ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 80 : เสียงซุบซิบจากผู้ถูกไล่ล่ากลางทุ่งหิมะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 พ.ย. 59

            อย่าปล่อยให้ฆาตกรลอยนวล !

 

            เราจะยกระดับการประท้วงจนกว่าจะจับฆาตกรได้ หรือจับตานีมาทั้งเผ่าพันธุ์ !

 

            ตำรวจทำอะไรกันอยู่ ถ้ากลัวตานีก็ออกไปซะ พวกเราจะจับมันแทนเอง !

 

            หลับเถิดตำรวจกล้า ปวงประชาจะคุ้มภัย !

 

            รัฐบาลทำอะไรอยู่ !?

 

            รัฐบาลที่ดูแลประชาชนไม่ได้ สมควรตาย !

 

            เราจะไม่ยอมโดนพวกมันกดหัวอยู่ใต้ความกลัวอีกต่อไป ! Free Taannakhōōn from TAANII !

 

            ไล่มันออกไป ! ฆ่าพวกมันให้หมด ! ไอ้พวกฆาตกร !

 

            เราไม่อยากอยู่ร่วมกับตัวประหลาด เราไม่อยากอยู่ร่วมกับฆาตกร !

 

            Punish the murderer ! Exterminate TAANII !

 

            Coward government and police GET OUT !

 

 

            “เอ้า น้ำว้า น้ำไท อิ่มแล้วก๋า”

            ตานีสาวผมหางม้าถามพลางขมวดคิ้วเมื่อเห็นตานีน้อยทั้งสองวางช้อนส้อมทำท่าจะลุกออกจากโต๊ะ ทั้งที่ข้าวสวยในจานยังพร่องไปไม่ถึงหนึ่งในสี่ และต้มผักกาดจอใส่พริกแห้งเยอะๆของโปรดของพวกเธอก็แทบยังไม่มีร่องรอยการถูกแตะต้องเลยด้วยซ้ำ

 

            “เจ้า” น้ำไทตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตาคู่กลมสวยก้มมองลงต่ำ

            “แต่สี่ห้าวันมานี่น้ำว้าน้ำไทแทบบ่ได้กินข้าวเลยเน่อ” สายเอ่ยเสียงเป็นห่วง “พลังงานวิญญาณจะเสียหายเอาได้เน่อ อย่างน้อยก็กินหื้อมากกว่านี้สักหน่อยเถอะ”

            “ข้าเจ้าฮู้” เด็กหญิงผมสั้นตอบเสียงมืดมน “แต่ข้าเจ้าบ่อยากกิน สุมานักๆเจ้าอุ๊ยสาย”

 

            พูดได้เพียงเท่านั้น น้ำว้าและน้ำไทก็ลุกจากโต๊ะ เดินเอาจานไปเก็บในส่วนครัวของห้องนั่งเล่น ก่อนจะออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ รุ่นพี่และรุ่นทวดอีกสี่ตนหนึ่งคนมองตามหลังพวกเธอไปด้วยแววตาเป็นห่วงระคนสงสาร

 

            หลังกลับมาจากโรงเรียนในวันนั้น น้ำไทไม่ร้องไห้อีกเลย แต่ทุกตนและอีกหนึ่งคนคิดว่าให้เธอร้องไห้เหมือนเดิมยังจะดีเสียกว่าเป็นแบบนี้ ดูราวกับหัวใจอันละเอียดอ่อนที่เต็มไปด้วยรอยร้าวอยู่แล้วของเด็กหญิงผมเปียได้แหลกเป็นเสี่ยงๆอย่างไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก ตานีน้อยแทบไม่พูดเลยสักคำ ไม่แม้แต่จะแสดงอารมณ์ใดๆออกมาทางสีหน้า มีเพียงอย่างเดียวที่พอจะบ่งบอกความเศร้าในจิตใจของเธอได้ นั่นคือดวงตาสีดำประกายเขียวที่เคยส่องประกายไร้เดียงสาระยิบระยับ บัดนี้กลับหม่นหมองและมืดมน คล้ายมีอะไรบางอย่างหายไปจากหลังดวงตาคู่นั้น.....

 

            น้ำว้าก็ซึมลงเช่นกัน หรือหากจะพูดให้ถูก เธอดูจะอาการหนักกว่าน้ำไทเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับน้องสาว ตานีน้อยผมสั้นไม่ร้องไห้อีกเลยหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น หากเลือกระบายทั้งความโกรธแค้นและความเสียใจลงใส่ตัวเธอเอง หลายครั้งที่กล้วยหรือสายตื่นมาเห็นรุ่นน้องสาวกำหมัดแน่นหรือไม่ก็จิกแขนจนเลือดซิบ แผลถลอกที่นิ้วและหลังมือของเธอก็พอจะทำให้คนและตนอื่นๆเดาได้ว่าเธอคงแอบไปชกผนังอยู่คนเดียว เด็กหญิงโกรธตัวเอง โกรธที่เธอไม่ดูแลน้องสาวให้ดี โกรธที่เธอไม่อาจปกป้องน้องสาวได้ โกรธที่เธอไม่อาจตอบโต้อีกฝ่ายได้ โกรธที่เธอทำให้น้องสาวต้องมาเจอเรื่องแบบนี้.....

 

            อย่างไรก็ตาม ตานีน้อยทั้งสองก็ยังยอมลงมาเรียนหนังสือเมื่อสายขึ้นไปตาม และดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเธอลืมความเศร้าและความคับแค้นใจลงไปได้บ้าง แต่ถึงกระนั้น เหล่ารุ่นพี่และรุ่นทวดก็ยังคงรู้สึกได้ถึงบรรยากาศมืดมนที่วนเวียนอยู่รอบตัวสองเด็กหญิง ราวกับวิญญาณอาฆาตที่ตามหลอกหลอนเหยื่อจนกว่าจะสิ้นใจยังไงยังงั้น

 

            แต่แม้สถานการณ์จะคับขันและบรรยากาศจะอึมครึม ชีวิตการเรียนของสามสหายวิศวะตานนะคอนก็ไม่อาจหยุดเอาไว้ก่อนได้ การสอบปลายภาคครั้งแรกในชีวิตมหาวิทยาลัยกำลังรอเชือดสองตานีหนึ่งมนุษย์อยู่ในอีกไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า และในเมื่อคะแนนหลายวิชาของกล้วยกับกล้ายต้องไปตัดตามเกณฑ์ ความเสี่ยงที่จะถูกเชือดเป็นชิ้นๆให้เอฟกินหัวจึงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะตานีสาวผมหางม้าซึ่งคะแนนทั้งแคลคูลัสและเคมีก็คาบเส้นเอฟรอมร่ออยู่แล้ว

 

            และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ราชินีตานีตัดสินใจจัดติวพิเศษ ท่ามกลางความสยองขวัญอย่างที่สุดของผู้ถูกติวทั้งสอง.....

 

            “โอย บ่ไหวแหล่ว.....”

            กล้ายฟุบหน้ากระแทกตุ้บลงใส่หนังสือแคลคูลัสที่เปิดกางหราอยู่เบื้องหน้า เครื่องหมายถั่วงอกเกี่ยวก้อยกับเครื่องหมายอนุพันธ์และสูตรดิฟอินทิเกรตทั้งหลายกลายเป็นก้อนกลมๆสีดำที่พันกันยุ่งอยู่เต็มหัว กล้วยให้เธอทำโจทย์อินทิเกรตแบบนอนสตอปมาตั้งแต่กินข้าวเย็นกันเสร็จ ซึ่งนั่นก็เกือบสี่ชั่วโมงมาแล้ว ขนมก็ไม่ได้กิน ห้องน้ำก็ไม่ได้เข้า เพราะแบบนี้ไงเธอถึงได้กลัวการติวกับกล้วยนักหนา.....

 

            ตานีสาวเบือนหน้าชำเลืองมองเพื่อนหนุ่มที่นั่งกุมขมับสลับกับนวดขมับยึกๆอยู่ข้างตัว แล้วก็พบว่าหลานชายหมอผีใหญ่ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากเธอนัก และหากตาเธอไม่ฝาด เด็กสาวผมหางม้าก็เห็นควันจางๆลอยขึ้นมาจากเรือนผมชี้โด่ชี้เด่ไม่เป็นทรงของเขาเสียด้วย ขืนปล่อยให้ทำต่อมีหวังได้โอเวอร์ฮีตระเบิดตูมกันแหงๆ

 

            “พักหน่อยเหอะกล้วย สักห้านาทีก็ยังดี” กล้ายขอร้องเพื่อนสาวเสียงแหบแห้ง “อย่างน้อยขอไปกินน้ำหน่อยเหอะ.....”

            “บ่” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบแต่หนักแน่น “กล้ายยังยะอินทิเกรตแยกส่วนได้บ่คล่องเลย เรื่องนี้แค่เบื้องต้นเองเน่อ ยังเหลืออินทิเกรตแบบแทนค่า แบบเศษส่วนย่อย แล้วก็.....”

            “พอๆ พอก่อนเหอะกล้วย ยิ่งพูดยิ่งมึน” ใบหน้าดุของหลานชายหมอผีใหญ่เริ่มมีสีเขียวคล้ำแซมขึ้นมาแล้วเมื่อได้ยินเพื่อนสาวไล่ชื่อบทที่ยังเหลืออยู่ “เราเห็นด้วยกับกล้ายนะ ขอพักสักห้านาที แล้วพวกเรายินดีให้กล้วยติวต่อถึงตีสองเลยเอ้า”

            “เฮ่ย บ่เอ๊า.....” ตานีสาวผมหางม้าค้านเสียงหลง ยังเหลืออีกตั้งเกือบสามชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงตีสอง ขืนให้ติวถึงป่านนั้นมีหวังแกนวิญญาณของเธอได้แตกสลายสิ้นอายุไปก่อนแน่

            “แน่ใจเน่อ” ดวงตาเรียวของราชินีตานีหรี่ลงอย่างไม่ไว้ใจ “บ่มีหลับในบ่มีใจลอยเน่อ”

            “ก็บอกว่าบ่เอ๊า.....!

            “ไม่มีแน่นอน” จ้าดตอบหนักแน่นขณะพยายามหลบเลี่ยงมือของเพื่อนสาวที่เอื้อมเป็นพัลวันหมายจะปิดปาก

            “จะอั้นก็ได้ พักสิบนาทีละกัน” เด็กสาวหน้าจืดยอม แต่ไม่วายสำทับเสียงเย็น “แล้วอย่าลืมเน่อ ตั้งใจติวถึงตีสองเน่อ ถ้ามีหลับในหรืออะหยังขึ้นมาได้มีโต้รุ่งกันแน่”

            “คร้าบ.....”

            “จะแกล้งหื้อข้าสิ้นอายุก๋าบ่าจ้าดง่าว............!?

 

            “บ่าจ้าดง่าว บ่าจ้าดวอก คอยดูเน่อ ถ้าข้าสิ้นอายุขึ้นมาล่ะก็จะกลายเป็นผีมาหลอกนายหื้อเข็ดเลย !

            กล้ายยังคงโวยวายไม่เลิกแม้หลานชายหมอผีใหญ่จะไปหยิบน้ำกล้วยเย็นฉ่ำพร้อมแก้วมาประเคนให้ถึงที่ ราชินีตานีไปเข้าห้องน้ำเสียแล้ว และสายซึ่งกำลังขะมักเขม้นกับแลปทอปอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกับหมิงผู้นั่งแทะขากวางเล่นอยู่ข้างตัวเธอก็ไม่ใส่ใจจะห้ามปราม หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจึงทั้งจิกกัดและต่อยตีเพื่อนหนุ่มได้อย่างเต็มที

 

            “แล้วคิดว่ากล้วยจะยอมให้พักรึไงถ้าไม่ต่อรองแบบนั้น” จ้าดถอนหายใจเฮือก พยายามรินน้ำกล้วยใส่แก้วให้เพื่อนสาว แต่แรงจากกำปั้นที่ทั้งต่อยทั้งทุบแขนเขาอยู่ก็ทำให้มันกระฉอกไปหลายมิลลิลิตร จนในที่สุดเด็กหนุ่มก็ว้ากออกมาอย่างอดรนทนไม่ไหว “เลิกต่อยซะทีได้มั้ย เลิกด่าด้วย รำคาญ ! แล้วมันหกเห็นมั้ยเนี่ย ไม่งั้นก็เอาไปเทเองเลยไป !

            “อะ.... สะ.... สุมาเน่อ.....” ใบหน้ากลางๆของตานีสาวผมหางม้ามีแววตกใจไม่น้อยเมื่อจู่ๆอีกฝ่ายก็ขึ้นเสียงใส่ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหลุบมองลงต่ำอย่างรู้สึกผิด “ข้าแค่.... ข้าแค่ล้อเล่น.... ข้าบ่นึกว่านายจะโกรธ.....”

            “ก็.... ไม่ได้โกรธหรอก” หลานชายหมอผีใหญ่พึมพำ “โทษที เราก็อารมณ์ร้อนไปหน่อย.....”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ ก่อนหน้านี้ต่อให้กล้ายต่อยเขาหนักกว่านี้แม้ตอนเล่นเกม หรือด่าแรงด่าซ้ำด่าซากมากกว่านี้ เขาก็ไม่เคยนึกโกรธหรือรำคาญเพื่อนสาวเลยด้วยรู้ว่าเธอล้อเล่นแม้บางครั้งจะเจ็บจริงๆก็ตาม แต่มาวันนี้ เพียงต่อยไม่กี่หมัด เพียงคำพูดไม่กี่คำก็ทำให้อุณหภูมิอารมณ์ของเขาพุ่งทะลุจุดเดือดได้อย่างง่ายดาย มันเกิดอะไรขึ้นกันหนอ.....

 

            และแม้สัญชาตญาณการสังเกตของเขาจะปานกลางค่อนไปทางห่วยแม้เมื่อเทียบกับมนุษย์ด้วยกันเอง แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าเพื่อนสาวทุกตนเปลี่ยนไปเช่นกัน กล้วยซึ่งพูดน้อยอยู่แล้วยิ่งพูดน้อยลงกว่าแต่ก่อน หากความใจเย็นและรอบคอบอันเป็นจุดเด่นของเธอกลับลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย เมื่อกี้ก็ตรวจคำตอบอินทิเกรตของเขาและกล้ายผิดไปหลายครั้ง แม้จะผิดเพียงเล็กน้อย แต่มันไม่ปกติเลยสำหรับอัจฉริยะผู้ได้แคลคูลัสเกือบเต็มอย่างราชินีตานี.....

 

            กล้ายซึ่งใจร้อนอยู่แล้วก็ดูจะใจร้อนและขี้โมโหขึ้นอีก แถมยังพ่วงเอาแต่ใจตัวเองขึ้นมาด้วย สวนทางกับหมิงที่เงียบ หรือพูดให้ถูกคือหงอยลงถนัดตา ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเธอต้องอยู่กับสายผู้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ของหญิงชราอายุเกือบร้อยห้าสิบปีซึ่งคงไม่มีอารมณ์จะเล่นกับเธอนัก อีกส่วนหนึ่งคงจะมาจากตานีน้อยทั้งสองผู้เป็นเสมือนทั้งน้องสาวและเพื่อนเล่นของเธอกำลังโศกเศร้า และอีกส่วนคงจะเป็นเพราะเธอไม่สามารถออกไปวิ่งเล่นในร่างเสือหรือขับรถถังเหมือนเมื่อครั้งมาที่นี่ใหม่ๆอีกต่อไปแล้ว ในโรงเก็บเครื่องบินก็ไม่ได้มีที่พอให้เสือหิมะเชียงหลวงยาวสามเมตรหนักสามร้อยกิโลกรัมวิ่งเล่นได้เสียด้วย เด็กสาวหน้าเสือจึงได้แต่นั่งเขียนอะไรเล่น หรือไม่ก็แทะขากวางไปวันๆ หลานชายหมอผีใหญ่อดกังวลไม่ได้ว่าหากสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป สมิงสาวผู้ปราดเปรียวและทรงพลังแห่งกองกำลังผสมตานีคงได้กลายเป็นแมวทึนทึกนอนอ้วนปั้กอยู่กับบ้านเอาแหงๆ

 

            ตนที่เปลี่ยนไปน้อยที่สุดคือสาย แม้วิญญาณสาวหน้าหวานจะดูกังวลและกดดันเช่นเดียวกับสมาชิกตนอื่นๆในโรงเก็บรถถัง แต่ตั้งแต่เกือบๆเดือนที่แล้ว หญิงสาวก็ดูเหมือนจะสบายใจขึ้นมาบ้าง หลายครั้งที่จ้าดแอบเห็นรอยยิ้มแสนกลฉาบอยู่บนริมฝีปากอิ่มของเธอขณะดวงตาสีดำประกายแดงจ้องมองจอแลปทอป แต่เมื่อเขาถาม คำตอบของหญิงชราในร่างหญิงสาวก็มีเพียงรอยยิ้มที่เขาไม่อาจแปลความหมายออกเท่านั้น.....

 

            “จะไดก็.... ขอบคุณมากเน่อจ้าด ที่เอาน้ำกล้วยมาหื้อ” เสียงอ่อยๆของเด็กสาวผมหางม้าดึงหลานชายหมอผีใหญ่กลับออกมาจากห้วงความคิด

            “ไม่เป็นไรๆ” จ้าดตอบ อดรู้สึกแปลกๆอยู่ลึกๆไม่ได้ ทำไมจู่ๆก็เชื่องขึ้นมาได้หนอ

            “เหลือเวลาพักอีกห้านาที ไปดูอุ๊ยสายดีกว่า”

 

            กล้ายเอ่ยลอยๆ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นเดินไปหาวิญญาณสาวหน้าหวานที่โต๊ะกินข้าว หลานชายหมอผีใหญ่แอบเห็นหญิงชราในร่างหญิงสาวสลับแท็บของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ก่อนที่กล้ายจะเดินไปถึง แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร ถ้าแท็บที่เธอแอบสลับมีรูปโป๊ชายงามร่างล่ำบึ้กก็ว่าไปอย่าง แต่ถึงจะมีรูปแบบนั้นจริงเขาก็คงไปว่าอะไรสายไม่ได้ ถึงจะอายุเกือบร้อยห้าสิบปีก็คงอยากเห็นอะไรเจริญหูเจริญตาบ้างแหละน่า.....

 

            “อุ๊ยสาย มีอะหยังคืบหน้าก่อเจ้า” ตานีสาวคุกเข่าลงข้างอดีตอาจารย์ของเธอ

            “ท่านกล้ายไปทบทวนหนังสือก่อนเถอะ ถ้าหันอุ๊ยว่าจะเสียกำลังใจเปล่าๆ” สายตอบเสียงเรียบโดยไม่ละสายตาจากจอแลปทอป

            “แต่ถ้าบ่ฮู้ข้าก็บ่มีสมาธิติวหนังสือเหมือนกันแหละ” กล้ายเถียงข้างๆคูๆ “บอกมาเถอะเจ้าอุ๊ยสาย สรุปๆก็ได้ ข้าเจ้าก็เหลือเวลาบ่ถึงห้านาทีเหมือนกัน”

            “แน่ใจเน่อ”

            “แน่สิเจ้า”

 

            หญิงสาวขยับเมาส์ไปคลิกสลับแท็บที่เพิ่งซ่อนไว้เมื่อครู่ เพียงแค่ตัวอักษรตัวใหญ่ที่ด้านบนสุดของหน้าเว็บก็ทำให้ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของตานีสาวเบิกกว้าง....

 

            กลุ่ม – รวมพลคนไม่เอาตานี ได้โพสวิดีโอ

            หลักฐานใหม่ ตานีอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุครั้งใหญ่บนทางยกระดับวงแหวนรอบนอกเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว เห็นจะๆกำลังใช้พลังระเบิดยางรถ + ลากรถมาขวางทางด่วน คาดว่าแผนการการครอบงำมนุษย์เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว !

 

            กลุ่ม – รวมพลคนไม่เอาตานี ได้โพสวิดีโอ

            ดูกันให้ชัดๆ เหตุระเบิดที่โรงแรมท่าวังหลังปรินเซสเมื่อต้นปีใครเป็นคนทำ เสกระเบิดกันต่อหน้าต่อตากล้องวงจรปิด !

 

            “บ้ากันไปใหญ่แล้ว” กล้ายร้องเสียงสูง “หมู่เฮายะเรื่องจะอั้นได้ที่ได๋ ถึงช่วงนี้จะอยากยะขึ้นมาบ้างแล้วก็เหอะ !

            “อีหยังๆ” หมิงได้ยินเสียงเพื่อนสาวก็เดินมามุงด้วย เช่นเดียวกับหลานชายหมอผีใหญ่

            “บ่ได้มีแค่นี้” สายขยับเมาส์สลับแท็บ “นี่อีก”

 

            กระทู้ – คิดยังไงกับที่ม็อบต่อต้านและม็อบสนับสนุนตานีปะทะกันวันนี้

            ผู้เข้าชม – 24,119    ความเห็น2,551

 

            กระทู้ – [Anti-Tanii] พวกมันต้องอยู่เบื้องหลังแน่ นั่งบนภูรอดูเสือกัดกัน

            ผู้เข้าชม – 20,004    ความเห็น1,983

 

            กระทู้ – สนับสนุนตานีกันเข้าไปชาวเวียงตานทั้งหลาย ไม่รู้รึไงว่าพวกคุณกำลังตกเป็นเครื่องมือ !

            ผู้เข้าชม – 19,988    ความเห็น1,774

 

            “หมู่เฮากลายเป็นผู้ร้ายสมบูรณ์แบบแล้ว” หญิงสาวหน้าหวานพูดเสียงเรียบ ขณะเหล่าลูกศิษย์ของเธอยังคงมองข้อความในจอตาค้าง “หมู่เฮาเป็นทั้งผู้อยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุ วินาศกรรม แล้วยังยะหื้อคนตานนะคอนขัดแย้งกันเองอีก ถ้าผู้ได๋ก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อยากจะใช้ความเกลียดชังต่อหมู่เฮาเป็นเครื่องมือในการยะอะหยังสักอย่างล่ะก็ เปิ้นก็พร้อมยิ่งกว่าพร้อมแล้ว”

            “อุ๊ยสายหมายถึงประจิม บัญชรศิลป์น่ะเหรอครับ”

            “อาจจะแม่น หรืออาจจะบ่แม่นก็ได้ หมู่เฮายังบ่มีหลักฐานพอ” สายตอบอย่างระมัดระวัง “แต่บ่ว่าจะเป็นผู้ได๋ หมู่เฮากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอย่างสุดๆแล้ว โชคยังดีที่หมู่เปิ้นส่วนใหญ่ยังเลือกจะใส่หน้ากาก เลือกจะแสดงออกอ้อมๆ บ่เลือกเข้ามาตรงๆ บ่อั้นหมู่เฮาอาจจะต้องเจออย่างน้ำว้าน้ำไท หรืออาจจะหนักกว่าก็ได้”

            “แล้วยะหยังอุ๊ยสายบ่หื้อหมู่เฮายะอะหยังสักอย่างล่ะเจ้า” ขาดคำของวิญญาณสาว กล้ายก็ถามขึ้นทันควัน “ยะหยังถึงยังปล่อยหื้อหมู่เฮาเรียนหนังสือ อ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่จะอี้ล่ะ !?

            “เรื่องเรียนสำคัญที่สุด” อดีตพันเอกสาวตอบเน้นเสียง เธอหันมาจ้องลึกลงในดวงตาสีดำประกายเขียว “ตราบใดที่ท่านกล้ายยังไปมหาลัยได้อย่างปลอดภัย และบ่โดนเพื่อนหรือผู้ได๋ที่มหาลัยทำร้าย อุ๊ยก็ยังอยากหื้อท่านกล้ายไปเรียน เรื่องทางนี้หื้อเป็นหน้าที่อุ๊ยเอง”

            “แล้วจะรอหื้อข้า.... แล้วจะรอหื้อหมู่เฮาโดนทำร้ายก่อนก๋าถึงจะยะอะหยังสักอย่างน่ะอุ๊ยสาย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเถียงอย่างไม่ลดละ “อุ๊ยสายก็สอนข้าเองบ่แม่นก๋าว่ากันไว้ดีกว่าแก้น่ะ”

            “ท่านกล้ายก็แค่บ่อยากไปมหาลัยเท่านั้นแหละ อุ๊ยฮู้” สายดักคอ และเธอรู้ว่าดักได้ตรงจุดเผงเมื่อเห็นปื้นสีชมพูปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย “บ่ต้องเป็นห่วง อุ๊ยวางมาตรการตอบโต้ไว้บ้างแล้ว ถึงอาจจะแก้ไขสถานการณ์บ่ได้มาก แต่จะไดก็น่าจะยะหื้อดีขึ้นบ้างบ่มากก็น้อยล่ะ”

            “มาตรการอีหยังคะอุ๊ยสาย”

            “ตอนนี้ยังบอกบ่ได้” หญิงสาวตอบเหมือนทุกครั้งที่จ้าดและกล้วยเคยถาม “แต่บ่ต้องเป็นห่วง ยะสิ่งที่ท่านกล้ายกับจ้าดควรยะหื้อดีที่สุดก่อน ทางนี้อุ๊ยดูแลเอง”

 

            กล้ายอ้าปากทำท่าจะเถียงต่อ แต่เธอก็ตัดสินใจเงียบ เด็กสาวรู้ดีว่าเธอคงเถียงสู้อดีตอาจารย์ผู้สูงกว่าทั้งวัยวุฒิและประสบการณ์ไม่ได้แน่ เธอถอนหายใจเฮือก ก่อนจะตอบอย่างเสียไม่ได้

 

            “ก็ได้เจ้า แต่ถ้ามีอะหยังที่ร้ายแรงหรืออันตรายมากๆขึ้นมา อุ๊ยสายต้องบอกหมู่เฮาเน่อ”

            “ไว้หื้อเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแต๊ก่อนแล้วค่อยว่ากัน......”

 

            ดูเหมือน “อะหยังที่ร้ายแรง” จะมาหาพวกเธอทันใจ ประโยคของสายขาดหายไปในลำคอเมื่อเสียงกริ่งเตือนภัยของโรงเก็บเครื่องบินดังก้องไปทั่วตัวอาคาร พร้อมๆกับที่ไฟเตือนสีแดงที่ติดอยู่บนผนังส่องแสงสว่างแวบวาบ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเบาใจขึ้นเล็กน้อยด้วยรู้ว่ามันไม่ใช่สัญญาณเตือนขั้นสูงสุดเหมือนเมื่อครั้งที่น้ำว้าน้ำไทหรือสายมาที่นี่ ซึ่งเป็นสัญญาณเมื่อมีพลังงานวิญญาณแปลกปลอมและระดับพลังงานสูงผิดปกติมุ่งหน้าเข้ามาหาตัวอาคารสำคัญของเขตเมืองตานี หากเป็นสัญญาณแบบนั้น กริ่งจะดังเพียงไม่กี่ครั้งก่อนจะเงียบหายไปพร้อมๆกับไฟส่องสว่างทั้งหมดของตัวอาคารเพื่อพรางตาฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่กำลังดังอยู่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆอยู่ดี เพราะมันบอกว่ามีวิญญาณแปลกปลอมกำลังมุ่งหน้าเข้ามา....

 

            แต่สิ่งที่ทำให้ตานีสาวผมหางม้าเบาใจมากที่สุดก็คือ เกิดเหตุแบบนี้เธอก็ไม่ต้องติวกับกล้วยต่อแล้ว.....

 

            “เกิดอะหยังขึ้น !?” ราชินีตานีผู้เพิ่งจะกลับจากห้องน้ำพรวดพราดเข้ามาในห้องพอดี

            “วิญญาณห้าตน เข้ามาทางสวนกล้วย กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ความเร็วประมาณสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง” สายสรุปสถานการณ์จากหน้าจอโปรแกรมสแกนวิญญาณก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลูกศิษย์สาว “เปิดระบบรักษาความปลอดภัยก่อท่านกล้วย”

            “ข้าเจ้าขอดูก่อนว่าวิญญาณที่เข้ามาเป็นผู้ได๋”

 

            กล้วยสาวเท้าฉับๆไปนั่งคุกเข่าลงที่หน้าแลปทอปของเธอ มือพรมนิ้วเรียกภาพจากกล้องที่ติดตั้งอยู่ทั่วสวนกล้วยขึ้นมาดู มันแสดงภาพวิญญาณห้าตนอย่างที่สายว่า สี่ตนเป็นเงาตะคุ่มที่ดูเหมือนชายร่างสูงใหญ่ มันสูงท่วมซากต้นกล้วยที่หักโค่นระเกะระกะอยู่ในเขตพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งนั่นเท่ากับความสูงสามเมตรเป็นอย่างน้อย แถมยังมีพลังงานวิญญาณด้านร้ายแผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัดในย่านรังสีพลังงานวิญญาณ หากเป้าหมายของมันคือโรงเก็บเครื่องบินล่ะก็ งานนี้คงได้มียืดเส้นยืดสายหรืออาจจะถึงขั้นตึงมือกันบ้าง

 

            แต่อีกตนซึ่งวิ่งอยู่ข้างหน้าสุดดูต่างออกไป ร่างของมันชัดเจนกว่าและมีสีสันเหมือนวิญญาณคนตายทั่วๆไป มันเป็นร่างของหญิงสาว เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวคลุมด้วยเสื้อแขนสั้นสีเขียวเข้มและกระโปรงพลีตยาวคลุมเข่าสีเดียวกันมองดูเหมือนชุดนักศึกษาที่ใส่ช็อปทับของคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอน และใบหน้านั้น ใบหน้าที่สวยหยาดเยิ้มเหมือนนางสาวสารขัณฑ์นั้นคุ้นตากล้วยจนเธอต้องสั่งให้กล้องซูมถ่ายภาพความละเอียดสูงมาให้ และเมื่อกล้องส่งภาพกลับมา หัวใจในอกแบนก็บีบตัวแน่นด้วยความตกใจ

 

            “เอื้อยเดือน !

            “หา !?

            “เอื้อยเดือนเป็นไผกัน ?”

 

            สามสหายวิศวะตานนะคอนหันขวับไปมองสมิงสาวผู้ถามคำถามที่ฟังไม่เข้าท่าที่สุดพร้อมๆกันแวบหนึ่ง แต่ก็ว่าเธอไม่ได้ เพราะเธอยังไม่เคยเจอวิญญาณสาวผู้สิงอยู่ในตึกภาคไฟฟ้าตนนี้เลยสักครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เวลาจะมาอธิบายแล้ว ภาพใบหน้าของเดือนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเหนื่อยอ่อน เมื่ออนุมานรวมกับการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและอยู่ข้างหน้าวิญญาณร้ายทั้งสี่ตน เด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวผมหางม้าก็กล้าเอากล้วยทั้งสองกระบอกของพวกเธอพนันได้เลยว่าวิญญาณสาวแห่งคณะวิศวะกำลังโดนไล่ล่าอยู่แน่นอน

 

            “ผีรุ่นพี่ที่มหาลัย ไว้ค่อยอธิบายละกัน” กล้ายตอบสั้นๆก่อนจะหัน “เอาจะไดดีกล้วย เปิดระบบปืนดีก่อ”

            “ระบบปืนยิงบ่แม่นแล้วก็ยิงรัวเกิน ข้าเจ้าย่านโดนเอื้อยเดือน” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “เดี๋ยวข้าเจ้าใช้ TM74 ยิงเอาเลย”

            “ไหวก๋า ตอนนี้ระยะตั้งเกือบสามกิโลเน่อ”

            “ถ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาดนี้ กว่าข้าเจ้าจะตั้งปืนเสร็จระยะคงเหลือแค่บ่ถึงสองกิโลแล้วแหละ”

            “เดี๋ยวท่านกล้วย” พันเอกสาวหน้าหวานเบรกราชินีตานีเมื่อเห็นเธอคว้าปืนที่วางอยู่ข้างโต๊ะอ่านหนังสือ “อุ๊ยฮู้ว่ารีบ แต่ผีตนนี้เป็นผู้ได๋กัน สถานการณ์จะอี้จะยิงสุ่มสี่สุ่มห้าบ่ได้เน่อ”

            “เป็นรุ่นพี่ของรุ่นพี่ที่คณะอีกทีเจ้า” กล้วยอธิบาย มือเสียบซองกระสุนหัวทำลายวิญญาณเข้าที่ก่อนจะดึงคันรั้งดังแกร๊กเพื่อไม่ให้เสียเวลา “เปิ้นเคยเอาข่าวเรื่องประจิมแล้วก็เบื้องหลังสารคดีมาหื้อหมู่เฮา”

            “คึดหื้อดีๆเน่อท่านกล้วย” วิญญาณสาวเตือนแม้จะพยักหน้ารับรู้ประโยคก่อนหน้าของอีกฝ่าย “ยิงช่วยเปิ้นตอนนี้เปิ้นอาจจะเดาได้เน่อว่าหมู่เฮาอยู่แถวนี้ ท่านกล้วยคึดว่าไว้ใจเปิ้นได้ก๋า”

            “แต่ถ้าบ่ยิงตอนนี้เปิ้นอาจจะโดนผีร้ายสี่ตนนั่นยะอะหยังก็บ่ฮู้เน่อเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “ข้าเจ้ายืนดูอยู่เฉยๆบ่ได้หรอก”

            “อุ๊ยก็บ่ได้ว่าอะหยัง อุ๊ยแค่บอกว่าหื้อคึดดีๆ”

 

            แม้ปากจะตอบไปเช่นนั้น แต่ใจของสายไม่อยากให้ลูกศิษย์สาวช่วยวิญญาณตนนั้นเลย หากวิญญาณตอนนั้นเดาได้ว่าเป็นฝีมือตานีแล้วเอาไปบอกคนอื่นขึ้นมา ตำแหน่งฐานที่มั่นของพวกเธอซึ่งเป็นหนึ่งในความลับไม่กี่อย่างที่ยังไม่ถูกเปิดเผยก็จะรั่วไหลทันที และเมื่อนั้น ประชาชนผู้เกลียดชังได้แห่กันมากระทืบพวกเธอถึงถิ่นแน่

 

            แต่ความคิดอีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นด้วยกับการกระทำของตานีสาวหน้าจืด หากวิญญาณตนนี้เอาข่าวเรื่องประจิมและเบื้องหลังของสารคดีมาบอกกับกล้วยจริง ก็แปลว่าเธอต้องมีทักษะการสอดแนมหรือการเล็ดลอดสืบข้อมูลขั้นสูงไม่น้อย และนั่นอาจเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อสงครามที่กำลังใกล้เข้ามา และต่อให้ไม่มีทักษะหรือแม้แต่ไว้ใจไม่ได้ โอกาสที่เธอจะจับได้ว่าเป็นฝีมือตานีก็มีน้อยมาก และตอนนี้ความเครียดสะสมในใจของลูกศิษย์ทั้งสามของเธอก็มากเกินพอแล้วด้วย ปล่อยให้ทำตามใจบ้างคงไม่เสียหายอะไรนัก.....

 

            ขณะความคิดสองฝั่งกำลังยิงปืนครกใส่กันอยู่ในหัวของอดีตพันเอกสาว ราชินีตานีก็ตั้งปืนไว้ที่ขอบหน้าต่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวกดปืนเข้าแนบร่องไหล่ หลับตาซ้ายลืมตาขวามองผ่านกล้องเล็ง แกนวิญญาณของร่างใหญ่ยักษ์ทั้งสี่ตนมองเห็นเป็นแสงเรืองสีเขียวที่เรียงกันเป็นเส้นตรงอยู่กลางสีขาวโพลนของหิมะ

 

            “กล้ายขอลม”

            “ศูนย์ สอง สอง ศูนย์ หนึ่ง”

 

            ขาดคำของเด็กสาวผมหางม้า นิ้วชี้ของราชินีตานีก็เหนี่ยวไก ผีร้ายมีเวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่จะรู้สึกถึงเศษเสี้ยวพลังงานวิญญาณที่พุ่งเข้ามาหา ก่อนที่หัวกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางเจ็ดจุดหกสองมิลลิเมตรจะทะลวงผ่านร่างของพวกมันทั้งสี่อย่างง่ายดายในนัดเดียว เสียงกรีดร้องแหลมยาวชวนสยดสยองดังก้องแหวกความเงียบของยามราตรี เงาร่างเลือนรางสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรงเหมือนกำลังดิ้นทุรนทุราย ก่อนที่มันจะแตกเป็นเสี่ยงๆ และจางหายไปท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปราย

 

            วิญญาณสาวยังลอยต่อไปอีกสองสามวินาทีราวกับไม่รู้ว่าเธอไม่ได้ถูกไล่ล่าอีกต่อไปแล้ว แต่ในที่สุดเธอก็หยุดห่างจากจุดที่สี่ผีร้ายหายไปเกือบร้อยเมตร หญิงสาวคนสวยมองไปรอบๆอย่างงุนงง ขาเตรียมพร้อมจะถีบตัวเองลอยหนีได้ทุกวินาทีหากเงาดำร่างยักษ์ทั้งสี่โผล่มาอีกครั้ง แต่เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามหายไปจริงๆแล้ว เดือนก็เอ่ยขึ้น ท่ามกลางความสยองขวัญของผู้อยู่ในห้องนั่งเล่นของโรงเก็บเครื่องบินทั้งห้าซึ่งได้ยินผ่านทางไมโครโฟนที่ติดอยู่กับกล้อง

 

            “กล้วยเหรอ กล้ายเหรอ”

            “นั่นจะได อุ๊ยบอกแล้วแม่นก่อว่าเปิ้นจะฮู้ตัว !?” วิญญาณสาวหน้าหวานหันขวับไปหาลูกศิษย์สาวซึ่งก็ดูตื่นตระหนกพอๆกับเธอ

            “สุมาเจ้าอุ๊ยสาย ข้าเจ้า....”

            “กล้วย กล้าย ถ้าใช่กล้วยกับกล้าย ถ้าได้ยินพี่ ช่วยตอบด้วย พี่มีเรื่องเร่งด่วนมากจะมาบอก !

 

            คำพูดของผีสาวแห่งคณะวิศวะทำเอาสามสหายนักศึกษาหูผึ่งเป็นจานดาวเทียม สายดูจะสังเกตเห็นเพราะเธอดักคอขึ้นมาทันที

 

            “ถ้าจะถามอะไรเปิ้น อุ๊ยจะไปเอง ลงไปถามเปิ้นตัวต่อตัว”

            “แต่เปิ้นบ่ฮู้จักอุ๊ยสาย เปิ้นจะยอมบอกกาเจ้า” ตานีสาวผมหางม้าท้วง

            “จะอั้นท่านกล้ายลงไปกับอุ๊ย เอาปืนไปด้วยเน่อ แล้วท่านกล้วยก็รอยิงสนับสนุนถ้าเกิดมีอะหยังบ่ชอบมาพากลขึ้นมา อย่าประมาทอย่าสงสารเปิ้นเด็ดขาด เข้าใจก่อ”

            “เจ้า”

 

            สายหยิบเสื้อกันหนาวสีกรมท่าที่แขวนอยู่บนพนักเก้าอี้ของเธอขึ้นสวมอย่างลวกๆ เดินไปคว้าไรเฟิลจู่โจมสำรองที่วางพิงอยู่กับแท่นวางปืนที่ข้างประตู ก่อนจะเดินลิ่วๆออกไปโดยมีหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตามไปติดๆ ราชินีตานีมองตามหลังทั้งสองไปก่อนจะหันกลับมามองผ่านกล้องเล็งออกไปยังทุ่งรกร้างที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนอีกครั้ง เดือนยังคงยืนอยู่ที่นั่น วิญญาณสาวคงมั่นใจจริงๆว่าอะไรก็ตามที่ทำลายผีสี่ตนนั้นเป็นฝีมือของพวกเธอ เดือนมีอะไรจะบอกกันหนอ เป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้เธอถูกไล่ล่าหรือเปล่าหนอ....

 

 

            หญิงสาวคนสวยยืนมองซ้ายมองขวาอยู่ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

 

            รอบกายเงียบสงัด มีเพียงเสียงแผ่วๆจากรถที่วิ่งอยู่บนถนนห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตร และเสียงเกล็ดหิมะที่ตกกระทบเสื้อกันหนาวของเธอดังเปาะแปะเบาๆเท่านั้น ไม่มีเสียงตอบรับหรือปฏิกิริยาใดๆ กับเสียงเรียกของเธอเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

 

            แต่ผีสาวแห่งตึกภาคไฟฟ้าก็ยังคงเงี่ยหูฟังอย่างระแวงภัย ผีสี่ตนนั้นล่อให้เธอตายใจหรือเปล่า หรือถึงพวกมันจะสลายหายไปแล้วจริงๆ คนที่สั่งให้มันมาไล่ล่าเธอก็คงไม่ยอมรามือง่ายๆแน่ เพราะสิ่งที่เธอแอบเห็นและได้ยินมานั้นอันตรายยิ่งกว่าอาวุธในคลังสรรพาวุธกองกำลังรัฐเวียงตานทั้งหมดรวมกันเสียอีก โดยเฉพาะต่อชีวิตทั้งการเมืองและชีวิตจริงๆของเขา.....

 

            เมื่อแน่ใจว่ากลางทุ่งร้างแห่งนี้คงไม่มีทั้งสิ่งมีชีวิตและเคยมีชีวิตอยู่แล้ว หญิงสาวก็ลอยเอื่อยๆ มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังมหาวิทยาลัยตานนะคอนที่มองเห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่ลิบๆ โดยมีตึกระฟ้าของเขตธุรกิจเชียงแสนซึ่งบัดนี้เริ่มปิดไฟกันเกือบหมดแล้วตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง เธอไม่รู้ว่าคนที่เธอสอดแนมจะระแคะระคายหรือเปล่าว่าเธอเป็นใคร และเธอก็ไม่รู้ว่ามีวิญญาณตนไหนในมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกับเขาหรือเปล่าเช่นกัน แต่ยามนี้ มหาวิทยาลัยซึ่งมีแต่วิญญาณอาจารย์และนักศึกษาเก่า รวมทั้งมีเขตป้องกันพลังงานวิญญาณอยู่มากมายน่าจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอ

 

            แต่ลอยไปได้เพียงไม่กี่สิบเมตร เดือนก็ต้องชะงักกึกเมื่อเสียงล้อบดพื้นหิมะดังใกล้เข้ามา หญิงสาวคนสวยเหลียวซ้ายแลขวาหาที่กำบังอย่างเร่งด่วน แต่ช้าเกินไป รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่โผล่ออกมาจากความมืดเสียแล้ว และก่อนที่เธอจะทันได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ประตูรถก็เปิดผาง ร่างสองร่างในชุดคอมมานโดเหมือนทหารพร้อมหมวกและหน้ากากปิดหน้าปิดตากระโดดตุ้บลงมาจนหิมะกระจาย แล้วลำแสงสีแดงก็ชี้ตรงจากของในมือของทั้งสองมายังกลางหน้าอกของเธอ หญิงสาวสอดแนมข้อมูลของเหล่านักการเมืองจนเห็นบอดี้การ์ดมามากพอที่จะรู้ว่านั่นเป็นแสงเลเซอร์จากศูนย์เล็งของปืน.....

 

            “หยุดอยู่ตรงนั้น ยกมือขึ้น” เสียงสั่งเฉียบขาดเป็นของคนที่ลงมาจากที่นั่งคนขับ

            “อย่ายิงนะ ฉันไม่ได้มาร้าย !” อดีตผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ยกสองมือขึ้นชูเหนือหัวทันที “ฉันแค่หนีเข้ามาที่นี่ ถ้ารุกล้ำที่ใครก็ขอโทษด้วย !

            “ใจเย็นๆเจ้าเอื้อยเดือน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยายามปลอบเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของอีกฝ่าย “เอื้อยเดือนอู้ว่ามีอะหยังเร่งด่วนจะบอกหมู่เฮาบ่แม่นก๋า”

            “กล้าย นั่นกล้ายใช่มั้ย” ดวงตากลมเหมือนเนื้อทรายเบิกกว้างขึ้นอย่างดีใจเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู เธอทำท่าจะลอยเข้ามาหาตานีสาว แต่เสียงดึงคันรั้งดังแกร๊กจากอดีตพันเอกสาวก็ทำให้เธอเบรกตัวเองแทบไม่ทัน “กล้าย พี่มีเรื่องมาบอก เรื่องคอขาดบาดตายเลยด้วย !

            “เรื่องอะหยัง” สายถามเสียงห้วน ปืนยังคงชี้ตรงไปยังแกนวิญญาณของอีกฝ่าย

            “ฉันแอบได้ยินประจิม บัญชรศิลป์คุยกับสมาชิกพรรคแล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้าน มันคิดจะปลดวิดทะวัดแล้วขึ้นเป็นประธานรัฐเองในการประชุมสภานัดฉุกเฉิน อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แหละ !” หญิงสาวคนสวยพยายามคุมเสียงให้เรียบแม้เธอจะหวาดกลัวอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อยก็ตาม “ฉันไปแอบได้ยินแล้วมันจับได้ มันเลยสั่งให้ผีประจำตัวไล่ล่าฉัน มันอาจจะส่งผีตนอื่นตามมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราไปคุยกันที่อื่นเถอะ ที่ไหนก็ได้ !

            “แล้วประจิมอะหยังนั่นมันเกี่ยวกับหมู่เฮาตรงได๋บ่ทราบ” เสียงของหญิงชราในร่างหญิงสาวยังคงห้วนสั้นและมีแววเย็นชาแฝงอยู่ เธอรู้ดีว่าประจิมเป็นใคร กล้วยบอกเธอหลายครั้งแล้ว และเธอก็พอจะสืบได้บ้างจากร่องรอยในอินเตอร์เน็ต แต่เธอยังไม่ไว้ใจผีสาวตนนี้พอที่จะเชื่อคำพูดของเธอ

            “แล้วคุณไม่รู้หรือไงว่าคนที่อยู่เบื้องหลังสารคดีแล้วก็ข่าวลือต่างๆตอนนี้ก็คือประจิมนั่นแหละ !” เดือนพูดรวดเดียวยาวเหยียดเป็นรถไฟความเร็วสูงหัวจรวดเวียงเชียงหลวง ก่อนจะหันมาจ้องกล้าย ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงของเธอเหมือนจะส่งรังสีอะไรบางอย่างทะลุแว่นเข้าไปถึงหัวใจของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม “กล้าย ถ้ากล้ายคิดว่าข้อมูลนี้ไม่เกี่ยวกับพวกกล้ายก็ไม่เป็นไร พี่จะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ถ้าคิดว่ามันเกี่ยวอย่างที่พี่คิดล่ะก็ ช่วยฟังพี่หน่อยเถอะ เปลี่ยนที่คุยกันก่อน แล้วพี่จะบอกทุกอย่างเลย !

 

            “อุ๊ยสาย.....”

            เด็กสาวผมหางม้าหันไปมองอดีตอาจารย์ของเธออย่างอ้อนวอน แต่หญิงชราในร่างหญิงสาวยังคงยืนนิ่ง ปืนยังคงเล็งตรงไปยังกลางหน้าอกของผีสาว

 

            “มีเหตุผลอะหยังที่หมู่เฮาจะต้องเชื่อเจ้า” หญิงสาวหน้าหวานถามช้าๆ

            ผีสาวคนสวยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเจอคำถามนี้ แต่เธอก็ตอบเกือบจะทันที “ไม่มี ก็บอกแล้วไงว่าถ้าไม่อยากเชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ แต่ถ้าคิดว่าข้อมูลที่ฉันอุตส่าห์เสี่ยงตายได้มามันจะมีประโยชน์สักนิดล่ะก็ช่วยฟังกันหน่อยเถอะ !

 

            พันเอกสาวนิ่งไปอีกอึดใจหนึ่ง แต่ในที่สุดเธอก็เงยปืนขึ้น นิ้วบิดปิดห้ามไกก่อนจะยัดมันใส่ไว้ในช่องเก็บของข้างที่นั่งคนขับ แล้วจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “ขึ้นรถ หมู่เฮาจะเปลี่ยนที่คุยกัน”

 

 

            “เจ้าเป็นผู้ได๋”

            สายถามขึ้นเป็นคนแรก มือทั้งสองกอดอกแน่น ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจ้องลึกลงในดวงตาสีเดียวกันของอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามโต๊ะกินข้าวกลางห้องนั่งเล่นอย่างข่มขวัญ กล้วย กล้าย จ้าดและหมิงมองหน้าพวกเธอไปมาจากเก้าอี้ตัวอื่นๆรอบโต๊ะ แม้แต่น้ำว้าและน้ำไทก็ยังยอมลงมาด้วย สองพี่น้องนั่งพิงกันอยู่เงียบๆ ข้างตัวเด็กสาวหน้าเสือ ดวงตามองผู้มาใหม่อย่างสงสยแต่เหม่อลอย

 

            “ฉันชื่อเดือน ชื่อจริงพราวเดือน สายแม่ตาน เคยเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาลัยตานนะคอน แต่แขวนคอตายไปตอนจบมาได้ไม่นานเพราะปัญหาส่วนตัว”

 

            ผีสาวแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์อธิบายเสียงเรียบ เธอก็จ้องกลับอีกฝ่ายเช่นกัน อย่างไม่ค่อยพอใจนักเสียด้วย หญิงสาวคนสวยรู้ตัวดีว่าเธออยู่ในฐานะผู้บุกรุก แต่เธอก็รู้จักทั้งกล้วย กล้ายและจ้าด เธอจึงคาดหวังการต้อนรับแบบแขก หรืออย่างน้อยก็แบบผู้มาเยือนทั่วไปมากกว่าจะเป็นเหมือนผู้ต้องหาที่กำลังจะถูกรีดคำสารภาพโดยตำรวจชุดสอบสวนแบบนี้ อย่างไรก็ตาม เดือนก็ไม่โทษรุ่นน้องร่วมคณะทั้งสามเลย ด้วยเธอพอจะดูออกว่าหญิงสาวผู้มีใบหน้าหมวยแต่สวยหวานเบื้องหน้าดูจะมีอำนาจมากกว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งสามอยู่ไม่น้อย ดีไม่ดีอาจจะเป็นผู้มีอำนาจที่สุดในที่แห่งนี้ก็เป็นได้

 

            “ฮู้จักหมู่กล้วยได้จะได” สายถามต่อ

            “เคยเจอครั้งแรกตอนที่เขาจะมาปราบฉันที่บัวใหญ่อพาร์ตเมนต์”

            “แล้วยะหยังถึงยังรอดมาได้” พันเอกสาวถามเสียงห้วน ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างเคลือบแคลง เธอยกมือห้ามกล้วยซึ่งอ้าปากทำท่าจะช่วยอธิบาย

            “เพราะกล้วยบอกว่าฉันไม่ถือเป็นผีร้าย แล้วก็ให้โอกาสฉันหนีไป ฉันเลยย้ายไปสิงอยู่ที่คณะวิศวะแทน เพราะฉันมีหลานสาวเรียนอยู่ที่นั่น แล้วก็เลยได้เจอกับพวกกล้วยอีกที”

            “แล้วยะจะไดถึงเข้าไปแอบดูพวกนักการเมืองได้” อีกฝ่ายตอบจบประโยค หญิงสาวหน้าหวานก็ถามต่อทันที ด้วยเสียงห้วนสั้นและแฝงแววข่มขวัญอีกฝ่ายเช่นเดิม “ปกติหมู่เปิ้นมักจะมีบอดี้การ์ดอยู่หนาแน่น ยิ่งถ้าเป็นตนที่พอมีความฮู้เรื่องวิญญาณอย่างประจิมแล้วก็คงมีผีด้วย ได๋จะวิญญาณแล้วก็เทพผู้พิทักษ์พื้นที่ของทำเนียบรัฐบาลแล้วก็ที่อื่นๆอีก”

            “เหมือนพวกวิญญาณที่เป็นยามจะไม่ค่อยสังเกตเห็นหรือได้ยินฉันเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ว่าทำไม”

            “กล้าย ลองสแกนพลังงานวิญญาณดูหน่อยได้ก่อ” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าสนทิศตะวันออกหันมาหาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม

            “เจ้า” ผู้ถูกมอบหมายงานพยักหน้า แสงสีเขียวสว่างวาบจากดวงตาเมื่อเธอกวาดมองผีสาวข้างตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหรี่ลงเป็นแสงเรืองๆตามปกติเมื่อเธอเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เหมือนสัญญาณพลังงานวิญญาณจะเบาบางมากเลยเจ้า ถ้าเป็นจะอี้ก็บ่แปลกที่จะลอดผ่านระบบรักษาความปลอดภัยเข้าไปได้”

 

            “นึกแล้ว”

            สายพยักหน้าช้าๆ พวกวิญญาณที่ฆ่าตัวตายมักจะมีพลังงานวิญญาณไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว และบางตนก็ปล่อยสัญญาณพลังงานวิญญาณออกมาเบาบางกว่าปกติซ้ำเข้าไปอีก ทำให้พวกนี้เป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมในการฝึกให้เป็นหน่วยสืบราชการลับ หากคุยกันรู้เรื่องน่ะนะ....

 

            “ถ้าจะอั้นก็ต้องขอสุมาด้วยที่ยะอะหยังบ่สุภาพใส่ สถานการณ์จะอี้ข้าเจ้าไว้ใจผู้ได๋บ่ได้ง่ายๆ” เสียงของวิญญาณสาวหน้าหวานเป็นมิตรขึ้นบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นจริงๆ

            “ไม่เป็นไร ฉันก็เข้าใจสถานการณ์อยู่” เดือนตอบ แววไม่พอใจน้อยๆยังคงอยู่ในน้ำเสียง

            “แล้วมีข้อมูลอะหยังจะมาบอกหมู่เฮาล่ะ”

            “ก็อย่างที่บอกไป ฉันแอบไปเห็นประจิม บัญชรศิลป์กำลังคุยกับสมาชิกพรรคคนสนิท” ผีสาวแห่งตึกภาคไฟฟ้าเริ่มเล่า “เท่าที่ได้ยิน สภาจะมีประชุมนัดฉุกเฉินคืนนี้เรื่องการจัดการกับม็อบตานี แต่ประจิมตกลงกับทั้งสมาชิกพรรค พรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลบางคนให้โหวตปลดวิดทะวัด เหล่าจินดาพอนออกจากประธานรัฐด้วยข้อหาว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้วก็ไม่จัดการกับตานีเท่าที่ควร แล้วค่อยโหวตให้มันขึ้นเป็นประธานเมืองซะเอง”

            “ถ้าเป็นจะอั้นแต๊ก็น่าย่าน” สายตอบเสียงหนัก “ขอบคุณมากเน่อที่อุตส่าห์มาบอก มีประโยชน์มาก”

            “ไม่เป็นไร” ผีสาวคนสวยตอบอย่างไว้เชิง

            “แต่มันจะง่ายแบบนั้นเลยเหรอครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุท้วงขึ้น “วิดทะวัดเป็นประธานรัฐที่คนรักมาก ประวัติก็ดี ไม่เคยทุจริตหรืออะไรเลย ปลดกันง่ายๆแบบนี้คนจะไม่สงสัยกันเหรอครับ อีกอย่าง การจะตั้งประธานรัฐหลังจากปลดคนเก่าก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ด้วย ถ้าแต่งตั้งกันดื้อๆแบบนี้ผมคนหนึ่งล่ะไม่ยอม แล้วผมก็ไม่คิดว่าจะมีผมคนเดียวด้วย”

            “ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็อาจจะใช่ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วนะจ้าด” ผีสาวคนสวยหันไปมองหน้าหลานชายหมอผีใหญ่ “จ้าดก็น่าจะรู้นี่ว่าตอนนี้คนเกลียดตานีกันมากแค่ไหน ถึงจะมีฝ่ายสนับสนุนอยู่ก็เถอะ แต่จำนวนมันต่างกันอย่างน้อยก็หนึ่งในสิบ อาจจะหนึ่งในห้าสิบด้วยซ้ำ แล้วม็อบต่อต้านตานีก็เรียกร้องอยู่ทุกวันให้รัฐบาลชุดนี้ลาออก ให้วิดทะวัดลาออก โดนโหวตออกไปก็สมใจคนพวกนั้นแล้ว ไม่มีใครสงสัยอะไรมากหรอก”

            “แต่ถึงวิดทะวัดโดนโหวตออก คนที่มีความสามารถแล้วก็มีประวัติดีกว่าประจิมที่น่าจะขึ้นมาเป็นประธานรัฐคนใหม่ได้ก็มีตั้งหลายคนนี่ครับ”

            “จ้าดไม่ได้ตามข่าวเลยเหรอว่าช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมาประจิมกับสมาชิกพรรคของเขาทำอะไรบ้าง”

            “ก็แม่น” วิญญาณสาวหน้าหวานพยักหน้าช้าๆ เหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาย้อนกลับมาและเริ่มปะติดปะต่อกันในหัวของเธอ “ทั้งพยายามบอกว่าตานีอันตราย ทั้งพยายามโทษฝ่ายรัฐบาลว่าจัดการตานีบ่เต็มที่ ประจิมกำลังพยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นผู้ปกป้องมนุษย์จากตานีอยู่สิเน่อ.....”

            “ใช่” เดือนตอบเน้นเสียง “เพราะฉะนั้นต่อให้ตั้งมาดื้อๆแค่ไหน คนที่ต่อต้านตานีซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็น่าจะยอมรับกันได้ และหลังจากนั้นพอมีอำนาจของรัฐบาลอยู่ในมือ จะออกนโยบายอะไรก็ได้ตามใจทั้งนั้น และฉันก็คิดว่าเขาจะทำทันทีด้วย และพวกคุณคงไม่แฮปปี้กับนโยบายนั่นนักหรอก เพราะเท่าที่ดูจากสิ่งที่เขาทำแล้ว เป้าหมายสุดท้ายของเขาน่าจะเป็นการกำจัดตานี อย่างน้อยก็ขับไล่ออกไปให้พ้นตานนะคอนหรือไม่ก็รัฐเวียงตาน”

 

            “แล้วเปิ้นยะจะอั้นไปเพื่ออะหยัง หมู่เฮายังไม่ได้ไปยะอะหยังเปิ้นเลยสักนิด”

            เสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าและขมขื่นดึงให้ทุกคนและทุกตนหันไปมองตานีน้อยผมเปียเป็นตาเดียว มันเป็นคำถามที่ตานีน้อยถามมาหลายครั้งจนทุกชีวิตในโรงเก็บเครื่องบินจำได้ขึ้นใจ คำถามเดียวกับที่อยู่ในใจของทุกคนและทุกตน คำถามที่ทุกตนอยากรู้ แต่คงไม่มีใครรู้คำตอบ นอกจากนักการเมืองที่ชื่อประจิม บัญชรศิลป์เท่านั้น.....

 

            “ปัญหาตอนนี้บ่แม่นว่าเปิ้นยะจะอั้นไปเพื่ออะหยัง” สายเอ่ยเรียบๆ หลังจากเงียบกันไปอึดใจใหญ่ “แต่หมู่เฮาจะรับมือกับเรื่องนี้จะได”

            “ลอบยิงเปิ้นเลยดีก่อเจ้า” กล้ายเสนอได้สมกับนิสัย แต่ไม่สมกับหน่วยที่เธอสังกัดเท่าไหร่นัก

            “บ่ได้” ราชินีตานีค้านทันที “ขืนยิง หมู่มนุษย์ที่เกลียดหมู่เฮาอยู่ได้ลุกฮือกันแน่”

            “แต่ถ้าบ่มีประจิมสักตนก็บ่มีผู้ได๋บงการอยู่เบื้องหลังแล้วเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแย้ง “อีกอย่าง ลุกฮือแล้วจะได ตอนนี้บ่มีผู้ได๋ในหมู่มนุษย์รู้ว่าหมู่เฮาอยู่ที่ได๋อยู่แล้ว หมู่เฮาก็ใช้อุโมงค์ออกไปซื้อหาอาหาร หรือบ่อั้นก็ยะอะหยังเหมือนที่หมู่เฮาเคยยะ ปลูกต้นไม้ปลูกข้าวกันเอง สร้างอาวุธกันเอง ผ่านไปนานๆ เดี๋ยวหมู่เปิ้นก็ลืมกันแล้ว”

            “ก็แปลว่าพวกเฮาสิต้องอยู่กันในนี้ตลอดเวลาบ่ เฮาบ่เอาด้วยเด๊” หมิงหน้าเบ้ แค่ทุกวันนี้เธอก็เบื่อจะตายอยู่แล้ว

            “บ่ได้หมายความว่าอยู่ในโรงเก็บเครื่องบินตลอดเวลา ออกไปวิ่งเล่นแถวนี้บ้างก็ได้ แค่ต้องบ่ออกไปหื้อหมู่มนุษย์หันเท่านั้นเอง แต่เอาแต๊ๆ ก็ยังบ่มีผู้ได๋ฮู้จักหมิง ถ้าปลอมตัวดีๆก็อาจจะไปย่างเล่ในเมืองได้ก็ได้ หรือบ่อั้นถ้าอยากปิ๊กไปแสนคำก็ยังได้เลย”

            “กล้ายไล่เฮาเมือแสนคำบ่”

            “บ่ๆ บ่แม่นจะอั้น” เด็กสาวผมหางม้าโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันเมื่อเห็นเพื่อนสาวทำท่าจะเข้าใจผิด “แค่เผื่อไว้ถ้าหมิงเบื่อหรือทนต่อไปบ่ไหว จะปิ๊กบ้านก็ได้ บ่ต้องอยู่ช่วยหมู่เฮาอีกแล้วก็ได้ หมู่เฮาบ่อยากหื้อหมิงต้องมาลำบากไปด้วย”

            “ลำบากด้วยกันมาหลายแล้ว สิมาเว้าอีหยังตอนนี้ล่ะ.....”

            “แต่นานเท่าได๋ล่ะกว่าหมู่มนุษย์จะลืม ห้าปีก๋า หรือว่าสิบปี” กล้วยท้วง “หมู่เฮาคงบ่เป็นอะหยังหรอก แต่จ้าดล่ะ ทุกตนฮู้จักหน้าเปิ้นแล้ว ก็แปลว่าเปิ้นต้องอยู่กับหมู่เฮาจนกว่าหมู่มนุษย์จะลืมด้วยเหมือนกัน แต่เปิ้นต้องเรียน ต้องยะการ ต้องมีครอบครัว ต้องหาเลี้ยงทั้งครอบครัวทั้งพ่อแม่เปิ้น จะหื้อเปิ้นมาติดแหง็กอยู่กับหมู่เฮานานขนาดนั้นบ่ได้เน่อ”

            “ไม่เป็นไรหรอก” เด็กหนุ่มหน้าดุรีบพูด “เรายอมอยู่ที่นี่ เราอยากช่วยกล้วย เราอยากช่วยทุกคน”

            “แต่หมู่เฮาบ่หื้ออยู่” ตานีสาวหน้าจืดตอบเฉียบขาด “ถ้านายอยู่ ข้าเจ้านี่แหละจะเสียใจที่สุด เพราะข้าเจ้าเป็นตนดึงนายเข้ามาหาเรื่องนี้เอง แต่ข้าเจ้าจะบ่หื้อนายต้องมาเสียโอกาสไปทั้งชีวิตเพราะหมู่เฮาแน่”

            “แต่เราอยากอยู่เองนะ”

            “ก็บอกว่าบ่ได้”

            “จริงๆนะกล้วย”

            “เอ๊ะ ตื๊อแต๊บ่าจ้าดง่าวนี่.....”

            “พอก่อนๆ ปิ๊กมาเข้าเรื่องก่อน” สายยกมือขึ้นห้ามศึกเมื่อเห็นลูกศิษย์ทั้งสองทำท่าจะเปิดศึกกันเองเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มมาตรการจำศีล “ที่กล้ายว่ามาก็เป็นแผนที่ดี แต่ยังมีช่องโหว่หลายจุดเน่อ หนึ่ง เงินหมู่เฮากำลังร่อยหรอลงเรื่อยๆบ่แม่นก๋า ถ้าบ่มีรายได้จากการปราบผีก็บ่มีทางพออยู่ไปได้อีกเป็นปีแน่นอน แค่ครึ่งปียังจะบ่ได้เลย หรือถ้าจะคึดค้นอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆขายหื้อเผ่าพันธุ์อื่นเหมือนแต่ก่อนก็บ่ได้อยู่ดี สอง ถ้าจะอู้ว่าบ่ซื้อของกิน ปลูกผักปลูกข้าวกินเอง กำลังพลหมู่เฮาพอจะยะกรจะอั้นได้ก๋า และที่สำคัญ เมล็ดพันธุ์ยังหลงเหลืออยู่อีกก๋า อาคารเก็บเมล็ดพันธุ์โดนเผาไปตั้งแต่สวนกล้วยแตกบ่แม่นก๋า”

            “ก็ซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากข้างนอกก็ได้นี่เจ้า....”

            “และสาม ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด” วิญญาณสาวหน้าหวานพูดต่อโดยไม่ฟังเสียงหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม “แผนนี้ใช้ได้เพราะยังบ่มีผู้ได๋ฮู้ว่าหมู่เฮาอยู่ที่นี่ แต่ถ้าเปิ้นฮู้ขึ้นมาล่ะ จะยะจะได”

            “เปิ้นจะฮู้ได้จะได”

            “ควรจะถามว่าเปิ้นจะบ่ฮู้ได้จะไดมากกว่า” สายย้อน “ฮู้เรื่องตานีถึงขนาดยะสารคดีได้สองซีซั่น ถ้าบ่ฮู้เรื่องแค่นี้ก็แย่แล้ว อีกอย่าง หมู่เฮาก็ยังบ่ฮู้ว่าท่านนาง ท่านเอื้องแล้วก็ท่านแหวนอยู่ที่ได๋และยะอะหยังอยู่แม่นก่อ ถ้าหมู่เปิ้นร่วมมือกับประจิมล่ะจะว่าจะได”

            “นางบ่มีทางร่วมมือกับตนที่ทำลายศักดิ์ศรีตานีจะอี้แน่เจ้า” ตานีสาวหน้าจืดพูดอย่างมั่นใจ

            “นั่นท่านนาง แต่ท่านเอื้องกับท่านแหวนก็ไม่แน่นี่” อดีตพันเอกแห่งกองกำลังเวียงตานหันไปมองอดีตลูกศิษย์ “แล้วอุ๊ยก็บ่ได้อู้ว่าแหล่งข้อมูลเรื่องที่ตั้งของหมู่เฮาจำเป็นจะต้องมาจากหมู่ท่านนางอย่างเดียวด้วย และบ่ว่าจะมาจากที่ได๋ ถ้าหมู่มนุษย์ฮู้ที่ตั้งของหมู่เฮาล่ะก็ จบเห่กันแน่”

            “แล้วอุ๊ยสายจะหื้อยะจะไดล่ะเจ้า” กล้ายพ่นลมออกทางจมูกอย่างรำคาญเล็กน้อย “หรือจะบอกหื้อหมู่เฮาหนีไปจากที่นี่”

            “แม่น” หญิงสาวหน้าหวานตอบเน้นเสียง ก่อนจะพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าของทุกตนและอีกหนึ่งคนรอบโต๊ะ “บ่แม่นตอนนี้ แต่ในกรณีที่เกิดมีกฎหมายหรือมีเหตุการณ์อะหยังขึ้นมาจนหมู่เฮาอยู่ที่นี่ต่อไปบ่ได้ หมู่เฮาก็คงต้องหนีไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว ที่ที่ทางหนีทีไล่ดีกว่านี้ แล้วค่อยคึดหาทางตอบโต้ หรือถ้าตอบโต้บ่ได้ ก็จะได้หนีไปหื้อไกลกว่านั้นได้สะดวกขึ้น บ่แม่นโดนล้อมทุกทางจะอี้”

            “แต่อุ๊ยสายเจ้า หน้าที่ของหมู่เฮาล่ะ หน้าที่ที่จะต้องปกป้องชาวเมืองจากผีร้าย ถ้าหมู่ผีร้ายมาหมู่เปิ้นจะยะจะได”

            “เรื่องนั้นยังสำคัญอีกก๋าท่านกล้วย” สายย้อนถามทันควัน “บ่สิ ท่านกล้วยคึดว่าตอนนี้มนุษย์ต้องการหื้อหมู่เฮาปกป้องเปิ้นก๋า หมู่เปิ้นคึดว่าหมู่เปิ้นเก่งแล้ว ดูแลตัวเองได้ ปกป้องตัวเองได้ ก็หื้อหมู่เปิ้นคึดจะอั้นต่อไปแล้วปกป้องตัวเองดูบ้างซะก็ดี เผื่อหมู่เปิ้นจะได้สำนึกขึ้นมาบ้าง”

            “อย่าใช้อารมณ์ตัดสินสิเจ้าอุ๊ยสาย อุ๊ยสายสอนหมู่เฮาเองบ่แม่นก๋า” เด็กสาวหน้าจืดเตือนอดีตอาจารย์ของเธอ สายใจกว้างพอจะให้นักเรียนตักเตือนมาตั้งแต่สมัยเธอสอนอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยเวียงตานแล้ว “อีกอย่าง ถ้ายะจะอั้น หมู่เฮาก็ผิดสัญญาตานี – มนุษย์ – โลกหลังความตายเน่อเจ้า* ถ้าหมู่ยมทูตมาลากหมู่เฮาไปโลกหลังความตายจะบ่ยิ่งแย่กว่าเดิมกาเจ้า ยิ่งหมู่ยมทูตก็เหมือนจ้องจะเล่นงานหมู่เฮาอยู่แล้วด้วย”

            “สุมาที่ใช้อารมณ์ไปหน่อยเน่อท่านกล้วย” สายเสียงอ่อยลงเล็กน้อย แต่เธอก็ตอกกลับอย่างหนักแน่นในประโยคต่อมา “แต่อุ๊ยอู้แต๊ๆเน่อ ระหว่างเสี่ยงจะโดนลากไปโลกหลังความตาย กับรอหื้อหมู่มนุษย์รุมส่งหมู่เฮาไปแน่ๆ”

            “ข้าเจ้ายอมถูกมนุษย์ส่งไปโลกหลังความตายถ้านั่นเป็นความต้องการของหมู่เปิ้น ดีกว่าจะละทิ้งหมู่เปิ้นเอาตัวรอด เมืองนี้เป็นบ้านเกิดของหมู่เฮา หมู่เฮามีห้าที่รักษาเมืองนี้ หมู่เฮาจะบ่ทิ้งมันไป”

            “ท่านกล้วย คราวนี้ท่านกล้วยใช้อารมณ์บ้างแล้วเน่อ” สายหรี่ตามองตานีสาว “คึดหื้อดีๆเน่อ ระหว่างเผ่าพันธุ์ตานีสูญสิ้นไป บ่มีผู้ได๋ดูแลเมืองนี้ในอนาคตอีกแล้ว กับหมู่เฮาออกไปแค่ชั่วคราว แต่หาทางรับมือและอยู่รอดเพื่อปกป้องเมืองนี้ในระยะยาว อย่างได๋มันจะดีกว่ากัน”

 

            ราชินีตานีนิ่งเงียบ เธออยากจะแย้งอีกฝ่ายใจจะขาด แต่ก็แย้งไม่ออก

 

            “อีกอย่าง อุ๊ยก็บ่ได้บอกว่าหื้อหนีไปวันนี้เดี๋ยวนี้นี่” หญิงสาวหน้าหวานพูดต่อด้วยเสียงอ่อนลงบ้าง “ท่านกล้วยท่านกล้ายแล้วก็จ้าดยังต้องมีสอบมีเรียนกันอยู่อีก และอุ๊ยก็บ่อยากหื้อพลาดด้วย แต่จะไดหมู่เฮาควรจะต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่าขึ้นมาแต๊ๆ ถ้าเกิดมนุษย์ฮู้ว่าหู่เฮาอยู่ที่นี่ขึ้นมาแต๊ๆ หมู่เฮาจะได้หนีทัน”

            “จะอั้น.... ก็ได้เจ้า ข้าเจ้าพอเข้าใจแล้ว” ตานีสาวหน้าจืดยอมในที่สุด “ถ้าจะอั้น เดี๋ยวข้าเจ้าจะลองหาฐานทัพที่พอจะถอยไปตั้งหลักได้ดู”

            “หาตอนนี้เลย เดี๋ยวจะลืม” สายสำทับ ก่อนจะหันกลับมาหาวิญญาณสาวอีกตนซึ่งนั่งเงียบมาตลอดการกึ่งหารือกึ่งถกเถียงของเหล่าผู้อาศัยในโรงเก็บเครื่องบินทั้งหลาย “มีข้อมูลอะหยังอีกก่อ”

            “ไม่มีแล้ว” หญิงสาวคนสวยตอบแม้เธอจะคาดว่าอีกฝ่ายคงไล่หรือไม่ก็พาเธอออกไปจากที่นี่ทันทีหากเธอหมดประโยชน์ แต่หญิงสาวหน้าหมวยหวานเบื้องหน้ากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น

            “ถ้าจะอั้น.... เธออายุเท่าไหร่”

            “เอ๊ะ เอ๋ ฉันเหรอ” ดวงตากลมเหมือนเนื้อทรายของผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างงุนงง ทั้งจากคำถามและการเปลี่ยนสรรพนามของอีกฝ่าย “ก็.... ถ้านับตอนตายก็ยี่สิบ แต่ถ้านับมาจนถึงตอนนี้ก็..... น่าจะสี่สิบห้าสี่สิบหกแล้วมั้งถ้าจำไม่ผิด”

            “ดี อายุเท่ากัน” คำตอบของวิญญาณสาวผู้ไม่เจียมสังขารตัวเองทำเอากล้วยที่กำลังเดินไปหยิบแลปทอปหันขวับมามองด้วยสายตาเอือมระอา เช่นเดียวกับตนและคนอื่นๆที่ยังคงนั่งอยู่รอบๆโต๊ะ “ข้าเจ้าชื่อสายเน่อ ยินดีที่ได้ฮู้จัก”

            “อะ.... อื้ม ยินดีเหมือนกัน” เดือนยังคงงงไม่หายกับท่าทีที่เปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าในเวลาเพียงไม่ถึงสิบห้านาทีของหญิงสาวหน้าหวาน “แต่.... ถ้าอายุเท่ากันจริง ทำไมทุกคนถึงเรียกว่าอุ๊ยสายล่ะ”

            “อ๋อ” เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะพรวดทันที “ก็คือจริงๆแล้วน่ะ.....”

            “จ้าดเงียบเน่อ !

            “วิญญาณตนนี้....”

            “กล้าย หยุดเลย !

            “อายุร้อยกว่าปีแล้ว แต่แอ๊บเด็กไปจังซั่นแหละ”

            “หมิง.............!?

 

            ผีสาวคนสวยยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกเมื่อบรรยากาศอึมครึมแกมเคร่งเครียดเมื่อครู่คลี่คลายกลายเป็นเฮฮาปานตลกคาเฟ่ในไม่กี่วินาที วิญญาณสาวที่เพิ่งจะสอบสวนเธอไปเมื่อครู่ยามนี้ใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ขณะเหล่า “ลูกศิษย์” ของเธอหัวเราะก๊ากกันจนแทบจะลงไปกลิ้งกับพื้น มีเพียงเด็กหญิงตัวน้อยสองคนเท่านั้นที่ยังคงดูเศร้าหมอง แต่เธอก็แอบเห็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของทั้งสอง

 

            “แล้วแน่ใจนะอุ๊ยสายว่ายินดีน่ะ” สมิงสาวแสยะยิ้มหวานเย็น “เฮาแอบเห็นอยู่เด๊ว่าอุ๊ยสายมองเปิ้นตาแทบลุกเป็นไฟเลย ย่านเปิ้นสิมาสวยแข่งบ้อ”

            “บ่มีอะหยังทั้งนั้นแหละย่ะหมิง เงียบไปเลย !” พันเอกสาวซึ่งยามนี้แทบไม่เหลือมาดแล้วตัดบทฉับ สีแดงบนใบหน้าบัดนี้ลามไปถึงหลังคอใต้เรือนผมหนา ในใจนึกหงุดหงิดตัวเองที่แสดงความคิดออกมาทางสีหน้ามากเกินไป “หันว่าโดนไล่ล่าอยู่ จะอั้นก็อยู่ที่นี่ก่อนก็ได้เน่อ ออกไปข้างนอกคงบ่ปลอดภัย”

            “เอ๋ สิดีบ่อุ๊ยสาย สิบ่อิจฉากันอีกบ่.....”

            “ก็บอกหื้อเงียบจะไดเล่า.....!

            “เอ๋ อ๋อ ก็.... ก็ได้อยู่นะ” วิญญาณสาวพยักหน้ารับ

            “แต่ถ้างั้น โทรบอกพี่ดาวหน่อยดีมั้ยครับ เดี๋ยวเขาจะเป็นห่วง” จ้าดเสนอ “พี่แพรวด้วย ตอนนี้พี่แพรวอยู่กับน้าเดือนด้วยไม่ใช่เหรอครับ ทิ้งไว้จะไม่เป็นไรเหรอ”

            “บอกแพรวไว้แล้วล่ะว่าจะมาที่นี่ เลยให้เขาไปอยู่กับดาวก่อน ตอนนี้ดาวก็คงรู้แล้วด้วยทั้ง แต่ยังไงจะโทรไปบอกอีกทีละกัน ขอบคุณมากนะที่เตือน” เดือนยิ้มให้เด็กหนุ่ม “เสียดายจังน้าที่ดาวไม่เอา อยากให้มาเป็นหลานเขยพี่จริงๆ”

            “อย่าตอกย้ำกันสิครับ ผมยังเศร้าอยู่เลยเนี่ย !

 

            ผีสาวแห่งตึกภาคไฟฟ้าหัวเราะคิกก่อนจะล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากระโปรงขึ้นมากดโทรออกหาหลานสาวของเธอ อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ กล้ายแอบชำเลืองมองเพื่อนสาวหน้าจืดผู้กำลังขะมักเขม้นกับการเรียกข้อมูลของฐานทัพต่างๆที่กระจายตัวอยู่ทั่วรัฐเวียงตานขึ้นมาดู ดูท่าเธอจะไม่ต้องติวถึงตีสองแล้ว.....

 

            “สุมาเน่อกล้าย” ตานีสาวผมหางม้าลิงโลดในใจอยู่ได้เพียงไม่กี่นาทีก็ต้องชะงักกึกเมื่อราชินีตานีเอ่ยขึ้นลอยๆ “วันนี้คงบ่ได้ติวหื้อแล้ว ยกยอดไปพรุ่งนี้ละกัน จะติวเข้มหื้อถึงตีสามเลย”

            “บ่ต้องหรอกกล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหัวเราะแหะๆ “เกรงใจ กล้วยก็ทั้งเหนื่อยทั้งมีเรื่องต้องกังวลใจมากอยู่แล้ว”

            “ที่ข้าเจ้ากังวลที่สุดก็เรื่องกล้ายจะได้เอฟก่อนี่ล่ะ” กล้วยตอบโดยไม่หันมามอง “บ่ต้องห่ง ข้าเจ้าติวหื้อได้อยู่แล้ว จะติวหื้อสุดฝีมือเลย”

            “บ่เอ๊า.....!

 

 

            “เป็นไงบ้างกล้วย”

            หลานชายหมอผีใหญ่ชะโงกหน้ามองข้ามไหล่เพื่อนสาวไปยังจอ ในจอมีแต่แถวข้อความตัวเวียงและแผนภาพคร่าวๆที่เขาดูไม่รู้เรื่อง แต่กล้วยคงจะรู้เรื่อง ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่นั่งดูอยู่จนผ่านมาเกือบสองชั่วโมงแล้วโดยไม่ตามน้ำว้าน้ำไทและหมิงขึ้นไปนอนแบบนี้ ส่วนเดือนผู้มาใหม่ก็ตามสามสาวไปดูห้องนอน และก็คงจะหลับไปแล้วเช่นกันด้วยความเหนื่อยอ่อนจากกรถูกไล่ล่าก่อนหน้านี้

 

            “เจอที่พอใช้ได้สามที่” เด็กสาวหน้าจืดตอบโดยไม่ละสายตาจากจอเช่นเคย

            “ที่ไหนบ้าง”

            “บอกไปแล้วนายจะฮู้จักก๋า” คราวนี้กล้วยชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง

            “เอาน่า ก็ลองบอกมาก่อน”

            “ฐานบินผาช้างผะเลิด ฐานบินดอยสูง แล้วก็ฐานฝึกการรบในทุ่งหญ้าเถิน”

            “ก็ไม่รู้จักจริงๆแฮะ.....”

            “ดอยสูงก๋า” สายที่นั่งดูแลปทอปของเธออยู่เหมือนกันลุกมาทันที “สภาพเป็นจะไดบ้าง”

            “ก็เสื่อมไปบ้างแหละเจ้า บ่ได้ดูแลมาปีกว่า แต่ยังเหลือเอทานอล วัตถุดิบ แล้วก็อาวุธอยู่บ้าง”

            “แล้วที่อื่นสภาพเป็นจะได”

            “ผาช้างผะเลิดรันเวย์สภาพดีกว่าหน่อย ที่ตั้งเข้าถึงยากพอๆกัน แต่วัตถุดิบบ่ค่อยเหลือเลย ถ้าคึดจะใช้เป็นฐานในการตีโต้อาจจะลำบาก แต่ถ้าเป็นฐานสำหรับล่าถอยไปอยู่เงียบๆ อาจจะดีกว่าดอยสูงก็ได้เจ้า” กล้วยตอบ “ส่วนเถินที่พักใหญ่แล้วก็เยอะ พื้นที่ก็กว้าง แต่แทบบ่มียุทโธปกรณ์เลย”

            “จะอั้นดอยสูงน่าจะดีที่สุดเน่อ” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบ “หรือท่านกล้วยคึดว่าจะได”

            “ข้าเจ้าก็คึดจะอั้นเจ้า รันเวย์ยาว ตัวอาคารเยอะพอสมควร วัตถุดิบพอเหลืออยู่บ้าง ที่ตั้งก็อยู่ในหุบเขายาว ทางเข้าบ่กว้างวางแนวป้องกันสะดวก แล้วก็ยังอยู่ใกล้ชายแดนเวียงคำ หนีสะดวก ติดแค่ว่าไกลไปหน่อย จะขนของจะอะหยังไปอาจจะลำบากหน่อย”

            “ฐานนี้อยู่ตรงไหน” จ้าดถามบ้างหลังจากฟังงงๆมาสักพัก

            “สุดปลายของเทือกเขาตานปันน้ำ อยู่ประมาณระหว่างกว๊านแก้วกับกว๊านช้างลอย”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้าช้าๆ ที่นั่นห่างจากตานนะคอนเกือบสามร้อยกิโลเมตร

 

            “จะไดก็บันทึกจุดเอาไว้ก่อนละกัน แล้วเดี๋ยวค่อยยะต่อพรุ่งนี้ วันนี้ท่านกล้วยไปนอนก่อนเถอะ จะตีสามอยู่แล้วเดี๋ยวพลังงานวิญญาณจะฟื้นฟูบ่เต็มที จ้าดก็ด้วยเน่อ ร่างกายมนุษย์ฟื้นฟูบ่ได้เต็มที่เหมือนพลังงานวิญญาณเน่อ นอนดึกบ่อยๆระวังจะอายุสั้น”

            “เจ้า”

            “ครับ”

 

            สายมองลูกศิษย์สาวกดบันทึกตำแหน่งและข้อมูลก่อนจะพับแลปทอปปิด พลางพยายามนึกสภาพของฐานบินดอยสูง เธอเคยไปที่นั่นเพียงครั้งเดียวเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่กล้วยยังไม่เกิด ที่พักที่นั่นถือได้ว่าดีเยี่ยมไม่แพ้ในเขตเมืองกล้วย โครงสร้างพื้นฐานต่างๆก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน แม้แต่วิวก็ยังสวยด้วยถูกล้อมรอบโดยทั้งเทือกเขาและที่ราบสูงที่มีป่าสนและป่าไผ่ปกคลุมเขียวขจี แถมยังมีน้ำตกและลำธารนับสิบๆสายตัดผ่าน นึกแล้วเธอก็อยากกลับไปที่นั่นอีกสักครั้ง.....

 

            แต่สำหรับตอนนี้ หวังว่าพวกเธอคงไม่ต้องไปที่นั่นเร็วนักหรอกนะ.....

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*สนธิสัญญาตานี – มนุษย์ – โลกหลังความตาย ทำขึ้นเมื่อปี 3492 หรือกว่าหกร้อยหกสิบปีมาแล้วเมื่อครั้งมนุษย์เพิ่งจะเข้ามาตั้งเมืองอยู่ในพื้นที่ของเมืองตานนะคอนปัจจุบันได้ไม่กี่สิบปี

 

ในตอนนั้นตานีซึ่งยังเป็นเพียงวิญญาณหลบหนีการจับกุมสิงอยู่ในหมู่ต้นกล้วยกลางป่าสนใกล้ๆแถบนั้น เมื่อมนุษย์มีมากขึ้น เมืองก็ขยายขึ้นจนเริ่มรุกล้ำป่าและไปตัดต้นกล้วยจนตานีสิ้นอายุไปหลายตน ตานีที่เหลือจึงยกพลเข้าล้อมเมืองแล้วสังหารมนุษย์ตายไปเป็นจำนวนมาก โลกหลังความตายเห็นท่าไม่ดีเลยเข้าแทรกแซงหวังจะจับตานีไปโลกหลังความตายให้หมด แต่ตานีซึ่งตอนนั้นเริ่มมีเทคโนโลยีและมีพลังงานวิญญาณอยู่ในระดับสูงสู้รบจนยมทูตจากโลกหลังความตายต้องล่าถอย แต่ทั้งสองฝ่ายก็เสียกำลังพลไปไม่น้อย

 

สุดท้าย โลกหลังความตายจึงเสนอสนธิสัญญานี้ขึ้น เนื้อหามีว่ามนุษย์จะไม่ทำร้ายตานี และโลกหลังความตายก็จะไม่เอาตัวตานีไปจนกว่าจะแตกสลายไปอีกครั้งเท่านั้น (ซึ่งต้องไปโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ห้ามตัวเองไม่ได้ เหมือนผีที่ถูกยิงจนวิญญาณแตกสลาย) แต่ตานีต้องคอยปกป้องดูแลเมืองให้พ้นจากการรังควานของภูตผีปีศาจ นับจากวันนั้น ตานีจึงอยู่ในฐานะวิญญาณผู้พิทักษ์ไปโดยปริยาย และเมื่อเมืองนั้นขยายอาณาเขตและอิทธิพล ขอบเขตการดูแลของตานีก็กว้างขึ้นตาม จนกระทั่งกลายเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ประจำรัฐเวียงตานโดยสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน

 

นอกจากนั้น สนธิสัญญานี้ยังจำกัดพลังของตานีให้ขึ้นอยู่กับศรัทธาของชาวเมืองด้วย หากศรัทธาตกต่ำไม่มีคนนับถือบูชา หรือถูกข่มด้วยสิ่งสกปรกเช่นมีคนเอาขยะมาวางกองไว้รอบๆสวนกล้วย พลังเวทมนตร์ของตานีจะอ่อนแอลงอย่างมาก ทำให้ตานีตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้อาวุธแทนที่จะเป็นเวทมนตร์หรือพลังพิเศษ และเป็นเหตุผลที่จ้าดและคนอื่นๆสามารถมองเห็นกล้วยได้ในตอนแรกทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นมองไม่เห็น เพราะถูกผีร้ายบุกเข้าเมืองกล้วยจนพลังลดต่ำลงเกินกว่าที่จะป้อนพลังงานวิญญาณให้อุปกรณ์พรางตัวนั่นเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น