ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 79 : เสียงซุบซิบถึงฆาตกรที่หายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

          กลุ่ม – ตานี – Official Fan Page ได้แสดงความคิดเห็น

 

            วันนี้น้ำว้าน้ำไทโดนเพื่อนแกล้งร้องไห้กลับมาอีกแล้ว น่าสงสารจริงๆ ช่วยเป็นกำลังใจให้ทั้งสองตนด้วยนะคะ และขอร้องคนที่เกลียดชังตานี จะเกลียดตานีก็เกลียดไปเถอะค่ะ แต่อย่ามาทำร้ายกันแบบนี้ โดยเฉพาะเด็กๆทั้งสอง จิตใจของพวกเธอก็เหมือนเด็กอายุสิบขวบทั่วๆไป อย่าให้หัวใจของพวกเธอต้องแตกสลายเพียงเพื่อความสะใจของพวกคุณเลยนะคะ /แอดสาย

 

          กลุ่ม – ตานี – Official Fan Page ได้โพสรูปภาพ

            กล้วยกับกล้ายตอนเด็กๆค่ะ แหม เห็นแล้วน่ารักน่าหยิก แต่ไม่ใช่ว่าตอนนี้ไม่น่ารักนะคะ /แอดคำ

 

          กลุ่ม – ตานี – Official Fan Page ได้โพสรูปภาพ

            ฝึกซ้อมรบเพื่อปกป้องชาวตานนะคอนทุกคนจากผีร้าย อันเป็นคำปฏิญาณของตานีทุกตน พวกเธอไม่มีทางทำร้ายชาวเมืองแน่นอนค่ะ /แอดสาย

 

 

            สายนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ในห้องทำงานของเธอขณะลากเมาส์อ่านความเห็นต่างๆในหน้าเพจของเธอซึ่งประสบความสำเร็จเกินคาด ยอดไลค์เพจพุ่งขึ้นทุกวันเป็นกราฟเอ็กซ์โพเนนเชียล ผ่านไปเพียงสองอาทิตย์ก็แทบจะแตะสองแสนแล้ว แม้จะยังเทียบไม่ได้กับหนึ่งล้านห้าแสนของกลุ่มต่อต้านตานี แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอมีความหวังขึ้นบ้าง อย่างน้อยในเมืองนี้ก็ยังมีคนรักและห่วงใยเหล่าอดีตลูกศิษย์ของเธอเหลืออยู่.....

 

            แต่รอยยิ้มของวิญญาณสาวก็มีอันต้องหุบลงเมื่อเสียงเครียดเขม็งของกล้วยดังขึ้นจากลำโพงของระบบติดต่อภายใน

            “อุ๊ยสาย แย่แล้วเจ้า โทรทัศน์เพิ่งออกเมื่อกี้นี้เอง ตำรวจสรุปคดีแล้วว่าหมู่เฮาเป็นฆาตกร ลงมาหน่อยได้ก่อเจ้า”

            สายงับแลปทอปของเธอปิดทันที “เดี๋ยวอุ๊ยลงไป”

 

            สี่ตานี หนึ่งสมิงและอีกหนึ่งมนุษย์นั่งกันอยู่ที่กลุ่มโซฟาหน้าโทรทัศน์เมื่อเธอลงไปถึง สีหน้าของหนึ่งคนและแต่ละตนไม่สู้ดีนักแม้ในหน้าจอแอลซีดีขนาดสี่สิบนิ้วจะเป็นข่าวบันเทิงอยู่ก็ตาม เด็กสาวหน้าเสือเห็นหญิงสาวมาถึงแล้วก็หยิบรีโมตมากดเปลี่ยนช่อง เพียงสองครั้งก็พบสิ่งที่เธอต้องการ

 

            “สวัสดีค่ะ พบกับข่าวภาคค่ำสนขาวทีวีประจำวันจันทร์ที่สามสิบตุลาคม เมื่อเวลาสิบสี่นาฬิกาวันนี้ พลตำรวจตรีพะคะวัด สามคำดี ผู้บัญชาการตำรวจรัฐเวียงตานได้ออกแถลงข่าวถึงความคืบหน้าคดีฆาตกรรมผู้ผลิตสารคดีตานีค่ะ”

 

            ภาพเปลี่ยนจากผู้สื่อข่าวสาวแต่งหน้าหนาเตอะเป็นห้องแถลงข่าวโอ่โถงของสำนักงานตำรวจรัฐเวียงตาน นายตำรวจร่างใหญ่ในเครื่องแบบเต็มยศนั่งตระหง่านอยู่กลางโต๊ะตัวยาวบนเวที ที่พื้นเบื้องล่าง ฝูงผู้สื่อข่าวนับร้อยหรืออาจจะหลายร้อยเดินกันยั้วเยี้ยเหมือนมดแตกรัง แสงแฟลชกะพริบต่อเนื่องจนนายตำรวจใหญ่ต้องหยีตาขณะแถลงข่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอย่างที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะพึงใช้

 

            “หลักฐานสำคัญทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพจากโปรแกรมสแกนวิญญาณ และหลักฐานชิ้นอื่นๆ ระบุตรงกันว่าฆาตกรในคดีนี้คือตานีแน่นอน แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีฐานข้อมูลตัวบุคคลตานีจึงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นตานีตนไหน และเพราะหลักฐานการระบุตัวบุคคลไม่เพียงพอจึงไม่สามารถออกหมายจับหรือเชิญตัวมาสอบสวนได้ จึงขอปิดคดีนี้แต่เพียงเท่านี้ครับ”

            “แต่ท่านคะ” ขาดคำแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวสาวคนหนึ่งก็ตะเบ็งเสียงถามขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึงของผู้สื่อข่าวคนอื่นๆ “มีรายงานว่ามีตานีกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยตานนะคอน แล้วก็ที่โรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมฝั่งประถมด้วย ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงไม่ไปจับกุมหรืออย่างน้อยก็เรียกตัวเขามาสอบสวนสักหน่อยล่ะคะ อย่างน้อยก็อาจจะได้เบาะแสอะไรมากขึ้นนะคะ”

            “การจะออกหมายจับหรือหมายเรียกจำเป็นต้องระบุตัวตนและยื่นขอต่อศาล แต่ในกรณีนี้เราไม่สามารถระบุตัวตนได้ และถึงระบุตัวตนได้ แต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะระบุว่าเขาเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรม ศาลก็ไม่สามารถอนุมัติหมายจับให้ได้อยู่ดี ถึงจะรู้ว่าเป็นตานี แต่ตานีก็อาจจะมีเป็นร้อยเป็นพันตน จะไปจับมาดื้อๆก็อาจจะกลายเป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำได้ครับ ทางกระบวนการยุติธรรมแล้วต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไว้ก่อนครับ”

            “แล้วจะปิดคดีแค่นี้เหรอครับ แล้วลูกแล้วเมียเขาล่ะครับจะทำยังไง ใครจะชดใช้กับอาชญากรรมครั้งนี้ !?” เสียงนักข่าวชายอีกคนตะโกนถามอย่างดุเดือด

            “เรื่องนั้นก็คงต้องแสดงความเสียใจด้วยจริงๆครับ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามที่กรอบกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างดีที่สุดแล้ว”

 

            “แปลก แปลกมาก” กล้วยเอ่ยช้าๆ คิ้วบางขมวดเข้าหากันจนหน้าผากยับย่น ขณะดวงตาสีดำประกายเขียวยังคงจับจ้องภาพฝูงนักข่าวที่ยกมือพลางร้องถามผู้บัญชาการตำรวจเวียงตานอย่างดุเดือดบนหน้าจอ “ปกติคดีอื่นๆ ถึงบ่ได้เกี่ยวโดยตรงก็เรียกไปสอบสวนได้บ่แม่นก๋าถ้าสงสัยขึ้นมา ยิ่งหมู่เฮาเป็นตานียิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่เลย”

            “ตามกฎหมายของรัฐเวียงตาน สิ่งที่เปิ้นอู้ถูกต้องแล้ว” อดีตพันเอกแห่งกองทัพเวียงตานตอบ “ไม่มีอำนาจในการเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจหรือจับกุมถ้าไม่สามารถระบุตัวตนได้หรือระบุได้แต่ไม่มีเหตุอันเชื่อได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับคดี ตามป.อาญามาตรา 81 หมวด 3 วรรค 2 ทวิ 25 ถึง 31”

            “อุ๊ยสายเคยเรียนกฎหมายด้วยเหรอครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามอย่างอึ้งแกมทึ่ง

            “เรียนตอนเป็นทหารน่ะ เลือกวิชาโทสายทหารพระธรรมนูญ” สายแอบยืดอกเล็กน้อยอย่างภูมิใจ แต่ประโยคต่อมาเสียงของเธอก็เครียดขึ้น “แต่นั่นเป็นกฎสำหรับกรณีทั่วไป กรณีนี้ฮู้ว่าฆาตกรเป็นตานี ก็มีเหตุอันเชื่อได้ว่าจะเกี่ยวข้องหรืออย่างน้อยก็มีส่วนฮู้หัน ถึงจะขอหมายจำเป็นรายตัวบ่ได้ แต่ก็สามารถใช้อำนาจจับกุมหรือเชิญตัวมาสอบสวนได้เมื่อพบหันตัว และต่อหื้อใช้อำนาจนั้นบ่ได้ ตำรวจก็ยังมีอำนาจในการสอบถามถ้าพบเจอตัวอยู่ดี”

            “แล้วเป็นหยังเปิ้นถึงเฮ็ดจังซี่”

            “เป็นไปได้ก่อว่า.... จะมีผู้ได๋อยู่เบื้องหลัง สั่งหื้อหยุดคดีเพื่อหวังผลอะหยังสักอย่าง”

            “เช่นอะหยังล่ะ” กล้ายหันไปถามเพื่อนสาว

            “ก็เช่น บ่หันปฏิกิริยาของผู้สื่อข่าวเมื่อกี้ก๋า” เด็กสาวหน้าจืดย้อนถาม “ปิดคดีกันง่ายๆ บ่มีผู้ได๋โดนลงโทษจะอี้เป็นผู้ได๋ผู้ได๋ก็โกรธ นึกภาพว่ามีผีร้ายมายะอะหยังข้าเจ้า แต่สุดท้ายก็บ่มีผู้ได๋ยะอะหยังกับมันสิ เป็นกล้ายกล้ายจะโกรธก่อล่ะ”

            “โกรธอยู่แล้วสิ ผู้ได๋มายะอะหยังกล้วยข้าก็โกรธทั้งนั้น.... เอ่อ.... ช่างมันเหอะ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมชะงักกลางคันเมื่อเห็นรอยยิ้มหวานเย็นของคู่กัดตามธรรมชาติ “จะอั้นกล้วยจะหมายความว่าผู้ได๋ก็ตามที่อยู่เบื้องหลังสั่งหยุดคดีนี้เพื่อจะหวังผลหื้อมนุษย์เกลียดหมู่เฮามากขึ้นไปอีกก๋า”

            “แม่น และข้าเจ้าก็คึดว่าผู้อยู่เบื้องหลังนั่นเป็นตนเดียวกับที่ฆ่าหรือสั่งฆ่าผู้กำกับนั่นด้วย”

            “แต่กระสุนนั่นไม่ใช่กระสุนของมนุษย์ไม่ใช่เหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง “ตอนนั้นอุ๊ยสายก็ยังสงสัยเลยนี่ว่าอาจจะเป็นกระสุนของตานี เพราะงั้นเราว่าคนคนนั้นไม่น่าใช่มนุษย์นา”

            “ข้าเจ้าก็บ่ได้อู้นี่ว่าเปิ้นจะเป็นมนุษย์ หรือฆาตกรจะเป็นมนุษย์” ราชินีตานีตอบเน้นเสียง “มีตั้งหลายเผ่าพันธุ์วิญญาณที่อาจจะเกี่ยวข้อง แล้วก็มีตั้งหลายเผ่าพันธุ์วิญญาณที่ผลิตกระสุนเองได้ แค่วิญญาณผู้พิทักษ์ในสารขัณฑ์อย่างเดียวก็มีตั้งสี่ห้าเผ่าแล้ว ยังบ่นับเผ่าพันธุ์วิญญาณทั่วๆไปทั้งในแล้วก็นอกสารขัณฑ์อีก และต่อหื้อกระสุนนั้นเป็นกระสุนของตานีแต๊ๆ นายก็ฮู้นี่ว่ามีตานีที่ปฏิบัติการตามคำสั่งมนุษย์อยู่ หรืออย่างน้อยก็เคยมี”

            “กล้วยสิเว้าว่านางเป็นตัวการบ่” เด็กสาวหน้าเสือขมวดคิ้วถาม

            “นาง เอื้อง หรือแหวน ข้าเจ้าสงสัยแหวนมากที่สุดเพราะข้าเจ้าจำได้ว่าเปิ้นใช้กระสุน 7.62” กล้วยตอบ “แต่เรื่องนั้นยังบ่สำคัญหรอก ที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือปฏิกิริยาของมนุษย์มากกว่า”

 

            กล้วยลุกขึ้นเดินไปยังแลปทอปของเธอที่โต๊ะ มือขยับเมาส์เล็กน้อยให้มันตื่นจากสภาพพักเครื่องก่อนจะเลื่อนไปเปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ขึ้นมา ตานีสาวพิมพ์ที่อยู่ของทั้งเว็บพันธุ์ดิบและสมุดหน้าลงไป และเมื่อเว็บโหลดเสร็จ เธอก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงปนหัวเราะในลำคอ ไม่ใช่เสียงหัวเราะขำ หากเป็นเสียงแค่นหัวเราะอย่างขมขื่น

 

            “นี่จะได อย่างที่คึดไว้บ่มีผิด”

 

            ห้าสหายร่วมรบที่เหลือลุกไปมุงอยู่รอบแลปทอปทันที ข้อความบนหน้าจอทำให้หนึ่งคนและอีกห้าตนหนาวเยือกไปถึงสันหลัง

 

          กลุ่ม – รวมพลคนไม่เอาตานี ได้แสดงความคิดเห็น

            เราจะไม่ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวล !

            พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม !

            ถ้าตำรวจทำอะไรพวกมันไม่ได้ก็ลาออกไปซะ ถ้ารัฐทำอะไรพวกมันไม่ได้ก็ลาออกไปซะ พวกเราจะทำเอง !

            พรุ่งนี้ หกโมงตรง รวมพลังคนไม่เอาตานี พร้อมกันที่หน้าอนุสาวรีย์เวียงตานรำลึก กดดันให้ตำรวจจับกุมตานี กดดันให้รัฐออกมาตรการควบคุมหรือขับไล่ตานี หิมะจะตก ฝนจะเท จะหนาวเหน็บแค่ไหนเราก็ไม่หวั่น เราจะขับไล่พวกมันออกไปด้วยกัน ด้วยมือของพวกเราเอง !

 

            “เอื้อยกล้วย หมู่เปิ้นจะฆ่าหมู่เฮาแต๊ๆก๋า” ตานีน้อยผมเปียเงยหน้าขึ้นถามรุ่นพี่สาวตาแป๋ว

            “บ่น่า” สายตอบแทน “กฎหมายอาญาของตานนะคอนแรงมาก แล้วยังครอบคลุมถึงกรณีทำร้ายวิญญาณหรือเผ่าพันธุ์วิญญาณอื่นๆด้วย เปิ้นบ่ยะแต๊หรอก อย่างน้อยก็ตอนนี้....”

            “แต่ข้าเจ้าว่ามาฆ่ากันเลยก็ยังดีกว่าทำร้ายจิตใจกันจะอี้เน่อ” น้ำไทตอบ “มาฆ่ากันข้าเจ้ายังฮู้ว่าจะตอบโต้จะได แต่มาทำร้ายจิตใจ ข้าเจ้าบ่ฮู้ว่าจะยะจะไดดีเหมือนกัน”

 

            ตานีน้อยผมเปียพูดออกมาอย่างสบายๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องหนังสือเรียน แต่นั่นกลับทำให้เหล่ารุ่นพี่และอดีตอาจารย์เป็นห่วงเธอมากกว่าเดิม ก่อนหน้านี้เด็กหญิงจะร้องไห้ทุกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องถูกแกล้ง แต่ระยะหลังเธอกลับเงียบลง และบัดนี้ แม้น้ำสักหยดก็ไม่มีอยู่ในดวงตาคู่สวยของเธอ ใบหน้าของเธอเรียบเฉยไร้อารมณ์พอๆกับน้ำเสียง หัวใจของเธอแตกสลายไปแล้วงั้นหรือ หรือถึงจะยัง มันก็คงใกล้เต็มทีแล้ว.....

 

            “เอาเถอะ จะไดหมู่เฮาก็คงต้องระวังตัวกันมากขึ้น อีกแล้ว” ตานีสาวหน้าจืดต่อสองคำสุดท้ายให้เมื่อเห็นใบหน้าที่บอกความหมายเดียวกันจากหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและหลานชายหมอผีใหญ่ “น้ำว้าน้ำไทก็ด้วยเน่อ อย่างที่เอื้อยเคยอู้ ถ้าเกิดอะหยังผิดปกติหรือว่าโดนแกล้งหื้อติดต่อเอื้อยๆทันทีบ่ต้องเกรงใจ เข้าใจเน่อ”

            “บ่ฮู้สิเจ้า ข้าเจ้าบ่อยากโทร โทรไปก็รบกวนเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้ายเปล่าๆ” เสียงของน้ำไทยังคงเรียบเฉย “อีกอย่าง ถึงจะโทรไปก็บ่ได้แปลว่าเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้ายจะช่วยอะหยังได้ซะเมื่อได๋”

 

            คำพูดของเด็กหญิงผมเปียบีบหัวใจของสองตานีสาวราวกับคีมเหล็ก พร้อมๆกับที่ก้อนอะไรบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ พวกเธอพอจะเข้าใจความรู้สึกของน้ำไท และแม้น้ำว้าจะไม่พูดออกมา กล้วยและกล้ายก็แน่ใจว่าเธอคงรู้สึกอย่างเดียวกับน้องสาว นั่นคือรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้เผชิญกับการกลั่นแกล้งทำร้ายจิตใจที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นอยู่เพียงลำพัง มิไยที่จะกลับมาร้องไห้ปรับทุกข์กับรุ่นพี่สาวทั้งสอง สถานการณ์ก็ทำให้กล้วยและกล้ายได้แต่บอกให้อดทนต่อไปเท่านั้น และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่สองตานีน้อยจะแปลความหมายของคำพูดนั้นว่ารุ่นพี่ทั้งสองกำลังทอดทิ้งพวกเธอ ว่ารุ่นพี่ทั้งสองไม่รักไม่เห็นใจพวกเธอแล้ว.....

 

            “น้ำไท น้ำว้าด้วย เอื้อยขอสุมานักๆเน่อ” กล้วยนั่งลงก่อนจะโอบรุ่นน้องสาวทั้งสองเข้ามากอดแน่น น้ำอุ่นๆ หลั่งไหลจากดวงตาลงมาอาบแก้มขาว “ขอสุมานักๆ ที่ช่วยอะหยังน้ำว้าน้ำไทบ่ได้เลย”

            “เอื้อยกล้วย ข้าเจ้า.... ข้าเจ้าบ่ได้หมายความว่าจะอั้นเน่อ” ตานีน้อยผมเปียดูตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ รุ่นพี่สาวก็ร้องไห้ “ข้าเจ้าหมายความว่าถึงเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้ายมา ถ้ายะอะหยังเพื่อนข้าเจ้าไปเหตุการณ์ก็คงยิ่งแย่ลง แล้วถึงจะไปอู้อะหยังกับหมู่อาจารย์ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ข้าเจ้าบ่ได้จะว่าเอื้อยกล้วยเลยเน่อ สุมานักๆเน่อที่ข้าเจ้ายะหื้อเอื้อยกล้วยร้องไห้.....”

            “บ่หรอกน้ำไท เอื้อยต่างหากที่ต้องขอสุมา ที่เอื้อยยะหื้อน้ำว้าน้ำไทต้องร้องไห้.....”

 

            “ต่อให้เส้นทางหนักหนาแค่ไหน ลำบากเพียงใด ยากเย็นเท่าไหร่ ไกลสักเพียงเท่าใดจะไปหา”

            สองฝาแฝดกับอีกหนึ่งรุ่นพี่สาวหน้าจืดคงได้เปิดฉากร้องไห้กันเต็มรูปแบบแน่ๆ หากเสียงเพลงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของราชินีตานีไม่ดังขึ้น กล้วยผละจากรุ่นน้องสาวทั้งสองเดินไปล้วงมันออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เมื่อเห็นชื่อผู้โทรเข้า ดวงตาเรียวของเธอก็เบิกกว้าง

 

            “ฟ้าโทรมา !

            ราวกับมีใครอัดฉีดพลังงานให้หนึ่งคนและทุกตนในห้องอย่างฉับพลันไม่เว้นแม้แต่วิญญาณสาวหน้าหวาน ทั้งหกหันขวับก่อนจะพุ่งเข้ามารุมล้อมรอบตัวกล้วยกันอีกครั้ง ขณะเด็กสาวหน้าจืดกดรับ ยกมันขึ้นแนบหูก่อนจะละล่ำละลักทักเพื่อนสาวอย่างดีใจ

 

            “ฟ้า ฟ้าเป็นจะไดบ้าง !?

            “เราสิต้องถามว่าพวกกล้วยเป็นยังไงบ้าง” ฟ้าตอบกลับมา เสียงของเธอฟังดูมีสำเนียงอีสานปนอยู่มากขึ้นกว่าที่ทุกตนและอีกหนึ่งคนจำได้ “ทุกคนอยู่ที่นั่นกันหมดรึเปล่า ปลอดภัยกันดีใช่มั้ย”

            “อื้ม ปลอดภัยๆ ยิ่งกว่าปลอดภัยอีก เดี๋ยวข้าเจ้าเปิดลำโพงเน่อจะได้คุยกันได้ทุกตน”

            “อื้มๆ”

 

            แล้วโทรศัพท์ก็ระเห็จจากหูราชินีตานีไปวางอยู่ที่กลางโต๊ะกินข้าว กล้วยกดเร่งเสียงลำโพงจนดังสุดก่อนจะนั่งลงข้างกล้าย ความเศร้าและความกังวลถูกลืมไปชั่วคราว ทุกคนและทุกตนต่างดีใจที่จะได้คุยกับเด็กสาวผู้ไม่ได้เจอหน้ากันมานานเกือบครึ่งปี

 

            “ฟ้าเป็นจะไดบ้าง เรียนหนักก่อ” กล้วยเปิดฉากถามขึ้นเป็นตนแรก

            “อื้ม ก็หนักอยู่ แต่หมอก็งี้แหละ” สาวหมัดเหล็กตอบกลั้วหัวเราะ แต่เสียงของเธอก็เอาจริงเอาจังขึ้นในประโยคต่อมา “ขอโทษนะทุกคน ไม่ได้โทรมาหลายเดือนเลย พอเห็นข่าวในทีวีก็เป็นห่วง สถานการณ์เป็นไงบ้าง”

            “ข่าวในทีวีว่าจะไดบ้างล่ะ” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวถาม

            “เอ๊ะเดี๋ยว นั่นใครคะ เหมือนจะจำเสียงไม่ได้” ฟ้าถามกลับมา

            อดีตแม่ค้าอาวุธยิ้ม “แล้วเสียงนี้ล่ะจำได้ก่อ”

            “อุ๊ยสาย !?” เด็กสาวหน้าคมจำได้ทันทีเมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนเสียงเป็นเสียงหญิงชราของร่างที่เธอเคยใช้ “ทำไม..... อุ๊ยสายโดนกล้วยยิงหายไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ”

            “อุ๊ยหนีปิ๊กมา” หญิงสาวหน้าหวานตอบง่ายๆ ก่อนจะวกกลับเข้าเรื่อง “เรื่องทั่วไปเดี๋ยวค่อยอู้กัน ข่าวในทีวีว่าจะไดบ้าง”

            “ก็บอกวามีคดีฆาตกรรม และตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของวิญญาณผู้พิทักษ์ประจำรัฐเวียงตานน่ะค่ะ” ฟ้าอธิบาย “วิญญาณผู้พิทักษ์ของเวียงตานก็มีแต่ตานีนี่คะ ฟ้าก็เลยกังวล”

            “มีรายละเอียดมากกว่านั้นก่อ”

            “ไม่มีแล้วนะคะ อุ๊ยสายก็รู้ว่าแต่ละรัฐของสารขัณฑ์ไม่ค่อยสนใจเรื่องของอีกรัฐเท่าไหร่เพราะถือว่าเป็นกิจการภายใน” เด็กสาวหน้าคมตอบ “แต่ทำไมคนถึงได้รู้เรื่องตานีล่ะคะ เกิดอะไรขึ้น”

            “เรื่องมันก็ยาวน่ะเน่อ” กล้ายถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาเป็นว่าหมู่เฮาก็บ่ได้อยากหื้อหมู่เปิ้นฮู้กันหรอก แต่ก็ฮู้ไปแล้ว จะยะจะไดได้”

            “แล้วทำไมตำรวจถึงได้สันนิษฐานว่าตานีเป็นคนทำล่ะ”

            “เห็นว่าหัวกระสุนเป็นขนาด 7.62 มิลลิเมตร ไม่ตรงกับของชาติไหนๆหรือโรงงานไหนๆเลยในโลก” หลานชายหมอผีใหญ่พูดบ้างหลังจากเงียบมานาน “แล้วก็มีภาพผู้หญิงเดินขึ้นบันไดที่เกิดเหตุอยู่ในกล้องวงจรปิด แล้วเห็นบอกว่ามีโปรแกรมสแกนวิญญาณด้วย ของจริงรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่คนเชื่อกันเพียบ”

            “จะปฏิเสธว่าตานีบ่ได้ยะก็บ่ได้เต็มปากอยู่ดี” กล้วยเสริม “อาจจะเป็นนาง เอื้องหรือแหวนก็ได้ที่ไปฆ่าเปิ้น กระสุนที่แหวนชอบใช้ก็ 7.62 ด้วย และดูจากนิสัยเกลียดมนุษย์แต่ก็บ่อยากหื้อชื่อเสียงของตานีแปดเปื้อนของนาง แล้วก็นิสัยตามนางเกือบทุกเรื่องของเอื้อง ตอนนี้ข้าเจ้าก็สงสัยแหวนมากที่สุด”

            “และเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ คนที่ตายเป็นผู้กำกับ ผู้ผลิต และผู้เขียนบทสารคดีตานี” วิญญาณสาวหน้าหวานปิดท้าย

            “สารคดีตานี ?” เจ็ดสหายร่วมรบรู้สึกได้ถึงความงุนงงและเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเร่อที่ส่งผ่านสัญญาณดาวเทียมออกมาจากโทรศัพท์มือถือ “หมายความว่าไงคะ สารคดีตานี คุ้นๆเหมือนจะเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว”

            “ข้าเจ้าน่าจะเคยอู้อยู่ตอนที่ไปปรึกษากับผบ.กองกำลังป้องกันเชียงหลวงของกะ ตอนที่ไปเชียงหลวงคราวนั้นแหละ” ราชินีตานีตอบ “สารคดีตานีที่นำเสนอข้อมูลของหมู่เฮาแบบเจาะลึก แถมยังพยายามเน้นเรื่องตานีเด็กถืออาวุธ แล้วก็อาวุธสงครามต่างๆของหมู่เฮา ทีนี้พอผู้ผลิตอะหยังนี่โดนฆ่า มนุษย์ก็เลยคึดว่าหมู่เฮาแค้นที่เปิ้นเปิดเผยตัวตนของหมู่เฮา แล้วหมู่เฮาก็คงบ่อยากหื้อเปิดเผยตัวตนต่อไปอีก เลยฆ่าทิ้งซะ”

            “แล้วตอบโต้อะไรไปไม่ได้เลยเหรอ”

            “ผู้ได๋จะฟังล่ะ” ตานีสาวผมหางม้าตอบอย่างขมขื่น “บ่ต้องถึงเรื่องนั้นหรอก แค่น้ำว้าน้ำไทโดนแกล้ง อาจารย์ยังบ่ฟังเปิ้นเลย ทำโทษเปิ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

            “บ้าแล้ว” สาวหมัดเหล็กตอบกลับมาเสียงอู้อี้เหมือนกำลังขบกรามแน่น “น้ำว้าน้ำไท ฟังพี่นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สู้เข้าไว้นะ น้ำว้าน้ำไทสู้ไหวอยู่แล้ว ให้พวกมนุษย์เห็นกันไปว่ามันกำลังเล่นอยู่กับใคร !

            “เจ้า” น้ำไทตอบเบาๆ

            “ว่าแต่เอื้อยฟ้าก็เป็นมนุษย์บ่แม่นก๋า”

            “เออ จริงแฮะ ลืมไปแวบนึง” เด็กสาวหน้าคมหัวเราะแหะๆ “แต่ไว้ใจได้เลย พี่ไม่มีทางทำร้ายน้ำว้าน้ำไทเหมือนมนุษย์บางคนหรอก จ้าดก็ด้วย ใช่มั้ยไอ้จ้าด”

            “คร้าบ.....” เด็กหนุ่มหน้าดุลากเสียง

            “ได้ติดต่อกับกะบ้างบ่ฟ้า” สมิงสาวถามบ้าง เธอก็อยากรู้ข่าวคราวของเผ่าพันธุ์คู่รักคู่แค้นบ้าง

            “ก็เรื่อยๆนะ ส่วนใหญ่ก็ได้คุยกับพี่โจ้แหละ มาคุ้มกันให้อยู่ทุกวัน เขาก็สบายดีแหละ มีถามถึงหมิงอยู่บ้างเหมือนกัน เห็นบ่นๆว่าช่วงนี้สมิงเงียบไปไม่ค่อยได้เข้ามาก่อกวนในเมือง ก็เลยเหงาๆไปเหมือนกัน”

            “อะหยังเนี่ยบ่ากะนี่ เข้าไปก็ไล่ พอบ่เข้าก็บ่นอีก” หมิงส่ายหน้า แต่ก็อดขำไม่ได้ “ถ้าเจอเปิ้นอีกฝากบอกเปิ้นว่าถ้าเฮาเสร็จทางนี้เมื่อได๋เดี๋ยวสิเมือไปก่อกวนให้สะใจเลย !

            “ได้ๆ เดี๋ยวจะบอกให้” ฟ้าตอบกลั้วหัวเราะ

            “แล้วเปิ้นได้ว่าจะไดบ้างเรื่องก่อหมู่เฮา” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามอย่างเป็นการเป็นงานขึ้นมาอีกครั้ง

            “ก็ถามถึงอยู่เรื่อยๆนะ แต่พอดีช่วงที่แล้วเรายุ่งๆเลยไม่ได้คุยกับทุกคนเลย” ปลายสายตอบ “เท่าที่ดู พวกกะก็คงจะเป็นห่วงอยู่แหละ เห็นบอกว่ากำลังเฝ้าระวังสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดเลยด้วย”

            “แล้วฟ้าโดนภูตผีก่อกวนบ้างรึเปล่า” จ้าดถามอย่างเป็นห่วง “ตอนนั้นผบ.กะบอกว่าที่ให้พี่โจ้มาช่วยคุมเพราะอาจจะมีผีมาทำร้ายฟ้านี่”

            “ไม่มีนะ ไม่รู้เพราะกะเก่งหรือว่ามันไม่มีอยู่แล้ว แต่พี่โจ้ก็ไม่เห็นจะพูดถึงเลยว่ามีอะไรมาก่อกวนเรา คงไม่เป็นไรมั้ง”

            “โอเค ถ้างั้นก็ดีไป”

            “แล้วหลังจากนี้จะทำยังไงต่อกันล่ะ” เด็กสาวหน้าคมกลับมาเป็นฝ่ายถามอีกครั้ง “เป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมแบบนี้ไม่ลำบากแย่เหรอ แล้วคนอื่นๆว่าไงกันบ้าง”

            “ลำบากสิ ลำบากมาก” กล้ายถอนหายใจอีกเฮือก “ตอนนี้มนุษย์ทุกตน หรืออย่างน้อยก็ส่วนใหญ่ในเมืองมองตานีเป็นปีศาจร้ายกันหมดแล้ว ก็เลยเกิดเรื่องแบบที่น้ำว้าน้ำไทโดนจะได หมู่เปิ้นบ่ได้มองหมู่เฮาเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์หรือแม้แต่วิญญาณธรรมดาด้วยซ้ำ แล้วกลุ่มต่อต้านตานี กระทู้ต่อต้านตานีก็เต็มเว็บบอร์ดเต็มสมุดหน้าเลย หันว่าจะประท้วงกันแล้วด้วย”

            “แล้วตอบโต้อะไรไปบ้างไม่ได้เลยเหรอ อย่างสร้างกลุ่มสมุดหน้ามาสู้อะไรงี้”

            “ก็คำตอบเดิมนั่นแหละ สร้างมาแล้วผู้ได๋จะเชื่อ” ตานีสาวผมหางม้าแค่นหัวเราะ “ยิ่งสร้างไปหมู่มนุษย์ก็คงยิ่งอู้ว่าหมู่เฮาสร้างภาพสร้างข่าวปลอมขึ้นมา ยิ่งแย่ขึ้นไปกันใหญ่ ถ้ามีตนอื่นมาสร้างหื้อน่ะอาจจะน่าเชื่อถือขึ้นบ้าง”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไม่เห็นรอยยิ้มบางๆที่มุมปากของอดีตพันเอกสาว อันที่จริงก็ไม่มีใครเห็นเลยนั่นแหละ แต่สายก็ไม่พูดอะไร เธอยังไม่อยากให้กล้วยและตนอื่นๆรู้เรื่องแฟนเพจตานีตอนนี้ เก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์.....

 

            “แล้วจะทำยังไงล่ะ แบบนี้ก็เท่ากับว่าต้องรับความเกลียดชังของคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียวเลยสิ”

            “ก็คงต้องเป็นจะอั้นแหละ แล้วภาวนาหื้อหมู่เปิ้นเข้าใจว่าหมู่เฮาบ่ได้ยะ.....”

            “แล้วเมื่อไหร่เขาจะเข้าใจล่ะกล้าย เปลี่ยนความคิดคนนี่มันไม่ง่ายนะ โดยเฉพาะเมื่อมีสื่อมีอะไรคอยเป่าหูอยู่ด้วย แถมคนตานนะคอนก็เชื่อถือตำรวจอยู่แล้วด้วยนี่ไม่ใช่เหรอ”

            “ก็เลยบ่เปลี่ยนจะได” เด็กสาวผมหางม้าตอบอย่างปลงตก

            “งั้น.... ถ้าเกิดปลอมตัวหรืออะไรขึ้นมาล่ะ” ฟ้าเสนอ “ให้คนอื่นไม่รู้ว่ากล้วยกับกล้ายแล้วก็น้ำว้าน้ำไทเป็นตานี เพราะงั้นถึงจะเกลียดตานี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไง ส่วนเพื่อนๆที่มหาลัยหรือใครที่รู้จักหน้ากล้วยกับกล้ายอยู่แล้วก็ค่อยไปว่ากันทีหลัง”

            “เอ้อ นั่นสิท่านกล้วยท่านกล้าย ได้ยินอู้กันมาตั้งนานแล้วบ่แม่นก๋าว่าจะย้อมผม” วิญญาณสาวหันไปหาลูกศิษย์ทั้งสอง “ยะหยังถึงบ่ย้อมสักทีล่ะ อุ๊ยว่าน่าจะเพิ่มความปลอดภัยได้บ้างเน่อ”

            “ซื้อน่ะซื้อมาแล้วเจ้า เพิ่งลองย้อมดูเมื่อวันอาทิตย์นี้เอง แต่ย้อมแล้วมันบ่ติด”

            “หา ?” สายขมวดคิ้ว “หมายความว่าจะได ย้อมบ่ติด”

            “ก็ย้อมบ่ติดนั่นแหละเจ้า” ตานีสาวผมหางม้าย้อน แต่เธอไม่ได้กวน ก็มันย้อมไม่ติดจริงๆ “หมักค้างไว้อย่างที่อ่านในคู่มือก็บ่ยอมติด พอเอาน้ำล้างก็หายไปหมด หรือถ้าบ่ล้างก็ติดผ้าเช็ดตัวติดปลอกหมอนออกมาหมดเลย ที่วันนั้นอุ๊ยสายหันปลอกหมอนตากอยู่เยอะๆ นั่นล่ะเจ้าติดยาย้อมสีผมของหมู่เฮาล่ะ”

            “งี้ก็แย่สิ จะปลอมตัวก็ปลอมไม่ได้ จะพูดก็ไม่มีใครเชื่อ” เด็กสาวหน้าคมพูดเสียงหนัก “แล้วที่มหาลัยไม่มีใครที่เป็นพวกเดียวกับกล้วยกับกล้ายบ้างเลยเหรอ ที่โรงเรียนของน้ำว้าน้ำไทด้วย”

            “บ่มีเลยเจ้า ทุกตนบ่อู้กับข้าเจ้า ทุกตนรวมหัวกันแกล้งข้าเจ้า บ่มีผู้ได๋หันใจข้าเจ้าเลย....” ตานีน้อยผมเปียตอบเสียงเรียบ แต่ฟ้าที่อีกปลายสายก็พอจะจับแววหม่นหมองที่แฝงอยู่ลึกๆได้

            “แต่น้ำไทก็น่าจะมีเพื่อนที่สนิทๆไม่ใช่เหรอ”

            “หมู่เปิ้นก็เป็นไปกับตนอื่นๆด้วย.....”

            “บ่หรอกน้ำไท เอื้อยบ่คึดจะอั้น” ราชินีตานีลูบหัวปลอบเด็กหญิง “เอื้อยว่าก็ยังมีตนที่อยากเข้าข้างน้ำไทอยู่แหละ แต่เปิ้นคงย่านเพื่อนจะบ่ยอมรับ ย่านจะโดนหาว่าเป็นพวกเดียวกับน้ำไท ย่านจะโดนโดดเดี่ยว ย่านจะโดนแกล้งเหมือนที่น้ำไทกำลังโดนอยู่ เปิ้นก็เลยบ่แสดงความหันอกหันใจน้ำไทออกมา”

            “แล้วจะอั้นยังจะเรียกว่าเพื่อนอยู่อีกก๋าเอื้อยกล้วย” น้ำว้าถามทันที

            “นั่นสิ” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำสนับสนุน “จังซั่นบ่เรียกว่าหมู่หรอก ถ้าเป็นเฮาดีบ่ดีคงได้ตบกันไปแล้ว”

            “ถ้าน้ำไททำแบบนั้นมีหวังได้ยุ่งกันยิ่งกว่านี้แหง.....” หลานชายหมอผีใหญ่พึมพำ

            “มันก็แต๊แหละเน่อ จะเรียกว่าเพื่อนก็คงบ่ได้เต็มปากนัก.....” เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจ “แต่จะไดๆ บ่ว่าจะมนุษย์หรือจะตานี หรือจะเผ่าพันธุ์ได๋ก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อนอยู่แล้วแหละ ช่วยบ่ได้”

            “ไม่เป็นไรนะน้ำไท น้ำว้าด้วย สู้ๆเข้าไว้” สาวหมัดเหล็กให้กำลังใจรุ่นน้องทั้งสองอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนมาถามตานีสาวรุ่นเดียวกันทั้งสอง “แล้วที่มหาลัยเป็นแบบนี้รึเปล่า”

            “ดีกว่าหน่อย คงเพราะโตๆกันแล้ว มีความคึดของตัวเองกันแล้ว บ่ต้องตามกระแส แต่ก็ยังเทียบบ่ได้กับจำนวนตนที่เกลียดอยู่ดี” กล้ายตอบ “ก่อนหน้านี้ตอนช่วงยังบ่มีข่าวร้ายๆ ก็มีมนุษย์มารอดูกันสลอนอยู่หรอก แต่พอมีข่าวฆาตกรรมนี่ออกก็หายไปหมด กลายเป็นโดนกลั่นแกล้งโดนย่านแทน สอบครั้งนี้เปิ้นก็จะแยกตัดเกรดตามเกณฑ์อีกบอกว่าตานีฉลาดกว่ามนุษย์ ข้าก็บ่ฮู้จะยะจะไดดี จะตกก่อก็บ่ฮู้.....”

 

            ประโยคสุดท้ายของตานีสาวผมหางม้ามีแววหวาดวิตกอย่างชัดเจน

 

            “กล้ายทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก ยิ่งมีกล้วยติวให้อยู่ด้วย”

            “นั่นล่ะที่ย่านที่สุด.....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมครางหงิงๆเป็นหมิงโดนสายดุ

            “แหมๆ เอาอีกแล้ว ตั้งใจหน่อยสิกล้าย” ฟ้าหยอกกลั้วหัวเราะ

            “ตั้งใจแล้ว แต่กล้วยน่าย่านแต๊ๆนี่.....”

            “อู้มากเดี๋ยวติวหื้อตั้งแต่วันนี้ซะเลย”

            “บ่เอ๊า !

            “เอ้อ แล้วพ่อแม่ฟ้าล่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุเพิ่งนึกขึ้นได้ “ยังอยู่ในตานนะคอนรึเปล่า แล้วพวกท่านว่าไงบ้างเรื่องนี้”

            “ตอนนี้พ่อต้องไปประจำอยู่ที่สหัสวารีชั่วคราว แม่ก็ไปดูงานวิจัยอยู่ที่ยันระเมอ อีกสี่เดือนโน่นแน่ะถึงจะกลับ ไม่ได้อยู่ในตานนะคอนหรอก” สาวหมัดเหล็กอธิบาย “แต่ตอนที่โทรไปล่าสุดก็ถามถึงพวกกล้วยอยู่นะ เห็นบอกว่าเป็นห่วงสถานการณ์อยู่เหมือนกัน”

            “ฝากกราบขอบคุณพ่อแม่ฟ้าด้วยเน่อที่เป็นห่วง”

            “อื้ม ไม่เป็นไรหรอก พ่อกับแม่ชอบตานีอยู่แล้ว ยิ่งทุกคนเคยช่วยเราไว้ตั้งเยอะตั้งแยะ” ฟ้าตอบก่อนจะหายไปอึดใจหนึ่ง เจ็ดสหายร่วมรบได้ยินเสียงเธอร้องตอบเสียงเรียกจากที่ไหนสักแห่งไกลๆหูโทรศัพท์ ก่อนที่เธอจะตอบกลับมาอีกครั้ง “เอ้อ แค่นี้ก่อนนะ เพื่อนเรามาเคาะเรียกไปอ่านหนังสือแล้ว พรุ่งนี้มีควิซ ไว้เดี๋ยววันหลังจะโทรมาใหม่นะ”

            “ข้าเจ้าว่าบ่ต้องโทรดีกว่าฟ้า”

            “อ้าว ทำไมล่ะ” เป็นเสียงถามอย่างงุนงงจากทั้งเด็กสาวหน้าคมและเด็กหนุ่มหน้าดุ

            “สถานการณ์ตอนนี้บ่ค่อยดี ทุกตนกำลังจับตามองหมู่เฮาอยู่ เพราะจะอั้นต่อไปอาจจะมีผู้ได๋ดักสัญญาณโทรศัพท์ของหมู่เฮาอยู่ก็ได้ ถ้าเป็นจะอั้นแต๊ฟ้าก็อาจจะโดนสงสัยว่าเกี่ยวข้องหรือฮู้หันกับฆาตกร ข้าเจ้าบ่อยากหื้อฟ้าต้องมาเดือดร้อนกับหมู่เฮา”

            “เอ้ย ไม่ได้หรอก ไม่งั้นก็เหมือนเราทิ้งพวกกล้วยให้สู้อยู่คนเดียวสิ” ฟ้าตอบ “เรายอมโดนตราหน้าว่าสมรู้ร่วมคิดกับฆาตกร ดีกว่าจะต้องทิ้งเพื่อนนะ”

            “แต่ถ้าฟ้าต้องมาเดือดร้อน หมู่เฮาก็เสียใจเหมือนกันเน่อ” ราชินีตานีแย้ง “ถ้าจะติดต่อหมู่เฮา ใช้เมลดีกว่า ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ดักยากกว่าเยอะ”

            “อื้ม ก็ได้” เด็กสาวหน้าคมยอม “แต่ถ้ามีเรื่องอะไรร้ายแรง สัญญานะกล้วยว่าจะบอกเรา ถ้าช่วยได้เราจะช่วยให้ดีที่สุด”

            “ขอบคุณมากเน่อฟ้า” ตานีสาวหน้าจืดตอบ แต่ประโยคต่อมาเธอเพียงพึมพำอยู่ในใจ แต่ขอรับไว้แค่ความฮู้สึกก็พอ....

            “อื้ม ถ้างั้นเราไปก่อนนะ ทุกคนสู้ๆเข้านะ”

            “อื้ม ฟ้าก็ด้วยเน่อ”

            “บ๊ายบายเจ้าเอื้อยฟ้า”

            “โชคๆ”

 

            แล้วสาวหมัดเหล็กก็วางหูไป แต่ความดีใจของทุกคนและทุกตนที่ได้ยินเสียงของเธอไม่ได้หายไปด้วย การได้รู้ว่ายังมีคนที่เป็นห่วงและเอาใจช่วยอยู่ราวกับเชื้อเพลิงที่เผาผลาญความกังวลและความโศกเศร้าให้มอดไหม้หายไปบ้าง แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็พอให้สองตานีสาวและอีกสองตานีน้อยรับมือกับสิ่งที่พวกเธอจะต้องเจอในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ตำรวจสรุปสำนวนคดีว่าพวกเธอเป็นเผ่าพันธุ์ฆาตกร.....

 

 

            พันเอกสายคำ สะหวันพานั่งกุมขมับอยู่ในห้องของเธอ

 

            ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงทั้งแสบและล้าจากการนั่งจ้องจอแลปทอปมาตั้งแต่หัวค่ำ ขณะสมองคิดหาวิธีรับมือกับม็อบในวันพรุ่งนี้ หรือหากจะพูดให้ถูกคือในอีกไม่ถึงสิบเก้าชั่วโมงข้างหน้า และแม้มันจะเป็นครั้งแรกที่ม็อบนี้รวมตัวกัน แต่ดูจากยอดไลค์ของเพจที่นัดแล้ว หญิงสาวก็คิดว่าจำนวนคนคงไม่น้อยเหมือนจำนวนครั้ง.....

 

            แวบหนึ่ง พันเอกสาวคิดจะปลุกม็อบมาชนม็อบ ให้มันรู้กันไปว่าเมืองนี้ก็ยังมีคนที่สนับสนุนตานีอยู่ แต่เธอก็ทิ้งแผนนั้นไปอย่างรวดเร็ว ยอดไลค์เพจของเธอตอนนี้เกินสองแสนไปเพียงไม่กี่พัน ขืนให้ก่อม็อบสู้ มีหวังได้โดนกลืนแน่นอน ยิ่งตอนนี้อารมณ์ของม็อบต่อต้านตานียิ่งพลุ่งพล่าน และเธอก็ไม่อยากบั่นทอนกำลังใจและทรยศความหวังดีของคนรักตานีด้วยการเอาพวกเขาออกไปให้อีกฝ่ายนวดหน้าด้วยฝ่าเท้าเล่น

 

            แต่ถ้าเช่นนั้น เธอจะทำยังไงดี....

 

            สายขยับนิ้วหมุนลูกกลิ้งเมาส์ไล่ดูหน้าของกลุ่มแฟนเพจตานีเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งใจว่าจะดูเป็นรอบสุดท้ายก่อนไปนอน แต่แล้ว ดวงตาของเธอก็สะดุดกับชื่อแปลกๆ ที่มากดไลค์โพสของเธอ

 

            กลุ่ม - เรา “รัก” ตานี และอีก 11,084 คน ได้ถูกใจสิ่งนี้

 

            หญิงสาวกดตามลิ้งค์เข้าไป แล้วเธอก็เผลออุทานออกมาอย่างอึ้งแกมทึ่ง กลุ่มนี้มียอดไลค์เกือบแปดแสน ทำเอาแฟนเพจอย่างเป็นทางการของเธอเป็นจำนวนประชากรชนกลุ่มน้อยไปเลย ข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มบอกเอาไว้ว่าสร้างขึ้นมาสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปิดเผยข้อมูลเบื้องลึกของตานี ขอความเห็นใจให้ตานี และเอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและความเชื่อเกี่ยวกับตานีมาแบ่งปันให้กันอ่าน แต่ที่ทำให้วิญญาณสาวหน้าหวานตกใจมากที่สุดคือกำหนดการที่ถูกแปะเอาไว้ที่ด้านบนสุดของเพจ....

 

            เราจะไม่ปล่อยให้ผู้มีพระคุณของเราถูกทำร้าย เราจะไม่ปล่อยให้การใส่ความนี้มีอยู่ต่อไป เราจะปกป้องตานีเอาไว้ ให้อยู่คู่และปกป้องตานนะคอนตลอดไป

 

            พรุ่งนี้ วันอังคารที่สามสิบตุลาคม หกโมงเย็นเป็นต้นไปที่ลานหน้าอุดมชัยพลาซ่า เราจะประกาศให้ตานนะคอนรู้ว่ายังมีคนที่รักตานีอยู่ เราจะประกาศให้ตานีรู้ว่ายังมีคนยืนอยู่ข้างพวกเธอ !

 

 

            “กล้วย กล้าย ที่ตำรวจพูดมันหมายความว่าไง !?

            เสียงถามแหลมสูงจนแทบจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องของฟางถูกกลบเกือบมิดด้วยเสียงทุบโต๊ะเปรี้ยงจนต้มแซ่บกระดูกหมูพิเศษเครื่องในกระฉอก เด็กสาวผมสั้นยืนจังก้าค้ำหัวตานีสาวทั้งสอง ดวงตาโตจ้องเขม็งราวกับจะเค้นเอาความจริงออกมาจากแก้วตา เบื้องหลังเธอ อรยืนกอดอก เธอดูกล้าๆกลัวๆ แต่เมื่อฟางอยากจะเปิด เธอก็จำต้องมาเปิดกับฟางด้วย

 

            “อะไรๆ ใจเย็นๆ” จ้าดผู้นั่งอยู่ข้างๆพยายามห้ามศึก

            “เงียบไปเลยจ้าด นายก็ต้องเชียร์ตานีอยู่แล้วสิ ก็เพื่อนนายนี่ !” เด็กสาวผิวคล้ำชี้หน้าเพื่อนหนุ่มอย่างข่มขวัญก่อนจะหันกลับมาเค้นคอตานีสาวทั้งสองต่อ “ว่าไงกล้วย กล้าย ตำรวจบอกว่าตานีเป็นคนทำ แล้วตานีในเมืองนี้ก็มีเหลืออยู่แค่กล้วยกับกล้ายกับตานีเด็กอีกสองตน จะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง !?

            “ตานีที่เหลืออยู่บ่ได้มีแค่หมู่เฮา” กล้ายตอบเสียงไร้อารมณ์ หรือหากจะพูดให้ถูกคงจะเป็นเซ็งสุดขีดจนไม่รู้จะออกอารมณ์อะไรแล้วมากกว่า “ยังมีอีกสามตน และหมู่เฮาก็คึดว่าหนึ่งในสามตนนั้น หรือบ่อั้นก็ทั้งสามตน มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฆาตกรรมนี้”

            “แล้วทำไมถึงไม่ห้ามสามตนนั้น” เด็กสาวคนสวยแห่งภาคอากาศยานพูดบ้าง เสียงของเธอไม่ใส่อารมณ์เท่าเพื่อนสาว แต่ก็พอฟังออกว่าเตรียมพร้อมจะสับคู่สนทนาเต็มที่ “แล้วทำไมพอเกิดเรื่องแล้วถึงไม่บอกให้สามตนนั้นมอบตัวกับตำรวจ แบบนี้ก็ถือว่ากล้วยกับกล้ายสมรู้ร่วมคิดกับฆาตกรด้วยนะ”

            “ตอบง่ายๆ ก็เพราะกล้วยกับกล้ายกำลังสู้กับพวกสามตนนั้นอยู่น่ะสิ” หลานชายหมอผีใหญ่พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด “สามตนนั้นเป็นพวกเดียวกับผีร้ายที่มาบุกตานนะคอนเมื่อปีที่แล้ว แล้วก็จ้องจะฆ่ากล้วยกับกล้ายด้วย จะให้ไปบอกให้สามตนนั้นยอมมอบตัวเหรอ เหอะๆ ก็ลองไปดูเองซิ่ !

            “อย่ามาโกหก !” ฟางสวนกลับ “ตานีจะไปเข้าข้างผีร้ายได้ยังไง หน้าที่ของตานีคือการกำจัดผีร้ายไม่ใช่เหรอ”

            “หมู่เฮาก็อยากจะถามหมู่เปิ้นเหมือนกัน” กล้วยตอบเสียงเหนื่อยหน่าย ดวงตาเรียวแอบกวาดมองไปทั่วโรงอาหาร ทุกคนนั่งเว้นที่ห่างจากพวกเธอเป็นวงรัศมีเกือบห้าเมตร แต่กลับหยุดกินทำท่าเหมือนกำลังเงี่ยหูฟังกันทุกคนเช่นกัน เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือก ทีอย่างนี้ล่ะไม่กลัวเธอเอาปืนยิงหัวบ้าง “ที่แน่ๆหมู่เฮาบ่ได้ยะ หมู่เฮาจะยะยะหยัง มีแต่เสียกับเสียทั้งนั้น”

            “เราจะไปรู้ได้ยังไง เราไม่ใช่เผ่าพันธุ์ฆาตกรเหมือนพวกกล้วย !

            ริมฝีปากของกล้ายบิดเป็นรอยยิ้มหวานเย็น “ก็ได้ จะอั้นจะมายุ่งกับเผ่าพันธุ์ฆาตกรอย่างหมู่เฮายะหยัง ไปได้แล้ว บ่อยากหันหน้า ถ้ายังจะมาตอแยอยู่ล่ะก็ คืนนี้หัวฟางกับอรได้แตกเป็นแตงโมแน่ !

            “กล้าย อู้อะหยังน่ะ !?

            “ข้าอู้แต๊” ยิ้มหวานเย็นของตานีสาวผมหางม้า ยามนี้เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “เอ้า จะไปได้ละยัง หรือจะหื้อข้านับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง !

 

            ได้ผล แม้ฟางจะยังคงดูฮึดฮัดอยากคั้นเอาความจริงจากพวกเธอต่อ แต่นับยังไม่ทันถึงสาม อรผู้ดูจะหวาดกลัวเอามากๆ ก็กระชากเสื้อจนเธอต้องเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแค่นหัวเราะ ทำเป็นเก่ง สุดท้ายก็ปอดแหก.....

 

            “กล้าย อู้จะอั้นยะหยัง !?” ราชินีตานีถามซ้ำเสียงสูงปรี๊ด “ภาพลักษณ์ของหมู่เฮาตอนนี้ยังแย่บ่พอก๋า !?

            “ตนจะเกลียด ยะอะหยังมันก็เกลียดอยู่วันยังค่ำนั่นแหละกล้วย” กล้ายตอบ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวยังคงจับจ้องอยู่ที่อดีตเพื่อนสาวทั้งสองที่เพิ่งจะออกจากโรงอาหารไป “ภาพลักษณ์หมู่เฮาตอนนี้ยะจะไดๆมันก็บ่ดีขึ้นอยู่แล้ว สู้หื้อมันแย่ไปเลยแล้วใช้ความเกลียดชังนั่นหื้อเป็นประโยชน์กับหมู่เฮาซะดีกว่า”

            “จะบ้า.....”

            “ศูนย์แปดห้าศูนย์แล้ว รีบไปกันเหอะ เดี๋ยวไปเรียนบ่ทัน ข้าบ่อยากโดนด่าอีก”

            “เดี๋ยวสิกล้าย !?

 

            เด็กสาวหน้าจืดรีบรวบจานเก็บก่อนจะวิ่งตามเพื่อนสาวไป หลานชายหมอผีใหญ่รวบจานรวบช้อนเก็บบ้างก่อนจะสาวเท้าตามไปติดๆ ด้วยเขาเดินรั้งท้าย จ้าดจึงเห็นนักศึกษาแทบทุกคนในโรงอาหารที่ต่างก็แหวกออกเป็นวงเหมือนจอกแหนยามโยนหินลงไปในน้ำเมื่อกล้วยและกล้ายเดินผ่าน ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังตามไปเหมือนลมที่พัดหวนตามท้ายรถ เด็กหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนสาวผมหางม้าพูดถูก ในเมื่อทำดีแค่ไหนทุกคนก็เกลียด ก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะทำดีด้วยอีกต่อไป.....

 

            ในเมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี แล้วจะทำดีต่อไปเพื่ออะไร.....

 

 

            เที่ยงครึ่งแล้ว แต่ท้องฟ้าที่มัวหม่นไปด้วยเมฆมืดครึ้มอย่างกับยามเช้าตรู่ ลมหนาวอุณหภูมิไม่สูงกว่าจุดเยือกแข็งเท่าใดนักพัดวูบจากทิศเหนือด้วยความเร็วมากพอจะทำให้เครื่องบินลำใหญ่เอียงเสียการทรงตัวได้ ทำให้อุณหภูมิซึ่งก็ต่ำอยู่แล้วยิ่งหนาวเยือกขึ้นไปอีก ทั้งนักเรียนและอาจารย์ที่ไม่มีธุระอะไรเร่งด่วนจึงต่างก็เก็บตัวอยู่แต่ในอาคาร หากออกมาเดินสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะก็อาจได้ปอดบวมหรือหวัดกลับไปเป็นของแถมก็เป็นได้

 

            แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคต่อการออกกำลังกายเบาๆหลังข้าวเที่ยงของตานีน้อยผมสั้น เธอยังคงมาฝึกดึงข้อเพิ่มพลังแขนเช่นเดียวกับทุกวัน พลังแขนสำคัญกับหน่วยอาวุธระยะใกล้ที่ต้องทั้งใช้มีด ควบคุมแรงถีบมหาศาลของปืนลูกซอง และแบกระเบิดหนักอึ้งอยู่เสมอ แม่ผู้ล่วงลับของเธอสอนเอาไว้เช่นนั้น.....

 

            แต่ดึงไปได้ยังไม่ถึงสิบชุด เด็กหญิงก็ได้ยินเสียงร้องไห้คุ้นหูดังมาจากทางหน้าโรงเรียน ความกังวลพุ่งขึ้นมาในอกพร้อมๆกับโทสะ พวกมนุษย์แกล้งน้ำไทอีกแล้ว.....

 

            ตานีน้อยปล่อยมือจากราวเหล็กทิ้งตัวร่วงลงกับพื้นหิมะดังตุ้บ ก่อนจะออกวิ่งไปยังกลุ่มฝูงชนที่มองเห็นอยู่ลิบๆ แถวๆข้างสระบัวของโรงเรียนห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร ผมสีดำประกายเขียวของน้องสาวซึ่งกำลังวิ่งตามฝูงชนกลุ่มนั้นมองเห็นตัดกับผมและเสื้อเชิ้ตสีดำของนักเรียนคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด น้ำว้าขบกรามกรอด ออกมาแกล้งนอกสถานที่ห่างไกลครูบาอาจารย์แบบนี้ก็ดี วันนี้แหละเธอจะสั่งสอนให้พวกมันรู้ซะทีว่าอย่ามายุ่งกับน้องสาวสุดที่รักของเธอ !

 

            แต่เมื่อเข้าไปใกล้พอจะมองเห็นว่าคนกลุ่มนั้นกำลังทำอะไร หัวใจของตานีน้อยผมสั้นก็เจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

            เด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ที่หน้าสุดของกลุ่ม น้ำว้าจำเขาได้ทันที เด็กชายร่างสูงหัวเกรียนผู้นี้นับได้ว่าเป็นหัวโจกในขบวนการกลั่นแกล้งตานีประจำห้องของน้ำไท เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปยังริมขอบปูนยกพื้นของสระบัว ขณะเพื่อนๆพยายามขวางกั้นน้ำไทที่ร้องไห้โฮราวกับน้ำตาจะกลายเป็นสายเลือดขณะพยายามแหวกไปไขว่คว้าของที่อยู่ในมือของเด็กชายคนนั้น นั่นคือกระเป๋านักเรียนของเธอ

 

            เด็กหญิงผมเปียคงไม่ร้องไห้ร้องห่มขนาดนี้ หากในกระเป๋าไม่มีของดูต่างหน้าแม่ของเธออยู่.....

 

            “หยุดเดี๋ยวนี้เน่อ !” น้ำว้าตั้งสติได้ก็พุ่งชาร์จเข้าไปกลางกลุ่มเหมือนกระทิงดุ เล่นเอานักเรียนแตกฮือไปคนละทิศคนละทาง “ต้น เอากระเป๋าคืนมาหื้อน้ำไทเดี๋ยวนี้ !

            “ไม่ คืน !” เด็กชายผู้เป็นหัวโจกตอบเน้นเสียง “อยากได้คืนก็มาเอาเองสิ ไอ้ตัวประหลาด !

            “เออ ไปเอาแน่ !

 

            ตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธจู่โจมไม่หวั่นกับการต่อสู้ประชิดตัวอยู่แล้ว เธอถีบเท้ากระโจนเข้าหาเป้าหมายทันที แต่มือนับไม่ถ้วนที่คว้าแขนเอาไว้อย่างฉับพลันก็ทำให้เธอแทบหงายหลัง เด็กหญิงขบกรามกรอด เงื้อศอกหมายจะฟาดให้คิ้วแตกหัวแตกกันไปข้าง แต่เธอก็ยั้งตัวเองเอาไว้ได้ทัน หากเกิดเลือดตกยางออกขึ้นมาล่ะก็เรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่ และคนที่จะซวยก็คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเธอและน้ำไท.....

 

            “เอ้า มัวทำอะไรอยู่ล่ะ มาเอาสิ เร็วๆ” เด็กชายนามต้นแกว่งกระเป๋าในมือไปมาอย่างยั่วโมโห “ถ้าไม่รีบ คงจะต้องเปลี่ยนจากฝ่ามาเอาเป็นลงไปงมเอาใต้สระบัวนะ !

            “บ่าจ้าดหมา !” เด็กหญิงผมสั้นตะโกนด่าด้วยคำที่เธอคิดว่าแรงที่สุด น้ำตาไหลพรากด้วยความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านเหมือนเปลวเพลิงในเตาหลอมเหล็ก เธอตัดสินใจเหมือนที่รุ่นพี่สาวตัดสินใจเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว ถ้ารักษาภาพลักษณ์ไปแล้วไม่ได้อะไร ก็อย่าไปมีมันเลยไอ้ภาพลักษณ์นี่ “เอาคืนมาเดี๋ยวนี้ บ่อั้นคืนนี้ข้าเจ้าไปยิงหัวนายแน่คอยดู !

            “อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก ถ้าแกยิงหัวเราได้จริงๆ แกคงยิงไปนานแล้ว” ผู้ถือกระเป๋าแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมอย่างไม่น่าเชื่อว่าเด็กสิบขวบจะทำได้ “เอ้า ว่าไง จะมาเอาหรือไม่มาเอา จะโยนล่ะนะ....!

 

            น้ำว้าขบกรามกรอด ลงว่าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องสนใจอะไรกันอีกแล้ว เธอกำลังจะเงื้อศอกฟาดหางคิ้วเหล่านักเรียนที่ยื้อแขนของเธออยู่ แต่ตานีน้อยผมเปียเอ่ยขึ้นเสียก่อน

 

            “จะโยนก็โยนไปเถอะ จะยะอะหยังยะไปเลย ข้าเจ้ายอมทุกอย่าง” เด็กหญิงสะอึกสะอื้นจนตัวโยน “ขอแค่อย่างเดียว ขอกล่องสีเงินในช่องหน้าคืนข้าเจ้าเถอะ มันเป็นของดูต่างหน้าแม่ของข้าเจ้า.....”

            น้ำไท ไปบอกจุดอ่อนหื้อเปิ้นฮู้ยะหยัง !?’

 

            “ไหน กล่องนี้น่ะเหรอ”

            น้ำว้ายังโทรจิตไม่ทันขาดคำ ต้นก็ล้วงเอากล่องเล็กๆออกมาจากด้านหน้าของกระเป๋า มันเป็นกล่องโลหะสีเงินธรรมดาๆ ที่มีรอยบุบบู้บี้เต็มไปหมด

 

            ในวินาทีนั้นเอง ตานีน้อยผมเปียก็ตระหนักว่าเธอตัดสินใจผิดมหันต์ที่บอกเรื่องนี้ออกไป ต้นทิ้งกล่องนั้นลงกับพื้น กระทืบมันอย่างแรงจนบี้แบน และก่อนที่ตานีน้อยผู้กำลังตกตะลึงทั้งสองจะทำอะไรได้ เขาก็หยิบมันขึ้นมา ก่อนจะขว้างสุดแรงเกิดไปตกที่กลางสระบัว

 

            ราวกับมีอะไรขาดผึงอยู่ในหัวของน้ำว้า ทุกอย่างรอบตัวถูกลืมไปชั่วคราว ยามนี้ในหัวของเธอมีเพียงความต้องการจะซัดเด็กชายผู้บังอาจมาทำร้ายจิตใจน้องสาวของเธอให้เจ็บปวดอย่างที่สุด ด้วยแรงเหนือมนุษย์ เด็กหญิงสะบัดทุกคนที่รั้งตัวเธออยู่ออก เสียงเสื้อกันหนาวขาดดังแควก แต่ตานีน้อยไม่สนใจแล้ว เธอย่างสามขุมตรงเข้าหาฝ่ายตรงข้ามที่ยังคงยืนยิ้มเยาะอยู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว มือกำหมัดแน่นก่อนจะเงื้อหมายอัดเข้าปากให้ฟันหักสักสองสามซี่.....

 

            แต่เพียงไม่กี่เซนติเมตรก่อนที่หมัดของเธอจะปะทะเป้าหมาย ต้นก็กระเด็นลอยไปร่วงตูมลงในสระบัวเสียแล้ว

 

            ไม่ใช่ว่าเธอมีอำนาจวิเศษหรือหมัดแรงอัดอากาศ

 

            หากเป็นหมัดตรงของน้ำไท

 

            “แก............!!!

            เสียงกรีดร้องของน้องสาวฝาแฝดทำเอาตานีน้อยผมสั้นถึงกับขนลุก อยู่กับน้ำไทมาตั้งแต่เกิดยันอายุจะสิบเอ็ดปี เธอยังไม่เคยได้ยินน้องสาวกรีดร้องแบบนี้สักครั้ง.....

 

            น้ำไทไม่หยุดเพียงแค่นั้น เธอกระโดดตูมลงน้ำเย็นเฉียบอย่างไม่ลังเล ว่ายเข้าหาต้นที่กำลังตะเกียกตะกายจากทางด้านหลังก่อนจะลากเขาเข้าฝั่ง แต่ในอึดใจที่น้ำว้าคิดว่าน้องสาวเป็นตานีจิตใจงามที่อุตส่าห์ช่วยฝ่ายตรงข้ามทั้งที่อีกฝ่ายทำร้ายจิตใจถึงขนาดนั้น เธอก็ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อน้ำไทกระโดดขึ้นคร่อมร่างเด็กชาย ก่อนจะประเคนทั้งหมัด ฝ่ามือ และแม้แต่หน้าผากของเธอเข้าใส่อีกฝ่ายไม่ยั้ง มิไยที่นักเรียนคนอื่นจะพยายามเข้าไปแยก ทุกคนก็มีอันต้องถูกถีบไม่ก็ต่อยเลือดกบปากกบจมูกกระเด็นออกมาทั้งชายทั้งหญิงก่อนที่ตานีน้อยจะกลับไปตะบันหน้าผู้ทำร้ายจิตใจเธอต่อ ทุกหมัดและทุกการกระแทกมีความเจ็บปวดในใจของเธออัดแน่นอยู่ทั้งสิ้น และเธอจะไม่หยุดจนกว่ามันจะหายไปหมด ไม่ว่าคนที่เธอนั่งคร่อมอยู่จะตายไปหรือยังก็ตาม.....

 

            ท่ามกลางความชุลมุน น้ำว้าได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญของนักเรียนที่วิ่งไปตามอาจารย์จากตึกที่ใกล้ที่สุด

 

            “อาจารย์คะ เร็วเถอะค่ะ ตานีมันจะฆ่าพวกเราแล้ว......!

 

 

            “นั่งลง”

            เสียงสั่งเฉียบขาดที่ดังลอดริมฝีปากของชายวัยกลางคนร่างผอมเกร็งผู้นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ทำเอาเส้นเลือดบนขมับของสายเต้นไปสองสามตุบ มันฟังเหมือนคำสั่งนักโทษมากกว่าจะเป็นคำพูดที่ครูใหญ่ควรจะพูดกับผู้ปกครองที่ถูกเชิญมา แม้นักเรียนในความปกครองของเธอจะเป็นฝ่ายผิดเต็มๆและผิดร้ายแรงก็ตาม แต่ตอนนี้เธออยู่ในร่างที่แก่กว่าเขาอย่างน้อยก็สิบปี ถึงจะไม่ได้ใส่ชุดพันเอกเต็มยศ แต่อีกฝ่ายก็ควรจะมีมารยาทบ้าง

 

            ที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ หญิงร่างท้วมแต่งหน้าหนาเตอะผู้ดูจะอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับอาจารย์ใหญ่จ้องเธอด้วยดวงตาอาฆาตแค้นอย่างเปิดเผย แขนทั้งสองโอบกอดเด็กชายผู้ถูกน้ำไทซัดน่วมที่กำลังสะอื้นฮักๆ อยู่กับอกของเธอ ใบหน้าของเขาบวมเป่ง ปากเกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดจากแผลแตกและฟันที่หักไปสามซี่ พอๆกับแก้มและดวงตาที่มีเลือดจากแผลแตกที่คิ้วและหน้าผากชุ่มโชกไปหมด แม้สวนหนึ่งจะถูกน้ำที่ยังเหลือจากการถูกอัดลงสระบัวล้างออกไปบ้างแล้วก็ตาม

 

            “สุมาเน่อ ว่าจะไดเน่อเจ้า”

            “ผมบอกให้นั่งลง”

            อาจารย์ใหญ่พูดเสียงกระด้างขึ้นกว่าเดิม หญิงสาวหน้าหวานผู้ยามนี้อยู่ในร่างหญิงเกือบชราเลิกคิ้ว แต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดีด้วยไม่อยากกวนส้นอีกฝ่ายไปมากกว่านี้ เธอรู้ดีว่ายามนี้เธอกำลังตกที่นั่งลำบาก ไม่ใช่แค่เธอ แต่เป็นเผ่าพันธุ์ตานีและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด.....

 

            “คุณคงจะรู้ดีอยู่แล้วว่าผมเรียกคุณมาทำไม” ชายวัยกลางคนขยับแว่นกรอบเหล็กอย่างพยายามจะข่มขวัญ แต่วิธีนี้คงใช้ไม่ได้ผลกับเสนาธิการทหารผ่านศึกอย่างสาย

            “ฮู้ และบ่ปฏิเสธ น้ำไทยะผิดแต๊ๆ” วิญญาณสาวตอบ เธอเจอน้ำไทแล้ว เด็กหญิงถูกกักบริเวณอยู่ในห้องว่างห้องหนึ่งใกล้ๆกับห้องอาจารย์ใหญ่ที่เธออยู่ตอนนี้ ใบหน้าและหมัดของตานีน้อยเต็มไปด้วยเลือด ทั้งของตัวเธอเองจากแผลแตกบนหน้าผากและของคู่กรณี เป็นหลักฐานอย่างดีที่มัดตัวเธอ น้ำว้าก็ถูกสั่งให้อยู่ที่นั่นด้วยแม้เธอจะไม่ได้ต่อยหรือทำอะไรเลยสักหมัดเดียวด้วยมัวแต่ตะลึงกับน้องสาวอยู่

            “งั้นก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องเล่าอีก” อาจารย์ใหญ่ตอบเสียงห้วน “ผมขอไล่เด็กหญิงน้ำไท ณ ตานนะคอน และเด็กหญิงน้ำวา ณ ตานนะคอน ออกจากการเป็นนักเรียน”

            “น้ำไทข้าเจ้าเข้าใจ แต่ยะหยังต้องไล่น้ำว้าออกด้วย” สายถามเสียงเย็น “น้ำว้าบ่ได้ยะอะหยังเด็กคนนี้เลยเน่อ”

            “พยานบอกว่าน้ำว้าก็ทำ”

            “ผู้ได๋เป็นพยาน” วิญญาณสาวย้อนถาม

            “นักเรียนคนอื่นๆ เกือบห้าสิบคน” ชายวัยกลางคนเน้นเสียงที่จำนวน “ทุกคนพูดตรงกันว่าตานีทั้งสองตนทำร้ายเด็กชายณัฐภัทร”

            “ก็ได้” พันเอกสาวตอบเรียบๆ “ไล่ออกก็ไล่ออก ข้าเจ้าจะพาน้ำว้าน้ำไทปิ๊กบ้านเดี๋ยวนี้แหละ ขอบคุณมากอาจารย์ใหญ่”

            “เดี๋ยว แล้วจะชดใช้ให้ลูกฉันยังไง !?” ผู้หญิงที่คงจะเป็นแม่ของต้นยกมือขึ้นชี้หน้าสายอย่างไม่เกรงกลัว “ลูกฉันบาดเจ็บทั้งคน อย่ามาสะบัดตูดหนีกันไปง่ายๆแบบนี้นะ !

            “คุณต้องการอะหยัง” สายหันกลับมาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา “ค่ารักษาพยาบาลก๋า ค่าทำขวัญก๋า ได้ เดี๋ยวข้าเจ้าจะโอนไปหื้อ ส่งรายละเอียดทางบัญชีมา.....”

            “ฉันไม่เอาหรอกเงินสกปรกของแกน่ะ !” หญิงร่างอ้วนแยกเขี้ยว “ฉันต้องการให้ไอ้เด็กตานีสองตนนั่นชดใช้ ! ฉันจะให้มันต้องเข้าคุก ให้มันได้รับโทษ ให้มันทำอะไรใครไม่ได้อีก !

            “ชดใช้ ?” คิ้วบางของวิญญาณสาวเลิกขึ้นสูงจนน่ากลัวว่ามันจะหายไปใต้เรือนผมสีดอกเลา “ถ้าบ่มีผู้ได๋ไปยะอะหยังเปิ้นก่อนจะเกินเรื่องก๋า น้ำว้าน้ำไทอยู่โรงเรียนนี้มาตั้งสองสามเดือนบ่หันจะเคยมีเรื่องอะหยังสักนิด คึดว่าผู้ได๋เป็นต้นเหตุกันแน่หา ?”

            “พวกแกนั่นแหละต้นเหตุ ไอ้พวกตัวประหลาด !” แม่ของเด็กชายสวนกลับ คำพูดถูกพ่นออกมาเหมือนภูเขาไฟกำลังพ่นเถ้าถ่านร้อนระอุ “ถ้าไม่มีพวกแกอยู่ที่นี่ ถ้าไม่มีพวกแกอยู่ในโลกนี้ เรื่องแบบนี้มันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้หรอก เห็นรึยังว่าใครกันล่ะที่เป็นต้นเหตุ !?

            “ถ้าจะอู้กะนบ่ฮู้เรื่องจะอี้ ข้าเจ้าก็ขอลา”

 

            สายหันหลังกลับ แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ออกจากห้อง วิญญาณสาวก็ต้องเซแซ่ดๆ เมื่อฝ่ามือของแม่เด็กชายฟาดเปรี้ยงเข้าใส่แก้ม หญิงร่างอ้วนเงื้อจะตบเปรี้ยงที่สอง แต่อดีตพันเอกสาวล็อกมือเธอเอาไว้ได้ทันท่วงที เธอพยายามฮึดฮัด แต่เมื่อแรงบีบที่มือเพิ่มมากขึ้นและถูกจ้องเขม็งจากดวงตาที่ส่องประกายสีแดงฉาน แม่ของเด็กชายก็ถอยกรูด ปล่อยให้คู่กรณีออกจากห้องไป เธอได้ยินเสียงวิญญาณสาวรำพึงเบาๆ ก่อนที่ประตูไม้ของห้องอาจารย์ใหญ่จะปิดลง

 

            “ในที่สุดก็กลายเป็นจะอี้จนได้ก๋า.....”

 

 

            “น้ำว้า น้ำไท สุมานักๆเน่อ อุ๊ยยะอะหยังบ่ได้เลย”

            คำตอบมีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นที่ดังขึ้นกว่าเดิมจากสองตานีน้อยที่เบาะหลัง สายถอนหายใจเฮือกใหญ่ เป็นครั้งที่เกือบๆร้อยของวันนี้

 

            กลุ่มคนกลุ่มใหญ่ยืนกันอยู่ริมถนน ป้ายประท้วงหลายสิบหรืออาจจะเป็นร้อย บ้างทำจากกระดาษ บ้างทำจากผ้า และบ้างก็เป็นไวนิลหรือพลาสติกคงทน แต่ทุกแผ่นล้วนแล้วแต่เขียนข้อความต่อต้านและด่าทอตานี หญิงสาวหน้าหวานหวนนึกถึงนัดหมายในเพจต่อต้านตานีเมื่อคืนนี้ มันบอกเอาไว้ว่าหกโมงเย็น แต่นี่ยังไม่ถึงสามโมงดีก็มีคนมาเยอะขนาดนี้แล้ว

 

            วิญญาณสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง คำถามเดียวกับที่เหล่าลูกศิษย์ของเธอเคยถามผุดขึ้นมาในใจพร้อมๆกับความอันอั้นระคนน้อยใจ พวกเธอไปทำอะไรให้มนุษย์เจ็บแค้นหรือ ถึงต้องทำกันขนาดนี้..... สุดท้ายมันก็ต้องกลายเป็นแบบนี้หรือนี่ สุดท้ายก็ต้องเป็นไปอย่างที่ประจิมอยากให้เป็น สุดท้ายพวกเธอก็ต้องมาเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์......

 

            สุดท้าย พวกเธอก็คงต้องมาห้ำหั่นกับมนุษย์อีกครั้ง

 

            แต่คราวนี้มันเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ตรงที่มนุษย์ก็ต้องมาห้ำหั่นกันเอง

 

            เพียงเพราะความเกลียดชังโง่ๆ จากเสียงซุบซิบที่ไม่มีใครรู้และไม่มีใครสนใจจะพิสูจน์ว่าจริงหรือเปล่าเท่านั้น.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น