอมาตรวัดเครื่องยนต์ เมื่อเห็นว่ารอบได้ที่ก็สับสวิตช์จุดระเบิด ขณะจ้าดไล่รายการตรวจสอบขณะสตาร์ตเครื่องและก่อนจะบินขึ้นไปทีละอย่างสลับกับมองออกไปด้านนอก ควันและเปลวเพลิงที่โหมไหม้รอบตัวจุดให้ท้องฟ้าที่เป็นสีแดงอยู่แล้วจากแสงอาทิตย์ยิ่งแดงฉานขึ้นไปอีกราวกับนรก ใช่ ยามนี้พวกเขากำลังอยู่ในนรก.....

 

            “รายการตรวจสอบสตาร์ตเครื่องและก่อนบินขึ้นเรียบร้อย”

            “จ้าด นายขับไปได้ก่อ ข้าเจ้าต้องคอยดูสถานการณ์ของทุกลำ”

            หลานชายหมอผีใหญ่ชำเลืองมองเพื่อนสาว ใบหน้าจืดของเธอเคร่งเครียดและวิตกขณะจ้องมองแทบเล็ตเบื้องหน้า “ได้ ไว้ใจได้เลย”

            “ความเร็วตัดสินใจร้อยห้าสิบนอต ความเร็วยกหัวร้อยหกสิบสอง ความเร็วยกตัวร้อยหกสิบห้าเน่อ***”

            “โอเค”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ดันคันเร่งขึ้น เครื่องบินสั่นมากขึ้นเล็กน้อยขณะมันค่อยๆเคลื่อนที่มุ่งหน้าสู่ปลายรันเวย์ที่อยู่ห่างออกไปเกือบสี่ร้อยเมตรเบื้องหน้า ความร้อนจากไฟและการระเบิดสลายม่านหมอกจนหลานชายหมอผีใหญ่มองเห็นเหล่ารถถัง ทหารและยุทโธปกรณ์มากมายของกองทัพได้อย่างชัดเจนจากในห้องนักบิน พวกมันกำลังมุ่งหน้าเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง แม้ว่าจะถูกทอนกำลังด้วยปืนกลของระบบรักษาความปลอดภัยสวนกล้วยที่กระหน่ำยิงจนวาระสุดท้ายของพวกมัน แต่ก็ไม่อาจต้านทานกองกำลังเวียงตานทั้งกองทัพได้.....

 

            “จะขึ้นแล้วนะกล้วย”

            จ้าดบอกเพื่อนสาวเบาๆเมื่อเข้ามาตั้งลำบนรันเวย์เรียบร้อย แต่ไม่มีเสียงตอบจากตานีสาว มีเพียงการพยักหน้าน้อยๆเท่านั้น แต่อย่างน้อยเธอก็รับรู้ เด็กหนุ่มหน้าดุดันคันเร่งขึ้นไปจนสุดทันที เสียงเครื่องยนต์คำรามครืนมาจากด้านหลัง พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนและแรงขับดันที่ตรึงหลังของทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และราชินีตานีให้ติดกับที่นั่ง

 

            “แปดสิบนอต**** เร็วสิ เร็วซี่......”

            มาตรวัดความเร็วพุ่งจากศูนย์ขึ้นไปยังแปดสิบ ก่อนจะไปยังร้อยนอต แล้วกลายเป็นร้อยยี่สิบ แต่ก็ยังไม่ทันใจนักบินจำเป็น รถถังกำลังจะมาถึงโรงเก็บเครื่องบินแล้ว และนั่นก็ห่างจากเขาไปเพียงไม่ถึงห้าร้อยเมตร แม้เครื่องบินจะมีความเร็วมากจนปืนใหญ่รถถังไม่น่าจะยิงทัน แต่ปืนต่อสู้อากาศยานบนหลังป้อมปืนนั้นไม่ต้องสงสัย ยังไม่นับเครื่องยิงจรวดของเหล่าทหารเลย

 

            ทันใด ทั้งกล้วยและเขาก็ต้องหันขวับเมื่อแสงสีเหลืองส้มสว่างวาบเข้ามาในห้องนักบิน แล้วพวกเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรถหุ้มเกราะคันหนึ่งพ่นลูกไฟขนาดมหึมา แม้จะอยู่ห่างจนไม่เป็นอันตรายกับเครื่องบิน แต่ทั้งสองก็ยังรู้สึกถึงความร้อนแรงที่ผ่านกระจกห้องนักบินเข้ามา ไกลออกไปทางสวนกล้วย เปลวเพลิงขนาดมหึมาเต้นเร่าอยู่ตรงกลาง ปล่อยกลุ่มควันสีดำหนาทึบให้พวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า กองทัพคงเอารถถังพวกนี้ไปเผาสวนกล้วยด้วยเช่นกัน.....

 

            “ต้องยะถึงขนาดนี้เลยก๋า.....”

            หัวใจของจ้าดปวดร้าวเหมือนถูกตีนตะขาบของรถหุ้มเกราะคันนั้นเหยียบเมื่อได้ยินเสียงปนสะอื้นของตานีสาวหน้าจืด ลำคอของเด็กหนุ่มตีบตันเมื่อเห็นน้ำใสหยดจากแก้มลงสู่กางเกงชุดช่างขะมุกขมอมหยดแล้วหยดเล่า เมื่อราชินีตานีได้เห็นที่ที่เป็นทั้งบ้านเกิดและอาณาจักรของเธอถูกเผาไหม้เป็นจุณไปต่อหน้าต่อตา

 

            “ต้องยะกันถึงขนาดนี้เลยก๋า..... ต้องทำลายหมู่เฮาไปถึงได๋ถึงจะพอใจกัน.....”

            “กล้วยอย่าไปมอง ! ความเร็วตัดสินใจ !

            อีกเพียงไม่ถึงสิบนอตก็จะถึงความเร็วที่อากาศจะพยุงเครื่องให้ลอยขึ้นได้ แต่มันกลับนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ หลานชายหมอผีใหญ่ดันคันเร่งไปข้างหน้าจนมือแทบหักแม้ว่ามันจะถูกดันขึ้นไปสุดแล้วก็ตามพลางหวังว่ามันพอจะช่วยเพิ่มแรงขับดันได้บ้างสักสองสามกิโลนิวตัน ด้านนอก รถถังผ่านโรงเก็บเครื่องบินอันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะบดบังวิถีปืนเข้ามาได้แล้ว และเขาพร้อมจะเอาสมบัติทุกอย่างที่มีรวมทั้งรถถังสองคันในระวางสินค้าพนันได้เลยว่าพลขับกำลังเตรียมจะยิง.....

 

            “ยกหัว ยกตัว !

            หลานชายหมอผีใหญ่รั้งคันบังคับหน้าตาเหมือนจอยสติ๊กในมือซ้ายของเขาทันทีที่ความเร็วมากพอที่จะบินขึ้น เครื่องบินยกหัวขึ้นตามคำสั่งของเขาทันที ก่อนที่เด็กหนุ่มจะรู้สึกเหมือนมีใครดันทั้งสะโพกและหลังจากด้านล่างเมื่ออากาศหอบเครื่องบินลำยักษ์หนักเกือบห้าแสนกิโลกรัมขึ้นสู่ท้องฟ้า

 

            “การไต่ระดับเป็นบวก เก็บล้อ”

            จ้าดถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางเอื้อมมือไปสับสวิตช์เก็บล้อ แต่วินาทีต่อมา เด็กหนุ่มก็ตระหนักว่าดีใจเร็วเกินไปมากเมื่อเครื่องสะบัดอย่างแรงติดๆกันสองครั้ง แม้จะเพียงสองครั้งแล้วเงียบ แต่นั่นแปลว่ามันไม่ใช่การสะเทือนจากสภาพอากาศ.....

 

            แล้วความกลัวของหลานชายหมอผีใหญ่ก็เป็นจริงเมื่อสัญญาณเตือนแผดเสียงร้องก้องห้องนักบิน พร้อมๆกับที่ข้อความปรากฏขึ้นทั้งบนแทบเล็ตและในหน้าจอบนแผงควบคุมยาวเหยียดเป็นหางว่าว แต่ที่เตะตาของทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและตานีสาวหน้าจืดมากที่สุดคือมาตรวัดของเครื่องยนต์ตัวในของปีกขวาที่บ่งบอกว่าไฟกำลังโหมไหม้ และมาตรวัดความดันไฮดรอลิกที่สองในสามวงจรบอกเลขศูนย์ถ้วน พวกเขามาอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นฝันร้ายที่สุดของนักบินทุกคนและทุกตนเสียแล้ว.....

 

            “จ้าดดูระดับบินไว้เน่อ พยายามหื้ออยู่ไม่เกินพันห้าร้อยฟุต เดี๋ยวข้าเจ้าจะดูสถานการณ์เอง !

            “จะคุมได้ไง ไฮดรอลิกไปสองวงจรแล้วนะ !” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถามเสียงสูงปรี๊ดจนแทบสาวแตก ของเหลวไฮดรอลิกเปรียบเสมือนกล้ามเนื้อของเครื่องบิน ไม่มีมัน เครื่องบินก็ไม่อาจขยับพื้นบังคับทั้งหลายได้ และนั่นแปลว่าไม่อาจควบคุมได้ ปกตินักบินต้องลงฉุกเฉินทันที แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้.....

            “เหลือวงจรนึงพอคุมได้น่า เชื่อเหอะ !

 

            เด็กสาวหน้าจืดกดปุ่มตัดเชื้อเพลิงที่ป้อนเข้าเครื่องยนต์ตัวนั้น ก่อนจะเปิดระบบดับเพลิง ในใจภาวนาสุดชีวิต ได้ผล มาตรวัดบอกว่าไฟดับลงแทบจะทันที แต่ปัญหาที่ยังเหลือก็ยังสามารถทำเครื่องตกได้อยู่ดี อย่างไม่ยากเสียด้วย

 

            ราวจะซ้ำเติม หน้าจอนำร่องปรากฏสามจุดสัญญาณที่เข้ามาใกล้พวกเธออย่างรวดเร็วจากเบื้องหลัง ก่อนที่หวออีกตัวจะแผดเสียงร้องลั่น มันคือหวอเตือนว่าเครื่องกำลังตกเป็นเป้าหมายของจรวดนำวิถี.....

 

            ไวเท่าความคิด กล้วยกดปุ่มปล่อยพลุล่อ ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสว่างวาบเป็นสีชมพูอมแดงเมื่อพลุไฟความร้อนสูงปะทุพรึ่บ จรวดแสวงความร้อนที่เคยตามท่อไอเสียของเครื่องหักเหเส้นทางตามมันไปทันที ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำของนักบินจำเป็นทั้งสอง

 

            แต่ล่อได้ลูกเดียวก็ไม่มีประโยชน์ เครื่องบินที่เดี้ยงไปครึ่งลำแบบนี้ไม่มีทางหนีเครื่องบินรบประสิทธิภาพสูงได้นานแน่ และกองทัพอากาศรัฐเวียงตานก็มีเครื่องบินแบบนี้อีกเป็นร้อยๆลำ ในขณะที่พลุไฟของเครื่องบินลำนี้มีแค่ไม่ถึงยี่สิบ ตานีสาวหน้าจืดขบกรามกรอด เธอต้องสลัดมันให้หลุด อย่างเร็วที่สุดด้วย

 

            “ยังคุมอะหยังได้อยู่บ้าง” เด็กสาวเอ่ยถามรัวเร็ว

            “คุมความสูงพอได้ เอียงก็พอได้ แต่มันตอบสนองช้ามาก” จ้าดตอบลอดไรฟัน เขาต้องควบคุมทั้งคันบังคับและแป้นหางเสืออย่างละเอียดอ่อนตลอดเวลา ระบบควบคุมเสถียรภาพของเครื่องบินลำนี้ต้องใช้ไฮดรอลิกทั้งสามวงจรเพื่อจะทำงานให้ได้เต็มประสิทธิภาพ เหลือแค่หนึ่งวงจรแบบนี้การควบคุมก็เหลือหนึ่งในสามเช่นกัน

            “เดี๋ยวข้าเจ้าคุมเอง หมู่เฮาต้องลงไปที่สักสองร้อยหรือร้อยฟุต”

            “เฮ้ย ลงไปทำไมต่ำขนาดนั้น !?” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วงเสียงหลง ร้อยฟุตก็ประมาณตึกสิบชั้นดีๆนี่เอง แล้วตามเส้นทางบินซึ่งลงไปทางทิศใต้ของตานนะคอนก็เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมและอพาร์ตเมนต์ที่สูงเฉียดๆหรือแม้แต่เกินกว่านั้นทั้งนั้น ขนาดเครื่องบินธรรมดายังไม่กล้าบินแบบนั้นเลย ยิ่งเดี้ยงสนิทแบบนี้ยิ่งไม่ต้องสงสัย

            “หมู่เฮาต้องหลบเรดาร์ อีกอย่างบินต่ำๆจรวดก็อาจจะพลาดเป้าไปโดนตึกหรืออย่างอื่นก็ได้”

            “แล้วจะคุมอยู่ได้ไง ขนาดตอนนี้ยังแกว่งตั้งเกือบบวกลบร้อยฟุตนะ !

            “บ่ลองก็บ่ฮู้”

 

            จ้าดปล่อยคันบังคับ สวนทางกับเพื่อนสาวที่จับมันหมับก่อนจะดันมันไปด้านหน้า แสงไฟที่ตัดกันเป็นสายจากถนนของตานนะคอนลอยขึ้นมาเต็มกระจกหน้าเมื่อเครื่องบินกดหัวลง มาตรวัดความสูงตีกลับจากพันห้าร้อยเมตรลงไปเรื่อยๆ ขณะพื้นดินเบื้องล่างก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆเช่นกัน ในหน้าจอนำร่อง เครื่องบินรบสามลำแซงหน้าพวกเขาขึ้นไปนานแล้ว แต่อีกสามลำกำลังตามมา และมันคงจะล็อกเป้าหมายได้ในไม่ช้า.....

 

            แต่หวอกลับเงียบ ไม่มีการล็อกเป้าเกิดขึ้น กล้วยมองหน้าจอนำร่อง เครื่องบินรบสามลำนั้นยังคงอยู่เบื้องหลังเธอ แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ยิงจรวด เธอหลบการล็อกเป้าและเรดาร์ของพวกเขาได้ หรือพวกเขาไม่อยากยิงเองกันแน่

 

            แต่อย่างน้อยการไม่โดนยิงก็ถือว่าเป็นเรื่องดี และเครื่องบินก็รักษาระดับที่ราวสองร้อยฟุตเหนือพื้นดินได้นิ่งพอสมควรด้วย หากบินต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ จนข้ามกว๊านช้างลอยไปเข้าเขตเทือกเขาตานปันน้ำใต้ได้ล่ะก็ เธอก็คงหนีพ้น เรดาร์ไม่น่าจะจับเครื่องบินที่บินต่ำเรี่ยๆพื้นได้ง่ายนัก ยิ่งสายตาคนยิ่งแล้ว และตอนนี้เครื่องบินของเธอก็ไม่ได้เปิดไฟสักดวง มันน่าจะกลืนไปกับพื้นดินมืดๆหรือแม้แต่แสงไฟเป็นหย่อมๆได้อย่างไม่ยากเย็น

 

            เด็กสาวเอื้อมมือข้ามคันเร่งไปดันคันโยกเก็บปีกเสริมแรงยกเพื่อให้บินได้เร็วขึ้น แต่แทนที่แผ่นปีกเสริมแรงยกจะเก็บเข้าที่ตามคำสั่งของเธอ หน้าจอระบบกลับบอกว่ามันค้างอยู่ที่ตำแหน่งสิบองศา ตานีสาวลองอีกครั้ง แต่คราวนี้แม้แต่จะกางออกไปเหมือนเดิมก็ยังทำไม่ได้ อะไรก็ตามที่กระแทกเมื่อครู่คงทำให้กลไกปีกเสริมแรงยกเสีย ราชินีตานีขบกรามกรอด โชคชะตาจะเล่นตลกกับเธอไปถึงไหนกัน ถ้าเก็บปีกเสริมแรงยกไม่ได้แบบนี้ แรงต้านอากาศที่มากขึ้นนอกจากจะทำให้บินได้ช้ากว่าปกติแล้ว ก็ยังต้องใช้เอทานอลมากกว่าปกติเช่นกัน ที่เติมมาอาจจะไม่พอบินไปถึงดอยสูงด้วยซ้ำ หรือว่าจะต้องลงฉุกเฉินกลางกว๊านช้างลอย.....

 

            “กล้วย แสงกะพริบนั่นมันอะไรน่ะ”

            เสียงของเพื่อนหนุ่มบนที่นั่งนักบินผู้ช่วยข้างตัวลากเด็กสาวหน้าจืดจากห้วงความคิดกลับมายังความเป็นจริง ราชินีตานีหรี่ตามองตามมือของเพื่อนหนุ่ม แล้วสันหลังของเธอก็เย็นวาบเมื่อเห็นว่านั่นคือสัญญาณเตือนการชน ในเวลาอีกเพียงไม่ถึงสามสิบวินาที

 

            ที่แย่กว่านั้น มันไม่ได้มีเพียงจุดเดียว หากมีนับสิบๆจุดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่กว่าสิบตารางกิโลเมตรเบื้องหน้า.....

 

            “บินต่ำเกินไป จะชนพื้นดิน บินต่ำเกินไป จะชนพื้นดิน”

            เสียงแข็งๆของระบบเตือนการบินชนย้ำข้อมูลในหน้าจอนำร่อง เด็กสาวหน้าจืดเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกห้าต่างห้องนักบินหวังจะหาวัตถุที่เธอกำลังจะบินชน แต่ก็เห็นเพียงหมอกขาวหนาทึบ กล้วยหลุบตาลงมองหน้าจอนำร่องอีกครั้ง กวาดตามองจุดอ้างอิงอย่างรวดเร็ว แล้วเธอก็ต้องหนาวเยือกไปทั้งตัวอีกครั้งเมื่อพบว่ายามนี้เครื่องบินกำลังมุ่งหน้าเข้าหานิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ อันเต็มไปด้วยปล่องควันและหอคอยสูงลิบ.....

 

            อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แผนการบินที่ตานีสาวคิดเอาไว้ตอนแรกก็ต้องบินผ่านนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของรัฐเวียงตานแห่งนี้ในระดับต่ำอยู่แล้ว เพื่อใช้ปล่องควันและอาคารสูงทั้งหลายช่วยในการหลบหลีกทั้งสัญญาณเรดาร์ สัญญาณความร้อนและสายตาของเครื่องบินรบ แต่ไม่ใช่ในสภาพเดี้ยงไปครึ่งลำแบบนี้ เธอเลี้ยวหลบหอคอยพวกนั้นไม่ทันแน่.....

 

            “เพิ่มระดับ !

            เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจอย่างรวดเร็ว มือซ้ายดันคันเร่งขึ้นไปจนสุดทันทีขณะมือขวาดึงคันบังคับขึ้น เครื่องบินพิการส่ายวูบไปทางขวาด้วยแรงขับที่ไม่สมดุลกัน แต่อย่างน้อยมันก็ไต่ระดับขึ้นไป แม้จะอย่างช้าๆ แต่ก็พอจะพ้นปล่องหรือหอคอยเบื้องหน้า ไม่นานจุดทั้งหมดในหน้าจอก็หายไปเมื่อเธอขึ้นมาอยู่ที่ระดับพันสองร้อยฟุต

 

            แต่นั่นก็ทำให้เรดาร์ของเครื่องบินรบที่บินไล่หลังเธอมาจับเธอได้อีกครั้ง สัญญาณเตือนถูกล็อกเป้าดังขึ้นแทบจะทันที เด็กสาวหน้าจืดจำใจกดปล่อยพลุไฟอีกครั้งแม้จะรู้ว่ามันอาจพุ่งลงไปสู่คลังเก็บวัตถุไวไฟและสารเคมีต่างๆของโรงงานเบื้องล่าง แต่ยามนี้เธอไม่มีทางเลือกแล้ว ถ้าไม่ปล่อยพลุ จ้าด เธอและเครื่องบินลำนี้พร้อมเชื้อเพลิงอีกนับแสนลิตรนี่แหละจะลงไประเบิดเป็นเสี่ยงๆเสียเอง

 

            “เร็วสิ เร็วซี่.....”

            กล้วยขบกรามกรอดพยายามลุ้นให้เครื่องบินบินออกจากนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ไปเสียทีเพื่อที่เธอจะได้กลับไปบินเรี่ยพื้นได้อีกครั้ง แต่มันก็ไม่ง่าย พื้นที่ของบ้านเขลางค์ไม่กว้าง แต่ยาวนับสิบกิโลเมตร แถมยังอยู่ระหว่างเทือกเขาสูงที่โอบล้อมทั้งสองด้าน บีบให้กล้วยต้องบินเป็นเส้นตรงไปตามแนวของมันโดยไม่อาจหลบซ้ายหลบขวาไปเรี่ยพื้นดินได้ และนั่นหมายถึงตกเป็นเป้านิ่งโดยปริยายของจรวดอากาศสู่อากาศจากเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเวียงตานเบื้องหลัง เด็กสาวกดปล่อยพลุไฟดอกแล้วดอกเล่า ดวงตาเรียวมองตัวเลขบอกจำนวนพลุที่เหลืออยู่อย่างวิตกสุดขีด สามดอก สองดอก อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น.....

 

            ในที่สุด ปล่องควันสุดท้ายในหน้าจอนำร่องก็ผ่านเลยใต้ท้องเครื่องบินไป เด็กสาวหน้าจืดกดหัวเครื่องลงทันที ท้องของเธอเสียววูบเมื่อเครื่องสูญเสียความสูงอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังเธอ จรวดนำวิถีลูกสุดท้ายถูกยิงออกมาแล้ว แต่มันก็ถูกต้านเอาไว้ด้วยพลุไฟลูกสุดท้ายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม กล้วยก็รู้ดีว่าเครี่องบินรบยังเหลือปืนกล แม้มันจะล็อกเป้าไม่ได้และอำนาจการทำลายล้างของมันจะไม่มากเท่าจรวด แต่หากกราดยิงโดนถังเชื้อเพลิงจังๆล่ะก็ เครื่องบินลำนี้ก็สามารถกลายเป็นลูกไฟที่ย่างสดทั้งจ้าดและเธอกลางท้องฟ้าได้เช่นกัน

 

            “ไปซิ่ ไปซะทีซี่บ่าจ้าดหมาเอ๊ย !

            ราวกับมีวาจาสิทธิ์ ไม่กี่วินาทีต่อมา สัญญาณของเครื่องบินรบทั้งสามลำก็ตีวงเลี้ยวก่อนจะหายไปจากหน้าจอนำร่อง เด็กสาวบิดเพิ่มระยะแสดงผลของจอเพื่อความแน่ใจ แล้วก็พบว่าพวกมันบินจากเธอไปด้วยความเร็วสูง แต่ตานีสาวหน้าจืดก็ยังวางใจไม่ได้ มันเป็นแผนหวังให้เธอตายใจหรือเปล่ หรือฝ่ายตรงข้ามเลิกตามเธอแล้วจริงๆ และถ้าเลิกตามจริง เพราะอะไรกันเล่า พวกเขามองไม่เห็นเธอจริงๆหรือ.....

 

            แต่สงสัยไปตอนนี้ก็ไม่มีทางรู้คำตอบ เด็กสาวกลับมาสนใจสภาพของเครื่องบินอีกครั้ง เธอโยนการควบคุมกลับไปให้จ้าดก่อนจะไล่สายตาไปตามข้อความฟ้องอาการขัดข้องที่เรียงกันยาวเหยียดเป็นหางว่าวอยู่ในแทบเล็ตของเธอ คิ้วบางขมวดเข้าหากันเมื่อพบว่าสภาพของเครื่องบินเลวร้ายกว่าที่เธอคิดเอาไว้ นอกจากเครื่องยนต์หมายเลขสามจะโดนยิงจนระเบิดไปโดนสายไฮดรอลิกขาดไปสองวงจร และกลไกปีกเสริมแรงยกขัดข้องจนเก็บไม่เข้าที่แล้ว จรวด กระสุน หรืออะไรสักอย่างนัดนั้นยังเฉี่ยวที่เก็บล้อจนฐานล้อด้านขวาสองอันจากสิบอันพังยับเยิน มันอาจยังไม่ก่อเรื่องตอนนี้ แต่ตอนลงจอดได้หืดขึ้นคอกันแน่

 

            “กล้วย จ้าด เป็นจะไดบ้าง” เสียงของกล้ายดังจากหูฟัง “เมื่อกี้ข้าหันเครื่องบินตามกล้วยมาสามลำ ปลอดภัยก่อ”

            “เกือบไปเหมือนกัน ตอนนี้หมู่เปิ้นไปแล้ว” ตานีสาวหน้าจืดตอบ “กล้ายกับหมิงเป็นจะไดบ้าง”

            “เรียบร้อยดี กำลังจะข้ามกว๊านช้างลอย”

            “น้ำว้าน้ำไทล่ะ”

            “เรียบร้อยดีเหมือนกันเจ้า เข้ามาอยู่ในเขตดอยแล้ว”

            “ข้าเจ้าอาจจะไปถึงช้าสักหน่อยเน่อ ตอนบินขึ้นมาโดนยิงเสียหายไปนิดหน่อย เตรียมรถดับเพลิงเอาไว้หื้อด้วยก็ดี”

            “แต๊ก๋า !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามกลับมาเสียงสูง “สภาพเป็นจะได หนักมากก่อ”

            “ยังพอบินได้ แต่คงลงลำบากหน่อย จะไดเตรียมรถดับเพลิงไว้หื้อหน่อยละกัน พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวโดนดักฟัง”

            “อื้ม เจอกันที่ดอยสูง”

 

            เที่ยวบินหลังจากนั้นนับได้ว่าราบรื่นแม้ราชินีตานีจะต้องควบคุมคันบังคับอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่เมื่อไม่มีอะไรให้เครียด จิตใจของกล้วยก็หวนย้อนกลับไปยังสวนกล้วยที่เธอจากมา ลำคอของเธอตีบตันเหมือนมีอะไรสักอย่างมาอุดไว้เมื่อตระหนักว่ายามนี้มันมอดไหม้อยู่ในกองเพลิงเสียแล้ว ทุกอย่างที่เคยเป็นความทรงจำของเธอ ทั้งบ้านของเธอ โรงเรียนของเธอ เพื่อนๆของเธอ ต้นกล้วยของแม่เธอ สุสานของแม่เธอ ทุกอย่างจากไปแล้ว ไม่มีวันที่เธอจะได้เห็นมันอีกแล้ว.....

 

            “กล้วย เห็นภูเขาอยู่ข้างหน้าแล้วนะ”

            อีกครั้งที่เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ดึงเธอกลับออกมาจากห้วงความคิดอันมืดมน เด็กสาวกวาดตามองหน้าจอบนแผงควบคุมอย่างรวดเร็วก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง หมอกขาวยังคงปกคลุม แต่แสงแดดยามสายทำให้มันจางลงไปบ้างแล้ว อย่างน้อยก็จางลงมากพอที่เธอจะเห็นเงาตะคุ่มของเทือกเขาตานปันน้ำใต้ที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าเธอ

 

            “หมู่เฮาต้องเลี้ยวไปตามซอกเขา” กล้วยเอ่ย เสียงของเธอแหบน้อยๆด้วยไม่ได้พูดมาเกือบครึ่งชั่วโมง “ต้องลองทดสอบดูก่อนว่าเครื่องพอจะเลี้ยวได้ก่อ”

            “ทำไมไม่บินข้ามไปเลยล่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุหันมาถาม “เครื่องบินรบก็เลิกตามแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “เรดาร์เปิ้นก็ยังกวาดอยู่เน่อ” ตานีสาวเตือนความจำอีกฝ่าย

            “เอ้อ จริงด้วย....”

 

            กล้วยลองหักคันบังคับไปทางซ้าย เครื่องบินลำยักษ์ค่อยๆเอียงตัวตามอย่างอืดอาดเหมือนไม่เต็มใจ แต่มันก็ยังยอมเลี้ยวให้จนครบรอบ เธอลองหักไปทางขวาบ้าง เครื่องตอบสนองอย่างเชื่องช้าเช่นเดิม เด็กสาวหน้าจืดปล่อยคันบังคับเพื่อคืนเครื่องให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งปีกระดับเหมือนเดิมก่อนจะเรียกข้อมูลการเอียงตัวและเลี้ยวขึ้นมาบนแทบเล็ต แล้วเธอก็ถอนหายใจหนัก อัตราการเลี้ยวของเครื่องบินตอนนี้มากพอที่จะเข้าไปในเขตเทือกเขา แต่ก็อย่างเฉียดฉิวเต็มที ระหว่างไต่ระดับขึ้นไปเสี่ยงกับสัญญาณเรดาร์และการถูกเปิดเผยที่ตั้งของฐานที่มั่น กับการบินเข้าไปในเขตเทือกเขาแล้วเสี่ยงจะเสยหน้าผา เธอควรจะเลือกทางไหนดี.....

 

            ราชินีตานีตัดสินใจเลือกทางหลัง หากจะตาย อย่างน้อยก็ขอให้ตายลำเดียว

 

            มือซ้ายดึงคันเร่งลงขณะมือขวาเอียงเครื่องมุ่งหน้าช่องเขาขาด ก่อนที่จะหักเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาแคบๆ ที่สองฝั่งห่างกันเพียงไม่ถึงห้าร้อยเมตร เหงื่อกาฬผุดพราวบนหน้าผากใต้เรือนผมสีดำประกายเขียว บังคับผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว เธอก็จะมีเวลาแก้ไขเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่หัว ปีกหรือหางเครื่องจะเหวี่ยงไปกระแทกหน้าผาหินที่ปกคลุมด้วยหิมะ และหลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยทั้งตัวเครื่องที่ร่วงลงสู่พื้น.....

 

            “กล้วย ไหวมั้ย”

            เด็กหนุ่มหน้าดุถามเมื่อเห็นใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วของเพื่อนสาวยิ่งซีดขาวลงไปอีกด้วยความเครียดระดับสูงสุด ราชินีตานีไม่ตอบ เพียงพยักหน้าขณะเธอเอียงเครื่องให้เลี้ยวไปตามช่องเขาที่คดเคี้ยวจนเกือบจะเป็นยูเทิร์น มีช่องเขาแบบนี้สองแห่งก่อนที่หุบเขาจะตัดตรงและค่อยๆกว้างขึ้นจนเป็นที่ราบอันเป็นที่ตั้งของฐานบินดอยสูง เธอจะผ่านมันไปได้หรือเปล่า.....

 

            “จ้าด นายป้อนข้อมูลคำนวณระยะการลงจอดที” กล้วยเอ่ยเมื่อยูเทิร์นแรกค่อยๆห่างออกไปเบื้องหลัง เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่าฝ่ามือทั้งสองชุ่มเหงื่อจนโชกแม้อากาศในห้องนักบินจะเย็นเฉียบ

            “ได้” เด็กหนุ่มลากมือบนแทบเล็ตก่อนจะพรมนิ้วป้อนข้อมูลต่างๆที่จำเป็นสำหรับการคำนวณระยะลงจอด แต่เมื่อคอมพิวเตอร์ของเครื่องคำนวณออกมา หลานชายหมอผีใหญ่ก็ขมวดคิ้วอย่างกังวล “ห้าพันห้าร้อยเมตรแน่ะ รันเวย์ของดอยสูงยาวเท่าไหร่”

            “สี่พันห้า” ตานีสาวหน้าจืดตอบเสียงเครียด

            “เอ้า แล้วจะทำไง”

            “ยะจะไดบ่ได้ จับแน่นๆละกัน อย่างน้อยถ้านายตาย ข้าเจ้าก็สิ้นอายุเป็นเพื่อน”

 

            จ้าดใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อรู้ว่าอาจจะได้ตายพร้อมเพื่อนสาวที่เขารัก แต่ไม่ตายน่าจะดีกว่า.....

 

            โค้งสุดท้ายผ่านไปด้วยดี ยามนี้รันเวย์ปรากฏท่ามกลางสีเขียวของพื้นหญ้าและสีขาวของหิมะบนภูเขาที่โอบล้อม ตานีสาวหน้าจืดชะลอความเร็วของเครื่องลงมากที่สุดเท่าที่ปีกเสริมแรงยกซึ่งกางไม่เต็มที่จะเอื้ออำนวยขณะหลานชายหมอผีใหญ่ไล่เช็กลิสต์ก่อนลงจอด เขาสับสวิตช์ปล่อยล้อลง เสียงเตือนดังขึ้นทันทีพร้อมกับไฟเตือนว่าฐานล้อสองฐานทางขวาไม่ยอมล็อกเข้าที่ กล้วยถอนหายใจหนัก อย่างที่คาดเอาไว้ไม่มีผิด ล้อไม่ครบแบบนี้ประกอบกับลงจอดเร็วกว่าความเร็วปกติอาจทำให้ยางที่เหลือแตกและพาเครื่องบินลงไปไถหญ้ากินเล่นข้างรันเวย์ได้อย่างง่ายดาย แต่ช่วยไม่ได้ เธอไม่มีเวลาหาทางทำให้มันล็อกได้แล้ว ยังไงก็ต้องลง ยิ่งเมื่อเอทานอลในถังเหลือน้อยลงทุกทีแล้วด้วย

 

            “สี่ร้อย สามร้อย สองร้อย”

            ระบบป้องกันการชนนับความสูงถอยหลังลงมาเรื่อยๆ ขณะสีเทาของพื้นรันเวย์คอนกรีตก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆเช่นกัน แต่ก่อนที่ฐานล้อจะทันได้แตะรันเวย์ เครื่องบินลำยักษ์ก็เอียงวูบเมื่อลมแรงพัดเฉือนตามแนวขวางเกือบเก้าสิบองศาจากทางซ้ายก่อนจะเฉออกไปนอกรันเวย์ กล้วยถีบหางเสือพร้อมกับหักคันบังคับแก้ แต่พื้นบังคับที่ขาดแคลนแรงดันไฮดรอลิกก็ไม่อาจพยุงเครื่องบินให้กลับเข้ามายังรันเวย์ได้....

 

            ไวเท่าความคิด ตานีสาวดันคันเร่งขึ้นไปจนสุดพร้อมกับกระชากคันบังคับเข้าหาตัว เครื่องบินหนักเกือบพันตันเชิดหัวก่อนจะเริ่มไต่ระดับกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง กล้วยตีวงเลี้ยวกลับไปตั้งลำใหม่ ดวงตาเรียวมองตัวเลขบอกปริมาณเอทานอลที่เหลืออย่างกังวล มันจะพอให้เธอวนมาลงใหม่อีกรอบหรือเปล่าหนอ

 

            คำตอบคือไม่ ขณะเธอกำลังเอียงตัวเลี้ยวเตรียมจะตั้งลำนั่นเอง เครื่องยนต์ด้านในของปีกซ้ายก็เงียบเสียงไปเสียเฉยๆพร้อมกับมาตรวัดที่ร่วงลงไปยังค่าต่ำสุดของมัน กล้วยใจหายวาบ เชื้อเพลิงของเธอกำลังจะหมดลงแล้ว และเธอยังอยู่ห่างจากปลายรันเวย์เกือบสิบกิโลเมตร.....

 

            “ไม่เป็นไรกล้วย ใจเย็นๆ กล้วยทำได้อยู่แล้ว”

            “ฮู้น่า.....”

            เด็กสาวหน้าจืดควบคุมคันเร่งอย่างระมัดระวังพร้อมกับค่อยๆกดเครื่องลงไปเรื่อยๆ แต่แล้ว เครื่องยนต์ที่เหลืออีกสองเครื่องก็พร้อมใจกันดับลง ทั้งๆที่เธอยังอยู่ห่างจากรันเวย์เกือบสามร้อยเมตร และอยู่สูงขึ้นไปเกือบร้อยฟุต.....

 

            “จ้าดเตรียมรับแรงกระแทก !

            เมื่อสูญเสียความเร็ว แรงยกก็ลดฮวบตามไปด้วย เครื่องบินลำใหญ่ร่วงลงอย่างรวดเร็วจนหลานชายหมอผีใหญ่เสียววูบในท้อง กล้วยพยายามเชิดหัวมันขึ้นหวังจะใช้ความเร็วที่เหลือมากกว่าปกติสร้างแรงยก แต่ไม่ทันแล้ว

 

            เสียงร้องเตือนการร่วงหล่นแผดก้องห้องนักบิน***** และวินาทีต่อมา ฐานล้อหลักก็กระแทกรันเวย์อย่างแรงจนเครื่องกระดอนขึ้นไปบนอากาศอีกครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวตูมลงกับผิวคอนกรีตอย่างแรงกว่าเดิม แต่คราวนี้มันไม่ลอยขึ้นไปอีกแล้ว เสียงโลหะเสียดสีแสบแก้วหูเมื่อฐานล้อที่เสียหายทั้งสองครูดไปกับพื้นรันเวย์ ส่งประกายไฟเป็นสายไปทุกทิศทุกทาง มาตรวัดอุณหภูมิยางพุ่งพรวด ก่อนจะตกฮวบพร้อมๆกับการสั่นสะท้านของเครื่องเมื่อยางหลายเส้นระเบิดตูมด้วยทั้งความเร็วและความร้อนที่เกินพิกัด

 

            แต่แม้ยางจะแตกครบทุกเส้น และมีโลหะแท่งใหญ่ครูดอยู่กับพื้น เครื่องบินลำยักษ์ก็ยังเหลือแรงเฉื่อยพอที่จะพาให้มันไถลไปตามรันเวย์ด้วยความเร็วเกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง และตอนนี้นักบินเคราะห์ร้ายทั้งสองก็ไม่เหลือทางไหนจะเบรกเครื่องบินได้อีกแล้ว เบรกไอพ่นก็ไม่มีเชื้อเพลิงเหลือ เบรกล้อก็ใช้การไม่ได้อีกแล้วเมื่อยางไม่เหลือสภาพ เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอดเมื่อปลายรันเวย์ใกล้เข้ามา เครื่องจะหยุดก่อน หรือเสาไฟนำร่อนลงจอดที่ท้ายรันเวย์จะแทงทะลุเข้ามาหาพวกเธอในห้องนักบินก่อนกัน.....

 

            ในที่สุด เครื่องก็หยุดลงห่างจากปลายรันเวย์เพียงไม่กี่เมตร ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำของสหายร่วมรบทั้งสอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว แสงสีส้มที่เต้นเร่าๆส่องเข้ามาในห้องนักบินจากเบื้องหลังพร้อมกับควันที่เริ่มโขมงขึ้นทุกขณะ ยางและล้อคงจะลุกไหม้เสียแล้ว ราชินีตานีรีบกดสวิตช์ระบบดับเพลิงฐานล้อ แต่แสงสีส้มก็ยังคงส่ายไหวไปมาอยู่ในกระจกห้องนักบินของเธอ กล้วยขบกรามกรอดขณะเหงื่อเริ่มผุดขึ้นใต้เรือนผมสีดำประกายเขียว เอทานอลของเธอหมดเกลี้ยงถังแล้ว เธอจึงไม่ต้องกังวลเรื่องถังเชื้อเพลิงระเบิดมากนัก แต่ถ้ามันยังลุกไหม้อยู่แบบนี้รถถังสองคันในระวางสินค้าของเธอต้องเสียหายแน่ และที่สำคัญที่สุด จ้าดและเธอก็ไม่สามารถกระโดดออกไปจากห้องนักบินที่สูงจากพื้นเกือบเท่าตึกสี่ชั้นนี้ได้เสียด้วย.....

 

            กล้าย อุ๊ยสาย ทุกตน รถดับเพลิงใช้ได้ก่อ !?’ เด็กสาวหน้าจืดโทรจิตกระจายถามเหล่าสหายร่วมรบทุกตนอย่างวิตก มีผู้ได๋บอกสถานการณ์ด้านนอกของเครื่องบินข้าจ้าได้บ้าง !?’

            เลวร้ายพอสมควรเลยกล้วย กล้ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกังวลไม่แพ้เธอ แต่หมู่เฮากำลังไป รอแป๊บนึง

 

            แต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหมือนหอยทากคลานอยู่บนกาวดักหนู แต่ในที่สุด เสียงของเหลวกระทบลำตัวเครื่องก็ดังกราว พร้อมๆกับแสงสีส้มที่เริ่มอ่อนจางลงเรื่อยๆ และในที่สุดแสงที่กระทบหน้าต่างห้องนักบินก็เหลือเพียงแสงอาทิตย์แผดจ้าของยามสายเท่านั้น

 

            บนพื้นรันเวย์เบื้องล่าง กล้ายผู้คุมรถดับเพลิงคันแรกที่มาถึงเปิดประตูลงจากรถก่อนจะเงยหน้าขึ้นสำรวจความเสียหายบนเครื่อง จากระยะไกลเธอก็ว่าแย่แล้ว แต่มาเห็นใกล้ๆยิ่งทั้งน่าตกใจและน่าทึ่ง ที่น่าทึ่งเพราะเธอไม่คิดว่าเครื่องบินลำนี้จะกระเสือกกระสนมาถึงที่นี่ได้ต่อให้กล้วยเป็นนักบินก็ตาม ฝาครอบเครื่องยนต์ตัวด้านในของปีกขวายามนี้เหลือเพียงชิ้นวัสดุผสมรูปวงแหวนที่มีรอยแตกอยู่รอบ เผยให้เห็นเครื่องยนต์ด้านในซึ่งพังเละเทะด้วยแรงระเบิดจากกังหันแก๊สที่แตกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะกระเด็นออกมาทุกทิศทุกทางจากการถูกยิง ปีกบริเวณนั้นก็ทะลุเป็นรูพรุน บางแห่งก็เปิดออก เศษท่อไฮดรอลิกที่ทำจากเหล็กกล้าห้อยร่องแร่ง บ่งบอกถึงความรุนแรงของการระเบิดได้อย่างดี

 

            ต่ำลงมา ความเสียหายของฐานล้อก็ไม่น้อยหน้า ยางทุกเส้นของฐานล้อด้านขวาที่โผล่พ้นกองโฟมดับเพลิงขึ้นมานั้นดำเป็นตอตะโก อลูมิเนียม เหล็กกล้าและไทเทเนียมของตัวรับแรงกระแทกและโครงฐานล้อต่างบิดเบี้ยว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอุณหภูมิอันสูงลิบของเปลวไฟร้อนแรง แต่สองฐานตรงกลางนั้นดูสภาพยับเยินเกินกว่าจะเสียหายเพราะไฟได้ทั้งหมด น่าแปลกใจที่มันยังสามารถหุบเข้าไปและกางออกมาได้อีกครั้ง ถึงมันจะกางไม่เข้าที่ก็ตาม

 

            กล้วย จ้าด ตอนนี้นอกเครื่องบินปลอดภัยแล้ว ออกมาได้แล้ว

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโทรจิตหาเพื่อนทั้งสอง แต่ก็กินเวลาเกือบห้านาทีกว่านักบินทั้งสองจะเปิดประตูออกมา และทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์ กล้วยก็โผเข้ากอดเธออย่างแรงจนแทบล้ม ก่อนจะปล่อยโฮทันที ท่ามกลางความตกใจของตนอื่นๆทุกตน

 

            “กล้วย เดี๋ยว เป็นอะหยัง” เด็กสาวผมหางม้าถามเพื่อนสาวอย่างทำอะไรไม่ถูก

            “กล้าย..... สวนกล้วย..... สวนกล้วยโดนหมู่เปิ้นเผาแล้ว...... บ่มีสวนกล้วยหื้อหมู่เฮาปิ๊กไปอีกแล้ว......”

 

            ขาดคำ หนึ่งตานีสาวผมหางม้าและอีกสองตานีน้อยก็ยืนนิ่งเหมือนถูกสาป สวนกล้วยที่พวกเธอรัก สวนกล้วยที่เป็นบ้านเกิดของพวกเธอ สวนกล้วยที่เก็บความทรงจำแทบทุกอย่างของพวกเธอไว้ ราชินีตานีตนนี้กำลังจะบอกว่ามันถูกเผาจนมอดไหม้เป็นจุณไปแล้วงั้นหรือ.....

 

            “ข้าบ่เชื่อ” กล้ายตอบเสียงแข็ง เธอผลักกล้วยออกจากอก “ข้าบ่เชื่อ กล้วยอย่ามาอู้เล่นกับข้าเน่อ !

            “ถ้าข้าเจ้าอู้เล่น ข้าเจ้าจะร้องไห้จะอี้ก๋า !?” เด็กสาวหน้าจืดตะเบ็งเสียงสวนกลับ ความโศกเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธในฉับพลันเมื่อเพื่อนสาวหาว่าเธอโกหก “ลองไปเปิดทีวีดูสิ ดูเอาเองว่าข้าอู้เล่นก่อ !?

            “ได้ !

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมปีนขึ้นไปหยิบแลปทอปของเธอมาเปิดก่อนจะแฮ็กดึงสัญญาณโทรทัศน์ดาวเทียมทันทีหวังจะเอามาตอกหน้าเพื่อนสาว แต่เมื่อภาพปรากฏขึ้นบนจอ ตานีสาวผมหางม้าก็นิ่งอึ้งราวกับมีใครสาปให้เธอกลายเป็นรูปปั้นหิน ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างจ้องค้างไปยังภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา......

 

            สวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอนที่ไหม้ดำสนิทพอๆกับฐานล้อขวาของเครื่องบินเบื้องหน้าเธอในยามนี้ ทั้งต้นกล้วย ทั้งบ้านนับร้อยนับพันหลังของเหล่าตานี และแม้แต่ป่าสนหนาทึบรอบๆ ทุกสิ่งถูกเปลวไฟจากรถพ่นไฟแผดเผาจนไม่เหลือซาก

 

            และเมื่อกล้องบนเฮลิคอปเตอร์ของสำนักข่าวซูมออกมา หัวใจของเด็กสาวผมหางม้าก็แทบแตกเป็นเสี่ยงๆซ้ำอีกรอบเมื่อเห็นเมืองตานีทั้งเมืองถูกเผาจนมอดไหม้ไม่ต่างกัน ทั้งโรงเก็บรถถัง โรงเก็บเครื่องบิน โรงเรียน มหาวิทยาลัย อาคารสำนักงาน ทุกสิ่งที่เคยเตือนให้เธอนึกถึงเหล่าเพื่อนๆ พี่น้อง และแม่ผู้ล่วงลับ แม้ความทรงจำเหล่านั้นจะเจ็บปวด แต่มันก็มีค่ายิ่งนักสำหรับเธอ มันเป็นทุกสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นเผ่าพันธุ์ของเธอ เป็นตัวเธอ.....

 

            หากตอนนี้มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว.....

            และมันไม่มีวันหวนคืนกลับมาอีกต่อไปแล้ว.....

 

            ตานีสาวผมหางม้าลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว แลปทอปบนตักร่วงลงพื้นดังกึ้ง แต่เธอไม่สนใจ ไม่ใช่เพราะแลปทอปของเธอแข็งแกร่งพอจะรับแรงกระแทกได้ แต่เพราะเธอไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว เด็กสาวเดินช้าๆเหมือนผีดิบไปยังรถดับเพลิง และก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ จิตใต้สำนึกของเธอก็ส่งให้ชกเปรี้ยงจนตัวถังเหล็กกล้ายุบลงไปเป็นหลุม ก่อนที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้แข็งแกร่งจะทรุดตัวลงปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ยิ่งกว่าที่กล้วยร้องไห้กับอกเธอเมื่อครู่.....

 

            เบื้องหลังเธอ น้ำว้ากอดน้องสาวฝาแฝดของเธอเอาไว้แน่น มือโอบใบหน้าที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตาของตานีน้อยผมเปียแนบกับไหล่ น้ำใสไหลเป็นสายจากดวงตาทั้งสองผ่านแก้มหยดลงสู่พื้นคอนกรีตที่เต็มไปด้วยโฟมสีขาวอย่างเงียบๆ.....

 

            ห่างออกไปอีก เสียงร่ำไห้ของราชินีตานีดังแว่วอยู่ในสายลมเย็นเยียบ.....

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เมื่อเครื่องบินบิน อากาศใต้ปีกจะมีความหนาแน่นน้อยกว่าเหนือปีก อากาศที่ความหนาแน่นมากจึงพยายามไปอยู่ในที่ที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า (นึกภาพลูกโป่งที่มีอากาศอัดรวมกันอยู่ พอเปิดปากมันก็แย่งกันหนีออกไปอยู่ในที่ที่อึดอัดน้อยกว่า) ซึ่งในกรณีของปีกมันจะหนีไปทางปลายปีก ก่อให้เกิดลมวนปลายปีก (Wingtip Vortice) ซึ่งถ้ามีเมฆ ควันหรือหมอกก็จะมาสารถเห็นเป็นรูปเกลียวได้

 

**การสตาร์ตเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดใหญ่ของเครื่องบินจะไม่ใช้มอเตอร์สตาร์ตหมุนเหมือนรถยนต์ แต่จะใช้ลมร้อนจากเครื่องยนต์ขนาดเล็กอีกตัวที่ฝังอยู่แถวหาง (ตานีเรียกว่าเครื่องหลัง แต่ภาษาการบินทั่วไปเรียกว่าหน่วยกำลังสนับสนุน หรือ Auxiliary Power Unit หรือ APU) ลมร้อนนี้จะไปหมุนกังหันของเครื่อง ซึ่งก็ต่อเป็นแกนเดียวกับชุดอัดอากาศข้างห้า เมื่อกังหันหมุนเร็วเข้า เครื่องอัดอากาศก็อัดอากาศส่งมาเรื่อยๆกลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ และเมื่ออากาศที่อัดมามีอุณหภูมิสูงพอ เชื้อเพลิงก็จะถูกฉีดเข้าไป และเครื่องยนต์ก็จะติด

 

***เวลาเครื่องบินเทคออฟ นักบินจะขานความเร็วสำคัญๆสามอย่าง ได้แก่ความเร็วตัดสินใจ (V1) ความเร็วยกหัว หรือความเร็วที่เครื่องสามารถเงยหัวขึ้นได้ (Vr หรือ Vrotation) และความเร็วยกตัว หรือความเร็วที่เครื่องสามารถไต่ระดับได้อย่างปลอดภัย (V2)

 

ความเร็วตัดสินใจ คือความเร็วสูงสุดที่ถ้าเครื่องบินเกิดขัดข้องอะไรขึ้นมา เช่นเครื่องยนต์เกิดระเบิดไปข้างหนึ่ง เครื่องจะสามารถยกเลิกการเทคออฟและเบรกได้โดยไม่เลยรันเวย์ที่เหลือ ถ้าเกินความเร็วนี้นักบินจะต้องเทคออฟแล้วค่อยบินวนมาลง ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงหลุดรันเวย์ไปไถหญ้าหรือหาน้ำกินเอาข้างหน้าได้ เช่นในกรณีของคองคอร์ด (Air France Flight 4590) ถังน้ำมันรั่วและมีไฟไหม้เครื่องยนต์ แต่ ณ ตอนนั้นความเร็วของเครื่องเลย V1 ไปแล้ว จึงต้องเทคออฟต่อ และตกในที่สุด

 

ความเร็วทั้งหมดนี้ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นกับทั้งสภาพอากาศ น้ำหนักของเครื่องบิน ปีกเสริมแรงยกกางแค่ไหน สภาพรันเวย์ และอื่นๆอีก ซึ่งต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งก่อนที่เครื่องจะบินขึ้น

 

****เมื่อความเร็วถึงแปดสิบนอต นักบินจะขาน “แปดสิบนอต” และนักบินอีกคนจะขานรับว่า “เช็ก” เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรวัดความเร็วของนักบินทั้งสองตรงกัน ถ้าไม่ตรง ต้องยกเลิกการเทคออฟแล้วกลับไปเช็ก เพราะมาตรวัดความเร็วที่ผิดพลาดนั้นอันตรายมาก และยังอาจบอกว่าระบบที่เกี่ยวข้อง (เช่นมาตรวัดความสูง มาตรวดอัตราการไต่ระดับ) มีปัญหาอีกด้วย

 

*****การร่วงหล่น (Stall) หมายถึงสภาวะที่อากาศไม่สามารถพยุงเครื่องบินเอาไว้ได้อีกแล้ว เกิดได้ในหลายกรณี แต่ส่วนมากจะเกิดที่ความเร็วต่ำ อากาศมีความเร็วไม่พอจะเกาะปีก ทำให้ปีกสูญเสียแรงยกอย่างที่กล้วยเจอนั่นแหละครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #119 รักต์ศรา (จากตอนที่ 85)
    วันที่ 11 มกราคม 2560 / 22:29
    โหดร้ายกับเหล่าตานีเกินไปแล้วหนอคน... 
    #119
    1
    • #119-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 85)
      14 มกราคม 2560 / 20:18
      กับปีศาจที่คิดจะครอบงำ คิดจะสังหารมนุษย์ ขนาดนี้ยังอาจจะน้อยไปเลย จริงๆมีคนเรียกร้องให้เอาเครื่องบินทิ้งระเบิดเมืองตานีหรือยิงจรวดถล่มให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ
      #119-1
  2. #110 ** ฟูฟ่อง ** (จากตอนที่ 85)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 10:57
    ตอนนี้อ่านแล้วน้ำตาซึมเลย
    #110
    0