ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 78 : เสียงซุบซิบที่ดังขึ้นจนทนไม่ไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

          กระทู้ – ผมว่าคดีฆ่าผู้ผลิตสารคดี ต้องเป็นฝีมือตานีแน่ๆ

          โดย วิกิเมียเตี่ย

          พยานหลักฐานก็เริ่มออกมาชัดแล้วนะครับ ถึงจะไม่ได้ระบุตัวว่าเป็นตานี แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่มนุษย์แน่นอน และวิญญาณก็ไม่น่าจะผลิตกระสุนได้เองด้วยจริงมั้ยครับ แล้วก็ไม่น่ามีเผ่าพันธุ์ไหนแล้วที่จะสามารถผลิตกระสุนหรือใช้อาวุธสงครามความรุนแรงสูงแบบนั้นได้ด้วย แล้วยังแรงจูงใจเรื่องสารคดีตานีอีก ผมว่างานนี้ต้องเป็นฝีมือตานีล้านเปอร์เซ็นต์ครับ

 

          #3 นุกกี้นุกมิสไซล์ สมาชิกระดับ 2 ดาว

            พวกเลว !

            เห็นด้วย รำวงด๊าวด่าว, บูลด๊อกขี้แย, ^o^อุโฮะ^o^ และอีก 96 คน

 

          #45 ผมเขียวตาเขียว สมาชิกระดับ 1 ดาว

            ไม่มีทางค่ะ ! พวกท่านตานีจะทำอย่างนั้นทำไม พวกท่านปกป้องเมืองนี้มาตลอดหลายร้อยปีนะคะ ! ใครกล่าวหาท่านลอยๆแบบนี้ ระวังเถอะค่ะ !

            เห็นด้วย ห่านจิกเจ็บจัง, ฮาคุเหร่อี้, กิ๊บกิ้ว และอีก 8 คน

 

          #47 คอมบัสชั่น ! สมาชิกระดับ 2 ดาว

            คุณ #45 ใครว่ากล่าวหาลอยๆ เจ้าของกระทู้ก็บอกมาแล้วไม่ใช่เหรอว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ถ้าคิดว่าไม่ใช่ฝีมือตานี ก็ลองบอกมาสิว่าจะเป็นใครทำไปได้อีก

            เห็นด้วย ปลานึ่งมะนาวจิ้มแจ่ว, ผ้าเช็ดตัว, วิกิเมียเตี่ย และอีก 107 คน

 

          #78 ซาซานามิ สมาชิกระดับ 4 ดาว

            ถ้าเป็นฝีมือของตานีจริง เราคงต้องเรียกร้องให้รัฐบาลทำอะไรสักอย่างกับพวกปีศาจอันตรายนี่บ้างแล้วล่ะค่ะ เราจะไม่ยอมอยู่อย่างหวาดกลัวแบบนี้อีกต่อไป !

            เห็นด้วย ทาคาคาซึอาเบะยังร้อง, วิกิเมียเตี่ย, บูรณาการ และอีก 167 คน

 

          #89 วิกิเมียเตี่ย สมาชิกระดับ 5 ดาว เจ้าของกระทู้

            ใช่ครับ ตั้งแต่เรื่องตานีเด็กถืออาวุธสงครามนั่นก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังมายิงผู้บริสุทธิ์อีก พวกมันคงคิดจะกำจัดมนุษย์หรือไม่ก็ครอบงำมนุษย์แน่ๆ

            เห็นด้วย กรอบเกลียวเคี้ยวโปริ่ง, ซาซานามิ, มินนะโนะฮิมิตสึโกะ และอีก 114 คน

 

          #107 หนูนางฟ้า ฆ่าหญ้าด้วยมือเปล่า สมาชิกระดับ 3 ดาว

            ถึงจะมีแนวโน้มสูงก็จริง แต่หลักฐานยังไม่ครบ สรุปแบบนี้มันจะไม่เป็นการใส่ร้ายตานีเกินไปหน่อยรึไง อีกอย่าง ตานีปกป้องเมืองนี้อยู่ในเงามืด ไม่แสดงตัวตนให้มนุษย์เห็นมาเป็นร้อยๆปี เพิ่งจะมาปรากฎตัวให้มนุษย์เห็นก็หลังจากที่ผีร้ายบุกยึดสวนกล้วยได้เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง ถ้าอยากจะกำจัดมนุษย์หรือครอบงำมนุษย์ ทำไมถึงไม่ทำซะตั้งแต่ตอนที่มนุษย์มองไม่เห็นล่ะ สะดวกกว่ากันเยอะเลย

            เห็นด้วย ผ้าซิ่นตีนจก, จอมนางแห่งเชียงหลวง, -!!-นุ่งซิ่นแต่ผมทวินเทล-!!- และอีก 17 คน

 

          #115 วิกิเมียเตี่ย สมาชิกระดับ 5 ดาว เจ้าของกระทู้

            #107 ผมจะไปรู้ได้ยังไง ผมไม่ใช่ปีศาจร้ายพวกนั้นนี่ แล้วดูคุณจะรู้เรื่องตานีดีจังนะ เห็นตอบหลายกระทู้แล้ว เป็นตานีสวมรอยมากลบเกลื่อนให้ตัวเองรึเปล่าเหอะ

            เห็นด้วย ปุ้งกี๋, -x-x-ฮุฮิฮุฮิ-x-x-, ซาซานามิ และอีก 114 คน

 

          #120 รูปxล่o wose ****ใxญ่ ไข่แดง แxล่งเสื่oมโทsสมาชิกระดับ 5 ดาว สมาชิกดีเด่น

            #115 ใช่ คนกดเห็นด้วยก็มีแต่คนเดิมๆ อย่างนุ่งซิ่นผมทวินเทล ผ้าซิ่นตีนจก จอมนางแห่งเชียงหลวง แล้วก็อีกไม่กี่คน มีใครแกะรอยคนโพสได้บ้าง ลองดู IP Address ก็ได้ วันนี้แหละจะได้ลากไส้ตานีกันล่ะ

            เห็นด้วย บูรณาการ, วิกิเมียเตี่ย, หมูน้อยมุ้งมิ้ง และอีก 92 คน

 

 

            “เฮ้ย มันมาแล้ว ไปเหอะ”

            “รอข้าด้วย !

            “เมย์ทำอะไรอยู่น่ะ เดี๋ยวมันก็ฆ่าเอาหรอก !

            “อย่าพูดเสียงดังซิ่ พวกนั้นหูดีกว่ามนุษย์นะ !

            หากมีใครกำลังสังเกตโรงอาหารคณะวิศวะอยู่ในยามเช้าของวันนี้คงนึกว่ากล้วย กล้ายและจ้าดกำลังเป็นโรคติดต่อร้ายแรงถึงตายอยู่เป็นแน่ เพราะทันทีที่ทั้งสามปรากฏตัวขึ้นที่ประตูฝั่งลานเฟือง เหล่านักศึกษาและอาจารย์ทั้งชายทั้งหญิงที่นั่งกันอยู่ก็แตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเหมือนมดถูกเหยียบรังทั้งที่ยังกินอาหารค้างอยู่ บ้างเดิน บ้างวิ่ง บ้างถูกเพื่อนลาก และบ้างก็ถูกเพื่อนลากไปอย่างกะทันหันจนเซล้มกันทั้งคนลากและคนถูกลาก และแม้ทุกคนจะพูดกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ แต่มันก็ดังพอที่สองตานีสาวจะได้ยิน เสียงซุบซิบเดียวกับที่พวกเธอได้ยินมาตลอดช่วงหลายวันมานี้.....

 

            สองสัปดาห์แล้วหลังจากผู้สร้างสารคดีตานีถูกยิงตาย แม้จะยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดจากหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานและสอบสวน แต่หลักฐานทุกอย่างต่างก็ชี้ตรงมายังตานี ทั้งหัวกระสุนและปลอกกระสุนที่ไม่มีอยู่ในสารบบอาวุธของมนุษย์ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถ่ายติดเด็กสาวผมสีดำประกายเขียวในชุดคล้ายทหารคนหนึ่งกำลังย่องขึ้นบันไดหนีไฟของโรงแรม และภาพจากสิ่งที่ตำรวจอ้างว่าเป็น “โปรแกรมสแกนวิญญาณ” ที่มีผู้หวังดีนำมาให้ซึ่งแสดงผลชัดเจนว่ามีตานีอยู่ใกล้ๆและอยู่ในบริเวณโรงแรมในคืนวันเกิดเหตุ เมื่อรวมกับความคิดเห็นที่ชี้นำกันสุดๆของตำรวจและหน่วยงานราชการ บวกกับข่าวลือที่แพร่สะพัดในเน็ตอยู่แล้ว แทบทุกคนก็พร้อมจะเชื่อกันอย่างสนิทใจว่าตานีอยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญนี้ ราชินีตานียังนึกประหลาดใจอยู่ด้วยซ้ำว่าหลักฐานแน่นหนาขนาดนี้ทำไมถึงยังไม่มีตำรวจมารวบตัวพวกเธอไปสอบสวนสักที หรือว่าตำรวจก็กลัวพวกเธอด้วยเหมือนกันหนอ

 

            อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนในโรงอาหารที่หนีพวกเธอ นักศึกษาและอาจารย์บางคนยังคงนั่งอยู่กับที่ บางคนดูจะส่งสายตาเห็นอกเห็นใจมาให้ด้วย แต่ตานีสาวหน้าจืดก็คิดว่าเธอคงคิดไปเอง ใครจะมาเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรโหดอย่างพวกเธอกันเล่า.....

 

            “เมื่อคืนนี้ฉันนอนหลับฝัน มันช่างประหลาดล้ำ....”

            เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวของกล้วยดังขึ้น เธอล้วงออกมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นแก้วก็กดรับ

 

            “อื้ม ว่าจะไดแก้ว”

            “กล้วย ตอนนี้กล้วยอยู่ไหนแล้ว มาถึงมหาลัยรึยัง” เสียงจากปลายสายสูงและมีแววเคร่งเครียดเจืออยู่

            “ถึงแล้ว อยู่โรงอาหาร มีอะหยังก๋า”

            อีกฝ่ายยังไม่ตอบ “กล้ายอยู่ด้วยรึเปล่า”

            “อยู่”

            “เมื่อกี้เราเจออาจารย์อดิศักดิ์ เขาบอกให้กล้วยไปหา” สาวแว่นทวินเทลหมายถึงอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาภาคอากาศยาน “อาจารย์อลงกรณ์ที่ปรึกษากล้ายก็บอกให้กล้ายไปหาเหมือนกัน”

            คิ้วบางของตานีสาวขมวดเข้าหากัน “เรื่องอะหยัง”

            “เห็นว่าเป็นเรื่องคะแนนสอบ” อีกฝ่ายตอบ “ให้เราไปด้วยมั้ย”

            “บ่เป็นอะหยัง เดี๋ยวหมู่เฮาไปกันเอง” เด็กสาวหน้าจืดตอบไปแบบนั้นแม้ในใจจะเริ่มกังวล “อาจารย์หื้อไปหาตอนนี้เลยแม่นก่อ”

            “ตอนนี้เลยๆ”

            “ได้ ขอบคุณมากเน่อแก้ว”

 

            “อาจารย์เรียกคุยเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามขึ้นเมื่อเพื่อนสาวกดวางโทรศัพท์แล้ว

            “ฮื่อ” กล้วยพยักหน้า ยัดโทรศัพท์เก็บเข้ากระเป๋าเสื้อก่อนจะพูดต่อ “แก้วบอกว่าเปิ้นอยากอู้เรื่องคะแนนสอบ”

            “อย่าบอกเน่อว่าคะแนนสอบข้าแย่จนต้องไทร์.....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตัวสั่นขึ้นมาทันที แม้คะแนนวิชาการเขียนโปรแกรมพื้นฐานของเธอจะสูงปรี๊ด แต่วิชาอื่นโดยเฉพาะแคลคูลัสที่ตกมีนรูดมหาราชไปเกือบเอสดีนั้นน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

            “บ่น่าแม่นหรอกน่า” เด็กสาวหน้าจืดอดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวสุดขีดของเพื่อนสาว นี่แปลว่าเธอกลัวโดนไทร์ยิ่งกว่ากลัวผีร้ายดุๆอย่างปอบไห้เสียอีก “เทอมแรกบ่มีไทร์อยู่แล้ว อีกอย่าง ถึงบางวิชากล้ายจะคะแนนบ่ดี แต่มีตนที่คะแนนแย่กว่ากล้ายตั้งหลายตนเน่อ”

            “อย่างมากก็แค่ถอน” จ้าดแสยะยิ้ม

            “เงียบไปเลยบ่าจ้าดง่าว !” ผู้ถูกแหย่ขู่ฟ่อ

            “จะอั้นไปกันเหอะ เดี๋ยวอาจารย์จะรอ” กล้วยหันหลังกลับ

            “เดี๋ยวกล้วย ให้เราไปด้วยมั้ย” เด็กหนุ่มหน้าดุถาม

            ตานีสาวหน้าจืดนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้ แต๊ๆ ข้าเจ้าอยากหื้อนายไปกับกล้ายมากกว่า เดี๋ยวโวยวายใสอาจารย์ขึ้นมาจะเรื่องใหญ่ ยิ่งมีข่าวจะอี้อยู่ด้วย”

            “อู้จะอี้หมายความว่าจะไดน่ะกล้วย.....!?

 

            ตึกภาคยานยนต์และอากาศยานอันเป็นที่ตั้งห้องทำงานของอดิศักดิ์และอลงกรณ์ยังคงวังเวงเหมือนเคย มันเป็นตึกที่นับได้ว่าวังเวงที่สุดในคณะวิศวกรมศาสตร์และอาจจะของทั้งมหาวิทยาลัย ด้วยมันสร้างมานานเกือบสี่สิบปีแล้ว ตัวตึกเองก็ค่อนข้างปิดทึบ ด้วยมีห้องปฏิบัติการซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ราคาแพงซึ่งต้องการการดูแลและปกป้องจากสภาพอากาศภายนอกอย่างแน่นหนา เมื่อบวกกับต้นสนและต้นไม้ใหญ่อื่นๆที่ขึ้นกันรกครึ้มไปถึงชั้นสามชั้นสี่ก็ทำให้มันดูราวกับจะมีผีโผล่ออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่นักศึกษาส่วนใหญ่กลัวที่สุดไม่ใช่ผี หากเป็นบอร์ดคะแนนที่ตั้งอยู่ด้านหน้าเสียมากกว่า คะแนนออกเมื่อไรได้ขนหัวลุกยิ่งกว่าเจอผีเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อวิชาของภาคยานยนต์และอากาศยานยิ่งหินๆกันทุกวิชาด้วยแล้ว

 

            “ไว้เจอกันเน่อกล้าย”

            เด็กสาวหน้าจืดและเด็กหนุ่มหน้าดุลาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมที่ชั้นสามซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องคณาจารย์ภาคยานยนต์ กล้ายมองตามเพื่อนทั้งสองตาละห้อยขณะประตูลิฟต์ค่อยๆเลื่อนปิด ก่อนที่ลิฟต์จะเลื่อนขึ้นไปยังชั้นหกอันเป็นห้องทำงานของอาจารย์ภาคอากาศยาน

 

            “อื้อหือ ยังรกเหมือนเคยแฮะ”

            หลานชายหมอผีใหญ่ทำจมูกฟุดฟิดเมื่อเปิดประตูเข้าไปยังแล็บอุโมงค์ลม*ซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานของอดิศักดิ์ อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาและกล้วย อุโมงค์ลมตัวใหญ่ยาวเกือบสิบเมตรทอดตัวยาวเป็นเงาทะมึนอยู่กลางห้องที่ระเกะระกะไปด้วยสายไฟ โมเดลทดสอบอุโมงค์ลม คู่มือ เครื่องมือช่าง หนังสือเรียน คอมพิวเตอร์ และวัตถุไม่ทราบที่มาอื่นๆอีกมากมาย รุ่นพี่ปีสามปีสี่และปริญญาโทคงโหมทำแล็บโต้รุ่งกันอีกแล้ว

 

            “สุมาเน่อเจ้า”

            กล้วยเคาะประตูห้องทำงานอาจารย์ของเธอสองสามก๊อก ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน อดิศักดิ์นั่งรออยู่ที่โต๊ะแล้ว รองศาสตราจารย์วัยกลางคนผู้นี้ดูแก่กว่าวัยเล็กน้อยด้วยผมที่เริ่มเป็นสีดอกเลาและริ้วรอยแห่งความเครียดบนใบหน้าที่ฉายแววฉลาดเฉลียวสมกับวุฒิปริญญาเอก แต่สองสหายร่วมรบรู้ว่าความแก่ภายนอกนั้นเป็นแค่ภาพลวงตา ด้วยทั้งคำพูดคำจาและกิริยาของอาจารย์ผู้นี้วัยรุ่นมากกว่าอาจารย์ท่านอื่นๆหลายเท่านัก ดูจากเสื้อเชิ้ตที่พับแขนครึ่งอยู่ตลอดเวลาก็พอจะรู้แล้ว

 

            “อาจารย์ สวัสดีเจ้า” “สวัสดีครับ”

            “เอ้า เชิญๆ นั่งก่อนสิ” อาจารย์วัยกลางคนผายมือไปยังเก้าอี้สองตัวที่วางอยู่หน้าโต๊ะของเขา ก่อนจะหันไปถามจ้าด “อ้าว แล้วคุณจัตุรัสมาทำไมเนี่ย มาช่วยเพื่อนเหรอ”

            “เอ่อ ครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอ้อมแอ้ม

            “จริงๆไม่ต้องมาก็ได้นา” อดิศักดิ์พูดกลั้วหัวเราะ “ผมไม่ได้จะโขกจะสับอะไรเพื่อนคุณสักหน่อย ไอ้กระแสข่าวอะไรนั่นผมก็ไม่ค่อยเชื่อด้วย”

            “ยะหยังอาจารย์ถึงบ่เชื่อล่ะเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดอดถามไม่ได้

            “ผมเองก็ไม่ใช่ตานี ผมก็ไม่รู้นะว่าพวกคุณคิดยังไงกัน” รองศาสตราจารย์ผมดอกเลาตอบ “แต่ผมคิดแบบนี้นะ สาเหตุที่เขาสันนิษฐานกันคือตานีโกรธที่ผู้ผลิตรายการนั่นเปิดเผยตัวตนแล้วก็ความลับของตานีถูกมั้ย ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าเป็นผม ผมคงไม่ก่อเรื่องให้ทั้งตำรวจทั้งคนทั่วไปขุดคุ้ยตัวตนแล้วก็ข้อมูลของผมขึ้นมายิ่งกว่าเดิมหรอก อีกอย่าง ยิงผู้จัดรายการนั่นตายไปก็ไม่ได้แปลว่ารายการจะหยุดออกอากาศสักหน่อยจริงมั้ย เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะยิงผู้ผลิตรายการคนนั้นเลย ผมก็เลยไม่เชื่อ”

            “ถ้าทุกตนคึดแบบอาจารย์ก็ดีสิเจ้า” ตานีสาวตอบเสียงหนัก

            “ผมก็ว่างั้น ยังไงถ้ามีปัญหาอะไรก็ปรึกษาผมได้นะ ถ้าช่วยได้จะพยายามช่วย” อดิศักดิ์สรุปก่อนจะกลับเข้าเรื่อง “เอาล่ะ มาพูดเรื่องที่ผมต้องเรียกคุณมาวันนี้ดีกว่า พวกคุณมีเรียนคาบเช้าด้วยไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวจะไม่ทัน”

            “เจ้า” กล้วยพยักหน้า “เรื่องอะหยังกาเจ้า”

            “คืองี้ มีคนร้องเรียนไปที่คณะขึ้นไปที่สภามหาวิทยาลัย ขอให้ไม่ตัดคะแนนของคุณร่วมกับคนอื่นๆ แต่ไปตัดตามเกณฑ์แทน** เขาให้เหตุผลว่าคุณกับเพื่อนคุณเป็นตานี เอามาตัดเกรดกับมนุษย์มันจะไม่ยุติธรรม”

 

            กล้วยเม้มปาก เธอพอจะเข้าใจเหตุผลของผู้ร้องเรียนอยู่บ้าง โดยเฉลี่ยตานีไอคิวสูงกว่ามนุษย์เกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับที่เธอเป็นนักเรียนดีเด่นอันดับต้นๆมาตั้งแต่ประถม หากให้ตัดเกรดร่วมกับมนุษย์มีนคงสูงขึ้นไปอีกไม่น้อย สวนทางกับเกรดที่คงจะต่ำลงไม่น้อยเช่นเดียวกัน

 

            “อาจารย์ แต่ถ้าตัดตามเกณฑ์ ณัฐณิชเขาก็เหนื่อยแย่สิครับ” จ้าดท้วงเสียงสูง “เอตั้งแปดสิบ บีตั้งเจ็ดสิบ แต่ถ้าตัดอิงกลุ่มผมว่าบางวิชาเอแค่ราวๆหกสิบกว่าเองนะครับอาจารย์”

            “เรื่องนั้นบ่เป็นอะหยังหรอก ข้าเจ้าบ่ได้สนใจเรื่องเกรดอยู่แล้ว ได้มาก็เอาไปยะอะหยังบ่ได้อยู่ดี” เด็กสาวหน้าจืดบอกเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะหันกลับมาหาอาจารย์ของเธอ “จะยะจะอั้นข้าเจ้าก็บ่มีปัญหาหรอกเจ้า แต่เพื่อนข้าเจ้าบ่ได้ได้คะแนนสูงอย่างข้าเจ้า ข้าเจ้าย่นเปิ้นจะเอฟเอา”

            “เรื่องนั้นผมก็คุยกับอาจารย์อลงกรณ์แล้ว และพวกผมก็พยายามค้านไปที่สภามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ทางนั้นไม่ยอมฟังเลย” อดิศักดิ์ตอบเสียงหนัก “พวกผมเลยลองคุยกับอาจารย์ของแต่ละวิชาดู บางวิชาก็บอกว่าจะตัดกับคะแนนแบบอิงกลุ่มโดยไม่เอาคะแนนของคุณไปหารด้วย บางวิชาก็บอกว่าจะใช้คะแนนอิงกลุ่มแล้วคูณยี่สิบเปอร์เซ็นต์เอาตามค่าเฉลี่ยไอคิวที่สารคดีนั่นบอก แต่บางวิชาก็ยืนยันจะตัดอิงเกณฑ์”

            “มีวิชาได๋บ้างเจ้าที่ตัดอิงเกณฑ์”

            “ก็มีแคลคูลัส” วิชาแรกมาก็ทำราชินีตานีหนาวเยือก สงสัยเธอคงต้องเปิดคอร์สติวเข้มข้นให้เพื่อนสาวตั้งแต่วันนี้เสียแล้ว “แล้วก็เคมี ส่วนที่จะเรียนเทอมต่อๆไปก็มีวัสดุศาสตร์ กลศาสตร์เบื้องต้น อากาศพลศาสตร์สอง โครงสร้างอากาศยานสอง แล้วก็สมดุลพลศาสตร์และการควบคุมอากาศยาน”

            “ยากๆทั้งนั้นเลย” หลานชายหมอผีใหญ่เบ้หน้า จากปากคำของรุ่นพี่ที่ได้คุยกันตอนทริปภาค วิชาที่อาจารย์วัยกลางคนกล่าวมาล้วนแล้วแต่มีคนถอนกันเกินสิบหรือบางครั้งก็ครึ่งภาคทั้งนั้น

            “ก็ลำบากหน่อยแหละ ยังไงถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกผม ผมจะพยายามเจรจาให้ เพื่อนคุณก็บอกอาจารย์อลงกรณ์ได้ เขาก็อยากช่วยเหมือนกัน”

            “เจ้า ขอบพระคุณมากเจ้าที่ช่วยหมู่เฮา”

            “ไม่เป็นไร เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” อดิศักดิ์โบกมือปฏิเสธก่อนจะถาม “มีคำถามหรืออะไรมั้ย”

            “บ่มีเจ้า”

            “ไม่มีครับ”

            “งั้นก็รีบไปเถอะ นี่ก็แปดโมงสี่สิบห้าแล้วเดี๋ยวไม่ทัน”

            “สวัสดีเจ้า” “สวัสดีครับ”

 

            ตานีสาวและหลานชายหมอผีใหญ่ลุกขึ้นคำนับลาอาจารย์ที่ปรึกษา ก่อนจะเดินผ่านแล็บที่เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางไปลงลิฟต์ ที่ชั้นล่าง กล้ายยืนหน้ามุ่ยรออยู่แล้ว

 

            “เป็นจะไดบ้างกล้าย” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยถามทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนสาว แม้จะพอรู้ว่าสานการณ์ของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคงไม่ต่างจากพวกเธอนัก

            “เปิ้นว่าบางวิชาจะแยกข้าไปตัดตามเกณฑ์” ตานีสาวผมหางม้าตอบอู้อี้ก่อนจะถามกลับ “กล้วยล่ะ”

            “เหมือนกัน” ราชินีตานีถอนหายใจเฮือก “ย่างไปคุยไปเถอะ แปดโมงห้าสิบแล้วเดี๋ยวจะเข้าสาย วันนี้เรียนเคมีด้วย อาจารย์เปิ้นยิ่งบ่ค่อยถูกโฉลกกับหมู่เฮาอยู่”

            “อื้ม”

 

            แต่เดินลุยหิมะไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กล้ายโพล่งออกมาด้วยเสียงอันดังจนก้องสะท้อนตึกที่รายล้อมอยู่

 

            “ยะจะอี้หมายความว่าจะไดกัน คะแนนข้าก็บ่ได้สูง แล้วแต่ละวิชาที่ตัดตามเกณฑ์ก็ยากๆทั้งนั้น แล้วข้าจะผ่านได้จะได อยากฮู้แต๊ๆว่าผู้ได๋เป็นตนไปร้องเรียน ข้าจะซัดซะหื้อเข็ด ! ยิ่งถ้าเป็นบ่าง่าวฟางหรืออรด้วยล่ะก็งานนี้ได้หันดีกันแน่ !

            “กล้าย เบาๆหน่อย” เด็กหนุ่มหน้าดุรีบปรามเพื่อนสาว ด้วยเสียงของเธอดังจนทุกคนที่นั่งอยู่บนลานกว้างชั้นล่างของตึกสี่หันมามองกันเป็นตาเดียว

            “บ่เบา !” ตานีสาวผมหางม้าตอกกลับเสียงแหลมสูงจนแทบจะเป็นกรีดร้อง “ข้าเหลืออดแล้ว ตอนแรกก็มาห้อมล้อมมาชื่นชมหมู่เฮา แต่พอหันหมู่เฮาเก่งกว่าก็มาหักหลังกันจะอี้ เป็นจ้าดจ้าดทนได้ก๋า !?

            “ใจเย็นๆก่อนกล้าย” กล้วยร่วมด้วยช่วยปรามเพื่อนสาวอีกแรง หัวหน้าหน่วยจู่โจมอ้าปากจะเถียงกลับ แต่เธอก็ยั้งตัวเองไว้ได้ทันเมื่อเห็นสายตาดุๆของอีกฝ่าย ราชินีตานีเห็นคู่สนทนาเงียบลงก็พูดต่อ “ลองคึดดูสิ เอาหมู่เฮาไปตัดคะแนนกับมนุษย์ ก็เหมือนเอาหมิงมาตัดคะแนนกับหมู่เฮานั่นแหละ ตัดอิงกลุ่มไปหมิงก็ตายแน่นอนแม่นก่อล่ะ”

            “มันก็.... แม่นอยู่หรอกเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบอ้อมแอ้ม “แต่.... แต่ข้าย่านโดนไทร์ โดนไทร์แล้วจะบ่ได้เรียนเรื่องรถ.... บ่ได้เรียนกับกล้วยอีก.....”

            “ยังไงปีสองภาคยานยนต์กับภาคอากาศยานก็ต้องแยกกันอยู่ดี....”

            “เงียบๆเหอะย่ะบ่าจ้าดง่าว !

            “อ้าว....”

            “บ่ต้องย่านหรอกน่ากล้าย” เด็กสาวหน้าจืดอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวผู้เกลียดการเรียนเข้ากระดูกมาตั้งแต่จำความได้ ยามนี้กลับกลัวการไม่ได้เรียน “คะแนนกล้ายก็บ่ได้ต่ำจะอั้นสักหน่อย มีตกมีนคาบมีนบ้างก็ปกติ จะไดถ้าวิชาได๋ยะบ่ได้หรือยากมากก็มาบอกข้าเจ้าก็ได้ ข้าเจ้าจะติวหื้อสุดฝีมือเลย”

            “....จะอั้นก็บ่เป็นอะหยังหรอก ข้าย่านกล้วยติวมากกว่าไทร์เยอะ”

 

            ใต้ถุนตึกสองวันนี้ไม่มีฝูงชนมาคอยเฝ้าดูสองตานีสาวอีกแล้ว อันที่จริงก็หายไปหมดตั้งแต่ผู้จัดรายการถูกยิงตายนั่นแหละ เหลือเพียงเพื่อนๆ ที่เอ่ยทักพวกเธอเหมือนเคย แต่เด็กสาวผมหางม้ากลับทักตอบได้ไม่สนิทใจเหมือนเมื่อวาน ด้วยรู้ดีว่าคนใดคนหนึ่งที่ทักพวกเธออาจจะเป็นคนร้องเรียนเรื่องคะแนนสอบก็ได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร เธอก็รู้สึกว่าไม่อาจเชื่อใจใครได้อีกแล้ว.....

 

 

            “น้ำว้า น้ำว้า !

            ตานีน้อยผมสั้นผู้กำลังออกกำลังกายหลังข้าวเที่ยงด้วยการดึงข้ออยู่ที่บาร์ข้างสนามฟุตบอลโรงเรียนปล่อยมือร่วงตุ้บลงมายืนบนพื้นอย่างสวยงามเมื่อเสียงเรียกคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง น้องสาวฝาแฝดของเธอนั่นเอง ใบหน้าที่เหมือนกับเธอราวกับโขกมาจากพิมพ์เดียวกันฉายแววว้าวุ่นระคนวิตก

 

            “อะหยังก๋าน้ำไท”

            “หนังสือเรียนที่ข้าเจ้าเอาไว้ในช่องใต้โต๊ะหายไปหมดเลย น้ำว้าช่วยหาหน่อยได้ก่อ”

 

            คิ้วบางของน้ำว้าขมวดเข้าหากัน การกลั่นแกล้งแบบนี้อีกแล้ว แม้พวกเธอจะถูกโดดเดี่ยวและถูกแกล้งจากเพื่อนหลายๆคนมาตั้งแต่ถูกเปิดเผยความลับเรื่องตานี แต่หลังจากที่ผู้ผลิตสารคดีถูกยิงตาย การโดดเดี่ยวก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ไม่มีใครยอมพูด มอง หรืออยู่ใกล้พวกเธอมากกว่าห้าเมตรเลย แม้แต่ในห้องเรียน สองตานีน้อยก็ถูกดันให้ไปนั่งอยู่หลังสุด ห่างไกลจากเพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงเกือบสามเมตร ทุกคนทำท่าราวกับพวกเธอเป็นตัวประหลาดที่แค่มองก็อาจถึงตายได้ทันที อาจไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนักสำหรับหมาป่าเดียวดายอย่างน้ำว้าผู้ไม่ได้อยากจะมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับใครอยู่แล้ว แต่มันมากเกินกว่าที่หัวใจอันบอบบางของน้ำไทจะรับได้มากนัก เด็กหญิงผมสั้นรู้ว่าน้องสาวยังคงแอบร้องไห้ทุกวัน แม้เธอจะพยายามไปร้องในห้องเก็บของเพื่อไม่ให้เหล่ารุ่นพี่ทั้งหลายกังวล แต่เธอก็ไม่อาจซ่อนดวงตากลมที่แดงก่ำและบวมเป่งได้....

 

            ไม่ใช่การโดดเดี่ยวเพียงอย่างเดียวที่รุนแรงขึ้น การแกล้งเล็กๆน้อยๆ ก็เปลี่ยนเป็นการทำร้ายจิตใจที่รุนแรงขึ้นเช่นเดียวกัน แม้ตอนแรกการแกล้งจะลดลงอย่างฉับพลันหลังจากข่าวฆาตกรรม แต่เมื่อเห็นว่าน้ำไทได้แต่ร้องไห้และวิ่งไปบอกอาจารย์ซึ่งก็ไม่ได้สนใจจะช่วยอะไรเธอมากนัก แถมยังไม่มีใครถูกตามไปยิงถึงบ้านเลยสักคน เพื่อนร่วมห้องของเธอก็เริ่มได้ใจและเล่นหนักมือมากขึ้น จากแอบเขียนด่าลงบนโต๊ะก็กลายเป็นคำด่าตัวเท่าหม้อแกงบนกระดานดำและใบปลิวแปะทั่วโรงเรียน จากแกล้งใส่ความเล็กๆน้อยๆ อย่างทำของพังหรือขโมยของเพื่อนก็กลายเป็นใส่ความว่าลอกข้อสอบและแอบใช้วิชาล่องหนเข้าไปดูข้อสอบในห้องพักครู เมื่อผนวกกับคะแนนสอบอันดีเยี่ยมผิดเพื่อนฝูงของน้ำไทแล้วทุกคนก็พร้อมจะเชื่อกันหมด และจากขโมยของเล็กๆน้อยๆ ก็ยิ่งเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ เหมือนวันนี้ แม้แทบทุกครั้งจะได้คืน แต่มันก็สร้างทั้งความรำคาญใจให้น้ำว้าและความเสียใจให้น้ำไทไม่น้อย

 

            “น้ำไทใช้หนังสือครั้งสุดท้ายเมื่อได๋” น้ำว้าถามอย่างใจเย็น แต่แววโทสะเริ่มเจือเข้ามาในน้ำเสียงของเธอแล้ว ไม่เธอก็น้องสาวต้องโดนแกล้งแบบนี้ทุกวันสิน่า....

            “ก่อนกินข้าวเที่ยงก็ยังหันดีๆอยู่เลย ปิ๊กห้องมาก็หายไปแล้ว” เด็กหญิงผมเปียเริ่มสะอึกสะอื้น “ยะจะไดดีน้ำว้า คาบต่อไปอาจารย์ยิ่งบ่ชอบตานีอยู่ด้วย ข้าเจ้าต้องโดนว่าแรงๆอีกแน่เลย.....”

            “อย่าร้องไห้น่า เข้มแข็งหน่อยสิน้ำไท” ตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะใกล้จับไหล่น้องสาว “เปิ้นคงบ่ได้เอาไปที่ได๋ไกลหรอก ครั้งก่อนๆหมู่เฮาก็ได้คืนทุกครั้ง เปิ้นคงซ่อนเอาไว้แถวๆนั้นแหละ ไป ไปหากันเถอะ”

            “อื้ม”

 

            น้ำว้าเดินนำน้องสาวที่ยังคงปาดน้ำตาป้อยๆ ลุยหิมะซึ่งบัดนี้กองสูงถึงข้อเท้ากลับมายังตึกเรียน นักเรียนทุกคนต่างหลีกห่างจากเธอกันหมด คนที่ขึ้นบันไดก็รีบกระโจนขึ้นจนกระโปรงสีเขียวเข้มเปิดกันพรึ่บพรั่บ แต่ตานีน้อยผมสั้นไม่สนใจ ใครอยากหลบก็หลบไป ดีซะอีก เธอจะได้ขึ้นตึกไปหาหนังสือให้น้องสาวได้เร็วขึ้น

 

            “เอ้า มาไล่หากันทีละโต๊ะเลย”

            ห้องเรียนของน้ำไทยังคงว่างเปล่า จะเพราะยังไม่มีใครกลับมาจากกินข้าวหรือทุกคนเห็นพวกเธอมาก็เผ่นออกไปกันหมดก็ไม่อาจรู้ได้ น้ำว้าภาวนาให้เป็นอย่างหลัง หากเป็นอย่างแรกแล้วมีใครกลับมาตอนที่พวกเธอกำลังหาพอดีคงใม่แคล้วโดนหาว่าขโมยของคนอื่นอีก

 

            “น้ำไทหาหลังห้องเน่อ ข้าเจ้าหาหน้าห้องเอง”

            “อื้ม”

            ตานีน้อยผมสั้นคุกเข่าลง ก่อนจะสแกนตามองช่องโต๊ะแต่ละตัวอย่างรวดเร็ว หลายช่องสะอาดเรียบร้อยด้วยเป็นของผู้หญิง หลายช่องมีหนังสือกองสุมๆเอาไว้ หลายช่องก็ถูกสุมเอาไว้อย่างไร้ระเบียบมากกว่าช่องอื่นๆจนเด็กหญิงหวาดเล็กน้อยว่าจะมีตัวอะไรไต่ออกมา และอีกหลายช่องก็เต็มไปด้วยขยะและสสารไม่ทราบชนิด ส่งกลิ่นแปลกๆออกมาจนน้ำว้าต้องย่นจมูก แต่ไม่มีวี่แววหนังสือของน้ำไทเลยสักช่อง เด็กหญิงผมสั้นยันตัวลุกขึ้นยืนก่อนจะอ้าปากหวังจะถามน้องสาวว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นน้ำไทยืนนิ่งอยู่หน้าถังขยะหลังห้อง สองมือยกขึ้นปิดปาก น้ำใสไหลพรากจากดวงตากลมลงมาอาบแก้ม

 

            “น้ำไท เป็นอะหยัง !?

            “บ่ต้องหาแล้วล่ะน้ำว้า ข้าเจ้าเจอแล้ว.....”

            ตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะใกล้รีบวิ่งมาหาน้องสาว แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างเมื่อเห็นหนังสือของน้ำไททั้งชุดแทบจะถูกขยะนานาชนิดกลบมิดอยู่ในถังขยะในสภาพยับเยิน ที่แย่ที่สุดคือถังนั้นไม่ใช่ถังขยะแห้ง หากมีทั้งแกนแอปเปิล เศษอาหาร กล่องนม และขยะที่มีของเหลวอื่นๆอีกมากมายที่เปรอะเปื้อนหน้ากระดาษหนังสือจนเป็นด่างดวงสีช้ำเลือดช้ำหนอง เด็กหญิงผมสั้นขบกรามกรอด นี่มันเกินไปแล้ว.....

 

            “น้ำไทจะยะอะหยังน่ะ !?” แฝดสาวผู้พี่ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นน้องสาวพับแขนเสื้อทำท่าจะล้วงมือลงถัง

            “ก็หยิบขึ้นมาสิ จะหื้อยะอะหยังล่ะ” เด็กหญิงผมเปียตอบทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น

            “ทิ้งไว้จะอั้นแล้วไปบอกอาจารย์เลยเหอะ บ่อั้นเดี๋ยวหมู่เปิ้นก็หาว่าหมู่เฮายะเปื้อนเองกันพอดี”

            “ตะ.... แต่ถ้าหมู่เฮาไปบอกเปิ้นเฉยๆ เปิ้นก็บ่เชื่ออีก.....”

            “ก็ถ่ายรูปไว้สิ” ไม่พูดเปล่า เด็กหญิงผมสั้นควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปหนังสือในกองขยะเอาไว้เป็นหลักฐานก่อนจะยื่นให้น้องสาว “เอ้า”

            “อะ.... อื้ม” น้ำไทรับโทรศัพท์มือถือของแฝดผู้พี่มาถือไว้ น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม “น้ำว้า.... ไปกับข้าเจ้าเน่อ”

            “อยู่แล้วสิ ไปกันเหอะ เดี๋ยวหมดพักเที่ยงพอดี”

 

            ถึงน้องสาวจะไม่ขอร้อง ตานีน้อยผมสั้นก็พร้อมจะไปอยู่แล้ว เด็กหญิงจ้ำพรวดๆออกจากห้องเหมือนเดินตามรถถังจนแฝดผู้น้องต้องวิ่งเหยาะๆตาม สองมือกำหมัดแน่นพอๆกับกรามที่ขบกันจนเป็นสันนูน ครั้งนี้มันมากเกินไปแล้ว.....

 

            “ข้าเจ้าจะยะจะไดดีน้ำว้า” ตานีน้อยผมเปียยังคงสะอึกสะอื้น มือปาดน้ำตาจนเปียกชุ่มไปถึงเสื้อนักเรียนด้านในเสื้อกันหนาว “หนังสือนั่นต้องคืนโรงเรียนด้วย อาจารย์ต้องด่าข้าเจ้าเละแน่ๆเลย แล้วยังต้องจ่ายเงินค่าหนังสืออีก ข้าเจ้ายะหื้อเอื้อยๆ เดือดร้อนซะแล้ว.....”

            “บ่ต้องจ่ายอะหยังทั้งนั้นแหละน้ำไท” น้ำว้าสวนกลับเสียงแข็ง “นี่เป็นความผิดของหมู่เพื่อนน้ำไท บ่แม่นความผิดของหมู่เฮาสักหน่อย ยะหยังหมู่เฮาถึงจะต้องจ่าย”

            “แต่เดี๋ยวอาจารย์ก็อู้ว่าเป็นความผิดของหมู่เฮาอีก น้ำว้าก็ฮู้นี่.....”

            “ถ้าคราวนี้เปิ้นยะจะอั้นอีกก็ได้มีว้ากห้องพักครูแตกกันบ้างล่ะ !

 

            ขาดคำ พวกเธอก็มาถึงหน้าห้องพักครูพอดี เด็กหญิงผมสั้นกระชากประตูเลื่อนเปิดออกอย่างไม่ปรานีปราศรัยก่อนจะก้าวฉับๆเข้าไป เหมือนกับนักเรียน เหล่าคณาจารย์เกือบทุกคนต่างขยับตัวถอยหนีเมื่อเห็นสองนักเรียนต่างเผ่าพันธุ์ แต่น้ำว้าก็ไม่สนใจเหมือนกัน เธอย่างสามขุมตรงเข้าไปหาอาจารย์ประจำชั้นของน้ำไท ก่อนจะเอ่ยเรียก

 

            “อาจารย์ชิดชนกเจ้า”

 

            อาจารย์สาวเหลือน้อยผมบ๊อบร่างอ้วนผู้ถูกเรียกไม่แสดงท่าทีว่าได้ยินเลยแม้แต่น้อย น้ำว้ายิ้ม ซึ่งน้องสาวของเธอรู้ดีว่านั่นหมายถึงอันตราย เธอล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกันหนาวน้องสาว กดเปิดรูปก่อนจะวางมันทับสมุดการบ้านที่อาจารย์ผู้นั้นกำลังตรวจอยู่

 

            “ไร้มารยาท” อีกฝ่ายพึมพำลอดมุมปากโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองสองตานีน้อย

 

            “ขอสุมานักๆเจ้า”

            น้ำว้าดัดเสียงหวาน ซึ่งน้ำไทก็รู้ดีอีกเช่นกันว่านั่นเป็นสัญญาณอันตรายขั้นกว่า เด็กหญิงผมสั้นดึงโทรศัพท์กลับ และก่อนที่น้องสาวของเธอจะห้ามได้ทัน น้ำว้าก็เสือกมันเข้าไปในช่องว่างระหว่างแว่นกับดวงตาที่เต็มไปด้วยตีนกาของอีกฝ่ายจนหญิงวัยกลางคนเด้งขึ้นจากสมุดการบ้านเหมือนติดสปริง

 

            “นี่แกจะทำให้ฉันตาบอดรึไง !?” ชิดชนกร้องลั่นห้อง

            “น้ำว้า ยะอะหยังน่ะ !?

            “ก็ขอสุมานักๆเจ้า” ตานีน้อยตอบเสียงหวานอีกครั้ง เธอใช้ความเร็วเฉพาะตัวของหน่วยอาวุธระยะใกล้ฉวยโทรศัพท์กลับมาได้ก่อนที่มือของฝ่ายตรงข้ามจะคว้าและยึดมันไปได้ทัน “พอดีหมู่เฮามีเรื่องด่วน แต่เรียกแล้วอาจารย์ก็บ่ได้ยิน ก็เลยต้องเรียกหื้อถึงเนื้อถึงตัวขึ้นมาหน่อยเจ้า”

            “แก ไอ้พวกไม่ใช่มนุษย์” อาจารย์วัยทองขบกรามกรอด มือยังขยี้ตาข้างที่โดนโทรศัพท์ถาก “มีเรื่องอะไรของแก”

            “นี่เจ้า” น้ำว้ายื่นโทรศัพท์ไปจนเกือบติดเลนส์แว่นของฝ่ายตรงขาม ก่อนจะชักมือกลับมาอย่างรวดเร็วเมื่อมือของอีกฝ่ายพยายามจะล็อกแขนเธอและเอาโทรศัพท์ไป “หนังสือของน้องสาวข้าเจ้าโดนนักเรียนในห้องของอาจารย์ยัดใส่ถังขยะ ถ้าบ่เหนือบ่ากว่าแรงจนเกินไป รบกวนอาจารย์ช่วยตักเตือนและเรียกเงินค่าหนังสือจากหมู่เปิ้นหน่อยได้ก่อเจ้า หรืออย่างน้อยที่สุดถ้าอาจารย์เกลียดหมู่เฮานัก ก็ขอหนังสือใหม่หื้อน้องสาวข้าเจ้าหน่อยเถอะเจ้า คึดซะว่าสงสารกัน”

 

            แม้ปากจะพูดให้ดูน่าสงสาร แต่น้ำเสียงของตานีน้อยยังรักษาความหวานเคลือบยาพิษเอาไวได้อย่างคงเส้นคงวา เมื่อรวมกับดวงตาสีดำประกายเขียวที่จ้องตรงเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนาด้วยแววแข็งกร้าวราวเสือจะตะครุบเหยื่อแล้ว เธอก็ดูสมกับเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกหาว่าเป็นฆาตกรจริงๆ

 

            แต่ดูเหมือนชิดชนกจะไม่ได้สังเกตถึงจิตสังหารของเด็กหญิงเบื้องหน้า เธอยื่นหน้าหยีตามองภาพในจอโทรศัพท์มือถือเหมือนหมูเพิ่งตื่น และเมื่อสัญญาณภาพถูกส่งไปประมวลผลในสมองเรียบร้อย อาจารย์วัยกลางคนก็ชะโงกข้ามโต๊ะก่อนจะเหวี่ยงฝ่ามือฟาดเปรี้ยงเข้าใส่แก้มของน้ำว้าอย่างแรง

 

            “น้ำว้า....!?

            เด็กหญิงผมเปียกรีดร้องเสียงแหลมเมื่อเห็นพี่สาวของเธอเซแซ่ดๆไปตามแรงตบ แก้มที่เคยขาวบัดนี้กลายเป็นสีแดงก่ำและร้อนวูบไปทั้งหน้า แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ช่วยอะไรน้ำว้าได้ ฝ่ามือที่สองของอาจารย์ผมบ๊อบก็ลอยมาฟาดหน้าเธอเช่นกันจนเด็กหญิงล้มลงไปนั่งกับพื้น ชิดชนกทำท่าจะเหวี่ยงซ้ำอีกป้าบ แต่มือของเธอก็ถูกอาจารย์หนุ่มผู้หนึ่งที่วิ่งข้ามห้องพักครูมาคว้าเอาไว้ได้ทันท่วงที

 

            “อาจารย์ชิดชนก ทำอะไรน่ะครับ !?

            “ก็ไอ้เด็กนี่มันทำหนังสือพัง ฉันก็เลยสั่งสอนมันไง !” ชิดชนกตอบ พยายามดึงข้อมือให้หลุดจากเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องแต่ไม่สำเร็จ เธอจึงเปลี่ยนเป็นตะคอกใส่แทน “ปล่อยนะบุรินทร์ นี่มันนักเรียนของฉัน เธออย่ามายุ่ง !

            “นักเรียนของอาจารย์ก็จริง แต่ตบหน้านักเรียนแบบนี้มันผิดกฎนะครับ ผิดกฎหมายด้วยซ้ำ !” ชายหนุ่มนามบุรินทร์ผู้ดูจะเพิ่งบรรจุเป็นครูได้ไม่กี่ปีโต้กลับ “ถึงโรงเรียนเราจะอนุญาตให้ตีเด็กได้ แต่ไม่ใช่ตบหน้ากันแบบนี้นะครับ !

            “อย่ามาเถียงฉัน ! ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง ฉันเป็นหัวหน้าระดับนะ !” อาจารย์สาวเหลือน้อยกรีดเสียง “ปล่อยเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันทำเรื่องลดเงินเดือนเธอแน่ ข้อหาก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ !

 

            อาจารย์หนุ่มชะงักเมื่อเจอคำขู่นี้ เขายอมปล่อยมืออีกฝ่าย แต่ก่อนที่ชิดชนกจะได้ฟาดเด็กหญิงทั้งสองอีก บุรินทร์ก็เอาตัวเข้าบัง ก่อนจะไล่สองตานีน้อยออกไปจากห้อง

 

            “ไป รีบไปเร็วสิ เดี๋ยวครูจัดการให้เอง !

            “เจ้า ขอบคุณมากเจ้า !

            โค้งขอบคุณอาจารย์หนุ่มได้ น้ำว้าก็ดึงแขนน้ำไทลุกขึ้น ก่อนที่สองพี่น้องจะเผ่นแน่บออกจากห้องพักครูทันที เสียงแว้ดๆของชิดชนกที่ด่าว่าอาจารย์หนุ่มอย่างสาดเสียเทเสียดังลอดประตูไม้กรุกระจกตามมาเบาๆ

 

            “น้ำว้า สุมาเน่อ สุมานักๆ” น้ำไทเริ่มร้องไห้อีกแล้ว เธอเขย่าแขนพี่สาวจนหัวสั่นหัวคลอน “ข้าเจ้ายะหื้อน้ำว้าต้องเดือดร้อนอีกแล้ว สุมานักๆเน่อ”

            “ขอสุมาข้าเจ้าเพราะร้องไห้ดีกว่า บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าร้องไห้” เด็กหญิงผมสั้นตอบเสียงแข็ง แต่มือข้างที่ไม่ถูกเขย่ากลับเอื้อมมาลูบแก้มที่ยังคงแดงก่ำและร้อนผ่าวของน้องสาว “เข้มแข็งไว้ ถ้าน้ำไทยิ่งอ่อนแอ หมู่เปิ้นก็จะยิ่งได้ใจเน่อ”

            “อื้ม ข้าเจ้า.... ข้าเจ้าจะพยายาม” เด็กหญิงผมเปียพยักหน้าทั้งน้ำตา

            “จะอั้นก็ เจอกันตอนแลงเน่อ”

            “อะ.... อื้ม”

 

            สองตานีน้อยแยกกันที่หน้าห้องของน้ำไท เด็กหญิงผมสั้นทันเห็นสายตาที่บ่งบอกทั้งแววหวาดกลัว ขยะแขยงและคับแค้นเมื่อนักเรียนคนอื่นเห็นน้องสาวของเธอเดินเข้าไปในห้อง มันทำให้กล้ามเนื้อขากรรไกรของเธออัดกรามขบกันจนเป็นสันนูนโดยอัตโนมัติพร้อมๆกับมือที่กำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ แม้กล้วยและกล้ายจะขอให้เธออดทน แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะทนต่อไปได้อีกนานแค่ไหน หากต้องเจอแบบนี้ทุกวัน สักวันความแค้นที่ถูกเก็บกลั้นอยู่ในใจคงได้ระเบิดออกมาแน่

 

            แต่กว่าจะถึงวันนั้น หัวใจของน้ำไทคงแตกสลายไปก่อนแล้วกระมัง.....

 

 

            สี่โมงครึ่ง กล้วย กล้ายและจ้าดเดินมารอรุ่นน้องทั้งสองที่หน้าโรงเรียนเหมือนอย่างเคย และเหล่าผู้ปกครองก็แอบมองพลางซุบซิบนินทาปนด่าว่าพวกเขาอย่างเคยเช่นกัน แม้ระยะห่างของการนินทาจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ข่าวผู้ผลิตสารคดีตานีถูกยิง ซึ่งกล้ายก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะทำแบบนั้นไปทำไม ถ้าทำไปเพราะกลัวพวกเธอจะชักปืนออกมากราดยิง ถอยห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตรแบบนี้คงไม่ทำให้พ้นคมกระสุนไรเฟิลจู่โจมระยะยิงหวังผลหนึ่งกิโลเมตรของเธอมากขึ้นเท่าไหร่นักหรอก ไม่ต้องพูดถึงสไนเปอร์ไรเฟิลระยะยิงหวังผลสองกิโลของกล้วยเลย

 

            ไม่นานเกินรอ สองพี่น้องฝาแฝดก็เดินออกมาที่ประตูหน้า ดวงตากลมคู่สวยของน้ำไทรื้นไปด้วยน้ำตา และใบหน้าของน้ำว้าก็บูดบึ้งบอกบุญไม่รับ แต่ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับทุกวันนี้....

 

            “เรียนเป็นจะไดบ้างน้ำว้าน้ำไท” กล้วยเอ่ยถามขึ้นขณะทั้งกลุ่มเริ่มออกเดิน

            “แย่ที่สุดเลยเอื้อยกล้วย” เด็กหญิงผมสั้นระเบิดออกมาทันที “หมู่ตนในห้องเอาหนังสือของน้ำไทไปทิ้งถังขยะจนเละไปหมด พอหมู่เฮาไปบอกอาจารย์ อาจารย์ก็ตบหน้าหมู่เฮา”

            “ตบเลยก๋า !?” กล้ายหันขวับมาจ้องหน้ารุ่นน้องสาว เธอคิดว่าเธอเห็นปื้นแดงจางๆบนแก้มของอีกฝ่าย ตานีสาวขบกรามกรอดทันที “มันจะเกินไปแล้ว ข้าจะไปสั่งสอนเปิ้นเอง !

            “กล้าย ใจเย็นก่อน” ราชินีตานีปรามเพื่อนสาวเสียงเข้ม มือรั้งแขนหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมที่ทำท่าจะพุ่งกลับไปโรงเรียนเอาไว้แน่น ก่อนจะหันมาถามน้ำว้าต่อ “แล้วหนังสือนั่นยังใช้ต่อได้อยู่ก่อ”

            “ใช้บ่ได้แล้วเจ้า” น้ำไทส่ายหน้าแรงๆ จนน้ำตากระเซ็น “ข้าเจ้าจะยะจะไดดี บ่มีหนังสือจะอี้ข้าเจ้าต้องโดนอาจารย์ว่าแรงๆอีก ขาเจ้าบ่อยากโดนว่าอีกแล้ว.....”

            “บ่เป็นอะหยังๆ เดี๋ยวเอื้อยจ่ายเงินซื้อใหม่..... เอ๊ะ มือเป็นอะหยัง !?

 

            คำถามของรุ่นพี่สาวทำเอาเด็กหญิงผมเปียสะดุ้งเฮือก เธอรีบเอามือไปซ่อนไว้ด้านหลัง แต่กล้วยเร็วกว่า ราชินีตานีฉวยมือของรุ่นน้องสาวขึ้นมาดู แล้วดวงตาเรียวก็เบิกกว้างเมื่อเห็นรอยแดงก่ำเหมือนถูกฟาดอย่างแรงผ่ากลางฝ่ามือของน้ำไท ไม่ใช่รอยเดียว หากหลายรอยทับซ้อนกันจนนับไม่ถ้วน....

 

            “ผู้ได๋ยะน้ำไท บอกเอื้อยมา !” เด็กสาวหน้าจืดถามตานีน้อยเสียงเฉียบขาด

            “อะ.... อาจารย์สอนเลขเจ้า” น้ำไทตอบตะกุกตะกัก “เปิ้น.... เปิ้นบ่ชอบหมู่เฮาอยู่แล้ว..... พอหันว่าข้าเจ้าบ่มีหนังสือ..... เปิ้น..... เปิ้นก็เรียกออกไปฟาด......”

            “ฟาดกี่ครั้ง” จ้าดถามบ้าง

            “เป็นสิบครั้งเลยเจ้า.....”

 

            น้ำไทพูดได้แค่นั้น เขื่อนที่กั้นบ่อน้ำตาของเธออยู่ก็แตกออกอีกครั้ง เด็กหญิงร้องไห้โฮอย่างไม่อายคนที่เดินไปเดินมาอยู่บนถนน ขณะอีกสี่สหายร่วมรบที่เหลือตัวชาวูบ ทั้งตกใจ โกรธแค้นและไม่อยากเชื่อระคนกัน ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ทำไมทำกันถึงขนาดนี้ได้ลงคอ....

 

            “ข้าจะไปสั่งสอนเปิ้นหื้อสาสม !” กล้ายหันหลังกลับ “ทั้งนักเรียนทั้งอาจารย์เลย !

            “เราไปด้วย !” หลานชายหมอผีใหญ่ตามไปติดๆ

            “เดี๋ยว หยุด อย่า !” ราชินีตานีกระโจนตามไปรั้งเพื่อนทั้งสองเอาไว้อีกครั้ง “ยะจะอั้นเรื่องจะยิ่งยุ่งมากขึ้นเน่อ !

            “เราไม่สน !” จ้าดหันขวับมาสวนกลับเสียงดังลั่น “เราจะไปแก้แค้นให้น้ำไท ! เราไม่สนอะไรทั้งนั้นแล้ว ทำแบบนี้มันมากเกินไปแล้ว มันไม่ใช่มนุษย์แล้ว !

            “ใจเย็นก่อนสิจ้าด กล้าย ฟังข้าเจ้าบ้างสิ สถานการณ์ของหมู่เฮาตอนนี้แค่อยู่เฉยๆก็เลวร้ายพออยู่แล้วเน่อ ถ้าจ้าดกับกล้ายไปทำร้ายหมู่อาจารย์กับหมู่นักเรียนอีก หมู่เฮาจะยิ่งตกที่นั่งลำบากมากกว่าเดิมอีกเน่อ มีเหตุผลกันหน่อยเถอะ !

            “กล้วยสิที่ต้องมีความรู้สึกบ้าง !” หลานชายหมอผีใหญ่ตะเบ็งเสียงสู้ “น้องโดนทำร้ายทั้งคนไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยรึไง เขาร้องไห้อยู่นี่ไม่เห็นรึไง ไม่สงสารบ้างรึไง เป็นห่วงแต่สถานการณ์ๆ แล้วความรู้สึกของน้ำไทล่ะเป็นห่วงบ้างรึเปล่า หรือว่ามัวแต่คิดวางแผนจนหัวใจมันด้านชาไปแล้ว !?

 

            แต่วินาทีต่อมา เด็กหนุ่มหน้าดุก็รู้ตัวว่าเขาล้ำเส้นเกินไปแล้วเมื่อเห็นน้ำใสเอ่อคลออยู่ในดวงตาเรียวที่ส่องประกายสีเขียวของเพื่อนสาว

 

            “เอ่อ กล้วย.... เรา.... เราขอโทษ....” จ้าดเอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อกันหนาวเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายสะบัดออกทันทีก่อนจะหันหลังเดินจากไป

            “อู้อะหยังออกไปฮู้ตัวก่อจ้าด” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ่ยเสียงตำหนิ

            “เอ้า ทำไมมาว่าเรางี้ล่ะ เมื่อกี้กล้ายก็จะไปอยู่เหยงๆเหมือนกันไม่ใช่รึไง”

            “ข้าจะไป แต่บ่ได้อู้อย่างที่นายอู้เน่อบ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวผมหางม้าตอบห้วนๆ ก่อนจะดึงข้อมือของหลานชายหมอผีใหญ่ให้เดินตามราชินีตานีผู้เดินนำไปไกลแล้ว “นายคึดว่ากล้วยเปิ้นบ่โกรธก๋า นายคึดว่าเปิ้นบ่สงสารน้ำไทก๋า เปิ้นสงสารกว่าหมู่เฮาด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างที่เปิ้นว่า สถานการณ์จะอี้หมู่เฮายะอะหยังไปก็ผิดทั้งนั้นแหละ ยิ่งถ้าหมู่เฮาไปยะอะหยังกับอาจารย์หรือนักเรียนขึ้นมา น้ำว้าน้ำไทอาจจะบ่ได้ไปโรงเรียนอีกเลยก็ได้ เมื่อกี้ข้าเองก็ใจร้อนไปหน่อยเหมือนกัน”

            “แล้วเราจะทำไงดี.....” หลานชายหมอผีใหญ่ถามเบาๆ ดวงตาตี่เหม่อมองเสื้อกันหนาวสีดำคาดเขียวใบตองอ่อนที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆเบื้องหน้า “ขอโทษไปกล้วยจะหายโกรธเรารึเปล่า”

            “เรื่องของนายแล้ว” กล้ายตอบอย่างไม่ไยดี “นายก็ฮู้ว่ากล้วยเปิ้นหายโกรธยากแถมจำแม่น ก็ยังจะไปยะหื้อเปิ้นโกรธอีกเนาะ......”

 

            ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกหลังจากนั้น ลงมายังอุโมงค์ได้ กล้ายก็ขับรถออกไปท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม น้ำไทยังคงสะอึกสะอื้นฮักๆ อย่างน่าสงสารโดยมีน้ำว้าช่วยลูบหัวปลอบอยู่ข้างๆ ขณะกล้วยก็ยังคงไม่พูดไม่คุยหรือแม้แต่จะหันมองเพื่อนหนุ่ม แขนทั้งสองข้างกอดอกแบนๆแน่น เบือนหน้าออกไปมองกำแพงคอนกรีตและแผงสวิตช์ที่วิ่งผ่านหน้าไปนอกกระจกรถอย่างเงียบๆ.....

 

            จนเมื่อรถจอดที่หลังโรงเก็บเครื่องบิน ตานีสาวผมหางม้าจึงได้เอ่ยขึ้นเป็นตนแรก

 

            “เอ้อน้ำไท หันเมื่อวานอุ๊ยสายไปซื้อผักกาดจอกับพริกแห้งมา เดี๋ยวเอื้อยจะยะแกงผักกาดจอหื้อเน่อ บ่ได้กินนานแล้วนี่”

            “แต๊กาเจ้า ขอบคุณมากเน่อเจ้าเอื้อยกล้าย” เสียงของตานีน้อยฟังดูสดชื่นขึ้นบ้างเมื่อรู้ว่าจะได้กินของชอบ “ข้าเจ้าชักหิวแล้วด้วย ตอนกลางวันก็มัวแต่หาหนังสือจนยังบ่ได้กินข้าวเลยเจ้า”

            “อ้าว จะอั้นก๋า จะอั้นเดี๋ยวรีบยะหื้อเป็นพิเศษเลย”

            “ขอบคุณมากเจ้า !

 

            น้ำไทตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง ทำเอาพี่ๆคนอื่นเผลอยิ้มตามไปด้วย แม้แต่กล้วยซึ่งยังอารมณ์ไม่ดีอยู่ก็ตาม นานเท่าไหร่แล้วหนอที่พวกเขาไม่เคยเห็นน้องสุดท้องของโรงเก็บเครื่องบินผู้นี้ยิ้ม....

 

            อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าสนฝั่งตะวันออกนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเมื่อห้าสหายร่วมรบขึ้นไปถึง แต่เธอดูจะไม่รับรู้เลยว่าเหล่าลูกศิษย์กลับมาแล้ว มิไยที่ทั้งกล้ายและจ้าดจะโยนเสื้อกันหนาวและกระเป๋าเป้อันหนักอึ้งไว้ที่มุมห้องดังโครมใหญ่หรือน้ำว้าจะเรียกเธอสักกี่ครั้ง สายก็ยังคงนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ดวงตาสีดำประกายแดงจ้องมองหน้าจอแลปทอปเบื้องหน้า ใบหน้าสวยหวานมีแววเคร่งเครียด

 

            “เปิ้นเป็นอะหยังก่อน่ะหมิง” กล้ายเอ่ยถามสมิงสาวซึ่งเพิ่งจะกลับมาจากห้องน้ำ

            “บ่ฮู้ เปิ้นเป็นจะอี้ตั้งแต่สอนเฮาเสร็จแล้ว” เด็กสาวหน้าเสือตอบ เธอไม่ได้ไปโรงเรียน สายผู้ไม่อยากเห็นสมิงสาวนั่งๆนอนๆ วิ่งเล่นอยู่กับโรงเก็บเครื่องบินทั้งวันจึงตัดสินใจสอนวิชาต่างๆให้กับเธอทุกวันตั้งแต่เช้าจนบ่ายสองโมง ซึ่งนั่นก็เกือบสี่ชั่วโมงมาแล้ว

            “เปิ้นได้อู้อะหยังบ้างก๋า”

            หมิงส่ายหน้า “บ่”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตัดสินใจเดินอ้อมหลังไปสะกิดอดีตอาจารย์ของเธอ ได้ผล สายสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันขวับ และเมื่อเห็นเด็กสาวผมหางม้ายืนอยู่เบื้องหลัง เธอก็รีบพับแลปทอปปิดดังป้าบก่อนจะฉีกยิ้มฝืนๆให้อีกฝ่าย

 

            “อ้าว ท่านกล้าย ปิ๊กมาตั้งแต่เมื่อได๋ อุ๊ยบ่ฮู้ตัวเลย”

            “เมื่อกี้เจ้า ว่าแต่อุ๊ยสายกำลังดูอะหยังอยู่เจ้า”

            “บ่มีอะหยัง” หญิงสาวหน้าหวานโบกไม้โบกมือปฏิเสธ แต่พิรุธในท่าทางของเธอก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของกล้ายไปได้

            “อุ๊ยสาย มีอะหยังปิดบังข้าอยู่ก่อ”

            “บ่มีสักหน่อย ยะหยังท่านกล้ายถึงได้คึดจะอั้นล่ะ” สายพยายามทำหน้าไร้เดียงสา แต่กลับดูเหมือนหน้าแหยๆของเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำผิดมากกว่า

            “ข้าหันเน่อเมื่อกี้ บ่แม่นว่าข้าบ่หัน” เสียงของเด็กสาวผมหางม้าลดอุณหภูมิลง “อะหยังเกี่ยวกับตานี เกิดอะหยังขึ้นเจ้าอุ๊ยสาย ยะหยังถึงบ่อยากบอกหมู่เฮา"

            “บ่ได้มีอะหยังร้ายแรงหรอก” วิญญาณสาวตอบอ้อมแอ้ม “แต่เชื่อเถอะ ท่านกล้ายบ่อยากฮู้หรอก”

            “ถ้าอุ๊ยสายบ่บอก ข้าดูเองก็ได้ !

            “เดี่ยว !?

 

            ช้าเกินไป หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมฉวยแลปทอปของเธอไปเปิดดูเสียแล้ว แต่ทันทีที่ข้อความบนหน้าจอถูกส่งผ่านสายตาเข้าไปถึงสมอง อกของเด็กสาวผมหางม้าก็เจ็บแปลบราวกับถูกปอบไห้ขย้ำเข้าที่กลางหัวใจ

 

          สังคมคุณตะพาบ พันธุ์ดิบ

          กระทู้ทุกห้อง

 

          กระทู้ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด

          กระทู้ - เบื้องหลังเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ มันทำอะไรไว้บ้าง มาดู ไม่ใช่แค่ผู้กำกับสารคดี ! โหดเหี้ยมมากครับ รีบดูก่อนที่พวกมันจะแฮ็กเข้ามาลบ !

            ผู้เข้าชม - 15,666    ความเห็น1,512

 

            กระทู้ – เป็นคนตานนะคอนแต่ไม่รักตานีแล้วจะทำไมครับ มันจะตายกันหรือไง

            ผู้เข้าชม – 12,437    ความเห็น1,740

 

            กระทู้ - ได้เวลาปลดแอกตัวเองจากผีต้นกล้วยกันรึยัง

            ผู้เข้าชม – 9,416      ความเห็น1,226

 

          กระทู้ - [Anti-Anti-Tanii] ช่วยตานีกันหน่อยเถอะค่ะ เห็นใจเขาบ้าง

          ผู้เข้าชม – 7,742      ความเห็น856

 

            อีกแท็บหนึ่งของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ซ่อนอยู่ในแถบงานด้านบนของหน้าจอ กล้ายเลื่อนเมาส์ไปกด มันเป็นเว็บของสมุดหน้า แต่ข้อความบนหน้าเว็บก็ทิ่มแทงใจของเธอได้ไม่แพ้เว็บบอร์ดเมื่อครู่

 

          กลุ่ม – ฉัน เป็น “ชาวเวียงตานหัวก้าวหน้า” ได้แสดงความคิดเห็น

            ....ในทัศนะส่วนตัวของผม ตานีช่วยปกป้องมนุษย์จากผีร้ายก็เพื่อให้มนุษย์บูชา และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาพยายามกดหัวมนุษย์ไม่ให้ปกป้องตัวเองได้ จะได้พึ่งพาเขาตลอดไป และจะได้ยกย่องเขาตลอดไป ให้เขาปกครองได้ตลอดไป เพราะถ้าปล่อยให้มนุษย์เผชิญกับผีร้ายเองจนสามารถปกป้องตัวเองได้ล่ะก็ จะไม่มีใครเคารพบูชาพวกเขาอีก

 

            พอปัจจุบันหมอผีเริ่มมากขึ้น มนุษย์ทำท่าจะปกป้องตัวเองได้ พวกเขาจึงหันมาใช้ความกลัวแทน เมื่อทำให้แตกแยกและหวาดกลัวก็ปกครองง่ายขึ้น หลักรัฐศาสตร์ง่ายๆครับ....

 

            ผศ.ดร. สมพร ลีวุฒิกิติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยตานนะคอน

 

          กลุ่ม – รวมพลคนไม่เอาตานี ได้แสดงความคิดเห็น

            ผมล่ะเบื่อพวกคนที่บอกว่าเป็นคนตานนะคอนต้องรักตานีจริงๆ ใครกันครับที่กำหนดว่าคนตานนะคอนต้องรักตานี ? ไม่มีครับ มันเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างกันขึ้นมาเองทั้งนั้น แล้วเมืองนี้ก็ของผม รัฐนี้ก็ของผม ผมจ่ายภาษี ผมเอาความรู้มาพัฒนารัฐพัฒนาเมืองนี้ เห็นๆกันอยู่ชัดๆ แล้วทำไมผมต้องยอมก้มหัวให้กับเผ่าพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ และทำไมผมถึงจะต้องออกไปจากรัฐนี้แค่เพราะผมไม่รักตัวอะไรก็ไม่รู้ที่อ้างเองเออเองว่ามีพระคุณกับเรา แต่ที่แท้แล้วอาจจะเป็นฆาตกรก็ได้ ? ผมคิดว่าพวกมันซะอีกที่ควรจะต้องเป็นฝ่ายถูกขับไล่ออกไปจากเมืองที่มนุษย์เราสร้างกันขึ้นมา

 

            Cr. แอดลิบ

 

          กลุ่ม – ชวนกันมา “คิด” ได้แสดงความคิดเห็น

            แตกแยกกันเข้าไป สะใจพวกคุณหรือยังตานีทั้งหลาย

 

            “นี่มัน.... อะหยัง.....”

            “อะหยัง” กล้วยที่เงียบมาตั้งแต่ก่อนขึ้นรถเดินอ้อมมาดู ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ หรือถ้าจะพูดให้ถูกคงจะเป็นชินชา.... “เพิ่งหันก๋า ข้าเจ้าหันมาตั้งนานแล้ว”

            “ข้าฮู้น่าว่ามันมีตั้งนานแล้ว” ตานีสาวผมหางม้าย้อน “แต่.... นี่..... มันบ้าชัดๆ ! หมู่เฮาไปยะอะหยังหื้อหมู่เปิ้นก๋าก็เปล่า หมู่เฮาซะอีกที่ควรจะเป็นฝ่ายด่าฝ่ายทำร้ายหมู่เปิ้น ! มันอะหยังกัน จะไล่หมู่เฮาออกไป บอกว่าหมู่เฮาปกป้องเปิ้นเพราะจะหื้อเปิ้นบูชา มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว !

            “แม่นเอื้อยกล้าย” น้ำว้าสนับสนุนรุ่นพี่สาว ความอดทนของเธอก็ดูจะสิ้นสุดลงแล้วเช่นกันเมื่อได้เห็นข้อความเหล่านั้น “แล้วที่หมู่เฮายะไปมันเพื่ออะหยังกัน หมู่เฮาจะปกป้องมนุษย์ไปเพื่ออะหยังกัน ถ้าสุดท้ายแล้วหมู่เปิ้นแว้งกัดหมู่เฮาจะอี้ ถ้าสุดท้ายเปิ้นคึดว่าหมู่เฮาหวังร้ายกับเปิ้นจะอี้ ฮุ้จะอี้ทิ้งหมู่เปิ้นหื้อโดนผีร้ายฆ่าตายซะหื้อหมดดีกว่า !

            “น้ำว้า อย่าลืมว่าหน้าที่ของหมู่เฮาคืออะหยัง อย่าลืมว่าหมู่เฮามีชีวิตอีกครั้งบนโลกนี้เพราะอะหยัง” กล้วยเตือนสติรุ่นน้องสาว “หน้าที่ของหมู่เฮาคือปกป้องมนุษย์จากผีร้าย บ่ว่าเปิ้นจะยะจะไดกับหมู่เฮาก็ตาม หมู่เฮาก็ต้องปกป้องหมู่เปิ้น”

            “ถ้าเปิ้นแค่ด่าว่าหรือขับไล่หมู่เฮาเฉยๆข้าเจ้าบ่ว่าหรอกเอื้อยกล้วย แต่นี่หมู่เปิ้นยะกับน้ำไทจะอี้ ข้าเจ้าทนบ่ได้ !

            “หมายความว่าจะได น้ำไทโดนแกล้งมาอีกแล้วก๋า !?” สายถามทันควัน

            “บ่ได้โดนแกล้งอย่างเดียว โดนอาจารย์ทั้งตบทั้งตีไม่ยั้งเลยด้วย..... เจ้า” น้ำว้าตอบ เธอเกือบลืมเติมหางเสียง แต่ดูเหมือนวิญญาณสาวหน้าหวานจะไม่สนใจเรื่องนั้นแล้วในยามนี้

            “หมายความว่าจะได บอกอุ๊ยมาซิน้ำไท เปิ้นยะอะหยังน้ำไท !?

            “นี่เจ้า”

 

            ตานีน้อยผมสั้นฉวยมือน้องสาวยกขึ้นให้สายดูก่อนที่น้ำไทจะขืนมือเอาไว้ทัน แม้แผลถูกตีจะเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่มันก็ยังคงทิ้งรอยบวมช้ำเป็นสีม่วงช้ำเลือดช้ำหนองเอาไว้

 

            “ยะหยังหมู่เฮาต้องโดนจะอี้ด้วย” ก่อนที่หญิงสาวหน้าหวานผู้กำลังตกตะลึงจะพูดอะไร น้ำว้าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ความขมขื่นในน้ำเสียงดูจะล้นออกมาเป็นน้ำใสๆที่ยามนี้เอ่อคลอจนแทบจะล้นเบ้าตา “หมู่เฮายะเพื่อหมู่เปิ้นมากี่ครั้ง หมู่เฮาเสี่ยงตายเพื่อหมู่เปิ้นมากี่ครั้ง แต่มาว่ามาทำร้ายหมู่เฮาจะอี้..... มาทำร้ายน้ำไทจะอี้ ข้าเจ้าบ่เข้าใจ หมู่เฮายะอะหยังผิดก๋า ถึงต้องยะจะอี้กับหมู่เฮา.....”

 

            ขาดคำ เสียงของตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธจู่โจมก็เปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น เสียงสะอื้นที่เธอปิดตายมันเอาไว้มานานกว่าครึ่งปี เสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้น ทั้งแค้นมนุษย์ และแค้นตัวเธอเอง แค้นที่เธอปกป้องน้ำไทไม่ได้.....

 

            ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้น หมิงเห็นเพื่อนสาวหน้าจืดหันหลังกลับก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง และถ้าหูที่ไวกว่ามนุษย์ของเธอไม่ฝาด เธอก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ของราชินีตานีดังแว่วมาตามสายลมที่พัดหวนเข้ามาในห้องผ่านประตูกระจกที่ถูกเปิดทิ้งไว้.....

 

 

            นาฬิกาบนผนังห้องนั่งเล่นบอกเวลาเกือบตีสองแล้ว น้ำว้าน้ำไทผู้ร้องไห้จนเหนื่อยนอนหลับไปตั้งแต่เกือบหกชั่วโมงที่แล้ว สมาชิกคนและตนอื่นๆของโรงเก็บเครื่องบินต่างก็หลับกันหมดแล้วเช่นกัน เหลือเพียงวิญญาณสาวหน้าหวานที่ยังคงนั่งอยู่หน้าแลปทอปของเธอ มือหมุนปุ่มเมาส์เลื่อนหน้าจอกระทู้และสมุดหน้าที่มีแต่ข้อความต่อต้านตานีอย่างเหม่อลอย เสียงสะอื้นของตานีน้อยทั้งสองยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท จะทำอย่างไรดีหนอพวกเธอถึงจะหลุดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ อย่างน้อยให้มันดีขึ้นสักหน่อยก็ยังดี.....

 

            แล้วไอเดียหนึ่งก็แวบขึ้นในสมอง สายเลื่อนเมาส์ไปคลิกปุ่มสร้างเพจของสมุดหน้า ก่อนจะพรมนิ้วพิมพ์ชื่อเพจใหม่ลงไป

 

            “ตานี – Official Fan Page”

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

*อุโมงค์ลม – เครื่องมือทดสอบแรงต้านและแรงยกของวัตถุเมื่อปะทะกับกระแสลม ลักษณะเป็นท่อใหญ่ๆยาวๆ หรืออาจจะเป็นอุโมงค์ใหญ่ที่มีพัดลมอยู่ด้านหนึ่ง บางตัวอาจจะสามารถปล่อยควันออกมาได้เป็นสายเพื่อศึกษาทิศทางการไหลของกระแสลม เป็นเครื่องมือที่จำเป็นมากสำหรับการออกแบบรถยนต์หรือเครื่องบิน

 

**ตัดอิงกลุ่ม/ตัดตามเกณฑ์ – โดยปกติแล้ว คะแนนสอบของระดับมหาวิทยาลัยจะตัด “อิงกลุ่ม” หรือก็คือตัดเกรดว่าคะแนนเท่าไหร่ได้เกรดอะไรจากค่าเฉลี่ยคะแนน (มีน) และค่าการกระจายตัวของคะแนน (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานหรือเอสดี) ตรงข้ามกับการสอบในระดับโรงเรียนซึ่งเกรดมักจะตัดตายตัว เช่นเกรด A เกณฑ์มักจะอยู่ที่ 80 คะแนน แต่ในมหาวิทยาลัย หากมีนต่ำมาก เกรด A ก็อาจจะลงไปอยู่ที่ 70-75 คะแนนก็ได้ เกรดอื่นๆและเกณฑ์สอบตกก็เป็นไปตามนั้นเช่นกัน เช่นคะแนนตก จาก 50 ตามเกณฑ์ ก็อาจจะถอยลงไปเป็น 40 หรือบางครั้งอาจจะ 30 ด้วยซ้ำ

 

ดังนั้นหากตัดตามเกณฑ์ โอกาสที่จะได้เกรดต่ำๆเช่น D หรือตกวิชานั้นๆจึงมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นถ้าวิชาที่กล้ายเกลียดแถมยังยากอย่างแคลคูลัสเกิดตัดตามเกณฑ์ขึ้นมาก็เตรียมร้องจ๊ากกันได้เลยครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น