ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 83 : รอยร้าวที่ตัดขาดทางยกระดับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            เสียงคล้ายเครื่องดูดฝุ่นทำลายความเงียบสงบของยามเช้าตรู่

 

            มันค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงหวีดหวิวแหลมสูงเหมือนเสียงเปรตที่หวีดร้องด้วยความทรมานผ่านปากขนาดเท่ารูเข็ม แล้วเครื่องบินรบรูปร่างล้ำยุคสีดำสนิทก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดของโรงเก็บเครื่องบินหลังมหึมา สองที่นั่งในฝาครอบกระจกว่างเปล่า แต่มันกลับค่อยๆวิ่งไปยังปลายรันเวย์ราวกับมีผีสิง

 

            และแล้ว เมื่อเครื่องบินสีดำสนิทตั้งลำตรงรันเวย์ เสียงหวีดหวิวก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามครืนที่สั่นสะเทือนอากาศเย็นเยียบ เปลวเพลิงสีฟ้าพวยพุ่งจากท่อไอเสีย เปล่งแสงเรืองเป็นวงด้วยช็อกเวฟจากความเร็วเหนือเสียง* แล้วเครื่องบินลำใหญ่ก็ค่อยๆเร่งความเร็วขึ้น พุ่งทะยานขึ้นแทบจะเป็นแนวดิ่ง ก่อนจะลับหายไปในหมู่เมฆหิมะหนาทึบที่ปกคลุมจนมองไม่เห็นท้องฟ้า ทิ้งเมืองที่มันเคยปกป้องเอาไว้เบื้องหลัง

 

            อีกไม่ถึงชั่วโมง มันจะร่อนลงจอดยังบ้านใหม่ของมัน บ้านใหม่ที่ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า ปลอดภัยกว่า แต่ไม่มีใครอยากไป

 

            และไม่มีใครรู้ว่าจะต้องอยู่ที่นั่นอีกนานเพียงใด.....

 

 

            “จากเหตุการณ์วุ่นวายที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ สำนักงานตำรวจรัฐเวียงตานมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตานี และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตานีทุกคน มารายงานตัวกับตำรวจภายในวันนี้”

 

            เสียงที่แฝงแววน่าเกรงขามดังไปทั่วห้องนั่งเล่น ขณะชายวัยกลางคนร่างผอมสูงในจอโทรทัศน์กำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เครื่องแบบสูทสีกากี และดาวสามดวงประกอบใบกล้วยและดาบบนบ่าบอกให้รู้ว่าเขาดำรงตำแหน่งพลตำรวจเอก ซึ่งก็ตรงกับยศที่ปรากฏอยู่ในแถบด้านล่างของจอ หากแถบด้านล่างนั้นบอกด้วยว่าเขาคือผู้อยู่บนตำแหน่งสูงสุดขององค์กรพิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งรัฐเวียงตาน.....

 

            “ทั้งนี้ เรารับรองว่าจะไม่ทำร้าย จับกุมหรือกักขังใดๆกับตานีทั้งสิ้น การรายงานตัวครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับตานีและผู้ที่เกี่ยวข้อง และหากมารายงานตัวแล้วยังมีเหตุการณ์ลอบโจมตีแบบเมื่อคืนเกิดขึ้น เราก็จะสามารถรับรองความบริสุทธิ์ของตานีได้ว่าไม่ได้เป็นคนทำ ทั้งนี้สามารถรายงานตัวได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือจะมารายงานตัวที่สำนักงานตำรวจรัฐเวียงตานโดยตรงก็ได้ แต่ต้องภายในวันนี้ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะไม่สามารถรับรองความปลอดภัยของตานีและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้”

 

            “เฮอะ หมู่เฮากินข้าวเน่อ บ่ได้กินหญ้า ยังกะว่ารายงานตัวแล้วหมู่เฮาจะปลอดภัยขึ้นจะอั้นสิ แล้วถ้าเกิดไปรายงานตัวแล้วเหตุร้ายหายไป ก็โทษหมู่เฮาได้อีกสิว่าเป็นตัวการ”

            กล้ายแค่นหัวเราะ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวยังจับจ้องอยู่ที่กลางหน้าจอแลปทอปเบื้องหน้าที่แสดงมาตรวัดต่างๆ และภาพแบบวินาทีต่อวินาทีจากกล้องที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบินรบ ซึ่งบัดนี้อยู่ที่ระดับห้าหมื่นห้าพันฟุตเหนือน่านฟ้าทางทิศใต้ของเมืองตานนะคอน มือขวาจับจอยสติ๊กที่เชื่อมต่อกับระบบควบคุมเครื่องบินผ่านทางสัญญาณดาวเทียม แม้เครื่องจะบินด้วยระบบนักบินอัตโนมัติอยู่ก็ตาม

 

            “อย่าไปคึดมากเลยกล้าย อีกบ่กี่วันหมู่เฮาก็จะบ่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”

            น้ำเสียงหดหู่ดังมาจากกล้วยผู้นั่งอยู่ตรงข้ามเธอ เด็กสาวหน้าจืดเองก็ขะมักเขม้นอยู่กับหน้าจอแลปทอปเช่นเดียวกัน เครื่องของเธอบินขึ้นก่อนกล้าย ตานีสาวจึงต้องตั้งสมาธิกับการลดระดับและเตรียมนำเครื่องลงจอด โดยเฉพาะเมื่อต้องร่อนผ่านเทือกเขาอันไม่สูงนักแต่สลับซับซ้อนรอบฐานบินดอยสูง มิหนำซ้ำวันนี้เมฆยังค่อนข้างต่ำแถมลมก็ไม่ค่อยคงที่เสียด้วย สมาธิหลุดนิดเดียวแทนที่จะร่อนลงรันเวย์อาจไปเสยไหล่เขาเอาได้ง่ายๆ

 

            “กล้วย กล้าย ถ้าไม่ไหวสลับมาให้เราบ้างก็ได้นะ” หลานชายหมอผีใหญ่ที่นั่งอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์เอ่ยด้วยเสียงวิงวอน “ไม่ได้นอนมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วไม่ใช่เหรอ ไปนอนพักบ้างเถอะ อุ๊ยสายก็บอกว่าไม่ได้นอนนานๆ พลังงานวิญญาณจะเสียหายไม่ใช่เหรอ”

            “บ่เป็นอะหยัง เดี่ยวน้ำว้ากับน้ำไทก็มาเปลี่ยนอยู่แล้ว”

            “แต่เราอยากช่วยนะ” จ้าดยังยืนยัน “เรารู้สึกเหมือนเราไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตั้งแต่ที่มหาลัยแล้ว แล้วยังที่ถนนคนเดินเราก็ปกป้องทุกคนแบบหมิงไม่ได้ วันนี้ก็ได้แต่นั่งดูเฉยๆอีก เราไม่อยากเป็นตัวไร้ประโยชน์แบบนี้”

            “บ่ต้องคึดมากหรอกจ้าด ช่วยเท่าที่ช่วยได้ก็พอ” ราชินีตานีหันมายิ้มอย่างอ่อนล้าให้เพื่อนหนุ่ม “อีกอย่าง เมื่อวานนายก็ช่วยหมู่เฮาติดตั้งอุปกรณ์นี่ไปตั้งหลายเครื่องแล้วด้วยเน่อ”

            “แล้วนายก็บ่ฮู้ด้วยว่าฐานบินดอยสูงอยู่ที่ได๋ ถึงจะฮู้นายก็บินบ่ได้อยู่ดี”

            “ก็สอนซิ่”

            “เหนื่อยกว่าบินเองแน่ๆ ข้าพอเดาได้”

            “เอ้า ไหงงั้น เราก็บินเครื่องบินพอเป็นอยู่น่า....”

            “และถ้าจะพูดถึงคนที่ไม่ได้ทำอะไร พี่ก็ไม่ได้ทำอะไรเหมือนกันนะ” วิญญาณสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าท้วง เธอกึ่งเดินกึ่งลอยจากห้องครัวที่ทำความสะอาดและเตรียมแพ็กเสบียงที่เหลือเรียบร้อยมายืนอยู่ข้างหลานชายหมอผีใหญ่

            “น้าเดือนก็ยังช่วย....”

            “บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกน้า ให้เรียกพี่ !

            “อย่าแอ๊บเด็กแบบอุ๊ยสายเลยครับ ไม่เนียนหรอก” จ้าดถอนหายใจเฮือกอย่างเอือมๆ ทำเอาวิญญาณสาวคนสวยหน้าง้ำ “แต่น้าเดือนก็ช่วยตั้งเยอะแล้วด้วยการเอาข้อมูลลับมาบอก แล้วผมก็แน่ใจว่าต่อไปอุ๊ยสายก็คงให้น้าเดือนช่วยสืบข่าวอีก แต่ผมสิ ทำอะไรไม่ได้เลย....”

            “ปากหมาแบบนี้เป็นตัวไร้ประโยชน์ไปแหละดีแล้ว....” เดือนค้อน “มิน่าดาวถึงไม่เอา”

            “เอ้า ไหงมาตอกย้ำกันแบบนี้ล่ะครับ !?

            “โอ๊ย ถ้าอยากยะนักก็เอาไม้กวาดไม้ถูพื้นมายะความสะอาดห้องไป๊บ่าจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไล่ ความอ่อนล้าจากการอดนอนบวกกับความเครียดจากการควบคุมเครื่องบินทำให้อารมณ์ของเธอเพิ่มอุณหภูมิได้ง่ายกว่าปกติ “ยะอะหยังก็ได้ แต่อย่ามาบ่นจะอี้ รำคาญ”

            “เอาน่าๆกล้าย อย่าไปอู้กับเปิ้นจะอั้นเลย ข้าเจ้าพอเข้าใจความฮู้สึกเปิ้นอยู่” กล้วยปรามเพื่อนสาวก่อนจะหันไปหาเด็กหนุ่มหน้าดุ “จ้าด นายอยากหันฐานบินดอยสูงบ่แม่นก๋า มาดูเครื่องข้าเจ้าก็ได้ จะถึงแล้ว”

            “ไหนๆ”

 

            จ้าดลุกไปลากเก้าอี้มานั่งข้างเพื่อนสาวอย่างกระตือรือร้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นกล้วย แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาอยากเห็นที่ที่เขาจะต้องไปอยู่ในอีกไม่กี่วันนี้ ยิ่งเมื่อกล้วย กล้ายและสายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าธรรมชาติที่นั่นสวยราวกับสวรรค์บนดิน เขาก็ยิ่งอยากเห็น หลานชายหมอผีใหญ่พลาดโอกาสไปแล้วด้วยตื่นสาย กว่าเขาจะลงมายังห้องนั่งเล่นตอนแปดโมงเช้า สองตานีสาวก็บินจบไปสองรอบและเพิ่งจะเทคออฟรอบที่สามไป เด็กหนุ่มจึงต้องรอเกือบชั่วโมงกว่าเครื่องรอบนี้จะบินไปถึงอีกครั้ง

 

            มาตรวัดความสูงของเครื่องบินที่กล้วยบังคับอยู่ตอนนี้ลดลงมาที่หนึ่งหมื่นฟุตแล้ว เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วที่ลดจากมัคสอง**มาเป็นหกร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง เมฆสีขาวปูอยู่เป็นแพเบื้องล่าง มองดูนุ่มนิ่มและฟูฟ่องเหมือนปุยนุ่น แต่ยอดสีขาวสลับดำของเทือกเขาที่แทงทะลุขึ้นมาป็นจุดๆ ก็เตือนว่าใต้ปุยหนานุ่มนั้นไม่ได้นุ่มอย่างที่เห็น.....

 

            ภาพจากกล้องกลายเป็นสีขาวโพลนชั่วครู่เมื่อเครื่องบินรบฝ่าเมฆกลับลงไปเบื้องล่างหลังจากบินอยู่เบื้องบนมาไกลกว่าสามร้อยกิโลเมตร ก่อนที่ภูเขาสลับซับซ้อนที่เขียวชอุ่มไปด้วยป่าสนและป่าไผ่จะโผล่ออกมาจากม่านเมฆ เหนือขึ้นไปบนยอดเขา หิมะสีขาวปกคลุมหนา มองดูเหมือนน้ำแข็งไสกลิ่นครีมโซดาที่ราดด้วยนมข้น กล้วยกดปุ่มปลดระบบนักบินอัตโนมัติก่อนจะบังคับเครื่องให้เอียงตัวตีวงเลี้ยวขวาอ้อมยอดเขา และเมื่อเครื่องเอียงตัวกลับสู่ระดับปกติอีกครั้ง หลานชายหมอผีใหญ่ก็เห็นแสงไฟริบหรี่เรียงกันเป็นแถวยาวอยู่บนที่ราบระหว่างแนวเขาอันมืดครึ้มเบื้องหน้า มันคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากไฟรันเวย์.....

 

            และเมื่อเครื่องบินลดระดับลงอีก สนามบินขนาดยักษ์ก็โผล่ออกมาจากม่านหมอก กะประมาณด้วยสายตาแล้วก็ไม่น่าจะหนีท่าอากาศยานเวียงตาน ซึ่งก็ใหญ่ที่สุดในรัฐเวียงตานไปเท่าไหร่นัก โรงเก็บเครื่องบินขนาดมหึมาตั้งอยู่ข้างลานจอดเครื่องบินที่ยาวตลอดแนวรันเวย์ เมื่อเทียบขนาดกับเครื่องบินรบสี่ลำที่จอดอยู่แล้ว มันก็ใหญ่กว่าโรงซ่อมหลักของตานนะคอนที่เขาเคยไปดูมาเสียอีก ซึ่งนั่นแปลว่าใหญ่กว่าโรงเก็บเครื่องบินที่เขากำลังนั่งอยู่ตอนนี้ถึงสองเท่า หลานชายหมอผีใหญ่กลืนน้ำลายเอื๊อก หากประจิมรู้เรื่องที่นี่ล่ะก็ เขาคงสั่งทหารมาทำลายทันทีแน่ ปล่อยไว้แบบนี้เหมือนมีด หรืออาจจะถึงขั้นพร้าเล่มเขื่องที่จ่ออยู่คอหอยดีๆนี่เอง

 

            แต่เมื่อราชินีตานีพาเครื่องบินออกจากรันเวย์ไปจอดหน้าโรงเก็บเครื่องบินหลังนั้น จ้าดจึงได้เห็นว่ามันมืดมิดและว่างเปล่า ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีเครื่องยนต์ไอพ่นตั้งอยู่บนฐาน ไม่มีอะไหล่วางเรียงรายเหมือนโรงเก็บเครื่องบินที่เขานั่งอยู่ในยามนี้ ทุกอย่างดูเย็นเยียบไร้ชีวิต เครื่องบินทุกลำและตานีทุกตนคงจะถูกเรียกกลับมายังสวนกล้วยเพื่อรับมือกับผีร้าย และมันก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย.....

 

            “สุดยอด ซ่อนสนามบินใหญ่ขนาดนี้จากทั้งดาวเทียมทั้งแผนที่ทหารได้ไงเนี่ย” เสียงประทับใจระคนประหลาดใจของเดือนดึงหลานชายหมอผีใหญ่ขึ้นมาจากห้วงความคิด

            “ก็เหมือนที่นี่แหละเจ้า ใช้อุปกรณ์พรางตา” เด็กสาวหน้าจืดตอบ นิ้วรัวเคาะแป้นพิมพ์ป้อนคำสั่งปิดระบบต่างๆของเครื่องบิน ตัดการเชื่อมต่อมายังเครื่องบินอีกลำที่ยังอยู่ฝั่งนี้แทน ก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาว “ใกล้ถึงแล้วละยังกล้าย จะได้เรียกน้ำว้าน้ำไทมาเปลี่ยน”

            “ใกล้ละ อย่าเพิ่งกวนข้า”

 

            กล้วยแอบยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเพื่อนสาว แม้จะเรียนมาเพราะเป็นหลักสูตรพื้นฐานของตานีทุกตน และจะเคยบินเครื่องนี้มาแล้วเมื่อครั้งไปยิงจรวดระเบิดอุโมงค์ปิดทางผีร้าย แต่กล้ายก็ยังไม่ถนัดเรื่องบินอยู่ดี เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด มือขวาที่กุมจอยสติ๊กชุ่มเหงื่อขณะพยายามคุมเครื่องบินรบที่โยนตัวไปมาตามสายลมแรงให้ตรงรันเวย์ แต่ในที่สุด หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็แปะล้อลงกลางทางวิ่งได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เอามันไปโหม่งโลกหรือเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกสิ้นอายุไปเสียก่อน กล้ายพาเครื่องบินแล่นข้ามลานไปจอดข้างเครื่องของกล้วย ดับเครื่องและปิดระบบต่างๆอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกไปนั่งเก้าอี้ข้างๆ แล้วหงายผลึ่งหลับไปแทบจะทันที การไม่ได้นอนแถมบินติดๆกันสามเที่ยวมากเกินไปสำหรับเธอ

 

            “เอ้า น้ำว้า น้ำไท มาเปลี่ยนได้แล้ว”

            “เจ้า”

            ตานีน้อยทั้งสองที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะอุ่นขาตัวเล็กลุกขึ้นวิ่งตื๋อมานั่งประจำที่แทนเหล่ารุ่นพี่สาวผู้อ่อนล้าทันที จ้าดสบายใจขึ้นบ้างเมื่อเห็นกล้วยเดินออกจากห้องนั่งเล่นด้วยคิดว่าเธอคงจะขึ้นไปนอนพัก แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ตานีสาวหน้าจืดกลับกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง มือถือถุงปืนของเธอและของกล้ายมาด้วย

 

            “เอ้า ทำไมไม่ไปนอนล่ะ” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วถามเสียงสูงเป็นเชิงตำหนิ

            “จะนอนได้จะได หมู่เฮาต้องสแตนด์บายเผื่ออุ๊ยสายเจออะหยังขึ้นมา” ราชินีตานีตอบ เธอวางถุงปืนไว้ข้างโต๊ะหน้าโทรทัศน์ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟาอย่างแรงจนมันสั่นไปทั้งตัว “แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเกิดอุ๊ยสายติดต่อมานายก็ปลุกหมู่เฮาด้วยละกัน”

            “แล้วมันจะต่างอะไรกับขึ้นไปนอนให้สบายๆข้างบนล่ะครับเนี่ยเจ๊.....”

            “นายจะได้บ่ต้องวิ่งขึ้นไปจะได เอาล่ะ ข้าเจ้าจะนอนแล้วเน่อ บ่มีอะหยังอย่าเพิ่งกวนละกัน”

            “คร้าบเจ๊”

 

            กล้วยหลับตาลง แต่แม้ทั้งกายหยาบและกายละเอียดของเธอจะเรียกร้องหาการพักผ่อน แต่สมองของเธอกลับว้าวุ่นไปด้วยความกังวลถึงหญิงสาวหน้าหวานผู้ออกไปผจญภัยอยู่นอกโรงเก็บเครื่องบินแต่เพียงลำพัง สถานการณ์แบบนี้ออกไปตนเดียวก็ไม่ต่างจากทหารออกจากค่ายไปเดินด้อมๆอยู่ในเขตโนแมนส์แลนด์***ให้ปืนกลข้าศึกยิงเล่นนัก แม้ตานีสาวจะรู้ว่าอดีตอาจารย์ของเธอฉลาดและมีฝีมือพอจะเอาตัวรอดได้แน่ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในสถานการณ์แบบนี้ ขอให้สายกลับมาที่นี่ได้อย่างปลอดภัยด้วยเถิด....

 

 

            “ซื้อหลายรอบจังนะคะ”

            พนักงานสาวประจำเคาน์เตอร์คิดเงินในชุดสีชมพูอ่อนชวนคุยพร้อมรอยยิ้ม แต่กลับทำให้หญิงสาวผู้มีใบหน้าหมวยแต่สวยหวานที่กำลังลำเลียงของจากรถเข็นแอบเหงื่อตกอยู่ในใจ ก็ไม่แปลกที่เธอจะถาม วิญญาณสาวเดินวนเวียนซื้อของมาสามรอบแล้ว และแต่ละรอบก็ไม่ใช่น้อยๆ รอบนี้ก็เช่นกัน รถเข็นเต็มไปด้วยหม่าม้าหลากรส น้ำดื่มขวดห้าลิตร ข้าวสาร อาหารกระป๋อง และเสบียงอาหารอีกมากมายจนโครงเหล็กที่สานกันเป็นตะกร้าของรถถึงกับแอ่นอย่างน่าสงสารด้วยน้ำหนักเกือบร้อยกิโล หากใครไม่รู้เรื่องมาเห็นคงคิดว่าบ้านของหญิงสาวผู้นี้คงน้ำท่วมหรือมีภัยพิบัติอะไรสักอย่างแน่ๆ จึงต้องกักตุนสินค้าเอาไว้มากมายแบบนี้

 

            “อ๋อ พอดีจะไปทริปสกีกับที่คณะน่ะค่ะ เลยซื้อเยอะ” สายหัวเราะแหะๆ ขณะยกผักกาดดองแพ็กใหญ่ขึ้นวางโครมบนสายพาน เธอใช้ภาษาสารขัณฑ์กลางเพื่อไม่ให้มีใครคิดว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับตานี ถึงตานนะคอนจะมีประชากรที่พูดภาษาเวียงตานเป็นภาษาหลักถึงเกือบหนึ่งในสี่ แต่ยามนี้มันกลายเป็นเหมือนภาษาต้องห้ามไปแล้ว “ได้ข่าวว่าพายุหิมะอาจจะมาแบบไม่คาดฝัน ก็เลยต้องเตรียมพร้อมไว้หน่อย”

            “แต่เตรียมพร้อมขนาดนี้นี่ไปกันกี่คนคะเนี่ย แบบนี้กินกันเป็นเดือนๆได้สบายเลยนะคะ”

            หยุดเจือกซะทีเต๊อะวิญญาณสาวหน้าหวานเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ แต่ภายนอกกลับยิ้มให้อีกฝ่าย “ก็ ผู้ชายเยอะน่ะค่ะ คงจะกินกันเปลือง เหลือก็เก็บไว้กินที่แล็บได้นี่จริงมั้ยคะ”

            “นั่นสินะคะ อ้อ ขอโทษค่ะ สามสิบชิ้น ทั้งหมดพันสองร้อยห้าสิบเจ็ดเบี้ยค่ะ”

 

            สายควักธนบัตรสีเงินสองใบมายื่นลวกๆให้กับพนักงานสาว ก่อนจะรีบเข็นรถเดินตัวปลิวออกมาก่อนที่พนักงานสาวช่างสงสัยจะถามอะไรได้อีก โชคดีที่รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายแล้ว ไม่งั้นจำนวนคนผิดสังเกตอาจจะมากขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้

 

            วิญญาณสาวหน้าหวานควักแว่นตาดำขึ้นมาใส่ ปิดบังดวงตาที่กวาดมองทั่วห้างอย่างระแวดระวัง เธอไม่รู้ว่าเหตุจลาจลที่ถนนคนเดินนั้นมีใครหรือสื่อช่องไหนถ่ายหน้าเธอเอาไว้ได้บ้างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้จักหรือสนใจเธอเลย ส่วนหนึ่งคงเพราะเธอขอยืมชุดนักศึกษาของกล้ายมาใส่ อดีตพันเอกสาวจึงดูเหมือนนักศึกษาธรรมดาๆ ที่มาซื้อของเข้าหอพลางดูของแบรนด์เนมแต่ไม่ซื้อไปพลางในห้างอุดมชัยพลาซ่าแห่งนี้ ซึ่งก็นับว่าเป็นโชคดีของเธอ อีกเพียงไม่กี่สิบเมตร เธอก็จะได้กลับขึ้นรถ ปลอดภัยจากการผิดสังเกตทั้งปวงแล้ว.....

 

            “น้องๆ”

            อีกเพียงไม่ถึงสิบเมตรก่อนจะออกประตูห้าง วิญญาณสาวก็สะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เธอหันขวับทันที แล้วก็เห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายหรือสามสิบต้นคนหนึ่งก้มหยิบกระเป๋าเงินของเธอขึ้นมาส่งให้

 

            “กระเป๋าตังค์ตก.... เอ๊ะ”

            ไขสันหลังของสายเย็นวาบเมื่อรอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นแววงุนงงระคนตกใจ ไวเท่าความคิด หญิงสาวรีบฉวยกระเป๋าเงิน บอกขอบคุณอย่างเร่งรีบก่อนจะจ้ำอ้าวไปยังประตูห้าง แต่ช้าไปแล้ว เบื้องหลังเธอ เสียงชายหนุ่มคนนั้นร้องขึ้นด้วยความเข้มเสียงที่มากพอจะได้ยินกันทั้งห้าง

 

            “ตานี ! ผู้หญิงคนนั้นเป็นพวกตานี ! จับมันเร็วก่อนที่มันจะฆ่าใครอีก !

            ขาดคำ ห้างทั้งห้างก็สั่นสะเทือนเมื่อคนนับสิบหรืออาจจะเป็นร้อยกรูกันเข้ามายังจุดที่หญิงสาวผู้เป็นพวกตานียืนอยู่ แต่ก่อนที่ฝูงชนจะเข้าถึงตัว ทั้งหญิงสาว รถเข็น และของที่อยู่ในรถเข็นก็หายวับไปกับตา ทิ้งให้ผู้อยากจะเป็นพลเมืองดีด้วยการช่วยจับผู้ร้ายหลบหนียืนงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนที่ความหวาดกลัวจะถาโถมเข้าปกคลุมทั้งบริเวณเหมือนคลื่นสึนามิ ตานีมีผีร้ายคอยหนุนหลังอยู่ด้วยหรือนี่.....

 

 

            “เฮ่อ เฮ่อ เกือบไป.....”

            สายยืนหอบแฮ่กๆ เป็นหมาเพิ่งวิ่งมาราธอนกลางแดดมาหมาดๆ อยู่ข้างรถตู้สีขาวคันเก่าที่เธอขอยืมมาจากโรงงานผลิตอาวุธของเธอ รถเข็นที่มีของอยู่เต็มจอดอยู่ข้างตัว แม้หญิงสาวจะสามารถเคลื่อนที่ในพริบตาได้เป็นร้อยๆกิโลเมตร แต่กรเคลื่อนที่ในพริบตาพร้อมกับสสารหนักเป็นสิบๆกิโลแถมมีขอบเขตไม่แน่นอนนั้นเปลืองพลังงานกว่ากันเยอะ

 

            ช่างเหอะ จะไดก็หนีมาได้แล้ว รีบเอาของใส่รถแล้วรีบปิ๊กดีกว่า

            หญิงสาวหน้าหวานไขกุญแจเปิดท้าย ก่อนจะโยนของในรถเข็นเข้าไปทับกับของที่ซื้อมาแล้วอย่างเร็วที่สุดชนิดแทบจะยกรถเข็นเท เธอเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก็เหวี่ยงประตูท้ายปิดก่อนจะกระโจนแผลวขึ้นรถ แล้วรถตู้คันเก่าก็ค่อยๆแล่นลงจากลานจอดรถออกไปยังท้องถนนเบื้องล่าง

 

            การจราจรค่อนข้างโล่ง คนคงยังกลัวกันอยู่จากเหตุการณ์เมื่อวาน การพัฒนาจากลอบยิงเป็นยิงใส่ฝูงชนและปาระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตเกือบสามสิบศพช็อกชาวเมืองอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำตำรวจยังทำได้แค่ประกาศให้ตานีมารายงานตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตมากข้นไปอีก แต่สายไม่ใส่ใจ อีกไม่กี่วันพวกเธอก็จะไปจากที่นี่แล้ว ดีเสียอีก เธอจะได้กลับไปโรงเก็บเครื่องบินได้เร็วๆ

 

            แต่ความสุขในการขับรถของวิญญาณสาวหน้าหวานก็มีอันต้องสะดุดหยุดลงเมื่อไฟวอบแวบสีแดงน้ำเงินของรถตำรวจปรากฏขึ้นในกระจกมองหลัง พร้อมๆกับที่เสียงไซเรนโหยหวนสลับกับเสียงประกาศผ่านลำโพงดังแว่วมาเข้าหู

 

            “บ่มีอะหยังหรอกมั้ง เปิ้นคงมาดูรถเกิดอุบัติเหตุเฉยๆ”

            สายบอกตัวเองไม่ให้ตื่นตระหนกจนมีพิรุธ หากเธอเลี้ยวหรือเหยียบคันเร่งหนี ตำรวจอาจจะผิดสังเกตก็ได้ แต่เมื่อรถตำรวจสามคันนั้นเข้ามาใกล้พอที่เธอจะจับใจความเสียงประกาศได้ อดีตพันเอกสาวก็ไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้ตื่นตระหนกได้อีกต่อไป

 

            “รถตู้คันนั้น ชิดขวาแล้วจอดรถเดี๋ยวนี้ เราขอจับกุมคุณในข้อหาต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับตานี ชิดขวาแล้วจอดรถเดี๋ยวนี้”

            “จอดหื้อง่าวก๋า”

            เท้าเหยียบคลัตช์ มือกระชากคันเกียร์ลงมาที่เกียร์สอง ก่อนที่หญิงสาวจะกระทืบคันเร่งจมมิด รถตู้คันเก่าส่งเสียงร้องครางราวจะอุทธรณ์เมื่อมันพุ่งฉิวตามคำสั่งอันกระโชกโฮกฮากของคนขับที่ถูกแรงเฉื่อยดึงจนหลังติดเบาะ แต่รถตำรวจทั้งสามคันก็ยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สายรู้ดีว่าเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นพระเจ้าเหาเก้าสิบแรงม้ากว่าๆของรถตู้อายุเกือบยี่สิบปีคันนี้ไม่มีทางหนีเจ็ดร้อยแรงม้าจากวีสิบสองทวินเทอร์โบของรถตำรวจซูเปอร์คาร์ได้

 

            แต่ถ้าคนขับใจถึงก็ไม่แน่

 

            “เอาซิ่ ดูซิจะตามมาได้ถึงเมื่อได๋”

            สายตีรถออกช่องขวา และโดยไม่แตะเบรกเลยสักนิด เธอก็หักพวงมาลัยเข้าสู่ถนนหกเลนที่มุ่งหน้าสู่เขตธุรกิจเชียงแสน รถตู้บุโรทั่งเอียงวูบจนวิ่งอยู่บนสองล้อขณะมันดริฟต์ข้ามแยก กระจังหน้าเฉี่ยวรถเมล์คันโตไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แต่วินาทีต่อมามันก็กลับมาทรงตัวบนสี่ล้อได้ดังเดิม ในกระจกมองหลัง อดีตพันเอกสาวเห็นรถตำรวจคันหนึ่งเสยรถเมล์คันที่เธอเพียงจะเฉียดมาเข้าเต็มๆ ขณะอีกสองคันหลบเศษกันชน ไฟหน้าและกระจกที่กระจายปลิวว่อนอย่างทุลักทุเลก่อนจะเร่งตามเธอต่อ แต่ป่านนั้นหญิงสาวก็อยู่ห่างออกไปเกือบสี่ร้อยเมตรแล้ว และเมื่อเธอเลี้ยวขวาที่แยกถัดมา รถตำรวจเหล่านั้นก็หายไปจากสายตา

 

            “เฮ้อ พอจะเข้าใจความฮู้สึกของกล้ายขึ้นมาแล้วสิ”

            วิญญาณสาวรำพึง เธอเลี้ยวขวาอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าสู่ถนนวงแหวนธุรกิจ การจราจรที่คับคั่งคงจะช่วยกำบังเธอจากตำรวจได้บ้าง และเมื่อถึงสวนกล้วย เธอก็สามารถลงอุโมงค์ที่เชื่อมตรงถึงโรงเก็บเครื่องบินได้ ไม่ต้องเสี่ยงจะเจอตำรวจดักรอแถวเขตเมืองตานี

 

            แต่เมื่อหญิงสาวปีนทางลาดขึ้นมายังทางยกระดับของวงแหวนธุรกิจ เธอก็ตระหนักว่าคิดผิด

 

            ขวากเจาะยางวางขวางกั้นเต็มความกว้างของถนนหกเลน แท่งเหล็กแหลมยาวชี้ขึ้นฟ้าเรียงกันเป็นตับ พร้อมจะฉีกกระชากยางล้อรถให้ระเบิดเป็นเสี่ยง อีกฟากหนึ่งของแผงกั้นคอนกรีตบนเส้นทางรถสวนก็มีขวากวางเอาไว้เช่นกัน หลังแนวขวากราวร้อยเมตร รถตำรวจหลายสิบคันขวางกั้นถนนเป็นปราการสำรอง ตำรวจนับร้อยยืนประจำที่เตรียมพร้อม แม้จะห่างกันเกือบสองร้อยเมตร แต่วิญญาณสาวหน้าหวานก็พอจะมองเห็นวาในมือของพวกเขามีอาวุธครบมือ ไม่ใช่แค่ปืนพก แต่มีทั้งปืนกลมือและไรเฟิลจู่โจม****......

 

            อย่างรวดเร็ว หญิงสาวเหลือบมองกระจกมองหลัง ด้านหลังของเธอก็มีแนวรถตำรวจเช่นกัน แต่ดูจะไม่มีขวากเจาะยาง สายตัดสินใจในฉับพลัน เธอกระชากเบรกมือก่อนจะหักพวงมาลัยวูบ รถตู้คันโตหมุนคว้างร้อยแปดสิบองศากลางถนนก่อนจะวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม ตำรวจฝั่งนั้นเห็นท่าไม่ดีก็ประกาศขู่จะยิง แต่แม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกไม่สนใจ หากไม่ใช่หัวกระสุนทำลายวิญญาณก็ทำอะไรเธอไม่ได้ และรถคันนี้หลานสาวของเธอผู้เป็นเจ้าของบริษัทผลิตอาวุธสายคำรุ่นปัจจุบันก็กำลังจะขายให้บริษัทรีไซเคิลอยู่แล้ว โดนยิงพรุนหน่อยไม่เสียราคานักหรอก.....

 

            ตำรวจเห็นรถตู้ยังคงพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงก็กระหน่ำยิงทันที สายหมอบหลบลงใต้คอนโซลรถได้ทันท่วงทีเมื่อกระสุนหลากชนิดหลายขนาดทะลวงเข้าใส่กระจกรถจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพรั่งพรูลงมาใส่ตัวเธอเหมือนเม็ดทราย แต่มันก็ไม่อาจหยุดแรงเฉื่อยของรถเอาไว้ได้ วินาทีต่อมา รถหนักเกือบสามตันก็พุ่งเข้าชนรถตำรวจสองคันอย่างจัง นายตำรวจประจำรถสองคันนั้นกระโดดหลบได้ทันท่วงทีขณะพวกมันหมุนคว้างเมื่อถูกลากไปตามถนนคอนกรีต ส่งประกายไฟเป็นทางยาว

 

            ตำรวจที่เหลือกระชับปืนมั่นหวังว่าความเสียหายจะหยุดรถตู้เอาไว้ได้ แต่รถสปอร์ตน้ำหนักเบาสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างเหล็กกล้าสมัยเก่าเพียงน้อยนิด ไม่ต้องพูดถึงเครื่องยนต์ที่อยู่ใต้โครงรถเลย สลัดซากรถสองคันออกไปได้ รถตู้ก็เร่งเครื่องวิ่งฉิวต่อไปตามท้องถนนอันว่างเปล่าท่ามกลางสายตาอึ้งแกมทึ่งของเหล่าตำรวจ

 

            “ตามมันไป !

            เสียงสารวัตรหัวหน้าชุดปฏิบัติการร้องสั่ง แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ เหล่าลูกน้องก็กระโดดขึ้นรถกันหมดแล้ว เสียงเครื่องยนต์ดังประสานกับเสียงยางบดถนนดังเอี๊ยดเมื่อรถสปอร์ตคันแล้วคันเล่าต่างออกตัวล้อฟรีก่อนจะไล่กวดเป้าหมายด้วยความเร็วสูง เหนือขึ้นไปเบื้องบน เฮลิคอปเตอร์ลายพรางสองลำบินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

 

            “เอาฮ.มาเลยก๋า !?

            สายร้องอย่างไม่เชื่อหูเมื่อได้ยินเสียงคำรามจากเครื่องยนต์เทอร์โบชาฟต์คู่ของเฮลิคอปเตอร์ที่ไล่กวดตามหลังมาติดๆ แค่รถธรรมดาก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ความเร็วสูงสุดได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องระวังโค้งยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากจะหนีมันให้ได้เธอคงต้องลงไปวิ่งอยู่ใต้ทางยกระดับเท่านั้น แต่นั่นก็จะทำให้ความเร็วสูงสุดที่ใช้ได้ต่ำลงอีก เท่ากับกลายเป็นเหยื่ออันง่ายดายของรถตำรวจ อดีตพันเอกสาวขบกรามกรอด จะวิ่งไปเรื่อยๆรอให้เฮลิคอปเตอร์กวดตามมาทัน หรือจะลงไปเสี่ยงโชคกับท้องถนนเบื้องล่าง.....

 

            หลังจากประมวลผลข้อดีข้อเสียของทั้งสองทางเลือกด้วยเวลาหนึ่งวินาทีถ้วน หญิงสาวก็ตัดสินใจเลือกทางหลัง ทางออกซำเหนืออยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงกิโลเมตรข้างหน้า มันจะนำเธอลงไปกลางเขตธุรกิจเชียงแสนอันเต็มไปด้วยตึกระฟ้าที่ตั้งติดๆกัน เฮลิคอปเตอร์คงไม่เสี่ยงบินระหว่างตึกในวันที่ลมแรงแบบนี้แน่ และการจราจรที่คับคั่งพอสมควรก็น่าจะช่วยให้เธอสลัดรถตำรวจหลุดง่ายขึ้นด้วย ถึงจะต้องมีดริฟต์กันอีกสักหลายทีก็ตาม

 

            สายตีรถออกขวาก่อนจะวิ่งไปตามทางลงที่หมุนวนเป็นเกลียวลงไปยังถนนระดับพื้นดินเบื้องล่าง แต่วนลงมาได้เพียงครึ่งเกลียว ความหวังจะใช้เขตธุรกิจเชียงแสนเป็นที่หลบหนีก็ดับวูบ ปลายเนิน รถตำรวจนับสิบคันจอดปิดเอาไว้เรียบร้อย เบื้องหน้าแถวรถตำรวจ อะไรบางอย่างที่เป็นสีเทาวางขวางเต็มความกว้างของถนน อะไรบางอย่างที่เต็มไปด้วยแท่งเหล็กแหลมที่ชี้ขึ้นฟ้า.....

 

            ไม่เหลือเวลาให้เบรกแล้ว สายกระชากเบรกมือก่อนจะหมุนพวงมาลัยเต็มรอบอีกครั้ง ยางทั้งสี่เส้นส่งเสียงเอี๊ยดพร้อมกับปล่อยควันเหม็นไหม้คละคลุ้งเมื่อรถตู้คันเก่าหมุนร้อยแปดสิบองศาอีกครั้ง ยางหลังของรถเฉียดขวากไปเพียงไม่กี่เซนติเมตรก่อนที่รถบุโรทั่งจะเร่งความเร็วกลับขึ้นไปบนทางยกระดับอีกครั้ง แต่นั่นก็เท่ากับกลับไปประจันหน้ากับคาราวานรถตำรวจที่ต่างก็พุ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วสูงสุด....

 

            สายหักพวงมาลัยหลบรถตำรวจคันแรกได้ทันท่วงที คันที่สองก็หักหลบเธอได้ทันท่วงทีเช่นเดียวกันแม้นั่นจะทำให้มันพุ่งทะลุแผงกั้นคอนกรีตก่อนจะตกลงไปยังพื้นถนนที่ต่ำลงไปเกือบยี่สิบเมตรเบื้องล่างก็ตาม แต่คันต่อๆมาที่วิ่งติดๆกันมาจนเต็มถนนไม่เปิดโอกาสให้วิญญาณสาวหน้าหวานหลบได้อีกแล้ว สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อต่างคันก็ต่างเบรก คันที่ตามหลังมาเบรกไม่ทันก็เสยเข้ากับท้ายรถคันหน้าอย่างจัง เสยตรงๆก็ดีไป แต่หลายคันกลับเสยมุมเฉียงจนพลิกคว่ำกระจัดกระจายไปทั่วถนน ขวางหน้ารถตู้ที่วิ่งมาด้วยความเร็วเกือบร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงแม้คนขับของมันจะกระทืบเบรกจนล้อล็อกตายทั้งสี่ล้อแล้วก็ตาม

 

            เพียงเสี้ยววินาที ทางยกระดับที่เละเทะอยู่แล้วก็กลายเป็นแดนมิคสัญญี รถตู้ชนเปรี้ยงเข้ากลางลำรถตำรวจคันหนึ่ง บดขยี้ตำรวจเคราะห์ร้ายข้างในจนแหลกเละเมื่อมันพลิกคว่ำหลายตลบพลางกวาดทั้งรถและเศษซากทุกชิ้นที่อยู่ในเส้นทางของมัน ส่งประกายไฟแลบแปลบปลาบไปทุกทิศทุกทาง จุดระเบิดน้ำมันและแก๊สซึ่งรั่วจากถังที่ถูกทำลาย แล้วคลื่นกระแทกที่มองไม่เห็นก็เขย่าเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำจนเอียงวูบกลางอากาศเมื่อลูกไฟดวงใหญ่ปะทุพรึ่บ กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างทั้งไม่มีและมีชีวิตในรัศมีห้าสิบเมตรในชั่วพริบตา.....

 

            เสียงหวอโหยหวนสะท้อนกระจกและคอนกรีตของตึกระฟ้าดังก้องไปทั่วเมืองราวกับตกอยู่ในสภาวะสงคราม ขณะรถดับเพลิงจากทุกสถานีในเขตใกล้เคียงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ ทั้งน้ำและโฟมดับเพลิงถูกฉีดจนท่วม เปลวเพลิงค่อยๆมอดดับลง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปเคลียร์พื้นที่ ร่างไร้ชีวิตที่เต็มไปด้วยแผลไหม้ของตำรวจศพแล้วศพเล่าถูกลำเลียงออกไป ท่ามกลางความเศร้าโศกและโกรธแค้นของเพื่อนร่วมงาน

 

            แต่ไม่มีวี่แววของร่างหญิงสาวคนขับรถตู้เลยแม้แต่เงา

 

 

            “อุ๊ยสาย !?

            น้ำไทร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ อดีตพันเอกสาวก็ปรากฏตัวขึ้นกลางห้องนั่งเล่น เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลถลอกและแผลฟกช้ำ ในมือถือถุงช็อปปิ้งอยู่เพียงถุงเดียว ถุงเดียวที่เธอหยิบมาได้ก่อนที่รถตู้จะทิ่มหน้าเข้าใส่รถตำรวจคันนั้น.....

 

            “สุมาเน่อทุกคน อุ๊ยพลาด” สายทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างตัวจ้าดอย่างเหนื่อยอ่อน ถุงช็อปปิ้งร่วงหลุดจากมือลงพื้น ด้านในมีหม่าหม้าอยู่เพียงสามแพ็กเท่านั้น

            “เกิดอะหยังขึ้นเจ้าอุ๊ยสาย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถาม หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

            “ตำรวจไล่ตามอุ๊ย อุ๊ยพยายามหนีแล้ว แต่บ่พ้น” เสียงของหญิงสาวปนเสียงหอบ แต่ตานีสาวผมหางม้าก็ยังจับหางเสียงรู้สึกผิดได้ “สุมานักๆเน่อ ได้มาเท่านี้เอง.....”

            “แล้วยะหยังอุ๊ยสายบ่เรียกหมู่เฮาล่ะเจ้า !?” ราชินีตานีถามเสียงสูง เธอลุกจากโซฟาเดินมาหาอีกฝ่าย ดวงตาเรียวจ้องมองวิญญาณสาวอย่างไม่พอใจระคนกังวล “นี่เป็นอะหยังก่อ บาดเจ็บตรงได๋ก่อ ยะหยังถึงบ่เรียกหื้อหมู่เฮาไปช่วยล่ะเจ้า หมู่เฮาก็รอดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ตลอดข้าเจ้าก็บอกอุ๊ยสายแล้ว”

            “เรียกไปท่านกล้วยก็ช่วยอะหยังอุ๊ยบ่ได้หรอก ยกเว้นจะอยากประกาศสงครามกับตำรวจทั้งกองร้อย หรืออาจจะทั้งรัฐเวียงตาน” สายตอบเน้นเสียง ก่อนจะถอนหายใจเฮือก “แต่เอาเถอะ อุ๊ยว่าตอนนี้หมู่เฮาก็เหมือนประกาศสงครามกับหมู่เปิ้นแล้วแหละ รถระเบิด ตำรวจตายกันเป็นเบือจะอั้น”

            “แต่อุ๊ยสาย.....”

            “เอาเหอะกล้วย อุ๊ยสายกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว” จ้าดปรามเพื่อนสาว “เราว่าตอนนี้เร่งขนของให้เร็วกว่ากำหนดเลยดีกว่า ตำรวจตายแบบนี้เราว่ารัฐบาลไม่อยู่เฉยแน่ ดีไม่ดีพรุ่งนี้มะรืนนี้อาจจะจัดการกับพวกเราเลยก็ได้”

            “มันก็.... แม่นล่ะเน่อ” ตานีสาวหน้าจืดเม้มปากเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะแจกแจงงาน “ถ้าจะอั้น น้ำว้าน้ำไทบินเครื่องไปจนหมดก่อนเน่อ ถ้าบ่ไหวก็บอกเอื้อย เดี๋ยวเอื้อยจะไปเตรียมเครื่องบินขนของก่อน กล้าย จ้าด หมิง ช่วยกันแยกชิ้นส่วนเครื่องจักรหนักในโรงซ่อมแล้วขนใส่รถไปจอดรอขนขึ้นเครื่องเลย ส่วนอุ๊ยสายกับเอื้อยเดือนช่วยเฝ้าสถานการณ์หื้อทีเน่อเจ้า ถ้ามีอะหยังก็เรียกเลยเน่อ” ประโยคสุดท้ายราชินีตานีจงใจจ้องมองสายเป็นพิเศษ

            “อื้ม”

            “รับทราบ”

 

            นอกหน้าต่าง ควันสีดำรูปดอกเห็ดยังลอยสูงอย่างทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโรงเก็บเครื่องบิน กล้วยหรี่ตาเขม้นมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามเพื่อนทั้งสามลงไปยังลานจอดเครื่องบินที่ชั้นล่าง สถานการณ์รุนแรงขึ้นทุกที และเวลาของพวกเธอก็เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว ขอเถอะ อย่าเพิ่งมาอะไรกับพวกเธอก่อนที่จะไปจากที่นี่เลย.....

 

 

            นายตำรวจร่างผอมสูงนั่งกุมขมับอยู่กับโต๊ะทำงาน

 

            ดาวสามดวง ใบกล้วยและดาบไขว้กันบนอินทรธนูบอกยศพลตำรวจเอก เช่นเดียวกับป้ายชื่อของเขา แต่อย่างหลังบอกชื่อและตำแหน่งของเขาเอาไว้ด้วย พลตำรวจเอกทรงพลัง เขนทรงศักดิ์ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งรัฐเวียงตาน.....

 

            เบื้องหน้าเขา ตำรวจสี่นายยืนกุมไข่ก้มหน้างุด ดาวที่น้อยกว่าอีกฝ่ายดวงหนึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาดำรงยศพลตำรวจโทซึ่งแทบไม่ห่างจากนายตำรวจที่โต๊ะทำงานเบื้องหน้าเลย แต่ยามนี้จะห่างกันกี่ยศไม่สำคัญ เจ้านายก็คือเจ้านาย และยามนี้เจ้านายกำลังไม่สบอารมณ์.....

 

            “แค่ผู้หญิงคนเดียวพวกลื้อยังจับไม่ได้ เป็นตำรวจกันประสาอะไรวะ”

            คำแรกที่เอ่ยจากปากของทรงพลังทรงพลังอย่างชื่อ แม้จะไม่ได้ใส่อารมณ์ กระแทกกระทั้นหรือหยาบคาย แต่กลับทำให้ผู้น้อยกว่าทั้งสี่คนสะดุ้งเฮือกเหมือนหมาโดนสะกิด

 

            “อั๊วะก็ไม่อยากจะกดดันพวกลื้อหรอก แต่งานนี้รัฐบาลเร่งรัดมา มีคนตายเยอะแล้ว ถ้าเรายังไม่ได้ตัวตานีและผู้ที่เกี่ยวข้องมาภายในอาทิตย์นี้ล่ะก็ ทั้งอั๊วะทั้งลื้อโดนเด้งไปอยู่เชียงพิงค์แน่”

            “นายครับ ขอโทษครับ แต่ คือว่า.....”

            “อะไร” เสียงตอกกลับทำเอาหน้าของคู่สนทนาซีดเป็นไก่ต้ม แต่เขาก็แข็งใจพูดต่อ

            “ผม.... พวกผม..... ไม่อยากดูแลงานเกี่ยวกับตานีอีกต่อไปแล้วครับ”

            “ว่าไงนะ” ทรงพลังช้อนตาขึ้นมองลูกน้อง

            “มันอันตรายเกินไปครับ”

            “แล้วถ้าพวกลื้อไม่ทำ แล้วใครจะทำ” นายตำรวจใหญ่ตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววดูถูกฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน “อีกอย่าง ตำรวจอย่างพวกเราเลือกงานได้ด้วยรึไง พวกลื้อจำคำปฏิญาณต่อหน้าบูรพกษัตริย์ไม่ได้แล้วรึไง ถึงแม้ต้องแลกมาด้วยชีวิต ก็จะใช้ศักดิ์และสิทธิ์พิทักษ์ปวงประชาแต่นี่พวกลื้อจะเห็นชีวิตตัวเองสำคัญกว่าแล้วปล่อยให้ประชาชนตกอยู่ในอันตรายเนี่ยนะ”

            “แต่พวกผมก็ไม่อยากเห็นลูกน้องต้องตายแบบนี้อีกแล้วครับ” พลตำรวจโทอีกคนสวนกลับเสียงแข็ง “พวกผมไม่อยากเสียชีวิตลูกน้องไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกอย่าง ถ้าจะมองกันจริงๆ นี่มันไม่ใช่เรื่องสันติสุขของประชาชนแล้ว มันคือความมั่นคงของรัฐแล้วนะครับ เราควรจะร้องขอรัฐบาลให้ทหารช่วยมาจัดการแล้ว ยังไงยุทโธปกรณ์ทหารก็ดีกว่าเรา กำลังทหารก็มากกว่าเรานะครับ”

 

            นายพลตำรวจหนาวสันหลังเยือกอีกครั้งเมื่อเจ้านายของเขาเหลียวมองด้วยสายตาเย็นชา แต่ในที่สุด ทรงพลังก็ถอนหายใจเฮือก

 

            “ประชุมครั้งหน้าอั๊วะจะลองพูดให้ก็แล้วกัน แต่ถ้าโดนเด้งกันหมด พวกลื้อก็ยอมรับสภาพด้วยล่ะ”

            “ครับ”

            “ไปได้”

 

            ตำรวจทั้งสี่นายวันทยหัตถ์คารพ ก่อนจะกลับหลังหันเดินออกไปจากห้อง ขณะผู้บัญชาการสูงสุดของพวกเขายกมือขึ้นกุมขมับอีกครั้ง โดนเด้งก็เป็นเรื่องหนึ่ง เขาเองก็ไม่ได้ทำงานเพื่อสนองนโยบายนายตลอดเวลาอยู่แล้ว และตั้งแต่ประจิมขึ้นมาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เขาก็มีเรื่องขัดแย้งกับประธานเมืองคนนี้อย่างรุนแรงมาแล้วถึงสองเรื่องด้วยไม่ยอมทำตามคำสั่งที่แทบจะเป็นเผด็จการตามใจตัวเอง จะโดนย้ายเขาก็ทำใจไว้แล้ว แต่ยามนี้เขาห่วงสวัสดิภาพของประชาชนในความดูแลของเขามากกว่าสิ่งอื่นใด เขายอมให้เผ่าพันธุ์อะไรก็ไม่รู้นี่มาเข่นฆ่าชาวเมืองที่เขาต้องปกป้องไม่ได้อีกแล้ว

 

            แวบหนึ่ง นายตำรวจวัยกลางคนเหมือนจะรู้สึกแปลกๆเกี่ยวกับคดีเหล่านี้ มีบางอย่างที่มันดูขัดแย้งกัน มีบางอย่างที่มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย มีบางอย่างที่บอกเขาว่าตานีอาจไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด.....

 

            แต่นั่นก็เป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบที่เขากำจัดมันออกจากสมองไปอย่างรวดเร็ว เขามีเรื่องสำคัญกว่าการหาความผิดปกติมาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของตานี พยานหลักฐานมีครบถ้วนแล้ว ไม่ต้องสงสัยอีกแล้วว่าใครเป็นคนทำ เขาควรจะตั้งสมาธิกับการคิดหาทางจัดการเผ่าพันธุ์อำมหิตนี่ให้สิ้นซากโดยสูญเสียลูกน้องของเขาให้น้อยที่สุดดีกว่า

 

            แต่ยังไม่ทันจะรวบรวมสมาธิได้ มันก็มีอันต้องแตกกระเจิงอีกครั้งเมื่อจู่ๆ กระจกหน้าต่างห้องทำงานของเขาก็แตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ด้วยสัญชาตญาณ ทรงพลังล้มตัวลงหมอบแนบพื้นใต้โต๊ะทันที ดวงตาจ้องเขม็งไปยังหน้าต่างที่เหลือแต่กรอบอย่างระแวงภัย ห้องนี้อยู่ชั้นบนสุดของตึกสูงยี่สิบชั้น จะมีอะไรมาทำให้กระจกแตกได้ จะบอกว่านกซุ่มซ่ามบินมาชน ซากนกก็ไม่มีสักตัว

 

            หรือว่าเป็นการลอบยิง.....

 

            นายตำรวจใหญ่ค่อยๆคลานจากใต้โต๊ะไปยังประตูห้อง อย่างระมัดระวังไม่ให้มีใครบนตึกอื่นๆด้านนอกมองเห็นเขาผ่านหน้าต่างได้ พอไปถึงประตูกระจกได้ก็รีบเผ่นออกจากห้องวิ่งไปตามทางเดินที่มีห้องอื่นเป็นเกราะกำบัง มือหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดกรอกลงไปด้วยเสียงเฉียบขาด

 

            “กระจกหน้าต่างห้องผมแตก ต้องสงสัยว่าเป็นการลอบยิง ประกาศให้ทุกคนออกห่างจากหน้าต่าง และแจ้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วให้ตรวจสอบทุกตึกในรัศมีสามกิโลเมตรเดี๋ยวนี้เลย ระวังการซุ่มยิงด้วย !

 

            ปลายสายของวิทยุจัดให้เขาทันที กริ่งเตือนภัยดังลั่นทั่วตึก เกิดการจลาจลขนาดย่อมขึ้นบนทางเดินกลางตึกเมื่อตำรวจทั้งชายหญิงทั้งเล็กใหญ่นับร้อยๆจากทุกแผนกต่างออกมาออกันอยู่บนทางเดิน สีหน้าของทุกคนเลิ่กลั่ก อะไรกัน เพิ่งจะมีตำรวจตายกันไปเมื่อสาย นี่เพิ่งบ่ายสามก็บุกมาถึงสำนักงานใหญ่เลยหรือ....

 

            ราวกับจะยืนยันตัวตน ผนังคอนกรีตทะลุเป็นรูพรุนก่อนจะพังลงทั้งแถบเมื่อกระสุนเจาะเกราะเส้นผ่านศูนย์กลางยี่สิบมิลลิเมตรถูกสาดเข้าใส่ตัวตึกด้วยอัตราการยิงหลายพันนัดต่อนาที คมกระสุนฉีกร่างของเหล่าตำรวจเคราะห์ร้ายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา ทั้งเลือด เศษเนื้อและเศษกระดูกสาดกระจายเปรอะผนังก่อนจะไหลย้อยลงมากองกับพื้นอย่างน่าสยดสยอง ไม่มีแม้เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดเมื่อวิญญาณแต่ละตนถูกพรากจากร่างไปก่อนที่มันจะทันได้รู้ตัว

 

            แต่เหมือนยังไม่สาแก่ใจ ไม่กี่วินาทีหลังห่ากระสุนหยุดลง เสาทุกต้นของตึกก็ระเบิดตูมพร้อมๆกัน และเมื่อโครงเหล็กที่รับน้ำหนักของโครงสร้างถูกทำลาย อาคารสูงยี่สิบชั้นก็กลายเป็นเพียงพื้นปูนหนาหนักที่ตั้งซ้อนๆกันโดยไม่มีอะไรค้ำยัน มันร่วงลงเบื้องล่างด้วยความเร็วสูง ก่อนที่จะกระแทกพื้นจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ชิ้นส่วนทั้งกระจก เหล็กและปูนปลิวว่อน พุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่แตกตื่นเบื้องล่าง ฝุ่นผงถาโถมตัวออกไปจากจุดศูนย์กลางเหมือนเถ้าภูเขาไฟร้อนระอุ และเมื่อมันจางลง สิ่งที่เหลืออยู่ของศูนย์บัญชาการตำรวจรัฐเวียงตานอันเกรียงไกรก็มีเพียงกองเศษซากปรักหักพัง ไม่มีผู้ใดหนีพ้น ไม่มีผู้ใดเหลือรอด......

 

 

            “ท่านผู้ชมเราขอคั่นรายการด้วยข่าวด่วน มีการโจมตีเกิดขึ้นที่อาคารศูนย์บัญชาการตำรวจรัฐเวียงตาน เบื้องต้นทราบว่ามีการยิงปืนกลอำนาจทำลายล้างสูงเข้าใส่ก่อนที่อาคารจะถล่มลงมา คาดว่าตำรวจเกือบหกร้อยนายที่ทำงานอยู่ในตึกขณะเกิดการโจมตีเสียชีวิตทั้งหมด และยังมีบุคคลภายนอกเสียชีวิตจากเศษวัสดุที่ตกใส่อีกหลายสิบราย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือตานีที่แก้แค้นการไล่ล่าเมื่อเช้า ตำรวจที่ยังเหลือรอดรวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารจะเข้าไปค้นหาข้อมูลของกล้องวงจรปิด หากมีความคืบหน้าเราจะแจ้งให้ท่านผู้ชมทราบทันทีค่ะ”

 

            ผู้ประกาศข่าวสาวรายงานด้วยเสียงร้อนรนระคนหวาดผวาอยู่ในจอโทรทัศน์ เบื้องหลังเธอ ภาพการถล่มของศูนย์บัญชาการตำรวจถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวจะตอกย้ำ

 

            สายกดรีโมตปิดโทรทัศน์ ก่อนจะโทรจิตหาลูกศิษย์สาวหน้าจืด แต่ให้ทุกตนและอีกหนึ่งคนได้ยินกันทั้งหมด

 

            ท่านกล้วย ขนของไปถึงได๋แล้ว

            เตรียมเครื่องบินเรียบร้อยกำลังจะขนของขึ้นเจ้าเด็กสาวหน้าจืดตอบ เธออยู่ในห้องควบคุมการขนถ่ายสินค้าของหนึ่งในสามเครื่องบินขนส่งลำยักษ์ กำลังโยกคันบังคับเปิดทางลาดท้ายเครื่องเตรียมเอารถถังขึ้นอยู่พอดี ยะหยังกาเจ้า มีอะหยังกาเจ้า

 

            สายเงียบไปอึดใจหนึ่งราวจะคิดหาคำพูดที่จะบรรยายสถานการณ์ยามนี้ได้ แต่มันยากเหลือเกิน

 

            ขนหื้อเร็วที่สุด บ่คืนนี้ก็พรุ่งนี้เปิ้นเอาหมู่เฮาแน่

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

*แสงเรืองรูปวงแหวนที่เกิดในเปลวไฟจากท่อไอเสียของเครื่องบิน (Mach Rings, Mach Diamonds, Mach Disks) เกิดจากไอเสียพุ่งออกไปด้วยความเร็วเหนือเสียง เกิดเป็นคลื่นกระแทก (Shockwave) ซึ่งช็อคเวฟนี้ทำให้ความร้อนสูงขึ้นเป็นหย่อมๆ เชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมดจึงลุกไหม้กลายเป็นแสงเรือง มักจะมองเห็นเวลาเครื่องบินรบทะยานขึ้น ดูภาพได้ที่นี่ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Mach_diamonds

 

**เลขมัค (Mach Number) – เลขที่ใช้เทียบความเร็วเสียง มัคไม่ใช่หน่วย (เพราะเป็นตัวเลขที่เกิดจากการเอาความเร็วของสิ่งหนึ่งหารด้วยความเร็วเสียงในตัวกลาง ณ อุณหภูมิและสภาพนั้นๆ ออกมาจึงไม่มีหน่วย) เช่นมัคสอง แปลว่าวัตถุนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสองเท่าของความเร็วเสียงในตัวกลางที่มันกำลังเคลื่อนที่อยู่ หากเป็นเครื่องบิน บินด้วยความเร็วมัคสองที่ระดับประมาณห้าหมื่นฟุต ก็จะเท่ากับความเร็วประมาณสองพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง เลขนี้ตั้งชื่อตามแอร์นสท์ มัค นักฟิสิกส์ชาวออสเตรียที่ศึกษาเกี่ยวกับความเร็วเสียงและคลื่นกระแทกที่เกิดจากความเร็วเสียง

 

***โนแมนส์แลนด์ (No Man’s Land) – ความหมายเดิมคือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการพิพาทในสงคราม ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โนแมนส์แลนด์คือพื้นที่ระหว่างสนามเพลาะ (แนวป้องกัน) ของฝ่ายยันละเมอและสัมพันธมิตร หากใครออกมาที่พื้นที่ตรงนี้ก็ไม่แคล้วโดนปืนกลสาดใส่ทันที แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ยังจะอุตส่าห์โถมกำลังพลเข้าไป ผลคือตายกันเป็นเบืออย่างที่น่าจะเดากันได้

 

****ปืนกลมือ (Submachine Gun) – ปืนที่ยังแบบอัตโนมัติ แต่มีขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาสะดวกและมักจะใช้กระสุนแบบเดียวกับปืนพก ข้อดีของมันคือแรงถีบน้อย ความแม่นยำสูงกว่าไรเฟิลจู่โจมในระยะใกล้ และการใช้กระสุนปืนพกซึ่งไม่ทะลุทะลวงเท่ากระสุนไรเฟิลทำให้คุมความเสียหายได้มากกว่า ไม่ทะลุไปโดนสิ่งที่ไม่อยากให้โดน (เช่นตัวประกัน) จึงเป็นที่นิยมในหมู่ตำรวจ ในการต่อต้านการก่อการร้ายต่างๆ หรือในภารกิจที่อาจมีผู้บริสุทธิ์โดนลูกหลงได้ง่าย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 / 10:57
    เป็นเรื่องน่าเห็นใจทั้งฝ่ายตานีและตำรวจแฮะ สถานการณ์แบบนี้เนี่ย...

    ดูท่ารอยร้าวจะเพิ่มมากขึ้นจนจะกลับมาเหมือนเดิมยากแล้วมั้ง ถ้าไม่จัดการตัวการจริง ๆ ได้เนี่ย
    #97
    0