ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 77 : เสียงซุบซิบที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

          กระทู้ – เจอตัวจริงแล้ว แต่ว่า....

          โดย ซาซานามิ

          อยากเห็นตานีมากๆค่ะ เมื่อวานไปรอที่มหาลัยเขาตั้งแต่เช้า กว่าเขาจะมาก็เกือบบ่าย แต่มาแล้วมารยาทแย่มากเลยค่ะ ตวาดใส่คนที่มารอซะเสียงดัง พูดจาก็รุนแรงหยาบคาย จะถามอะไรก็ไม่ให้ ถ่ายรูปก็ไม่ได้ ตวาดใส่อย่างเดียว ทุกคนที่ไปรอดูตกใจกันมากเลยค่ะ นี่เหรอเผ่าพันธุ์ที่ปกป้องเมือง จะปราบผีจริงหรือเปล่าไม่รู้นะคะ แต่ถ้าทัศนคติแย่แบบนี้เราว่าเราไม่อยากให้เขาปกป้องเลยค่ะ

 

          #4 เราก็ไปมาเหมือนกัน ผู้เยี่ยมชม

            จริงด้วยๆ หยาบคายแล้วก็หยิ่งมาก คิดว่าตัวเองเหนือกว่ามนุษย์รึไงกันถึงได้ตวาดเอาๆแบบนั้น

            เห็นด้วย ซาซานามิ, บุ้งกี๋, แสงไฟของวันนั้น และอีก 57 คน

 

          #13 รักโมเอะ ชอบโลลิ แต่อยากได้สาวยัน สมาชิกระดับ 4 ดาว

            ใช่ครับท่าน ผมแค่ถ่ายรูปไปรูปเดียว ด่าผมซะเละเลย บอกว่าตัวเองไม่ใช่บุคคลสาธารณะอีก ทั้งที่เวลาผมไปงานคอสเพลย์ เลเยอร์ทั้งหลายเขาก็ยอมให้ถ่าย ไม่เห็นจะมาอ้างบุคคลสาธารณะหรืออะไรเลย แล้วนี่มันอะไรกัน

            เห็นด้วย ใครฟะ, ทาคาคาซึอาเบะยังร้อง, ปลานึ่งมะนาวจิ้มแจ่ว และอีก 24 คน

 

          #26 คอมบัสชั่น ! สมาชิกระดับ 2 ดาว

            หน้าตาก็บึ้ง เราว่าเขาไม่ได้อยากจะปกป้องมนุษย์หรอก ดีไม่ดีอาจจะรำคาญมนุษย์หรือกระทั่งเกลียดมนุษย์ก็ได้ แต่ต้องทำตามสัญญากับโลกหลังความตายไม่งั้นอยู่ไม่ได้

            เห็นด้วย วิกิเมียเตี่ย, ซาซานามิ, ไม่ ไม่เอาน้ำโคลน และอีก 41 คน

 

          #33 -!!-นุ่งซิ่นแต่ผมทวินเทล-!!- สมาชิกระดับ 1 ดาว

            เขามีเรียนรึเปล่าคะ ถ้าเขามีเรียน แต่พวกคุณไปขวางเขาแบบนั้นจนเข้าเรียนสาย เขาก็ต้องโกรธอยู่แล้วเป็นธรรมดาสิคะ ลองคิดว่าเป็นคุณบ้างคุณจะทำยังไง

            เห็นด้วย ผ้าซิ่นตีนจก, ปั๊บชาย, นัสชี่ เฟรชชี่แมน และอีก 2 คน

 

          #34 ซาซานามิ สมาชิกระดับ 4 ดาว เจ้าของกระทู้

            เข้าใจค่ะว่าเขามีเรียนต่อ แต่บอกกันดีๆก็ได้นี่คะไม่เห็นต้องตวาดกันขนาดนั้นเลย มันสะท้อนถึงนิสัยข้างในของเขาค่ะว่าเป็นยังไง (ไม่อยากใช้คำแรงกว่านี้ค่ะ) คนดีๆเขาจะมาแว้ดๆใส่คนที่อุตส่าห์ชื่นชมเขา มารอดูเขาแบบนี้เหรอคะ ที่แน่ๆ เราไม่ทำแน่นอนค่ะ กลับกันเราอาจจะเลือกคนที่มาชื่นชมเรามากกว่าจะไปเข้าเรียนด้วยซ้ำ เข้าเรียนน่ะเรียนตามเมื่อไหร่ก็ได้ ขยันเรียนเองเอาก็ได้ แต่คนที่มารอชื่นชมเขาต้องสละเวลามาทั้งวันนะคะ ทำไมไม่ดูแลเขาให้ดีๆคะ

            เห็นด้วย นุกกี้นุกมิสไซล์, แสงไฟของวันนั้น, บูลด๊อกขี้แย และอีก 67 คน

 

          #65 ^^แมวน้อย รักตานีสุดหัวใจ^^ สมาชิกระดับ 3 ดาว

            พวกที่ต่อว่าท่านตานีน่ะ ทำได้อย่างท่านรึเปล่าคะ ท่านอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปดแต่ช่วยปกป้องตานนะคอนทั้งเมือง แล้วคุณไปรบกวนท่านแบบนั้นท่านก็ต้องโกรธเป็นธรรมดาสิคะ ท่านไม่ใช่นักบุญมาจากไหนนี่ แล้วคุณยังจะมาต่อว่าท่านแบบนี้อีก ขอให้ท่านทนไม่ไหวเอาปืนไปยิงคุณเข้าสักวันเถอะค่ะ !

            เห็นด้วย EYO Fan [ซารางแฮ], กิ๊บกิ้ว, ห่านจิกเจ็บจัง และอีก 49 คน

 

          #67 ซาซานามิ สมาชิกระดับ 4 ดาว เจ้าของกระทู้

            หลับหูหลับตาเชียร์กันเข้าไปค่ะ ขอถามกลับหน่อยนะคะ ทำไมเราจะต้องทำให้ได้เหมือนตานีคะ เราไม่ใช่ตานี ไม่ได้มีหน้าที่ต้องปกป้องเมืองสักหน่อย แล้วถามจริงๆเถอะ คุณรู้ได้ยังไงว่าที่เขาบอกว่าตานีปกป้องเมืองน่ะเป็นเรื่องจริง อาจจะแต่งกันขึ้นมาก็ได้ ไม่ใช่คนที่บูชาตานีจนเลยเถิดอย่างพวกคุณแต่งก็ตานีนั่นแหละแต่งกันเองแล้วเอามาครอบงำพวกเรากันเอง หัดมีสติหัดคิดเองให้เป็นซะบ้างนะคะ โตๆกันแล้วค่ะ อ้อ และถ้าตานีเอาปืนมายิงเราจริงๆ ก็ให้มันรู้กันไปค่ะว่าตานีที่แท้จริงแล้วเป็นยังไง

            เห็นด้วย นุกกี้นุกมิสไซล์, บูลด๊อกขี้แย, ทาคาคาซึอาเบะยังร้อง และอีก 51 คน

 

 

            “ทนบ่ไหวแล้ว !

            ตานีสาวผมหางม้าทุบโต๊ะเปรี้ยงจนแก้วน้ำกระฉอกทันทีที่กลับเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นของโรงเก็บเครื่องบินในตอนสามทุ่มของวันพฤหัส สี่วันที่ผ่านมาเธอเปลี่ยนรถไปสี่คันแล้ว ตั้งแต่รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันเก่งไปจนกระทั่งรถฟอลโลว์มีของโรงเก็บเครื่องบิน* แต่ทุกคันก็โดนสะกดรอยตามทั้งที่สองคันหลังแทบไม่ได้ดูต่างอะไรจากรถของมนุษย์เลย แถมยังมีรูปหลุดมาบนอินเตอร์เน็ตอีกเพียบ ตอนนี้รถแบบที่เหล่าผู้คลั่งตานียังไม่เคยเห็นก็เหลือแค่หัวลากรถพ่วงขนต้นกล้วยกับรถลากเครื่องบินเท่านั้น แต่สองคันนั้นขืนเอาไปคงได้เด่นกว่าเดิมแน่ๆ

 

            “ข้าเจ้าก็บ่อยากไปโรงเรียนแล้ว”

            น้ำไทพูดเสียงหม่นหมอง เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างสมิงสาวซึ่งยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบาๆอย่างปลอบโยน เธอรู้ว่าน้ำไทเคยชอบโรงเรียนและเพื่อนๆมากขนาดไหน ทั้งจากที่กล้ายเล่าให้ฟังและเคยเห็นด้วยตาตัวเองเมื่อครั้งไปร่วมงานกีฬาสีกับวิญญาณชราในร่างหญิงสาวเมื่อเกือบเดือนที่แล้ว และเธอก็รู้ว่าถึงภายนอกจะดูเปราะบางน่าทะนุถนอมเพียงใด แต่น้ำไทก็ไม่ได้อ่อนแอ หากเธอถึงขั้นพูดแบบนี้แปลว่าสถานการณ์คงต้องเลวร้ายจริงๆ

 

            “ทุกตนแกล้งข้าเจ้า ทุกตนว่าข้าเจ้า ทุกตนบ่อู้กับข้าเจ้า” ตานีน้อยยกมือขึ้นปิดหน้า “ข้าเจ้ายะอะหยังผิดก๋า ที่ข้าเจ้าต้องโดนจะอี้แค่เพราะข้าเจ้าเป็นตานีเท่านั้นเองก๋า.....”

            “ใจเย็นๆเด้อน้ำไท บางครั้งก็เฮ็ดหูทวนลมไว้บ้าง บ่ต้องไปฟังเปิ้นทุกคำหรอก” หมิงพยายามปลอบรุ่นน้องสาว “แล้วบ่มีไผเข้าข้างน้ำไทบ้างเลยบ่”

            “ก็มีอยู่หรอกเจ้า” เด็กหญิงผมเปียตอบเบาๆ “แต่พอเปิ้นช่วยข้าเจ้าหรือแม้แต่มาอู้กับข้าเจ้า ก็โดนแบ่งแยกว่าเป็นฝ่ายตัวประหลาดกันไปหมด ข้าเจ้าบ่อยากหื้อเพื่อนๆ ต้องมาลำบากเพราะข้าเจ้า.....”

            “แต่แปลก” เด็กหนุ่มหน้าดุขมวดคิ้ว “ทั้งๆที่มีข่าวตานีเด็กพกอาวุธ คนอื่นก็น่าจะกลัวกันสิ ไม่ใช่แกล้งแบบนี้”

            “ตอนแรกเปิ้นก็กล้าๆย่านๆอยู่หรอกเจ้า แต่พอหันข้าเจ้าบ่ยะอะหยัง เปิ้นก็ใส่กันเต็มที่เลย....”

            “งั้นก็ทำท่าเหมือนมีอาวุธให้เขากลัวซิ่”

            “จะบ้าก๋า” กล้ายสวนทันควัน “ขืนยะจะอั้นก็ยิ่งไปกันใหญ่สิ !

            “น้ำว้าก็คือกันบ่” สมิงสาวหันไปถามแฝดผู้พี่

            “ฮื่อ เอ้อ เจ้า” ตานีน้อยผมสั้นเติมคำลงท้ายทันพอดีเมื่อเห็นสายตาแฝงจิตสังหารจากวิญญาณหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่หลังแลปทอปที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ “แต่ข้าเจ้าบ่ได้ใส่ใจอะหยังเรื่องเพื่อนอยู่แล้วเลยบ่ได้คึดอะหยังมาก ห่วงก็แต่น้ำไทนี่แหละ”

            “อย่าเสียใจเลยน้ำไท เข้มแข็งไว้” สายผู้ทรงทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สุดในห้องเอ่ยเสียงนุ่ม “สักวันหมู่เปิ้นก็จะเข้าใจเอง ว่าจะตานี จะมนุษย์ หรือแม้แต่วิญญาณ สุดท้ายก็มีชีวิตจิตใจเหมือนๆกัน”

            “แต่เมื่อได๋เปิ้นจะเข้าใจล่ะเจ้าอุ๊ยสาย..... จะต้องรอหื้อข้าเจ้าร้องไห้อีกกี่ครั้งกัน.....”

            “ก็ถึงอู้ว่าหื้อเข้มแข็งเอาไว้จะได ถ้าน้ำไทบ่เข้มแข็งก็บ่มีอะหยังดีขึ้นหรอก สู้เข้าไว้ ทุกอย่างจะดีเอง” หญิงสาวหน้าหวานยิ้มให้กำลังใจตานีน้อย “แต่จะไดก็อย่าบ่อยากไปโรงเรียนเลย น้ำไทต้องเรียนเยอะๆ จะได้เป็นตานีเก่งๆ เหมือนเอื้อยๆเปิ้นจะได”

            “เจ้า ข้าเจ้าจะพยายาม.....”

            “แล้วเรื่องรถจะยะจะไดดี” สายเปลี่ยนคู่สนทนาเป็นหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพร้อมๆกับเปลี่ยนเสียงให้เป็นงานเป็นการขึ้น “จะหื้ออุ๊ยไปขอยืมรถจากหลานอุ๊ยมาก่อ ที่โรงงานน่าจะมีรถว่างๆหื้อยืมได้อยู่”

            “บ่เป็นอะหยังเจ้า รบกวนเปล่าๆ....”

            “หรือขี่เฮาไปก็ได้เด๊ เดี๋ยวเฮาไปส่งตรงแยกใกล้ๆมหาลัย เอาบ่”

            “ผู้ได๋จะเอาล่ะบ่าสมิงบ้าพลังนี่” เด็กสาวผมหางม้าปฏิเสธพร้อมแยกเขี้ยวใส่คู่หูคู่กัดสาว แต่เธอก็อธิบายเหตุผลให้เพื่อนสาวฟังต่อ “ถึงบริเวณเมืองตานีจะมีอุปกรณ์พรางตาอยู่ก็แต๊ แต่ถ้าไปส่งขอบๆนอกจะอั้นอาจจะหลุดจากขอบเขตของอุปกรณ์พรางตาก็ได้ แล้วถ้ามีผู้ได๋หันหมิงร่างเสือเดี๋ยวก็จะเป็นข่าวใหญ่ว่าตานีเลี้ยงเสือไว้อีก ลำบากทั้งหมิงทั้งหมู่เฮาเลย”

            “อ้อ อืมๆ ก็เข้าใจอยู่” หมิงพยักหน้าหงึกๆ เธอเกือบปากไวกัดเพื่อนสาวกลับไปแล้ว “ว่าแต่ ถ้าจั่งซั่นพวกกล้ายสิไปโรงเรียนกันจังไสล่ะ ใช้รถเดี๋ยวก็โดนสะกดรอยตามอีก”

            “เดินไปมั้ยล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่เสนอ

            “สองชั่วโมง นายย่างไหวก่อล่ะ” กล้วยย้อนถาม

            “สองชั่วโมงเลยเหรอ....” เด็กหนุ่มหน้าดุออกอาการลังเล เดินสองชั่วโมงเขาทำได้อยู่แล้ว แต่ออกจากโรงเก็บเครื่องบินให้เร็วขึ้นสองชั่วโมงนี่เรื่องใหญ่ แค่ตอนนี้ก็ต้องออกไปตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าอยู่แล้ว “ถ้างั้นก็.... ที่นี่มีโครงข่ายอุโมงค์ไม่ใช่เหรอ ตอนที่เราบุกไปเอาต้นกล้วยมาเมื่อต้นปีน่ะ แทนที่เราจะเอารถออกถนนใหญ่ ก็วิ่งตามอุโมงค์ไปจอดไว้แถวใกล้ๆตานนะคอนพิทยาคม แล้วค่อยปีนออกมาจากอุโมงค์ก็ได้นี่”

            “ก็.... น่าจะได้ เดี๋ยวขอลองดูก่อนว่าใช้ได้ก่อ” ราชินีตานีดึงโทรศัพท์มือถือของเธอออกมา ลากนิ้วสั่งให้มันตรวจสอบระบบอุโมงค์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเส้นทางที่เธอต้องใช้เป็นสีเขียวตลอดแนว “ใช้ได้อยู่แหละ ยาวไปถึงแยกใกล้ๆตานนะคอนพิทยาคมเลย ก็ยะอย่างที่จ้าดว่าก็ได้ เอารถไปจอดไว้ตรงนั้นแล้วก็ปีนออกทางช่องตานีลอด เตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนหน่อยก็ดี ข้าเจ้าว่าฝุ่นเพียบแน่ๆ”

            “อุ๊ยจำลักษณะช่องตานีลอดบ่ค่อยได้แล้ว แต่.... ถ้าเกิดคนเห็นตอนออกจากช่องนั่นขึ้นมาจะบ่ยิ่งยุ่งกันใหญ่ก๋า” สายท้วง

            “ทางออกตรงนั้นมีต้นสนคลุมหนาอยู่แล้ว บ่น่าจะมีปัญหาเจ้า” ตานีสาวหน้าจืดตอบ

            “อืม.... ถ้าจะอั้นก็ได้” หญิงสาวหน้าหวานพยักหน้า “แต่ถ้าจะเอาจะอั้นแต๊ๆก็ต้องออกเช้ากว่าเดิมหน่อยเน่อ เผื่อออกจากปากทางบ่ได้หรืออะหยังขึ้นมาจะได้บ่ไปโรงเรียนสายกัน เพราะจะอั้น ไปนอนกันได้แล้ว” สายปิดท้ายด้วยคำสั่ง

            “เจ้า.....”

            “ค่า.....”

            “คร้าบ.....”

 

 

            เกือบห้าทุ่มแล้ว หนึ่งคนและเกือบทุกตนในโรงเก็บเครื่องบินเข้านอนกันหมดแล้ว สายเดินจากห้องนอนชั้นบนลงมายังห้องประชุมที่ชั้นสองอีกครั้งเพื่อปิดไฟและเช็กระบบรักษาความปลอดภัยเป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อเดินผ่านห้องนั่งเล่น เธอก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่ากล้วยยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกลางห้อง ราชินีตานีอยู่ในชุดนอนเสื้อยืดกางเกงวอร์มแล้ว แต่เธอยังไม่นอนและดูทีท่าว่าคงยังไม่อยากนอนในเร็วๆนี้แน่ ดวงตาเรียวหรี่ลงขณะจ้องตรงไปยังหน้าจอแลปทอปสีเงินคาดเขียวพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น ริมฝีปากบางเม้มเหมือนมีเรื่องหนักใจถ่วงอยู่ในอกแบนๆของเธอ

 

            “ท่านกล้วย ยังบ่นอนอีกก๋า” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกเดินมายืนข้างลูกศิษย์สาว “พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าเน่อ ถึงตานีจะบ่จำเป็นต้องนอนก็เถอะ แต่นอนเยอะๆ พลังงานวิญญาณก็ฟื้นตัวได้ดีขึ้นเน่อ”

            “เดี๋ยวก็คงไปนอนแล้วล่ะเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดเงยหน้าขึ้นตอบ ก่อนจะชี้มือไปยังหน้าจอแอลซีดีเบื้องหน้า “อุ๊ยสาย ดูนี่สิเจ้า”

            “อะหยัง”

 

            ดวงตาคู่สวยที่เรืองแสงสีแดงหรี่ลงเมื่อเพ่งมองสิ่งที่ตานีสาวชี้ แล้วมันก็ต้องเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งอย่างตกใจ ในหน้าจอเปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์เอาไว้สองหน้าต่าง หน้าต่างหนึ่งเป็นเว็บบอร์ดพันธุ์ดิบ ด้านบนสุดของหน้าเว็บ ลิ้งค์กระทู้ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเขียนด้วยตัวอักษรสีขาวใหญ่เกือบเท่าชื่อเว็บเด่นเป็นสง่าอยู่ในกรอบสีเหลือง

 

          กระทู้ - เจอตัวจริงแล้ว แต่ว่า.....

          ผู้เข้าชม - 13,744    ความเห็น – 742

 

          กระทู้ - [แอนตี้ตานี !] ไม่ชอบตานีเลย ใครคิดเหมือนกับเราบ้าง

          ผู้เข้าชม – 8,119      ความเห็น – 127

 

          กระทู้ - [Anti-Taanii] บูชากันยังกะเป็นเทพ เนื้อแท้เป็นยังไงมาดู !

          ผู้เข้าชม – 7,953      ความเห็น – 211

 

          กระทู้ - [Anti-Anti-Tanii] ทนไม่ไหวแล้ว ! ไม่ชอบตานีก็ออกจากเวียงตานไปซะ !

          ผู้เข้าชม – 5,861      ความเห็น – 209

 

            อีกหน้าต่างหนึ่งเป็นหน้าเว็บของสมุดหน้า ซึ่งก็ทำให้หัวใจของหญิงชราในร่างหญิงสาวบีบตัวอย่างเจ็บปวดได้ไม่แพ้กัน

 

          กลุ่ม – รวมพลคนไม่เอาตานี ได้โพสต์วิดีโอ

            เห็นกันจะๆ ! ขับเร็วกว่ากำหนด ปาดซ้ายปาดขวา ตำรวจก็ไม่จับ บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว !?

 

          กลุ่ม – ฉัน เป็น “ชาวเวียงตานหัวก้าวหน้า” ได้แสดงความคิดเห็น

            คนที่คลั่งตานี เขาจะรู้ไหมหนอว่าในอดีต สิ่งที่เขาเคารพบูชาเคยเข่นฆ่ามนุษย์ไปแล้วกี่ชีวิต เขาจะรู้ไหมหนอว่าสิ่งที่เขาเคารพบูชาเคยแม้กระทั่งสังหารเจ้าผู้ครองเมืองเวียงตาน ถ้ารู้แบบนี้แล้วเขาจะยังเคารพกันอยู่หรือเปล่า

 

          กลุ่ม – โหดแต๊ ได้โพสต์รูปภาพ

            เห็นคนตื่นเต้นดีดดิ้นเป็นแฟนคลับคลั่งดารากันแบบนี้ ก็ทำให้กล้วยในมือผมสั่นไปหมด !

 

            “อะหยังกัน” สายอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง “เมื่อวานซืนตอนอุ๊ยลองหาๆดูยังบ่มีเพจพวกนี้ขึ้นมาเลย ยะหยังถึงได้.....”

            “บ่แปลกหรอกเจ้า สมัยนี้มีเครือข่ายสังคมออนไลน์จะอี้ อะหยังๆก็เร็วไปหมด”

            สมัยนี้” หญิงสาวหน้าหวานหรี่ตาลง “จะว่าอุ๊ยแก่ตามโลกบ่ทันแม่นก่อ”

            “ข้าเจ้าเครียดเน่ออุ๊ยสาย”

            “สุมาเน่อ....” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าฝั่งตะวันออกหน้าเจื่อนลงเมื่อโดนลูกศิษย์สาวดุกลายๆ “แต่.... จะเร็วจะไดก็บ่น่าจะมีกระแสต้านออกมาเร็วจะอี้นี่ หรือว่าที่มหาลัยเกิดอะหยังขึ้น”

            “ก็... จะว่าเกิดก็เกิดอยู่แหละเน่อ” กล้วยยอมรับ “มีคนมารอดูหมู่เฮาทุกวัน หมู่เฮาจะหนีก็หนีบ่พ้น โดนล้อมหน้าล้อมหลังจนแทบย่างไปเรียนบ่ได้ โดนล้อมหนักๆเข้า กล้ายเปิ้นก็.... เปิ้นก็ใจร้อนอยู่แล้ว เลยตวาดไล่คนที่มารุมไปหลายครั้งเหมือนกัน ก็บ่แปลกหรอกที่จะมีกระแสต่อต้านจะอี้”

            “แล้วยะหยังท่านกล้วยบ่บอกอุ๊ย !?” เสียงของหญิงสาวหน้าหวานสูงปรี๊ดทันที

            “สุมานักๆเจ้า” น้ำเสียงของราชินีตานีฉายแววรู้สึกผิด “ข้าเจ้าหันอุ๊ยสายยุ่งแล้วก็มีเรื่องหื้อต้องคึดเยอะอยู่แล้ว เลยบ่อยากรบกวนอะหยังมาก.....”

            “บ่ได้ เรื่องใหญ่จะอี้ต้องบอกกันสิ บอกหื้อเร็วที่สุดด้วย !” สายเน้นเสียง “แล้วท่านกล้วยก็น่าจะฮู้นี่ว่าสถานการณ์จะอี้การสร้างภาพสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วยะหยังท่านกล้วยถึงปล่อยหื้อเป็นจะอี้ล่ะ !?

            “หมายความว่าจะไดเจ้า สร้างภาพ ? สร้างความน่าเชื่อถือ ?”

 

            วิญญาณสาวหน้าหวานขมวดคิ้ว ทั้งหงุดหงิดและงุนงงเป็นที่สุด นักเรียนดีเด่นอย่างกล้วยไม่รู้เรื่องพื้นฐานของสงครามจิตวิทยาแบบนี้ได้อย่างไรกัน แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ขยับปากต่อว่าหรือถามอะไรลูกศิษย์สาวไปมากกว่านั้น อดีตอาจารย์พิเศษก็นึกขึ้นได้ว่าหลักสูตรของตานีไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ หรือหากจะว่ากันตามจริง การปราบผีของตานีก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยการสร้างภาพหรือความน่าเชื่อถืออะไรอยู่แล้ว จึงไม่แปลกเลยที่เด็กสาวหน้าจืดจะไม่รู้เรื่องแบบนี้ และเธอก็แน่ใจว่าต่อให้ถามกล้ายหรือน้ำว้าน้ำไท สามตนนั้นก็คงจะไม่รู้เช่นกัน

 

            “สุมาเน่อ อุ๊ยลืมไปว่าท่านกล้วยบ่ได้เรียนมา” วิญญาณสาวหน้าหวานเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “อู้ง่ายๆก็แล้วกัน ตอนนี้ท่านกล้วยแล้วก็ตานีทุกตนกำลังตกเป็นเป้าสนใจของคนหมู่มากอยู่ ท่านกล้วยฮู้แม่นก่อ”

            “เจ้า” ตานีสาวพยักหน้า

            “ในเมื่อกำลังตกเป็นเป้าสนใจ ท่านกล้วย ท่านกล้วย หรือน้ำว้าน้ำไทยะอะหยังไป ก็ย่อมต้องมีคนฮู้มากแม่นก่อ”

            “เจ้า”

            “และในเมื่อคนฮู้มาก เปิ้นก็ย่อมตัดสินว่าตานีเป็นจะไดไปตามสิ่งที่หมู่ท่านกล้วยแสดงออกถูกก่อ ถ้าท่านกล้วยท่านกล้ายแสดงออกว่าเป็นมิตรกับมนุษย์ แสดงออกว่าใจดี เปิ้นก็จะติดภาพว่าตานีเป็นมิตรกับมนุษย์แล้วก็ใจดี และเปิ้นก็จะชอบ แต่ถ้าเกิดท่านกล้วยหรือท่านกล้ายไปตวาดใส่หมู่เปิ้น หรือยะหื้อหมู่เปิ้นย่าน เปิ้นก็จะติดภาพว่าตานีน่าย่าน หรืออย่างที่ท่านกล้วยหัน แค่ขับรถหนีคนที่มาตามก็โดนเหมาไปแล้วว่าขับรถอันตราย อยู่เหนือกฎหมาย”

            “ก็แต๊เน่อเจ้า....”

            “เพราะจะอี้ การสร้างภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญจะได” สายสรุป “และในเมื่อตอนนี้ยิ่งมีกระแสข่าวเรื่องตานีละอ่อนถืออาวุธด้วย ก็ยิ่งต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือหื้อหมู่มนุษย์เชื่อว่าตานีจะบ่ทำร้ายเปิ้น เข้าใจแม่นก่อ”

            “บ่เข้าใจเจ้า” คราวนี้ราชินีตานีส่ายหน้า “ปกติหมู่เฮาก็บ่ได้ทำร้ายมนุษย์อยู่แล้ว แล้วหมู่เฮาก็บ่ได้ยะอะหยังอย่างที่ถูกกล่าวหาด้วย ยะหยังหมู่เฮาต้องสร้างภาพด้วยล่ะเจ้า ในเมื่อเนื้อแท้ของหมู่เฮาก็เป็นจะอั้น ต่อหื้อบ่สร้างภาพ สักวันหมู่เปิ้นก็ต้องหันต้องฮู้ได้แน่นอนอยู่แล้วนี่เจ้า”

            “ท่านกล้วยคึดตรงเกินไป” วิญญาณสาวหน้าหวานส่ายหน้าเช่นกัน “ยกตัวอย่างเช่น.... สุมาเต๊อะ เรื่องของท่านกล้าย ที่เปิ้นถูกใส่ความว่าฆ่าแม่ของท่านกล้วย แต๊ๆแล้วเปิ้นบ่ได้ทำแม่นก่อล่ะ แต่พออีกฝ่ายใส่ความมากๆเข้าจะอั้น แล้วท่านกล้ายก็บ่แก้ข่าว แถมยังยะท่าทีมืดมนจะอั้นด้วย สุดท้ายแม้แต่ท่านกล้วยที่น่าจะสนิทกับท่านกล้ายที่สุดก็ยังเชื่อจะอั้นเลย แล้วกว่าจะมาฮู้ความแต๊ ความเสียหายมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ถ้าท่านกล้ายแก้ข่าว พยายามสร้างภาพสร้างความน่าเชื่อถือหื้อตัวเองบ้าง ถึงท่านกล้วยอาจจะบ่เชื่อ ตนอื่นอาจจะบ่เชื่อทั้งหมด แต่สถานการณ์ของเปิ้นก็คงจะดีกว่านี้ถูกก่อ”

            “มันก็.... แต๊อยู่แหละเจ้า” กล้วยตอบช้าๆ “ถ้าอู้จะอี้ ข้าเจ้าก็พอเข้าใจความสำคัญของการสร้างความน่าเชื่อถืออยู่แหละเจ้า”

            “แม่นก่อล่ะ” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกยิ้มให้ลูกศิษย์สาวก่อนจะพูดต่อ “เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็หื้อมันผ่านไป หมู่เฮาไปแก้ไขอะหยังบ่ได้ แต่หลังจากนี้อุ๊ยอยากหื้อท่านกล้วยกับท่านกล้ายพยายามเป็นมิตรกับหมู่มนุษย์หื้อมากที่สุด เปิ้นจะมารอดู จะมายืนขวาง จะอู้อะหยังหรือขอหื้อยะอะหยัง ถ้าบ่เหนือบ่ากว่าแรงมากนักก็ยะๆตามเปิ้นไป จะโกรธจะอึดอัดอะหยังก็ขอหื้อเก็บไว้ในใจก่อน รอหื้อสถานการณ์ดีขึ้นก่อน พอจะยะได้ก่อท่านกล้วย”

            “บ่ฮู้สิเจ้า.....” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงหนัก เธอยกมือขึ้นกอดทับอกแบนๆพร้อมกับห่อไหล่ “อุ๊ยสายฮู้ก่อ คนที่มารอดูเปิ้นบ่ได้แค่มายืนดูหรือมาถามอะหยังเฉยๆ มีคนพยายามถ่ายรูป ถ่ายธรรมดาบ่พอ ยังมีก้มไปถ่ายใต้กระโปรงหมู่เฮา บางตนก็ยื่นมือจะมาจับตัวหรือแม้แต่จับอกจับก้นหมู่เฮา บางตน.....”

            “จับอกจับก้นเลยก๋า !?” วิญญาณสาวอุทานเสียงสูง ดวงตาคู่สวยที่ส่องประกายสีแดงเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อหู

            “เจ้า” ตานีสาวพยักหน้า ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอัดอั้น “บางตนก็ดึงผมทึ้งผม บางตนก็พยายามจะล้วงมาในเสื้อแล้วก็ในกระเป๋ากระโปรง บ่ฮู้ว่าอยากจะลวนลามหรือว่าจะหาอาวุธหรืออะหยังกันแน่ แต่มันแย่แต๊ๆเจ้าอุ๊ยสาย บ่ต้องอู้ถึงกล้ายเลย ข้าเจ้าเองก็บ่ฮู้ว่าจะทนได้อีกนานเท่าได๋เหมือนกัน”

            “ก็แย่แต๊ๆอย่างที่ท่านกล้วยว่านั่นแหละเน่อ....” สายถอนหายใจหนักหน่วง เธอพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมหัวหน้าหน่วยจู่โจมถึงได้โมโห เป็นเธอคงทำมากกว่านั้นสักสิบเท่า เอาให้คนที่ลวนลามลงไปกองกราบไหว้เธออยู่กับพื้นเลยด้วยซ้ำ “แต่ก็เอาเป็นว่าถ้าบ่ถึงขนาดนั้น ท่านกล้วยก็พยายามยะท่าเป็นมิตรยะท่าใจดีกับเปิ้นหน่อยได้ก่อ หรือถ้าเกิดเปิ้นยะจะอั้นอีกก็อู้กันดีๆบอกกันดีๆ ถ้าเปิ้นยังบ่หยุดก็แจ้งตำรวจก็ได้ แต่อย่าตวาดหรือยะอะหยังเปิ้น อย่างน้อยก็กู้ภาพลักษณ์ของตานีในสายตามนุษย์สักหน่อย”

            “ข้าเจ้าน่ะได้อยู่แล้วเจ้า แต่กล้ายนี่สิ.....”

            “เดี๋ยวอุ๊ยอู้กับเปิ้นเอง” หญิงสาวหน้าหวานอาสาก่อนจะตัดบท “ดึกมากแล้ว ท่านกล้วยไปนอนเถอะ เดี๋ยวพลังงานวิญญาณจะฟื้นฟูบ่เต็มที่เอาเน่อ”

            “เจ้า ถ้าจะอั้นก็เจอกันพรุ่งนี้เน่อเจ้าอุ๊ยสาย”

 

            เด็กสาวหน้าจืดพับแลปทอป ยัดมันเก็บเข้ากระเป๋าที่วางพิงอยู่กับขาโต๊ะ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องพร้อมกับวิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาว ราชินีตานีค้อมหัวลาอดีตอาจารย์ของเธอเล็กน้อยก่อนจะบ่ายหน้าไปทางบันได สายยืนมองลูกศิษย์สาวจนแน่ใจว่าเธอขึ้นบันไดไปนอนแล้วแน่ๆ จึงหันหลังเดินต่อไปยังห้องประชุม

 

            แผนที่เมืองตานนะคอนขนาดเกือบสี่คูณสี่เมตรยังคงสว่างเรืองอยู่บนหน้าจอแอลซีดีที่กินเนื้อที่ตลอดแนวผนังห้อง จุดนับล้านจุด ทั้งสีม่วงอมน้ำเงินที่แทนมนุษย์ และสีแดงที่แทนวิญญาณ ยังคงเคลื่อนที่ขวักไขว่ทั้งที่ควรจะเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน สายเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าจอ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงเหม่อมองไปยังพื้นที่เขตธุรกิจเชียงแสนซึ่งมีจุดอยู่หนาแน่นที่สุด ขณะสมองจมลงสู่ห้วงความคิด

 

            สี่ร้อยปีที่แล้ว สงครามกลางเมืองระหว่างมนุษย์และตานีก็เริ่มขึ้นด้วยเรื่องแบบนี้ การใส่ความ การใส่ร้าย การยุแยง การสร้างความหวาดระแวง และการล้างสมอง บัดนี้ สามร้อยหกสิบแปดปีหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น กงล้อแห่งประวัติศาสตร์กำลังจะวนกลับมาย่ำรอยเดิมของมันอีกครั้ง.....

 

            แต่เธอจะไม่ยอมให้มันทำเช่นนั้นได้เด็ดขาด

 

 

            วันรุ่งขึ้น ผู้มีเรียนทั้งห้า บวกกับอีกหนึ่งผู้ดูแลโรงเก็บเครื่องบินตื่นกันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ทุกตนและอีกหนึ่งคนอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว และเมื่อกินข้าวเช้าอันประกอบด้วยข้าวเหนียวห่อกะเพราเนื้อกวางที่สายทำไว้ให้ตั้งแต่เมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว สายก็สับสวิตช์เปิดอุโมงค์ ขณะสี่ตานีหนึ่งมนุษย์เดินออกจากโรงเก็บเครื่องบินไปขึ้นรถท่ามกลางพายุที่กระหน่ำทั้งลม ฝนและหิมะลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

 

            “อากาศไม่ดีเลยแฮะวันนี้” หลานชายหมอผีใหญ่บ่นหลังจากเหวี่ยงประตูรถปิดแล้ว “นี่เราต้องเดินฝ่าทั้งฝนทั้งหิมะนี่จากปากอุโมงค์ไปถึงมหาลัยเลยเรอะ แข็งตายกันพอดี”

            “อย่าสำออยน่าบ่าจ้าดง่าว” กล้ายตอบห้วนๆ ขณะมือกดปุ่มสตาร์ตก่อนจะพารถเคลื่อนตัวฝ่าม่านหยาดน้ำฟ้าขาวโพลนไปอย่างช้าๆ “แค่ข้ามถนนแล้วเดินต่ออีกกิโลกว่า บ่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว อย่าบอกเน่อว่านายเดินบ่ไหว นายก็เคยไปปราบผีกลางหิมะมาตั้งนับครั้งบ่ถ้วนแล้วบ่แม่นก๋า หรือว่าลืมไปหมดแล้ว หรือว่าเพิ่งสอบเสร็จเลยเกิดสำออยกว่าปกติขึ้นมา ?”

            “ไอ้ไหวน่ะไหวอยู่หรอก.....” เด็กหนุ่มหน้าดุบ่นอุบอิบ แต่เขารู้สึกได้จากน้ำเสียงและการตบมุกที่ยาวกว่าปกติของเพื่อนสาวว่าไม่ควรต่อล้อต่อเถียง

            “เป็นอะหยังก่อกล้าย” ดูเหมือนกล้วยจะรู้สึกผิดสังเกตกับท่าทีของเพื่อนสาวเช่นกัน

            “จะอะหยังล่ะ ก็อุ๊ยสายน่ะสิ” ตานีสาวผมหางม้าระเบิดออกมาทันที เสียงของเธอเหมือนดังขึ้นสองเท่าเมื่อรถหลุดจากเม็ดฝนและสายลมที่กระหน่ำกระทบตัวรถเข้ามาในอุโมงค์อันเงียบสงัด “เปิ้นเรียกข้าไปคุยตอนอาบน้ำเสร็จ ฮู้ก่อเปิ้นอู้ว่าจะได เปิ้นบอกหื้อข้ายะดีๆกับหมู่มนุษย์จ้าดวอกนั่น ลองมาโดนเองบ้างสิแล้วจะฮู้สึก !

            “ฮู้ ข้าเจ้าอู้กับเปิ้นเมื่อคืนไปแล้ว” ราชินีตานีตอบเรียบๆ

            “แล้วกล้วยว่าจะไดไป” กล้ายถามกลับ มีแววท้าทายแกมหาเรื่องอยู่ในน้ำเสียงของเธอ “อย่าบอกเน่อว่าหันด้วยกับเปิ้น”

            “ฮื่อ ก็หันด้วย”

            เสียงของตานีสาวผมหางม้าสูงปรี๊ดทันที “จะบ้าก๋ากล้วย มนุษย์หมู่นั้นจะจับอกหมู่เฮาเน่อ !

            “เอื้อยกล้วยคงบ่กังวลหรอกเจ้า เปิ้นบ่มีอะหยังหื้อจับ”

            “น้ำว้า !?

            “น้ำว้า เดี๋ยวเถอะ !” เด็กสาวหน้าจืดหันไปดุเสียงเขียวใส่รุ่นน้องสาวซึ่งส่งยิ้มยิงฟันมาให้จากเบาะหลัง ก่อนจะหันกลับมาหากล้าย “เปิ้นบ่ได้อธิบายก๋าว่าตอนนี้การสร้างภาพสำคัญจะได”

            “อธิบาย แต่ข้าว่าบ่หันต้องสนใจอะหยังเลย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงห้วน “โดนทั้งจับอกจับก้นแล้วก็ถ่ายรูปใต้กระโปรงจะอั้น ต่อหื้อข้าชกกลับหรือกระทืบซ้ำยังจะชอบธรรมเลยด้วยซ้ำ แล้วข้าก็พร้อมจะพนันเลยด้วยว่าต่อหื้อเป็นมนุษย์ที่เรียบร้อยเท่าได๋เปิ้นก็จะยะอย่างข้านี่แหละ ดีบ่ดีแจ้งตำรวจไปแล้วด้วย !

            “ก็แม่น แต่ปัญหาคือ หมู่เฮาเป็นตานี จะยะอย่างที่มนุษย์ยะบ่ได้”

 

            คำตอบของกล้วยทำเอาเงียบกันไปทั้งคันรถ ตั้งแต่คนขับยันเด็กหญิงผมเปียที่เบาะหลัง เสียงสะอึกสะอื้นของตานีน้อยเมื่อคืนผุดขึ้นมาในโสตประสาทของทุกตนและทุกคน

 

            ข้าเจ้ายะอะหยังผิดก๋า ที่ข้าเจ้าต้องโดนจะอี้แค่เพราะข้าเจ้าเป็นตานีเท่านั้นเองก๋า.....

 

            “ถ้าจะอั้น ตอนนี้หมู่เฮาก็คงต่ำกว่ามนุษย์” ตานีสาวผมหางม้าพูดลอดไรฟัน “มนุษย์ตอบโต้ได้ ปกป้องร่างกายตัวเองได้ ปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองได้ แต่หมู่เฮาปกป้องไม่ได้ จะอั้นสิเน่อ.....”

            “มันก็บ่แม่นจะอั้น....” เด็กสาวหน้าจืดตอบ เธอจับแววเจ็บแค้นในน้ำเสียงของเพื่อนสาวได้ “แต่อย่างน้อยตอนนี้ ยอมตามเปิ้นไปก่อนจะดีกว่าเน่อ”

            “แล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปกป้องตัวเองหรอก” จ้าดเสริม “เดี๋ยวเราจะช่วยปกป้องกล้ายกับกล้วยให้เอง”

            “ปากดี ตัวเองน่ะเอาหื้อรอดก่อนเถอะย่ะบ่าจ้าดง่าว !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสวนกลับเสียงเขียว “แหม ยะเป็นจะมาปกป้อง สามสี่วันที่ผ่านมานายน่ะโดนหนักสุดเลยบ่แม่นก๋า !?

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะแหะๆพลางเกาหัวแกรกๆ จริงอย่างที่กล้ายว่า ตลอดช่วงตานีฟีเวอร์สามสี่วันมานี้ กลับเป็นเขาผู้เป็นมนุษย์ที่โดนซักและโดนล้อมหนักที่สุด ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่ได้อยู่ในฐานะขึ้นหิ้งเป็นที่ชื่นชมเคารพบูชาเหมือนเพื่อนสาวทั้งสอง การล้อมและการเค้นถามจึงหยาบคายและรุนแรงกว่าอยู่ไม่น้อย สองวันแล้วที่เขาถึงกับต้องขอให้นัสและตั้งซื้ออาหารจากเจ็ดสิบเอ็ดประจำคณะมาให้ด้วยไม่สามารถฝ่าฝูงชนที่พร้อมจะฉุดกระชากลากถูเขาออกไปสอบสวนเหมือนเป็นอาชญากรตัวฉกาจไปยังโรงอาหารได้ จะมีเบากว่าสองตานีสาวอยู่บ้างก็ตรงยังไม่มีใครอุตริมาจับอกจับก้นหรือล้วงเสื้อล้วงกางเกงเขา ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะหากมีแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เขาคงโดดเรียนประชดการเสียเชิงชายอยู่กับโรงเก็บเครื่องบินไปแล้ว

 

            “แหม.... ขอเค้าทำตัวเท่สักหน่อยก็ไม่ได้.....”

            “เอาเถอะ ก็บ่แม่นว่าข้าบ่เข้าใจเรื่องที่อุ๊ยสายอู้หรอกเน่อ” กล้ายตัดบทพลางถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “ข้าจะพยายามละกัน”

            “ก็หวังว่าคงบ่มีผู้ได๋เล่นพิเรนทร์จะอั้นอีกละกัน....”

 

            เกือบสิบนาทีต่อมา บานประตูเหล็กหนาหนักที่มีสลักกลอนซับซ้อนก็ปรากฏขึ้นมาในแสงไฟหน้า กล้ายตีรถเข้าจอดชิดผนังอุโมงค์ก่อนจะกดปุ่มดับเครื่อง ขณะผู้โดยสารทั้งสี่คว้าสัมภาระก่อนจะก้าวลงจากรถลงมายังพื้นที่มีฝุ่นจับหนาเตอะ หัวหน้าหน่วยจู่โจมคว้ากระเป๋าของเธอที่เบาะหลัง เหวี่ยงประตูปิดก่อนจะกดปุ่มเปิดระบบพรางตัวกันเหนียวแม้เธอจะค่อนข้างแน่ใจว่าหากมนุษย์หลุดลงมาถึงนี่ได้เธอคงมีเรื่องใหญ่กว่ารถให้กังวล รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่เลือนหายไปในความมืดของอุโมงค์ทันที

 

            “แค่ก ฝุ่นยังเยอะเหมือนเดิมนะ แค่ก แค่ก.....” จ้าดบ่น ซึ่งก็ไม่ได้เกินจริงอะไรนัก แต่ละก้าวที่รองเท้าบู๊ตทุกคู่ย่ำตีฝุ่นให้ฟุ้งกระจายเหมือนเคาะแปรงลบกระดานดำ เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเมื่อครั้งบุกชิงต้นกล้วยเขาสู้กับกระหังอยู่ในนี้ทั้งๆที่บาดเจ็บปางตายได้อย่างไร ขนาดตอนนี้ที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมเขายังแทบหายใจไม่ออกอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะสำออยขึ้นอย่างที่กล้ายว่าจริงๆหนอ “แล้วนี่เราจะขึ้นไปข้างบนยังไงเนี่ย”

            “นั่นจะได”

 

            กล้วยชี้ไปยังแท่งเหล็กรูปตัวยูกว้างๆ ที่ฝังตามแนวนอนเป็นขั้นบันไดอยู่ในผนัง มันเรียงกันเป็นตับตามแนวตั้งไปจรดช่องมืดๆบนเพดานที่สูงขึ้นไปเกือบยี่สิบเมตรหรือพอๆกับตึกหกชั้น หลานชายหมอผีใหญ่รู้สึกเสียววูบในท้อง ถ้าตกลงมาล่ะก็ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแหงๆ

 

            “อะหยัง ย่านความสูงขึ้นมาก๋าบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้าแขวะ “บ่ต้องย่าน ถ้าตกลงมาหมู่เฮาเบรกไว้ได้อยู่แล้ว”

            “ไอ้ตกลงมาน่ะไม่กลัวหรอก กลัวตอนปีนแล้วมองลงมามากกว่า....”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุพึมพำ แต่เขาก็ยอมปีนขึ้นไปเป็นคนแรกแต่โดยดี อย่างน้อยหากตกลงมาจะได้มีคนรอเบรกอยู่เบื้องล่าง อย่างไรก็ตาม ขั้นบันไดนั้นก็ปีนง่ายกว่าที่คิด มันทั้งฝืดและเกาะมือราวกับไม่ใช่เหล็ก แถมยังอุ่นอีกด้วย เพียงไม่ถึงนาที เขาก็ขึ้นมายืนอยู่ในห้องมืดๆ เหนืออุโมงค์ ก่อนที่จะตามมาด้วยตานีน้อยทั้งสอง และปิดท้ายด้วยสองตานีใหญ่

 

            กล้วยก้าวฉับๆฝ่าความมืดไปยังอีกฟากของห้อง สามตนและหนึ่งคนที่เหลือตามไปเป็นพรวนเหมือนเด็กประถมเล่นรถไฟด้วยในห้องแทบจะมืดสนิท แต่อึดใจต่อมา มันก็สว่างขึ้นบ้างเมื่อราชินีตานีเปิดฝาครอบแผงตัวเลขที่ติดอยู่ข้างอะไรบางอย่างซึ่งดูเหมือนประตูเหล็กบานใหญ่ เด็กสาวหน้าจืดพรมนิ้วกดมันอย่างคล่องแคล่ว แล้วประตูเหล็กบานนั้นก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นบันไดเกือบสิบขั้นที่ทอดขึ้นไปสู่แผ่นเหล็กสนิมเขรอะที่ถูกยึดเอาไว้กับเพดานอุโมงค์ด้วยบานพับเก่าๆ น้ำใสไหลหยดลงมาจากแผ่นเหล็กแผ่นนั้นเจิ่งนองไปทั่วพื้น ยังผลให้ทั้งบันไดมีตะไคร่เกาะเขียวคล้ำไปหมด

 

            “เดี๋ยวข้าเจ้าจะขึ้นไปก่อนแล้วดูลาดเลาหื้อ ระวังลื่นกันเน่อ”

            กล้วยย่ำเท้าหนักๆ ขึ้นไปดันแผ่นเหล็ก น้ำฝนและดินโคลนสาดโครมลงมาใส่หัวเธอจนเปียกโชก โชคดีที่มีเสื้อกันฝนที่เตรียมมาเป็นพิเศษคลุมเอาไว้ทั้งตัว ไม่เช่นนั้นคงต้องกลับโรงเก็บเครื่องบินไปเปลี่ยนชุดกันอีกครั้ง เด็กสาวหน้าจืดค่อยๆคลานลอดช่องเปิดระหว่างแผ่นเหล็กกับเพดานอุโมงค์ออกไปด้านนอก และเมื่อแน่ใจว่าทางสะดวก เธอก็ทำสัญญาณมือให้ที่เหลือตามเธอขึ้นไป

 

            นอกอุโมงค์ ฝนและหิมะยังคงตกหนัก แต่ต้นสนหลากชนิดที่ขึ้นกันหนาแน่นก็ช่วยกรองทั้งสองอย่างให้เบาลงไปบ้าง อย่างไรก็ตาม น้ำที่เล็ดลอดลงมาได้ก็ยังมากพอจะทำให้พื้นดินกลายเป็นโคลนจนการปีนขึ้นจากอุโมงค์เป็นไปอย่างทุลักทุเล เท้าของน้ำว้าลื่นพรืดจนแทบกลิ้งตกบันได ส่วนหลานชายหมอผีใหญ่กลืนน้ำโคลนไปทั้งอึกเมื่อเขาคว้าพลาดไปตบลงแอ่งน้ำจนสาดเข้าเต็มหน้า เด็กหนุ่มอดนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งบุกไปช่วยฟ้ากับน้ำไทที่วัดร้างกลางสายฝนเมื่อตอนกลางปีไม่ได้ ตอนนั้นอาจจะเปียกมากกว่า แต่มันก็เป็นถึงศึกสุดท้ายกับกองกำลังผีร้าย แต่นี่แค่ไปโรงเรียนไปมหาวิทยาลัยยังต้องลำบากขนาดนี้ รู้งี้เขาน่าจะเลือกเดินดีกว่า.....

 

            เมื่อกล้ายซึ่งเป็นตนสุดท้ายขึ้นมาแล้ว ราชินีตานีก็เหวี่ยงแผ่นเหล็กปิด มันกลืนไปกับพื้นหญ้าอย่างแนบเนียน ก่อนที่ทั้งห้าจะออกเดินฝ่าสายฝนตรงไปยังแยกหน้าโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมที่เห็นแสงไฟท้ายรถสีแดงเรียงกันเป็นแถวอยู่ลิบๆ

 

            “เอื้อยกล้วย” ตานีน้อยผมเปียเรียกรุ่นพี่สาวฝ่าสายฝน

            “น้ำไทเรียกเอื้อยก๋า” ผู้ถูกเรียกหยุดเดินหันมามองอีกฝ่าย เสียงฝนดังจนกลบเสียงน้ำไทแทบมิด

            “เจ้า” เด็กหญิงตอบ “ข้าเจ้า.... ขอปิ๊กโรงเก็บเครื่องบินได้ก่อเจ้า”

            “ได้จะไดล่ะน้ำไท” กล้ายหยุดเดินด้วยเหมือนกันเมื่อได้ยินคำพูดของรุ่นน้องสาว “ยะหยังถึงจะบ่ไปโรงเรียนล่ะ อุ๊ยสายก็บอกแล้วบ่แม่นก๋าว่าเข้มแข็งเอาไว้”

            “แม่น ข้าเจ้าก็บอกแล้วเหมือนกันว่าอย่าไปสนใจเปิ้น” น้ำว้าเสริม

            “ข้าเจ้าฮู้เจ้า.... แต่ข้าเจ้าก็ยัง.... ย่าน.....” เสียงของตานีน้อยหมองลง “ข้าเจ้าบ่อยากไปโรงเรียนที่มีแต่ตนที่รังเกียจข้าเจ้า บ่อู้กับข้าเจ้า.... เป็นเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้าย เอื้อยๆจะอยากไปกาเจ้า”

            “น้ำไท เอื้อยจะบอกอะหยังหื้อเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดคุกเข่าลงหน้ารุ่นน้องสาว มือแตะแก้มของเธอในฮู้ดของเสื้อกันฝนเบาๆ “ต่อหื้อเอื้อยโดนจะอั้น เอื้อยก็ยังอยากไปโรงเรียนเน่อ ไปโรงเรียนแล้วจะได้มีความฮู้เยอะๆ โตขึ้นเป็นตานีที่เก่งๆ และเอื้อยจะบ่ยอมหื้อผู้ได๋ก็บ่ฮู้มาขัดขวางบ่หื้อเอื้อยเป็นจะอั้นได้เด็ดขาด น้ำไทก็คงเหมือนกันแม่นก่อ”

            “ก็.... เจ้า.....” น้ำไทพยักหน้าช้าๆ

            “แม่นก่อล่ะ” กล้วยยิ้มให้รุ่นน้องสาว “ไปโรงเรียน เรียนหื้อเก่งๆ แล้วเป็นตานีที่ดีของเอื้อยๆเน่อ”

            “เจ้า.....”

 

            น้ำไทยังคงอิดออดอยู่บ้างเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน แต่เมื่อเหล่ารุ่นพี่ทั้งสามมาส่งเธอถึงใต้ตึกเรียนและช่วยกันปลอบเธออีกครั้ง เด็กหญิงก็ยอมเดินต้อยๆตามพี่สาวฝาแฝดขึ้นห้องไปแต่โดยดี

 

            “ไม่น่าเชื่อนะ” จ้าดเอ่ยขึ้นลอยๆ ขณะสามสหายร่วมรบเดินกลับจากตึกเรียนของน้ำไทไปยังประตูโรงเรียน “ทั้งๆที่วันก่อนยังวิ่งเข้าโรงเรียนอยู่เลยแท้ๆ”

            “ฮื่อ” เด็กสาวผมหางม้าตอบในลำคอ “แต่ข้าก็พอจะนึกภาพออกเน่อว่าเปิ้นต้องเจออะหยัง ก็คงคล้ายๆกับที่ข้าเจอตอนนางใส่ความข้าเรื่องแม่กล้วยล่ะมั้ง”

            “สุมาเน่อ” เสียงที่แฝงแววสำนึกผิดของกล้วยพูดมาจากด้านหลัง

            “บ่แม่นความผิดของกล้วยสักหน่อยนี่ ส่วนหนึ่งก็ความผิดข้าด้วยแหละ อุ๊ยสายอู้หื้อข้าฟังเมื่อเช้าแล้ว” กล้ายถอนหายใจเฮือก “แต่ขนาดตอนนั้นข้าอายุตั้งสิบห้าสิบหกแล้วยังสะเทือนใจจะอั้น ละอ่อนอย่างน้ำว้าน้ำไทคงสะเทือนกว่าหลายเท่า หมู่เฮาคงต้องช่วยดูแลเปิ้นหื้อมากขึ้นกว่านี้แล้วล่ะ”

            “ก็หวังว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้นะ....”

 

            สองตานีหนึ่งมนุษย์พักที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนเล็กน้อยเพื่อสะบัดน้ำที่ขังอยู่บนแอ่งในเสื้อกันฝนและเริ่มรั่วผ่านเนื้อผ้าร่มเข้าไปข้างในบ้างแล้วออก แต่ก่อนที่จะได้เดินต่อ เสียงคุยกันของผู้ปกครองสองคนซึ่งนั่งรอรถเมล์อยู่ใกล้ๆก็ดังแว่วมาเข้าหู

 

            “คุณปุ๋มได้อ่านกระทู้ฮอตของพันธุ์ดิบวันนี้รึยังคะ”

            “ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะคุณนา ว่ายังไงเหรอคะ”

            “เขาบอกว่านักประวัติวิญญาณศาสตร์ของมหาลัยตานนะคอนพบหลักฐานว่าตานีควบคุมสภาวะอากาศได้ด้วยค่ะ จะสร้างพายุ ฝน หิมะหรือแม้แต่ทอร์นาโดก็ยังได้เลยนะคะ เขาบอกว่าสมัยก่อนตานีใช้พลังนี้ช่วยป้องกันชาวเมืองจากสภาวะอากาศเลวร้ายค่ะ”

            “เอ๊ะ แต่ช่วงนี้มีพายุบ่อยมากเลยนะคะ หรือว่าตานีจะ.....”

            “คนก็สันนิษฐานกันแบบนั้นค่ะ ว่าตานีโกรธที่มีสารคดีเกี่ยวกับเขาแล้วก็มีคนไปตามรังควาน เลยใช้วิธีนี้ลงโทษมนุษย์ เห็นว่าเมื่อวานที่ทางเหนือของตานนะคอนทั้งหิมะทั้งฝนตกหนักจนถนนลื่น เกิดอุบัติเหตุตายกันไปตั้งสี่สิบกว่าคนแน่ะค่ะ”

            “แย่ที่สุดเลย ถือว่าตัวเองมีพลังอำนาจแล้วมาทำร้ายมนุษย์แบบนี้ โกรธคนที่ไปตามดูก็ทำแค่คนที่ตามรังควานไม่ได้รึไง”

            “ใช่ค่ะ ในบอร์ดก็กำลังดราม่ากันเรื่องนี้อยู่เยอะเลยค่ะ”

 

            “เดี๋ยวกล้าย จะทำอะไร !?

            ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และราชินีตานีต้องรั้งตัวหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไว้แทบไม่ทันเมื่อจู่ๆเธอก็ลุกพรวด แต่แม้จะรั้งตัวได้ ก็ห้ามปากของเธอไม่ได้....

 

            “จะบ้ากันก๋า !? ตานีควบคุมสภาพอากาศได้ที่ได๋ !? บ่าพวกเสพสื่อบ่ฮู้จักกรองสาร !

            “กล้าย พอแล้ว !

 

            เห็นท่าไม่ดี กล้วยก็รวบปากเพื่อนสาวก่อนจะลากเธอออกจากป้ายรถเมล์โดยมีเด็กหนุ่มหน้าดุตามไปติดๆ ท่ามกลางสายตางุนงงระคนสงสัยของผู้ปกครองทั้งสองคน

 

            “กล้วย ยะอะหยังน่ะ !?” เด็กสาวผมหางม้าโวยลั่นเมื่อกล้วยยอมเปิดปากเธอหลังจากออกห่างจากป้ายรถเมล์มาพ้นระยะการได้ยินแล้ว

            “ข้าเจ้าสิต้องถาม กล้ายจะยะอะหยัง !?” ตานีสาวหน้าจืดสวนกลับ “อุ๊ยสายก็อู้อยู่ว่าหื้อรักษาภาพลักษณ์ๆ แล้วจะไปโวยวายใส่เปิ้นยะหยัง !?

            “แต่ทั้งอุ๊ยสายทั้งกล้วยก็บอกหื้อแก้ความเข้าใจผิดด้วยบ่แม่นก๋า มนุษย์หมู่นั้นเข้าใจหมู่เฮาผิดไปสุดกู่เลยเน่อ !

 

            โดนย้อนเข้าบ้างทำเอากล้วยสะอึก ก็ถูกของเพื่อนสาว ถ้าปล่อยให้ความเข้าใจผิดนี้แพร่ขยายออกไปล่ะก็ ภาพลักษณ์ของพวกเธอคงตกต่ำยิ่งกว่าโวยวายเฉยๆแน่

 

            “แต่.... ก็.... อย่าโวยวายจะอั้นสิ..... บอกเปิ้นดีๆ.....”

            “เราว่าไม่มีประโยชน์นะ” จ้าดขัดขึ้น “ต่อให้บอกเขาดีๆ คิดว่าเขาจะเชื่อเหรอ”

            “ก็อาจจะบ่เชื่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยหื้อเปิ้นเข้าใจผิดจะอั้นบ่แม่นก๋า”

            “งั้นก็ลองคิดดู ถ้ากล้ายเป็นป้าสองคนนั่น มีคนมาแย้งแบบนี้กล้ายจะว่าไง”

            “ก็.... คงถามว่าฮู้ได้จะได”

            “ถูกมั้ย แล้วกล้ายจะตอบว่าไง”

            “ก็ตอบว่าเพราะข้าเป็นตานีน่ะสิ” ตานีสาวผมหางม้าสะบัดเสียงอย่างฉุนๆ “มนุษย์จะมาฮู้เรื่องตานีดีกว่าตานีด้วยกันเองได้จะได ต่อหื้อเป็นนักประวัติวิญญาณศาสตร์ก็เหอะ”

            “แล้วไม่คิดเหรอว่าเขาจะคิดว่ากล้ายหลอกเขาน่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถาม

            “ถ้าไร้วิจารณญาณจะอั้นก็ปล่อยเปิ้นไปเต๊อะ”

            “จะไปว่าเขาไม่มีวิจารณญาณก็ไม่ได้นะกล้าย” จ้าดท้วง “เขาไม่ได้มีโอกาสมาเห็นตานีตัวเป็นๆแบบเรา เขาไม่ได้รู้ข้อมูลเบื้องลึกหรือนิสัยที่แท้จริงของตานีแบบเรา ดังนั้นอะไรที่ถูกเสนอข่าว เขาก็คิดว่ามันน่าเชื่อถือหมดแหละ เพราะมันไม่มีอะไรให้ยืนยันความน่าเชื่อถือนี่ถูกมั้ย”

            “หนังสือเก่าๆเรื่องตานีในห้องสมุดก็มีตั้งเยอะแยะบ่แม่นก๋า”

            “เขาไม่ได้มีเวลาถึงขนาดไปนั่งหาหนังสือมาอ่านกันนี่” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ “อีกอย่าง ระหว่างข้อมูลเก่าคร่ำคร่าในห้องสมุด กับข้อมูลใหม่ล่าสุดที่ข่าวเสนอแล้วก็สังคมออนไลน์พูดถึงกันอยู่ทุกวัน คิดว่าอย่างไหนจะดูน่าเชื่อถือกว่ากันล่ะ”

            “ถ้าจะอั้นก็แปลว่าหมู่เฮาต้องปล่อยเปิ้นไปอีกแล้วก๋า !? หมู่เฮายะอะหยังบ่ได้อีกแล้วก๋า !?

            “ก็น่าเศร้าอยู่ แต่นี่แหละโลกแห่งความจริงล่ะ”

            “แล้วที่อุ๊ยสายอู้นั่นล่ะหมายความว่าจะได แปลว่าอุ๊ยสายผิดก๋า !?

            “มันก็.... ต้องดูกันเป็นรายกรณีไปแหละเน่อ....”

            “โอ๊ย พอละ หงุดหงิด ยุ่งยาก !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโวยอย่างเหลืออด “ข้าบ่ฮู้เรื่องด้วยแล้ว ผู้ได๋จะยะอะหยังก็เรื่องของเปิ้น กล้วยจะบ่โวยวายจะสร้างภาพอะหยังก็เรื่องของกล้วย ข้าจะยะตามที่ข้าอยากยะแล้ว พอกันที !

            “เดี๋ยวกล้าย ฟังก่อนสิ !

 

            แต่ช้าเกินไป ตานีสาวผมหางม้าย่ำโครมๆฝ่าสายฝนและม่านหิมะไปแล้ว ทิ้งให้ที่เหลืออยู่หนึ่งตนหนึ่งคนมองหน้ากันอย่างวิตก ถ้าวันนี้ยังมีฝูงชนมาดักรอเหมือนวันก่อนๆล่ะก็ สงสัยได้คณะแตกกันแหงๆ.....

 

            ทั้งฝนและหิมะซาลงจนเกือบจะหยุดแล้วเมื่อสามสหายร่วมรบเดินเข้ามาถึงคณะวิศวะในอีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา และนั่นก็ทำให้มองเห็นกลุ่มฝูงชนที่มายืนดักรอดูสองตานีสาวอยู่หน้าตึกสองได้จากระยะไกล วันนี้มันดูน้อยลงจากเมื่อวาน หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือมันน้อยลงทุกวันด้วยโดนกล้ายว้ากใส่ไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ดูจะยังมีคนอยากลองของอยู่เรื่อยๆ หรือจะเป็นพวกมาโซคิสต์ชอบถูกด่าก็ไม่รู้ได้

 

            ทันทีที่เห็นร่างในเสื้อคลุมกันฝนสีเขียวขี้ม้าเข้มปรากฏขึ้นบนถนนกลางคณะ ฝูงชนก็กรูกันเข้ามาจนทั้งน้ำทั้งหิมะที่เฉอะแฉะอยู่บนผิวถนนคอนกรีตกระฉอก กล้วยทันเห็นบางคนลื่นล้มหงายหลัง แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เข้าไปดู ฝูงชนก็มาถึงตัวเธอแล้วพร้อมกับแสงแฟลชและมือที่ยื่นมาหมายจับตัวพวกเธอเหมือนทุกวัน เด็กสาวหน้าจืดและเด็กหนุ่มหน้าดุชำเลืองมองจอมโวยประจำกลุ่มอย่างหวาดผวา รอสายฟ้าที่คงจะฟาดลงมาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

            แต่ผิดคาด หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกลับเงียบสนิท เธอยืดกอดแขนห่อไหล่ก้มหน้านิ่งเหมือนยอมรับสภาพ แต่จ้าดและกล้วยก็มองเห็นได้ชัดเจนว่าใบหน้ามาตรฐานชาวเวียงตานของเธอแดงก่ำ กรามขบกันจนเป็นสันนูน มือของเธอก็สั่นระริก ตานีสาวหน้าจืดอดชื่นชมเพื่อนสาวอยู่ในใจไม่ได้ สำหรับเธอการนิ่งเฉยในสภาพแบบนี้ก็ว่ายากแล้ว แต่สำหรับกล้ายมันคงยากกว่าหลายเท่าตัว.....

 

            “เอ่อ.... ช่วยหันด้านนั้นหน่อยได้มั้ยครับ ผมอยากถ่ายรูปข้างๆหน้าของคุณหน่อย มันสวยมากเลยครับ ปลดเสื้อกันฝนออกหน่อยด้วยนะครับ”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆหูของกล้ายจนเธอสะดุ้ง โอตาคุร่างอ้วนที่ถือกล้องเลนส์กระบอกข้าวหลามเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง วันนี้เขากลับมาอีกครั้งด้วยกล้องที่ดูจะแพงกว่าเก่าพร้อมเลนส์ซูมที่น่าจะส่องเห็นแบคทีเรียบนเสื้อของเขาได้ เด็กสาวผมหางม้าอดขยะแขยงไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าอวบอูมมันแผล็บที่มีสีแดงเรื่อบนแก้มและรูจมูกที่บานเข้าออกตามลมหายใจแรง แต่เธอก็ยอมทำตามที่เขาบอกแต่โดยดี

 

            “เฮ้ย !?

            หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้างเมื่อเห็นจากวิถีเลนส์ว่าโอตาคุคนนั้นไม่ได้จะถ่ายหน้า หากแต่ซูมเข้าไปยังอกเสื้อนักศึกษาที่มีเข็มกลัดรูปต้นกล้วยสีเงินติดอยู่ของเพื่อนสาว กล้ายก็ดูจะเห็นเหมือนเพื่อนหนุ่ม เธอขยับปากกำลังจะว้ากใส่ แต่ก็ยั้งตัวเองเอาไว้ทัน เด็กสาวทำได้แค่เพียงหลับตาและเบือนหน้าหนี ปล่อยให้อีกฝ่ายรัวชัตเตอร์อย่างที่เขาต้องการ ซึ่งนั่นทำให้เธอมองไม่เห็นมืออีกข้างที่กำลังเอื้อมมาจะแตะอกของเธอ....

 

            “คุณยะจะอั้นบ่ได้”

            เสียงเข้มหยุดทั้งมือและเสียงชัตเตอร์เอาไว้หลังจากมันถ่ายไปได้เพียงห้ารูป หนุ่มโอตาคุละสายตาจากช่องมอง แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นดวงตาสีดำประกายเขียวที่ฉายแววแข็งกร้าวของราชินีตานี เธอคว้ากล้องจากมืออีกฝ่ายมากดลบรูปทั้งหมดทิ้งทันที ก่อนจะยัดคืนใส่มือของเขาอย่างไม่ปรานีปราศรัย ใบหน้าจืดแดงก่ำพอๆกับของฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่ด้วยความหื่น แต่ด้วยความโกรธที่เธอพยายามข่มเอาไว้ภายใน

 

            “ทำไมล่ะ ก็เขายอมแล้วนี่ !” หนุ่มร่างอ้วนประท้วง แต่เขาก็เผลอก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อตานีสาวจ้องเขาเขม็งอีกครั้ง

            “ยอมหรือบ่ยอมก็บ่ได้” กล้วยสวนกลับเสียงแข็ง “ทั้งถ่ายรูปแล้วก็พยายามลวนลาม ทั้งสองอย่างข้าเจ้าแจ้งความข้อหาล่วงละเมิดทางเพศได้เน่อ”

            “ยังไม่ได้จับอกซะหน่อย อย่ามากล่าวหากันลอยๆนะ !

            “กล่าวหาลอยๆหรือบ่ คนอื่นรอบๆก็คงจะหันอยู่เน่อ” ตานีสาวหน้าจืดมองซ้ายมองขวารอบตัว มีบางคนพยักหน้าช้าๆมาให้เธอ

            “ก็.... ไม่.....”

            “จะมารอดูหมู่เฮา จะถ่ายรูปหมู่เฮา ตั้งแต่วันนี้ไปหมู่เฮายอม และหมู่เฮาขอสุมานักๆที่ยะบ่สุภาพกับหมู่คุณไปเมื่อวันก่อน หมู่เฮาพร้อมจะยะทุกอย่างที่หมู่คุณต้องการ หมู่เฮาอยากหื้อหมู่คุณดีใจ อยากหื้อหมู่คุณมีความสุข เพราะจะไดๆหมู่เฮาก็เป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ของตานนะคอน แต่ขอร้อง อย่ายะอะหยังเกินเลยได้ก่อ ขอแค่นี้เท่านั้นเองเน่อ”

 

            เงียบ ไม่มีใครตอบ แต่กล้วยก็ไม่รอคำตอบ

 

            “อีกสิบนาทีหมู่เฮาจะมีเรียน ขอตัวก่อนเน่อเจ้า แล้วตอนเที่ยงหมู่เฮาจะหื้อถ่ายรูปหื้อถามอะหยังได้ตามสบายเลย”

 

            ขาดคำ เด็กสาวหน้าจืดก็คว้าข้อมือของเพื่อนทั้งสองก่อนจะออกเดิน ฝูงชนแหวกออกเป็นสองข้างให้เธอผ่านไป ตานีสาวสบายใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยมันก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเปลี่ยนภาพลักษณ์ตานีได้บ้าง.....

 

            “ขอบคุณมากเน่อกล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ่ยเบาๆเมื่อทั้งสามเข้ามาในตึกสองแล้ว

            “บ่เป็นอะหยัง” กล้วยตอบ “แต่กล้าย ข้าเจ้าว่าจะอู้ตั้งแต่ในรถแล้ว การสร้างภาพลักษณ์นี่ก็บ่ได้หมายความว่าจะต้องยะตามเปิ้นไปทุกอย่างเน่อ อะหยังที่เสียหายก็อู้ได้ แต่ขอหื้ออู้ดีๆกับเปิ้นเท่านั้นเอง ยอมไปทุกอย่างจนต้องเสียใจเองนี่เป็นข้าเจ้าข้าเจ้าก็บ่ยะหรอกเน่อ แล้วข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อผู้ได๋มายะจะอั้นกับกล้ายเหมือนกัน”

            “บ่ยะ หรือว่าบ่มีหน้าอกหื้อยะล่ะ” ตานีสาวผมหางม้ายิ้มยิงฟัน เธอรู้สึกดีขึ้นบ้างเมื่อรู้ว่าเพื่อนสาวเป็นห่วง

            “กล้าย ข้าเจ้าอุตส่าห์ปลอบเน่อ.....!

 

            คาบเรียนเช้าอันเป็นคาบเรียนเดียวของวันศุกร์ผ่านไปอย่างราบรื่น ด้วยอาจารย์ฟิสิกส์จากคณะวิทยาศาสตร์ผู้หน้าตาเหมือนหมีโคอาล่าแก่ๆ ดูจะไม่ได้สนใจอะไรกับตานีนัก แม้กระทั่งเมื่อกล้วยไปถามเนื้อหาที่ไม่เข้าใจต่อหน้าตอนท้ายคาบ อาจารย์วัยกลางคนก็ไม่ได้ทักอะไรเลยสักคำ แต่เมื่อเธอ กล้าย แก้วและแพรเก็บของเดินลงมาที่ชั้นล่าง พวกเขาก็เห็นเพื่อนๆ กลุ้มรุมกันอยู่ที่หน้าบอร์ดประกาศข่าวคณะ

 

            “มีอะหยังก๋า” กล้วยถามเหมยซึ่งอยู่ท้ายกลุ่มที่สุด

            “คะแนนจาว่าออกแล้ว” เด็กสาวหน้าหมวยหันมาตอบ “มีน**หกสิบกว่าแน่ะ เหมือนจะมีคนได้เต็มตั้งสองคน”

 

            เด็กสาวหน้าจืดไล่สายตาไปตามแถวคะแนน แล้วเธอก็สะดุดอยู่ที่สองรหัสประจำตัวนักศึกษาซึ่งมีเลขร้อยอันเป็นคะแนนเต็ม รหัสหนึ่งเป็นของเธอ ส่วนอีกรหัสหนึ่ง ถ้าเธอจำไม่ผิดและเธอคาดไม่ผิดก็คงจะเป็นของ.....

 

            “ว้าว ข้าได้ร้อยเต็มล่ะ ฝีมือการเขียนโปรแกรมของข้ายังบ่ตกแต๊ๆด้วย !

            กล้ายอุทานอย่างลิงโลด ไม่บ่อยนักที่ตานีสมองไม่ค่อยดีอย่างเธอจะได้ดีใจกับเรื่องเรียน ยิ่งเรื่องคะแนนสอบนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

            “ดีใจด้วยนะกล้าย” เหมยยิ้มให้เพื่อนสาว “วันหลังสอนเราบ้างสิ เราได้แค่สี่สิบกว่าเอง ตกมีนไปตั้งเอสดีนึงแน่ะ***”

            “อื้มๆได้เลย จะหื้อสอนหื้อวันได๋บอกมาได้เลย ข้าอยากสอนคนอยู่แล้ว” ตานีสาวผมหางม้ายิ้มกว้าง อารามดีใจทำให้เธอไม่ทันเห็นความฝืดฝืนในรอยยิ้มของอีกฝ่าย “กล้วย ปิ๊กบ้านวันนี้เดี่ยวข้าเจ้ายะแกงผักหวานใส่ปลาย่างกับน้ำตกเนื้อกวางเลี้ยงเน่อ แล้วก็แกงผักกาดจอหื้อน้ำว้าน้ำไท แล้วก็ต้มแซ่บกระดูกกวางหื้อหมิงด้วย บ่ได้กินอาหารมื้อใหญ่กันมานานแล้วนี่”

            “อื้ม เอาสิ” กล้วยตอบยิ้มๆ “แต่หมู่เฮาต้องรอรับน้ำว้าน้ำไทก่อนเน่อ แล้วเดี๋ยวค่อยไปซื้อของกัน”

            “จะอั้นหมู่เฮาไปนั่งห้องสมุดรอดีกว่า แก้วกับแพรไปด้วยกันก่อ”

            “อื้ม”

            “แต่แยกกันไปก็ดีเน่อ จะได้บ่ต้องมาฝ่าคนกับหมู่เฮา”

            “ไม่เป็นไรๆ ไปด้วยกันหมดนี่แหละ”

            “อื้ม ขอบคุณมากเน่อ”

 

            สี่สาวหนึ่งหนุ่มเดินออกจากตึกไป ไม่มีใครทันได้ยินเสียงซุบซิบจากกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวร่วมภาคเลยสักคนหรือตนเดียว.....

 

            “ทั้งกล้วยทั้งกล้ายคะแนนเต็ม บ้าแล้ว !

            “ก็ตานีหัวดีกว่ามนุษย์นี่ สารคดีนั่นก็บอก”

            “มิน่าล่ะมีนสูงปรี๊ดเลย”

            “แก้วกับแพรก็ได้คะแนนสูงด้วยนี่ จ้าดก็ด้วย”

            “คงได้ตานีสอนล่ะสิ ไอ้บ้านั่น”

            “ใช่ ดูท่าทางปกติมันก็เรียนๆหลับๆไม่ได้เก่งอะไรเท่าไหร่ ถ้ามันไม่ได้ตานีคงตกมีนเหมือนกันนั่นแหละ”

            “เอ้ย ไปว่ากล้วยกับกล้ายแบบนี้ก็ไม่ถูกนา” ปั๊บ เด็กหนุ่มร่างโย่งแห่งภาคอากาศยานค้านขึ้น

            “ใช่ๆ” นัสช่วยค้านอีกแรง “อีกอย่าง ต่อให้กล้วยกับกล้ายได้มีน หรือต่อให้ไอ้จ้าดกับแก้วกับแพรได้มีนกันหมด มีนก็ลงมาแค่ไม่กี่คะแนนเองนะเว้ย”

            “พวกเอ็งสนิทกับจ้าดกับกล้วยกับกล้ายนี่หว่า ช่วยกันเข้าไปสิ”

            “แล้วพวกเธอก็ได้คะแนนสูงกันด้วย ลองมาคาบมีนตกมีนอย่างพวกเราดูสิ”

            “ใช่ๆ ถ้าไม่มีตานีอยู่ก็ดีสิ เราไม่น่าเข้ามาภาคนี้เล้ย.....”

            “นี่ถ้าวิชาอื่นเป็นแบบนี้ด้วยนะ เราจะไปขออาจารย์ให้แยกตานีสอบแล้วล่ะ เป็นแบบนี้ไปอีกสี่ปีเกรดจบเราได้กากแน่ๆ”

            “ใช่ๆ จริงด้วย.....”

 

 

            “เจ็ดศูนย์สี่ เจ็ดศูนย์สี่ อยู่ไหนนะ....”

            หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งมองซ้ายมองขวาหาเลขห้องพักองเธออยู่ที่ทางแยกหน้าลิฟต์ เธอเพิ่งนั่งรถไฟด่วนเข้ามาจากเวียงแก่นด้วยภาระด้านการงานเมื่อตอนเย็นที่ผ่านมานี้เอง แต่ด้วยบริษัทของเธอไม่ได้ใหญ่โต เธอจึงได้มานอนในโรงแรมราคาปานกลางค่อนไปทางถูกในเขตสามเงาแห่งนี้ สภาพของมันไม่ได้ใหม่อะไรนัก อันที่จริงเรียกว่าเก่าและโทรมอยู่ไม่น้อย แต่อย่างน้อยเธอก็แค่อาศัยมันนอนเพียงสองคืนเท่านั้น

 

            “นี่ไง”

            เสียบคีย์การ์ดเข้าไป ประตูก็ส่งเสียงดังแกร๊กก่อนที่สลักจะคลายออก พร้อมๆกับที่โป๊ะไฟบนโต๊ะสว่างขึ้น สาดแสงสีเหลืองส้มอบอุ่นเผยให้เห็นห้องพักขนาดเล็กแต่ดูสะดวกสบาย หญิงสาวเสียบคีย์การ์ดไว้ที่ช่องข้างประตู ทิ้งกระเป๋าลงบนเตียง ค้นเอาชุดนอนออกมาก่อนจะตรงเข้าห้องน้ำ เดินทางมาไกล คืนนี้ขอนอนให้สบาย จะได้ตื่นไปทำงานวันเสาร์อย่างสดชื่น

 

            อาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนเสร็จ หญิงสาวก็เดินมาแหวกม่านหน้าต่างเปิดออกเล็กน้อยหวังจะชมความสงบสุขของย่านที่อยู่อาศัยยามค่ำคืน แต่เธอกลับต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัวเมื่อเห็นผู้หญิงในชุดคนไข้คนหนึ่งยืนจังก้าอยู่บนดาดฟ้าตึกโรงพยาบาลซึ่งสูงพอๆกับห้องของเธอ แม้จะห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตรและมืดสลัวด้วยเป็นเวลาเกือบสองทุ่ม แต่เธอก็พอจะมองเห็นผมยาวที่ปลิวไสวและใบหน้าอันเศร้าหมองของเธอได้ ขณะเธอค่อยๆปีนขอบกั้นคอนกรีตของดาดฟ้าโรงพยาบาล.....

 

            “แย่แล้ว !

            ไวเท่าความคิด หญิงสาวรีบฉวยโทรศัพท์มือถือของเธอมากดหมายเลขฉุกเฉินผิดๆถูกๆ แต่ไม่ทัน ผู้หญิงคนนั้นลอยละลิ่วลงไปจากดาดฟ้าเสียแล้ว ไม่กี่วินาทีต่อมา ร่างนั้นก็ปะทะกับหลังคาชั้นล่างที่ยื่นออกมาอย่างจัง เลือดสีคล้ำสาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทาง มันไหลหยดลงสู่พื้นทางเข้าห้องฉุกเฉินเบื้องล่างอย่างช้าๆ ขณะร่างนั้นกระตุกอย่างเจ็บปวดสองสามครั้ง ก่อนจะแน่นิ่ง.....

 

            “ครับ สายฉุกเฉิน 919 ครับ” หมายเลขฉุกเฉินรับโทรศัพท์ของเธอพอดี

            “คุณตำรวจคะ มีคนกระโดดตึกตายค่ะ ต่อหน้าต่อตาฉันเลยค่ะ !” หญิงสาวละล่ำละลัก

            “ที่ไหนครับ” เสียงของตำรวจผู้นั้นก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน

            “โรงพยาบาล เอ่อ....” หญิงสาวเพ่งมองป้ายชื่อโรงพยาบาล “โรงพยาบาลสามเงาเมมโมเรียลค่ะ”

            ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะถามกลับมาช้าๆ “ผู้ตายลักษณะยังไงพอจะเห็นมั้ยครับ”

            “เป็นผู้หญิงใส่ชุดคนไข้ ผิวขาว ผมยาวๆ.....”

            “ตกลงมาตายที่หลังคาชั้นหนึ่ง เลือดไหลนองหยดลงไปที่พื้นชั้นล่างใช่มั้ยครับ”

            “ใช่ค่ะ คุณตำรวจรู้ได้ยังไงคะ”

            “ทำใจดีๆไว้แล้วฟังผมนะครับ สิ่งที่คุณเห็นไม่ใช่คนครับ แต่เป็นผี ผู้หญิงคนนั้นตายมาได้สามวันแล้วครับ”

            “หา !?” หญิงสาวอุทานเสียงแหลมปรี๊ด เธอรู้สึกว่าขนลุกชูชันไปทั้งแขน แต่ก็ยังไม่เชื่อ “จะเป็นผีไปได้ยังไง ก็ฉันเห็นเขาอยู่กับตา นี่ฉันยังเห็นเขาอยู่เลย !

            “จริงๆครับ ผมเป็นคนไปดูศพของเธอด้วยตัวเองเลย” ตำรวจที่ปลายสายยืนยัน ก่อนจะถามต่อ “คุณเป็นคนตานนะคอนหรือเปล่าครับ”

            “มะ.... ไม่ใช่ค่ะ” หญิงสาวงงเล็กน้อยที่จู่ๆนายตำรวจก็เปลี่ยนเรื่อง

            “คุณคงไม่ชินกับการเห็นผี” ปลายสายสรุป “ผมแนะนำให้คุณอย่ามอง สวดมนต์แผ่เมตตาให้เขาแล้วรีบนอนเถอะครับ เขามาปรากฏตัวแบบนี้คงเพราะยังไม่รู้ตัวว่าตายหรือไม่ก็มาขอส่วนบุญ แต่คงไม่ได้จะทำอันตรายอะไรคุณหรอกครับ ผีในตานนะคอนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้ทั้งนั้น”

            “อะ เอ่อ ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ....”

 

            หญิงสาวกดวางโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทิ้ม หัวหมุนราวกับเพิ่งเสร็จงานหนักๆทั้งวันมา สายตาของเธอทำท่าจะมองไปยังร่างของหญิงสาวคนนั้นอีกแล้ว แต่เธอกระชากผ้าม่านปิดได้ทัน หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง หนาวสั่นไปหมดทั้งตัว ทำไมเธอต้องเจอแบบนี้ตั้งแต่คืนแรกด้วย โทรศัพท์หาบริษัทขอเปลี่ยนโรงแรมดีไหมหนอ แต่ป่านนี้ก็คงไม่มีใครคอยรับโทรศัพท์แล้ว เธอคงต้องทนนอนไปก่อน แล้วค่อยขอเปลี่ยนพรุ่งนี้ หวังว่าคงจะมีคนมาทำงานวันเสาร์นะ.....

 

            สวดมนต์ทุกบทเท่าที่จำได้ เปิดไฟหัวเตียงทิ้งไว้ก่อนจะกระชากผ้าห่มขึ้นคลุมโปง แต่ยังไม่ทันจะหลับ หญิงสาวชาวเวียงแก่นก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังกรีดด้านนอกของกระจกดังควากยาวตั้งแต่ด้านหนึ่งของกระจกไปยังอีกด้านหนึ่ง ยังไม่ทันจะหายตกใจ เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก คราวนี้กลับทิศทางกันและเพิ่มความดังขึ้น

 

            หญิงสาวพยายามข่มตาให้หลับ บอกตัวเองว่ามันคงจะเป็นเสียงลม แต่ราวกับอ่านความคิดของเธอออก มันยิ่งดังขึ้นอีก มิหนำซ้ำยังมีลูกเล่นเคาะก๊อกแก๊กเป็นจังหวะเสียด้วย ในที่สุด หญิงสาวก็ยอมแพ้ต่อความอยากรู้และความหวาดระแวง เอาให้รู้กันไปเลยว่ามันคืออะไร จะได้นอนหลับหรือไม่ก็เปลี่ยนที่นอนกันสักที

 

            แต่ทันทีที่เธอกระชากผ้าม่านเปิดออก ร่างของหญิงสาวก็แข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้เป็นหินในฉับพลัน ที่นอกหน้าต่างนั้น หญิงสาวในชุดคนไข้คนเดียวกับที่เพิ่งกระโดดลงมาจากดาดฟ้ากำลังเอาเล็บยาวๆของเธอขูดกระจก ใบหน้าของเธอเละไปแถบหนึ่ง หัวกะโหลกที่แตกเปิดออกเผยให้เห็นมันสมองข้างในที่กระจุยกระจายเปรอะออกมาข้างนอก แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาที่จ้องเขม็งมายังเธอ และริมฝีปากที่เผยอเปล่งเสียงออกมาอย่างช้าๆ.....

 

            “แก.... เห็น.... ฉัน........ แก.... ต้อง.... ไป.... อยู่.... แทน.... ฉัน.........”

            “กรี๊ด................!!!

 

 

            ค่ำวันนั้น น้ำไทยังคงหม่นหมองอยู่เช่นเดิม แต่ตานีน้อยผมเปียก็ร่าเริงขึ้นบ้างเมื่อได้กินแกงผักหวานใส่พริกแห้งเยอะๆของโปรดกับพี่สาว ตนอื่นๆก็ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกล้ายผู้ดูจะลืมเรื่องหงุดหงิดเมื่อเช้าไปหมดเมื่อเธอได้สะบัดทั้งตะหลิวทั้งทัพพีทำงานอดิเรกที่เธอรักอย่างชำนาญ และเมื่อข้าวทุกจานอาหารทุกอย่างหายลงไปอยู่ในท้องของหกตนหนึ่งคนหมดแล้ว สี่ตานี หนึ่งสมิง หนึ่งวิญญาณและอีกหนึ่งมนุษย์ก็มานั่งเบียดกันที่โซฟาหน้าทีวี รอดูละครหลังข่าวอย่างที่ไม่ได้ทำมาตั้งแต่กล้วยกับกล้ายเอาข้อมูลนับร้อยเทระไบต์กลับมาจากโลกหลังความตาย.....

 

            “เมื่อคืนนี้ฉันนอนหลับฝัน มันช่างประหลาดล้ำ.....”

            ละครเพียงขึ้นฉากตบของไตเติ้ล เสียงโทรศัพท์ของกล้วยก็ดังขัดอรรถรส เด็กสาวหยิบมันขึ้นมากดรับก่อนจะเดินไปคุยด้านนอกห้องนั่งเล่น สองสามนาทีต่อมา เธอก็เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

 

            “งานก๋ากล้วย”

            ตานีสาวผมหางม้าพอจะเดารอยยิ้มของเพื่อนสาวออก ช่วงหลังๆมีงานน้อยลงมากด้วยหมอผีขยันกันมากขึ้น และอุปกรณ์ตรวจจับพลังงานวิญญาณที่เริ่มใช้การได้เต็มที่มากขึ้นก็ทำให้พวกเธอตรวจจับและทำลายวิญญาณร้ายได้ก่อนที่มันจะได้มีโอกาสหลอกหลอนจนคนต้องเรียกพวกเธอไป แม้นั่นจะเป็นเรื่องดีและเป็นสิ่งที่พวกเธอควรทำตามหน้าที่ แต่มันก็ทำให้สภาพคล่องของโรงเก็บเครื่องบินน้อยลงพอสมควร แม้จะยังไม่ถึงขั้นขาดแคลนก็ตาม

 

            “อื้ม” กล้วยตอบยิ้มๆ

            “ตนได๋”

            “ที่โรงแรมแถวสามเงา”

            “ตนนั้นพลังอ่อนมากเลยนี่ ยะหยังเปิ้นถึงเรียกพวกเราไปเนี่ย ทีตัวเก่งๆ ค่าปราบผีแพงๆ บ่ยักกะเรียก” ตานีสาวผมหางม้าบ่นกระปอดกระแปด “วันหลังถ้าเจอสัญญาณวิญญาณร้ายก็ยังบ่ต้องปราบก็ได้เน่อกล้วย รอหื้อมีคนแจ้งบ้างเหอะ”

            “กล้าย” สายเรียกเสียงดุๆ “อุ๊ยเคยอู้แล้วบ่แม่นก๋าว่าอย่าสนใจเรื่องเงิน หน้าที่ของตานีคือการปราบผีอยู่แล้วเน่อ”

            “แหม แต่ตอนนี้หมู่เฮาบ่มีรายได้อื่นแล้วนี่เจ้า ก็ต้องมีหน้าเงินกันไว้บ้างแหละ”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงปะเหลาะ ปกติตานีจะมีรายได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขายอาวุธให้เผ่าอื่นๆ ซึ่งแม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก แต่มูลค่าการแลกเปลี่ยนนั้นมากมายมหาศาลชนิดเทียบได้กับสัญญาสั่งซื้ออาวุธของกองทัพเลยทีเดียว เมื่อประกอบกับการที่สามารถผลิตทั้งอาหารและวัตถุดิบได้เองเป็นส่วนใหญ่ก็ทำให้หากจะพูดว่าตานีเป็นเผ่าพันธุ์ที่รวยอันดับต้นๆของสารขัณฑ์ก็คงไม่ผิดนัก แต่เมื่อผีร้ายบุกเข้าสวนกล้วย เงินทั้งหมดซึ่งอยู่ในรูปทองคำแท่งก็ถูกพวกผีร้ายขโมยเอาไปทั้งหมด พวกเธอจึงต้องอาศัยรายได้จากการปราบผีมายังชีพนับแต่นั้น

 

            “เรื่องนั้นช่างมันก่อน กล้ายจะไปกับข้าเจ้าก่อ”

            “ก็....” เด็กสาวผมหางม้าชำเลืองดูนางเอกกับนางร้ายที่เริ่มตบกันอย่างมันมือบนจอแอลซีดีตาละห้อย แต่เธอก็ตัดสินใจ “ไปก็ได้ เดี่ยวค่อยปิ๊กมาดูย้อนหลังผ่านเน็ตเอาอีกที”

            “มีผู้ได๋จะไปกับข้าเจ้าอีกก่อ” กล้วยถามต่อ “แต๊ๆก็ต้องการแค่สองตนเท่านั้นแหละ”

            “จะอั้นก็บ่ไป.... เจ้า” น้ำว้าหันมาตอบ คำลงท้ายของเธอตามมาช้าเหมือนเคย

            “ข้าเจ้าก็บ่ไปเน่อเจ้า”

            “เฮาก็บ่”

            “เราก็ขออยู่เล่นเกมสักหน่อยละกัน”

            “โอเค จะอั้นเดี๋ยวหมู่เฮาปิ๊กมาเน่อ”

            “แล้วจะออกกันไปจะได” สายถาม “โรงเรียนกับมหาลัยย่างไปได้ แต่สามเงานี่ย่างไปสงสัยได้ถึงพรุ่งนี้เน่อ”

            “เดี่ยวเอารถฟอลโลว์มีไปก็ได้เจ้า อีกอย่างออกไปตอนนี้คงบ่มีผู้ได๋สะกดรอยตามหรอกมั้ง”

            “แต่ก็อย่าประมาทเน่อ ดูหื้อดีๆ ถ้ามีผู้ได๋หันตอนปฏิบัติการจะลำบาก”

            “เจ้า”

 

 

            “ฉันจะฆ่าแก.... แกต้องมาอยู่กับฉัน.....”

            ผีร้ายยังคงพึมพำคำเดิมขณะเกาะอยู่ด้านนอกเหมือนปลาดูดกระจก แต่ตอนนี้เหยื่อของมันไม่ได้มีเพียงแค่หญิงสาวชาวเวียงแก่นแล้ว หากมีแม่บ้าน ยามและเจ้าของโรงแรมมาร่วมวงด้วย และฝ่ายหลังสุดนั่นแหละที่โทรเรียกให้กล้วยมา แม้เขาจะไม่ได้กลัวผีอะไรมากนัก แต่ขืนให้ผีหลอกหลอนลูกค้าอยู่แบบนี้โรงแรมเขาได้เจ๊งแล้วเปลี่ยนเป็นโรงแรมผีสิงให้รายการลองของมาล่าท้าผีกันแน่ๆ

 

            “จะมาฆ่าฉันทำไม ฉันไปทำอะไรให้คุณ !?

            หญิงสาวผู้ไม่ได้เป็นคนเวียงตาน ไม่ได้มีเชื้อสายเวียงตาน และไม่เคยเห็นผีมาก่อนเลยตลอดชีวิต บัดนี้ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว กลับกับอีกสามคนที่มองผีร้ายด้วยสายตากึ่งกลัวแต่ก็กึ่งชิน เมื่อไหร่หมอผีที่พวกเขาเรียกไปจะมาหนอ.....

 

            ไม่ห่างออกไปนัก ในห้องว่างห้องหนึ่งของอพาร์ตเมนต์นักศึกษาห่างจากโรงแรมนั้นไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร กล้วยกางขาทรายตั้งปืนไรเฟิลกระบอกเขื่องของเธอ มือขยับซองกระสุนใส่เข้าล็อก ดึงคันรั้งก่อนจะประทับบ่า ขณะกล้ายแนบกล้องส่องทางไกลกำลังสูงที่มีเครื่องวัดแรงลมในตัวแนบกับเบ้าตา จ้องมองตรงไปยังผีร้ายซึ่งมองเห็นเป็นเงาร่างสีเขียวอยู่บนผนังโรงแรม

 

            “คงบ่ต้องสงสัยเน่อว่านี่ผีร้ายแน่นอน” กล้ายถามเพื่อนสาว “คงบ่มีเจรจาหรืออะหยังก่อนเน่อ”

            “ฮื่อ” ราชินีตานีพึมพำในลำคอขณะมือบิดปรับกล้องเล็งให้มองเห็นผีร้ายชัดขึ้น “เพิ่งตายได้สามวัน แล้วทำร้ายคนบ่เลือกหน้า ผีร้ายแน่นอนบ่ต้องสงสัย”

            “วิถีกระสุนโอเคก่อกล้วย จะโดนมนุษย์ก่อ”

            “บ่โดน แล้วข้าเจ้าใช้กระสุนพลังงานต่ำด้วย ถึงโดนก็แค่เจ็บๆแสบๆนิดหน่อยแหละ ยิ่งมีผนังคอนกรีตกรองอยู่แล้วด้วย” เด็กสาวหน้าจืดตอบก่อนจะหลับตาเล็ง “กล้ายขอลม”

            “สอง สี่ ศูนย์ สาม ศูนย์ บวก ศูนย์ สี่ ศูนย์ ศูนย์ ห้า”

 

            “ยากแฮะ”

            กล้วยเม้มปาก สิ่งที่เพื่อนสาวบอกมาหมายถึงลมความเร็วเกือบสี่สิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง มิหนำซ้ำยังเปลี่ยนความเร็วและเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลาเสียด้วย แต่ระดับเธอแล้ว แค่นี้ไม่ทำให้ต้องละทิ้งภารกิจง่ายๆ

 

            เหนี่ยวไกครั้งเดียว กระสุนหัวทำลายวิญญาณก็พุ่งแหวกสายลมยามราตรีไปเจาะเข้ากลางแกนวิญญาณของหญิงสาวผู้กระโดดตึกตายอย่างแม่นยำ มันร่วงหล่นจากชั้นเจ็ดของโรงแรมลงสู่พื้นเบื้องล่าง แต่ก่อนที่มันจะกระแทกพื้น ร่างของมันก็แตกออกเป็นร้อยๆเสี่ยง ก่อนจะสลายหายไปกับความมืด....

 

 

            สายๆของวันรุ่งขึ้น สี่ตานี หนึ่งสมิง หนึ่งวิญญาณและอีกหนึ่งมนุษย์เดินลงมาที่ห้องนั่งเล่น สายผู้ลงมาก่อนใครเพื่อนกำลังทาแยมบนขนมปัง หลานชายหมอผีใหญ่เปิดตู้เย็นคว้านมกับคอร์นเฟลกมาเทให้เหล่าสาวๆตานีและตัวเขาเอง ส่วนหมิงมีขากวางดิบแช่รออยู่ในตู้เย็นส่วนตัวของเธอแล้ว เด็กสาวหน้าเสือเอาขากวางใส่จานไปนั่งหน้าจอทีวีกับกล้ายและน้ำว้า เธอไม่ทันเห็นสายตาดุๆจากสายผู้ไม่ชอบให้กินไปดูทีวีไปนัก

 

            “เล่าข่าวเช้านี้” เสียงไตเติ้ลรายการข่าวชื่อดังดังขึ้นทันทีเมื่อกล้ายกดรีโมตเปิดทีวี “พบศพโปรดิวเซอร์สารคดีตานีในโรงแรมย่านสามเงา คาดตานีฆ่าปิดปาก”

 

            เด็กสาวหน้าจืดพ่นคอร์นเฟลกในปากทันที เช่นเดียวกับกล้ายและจ้าด สมิงสาวอ้าปากค้างปล่อยให้เนื้อที่ยังเคี้ยวไม่หมดในปากไหลยืดลงมาอยู่ที่คาง ส่วนสายที่มารยาทดีที่สุดเพียงชะงัก คิ้วบางขมวดกันแน่นยิ่งกว่าเงื่อนบ่วงสายธนู เธอได้ยินอะไรพลาดไปหรือเปล่า....

 

            “เมื่อเวลาประมาณสี่นาฬิกาของวันนี้ ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีเหตุฆาตกรรมจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพชายคนหนึ่งทราบชื่อว่านายอรรถสิทธิ์ วิชญวัฒนะ อายุสี่สิบสามปี ถูกยิงเข้าที่กลางศีรษะเสียชีวิตคาที่ กระสุนทะลุไปฝังอยู่ในผนัง ใกล้กันพบหัวกระสุนขนาด 7.62 มิลลิเมตรหนึ่งนัดจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นตำรวจคาดว่าเป็นฝีมือของตานีที่อาจจะโกรธแค้นจากการถูกเปิดโปงตัวตน เพราะผู้ตายเป็นผู้ผลิตรายการสารคดีตานี และกระสุนแบบนี้ไม่ปรากฏว่ามีใช้ในกองทัพหรือหน่วยงานใดๆในโลก ทั้งนี้ตำรวจจะพิสูจน์หาวิถีกระสุนและหลักฐานอื่นๆต่อไป”

 

            “ท่านกล้วย” วิญญาณสาวหน้าหวานหันขวับมาหาลูกศิษย์สาว “เมื่อวานใช้ปืนได๋ยิง”

            TM107 เจ้า” กล้วยตอบทันที “บ่ได้เอา TM74 หรือ TMA74 ออกมาจากที่เก็บอาวุธเลยเจ้า”

            “ท่านกล้ายล่ะ”

            “ข้าบ่ได้ยิงเลยเจ้า” ตานีสาวผมหางม้าตอบเร็วปรื๋อเช่นกัน “หรือว่าจะเป็นหมู่นาง....”

            “เป็นไปบ่ได้หรอกเจ้า” น้ำว้าส่งเสียงค้านขึ้น “เอื้อยนางเปิ้นรักตานี บ่มีทางยะหื้อตานีเสื่อมเสียชื่อเสียงจะอี้เด็ดขาด”

            “อาจจะบ่แม่นนาง แต่เป็นแหวนก็ได้ เปิ้นชอบใช้ TMA74 อยู่ด้วย”

            “จะยะจะไดดีเจ้าอุ๊ยสาย” ราชินีตานีถามอดีตอาจารย์ของเธออย่างหวาดหวั่น “จะอี้หมู่เฮาบ่มีทางแก้ข่าวด้วยตัวเองได้แน่ๆ”

            “ก็คงต้องปล่อยหื้อเป็นหน้าที่ของตำรวจ และหวังว่าหมู่เปิ้นจะสอบสวนอย่างบ่อคติแหละเน่อ”

 

            “แต่เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้หื้อดี อาทิตย์ที่แล้วยังละอ่อน หลังจากวันนี้ล่ะของแต๊ล่ะ....”

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*รถฟอลโลว์มี (Follow Me) เป็นชื่อเรียกเล่นของรถนำทางเครื่องบินในสนามบิน ที่จะมีไฟและป้าย “ฟอลโลว์ มี” ติดอยู่บนหลังเพื่อนำทางเครื่องบินไปยังจุดจอด

 

**มีน (ค่าเฉลี่ย - Mean) – ค่าเฉลี่ยของค่าหนึ่งๆ เช่นคะแนนสอบเฉลี่ยของทั้งชั้นเรียน ส่วน “ตกมีน” คือคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แปลว่าโง่ เอ้ย ไม่ใช่ แปลว่าต้องปรับปรุงตัวในการสอบครั้งหน้า ไม่เช่นนั้นอาจมีเกรดไม่สวยอย่าง D+ หรือ D โผล่ออกมาได้

 

***เอสดี (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน – Standard Deviation) – ค่าที่หมายถึงการกระจายตัวของค่าหนึ่งๆจากค่าเฉลี่ย เช่นหากหมายถึงคะแนนสอบ หากค่านี้ต่ำ ก็แปลว่าคะแนนเกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้ๆคะแนนเฉลี่ย แต่ถ้าสูง แปลว่ามีคนที่ทำได้สูงและต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยมากๆอยู่หลายคน ทำให้คะแนนกระจายตัว ค่านี้ยังสามารถพยากรณ์เกรดได้ด้วย เช่นหากคะแนนกลางเทอมเกินมีนไปมากกว่าหนึ่งเอสดีครึ่งหรือสองเอสดี ถ้าปลายภาคไม่แย่อะไรนักก็หวัง A ได้สบาย ในขณะที่ถ้าคะแนนกลางเทอมตกมีนเกินเอสดีครึ่งหรือสองเอสดี ก็ควรถอนเพื่อไม่ให้มี F เป็นภาระของใบเกรด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น