ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 82 : รอยร้าวที่อาคารที่ทำการพรรคเวียงตานก้าวหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “อุ๊ยสาย ยะอะหยังอยู่กาเจ้า”

            อดีตพันเอกสาวสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆเสียงเรียบๆของตานีสาวหน้าจืดก็ดังขึ้นด้านหลังในตอนเช้าอันอึมครึมของวันเสาร์ หน้าจอแลปทอปของเธอยังแสดงหน้าจัดการแฟนเพจตานีหรา

 

            “อะ.... อ๋อ อุ๊ยยะแฟนเพจของหมู่ท่านกล้วยอยู่” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวอึกอักเล็กน้อย แต่ในเมื่อมาเห็นจะๆแบบนี้ก็ไม่รู้จะปิดบังต่อไปทำไม “สุมาเน่อที่บ่ได้บอกท่านกล้วย แต่อุ๊ยคึดว่ายังบ่หื้อหมู่ท่านกล้วยฮู้จะดีกว่า.....”

            “ข้าเจ้าบ่มีปัญหาหรอกเจ้า ต้องขอบคุณอุ๊ยสายด้วยซ้ำที่ช่วยหมู่เฮา” ราชินีตานีตอบ “แต่นี่มันอะหยังกันเจ้าอุ๊ยสาย”

 

            กล้วยชี้ไปยังโพสล่าสุดที่ด้านบนสุดของเพจ มันเพิ่งจะถูกโพสเมื่อวานหลังจากพวกเธอกลับมาถึงโรงเก็บเครื่องบิน แต่ยอดไลค์ที่ปาเข้าไปเกือบสามแสนบ่งบอกว่าคนในเพจสนใจมันมาเพียงใด

 

          กลุ่ม – ตานี – Official Fan Page ได้แสดงความคิดเห็น

            ขอประณามพวกคนอำมหิต ทำร้ายผู้ชุมนุมสนับสนุนตานีที่ถนนคนเดินทุ่งไหหินอย่างไร้เหตุผล พวกเขามามือเปล่า พวกเขามาชุมนุมโดยสงบ ทำไมพวกคุณต้องทำกับพวกเขาแบบนี้ และที่สำคัญที่สุด ทำไมพวกคุณต้องทำร้ายกล้วย กล้าย และน้ำวากับน้ำไทด้วย พวกเธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการชุมนุมนี้ พวกเธอแค่ต้องการจะช่วยมนุษย์ที่พวกเธอรักเท่านั้น พวกคุณทำร้ายพวกเธอจนแทบจะวิญญาณแตกสลาย พวกคุณมันเลือดเย็นเกินมนุษย์แล้ว ! /แอดสาย

 

            “ยะหยังล่ะท่านกล้วย” สายเหลียวหลังไปถามอดีตลูกศิษย์สาว

            “กลุ่มผู้สนับสนุนเมื่อวานเปิ้นบ่ได้มาชุมนุมโดยสงบนี่เจ้า” เด็กสาวหน้าจืดท้วงเสียงเรียบ “แถมถ้าข้าเจ้ามองบ่ผิด เปิ้นเป็นฝ่ายโยนขวดน้ำแล้วก็ก้อนหินใส่ฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านก่อนด้วยซ้ำ จะอี้จะเรียกวาสงบได้กาเจ้า”

            “ท่านกล้วยนี่ก็คึดมากไปได้” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวตอบกลั้วหัวเราะ “ถ้าเขียนไปจะอั้นมันก็เป็นความผิดของฝ่ายผู้สนับสนุน ภาพลักษณ์ของฝ่ายหมู่เฮาก็เสียหมดสิ”

            “ก็เปิ้นผิดแต๊ๆนี่เจ้า” ราชินีตานีเน้นเสียง “การรักษาภาพลักษณ์มันสำคัญถึงขนาดต้องอู้คำเท็จกันเลยกาเจ้า”

            “ท่านกล้วย หมู่เฮากำลังอยู่ท่ามกลางสงครามสื่อเน่อ” แววหงุดหงิดน้อยๆเจือเข้ามาในน้ำเสียงของอดีตพันเอกสาว แววหงุดหงิดกับความไร้เดียงสาและโลกสวยของลูกศิษย์สาว แต่ก็ว่าเธอไม่ได้มากนัก ตานีไม่เคยและไม่จำเป็นต้องทำสงครามข่าวสารอยู่แล้ว “ในสงครามสื่อ โดยเฉพาะการแย่งชิงมวลชนจะอี้ ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเน่อ มันบ่สำคัญหรอกว่าแต๊บ่แต๊ สำคัญที่หมู่เฮาสร้างความน่าเชื่อถือหื้อตัวเองได้เท่าได๋ และนำเสนอความเลวร้ายของอีกฝ่ายได้เท่าได๋ต่างหาก”

            “แต่ก็เท่ากับเป็นการหลอกลวงตนที่สนับสนุนหมู่เฮาเน่อ” กล้วยสวนกลับเสียงแข็ง “หมู่เปิ้นหลายตนสนับสนุนหมู่เฮาด้วยใจจริง หมู่เปิ้นลงทุนไปชุมนุมทั้งที่ฮู้ว่าอาจจะต้องปะทะกับหมู่ต่อต้าน แล้วหมู่เฮาจะทรยศหมู่เปิ้นจะอี้ก๋า”

            “เรื่องนั้นมันก็แต๊อยู่หรอกท่านกล้วย” หญิงสาวหน้าหวานตอบอย่างใจเย็น “แต่ก็อย่างที่อุ๊ยว่า หมู่เฮากำลังอยู่ในภาวะสงครามเน่อ ภาวะจะอี้หมู่เฮาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สุดท้ายเป็นสำคัญ จะมามัวคึดโน่นคึดนี่หรือยะตัวเป็นคนดีน่ะมันบ่ได้หรอก ตานีเองก็มีคติอยู่บ่แม่นก๋าว่าเพื่อชัยชนะในสงครามแล้วจะยะอะหยังก็ได้ทั้งนั้น”

            “แต่มันมีอีกตั้งหลายวิธีที่จะบ่ต้องอู้คำเท็จนี่เจ้าอุ๊ยสาย”

            “เช่นอะหยัง ลองบอกมาซิ”

            “อย่างอันล่าสุด อุ๊ยสายแค่บอกว่าหมู่เปิ้นทำร้ายหมู่เฮาก็พอแล้วนี่เจ้า เพราะหมู่เปิ้นก็ทำร้ายหมู่เฮาแต๊ๆ และหมู่เฮาก็บ่ได้ไปยั่วยุหมู่เปิ้นก่อนด้วย บ่กันจะต้องเขียนว่าหมู่ผู้สนับสนุนบ่ได้ยะอะหยังเลยนี่เจ้า”

            “มันก็แม่นล่ะเน่อ” สายเถียงไม่ออก “เอาเป็นว่าอุ๊ยจะแก้โพสนี้ละกัน แต่ท่านกล้วยก็ต้องตระหนักเอาไว้ด้วยเน่อว่าในสงครามสื่อจะอี้บ่สำคัญหรอกว่าความแต๊จะเป็นจะได คนที่สร้างภาพหื้อตัวเองได้ดีที่สุดต่างหากที่จะเป็นฝ่ายชนะ”

            “จะไดข้าเจ้าก็คึดว่าความแต๊สำคัญกว่าการสร้างภาพอยู่ดี”

 

            ขาดคำ กล้วยก็หันหลังกลับก่อนจะไปนั่งลงหน้าแลปทอปของเธอที่โต๊ะอุ่นขา วิญญาณสาวหน้าหวานมองตามก่อนจะถอนหายใจหนึ่งเฮือก ยกมือซ้ายขึ้นเท้าคางขณะมือขวาขยับเมาส์คลิกลบความเห็นล่าสุดของเพจ เธอรู้ว่าลูกศิษย์สาวหน้าจืดผู้นี้หัวแข็งขนาดไหน และเธอก็ไม่อยากจะไปงัดข้อด้วย โดยเฉพาะในเมื่อคราวนี้เธอเป็นฝ่ายผิดเต็มๆ

 

            “แล้วร่างกายอาการเป็นจะไดบ้างท่านกล้วย” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกตัดสินใจชวนคุยหลังจากเงียบกันอย่างน่าอึดอัดไปพักใหญ่ “คนอื่นๆด้วย”

            “หมู่เฮาตานีบ่เป็นอะหยังแล้วแหละเจ้า กินยาสมานแผลไปก็หาย” ราชินีตานีตอบ “จ้าดยังเหลือรอยฟกช้ำแล้วก็ระบมซี่โครงอยู่นิดหน่อย หมิงก็แผลเกือบจะหายดีแล้วล่ะเจ้า แต่ก็ยังหื้อเปิ้นนอนพักก่อน หื้อวิ่งไปวิ่งมาทะเลาะกับกล้ายเดี๋ยวแผลจะปริเอา ส่วนน้าเดือนก็..... เปิ้นดูบ่เป็นอะหยังอยู่แล้วนี่เจ้า”

            “แต๊ๆเมื่อคืนเปิ้นก็เสียพลังงานวิญญาณไปเยอะอยู่เน่อ แต่เท่าที่ดูเปิ้นฟื้นพลังงานวิญญาณเร็วอยู่แล้ว บ่น่าจะเป็นอะหยัง” สายบอกก่อนจะถามต่อ “แล้วแผนการอพยพไปถึงได๋แล้ว”

            “ตอนนี้แผนทั่วไปเสร็จแล้วเจ้า ข้าเจ้าบอกกล้ายแล้วด้วยว่าหื้อช่วยติดตั้งอุปกรณ์บังคับบนเครื่องบินทุกลำ ที่ยะอยู่ตอนนี้กำลังวางแผนย้ายอาวุธหนักอยู่เจ้า”

            “ท่านกล้วยคึดว่าจะขนไปจะได”

            “คงเอาขึ้น TAC-50 แล้วบินแบบบังคับวิทยุไปสักหลายๆรอบหน่อยเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดหมายถึงเครื่องบินลำเลียงลำใหญ่ที่สุดในฝูงบินของตานี “เท่าที่คำนวณดู คงต้องใช้ทั้งสองลำบินราวๆหกเจ็ดรอบถึงจะขนย้ายอาวุธและอุปกรณ์หนักที่หมู่เฮามีอยู่ตอนนี้ไปได้หมด”

            “อาวุธหนักที่ว่ามีอะหยังบ้าง”

            “ก็ รถถังทั้งหมดสิบคัน กระสุน จรวดนำวิถี อะไหล่รถถังแล้วก็เครื่องบินทั้งหลาย แล้วก็รถขับเคลื่อนสี่ล้ออีกสักสี่คันเจ้า”

            “เอทานอลจะพอก๋า เหลือบ่เยอะแล้วด้วยนี่” วิญญาณสาวหันมาขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย “อุ๊ยว่าอะหยังที่ดอยสูงมีก็บ่ต้องขนไปดีกว่าก่อ เอาแค่ที่จำเป็นก็พอ จะได้บ่ต้องบินหลายเที่ยว”

            “ดอยสูงส่วนใหญ่มีแต่ปืนใหญ่กับกระสุนปืนใหญ่เจ้า จะไดๆ กระสุน อะไหล่แล้วก็หมู่จรวดนำวิถีก็ต้องขนไป” กล้วยยืนยัน “แต่จะไดข้าเจ้าจะลองจัดหื้อบินน้อยเที่ยวที่สุดละกันเจ้า”

            “อื้ม ถ้ามีอะหยังหื้ออุ๊ยช่วยดูก็บอกเน่อ”

            “บ่เป็นอะหยังเจ้า อุ๊ยสายดูแลสงครามสื่อเถอะเจ้า”

 

            หญิงสาวหน้าหวานจับหางเสียงประชดหน่อยๆของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ทั้งผู้ประชดและผู้ถูกประชดก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อกริ่งเตือนภัยของโรงเก็บเครื่องบินแผดเสียงดังก้อง มันไม่ใช่สัญญาณเตือนขั้นสูงสุดหรือแม้แต่สัญญาณเตือนขั้นสูงเหมือนเมื่อครั้งเดือนมาที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อน หากเป็นสัญญาณที่ทั้งกล้วยและสายไม่เคยได้ยินมาก่อน แม้ราชินีตานีจะเคยเรียนมาและรู้ดีว่าสัญญาณแบบนี้หมายถึงอะไร.....

 

            มีมนุษย์จำนวนมากกำลังมุ่งหน้าเข้ามาทางเขตเมืองตานี

 

            “กล้วย อุ๊ยสาย เกิดอะไรขึ้น !?

            จ้าดพุ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่นเป็นคนแรก ชุดนอนและหัวหูที่ยุ่งเหยิงเป็นรังนกบอกชัดว่าเขาเพิ่งจะลุกจากที่นอน น้ำว้า น้ำไทและเดือนที่ตามเข้ามาก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันมากนักแม้จะดูดีกว่านิดหน่อย รั้งท้ายด้วยหมิงผู้ยังไม่หายดีนักที่เดินโขยกเขยกเข้ามาอย่างทุลักทุเลโดยมีกล้ายคอยประคอง พวกเธอดูเรียบร้อยกว่าคนและตนอื่นๆอยู่บ้าง ส่วนหนึ่งเพราะเด็กสาวผมหางม้าไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืนด้วยคอยแต่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงคู่รักคู่แค้นของเธอ และหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็เป็นตานีตนที่สองรองจากกล้วยที่จำเสียงเตือนภัยนี้ได้

 

            “เสียงนี้มัน....”

            “แม่น มนุษย์ จำนวนมาก” เสียงของราชินีตานีแฝงเอาไว้ด้วยความวิตกอย่างที่สุด มือกดปุ่มลัดเรียกโปรแกรมสแกนวิญญาณขึ้นมาก่อนจะสั่งให้มันสแกนรอบเขตเมืองตานี “กล้าย ผู้ได๋ก็ได้ เปิดโทรทัศน์แล้วหาช่องข่าว ข้าเจ้าว่าต้องมีอะหยังผิดปกติแน่ๆ”

            “เจ้า”

 

            น้ำว้าเร็วที่สุด เด็กหญิงกระโจนไปคว้ารีโมตก่อนจะกดเปิดโทรทัศน์ มันเป็นช่องรายการเด็กที่พวกเธอดูค้างไว้ตั้งแต่ตอนรอเหล่ารุ่นพี่กลับมาเมื่อวาน แต่กดเปลี่ยนไปเพียงสามสี่ครั้ง สิ่งที่ต้องการก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแอลซีดี มันเป็นภาพของประจิม บัญชรศิลป์ที่กำลังยืนพูดอย่างฉะฉานอยู่หลังแท่นแถลงข่าวของสภารัฐเวียงตานท่ามกลางแสงแฟลชวูบวาบ แต่ละคำที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากของนักการเมืองหนุ่มราวกับจะลดอุณหภูมิในห้องลงคำละหนึ่งเคลวิน....

 

            “รัฐบาลเวียงตานได้ข้อมูลที่ยืนยันได้เรื่องที่ตั้งของตานีมาจากแหล่งข่าวที่ไม่อาจเปิดเผยชื่อ และหลังจากเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวานซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันตรงกันว่าตานีอยู่ในนั้นด้วย รัฐบาลจึงตัดสินใจเปิดเผยเพื่อความปลอดภัยของชาวเวียงตานของเราครับ พูดโดยคร่าว อาณาเขตเมืองของตานีอยู่ในทุ่งรกร้างที่ถือเป็นเขตหวงห้ามตามกฎหมายอย่างไม่มีเหตุผลมานานนับร้อยปีนั่นแหละครับ ส่วนแผนที่โดยละเอียด ท่านสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาลรัฐเวียงตานครับ”

 

            “บ้าที่สุด !” ข่าวยังไม่ทันจบ กล้ายก็ว้ากขึ้นสุดเสียงอย่างเหลืออด มือกำหมอนอิงบนโซฟาแน่นจนมันยับยู่ยี่ โกรธอีกนิดเดียวคงได้ขว้างไปใส่โทรทัศน์จอแบนแล้ว “บ้าที่สุด !

            “เดี๋ยวกล้าย ฟังก่อน !

 

            “แต่ในเมื่อกฎหมายของรัฐเวียงตานกำหนดเอาไว้ว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นเขตหวงห้าม ทางรัฐบาลจึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนอย่ารุกล้ำพื้นที่ตรงนั้นเพราะจะทำให้มีโทษทั้งปรับและจำคุก อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลจะเดินหน้าเสนอแก้กฎหมายยกเลิกเขตหวงห้ามต่อรัฐสภาต่อไป อาจจะต้องใช้เวลาสักนิด แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะนำพื้นที่ตรงนั้นกลับมาเป็นของพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุดครับ”

 

            ข่าวเปลี่ยนไปยังข่าวถัดไป แต่สี่ตานี สองวิญญาณ หนึ่งสมิงและหนึ่งมนุษย์ยังคงจ้องนิ่งไปยังกลางจอโทรทัศน์ที่เคยเป็นหน้าของประจิมราวกับถูกสาป ที่ตั้งของพวกเขาถูกเปิดเผยแล้ว ที่ปลอดภัยที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของพวกเขาไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว.....

 

            “เอื้อยกล้วย ยะจะไดดี” เสียงของน้ำไทฟังดูเหมือนเธอกำลังจะปล่อยโฮ “หมู่เปิ้นต้องเข้ามาฆ่าหมู่เฮาหมดแน่ๆเลย”

            “ใจเย็นน้ำไท อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้” ราชินีตานีปรามรุ่นน้องสาวเสียงเฉียบขาดขณะรัวนิ้วป้อนคำสั่งลงในแลปทอปของเธอ “อีกอย่าง เท่าที่ดูจากโปรแกรมสแกนวิญญาณแล้วเปิ้นยังบ่ได้บุกเข้ามา เปิ้นแค่มาออกันเฉยๆ อาจจะมาชุมนุมประท้วงเฉยๆก็ได้”

            “ตรงได๋” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถาม เธอเปิดแลปทอปเช่นกัน แต่มันกำลังบู๊ตเครื่องอยู่

            “หน้าเขตเมืองตานีตรงถนนอ้อมตาน”

            “ถ้าจะอั้นก็บ่เป็นอะหยังมั้ง” ตานีสาวผมหางม้าโล่งอกขึ้นมาบ้าง ถนนอ้อมตานคือถนนที่ล้อมรอบสวนกล้วย เขตเมืองตานีที่อยู่ตรงนั้นก็มีแต่ตึกสลับซับซ้อนเต็มไปหมด ไม่ได้โล่งๆเหมือนแถวรอบโรงเก็บรถถังและโรงเก็บเครื่องบินซึ่งอยู่ในเขตเมืองตานีชั้นนอก “กว่าเปิ้นจะเข้ามาได้คงย่างชนตึกจนเผ่นไปแล้วแหละ”

            “กล้าย คราวนี้มันบ่เหมือนเดิมเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดเตือน “แต่ก่อนเปิ้นนึกว่าที่นี่มีผีสิง พอเดินชนหรือสะดุดอะหยังล้มก็เลยย่านแล้วหนีไป แต่ตอนนี้.....”

 

            “เปิ้นฮู้แล้วว่าหมู่เฮาอยู่ที่นี่”

            กล้ายต่อให้ก่อนจะกลืนน้ำลายดังเอื๊อก เธอพอจะเดาสถานการณ์ต่อไปได้ หากพวกมนุษย์เดินชนตึกหรือสะดุดอะไรหัวร้างข้างแตกขึ้นมาล่ะก็ คงได้เหมาว่าเป็นฝีมือตานี แล้วความโกรธแค้นก็คงต้องมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน

 

            “ตรงนั้นมีกล้องก่อท่านกล้วย” วิญญาณสาวหน้าหวานถามขึ้นบ้าง

            “มีเจ้า เดี๋ยวเปิดแล้วต่อขึ้นจอใหญ่หื้อเจ้า”

 

            กล้วยพรมนิ้วป้อนคำสั่งอีกสามสี่ครั้ง แล้วจอแอลซีดีที่ติดอยู่บนฝาผนังด้านหนึ่งของห้องนั่งเล่นก็ปรากฏภาพฝูงชนนับพันหรืออาจจะถึงหมื่นที่กำลังออกันอยู่จนเต็มแปดเลนของถนนอ้อมตาน            ทุกคนต่างสวมเสื้อสีม่วงซึ่งชาวตานนะคอนถือว่าเป็นสีของมนุษย์ และเป็นสีประจำการเคลื่อนไหวต่อต้านตานีครั้งนี้ เด็กสาวหน้าจืดลองสั่งให้โปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณนับจำนวนพลังงานวิญญาณในบริเวณนั้น แล้วหัวใจของเธอก็เย็นวาบเมื่อมันไม่ใช่พันหรือหมื่น หากแต่มีจำนวนนับแสน ความเจ็บปวดวิ่งขึ้นมาจุกอยู่ในอกแบน พวกเธอเป็นที่เกลียดชังของมนุษย์มากขนาดนี้เชียวหรือ....

 

            แต่เมื่อภาพจากกล้องอีกตัวหนึ่งปรากฏขึ้นบนจอ ราชินีตานีก็เห็นว่าฝูงชนไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มต่อต้านในเสื้อสีม่วงเท่านั้น ใกล้สวนกล้วยเข้ามา กลุ่มคนอีกกลุ่มในเสื้อสีเขียวใบตองยืนเรียงแถวยาวเป็นกิโลเพื่อกั้นกลุ่มต่อต้านออกจากทุ่งหญ้ารกร้างของเขตเมืองตานี โดยมีตำรวจในชุดสีน้ำเงินเข้มและรถตำรวจนับร้อยคันขวางกั้นอยู่อีกทีเพื่อป้องกันเหตุจลาจล จำนวนของกลุ่มสนับสนุนตานีเยอะกว่าเมื่อวานมาก แต่ก็ยังแพ้กลุ่มต่อต้านถึงหนึ่งในสิบหรืออาจจะหนึ่งในร้อย หากกลุ่มเสื้อม่วงต้องการจะบุกเข้ามาจริงๆ และถ้าตำรวจยันไม่อยู่จริงๆล่ะก็ แค่ไม่กี่นาทีหรืออาจจะวินาทีก็คงฝ่าเข้ามาได้แล้ว

 

            แต่ดูเหมือนตอนนี้กลุ่มผู้ต่อต้านตานีจะยังไม่ได้อยากทำเช่นนั้น พวกเขาเพียงแค่ยืนชูไม้ชูมือและชูป้าย พร้อมกับฟังการปราศรัยที่เต็มไปด้วยคำก่นด่าและใส่ร้ายตานีจากแกนนำบนรถขยายเสียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะเปลี่ยนใจ อาจจะแม้แต่พวกเขาเอง

 

            “เอาไงดีกล้วย”

            มนุษย์เพียงคนเดียวในโรงเก็บเครื่องบินหันไปถามเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์อย่างวิตก เหล่าเพื่อนและรุ่นน้องสาวว่าเสี่ยงแล้ว เขาอาจจะยิ่งเสี่ยงชีวิตมากกว่าพวกเธอเสียอีก เด็กหนุ่มยังจำคำพูดของหนึ่งในคนที่ยำใหญ่ใส่สารพัดเขาเมื่อคืนได้ติดหู

 

            หักหลังมนุษย์ไปช่วยพวกมันฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเอง ต้องเอาให้ตาย !’

 

            “บ่เอาจะได” ตานีสาวหน้าจืดตอบด้วยเสียงเครียดพอๆกัน “ตอนนี้หมู่เปิ้นยังบ่ยะอะหยังหมู่เฮา ยังบ่บุกเข้ามาด้วย หมู่เฮาก็บ่ควรจะยะอะหยังหื้อหมู่เปิ้นเปลี่ยนใจ”

            “ก็แปลว่าเราได้แต่นั่งดูไปเรื่อยๆงี้น่ะเหรอ”

            “แม่น แต่นายจะไปเอาเกมมาเล่นไปด้วยก็ได้เน่อ”

 

            กล้วยเสริมติดตลก แต่ไม่มีใครตลกด้วยแม้แต่ตัวเธอเอง ข้าศึกมาประชิดประตูบ้านแล้ว และเธอก็ไม่รู้ว่านาง หรือเอื้อง หรือแหวนร่วมมือกับประจิมหรือเปล่า และถ้าร่วมมือ พวกเธอบอกรายละเอียดของเมืองตานีให้ประจิมรู้มากเพียงใด และก็อย่างที่สายเคยพูดเอาไว้ ต่อให้ตานีสาวทั้งสามไม่ได้ร่วมมือกับประจิม แต่ในเมื่อเขามีข้อมูลพอจะทำสารคดีได้ถึงสองซีซั่นยาวๆ ข้อมูลแค่นี้เขาก็ไม่น่าจะไม่รู้ และเมื่อเขารู้ นักการเมืองเจ้าปัญหาคนนี้ก็คงไม่รั้งรอที่จะชักจูงฝูงชนซึ่งพร้อมจะเชื่อเขาทุกคำพูดมายังสถานที่สำคัญสองที่นี้ และถ้าฝูงชนรู้ว่าพวกเธออยู่ข้างใน แม้แต่ล็อกเหล็กกล้าตัวหนาที่สุดก็คงป้องกันแรงของคนนับแสนไม่ได้แน่

 

            แต่โชคดีที่ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายยึดหลักการชุมนุมโดยสันติอหิงสา หรืออย่างน้อยก็ดูจะเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครปาขวด ก้อนหิน หรือแม้แต่ทำท่าจะด่าทอฝ่ายตรงข้ามเลยแม้สักคนเดียว ทำให้เหล่ากองกำลังผสมตานีซึ่งก็กำลังชุมนุมอย่างสันติอหิงสาพลางแทะขากวางฆ่าเวลาไปด้วยอยู่หน้าจอแอลซีดีใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถ้าเป็นแบบนี้ไปตลอดก็คงดี ถึงพวกเขาจะรู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ก็ตาม....

 

            ดวงอาทิตย์ค่อยๆคล้อยต่ำลง ก่อนจะลับหายไปในเหลี่ยมเขาตานปันน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองขณะความมืดค่อยๆแผ่ลงมาปกคลุมตัวเมือง ผู้ชุมนุมต่อต้านบางส่วนเริ่มทยอยกลับบ้านกันบ้างแล้ว ยังคงเหลือเหล่าฮาร์ดคอร์เพียงหรอมแหรมเท่านั้นที่ยังคงนั่งฟังแกนนำปราศรัยกันอยู่ ฝ่ายสนับสนุนเองก็เหลือแนวป้องกันแค่พอกั้นฝ่ายตรงข้ามที่เหลืออยู่เท่านั้น สถานการณ์ที่สงบอยู่แล้วยิ่งดูสงบขึ้นไปอีก ดูเหมือนวันนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี

 

            “เอื้อยกล้าย ข้าเจ้าเริ่มหิวแล้วเจ้า” น้ำไทเอ่ยหลังจากนั่งทำแบบฝึกหัดที่สายมอบหมายอย่างเงียบๆ มาตลอดระยะเวลาการเฝ้าดูสถานการณ์

            “ข้าเจ้าก็หิว” เด็กหญิงผมสั้นอุทธรณ์ตามน้องสาวฝาแฝด

            “บ่แปลก หกโมงกว่าแล้วนี่” แม่ครัวใหญ่แห่งโรงเก็บเครื่องบินยกมือขึ้นดูนาฬิกา ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากโต๊ะอุ่นขาและหันไปถามฝ่ายบัญชีและจัดซื้อ “อุ๊ยสาย มีอะหยังเหลือบ้างเจ้า”

            “นอกจากขากวาง.....” หญิงสาวหน้าหวานเหลียวมองหมิงที่กำลังแทะขากวางอยู่อย่างเมามันยิ้มๆ แวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ก็เหลือหมูเกือบๆสองกิโล เนื้อกวางสับอีกเกือบสองกิโลเหมือนกัน แล้วก็ผัก ใช้ประหยัดๆหน่อยละกันเน่อจะได้บ่ต้องออกไปซื้อบ่อย ยิ่งสถานการณ์เป็นจะอี้ด้วย”

            “เจ้า” กล้ายพยักหน้ารับทราบก่อนจะถามต่อ “ผักหวานมีก่อเจ้า”

            “มีอยู่ เยอะเลย”

            “รับทราบเจ้า ถ้าจะอั้นกินลาบกวางกับแกงผักหวานละกันเน่อ”

            “โอเค”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคว้าผ้ากันเปื้อนมาสวมทับเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก่อนจะหายเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ติดกัน ไม่นาน กลิ่นหอมหวนของแกงผักหวานก็โชยมาเตะจมูกจนแม้แต่เดือนและสายซึ่งมักจะไม่กินข้าวเย็นก็ยังอดน้ำลายสอไม่ได้ และเพียงไม่ถึงสิบนาทีต่อมา อาหารก็ถูกลำเลียงมาวางลงบนเสื่อผืนใหญ่ที่ปูอยู่หน้าจอแอลซีดี ทั้งแกงผักหวานสีเขียวน่ากิน และลาบเนื้อกวางที่แค่มองจากสีแดงส้มของมันก็รู้แล้วว่าได้กินน้ำดับเผ็ดกันเป็นลิตรแน่นอน แถมด้วยขากวางดิบของสมิงสาวและข้าวเหนียวอีกสองกระติ๊บใหญ่

 

            อันที่จริงอดีตพันเอกสาวไม่ชอบให้เหล่าลูกศิษย์นั่งกินกับพื้นนัก ยิ่งกินไปดูโทรทัศน์ไป หรือในกรณีนี้คือดูสถานการณ์ไปเธอจะยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่ แต่วันนี้ถือเป็นข้อยกเว้น หนึ่งเพราะพวกเธอมีความจำเป็นต้องเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และสอง เธอเองก็หิวแล้ว......

 

            แต่ในขณะที่แปดสหายร่วมรบกำลังร่วมมือกันจกข้าวเหนียวจากกระติ๊บนั่นเอง ทุกตนและอีกหนึ่งคนก็ต้องชะงักมือเมื่อจู่ๆ น้ำไทก็ชี้มือไปยังจอแอลซีดีก่อนจะร้องขึ้นเสียงดัง

 

            “นั่นหมู่เปิ้นเป็นอะหยังกันน่ะ !?

 

            หกตนหนึ่งคนหันขวับไปตามมือของน้ำไท แล้วไขสันหลังของเหล่าสหายร่วมรบก็เย็นวาบเมื่อเห็นว่าภาพฝูงชนที่นั่งชุมนุมกันอย่างสงบเมื่อครู่ยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นความอลหม่าน คนนับร้อยนับพันวิ่งกันพล่านเหมือนที่ถนนคนเดินเมื่อวาน หรืออาจเลวร้ายกว่าด้วยซ้ำ และหากจอแอลซีดีไม่หลอกสายตาของราชินีตานีล่ะก็ เธอเห็นร่างบางร่างนอนไม่ไหวติงอยู่ท่ามกลางฝีเท้าอันโกลาหลนั้น จมอยู่ในกองของเหลวสีแดงคล้ำ.....

 

            แต่ที่ทำให้แปดสหายร่วมรบหวาดผวาที่สุดคือ แทนที่จะวิ่งออกห่างจากเขตเมืองตานีอย่างที่ควรจะทำหากเกิดเหตุไม่คาดฝันอันน่าสงสัยว่าเป็นฝีมือตานีขึ้น ส่วนใหญ่ของผู้ชุมนุมต่อต้านตานีกลับเฮโลสาระพามุ่งหน้าเข้าหาเขตเมืองตานี โดยที่กำลังคนอันน้อยนิดของฝ่ายสนับสนุนตานีไม่อาจขวางกั้นอะไรพวกเขาได้เลย.....

 

            “กล้าย ดูภาพย้อนหลังหื้อทีว่าเกิดอะหยังขึ้น หมิง จ้าด น้ำว้าไปช่วยเปิ้นดูเร็ว !

            เด็กสาวหน้าจืดออกคำสั่งเสียงเฉียบขาดต่อสองตานี หนึ่งสมิงและหนึ่งมนุษย์ซึ่งกระโจนพรวดจากเสื่อไปประจำหน้าแลปทอปของกล้ายทันที เธอเองก็พุ่งมาประจำที่แลปทอปของตัวเองเช่นกัน นิ้วพรมลงบนคีย์บอร์ดป้อนคำสั่งเรียกโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณให้กราดตรวจแบบวินาทีต่อวินาที แล้วตานีสาวหน้าจืดก็เย็นวาบไปทั้งร่างเมื่อเห็นว่ากลุ่มที่วิ่งเร็วที่สุดของผู้ชุมนุมเสื้อม่วงกำลังจะเข้าถึงหมู่อาคารสำนักงานของเมืองตานีในไม่ช้า ตรงนั้นเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเศษวัสดุ ซึ่งนั่นรวมถึงแก้วและเหล็กเส้น หากสะดุดล้มหรือโดนอะไรทิ่มแทงตรงนั้นคงไม่จบแค่บาดเจ็บเล็กน้อยหรือหัวร้างข้างแตกแน่.....

 

            “อุ๊ยสาย ข้าเจ้าจะยิงเตือนเน่อ !” กล้วยร้องบอกหญิงสาวหน้าหวานผู้ซึ่งก็กำลังเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากหน้าจอแลปทอปของตัวเองอยู่เช่นกัน

            “อย่าเด็ดขาด !” อดีตพันเอกสาวห้ามเสียงแข็ง “ถ้ายิงหมู่เฮาก็ยิ่งกลายเป็นฝ่ายผิดในสายตาหมู่เปิ้นสิ !

            “แต่ถ้าหมู่เปิ้นวิ่งมาโดนซากตึกแทงตายจะยิ่งแย่เอาเน่อเจ้า !

            “แล้วคึดว่ายิงไปหมู่เปิ้นจะวิ่งออกไปก๋า ยิ่งชุลมุนจะอั้นดีบ่ดีฟังบ่ออกด้วยซ้ำว่าเสียงมาจากทางได๋”

 

            เด็กสาวหน้าจืดชะงัก อดีตอาจารย์ของเธอพูดถูก วิ่งกันป่าราบอย่างกับกระทิงโดนสัตว์กินเนื้อไล่แบบนั้นต่อให้ยิงขู่เป็นร้อยนัดก็คงฟังไม่ออกแน่ว่าเสียงปืนดังมาจากทางไหน ยิ่งตอนนี้เหล่าผู้ชุมนุมเริ่มเข้ามาอยู่กลางดงซากตึก ผนังคอนกรีตคงยิ่งสะท้อนเสียงจนดังสับสน หากยิงสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะก็ แทนที่จะไล่พวกเขาออกไป อาจยิ่งทำให้ยิ่งกรูกันเข้ามาหาเศษวัสดุที่รอฆ่าพวกเขาอยู่ก็เป็นได้....

 

            “จะอั้นปิดอุปกรณ์พรางตาแถวนั้นดีก่อเจ้าอุ๊ยสาย” ราชินีตานีเสนอแผนใหม่ “จะไดหมู่เปิ้นก็ฮู้แล้วว่าหมู่เฮาอยู่ที่นี่ พรางตาเปิ้นต่อไปก็บ่มีประโยชน์”

            วิญญาณสาวหน้าหวานนิ่งไปอึดใจขณะสมองประเมินผลดีผลเสียอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเธอก็พยักหน้า แต่ก็ไม่วายสำทับ “ปิดแค่ตรงนั้นเน่อ อย่าปิดแถบนี้เด็ดขาด”

            “เจ้า”

 

            กล้วยขยับมือไปกดปุ่มลัดข้างแผงคีย์บอร์ด คำเตือนสีแดงฉานปรากฏขึ้นบนหน้าจอพร้อมกับแผนที่เมืองตานี ฟากตะวันตกของเมืองเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งหมดและกะพริบถี่ บ่งบอกว่ามันไม่ได้อยู่ภายใต้มนตร์หักเหแสงจากอุปกรณ์พรางตัวอีกต่อไปแล้ว

 

            แต่สายเกินไป ทันทีที่เด็กสาวหน้าจืดเรียกภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณนั้นขึ้นมาบนหน้าจอ ทั้งตานีสาวและตานีน้อยผมเปียที่นั่งดูสถานการณ์อยู่ข้างๆเธอก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากด้วยความสยดสยอง

 

            กองซากปรักหักพังของเมืองตานียามนี้ดูราวกับกลางสมรภูมิรบ แม้จะเป็นสมรภูมิรบที่ไม่มีข้าศึก แต่ความสูญเสียกลับไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ร่างของผู้ชุมนุมต่อต้านตานีนอนร้องโอดโอยอยู่เต็มไปหมด และหลายร่างก็แน่นิ่งไร้สัญญาณวิญญาณ ที่โชคดีหน่อยก็เพียงสะดุดกองเศษคอนกรีตล้มจนได้แผลหนักบ้างเบาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น หลายร่างถูกทั้งเศษกระจกและกระจกที่ยังเหลือติดอยู่บนกรอบบาดลึก บ้างก็ถูกตัดอวัยวะหรือแม้แต่คอจนขาดสะบั้น เลือดสีแดงฉานสาดกระจายเต็มไปหมดจนตานีทั้งสองแทบได้กลิ่นคาวเลือดผ่านมาตามสัญญาณดาวเทียมได้ และอีกหลายร่างก็ถูกเหล็กเส้นที่ติดอยู่กับโครงสร้างเสียบลึกจนทะลุ บางร่างดิ้นพราดเหมือนปลาดุกถูกทุบหัวทั้งที่ยังเสียบคาอยู่ แต่หลายร่างไม่มีทั้งพลังและวิญญาณจะให้ทำเช่นนั้นอีกแล้ว.....

 

            ราวกับโชคชะตากลั่นแกล้ง หรือบางทีอาจมีใครต้องการให้เป็นเช่นนั้น เหล่าผู้ชุมนุมวิ่งตรงมายังจุดที่อาคารหลังใหญ่ที่สุดในเขตเมืองตานีเคยตั้งอยู่พอดี และนั่นหมายถึงกองเศษวัสดุที่ใหญ่ที่สุดในเขตเมืองตานีด้วยเช่นกัน ความเร็วจากการวิ่งที่ถูกเสริมด้วยความตกใจหรืออาจจะเป็นความโกรธแค้น บวกกับดวงตาที่ถูกพรางเอาไว้ ผลจึงกลายเป็นอย่างที่เห็น.....

 

            ที่น่าเศร้าที่สุดคือวิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่าง พวกมันมีโอกาสได้รู้สึกตัวอีกครั้งเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่กระสุนหัวทำลายวิญญาณจากปืนกลของระบบรักษาความปลอดภัยจะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ เสียงกรีดร้องแหลมยาวของเหล่าวิญญาณที่แตกสลายฟังดูน่าสยดสยองเหมือนทุกครั้ง แต่สำหรับตานีทั้งสอง มันทำให้พวกเธอนึกถึงไซเรนเตือนภัยที่ดังก้องอยู่ในสายลมหนาวเหน็บก่อนที่สวนกล้วยจะแตก

 

            ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยอีกครั้ง.....

 

            “กล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมส่งเสียงเรียกเพื่อนสาวมาจากอีกฟากหนึ่งของโต๊ะกินข้าว “สุมาเน่อ แต่ยะอะหยังบ่ได้แล้วแม่นก่อ”

            “ก็คงจะบ่ได้แล้วแหละ” กล้วยถอนหายใจเฮือก ความรู้สึกอยากจะร้องไห้แผดเผาอยู่ในอกแบน เธอกวาดตามองบนหน้าจอแลปทอปซึ่งตอนนี้แสดงโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณแวบหนึ่ง ผู้ชุมนุมเริ่มถอยกลับออกไปแล้ว แต่ความสูญเสียได้เกิดขึ้นแล้ว “มีอะหยัง”

            “มาดูนี่หน่อย เอื้อยเดือน อุ๊ยสาย น้ำไทด้วย”

            “เอาขึ้นจอเลยดีกว่ากล้าย” พันเอกสาวตอบเสียงหนัก

            “เจ้า”

 

            กล้ายเคาะคีย์บอร์ดครั้งหนึ่ง ภาพในจอแอลซีดีเปลี่ยนเป็นโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณ จุดสีม่วงซึ่งแทนพลังงานวิญญาณของมนุษย์ยังคงออกันอยู่เต็มถนนอ้อมตานริมพื้นที่เมืองตานีบอกว่ามันเป็นผลการสแกนที่ถูกบันทึกเอาไว้ก่อนที่จะเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น

 

            “เพื่อหื้อดูง่าย ข้าปิดการแสดงผลวิญญาณไปเน่อเจ้า” ตานีสาวผมหางม้าอธิบายก่อนจะคลิกเมาส์ซูมเข้าไปยังจุดที่มีการชุมนุม “ดูตรงนี้เน่อเจ้า หกโมงห้าสิบสามนาทีตรงยังเป็นปกติ แต่ดูต่อไปเน่อเจ้า”

 

            กล้ายคลิกเมาส์ให้วิดีโอเล่นต่อทีละวินาทีต่อวินาที และเมื่อตัวเลขเวลาบนหน้าจอบอกเวลาหกโมงห้าสิบสี่นาทีสิบเจ็ดวินาที จุดสีม่วงที่ริมสุดของกลุ่มต่อต้านก็หายวับไปเกือบสิบจุดในแนวเส้นตรงแทบจะทันที ตามมาด้วยอีกเกือบสามสิบจุดจนเกิดเป็นวงกลมอันว่างเปล่าอยู่ริมขอบกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยังกันอยู่หนาแน่น ก่อนที่เหล่าจุดที่เหลือจะเคลื่อนไหวอย่างยุ่งเหยิงและมุ่งหน้าเข้ามาในเขตเมืองตานี

 

            “จู่ๆหายไปจะอั้นก็แปลว่าเปิ้นบ่ได้เป็นวิญญาณอยู่ในร่างมนุษย์อีกแล้ว....” กล้วยเอ่ยขึ้นเป็นตนแรก

            “ก็ตายสิแบบนั้น” หลานชายหมอผีใหญ่หันไปหาเพื่อนสาว

            ”ถูก” ราชินีตานีตอบกลับ “ตายพร้อมๆกันจะอั้น แถมยังหายไปเป็นเส้นแล้วก็เป็นวง หรือจะหมู่เปิ้นจะ.....”

 

            “ก็ลองดูนี่”

            กล้ายคลิกเมาส์ ภาพบนจอเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดตัวที่อยู่ใกล้กับการชุมนุมที่สุด แล้วดวงตาเรียวของราชินีตานีก็เบิกกว้างเมื่อเห็นแสงสว่างวาบก่อนจะตามมาด้วยเปลวเพลิงและกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แม้จะเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที แต่ตานีเจนศึกอย่างเธอมีหรือจะมองไม่ออกว่านั่นคือแสงจากปากกระบอกปืนและระเบิดมือ.....

 

            “นึกแล้ว มีผู้ได๋พยายามเสี้ยมหมู่เฮา” สายขบกรามกรอด

            “ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือนี่เจ้าอุ๊ยสาย”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมย้อนภาพกลับไปยังเฟรมที่มีแสงจากปากกระบอกปืนก่อนจะซูมเข้าไปยังตำแหน่งแสง เงาร่างของบางสิ่งบางอย่างยืนในท่าถือปืนอยู่ตรงนั้น มันเลือนรางเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ และส่วนสูงที่ตระหง่านเงื้อมเหมือนยักษ์ปักหลั่นนั้นก็เกินกว่าจะเป็นมนุษย์เช่นกัน.....

 

            “นั่นมัน....”

            “ลองดูภาพในย่านพลังงานวิญญาณดูเน่อเจ้า”

            “นั่นมัน....” คิ้วบางของวิญญาณสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อกล้ายสลับภาพในจอจากของกล้องใช้แสงธรรมดาเป็นกล้องสแกนพลังงานวิญญาณ “ผีของประจิมนี่ ที่เคยไล่ล่าพี่ตอนเข้ามาที่นี่วันแรก”

            “แน่ใจก๋า” สายถามย้ำ

            “แน่ใจ” เดือนตอบหนักแน่น

 

            “สรุปว่าประจิมอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์พวกนี้ทั้งหมดสินะ ไอ้เลวเอ๊ย......”

            เด็กหนุ่มหน้าดุขบกรามกรอด เพียงแค่คนคนเดียว แต่กลับทำให้เกิดความสูญเสียได้ขนาดนี้ ทำให้เมืองที่เคยสงบสุขมาตั้งแต่เขาจำความได้แตกแยกกันได้ถึงขนาดนี้ ทำให้เพื่อนๆของเขาต้องแตกแยกกัน ต้องทุกข์ใจกันขนาดนี้ เขาไม่รู้ว่าจะใช้คำอะไรเรียกนักการเมืองคนนี้ดี ถึงจะสาสมกับสิ่งที่มันทำลงไป.....

 

            “โกรธไปก็เท่านั้นจ้าด เป็นความผิดของหมู่เฮาด้วยเหมือนกันที่ตามบ่ทันเปิ้น”

            กล้วยเม้มปากแน่น ถ้าเธอรอบคอบกว่านี้ ถ้าเธอมองแผนของฝ่ายตรงข้ามออกให้เร็วกว่านี้ พวกเธอคงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ พวกเธอคงไม่ต้องเตรียมตัวหนีราวกับเป็นอาชญากรขี้ขลาดแบบนี้ และพวกเธอคงไม่ต้องทนดูชาวเมืองที่พวกเธอต้องปกป้องมาห้ำหั่นกันเองแบบนี้.....

 

            เด็กสาวหน้าจืดลุกขึ้น ก่อนจะประกาศด้วยเสียงขมขื่นที่สุดเท่าที่ทุกคนและทุกตนเลยได้ยินมา

            “ทุกตน เตรียมเก็บของเหอะ ข้าเจ้าว่าหมู่เฮาคงต้องย้ายในอีกบ่เกินสองสามวันนี้”

            “แล้วจะย้ายอาวุธหนักไปหมดก๋าท่านกล้วย” วิญญาณสาวหน้าหวานท้วง

            “บ่หมดเจ้า เอาไปเท่าที่เอาไปได้ เท่าที่ดูก็น่าจะรถถังสี่คัน รถขับเคลื่อนสี่ล้ออีกคัน กระสุนอีกสักหน่อย แล้วก็ต้นกล้วยทั้งหมด” ราชินีตานีตอบก่อนจะหันไปหาเพื่อนสนิทของเธอ “กล้าย ระบบบินอัตโนมัติ ถ้าหมิง น้ำว้า น้ำไทแล้วก็ข้าเจ้าช่วยติดตั้งด้วย เวลาสักสองวันจะติดได้มากที่สุดสักกี่ลำ”

            “น่าจะสักสิบหรือสิบสองลำมั้ง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบอย่างไม่แน่ใจนัก “แต่ข้ายังบ่ได้ลองเลยว่ามันควบคุมได้เท่าได๋ เดี๋ยวคืนนี้จะลองติดตั้งแล้วเอาขึ้นบินดูละกัน หักเวลาทดสอบก็น่าจะได้สักแปดลำสิบลำมั้ง”

            “โอเค” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า ก่อนจะหันไปหาจ้าด “จ้าด ขอแรงยกของหน่อยเน่อ แล้วก็อาจจะต้องช่วยบินเครื่องรบไปดอยสูงก่อนด้วย หมิงด้วยเน่อ”

            “ได้เลย”

            “อื้ม”

            “ส่วนอุ๊ยสายกับเอื้อยเดือนช่วยเฝ้าสถานการณ์ตอนที่หมู่เฮาออกไปยะการข้างนอกหน่อยเน่อเจ้า”

            “ได้” วิญญาณสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์พยักหน้า แต่เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเธอเสนอทางเลือกอื่น

            “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าอุ๊ยออกไปซื้อเสบียงอาหารมาตุนไว้หื้อก่อนดีกว่า”

            “บ่ได้เน่ออุ๊ยสาย !” น้ำว้าท้วงเสียงสูง “ออกไปตอนนี้บ่ได้เน่อ อันตรายมากเน่อ ! เอ่อ.... เน่อเจ้า.....”

            สายพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงตอบรับหางเสียงของลูกศิษย์ตัวน้อยก่อนจะตอบ “ก็แต๊ แต่ถ้าอุ๊ยบ่ออกไป ผู้ได๋จะออกไปล่ะ บ่มีผู้ได๋ฮู้จักอุ๊ยอยู่แล้ว แล้วก็บ่ได้ถูกหมายหัวจากวิญญาณของประจิมเหมือนเดือนด้วย”

            “ก็บ่ต้องออกไปซื้อสิเจ้า” น้ำไทพูดบ้าง

            “บ่ออกไปได้จะได เสบียงที่มีตอนนี้แค่มะรืนนี้ยังจะบ่พอเลย แล้วที่ดอยสูง แหล่งซื้อเสบียงที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างตั้งเกือบเจ็ดสิบกิโล และพอถึงตอนนั้นหมู่เฮาก็บ่ฮู้ว่าจะออกมาได้ก่อด้วย รีบซื้อตอนที่ยังพอซื้อได้นี่แหละดีที่สุดแล้ว”

            “ถ้าจะอั้น ข้าเจ้าจะไปด้วย” น้ำว้าพูดเสียงแข็งพอๆกับดวงตาที่จ้องมองอดีตอาจารย์

            “เฮาก็สิไปด้วย” หมิงร่วมวงด้วยอีกตน

            “บ่ได้” อดีตพันเอกสาวส่ายหน้า “ถ้าน้ำว้าไปด้วย หมู่เฮาจะยิ่งตกเป็นเป้าเปล่าๆ หมิงก็ควรจะอยู่ที่นี่ช่วยท่านกล้าย ไปช่วยอุ๊ยก็บ่ได้อะหยังมากหรอก อียเดินซื้อของหลายรอบได้อยู่แล้ว และถ้าเกิดอะหยังขึ้นมาแต๊ๆ อุ๊ยที่เป็นกึ่งวิญญาณก็น่าจะคล่องแคล่วกว่าหมิงที่เป็นสัตว์ภูตเน่อ”

            “เอาจังซั่นบ่” สมิงสาวยังมีท่าทีอิดออด แต่เธอก็รู้ว่าคงเถียงหญิงชราในร่างหญิงสาวผู้มีวุฒิภาวะและวิจารณญาณเหนือกว่าเธอหลายขุมไม่ได้ “จังซั่นก็ได้ค่ะ เดี่ยวเฮาอยู่ซ่วยกล้ายเอง”

            “จะอั้นเอาตามนี้เน่อ” กล้วยสรุป “ทุกตนเก็บของหื้อเร็วที่สุด อะหยังบ่จำเป็นก็บ่ต้องเอาไป เดี๋ยวข้าเจ้าจะออกไปช่วยกล้ายดูเรื่องเครื่องบินรบก่อน ถ้าผู้ได๋จัดของเสร็จแล้วจะมาช่วยก็ได้เน่อ”

            “รับทราบ”

 

            ขณะเหล่าสหายร่วมรบตนอื่นแยกย้าย ตานีสาวหน้าจืดกวาดตามองไปรอบห้องนั่งเล่น ก่อนจะมองผ่านหน้าต่างออกไปยังลานจอดเครื่องบินด้านนอกที่ยามนี้ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน อีกเพียงไม่กี่วัน หรืออาจจะเป็นมะรืนนี้ หรืออาจจะเป็นพรุ่งนี้ พวกเธอก็คงต้องจากที่แห่งนี้ไป ที่ที่พวกเธออยู่มาตั้งแต่จำความได้ ที่ที่พวกเธอมีหน้าที่ต้องปกปักรักษายิ่งชีวิต.....

 

            และวันนั้นจะเป็นวันที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเธอ ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงราชินีตานี แต่ไม่อาจรักษาแม้ผืนแผ่นดินที่เผ่าพันธุ์ของเธอเคยอยู่เอาไว้ได้.....

 

 

            นางกลับมายืนในห้องที่เธอไม่อยากเหยียบย่างเข้ามามากที่สุดอีกครั้ง

 

            ใบหน้าสวยหวานราวนางฟ้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่เบื้องหลังดวงตาโตแข็งกร้าวหากร้อนแรงราวกับเหล็กที่ถูกเผาจนเป็นสีแดงฉานด้วยไฟโทสะ ขณะเธอกำลังจ้องมองนักการเมืองในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กยับๆเหมือนเพิ่งประชุมเสร็จที่นั่งยิ้มอย่างสบายอารมณ์อยู่หลังโต๊ะทำงาน

 

            “โอ้ ไม่ได้เจอกันนานนะ มีอะไรหรือคุณนาง ถึงได้ถ่อจากในเขามาหาผมถึงที่นี่”

            “ยะหยังถึงเปิดเผยตำแหน่งเมืองตานี” เช่นเดียวกับใบหน้า เสียงหวานของตานีสาวเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใด แต่กลับแฝงเอาไว้ลึกๆ ด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้น “นี่ก๋าจุดประสงค์ของสารคดีตานีนั่น นี่ก๋าจุดประสงค์ของคุณ”

            “ใช่” ประจิมตอบหน้าตาเฉย “และมันก็ตามจุดประสงค์ของคุณแล้วไม่ใช่หรือ กำจัดราชินีตานีเพื่อให้คุณได้เป็นราชินีตานีแทนไง”

            “แต่ข้าบ่ได้ต้องการหื้อตานีกลายเป็นที่เกลียดชังของมนุษย์จะอี้ ข้าต้องการแค่สั่งสอนมนุษย์หื้อฮู้ถึงจิตใจของภูตผีเท่านั้น” เด็กสาวคนสวยพยายามข่มโทสะที่พยายามต่อสู้ให้หลุดออกมาจากอกตู้มของเธออย่างเต็มความสามารถ แต่มันก็ยากขึ้นทุกที โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายทำท่าเหมือนทองไม่รู้ร้อนทั้งที่ทำเรื่องร้ายแรงลงไปแบบนี้ “และถึงข้าจะเกลียดมนุษย์ ข้าก็บ่ได้ต้องการหื้อเปิ้นต้องมาตายเพราะเรื่องจะอี้ ข้าบ่ได้ต้องการสิ่งที่คุณยะเลยสักนิด !

            “เอาน่า ใจเย็นๆ” ชายวัยกลางคนยังคงยิ้ม “ผมรับรอง อีกไม่นานคุณก็จะได้เป็นราชินีตานีอย่างที่หวัง อีกไม่นานพวกมนุษย์ก็จะรู้สึกถึงสิ่งที่พวกมันทำลงไปกับภูตผีปีศาจอย่างที่คุณต้องการแล้ว อดทนอีกสักนิด คุณก็รู้นี่ว่าชัยชนะในสงครามไม่ได้ได้มาง่ายๆ และมันก็ต้องแลกด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่บางทีก็อาจจะไม่ได้ถูกใจคุณนัก”

            “ข้าบ่อยากเป็นราชินีท่ามกลางซากปรักหักพังและมีมนุษย์จ้องจะเอาชีวิตตลอดเวลาหรอกเน่อ” นางตอบเสียงเย็น “หยุดการใส่ร้ายตานีเดี๋ยวนี้ ถ้าจะกำจัดราชินีตานีกับตนอื่นๆ คุณสั่งหื้อทหารหรือผีร้ายที่คุณมีกำจัดหมู่เปิ้นก็ได้ คุณบ่จำเป็นจะต้องยะจะอี้”

            “รอดูไปเถอะ แล้วท้ายที่สุดคุณจะขอบคุณผม” ประจิมยิ้มกว้างขึ้นอีก ก่อนจะตัดบท “เอาล่ะ ถ้าคุณมีเรื่องจะพูดแค่นี้ก็กลับไปได้แล้ว เดี่ยวผมต้องมีประชุมคณะรัฐมนตรีของรัฐต่ออีก เฮ้อ ตำแหน่งสูงนี่มันยุ่งจริงๆน้า.....”

 

            นางเม้มปากจนแทบจะเป็นเส้นตรง ดวงตาที่ส่องประกายสีเขียวจ้องมองฝ่ายตรงข้ามซึ่งยามนี้ทำทีเป็นจัดเอกสารบนโต๊ะนิ่ง ก่อนที่เธอจะหันหลังกลับพลางพูดทิ้งท้าย

 

“ก็ได้ ข้าจะรอดู”

            “อ้อ และออกไประวังๆล่ะ ยามประจำที่ทำการพรรคแล้วก็เพื่อนร่วมงานผมไม่ค่อยชอบตานีซะด้วย แถมมีตำรวจยืนเฝ้ายามอยู่ด้วยอีก ถ้าเขาเห็นตัวล่ะก็เผ่นให้ไวเลยล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน”

 

            นางแค่นหัวเราะในลำคอ ดังพอที่อีกฝ่ายจะได้ยิน ก่อนจะเหวี่ยงประตูกระจกปิด ที่ห้องรับรองด้านนอก ตานีสาวผมเปียและตานีสาวผมชี้แหลมเหมือนผู้ชายนั่งรอเธออยู่ ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนที่เอื้องจะเอ่ยถามขึ้นเบาๆเหมือนเคย

 

            “ว่าจะไดบ้าง”

            “ปิ๊กไปอู้กันที่ฐาน”

 

            นางตอบห้วนๆ ก่อนจะหายตัวไป

 

 

            “ว่าจะไดบ้าง”

            ตานีสาวหน้าอ่อนถามซ้ำเมื่อเคลื่อนที่ในพริบตาตามเพื่อนสาวกลับมาถึงฐานลับของพวกเธอ ตานีสาวคนสวยไม่ตอบ เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเธอ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

            “เหมือนเดิมนั่นแหละ” นางตอบในที่สุด “ข้าเริ่มทนบ่ไหวแล้ว มันบ่แม่นสิ่งที่ข้าต้องการ ข้าบ่อยากหันตานีต้องถูกใส่ร้ายไปมากว่านี้อีกแล้ว”

            “แล้วนางจะยะจะได” ตานีสาวผมสั้นถามบ้าง

            “ข้า.... คึดว่าคงอยู่กับกองกำลังผีร้ายอีกบ่นาน”

            “หมายความว่าจะได” แหวนขมวดคิ้ว “นางจะบ่ร่วมมือกับกองกำลังผีร้ายแล้วก๋า”

            “ก็คงจะอั้น”

            “แล้วหลังจากนั้นนางจะยะจะไดต่อ !?” ตานีสาวหัวหนามขึ้นเสียงสูงอย่างตกใจ “ถ้าหมู่เฮาทรยศ ประจิมบ่เอาหมู่เฮาไว้แน่ แล้วข้าก็บ่มีทางปิ๊กไปเข้ากับหมู่กล้วยแน่นอน ที่สำคัญที่สุดเน่อนาง นางจะบ่ได้เป็นราชินีตานีเน่อ !

            “คึดว่าข้าอยากเป็นราชินีนักกา !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้สวนกลับ “ข้าอยากเป็นราชินีแค่เพื่อเปลี่ยนนโยบายการกำจัดผีร้าย กล้วยสมัยก่อนก็หัวแข็งจนบ่ยอมฟังอะหยังสักอย่าง แม้แต่อุ๊ยสายเปิ้นก็ยังบ่เว้น ข้าเลยคึดจะกำจัดเปิ้น แต่ตอนนี้เปิ้นดูเปลี่ยนท่าทีไป ถ้ากล้วยยอมเปลี่ยนนโยบาย ข้าก็บ่ได้อยากจะกำจัดเปิ้นหรอก”

            “นางอู้จะอี้แปลว่าจะปิ๊กไปหาหมู่เปิ้นสิเน่อ” ดวงตาคมของแหวนหรี่ลง “คึดว่าเปิ้นจะยอมรับหมู่เฮาก๋า แล้วคึดว่าไปอยู่กับหมู่เปิ้นแล้วจะรอดก๋า ขนาดหมู่เปิ้นยังจะเอาตัวเองบ่รอดเลย !

            “ตอนนี้ข้าบ่สนแล้วว่าข้าจะรอดบ่รอด” นางตอบเสียงแข็ง ดวงตาโตจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้ายะหื้อกล้วยเปลี่ยนความคึดได้แล้ว และถ้าข้าต้องสิ้นอายุแต๊ ข้าก็ยอมเพื่อไถ่โทษในสิ่งที่ข้าได้ยะไป ดีกว่าช่วยเปิ้นยะเรื่องเสื่อมเสียกับเผ่าพันธุ์ของหมู่เฮาอยู่จะอี้ !

            “เสื่อมเสียแล้วจะได หมู่เฮาก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ก็ได้นี่” เด็กสาวผู้มีเค้าใบหน้าเหมือนผู้ชายย้อนถาม “คึดดูเน่อ ถ้านางได้เป็นราชินีตานี นางจะสร้างมันขึ้นมาใหม่จะไดก็ได้ตามใจนางเลยเน่อ”

            “ก็บอกแล้วจะไดว่าข้าบ่ต้องการจะอั้น สิ่งที่ข้าต้องการมีแค่หื้อหมู่มนุษย์ฮู้สึกถึงสิ่งที่เปิ้นยะกับผีร้าย และเปลี่ยนนโยบายการปราบปรามผีร้ายของตานี แต่ถ้ามันต้องแลกมาด้วยชื่อเสียงด้วยเกียรติประวัติของหมู่เฮาตานี ข้าก็บ่อยากได้”

            “นางจะคึดจะอั้นก็แล้วแต่นาง จะเลิกง่ายๆก็เรื่องของนาง แต่คึดถึงหมู่เฮาบ้างเน่อ !” ตานีสาวหัวหนามโต้กลับ “หมู่เฮาอุตส่าห์ตามนางมาเพราะเชื่อมั่นในตัวนาง จะทิ้งหื้อหมู่เฮาผิดหวังก๋า !?

            “แต่ข้า.....” เอื้องขยับปากจะพูด แต่แหวนรีบแทรกขึ้นเสียก่อน ขืนปล่อยให้เพื่อนสาวผมเปียพูดต่อเธอต้องเข้าข้างนางแน่

            “รอดูสถานการณ์อีกสักหน่อยเหอะนาง” แหวนพยายามเกลี้ยกล่อม “ประจิมเป็นตนฉลาด เปิ้นต้องมีแผนอะหยังอยู่ในหัวแน่ แผนของเปิ้นก็สำเร็จมาหลายครั้งแล้วบ่แม่นก๋า”

            “และก็ล้มเหลวหลายครั้งเหมือนกัน” ตานีสาวคนสวยแก้ “แต่เอาเถอะ ข้าจะทนดูต่อไปอีกสักหน่อย เพราะอย่างที่แหวนว่า แยกตัวออกไปตอนนี้ก็เสี่ยงเกินไป”

 

            “แต่ถ้าเปิ้นยังยะหื้อตานีเสื่อมเสียจะอี้ หมู่เฮา.... หรืออย่างน้อยก็ข้า คงนิ่งเฉยดูเปิ้นทำลายเผ่าพันธุ์ที่ข้าฮักต่อไปบ่ได้อีกแล้ว”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 / 10:49
    สงครามสื่อที่ช่วงชิงประชาชนเริ่่มขึ้นแล้วสินะ...

    จะว่าไปอ่านเนื้อเรื่อง Arc นี้แล้วนึกถึงคลิปนี่แฮะ

    https://www.youtube.com/watch?v=Lg2dqFCU67Q


    #96
    0