ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 81 : รอยร้าวที่กลางถนนคนเดิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 มิ.ย. 58

            “น้ำไท อุ๊ยมีอะหยังจะหื้อ น้ำไทต้องดีใจแน่”

            เด็กหญิงผมเปียผู้นั่งอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะกินข้าวเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตากลมฉายแววงุนงงบางๆเมื่อช้อนขึ้นมองสายผู้มีรอยยิ้มบางๆฉาบอยู่บนริมฝีปาก รอบโต๊ะ เด็กหญิงผมสั้นและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำผู้มาเรียนหลักสูตรศึกษานอกโรงเรียนกับวิญญาณสาวหน้าหวานเหมือนตานีน้อยผมเปีย และผีสาวแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ผู้มานั่งเป็นเพื่อนต่างก็มองอดีตนายพลสาวอย่างสงสัยเช่นกัน จะยังมีอะไรทำให้ตานีน้อยผู้ซึมมาตลอดสามอาทิตย์ดีใจได้อีกละหรือ

 

            “นี่จะได”

            “เอ๋.....!?

            ใบหน้าหมองของตานีน้อยผมเปียสว่างสดใสขึ้นมาทันทีราวกับมีสปอตไลท์สักสิบดวงสาดส่องมาพร้อมๆกันเมื่อพันเอกสาวยื่นของในมือมาให้เธอ มันเป็นกล่องโลหะสีเทาเงินเก่าๆที่บี้แบนและมีรอยบุบอยู่เต็มไปหมด กล่องโลหะที่คุ้นตาเธอเหลือเกิน.....

 

            “อุ๊ยสายไปเอามาได้จะไดเจ้า” เด็กหญิงละล่ำละลักถาม ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเธอมองกล่องสลับไปมากับใบหน้าซึ่งบัดนี้มีรอยยิ้มกว้างของอดีตพันเอกสาว

            “อุ๊ยก็เคยฝึกหน่วยสงครามใต้น้ำมาบ้างล่ะน่า” สายตอบยิ้มๆ “เปิดดูข้างในสิ ของข้างในยังอยู่ดีก่อ”

 

            น้ำไทยื่นมืออันสั่นเทาไปรับกล่องมาเปิดออกอย่างช้าๆ เธอหลับตาลงพลางกลั้นหายใจเตรียมรับความเสียใจที่จะถาโถมเข้าใส่หากของข้างในหักพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่เมื่อเธอรวบรวมความกล้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง น้ำตาของเด็กหญิงตัวน้อยก็ไหลพรากลงอาบสองแก้มเมื่อเห็นกระสุนไรเฟิลจู่โจมนัดหนึ่งยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ในนั้นในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยแตกหัก ปลอกกระสุนทองเหลืองสะท้อนประกายหลอดไฟบนเพดานห้องเป็นประกายวาววับ เหมือนวันที่แม่ผู้ล่วงลับเพิ่งจะมอบมันให้กับเธอ....

 

            “อุ๊ยสาย.....”

            เด็กหญิงแทบจะกระโดดขึ้นเก้าอี้แล้วถีบตัวโผข้ามโต๊ะไปกอดวิญญาณสาวรุ่นทวดแต่หน้ารุ่นพี่เสียเดี๋ยวนั้น แต่เมื่อเห็นสายยกมือห้าม เธอก็ยอมถอยตัวลงจากเก้าอี้ก่อนจะวิ่งอ้อมโต๊ะไปกอดหญิงสาวหน้าหวานแน่น แก้มขาวที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาแนบอกอุ่นขณะเธอสะอึกสะอื้นด้วยความยินดี หลังจากหายไปสามสัปดาห์ ในที่สุดของมีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิตก็กลับมาอยู่กับเธอแล้ว....

 

            “เอ้าๆ บ่เป็นอะหยังๆ บ่ต้องร้องไห้” สายแตะหัวเด็กหญิงเบาๆอย่างเอ็นดู “เอาล่ะ ได๋ๆก็ได้ของรักคืนมาแล้ว แล้ววันนี้ท่านกล้วยท่านกล้ายแล้วก็จ้าดก็สอบกันวันสุดท้ายด้วย เย็นนี้หมู่เฮาไปเดินถนนคนย่างทุ่งไหหินกันหน่อยดีก่อ หมู่เฮาก็บ่ได้ออกจากที่นี่มาหลายอาทิตย์แล้วนี่”

            “เอ๋ จะดีกาเจ้าอุ๊ยสาย” ตานีน้อยผมเปียเงยหน้าขึ้นมาถาม เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาแห่งความตื้นตันแทนน้องสาวก่อนจะพูดต่อ “สถนการณ์จะอี้ ออกไปที่มนุษย์เยอะๆจะอั้นจะบ่อันตรายเกินไปก๋า”

            “ก็.... มันก็อันตรายอยู่แหละเน่อ แต่ขวัญกำลังใจของกำลังพลก็สำคัญนี่แม่นก่อ”

 

            หญิงสาวหน้าหวานยิ้มแห้งๆ น้ำว้าท้วงเธอเหมือนกับที่เธอท้วงราชินีตานีตอนที่ฝ่ายหลังมาเสนอแผนกับเธอเมื่อคืนไม่มีผิด แต่เด็กสาวหน้าจืดก็ยืนกรานว่าควรจะต้องออกไปพักผ่อนเสียบ้าง ในที่สุด อดีตพันเอกสาวก็ยอม ด้วยเธอเองก็รู้สึกถึงความเครียดและความหดหู่ที่คงจะใกล้ถึงขีดสุดในตัวตานีน้อยทั้งสองและอีกหนึ่งสมิงสาวเช่นกัน หากไม่ออกไปพักผ่อนเสียบ้างได้บ้าอยู่ในโรงเก็บเครื่องบินกันแน่ๆ

 

            “แล้วถ้าเกิดคนอื่นรู้ว่าทุกคนเป็นตานีจะทำยังไงล่ะคะอุ๊ยสาย” เดือนร่วมด้วยช่วยท้วงอีกแรง แต่เธอก็ถูกอีกฝ่ายเบรกกลางประโยค

            “ก็บอกแล้วจะไดว่าอย่าเรียกอุ๊ยสาย เรียกเอื้อยสายหรือพี่สายก็พอ !

            “แอ๊บเด็กไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นหรอกค่ะอุ๊ยสาย” ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์อดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นอดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกแทบหงายเงิบเหมือนโดนกะสุนปืนเข้ากลางหน้าผาก “แต่.... อุ๊ยสายก็รู้นี่คะว่าความรู้สึกของชาวเมืองตอนนี้เป็นยังไง ถ้าเกิดมีคนจับได้เราอาจจะโดนทำร้ายได้เลยนะคะ”

            “ท่านกล้วยว่าเปิ้นเตรียมวิก แว่นกันแดดแล้วก็หมวกไหมพรมเอาไว้แล้ว ถ้าเกิดบ่มีผู้ได๋ผิดสังเกตกระชากของพวกนี้ออกก็คงบ่มีผู้ได๋ฮู้หรอก” สายตอบ แต่ด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก

            “จะไหวแน่ก๋า.... เจ้าอุ๊ยสาย” น้ำว้าหรี่ตาลง “ข้าเจ้าว่ามันดูหละหลวมมากเลยเน่อ.... เจ้า”

            “คงไหวแหละ ถ้าบ่ไหวอุ๊ยก็พอฮู้ทางหนีทีไล่แถวนั้นอยู่บ้าง” พันเอกสาวตอบ “อีกอย่าง ท่านกล้วยก็บ่ได้เป็นตนที่จะคึดอะหยังบ่รอบคอบอยู่แล้วนี่แม่นก่อ”

            “ก็.... แต๊เน่อเจ้า ถ้าเอื้อยกล้วยคึดไว้แล้วก็น่าจะบ่เป็นอะหยังแต๊ๆแหละมั้งเจ้า”

            “แล้ว.... เฮาสิได้ไปด้วยก่อ”

 

            สองสมิงสองวิญญาณหันมามองสมิงสาวเป็นตาเดียว แล้วทุกตนก็อดหัวเราะอย่างขบขันระคนสงสารไม่ได้เมื่อเห็นแววกระเหี้ยนกระหือรืออย่างที่สุดบนใบหน้าละม้ายเสือนั้น ดวงตาสีเหลืองที่มีรูม่านตาเป็นขีดสีดำอ้วนๆอยู่ตรงกลางก็ทอประกายแห่งความหวังสว่างไสว หูที่มีขนปุกปุยในเรือนผมสีขาวสลับดำกระดิกไปมาอย่างตื่นเต้น ถ้าร่างนี้มีหางคงกระดิกหางไปแล้ว

 

            “คงจะ.... บ่ได้หรอก หูหมิงเด่นเกินไป”

            วิญญาณสาวหน้าหวานต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะเมื่อเห็นหมิงหงอยลงถนัดตาเหมือนถั่วงอกไม่ได้รดน้ำยังไงยังงั้น แม้แต่หูปุกปุยที่เด่นเกินไปนั้นก็หลุบต่ำลงแนบเรือนผม น้ำใสแห่งความผิดหวังรื้นขึ้นมาคลอเบ้า

            “ล้อเล่น” หญิงสาวหน้าหวานหัวเราะคิก “ท่านกล้วยอู้เลยว่าหมิงนั่นแหละน่าจะเครียดที่สุดแล้ว เปิ้นเลยเตรียมหมวกกับที่ซ่อนหูไว้เรียบร้อย หมิงไปได้แน่นอน”

            “อีหลีบ่” ดวงตาสีเหลืองของเด็กสาวหน้าเสือลุกวาวขึ้นมาอีกครั้ง “อย่ามาขี้ตั๋วะกับเฮาเน่ออุ๊ยสาย”

            “แม่น บ่ได้ตั๋วะ” อดีตแม่ค้าอาวุธตอบกลั้วหัวเราะเป็นภาษาถิ่นของสมิงสาว ก่อนจะเสริมติดตลก “แต่แปลงร่างเป็นเสือบ่ได้เน่อ เดี๋ยวจะแตกตื่นกันทั่วเมือง”

            “บ่เป็นหยัง แค่นี้เฮาก็ดีใจแล้ว” หมิงยิ้มกว้างก่อนจะหันไปหาตานีน้อยทั้งสอง “ไปเตรียมตัวกันดีกวาน้ำว้าน้ำไท นานๆทีสิได้ออกไปไสทีต้องแต่งตัวกันให้สวยๆงามๆเด๊”

            “อื้ม เอื้อยหมิงเลือกชุดหื้อข้าเจ้าด้วยเน่อ”

            “ได้เลย !

            “เดี๋ยวน้ำว้าน้ำไท หมิงด้วย บ่เรียนกันแล้วก๋า !? แล้วอีกตั้งสามชั่วโมงกว่าหมู่เปิ้นจะปิ๊กกันมาเน่อ !

 

            สายส่งเสียงเรียกไล่หลัง แต่ช้าเกินไป สามพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์วิ่งตื๋อออกไปจากห้องเสียแล้ว ทิ้งหนังสือเรียนที่เปิดหาอยู่บนโต๊ะไว้เป็นของดูต่างหน้า หญิงสาวหน้าหวานส่ายหน้าพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ริมฝีปากอิ่มมีรอยยิ้มแต้ม เธอไม่ได้เห็นทั้งสามอารมณ์ดีแบบนี้มาหลายอาทิตย์แล้ว อาจจะยกเว้นก็แค่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วตอนหัวเราะกันเรื่องเธอแอ๊บเด็กไม่สำเร็จเท่านั้น หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นในไม่ช้ากันหนอ....

 

            แต่จะคิดแบบนั้นก็คงเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปมาก อันที่จริง สถานการณ์ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาแสดงแนวโน้มตรงกันข้าม ประจิมได้ขึ้นเป็นประธานรัฐตามที่เดือนบอก การประท้วงต่อต้านตานียังคงยืดเยื้อ การปะทะระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านก็ยังคงมีประปราย แต่อย่างน้อยก็ยังไม่มีใครทำร้ายตานีสาวทั้งสองโดยตรง สายคิดว่าคนคงยังเหลือความยำเกรงต่อทั้งปืนและทั้งศักดิ์และสิทธิ์ของเหล่าลูกศิษย์สาวอยู่บ้าง ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่เธอยอมให้ทุกตนออกไปเดินช็อปปิ้งที่ถนนคนเดินในวันนี้ได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าความปลอดภัยนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ และอดีตนายพันสาวก็คิดว่าคงอีกไม่นาน.....

 

            “ถ้างั้นเดี๋ยวเดือนไปเตรียมตัวด้วยเหมือนกันนะคะอุ๊ยสาย” เสียงของเพื่อนวิญญาณดึงอดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกกลับมาจากห้วงความคิด “อุ๊ยสายไม่ไปเตรียมตัวบ้างเหรอคะ นานๆจะออกไปทีน้า”

            “อุ๊ย.... ข้าเจ้าบ่เหมือนหมู่เปิ้น บ่มีผู้ได๋ฮู้จักอยู่แล้วเลยออกไปได้บ่อยๆ เลยบ่ฮู้สึกอะหยังเท่าได๋” หญิงชราในร่างหญิงสาวตอบ แววหงุดหงิดเล็กน้อยเจืออยู่ในน้ำเสียงด้วยอีกฝ่ายไม่ยอมเล่นตามการแอ๊บเด็กของเธอเลย “อีกอย่าง ข้าเจ้างามอยู่แล้ว บ่ต้องแต่งก็ได้”

            วิญญาณสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ยิ้มแหยๆ หัวเราะแหะๆ ก่อนจะตอบลากเสียง “ค่า สวยก็สวย.....”

 

            ห้าโมงครึ่ง เหล่านักศึกษาทั้งสามก็กลับกันมาถึงโรงเก็บเครื่องบิน หมิง น้ำวาและน้ำไทลงมานั่งรอกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นเรียบร้อยแล้ว หมิงอยู่ในชุดเมดกระโปรงฟูฟ่องสีขาวดำที่เข้ากับหูแมว.... หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือหูเสือของเธออย่างยิ่ง และเธอดูจะดีใจไม่น้อยที่ได้ใส่ชุดนี้ ในที่สุดเธอก็จะเนียนไปยืนทำท่าน่ารักๆ อยู่กับเหล่าสาวๆหน้าเมดคาเฟ่ทั้งหลายได้แล้ว.....

 

            เสื้อยืดและกางเกงยีนส์ของตานีน้อยผมสั้น และเดรสยาวคลุมเข่าของตานีน้อยผมเปียหวือหวาน้อยกว่าของรุ่นพี่สาวหน้าเสือ แต่ที่ทำให้เด็กหญิงทั้งสองดูแปลกตาคือวิกผม น้ำว้าได้วิกผมสีน้ำตาลขลิบทองถักเป็นเปียเล็กๆทั้งหัว ขณะน้ำไทได้วิกสั้นที่เธอต้องรวบผมยาวของเธอขึ้นไปมัดเป็นจุกบนหัวก่อนจะสวมทับ เมื่อรวมกับแว่นสายตาตัดแสงที่กล้ายทำให้เป็นพิเศษก็ทำเอาจ้าดจำแทบไม่ได้ เด็กหนุ่มหน้าดุกำลังจะหันไปถามสองวิญญาณสาวแล้วว่าอุตริเอาใครมานั่งเล่น แต่ก็ยั้งปากเอาไว้ทันเมื่อเห็นสีหน้ากลั้นหัวเราะของผีผู้อาวุโสทั้งสอง หากหลุดถามออกไปมีหวังได้โดนล้อแน่

 

            สามสหายนักศึกษาวางกระเป๋าไว้ที่ห้องนั่งเล่น ก่อนจะขึ้นไปเปลี่ยนชุดที่ชั้นบน แต่ยังไม่ทันจะถอดเสื้อเสร็จ ตานีสาวทั้งสองก็ต้องรีบปิดเนื้อนมไข่เป็นพัลวันเมื่อจู่ๆ หลานชายหมอผีใหญ่ก็พรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของพวกเธอ

 

            “บ่าจ้าดง่าว เข้ามายะหยัง ออกไป๊ !” กล้ายฉวยไม้แขวนเสื้อใกล้มือได้ก็เขวี้ยงหมายหัวเพื่อนหนุ่ม แต่เขาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างสวยงามก่อนจะยื่นของสิ่งหนึ่งที่ปุกปุยเป็นขนสีดำๆออกมาเบื้องหน้า

            “กล้วย กล้าย นี่มันอะไรกันเนี่ย !?

            “บ่ฮู้ว้อย ออกไป๊ !

            เด็กหนุ่มเบี่ยงหัวหลบไม้แขวนเสื้ออีกอันที่ลอยมาก่อนจะเชือดกลับด้วยเสียงเนือยๆ “โอ๊ย จะตกอกตกใจอะไรกันนักหนา ยังกับมีอะไรให้ดูงั้นแหละ”

 

            เส้นเลือดบนขมับของตานีสาวหน้าจืดและตานีสาวผมหางม้าเต้นพร้อมๆกันสองตุบ

 

            “อ๋อ สุมานักๆเน่อที่บ่มีอะหยังหื้อดู” ริมฝีปากของกล้วยฉีกเป็นรอยยิ้มหวานเย็น เธอรีบติดกระดุมเสื้อนักศึกษา เดินไปหาเพื่อนหนุ่มก่อนจะถามด้วยเสียงที่มีอุณหภูมิพอๆกับรอยยิ้มของเธอ ถ้าถามอะไรไม่เป็นเรื่องโดนแม่ยิงพรุนแน่ “อะหยัง จะถามว่าอะหยัง”

            “นี่มันอะไรเนี่ยกล้วย”

            เด็กสาวชำเลืองมองของในมือจ้าดเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นเรื่องปกติ “อ๋อ หนวดกับเคราจะได”

            “แล้วจะให้เราทำยังไงกับมันเนี่ย”

            “ง่าวก๋าบ่าจ้าดง่าว ก็ติดมันไว้บนหน้านายจะได” กล้ายกัดหนึ่งกร้วมมาจากระยะไกล

            “หา !?” หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้าง “ให้เราติดหนวดเนี่ยนะ จะไม่ดูเหมือนคนบ้าเรอะ”

            “ปกติก็บ้าอยู่แล้วบ่แม่นก๋า” เด็กสาวผมหางม้ากัดซ้ำ เธอติดกระดุมจนเรียบร้อยก่อนจะเดินมายืนข้างๆเพื่อนสาว “รู้แล้วนี่ ออกไปได้แล้ว จะออกดีๆหรือจะหื้อข้าเตะอัดเป้าสักปั้กก่อน”

            “แต่.... แต่ทำไมเราต้องติดด้วยล่ะ” จ้าดดูหวาดๆขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำขู่ของเพื่อนสาว แต่ความสงสัยก็เอาชนะความกลัว “เราไม่ต้องปลอมตัวก็ได้นี่”

            “บ่ต้องปลอมตัวก็ได้ที่ได๋เล่า นายนั่นแหละที่มนุษย์จำได้มากที่สุด รูปนายบนเน็ตโดนแชร์เยอะกว่าของหมู่เฮาตั้งเกือบสองเท่า” ราชินีตานีตอบ “อีกอย่าง ที่ถนนคนเดินบ่มีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา ถ้าหมู่เฮาโดนรุมขึ้นมาก็เคลื่อนที่นพริบตาหนีได้เลย แต่นายยะบ่ได้เน่อ หรืออยากโดนรุมเหมือนที่มหาลัยล่ะ”

            “อ่อ โอเค เข้าใจแล้ว” เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้าหงึกๆ “ถ้างั้นก็ เราไปแต่งตัวก่อนละกัน โทษทีที่เข้ามากะทันหันนะ”

            “เออ ไปเลย เร็วๆด้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไล่

            “คร้าบเจ๊” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียง ก่อนจะแสยะยิ้ม “อ้อ แล้วเมื่อกี้เราเห็นพุงกล้ายย้อยออกมานิด แอ๊ก.......!

 

            “อูย ไม่เห็นต้องฟาดแรงขนาดนั้นเลย เลือดจะคั่งในสมองรึเปล่าก็ไม่รู้.....”

            จ้าดบ่นอุบอิบอยู่บนที่นั่งตอนกลางของรถตู้คันเก่าๆ ที่สายไปยืมมาจากบริษัทของหลานสะใภ้ มือกุมท้ายทอยที่ยังคงปวดตุบๆจากการถูกฝ่ามือมรณะของเด็กสาวผมหางม้าฟาดเข้าเต็มแรง ก่อนจะย้ายไปเกาคางและริมฝีปากที่คันยุบยิบจากหนวดเคราปลอมที่ดกเฟิ้มน้องๆผู้ก่อการร้ายชายแดนบาหม่อน

 

            “ช่วยบ่ได้ ก็นายอู้จะอั้นเอง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมซึ่งยามนี้สวมวิกผมสีทองแดงเข้าชุดสาวสก๊อยตอบห้วนๆมาจากที่นั่งคนขับ เธอเหยียบคลัตช์ก่อนจะกระทืบคันเร่งหนึ่งปื้ดเป็นการระบายอารมณ์ “แล้วตานีหยุดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างตั้งแต่อายุสิบเจ็ดแล้วย่ะ บ่มีทางอ้วนขึ้นได้หรอก”

            “ถ้ารู้ว่ายังไงๆก็ไม่ได้อ้วนขึ้น แล้วจะตบหัวผมทำไมล่ะครับเจ๊....” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถามเสียงอุบอิบ

            “ก็เพราะมันแปลว่านายหันหมู่เฮากำลังถอดเสื้อจะได”

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้อยากจะดูเลยสักนิด ไม่เห็นจะมีอะไรให้ดูเลย” จ้าดเหลือบไปเห็นน้ำว้าปิดหูน้องสาวแน่นพลางตำหนิเขาด้วยสายตามาจากเบาะแถวหลัง

            “อู้จะอี้อยากโดนอีกทีก๋า !?” คราวนี้เด็กสาวผมหางม้าหันขวับ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวยิ่งเขียวปั้ดขึ้นไปอีกเมื่อเธอจ้องมองเพื่อนหนุ่มอย่างโกรธจัด

            “เอ้า จะเอาไงกันแน่ จะให้เราอยากดูหรือไม่อยากดูกันแน่หา !?

            “หื้ออยากดูแต่บ่หื้อดูย่ะ !

            “กล้าย ดูทาง !

            “อุ้ย สุมาเน่อเจ้า.....”

 

            กล้ายหันกลับมามองข้างหน้าได้ทันเวลาพอดี ไม่ถึงร้อยเมตรเบื้องหน้า แสงสีแดงฉานของไฟเบรกสาดส่องวิบวับเรียงกันเป็นแถวอยู่เต็มถนน เด็กสาวผมหางม้าเหยียบเบรกทันที อย่างนิ่มนวลจนเกือบจะหัวทิ่มกันทั้งคันรถ แล้วรถตู้คันเก่าก็มาหยุดอยู่ห่างจากท้ายรถเก๋งเบื้องหน้าเพียงไม่ถึงเมตรอย่างใจหายใจคว่ำ

 

            “แปลก แยกนี้ปกติบ่ติดนี่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมชะเง้อชะแง้มองไปตามแถวรถที่ขยับทีละนิดอย่างอืดอาดหวังจะหาสิ่งผิดปกติ “อุบัติเหตุก๋า”

            “ปกติแหละมั้ง นี่มันเย็นวันศุกร์นี่” จ้าดออกความเห็น

            “แต่ก่อนแลงวันศุกร์แยกนี้ก็บ่ติด” เด็กสาวผมหางม้าตอบ ยังคงชะเง้อคอมองแม้มันจะไม่ช่วยอะไรมากนัก “อีกนิดเดียวก็จะถึงถนนคนย่างแล้วแต๊ๆ”

            “ถนนคนย่างอาจจะมีงานเซลอะหยังก็ได้มั้ง” ราชินีตานีเดาบ้าง

            “ว้าว มาถูกวัน”

            “มีเซลแต่หาที่จอดบ่ได้ แย่งของเซลบ่ทันก็อดเน่อ” กล้ายเบรกท่าทางกระดี๊กระด๊าของคู่กัดสาวหน้าเสือ “ไปจอดที่จอดใต้ดินแล้วย่างเอาน่าจะเร็วกว่ามั้งจะอี้ ดีก่อเจ้าอุ๊ยสาย”

            “ก็ดีเน่อ” วิญญาณสาวหน้าหวานพยักหน้า “แต่ท่านกล้ายจะออกซ้ายทันก๋า หมู่เฮาอยู่เลนเกือบขวาสุดเลยเน่อ”

            “อุ๊ยสายอู้จะอี้แปลว่าลืมฝีมือการขับรถข้าไปแล้วสิเน่อ”

 

            สายอ้าปากจะห้าม แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ตานีสาวผมหางม้าบิดข้อมือเปิดไฟเลี้ยว หักพวงมาลัยพารถเบนออกจากเลนก่อนจะตัดข้ามการจราจรอันติดขัดไปยังเลนซ้ายสุดอันเป็นเลนยูเทิร์นได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ก็แลกมาด้วยเสียงบีบแตรสองสามแป๊นจากรถเบื้องหลัง ซึ่งรวมถึงรถบรรทุกสิบแปดล้อที่เบรกหัวทิ่มหัวตำจนข้อต่อพ่วงด้านหลังลั่นเอี๊ยด

 

            “บ่ลืม อันตรายเหมือนเดิม” หญิงชราในร่างหญิงสาวบ่นอุบอิบ “สงสัยถ้ามีเวลาอุ๊ยคงต้องติวเข้มมารยาทบนท้องถนนหื้อสักหน่อยแล้ว”

            “บ่เป็นอะหยังเจ้าอุ๊ยสาย เกรงใจ มีกล้วยติวตนเดียวก็หนักพอแล้ว.....”

 

            คำขู่ของสายได้ผล หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขับช้าลง สวนทางกับมารยาทที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากยูเทิร์นมาแล้ว แต่ส่วนหนึ่งก็คงเพราะถนนรองเส้นนี้โล่งกว่าถนนใหญ่เมื่อครู่ด้วย กล้ายเหลียวมองกระจกข้าง เมื่อเห็นว่าไม่มีรถก็เปิดไฟเลี้ยว ค่อยๆเบนออกเลนขวาก่อนจะหักพวงมาลัยพารถตู้คันเก่าลงไปยังที่จอดรถสาธารณะของเมือง มันค่อนข้างแน่นเช่นเดียวกับถนนใหญ่เบื้องบน ถนนคนเดินคงจะกำลังจัดเทศกาลอะไรอยู่จริงๆ....

 

            อย่างไรก็ตาม วนหาเพียงไม่กี่รอบเด็กสาวผมหางม้าก็เจอที่ว่าง เธอปล่อยทุกคนและทุกตนลงจากรถก่อนจะถอยเข้าจอด แล้วเจ็ดคนหนึ่งตนก็เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน ก่อนจะเดินฝ่าสายลมแรงและเกล็ดหิมะที่ปลิวมากระทบใบหน้ามุ่งหน้าไปยังถนคนเดินทุ่งไหหินที่มองเห็นเป็นแสงไฟหลากสีอยู่ในหมู่ตึกระฟ้าเบื้องหน้า

 

            “ขนมพื้นบ้านเวียงตานเจ้า ถูกๆ ลำๆ ชิมก่อนได้เจ้า......!

            “ดูก่อนได้ค่า เสื้อผ้ารองเท้ามือสองลดห้าสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ค่า.....!

            “อิรัชไชมะเสะ ร้านอาหารฮิมิตสึเกนโซเคียวยินดีต้อนรับค่ะ !

            “เครื่องสำอางจากเศษฝรั่ง เอชเคเทอร์ตี้วัน ลอริเอ้า คาเนะกิ ล็อคซิเจน ลดทุกชิ้น ลองก่อนได้ไม่ถูกใจยินดีคืนเงินค่า !

            “โป๊มั้ยพี่ โป๊มั้ย สามแผ่นห้าสิบ”

            น้ำว้ายกมือขึ้นปิดหูน้องสาวพลางหันมองหาต้นเสียงคนขายสิ่งลามกอนาจารอย่างเคืองๆ แต่เธอก็เห็นแต่ฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่เท่านั้น แม้อากาศจะไม่ดี แต่ถนนช็อปปิ้งในร่มที่ใหญ่ที่สุดในรัฐเวียงตานและอาจจะในภาคเหนือและอีสานทั้งหมดก็ยังพลุกพล่านเหมือนเช่นเคย บ้างมาซื้อ บ้างมากิน บ้างมาแค่ดูเพราะกระเป๋าแบน และอีกไม่น้อยก็เป็นพนักงานของร้านค้าที่มีตั้งแต่เสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำจากติอาลียันหนังแผ่นเมดอินเวียงตาน ส่งเสียงตีกันจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ปกติเสียงแบบนี้มักจะทำให้ราชินีตานีผู้รักความสงบหงุดหงิดได้ไม่ยาก แต่วันนี้เธอกลับดีใจที่ได้ยินมันอีกครั้ง หลังจากต้องอยู่เงียบๆกับบรรยากาศกดดันมานานเป็นแรมเดือน.....

 

            “เอื้อยกล้วยๆ ตัวนี้งามก่อ” เดินมาถึงร้านเสื้อผ้าชื่อดังของแถบนี้ น้ำไทก็วิ่งตื๋อเข้าไปหยิบชุดเอ็ยมที่แขวนอยู่หน้าร้านมาลองทาบตัวให้รุ่นพี่สาวดู

            น้ำไท เอื้อยบอกแล้วจะไดหื้อใช้โทรจิต เดี๋ยวมีผู้ได๋จำชื่อหมู่เฮาได้จะแย่เอาราชินีตานีดุ ทำเอาตานีน้อยหน้าหงอยลงถนัดตา แต่เสื้องามเน่อ เข้ากับน้ำไทดีด้วย เอาก่อล่ะเดี๋ยวเอื้อยซื้อหื้อ น้ำไทยังบ่ได้ของเลยนี่ น้ำว้าก็ด้วย

            บ่เป็นอะหยังเจ้า ข้าเจ้าใช้เงินเก็บข้าเจ้าเองดีกว่าน้ำไทยิ้มกว้าง ก่อนจะหยิบอีกตัวมาทาบต่อ แล้วตัวนี้ล่ะเจ้าเป็นจะไดบ้าง

            งามๆ ตานีงามใส่อีหยังก็งามเนาะสมิงสาวตอบกลั้วหัวเราะ เฮาลองหาบ้างดีกว่า อยากงามๆเหมือนน้ำไท....

            “อุ๊ย คุณลูกค้าสนใจตัวนั้นเหรอคะ ตัวนั้นลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะคะ กำลังจัดโปรโมชั่น” เสียงของหมิงขาดหายไปในลำคอเมื่อหญิงสาวในชุดเครื่องแบบของร้านเดินตรงเข้ามาหาพวกเธอพลางโฆษณาสุดชีวิต “แต่ผิวขาวๆอย่างน้องนี่น่าจะตัวนี้นะคะ ตัวนี้มีระบายเหมาะกับหน้าหวานๆอย่างน้องมากเลยล่ะค่ะ อ๊ะ ตัวนี้ก็ด้วย ตัวนี้ด้วยค่ะ”

            “อ่า.... เจ้า.....” น้ำไทอึกอักเมื่อถูกพนักงานสาวจับเอาเสื้อทาบเอาๆ ราวกับกำลังเล่นเกมแต่งตัวตุ๊กตา “อ่า บ่เป็นอะหยังเจ้า ข้าเจ้าอยากได้ตัว.....”

            “อ๊าย ไม่ได้ค่ะ ลองดูเยอะๆ จะได้รู้ว่าชอบตัวไหนบ้างไงคะ นี่ ตัวนี้ก็น่ารักนะ”

 

            เด็กหญิงผมเปียพยายามถอยฉากออกจากพายุโปรโมชั่น แต่โชคร้าย มือที่หยิบชุดเดรสกระโปรงพลีตสีพาสเทลจากไม้แขวนของพนักงานสาวปัดมาโดนแว่นของเธอจนร่วง ตานีน้อยรีบก้มหยิบมันขึ้นมาใส่ทันที แต่หญิงสาวในเครื่องแบบของร้านสังเกตได้ถึงความผิดปกติในตัวลูกค้าของเธอเสียแล้ว

 

            “อุ้ย ขอโทษค่ะคุณลูกค้า ว่าแต่เอ๊ะ คุณลูกค้าใส่คอนแทกต์เลนส์ด้วยเหรอคะ”

            “อะ.... ปละ.... เปล่.... อ๋อ ใส่เจ้า” น้ำไทเปลี่ยนคำตอบของเธอได้ทันเวลา แต่แววลนลานก็ยังปรากฏชัดอยู่ในน้ำเสียง พนักงานคนนี้จะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอหรือเปล่าหนอ.... “ยะหยังก๋า แปลกกาเจ้า บ่สวยกาเจ้า”

            “อ๋อ เปล่าค่ะ สวยเข้ากับคุณลูกค้าดีออก” พยักงานสาวยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปเลือกชุดใหม่ท่ามกลางความโล่งอกของทั้งตานีน้อยผมเปียและเหล่าสหายร่วมรบทั้งหลาย “คอนแทกต์เลนส์สีเขียวแบบนี้ก็น่าจะเข้ากับชุดสีนี้นะคะ เอ๋ อ้าว ไปไหนกันแล้วล่ะ”

 

            หันกลับมาอีกที เหล่าเด็กหญิง เด็กสาวและหญิงสาวผู้น่าจะเอาเงินมาให้เธอก็หายวับไปเสียแล้ว พนักงานสาวเหลียวซ้ายแลขวาอย่างงุนงงระคนสงสัย แล้วก็เห็นหลังอดีตว่าที่ลูกค้าของเธอไวๆ อยู่ในฝูงชน หญิงสาวถอนหายใจเฮือก เธอกดดันลูกค้ามากเกินไปหรือนี่ ถ้าหัวหน้ารู้เข้าได้โดนหักค่าทำงานพิเศษแหง.....

 

            แต่ทำไมน้องคนนั้นต้องใส่ทั้งคอนแทกต์เลนส์ทั้งแว่นด้วยหนอ

            แล้วทำไมตอนที่ใส่แว่นอยู่ เธอถึงมองไม่เห็นว่าดวงตาของน้องคนนั้นเป็นสีเขียวกันนะ.....

 

 

            สุมานักๆเจ้าเอื้อยๆตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะไกลขอโทษขอโพยเหล่ารุ่นพี่ รุ่นป้าและรุ่นทวดผ่านโทรจิต ข้าเจ้าน่าจะระวังหื้อมากกว่านี้ ถ้าเมื่อกี้เปิ้นผิดสังเกตขึ้นมาล่ะก็....

            บ่เป็นอะหยังน้ำไท บ่แม่นความผิดน้ำไทสักหน่อยกล้ายปลอบรุ่นน้องสาว แต่ก็ถือว่าโชคดีมากเลยเน่อที่เปิ้นบ่ผิดสังเกต

            ฮื่อเด็กสาวหน้าจืดพึมพำตอบในลำคอ แต่ทุกคนและทุกตนก็จับแววกังวลใจในน้ำเสียงของเธอได้ ข้าเจ้าว่าไปร้านที่บ่ต้องอู้กับคนเยอะดีกว่า กินข้าวกันก่อนดีก่อ ร้านอาหารบ่ต้องอู้กับคนเยอะ แล้วก็นั่งได้นานๆด้วย

            เอาจังซั่นบ่หมิงถามอย่างเสียดายเฮายังอยากช็อปต่ออยู่เลย

            แค่นี้ยังบ่พออีกก๋าหมิง

 

            กล้วยหันขวับไปมองเพื่อนสาวหน้าเสือซึ่งหัวเราะแหะๆ เธออยากจะยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆแก้เขินด้วย แต่น้ำหนักของเสื้อสามตัว กระโปรงอีกสอง ถุงมืออีกคู่และกระเป๋าหนังกวางอีกหนึ่งที่ถ่วงมืออยู่ไม่เปิดโอกาสให้เธอทำเช่นนั้นได้ เมื่อรวมกับผ้าพันคอลายเสือหนานุ่มผืนใหม่ที่พันอยู่รอบคอก็มีมูลค่าเฉียดๆห้าพันเบี้ย มากพอจะซื้อขากวางฉ่ำๆกินไปได้ทั้งเดือนเลยด้วยซ้ำ

 

            แม่น ใช้เงินเป็นน้ำแต๊ๆหมิง ฮู้จักคำว่าเก็บออมบ้างก่อ

            กล้ายก็คือกันนั่นแหละย่ะ !’

            เด็กสาวหน้าเสือแยกเขี้ยว ขณะตานีสาวผมหางม้าเป็นฝ่ายหัวเราะแหะๆบ้าง จำนวนและมูลค่าของสินค้าที่เธอถืออยู่ก็ไม่ได้ต่างจากคู่กัดสาวนัก ดีไม่ดีของกล้ายน่าจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเธอมีรองเท้าบู๊ตคู่ใหม่ติดขนสัตว์ฟูนุ่มเพิ่มมาด้วย สนนราคาคู่หนึ่งก็เกือบสามพันเบี้ย ดูเหมือนเงินเก็บที่สะสมมาตลอดช่วงอึมครึมจะมาหมดเอาในวันนี้เสียแล้ว แต่ก็อย่างว่า ของมันเซลล่อตาล่อใจออกขนาดนี้....

 

            สายกับเดือนผู้เดินเงียบๆอยู่เบื้องหลังด้วยไม่อยากโดนเด็กด่าว่าฟุ่มเฟือยยิ่งถือของเยอะกว่าเสียอีก ส่วนหนึ่งเพราะพวกเธอมีเงินเก็บของตัวเองตั้งแต่สมัยยังมีชีวิตอยู่อยู่แล้ว ไม่เหมือนเหล่าลูกศิษย์ที่ต้องรับงานปราบผีประทังชีวิต ถุงและห่อของในมือเธอจึงล้นหลามกว่าลูกศิษย์สาวทั้งสามอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีกระเส็นกระสายไปให้หลานชายหมอผีใหญ่ถืออีกต่างหาก มีเพียงเด็กหญิงทั้งสองที่ยังไม่เข้าวัยบ้าของเซลเท่านั้นที่ยังไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ แต่นั่นก็ไม่นับทั้งไอติมและขนมทั้งหลายที่กำลังถูกย่อยเป็นพลังงานวิญญาณอยู่ในท้องของพวกเธอ

 

            แล้วจะกินอะไรกันล่ะเดือนถาม

            เอาอาหารฮิมิตสึร้านเมื่อกี้ก่อเจ้า ใกล้ๆแล้วก็ดูคนจะบ่เยอะด้วยเด็กสาวหน้าจืดเสนอ

            ร้านนั้นไม่อร่อยนา เราเคยมากินกับยูคิ รสชาติไม่.... เดี๋ยว ทำไมต้องมองเราด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ !?’

 

            หลานชายหมอผีใหญ่โวยผ่านโทรจิตอย่างร้อนตัวเมื่อเหล่าสหายร่วมรบทั้งเด็กและสาวเหลียวมามองเขาเป็นตาเดียวพร้อมแสยะยิ้มหวานเย็น ขณะผู้อาวุโสทั้งสองที่ไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจ้าดกับวิญญาณหิมะสาวชาวฮิมิตสึมองทุกคนตาปริบๆอย่างงงๆ

 

            จ้าๆ รับทราบ หมู่เฮาจะบ่ตอกย้ำความทรงจำจ้าดละกันเน่อรอยยิ้มหวานเย็นของราชินีตานียิ่งกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นปื้นสีแดงบนใบหน้าดุของเพื่อนหนุ่ม

            ไม่ได้มีความทรงจำอะไรสักหน่อย เราไม่ได้ชอบเขาแล้วด้วยจ้าดรีบแก้เป็นพัลวัน ก็ได้ ถ้าอยากกินร้านนั้นกันก็เอาสิ แต่ถ้าไม่อร่อยก็อย่าหาว่าเราไม่เตือนละกัน

            แค่นี้ยะเป็นงอน ป้อจายอะหยังขี้งอนยังกะแม่หญิงหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมร่วมผสมโรงด้วยอีกตน ระวังเน่อจะหาแฟนบ่ได้ แม่หญิงบ่ชอบคนขี้งอนหรอกเน่อ

            ไม่ได้งอนเฟ้ย ฮ่วย !’ หลานชายหมอผีใหญ่ชักหงุดหงิด เขาตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องแล้วสรุปจะกินอะไรกัน เราชักเริ่มหิวขึ้นมาจริงๆแล้วนะ ตอนกลางวันก็ไม่ค่อยได้กินข้าวด้วย

 

            ก็ไม่แปลกที่จ้าดจะหิว ตอนกลางวันเขากินแค่ขนมปังไส้กรอกก้อนเดียวเท่านั้นด้วยไม่อยากเสียเวลาทบทวนเคมีซึ่งเขายังอ่านจบไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นข้อสอบเคมีก็เชือดเขาหลุดลุ่ยอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีอาจารย์ประจำวิชามายิ้มกรุ้มกริ่มสลับกับหัวเราะหึๆ เบาะเย้ยเหล่านักศึกษาอยู่ตลอดการสอบด้วย

 

            จังซั่นเอาร้านอาหารอีสานที่ตรงท้ายๆถนนคนย่างดีบ่สมิงสาวเสนอ เธอไม่พยายามเก็บอาหารน้ำลายสอเลยเมื่อพูดประโยคถัดมา เฮาเคยมากับอุ๊ยสาย ก็แซบดี ขากวางเนื้อเยอะลายหินอ่อนด้วย

            กินมันเยอะๆระวังอ้วนเน่อหมิงเด็กสาวผมหางม้าขู่เพื่อนสาว แต่เธอก็เห็นด้วย แต่ก็ดีเน่อ ร้านนั้นอยู่ปลายถนนคนก็น่าจะน้อย ราคาก็บ่แพงด้วย

            อื้ม ก็ดีเน่อ บ่ได้กินอาหารอีสานมานานแล้วด้วยกล้วยพยักหน้าก่อนจะหันไปถามสมาชิกที่เหลือ มีผู้ได๋บ่เอาก่อ

            เอ่อ แต่ร้านนี้เราเคยมากินกับฟ้า....

            อ้าว บ่อร่อยอีกก่อ

            เปล่า มันออกจะตอกย้ำความทรงจำ.....

            โฮ้ย เรื่องมากกล้ายตัดบทอย่างอดรนทนไม่ไหว ไปเถอะไป ถ้ามัวแต่อู้กันจะอี้พรุ่งนี้ก็บ่ได้กิน จ้าดเปิ้นก็มีความทรงจำกับถนนคนเดินทั้งสายนี่ล่ะ ดีบ่ดีมีกับทั้งตานนะคอนด้วยซ้ำ

 

            ปื้นสีชมพูจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าดุขณะเหล่าสาวๆหัวเราะกันครืน แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรให้เข้าตัวอีกขณะเขาและอีกเจ็ดสมาชิกกองกำลังผสมตานีกลับหลังหันมุ่งหน้าไปยังท้ายถนนคนเดินซึ่งเชื่อมต่อกับสวนสาธารณะทุ่งไหหิน แต่จำนวนคนกลับไม่บางตาลงอย่างที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคาดเอาไว้ กลับกัน มันยิ่งหนาแน่นขึ้นอีกจนแทบจะกลายเป็นปลากระป๋อง สี่ตานี สองวิญญาณ หนึ่งสมิงและหนึ่งมนุษย์มองหน้ากันไปกันมาส่งคำถามทางสายตาว่าควรจะหันหลังกลับหาร้านอื่นกินดีหรือไม่ แต่รู้ตัวอีกที ทั้งแปดก็ไหลไปตามกระแสฝูงชนเป็นซุงโดนน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาตานปันน้ำเสียแล้ว และเมื่อไหลตามฝูงชนมาถึงปลายถนนคนเดิน หัวใจของทั้งแปดก็เจ็บแปลบเมื่อตระหนักว่าอะไรคือสาเหตุของจำนวนรถและจำนวนคนที่มากผิดปกติในวันนี้.....

 

            “ตานีออกไป !

            “เราไม่อยากอยู่ร่วมกับฆาตกร !

            “เราดูแลตัวเองจากผีร้ายได้ ไม่ต้องให้พวกแกมาดูแล !

            กลางลานกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นโอ๊กไร้ใบและต้นสนสูงชะลูดของสวนสาธารณะทุ่งไหหิน กลุ่มคนนับพันหรืออาจจะหลายพันยืนออกันอยู่แน่น ในมือถือป้าย ข้อความบนป้ายที่เขียนด้วยตัวหนังสือทั้งสีแดงและสีดำมีใจความทำนองเดียวกับที่แกนนำซึ่งยืนอยู่บนรถติดเครื่องขยายเสียงกำลังโก่งคอตะโกนจนเส้นเลือดบนขมับปูดโปนราวกับโกรธแค้นมาแต่ชาติไหน ทุกข้อความล้วนแล้วแต่กรีดลงกลางใจของสี่ตานีเหมือนใบมีดโกนคมกริบ ทำไมต้องมาทำลายบรรยากาศแห่งความสุขกันแบบนี้นะ แต่จะไปโทษพวกเขาก็ไม่ได้ พวกเธอมาที่นี่กันเอง.....

 

            “เอ่อ.... กินข้าวกันดีกว่ามั้ย”

            “ฮื่อ”

 

            สี่ตานีเบือนสายตาจากผู้ประท้วง ก่อนจะแทรกตัวผ่านฝูงชนอย่างยากลำบากตามหลานชายหมอผีใหญ่เข้าไปยังร้านอาหารเป้าหมาย โต๊ะยังเหลือที่ว่างพอสมควร บ่งบอกว่าคนเยอะๆข้างนอกมาเพื่อการชุมนุมโดยเฉพาะ แต่ไม่มีใครสนใจ ตอนนี้ขอให้ได้นั่งสงบจิตสงบใจสักหน่อยก็พอ....

 

            แต่ก็เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง โต๊ะแปดคนที่เหลือเพียงโต๊ะเดียวในร้านอยู่ข้างหน้าต่างชั้นสองที่มองเห็นการประท้วงได้อย่างชัดเจน ไม่มองเห็นเปล่า เสียงจากรถกระจายเสียงยังลอดเข้ามาเสียด้วย มิไยที่สายและเดือนจะพยายามเจรจาขอให้ต่อโต๊ะ แต่ไร้ผล สุดท้ายเหล่าสหายร่วมรบก็ต้องนั่งกันที่โต๊ะตัวนั้น พลางพยายามบอกตัวเองให้ปล่อยภาพและเสียงการประท้วงผ่านหูผ่านตาไปเหมือนมันเป็นเพียงก้อนหินริมทาง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อหินก้อนนี้ไม่ใช่เล็กๆ แถมยังถูกเขวี้ยงมากระทบหน้าต่างโครมๆอยู่ตลอดเวลาเสียด้วย

 

            “รับอีหยังดีคะ” พนักงานสาวที่เดินมารับออเดอร์หันเหความสนใจของเหล่าสหายร่วมรบออกไปได้บ้าง

            “ขากวางดิบ !” หมิงสั่งเป็นตนแรกเหมือนเคย

            “ส้มตำปลาร้าเผ็ดเปรี้ยวบ่ใส่ปูสอง แกงอีสานเห็ดเผาะไข่มดแดง” กล้วยสั่งตาม

            “น้ำตกคอกวางแล้วก็ไก่ย่างด้วยครับ”

            “ผัดยอดฟักแม้วน้ำมันหอย แล้วก็ส้มตำอีกครก ไม่เผ็ด ให้น้องๆสองคนนี้ด้วยค่ะ เท่านี้ก่อนค่ะ”

            “รับน้ำอีหยังเจ้า”

            “โป๊กละกันค่ะ”

 

            หญิงสาวในชุดผ้าไหมแพรวาอันเป็นเครื่องแบบของร้านค้อมหัวให้เล็กน้อยก่อนจะจากไป ทิ้งให้แปดสหายร่วมรบอยู่กับก้อนหินที่ถูกเขวี้ยงมากระทบหน้าต่างอีกครั้ง แถมมันดูจะดังขึ้นเสียด้วย โดยเฉพาะเมื่อฝูงชนเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

            “อะ.... เอ้อ กล้วย” จ้าดพยายามทำลายความเงียบ “ขอดูกระเป๋าใบใหม่หน่อยสิ เผื่อเราจะซื้อบ้าง”

            “มันกระเป๋าแม่หญิงเน่อ นายเป็นตุ๊ดก๋า” ตานีสาวหน้าจืดหัวเราะคิกอย่างฝืนๆ แต่เธอก็ยอมเอากระเป๋าออกมาส่งให้หลานชายหมอผีใหญ่

            “แต่เราก็เห็นผู้ชายถือกันตั้งเยอะนะ กระเป๋าแอร์บัสนี่” เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มรับกระเป๋าจากเพื่อนสาวมาเปิดดู ในหัววิ่งจี๋พยายามคิดหาทางต่อบทสนทนา “เท่าไหร่เนี่ย”

            “ตอนซื้อนายก็อยู่ด้วยบ่แม่นก๋า” กล้วยย้อนถาม

            หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะแหะๆ พลางเกาหัวแกรกๆ “ลืมแล้ว”

            “พันเบี้ย”

            “เอ้ย ถูกจัง”

            “ก็มือสอง ของมีตำหนิ แล้วก็ลดราคาอีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์” ราชินีตานีตอบ “ถ้าบ่ลดก็หมื่นเบี้ยขึ้นทั้งนั้นแหละกระเป๋ายี่ห้อนี้”

            “แพงเรือหาย” จ้าดพึมพำ “ทำไมต้องซื้อกระเป๋าแพงๆกันด้วยนะ เพราะแบรนด์เนมเท่านั้นน่ะเหรอ”

            “ข้าเจ้าก็บ่ฮู้เน่อ ข้าเจ้าซื้อเพราะมันสวยแล้วมันก็ดูใส่ของได้เยอะเท่านั้นแหละ เพราะข้าเจ้าก็บ่ฮู้เรื่องของมียี่ห้อของมนุษย์เหมือนกัน”

            “ยี่ห้อนี้ยังไม่ถือว่าแพงมากหรอกจ้าด” วิญญาณสาวคนสวยแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์เอ่ยขึ้น “ถ้ายี่ห้อแพงๆอย่างหลุยส์ปาสเตอร์หรืออิรัชไชมิยาโกะล่ะก็ใบละเป็นแสนเบี้ยยังมีเลย ขนาดมือสองนะ”

            “โห............!” ขากรรไกรของหลานชายหมอผีใหญ่ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงโลก “เอาเงินไปซื้อรถหรืออย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอน่ะ....”

            “ก็เงินเขาน่ะนะ เขาไม่ได้ไปขโมยเงินคนอื่นมาซื้อนี่” เดือนตอบ “จ้าดก็ลองออกแบบกระเป๋าแบบนี้บ้างสิ เผื่อจะเอาเงินคนพวกนี้ได้ไง”

            “ช้าไปแล้วครับน้าเดือน เข้าวิศวะไปแล้ว”

            “เอ้า เข้าวิศวะแล้วไงล่ะ หัวหน้าทีมออกแบบของอิรัชไชมิยาโกะจบวิศวะนะ”

            “ฮู้ดีจังเลยเน่อเจ้าเอื้อยเดือน” กล้ายหยอก

            “แหม ตอนเป็นมนุษย์ก็พอมีดูๆอยู่บ้างแหละ”

            “บ้านรวยก็งี้แหละน้า.....”

            “ดูเฉยๆไม่ได้บอกว่าซื้อนี่”

            “เอ้า ซะงั้น” จ้าดหัวเราะ ก่อนจะหันไปหาสองตานีน้อยที่นั่งเงียบอยู่ข้างเขามาพักใหญ่แล้ว “แล้วน้ำว้าน้ำไทไม่ซื้ออะไรบ้างเหรอ อุตส่าห์มาเดินทั้งทีนะ”

            “ข้าเจ้ายังบ่ค่อยสนใจเสื้อผ้าหรือของพวกนี้เท่าไหร่..... เจ้า” เด็กหญิงผมสั้นเติมคำลงท้ายได้ทันพอดีเมื่อเห็นสายตาแฝงแววอาฆาตจากวิญญาณสาวหน้าหวาน “ถ้าไปร้านขายเครื่องกีฬาก็อาจจะได้บ้างแหละเน่อเจ้า อย่างรองเท้าหรืออะหยังจะอี้”

            “น้ำว้าชอบกีฬาจริงๆนะ” หลานชายหมอผีใหญ่ขยี้หัวรุ่นน้องสาวจนอีกฝ่ายกุมหัวป้อย ดวงตากลมจ้องเขากลับอย่างโกรธเคือง แต่รุ่นพี่หนุ่มมองข้ามเธอไปยังน้องสาวฝาแฝดแล้ว “แล้วน้ำไทล่ะ ไม่อยากได้อะไรบ้างเหรอ”

            “อยากได้เสื้อตัวนั้นแหละเจ้า” เสียงของเด็กหญิงผมเปียมีแววเสียดาย “แต่คงจะบ่ได้แล้ว.....”

            “เดี๋ยววันหลังอุ๊ยมาซื้อหื้อก็ได้ อุ๊ยจำได้แหละว่าน้ำไทอยากได้ตัวไหน” สายยิ้มให้ลูกศิษย์สาว

            “ขอบคุณเจ้าอุ๊ยสาย” ใบหน้าของตานีน้อยสดใสขึ้นบ้าง “อ๊ะ อาหารมาแล้วเจ้า !

 

            เพียงชั่วไม่กี่นาที อาหารอีสานที่ทุกตนและอีกหนึ่งคนคุ้นเคยก็มาวางกันเต็มโต๊ะ แล้วแปดสหายร่วมรบก็เปิดฉากโซ้ยแหลกให้สมกับที่ไม่ได้กินมานาน การชุมนุมที่อีกฟากหนึ่งของหน้าต่างถูกลืมไปชั่วขณะเมื่อเจ็ดตนหนึ่งคนกินไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน

 

            แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน

 

            “เอ๊ะ นั่นหมู่เปิ้นยะอะหยังกันน่ะ !?

            กล้วย กล้าย สาย เดือนและจ้าดหันขวับมองตามที่น้ำว้าชี้ แล้วหัวใจของทั้งห้าก็ร่วงวูบเมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งชูป้ายสนับสนุนตานีอยู่หน้าฝูงชนของกลุ่มชุมนุมประท้วง พวกเขามีกันอยู่เพียงร้อยนิดๆ หรืออาจจะเพียงหน่วยสิบ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับมวลชนเป็นพันๆของฝ่ายต่อต้านตานี แต่พวกเขาก็ยังคงยืนหยัด หรือถ้าพูดให้ถูกน่าจะเป็นเจตนาจะยั่วยุเสียมากกว่า และดูเหมือนการยั่วยุจะได้ผลไม่น้อย เห็นได้จากทั้งขวดน้ำและก้อนหินที่ถูกปาเข้าใส่พวกเขา สิ่งเดียวที่ขวางกั้นฝูงชนที่โกรธแค้นจากการเข้าถึงตัวฝ่ายผู้ยั่วยุมีเพียงแถวตำรวจที่ยืนกั้นเอาไว้เท่านั้น และแถวนั้นก็ใกล้จะรับแรงไม่ไหวแล้ว.....

 

            “หมู่เฮาต้องไปช่วยหมู่เปิ้น !

            น้ำว้าทิ้งส้อมลงกระแทกจานดังแกร๊งก่อนจะลุกพรวด น้ำไทลุกตามพี่สาวไปติดๆ แต่สายเอื้อมไปรั้งข้อมือเด็กหญิงทั้งสองไว้ได้ทันท่วงที

            “บ่ได้เน่อน้ำว้าน้ำไท อันตรายมากเน่อ !

            “แต่ข้าเจ้าทนหันตนที่สนับสนุนหมู่เฮาโดยทำร้ายบ่ได้หรอกอุ๊ยสาย !” ตานีน้อยผมสั้นย้อนเสียงสูง “หมู่เปิ้นเจ็บเพราะหมู่เฮาเน่อ !

            อุ๊ยเข้าใจ แต่นี่หมู่เปิ้นจงใจมาหาเรื่องเอง แล้วหมู่เฮาก็บ่ได้อยู่ในฐานะจะเปิดเผยตัวได้เน่อ !’ อดีตพันเอกสาวเปลี่ยนเป็นโทรจิตขณะพยายามกล่อมลูกศิษย์สาว เชื่ออุ๊ยเถอะน้ำว้าน้ำไท ยะเป็นบ่หันแล้วปล่อยเปิ้นจะดีที่สุด ทั้งต่อหมู่เปิ้นและต่อหมู่เฮาเองเน่อ !’

            “บ่เอา ข้าเจ้าจะไปช่วยหมู่เปิ้น !

 

            เพียงการสะบัดครั้งเดียว มือของเด็กหญิงผมสั้นก็หลุดจากวิญญาณสาวหน้าหวาน ไวเท่าความคิด หญิงชราในร่างหญิงสาวพุ่งตามตานีน้อยที่วิ่งลงบันไดไปติดๆ แต่ร่างหญิงสาวของเธอก็ไม่อาจตามน้ำว้าผู้ใช้ความคล่องตัวและร่างที่เล็กกว่าแทรกผ่านฝูงชนไปยังกลุ่มคนที่ริมสวนสาธารณะได้ กว่าสายจะตามมาทัน ตานีน้อยก็เข้าไปอยู่ในหมู่ผู้ชุมนุมสนับสนุนตานีเสียแล้ว และก่อนที่เธอจะทันทำอะไรได้มากไปกว่านั้น แถวของตำรวจก็ขาดออก แล้วผู้ชุมนุมต่อต้านตานีที่โกรธแค้นถึงขีดสุดก็กรูกันเข้ามาเหมือนช้างตกมัน.....

 

            “น้ำว้า.....!

            สายเห็นลูกศิษย์สาวเพียงแวบเดียว ก่อนที่ฝูงชนบ้าคลั่งที่เฮโลเข้ามาจะบดบังตานีน้อยจากสายตาเธอ เพียงชั่วอึดใจ วิญญาณสาวก็อยู่ท่ามกลางการตะลุมบอน ทั้งหมัด ทั้งขา ทั้งขวดน้ำ ทั้งก้อนหิน และแม้แต่ท่อพีวีซีที่ทำเป็นเสาป้ายถูกประเคนเข้าหาเธอจากรอบตัวราวกับกระสุนในสมรภูมิ สายเบี่ยงหลบอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นได้ทุกครั้ง เพียงไม่ถึงนาทีหญิงสาวก็แทบจะน่วมไปทั้งตัว แต่เธอก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามแทรกตัวไปยังจุดที่เธอเห็นน้ำว้าครั้งสุดท้าย หวังว่าฝีมือการต่อสู้ระยะประชิดของเด็กหญิงผมสั้นจะพอให้เธอเอาตัวรอดได้นะ.....

 

            แล้ววิญญาณสาวก็เห็นเป้าหมาย เด็กหญิงยังปลอดภัยดี แต่ฝ่ายต่อต้านตานีสองคนเห็นเธอแล้ว และในเมื่อเธอไม่มีริบบิ้นหรือเสื้ออันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชุมนุม สองคนนั้นก็ย่างสามขุมหมายจะอัดเธอด้วย หญิงสาวรีบกระโจนเข้าไปดึงตัวตานีน้อยออกมา แต่อารามรีบและขาของใครสักคนที่สอดเข้ามาขัดขาของเธอก็ทำให้สองครูศิษย์ล้มกลิ้ง และนั่นก็ทำให้วิกผมที่สวมเอาไว้เพียงหลวมๆหลุดกระเด็น เผยให้เห็นผมสีดำประกายเขียวอันบอกยี่ห้อตานีชัดเจน.....

 

            “เฮ้ย ตานี ! มีตานีอยู่ตรงนี้ด้วยโว้ย !

            “อ๋อ มาสนับสนุนตัวเองสินะ อยากโดนก็จัดให้ !

            ไขสันหลังของอดีตพันเอกสาวเย็นวาบยิ่งกว่าเมื่อครั้งเธอรู้ว่าฐานทัพถูกทิ้งระเบิดตอนสงครามโลกครั้งที่สามเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้วเสียอีกเมื่อเสียงแหบห้าวดังขึ้นใกล้ตัว มันยิ่งเย็นลงไปอีกราวกับมีใครราดมีเทนเหลวซ้ำเมื่ออีกเสียงหนึ่งดังขึ้นไกลออกไปเล็กน้อย เสียงนั้นเอ่ยถึงตานีนักศึกษาของวิศวะตานนะคอน ซึ่งคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกล้วยและกล้าย....

 

            ท่านกล้วยท่านกล้ายได้ยินอุ๊ยก่อ ได้ยิน โอ๊ย !’

            โทรจิตยังไม่ทันจบ เท้าสองสามข้างก็กระทืบลงมาที่ตัวตานีน้อย หญิงสาวรีบม้วนตัวเอาตัวบังน้ำว้าเอาไว้ แต่ก็ไม่อาจดูดซับแรงกระแทกที่ตอกลงบนหลังของเธอเหมือนลิ่มตอกเสาเข็มเอาไว้ได้ทั้งหมด วิญญาณสาวพยายามกระเสือกกระสนออกจากวงล้อมของศัตรู แต่มือหนึ่งก็จิกหัวเธอโยนกลับเข้ามา แล้วทั้งขวดน้ำ ทั้งก้อนหิน และทั้งพื้นรองเท้าหลากไซส์หลายเบอร์ก็กระหน่ำเข้าใส่ทั้งสองราวกับห่าฝน สายพยายามจะเคลื่อนที่ในพริบตาพาทั้งลูกศิษย์สาวและตัวเธอกลับไปยังโรงเก็บเครื่องบิน แต่ความเจ็บปวดที่พุ่งเข้าสู่สมองอย่างต่อเนื่องทำให้เธอไม่อาจรวบรวมสมาธิได้ สิ่งเดียวที่เธอทำได้ในยามนี้มีเพียงพยายามปกป้องน้ำว้าเอาไว้ จนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะหนำใจ หรือจนกว่าวิญญาณของเธอจะแตกสลายไป.....

 

            แต่ก่อนที่สติของเธอจะดับลง เสียงกรีดร้องของผู้หญิงและเสียงโวยวายของผู้ชายก็แว่วมากระทบโสตประสาทอันเลือนรางของหญิงสาว ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องของเสือตัวใหญ่ยักษ์…..

 

            หมิง ยะอะหยังน่ะ !?’ ไม่จำเป็นต้องมองเห็น สายก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฝีเท้าที่กระทืบลงบนตัวเธอเปลี่ยนเป็นวิ่งขวักไขว่ออกจากทิศทางของเสียงคำราม เผยร่างเสือตรงนี้เดี๋ยวก็โดนตำรวจยิงหรอก !’

            อุ๊ยสายบ่ต้องเป็นห่วง พาน้ำว้าเมือโรงเก็บเครื่องบินเลย เดี๋ยวเอื้อยเดือนสิพาน้ำไทเมือไปด้วย ที่เหลือเฮาจัดการเอง !’

            แล้วหมิงจะหนีไปจะได หมิงบ่ได้เคลื่อนที่ในพริบตาได้เหมือนหมู่เฮาเน่อ !?’

            มีกล้วยกับกล้ายกับจ้าดอยู่ก็บ่ต้องห่วงแล้ว ไปเร็ว เฮาก็บ่ฮู้สิใช้ร่างนี้ได้ถึงเมื่อได๋เน่อ !’

            ก็ได้ ดูแลตัวเองดีๆเน่อหมิง !’

 

            วิญญาณสาวหน้าหวานกอดตานีน้อยแน่นก่อนจะตั้งสมาธิ ภาพรอบตัวเปลี่ยนเป็นแสงที่วิ่งผ่านตัวเธอไปอย่างรวดเร็ว อึดใจต่อมา ร่างของพวกเธอก็ร่วงลงบนพื้นกระเบื้องเย็นๆของห้องนั่งเล่นโรงเก็บเครื่องบิน เสียงดังอั้กใกล้ๆตัวบอกให้รู้ว่าเดือนและน้ำไทตามมาถึงแล้ว

 

            “ทุกคนบาดเจ็บก่อ เป็นอะหยังก่อ”

            หญิงชราในร่างหญิงสาวรีบยันตัวลุกขึ้นทั้งๆที่ยังเจ็บร้าวไปทั่วร่าง เธอรีบสำรวจอาการของเด็กหญิงผมสั้นอย่างเป็นห่วง น้ำว้าอยู่ในสภาพไม่ต่างจากเธอนัก ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ มิหนำซ้ำยังเกราะกรังไปด้วยเลือดจากแผลแตกในไรผม เสื้อกันหนาวที่ขาดเป็นริ้วๆลงไปถึงเสื้อยืดด้านในเผยให้เห็นรอยฟกช้ำเป็นจ้ำและแผลถลอกนับไม่ถ้วนบนผิวเนื้อ แต่ที่ทำให้สายเป็นห่วงมากที่สุดคือยามนี้เธอกำลังร้องไห้.....

 

            “น้ำว้า เป็นอะหยัง เจ็บตรงได๋ !?

            “อุ๊ยสาย สุมานักๆ.....” เด็กหญิงสะอึกสะอื้น มือที่เลอะทั้งฝุ่นทั้งเลือดปาดน้ำใสที่หลั่งไหลจากดวงตาอย่างน่าสงสาร “ข้าเจ้าน่าจะฟังอุ๊ยสาย..... ถ้าข้าเจ้าฟังอุ๊ยสาย ทุกตนก็คงบ่ต้องมาเจ็บกันจะอี้....”

            “บ่เป็นอะหยังน้ำว้า เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ไปแก้ไขอะหยังบ่ได้หรอก” สายประคองร่างตานีน้อยขึ้นมากอดเอาไว้แน่น “แต่คราวหลังก็ฟังกันบ้างเน่อ”

            “แต่ข้าเจ้า.... ข้าเจ้าทนบ่ได้แต๊ๆเจ้า.....” เสียงของตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะใกล้ขาดเป็นห้วงเมื่อเธอกล้ำกลืนเสียงสะอื้น “ข้าเจ้าทนดูตนอื่นเจ็บเพราะหมู่เฮาบ่ได้..... ข้าเจ้านั่งดูอยู่เฉยๆบ่ได้หรอก.....”

            “อุ๊ยเข้าใจ แต่น้ำว้าก็ต้องดูด้วยว่าเข้าไปช่วยแล้วสถานการณ์จะดีขึ้นก่อ” วิญญาณสาวตอบก่อนจะตัดบทพลางพยุงลูกศิษย์สาวลุกขึ้น “ไปเถอะน้ำว้า ไปกินยาแล้วพักก่อนดีกว่า แกนวิญญาณของน้ำว้าเสียหายอยู่เน่อ”

            “แล้ว..... แล้วเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้ายล่ะเจ้า” ดวงตากลมที่รื้นด้วยน้ำตาเบิกกว้างขึ้น “เอื้อยหมิง อ้ายจ้าดด้วย”

            “เอื้อยหมิงกับอ้ายจ้าดเคลื่อนที่ในพริบตาบ่ได้ หมู่เปิ้นเลยต้องอยู่ก่อน” หญิงสาวหน้าหวานตอบ พยายามเก็บซ่อนแววเป็นกังวลในน้ำเสียงไม่ให้เด็กหญิงได้ยิน “เดี๋ยวอุ๊ยดูอาการน้ำว้าเสร็จถ้าเปิ้นยังบ่ปิ๊กมาอุ๊ยก็คงออกไปช่วยอีกที แต่บ่ต้องห่วงหรอก เปิ้นเอาตัวรอดได้อยู่แล้วแหละ”

 

            แม้จะพูดเช่นนั้น แต่สายไม่เชื่อตัวเองเลย ลำพังแค่สองตานีสาวก็ตกเป็นเป้าพออยู่แล้ว นี่ยังมีเสือหิมะเชียงหลวงตัวยักษ์อีก แม้หมิงคงจะไล่ผู้ชุมนุมออกไปได้บ้าง แต่เธอไล่ตำรวจไม่ได้แน่ และตำรวจที่ถือปืนพกอยู่ทุกนายก็คงยิงเธออย่างไม่ลังเล แม้ทั้งกล้วยทั้งกล้ายจะพกที่เก็บอาวุธอยู่กับตัวสามารถเอาออกมายิงคุ้มกันหมิงได้หากเข้าตาจนจริงๆ แต่หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับประกาศสงครามกับตำรวจโดยตรง ซึ่งมันคงไม่ทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วดีขึ้นแน่ หญิงสาวขบกรามกรอด ขอให้ทุกตนและอีกหนึ่งคนกลับมาโดยสวัสดิภาพ หรืออย่างน้อยก็สวัสดิภาพจนเธอกลับไปช่วยด้วยเถอะ....

 

            แต่คำว่ากลับไปโดยสวัสดิภาพดูจะยังห่างไกลนัก ท่ามกลางความชุลมุน เสียงกรีดร้องและเสียงฝีเท้านับพันคู่ หมิงกระแทกคนล้มไปคนแล้วคนเล่าขณะเธอพยายามมองหาสองตานีสาวและอีกหนึ่งหลานชายหมอผีใหญ่ ยามนี้เธอไม่สนใจแล้วว่าเธอจะกระแทกหรือย่ำเหยียบลงบนร่างของฝ่ายไหน ขอให้เธอพาเพื่อนของเธอกลับบ้านได้ก็พอ

 

            “กล้วย ! กล้าย !

            เสียงร้องแหลมสูงดังออกจากปากที่มีเขี้ยวแหลมเมื่อดวงตาของเสือหิมะร่างยักษ์เห็นเรือนผมสีดำประกายเขียวอยู่แวบๆเบื้องหน้า สมิงสาวย่อขาหลังก่อนจะกระโจนพรวด ชนคนล้มลงไปอีกเป็นแถบเมื่อเธอลงพื้นข้างตัวเพื่อนสาวทั้งสอง หัวใจของเธอร่วงวูบเมื่อพบว่าสองวิญญาณผู้พิทักษ์นอนคว่ำหน้าแน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่ห่างออกไปนัก จ้าดนอนตะแคงหันหน้ามาหาเธอ ตามตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบเลือด ดวงตาตี่ที่มีรอยช้ำสีคล้ำเปิดอยู่เพียงครึ่ง ดูราวกับทั้งสามไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว.....

 

            แต่หมิงรู้ว่าหากเธอยังมัวชักช้าอยู่อีกเพียงไม่กี่วินาที สามสหายร่วมรบของเธอรวมทั้งตัวเธออาจได้ตายกันจริงๆก็เป็นได้ ผู้ชุมนุมเริ่มบางตาลงแล้ว ไม่มีอะไรกำบังร่างของเธอเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว และหากตาเธอไม่ฝาด เธอก็เห็นปืนนับไม่ถ้วนกำลังเล็งมา.....

 

            ไวเท่าความคิด สมิงสาวช้อนร่างของเพื่อนทั่งสามขึ้นหลังก่อนจะออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เสียงปืนและเสียงแหวกอากาศหวีดหวิวของลูกกระสุนดังไล่หลังมาติดๆ หมิงกระโดดหลบซ้ายทีขวาทีไปตามถนนคนเดินซึ่งยามนี้แทบจะว่างเปล่า ก่อนจะหลบวูบเข้าซอกตึกมืดๆข้างร้านเสื้อผ้าที่น้ำไทอยากได้ซึ่งยามนี้ปิดไฟมืด ร่างของกล้วย กล้ายและจ้าดกลิ้งหล่นจากหลังของเสือสาวเมื่อเธอหักเลี้ยวก่อนจะเบรกอย่างกะทันหัน แต่นั่นก็ทำให้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรู้สึกตัวอีกครั้ง

 

            “โอย เจ็บ ทุกตนเป็น.... หมิง !?

            เสียงกรีดร้องแหลมสูงอย่างหวาดผวาของกล้ายปลุกราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่ให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาด้วย แต่เมื่อตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กสาวหน้าจืดก็อยากให้มันเป็นแค่ความฝันยามหมดสติของเธอเท่านั้น.....

 

            เสือโคร่งหิมะตัวยักษ์นอนหายใจรวยรินอยู่ท่ามกลางขยะระเกะระกะในซอกตึก เลือดสีแดงข้นคลั่กไหลทะลักจากแผลถูกยิงที่หน้าท้องทะลุหลัง ย้อมขนส่วนล่างและด้านหลังทั้งหมดของเธอจากสีขาวสลับดำกลายเป็นสีแดงฉาน ที่ขาของเธอก็มีแผลถูกยิงที่เลือดโซมพอกันอีกสามแผล และดูจากปริมาณเลือดแล้ว ดูเหมือนแผลหนึ่งจะตัดเส้นเลือดใหญ่เสียด้วย แม้จะไม่มีใครมีความรู้ด้านสัตวแพทย์หรือกายภาพเสือหิมะเชียงหลวง แต่สองตานีสาวและอีกหนึ่งหลานชายหมอผีใหญ่ก็รู้โดยไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าหากปล่อยไว้แบบนี้ อีกไม่กี่นาทีหมิงได้จากพวกเขาไปวิ่งเล่นรออยู่ที่โลกหลังความตายแน่นอน

 

            แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเดียวของพวกเขาในยามนี้ เสียงไซเรนรถตำรวจดังใกล้เข้ามาแล้ว ประสานกับเสียงรองเท้าบู๊ตที่บดกับพื้นอิฐ สองสาวหนึ่งหนุ่มมองหน้ากันพลางส่งคำถามกันทางโทรจิตพร้อมกับประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว จริงอยู่ พวกเขาอาจจะปลอดภัยมากขึ้นหากตำรวจมารับไปส่งบ้าน แต่สำหรับหมิงในร่างเสือไม่ใช่แน่ เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด แม้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธออยากทำ แต่เห็นทีจะต้องเปิดศึกกับตำรวจเสียแล้ว.....

 

            “จ้าดนายห้ามเลือดหื้อหมิงไปเน่อ ใช้ผ้าพันคอที่เพิ่งซื้อมาก็ได้ !

            “ได้”

            สมิงสาวสั่นสะท้านเมื่ออากาศโดยรอบลดอุณหภูมิลงเกือบห้าองศาจากพลังงานที่กลายร่างเป็นไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดสองกระบอก สองตานีสาวดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงดังแกร๊ก นิ้วโป้งบิดเปิดห้ามไกขณะพยายามเอาตัวทั้งบังทั้งดันร่างของหมิงให้เข้าไปในเงามืดของซอกตึกให้แนบเนียนที่สุด ปืนในมือเตรียมพร้อมที่จะฟาดเข้าใส่ท้ายทอยหากมีตำรวจทะเล่อทะล่าเข้ามาเดี่ยวๆ และพร้อมจะยิงไม่เลี้ยงหากมากันทั้งกองร้อย....

 

            อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนโชคชะตาจะยังไม่ให้พวกเขาต้องมาห้ำหั่นกับตำรวจในตอนนี้ อีกเพียงไม่กี่เมตรจะถึงซอกตึก เสียงเปิดปิดประตูรถก็ดังขึ้นติดๆกัน ก่อนที่เสียงไซเรนจะค่อยๆห่างออกไป จนกระทั่งหายไปในความเงียบงันอันน่าขนลุก

 

            หมู่เปิ้น..... ไปแล้วแม่นก่อกล้ายโทรจิตถามเพื่อนสาวอย่างระแวงภัย เป็นแผนหลอกหื้อหมู่เฮาตายใจก่อ

            น่าจะไปแต๊เด็กสาวหน้าจืดตอบ กล้ายไปดูหมิง เดี๋ยวข้าเจ้ายืนยามหื้อ

            อื้ม

 

            ตานีสาวผมหางม้าเรียกปืนเก็บกลับเข้าที่เก็บอาวุธก่อนจะคุกเข่าลงข้างร่างเสือของเพื่อนสาว อาการของหมิงดูไม่ดีเลย ลมหายใจของเธอแผ่วลงเรื่อยๆ และสัมผัสวิญญาณที่กล้ายจับได้ก็แผ่วลงเรื่อยๆเช่นกัน เด็กสาวรู้สึกได้ว่าชีวิตกำลังจากเพื่อนสาวไปอย่างช้าๆ ต่อหน้าต่อตาเธอ....

 

            กล้วย ยะจะไดดีกล้ายถามเพื่อนสาวอย่างสิ้นหวัง กล้วยมียาสมานแผลบ้างก่อ

            บ่มีเลย แต่เดี๋ยวข้าเจ้าเคลื่อนที่ในพริบตาไปเอาที่โรงเก็บเครื่องบินมาหื้อ

 

            กล้วยหลับตาตั้งสมาธิก่อนจะเปลี่ยนร่างของเธอให้กลายเป็นพลังงาน แต่แทนที่จะพุ่งตรงไปยังโรงเก็บเครื่องบินด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง ร่างของเธอกลับนิ่งสนิท เด็กสาวหน้าจืดเย็นสันหลังวาบ แบบนี้มีกรณีเดียวคือมีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาอยู่ในพื้นที่นี้ แต่เท่าที่เธอจำได้ พวกเธอไม่เคยติดตั้งอุปกรณ์เอาไว้แถวนี้เลยสักตัวเดียว แล้วมันเป็นของใครกัน.....

 

            บ่ได้ !’

            อะไรไมได้จ้าดเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาตื่นตระหนก อย่าบอกนะว่า....

            ข้าเจ้าเคลื่อนที่ในพริบตาบ่ได้ !’ เสียงของราชินีตานีบ่งบอกความวิตกและหวาดผวาอย่างที่สุด แต่.... บ่เป็นอะหยัง เดี๋ยวข้าเจ้าวิ่งไปเอารถมารับที่นี่ก็ได้ หรือไม่งั้นระหว่างทางข้าเจ้าจะลองเคลื่อนที่ในพริบตาดูอีกทีเผื่อจะได้ แข็งใจอีกนิดเน่อหมิง

            บ่ไหว หมิงรอนานจะอั้นบ่ไหวแน่ เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงหนัก มือโอบร่างโชกเลือดของเพื่อนสาวแนบอก หมิง ข้าขอสุมา ข้าช่วยอะหยังหมิงบ่ได้เลย.....

            อย่าเพิ่งตัดใจสิกล้าย เรายังช่วยหมิงได้นะ !’ หลานชายหมอผีใหญ่ตกใจมากเมื่อเห็นท่าทางสิ้นหวังของเพื่อนสาว กล้วย รีบไปเอารถมาเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันจริงๆนะ !’

            อื้ม !’

 

            กล้วยเก็บปืนเข้าที่เก็บอาวุธก่อนจะวิ่งออกไป แต่อย่างที่กล้ายว่า สมิงสาวคงรอจนเธอเอารถมารับแล้วกลับไปที่โรงเก็บเครื่องบินไม่ไหวแล้ว ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย หมิงค่อยๆเอื้อมอุ้งมือหนาใหญ่ไปแตะเบาๆบนแก้มที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตาของตานีสาวผมหางม้า ก่อนที่เสียงแผ่วระโหยจะดังลอดริมฝีปากสีดำออกมา

 

            “กล้าย อย่าร้องไห้สิ เฮาบ่อยากหันกล้ายร้องไห้เด๊”

            “จะบ่หื้อข้าร้องไห้ได้จะไดล่ะหมิง....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสะอึกสะอื้น “ข้าบ่อยาก.... บ่อยากเสียหมิงไปเน่อ....”

            “จังไสกล้ายกับกล้วยก็ไปโลกหลังความตายได้สบายๆอยู่แล้วบ่แม่นบ่ ไว้ค่อยไปเยี่ยมเฮาก็ได้นี่” ริมฝีปากสีดำที่มีเขี้ยวโผล่ออกมาของเสือหิมะเชียงหลวงบิดเป็นรอยยิ้ม “หรือบ่ซั่น เดี๋ยวเฮาฝ่ากลับมาโลกนี้แบบอุ๊ยสายก็ได้....”

            “มันบ่ได้ยะกันได้ทุกตนเน่อหมิง” ตานีสาวผมหางม้าสวนกลับ “แข็งใจไว้หน่อยเน่อหมิง เดี๋ยวก็ได้กินยาแล้วเน่อ แป๊บเดียวเน่อหมิง”

            “ถ้าเฮาสิไปก็อย่าห้ามเฮาเลย.....” หมิงถอนหายใจยาว “พวกเฮาสมิงถือกฎจังซี่ ถ้าความตายสิเอาพวกเฮาไป อีหยังก็ห้ามบ่ได้ อย่าเสียใจเลย กล้ายก็ฮู้นี่ว่าสิเป็นไผก็หนีความตายไปบ่ได้ทั้งนั้นแหละ.....”

            “ถึงจะอั้นก็เถอะ ข้าก็บ่เอา บ่เอาเด็ดขาดเลย.....”

 

            กล้ายซบหน้าลงกับขนปุยของเพื่อนสาว พยายามกอดเธอเอาไว้ให้แน่นที่สุดราวกับมันจะช่วยให้สมิงสาวอยู่กับเธอได้นานขึ้น แม้อีกสักนิดก็ยังดี.....

 

            ข้างตัวเธอ หลานชายหมอผีใหญ่ได้แต่นั่งมองอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาอยากจะปลอบตานีสาว แต่ก็รู้ว่าคงไม่มีอะไรจะยื้อชีวิตของสมิงสาวเอาไว้ได้อีกแล้ว เด็กหนุ่มหลับตาลง เขาไม่อยากเห็นวินาทีที่เพื่อนสาวสิ้นลม.....

 

            ท่านกล้วย ท่านกล้าย ปลอดภัยกันก่อ สถานการณ์เป็นจะไดบ้าง !?’

            อุ๊ยสาย !?’ เสียงที่ดังขึ้นกลางโสตประสาทจุดความหวังของหลานชายหมอผีใหญ่ให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง อุ๊ยสายอยู่ไหนครับ !?’

            อยู่โรงเก็บเครื่องบินอีกฝ่ายตอบกลับมา สถานการณ์เป็นจะไดบ้าง จะหื้อออกไปช่วยก่อ

            ออกมาให้เร็วที่สุดเลยครับ หมิงโดนยิงอาการหนักมาก เอายาสมานแผลติดมาเยอะๆเลยครับจ้าดละล่ำละลัก เหมือนกล้วยจะบอกว่าตรงนี้เคลื่อนที่ในพริบตามาไม่ได้ อุ๊ยสายช่วยเช็กแล้วก็หาทางมาที่นี่ให้เร็วที่สุดเลยนะครับ หมิงรอไม่ไหวแล้ว

            ได้

 

            วิญญาณสาวตอบกลับมาเพียงเท่านั้นก่อนจะเงียบไป หัวใจของหลานชายหมอผีใหญ่โยนตัวกระแทกซี่โครงราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก สายจะมาทันหรือเปล่า เธอจะช่วยหมิงได้หรือเปล่า.....

 

            ไม่กี่วินาทีต่อมา หญิงสาวหน้าหวานก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายังซอกตึกที่เขาซ่อนตัวอยู่ สายไม่ยอมเสียเวลา เธอเปิดขวดยาสมานแผลก่อนจะเสียบมันเข้าปากสมิงสาวทันที ไม่กี่อึดใจ ลมหายใจของเสือโคร่งร่างยักษ์ก็เริ่มคงที่ขึ้น พร้อมๆกับที่ปากแผลค่อยๆสมานตัวเข้าหากันอย่างช้าๆ

 

            “อุ๊ยสาย ขอบคุณมากเจ้า ขอบคุณแต๊ๆ” เด็กสาวผมหางม้าโผเข้ากอดอดีตอาจารย์ของเธอด้วยน้ำตานองหน้า “ถ้าบ่ได้อุ๊ยสายหมิงต้องสิ้นอายุไปแล้วแน่ๆ”

            “บ่เป็นอะหยัง อุ๊ยก็ประมาทไปหน่อยด้วยเหมือนกัน ลืมเตือนหื้อพกยามาไว้” หญิงสาวตอบ ลูบหัวลูบหลังปลอบลูกศิษย์สาวอย่างอ่อนโยน “แล้วท่านกล้วยล่ะอยู่ที่ได๋ เมื่อกี้อุ๊ยยังหันสัญญาณวิญญาณอยู่แถวนี้นี่”

            “เปิ้นไปเอารถเจ้า”

            “หา !?” ดวงตาสีดำที่เรืองแสงสีแดงเบิกกว้าง “ปล่อยเปิ้นไปได้จะได เดี๋ยวก็โดนรุมเอาอีกหรอก กล้ายไปกับอุ๊ยด่วนเลยเร็ว !

            “หา อะ เจ้า !

 

            แต่ยังไม่ทันจะออกจากซอกตึก รถตู้คันเก่าก็แล่นมาจอดข้างหน้าแล้ว

 

            “กล้าย หมิงเป็น.... อ้าว อุ๊ยสาย” กล้วยดูงงๆที่เห็นหญิงชราในร่างหญิงสาวอยู่ที่นี่ แถมยังทำท่าเหมือนกำลังจะพุ่งออกไปที่ไหนสักแห่งเสียด้วย

            “บ่เป็นอะหยังท่านกล้วย อุ๊ยเอายาหื้อหมิงกินแล้ว น่าจะปลอดภัยแล้วแหละ” หญิงสาวหน้าหวานตอบก่อนจะดุยาวเหยียด “แล้วท่านกล้วยไปเอารถตนเดียวได้จะได ถ้าเกิดเจอหมู่เปิ้นอีกจะยะจะไดกัน ถึงขั้นสิ้นอายุได้เลยเน่อท่านกล้วย !

            “สุมาเน่อเจ้า.....” ตานีสาวหน้าจืดตอบเจื่อนๆ “แต่ถ้าเอาไปด้วยอีกตนก็จะเหลือเฝ้าหมิงอยู่ตนเดียว ข้าเจ้าย่านจะบ่ปลอดภัย.....”

            “เอาเถอะ ไปเอารถมาได้โดยบ่โดนอะหยังก็ดีแล้ว” สายถอนหายใจเฮือก “ปิ๊กกันเถอะ ก่อนที่จะมีผู้ได๋มาอีก เอ้า มาช่วยกันยกหมิงหน่อย”

            “บ่ต้อง เฮาย่างเองได้แล้ว”

 

            หมิงพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ขาที่ยังไม่พร้อมจะรับน้ำหนักกว่าสามร้อยกิโลกรัมก็พับจนเธอร่วงลงไปกองกับพื้นอีกครั้งดังอั้ก เสือสาวพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง แต่สายกดตัวเธอไว้ หากร่วงลงไปอีกครั้งมีหวังแผลได้เปิดอีกรอบกันแหงๆ หญิงสาวหน้าหวานช่วยกับหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมประคองขาหลังขณะจ้าดกับกล้วยประคองส่วนอก แล้วสมิงสาวก็ถูกยกลอยไปใส่ไว้ท้ายรถอย่างทุลักทุเล ก่อนที่สองตานี หนึ่งวิญญาณและหนึ่งมนุษย์ที่ต่างก็แข้งขาอ่อนด้วยรับน้ำหนักตนละกว่าแปดสิบกิโลกรัมจะตะเกียกตะกายขึ้นรถ แล้วรถตู้คันเก่าก็แล่นจากไป ทิ้งเอาไว้เพียงถนนคนเดินที่ว่างเปล่า

 

            “สุมานักๆเน่อหมิง สุมาทุกตนเลย ข้าเจ้าบ่น่าชวนทุกตนออกมาเลย.....”

            “บ่แม่นความผิดของท่านกล้วย บ่แม่นความผิดของผู้ได๋ทั้งนั้น และอุ๊ยก็บ่อยากได้ยินผู้ได๋ขอสุมาอีก” สายตัดบทเสียงเฉียบขาด แขนทั้งสองข้างกอดอกแน่น ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจ้องนิ่งอยู่ที่หลังเบาะ “ท่านกล้วย ปิ๊กไปถ้ายังเหลือแรงพอ หรือพรุ่งนี้ก็ได้ เริ่มเตรียมแผนขนย้ายของไปดอยสูงเลย”

            “เจ้า”

 

            ไม่มีใครถามหรือคัดค้านอะไรอีก

 

            ทุกตนและทุกคนตระหนักดีอยู่แก่ใจ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น