ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 76 : เสียงซุบซิบที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 พ.ย. 59

          ประเด็นร้อนตอนนี้ – คุณเคยเจอตานีตัวเป็นๆแล้วหรือยัง ?

 

          กระทู้ – ได้ไปเที่ยวกับตานีตัวเป็นๆมาแหละ !

          โดย กินแล้วเมา เหล้ามันแรง \ + 0 + /

          เมื่อวันหยุดที่ผ่านมาไปทริปกับเพื่อนๆมหาลัยที่กว๊านช้างลอยมาครับ ไปทำอีท่าไหนเข้าไม่รู้ สงสัยกินเหล้ากันเสียงดังเกินไปมั้ง ผีเจ้าที่เลยอาละวาด มันเล่นแรงมากเลยครับ ทั้งทำเพื่อนผมปวดท้องกระอักเลือด ทั้งระเบิดหลอดไฟ ทั้งลักพาตัว ทั้งเข้าสิง แถมยังจะลากพวกผมลงทะเลให้จมน้ำตายอีก นึกว่าจะตายซะแล้ว แต่จู่ๆ ก็ได้รู้ว่าเพื่อนในภาคผมสองคน (เอ หรือจะเรียกว่าตนดี) เป็นตานี เขาจัดการผีร้ายได้ชะงัดเหมือนในสารคดีเลยครับ ถ้าไม่ได้สองตนนั้นช่วยไว้นี่พวกผมคงตายกันยกภาคแน่ๆเลย

 

            พอเห็นแบบนี้ผมไม่กังวลเลยนะเรื่องที่เขาว่าตานีเด็กๆก็ถืออาวุธสงคราม ถ้าปฏิบัติการได้มีประสิทธิภาพแบบนี้ต่อให้เป็นตานีเด็กมาช่วยผมก็ยินดีครับ

 

            เพื่อนๆล่ะครับ เคยเห็นตานีตัวเป็นๆกันแล้วหรือยัง

 

          #1 ขี้โม้ ผู้เยี่ยมชม

            pic or it did not happen

            เห็นด้วย หนาวใจจะขาดเพราะขาดเธอ, ใครฟะ, อ้วนเป็นหมูแต่อยากกู้โลก และอีก 32 คน

 

          #17 แสงไฟของวันนั้น สมาชิกระดับ 3 ดาว

            โห ถ้าเป็นแบบนั้นจริงนี่น่ากลัวมากเลยนะคะ ดีนะเราไม่เคยเจอแบบนั้นเลย

            แต่ถ้าเจอก็ดีนะ เผื่อจะได้เห็นตานีตัวเป็นๆมาช่วยเราบ้าง อยากเห็นมากเลย

            เห็นด้วย นุกกี้นุกมิสไซล์, วิกิเมียเตี่ย, เข็นครกตำน้ำพริกละลายแม่น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า และอีก 44 คน

 

          #42 นุกกี้นุกมิสไซล์ สมาชิกระดับ 2 ดาว

            อยากเห็นรูปๆๆๆๆๆๆ

            เห็นด้วย EYO Fan [ซารางแฮ], ชากระป๋องคิมูจิ๊, รักเร่เร่รักร้าง และอีก 19 คน

 

          #59 ฟังกี้ สมาชิกระดับ 4 ดาว

            ผมยังไม่เคยเห็นเลยครับ แต่ก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าอยากเห็นหรือไม่อยากเห็น

            แต่ถ้าเกิดไปทริปกันจริงๆ ก็น่าจะมีถ่ายรูปมาบ้างนะครับ ลงรูปให้ดูหน่อยสิครับ

            เห็นด้วย เยสสะโกโก้, ทาคาคาซึอาเบะยังร้อง, รูปxล่o wose ****xญ่ ไข่แดง แxล่งเสื่oมโทs และอีก 32 คน

 

          #78 แว่นจัง สมาชิกระดับ 1 ดาว

            เห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้นะคะ ถ้าเกิดปราบผีได้ดี จะเด็กจะผู้ใหญ่ก็ไม่เกี่ยวนี่ อีกอย่าง ตานีเด็กอาจจะอายุเป็นร้อยปีแล้วก็ได้นี่เนอะ

            ว่าแต่อยากเห็นรูปจริงๆน้า อยากเห็นหน้าตาว่าจะสวยมั้ย

            เห็นด้วย แสงไฟของวันนั้น, ไม่ ไม่เอาน้ำโคลน, วายน็อตเซเว่นอัพ และอีก 84 คน

 

          #81 ไปโอตสึ สมาชิกระดับ 2 ดาว

            เห็นว่าอยู่บ้านเดียวกับมนุษย์อยู่นี่ มีรูปมนุษย์คนนั้นด้วย นี่ไงๆ

            เห็นด้วย แว่นจัง, วิกิเมียเตี่ย, ไม่ ไม่เอาน้ำโคลน และอีก 105 คน

 

 

            “ไปก่อนเน่อเจ้า.....”

            “ไปก่อนนะครับ”

            กล้วย กล้าย น้ำว้า น้ำไทและจ้าดเอ่ยลาวิญญาณสาวหน้าหวานและสมิงสาวหน้าเสือที่โบกมือให้จากโต๊ะของห้องนั่งเล่น ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากโรงเก็บเครื่องบินตรงไปยังรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่ที่จอดรออยู่ที่ลานจอดรถหลังตึก

 

            นักศึกษาทั้งสามไม่อยู่ตานนะคอนเพียงวันกว่าๆ อากาศก็เปลี่ยนชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า ลมตะวันออกเฉียงเหนือจากขั้วโลกพัดมาแล้ว อุณหภูมิจึงลดฮวบจากสิบเอ็ดสิบสององศาเหลือเพียงเลขตัวเดียวต้นๆอย่างฉับพลัน ทำเอาอากาศที่เย็นสบายสำหรับคนตานนะคอนกลายเป็นหนาวเข้ากระดูก แถมดูเหมือนเมื่อคืนหิมะแรกของปีจะโปรยลงมาแล้วเสียด้วย สี่คนหนึ่งตนจึงอยู่ในชุดกันหนาวครบเซ็ต เพิ่มดีกรีความน่ารักขึ้นมาเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะสองตานีน้อยที่กลมปุ๊กอย่างกับมนุษย์หิมะ

 

            “ช่วงนี้โรงเรียนเป็นไงบ้างน้ำว้าน้ำไท” จ้าดผู้นั่งอยู่เบาะหลังยื่นหน้ามาชวนรุ่นน้องสาวทั้งสองบนเบาะกลางคุยเมื่อรถเคลื่อนออกจากที่จอดแล้ว

            “ก็เพิ่งสอบกลางภาคเสร็จ” ตานีน้อยผมสั้นหันมาตอบ เธอไม่ทันเห็นแฝดผู้น้องซึ่งมองเธอด้วยแววตาตำหนิน้อยๆ เพราะพูดไม่มีหางเสียง นี่ถ้าสายอยู่ด้วย ป่านนี้เธอโดนหยิกไปแล้ว

            “แล้วเป็นไง ทำได้มั้ย”

            “ก็ได้อยู่เน่อเจ้า”

            “บ่ได้เลย”

 

            ขาดคำ ตานีน้อยสองพี่น้องก็หันขวับไปมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ก่อนที่น้ำว้าจะถอนหายใจเฮือก

 

            “แม่นสิ ข้าเจ้ามันง่าว น้ำไทเก่งอยู่แล้ว.....”

            “น้ำว้าบ่ตั้งใจเรียนต่างหาก” เสียงของเด็กหญิงผมเปียทั้งดุทั้งปลอบพี่สาวในเวลาเดียวกัน “วันๆ รอแต่คาบพละบ่อั้นก็หื้อจบคาบเรียนจะได้ออกไปชมรม จะอี้จะหื้อสอบได้ได้จะไดล่ะ”

            น้ำว้าทำแก้มป่องอย่างหงุดหงิด “ก็ข้าเจ้าถนัดเล่นกีฬามากกว่านี่.....”

            “เอ้อ ก็จริงนะ น้ำว้าอยู่หน่วยอาวุธระยะใกล้ก็น่าจะต้องเน้นทักษะด้านร่างกายมากกว่าน้ำไทอยู่แล้ว”

            “แม่นก่อล่ะอ้ายจ้าด”

            “แต่จะไดก็ต้องตั้งใจเรียนด้วยเน่อน้ำว้า” เสียงเรียบๆเหมือนหน้าอกของผู้พูด แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ดังมาจากเบาะหน้าทำเอาตานีน้อยผมสั้นหน้าจ๋อยลงทันที “ถึงหน้าที่หลักของหมู่เฮาจะเป็นการต่อสู้กับผีร้าย แต่หมู่เฮาก็ต้องพัฒนาอะหยังไว้หื้อรุ่นหลังๆด้วย เพราะจะอั้นเรื่องเรียนเลยสำคัญ เข้าใจก่อน้ำว้า”

            “เจ้า.....”

            “แหม ไม่ต้องเคร่งขนาดนั้นก็ได้น่ากล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่พูดกลั้วหัวเราะ “น้ำว้าซึมเลยเห็นมั้ย”

            “ก็ต้องซึมสิ ข้าเจ้าดุนี่” ตานีสาวหน้าจืดตอบกลับเสียงเรียบเหมือนเดิม แต่เสียงของเธอก็อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเธอถามรุ่นน้องสาวทั้งสองต่อ “แล้วที่โรงเรียนมีผู้ได๋ฮู้ว่าน้ำว้าน้ำไทเป็นตานีบ้างก่อ”

            “เหมือนจะบ่มีผู้ได๋ฮู้เน่อเจ้า” น้ำไทตอบ

            “อ้าว แล้วไม่มีใครสังเกตสีผมหรือสีตาเลยเหรอ”

            “โรงเรียนบ่มีกฎห้ามย้อมผมอยู่แล้วถ้าบ่ได้ย้อมสีแปลกแต๊ๆ” ตานีน้อยผมสั้นอธิบาย “ป.5 บางตนก็เริ่มมีย้อมสีน้ำตาลเข้มมากๆมาบ้างแล้วด้วย เลยบ่ได้แปลกแยกเท่าได๋”

            “เอ๊ะ แปลก สมัยพี่อยู่ห้ามย้อมผมนะ” จ้าดขมวดคิ้ว “แล้วขนาดคณะวิศวะยังห้ามย้อมผม ทำไมโรงเรียนถึงให้ย้อมได้ล่ะ”

            “กฎมหาลัยบ่ได้ห้ามย้อมผม” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแก้ เธอหยุดเล็กน้อยขณะมือตีไฟเลี้ยวเพื่อเข้าไปยังถนนหน้าโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมฝั่งประถม “มีแต่คณะหมู่เฮานี่แหละที่บอกว่าห้ามย้อม แถมเหมือนจะแค่ช่วงห้องเชียร์ด้วย ตอนนี้ก็หันรุ่นพี่ย้อมน้ำตาลหรือน้ำตาลแดงตั้งหลายตน”

            “อ๋อ.....”

            “อีกอย่าง เหมือนละอ่อนจะบ่ค่อยสนใจดูสารคดีกันด้วยเจ้า เพราะฉายตอนดึกวันธรรมดา แถมช่วงนั้นหลายช่องมีการ์ตูนบ่อั้นก็หนังเด็กฉายอยู่ด้วย”

            “อ๋อ ถ้างั้นก็โอเค” จ้าดพยักหน้า พอดีกับที่รถจอดที่หน้าประตูเหล็กของโรงเรียน “ถ้างั้นก็ตั้งใจเรียนนะ เรียนให้สนุก”

            “เจอกันตอนเย็นเน่อ”

            “เอื้อยกล้ายเอื้อยกล้วยอ้ายจ้าดสวัสดีเจ้า”

 

            สองตานีน้อยหมุนตัวยกมือไหว้รุ่นพี่รอบตัวอย่างลวกๆ ก่อนจะกระโดดลงจากรถและวิ่งตื๋อเข้าโรงเรียนไปเหมือนเคย สามสหายร่วมรบมองส่งรุ่นน้องสาวทั้งสองจนลับตา ก่อนที่กล้ายจะตีไฟเลี้ยวหักพวงมาลัยนำรถคันโตออกสู่การจราจรอันจอแจแต่ไม่คับคั่งอีกครั้ง

 

            “น้ำว้ากับน้ำไทโอเค แต่หมู่เฮาบ่น่าจะโอเค” กล้วยเปรยก่อนจะถอนหายใจเฮือก

            “หมายความว่าไง” หลานชายหมอผีใหญ่ถามพลางพยายามปีนข้ามเบาะกลาง

            “จ้าดอย่าบังกระจกหลัง !” เด็กสาวผมหางม้าดุเพื่อนหนุ่มเสียงเขียว ปกติเธอคงไม่ว่าอะไรมาก แต่นี่จำเพาะเจาะจงมาปีนตอนเธอเบรกเตรียมจะเลี้ยวเข้ามหาวิทยาลัย

            “อุ้ย ขอโทษๆ” ผู้ถูกดุยกมือไหว้ปะหลกๆขอโทษขอโพย แต่นั่นก็หลังจากที่เขากึ่งปีนกึ่งกลิ้งลงมานั่งเบาะกลางเรียบร้อยแล้ว “แล้วสรุปว่าไงกล้วย ที่ว่าไม่น่าจะโอเค”

            “นายหันกระทู้ที่มีคนไปตั้งว่าเจอหมู่เฮาละยังล่ะ”

            “หือ กระทู้ไหน”

 

            กล้วยล้วงมือถือจากกระเป๋าเสื้อมากดๆ เลื่อนๆ อยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะส่งให้ คิ้วของเด็กหนุ่มหน้าดุขมวดเข้าหากันมากขึ้นๆ ขณะดวงตาตี่กวาดอ่านข้อความในหน้าจออย่างรวดเร็ว และเมื่ออ่านจบ หลานชายหมอผีใหญ่ก็โพล่งออกมาอย่างโมโห

 

            “ได้ไง ใครทำวะเนี่ย !?

            “เอาแต๊ๆ มันก็บ่แปลกหรอก” เด็กสาวหน้าจืดตอบพลางถอนหายใจเฮือกอีกครั้ง “ก็ฟางเล่นประกาศกลางทริปจะอั้น แล้วทั้งทริปก็มีเป็นร้อยคน ถ้าบ่มีผู้ได๋เล่าหื้อคนอื่นฟังหรือมาตั้งกระทู้แบบนี้เลยสิแปลกกว่า”

            “ตอนนี้ยิ่งมีกระแสถกเถียงเรื่องตานีเด็กถืออาวุธอยู่ด้วย” กล้ายเสริม เธอเข้าเกียร์ถอยหลังก่อนจะตีวงถอยเข้าซองได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือนดูเหมือนฝีมือการถอยเข้าซองของเธอจะพัฒนาขึ้นไม่น้อย เธอกดสวิตช์ดับเครื่องก่อนจะพูดต่อ “แล้วลงว่ามีกระทู้จะอี้ มีรูปแปะจะอี้ ข้าว่าวันนี้หมู่เฮาคงต้องรับศึกหนักกว่าเมื่อวานแน่”

            “ไม่เป็นไรหรอก มีเราอยู่ด้วยทั้งคน” จ้าดดัดเสียงหล่อไม่เข้ากับหน้าตา “เราจะคุ้มครองกล้วยกับกล้ายเอง”

            “แหม พ่อเทพบุตร พ่อคนกล้า พ่อคนดี.....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมบีบเสียงประชดประชันเต็มที่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแหวเสียงเขียวปั้ด “เอาตัวเองหื้อรอดก่อนเหอะย่ะบ่าจ้าดง่าว นายบ่ได้อ่านก๋าว่ามีความเห็นนึงลงรูปนายกับหมู่เฮาไว้ด้วย”

 

            “เฮ้ย จริงง่ะ ไหน !?

            หลานชายหมอผีใหญ่รีบเลื่อนหน้าจอลงมาด้านล่าง แล้วดวงตาตี่ก็เบิกกว้างเท่าไข่ห่านจนน่ากลัวว่ามันจะฉีกไปถึงใบหูเมื่อเห็นรูปของเขาขณะกำลังวิ่งอมน้ำมาเติมใส่ขวดตอนกิจกรรมช่วงบ่าย โดยมีกล้วยกับกล้ายมองอยู่ห่างๆเบื้องหลัง แต่ผิวขาวเกินมนุษย์และผมสีดำประกายเขียวก็ยังทำให้พอจะแยกพวกเธอออกจากเด็กสาวคนอื่นๆรอบข้างได้

 

            “เฮ้ย จริงด้วย !

            “ก็นั่นแหละ เอาตัวเองหื้อรอดก่อนเหอะ ดีบ่ดีนายจะโดนถามหนักกว่าหมู่เฮาอีก”

            “โอย.... ตาย....”

            “หันก่อ แล้วมายะเป็นเก่ง”

            “ไม่ใช่เรื่องนั้น คิดว่าอย่างเราจะเหนื่อยกะแค่เรื่องต้องมาตอบคำถามเกี่ยวกับกล้วยกับกล้ายเหรอ เราเจอมาเป็นปีแล้ว” จ้าดสวนกลับ “ที่เราบอกโอยตายน่ะ ลองดูรูปนี่สิ จะแปะรูปทั้งทีทำไมไม่เอารูปที่มันหล่อๆ มาเอารูปผมยาวรุงรัง หนวดก็ไม่ได้โกน แถมยังอมน้ำแก้มป่องแบบนี้ได้ไง โอ๊ย แบบนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเนี่ย.....”

            “มันแม่นเวลามากังวลเรื่องนี้ก๋าบ่าจ้าดง่าว......!?

 

            ไม่มีใครสังเกตเลยว่าโต๊ะข้างคณะเงียบผิดปกติขณะสามสหายร่วมรบเดินเข้าไปในคณะ โต๊ะเกือบยี่สิบตัวที่ตั้งแยกเป็นห้ากลุ่มนี้เป็นของกลุ่มโรงเรียนชื่อดังในรัฐอื่นๆของสารขัณฑ์ ซึ่งมักจะยังรักษาสังคมเหนียวแน่นเอาไว้แม้จะมาอยู่คณะวิศวะแล้ว แม้กลุ่มเหล่านี้จะมีสมาชิกไม่มาก แต่โต๊ะก็ไม่เคยว่างด้วยยังมีคนแวะเวียนมานั่งกินข้าว เล่นกีตาร์ ไม่ก็หลีสาวคณะอักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์หรือบัญชีที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ หากวันนี้กลับไม่มีใครนั่งอยู่เลยแม้จะเป็นเวลาเที่ยงห้าสิบไพรม์ไทม์ของเหล่าวิศวะผู้เลี้ยงหมาอยู่ในปากทั้งหลาย

 

            “เอ๊ะ นั่นเขามุงอะไรกันอยู่น่ะ”

            ทันทีที่เดินพ้นตึกสามซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของคณะเข้ามาในทางเดินกลางคณะ จ้าดก็เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นกลุ่มคนนับสิบๆ หรืออาจจะถึงร้อยคนยืนออกันอยู่ที่หน้าตึกสองซึ่งเป็นเป้าหมายของทั้งสาม หลายคนอยู่ในชุดนักศึกษา หลายคนอยู่ในชุดช็อปสีเขียวเข้มของคณะ และอีกหลายคนก็อยู่ในชุดตามสบาย แต่ไม่วาจะใส่ชุดอะไร ทุกคนก็กำลังชะเง้อชะแง้เหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่

 

            เด็กสาวผมหางม้าขมวดคิ้วอย่างสงสัยเช่นกัน แต่ราชินีตานีดูเหมือนจะได้กลิ่นอันตราย เธอดึงเสื้อเพื่อนทั้งสองหลบวูบเข้าประชิดกำแพงตึกหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ตัวที่สุดทันที

 

            “มีอะหยังก๋ากล้วย” กล้ายถามเพื่อนสาวอย่างงงๆ

            “หมู่เฮาอ้อมขึ้นตึกหนึ่งไปย่างผ่านทางเชื่อมดีกว่า” ราชินีตานีหมายถึงทางเดินคอนกรีตที่เชื่อมระหว่างชั้นสองของทั้งสองตึก

            “ทำไมล่ะ มีอะไร”

            “บ่าจ้าดง่าว” คำด่าที่สวนกลับมาของเพื่อนสาวทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่สะดุ้ง เขาเพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้ถูกเด็กสาวหน้าจืดด่ามานานมากแล้ว “เดาบ่ออกก๋าว่าเปิ้นดักรออะหยังอยู่”

            “กล้วยจะบอกว่าพวกนั้นดักรอเราอยู่งั้นเหรอ”

 

            “นั่นไงๆ อยู่ตรงนั้น !

            หลานชายหมอผีใหญ่ถามยังไม่ทันขาดคำ เด็กสาวตาไวคนหนึ่งที่ยืนอยู่รอบนอกของกลุ่มก็ชี้ตรงมายังพวกเขา เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่งเมื่อหัวนับร้อยของคนทั้งฝูงหันมองตาม ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตุ้บตั้บของรองเท้าที่ถูกย่ำลงกับพื้นคอนกรีตเมื่อคลื่นมหาชนนับร้อยถาโถมเข้าใส่สามสหายร่วมรบเหมือนฝูงกระทิงป่าแตกตื่น ไวเท่าความคิด กล้วยกับกล้ายใส่เกียร์หมาแถมโอเวอร์ไดรฟ์เผ่นแน่บเข้าตึกหนึ่งทันที ทิ้งให้เพื่อนหนุ่มผู้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้ากว่าเผชิญชะตากรรมอยู่คนเดียว

 

            “เฮ้ย รอด้วย......!

            จ้าดหลบมือที่ยื่นมาหวังกระชากหลังเสื้อเชิ้ตขาวของเขาได้เพียงไม่ถึงครึ่งเมตร เขาถีบเท้ากระโดดขึ้นบันไดหน้าตึกเหมือนนักกีฬาวิ่งข้ามรั้ว รองเท้าหนังที่ดอกยางก็ไม่ค่อยจะมีไถลลื่นบนพื้นหินขัดราวกับมันเป็นลานสเก็ตขณะเด็กหนุ่มหน้าดุซอยเท้าหมายกระโดดขึ้นบันได เพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองขึ้นไปถึงชั้นบนแล้ว และดูเหมือนเพิ่งจะรู้ว่าสหายร่วมรบของพวกเธอไม่ได้ตามมาด้วย กล้ายก้าวลงมาดึงแขนเพื่อนหนุ่มจนลอยละลิ่วขึ้นไปลงพื้นที่ขั้นบนสุดของบันไดพอดี ก่อนที่ทั้งสามจะออกตัวล้อฟรีอีกครั้ง เสียงและแรงสั่นสะเทือนจากฝูงชนผู้คลั่งไคล้วิญญาณผู้พิทักษ์ตามมาติดๆอยู่เบื้องหลัง

 

            “แล้วหมู่เฮาจะวิ่งไปที่ได๋เนี่ยกล้วย !?” กล้ายตะโกนแข่งกับเสียงฝีเท้าอึกทึกจะอี้ต่อหื้อเข้าตึกสองได้ก็บ่พ้นหรอก !

            “เข้าห้องเรียน แล้วหวังว่าหมู่เปิ้นจะมีความเกรงใจพอที่จะบ่ตามไปป่วนหมู่เฮาถึงในห้อง”

            “....ข้าบ่คึดจะอั้น”

 

            กล้ายพูดเพียงเท่านั้น เธอก็รู้ว่ามันคงเป็นทางเดียวที่น่าจะหนีพ้น แต่เมื่อผลักประตูที่ปลายทางเดินเข้ามาในตึกสอง สามสหายร่วมรบก็ตระหนักว่าทางหนีนั้นปิดตายสนิทยิ่งกว่าก่อเหล็กกล้าฉาบปูนเมื่อเห็นคนอีกกลุ่มดักหน้าพวกเธออยู่ในโถงทางเดินของตึก ตานีสาวหน้าจืดขบกรามกรอด เธอน่าจะรู้ว่ามีคนดักรออยู่ในตึกด้วย.....

 

            เพียงไม่กี่วินาที สองตานีหนึ่งมนุษย์ก็ถูกคลื่นมนุษย์โอบล้อมเอาไว้จากทั้งสองทาง ความร้อนจากลมหายใจและร่างกายของแต่ละคนที่ต่างก็ใส่เสื้อกันหนาว บวกกับความแน่นเอี้ยดเมื่อคนจำนวนน่าจะเกินสามร้อยพยายามเบียดเสียดเข้ามาในโถงทางเดินที่ปกติต่อให้เบียดยังไงก็ไม่น่ารับคนได้เกินร้อยในคราวเดียวทำเอาจ้าดแทบหายใจไม่ออก ส่วนสองตานีสาวนั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะเธอไม่จำเป็นต้องหายใจอยู่แล้ว แต่มันก็พอจะเพิ่มอุณหภูมิอารมณ์ของกล้ายได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม เด็กสาวก็พยายามคุมเสียงให้เรียบและสุภาพที่สุดขณะพยายามแหวกทางไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปยังห้องเรียนบนชั้นสาม สถานการณ์แบบนี้ถึงไม่อยากก็ต้องสร้างภาพเอาไว้บ้าง

 

            “ถอยหน่อยได้ก่อเจ้า อีกห้านาทีหมู่เฮามีเรียน....”

            “ตานี ตานีตัวเป็นๆจริงๆด้วย !

            “เหมือนที่เห็นในรูปเลย ไม่สิ สวยกว่าอีก !

            “ผมสีเขียวจริงๆด้วย !

            “ถอยหน่อยเถอะเจ้า ขอร้องล่ะเจ้า บ่อั้นหมู่เฮาไปเรียนบ่ทัน....”

            “โชว์ปราบผีให้ดูหน่อยสิ !

            “เอาปืนมารึเปล่า อยากเห็นปืน เอาออกมาให้ดูหน่อย”

            “ว้าว ตัวค้าวขาว”

            “ถอยหน่อยเถอะ คาบต่อไปเช็กชื่อตัดคะแนนเน่อ ข้าก็ยะสอบบ่ค่อยได้อยู่แล้ว.....”

            “ขอจับมือหน่อย”

            “ขอจับตัวหน่อย”

            “ขอจับนมหน่อย”

 

            “โอ๊ย ก็บอกหื้อถอยไป อีกห้านาทีหมู่เฮามีเรียน หูหนวกกันก่อ !?

            ในที่สุด หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็หมดความอดทน ส่วนหนึ่งเพราะคำถามสุดท้าย เสียงตวาดแว้ดที่บวกกับความแข็งกร้าวของสำเนียงเชียงพิงค์สะท้อนผนังปูนและพื้นหินขัดจนดังสนั่นราวกับตานีสาวสิบตนกำลังตะคอกพร้อมๆกัน ได้ผล ฝูงชนเงียบกริบทันที แต่ก่อนที่เธอจะทำอะไรได้มากไปกว่านั้น สองตานีหนึ่งมนุษย์ก็ต้องหยีตาเมื่อแสงแฟลชยิงมาจากระยะเผาขน

 

            “บ่าจ้าดวอกนี่ ฮู้จักมารยาทบ้างก่อ ถ่ายรูปบ่ขอกันแบบนี้ได้จะได หมู่เฮาบ่แม่นบุคคลสาธารณะเน่อ !” กล้ายว้ากใส่ต้นแสง ซึ่งเป็นหนุ่มร่างอ้วนหน้ามันแผล็บผู้สวมเสื้อลายสก็อตหลวมโพรกแบบโอตาคุสุดกู่และถือกล้องดีเอสแอลอาร์*ขนาดพอใช้ทุบหัวหมาตายได้อยู่ในมือ

            “ขะ.... ขอโทษ....” ชายคนนั้นตอบเสียงสั่นๆที่แฝงแววขี้ขลาด แต่ก็ยังไม่วายขอ “งะ.... งั้นขอถ่ายรูปหน่อยได้มั้ย.....”

            “บ่ได้ !” ตานีสาวผมหางม้าสวนกลับอย่างไร้เยื่อใยทำเอาอีกฝ่ายถึงกับผงะทำหน้าเบ้เหมือนจะร้องไห้ แต่กล้ายไม่สนใจและไม่อยากจะสนใจ “ถอยไป หมู่เฮาจะไปเรียนแล้ว ถอย !

 

            เมื่อได้เห็นฤทธิ์การอาละวาดของหนึ่งในตานีผู้มีชื่อเสียง มวลมหาประชาชนก็แหวกออกเป็นทาง กล้ายสาวเท้าก้าวฉับๆ ผ่านไปอย่างอารมณ์เสีย กล้วยกับจ้าดรีบตามเธอไปติดๆ

 

            “จะดีเหรอกล้าย พูดแรงแบบนั้น” หลานชายหมอผีใหญ่กระซิบถามเพื่อนสาวเมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นสามซึ่งพ้นจากฝูงชนแล้ว

            “ข้าพยายามอู้ดีๆแล้ว เปิ้นบ่ฟังกันเอง” กล้ายตอบห้วนๆ “ช่างเถอะ คลั่งยังกะคลั่งดาราเกาหลอยกันขนาดนั้นก็สมควรโดนซะบ้าง แม่นก่อกล้วย”

            “ฮื่อ” ราชินีตานีพึมพำในลำคอ เธอไม่เห็นด้วยกับการระเบิดอารมณ์ของเพื่อนสาวนัก แต่ก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง “แต่คราวต่อไปก็เบาๆลงหน่อยละกัน”

 

            กล้วยแอบกังวลใจอยู่บ้างเมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปในห้องเรียน แต่ในห้องสงบกว่าที่คิด ทุกคนเอ่ยทักทายหรือไม่ก็นิ่งๆเป็นปกติเหมือนก่อนหน้าทริป แต่เธอก็สังเกตได้ว่าหัวหูและเสื้อผ้าของเหล่าเพื่อนๆดูยุ่งกว่าปกติ ทุกคนอาจจะนึกสงสารหรือไม่ก็เข้าใจความรู้สึกของเธอก็เป็นได้

 

            “ลำบากเลยนะกล้วยกล้าย” แก้วหันมาทักเบาๆ เมื่อเด็กสาวทั้งสองทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อนบนเก้าอี้ว่างด้านหลังเธอกับแพร สาวแว่นทวินเทลส่งสายตาตำหนิไปให้ฟางกับอรซึ่งนั่งอยู่อีกฟากของห้อง แต่สองคนนั้นดูจะไม่ได้สังเกต

            “เข้าใจความฮู้สึกดาราเกาหลอย**เวลามาสารขัณฑ์เลย” เด็กสาวผมหางม้าถอนหายใจเฮือก “จะบ้าจะคลั่งอะหยังกันนักหนา ทำเป็นบ่เคยหันตานีไปได้”

            “เขาก็ไม่เคยเห็นจริงๆนี่” แพรพูดกลั้วหัวเราะ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ขำด้วยเธอก็หน้าเจื่อน “ขอโทษนะกล้าย แค่อยากให้สบายใจขึ้นหน่อย”

            “บ่เป็นอะหยังๆ” ตานีสาวโบกมือปฏิเสธ “แต่หื้อตายเถอะ บ่ฮู้จักความเป็นส่วนตัวกันบ้างเลยก่อหมู่เปิ้น.....”

 

            กล้ายต้องหยุดพูดด้วยอาจารย์วัยกลางคนผู้มีหนวดเฟิ้มเหมือนวอลรัสของวิชาการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นเข้ามาในห้อง เขาหยิบคอมพิวเตอร์ออกมาวางไว้บนโต๊ะ กดเปิดก่อนจะต่อมันเข้ากับระบบโปรเจกเตอร์ตามปกติ แต่แทนที่จะเริ่มสอนทันทีเหมือนอย่างเคย เขากลับหยิบไมโครโฟนก่อนจะเดินลากสายมาทางกล้วยกับกล้าย ซึ่งกลั้นใจเตรียมตั้งรับว่าอาจารย์หนวดเฟิ้มจะมาไม้ไหน

 

            “เอ้อ ผมเพิ่งรู้มาเมื่อคืนนี้เองว่าเรามีตานีอยู่ในนี้ด้วย” เสียงพูดของเขาฟังดูอู้อี้เมื่อถูกชั้นขนหนานุ่มหลายชั้นกรองเอาไว้ “แหม ทำไมไม่บอกกันบ้างล่ะ จะอายทำไม”

 

            ตานีทั้งสองยังคงนิ่งเงียบ รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ

 

            “ผมนี่ชอบตานีมาตั้งแต่เด็กเลยนะคุณขวันหทัย คุณณัฐณิฐ” ชายวัยกลางคนขยิบตาให้กล้าย เขาละสายตาไปจากเธอเร็วพอที่จะไม่เห็นตานีสาวผมหางม้าทำปากแสยะอย่างรังเกียจ “ตอนเด็กๆ ผมได้ฟังเรื่องตานีมาจากคุณย่าคุณยาย ผมฝันตลอดเลยนะว่าสักวันจะได้มาเจอวิญญาณที่คอยพิทักษ์เมืองเราเอาไว้จากผีร้าย มีเวลาว่างผมก็คอยถามคุณยายคุณย่า แล้วก็หาหนังสือเก่าๆอ่านประวัติของเมืองตานนะคอนแล้วก็ของตานีเท่าที่มีบันทึกไว้ จริงๆผมเกือบไปฝึกเป็นหมอผีแล้วด้วยซ้ำนะ เผื่อว่าจะได้เจอได้เห็นตานีบ้าง รู้มั้ยผมผิดหวังแค่ไหนตอนที่อ่านเจอว่าไม่มีบันทึกว่าเห็นตานีมาเกือบสี่ร้อยปีแล้ว ผมน่ะเฝ้าแต่สวดมนต์เฝ้าแต่อธิษฐานให้สักวันมีตานีมาปรากฏตัวตรงหน้าผม แล้ววันนี้ก็เป็นไปแบบนั้นจริงๆ แหม่ ผมดีใจจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกเลยรู้มั้ย”

            ก็พล่ามออกมาตั้งยาวแล้วไม่ใช่เรอะจ้าดผู้นั่งอยู่กับนัสและตั้งโทรจิตไปประชดกับเพื่อนสาวทั้งสอง แต่ไม่มีใครตอบ

            “ขอถามหน่อยได้มั้ยวาทำไมต้องปกปิดตัวเองด้วย ทั้งๆที่มีคนอยากเห็นพวคุณกันเยอะแยะตั้งขนาดนี้ ถ้าเปิดเผยตัวไปนี่ดังเลยนะเนี่ย ดูอย่างคนที่มารอดูพวกคุณวันนี้สิ แหม่ ตึกสองแทบแตก”

            “หมู่เฮาบ่ได้อยากดังเจ้า” กล้วยตอบเสียงเย็น

            “ถึงไม่ได้อยากดังก็น่าจะให้คนเขารู้กันไว้นะ คนเขาจะได้ตอบแทนหรือนับถือกันถูกว่าใครเป็นใคร ไม่งั้นคนเขาก็ลืมกันหมดว่าเมื่องนี้มีพวกคุณคอยปกป้องอยู่ ทำงานหนักทั้งๆที่ถูกลืมนี่มันน่าน้อยใจนาคุณขวันหทัย คุณณัฐณิช”

            “ข้าเจ้าบ่คึดจะอั้น.....”

            “แต่ผมนี่ก็งี่เง่าเองด้วยแหละน้า.....” อาจารย์หนวดเฟิ้มร่ายยาวต่อโดยไม่สนใจคำตอบของลูกศิษย์สาว “ทั้งที่เห็นกันอยู่แท้ๆว่าผิวขาวผมเขียวตาเขียวแถมพูดภาษาเวียงตาน ก็ยังไม่ผิดสังเกตอีก เอ หรือจะว่าพวกคุณแฝงตัวมาเนียนเกินดีเนี่ย แต่ก็ไม่แปลกนี่เนอะ พวกคุณเป็นตานีนี่ เอาเถอะ ยังไงตอนนี้รู้จักกันแล้วว่าใครเป็นใคร ถ้าพวกคุณมีอะไรไม่เข้าใจหรือจะให้ผมช่วยเป็นพิเศษก็ว่ามาได้เลยนะ ผมยินดีช่วยทุกเรื่อง เพราะตอนนี้จะถือว่าพวกคุณเป็นนักเรียนพิเศษก็คงได้แหละ อ้อ แต่ยกเว้นเรื่องเกรดนะ ผมไม่อยากเป็นข่าว”

 

            ชายวัยกลางคนปิดท้ายด้วยการหัวเราะเสียงดัง มีคนในห้องหัวเราะฝืนๆตามอยู่สี่ห้าคน แต่ทุกคนก็หยุดเมื่อเห็นตานีสาวผมหางม้าชูมือขึ้นในอากาศ

 

            “จะอั้นข้าขออย่างนึงเลยได้ก่อเจ้า”

            “ได้สิๆ ว่าไงล่ะ”

            “อาจารย์ช่วยหยุดอู้เรื่องหมู่เฮาแล้วเข้าเรื่องเรียนสักทีได้ก่อ ข้าเจ้าอยากเรียน” กล้ายพูดประโยคต่อไปในใจ บ่ได้อยากถูกสัมภาษณ์แล้วก็บ่ได้อยากฟังอาจารย์พล่ามด้วย แค่นี้ก็เหนื่อยใจพออยู่แล้ว

            “อ้อๆ โทษทีๆ แหม ชอบเรียนวิชาผมแบบนี้ผมก็ยิ่งดีใจนะเนี่ย”

 

            หลังจากล่าช้ามาเกือบสิบนาที คาบเรียนเขียนโปรแกรมก็ได้ฤกษ์เริ่มเสียที ตานีสาวทั้งสองหันมองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจเฮือก ขนาดอาจารย์ยังเป็นซะขนาดนี้เชียวหรือ.....

 

            อย่างไรก็ตาม เวลาสามชั่วโมงก็ผ่านไปโดยไม่มีใครมายุ่งกับพวกเธออีก และในที่สุดเมื่ออาจารย์หนวดวอลรัสประกาศเลิกคาบโดยไม่ลืมส่งยิ้มที่แทบมองไม่เห็นด้วยโดนหนวดบังมาให้กล้าย เด็กสาวทั้งสองก็คว้ากระเป๋าเป้สะพายขึ้นหลัง

 

            “แก้ว แพร วันนี้ปิ๊กกับหมู่เฮาก่อ” กล้ายเอ่ยถามสองเพื่อนสาวซึ่งก็กำลังเก็บของอยู่เช่นกัน

            “ไม่เป็นไร วันนี้อยากไปห้องสมุดหน่อย” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ตอบ

            “ขยันแต๊ขยันว่า” ราชินีตานีหยอกกลั้วหัวเราะก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาวอีกคน “แล้วแก้วล่ะ”

            “เราว่าจะไปหาซื้อเสื้อกันหนาวตัวใหม่น่ะ กล้วยกับกล้ายไปเดินด้วยกันมั้ย”

            “สุมาเน่อแก้ว” ตานีสาวผมหางม้ายกมือขึ้นไหว้ข้างเดียวหัวเราะแหะๆ “วันนี้คงยังบ่ได้ เดี๋ยวต้องไปรับน้องๆที่โรงเรียน”

            “รับน้องเหรอ” แพรเอียงคอ “ทำไมวันนี้ไปรับล่ะ กล้ายเคยบอกว่าปกติให้กลับเองไม่ใช่เหรอ”

            “แม่น แต่สถานการณ์จะอี้.... จะเรียกว่าปกติก็คงบ่ได้แม่นก่อ”

            “จริง” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำพยักหน้า “งั้นเราไปก่อนนะ”

            “เราไปด้วย เจอกันพรุ่งนี้”

            “อื้ม”

 

            สี่สาวโบกมือลาให้กัน ก่อนที่แก้วและแพรจะออกไปจากห้อง สองตานีสาวรอให้เพื่อนคนอื่นที่ยังเหลืออยู่ออกไปจนเกือบหมดจึงค่อยเดินมาหากลุ่มเพื่อนจ้าดซึ่งก็ยืนรออยู่เช่นกัน

 

            “จ้าด ปิ๊กกับหมู่เฮาก่อ” เด็กสาวหน้าจืดถามเพื่อนหนุ่ม

            “อื้ม วันนี้อยากกลับเร็ว” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า ก่อนจะหันไปถามเพื่อนทั้งสอง “แล้วพวกเอ็งไปไหนต่อ”

            “กลับเหมือนกันมั้ง” นัสผู้บ้านอยู่ไกลลิบทางทิศเหนือของเมืองตอบ “เพิ่งสอบเสร็จต้องรีบกลับเร็วๆเข้าไว้ เดี๋ยวมีรายงานมีอ่านหนังสือมาก็ต้องกลับช้าอีก”

            “ข้าก็กลับ” หนุ่มแว่นกวนส้นตอบเสียงเหนื่อยอ่อน เขาไม่ถูกกับวิชานี้เป็นพิเศษ “จะตายเอาอยู่แล้ว จำโค้ดโปรแกรมไม่ได้สักกะตัวเลยเนี่ย”

            “แล้วมิดเทอมเอ็งสอบยังไงของเอ็ง”

            “ก็มั่วไปงั้นแหละ ไม่รู้จะต้องถอนรึเปล่าเลย”

            “เรือหาย” นัสยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนจะหันมาหาสองสาว “ถ้างั้นผมกับก่อนนะครับ ระวังตัวด้วยนะ ถ้าเกิดว่ามีอะไรโทรหาได้นะครับ ถ้าช่วยได้จะพยายามช่วย”

            “อื้ม ขอบคุณมากเน่อ”

 

            แล้วเด็กหนุ่มร่างใหญ่ก็เดินออกจากห้องไป โดยมีตั้งสะโหลสะเหลตามไปติดๆ

 

            “รออะไรเนี่ย” จ้าดเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสองสาวยังคงนิ่ง

            “หื้อเพื่อนๆลงไปก่อน เผื่อหมู่คนนั่นยังอยู่ เปิ้นจะได้บ่ต้องมาแออัดอยู่กับหมู่เฮา” กล้วยตอบ

            “แต่ก็หวังว่าจะบ่อยู่แล้วเน่อ”

 

            น่าเศร้าที่พวกเขายังอยู่ แถมดูจะเยอะกว่าเดิมเสียด้วยเนื่องจากเป็นเวลาเลิกเรียนของหากภาคหลายชั้นปี เพียงลงบันไดมาถึงชานพักของชั้นสอง สองตานีหนึ่งมนุษย์ก็ต้องกลับหลังหันก่อนจะเผ่นกลับขึ้นไปยังชั้นสามแทบไม่ทันเมื่อสึนามิมนุษย์โถมตัวขึ้นมาตามบันไดราวกับอยู่ในเหตุการณ์ซอมบี้บุกเมือง แก้วน้ำเปล่าที่มีคนลืมทิ้งไว้บนระเบียงถึงกับสั่นสะเทือนก่อนจะเอียงล้มเมื่อโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสั่นสะเทือนด้วยฝีเท้า เด็กหนุ่มหน้าดุเริ่มกังวลตงิดๆเสียแล้วว่าตึกที่สร้างมากว่าห้าสิบปีจะต้องมาพังลงเพราะพวกเขาหรือเปล่า

 

            “ในนี้ !

            กล้ายผู้วิ่งเร็วที่สุดกระชากประตูห้องเรียนว่างห้องหนึ่ง ทั้งสามกรูกันเข้าไปข้างในก่อนที่จ้าดจะกระชากประตูปิดตามหลัง แต่สองตนหนึ่งคนก็รู้ว่าแค่เข้ามาในห้องคงไม่พอ เด็กสาวผมหางม้ากวาดตามองหารอบห้องที่ปิดไฟมืดสลัว แล้วก็ไปสะดุดตาเข้ากับตู้สูงเกือบเอวตู้หนึ่ง ตานีสาวกระโจนไปเปิดดู มันมีไมโครโฟนและปลั๊กต่อกองอยู่สองสามอัน แต่ก็มีที่พอสำหรับคนสามคนหากอัดกันด้วยความหนาแน่นพอๆกับปลากระป๋อง

 

            “เข้ามาในนี้เร็ว !

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกวาดปลั๊กต่อออกมาวางไว้บนหลังตู้ กะให้เนียนเหมือนอาจารย์เอาออกมาใช้แล้วไม่ได้เก็บ แล้วเธอก็คุกเข่าก่อนจะคลานเข้าไปซุกตัวในตู้ กล้วยตามไปติดๆ แต่เด็กสาวทั้งสองก็เริ่มตระหนักว่าพวกเธอกะปริมาตรของตู้มากเกินไปนิดเมื่อร่างสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตรและไม่ได้ผอมอะไรมากนักของจ้าดแทรกตัวเข้ามาเป็นคนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มก็เก็บขาเข้ามาก่อนจะเลื่อนประตูตู้ปิดได้ทันก่อนที่เสียงเปิดประตูจะดังขึ้นเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด

 

            “หายไปไหนแล้ว ทุกคนหาให้ทั่ว สามคนนั้นต้องอยู่แถวนี้แหละ !

            เสียงของเด็กสาวหรือไม่ก็หญิงสาวที่สามสหายร่วมรบไม่รู้จักดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังสับสนบนพื้นไม้ มันห่างจากตัวทั้งสามไปเพียงชั่วฝาไม้บางๆกั้น หลานชายหมอผีใหญ่กลั้นหายใจแม้จะรู้ว่ามันคงไม่ช่วยอะไรมากนัก หากมีใครผิดสังเกตเปิดตู้ขึ้นมาทุกอย่างก็จบกัน และเขาไม่คิดว่าจะไม่มีใครเปิดด้วย.....

 

            “ไม่มีเลย อยู่ห้องอื่นมั้ง”

            อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนสามสหายร่วมรบจะยังคงเหลือโชคอยู่บ้าง เพียงไม่ถึงห้านาที เหล่ผู้คลั่งไคล้ตานีก็ถอดใจก่อนจะออกจากห้องไปเร็วพอๆกับตอนที่เข้ามา ทิ้งให้ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

 

            กล้วย กล้าย เคลื่อนที่ในพริบตาออกไปก่อนก็ได้นะ ต้องไปรับน้ำว้าน้ำไทไม่ใช่เหรอหลานชายหมอผีใหญ่โทรจิตบอกสองเพื่อนสาว

            แล้วทิ้งนายไว้ที่นี่คนเดียวเนี่ยก๋ากล้วยผู้นั่งคุดคู้อยู่ข้างๆย้อนถาม

            อื้ม เราไม่เป็นไรหรอก น้ำว้าน้ำไทน่าห่วงกว่านะเด็กหนุ่มหน้าดุตอบ แค่ตอนกลางคืนก็เคลื่อนที่ในพริบตามาส่งข้าวส่งน้ำแล้วก็พาเราออกไปก็พอ

            ยุ่งยากตานีสาวผมหางม้าพูดห้วนๆ ออกไปพร้อมกันนี่แหละ

            แล้วจะออกไปยังไงจ้าดถามกลับเสียงสูง คนพวกนี้ต้องดักรอเราอยู่จนค่ำนั่นแหละ ดีไม่ดีบางคนอาจจะนอนค้างเลยด้วยซ้ำ กล้ายไม่เคยเห็นพวกแฟนคลับเกาหลอยนอนรอที่สนามบินเรอะ !?’

            รออีกสักแป๊บหื้อหมู่เปิ้นลงไปจากชั้นนี้ก่อน หมู่เฮาจะกระโดดตึกลงไปแล้วเผ่นหื้อเร็วที่สุด เปิ้นคงคาดว่าจะไดๆหมู่เฮาต้องลงทางบันไดอยู่แล้ว คงตามหมู่เฮาบ่ทันหรอก เผลอๆจะบ่หันเอาด้วยซ้ำ

            เอางั้นเลยเรอะ

            ก็เอาจะอี้แหละ

 

            สามสหายร่วมรบนิ่งรออยู่อีกพักใหญ่ จนแน่ใจว่าเสียงรองเท้าคู่สุดท้ายลงบันไดจากไปแล้ว จ้าดก็เลื่อนประตูตู้เปิดอย่างเบามือที่สุด เกิดการอึกอักอย่างอึดอัดกันขึ้นอีกครั้งเมื่อหนึ่งมนุษย์สองตานีตะเกียกตะกายออกจากตู้ กล้ายรวบปลั๊กต่อใส่กลับเข้าไปในตู้ให้เรียบร้อย ก่อนที่ทั้งสามจะย่องออกจากห้องอย่างแผ่วเบาราวกับแมว

 

            ชั้นสามไม่มีใครอยู่แล้ว แต่ตานีสาวทั้งสองก็ยังไม่ไว้ใจสถานการณ์ กล้วยอาสายืนดูลาดเลาขณะกล้ายเลื่อนหน้าต่างเปิดก่อนจะชะโงกหน้ามองลงไปข้างล่างอย่างระมัดระวัง เธอเบาใจลงบ้างเมื่อเห็นทางเดินหลังคณะแทบไม่มีใครอยู่แล้ว มีเพียงอาจารย์สองคนยืนคุยอยู่หน้าตึกแล็บภาคเครื่องกลไกลออกไปเท่านั้น

 

            “เท้าแตะพื้นปั๊บเผ่นหื้อเร็วที่สุดเลยเน่อ เข้าใจก่อ” ตานีสาวผมหางม้าทบทวนแผนกับเพื่อนหนุ่ม

            “เจ๊ก็อย่าลืมเบรกผมละกันครับ”

 

            กล้ายพยักหน้า ก่อนที่เธอจะกระโดดทิ้งตัวลงไปเบื้องล่างอย่างไม่ลังเล จ้าดกระโดดตามลงไปติดๆ ปิดท้ายด้วยกล้วยผู้ไม่ลืมดึงหน้าต่างปิดก่อนจะทิ้งตัวลงมา แล้วทั้งสามก็วิ่งสุดฝีเท้าตัดคณะตรงไปยังลานจอดรถ จ้าดหันหลังกลับไปดูที่หน้าตึกสองแวบหนึ่ง กลุ่มคนยังออกันแน่นอยู่หน้าทางเข้า แต่ไม่มีใครสักคนที่ดูเหมือนจะเห็นพวกเขา แต่ถ้าวิ่งช้ากว่านี้ก็ไม่แน่.....

 

            ไม่ถึงสองนาทีต่อมา สามสหายร่วมรบก็มาถึงรถโดยที่ไม่มีใครสกัดหรือผิดสังเกตพวกเขา กล้วยกับกล้ายมองซ้ายมองขวาอย่างระแวงภัยพร้อมใช้สัมผัสวิญญาณกราดตรวจด้วยเกรงว่าใครจะสะกดรอยตามพวกเธอมาถึงรถ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในลานจอดรถ กล้ายก็กดเปิดล็อก สองตานีกระโดดขึ้นนั่งเบาะหน้าขณะจ้าดตะกายขึ้นเบาะหลัง ก่อนที่รถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางจะเคลื่อนออกจากลานจอด

 

            น้ำว้าน้ำไท หมู่เอื้อยออกจากมหาลัยแล้วเน่อ มารอหน้าโรงเรียนเลยกล้วยโทรจิตหาตานีน้อยทั้งสองขณะกล้ายเปิดกระจกคืนบัตรก่อนจะหักพวงมาลัยพารถออกสู่ถนนใหญ่

            เจ้า เสียงน้ำว้าตอบกลับมา เธอเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เอื้อยกล้วย น้ำไทเปิ้นว่ามีเรื่องอยากจะอู้ด้วยเจ้า

            เรื่องอะหยัง

            เปิ้นว่าขึ้นรถก่อนค่อยอู้กันเจ้า

            รับทราบ ออกมารอเลยละกัน

 

            เกือบสิบนาทีต่อมา รถคันโตก็แล่นเข้ามาจอดที่บริเวณรอรับนักเรียนของโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมฝั่งประถม สองตานีน้อยยืนรออยู่แล้วที่ตีนบันไดของอาคารที่ใกล้ที่สุด น้ำว้าวิ่งมากระโดดขึ้นรถอย่างเคย แต่น้ำไทกลับเดินคอตก ใบหน้าน่ารักฉายแววหงอยผิดปกติ

 

            “เป็นอะหยังก๋าน้ำไท”

 

            ราชินีตานีเอ่ยขึ้นเมื่อเด็กหญิงผมเปียก้าวขึ้นรถ แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ เธอนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเริ่มสะอึกสะอื้นท่ามกลางความตกใจของรุ่นพี่ทั้งสาม

 

            “อะหยังน้ำไท เป็นอะหยัง”

            “เพื่อนที่เปิ้นสนิทที่สุดในห้องเปิ้นบ่ยอมอู้ด้วย” น้ำว้าอธิบายพลางลูบหัวลูบไหล่ปลอบน้องสาวผู้ยิ่งสะอึกสะอื้นหนักขึ้นไปอีก เธอรู้ว่าน้องสาวผู้อยู่ต่างห้องรักเพื่อนขนาดไหน ผิดกับเธอผู้ไม่ต้องมีเพื่อนก็อยู่คนเดียวได้ “แล้วก็มีเพื่อนบางคนล้อเลียนว่าเป็นตัวประหลาด บ่แม่นมนุษย์ ข้าเจ้าก็โดน”

            “เปิ้นอู้ว่า..... อู้ว่าข้าเจ้าเป็นตัวประหลาด.....” ตานีน้อยผมเปียตอบเสียงสะอึกสะอื้น “เปิ้นอู้ว่าถ้าฮู้ว่าข้าเจ้าบ่แม่นมนุษย์ตั้งแต่แรก..... เปิ้นก็คงบ่มาเป็นเพื่อนกับข้าเจ้าหรอก.....”

            “หา !?” หลานชายหมอผีใหญ่อุทานเสียงสูง “ไหนน้ำว้าน้ำไทบอกว่าเด็กๆไม่ค่อยสนใจเรื่องตานีกันไง”

            “เปิ้นคงได้ยินมาจากพ่อแม่ หรือบ่อั้นพ่อแม่เปิ้นก็คงบอกหื้อระวังตนที่ผมเขียวตาเขียว” น้ำว้าตอบก่อนจะหันไปปลอบน้ำว้าต่อ “บ่เป็นอะหยังหรอกน่าน้ำไท ข้าเจ้าก็บอกแล้วจะไดว่าบ่ต้องมีเพื่อนก็ได้ ดูอย่างข้าเจ้าสิ บ่หันต้องสนเลย”

            “ก็นั่นน้ำว้านี่....” น้ำไทตอบ มือปาดน้ำใสที่ไหลลงมาตามแก้มขาวป้อยๆ “ข้าเจ้าก็บ่แม่นว่าอยู่บ่ได้ถ้าบ่มีเพื่อนหรอก.... แต่เพื่อนที่เคยสนิทกันตั้งขนาดนั้น..... ไปไหนมาไหนด้วยกัน..... แต่วันนี้บ่คุยกัน..... ข้าเจ้าทนบ่ได้.....”

 

            ขาดคำ เด็กหญิงผมเปียก็ตั้งต้นร้องไห้อย่างน่าสงสาร จ้าดมองรุ่นน้องสาวอย่างทำอะไรไม่ถูก แค่ปลอบผู้หญิงปกติเขาก็ปลอบไม่ค่อยจะเก่งอยู่แล้ว แต่เรื่องแบบนี้มันน่าเจ็บปวดเป็นทวีคูณ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหกต้องเจอเรื่องแบบนี้บ้างจะทำใจได้หรือเปล่า

 

            จะอี้แย่แน่ ตานีสาวผมหางม้าโทรจิตเสียงหนักให้ได้ยินกันแค่กล้วย จ้าดและเธอ ละอ่อนแสดงออกตรงไปตรงมากว่าผู้ใหญ่ แล้วละอ่อนวัยนี้ก็ชอบแบ่งแยกอยู่แล้ว ถ้าเกิดเลยเถิดเป็นการทะเลาะกันขึ้นมาล่ะก็จะเป็นเรื่องใหญ่เอาง่ายๆ

            แต่แปลก จ้าดขมวดคิ้ว เราไม่เห็นจะโดนรังเกียจหรือโดนล้อเลยนี่ มีแต่คนสนใจ ทำไมปฏิกิริยาต่างกันขนาดนี้

            อย่าลืมว่าละอ่อนบ่ได้สนใจเรื่องตานี ราชินีตานีเน้นเสียงและตอนนี้กระแสก็มีสองสาย สายตื่นเต้น กับสายย่านว่าตานีเด็กถืออาวุธย่านจะทำร้ายมนุษย์ อีกอย่าง ก็อย่างที่กล้ายอู้ว่าละอ่อนวัยนี้ชอบแบ่งแยก แยกหมู่แยกเหล่าว่าเฮาอยู่กลุ่มนี้กลุ่มนั้น ตนนั้นอยู่กลุ่มอื่น แล้วก็แข่งกันหรือล้อกัน อย่างเรื่องตุ๊ดเรื่องกะเทยนี่ก็ล้อกันหนักที่สุดตอนช่วงอายุนี้แหละ นายลองนึกย้อนไปสมัยนายดูสิ

            นึกไม่ออกแล้วแฮะ เด็กหนุ่มหน้าดุพึมพำ แล้วทีนี้จะเอาไงดี

            เอาจะไดบ่ได้ ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย

            เอ้ย สิ้นหวังขนาดนั้นเลยเรอะ

            จะหื้อยะจะไดล่ะ ในเมื่อต้นเหตุคือพ่อแม่ จะหื้อเรียกพ่อแม่มาอู้กันเปิ้นก็บ่ฟังหรอก ดีบ่ดีจะยิ่งเกลียดหมู่เฮาเพิ่มขึ้นเปล่าๆกล้ายตอบ คงได้แต่ภาวนาหื้อสถานการณ์ดีขึ้นแหละ

            ก็หวังอย่างงั้น

 

            ขับมาเกือบจะถึงทางเลี้ยวกลางทุ่งร้างที่นำไปสู่โรงเก็บเครื่องบิน กล้ายกำลังจะชะลอให้รถคันที่ตามมาแซงหน้าไปก่อนเพื่อจะได้เลี้ยวเข้าโดยไม่มีใครเห็น แต่กล้วยจับแขนเพื่อนสาวเอาไว้

 

            “อย่าเพิ่งเลี้ยว หมู่เฮากำลังโดนสะกดรอยตาม”

            “หา !?

 

            กล้ายเหลือบมองกระจกมองหลัง มีรถเก๋งสีเทาเงินหน้าตาบ้านๆขับตามเธอมาอยู่ห่างๆเพียงคันเดียว แต่เมื่อเธอชะลอ รถคันนั้นก็ชะลอตาม เมื่อเธอเร่ง รถคันนั้นก็เร่งตามโดยพยายามรักษาระยะห่างให้เท่าเดิมเสมอ และเมื่อเธอเลี้ยวขวาออกไปทางตะวันตกของเมืองซึ่งแทบจะไม่มีใครใช้ทางนี้ รถคันนั้นก็เลี้ยวขวาตามเช่นกัน กล้ายเลี้ยวขวาเพื่อมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองอีกครั้งด้วยถนนวงแหวนเลียบดอย แต่รถคันนั้นก็เลี้ยวตามมาเช่นกัน เด็กสาวผมหางม้าเม้มปาก ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่รถซึ่งวิ่งมาจากถนนวงแหวนเวียงวังมุ่งหน้าออกนอกเมืองเหมือนเธอจะเลี้ยวกลับเข้าเมืองด้วยวงแหวนเลียบดอย ชัดเจนแล้ว พวกเธอถูกสะกดรอยตามจริงๆ

 

            “ทุกตนจับแน่นๆ !

            ไวเท่าความคิด กล้ายกระทืบคันเร่งจมติดพื้น หลังของทุกตนและอีกหนึ่งคนถูกความเร่งจากเครื่องยนต์ไฮบริดสี่ร้อยแรงม้ากระชากจนติดเบาะทันที แต่ระยะห่างจากรถเก๋งสีเงินก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเท่าไรนัก ตานีสาวผมหางม้าเขม้นมองกระจกหลัง แล้วก็ตระหนักว่านั่นไม่ใช่รถบ้านธรรมดา หากเป็นรถสปอร์ตซีดานสุดหรูที่เพิ่งเผยโฉมมาไม่นานนี้ เครื่องยนต์ของมันมีแรงม้าสูงสุดพอๆกับเธอ แต่รถของเธอหนักกว่าแน่นอน ใช้แค่ความเร็วไม่มีทางสลัดหลุดแน่.....

 

            “กล้าย รถคันนี้มีระบบพรางตัวไม่ใช่เหรอ” จ้าดร้องถามเพื่อนสาวมาจากเบาะหลัง

            “ก็แม่น” เด็กสาวผมหางม้าตอบ เธอหักพวงมาลัยเบี่ยงหลบรถพ่วงที่วิ่งอืดๆอยู่เลนกลางก่อนจะพูดต่อ “แต่ถ้าใช้ตอนนี้ เปิ้นก็ฮู้หมดสิว่ารถคันนี้เป็นของหมู่เฮา”

            “แล้วคิดว่าตอนนี้ยังไม่รู้อีกเรอะ.....”

            “หมู่เฮายังบ่ฮู้ว่าเปิ้นฮู้แต๊ๆ หรือแค่ฮู้แต่ยังบ่แน่ใจ” กล้วยตอบแทน “และหมู่เฮาจะหื้อเปิ้นเปลี่ยนจากบ่แน่ใจเป็นแน่ใจบ่ได้”

            “แล้วจะทำยังไง”

            “ก็ต้องพยายามสลัดเปิ้นหื้อหลุด” กล้ายตอบก่อนจะเปลี่ยนคู่สนทนา “กล้วย ข้าจะวิ่งเข้าเมืองเน่อ”

            “ฮื่อ”

            “เอ้ย วิ่งเข้าเมืองรถก็ยิ่งติด จะไม่ยิ่งหนียากเข้าไปใหญ่เหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง

            “อย่างน้อยก็น่าจะมีรถคันอื่นบังหรือขวางเปิ้นได้บ้าง”

 

            กล้ายเร่งความเร็วขึ้นอีก ตึกระฟ้าของย่านธุรกิจเชียงแสนที่ทาทาบภูเขาและท้องฟ้าสีทองแกมแดงของยามอาทิตย์อัสดงกวาดผ่านกระจกหน้าไปเมื่อรถคันโตเหินข้ามสะพานข้ามแยกก่อนจะพุ่งลงสู่ถนนอันคับคั่งกว่าเดิมของย่านใจกลางเมือง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลดความเร็วลงมาที่ร้อยยี่สิบขณะพยายามแซงซ้ายป่ายขวาให้พ้นจากผู้สะกดรอย แต่รถสีเงินคันนั้นก็ยังพยายามแซงตามมาอย่างไม่ลดละ ยังเสียงบีบแตรอย่างตกใจปนหงุดหงิดให้ดังลั่นถนน

 

            “บ่พ้นแน่” กล้ายเอ่ยเสียงหนัก “สงสัยต้องยอมหื้อเปิ้นฮู้แล้ว”

            “แล้วถ้าเข้าไปในที่จอดรถของห้างหรืออะหยังจะอี้ล่ะ” น้ำว้าเสนอ “จอดแล้วก็พรางตัวไว้ พอแน่ใจว่ารถคันนั้นไปแล้วก็ค่อยโผล่ออกมาอีกที”

            “จะอั้นถ้ารถคันอื่นคึดว่าที่จอดว่างแล้วถอยมาชนจะยะจะไดล่ะ”

            “ก็จอดชั้นบนๆที่ว่างๆหน่อยก็ได้นี่ จะไดก็ดีกว่าหื้อรถคันนั้นแน่ใจเน่อ”

            “ก็ได้”

 

            กล้ายตีรถออกทางขนานก่อนจะชะลอเลี้ยวเข้าห้างอุดมชัยพลาซ่าซึ่งอยู่ข้างหน้าพอดี เด็กสาวเร่งเครื่องผ่านลานจอดรถชั้นล่างที่เต็มเอี้ยดก่อนจะไต่ทางขึ้นที่วนเป็นเกลียวขึ้นไป ภาวนาให้ชั้นบนที่จอดว่าง วันนี้เย็นวันจันทร์คนช็อปปิ้งไม่น่าจะเยอะหรอกน่า.....

 

            แต่ผิดคาด ลานจอดรถชั้นบนมีรถจอดแน่นเอี้ยดไม่ต่างจากชั้นอื่นเลย ตานีสาวผมหางม้าเปลี่ยนคำภาวนาเป็นให้รถคันนั้นคิดว่าพวกเธอจอดที่ชั้นต่ำกว่านี้และไม่ตามขึ้นมา แต่หัวใจของเธอก็ร่วงวูบเมื่อเห็นรถคันนั้นปรากฏตัวขึ้นที่ปลายลานจอด กล้ายขบกรามกรอด เมื่อกี้เธอคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเห็นป้ายเต็มตั้งปิดทางเข้าอยู่ทุกชั้น ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ไม่แปลกเลยที่รถคันนั้นจะตามเธอขึ้นมาถึงนี่

 

            อย่างไรก็ตาม ห้าสหายร่วมรบก็ยังไม่ได้อับโชคเสียทีเดียว รถคันหนึ่งออกจากที่จอดไม่ห่างออกไปนักเบื้องหน้า อย่างรวดเร็ว กล้ายรีบตีวงเลี้ยวถอยเข้าจอด ดับเครื่องก่อนจะกดสวิตช์เปิดระบบพรางตัวในหน้าจอบนแผงคอนโซล ทันเวลาที่รถคันนั้นเลี้ยวเข้ามาในซอยที่เธอจอดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด สี่ตานีหนึ่งมนุษย์เห็นรถเก๋งสีเงินคันงามแล่นผ่านไปอย่างช้าๆ แม้กระจกจะติดฟิล์มเข้ม แต่ทุกตนและอีกหนึ่งคนก็พอจะมองเห็นสีหน้างุนงงระคนหงุดหงิดของชายหนุ่มเจ้าของรถได้.....

 

            “แปลก เปิ้นฮู้ได้จะไดว่ารถคันนี้ของหมู่เฮา” กล้ายพูดขึ้นเป็นคนแรกเมื่อเห็นรถคันนั้นลงจากลานจอดรถไปแล้ว

            “ไม่รู้สิแปลก หน้าตาประหลาดขนาดนี้”

            “แต่ในเมืองก็มีรถดัดแปลงหน้าตาประหลาดๆจะอี้อีกตั้งหลายคันเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดหันมาแย้ง “จะว่าลายพรางก็มีรถทหารของกองกำลังเวียงตานวิ่งกันประจำอยู่แล้ว หน้าตาก็บ่ได้คุ้นเท่าได๋ด้วย”

            “แต่นี่มันประหลาดหลุดโลกเลยนะ.....”

            “เอาเหอะ จะไดก็หนีพ้นแล้ว ปิ๊กบ้านกันดีกว่า”

 

            กล้ายเอื้อมมือจะไปปิดระบบพรางตัว แต่เธอก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อแสงไฟสีขาวจากไฟถอยหลังของรถคันหนึ่งสาดมาเข้าตา ตานีสาวผมหางม้ารีบกดปิดระบบ แต่รถคันนั้นก็ยังถอยมาเรื่อยๆราวกับไม่ได้มองกระจกหลังหรือกล้องช่วยถอยหลังเลยสักนิด

 

            “เฮ้ย !

            ในที่สุด กล้ายก็ตัดสินใจกดแตรพร้อมกับกะพริบไฟสูง รถคันนั้นหยุดกึกทันที ก่อนจะรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว จะเพราะรู้สึกผิดที่ลืมดู หรือเพราะพิศวงที่จู่ๆมีรถคันใหญ่โผล่ออกมาก็ไม่รู้ได้

 

            “เกือบไปแล้ว” กล้วยหอบหายใจ เธอก็ตกใจพอๆกับเพื่อนสาว “รีบไปเถอะก่อนที่จะมีอะหยังมาอีก รถคันนั้นเปิ้นอาจจะย้อนปิ๊กมาดูก็ได้”

            “อื้ม” กล้ายพยักหน้า “สงสัยต้องเริ่มมามหาลัยด้วยรถไฟฟ้ากันแล้วมั้งหมู่เฮา”

 

            เด็กสาวผมหางม้ากดปุ่มสตาร์ตเครื่องอีกครั้ง เลื่อนคันเกียร์ก่อนจะพารถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางเคลื่อนออกจากที่จอด วนลงไปตามทางลงก่อนจะออกไปสู่การจราจรหนาแน่นของยามพลบค่ำวันจันทร์อีกครั้ง

 

            ไม่มีใครรู้สึกตัวเลยว่าไม่ห่างออกไปจากทางออกของลานจอดรถนัก ชายหนุ่มเจ้าของรถสีเงินนั่งอยู่ในรถคันงามของเขา กล้องดีเอสแอลอาร์อย่างดีพร้อมเลนส์ซูมอันเท่ากระบอกข้าวหลามถืออยู่ในมือ และรูปของพวกเธอในรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตก็ถูกบันทึกลงในเมโมรี่การ์ดของมันเรียบร้อยแล้ว.....

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------

*กล้องดีเอสแอลอาร์ (Digital Single-Lens Reflect Camera) หรือ “กล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวแบบดิจิตอล” กล้องเอสแอลอาร์ (Single-Lens Reflect Camera) หรือกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว คือกล้องที่ใช้เลนส์และปริซึมสะท้อนภาพขึ้นมายังช่องมอง ทำให้ช่องมองมองภาพเป็นแบบไหนก็จะถ่ายได้ภาพแบบนั้นเป๊ะ ตรงกันข้ามกับกล้องแบบวิวไฟน์เดอร์ (Viewfinder) ซึ่งภาพที่ได้อาจจะต่างจากที่เห็นในช่องมองชนิดเป็นคนละภาพเพราะผลจากเลนส์และระยะเลนส์

 

ดีเอสแอลอาร์ก็คือเอสแอลอาร์ที่ใช้ระบบเซนเซอร์ดิจิตอลไวแสงแทนฟิล์ม หรือก็คือกล้องเอสแอลอาร์แบบดิจิตอลนั่นเอง

 

**เกาหลอย (ออกเสียงตามภาษาเกาหลอยว่า “โค-โรย” – ฮันกึล 고뢰, ฮันจา 高耒) – ประเทศเล็กๆ อยู่บนคาบสมุทรบนชายฝั่งทวีปเยว่ ตรงข้ามกับหมู่เกาะฮิมิตสึ มีชื่อเสียงโด่งดังจากดารานักร้องหน้าตาหล่อเหลาและการศัลยกรรมเลื่องชื่อ แต่ก็มีชื่อเสียเช่นกันในเรื่องการคิดว่าตัวเองเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมและเทคโนโลยีต่างๆของโลก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #114 Takamiiz-aekiiz L'Inariiz Lol!iz (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 22:45
    สนุกมากเลยครับ จะรอตอนต่อไปนะครับ :)
    #114
    0
  2. #113 Takamiiz-aekiiz L'Inariiz Lol!iz (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 22:44
    โฮ ผมนึกว่าพี่จะทิ้งนิยายเรื่องนี้ไปซะแล้ว
    #113
    0