ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 84 : รอยร้าวที่แบ่งแยกสองเผ่าพันธุ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “ท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกสภารัฐเวียงตานผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ตอนนี้สถานการณ์ได้มาถึงจุดที่ทั้งผมและพวกท่านไม่อยากให้เกิดแล้ว”

 

            เหนือโต๊ะประจำตำแหน่งประธานรัฐที่ชั้นเกือบบนสุดของห้องโถงทรงกลมขนาดใหญ่มหึมา ประจิม บัญชรศิลป์ในชุดสูทเต็มยศยืนตระหง่าน ทุกคำที่ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบหนักอึ้งด้วยความเคร่งเครียดและวิตก ดวงตาเรียวกวาดมองไปทั่วห้องประชุมใหญ่แห่งสภารัฐเวียงตาน ขณะสายตานับร้อยคู่จากกว่าสองร้อยที่นั่งจับจ้องกลับมายังร่างสูงใหญ่ของประธานรัฐผู้นี้ ทุกหูเงี่ยรอฟังสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไป สิ่งที่ทำให้เขาขอเรียกประชุมสภานัดฉุกเฉินกลางดึกครั้งนี้.....

 

            “เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชน และความมั่นคงของรัฐเวียงตานอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน ผมจึงเสนอกฎหมายมาตรการป้องกันรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้ ซึ่งจะให้อำนาจกองทัพทั้งสามเหล่าทัพในการจัดการกำจัดตานีในทุกวิถีทาง และผมในฐานะประธานรัฐ จะเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในการปฏิบัติการกำจัดตานีครั้งนี้ หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภาในคืนนี้ ผมจะสั่งการให้กองทัพเข้าโจมตีเมืองตานีทันที”

 

            เสียงของนักการเมืองวัยกลางคนไม่ได้ทรงพลัง ดึงดูดใจ หรือมีน้ำเสียงน่าฟังอะไรเป็นพิเศษเลย แต่ทันทีที่ขาดคำ เสียงปรบมือกลับดังสนั่นห้องประชุมจากทุกทิศทุกทาง สมาชิกสภาหลายคนถึงกับยืนขึ้นปรบมือเพื่อแสดงความเห็นด้วยและชื่นชมอย่างสูงสุด ประจิมกวาดตามองทั่วห้องประชุมอีกครั้ง ไม่มีอารมณ์ใดแสดงอยู่บนใบหน้าเคร่งขรึมราวกับเขาไม่ยินดียินร้ายกับเสียงปรบมือนี้เลยสักนิด แม้มันจะแทบยืนยันได้แล้วว่ากฎหมายที่เขาเสนอคงผ่านสภาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

            แต่เมื่อเสียงปรบมือเงียบลง เสียงสัญญาณสั้นๆอันบอกว่ามีผู้ประท้วงก็ดังขึ้น มันดังมาจากทางที่นั่งของพรรคฮักเวียงตานซึ่งเพิ่งจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจนร่วงลงมาเป็นพรรคฝ่ายค้านหมาดๆ และไมโครโฟนเพียงตัวเดียวที่มีไฟติดก็เป็นของวิดทะวัด เหล่าจินดาพอน อดีตประธานรัฐผู้ถูกประจิมช่วงชิงตำแหน่งไปนั่นเอง

 

            “คุณวิดทะวัดมีอะไรจะพูดหรือครับ”

            ประธานสภาใส่แว่นผมหงอกบนที่นั่งสูงสุดในห้องประชุมถาม อดีตประธานรัฐร่างกำยำลุกขึ้นทันที ดวงตาใต้คิ้วหนาจ้องเขม็งตรงไปยังฝ่ายตรงข้ามฉายแววแข็งกร้าว

 

            “ท่านประธานที่เคารพ กระผมวิดทะวัด เหล่าจินดาพอน สมาชิกสภารัฐเวียงตานแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดตานนะคอน พรรคฮักเวียงตาน” เสียงที่เคยนุ่มนวลอุ่นใจชาวตานนะคอน บัดนี้เต็มไปด้วยความอัดอั้น “ผมคิดว่าการกำจัดตานีอย่างไม่เลือกหน้าเป็นการไม่ยุติธรรม”

 

            ตรงกันข้ามกับประจิมอย่างสิ้นเชิง ทันทีที่ชายวัยกลางคนร่างกำยำพูดจบ เสียงโห่ก็อื้ออึงราวกับเขาเป็นนักฟุตบอลที่เพิ่งจะชู้ตเข้าประตูตัวเองไปเต็มข้อ มันดังประสานกับเสียงด่าทอหยาบคายจนประธานสภาต้องทุบค้อนเปรี้ยงก่อนจะบอกให้วิดทะวัดพูดต่อ

 

            “ขอบคุณครับท่านประธาน” นักการเมืองร่างใหญ่เม้มปากอันแห้งผาก กลืนน้ำลายเหนียวลงคอก่อนจะพูดต่อ “เราไม่รู้ว่าตานีคนไหนเป็นคนทำเรื่องเหล่านี้ การไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตานีก็เปรียบเสมือนการฆ่าล้างครอบครัวของนักโทษ ไม่มีประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้ครับ การจะจับกุม ควบคุมตัวหรือนำมาสอบสวนเป็นสิ่งที่กระทำได้ และเมื่อรู้ตัวคนที่ทำแล้ว จะสังหารจะกำจัดอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ทำได้เช่นกัน แต่การไปกำจัดโดยไม่เลือกหน้า ไม่สนใจว่าผู้ที่ถูกกำจัดทำผิดจริงหรือเปล่า ผมไม่คิดว่าเป็นความยุติธรรมครับ”

 

            “ก็เอ็งมันไม่มีน้ำยาจัดการตานีตั้งแต่แรก มันเลยบานปลายมาแบบนี้ไง !

            “ถ้ารักตานีนักก็ไม่ต้องมาเป็นมนุษย์ ไปตายซะไป !

            “เข้าข้างฆาตกร เอ็งก็เป็นพวกเดียวกับฆาตกรนั่นแหละ !

            “สร้างภาพเป็นคนดี จะเล่นการเมืองเอาคะแนนเสียงจากพวกทรยศต่อมนุษย์ก็บอกมาเหอะ !

 

            เสียงด่าทอดังขรมจนประธานสภาหัวหงอกต้องเคาะค้อนดังๆอีกสามครั้ง แต่ประจิมเพียงยกมือขึ้นห้าม ทุกคนก็เงียบเสียงลงทันใด

 

            “จริงสินะ ผมเองก็หุนหันพลันแล่นเกินไปหน่อย” ชายร่างสูงพูดช้าๆ “ถ้าอย่างนั้น ในตอนแรกผมจะนำกำลังทหารเข้าประชิดเขตเมืองตานี และประกาศให้ตานีออกมามอบตัวก่อน ถ้าถึงเส้นตายแล้วตานียังไม่ออกมา หรือเกิดเหตุอะไรขึ้น ผมก็ขอสงวนสิทธิ์ในการโจมตีทันที และถ้าเกิดการสูญเสียชีวิตของทหารหรือตำรวจขึ้นมา ผมก็ขอให้คุณช่วยรับผิดชอบด้วยในฐานะที่คุณเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ตกลงไหม”

 

            ทุกสายตาในห้องหันกลับไปมองวิดทะวัดอีกครั้ง อดีตประธานเมืองขบกรามกรอด แต่เขาก็ตระหนักว่าไม่มีทางสู้อีกฝ่ายที่มีเสียงส่วนมากของทั้งสมาชิกสภาและชาวเมืองหนุนหลังอยู่ได้ ในที่สุด เขาก็ลุกขึ้น และพูดเพียงคำเดียวก่อนจะนั่งลงอีกครั้ง

 

            “ขอบคุณครับ”

 

            “เอาล่ะ มีท่านไหนจะประท้วงอีกไหมครับ ถ้าไม่มีจะขอให้ลงคะแนนเสียงนะครับ”

            ไม่มีเสียงตอบรับต่อคำถามของประธานสภาชรา ฝ่ายที่หนุนหลังประจิมไม่มีใครคัดค้าน ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน ด้วยรู้ว่าคัดค้านไปก็เปล่าประโยชน์.....

 

            และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ กฎหมายมาตรการป้องกันผ่านสภารัฐด้วยคะแนนเสียงล้นหลามถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดต่อสิบสอง แม้แต่สมาชิกพรรคฮักเวียงตานของวิดทะวัดหลายคนก็ยังลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับร่างกฎหมายของประจิม ไม่มีใครต้องการอยู่ใต้ความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ได้เวลาจบเรื่องนี้กันเสียที

 

            ได้เวลาที่เผ่าพันธุ์อำมหิตนี้จะต้องชดใช้กันเสียที

 

            เหนือขึ้นไปบนเพดานของห้องประชุม ไม่มีใครเห็นร่างเลือนรางของหญิงสาวผู้มีใบหน้าสะสวยเหมือนนางแบบที่หายตัวไปอย่างเงียบๆเลยสักคนเดียว.....

 

 

            “เข้ามาอีก เข้ามาอีก อีกเป็นวาเลย !

            จ้าดพยายามตะเบ็งจนคอแหบคอแห้งสู้กับเครื่องยนต์ดีเซลสี่ร้อยแรงม้าของรถพ่วงบรรทุกต้นกล้วยที่ดังก้องระวางสินค้ากว้างใหญ่มหึมาของเครื่องบินขนส่งลำยักษ์ รถพ่วงยาวเกือบยี่สิบเมตรที่มีต้นกล้วยต้นยักษ์สองต้นอยู่ในกรงโครงเหล็กบนหลังค่อยๆกระดืบถอยหลังเข้ามาทีละนิด ก่อนจะเบรกจนหน้ากระดกเมื่อเด็กหนุ่มหน้าดุโบกแท่งไฟเป็นสัญญาณให้พอ

 

            ตานีสาวผมหางม้าบิดกุญแจดับเครื่อง ขณะตานีสาวหน้าจืด ตานีน้อยทั้งสอง สมิงสาวแห่งป่าแสนคำและหลานชายหมอผีใหญ่หยิบเชือกเส้นใหญ่ปีนขึ้นไปคล้องกับก้านสีเขียวใบตองอ่อนของต้นกล้วยแต่ละต้นเพื่อเตรียมยกออก ห่างออกไปเบื้องหลังบนลานจอดเครื่องบิน ต้นกล้วยอีกสองต้นบนรถบรรทุกแบบเดียวกันกำลังรอการขนย้ายขึ้นเครื่องเช่นเดียวกับเพื่อนๆของมัน

 

            “กล้วย ไหวหรือเปล่า นอนบ้างก็ได้นะ” หลานชายหมอผีใหญ่มองเพื่อนสาวในชุดเสื้อแขนยาวขายาวแบบช่างเทคนิคสีเขียวใบตองที่กำลังผูกเชือกเสริมใยเหล็กให้เป็นเงื่อนคล้องก้านใบกล้วยไว้ “สองวันนี้กล้วยนอนไปแค่สองชั่วโมงเองนะ เดี๋ยวร่างกายก็ไม่ไหวเอาหรอก”

            “บ่ต้องห่วงข้าเจ้าหรอกจ้าด หมู่เฮาตานีบ่ต้องนอนติดๆกันสามสี่วันยังไหวเลย” ราชินีตานีตอบ แต่แววอ่อนล้าเจือชัดอยู่ในน้ำเสียงของเธอ “ห่วงตัวเองเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนอยู่แล้ว ถ้านายง่วงก็ไปนอนก็ได้เน่อข้าเจ้าบ่ว่าอะหยังหรอก”

            “ทุกคนช่วยกันอยู่ตรงนี้ จะให้เราไปนอนได้ไงล่ะ”

            “จ้าด ผูกเสร็จละยัง เดี๋ยวออกไปช่วยข้าข้างนอกแป๊บนึงสิ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมส่งเสียงมาจากบนพื้นห้องระวางสินค้า

            “แป๊บนึง เสียบตัวล็อกก่อน” เด็กหนุ่มคล้องตัวล็อกเข้ากับเชือก รูดและดึงมันจนแน่ใจว่าแน่นหนาดี ก่อนจะค่อยๆไต่ลงจากโครงเหล็กและวิ่งไปหาเพื่อนสาวที่ยืนรออยู่หน้าทางลาดท้ายเครื่อง “โอเคไป”

 

            แต่ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ก้าวขา เสียงโครมหนักๆ ก็ดังก้องระวางสินค้า กล้าย หมิง น้ำว้าและจ้าดรีบวิ่งไปทางต้นเสียง แล้วหัวใจของสองตานี หนึ่งสมิงและหนึ่งมนุษย์ก็ร่วงวูบไปอยู่แถวๆฝ่าเท้าเมื่อเห็นราชินีตานีนอนกองอยู่กับพื้นข้างรถถัง หน้าผากใต้เรือนผมสีดำประกายเขียวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตทั้งที่อุณหภูมิติดลบ อกแบนสะท้อนขึ้นลงถี่รัวตามแรงหอบราวกับเพิ่งวิ่งหนีปอบไห้ทั้งฝูงมา

 

            “กล้วย เป็นอะหยัง !?

            สี่ตนหนึ่งคนปราดเข้าหาเด็กสาวหน้าจืดทันที น้ำว้าเขย่าตัวรุ่นพี่สาวจนหัวสั่นหัวคลอน แต่ไร้สัญญาณตอบรับ ดูเหมือนกล้วยจะหมดสติไปเสียแล้ว

 

            “เปิ้นตกจากนั่งร้านก่อนี่”

            “บ่เน่อเจ้า เมื่อกี้เอื้อยกล้วยลงมาที่พื้นแล้ว” ตานีสาวผมเปียละล่ำละลักตอบ

            “จะอั้นก็ดีไป แต่ยะหยังถึงบ่ฟื้นล่ะ”

 

            เห็นท่าไม่ดี หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ตัดสินใจโทรจิตเรียกอดีตพันเอกสาว วินาทีต่อมา อากาศก็ที่เย็นเยียบจนบาดผิวอยู่แล้วก็ลดอุณหภูมิลงอีกเกือบสี่องศาเมื่อสายปรากฏตัวขึ้นข้างตัวเธอ หญิงสาวคุกเข่าลง มือคลำที่คอของตานีสาว ใบหน้าหวานของวิญญาณสาวฉายแววไม่สู้ดีนัก

 

            “พลังงานวิญญาณลดต่ำเกินไป” น้ำเสียงของสายฟังดูวิตกอย่างมาก เธอหันไปสั่งหลานชายหมอผีใหญ่ “จ้าด พาท่านกล้วยกลับไปโรงเก็บเครื่องบิน หื้อเปิ้นนอน ต้องหื้อนอนเน่อ อย่างน้อยสักสามชั่วโมง เฝ้าไว้เลย ถ้าเปิ้นได้สติแล้วลุกขึ้นมายะอะหยังก็ต้องบังคับเปิ้นนอน บ่อั้นอาจจะร้ายแรงกว่านี้ก็ได้”

            “อะ.... คะ.... ครับ” จ้าดดูงงๆกับหน้าที่ที่ได้รับ แต่ตานีสาวผมหางม้าค้านทันที

            “ยะหยังถึงหื้อจ้าดไปล่ะเจ้าอุ๊ยสาย ข้าไปเองดีกว่า”

            “บ่ได้” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบเสียงเฉียบขาด ท่านกล้ายต้องอยู่ที่นี่ บ่อั้นจะบ่มีผู้ได๋คอยคุมการโหลดแล้วก็ถอดระบบรถถัง”

            “น้ำว้าน้ำไทก็ได้นี่เจ้า”

            “ก็บ่ได้ เปิ้นยังเด็กเกินไป” สายปฏิเสธทันควันอีกเช่นเคย แต่คราวนี้ถามกลับ “ยะหยังถึงจะบ่หื้อจ้าดไปล่ะ มีเหตุผลอะหยัง”

            “ข้าย่านเปิ้นจะยะอะหยังกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าอ้อมแอ้มตอบ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองเด็กหนุ่มหน้าดุอย่างไม่ไว้ใจ “ยิ่งกล้วยเปิ้นอ่อนแอจะอี้ด้วย แล้วน้าเดือนเปิ้นก็ไปสอดแนมการประชุมอยู่ด้วย อยู่กันลำพังอันตรายมากเน่อ”

 

            “โอ๊ย บ่ต้องเป็นห่วงหรอก อย่างจ้าดเนี่ยเน่อจะยะอะหยังได้ หื้อเกียรติเปิ้นมากเกินไปแล้ว”

            คำตอบของหญิงชราในร่างหญิงสาวยิงตรงเข้ากลางแสกหน้าหลานชายหมอผีใหญ่จนแทบจะหงายเงิบเอาหัวไปฟาดเกราะปฏิกิริยาของรถถังจนหมดสติไปอีกคน

 

            “ขอบคุณมากครับอุ๊ยสาย !

            “เอ้าๆ รีบไป เอารถดันเครื่องบินคันนั้นไปก็ได้”

            “ครับ”

 

            จ้าดพยายามห้ามเลือดร้อนๆไม่ให้ฉีดพุ่งขึ้นมาบนใบหน้าเมื่อเขาคุกเข่าลงช้อนตัวเพื่อนสาวขึ้นอุ้ม เด็กหนุ่มขยับแขนให้หัวของเพื่อนสาวเข้ามาแนบอก ใบหน้าของราชินีตานียังคงซีดขาวราวหิมะที่ปกคลุมอยู่ด้านนอก ตัวของเธอก็เย็นเฉียบไร้ความอบอุ่นอย่างที่เขาเคยรู้สึกตอนอยู่ใกล้เธอ หลานชายหมอผีใหญ่ไม่แน่ใจว่าน้ำหนักเกี่ยวอะไรกับพลังงานวิญญาณหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆตอนนี้ตัวของเด็กสาวหน้าจืดเบาหวิวจนเด็กหนุ่มกังวล ทั้งที่ทำตัวเข้มแข็งมาตลอดจนถึงเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว แต่ยามนี้ตานีสาวในอ้อมกอดของเขากลับช่างดูเปราะบางเหลือเกิน.....

 

            แข็งใจไว้นะกล้วย เราจะดูแลกล้วยเอง

 

 

            ทั้งที่ย่างเข้ากลางเดือนพฤศจิกายนที่ควรจะหนาวจับใจ แต่สายลมร้อนอ้าวกลับพัดกรรโชก ท้องฟ้ายามเช้าที่ควรจะเป็นสีทองอร่ามหรือไม่ก็น้ำเงินสดใสเมื่อดวงอาทิตย์ค่อยๆโผล่พ้นเหลี่ยมเขาตานปันน้ำตะวันออก บัดนี้กลับเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิงร้อนแรง เด็กสาวหน้าจืดยืนอยู่กลางทุ่งหิมะรกร้างของเขตเมืองตานี ห่างออกไปเพียงไม่ถึงร้อยเมตรเบื้องหน้าเธอ ทหารนับร้อยๆ หรืออาจจะเป็นพันนายยืนจังก้า ไรเฟิลจู่โจมประจำกายเล็งตรงมายังเธอ รถถังนับสิบคันคุมเชิงอยู่เบื้องหลังพวกเขา ราวกับพวกเธอเป็นอาชญากรสงครามตัวฉกาจที่สังหารผู้บริสุทธิ์มาแล้วนับล้านคน

 

            “ตานีทุกตน ทิ้งอาวุธแล้วเดินออกมาข้างหน้า เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพวกเราจะยิง นี่เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย !

            เสียงประกาศถูกขยายผ่านลำโพง มันดังก้องไปทุกทิศทุกทาง ก่อนจะถูกความเงียบของทุ่งร้างและเสียงหวีดหวิวของลมกลืนหายไป

 

            “ยะหยังต้องยะกันแบบนี้ !?” ตานีสาวตะโกน น้ำใสไหลพรากจากดวงตาเมื่อหัวใจในอกแบนเจ็บปวดราวกับถูกคีมเหล็กบีบจนแทบระเบิดออกเป็นชิ้นๆ “ข้าเจ้ายะอะหยังหื้อหมู่ท่านก๋า ถึงต้องยะกันจะอี้ !?

            “นับถึงสาม ถ้ายังไม่ทิ้งอาวุธจะยิง !

            “อย่ายิง !

 

            กล้วยหันขวับเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู แล้วก็ต้องใจหายวาบเมื่อพบว่าเหล่าสหายร่วมรบของเธอทุกตนรวมทั้งอีกหนึ่งคนต่างยืนอยู่เคียงข้างเธอ อาวุธทุกชิ้นถูกทิ้งลงไปกองอยู่กับพื้นหญ้าที่ปลิวไสวตามสายลมแรง ขณะมือทุกคู่ชูขึ้นสูงในอากาศเป็นสัญญาณว่ายอมแพ้ ใบหน้าของทั้งตานี สมิง วิญญาณและมนุษย์ฉายแววเจ็บปวดอย่างที่สุดที่ต้องมายอมแพ้อย่างไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว.....

 

            “หนึ่ง !

            เสียงนับทำให้ราชินีตานีสะดุ้งสุดตัว สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องหลุดมือร่วงลงทับเท้าดังตุ้บ แต่เด็กสาวไม่กล้ายกเท้าขึ้นหรือแม้แต่จะร้องด้วยความเจ็บปวด เวลานี้การขยับเขยื้อนที่ผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความตายและการสิ้นอายุของพวกเธอทุกตน สิ่งเดียวที่เธอทำได้ในยามนี้คือการค่อยๆยกมือขึ้นช้าๆ ในท่ายอมแพ้เหมือนกับเหล่าสหายร่วมรบทุกๆตน.....

 

            แต่ทหารคนนั้นก็ยังคงนับต่อไป

 

            “สอง !

            “เดี๋ยว หมู่เฮาก็ทิ้งอาวุธแล้วจะได !

 

            แต่เสียงของเธอก็เหมือนจะถูกกลืนหายไปในเสียงลม ทหารทุกนายไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินเสียงของเธอด้วยซ้ำ ไม่มีแม้แต่ความลังเลเมื่อตัวเลขสุดท้ายถูกเปล่งออกจากปากและขยายผ่านลำโพง

 

            “สาม ! ยิงได้ !

            “ทุกตนหมอบลง !

 

            ช้าเกินไปแล้ว ในชั่วพริบตา กระสุนนับหมื่นนัดจากทั้งไรเฟิลจู่โจมและปืนกลของรถถังก็ปลิวว่อนในอากาศ พวกมันปลิวผ่านเธอไปราวกับเธอเป็นอากาศธาตุ แต่กลับฉีกกระชากทั้งร่างสสารและร่างพลังงานของทุกตนและทุกคนที่เธอรักไม่ต่างจากตุ๊กตาผ้าที่ถูกทึ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุดของน้ำว้าน้ำไทกรีดแทงผ่านแก้วหู บาดลึกลงไปในหัวใจของเธอราวกับมีดคมกริบ ขณะแกนวิญญาณของพวกเธอแตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนจะสลายหายไปกับอากาศธาตุ......

 

 

            “อย่า..........!

            ดวงตาสีดำประกายเขียวลืมโพลงเมื่อตานีสาวหน้าจืดลุกพรวดขึ้นนั่งเหมือนผีดิบเพิ่งนึกได้ว่ามีนัดตอนหัวค่ำ เด็กสาวเหลียวซ้ายแลขวาอย่างงุนงง เธอไม่ได้ยินประจันหน้ากับกองกำลังป้องกันตนเองเวียงตานอีกต่อไปแล้ว หากนั่งอยู่บนโซฟายาวหน้าโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นที่คุ้นตา ต้องใช้เวลาอึดใจใหญ่กว่ากล้วยจะตระหนักว่าส่งที่เธอเห็นเมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน แต่มันเป็นความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน.....

 

            “กล้วย อย่าเพิ่งลุกขึ้นมาสิ !

            เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังโซฟา ก่อนที่มือหนึ่งจะกึ่งประคองกึ่งกดไหลเธอกลับลงไปบนโซฟาอีกครั้ง ตานีสาวเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็เห็นหลานชายหมอผีใหญ่กำลังจ้องเธอกลับมาด้วยสีหน้าเป็นห่วงแกมเป็นกังวล เบื้องหลังเขา ขันใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มีผ้าขนหนูสีขาวแช่อยู่ในนั้น เด็กสาวห้าจืดเพิ่งจะรู้สึกตัวตอนนั้นเองว่าบนหน้าผากของเธอก็มีอะไรที่ให้สัมผัสเหมือนผ้าขนหนูแปะอยู่เช่นกัน

 

            “จ้าด..... นี่มัน..... เกิดอะหยังขึ้น.....” กล้วยถามตะกุกตะกักอย่างงุนงง “ยะหยังข้าเจ้ามาอยู่ที่นี่.... แล้วจนอื่นๆล่ะ กล้าย น้ำว้า น้ำไท หมิง.....”

            “กล้วยวูบไปเพราะพลังงานวิญญาณลดต่ำกว่าขีดอันตราย” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเน้นเสียง ดวงตาดุฉายแววตำหนิอยู่น้อยๆ ก่อนที่จะละไปจากใบหน้าของเธอเมื่อเด็กหนุ่มหันไปบิดผ้าขนหนูในขันก่อนจะเอามาเปลี่ยนกับผ้าบนหน้าผากของเธอ “นอนซะ อุ๊ยสายบอกว่าอย่างน้อยสามชั่วโมง”

            “บ่ได้ !” ตานีสาวหน้าจืดพยายามลุกขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่เหมือนผีดิบตื่นสายแล้ว แต่ออกแนวเหมือนคนป่วยใกล้ตายกระเสือกกระสนยันตัวขึ้นดูหน้าญาติเป็นครั้งสุดท้ายมากกว่า “สถานการณ์จะอี้จะหื้อข้าเจ้านอนอยู่ได้จะได ทุกตนกำลังยะการอยู่ แล้วหมู่เฮาก็ต้องรีบด้วย !

            “ก็บอกให้นอน” จ้าดกดเพื่อนสาวกลับลงไปบนโซฟาอีกครั้ง “อุ๊ยสายก็กำชับเรามาด้วยว่าให้เฝ้ากล้วยให้นอน ไม่งั้นจะยิ่งแย่ลงไปอีก ถ้ากล้วยเป็นอะไรไปมันจะยิ่งลำบากเอานะ”

            “อะ.... อืม.... ก็ได้....” ราชินีตานียอมเมื่อเห็นท่าทีจริงจังของอีกฝ่าย “แต่สามชั่วโมงแล้วปลุกข้าเจ้าด้วยเน่อ ต้องปลุกเน่อ”

            “เออได้ๆ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบอย่างขอไปที “ตอนนี้นอนไปก่อนเหอะ หลับตาด้วย หลับตา !

 

            กล้วยยังดูอิดออด แต่เมื่อโดนเพื่อนหนุ่มจ้องด้วยสายตาเอาเรื่องกว่าปกติ เธอก็ยอมหลับตาลงและพลิกตัวนอนตะแคง หลานชายหมอผีใหญ่รอดูลมหายใจของเพื่อนสาวจนแน่ใจว่าเธอหลับแน่ๆ แล้วก็กลับไปนั่งประจำที่ที่โต๊ะกินข้าวหน้าแลปทอปซึ่งเปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณค้างไว้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรผิดปกตินอกจากกลุ่มมนุษย์กลุ่มใหญ่บริเวณอาคารสภารัฐเวียงตานเท่านั้น คงมีเวลาพอให้กล้วยนอนสามชั่วโมงได้อย่างสบายใจ.....

 

            แต่เงียบไปได้เพียงไม่ถึงสิบนาที หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องหันขวับไปทางโซฟาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะเบาๆเป็นจังหวะ แล้วเด็กหนุ่มก็แทบจะเอาหัวโขกโต๊ะด้วยความขัดใจระคนขบขันเสียตรงนั้นเมื่อเห็นกล้วยกำลังคุ้ยเขี่ยแทบเล็ตของเธออย่างขะมักเขม้น

 

            “ก็บอกว่าให้นอนไง !” จ้าดก้าวฉับๆไปคว้าแทบเล็ตออกจากมือตานีสาว ทำเอาอีกฝ่ายอ้าปากค้าง

            “เอามา !” เด็กสาวหน้าจืดพยายามเอื้อมมือไขว่คว้าเหมือนทารกเห็นโมบาย แต่หลานชายหมอผีใหญ่เอามันไปวางไว้บนโต๊ะกินข้าวเสียแล้ว ตานีสาวยันตัวลุกขึ้นก่อนจะโวยตามหลังเพื่อนหนุ่มไป “จ้าด เอาคืนมา ข้าเจ้ากำลังวางแผนเส้นทางการบินอยู่เน่อ !

            “มาวางแผนอะไรกันตอนนี้ ก็บอกว่าให้นอน ทำไมถึงดื้อแบบนี้นะ” หลานชายหมอผีใหญ่เกาหัวแกรกๆอย่างขัดใจ แต่ลึกๆก็อดขำท่าทางเหมือนเด็กโดนแย่งขนมของเพื่อนสาวไม่ได้ “นอนได้แล้ว ตื่นมาค่อยทำก็ได้ สามชั่วโมงนี้ยังไม่มีอะไรหรอกน่า ถึงมียังไงเรานั่งเฝ้าโปรแกรมสแกนวิญญาณอยู่”

            “แผนการบินมันบ่ได้ยะกันสิบนาทีสิบห้านาทีเน่อจ้าด” กล้วยสวนกลับ “มันต้องวางกันเป็นชั่วโมง ถ้าเกิดอะหยังฉุกเฉินขึ้นมาจะยะจะได”

            “ก็บอกแล้วว่ายังไม่มีอะไรหรอกน่า ถ้ามีขึ้นมาจริงๆอุ๊ยสายกับกล้ายก็ช่วยกันตัดสินใจได้ สองคนนั้นยิ่งเก่งเรื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่แล้วด้วย ที่สำคัญตอนนี้คือกล้วยต้องนอน เข้าใจมั้ย”

            เด็กสาวหน้าจืดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะต่อรอง “อย่างน้อย.... ขอข้าเจ้านอนที่โต๊ะได้ก่อ อย่างน้อยข้าเจ้าก็อยากจะอยู่หื้อใกล้สถานการณ์หื้อมากที่สุด”

            “ทำแบบนั้นไปก็ไม่ได้อะไรหรอกน่า ไปนอนให้มันสบายๆดีกว่า”

            “บ่เอา” ตานีสาวยืนยัน ดวงตาสีดำประกายเขียวมองเพื่อนหนุ่มอย่างขอร้อง “อย่างน้อยที่สุดข้าเจ้าขอเรื่องนี้เถอะ”

            “เอ้า ก็ได้”

 

            ตานีสาวคว้าหมอนก่อนจะลุกเดินสะโหลสะเหลมานั่งข้างตัวเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะฟุบโครมลงกับโต๊ะ หลานชายหมอผีใหญ่ชำเลืองมองเพื่อนสาวที่ตะแคงหน้ามาทางเขาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปจ้องหน้าจอโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณต่อ แม้จะอยากมองตานีสาวให้นานกว่านี้ แต่จ้าดก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาทำแบบนั้น

 

            “หมู่เฮาไปยะอะหยังหื้อหมู่เปิ้นเจ็บช้ำน้ำใจก๋า หมู่เปิ้นถึงได้ยะกับหมู่เฮาจะอี้.....”

            “กล้วย ก็บอกให้นอน.....”

            เงียบไปอีกเพียงไม่ถึงห้านาที เสียงอู้อี้ของกล้วยก็ดังขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มหน้าดุหันขวับหมายจะโวยเพื่อนสาว แต่แล้วเสียงของเขาก็ขาดหายไปในลำคอเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหลับอยู่ แต่คงไม่ใช่การหลับที่มีความสุขนัก ดูจากเหงื่อที่ผุดพราวบนหน้าผากใต้เรือนผมแสกข้างและคิ้วบางที่ขมวดจนแทบจะผูกกันเป็นเงื่อนบ่วงสายธนู ใบหน้าจืดบิดเบี้ยวราวกับกำลังระทมทุกข์แสนสาหัส และถ้าตาของหลานชายหมอผีใหญ่ไม่ฝาด เขาก็เห็นน้ำใสรื้นอยู่ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทนั้น

 

            “ยะหยัง ตอบข้าเจ้าทีเถอะ.....” แม้ตาจะหลับ เด็กสาวหน้าจืดก็ยังคงพึมพำต่อไป ด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยและหนักอึ้ง “ข้าเจ้าฮู้ว่ายะอะหยังบ่ได้ แต่อย่างน้อยช่วยตอบข้าเจ้าที ตอบทีว่าหมู่เฮายะอะหยังผิด หมู่เฮาจะได้บ่ยะอีก หมู่เฮาจะได้บ่ต้องเจอเรื่องแบบนี้อีก.....”

            “กล้วยไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก” จ้าดยื่นมือไปลูบเรือนผมสีดำประกายเขียวของตานีสาวอย่างอ่อนโยน เด็กหนุ่มรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่รู้สึกตัว แต่เขาก็หวังว่ามันจะช่วยส่งผ่านคำปลอบโยนของเขาไปได้บ้าง “กล้ายก็ด้วย น้ำว้าน้ำไท หมิง อุ๊ยสาย ไม่มีใครทำอะไรผิดเลย มันก็แค่คนคนเดียวที่จ้องจะทำร้ายพวกเราเพื่อความสะใจของเขาเองเท่านั้น เป็นความผิดของมันคนเดียว เพราะงั้นอย่าโทษตัวเองเลยนะกล้วย”

 

            ไม่มีคำตอบจากราชินีตานี น้ำใสที่เอ่อท้นในดวงตา บัดนี้หลั่งไหลพรั่งพรูจากตาซ้ายลงสู่ใต้ตาขวาตามแนวแรงโน้มถ่วงของโลกก่อนจะหยดลงบนพื้นโต๊ะไม้จนเป็นแอ่งใหญ่ในเวลาไม่นาน แต่แววเจ็บปวดรวดร้าวบนใบหน้าของเธอกลับคลายลง พร้อมๆกับลมหายใจที่เริ่มเบาและสม่ำเสมอขึ้น บ่งบอกว่ามันคงจะเป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจและคำขอบคุณมากกว่าจะเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ คำปลอบโยนของหลานชายหมอผีใหญ่คงจะส่งไปถึงเธอแล้ว.....

 

            จ้าดลูบผมเพื่อนสาวอย่างเบามืออีกครั้ง ก่อนจะเบือนสายตากลับมายังหน้าจอ แต่ใจยังจดจ่ออยู่กับเด็กสาวหน้าจืดข้างตัว จะพอมีทางไหนไหมหนอ ที่เขาพอจะหยุดเสียงร่ำไห้ของราชินีตานีได้.....

 

 

            “เฮ้อ เหนื่อย”

            กว่าเหล่าพนักงานขนถ่ายสินค้าจะกลับขึ้นมาพัก เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบตีสี่แล้ว หนึ่งตานีสาวและสองตานีน้อยตรงไปทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน ชุดช่างเทคนิคเปรอะไปด้วยคราบน้ำมันเครื่องและของเหลวไฮดรอลิกจากทั้งรถถัง ปืนใหญ่ กระสุนและเครื่องบิน สายเองก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันนัก ส่วนหมิงผู้รั้งท้ายกลุ่มดูจะแย่ที่สุด เด็กสาวหน้าเสือผู้ต้องใช้พลังสมองมากกว่าที่สมิงทั่วไปพึงใช้เกือบสี่เท่าแทบสลบพาดอยู่กับลูกบิดประตู ร้อนถึงกล้วยผู้ยามนี้ได้นอนไปเกือบสี่ชั่วโมง และเดือนผู้กลับมาจากสภารัฐแล้วต้องเข้ามาพยุงไปโยนไว้ที่โซฟาเดี่ยวอีกตัวที่เหลือกันวุ่นวาย

 

            “มีอะหยังผิดปกติก่อจ้าด” วิญญาณสาวหน้าหวานถามขึ้นทันทีที่นั่งลงกับเก้าอี้ตรงข้ามหลานชายหมอผีใหญ่

            “ยังไม่มีครับ” จ้าดตอบก่อนจะถามกลับ “แล้วขนของยังเหลืออะไรบ้างครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนกับน้ำว้าน้ำไทลงไปช่วยขน”

            “เหลือต้นกล้วยของกล้ายต้นเดียวที่ยังเอาลงบ่เสร็จ กับกระสุนแล้วก็จรวดนำวิถีทั้งหลายเท่านั้นแหละ นอกนั้นก็บ่น่าจะเหลืออะหยังแล้ว”

            “ขอโทษนะครับ ไม่ได้ช่วยขนเลย....” เด็กหนุ่มหน้าดุก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างรู้สึกผิด

            “บ่ต้องขอสุมาหรอก งานจ้าดยากกว่าขนของเยอะ....” สายตอบยิ้มๆ ดวงตาสีดำที่ส่องประกายสีแดงชำเลืองมองอดีตลูกศิษย์สาวหน้าจืดเล็กน้อย แต่ดูเหือนอีกฝ่ายจะรู้ตัว

            “อะหยังก๊ะเจ้าอุ๊ยสาย นินทาข้าเจ้าก๋า”

            “เอ้า ก็บังคับกล้วยหื้อนอนยากกว่าขนของแต๊ๆนี่” อดีตพันเอกสาวหัวเราะ พาให้ตนอื่นๆที่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้างในห้องนั่งเล่นหัวเราะไปด้วย ขณะผู้ถูกล้อหน้าง้ำเป็นจวักโดนงอ

            “ก็สถานการณ์จะอี้จะหื้อข้าเจ้านอนอยู่ตนเดียวได้จะไดล่ะเจ้า” กล้วยแก้เก้อ ใบหน้าจืดดูมีสีสันขึ้นมาบ้างด้วยสีชมพูจางๆบนแก้ม “ดูสิ ทุกตนเหนื่อยกันจะอี้”

            “ท่านกล้วยนั่นแหละเหนื่อยที่สุดแล้ว แล้วก็อย่างว่า ถ้าท่านกล้วยเป็นอะหยังไปจะลำบากที่สุด” เสียงของหญิงสาวหน้าหวานเป็นงานเป็นการขึ้นบ้าง ก่อนจะกลับไปสบายๆแกมเหนื่อยอ่อนตามเดิมเมื่อเธอถอนหายใจก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “เฮ้อ แต่ตอนนี้หิวจัง เดือนช่วยยะหม่าม้ามาหื้อข้าเจ้าสักชามได้ก่อ”

            “เดี๋ยวข้าเจ้ายะเองก็ได้เจ้า” วิญญาณสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ยังไม่ทันตอบ ตานีสาวหน้าจืดก็เสนอตัว “เอื้อยเดือนเพิ่งปิ๊กมาจากสภารัฐคงเหนื่อย”

            “บ่ต้อง !” สายห้ามเสยงหลง “อุ๊ยเหนื่อยอุ๊ยอยากกินของลำๆ อร่อยๆ ยังบ่อยากกินบ่ลงตอนนี้”

            “อู้จะอี้หมายความว่าจะไดเจ้าอุ๊ยสาย ขนาดหม่าม้ายังบ่ไว้ใจข้าเจ้าเลยก๋า !?

            “ก็บ่ไว้ใจน่ะสิ แค่ตอกไข่ท่านกล้วยยังยะหื้อเละได้ นับประสาอะหยังกับหม่าม้าล่ะ”

            “อุ๊ยสาย..........!?

 

            ข้อพิพาทเรื่องใครจะเป็นคนทำหม่าม้าจบลงอย่างสันติเมื่อเดือนเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่โดยลุกไปทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อดังตัดหน้ากล้วยที่กำลังทั้งหงุดหงิดทั้งอายจนหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูเสียอย่างนั้น และเมื่อมีของร้อนๆควันฉุยแถมหอมกลิ่นเครื่องปรุงรสจัดจ้านมาวางอยู่ตรงหน้า ทุกตนก็ดูจะมีพลังกลับขึ้นมาบ้าง เกือบสิบนาทีที่ทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงซู้ดเส้นหม่าม้าโดยไม่มีใครพูดอะไรกัน แต่ความสุขแห่งการซดอาหารไส้แห้งก็มีอันต้องสะดุดหยุดลงเมื่อแลปทอปทุกเครื่องบนโต๊ะที่เปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณอยู่ส่งเสียงเตือนออกมาพร้อมๆกัน

 

            “โอ๊ย อะหยังอีกล่ะ”

            กล้ายดูจะโมโหเป็นพิเศษ เพราะเธอได้หม่าม้าหลังเพื่อนและเพิ่งจะซดไปได้เพียงครึ่งชาม เด็กสาวผมหางม้าเพิ่งจะปิดเสียงเตือนหลักของโรงเก็บเครื่องบินไปตั้งแต่เมื่อวานด้วยกำลังของทั้งตำรวจและทหารที่รักษาความปลอดภัยอยู่รอบสวนกล้วยทำให้มันดังตลอดเวลาจนไม่เป็นอันทำอะไร เด็กสาวผมหางม้าลุกพรวดก่อนจะก้าวฉับๆไปนั่งลงหน้าแลปทอปของเธอโดยไม่ลืมฉวยถ้วยหม่าม้าไปด้วย แต่ทันทีที่สัญญาณภาบนจอถูกส่งผ่านจอประสาทตาไปยังสมอง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ทิ้งตะเกียบร่วงลงชามจนน้ำซุปกระเด็นไปทั่ว

 

            “อะหยังกล้าย เกิดอะหยังขึ้น”

            กล้วยเห็นความผิดปกติก็เดินไปดูแลปทอปของเธอบ้าง แล้วขากรรไกรของราชินีตานีก็มีอันต้องร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงเหมือนตะเกียบของเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์เมื่อเห็นสัญญาณพลังงานวิญญาณของมนุษย์จำนวนมากกำลังมุ่งข้ามสวนกล้วยตรงเข้ามาหาพวกเธอด้วยความเร็วเกือบสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรมากกว่านั้น สัญญาณเหล่านั้นก็หยุดห่างจากโรงเก็บเครื่องบินเกือบหนึ่งกิโลเมตร ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังแว่วข้ามทุ่งร้างมาเบาๆ กล้ายกดเปิดระบบไมโครโฟนด้านนอกโรงเก็บเครื่องบิน แล้วบรรยากาศเครียดเขม็งก็แผ่เข้าปกคลุมทุกตนและอีกหนึ่งคนในโรงเก็บเครื่องบินเมื่อได้ยินเนื้อหาของเสียงนั้น

 

            “ตานีและผู้สมรู้ร่วมคิดทุกคน เรารู้ว่าคุณอยู่ข้างหน้าเรา เราให้โอกาสสุดท้ายกับคุณ ออกมามอบตัวซะ คุณจะได้รับการตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมว่าผิดจริงหรือไม่ผิด แต่ถ้าไม่ออกมา เราจะถือว่าพวกคุณทุกคนมีส่วนร่วมในการสังหารผู้ผลิตสารคดีตานี นายตำรวจ และประชาชนผู้บริสุทธิ์กว่าห้าร้อยชีวิต และจะโจมตีพวกคุณทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้นด้วยทั้งทัพบก ทัพเรือและทัพอากาศ พวกคุณมีเวลาสามสิบนาทีนับจากประกาศครั้งนี้จบลง จงฟังอีกครั้ง....”

 

            “เฮ้ย เข้ามาได้ไง แล้วซากปรักหักพังล่ะ !?” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วอย่างงุนงง

            “คงใช้เรดาร์หรืออะหยังช่วยนั่นแหละ เรื่องจะอี้บ่ยากถ้าบ่รีบเข้า”

            “ยิงเปิ้นทิ้งเลยดีกว่า” กล้ายทำท่าจะขยับมือไปกดเปิดระบบปืนกลรักษาความปลอดภัยของสวนกล้วย แต่ราชินีตานียั้งมือเธอเอาไว้ทัน

            “บ่ได้ ดูจำนวนหมู่เปิ้นสิ เยอะจะอั้นบ่ไหวหรอก และต่อหื้อหมู่เฮากวาดได้หมดแต๊ๆ ทัพเรือกับทัพอากาศได้ถล่มหมู่เฮาเละกว่าเดิมแน่” กล้วยเตือนเพื่อนสาวก่อนจะลุกขึ้น “ข้าเจ้าจะไปเจรจากับเปิ้น”

            “ออกไปหื้อเปิ้นยิงตายก๋า” วิญญาณสาวหน้าหวานถามเฉียบขาด “คึดก๋าว่าเปิ้นจะยอมเจรจาด้วย”

            “แต่ต้นกล้วยของกล้ายยังบ่ได้เอาลงเลยบ่แม่นก๋า แล้วกว่าจะดึงต้นกล้วยขึ้นมาจนยึดกับเครื่องได้ก็ตั้งชั่วโมงกว่า แค่ครึ่งชั่วโมงบ่มีทางทันแน่” กล้วยสวนกลับ “ถ้าไปเจรจา อย่างน้อยก็อาจจะช่วยซื้อเวลาได้สักหน่อย แล้วอีกอย่าง ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมา หมู่เฮาก็ยังบ่เคยเจรจาหรือแก้ต่างอะหยังด้วยตัวหมู่เฮาเองเลยด้วยเน่อเจ้า”

            “อุ๊ยบ่คึดว่าออกไปเจรจาจะซื้อเวลาได้มากจะอั้นหรอกเน่อ” อดีตพันเอกสาวตอบเสียงเย็น “ท่านกล้วยจะเจรจากับเปิ้นว่าจะได”

            “ข้าเจ้าจะบอกว่าหมู่เฮาบ่ผิด และถ้าหมู่เปิ้นบ่เชื่อ ก็จะบอกว่าหมู่เฮากำลังจะไปอยู่แล้ว จะบ่อยู่รบกวนจิตใจหมู่เปิ้นอีกแล้ว แค่ขอเวลาอีกสักสองสามชั่วโมง”

            “นั่นจะได” สายจ้องมองลูกศิษย์สาวด้วยแววตากึ่งตำหนิกึ่งกังวล “คึดว่าหมู่เปิ้นจะเชื่อก๋า แล้วคิดว่าถ้าหมู่เปิ้นบ่เชื่อ หมู่เปิ้นจะปล่อยหื้อหมู่เฮาไปง่ายๆก๋า เป้าหมายของหมู่เปิ้นคือทำลายหมู่เฮาเน่อ บ่แม่นขับไล่หรือบ่อยากหื้อหมู่เฮาอยู่ คึดหื้อยาวๆหน่อยสิท่านกล้วย !

            “มันก็แม่นเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดชะงักไปเล็กน้อย แต่เธอก็ยังเถียงต่อ “แต่จะไดก็ต้องลองเน่อเจ้า ถ้าบ่ยะอะหยังเลย หมู่เฮาจะบ่รอดกันหมดเน่อ ต่อหื้อบ่ล็อกต้นกล้วย แค่เอารถพ่วงออกก็ปาเข้าไปสิบกว่านาทีแล้ว ยังบ่นับเติมน้ำมันเครื่องบินแล้วก็กว่าจะบินขึ้นอีก”

            “.....ก็แต๊เน่อ” คราวนี้อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าแสนคำเป็นฝ่ายชะงักไปบ้าง เธอนิ่งเงียบอยู่อึดใจหนึ่งขณะประเมินสถานการณ์ในหัว ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด “แต่ถ้าจะอั้น อุ๊ยจะไปเอง”

            “อุ๊ยสายบ่แม่นตานี หมู่เปิ้นคงบ่ยอมหรอกเจ้า”

            “จะอั้น อุ๊ยจะไปด้วย” วิญญาณสาวหน้าหวานเน้นเสียงที่พยางค์หลัง “อุ๊ยน่าจะเจรจาได้ดีกว่า ส่วนท่านกล้วยไปยืนยันว่าราชินีตานีมาเอง”

            “เอาจะอั้นก็ได้เจ้า” กล้วยพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้น

            “เดี๋ยวกล้วย ข้าไปด้วย” ตานีสาวผมหางม้าทำท่าจะลุกตามไป แต่สายยกมือขึ้นห้ามเอาไว้อีกแล้ว

            “ยะหยังอีกล่ะเจ้าอุ๊ยสาย”

            “เหตุผลเดิม หมู่เฮาต้องการท่านกล้ายไว้ควบคุมการโหลดของและเติมน้ำมัน แล้วท่านกล้ายก็ใจร้อนด้วย หื้อไปเจรจาด้วยเดี๋ยวจะเสียการเอา”

            “แต่อุ๊ยสายกับกล้วยไปกันสองตน ถ้าหมู่เปิ้นยะอะหยังขึ้นมาแต๊ๆจะรับมือบ่ไหวเน่อเจ้า”

            “แล้วคึดว่าท่านกล้ายไปด้วยอีกตนเดียวจะรับมือไหวขึ้นมาก๋า ทหารมาทั้งกองพันจะอั้น” สายตอบกลับเรียบๆ

            “....อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าสองคนแหละเจ้า”

            “และที่สำคัญ” วิญญาณสาวหน้าหวานเน้นเสียง “ถ้าเกิดท่านกล้วยเป็นอะหยังไป ท่านกล้ายในฐานะอันดับสองของเผ่าพันธุ์ตานีตอนนี้ต้องขึ้นเป็นราชินีต่อ เพราะจะอั้นอุ๊ยยอมหื้อท่านกล้ายออกไปเสี่ยงบ่ได้”

            “แล้วถ้าจะอั้นยะหยังอุ๊ยสายหื้อกล้วยออกไปเสี่ยงล่ะเจ้า”

            “อุ๊ยก็บ่อยากหื้อท่านกล้วยไปหรอก” พันเอกสาวถอนหายใจเฮือก “แต่ก็อย่างที่ท่านกล้วยว่า สิ่งที่เป็นจุดประสงค์ของเปิ้นคือตานี ถ้าบ่เอาตานีออกไปเจรจาเปิ้นก็คงบ่ยอม และตานีที่เหมาะสมที่สุดที่จะไปก็มีแค่ท่านกล้วยตนเดียว”

            “แต่.....” กล้ายอ้าปากจะเถียง แต่เธอก็ตัดสินใจยอม “ก็ได้เจ้า ถ้าจะอั้นเดี๋ยวหมู่เฮาทางนี้จะรีบขนของไปพลางๆละกัน ได้ผลจะไดรีบโทรจิตบอกเลยเน่ออุ๊ยสาย”

            “ระวังตัวด้วยนะครับ”

            “บ่ต้องบอกอุ๊ยก็ฮู้....”

 

            สายตอบเบาๆ ก่อนที่เธอและลูกศิษย์สาวหน้าจืดจะลุกจากโต๊ะ อดีตพันเอกสาวเหลียวหลังมามองสมาชิกกองกำลังผสมตานีแวบหนึ่งราวจะสั่งลา หากการเจรจาครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ พวกเธอก็เหมือนเดินเข้าหาปากกระบอกปืนดีๆนี่เอง หวังว่าพวกเธอคงได้มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้งโดยสวัสดิภาพนะ.....

 

 

            ท้องฟ้ายามเช้ามืดค่อยๆเปลี่ยนจากสีดำสนิทกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม แต่มันก็ถูกบดบังด้วยท่านหมอกและน้ำค้างจนแทบมิด ขณะลมหนาวกรรโชกเข้าใส่กองทหารและตำรวจอย่างไม่หยุดหย่อนจนตัวสั่นเป็นลูกนกไปตามๆกันแม้จะห่อหุ้มกายด้วยเสื้อกันหนาวตัวหนา มือแข็งค้างอยู่ในท่าจับปืน ทุกสายตาจ้องมองตรงไปยังทิศทางที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นของตานี ทุกปลายประสาทเครียดเขม็ง ไม่มีใครรู้ว่าตานีจะตอบโต้อย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าในถิ่นของตานีนี้มีอะไรซ่อนอยู่อีก หรือหากจะพูดให้ถูก ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาจะต้องเจอกับอะไร

 

            ทันใด ทหารทุกนายในเขตเมืองตานีก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังแหวกความเงียบมาจากเบื้องหน้า เหล่าทหารและตำรวจที่ยืนนิ่งกันมาเกือบครึ่งชั่วโมงกระชับปืนในมือมั่นตั้งท่าเตรียมจะยิง แต่ก่อนที่จะได้รับคำสั่ง รถบรรทุกคันใหญ่หน้าตาประหลาดก็ปรากฏตัวออกมาจากม่านหมอกสีขาว มันค่อยๆแล่นช้าๆ ราวกับกลัวว่าเหล่ามนุษย์เบื้องหน้าจะตกใจ ก่อนจะหยุดห่างจากกำลังทหารราวห้าสิบเมตร ประตูทั้งสองข้างของห้องโดยสารเปิดออก ก่อนที่ร่างสองร่างในชุดกันหนาวหนาสีขาวจะกระโดดลงมา ใบหน้าของทั้งสองถูกปกปิดเอาไว้ด้วยผ้าพันคอและหมวก แขนทั้งสองข้างชูขึ้นเหนือหัวบอกท่าทีว่าไม่ต้องการต่อสู้

 

            “อย่ายิง หมู่เฮาบ่มีอาวุธมา !

            “แกเป็นใคร แสดงตัวมา !” จ่าผมเกรียนประจำรถขยายเสียงพูดกรอกไมโครโฟน

            “ข้าเจ้าคือราชินีตานี”

 

            เสียงฮือฮาอื้ออึงในหมู่ฝูงชนทันทีเมื่อร่างหนึ่งประกาศก้องพร้อมกับดึงหมวกและผ้าพันคอออก เผยให้เห็นใบหน้าจืดเหมือนเต้าหู้ทอดไม่ใส่น้ำจิ้ม ดวงตาสีดำประกายเขียวจ้องตรงไปยังเหล่าทหารและตำรวจที่ต่างก็เล็งปืนตรงมายังเธอ แม้มันจะไม่ได้แข็งกร้าว ติดจะเศร้าสร้อยเสียด้วยซ้ำ แต่มันกลับมีพลังอย่างน่าประหลาดจนทำให้ทหารบางนายก้าวถอยหลังได้อย่างลืมตัว พลังที่บอกว่าอย่ายุ่งกับบุคคลคนนี้.....

 

            “และข้าคือสายคำ สะหวันพา อดีตพันเอกแห่งกองกำลังป้องกันตนเองเวียงตาน ผู้ให้การสนับสนุนตานี !

            เสียงประกาศและใบหน้าของอีกร่างก็เรียกเสียงฮือฮาได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่มาจากเหล่าทหารบกทั้งหลาย พวกเขาจำชื่อของนายทหารหญิงผู้คิดค้นอาวุธ แผนการรบ และหนังสือเรียนหลายเล่มได้ดี บางคนโดยเฉพาะระดับผู้บังคับบัญชารู้จักกระทั่งใบหน้าแม้หญิงสาวผู้นี้จะจากไปหลายสิบปี ด้วยในห้องเกียรติยศของศูนย์บัญชาการก็ยังคงมีรูปเธอแขวนอยู่ แล้วทำไมนายทหารผู้มีสมองอันไม่เป็นสองรองใครผู้นี้ถึงได้มาเข้าข้างเผ่าพันธุ์ที่ทำร้ายมนุษย์เช่นนี้เล่า

 

            หรือว่าการตายเป็นผีจะทำให้เธอคั่งแค้นในเผ่าพันธุ์มนุษย์เสียแล้ว.....

 

            “ก้าวมาข้างหน้า ยกมือไว้เหนือหัวแบบนั้น” แม้จะยังตกตะลึง แต่จ่าก็ยังไม่ลืมหน้าที่ “สารวัตรทหารจะเข้าไปควบคุมตัวพวกคุณ อย่าคิดตุกติกเด็ดขาดถ้าไม่อยากโดนยิงพรุน เรามีกระสุนหัวทำลายวิญญาณพร้อม”

            “หมู่เฮาบ่ได้มามอบตัว แต่หมู่เฮามาขอทวงความยุติธรรมของหมู่เฮา” สายตอบเสียงเรียบ “หมู่เฮาปล่อยหื้อหมู่เจ้าใส่ร้ายมานานเกินพอแล้ว หมู่เฮาไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลยด้วยซ้ำ”

            “ตำรวจเปิดโอกาสให้พวกคุณมอบตัวตั้งนานแล้ว แต่พวกคุณไม่ไป แล้วยังหลบหนีการจับกุมของตำรวจจนตายไปหลายนาย มีภาพมีวิดีโอยืนยันพร้อม เท่านั้นยังไม่พอ ยังไปกราดยิงแล้วระเบิดตึกจนตำรวจตายไปอีกหลายร้อย ยังจะมาแก้ตัวอะไรได้อีก !?

            “แล้วการจับกุมของตำรวจมันถูกต้องตั้งแต่แรกก๋า” อดีตพันเอกสาวย้อนฝ่ายตรงข้ามที่ต่ำกว่าตัวเองเกือบสิบชั้นยศเสียงเย็น “ถ้ามันถูกต้องแต่แรก บ่ได้มีการใส่ความหรือความเกลียดชัง มีหรือหมู่เฮาจะบ่หื้อจับกุม แล้วยังมีเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังของประธานแล้วก็สภารัฐอีก อยากจะหื้อข้าเล่าหื้อฟังก่อล่ะ รับรองอึ้งกันทุกคน”

            “นั่นไม่ใช่เรื่องของพวกเรา และไม่ว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไง ถ้าคุณบริสุทธิ์จริง ใครก็ทำอะไรคุณไม่ได้ทั้งนั้น จะกลัวไปทำไม” จ่าสวนกลับ “เราให้โอกาสพวกคุณเป็นครั้งสุดท้าย มอบตัวซะ แล้วต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม”

            “ยะหยังหมู่เฮาจะบ่ฮู้ว่ามอบตัวไปแล้วจะเจออะหยัง หมู่เฮาฮู้มากกว่าที่หมู่เจ้าฮู้นัก” สายตอบเสียงห้วน “หมู่เจ้านั่นแหละ ตรรกะง่ายๆยังบ่ฮู้ ถ้าตานีต้องการจะฆ่ามนุษย์ ต้องการจะทำร้ายมนุษย์แต๊ๆ ยะหยังถึงบ่ยะก่อนหน้านี้ตอนที่มนุษย์มองบ่หันหมู่เปิ้น ยะหยังถึงเริ่มมายะตอนนี้”

            “เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะสนใจ มอบตัวซะ หรืออยากจะ.....”

 

            เสียงของจ่าประจำรถขยายเสียงขาดหายไปเมื่อวิทยุสื่อสารที่เอวของเขาดังขึ้น

 

            “นางอายหนึ่ง นางอายหนึ่ง บก.เรียก เปลี่ยน”

            ทหารหนุ่มผมเกรียนหยิบวิทยุจากเข็มขัดขึ้นมาพูดกรอดลงไป “นางอายหนึ่ง เปลี่ยน”

            “มีคำสั่งมาให้ยิงเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอมอบตัวแล้ว เปลี่ยน”

            “ขอยืนยันคำสั่ง มาจากใคร เปลี่ยน”

            “จากประธานรัฐโดยตรง เปลี่ยน”

            “ทราบแล้ว เปลี่ยน”

 

            “ตานีและผู้สนับสนุนทุกคน เลยเวลาเส้นตายแล้ว ทุกหน่วย เตรียมยิง !

            “เดี๋ยว นี่ยังบ่ถึงครึ่งชั่วโมงจากตอนที่คุณยื่นเส้นตายเลยเน่อ !

 

            กล้วยประท้วง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน ทหารทุกนายยกปืนขึ้นประทับบ่า นิ้วโป้งบิดคันบังคับการยิงไปยังตำแหน่งยิงเป็นชุด เตรียมรัวยิงเป้าหมายเบื้องหน้าให้พรุน....

 

            “ท่านกล้วย เคลื่อนที่ในพริบตาปิ๊กดีกว่าเร็ว !

            สายร้องบอกลูกศิษย์สาวเสียงเฉียบขาดก่อนจะเปลี่ยนตัวเองเป็นพลังงาน แต่ร่างของเธอกลับอยู่กับที่ ไขสันหลังของอดีตพันเอกสาวเย็นวาบไปถึงก้านสมอง อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาอีกแล้วหรือนี่

 

            “บ่ได้ ไปขึ้นรถเร็ว !” หญิงสาวหน้าหวานร้องบอกอีกครั้ง แต่ราชินีตานียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาเรียวที่ส่องประกายเขียวเต็มรื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความอัดอั้น

            “ยะหยังต้องยะกันแบบนี้ !?” ตานีสาวตะโกน น้ำใสไหลพรากจากดวงตาลงมาตามแก้มขาว ก่อนจะถูกสายลมแรงพัดปลิวหายไป เธอทันเห็นท้องฟ้ายามย่ำรุ่งที่กลายเป็นสีแดงฉาน เหมือนในฝันร้ายของเธอ.... “ข้าเจ้ายะอะหยังหื้อหมู่ท่านก๋า ถึงต้องยะกันจะอี้ !?

            “แถวหน้ายิงตามที่เห็นควร รถถังยิงกราดสนับสนุน ยิงได้ !

            “ท่านกล้วย !

 

            วิญญาณสาวหน้าหวานโถมตัวเข้าชนราชินีตานีจนกลิ้งหลุนๆไปกับพื้นหิมะได้ทันท่วงที เสี้ยววินาทีต่อมา กระสุนทั้งไรเฟิลจู่โจมและปืนกลนับสิบๆนัดก็พุ่งผ่านจุดที่เธอเคยยืนอยู่ แต่แม้จะล้มลงไปกับพื้นหิมะหนาก็ไม่ได้แปลว่าจะพ้นจากคมกระสุน พลปืนกลบนป้อมปืนของรถถังยังมองเห็นสองเผ่าพันธุ์วิญญาณสาวได้อย่างถนัดชัดเจน เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอดด้วยความเจ็บปวดเมื่อกระสุนหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณนัดหนึ่งทะลวงเข้าที่หลังทะลุออกชายโครงขวาของเธอไป ขณะสายก็โดนเข้าไปทั้งที่แขนและขา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองก็กระเสือกกระสนขึ้นรถบรรทุกจนได้

 

            สายโยนร่างที่หายใจรวยรินของลูกศิษย์สาวเอาไว้ที่เบาะข้างคนขับ กัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลที่แขนเปิดจุกขวดยาสมานแผลขึ้นจิบสองจิบก่อนจะยัดใส่ปากราชินีตานี บิดกุญแจสตาร์ตเครื่องได้เธอก็เหยียบคันเร่งจนจมมิดก่อนจะวาดพวงมาลัยเต็มรอบ เครื่องยนต์ดีเซลคำรามลั่นเมื่อรถพ่วงคันใหญ่ตีวงสะบัดท้ายกวาดหิมะพร้อมกับด้านหน้าของกองทหารไปหลายนายก่อนจะบึ่งกลับไปทางโรงเก็บเครื่องบิน

 

            ไปได้เพียงไม่กี่วินาที เสียงปืนใหญ่ก็ดังสนั่น ก่อนจะตามมาด้วยแรงกระแทก แล้วสายก็มีอันต้องกระเด็นไปอัดกับกระจกหน้าเมื่อรถพ่วงคันใหญ่พลิกคว่ำ หญิงสาวขบกรามกรอด เอาปืนรถถังยิงเลยหรือนี่ โชคดีที่สะเก็ดระเบิดไม่ทะลุเข้ามาถึงห้องโดยสาร

 

            แต่จะดีใจตอนนี้ก็ยังเร็วเกินไป ส่วนห้องโดยสารพังยับเยินด้วยแรงกระแทกกับซากอาคารที่เธอเซไปชน ประตูติดแหง็ก และพวกเธอก็ไม่มีอะไรที่พอจะทุบกระจกได้ นั่นหมายถึงถูกขังอยู่ในห้องโดยสารรอให้กองทหารตามมาจ่อยิงพวกเธอใกล้ๆหรือไม่ก็เสร็จกระสุนปืนใหญ่เท่านั้น วิญญาณสาวหน้าหวานพยายามใช้กำปั้นทุบกระจก แต่กระจกกันกระสุนก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ขณะเสียงปืนทั้งปืนกลและปืนใหญ่กระหน่ำยิงกันเป็นข้าวตอกแตก ถ้ากระสุนปืนใหญ่มาโดนอีกสักนัด พวกเธอได้จบเห่กันอยู่ตรงนี้แน่....

 

            แต่แม้จะยิงกันสนั่นราวกับอยู่ในสงคราม กลับไม่มีนัดใดกระเด็นมาโดนพวกเธอเลยสักนิด อย่างไรก็ตาม อยู่ที่นี่ต่อไปนานๆไม่ดีแน่ สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว ได้เวลาที่พวกเธอต้องไปแล้ว อย่างเร็วที่สุดด้วย

 

            สายลองเคลื่อนที่ในพริบตาอีกครั้ง คราวนี้ทำได้ เธอเคลื่อนที่กลับมาคว้าข้อมือเด็กสาวหน้าจืดที่ดูจะหมดสติไปแล้วเอาไว้ก่อนจะเคลื่อนที่กลับโรงเก็บเครื่องบิน ทิ้งเอาไว้เพียงซากรถที่พังยับเยินในกองหิมะเท่านั้น

 

 

            “ระวัง !

            จ่าร้องเสียงหลงเมื่อท้ายยาวเหยียดของรถพ่วงที่มีโครงเหล็กสูงลิบตั้งอยู่กวาดเข้าหาหมู่ปืนเล็กในบังคับบัญชาของเขา ไฟท้ายเฉียดหน้าหม้อรถขยายเสียงของเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตรก่อนที่รถพ่วงจะเร่งความเร็วออกไป แต่กองทัพต้นสังกัดของเขาก็ไม่ปล่อยให้มันหนีไปได้ง่ายๆ หูของจ่าหัวเกรียนแทบดับเมื่อปืนใหญ่ของรถถังคันที่อยู่ห่างจากเขาไปเพียงไม่ถึงสิบเมตรลั่นเปรี้ยง กระสุนหัวระเบิดแรงสูงปะทุตูมที่กลางตัวรถพอดี แรงระเบิดส่งมันให้หมุนคว้างก่อนจะพลิกคว่ำ เปิดโอกาสให้พวกเขาตามเผด็จศึกได้อย่างง่ายดาย

 

            “เดินหน้า ฆ่ามัน ไม่เห็นศพไม่ต้องกลับกองร้อย !

            เหล่าทหารและตำรวจ รวมทั้งรถถังนับสิบๆคันเดินหน้าหมายกราดยิงเผ่าพันธุ์วิญญาณสาวทั้งสอง แต่ก่อนที่จะเข้าถึงตัวรถ ทุกคนก็ต้องชะงักเมื่อความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง และเมื่อหันกลับไป ดวงตาของทหารตำรวจแต่ละนายก็เบิกกว้างจนแทบจะฉีกออกจากกันเมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ไกลๆเบื้องหน้า ร่างนั้นขาวซีด คอหักพับ ลิ้นจุกปาก ดวงตาเหลือกลานถลนออกมานอกเบ้าเห็นแต่ตาขาว แขนขาหักงอเป็นมุมประหลาดดูน่าขนลุก มันทำท่าเดินเข้าหาพวกเขาอย่างช้าๆ แต่กลับเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาอย่างฉับพลันเหมือนวาร์ป แต่ละก้าวก็กระอักลิ่มเลือดสีดำสนิทออกมาจากปากด้วย

 

            แต่ทหารราบยังน่าสงสารน้อยกว่าเหล่าพลขับรถถัง พวกเขาไม่มีทางหนีเลยเมื่อร่างนั้นปรากฏตัวขึ้นภายในรถถังอันคับแคบ ก่อนจะกระโจนเข้าหาเหมือนปอบไห้หิวตับไตไส้พุง.....

 

            “ว้าก...........................!

            เสียงกรีดร้องของชายชาติทหารดังโหวกเหวก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อเหล่าทหารสติแตกต่างกราดยิงไม่เลือกหน้าไปยังสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นร่างอสุรกาย แต่แท้ที่จริงกลับมีเพียงร่างของเพื่อนทหารและตำรวจเท่านั้น เสียงปืนดังระรัวราวกับสงครามกลางเมืองขณะทุกคนล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร หิมะของทุ่งร้างก็แดงฉานไปด้วยเลือดเสียแล้ว.....

 

            บนท้องฟ้า หญิงสาวผู้มีใบหน้าสะสวยเหมือนนางแบบค้อมหัวลงน้อยๆ ราวกับจะขอขมา ก่อนที่ร่างของเธอจะเลือนหายไปกับท้องฟ้าสีม่วงครามของยามเช้าตรู่.....

 

 

            “ขอบคุณมากเน่อเดือน ถ้าบ่ได้เดือนก็บ่ฮู้ว่าจะเป็นจะได”

            อดีตพันเอกสาวเอ่ยขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นบนลานจอดเครื่องบิน แผลของเธอหายดีแล้วจากฤทธิ์ยาสมานแผล แต่พลังงานวิญญาณยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่นัก กล้วยที่นั่งสะโหลสะเหลอยู่ข้างๆก็เช่นกัน แต่สภาพของราชินีตานีดูแย่กว่าเธอไม่น้อยด้วยสูญเสียพลังงานวิญญาณซึ่งเหลืออยู่น้อยอยู่แล้วไปกับบาดแผลถูกยิงอีก เหล่าสหายร่วมรบตนอื่นๆที่ต่างก็ขนของกันอยู่อย่างเร่งรีบจึงขอร้องแกมบังคับให้ทั้งสองนั่งพักกันเสียก่อน ขืนให้ช่วยขนของด้วยได้มีตกนั่งร้านหรือไม่ก็เครื่องบินกันแน่

 

            “ไม่เป็นไรค่ะ แต่ก็เกือบแย่เอาเหมือนกัน”

            ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าตอบเสียงเหนื่อยหอบ การหลอกหลอนคนเพียงกลุ่มเดียวเหมือนวันที่มีรายการล่าท้าผีไปบุกอพาร์ตเมนต์ของเธอก็เปลืองพลังงานมากแล้ว การหลอกคนนับพันๆคนพร้อมๆกันยิ่งเปลืองกว่าหลายเท่าจนพลังงานวิญญาณของหญิงสาวแทบหมดเกลี้ยง ขืนหลอกนานกว่านี้แม้สักนาทีเดียวเธออาจจะถึงขั้นแตกสลายไปเลยก็เป็นได้

 

            “เอื้อยเดือนก็พักหน่อยเถอะเจ้า” กล้ายส่งเสียงมาจากทางลาดโหลดสินค้าของเครื่องบิน เธอเพิ่งจะยึดต้นกล้วยต้นสุดท้ายให้เข้าที่ ตอนนี้ของจำเป็นทุกอย่างพร้อมสำหรับการออกเดินทางแล้ว ที่ยังไม่ได้เอาขึ้นเครื่องก็มีเพียงจรวดนำวิถีและกระสุนของรถถังที่ไม่เอาไปก็ได้เอาไปก็ดีเท่านั้น “ของจำเป็นขึ้นหมดแล้ว บ่น่าจะต้องรีบแล้วล่ะ”

            “อื้ม” ผีสาวคนสวยพยักหน้า เธอเองไม่ได้อยากพักนัก แต่คราวนี้ไม่ไหวจริงๆ “แต่ถ้าเกิดมีอะไรที่ต้องให้ช่วยก็บอกทันทีเลยนะ”

            “เจ้า”

 

            ท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ ขณะของที่เหลือบนลานจอดเครื่องบินก็น้อยลงเรื่อยๆ กล้ายกับหมิงขับรถสูบเอทานอลมาสูบของเหลวสีใสจากท่อที่วิ่งมาใต้ลานจอดเครื่องบินขึ้นไปยังถังบนปีก กล้วยและน้ำไทตรวจสอบระบบทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการอพยพ ขณะเหล่าสหายร่วมรบที่เหลือขนสัมภาระส่วนตัวที่ถูกแพ็กใส่กระเป๋าเดินทางและลังกระดาษนับสิบๆใบเอาไว้เรียบร้อยจากโรงเก็บเครื่องบินมาขึ้นเครื่อง หัวใจของทุกตนและอีกหนึ่งตนจมอยู่ในความหดหู่ แต่ในความหดหู่นั้นก็แฝงเอาไว้ด้วยความโล่งอก ในที่สุด พวกเขาจะได้ไปจากที่นี่แล้ว ไปจากเมืองที่ไม่ต้องการพวกเขา.....

 

            แต่เติมเชื้อเพลิงให้เครื่องบินลำที่สองจากสามลำไปได้เพียงครึ่งเดียว แลปทอปของกล้วยซึ่งยามนี้เปิดเอาไว้ช่วยเธอทำรายการตรวจสอบเครื่องบินอยู่บนโต๊ะเล็กๆของส่วนห้องโดยสารหลังห้องนักบินก็แผดเสียงร้องเตือนขึ้นมาอีกครั้ง เด็กสาวหน้าจืดลุกออกจากเก้าอี้นักบินไปดู และทันทีที่เห็นว่าอะไรคือสาเหตุของสัญญาณเตือนในครั้งนี้ เธอก็โทรจิตบอกเหล่าสหายร่วมรบด้วยเสียงเฉียบขาด

 

            ทุกตน ขึ้นเครื่อง ทหารบกเวียงตานทั้งกองพลมาเล่นหมู่เฮาแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 / 11:15
    ความกลัว ความเกลียดชัง อคติที่บังตาจนไม่ฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายจรงข้ามนี่ ทำให้คนเรา Genocide กันได้จริง ๆ...

    อยากดูว่าพวกตัวเอกเรื่องนี้จะแก้ปัญหายังไง เพราะสเกลพลังก็ไม่ได้เวอร์กว่ามนุษย์มากแบบเรื่องหนูฟ้าด้วย

    ว่าแต่กล้วยนี่ฝืนตัวเองเกินไปจริง ๆ ช่วงนี้้กระแส VRZO วงแตกแรง นึกถึงเป็นเสียงตามภาพนี้เลย ๕๕๕๕



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2559 / 11:16
    #98
    0