ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 75 : ทริปภาคที่จบลงด้วยเสียงซุบซิบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            จ้าดจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเคยสัมผัสบรรยากาศหวาดกลัวและสิ้นหวังสุดขีดแบบนี้คือเมื่อไหร่

 

            บรรยากาศในศาลาใหญ่ของรีสอร์ตยามนี้เหมือนค่ายเชลยศึกสงครามกลางเมืองบาหม่อนชัดๆ ทุกคนนั่งกระจุกกันอยู่เป็นกลุ่มเบียดกันอยู่ที่ผนังซึ่งกั้นระหว่างลานใหญ่กับห้องน้ำ เสียงร้องไห้กระซิกจากเหล่าผู้หญิงดังระงมไปทั่ว ขณะเหล่าผู้ชายทั้งหลายก็หวาดกลัวเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ และไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายยังไง....

 

            “จ้าด พวกเราต้องตายกันหมดใช่มั้ย....” ไหม เด็กสาวภาคเดียวกับหลานชายหมอผีใหญ่ผู้นอนกุมท้องอยู่ในอ้อมกอดของรุ่นพี่สาวปีสามเอ่ยถามเพื่อนหนุ่มด้วยเสียงสั่นเครือ “มันจะฆ่าพวกเราทุกคนใช่มั้ยจ้าด”

            “ไม่หรอก พวกเราต้องปลอดภัยแน่” เด็กหนุ่มหน้าดุกุมมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างปลอบโยน แม้จะถูกมองอย่างดุๆมาจากรุ่นพี่สาวใกล้ตัวก็ตาม “เชื่อมือกล้วยกับกล้ายเถอะ สองคนนั้นปราบผีร้ายมาตั้งแต่อ่านหนังสือยังไม่ออกเลยด้วยซ้ำ เขาต้องจัดการได้แน่”

 

            แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ใจของจ้าดวิตกยิ่งกว่าเพื่อนสาวและอาจจะทุกคนในศาลาเสียอีก เขาเคยเห็นสองสาววิญญาณผู้พิทักษ์จำเป็นต้องใช้แผนตั้งรับสุดๆแบบนี้เพียงไม่กี่ครั้ง และทุกครั้งพวกเธอก็มียุทโธปกรณ์ครบมือ ทั้งรถถัง รถตรวจการ ปืนใหญ่และเครื่องบินรบ แต่ยามนี้ อาวุธหนักที่สุดที่มีก็คงจะเป็นปืนใหญ่ต่อต้านรถถังและปืนกลหกลำกล้องเท่านั้น ซึ่งต่อให้เอาออกมาก็ไม่มีประโยชน์ในเมื่ออีกฝ่ายรับรู้การเคลื่อนไหวทุกอย่างของพวกเขา หากทำอะไรบุ่มบ่ามขึ้นมา ลำไส้ของเหล่าตัวประกันทั้งสี่ก็อาจขาดเป็นชิ้นๆได้อย่างง่ายดาย และเขาไม่คิดว่าผีร้ายจะหยุดแค่สี่คนด้วย

 

            เพียงคนเดียวที่ดูไม่หวาดกลัวเลยคือฟาง อันที่จริงเธอกลับดูตื่นเต้นมากกว่าเดิมเสียอีก ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้งานเฝ้าระวังพื้นที่ของหลานชายหมอผีใหญ่ง่ายขึ้นเลย หลายครั้งที่เขาต้องส่งสายตาดุๆไปให้เมื่อเห็นเด็กสาวผมสั้นทำท่าจะย่องเข้าห้องน้ำชายอันมีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งอยู่ หนักเข้าจ้าดจึงต้องยกแลปทอปมาประจำที่หน้าห้องน้ำเสียให้จบเรื่อง แม้มันจะทำให้รัศมีสายตาแคบลงเกือบร้อยแปดสิบองศา แต่ก็ยังดีกว่าให้เพื่อนสาวเข้าไปยุ่งกับอุปกรณ์อันล้ำค่าทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านยุทธศาสตร์แบบนี้

 

            แต่คนที่เคลื่อนไหวไม่ได้มีแค่ฟาง หากมีอรด้วย แม้สาวผมเปียคนสวยแห่งภาคอากาศยานจะดูขวัญเสียมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆในศาลา แต่เธอกลับเกาะฟางติดแจไม่ว่าเพื่อนสาวจะแอบย่องเข้าห้องน้ำหรือทำท่าจะออกไปเพ่นพ่านนอกศาลา จ้าดทั้งงงและหงุดหงิด สรุปเพื่อนสาวคนนี้จะกลัวหรือไม่กลัวกันแน่

 

            “นั่นอะไรน่ะจ้าด”

            หลังจากเดินไปเดินมาเงียบๆอยู่เกือบสิบนาที ฟางก็เอ่ยถามขึ้นจนได้ ดวงตากลมจ้องมองสร้อยอุปกรณ์ป้องกันการถูกเข้าสิงที่หลานชายหมอผีใหญ่พันเอาไว้รอบข้อมือ จ้าดพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็นจริงๆ ไม่ได้ประชดประชันแกมเสียดสีแบบที่ถามกล้ายก่อนหน้านี้แล้ว แต่มันก็ทำให้สมองที่เครียดจัดอยู่แล้วของเขายิ่งเขม็งเกลียวขึ้นไปอีกอยู่ดี

 

            “ไม่ยุ่งบ้างสักเรื่องก็ได้นะฟาง ขอล่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบด้วยเสียงที่พยายามข่มอารมณ์เอาไว้อย่างยากเย็น “แล้วก็ช่วยไปนั่งเฉยๆเหมือนคนอื่นเขาหน่อยได้มั้ย เดินไปเดินมาแบบนี้มันยิ่งอันตรายนะ”

            “ไม่เอา” ฟางตอบหน้าตาเฉย “นั่งเฉยๆ มันก็ยิ่งกลัวสิ เราอยากรู้สึกว่าเรายังพอทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่นั่งรอให้ผีร้ายมันมาเชือดเฉยๆแบบนี้”

            ต่อให้เจ๊นั่งเฉยๆ ผมก็ว่าเจ๊ไม่ได้กลัวอะไรมากขึ้นนักหรอกครับ หลานชายหมอผีใหญ่สวนกลับเพื่อนสาวในใจ แต่พูดออกไปอีกอย่างด้วยไม่อยากมีเรื่อง ตอนนี้แค่เฝ้าระวังสถานการณ์เขาก็เหนื่อยพอแล้ว “ยังไงก็เถอะ ช่วยกลับไปนั่งทีที ทั้งสองคนเลย ไม่รักตัวเองเราไม่ว่า คิดซะว่าทำเพื่อคนอื่นเถอะ”

 

            เด็กสาวผิวคล้ำยังดูอิดออด แต่เมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มจ้องด้วยสายตาดุมากกว่าที่เคย เธอก็หันหลังกลับลากอรเดินไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่นอย่างเสียไม่ได้ หลานชายหมอผีใหญ่แอบถอนหายใจยาว เขาเริ่มอดคิดไม่ได้ว่าฟางจะเป็นสายลับหรือตัวป่วนที่ฝ่ายผีร้ายส่งมาหรือเปล่า แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร จ้าดก็สังหรณ์ใจว่าเธอคงไม่ส่งผลดีกับพวกเขาแน่นอน.....

 

 

            แสงไฟฉายในมือของเด็กสาวหน้าจืดสาดส่องเป็นลำตรงเข้าไปในป่าอันมืดมิด

 

            แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นทางขึ้นมากนัก ด้วยยามนี้ทั้งป่าถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาจากอากาศชื้นของกว๊าน บดบังทัศนวิสัยของเธอจนมองไปข้างหน้าได้เพียงไม่เกินสิบเมตร แสงจันทร์ที่เคยสาดส่อง บัดนี้ก็ถูกเมฆหนาทึบของพายุเปลี่ยนฤดูบังจนมิด สิ่งเดียวที่ราชินีตานีพอจะพึ่งได้ก็มีเพียงโทรศัพท์มือถือที่เปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณเอาไว้เท่านั้น

 

            อากาศเย็นจนตานีสาวผู้ยังคงสวมเพียงเสื้อแจ็กเก็ตทับเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นต้องห่อไหล่ มิหนำซ้ำ พุ่มไม้และกิ่งไม้มีหนามทั้งหลายก็ข่วนขาเปลือยเปล่าของเธอจนเลือดซิบ กล้วยอดคิดไม่ได้ว่าเธอน่าจะเปลี่ยนกางเกงวอร์มขายาวก่อนจะออกมา แต่ตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณวิญญาณของเป้าหมายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสิบเมตรที่ไหนสักแห่งในสายหมอกเบื้องหน้า

 

            “มาจนได้นะ ราชินีตานี”

            เสียงต่ำแหบห้าวที่เคยออกจากปากเหมยเมื่อเกือบยี่สิบนาทีที่แล้วดังขึ้นเบื้องหน้า ก่อนที่ร่างหนึ่งจะปรากฏตัวขึ้นจากสายหมอก มันเป็นชายวัยกลางคนถึงเกือบชรา คะเนจากรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและผมที่เริ่มหงอกขาวแซมเทาทั้งหัวก็คงอายุราวห้าสิบหรือหกสิบปี มันอยู่ในชุดสีดำตัดจากผ้าเนื้อหยาบคล้ายชุดม่อฮ่อมพื้นบ้านของชาวเวียงตาน แต่แทนที่ท่อนล่างจะเป็นกางเกง มันกลับเป็นโสร่งเนื้อหนาหยาบสีดำเดินลายสีแดงและสีเขียว เคียนพุงทับด้วยผ้าขาวม้าสีเขียวสลับแดงจนมองดูเหมือนต้นคริสต์มาสชอบกล

 

            กล้วยจำได้ทันทีว่ามันเป็นชุดของชาวประมงเผ่าป่าซางซึ่งเร่ร่อนอยู่แถบนี้เมื่อเกือบพันปีมาแล้ว ก่อนจะถูกชาวผานซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวรัฐทางภาคเหนือและอีสานผลักดันลงไปอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นรัฐป่าซางในปัจจุบัน หากผีตนนี้สิงสู่อยู่ที่นี่ตั้งแต่ยุคนั้นจริง ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีพลังมหาศาลถึงขั้นควบคุมลำไส้และร่างกายของคนสี่ห้าคนได้พร้อมกัน และรับรู้การเคลื่อนไหวทุกอย่างของพวกเธอได้แบบนี้ เธอเจอของแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้าเกรดมาร์เทนไซต์เข้าให้แล้ว*

 

            “นับถือในความพยายาม” ผีเจ้าที่ตอบเสียงเหน่อแบบเอกลักษณ์ของชาวป่าซาง มันประสานมือยกขึ้นมาเบื้องหน้า ซึ่งกล้วยก็จำได้เช่นกันว่าเป็นการปรบมือแบบป่าซางซึ่งบัดนี้ก็ยังทำกันอยู่ เธอยังเคยเห็นอรทำเป็นบางครั้งเวลาเผลอ “มีเรื่องอันใดถึงได้ถ่อมาหาข้าถึงที่แห่งนี้”

            “ข้าเจ้ามามือเปล่า” อีกฝ่ายไม่ได้ถาม แต่ตานีสาวจงใจประกาศเพื่อให้ความมั่นใจ เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นในท่ายอมแพ้เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น สิ่งที่เธอกังวลที่สุดตอนนี้คือฝ่ายตรงข้ามจะเกิดวิตกจริตขึ้นมาแล้วด่วนฆ่าเพื่อนของเธอทิ้ง

            “ข้ารู้ว่าเอ็งมามือเปล่า มิเช่นนั้นข้าฆ่าเพื่อนของเอ็งไปนานแล้ว” ผีเจ้าที่ตอบอย่างถือไพ่เหนือกว่า อย่างไรก็ตาม มันยังคงลอยเว้นระยะห่างจากเด็กสาวหน้าจืดเล็กน้อย “เอ็งต้องการสิ่งอันใด”

            “ปล่อยเพื่อนข้าเจ้าไปเถอะเจ้า” กล้วยพูดเสียงอ้อนวอน “ข้าเจ้าฮู้ว่าหมู่เปิ้นอาจจะรบกวนท่าน แต่หมู่เปิ้นยะไปด้วยความฮู้เท่าบ่ถึงการณ์ อย่าถึงขั้นฆ่าแกงกันเลยเจ้า”

            “มิได้” ชายชราตอบเสียงแข็ง “ข้าต้องการจะฆ่าพวกเอ็งที่มารบกวนข้า อยู่ในรีสอร์ตมิเท่าใดหรอก แต่นี่พวกมันมาทำบัดสีบัดเถลิงในป่าที่ข้าอยู่ อยู่มาพันปีข้ามิเคยเจอเรื่องเยี่ยงนี้ ข้ายอมมิได้ !

 

            เด็กสาวหน้าจืดพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเหนื่อยใจ ใครดันไปเล่นพิเรนทร์ในป่าเข้าล่ะนั่น หรือว่าจะเป็นสี่คนที่กำลังปวดท้องอยู่ตอนนี้ แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะหลังจากงานบายศรี สี่คนนี้ก็อยู่ในสายตาของเธอตลอด จะว่าไปทำอะไรกันตอนปิดตาเดินก็คงไม่ใช่เพราะมีรุ่นพี่ดูอยู่ตลอดทาง สงสัยคงเป็นเหล่ารุ่นพี่เองมากกว่า

 

            “ถ้าจะอั้นก็ลงโทษเฉพาะตนที่ยะเรื่องจะอั้นสิเจ้า ยะหยังต้องมาลงกับตนอื่นด้วย” เด็กสาวหน้าจืดพยายามเกลี้ยกล่อม อย่างน้อยให้มันอาละวาดใส่เป้าหมายเพียงไม่กี่คนก็น่าจะจัดการง่ายกว่าอาละวาดใส่คนหมู่มาก

            “เพราะข้าอยากทำ” ผีร้ายตอบหน้าตาเฉย “ที่นี่เป็นที่ของข้า ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ที่ข้าอยากทำ และข้าจะฆ่าพวกเอ็งให้หมด รวมทั้งเอ็งด้วยราชินีตานี !

            “การมาสิงอยู่ที่นี่บ่ได้แปลว่าท่านจะเป็นเจ้าของที่เน่อเจ้า” กล้วยตอบด้วยเสียงเย็นลง “ต่อหื้อท่านสิงอยู่ที่นี่มาเป็นพันปี ก็บ่ได้แปลว่าท่านจะยะอะหยังได้ทุกอย่าง บ่ได้แปลว่าท่านจะฆ่าคนได้ตามใจท่านเน่อเจ้า”

            “ถ้าคนอื่นพูดข้าก็คงจะพอเชื่ออยู่บ้างหรอกนะ แต่นี่ตานีพูดเอง โอ้ย ข้าอยากจะหัวร่อให้ฟันร่วง” ชายชราแค่นหัวเราะเสียงดังลั่นป่า “มันต่างกันที่ใด ตานีเองก็มาจับจองพื้นที่ตรงเมืองกล้วยแล้วก็ตั้งตัวเป็นเจ้าของพื้นที่เหมือนกันมิใช่หรืออย่างไร ฆ่าคนไปตั้งมาก ฆ่าวิญญาณภูตผีไปก็ตั้งมาก ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าพนักงานกรมเวียง ทั้งที่พวกเอ็งมีอยู่มินานเท่าข้าด้วยซ้ำไป”

            “นั่นมัน.... ก็....” เจอย้อนแบบนี้กล้วยถึงกับไปแทบไม่เป็น “แต่หมู่เฮาบ่ได้ยะจะอั้นตามใจ หมู่เฮายะเพราะเป็นหน้าที่เน่อ !

            “หน้าที่ ? เฮอะ อยากจะหัวร่อให้ฟันร่วงจริงๆ” ดูท่าผีร้ายตนนี้จะชอบสำนวนนี้อยู่พอสมควร “หน้าที่นั่นก็ทำไปเพื่อตัวเองมิใช่หรือไร ทำไปเพื่อให้ตัวเองได้อยู่บนโลกนี้นานขึ้น มันก็มิต่างอะไรจากข้านักหรอกราชินีตานีเอ๋ย ยังมิพูดถึงสงครามกับมนุษย์ช่วงเมื่อห้าร้อยหกร้อยปีก่อนด้วยนะ !

            “จะจะไดก็เถอะเจ้า ข้าเจ้าขอร้อง ปล่อยเพื่อนข้าเจ้าไปเถอะ ถ้าอยากจะยะอะหยัง ยะกับข้าเจ้าตนเดียวเถอะ ข้าเจ้ายอม จะฆ่าจะแกงจะอะหยังก็เชิญ”

            “มิว่าเยี่ยงไรข้าก็จะฆ่าเอ็งอยู่แล้ว มิใช่เรื่องที่จะเอามาต่อรองได้” เจ้าที่ชราตอบอย่างไร้เยื่อใย “ถ้าธุระของเอ็งมีเท่านี้ ข้าก็คงต้องขอตัว”

            “เดี๋ยวก่อนเจ้า !

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าจืดก้องสะท้อนก่อนจะหายไปกับสายหมอก เช่นเดียวกับร่างของชายชรา ทิ้งให้ราชินีตานียืนอยู่กับความหวาดกลัวที่แผ่เข้าปกคลุมหัวใจเพียงลำพัง.....

 

 

            ห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตรในสวนป่าของรีสอร์ต กล้ายก็กำลังเดินป่าอยู่เช่นกัน

 

            เธอก็ประสบปัญหาเดียวกับเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์ ผืนป่าถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวหนาทึบจนแทบมองอะไรไม่เห็นนอกจากมือตัวเอง แต่อย่างน้อยสวนป่าแห่งนี้ก็ยังรกน้อยกว่าและเป็นระเบียบกว่าป่าจริงๆข้างนอกอยู่บ้าง และอย่างน้อย ตอนนี้สัญญาณวิญญาณของเหมยก็อยู่ไม่ไกลแล้ว....

 

            เด็กสาวผมหางม้าขยับนิ้วโป้งแตะคันบังคับการยิงให้แน่ใจว่าเธอปิดห้ามไกเรียบร้อย ก่อนจะล้วงเอาอุปกรณ์ป้องกันการถูกเข้าสิงจากกระเป๋ากางเกงขาสั้นมาถือเอาไว้เตรียมพร้อม เธอภาวนาให้ผีร้ายเพ่งสมาธิไปยังอย่างอื่นจนลืมเหมย ขอแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ให้เธอคล้องสร้อยเส้นนี้ลงผ่านหัวของเด็กสาวหน้าหมวยเท่านั้น.....

 

            แต่เพียงไม่ถึงห้าเมตรก่อนที่เธอจะเข้าถึงตำแหน่งสัญญาณวิญญาณของเหมย เสียงกรอบแกรบเหมือนคนย่ำใบไม้ร่วงหนักๆก็ดังขึ้นเยื้องไปทางซ้ายมือ ก่อนจะดังต่อเนื่องห่างออกไปจากเธออย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับสัญญาณพลังงานวิญญาณของเหมยบนหน้าจอโทรศัพท์ที่เคลื่อนตัวออกไปเช่นกัน เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด เธอคาดเอาไว้อยู่แล้ว แต่ให้ตายเถอะ เธอไม่อยากไล่ล่าเลย โดยเฉพาะในป่าที่มองแทบไม่เห็นอะไรเลยแบบนี้

 

            กล้ายเหยียบคลัตช์ใส่เกียร์หมาก่อนจะออกวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ผืนป่าลุ่มๆดอนๆในสายหมอกหนาทึบนี้จะเอื้ออำนวย ในเมื่อตานีวิ่งเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่แล้ว ถึงเธอจะวิ่งได้ไม่เต็มสปีดก็ยังน่าจะกวดเด็กสาวผู้ถูกควบคุมได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

 

            แต่แล้ว ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของเด็กสาวผมหางม้าก็เบิกกว้างเมื่อสัญญาณวิญญาณของเพื่อนสาวในหน้าจอโทรศัพท์มือถือกลับเพิ่มระยะห่างจากเธอออกไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่มนุษย์ธรรมดาไม่น่าจะวิ่งได้ ตานีสาวใจหายวูบ เหมยเองก็ไม่ได้เป็นนักกีฬาหรือสมรรถภาพทางกายดีเด่นอะไร การที่เธอวิ่งด้วยความเร็วสูงลิบลิ่วเช่นนี้แปลได้อย่างเดียวว่าผีร้ายกำลังควบคุมร่างกายเธอให้ทำงานหนักเกินขีดจำกัด หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปล่ะก็ เหมยอาจกล้ามเนื้อฉีกหรือถึงขั้นหัวใจวายก็เป็นได้....

 

            ตานีสาวตัดสินใจชะลอฝีเท้าก่อนจะหยุดวิ่ง หากต้องได้เพื่อนสาวกลับมาแบบบาดเจ็บหนักหรือไม่มีชีวิต เธอยอมปล่อยให้ผีร้ายควบคุมต่อไปเสียดีกว่า กล้ายถอยตัวไปพิงโคนสนต้นใหญ่ ก่อนจะโทรจิตหากล้วยเพื่อแจ้งสถานการณ์

 

            “กล้วย....”

            ส่งไปได้เพียงคำเดียว เด็กสาวผมหางม้าก็ต้องก้มตัวหลบแทบไม่ทันเมื่ออะไรบางอย่างที่เป็นท่อนหนาๆเหวี่ยงวูบเข้าหาเธอจากหลังต้นสน มันเฉี่ยวหัวเธอไปเพียงไม่กี่นิ้วก่อนจะฟาดเข้าใส่ต้นสนใหญ่จนเปลือกไม้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กล้ายหันขวับ นิ้วโป้งบิดคันบังคับไกไปที่ตำแหน่งยิงเป็นชุดเตรียมพร้อมกราดยิง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เธอก็ต้องอ้าปากค้าง.....

 

            เหมยยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเธอ เธอดูไม่เหมือนเด็กสาวเชื้อสายเยว่จากภาคอากาศยานที่ตานีสาวเคยรู้จักอีกแล้ว ดวงตาของเธอเรืองแสงสีน้ำเงินวาวอันเป็นเครื่องหมายว่าเธอกำลังถูกวิญญาณควบคุม ใบหน้าหมวยบิดเบี้ยวเมื่อปากของเธออ้ากว้างเหมือนปอบไห้กำลังจะงาบเหยื่อ ฟันเขี้ยวซี่แหลมที่กล้ายเคยแอบคิดว่าน่ารัก บัดนี้มันดูราวกับเขี้ยวของผีดูดเลือดที่พร้อมจะเจาะเส้นเลือดใหญ่ของเธอให้ทะลุจนเลือดพุ่งเป็นน้ำพุได้ทุกเวลา เสื้อยืดและกางเกงขาสั้นของเธอขาดวิ่น เผยให้เห็นแผลถลอกและรอยขีดข่วนนับไม่ถ้วน แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือท่อนสนเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบฟุตยาวเกือบเมตรครึ่งที่ถืออยู่ในมือทั้งสองของเธอ และบัดนี้มันกำลังถูกเงื้อขึ้นสูงอยู่เหนือหัวแล้ว.....

 

            “เฮ้ย !?

            กล้ายมีเวลาให้อุทานเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ท่อนสนจะเหวี่ยงวูบลงหมายกลางหัวเธอ เด็กสาวผมหางม้าถอยหลบด้วยไม่อยากใช้กำลังกับเพื่อนสาว แต่ฝ่ายตรงข้ามสาวเท้าตามก่อนจะเหวี่ยงอาวุธแสวงเครื่องซ้ายทีขวาทีด้วยความเร็วเหมือนมันไม่ใช่ท่อนสนหนักหลายสิบกิโลกรัมแต่เป็นไม้ตียุงไฟฟ้าหนักหน่วยร้อยกรัม ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของตานีสาวเบิกกว้างขณะเท้ายังคงถอยกรูดไปเรื่อยๆตามทางเดินในสวนป่า แค่มองเธอก็พอจะรู้ว่าหากโดนเข้าไปสักเปรี้ยงได้จอดไม่ต้องแจวกันแน่ๆ

 

            แต่โชคร้าย ถอยไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ส้นเท้าของเด็กสาวผมหางม้าก็ไปขัดกับรากไม้จนเธอหงายหลังลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นหญ้า และก่อนที่เธอจะลุกขึ้นมาได้ ท่อนสนก็เหวี่ยงลงมาใส่เธอเสียแล้ว มือไวเท่าความคิด กล้ายยกไรเฟิลจู่โจมของเธอขึ้นรับเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ท่อนสนจะฟาดลงใส่หน้าผากของเธอ แต่แรงกระแทกที่ส่งผ่านมาทำเอาแขนทั้งสองสะท้าน และหากหูเธอไม่ฝาด เธอก็ได้ยินเสียงตัวปืนไฟเบอร์ลั่นเปรี๊ยะ ตานีสาวใจหายวูบ เรื่องปืนก็เรื่องหนึ่ง แต่แรงขนาดนี้เหมยไม่มีแน่ๆ เธอต้องจบการต่อสู้นี้โดยเร็ว หรือเสี่ยงให้กล้ามเนื้อและกระดูกของเหมยบาดเจ็บไปมากกว่านี้....

 

            เด็กสาวหน้าหมวยดึงท่อนไม้กลับหมายฟาดซ้ำ แต่กล้ายคว้าปลายไม้เอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเหวี่ยงเธอลงไปนอนกองกับพื้นบ้าง ตานีสาวผมหางม้ากระโจนลงนั่งคร่อมเพื่อนสาวที่พยายามดิ้นอย่างสุดชีวิตก่อนจะเหวี่ยงสร้อยหมายสวมลงบนหัวเธอ แต่เพียงไม่กี่มิลลิเมตรก่อนที่สายสร้อยจะสัมผัสเรือนผมที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้ กล้ายก็ต้องล้มคว่ำเมื่อฝ่ายตรงข้ามคว้าก้อนหินมาทุบเปรี้ยงเข้าเต็มๆขมับ มือของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมปล่อยสร้อยอุปกรณ์ป้องกันการถูกเข้าสิงร่วงพลอยลงพื้นขณะเธอเอนตัวล้มลงกับพื้นหญ้าข้างตัวเพื่อนสาว โชคดีที่เธอเป็นตานี หากเป็นมนุษย์ธรรมดา แรงกระแทกเมื่อครู่คงทำให้กะโหลกแตกลึกลงไปถึงสมองแล้ว**

 

            ผีร้ายฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามทรุดฮวบสลัดเด็กสาวผมหางม้าออกไปก่อนจะเงื้อไม้ขึ้นอีกครั้ง กล้ายกัดฟันข่มความมึนงงกลิ้งหลบ แต่ก็ไม่พ้นท่อนสนที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางแผ่นหลังของเธอ ตานีสาวหลุดเสียงร้องออกมาเพียงสั้นๆ แต่ก็ไม่อาจห้ามน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่ไหลพรากจากดวงตาสีเขียวเรืองแสงได้

 

            แต่เด็กสาวหน้าหมวยไม่ได้ฟาดแค่ครั้งเดียว ยังไม่ทันที่เสียงร้องจากเปรี้ยงแรกจะขาดคำ เปรี้ยงที่สองก็ตามมา ก่อนจะเป็นเปรี้ยงที่สาม สี่ ห้าและหก กล้ายไขว่คว้าหาไรเฟิลจู่โจมของเธอหวังจะเอามาเป็นโล่ชั่วคราว แต่ผีร้ายผู้ควบคุมเหมยอยู่ก็ฟาดมันจนกระเด็นลอยไปตกในพุ่มไม้ก่อนจะรัวฟาดเธอต่ออย่างเมามันอย่างกับเธอเป็นลูกฮอกกี้ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยายามตะเกียกตะกายหนี แต่ดีที่สุดเท่าที่เธอทำได้ในยามนี้ก็เพียงขดตัวงอเป็นกุ้ง พยายามปกป้องหัวและแกนวิญญาณของเธอจากท่อนสนที่กระหน่ำลงใส่เธออย่างโกรธเกรี้ยวเท่านั้น กรามของตานีสาวขบกันแน่นขบกันแน่นจนเป็นสันนูน ขณะเธอพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะกลั้นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสมองราวกับคลื่นสึนามิทุกครั้งที่ท่อนไม้กระแทกเข้าใส่ผิวเนื้อ....

 

            แต่จู่ๆ พายุแห่งการทุบตีก็หยุดลงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เด็กสาวผมหางม้าลืมตาหันขวับกลับไปมอง แล้วก็เห็นท่อนสนไปขัดอยู่กับแง่งของหินก้อนใหญ่ใกล้ๆหัวของเธอ เด็กสาวจำได้ว่าหินก้อนนี้อยู่ห่างจากทางเดินหลายเมตร แรงทุบตีคงจะทำให้เธอกลิ้งมาหามัน แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร มันก็เป็นโอกาสทองในการโต้กลับของเธอแล้ว....

 

            ก่อนที่เด็กสาวหน้าหมวยจะทันได้รวบรวมแรงดึงท่อนไม้ออกมาจากหิน ตานีสาวก็กัดฟันข่มความปวดระบมจากทั่วสรรพางค์กายถีบตัวลุกพรวดก่อนจะโถมตัวเข้าใส่เธอจนล้มกลิ้งไปด้วยกัน กล้ายรีบพลิกตัวขึ้นนั่งคร่อมเพื่อนสาวเอาไว้อย่างรวดเร็ว คราวนี้ไม่ลืมเอาขาล็อกแขนทั้งสองข้างเอาไว้ด้วย ขณะมือขวาคว้าสร้อยโลหะที่ตกอยู่ไม่ห่างออกไปนักขึ้นมา

 

            แต่ผีร้ายไม่ยอมให้เหยื่ออันล้ำค่าของมันหลุดมือไปได้ง่ายๆ แม้มือทั้งสองของเด็กสาวหน้าหมวยจะถูกล็อก แต่หัวของเธอไม่ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถึงกับล้มกลิ้งหงายหลังเมื่อเพื่อนสาวเกร็งหน้าท้องก่อนจะลุกขึ้นตรงๆเหมือนซอมบี้ เหมยดีดตัวลุกพรวดก่อนจะพุ่งไปหาท่อนสนหมายดึงมันออกจากแง่งหิน แต่กล้ายไม่ยอมให้อีกฝ่ายฟาดเธอเล่นเป็นลูกฮอกกี้อีกแล้ว ตานีสาวกระเสือกกระสนไปกระชากไม้ท่อนนั้นก่อนจะเหวี่ยงมันลอยไปตกห่างออกไปเกือบสิบเมตร เด็กสาวหน้าหมวยแห่งภาคอากาศยานกระโจนตามไปทันที แต่กล้ายเร็วกว่ามาก เธอโผไปหยิบไรเฟิลจู่โจมที่ตกอยู่ในพุ่มไม้ และก่อนที่เหมยจะทันได้เข้าถึงอาวุธของเธอ กระสุน 5.56 มิลลิเมตรที่ถูกกราดจนหมดแม็กในครั้งเดียวก็ฉีกไม้ท่อนใหญ่ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

            ตานีสาวผมหางม้าถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก แต่เธอลืมไปเสียสนิทว่าถึงไม่มีท่อนสน เหมยก็ยังมีกำลังเหนือมนุษย์ของเธออยู่ กล้ายแทบล้มทั้งยืนเมื่อเพื่อนสาวประเคนหมัดฮุกเข้าให้เต็มๆกกหู เด็กสาวผมหางม้าประคองทั้งสติและร่างกายก่อนจะหันหลังกลับ แต่นั่นก็เท่ากับเอาหน้าเข้าไปรับหมัดขวาตรง เลือดสีแดงเข้มสาดกระเซ็นจากครึ่งจมูกครึ่งปากตานีสาวขณะเธอเซแซ่ดๆไปหลายก้าว

 

            แต่อย่างน้อย หมัดลุ่นๆก็อันตรายต่อแกนวิญญาณของเธอน้อยกว่าท่อนไม้ กล้ายม้วนตัวลงต่ำก่อนจะกระแทกไหล่ใส่ลิ้นปี่เพื่อนสาวหวังดันให้เธอล้มคว่ำอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมยตั้งรับรออยู่แล้ว เธอถอยขาหลังยันรับแรงกระแทกก่อนจะเหวี่ยงตานีสาวออกไปให้พ้นตัว เด็กสาวหน้าหมวยสืบเท้าตามก่อนจะกระแทกศอกลงหมายกลางหัวฝ่ายตรงข้าม กล้ายยกปืนขึ้นรับได้ทันท่วงทีก่อนจะกระแทกพานท้ายปืนกลับไปบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่ควบคุมเหมยอยู่สะทกสะท้านเลยแม้แต่นิดเดียว และก่อนที่กล้ายจะทันได้ทำอะไรต่อ เธอก็โดนแข้งลอยมาฟาดเปรี้ยงในท่าจระเข้ฟาดหางจนหมุนคว้าง

 

            ผีร้ายยังไม่ยอมให้เธอล้ม มันสั่งให้เหมยย่อตัวลงต่ำก่อนจะเสยอัปเปอร์คัตเข้าเต็มปลายคางอย่างแรง ดาวระยิบระยับระเบิดเต็มหน้าตานีสาวผมหางม้าขณะเธอกระเด็นลอยก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น หางตาเธอมองเห็นเพื่อนสาวผู้ถูกควบคุมย่างสามขุมเข้ามาก่อนจะเงื้อเท้าหมายกระทืบซี่โครงเธอให้หักสะบั้น แต่ความบอบช้ำจากการถูกทุบนับครั้งไม่ถ้วนและความมึนงงจากหมัดอัปเปอร์คัตที่ปลายคางก็ทำให้เธอไม่สามารถป้องกันตัวใดๆได้อีกแล้ว เด็กสาวหลับตาลง ริมฝีปากเม้มแน่น เตรียมพร้อมรับแรงกระแทกที่จะตอกลงบนซี่โครงและแกนวิญญาณของเธอ....

 

            แต่สิ่งที่ร่วงลงมาไม่ใช่ส้นเท้า หากเป็นทั้งร่างของเด็กสาวหน้าหมวยที่แม้จะหุ่นดีดีกรีนางแบบแต่ก็พอจะทำให้ตานีสาวผมหางม้าที่บอบช้ำอยู่แล้วจุกแอ้ก หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบเหวี่ยงเพื่อนสาวออกไปจากตัวก่อนจะสะโหลสะเหลลุกขึ้นทั้งที่ยังคงมึนไม่หาย แต่คิ้วบางก็ขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวยังคงนอนอยู่กับพื้น กล้ายใจหายวาบเมื่อเห็นดวงตาตี่ของอีกฝ่ายปิดสนิท หรือว่าร่างกยของเหมยจะรับไม่ไหวเสียแล้ว.....

 

            “เหมย !?

            เด็กสาวผมหางม้าปราดเข้าหาเพื่อนสาวทันที มือขวาคล้องอุปกรณ์ป้องกันการถูกเข้าสิงใส่หัวเหมยเป็นอย่างแรกเพื่อกันเหนียว แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆจากเด็กสาวผู้ถูกควบคุมเลยแม้แต่น้อย กล้ายรีบแตะมือลงบนลำคอของเพื่อนสาว แล้วเธอก็ใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อรู้สึกถึงเส้นเลือดแดงใหญ่ที่เต้นตุบๆอยู่ใต้ผิวหนัง พลังงานวิญญาณอ่อนๆที่เธอสัมผัสได้จากตัวเพื่อนสาวยังคงสมบูรณ์ไม่มีอะไรเสียหาย บอกให้รู้ว่าผีร้ายคงไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงกับเธอ มันคงตัดการควบคุม เหมยซึ่งคงจะเหนื่อยอ่อนจากการใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดจึงหมดสติไปเท่านั้น

 

            กล้วยตานีสาวผมหางม้าโทรจิตหาเพื่อนสาวทันที เหมยปลอดภัยแล้ว เอาอุปกรณ์กันผีสิงคล้องได้แล้ว ทางปู้นเป็นจะไดบ้าง

            เป็นไปได้จะได !?’ ราชินีตอบกลับมาด้วยเสียงไม่เชื่อหู ข้าเจ้าเจรจาล้มเหลวเน่อ !’

            หมายความว่าจะได

            ผีเจ้าที่บ่ยอมฟังเลยกล้วยตอบเสียงหนัก มันยังยืนยันจะฆ่าหมู่เฮาทุกตนเหมือนเดิม

            แล้วยะหยังมันถึงปล่อยเหมยล่ะถ้าจะอั้น

            บ่ฮู้

 

            คำตอบมาพร้อมกับโทรจิตเสียงหลงของหลานชายหมอผีใหญ่ที่ทะลุกลางปล้องขึ้นมา

 

            กล้วย กล้าย กลับมานี่ด่วนเลย !’

            อะหยังกล้วยถามกลับทันที เธอจับหางเสียงตื่นตระหนกและหวาดกลัวของเพื่อนหนุ่มได้

            ทุกคนกำลังเดินลงทะเล !’

 

            ว่าจะไดนะ !?’

            ทุก คน กำ ลัง เดิน ลง ทะ เล !’ หลานชายหมอผีใหญ่เน้นเสียงทุกคำเหมือนประชด แต่เขาไม่ได้ประชดและไม่มีอารมณ์จะทำด้วย

            ทุกคนเลยก๋า !?’

            ทุกคนเลย ทั้งรุ่นเราแล้วก็รุ่นพี่เลย !’

            เดินเร็วเท่าได๋หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะไกลคุมสติได้ดีกว่าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเธอ ท่าทางการเดินเป็นจะได

            เดินแข็งๆกระตุกๆเหมือนซอมบี้ ความเร็วไม่มากเท่าไหร่

 

            กล้วยประเมินสถานการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว การเดินแข็งๆกระตุกๆ และความเร็วที่ไม่มากนักน่าจะแปลว่าผีร้ายควบคุมทุกคนได้ไม่สมบูรณ์แบบ จึงจำเป็นต้องสลับการควบคุมทีละบางส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะหากมันควบคุมคนเป็นร้อยคนของทั้งทริปได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเธอก็เตรียมนับถอยหลังการสิ้นอายุได้เลย

 

            แต่ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบ ยังไงมันก็ยังสั่งให้ทุกคนเดินได้ ถึงแม้จะเพียงช้าๆ แต่พวกเธออยู่ริมกว๊าน แถมตอนนี้น้ำกำลังขึ้นเต็มที่ ต่อให้เดินช้าแค่ไหน ไม่เกินสิบนาทีทุกคนก็คงลงน้ำกันหมด ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น เธอรู้ว่าพื้นใต้น้ำของกว๊านช้างลอยนั้นจะลาดลงเพียงไม่ถึงยี่สิบเมตรจากหาด ซึ่งก็คือแนวทุ่นที่ทางรีสอร์ตกั้นไว้ เมื่อหลุดจากนั้นไป ความลึกจะดิ่งลงไปที่สิบถึงยี่สิบเมตรภายในระยะแนวราบเพียงไม่กี่เมตร และต่อให้ไม่ไปถึงแนวทุ่นนั้น ผีร้ายก็อาจบังคับให้ทุกคนจุ่มหน้าลงน้ำให้ขาดอากาศหายใจตายตั้งแต่สองสามเมตรแรกที่ลงน้ำก็เป็นได้......

 

            และที่เลวร้ายที่สุด พวกเธอไม่มีอาวุธหรืออุปกรณ์ใดจะหยุดคนหมู่มากแบบนี้ได้เลย หรือหากจะพูดให้ถูก ตานีก็ไม่เคยต้องมาควบคุมฝูงชนมากๆแบบนี้เลย พวกเธอเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ ไม่ใช่ตำรวจปราบม็อบ

 

            กล้ายคึดอะหยังออกบ้างก่อเด็กสาวหน้าจืดถามหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

            ข้าก็กำลังจะถามกล้วยอยู่เหมือนกันกระแสจิตที่ตอบกลับมาทำเอาหัวใจของราชินีตานีร่วงวูบ

            แล้วถ้าไม่ต้องหยุด แต่ทำอะไรสักอย่างให้มีคลื่นซัดทุกคนกลับขึ้นมาบนฝั่งล่ะพอได้มั้ย ปาระเบิดลงน้ำหรืออะไรงี้ ในที่เก็บอาวุธต้องมีระเบิดอยู่แล้วสิ

            ปาระเบิดลงน้ำบ่ได้ยะหื้อเกิดคลื่นเน่อจ้าด*** กล้วยรีบเบรกเพื่อนหนุ่ม กลับกัน ทุกคนอาจจะตายเอาง่ายๆเลยเน่อ

            ทำไมล่ะ ระเบิดในน้ำทำไมถึงจะไม่มีคลื่นหลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถาม

            เอาน่า เชื่อข้าเจ้าเหอะเด็กสาวหน้าจืดตัดบท ห้ามปาเด็ดขาดบ่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น เข้าใจเน่อ เดี๋ยวจบเรื่องข้าเจ้าจะอธิบายหื้อฟังเอง

            ก็ได้ๆ แต่ถ้างั้นจะทำยังไง เร็วๆ ไอ้จางมันเดินไปถึงหาดแล้วนะ !’

            นายมีอุปกรณ์ป้องกันผีสิงอยู่แม่นก่อ มีกี่อัน

            สาม เราสวมเองหนึ่ง เหลือสอง

            แถวนั้นมีรถหรือยานพาหนะอะหยังที่บรรทุกคนได้หลายๆ และออกไปจากที่นี่ได้เร็วๆก่อ

            ก็เมื่อกี้มีคนไปดูที่บ้านผู้ดูแลก็ไม่มีไม่ใช่.... เอ๊ะเดี๋ยวนะ

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เห็นแสงไฟสองดวงเลี้ยวมาจากถนนใหญ่ ก่อนที่รถเก๋งสีเงินคันย่อมของผู้ดูแลรีสอร์ตจะแล่นเข้ามาตามถนนปูกรวด

 

            ผู้ดูแลกลับมาแล้ว เรามีรถแล้วคันนึง !’ จ้าดรีบโทรจิตบอกเพื่อนสาว

            โอเค ฟังหื้อดีเน่อจ้าด หื้อสร้อยเส้นนึงกับผู้ดูแล อีกเส้นสวมหื้ออ้ายตั้ว แล้วนายกับอ้ายตั้วช่วยกันลากเพื่อนๆมายัดไว้ในรถ เต็มรถเมื่อไหร่หื้อผู้ดูแลเปิ้นขับออกไปหื้อไกลที่สุด

            หา !?’ หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู ไม่มีวิธีที่ถึกน้อยกว่านั้นแล้วเรอะ !? แล้วแค่สองคนกับคนเป็นร้อยจะลากทันได้ยังไง !?’

            ถ้าคึดวิธีอื่นออกก็ว่ามาเลยบ่าจ้าดง่าวกล้วยสวนกลับ ยะเท่าที่ยะได้ละกัน หมู่เฮาจะรีบปิ๊กไปช่วยหื้อเร็วที่สุด

            ก็ได้ๆ เข้าใจแล้ว !’

 

            ขาดคำ รถของผู้ดูแลก็แล่นมาจอดหน้าหลานชายหมอผีใหญ่พอดี

 

            “ลุงครับ !” เด็กหนุ่มหน้าดุรีบวิ่งเข้าไปเคาะกระจกทันที “ลุงครับเปิดหน่อย !

            “เกิดอะไรขึ้น อะไรกัน” ชายวัยกลางคนผมสีดอกเลาผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยกดเปิดกระจกหน้าตาตื่น เขาคงเห็นแขกที่กำลังเดินเรียงหน้ากระดานลงทะเลแล้ว

            “ผีร้ายอาละวาดครับลุง ผมขอยืมรถลุงหน่อยได้มั้ย”

            “หมายความว่าไงผีร้ายอาละวาด แล้วนี่พวกเธอ.....”

            “ไม่มีเวลาอธิบายแล้วลุง” จ้าดตัดบทก่อนจะยื่นสร้อยอุปกรณ์ป้องกันการถูกเข้าสิงให้ผู้ดูแลรีสอร์ต “เอางี้ ลุงสวมนี่ไว้”

            “นี่มัน.....”

            “เอาน่า สวมไว้เหอะ เร็ว !” หลานชายหมอผีใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายถาม “ลุงรอตรงนี้ เปิดล็อกไว้ ผมจะพาเพื่อนๆผมมาขึ้นรถ พอเต็มรถ ลุงรีบขับออกไปให้ไกลจากที่นี่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาจนกว่าทุกคนจะหยุดเคลื่อนไหวหรือกับมาพูดเป็นปกติอีกครั้ง หาปั๊มหรือที่ไหนให้เขานั่งรอ แล้วลุงก็ขับกลับมาให้เร็วที่สด เข้าใจมั้ยครับ”

            “อะ.... เอ่อ.... ก็ได้.....”

            “แล้วแถวนี้มีรถอีกมั้ยครับ”

            “มีรถตู้คันนึงจอดอยู่ที่ลานจอดรถข้างนอก....”

            “ลุงมีกุญแจมั้ยครับ”

            “ไม่ใช่ของลุง ของบริษัทรับจ้างทำความสะอาด.....”

            “ไม่เป็นไร” หลานชายหมอผีใหญ่ตัดบท เขาไปเชื่อมสายไฟเอาก็ได้ พอจะรู้วิธีทำอยู่เหมือนกัน “เอาเป็นว่าลุงรอผมตรงนี้ เตรียมเคลียร์เบาะหลังไว้ด้วยนะครับ”

 

            พูดจบ เด็กหนุ่มก็ผละจากไป ชายวัยกลางคนมองตามหลังเขาไปอย่างงุนงง ทั้งจากเรื่องที่แขกของเขาพูดและเรื่องก่อนหน้านั้น เมื่อเกือบยี่สิบนาทีที่แล้ว รู้ตัวอีกทีเขาก็ขับรถอยู่กลางถนนเปลี่ยวห่างจากรีสอร์ตไปเป็นสิบกิโลเมตร หรือว่านี่ก็เป็นฝีมือของ “ผีร้าย” ที่เด็กหนุ่มคนนี้บอกด้วย.....

 

            จ้าดเหลียวซ้ายแลขวามองหารุ่นพี่ร่างยักษ์ประจำภาคอากาศยาน แล้วก็เห็นเขาก้าวช้าๆ เหมือนยักษ์ปักหลั่นอยู่ใต้แนวต้นสน เด็กหนุ่มหน้าดุวิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปประชิดตัวก่อนจะคล้องสร้อยลงผ่านหัวของตั้ว เขาเตรียมหลบเต็มที่เผื่อผีร้ายจะบังคับให้รุ่นพี่ร่างยักษ์ซึ่งก็คงต่อยหนักไม่แพ้ตัวโต้กลับ แต่เด็กหนุ่มร่างยักษ์เพียงสะบัดหัวน้อยๆ ก่อนจะหันมามองเขา

 

            “อ้าว จ้าด มาทำไมตรงนี้” คิ้วของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันขณะเขาเหลียวซ้ายแลขวามองภาพรอบตัว “นี่มันอะไร แล้วที่ผีหลอกล่ะ”

            “ทุกคนถูกผีร้ายควบคุมให้เดินลงทะเลครับ” จ้าดอธิบายอย่างรวบรัดที่สุด “พวกเราต้องพาทุกคนออกไปจากเขตการควบคุมของผีร้ายให้เร็วที่สุด พี่ช่วยลากคนไปใส่รถของผู้ดูแลรีสอร์ตได้มั้ยครับ เดี๋ยวผมจะวิ่งไปเอารถคันใหญ่กว่านี้มาให้”

            “เอ้ย แล้วจะลากหมดได้ไง คนเป็นร้อยเลยนะ !

            “เท่าที่ทำได้ละกันพี่ ทีละคนสองคนก็ยังดี โอเคนะ”

            “เฮ้ย เดี๋ยวสิเว้ยจ้าด !

 

            แต่หลานชายหมอผีใหญ่จากไปแล้ว เขาวิ่งตามถนนที่ยามเกือบสามร้อยเมตรออกไปยังหน้ารีสอร์ต รถตู้ทึบสีขาวเก่าๆคันหนึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถห่างออกไปราวห้าสิบเมตร โลโก้บริษัทรับทำความสะอาดสีฟ้าติดหราอยู่ข้างตัวถัง ไม่ใหญ่นัก แต่ก็พอจะยัดได้สักยี่สิบคนล่ะน่า....

 

            “ขอโทษทีนะครับ ไว้ว่างๆจะมาจ่ายค่าซ่อมให้นะ”

            จ้าดพึมพำเสียงต่ำๆ เขาหยิบกรวดปลายคมก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้นก่อนจะทุบกระจกอย่างแรงจนมันแตกเป็นผงเหมือนเม็ดทรายกลมๆ สัญญาณกันขโมยแผดเสียงร้องขึ้นมาทันที แต่หลานชายหมอผีใหญ่ไม่สนใจ เขากดเปิดล็อก กระชากประตูเปิดก่อนจะก้มลงไปดูใต้แผงคอนโซล สายไฟข้างใต้พันกันยุ่งเหยิง แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็หาสายไฟที่เชื่อมกับกุญแจเจอได้อย่างรวดเร็ว เขากัดมันจนขาดก่อนจะมัดมันเข้ากับสายไฟที่ป้อนไฟให้วิทยุและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆบนแผงคอนโซล เสียงมอเตอร์สตาร์ตหมุนสองสามครั้ง เขาเสียวๆอยู่ไม่น้อยว่าเครื่องจะไม่ยอมติด แต่เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบใต้เบาะก็ดังกระหึ่มขึ้นทันที

 

            “แหม่ เครื่องฟิตสตาร์ตติดง่ายดีแท้”

            ติดเครื่องได้ จ้าดก็กระโดดขึ้นนั่ง มือดึงคันเกียร์ก่อนจะเหยียบคันเร่ง รถตู้ดีดกรวดกระจายเล็กน้อยก่อนจะพุ่งออกจากที่จอด จ้าดตีโค้งเลี้ยวเข้ารีสอร์ต สวนกับรถเก๋งสีเงินของผู้ดูแลพอดี เพื่อนๆพี่ๆหกคนกองกันเต็มเบาะหลัง ทุกคนยังคงทำท่าเหมือนกำลังเดินอยู่ ผีเจ้าที่คงใช้สมาธิกับการควบคุมมากเสียจนจับการเคลื่อนที่ของพลังงานวิญญาณไม่ได้แล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง งานนี้ก็ง่ายขึ้นมาหน่อย....

 

            “พี่ตั้ว ทางนี้ !

            หลานชายหมอผีใหญ่ร้องบอกรุ่นพี่ร่างยักษ์ซึ่งมีเพื่อนๆผู้ชายของเขาสามคนอยู่ในอ้อมแขน เด็กหนุ่มอดทึ่งไม่ได้ ลากผู้หญิงสามคนที่ถูกบังคับให้เดินดุ่มๆลงทะเลกลับมาก็ต้องใช้แรงมากแล้ว แต่นี่ตั้วกลับลากผู้ชายตัวใหญ่ๆด้วยท่าทางสบายๆ แบบนี้ไปสมัครเป็นนักมวยปล้ำหรือยกน้ำหนักทีมชาติน่าจะรุ่งกว่ามาเรียนวิศวะอากาศยาน

 

            “ถ้ารถตู้เต็มแล้วจะเอาไง” เด็กหนุ่มร่างยักษ์ถามรุ่นน้องหนุ่มผู้เปิดประทูหลังก่อนจะถีบเครื่องมือทำความสะอาดที่กองระเกะระกะอยู่เต็มรถออกไป เปิดทางให้เขาโยนทั้งสามคนเข้ามา “เอ็งจะขับรถหรือว่าให้พี่ขับ”

            “ผมขับละกันครับ พี่ตั้วน่าจะลากคนได้เยอะกว่าผม” จ้าดตอบ เขาเหวี่ยงประตูท้ายปิด กระโดดข้ามร่างเพื่อนทั้งสามซึ่งขายังคงจ้ำอ้าวอยู่ในอากาศก่อนจะเหวี่ยงประตูข้างปิดดังโครม “ไปลากคนมาเพิ่มกันเหอะครับ”

 

            ตอนนี้ทุกคนลงมาเดินบนหาดกันหมดแล้ว บางคนเริ่มลงไปในน้ำแล้วเสียด้วย หลานชายหมอผีใหญ่และเด็กหนุ่มร่างยักษ์ดึงคนที่ลงน้ำแล้วขึ้นมาก่อนจะลากถูลู่ถูกังข้ามหาดขึ้นไปยังรถ ตั้วโยนสามคนในอ้อมกอดของเขาขึ้นไปก่อน ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังกว๊านอีกครั้ง จ้าดยกหวังผู้ตัวหนักกว่าเขาเกือบยี่สิบกิโลกรัมขึ้นรถอย่างทุลักทุเล แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ยกปั๊บ เพื่อนร่างสูงโย่งที่สุดในภาคขึ้นรถได้ เด็กหนุ่มก็มีอันต้องเซแซ่ดๆ เมื่อหมัดหนึ่งลอยมาอัดเปรี้ยงเข้าใส่แก้มขวา

 

            “ใครวะ !?

            หลานชายหมอผีใหญ่หันขวับ แต่เขาก็ต้องก้มหลบแทบไม่ทันเมื่ออีกหมัดตามมาติดๆ หมัดนั้นพลาดเป้าก็อัดตูมเข้าใส่ตัวถังสีขาวจนบุบเป็นวง จ้าดเห็นอานุภาพหมัดก็รีบถอยฉากจากการต่อสู้ แล้วขากรรไกรของเขาก็ร่วงลงตามทิศแรงโน้มถ่วงโลกเมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเขาเป็นใคร.....

 

            ตั้งยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเขา ดวงตาฉายแสงสีน้ำเงินวาว บอกให้หลานชายหมอผีใหญ่รู้ว่าถ้าไม่ถูกควบคุมก็ถูกเข้าสิงเสียแล้ว หมัดที่เพิ่งจะต่อยรถบุบแดงก่ำ และบัดนี้มันกำลังเงื้อเตรียมจะเหวี่ยงเข้าใส่เขาอีกครั้ง

 

            “เอ็งทุกทีเลยว้อยไอ้ห่านตั้งเอ๊ย !

            รำพึงยังไม่ทันจบ หนุ่มแว่นกวนส้นก็อัดขวาตรงเข้าให้ จ้าดพุ่งสวนหลบไปข้างๆ ถีบหวังซึ่งกำลังตะเกียกตะกายลงจากรถกลับเข้าไปในรถใหม่ก่อนจะปิดประตูโครม แต่การเสียเวลานั้นก็เปิดโอกาสให้หมัดฮุกซ้ายอัดเข้าใส่แก้มจนร้อนฉ่า จ้าดหลบหมัดขวาที่ตามมาก่อนจะยันสนเท้าถีบเปรี้ยงเข้าลิ้นปี่ แรงถีบทำให้เขาเซถอยไปสองสามก้าว หลานชายหมอผีใหญ่หมุนตัวถีบซ้ำ ก่อนจะพุ่งสวนหมัดเข้ากระชากคอเสื้อยืดเหวี่ยงเพื่อนจอมกวนไปทางชายหาด เขาต้องดึงตั้งออกห่างจากรถตู้ให้มากที่สุด

 

            กล้วย กล้าย ตั้งมันสู้กับเรา !’ เด็กหนุ่มหน้าดุโทรจิตบอกเพื่อนสาวเสียงหลง ไม่รู้ว่าโดนผีสิงหรือแค่โดนควบคุม แต่ที่แน่ๆมันต่อยเป็นบัวเหลือง****เลย !’

            ดึงเปิ้นเข้าไปในศาลา ข้ากำลังจะไปถึงแล้ว !’ กล้ายตอบกลับมา

            ข้าเจ้าก็กำลังจะถึงเหมือนกัน !’

            พูดง่ายแต่ทำไม่ง่ายนะครับเจ๊.....

 

            จ้าดคิดขณะเบี่ยงตัวหลบเข่าขวาที่เสียบขึ้นตรงๆหมายอัดจุดยุทธศาสตร์ของเขาเต็มที่ หลานชายหมอผีใหญ่อาศัยจังหวะที่เพื่อนเสียการทรงตัวจากการตีเข่ากระชากแขนก่อนจะเหวี่ยงไปทางศาลา เด็กหนุ่มก้าวตามก่อนจะถีบซ้ำที่หน้าท้องจนหนุ่มแว่นกวนส้นล้มหงายหลังลงไปบนพื้นหินขัด ไวเท่าความคิด จ้าดพุ่งไปเอาตัวรับเพื่อนได้ทันท่วงที หากปล่อยให้หัวฟาดพื้นล่ะก็ได้ไปโรงพยาบาลกันยาวแน่

 

            แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มหน้ากวนจะไม่สำนึกบุญคุณของอีกฝ่ายเลย ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะผละตัวออกมาได้ทัน ตั้งก็ขัดขาก่อนจะทุ่มเขาลงกระแทกพื้นดังแอ้ก หนุ่มแว่นกวนส้นเงื้อเท้าทำท่าจะกระทืบ แต่จ้าดก็จับมันไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะดึงฝ่ายตรงข้ามล้มลงกับพื้นบ้าง หลานชายหมอผีใหญ่อาศัยจังหวะคู่ต่อสู้กำลังมะงุมมะงาหรายันตัวลุกขึ้น แต่นั่นกลับทำให้เขาตกเป็นเป้าอย่างดีของเท้าที่เสยเปรี้ยงเข้าเต็มเป้าที่มันพลาดไปเมื่อครู่ จ้าดทรุดลงกับพื้น ใบหน้าดุเปลี่ยนเป็นสีเขียวแกมม่วง โดนกล้ายเตะอัดยังไม่พอ ยังต้องมาโดนไอ้บ้านี่เตะอีก แล้วเขาจะยังมีทายาทสืบสกุลได้อยู่อีกไหมนี่....

 

            “จ้าด !

            ท่ามกลางสติอันเลือนราง เสียงของกล้ายดังแว่วมาเข้าหู หลานชายหมอผีใหญ่พยายามมองฝ่าม่านน้ำตาลูกผู้ชาย เขาเห็นเด็กสาวผมหางม้าวางเหมยเอาไว้นอกศาลา ถอดสร้อยสีเงินออกจากคอเธอ และก่อนที่อะไรที่สิงหรือควบคุมตั้งอยู่จะทันรู้ตัว เธอก็ปราดเข้าประชิดเด็กหนุ่มหน้ากวนซึ่งหันหลังให้ด้วยกำลังเตรียมจะถลุงจ้าดต่อ ก่อนจะคล้องสร้อยผ่านหัวของเขาและดึงมันให้ล็อกพอดีกับคอในเสี้ยววินาที

 

            แต่แทนที่หนุ่มแว่นกวนส้นจะหยุดการเคลื่อนไหว มันกลับหันหลังขวับก่อนจะอัดหมัดขวาเข้าใส่กล้ายผู้ถอยกรูดทันที ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างอย่างงุนงง เธอสวมสร้อยไปแล้ว ถ้าหากถูกควบคุม การควบคุมควรจะถูกตัดทันที หรือถ้าหากเขาถูกผีสิง ผีเจ้าที่ก็ควรจะถูกไล่ออกมา และในเมื่อที่นี่อยู่ในขอบเขตของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา ผีร้ายก็ควรจะถูกดีดออกมาเป็นเป้านิ่งให้ไรเฟิลจู่โจมของเธอ แต่นี่ตั้งยังคงอาละวาดเหมือนเดิม หรือว่าอุปกรณ์จะเสีย.....

 

            ไวเท่าความคิด เด็กสาวผมหางม้าม้วนตัวลอดหมัดของเด็กหนุ่มหน้ากวนก่อนจะอัดเข่าเปรี้ยงเข้าเต็มเป้า ได้ผล ตั้งทรุดฮวบลงทันที แม้จะเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็พอจะทำให้ตานีสาวรู้ข้อมูลที่สำคัญ ตอนนี้ตั้งถูกผีสิง และมันยังคงสิงอยู่

 

            กล้วย ใส่สร้อยแล้วผีบ่ออก !’ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโทรจิตปรึกษาเพื่อนร่วมงานขณะยกปืนขึ้นรับแข้งของฝ่ายตรงข้าม

            จะอั้นก๋าเด็กสาวหน้าจืดตอบกลับมา เธอเงียบไปอึดใจหนึ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดก่อนจะพูดต่อ หมู่เฮายังบ่เคยสวมอุปกรณ์นี่หื้อคนที่ถูกผีสิงนี่

            แล้วจะได !?’ เสียงของกล้ายสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอต้องรีบก้มหลบศอกตัดที่เหวี่ยงมาหมายหางคิ้ว

            ในเมื่อหลักการทำงานของอุปกรณ์นี่คือสร้างคลื่นรบกวนพลังงานวิญญาณล้อมรอบคนใส่ ก็แปลว่าถ้าเกิดผีสิงอยู่ข้างใน มันก็อาจจะถูกคลื่นนั่นกักไว้บ่หื้อออกมาได้แม่นก่อ

            กล้วยจะบอกว่าตอนนี้ผีเจ้าที่โดนขังอยู่ในร่างตั้ง ?

            แม่น และถ้าข้าเจ้าเข้าใจบ่ผิด เปิ้นก็จะบ่สามารถควบคุมตนอื่นๆได้อีกแล้วเพราะพลังงานวิญญาณที่เปิ้นส่งออกมาโดนคลื่นรบกวนหมด ลองหันไปดูทุกตนที่ทะเลได้ก่อว่าหมู่เปิ้นเป็นจะได

 

            ตานีสาวผมหางม้าขบกรามกรอด แค่รับมือกับตั้งอย่างเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว แต่เธอก็ทำตามที่เพื่อนสาวบอก เธอหมุนตัวถีบตั้งจนกระเด็น ถอยฉากออกจากการต่อสู้ก่อนจะเหลียวไปมองทางชายหาด จริงอย่างที่กล้วยว่า ตอนนี้ทุกคนไม่ได้เดินเรียงแถวหน้ากระดานลงไปยังทะเลอีกแล้ว และเหมือนจะได้สติกลับมาครบแล้วทุกคนด้วย แม้บางคนดูจะล้มลงไปด้วยความเหนื่อยอ่อนที่ถูกแทรกแซงการทำงานของสมองก็ตาม

 

            แม่นอย่างที่กล้วยว่า

            จะอั้นลากเปิ้นไปใส่รถแล้วขับออกไปไกลๆ หื้อออกนอกเขตของเปิ้น เท่านี้เปิ้นก็สิ้นฤทธิ์แล้ว

            แต่ข้าลากเปิ้นตนเดียวบ่ไหวแล้วเน่อ !’

            ข้าเจ้าถึงแล้ว ช่วยกัน มา !’

 

            พูดจบ เด็กสาวหน้าจืดก็ปรากฏตัวขึ้นที่ศาลาพอดี เธอปรี่เข้าหาเด็กหนุ่มผู้ถูกเข้าสิงทันที เบี่ยงตัวหลบจระเข้ฟาดหางก่อนจะล็อกแขนซ้ายของหนุ่มแว่นกวนส้นขณะตานีสาวผมหางม้าล็อกแขนขวา ตั้งเริ่มเหวี่ยงขาสะเปะสะปะหวังจะเตะฝ่ายตรงข้ามทั้งสอง แต่มันก็ถูกหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งพอจะหายจุกแล้วโผล่มาล็อกเอาไว้ได้ทันท่วงที จ้าดมุดลอดตัวเพื่อนก่อนจะลุกขึ้นยืน ทำให้ตั้งอยู่ในท่านอนหงาย แล้วสามสหายร่วมรบก็แบกเขาตรงออกจากศาลา พอดีกับที่รถของผู้ดูแลกลับมาถึง

 

            “ลุงเปิดท้ายครับ !

            ชายวัยกลางคนก้มลงดึงที่เปิดฝากระโปรงท้ายอย่างว่าง่าย สองตานีหนึ่งมนุษย์เดินอ้อมไปโยนเด็กหนุ่มหน้ากวนให้กลิ้งหลุนๆเข้าไปด้านในสุดของห้องเก็บของท้ายรถก่อนจะปิดฝากระโปรงโครม หนึ่งคนสองตนได้ยินเสียงทุบจากด้านในอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่มีใครสนใจแล้ว ทุบได้ทุบไป ยังไงก็ไม่มีทางออกมาได้.....

 

            “ลุง คราวนี้ผมขอขับเองนะครับ เดี๋ยวผมเอามาคืน”

            “เฮ่ย เดี๋ยวไอ้หนุ่ม !?

            ช้าไป หลานชายหมอผีใหญ่ดึงเขาออกมาจากรถด้วยท่าทางเหมือนผู้ร้ายในเกม GTA***** และก่อนที่ชายวัยกลางคนจะโวยวายอะไรได้มากกวานั้น เด็กหนุ่มหน้าดุก็ปิดประตูรถ ดริฟต์กลับรถก่อนจะกระทืบคันเร่งพารถคันย่อมพุ่งออกจากรีสอร์ตไปด้วยความเร็วสูง

 

            กล้วยถามลุงแกให้ทีว่าปล่อยคนรอบที่แล้วไว้ตรงไหน จ้าดโทรจิตถามเพื่อนสาว เขาแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองท่ามกลางเสียงทุบหนักๆจากห้องเก็บของท้ายรถ

            อีกฝั่งเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตอบกลับมา ปั๊มปตส. ปั๊มแรกที่เจอ

 

            จ้าดกดปุ่มซูมออกของระบบนำร่องบนแผงคอนโซลจนเห็นเครื่องหมายปั๊มน้ำมัน มันห่างจากรีสอร์ตเกือบห้ากิโลเมตร เขาไม่รู้ว่าผู้ดูแลเลือกที่นั่นเพราะเป็นที่พักที่ใกล้ที่สุดที่พอจะนั่งฟรีได้ หรือว่าเพราะของเขตการควบคุมของผีเจ้าที่สิ้นสุดตรงนั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ต้องไปให้ไกลกว่านั้นเพื่อความแน่ใจ

 

            เสียงทุบจากห้องเก็บของเงียบไปตั้งแต่สองกิโลเมตรแรก แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังคงขับต่อไป จนเมื่อเลยปั๊มนั้นมาเกือบห้ากิโลเมตร เขาจึงตีรถเข้าข้างทางก่อนจะลงไปดูท้ายรถ แต่เมื่อฝากระโปรงดีดตัวเปิดขึ้น เด็กหนุ่มก็ต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัว.....

 

            กลางแสงไฟสีเหลืองส้มของห้องเก็บของ ตั้งนอนขดตัวเหมือนกุ้ง เนื้อตัวเปรอะไปด้วยเลือดสีแดงฉานน่าขนลุก มือมีแผลเหวอะหวะ ข้างตัวเขา สร้อยเหล็กกล้าเส้นหนาของอุปกรณ์ป้องกันการถูกเข้าสิงขาดกองอยู่ มันชุ่มไปด้วยเลือดพอๆกับเสื้อและมือของเขา ผีร้ายคงสั่งให้เด็กหนุ่มหน้ากวนกระชากสร้อยออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี สร้อยเหล็กกล้าที่ไม่ได้คมอะไรมากมายจึงบาดลึกแบบนั้นได้

 

            แล้วผีเจ้าที่ไปไหน.....

 

 

            “หนอย อ้ายพวกมนุษย์ อ้ายพวกตานี ทำข้าเสียย่ำแย่ คอยดู มันต้องชดใช้ !

            ชายชราในชุดพื้นเมืองป่าซางโบราณคำรามอย่างโกรธแค้นขณะลอยละลิ่วกลับไปตามถนนด้วยความเร็วสูง มันยังคงอยู่นอกเขตประจำที่ พลังจึงไม่มากพอที่จะเคลื่อนที่ในพริบตาได้ แต่อีกเพียงไม่ถึงกิโลมันก็จะกลับเข้าเขตแล้ว และเมื่อนั้น มันจะได้อำนาจทุกอย่างคืนมา....

 

            มันไม่รู้เลยว่าสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกใหญ่กำลังเล็งตรงมาที่มันจากบนยอดเขาเบื้องหน้า.....

 

            “คอยดูเถอะ กลับเข้าเขตเมื่อไหร่ ข้าจะระเบิดหัวมันทีละคน ให้มันแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ให้มันเละไปทั้งรีสอร์ต ให้มันแดงฉานไปทั้งท้องทะเล ให้มัน.....”

 

            ก่อนที่ผีเจ้าที่จะพูดสิ่งที่มันอยากทำได้จบ ดวงตาของมันก็เบิกกว้างเมื่ออะไรบางอย่างพุ่งทะลุผ่านอกของมันไปจนเป็นรูขนาดเกือบเท่ากำปั้น และก่อนที่ชายชราจะทันได้ถามตัวเองว่าสิ่งนั้นคืออะไร แกนวิญญาณที่แตกสลายก็ระเบิดออกจากภายใน ฉีกพลังงานวิญญาณของมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สิ่งสุดท้ายที่มันทันได้ฝากเอาไว้ในโลกนี้คือเสียงกรีดร้องแหลมยาวที่เสียดแทงผ่านยามดึกสงัด ก่อนที่มันจะสลายหายไปกับอากาศธาตุ......

 

 

            ไม่มีใครมีอารมณ์จะทริปหรือกินเหล้าต่อกันแล้ว และไม่มีใครอยากจะอยู่ที่นี่อีกต่อไปแม้เพียงถึงเช้าวันพรุ่งนี้ แม้จะเป็นเวลาเกือบตีสอง แต่รถบัสทั้งสี่คันก็ถูกเรียกมา ทุกคนรีบขนของขึ้นรถในเวลาอันรวดเร็วจนแทบจะเป็นโยน แล้วเหล่านักศึกษาก็มุ่งหน้ากลับบ้านโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับไปมองรีสอร์ตเป็นครั้งที่สอง

 

            “โอย เจ็บมือ.....”

            ตั้งครวญครางเสียงอ่อย มือทั้งสองที่ถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าพันแผลหนาเตอะห้อยต่องแต่งอยู่ระหว่างเข่า แม้มันจะดีขึ้นบ้างเพราะได้จิบยาสมานแผลของกล้ายที่เหลือติดก้นขวด แต่ก็ยังทั้งเจ็บทั้งระบม แถมกล้ายผู้ทำแผลให้ยังขู่ว่าอาจจะต้องเย็บด้วยอีกต่างหาก

 

            แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย ความสนใจของคนแทบทั้งรถบัสพุ่งไปอยู่ที่ตานีสาวทั้งสอง ทุกคนเดินมารุมล้อมจนสองวิญญาณผู้พิทักษ์แทบหายใจไม่ออก ต่างคนต่างก็ยิงคำถามกันรัวชนิดหากมันเป็นกระสุนพวกเธอคงยิ่งกว่าพรุนหรืออาจถึงขั้นเละเป็นเศษเนื้อก็เป็นได้ หลายคำถามพวกเธอยินดีตอบ หลายคำถามพวกเธอไม่รู้ และอีกหลายคำถาม พวกเธอก็ไม่รู้ว่าหากตอบไปแล้ว อนาคตของพวกเธอ รวมทั้งจ้าด น้ำว้า น้ำไทและหมิงจะเป็นอย่างไรต่อไป.....

 

            “กลับมาแล้วเจ้า”

            ทันทีที่กลับมาถึงโรงเก็บเครื่องบินตอนเจ็ดโมงของวันรุ่งขึ้น สองตานีสาวก็ตรงขึ้นไปยังห้องนั่งเล่น โยนสัมภาระทิ้งไว้ข้างประตูดังตุ้บก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน จ้าดผู้ขึ้นมาช้ากว่าทำท่าจะนั่งลงข้างๆกล้วย แต่เมื่อเห็นสายตาดุๆจากเพื่อนสาวทั้งสอง เขาก็จำใจผละไปนอนที่โซฟาอีกตัวซึ่งนุ่มน้อยกว่า แต่หลานชายหมอผีใหญ่ไม่สนใจแล้ว ตอนนี้ต่อให้เป็นพื้นหินหรือเตียงตะปูเขาก็นอนได้ทั้งนั้น ทั้งการเฝ้าระวังศาลา การถูกเตะอัดเป้าและการขับรถเอาผีร้ายออกมาทิ้งดูดทั้งพลังกายและพลังสมองของเขาไปจนหมด เขาไม่ต้องการอะไรแล้วนอกจากการนอนพักสักงีบ และเขารู้ว่าเพื่อนสาวทั้งสองก็คงเหมือนกัน.....

 

            หนึ่งมนุษย์สองวิญญาณผู้พิทักษ์รู้สึกตัวตื่นอีกทีเมื่อมีใครบางคนมาสะกิด กล้วยงัวเงียตะเกียกตะกายขึ้นมาจากโซฟาที่เธอจมอยู่ แล้วก็เห็นสายยืนมองเธออยู่ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แลปทอปถืออยู่ในมือ

 

            “อุ๊ยสาย สวัสดีเจ้า....” เด็กสาวหน้าจืดค้อมหัวให้หญิงสาวหน้าหวานเสียงง่วงงุน “มีอะหยังก่อเจ้า ยะหยังถึงยะหน้าจะอั้น”

            “สุมาเน่อท่านกล้วย ท่านกล้าย จ้าด อุ๊ยฮู้ว่าเหนื่อยกัน แต่ช่วยดูนี่ก่อน”

 

            กล้วย กล้ายและจ้าดสะโหลสะเหลลุกขึ้นขณะวิญญาณสาวหน้าหวานยกแลปทอปไปวางที่โต๊ะกินข้าวก่อนจะเปิดสวิตช์ ราชินีตานีเหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง เกือบบ่ายโมงแล้ว สายคงรอพวกเธอตื่นจนรอไม่ไหว

 

            “เมื่อวันศุกร์มีอภิปราบ่ไว้วางใจของสภา” สายเอ่ยขณะมือเลื่อนเมาส์ไปคลิกเปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ ก่อนจะพรมนิ้วพิมพ์ที่อยู่เว็บของรัฐสภาเวียงตาน “และสภาอู้เกี่ยวกับตานี”

            “พูดว่าจะไดเจ้า”

 

            หญิงสาวไม่ตอบ แต่กดเล่นวิดีโอหนึ่งบนหน้าเว็บ ในวิดีโอ สมาชิกสภาจากพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งกำลังลุกขึ้นอภิปราย เบื้องหลังเขาเป็นขาตั้งซึ่งมีกระดาษแผ่นใหญ่แขวนอยู่

 

            “ท่านประธานที่เคารพ กระผมพัด สอนธัมมะสะถาน สมาชิกสภารัฐเวียงตานแบบบัญชีรายชื่อจังหวัดหลวงน้ำทา พรรคเวียงตานก้าวหน้า”

 

            สมาชิกสภาวัยกลางคนผู้มีผมสีดอกเลาเปิดกระดาษแผ่นหน้าสุดที่แขวนอยู่กับขาตั้ง เผยให้เห็นภาพถ่ายแผ่นใหญ่ มันเป็นภาพของเด็กสาวอายุราวกล้วย และเด็กหญิงอายุประมาณน้ำว้าน้ำไทแต่งชุดตะเบงมานคอมมานโดถือไรเฟิลจู่โจมในท่าเตรียมยิง

 

            “จากสารคดีตานีที่ฉายทางช่องโทรทัศน์เวียงตานในสัปดาห์ที่ผ่านมา และข้อมูลที่ทางพรรคเวียงตานก้าวหน้าของเราได้มา มีหลักฐานว่าวิญญาณที่ทำหน้าที่พิทักษ์เมืองหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าตานี มีการใช้อาวุธสงคราม เท่านั้นยังไม่พอครับท่านประธาน ยังแจกให้กับตานีเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบด้วย แค่มีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในหมู่พี่น้องประชาชนก็แย่พอแล้ว แต่นี่กลับติดอาวุธให้เด็กที่ไม่มีความยั้งคิดพออีก ถ้าเกิดตานีไม่พอใจพี่น้องประชาชนคนไหนขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็อาจจะยิงทิ้งหรือก่ออาชญากรรมได้ทันที”

 

            กล้วยเม้มปาก เธอนึกถึงคำถามหนึ่งที่รุ่นพี่ภาคยานยนต์ปีสี่ถามเธอในรถ แต่เธอไม่ได้ตอบ

            “น้องกล้วย เริ่มปราบผีมาตั้งแต่อายุเท่าไหร่เหรอ”

 

            “สถานการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าอันตรายต่อพี่น้องประชาชนรัฐเวียงตานที่เรารักเป็นอย่างมากครับท่านประธาน ทำไมรัฐบาลจึงไม่คิดแก้ไขปัญหาหรือออกมาตรการควบคุมตานี หรือใช้กำลังตำรวจทหารของเราควบคุมตานีเลยสักนิด รัฐบาลไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเลยหรืออย่างไรครับ ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงขอลงมติไม่ไว้วางใจให้พรรคฮักเวียงตานบริหารรัฐเวียงตานต่อไป ผมขอลงมติไม่ไว้วางใจนายวิดทะวัด เหล่าจินดาพอน ให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐเวียงตานต่อไปครับท่านประธานที่เคารพ”

 

            วิดีโอยังเล่นไม่ถึงครึ่ง เด็กสาวหน้าจืดเดาว่าที่เหลือคงเป็นการตอบประเด็นของประธานรัฐ แต่สายกดหยุด ก่อนจะหันมามองหน้าอดีตลูกศิษย์ทั้งสาม ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจ้องลึกลงในดวงตาที่สะท้อนประกายเขียว

 

            “นี่มัน.....”

            “แล้วพรรคเวียงตานก้าวหน้านี่ ก็พรรคเดียวกับนายประจิมอะหยังนั่นที่ยะสารคดีเวียงตานนี่”

            “แม่น” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกตอบเสียงหนัก “เริ่มแล้ว แผนการที่แต๊ของประจิม”

            “มันต้องการจะอี้เองสิเน่อ” กล้ายขบกรามกรอดอย่างแค้นใจ “หื้อมนุษย์สนใจตานี แล้วก็พยายามปลุกปั่นหื้อมนุษย์ย่านตานี เพื่อประโยชน์ของหมู่เปิ้นฝ่ายเดียว.....”

            “ยังบ่หมด มีนี่อีก”

 

            สายป้อนที่อยู่เว็บของ “พันธุ์ดิบ” เว็บบอร์ดที่มีผู้ใช้มากที่สุดในตานนะคอนลงไปก่อนจะเคาะแป้นตกลง หน้าเว็บสีขาวคาดเทาเขียวของรัฐสภาเวียงตานเปลี่ยนเป็นสีม่วงของพันธุ์ดิบทันที มันตัดกับตัวอักษรสีเหลืองบาดตาขนาดเท่าหม้อแกงที่ปรากฏหราอยู่กลางหน้าจอ

 

            “ประเด็นร้อน ! ตานีเด็กถืออาวุธ !

 

            วิญญาณสาวหน้าหวานคลิกที่ลิ้งค์ ก่อนจะกดขยายให้เหล่าอดีตลูกศิษย์เห็นกันถ้วนหน้า

 

          #1 เดินดุ่มๆดูดาว สมาชิกระดับ 2 ดาว

            ได้ไง คนอายุเท่าไหร่ถ้าไม่ใช่ทหารก็ยังถืออาวุธสงครามไม่ได้ แล้วนี่ให้เด็กถือเนี่ยนะ

            เห็นด้วย รูปxล่o wose ****xญ่ ไข่แดง แxล่งเสื่oมโทs, บุ้งกี๋, มินนะโนะฮิมิตสึโกะ และอีก 42 คน

 

          #25 ยัตต้า อาราฟัด สมาชิกระดับ 1 ดาว

            แบบนี้ไปขอสมัครเป็นตานีบ้างดีกว่า ^o^

            เห็นด้วย เยว่ปนอีสาน หลานย่ามา, ดุกดุ๋ยๆ, !-[โอปป้า กำนันจะตาย]-! และอีก 15 คน

 

          #58 ผ่านมา ผู้เยี่ยมชม

            มันจะอันตรายอย่างที่นักการเมืองพูดมั้ยเนี่ย

            เห็นด้วย รูปxล่o wose ****xญ่ ไข่แดง แxล่งเสื่oมโทs, บุ้งกี๋, มินนะโนะฮิมิตสึโกะ และอีก 42 คน

 

          #90 ทาคาคาซึอาเบะยังร้อง สมาชิกระดับ 1 ดาว

            หวังว่าคงไม่มีลูกหลงมาโดนเรานะ

            เห็นด้วย บุ้งกี๋, มินนะโนะฮิมิตสึโกะ, เขาดิน เนบิวล่า และอีก 10 คน

 

 

          #113 รูปxล่o wose ****ใxญ่ ไข่แดง แxล่งเสื่oมโทsสมาชิกระดับ 5 ดาว สมาชิกดีเด่น

            ไม่ใช่แค่อาวุธสงครามธรรมดา สารคดีบอกว่าตานีมีปืนใหญ่แล้วก็รถถังด้วยนี่ครับ แล้วแบบนี้จะไว้ใจได้ยังไง

            เห็นด้วย บูรณาการ, มินนะโนะฮิมิตสึโกะ, หมูน้อยมุ้งมิ้ง และอีก 10 คน

 

            ดวงตาเรียวของตานีสาวหน้าจืดมองอดีตอาจารย์ของเธอด้วยแววสยองขวัญ เธอเห็นแววตาเดียวกันอย่างชัดเจนดวงตาที่สะท้อนประกายสีแดงของอีกฝ่าย

 

            มันเริ่มขึ้นแล้ว......

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

*มาร์เทนไซต์ – เหล็กกล้าประเภทหนึ่งซึ่งมีความแข็งมาก ใช้ทำมีด สิ่ว ใบเลื่อย ผิวนอกของดาบของนักรบฮิมิตสึโบราณก็เป็นเหล็กชนิดนี้

 

**ขมับเป็นส่วนที่กะโหลกบางที่สุดและมีกระดูกหลายชิ้นเชื่อมกัน ทำให้แตกง่ายและมีเศษทิ่มเข้าไปยังสมองได้ง่ายกว่าที่อื่น

 

***การปาระเบิดลงน้ำไม่ได้ทำให้เกิดคลื่น แต่จะทำให้เกิดคลื่นกระแทกหรือช็อกเวฟผ่านโมเลกุลของน้ำ แบบเดียวกับที่สร้างช็อกเวฟในอากาศจนคนกระเด็นได้ แต่เพราะน้ำมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศ ช็อกเวฟจากการระเบิดก็ยิ่งแรงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทำให้ปอดฉีกหรือเกิดการบาดเจ็บภายในอื่นๆจนเสียชีวิตได้

 

เหตุผลที่ไม่เกิดคลื่น เพราะแรงระเบิดไม่ได้ทำให้เกิดการแทนที่น้ำมากพอ นึกภาพว่าเอาลูกตุ้มทิ้งลงในน้ำจะเกิดคลื่น เพราะลูกตุ้มเข้าไปแทนที่น้ำ แต่ระเบิดแทนที่น้ำด้วยแก๊สซึ่งลอยขึ้นไปที่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว การแทนที่จึงไม่มากพอและนานพอจะทำให้เกิดคลื่นใหญ่ได้ ในทางกลับกัน ความร้อนจากการระเบิดจะทำให้น้ำรอบๆระเหยเป็นไอแล้วพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำ กลายเป็นว่าทำให้ปริมาตรน้ำยิ่งน้อยลง และน้ำรอบๆก็เกิดการไหลกลับเข้ามาแทนที่ด้วย ทำให้ยิ่งไม่เกิดคลื่นเข้าไปใหญ่

 

****บัวเหลือง ผ. ประมูล – นักมวยสารขัณฑ์แชมป์โลก ได้ชื่อว่าทั้งต่อยทั้งเตะหนัก แต่ช่วงนี้ได้ข่าวว่ามีปัญหากับต้นสังกัดเล็กน้อยจึงไม่ได้แข่งขันมากเหมือนแต่ก่อน

 

*****GTA (Grand Theft Arawin) – เกมแอ็คชั่นชื่อดัง ผลงานของค่ายเกมจากรัฐอะระวิน (ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของสารขัณฑ์) ผู้เล่นต้องทำภารกิจอาชญากรรมต่างๆรวมทั้งขโมยรถโดยมีฉากอยู่ในเมืองอะระวิน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าทำให้เกิดความรุนแรงในหมู่คนเล่นเกม แต่ก็ยังขายดี มีข่าวว่าจะทำภาคสอง Grand Theft Auto Sahassawarii ออกมาในเร็วๆนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น