ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 74 : ทริปภาคที่เจ้าถิ่นไม่สนุกด้วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “หลังจากรอคอยกันมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ก็ขอให้น้องๆกินกันให้สนุก กินเพื่อให้รู้ลิมิตของตัวเอง เมาไม่เป็นไร พี่ๆ คอยดูแลน้องๆอยู่ครับ เอาล่ะครับ เปิดวงได้......!

            สิ้นเสียงของชัย รุ่นพี่ปีสี่ผู้อาวุโสที่สุดในทริป เสียงชนแก้วก็ดังขึ้นจากทั่วศาลาใหญ่ซึ่งยามนี้เปิดไฟสีส้มอบอุ่นชวนให้รื่นเริงทั้งผู้ร่ำสุราและผู้ร่ำโคล่าไม่แตกต่างกัน แม้จะไม่ใช่เสียงกรุ๊งกริ๊งด้วยทุกคนใช้แก้วพลาสติกสำเร็จรูปอันจะปลอดภัยกว่าหากมีใครเมาแล้วเกิดเปรี้ยวขว้างแก้วขึ้นมา แต่มันก็เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นงานเลี้ยงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องผู้มาใหม่ได้เป็นอย่างดี งานเลี้ยงแห่งการกินให้อิ่ม คุยให้สนุก และสำหรับผู้ร่ำสุราก็เมากันให้สุดเหวี่ยง ก่อนที่จะต้องกลับไปเผชิญกับความโหดร้ายของคะแนนสอบกลางภาคในอีกไม่กี่วันข้างหน้า.....

 

            “เอ้าเฮ้ย จ้าดเว้ย....!

            “ว้าก ทำไมตูต้องโดนคนแรกด้วยว้า.....!

            เสียงจากทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องเฮกันลั่นเมื่อขวดเหล้าเปล่าที่วางนอนอยู่กลางวงใหญ่หยุดหมุน ปากขวดชี้ไปยังหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งยกมือขึ้นกุมขมับ เขาไม่น่ายอมโดนตั้งลากมานั่งเล่นเกมทรูท ออร์ แดร์นี่เลย เพิ่งจะตาแรกเขาก็ต้องเลือกเสียแล้วว่าจะตอบคำถามที่คนในวงตั้งตามความเป็นจริง หรือจะทำตามคำสั่งของคนในวงทุกอย่าง ไม่ว่าคำสั่งนั้นจะเป็นการเอาหัวไปจุ่มสระว่ายน้ำ บอกรักใครสักคนในวงเล่าเรื่องผีหรือวงไพ่ที่กำลังป๊อกเก้าสามเด้งกินเจ้ามือรอบวงอยู่ไม่ห่างออกไปนัก หรือเปลี่ยนชุดไฮเปอร์แมนแล้ววิ่งรอบศาลาสามรอบก็ตาม เด็กหนุ่มหน้าดุโมโหตัวเองขึ้นมาตงิดๆ ทำไมเขาไม่เลือกตามนัส แก้วและปั๊บไปวงเล่าเรื่องผี หรือตามอีกสามสาวไปนั่งเล่นไพ่ตั้งแต่แรกหนอ ถึงอย่างหลังจะพาให้เสียเงินก็เถอะ

 

            “เอ้า ทรูท ออร์ แดร์” ชัยผู้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าวงถาม

            “ทรูทละกันครับ” จ้าดตอบอย่างหน่ายๆ ยังไงก็คงไม่พ้นเรื่องกางเกงในของเขาหรอกมั้ง ขืนเลือกแดร์แล้วโดนให้โชว์ว่าไม่ใส่กางเกงในจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

            “เอ้า ในฐานะผู้อาวุโสสุดในวงพี่ขอถามคนแรกละกัน” ชายหนุ่มผู้อยู่ปีสุดท้ายหัวเราะหึๆ ยกแก้วขึ้นจิบก่อนจะถามต่อพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “น้องมีความสัมพันธ์ยังไงกับน้องกล้วยน้องกล้ายเนี่ย”

 

            เจอคำถามนี้เข้าไปหลานชายหมอผีใหญ่ถึงกับสะดุ้งจนเครื่องดื่มเพียวในแก้วกระฉอก ไม่ใช่เหล้าเพียว แต่เป็นโป๊กเพียว ใบหน้าดุซีดลงจนอีกฝ่ายคงจะสังเกตได้เพราะเขาดักคอทันควัน

 

            “อย่าลืมนะเว้ย ทรูทนะ ตอบตามความจริงทุกอย่าง ไม่งั้นตุ๊ดนะเว้ย”

            “อ่า.... ครับ” จ้าดจิบโป๊กเพียวในแก้วอึกหนึ่งเป็นการถ่วงเวลา ขณะสมองพยายามคิดหาทางโกหกให้น่าเชื่อถือที่สุด ยังไงๆเขาก็คงต้องเป็นตุ๊ดอยู่วันยังค่ำ เพราะจะให้ตอบตามความจริงว่าพวกเธอเป็นตานีมาขออาศัยบ้านเขาอยู่ก็คงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอเป็นตุ๊ดให้เนียนที่สุดก็แล้วกัน.... “ก็.... กล้วยเป็นลูกพี่ลูกน้องผมครับ กล้ายก็ญาติเขาอีกที พอเขาติดที่นี่พ่อแม่เขาก็เลยฝากมาอยู่กับผม”

            “จริงเรอะ” หัวหน้าวงหรี่ตา “ทำไมหน้าไม่เห็นเหมือนกัน”

            “นั่นสิ” ตั้วซึ่งนั่งอยู่ข้างๆรุ่นพี่ของเขาเสริมทันที “และถึงต่อให้เป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็เถอะ พ่อแม่เขาไม่น่าให้มาอยู่บ้านผู้ชายแบบนี้ ทำไมไม่ไปอยู่หอ”

            “ก็มันเป็นแบบนั้นจริงๆนี่ครับพี่ จะให้ผมตอบยังไงล่ะ ไปถามกล้วยเขาดูก็ได้” เด็กหนุ่มหน้าดุแสร้งเถียงเสียงแข็งเพื่อให้สมจริง อีกอย่างเรื่องนี้เขาก็เตี๊ยมกับกล้วยและกล้ายเอาไว้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตานนะคอนพิทยาคมก็แนะนำตัวแบบนี้มาตลอด

            “โอเค ถ้าพูดแบบนั้นพี่ก็เชื่อละกัน ถ้าโกหกก็ตุ๊ดไปอย่างที่ว่าล่ะนะ” ชัยแช่งทิ้งท้ายก่อนจะเดินเกมต่อ “เอ้า จ้าดหมุนขวดหาคนต่อไปเลย”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่คลานไปกลางวงก่อนจะเหวี่ยงขวดจนหมุนติ้ว ทุกคนจ้องมองขวดแก้วกลมอย่างใจจดใจจ่อ รายต่อไปจะเป็นใครหนอ หรือว่าจะเป็นตัวเอง.....

 

            และแล้ว ผู้เคราะห์ร้ายรายต่อไปก็ปรากฏ.....

 

            หัวหน้าวงนั่นเอง

 

            “เอ้า โดนเองซะงั้น” ชายหนุ่มขยี้หัวทรงแอฟโรของเขา ก่อนจะหันไปหารุ่นน้องหน้าดุผู้แสยะยิ้มยิงฟันรออยู่แล้ว “เอ้า แดร์ละกัน พี่หน้าด้านอยู่แล้ว”

            “ได้..... ครับ” จ้าดลากเสียง รอยยิ้มยิ่งฉีกกว้างขึ้นไปอีกจนดูราวกับปีศาจเมื่อเขาชี้ไปยังสาวแว่นทวินเทลผู้นั่งอยู่ที่ศาลาเล็กริมสระว่ายน้ำกับวงเล่าเรื่องผีคนอื่นๆ “พี่ช่วยไปบอกรักแก้วหน่อยนะครับ ด้วยเสียงหื่นและหน้าหื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาให้หื่นสุดๆเลยนะ ถ้าหื่นไม่พอพวกผมจะขออีกที !

 

            สิ้นเสียงหลานชายหมอผีใหญ่ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ทั้งที่เมาและยังไม่เมาก็เฮแกมฮากันลั่นศาลา ขณะชายหนุ่มหัวแอฟโรขบกรามกรอด คิดว่าชายหนุ่มวัยยี่สิบสองคนนี้จะไม่กล้างั้นหรือ ไอ้รุ่นน้องคนนี้จะดูถูกเขาเกินไปเสียแล้ว คอยดูให้ดีเถอะไอ้พวกหัวเกรียนทั้งหลาย จะหื่นจนไม่มีรุ่นน้องผู้หญิงหน้าไหนกล้าเข้ามาใกล้เขาอีกเลยให้ดู ยังไงเขาก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย.....

 

 

            “เรื่องนี้เราได้ยินมาจากพี่เราเอง เป็นเรื่องของเพื่อนพี่เราอีกที”

            ห่างออกไปจากวงทรูทออร์แดร์อันครื้นเครงไม่ไกลนัก แต่บรรยากาศของวงเล่าเรื่องผีในศาลาริมสระว่ายน้ำกลับตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง สมาชิกสิบกว่าคนนั่งเป็นวงกลม ล้อมรอบเทียนเล่มหนึ่งที่สาดแสงสีส้มสลัวๆไปทั่วศาลาไม้สีมืด เงาที่ทอดลงบนเสา ผนังและเพดานศาลาไหววูบตามเปลวเทียนต้องลม ดูราวกับร่างขนาดยักษ์ที่ยืนตระหง่านง้ำค้ำหัวพวกเขาเอาไว้ แต่บัดนี้มันยืนนิ่งราวกับเงี่ยหูรอฟังเหมือนมนุษย์ทุกคนเบื้องล่าง ขณะณัฐ สาวสวยจากภาคยานยนต์เล่าเรื่องของเธอต่อไปด้วยเสียงที่ไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบนัก

 

            “เพื่อนพี่เรา.... สมมุติว่าชื่อพี่เอละกัน เขาเรียนอยู่ที่เวียงแก่น วันนั้นพี่เอรถเสีย เลยต้องเดินกลับหอเอง” เด็กสาวหน้าหวานผู้ย้อมผมสีน้ำตาลแดงเข้มเล่าด้วยเสียงเรียบจนแทบจะเป็นโมโนโทน ดวงตากลมโตเหมือนกวางกวาดมองไปรอบวงอย่างช้าๆ “ปกติบางวันเขาก็เดินกลับอยู่แล้ว ทางก็ไม่ได้เปลี่ยวอะไร แต่วันนั้นมีข่าวช่างกลตีกันบนถนนเส้นที่พี่เขาต้องเดินกลับพอดี เขาก็เลยเลือกจะเข้าซอยทางลัดแทน.....”

 

            ณัฐยกแก้วโป๊กเพียวของเธอขึ้นจิบ ก่อนจะเล่าต่อ

 

            “จริงๆซอยนั้นเพิ่งจะมีข่าวฆ่าข่มขืน ตำรวจก็เพิ่งจะวิสามัญคนร้ายได้ก่อนหน้านั้นสองสามวันเอง แต่เพราะเหตุการณ์นั้นเมืองเชียงหลวงก็เลยมาติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้แล้ว พี่เอก็เลยคิดว่าคงจะปลอดภัย อีกอย่างก็อย่างที่รู้ๆว่าคนเวียงแก่นไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีเท่าไหร่ สรุปก็คือพี่เขาเลยเดินเข้าไปคนเดียว.....”

            “เดินเข้าไปตอนแรกก็ไม่มีอะไรหรอก แต่ไปได้ถึงสักกลางๆซอย เกือบๆครึ่งกิโลจากปากซอย ทุกอย่างก็เงียบ เสียงรถก็ไม่มี บ้านคนก็ไม่มี รอบตัวมีแต่ป่าสนกับทุ่ง” เด็กสาวผมน้ำตาลลดเสียงลงอีกราวกับจะแสดงถึงความเงียบในซอยอย่างที่เธอเล่า “แล้วจู่ๆ พี่เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครเดินตาม.....”

 

            ณัฐจิบโป๊กเพียวอีกหนึ่งอึก ขณะคนอื่นในวงนิ่งเงียบ รอให้เธอเล่าต่ออย่างใจจดใจจ่อ

 

            “พี่เอหันหลังไปมอง แต่ก็ไม่เห็นมีใคร มีแต่ทางเดินมืดๆ ที่ไม่มีแม้แต่แสงไฟสักดวง แต่พอเดินต่อ เขาก็ยิ่งได้ยินเสียงฝีเท้าชัดขึ้น พี่เอเริ่มใจไม่ค่อยดี เขาเร่งฝีเท้าขึ้น แต่เสียงเท้านั้นก็เร่งขึ้นด้วย” ประโยคหลังๆของสาวสวยแห่งภาคยานยนต์เริ่มเร่งจังหวะขึ้น “แล้วพี่เอก็ตัดสินใจวิ่ง แต่โชคร้าย พี่เขาใส่รองเท้าส้นสูง วิ่งไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็สะดุดล้มกลิ้ง และทันทีที่พี่เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง พี่เขาก็กรี๊ดออกมาเมื่อเห็นผู้ชายหน้าหื่นร่างดำมึนยืนจังก้าอยู่ในระยะประชิด !

 

            “น้องแก้วครับ แฮ่ก แฮ่ก....”

            ทั้งวงแทบแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทางเมื่อมีผู้ชายหน้าหื่นร่างดำทะมึนมายืนจังก้าอยู่ข้างศาลาเข้าจริงๆ โดยเฉพาะสาวแว่นทวินเทลเป้าหมายของการเรียกผู้นั่งอยู่ในระยะประชิด อย่างไรก็ตาม ความเป็นคนตานนะคอนของเธอก็ทำให้เธอคุมสติได้มากพอจะนั่งอยู่กับที่ไม่พรวดพราดออกจากศาลาไปร่วงตูมลงในสระน้ำเสียก่อน แม้เธอจะสะดุ้งเฮือกจนแว่นกรอบลายไม้ร่วงลงพื้นก็ตาม

 

            “พี่ชัยนี่เอง” เด็กสาวถอนหายใจเฮือกเมื่อหยิบแว่นขึ้นมาสวมและมองเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ “อย่าเรียกให้ตกอกตกใจแบบนี้สิคะ”

            “คือ.... น้องแก้วครับ แฮ่ก แฮ่ก.....” ชายหนุ่มหัวแอฟโรไม่สนใจคำพูดของรุ่นน้องสาวภาคเดียวกัน เขาพูดต่อด้วยเสียงราวกับจะฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเธอออกตรงนั้นเสียให้ได้ ไม่พูดเปล่า ตาก็ฉายแววหื่นไม่แพ้กัน “พี่.... ชอบน้องมานานแล้ว แฮ่ก แฮ่ก.... พี่อยากทำให้น้องมีความสุข แฮ่ก แฮ่ก.... เป็นแฟนพี่เถอะนะน้อง......”

 

            ยังไม่ทันที่แก้วผู้ทั้งงุนงงทั้งช็อกจะได้ตอบอะไร ชัยก็หันหลังกลับ ก่อนจะเดินกลับไปที่วงและหมุนขวดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้เด็กสาวผมทวินเทลอ้าปากค้างแทบจะถึงพื้นอยู่แต่เพียงผู้เดียว

 

            อันที่จริง ถ้าจะพูดให้ถูกก็อ้าปากค้างกันทั้งศาลานั่นแหละ

 

            “อะไรเนี่ย”

            “คงเกมบ้าๆบอๆ ของพวกผู้ชายแหละ” ลี่ รุ่นพี่สาวปีสี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันมาหารุ่นน้องสาวผู้ยังคงอ้าปากค้างจนน่ากลัวว่าน้ำค้างจะลงในปาก “แก้ว ขอโทษแทนเพื่อนพี่ด้วยนะ ไม่น่าทำแบบนี้เลย ถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศได้เลยนะเนี่ย”

            “อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ลี่ แค่ล้อกันเล่นเฉยๆเอง” สาวแว่นทวินเทลหัวเราะพลางโบกไม้โบกมือ ปื้นสีชมพูจางๆ ทาทาบอยู่บนแก้มขาว “แล้วพี่เขาก็คงเมาแล้วด้วย เขาว่าอย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมานี่จริงมั้ยคะ”

            “มันก็พูดแบบนั้นไม่ได้หรอก”

            “ช่างเถอะค่ะๆ มาเล่าเรื่องผีกันต่อดีกว่า” แก้วรีบตัดบทก่อนจะหันไปพาเพื่อนสาวผมน้ำตาลผู้ดูจะไม่สบอารมณ์อย่างมากกับการถูกขัดจังหวะด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้ “เนอะณัฐ เล่าต่อดีกว่าเนอะ”

            “ไม่เป็นไรหรอก เราว่าเอาเรื่องต่อไปเลยดีกว่า”

            “อ้าว ทำไมล่ะ” ทั้งวงอ้าปากค้างกันอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความเสียดาย

            “ก็เมื่อกี้พี่ชัยแย่งซีนตกใจไปแล้ว ถ้าเกิดเล่าต่อแล้วมันน่ากลัวไม่เท่าพี่ชัยก็หน้าแตกสิ” เด็กสาวตาโตตอบอย่างหงุดหงิด “เอาเรื่องต่อไปเลยดีกว่า ใครอยากจะเล่าต่อบ้าง”

            “เราๆ”

 

            ฟางยกมือ แก้วหันขวับทันที ดวงตาหลังแว่นกรอบลายไม้หรี่มองเพื่อนสาวอย่างไม่ไว้ใจ อันที่จริงเด็กสาวไม่ได้อยากมาร่วมวงเล่าเรื่องผีเลย หากอยากไปร่วมป๊อกกินเจ้ามือกับสองตานีหนึ่งสาวแว่นผู้น่ารักมากกว่า เธอยิ่งมือขึ้นในเรื่องแบบนี้อยู่เสียด้วย ครั้งที่แล้วที่เล่นกับกล้วย กล้ายและแพรก็กินไปเกือบสองร้อยเบี้ย อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่กล้าปล่อยเพื่อนสาวผมสั้นของเธอคนนี้ให้อยู่ในวงเล่าเรื่องผีคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เธอพยายามจะแสร้งหลุดปากบอกเรื่องตานีกับแพรเมื่อตอนกลางวัน.....

 

            “ว่ามาเลยฟาง”

            “เรื่องนี้เราก็ได้ยินมาจากเพื่อนโรงเรียนเก่าเราอีกทีเหมือนกัน” เด็กสาวผมสั้นลดเสียงลงเมื่อเริ่มเล่า “โรงเรียนเก่าเราที่เจ้าสมุทรจะมีหอคอยอยู่กลางโรงเรียน สูงมาก เมื่อราวๆยี่สิบปีมาแล้ว ชั้นสูงสุดของหอคอยนั้นเป็นห้องทำงานของสภานักเรียน อยู่มาวันนึงก็มีข่าวว่าประธานนักเรียนรุ่นนั้นผูกคอตายในห้องทำงาน.... ตอนพบศพน่ากลัวมาก เขาว่าห้อยต่องแต่งลงมาจากขื่อเพดานสูงเกือบสามเมตร ตาถลนลิ้นจุกปาก ที่คอมีรอยตะกุยตะกายเต็มไปหมด เหมือนเขาเพิ่งคิดได้ว่าไม่อยากจะตาย แต่ก็สายเกินไปแล้ว.....”

            “แต่ที่น่าสงสัยคือไม่มีเก้าอี้ ไม่มีอะไรที่เขาจะปีนไปยืนแขวนคอตัวเองได้เลย จะว่าเป็นการฆาตกรรมก็ไม่ใช่ เพราะตอนเกิดเหตุเขาอยู่ห้องคนเดียว แล้วศพเขาก็ห้อยอยู่สูงมาก เท้าสูงจากพื้นเกือบห้าเมตรได้ ต่อให้ต่อเก้าอี้กันยังไงก็ไม่มีทางขึ้นไปยืนได้สูงขนาดนั้นแน่”

 

            ฟางจิบเครื่องดื่มบ้าง ในกรณีของเธอเป็นเหล้าผสมโป๊ก

 

            “หลังจากนั้นก็เริ่มมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นในห้องนั้น ตอนแรกก็กระจกแตกรอบห้องอย่างไม่มีสาเหตุ ประตูหน้าต่างเปิดปิดเองได้ โต๊ะเคลื่อนที่เองได้ตอนไม่มีคนอยู่ เงาคนลอยอยู่ตรงตำแหน่งที่พบศพ แล้วมันก็ค่อยๆชั่วร้ายขึ้น เหรัญญิกสภานักเรียนโดนเครื่องยิงแม็กยิงใส่จนตาบอดไปข้างหนึ่ง ประธานฝ่ายกีฬากระโดดทะลุกระจกตกลงมาตายทั้งที่ไม่มีมูลเหตุจูงใจให้ฆ่าตัวตาย แล้วในที่สุด สมาชิกที่เหลืออยู่หกคนก็แขวนคอตายหมู่อยู่ในห้องบนขื่อเดิม ศพห้อยอยู่สูงห้าเมตรเหมือนเดิมเป๊ะ จนทางโรงเรียนตัดสินใจปิดตายหอคอยเอาไว้”

            “แต่ก็แน่นอนแหละ มีคนอยากลองของ แต่ยามของโรงเรียนตรวจตรากันเข้มงวดมากก็เลยขึ้นไปไม่ได้ แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปเป็นปี นักเรียนที่รู้เรื่องก็เริ่มจบออกไปกันหมด ยามก็เริ่มกวดขันน้อยลง นักเรียนกลุ่มหนึ่งก็เลยหลุดขึ้นไปได้.....”

 

            เด็กสาวผิวคล้ำลากเสียงยาว พร้อมๆกับที่ลมแรงพัดวูบจนเทียนเกือบดับ ยังความสยองขวัญให้กับทุกคน

 

            “จากคำบอกเล่าของนักเรียนที่เหลือรอดมาได้แค่คนเดียว นักเรียนกลุ่มนั้นที่มีกันอยู่สี่คนขึ้นไปได้จนถึงห้องบนสุดโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเข้าไปในห้องได้เท่านั้นแหละ คนหนึ่งในกลุ่มก็ร้องลั่น”

 

            “อ๊าก..........................................ซ์ !!!

            วงเล่าเรื่องผีมีอันต้องสะดุ้งเฮือกกันทั้งวงอีกครั้งเมื่อเสียงร้องลั่นนั่นเกิดดังขึ้นมาจริงๆ ก่อนจะตามมาด้วยร่างดำๆ ที่วิ่งพรวดพราดออกมาจากศาลาผ่านพวกเขาไปด้วยความเร็วสูงก่อนจะเข้าไปในบ้านพักและปิดประตูตามหลังดังโครม เสียงโวยวายที่ดังไล่หลังมาจากวงไพ่บอกให้รู้ว่านั่นไม่ใช่ผี หากเป็นเจ้ามือผู้ได้สามเด้ง แต่โชคร้ายที่มันไม่ใช่เจ็ด แปดหรือเก้าสามเด้ง หากเป็นโบ๋สามเด้ง แถมโบ๋สูงคิงแหม่มสิบเสียด้วย ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ทั้งวงได้สามเด้งกันถ้วนหน้า ไม่เด้งเปล่า มีคนได้ตองเอซเสียอีก รวมมูลค่าเงินที่ต้องเสียกว่าหกร้อยเบี้ยในตาเดียว เจ้ามือผู้หมดตูดจึงตัดสินใจชักดาบเอาเสียดื้อๆ

 

            การพนันไม่เคยให้ผลดีกับใครเลยจริงๆ.....

 

            “จดไว้ หนีบ่พ้นหรอก จะไดก็ต้องไปเจอกันคณะอยู่ดี” กล้ายพูดเสียงเหี้ยมเกรียมไร้ปรานี เธอเองนั่นแหละที่ได้ตองเอซ อันหมายถึงเงินได้ร้อยเบี้ย ซึ่งก็กลบที่เธอขาดทุนไปก่อนหน้านี้ได้พอดี และเธอจะไม่ยอมเสียเงินก้อนนี้ไปเด็ดขาด

            “แหมกล้าย ยอมๆพี่เขาหน่อยก็ได้น่า หกร้อยเบี้ยนี่กินข้าวได้ครึ่งเดือนเลยนะ” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ปรามเพื่อนสาว แต่ด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เธอเองก็ได้ตองเช่นกัน แต่เป็นตองสี่

            “บ่” ตานีสาวผมหางม้ายืนยันเสียงแข็ง หากเจ้ามือซึ่งเป็นพี่ปีสามภาคเดียวกับเธอไม่กวนส้นเธอก็คงใจดียอมยกให้อยู่หรอก แต่นี่ดันหัวเราะเยาะอย่างน่าถีบทุกตาที่ได้กิน ก็ถือว่ากรรมตามสนองไปก็แล้วกัน “เอ้า มา เดี๋ยวข้าเป็นเจ้ามือหื้อเอง”

            “อย่าเลยกล้าย เดี๋ยวก็เป็นแบบอ้ายเบี้ยวหรอก” กล้วยปรามเพื่อนสาวบ้าง แต่อีกฝ่ายไม่ฟัง เธอรวบไพ่จากทั้งวงมาก่อนจะเริ่มสับด้วยท่าทางเหมือนมืออาชีพ

            “บ่เป็นอะหยังหรอก คอยดู ข้าต้องกำไรแน่นอน !

 

 

            “อีกแล้วเรอะ !?

            จ้าดโวยเสียงหลงเมื่อขวดเหล้าแห่งโชคชะตาเวียนกลับมาชี้ที่เขาอีกครั้ง อันที่จริงมันก็แค่ครั้งที่สองในรอบครึ่งชั่วโมงนี้เท่านั้น แต่เขาสังหรณ์ใจว่าเขาต้องโดนถามอะไรหนักๆอีกแน่นอน ไอ้ครั้นจะเลือกแดร์ เขาเองก็ไม่หน้าด้านพอเสียด้วย

 

            “เอ้า อย่ามาโวยวายมาก ทรูทออร์แดร์” คราวนี้คนถามคือตั้ง ผู้เพิ่งจะโดนให้ไปถอดเสื้อโชว์กล้ามแห้งๆ ให้วงเล่าเรื่องผีดูมาหมาดๆ

            “ทรูท” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเนือยๆ

            “เอ็งชอบกล้วยรึเปล่า”

 

            เพียวโป๊กในมือหลานชายหมอผีใหญ่กระฉอกอีกครั้ง คราวนี้เยอะกว่าครั้งแรก

 

            “เอ่อ.....”

            “เอ้า อึกอักแบบนี้ชอบจริงๆใช่มั้ยวะเนี่ย”

            “เอ้ย เหนือความคาดหมายว่ะเฮ้ย ตั้งเอ็งไปรู้มาจากไหนวะ !?

            “ไม่น่าเชื่อ กล้วยมีคนชอบด้วยว่ะ.....”

            “ชอบก็รีบบอกเขาไปดิวะ เดี๋ยวโดนแย่งนะเว้ย”

            “โหยพี่ ผมว่าไม่ต้องห่วงหรอก หน้าจืดๆอกแบนๆแบบนั้นไม่น่ามีใครจีบนะ อย่างน้อยก็ในพวกเรา”

            “ไม่ใช่ ก็บอกว่าไม่ใช่ไง !

            ทั้งวงได้ทีใส่กันยกใหญ่อย่างไม่กลัวราชินีตานีผู้นั่งอยู่อีกฟากของศาลาจะได้ยิน ขณะจ้าดพยายามปฏิเสธแกมห้ามอย่างสิ้นหวัง เด็กหนุ่มขบกรามกรอดอย่างโกรธตัวเอง เขาไม่น่าเผลออึกอักเลย....

 

            “เอ้า สรุปว่าใช่หรือไม่ใช่”

            “ไม่ใช่” จ้าดยืนยันเสียงแข็ง คำถามแรกก็ตุ๊ดไปแล้ว คำถามนี้ตุ๊ดเพิ่มอีกหน่อยจะเป็นไรไป

            “แน่ใจนะ....” หนุ่มแว่นกวนส้นลากเสียงแบบน่าเอาส้นให้สักสองสามพลั่ก

            “แน่สิเว้ยไอ้ห่าน !” หลานชายหมอผีใหญ่ว้าก พยายามอย่างสุดชีวิตไม่ให้เลือดสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าอีกครั้งให้คนอื่นผิดสังเกตได้ “เอ้า เล่นต่อกันดีกว่า หมุนล่ะนะ”

 

            ตัดบทเองสรุปเองเสร็จ หลานชายหมอผีใหญ่คลานไปกลางวงก่อนจะหมุนขวดอีกครั้ง คราวนี้มันหยุดชี้ไปยังหวัง เด็กหนุ่มร่างใหญ่เชื้อสายเยว่จากภาคเดียวกันกับเขา จ้าดกำลังอ้าปากจะถาม แต่คิ้วรกก็ขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายซีดขาวราวกับกระดาษ

 

            “เฮ้ยหวัง เป็นอะไรรึเปล่าวะ”

            “ปวดท้อง” ผู้ถูกถามตอบลอดไรฟันที่ขบกันแน่น “สงสัยตอนเย็นกินข้าวเยอะไปหน่อย”

            “ไหวเปล่า เอายามั้ย” ตั้วลุกมาดูอาการรุ่นน้อง

            “พอไหวครับ เดี๋ยวผมไปนอนที่บ้านดีกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เดี๋ยวได้เข้าห้องน้ำสักครั้งสองครั้งก็คง.... โอ๊ย !

 

            ยังไม่ทันขาดคำ หวังก็ล้มลงไปนอนตัวงอเหมือนกุ้งเผาที่อยู่บนเตาย่างในครัวเมื่อจู่ๆ ความเจ็บปวดในช่องท้องก็เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน เด็กหนุ่มร้องเหมือนหมูถูกเชือดเมื่อเครื่องในของเขาบิดตัวราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกำลังทั้งบีบทั้งบิดมันจนแทบขาดออกเป็นชิ้นๆ มันทำให้เขาดิ้นพราดเป็นปลาดุกถูกทุบหัว ทั้งเพื่อนทั้งพี่รอบตัวต่างต้องถอยห่างเมื่อทั้งมือทั้งเท้าของเด็กหนุ่มร่างใหญ่ป่ายเปะปะมาเฉียดปลายคาง

 

            “เกิดอะหยังขึ้น” ทางวงไพ่เองก็เริ่มผิดสังเกตแล้ว กล้ายวิ่งมาเป็นคนแรก ส่วนหนึ่งเพราะจะหนีจากการถูกกินสองเด้งรอบวง

            “หวังปวดท้องกะทันหัน” จ้าดตอบ

            “เรียกรถพยาบาลดีกว่า” ชัยตัดสินใจเมื่อเห็นสถานการณ์ชักไม่ดี “ตั้วให้น้องกินถ่าน*ก่อน แล้วก็ยาเคลือบกระเพาะด้วย เดี๋ยวพี่ไปบอกผู้ดูแลรีสอร์ตแล้วก็โทรเรียกรถพยาบาล”

            “ครับ”

 

            ตั้วผู้ร่างใหญ่ยักษ์ที่สุดในค่ายกะจังหวะขาและแขนของรุ่นน้องหนุ่มก่อนจะพุ่งพรวดเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วอันน่าประทับใจสำหรับขนาดร่างกายของเขา แขนล็อกแขนหวังเอาไว้ ก่อนที่รุ่นพี่อีกคนจะป้อนยาเม็ดสีดำสนิทใส่ปากของเขา แต่ไม่กี่วินาทีมันก็ถูกพ่นกลับออกมาอีกครั้ง คราวนี้พร้อมลิ่มเลือดสีแดงข้นคลั่ก รุ่นพี่ที่ยืนดูสถานการณ์อยู่รอบๆหนาวเยือกเหมือนมีใครเทมีเทนเหลวลงอาบทั้งตัว สถานการณ์ร้ายแรงเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้เสียแล้ว

 

            “เรียกรถพยาบาล เร็ว !

            “ไม่ได้ โทรศัพท์ไม่มีคลื่นเลย !” ชัยตะโกนตอบด้วยเสียงตื่นตระหนกระคนงุนงง เป็นไปได้อย่างไร ตอนที่เขาโทรคุยกับแฟนที่สหัสวารีเมื่อกลางวันยังคลื่นชัดพอๆกับคลื่นในกว๊านอยู่เลย เจ้าหน้าที่คุมเสาสัญญาณเกิดอยากประหยัดงบแล้วปิดเสาช่วงกลางคืนขึ้นมารึไงกัน “คนอื่นลองโทรดูซิ ใครมีคลื่นบ้าง สมุดหน้าหรืออะไรที่พอติดต่อได้ใช้ให้หมดเลย !

            “ไม่ได้เลยครับ อินเตอร์เน็ตก็ไม่มีคลื่นเหมือนกัน !” ใครบางคนตอบกลับมา

            “สัญญาณผ่านดาวเทียมก็ใช้ไม่ได้ค่ะ !

            “ผู้ดูแลรีสอร์ตก็ไปไหนไม่ทราบครับ รถของเขาก็ไม่อยู่แล้วด้วย !

 

            “โอ๊ย.....!

            ราวกับจะตอกย้ำสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้ว เด็กสาวปึหนึ่งอีกคนทรุดลงไปกับพื้นก่อนจะเริ่มร้องครวญครางด้วยท่าทางเหมือนหวังเมื่อครู่เป๊ะ ก่อนจะตามมาด้วยเด็กหนุ่มอีกคน แล้วก็อีกคน ขณะเด็กหนุ่มร่างใหญ่ผู้ป่วยเป็นคนแรกบัดนี้นอนหายใจรวยริน ความเจ็บปวดในท้องยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกับสติที่เริ่มเลือนรางลงทุกที

 

            แต่ก่อนที่สติจะดับวูบลง หวังก็ลืมตาโพลงขึ้นอีกครั้งเมื่ออะไรบางอย่างผ่านวูบเหนือหัวของเขาไปก่อนจะร่วงลงแตกดังเพล้งห่างออกไปไม่กี่เมตร ส่งเศษแก้วกระเด็นไปทุกทิศทุกทาง ขวดเหล้าที่พวกเขาเพิ่งจะหมุนในเกมทรูทออร์แดร์ไปเมื่อครู่นี้เอง ที่จุดกำเนิดแนวการเคลื่อนที่ของขวดแก้ว เหมย เด็กสาวหน้าหมวยปีหนึ่งภาคอากาศยานนั่งนิ่ง ดวงตาตี่ขวางฉายแววเขียวปั้ดเหมือนหมาเป็นโรคกลัวน้ำระยะพร้อมอาละวาด

 

            “เหมย ใจเย็นๆ เป็นอะไรเนี่ย”

            เจนเข้าประกบรุ่นน้องสาว แต่แล้วเธอก็ล้มทั้งนั่งร่วงลงกับพื้นเหมือนตุ๊กตาถูกตัดเชือกเมื่อรุ่นน้องสาวคว้าขวดเหล้าที่วางอยู่ข้างหลังมาฟาดเปรี้ยงเข้าใส่เธอจนขวดแตกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมๆกับหัวของเธอที่แตกเป็นแผลเหวอะ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นก่อนจะไหลนองพื้นกระเบื้องเป็นแอ่ง

 

            “จับไว้ !

            ไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่องรุ่นพี่ผู้ชายห้ามแตะต้องตัวรุ่นน้องผู้หญิงกันอีกแล้ว รุ่นพี่หนุ่มทั้งปีสองปีสามปีสี่สี่คนล็อกตัวเด็กสาวหน้าหมวยเอาไว้ทันทีก่อนจะกดเธอลงกับพื้น แต่ชายหนุ่มที่ล็อกแขนขวาก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อเหมยเสือกขวดซึ่งยามนี้กลายเป็นขวดปากฉลามแทงเข้าใส่ท้องของเขา แม้มันจะไม่ลึกมากนักด้วยเด็กสาวไม่มีระยะเงื้อ แต่มันก็มากพอจะทำให้ชายหนุ่มปีสามเผลอปล่อยเธอ เสี้ยววินาทีต่อมา เด็กหนุ่มปีสองที่ล็อกแขนซ้ายก็ต้องรีบหลบแทบไม่ทันเมื่อขวดปากฉลามเหวี่ยงเต็มวงสวิงหมายแผ่นหลังของเขา ปากฉลามเฉียดแขนของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนจะกระแทกเปรี้ยงลงกับพื้นส่งเศษแก้วชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจาย สามสี่ชิ้นเสียบเข้าที่ขาของรุ่นพี่ปีสอง ขณะอีกหลายชิ้นแทงเข้าใส่แขนของเด็กสาวจนเลือดอาบ แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าแทงเข้าเต็มๆหลัง ด้วยแรงขนาดนี้มันทะลุทั้งปอดและอาจไปถึงหัวใจได้สบายๆ

 

            รุ่นพี่ผู้ชายอีกสามสี่คนกรูกันเข้ามาล็อกตัวเหมยอย่างแน่นหนากว่าเดิม ขณะรุ่นพี่สาวอีกคนแกะเอาขวดปากฉลามออกจากมือเธอจนได้ แต่นั่นก็กินแรงเธอจนเหงื่อท่วมตัว เด็กสาวหน้าหมวยพยายามดิ้น แต่ก็ไม่อาจสู้แรงและน้ำหนักของชายหนุ่มทั้งหกคนที่โถมทับตัวเธอได้

 

            “น้อง เป็นอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ !

            “ข้ามิใช่น้องเอ็ง !” ดวงตาของทุกคนในศาลาเบิกกว้างเมื่อตระหนักว่าเสียงที่ถูกเปล่งออกจากปากของเหมยไม่ใช่เสียงเล็กๆน่ารักตามปกติของเธอ หากเป็นเสียงของผู้ชายที่ทั้งใหญ่ แหบห้าวและดังก้องแสบแก้วหู “พวกเอ็งมารบกวนข้า ข้าจะฆ่าพวกเอ็งให้หมดทุกคน !

 

            ขาดคำ หลอดไฟสิบกว่าดวงบนเพดานศาลาก็แตกเพล้งออกพร้อมๆกัน เศษแก้วบางเฉียบร่วงกราวลงใส่เหล่านักศึกษาเหมือนห่าฝนคมกริบจนทุกคนต้องวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น เคราะห์ร้ายจึงตกที่ผู้ป่วยทั้งสี่ผู้ไม่อาจวิ่งได้จนได้แผลไปคนละเล็กละน้อย

 

            “เดี๋ยวทุกคน ไม่ต้องตื่นตระหนก เรามีกล้วยกับกล้ายอยู่ !” ท่ามกลางสถานการณ์ชุลมุน เสียงแหลมของฟางตะโกนดังก้องศาลา

            “หมายความว่าไง !?

            “ฟาง อย่านะ !

            “ก็กล้วยกับกล้ายเป็นตานีน่ะสิ เขาต้องจัดการผีร้ายนี่ได้แน่ !

 

            ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจเหมือนมีใครกดปุ่มหยุด ทุกคนเงียบกริบในฉับพลัน สายตาทุกคู่จ้องตรงไปยังเด็กสาวผู้มีผมและดวงตาสีดำประกายเขียวทั้งสอง ขณะดวงตาของพวกเธอ และอีกคู่หนึ่งหลังแว่นกรอบลายไม้จ้องเขม็งกลับไปยังฟางด้วยแววตาที่ฉายแววแข็งกร้าวอย่างชัดเจน ในที่สุดก็พูดออกมาจนได้.....

 

            ในจังหวะที่ทุกคนคลาดสายตาไปนั้นเอง ร่างของเหมยก็หายวับไป

 

            “เฮ้ย เหมยหายไปแล้ว !

            เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากภาคยานยนต์เหมือนจะกดปุ่มเล่นให้เวลาเดินต่ออีกครั้ง มันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างขวัญเสียจากสาวๆหลายคนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ทุกคนเกาะกลุ่มกอดกันเหมือนลูกนก ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว คนที่อยู่ใกล้คนป่วยก็ประคองพวกเขาเอาไว้ในอ้อมแขน พยายามเขย่าให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งราวกับฉากความตายในหนังเยว่โบราณ ขณะเหล่าผู้ชายทั้งหลายยืนเก้ๆกังๆอย่างทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกสับสนปนเปกันไปหมด ทั้งงุนงง ทั้งตื่นตระหนก ทั้งสิ้นหวังและทั้งหวาดกลัว เพื่อนสาวของเขาคนหนึ่งหายไปต่อหน้าต่อตา ขณะอีกสี่คนนอนแน่นิ่งด้วยลมหายใจที่แผ่วเบาลงทุกขณะ ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่มีใครรู้ว่าใครจะเป็นรายต่อไป.....

 

            ท่ามกลางความสับสน ฟางยันตัวลุกขึ้นยืน ย่างสามขุมเข้าหาสองตานีสาว มือยกขึ้นชี้หน้า ก่อนที่เธอจะแผดเสียงดังแสบแก้วหูเหมือนนางร้ายละครหลังข่าว

 

            “เห็นรึยังว่าไอ้การปกปิดตัวตนงี่เง่าของพวกเธอน่ะมันทำให้เกิดอะไรขึ้น หา กล้วย กล้าย !?” ใบหน้าของเด็กสาวจากรัฐเจ้าสมุทรแดงก่ำไปจนถึงหลังคอ ทุกคำพูดที่ถูกพ่นออกมาจากปากของเธอร้อนแรงด้วยไฟโทสะเหมือนไอเสียจากท้ายเครื่องยนต์ไอพ่น “ถ้าพวกเธอไม่มัวแต่พะวงว่าคนอื่นจะรู้ตัวตนของพวกเธอรึเปล่าแล้วรีบๆยิงผีร้ายนั่นซะ เหมยก็คงไม่หายไป หวัง ไหม คูนกับหมูก็คงไม่ต้องมาป่วยปางตายอยู่แบบนี้ พวกเธอคิดอะไรกันอยู่ ตัวตนของพวกเธอสำคัญกว่าชีวิตเพื่อนรึไงกัน สะใจพวกเธอแล้วใช่มั้ยที่ทำแบบนี้น่ะ !?

            “หมู่เฮาสิต้องถามฟางว่าสะใจแล้วยัง !?” กล้ายลุกพรวดขึ้นมาประจันหน้ากับคนที่บัดนี้กลายเป็นอดีตเพื่อนสาวอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว ความแข็งกร้าวของสำเนียงเชียงพิงค์บวกกับความโกรธเกรี้ยวที่แผดเผาอยู่ในอกทำให้เสียงของเธอระเบิดพลังออกมาได้มากกว่าฝ่ายตรงข้ามอย่างน่าประทับใจ มันก้องสะท้อนไปถึงผนังคอนกรีตของบ้านพักด้านนอก “บ่รักษาความลับ บ่รักษาสัญญายังบ่พอ ยังเปิดเผยความลับหื้อศัตรูฮู้ในสถานการณ์คับขันจะอี้อีก แล้วเป็นจะได ผีตนนั้นฮู้ว่าหมู่เฮาเป็นตานี ถ้ามันบ่หนีก็แปลกแล้ว ! ถ้าหมู่เฮาจะจัดการผีร้ายตนนั้นบ่ได้ ถ้าหมู่เฮาหาตัวเหมยบ่เจอ ถ้าจะมีผู้ได๋ต้องตาย มันก็เพราะฟางนั่นแหละบ่าผีบ้าเอ๊ย !

 

            ฟางอ้าปากหวังจะสวนกลับด้วยคำด่าที่แรงไม่แพ้กัน แต่หวาน รุ่นพี่ปีสองจากภาคยานยนต์ผู้เป็นหนึ่งในทีมหัวหน้าทริปขัดขึ้นเสียก่อน ด้วยเสียงที่แทบจะเป็นสะอึกสะอื้น

 

            “พอเถอะ สถานการณ์แบบนี้อย่าทะเลาะกันเลยนะ” เด็กสาวคุกเข่าอ้อนวอน น้ำใสไหลลงมาจากดวงตาคู่หวานสมชื่อขณะเธอเบือนหน้ามาหากล้าย “กล้าย กล้ายเป็นตานีจริงๆเหรอ ช่วยหน่อยเถอะนะ ช่วยเพื่อนของกล้าย.... ช่วยน้องของพี่หน่อยเถอะนะ ขอร้อง....”

            “บ่ต้องคุกเข่าจะอั้นก็ได้เจ้าเอื้อยหวาน” เสียงของตานีสาวผมหางม้าเปลี่ยนจากกราดเกรี้ยวเป็นอ่อนโยนเมื่อเธอคุกเข่าลงปลอบรุ่นพี่สาว “ถึงฟางจะบ่เปิดเผยความลับของหมู่เฮา หมู่เฮาก็ช่วยอยู่แล้ว บ่ต้องห่วง หมู่เฮาจะช่วยหื้อได้แน่นอน จะไดๆ หมู่เฮาก็เป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ของรัฐเวียงตานเน่อเจ้า”

            “ขะ.... ขอบคุณมากนะกล้าย กล้วยด้วย พี่ไม่ขออะไรอีกแล้ว ขอให้ทุกคนปลอดภัยก็พอ.....”

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยกมือขึ้นแตะใบหน้าของรุ่นพี่สาว เธอยิ้มก่อนจะตอบหนักแน่น “อื้ม ไว้ใจได้เลยเจ้า”

 

            กล้ายหันกลับมาหาราชินีตานี เธอเรียกแลปทอปสีเงินคาดเขียวจากที่เก็บอาวุธออกมาเปิดโปรแกรมสแกนวิญญาณเอาไว้พร้อมแล้ว

 

            “เป็นจะไดบ้างกล้วย”

            “กำลังหาอยู่” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบๆ ดวงตาเรียวมองตรงไปยังแถบบอกสถานะที่แจ้งว่ากำลังรับสัญญาณจากดาวเทียมอยู่ แต่ช้ากว่าปกติด้วยไม่ได้อยู่ในเขตสัญญาณของเสารับสัญญาณหลัก “เท่าที่ฟังจากที่มันอู้ ผีร้ายตนนี้น่าจะเป็นเจ้าที่ หมู่เฮาเจอของยากเข้าหื้อแล้ว”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ผีที่เรียกว่าเจ้าที่เจ้าทางแบบนี้คือวิญญาณที่อยู่ประจำที่มานาน อาจหลายสิบ หรือบางครั้งก็หลายร้อยปีจนพลังงานวิญญาณในพื้นที่รอบๆเปลี่ยนไปจนมีลักษณะคล้ายตัวมันเอง ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เสริมพลังของวิญญาณตนนั้นให้มากขึ้นกว่าปกติ อาจจะสองเท่า สามเท่า หรือครั้งร้ายแรงที่สุดที่ตานีสาวเคยเจอคือยี่สิบเท่า โชคดีที่เจ้าที่เจ้าทางส่วนใหญ่มักจะเป็นวิญญาณใจดีและคอยดูแลพื้นที่ในคุ้มครองโดยไม่รบกวนใคร แต่วันดีคืนดีเกิดเป็นวิญญาณขี้โมโหแบบนี้ขึ้นมาล่ะก็ แม้แต่ตานีก็ยังแขยง.....

 

            “ก็บ่แปลกเน่อ” ตานีสาวผมหางม้าส่ายหน้าพลางถอนหายใจเฮือก “เสียงดังโวยวายกันจะอี้ ต่อหื้อเป็นมนุษย์ยังอาจจะยิงเลยด้วยซ้ำ”

            “เอาเถอะ หมู่เฮาก็ต้องยะตามหน้าที่” กล้วยถอนหายใจเช่นกัน “ก่อนอื่นอู้หื้อทุกตนสงบลงก่อนดีกว่า อู้ได้ก่อ หรือจะหื้อข้าเจ้าอู้”

            “กล้วยอู้ดีกว่า ข้าอู้บ่ค่อยเก่ง”

            “ได้ ดูหื้อข้าเจ้าก่อนละกัน”

 

            ตานีสาวผมหางม้ารับแลปทอปจากเพื่อนสาวผู้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงไม่ดังนัก หากแฝงเอาไว้ด้วยอำนาจที่ทุกคนต้องยอมสยบและสงบเหมือนตอนเธอบอกให้ทุกคนลืมเรื่องอื้อฉาวบนรถเมื่อคืน

 

            “เพื่อนๆ อ้ายๆ เอื้อยๆทุกตน ฟังข้าเจ้าหื้อดีเน่อ ตอนนี้หมู่เฮากำลังโดนผีร้ายเล่นงานอยู่ กล้ายกับข้าเจ้ากำลังพยายามวิเคราะห์ข้อมูลของผีร้ายตนนี้เพื่อหาทางรับมือ อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย ระหว่างนี้ขอหื้อเพื่อนๆ อ้ายๆและเอื้อยๆทุกตนอยู่ในความสงบก่อน บ่ว่าจะมีอะหยังก็อย่าวิ่ง อย่ากรี๊ด อย่าตื่นตระหนก หมู่เฮาจะรับมือเอง ได้ก่อเจ้าทุกตน”

            “แล้วคนบาดเจ็บล่ะจะทำยังไง” รุ่นพี่ปีสองที่กำลังประคองร่างของหวังถามขึ้น แววตื่นตระหนกยังคงอยู่ในน้ำเสียง

            “รับเน่อเจ้า”

 

            เด็กสาวหน้าจืดล้วงกระเป๋ากางเกงขาสั้นก่อนจะโยนขวดเล็กๆสองขวดให้รุ่นพี่สาวที่รับเอาไว้อย่างงงๆ

 

            “นั่นเป็นยาสมานแผลสูตรเฉพาะของหมู่เฮา” ราชินีตานีอธิบาย “ข้าเจ้ามีแค่สองขวด เพราะจะอั้นแบ่งหื้อทั้งสี่ตนกินจิบๆ ประคองอาการเอาไว้ก่อน เพราะข้าเจ้าบ่ฮู้ว่ากว่าจะจัดการผีร้ายตนนี้ได้จะต้องใช้เวลานานเท่าได๋ เข้าใจก่อเจ้า”

            “อื้ม” เด็กสาวปีสองคนนั้นพยักหน้าช้าๆ แม้เครื่องหมายคำถามจะยังฉายชัดอยู่บนใบหน้า

            “ขอบคุณมากเจ้า ตนอื่นๆมีอะหยังที่ยังบ่เข้าใจอีกก่อ”

 

            กล้วยกวาดตามองไปทั่วศาลา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครถามอะไรอีกเธอก็นั่งลงข้างเพื่อนสาว ก่อนจะพยักหน้าเรียกหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งปราดเข้ามาหาทันที

 

            “สถานการณ์เป็นไง” จ้าดถามทันทีเมื่อเข้ามาถึงตัวเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสอง

            “แย่” ตานีสาวผมหางม้าตอบเสียงหนัก “ดาวเทียมสแกนเจอวิญญาณพลังงานสูงที่นี่” เธอชี้ไปยังจุดสีน้ำเงินที่กะพริบถี่ๆ อยู่ในป่า ห่างจากศาลาไปทางทิศตะวันตกราวกิโลครึ่ง “แต่เจอพลังงานวิญญาณของเหมยที่นี่” เธอลากนิ้วลงมายังสวนป่าที่ทุกคนเพิ่งจะเดินทดสอบความกล้ากันไป “แปลว่าผีตนนี้ไม่ได้ใช้วิธีเข้าสิง แต่เป็นการใช้พลังควบคุม”

 

            คิ้วบางของกล้วยขมวดเข้าหากันขณะเธอเม้มปาก สีหน้าของราชินีตานีเคร่งเครียด แต่หลานชายหมอผีใหญ่ไม่รู้ว่าเขากำลังเจออยู่กับอะไรจึงถามขึ้น

 

            “มันต่างกับการเข้าสิงยังไง”

            “ต่างกันมาก” เด็กสาวหน้าจืดตอบแทน เธอสั่งให้ดาวเทียมและระบบสแกนวิญญาณบิลต์อินของแลปทอปช่วยกันสแกนข้อมูลพลังงานวิญญาณของเป้าหมายอย่างละเอียดอีกครั้ง “การเข้าสิงคือการเอาวิญญาณสวมลงในร่างเนื้อของสิ่งมีชีวิต ถ้าเข้าสิงสองร่างก็คือต้องแบ่งแกนวิญญาณออกเป็นสองชิ้น ถ้าสามร่างก็สามชิ้น ซึ่งการแบ่งแกนวิญญาณต้องใช้ทั้งพลังงานวิญญาณและสมาธิสูงมาก ถ้ายะบ่ดีก็อาจจะแตกสลายไปเลยก็ได้ วิญญาณทั่วไปเลยสิงได้แค่ครั้งละหนึ่งตัวหรือหนึ่งคนเท่านั้น ต่อหื้อมีพลังมากเท่าได๋ก็บ่เกินสามคนแน่นอน แล้วการไล่เปิ้นออกก็ง่ายกว่า อย่างที่นายฮู้ ปกติแค่ยะหื้อคนหรือสัตว์ที่ถูกสิงอยู่หมดสติก็จะหลุดออกมาแล้ว”

            “แต่การใช้พลังงานวิญญาณควบคุมต่างออกไป” กล้ายพูดต่อด้วยเสียงเครียดไม่แพ้เพื่อนสาว “มันก็เหมือนที่ผียกย้ายของ หรือเหวี่ยงรถขว้างรถ เพียงแค่ละเอียดอ่อนกว่า ถ้าระดับต้นๆอาจจะควบคุมกล้ามเนื้อ แต่ถ้าเก่งมากๆ อาจจะควบคุมได้ถึงระดับสั่งการสมองเลยด้วย และในเมื่อบ่ต้องใช้การแบ่งแยกพลังงานวิญญาณ ถ้าวิญญาณตนได๋มีพลังและสมาธิมากพอ เปิ้นก็สามารถควบคุมได้หลายๆร่างพร้อมกัน ถึงเป้าหมายจะหมดสติก็ยังควบคุมได้ ข้าคึดว่าที่คูนแล้วก็ตนอื่นๆปวดท้องก็อาจจะเพราะผีร้ายควบคุมการเคลื่อนไหวสร้างความบาดเจ็บหื้ออวัยวะภายในเหมือนกัน”

            “อีกอย่าง เพราะการควบคุมแบบนี้เป็นแค่พลังงานวิญญาณธรรมดา บ่ได้มีแกนวิญญาณหรือรหัสเฉพาะของวิญญาณติดมาด้วย อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาที่เน้นป้องกันแกนวิญญาณแทรกเข้ามาในสนามพลังงานก็ป้องกันบ่ได้ด้วย”

            “ฟังดูสะดวกแล้วก็แน่นอนกว่าการเข้าสิงเยอะเลย” เด็กหนุ่มหน้าดุเปรย “แล้วทำไมผีส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยใช้กันล่ะ เท่าที่เราเคยเห็นกล้วยปราบมาส่วนใหญ่จะเข้าสิงทั้งนั้นเลยไม่ใช่เหรอ”

            “การเข้าสิงควบคุมร่างของเป้าหมายได้ครบถ้วนกว่า แล้วก็ได้ความฮู้สึกของร่างเป้าหมายด้วย แต่การควบคุมจะอี้บ่ได้” ราชินีตานีอธิบาย “อีกอย่าง การควบคุมจะอี้ใช้พลังงานวิญญาณแล้วก็สมาธิสูงมาก หาวิญญาณทั่วๆไปที่ยะได้จะอั้นบ่ค่อยได้หรอก แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ วิญญาณตนนี้น่าจะยะได้บ่ยาก”

            “แล้วกล้วยกับกล้ายไม่มีพวกอุปกรณ์อะไรที่รบกวนพลังงานวิญญาณได้โดยตรงบ้างเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามต่อ

            “มีน่ะมี อุปกรณ์ป้องกันการถูกเข้าสิงที่นายเคยใช้จะได อุปกรณ์นั้นสร้างคลื่นรบกวนพลังงานวิญญาณโดยตรง ป้องกันได้ทั้งถูกผีเข้าสิงแล้วก็ถูกควบคุม” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบโดยไม่ละสายตาจากการเคลื่อนไหวของเป้าหมายบนหน้าจอแลปทอปเลยแม้แต่น้อย “แต่เพราะมันสร้างคลื่นรบกวนพลังงานวิญญาณโดยตรงก็เลยกินพลังงานมากแล้วก็ใช้ได้แค่ในพื้นที่จำกัด อย่างมากก็แค่ครอบคลุมรัศมีหนึ่งเมตรจากตัวนายเท่านั้น แล้วหมู่เฮาก็เอามาแค่สี่อันด้วย”

 

            จ้าดพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหนักใจ แต่อึดใจต่อมาเขาก็ถามขึ้นอีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

 

            “อ้าว แต่ในเมื่อมันไม่ได้สิงอยู่ในร่างเหมย แล้วเราก็รู้ตำแหน่งของมันแล้ว กล้วยก็น่าจะส่องมันจากระยะไกลได้ง่ายๆสิ”

            “ผีร้ายธรรมดาน่ะได้อยู่ แต่วิญญาณตนนี้เป็นวิญญาณประจำถิ่น” กล้วยเน้นเสียง “วิญญาณประจำถิ่นคือวิญญาณที่อยู่ในที่นั้นๆมานาน วิญญาณหมู่นี้จะมีพลังสูงมากในถิ่นที่เปิ้นประจำอยู่ และทุกตนที่ข้าเจ้าเคยเจอมามีสัมผัสวิญญาณระดับสูง อะหยังก็ตามที่มีพลังงานวิญญาณอยู่ในร่างและอยู่ในถิ่นของเปิ้น เปิ้นฮู้ได้หมด”

            “ปกติถ้ามีวิญญาณหรือเผ่าพันธุ์วิญญาณแปลกปลอมที่เปิ้นบ่ค่อยได้เจอ เปิ้นก็อาจจะบ่ฮู้จักเหมือนกัน อย่างผีตนนี้ เท่าที่ดู ข้าว่าตอนแรกเปิ้นบ่ฮู้หรอกว่าหมู่เฮาเป็นตานี” ตานีสาวผมหางม้าเสริม ก่อนที่เสียงของเธอจะเปลี่ยนเป็นลอดไรฟันที่ขบกันแน่น “แต่ก็ต้องขอบคุณฟาง ตอนนี้เปิ้นฮู้แล้ว จะซุ่มยิงน่ะบ่ต้องคึดเลย”

            “แล้ว.... แล้วถ้าไปสู่กับมันซึ่งๆหน้าล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามหาหนทางสุดชีวิต “กล้วยบอกว่าการจะควบคุมมนุษย์ต้องใช้สมาธิสูงมากไม่ใช่เหรอ ถ้าพยายามทำให้มันเสียสมาธิล่ะ”

            “แล้วมันจะมาสู้กับนายซึ่งๆหน้าหื้อง่าวยะหยังล่ะยะบ่าจ้าดง่าว” กล้ายสวนกลับทันควันโดยพ่วงคำด่ามาด้วย “ในเมื่อเปิ้นฮู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของหมู่เฮา แค่เปิ้นฮู้สึกว่าหมู่เฮาเข้าไปใกล้ๆเปิ้นก็เผ่นแล้ว”

            “ถ้างั้นก็ไม่มีทางไหนที่จะจัดการมันได้เลยเหรอ ก็แปลว่าพวกเราเสียเปรียบทุกอย่างเลยสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุเอ่ยเสียงสูงอย่างสิ้นหวัง “ป้องกันตัวเองก็ไม่ได้เต็มที่ ผีร้ายจะควบคุมหรือทำให้ใครเคลื่อนไหวตามใจมันเองเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วหวังกับคนอื่นก็ยังปวดท้องอาการปางตายแบบนี้อีก จะบาดเจ็บภายในรึเปล่าก็ไม่รู้.....”

            “แม่น หมู่เฮาเลยเครียดอยู่นี่จะได” ตานีสาวผมหางม้าตอบห้วนๆ ก่อนจะหันไปขอความเห็นจากเพื่อนสาว “กล้วย ข้าว่างานนี้ลองเจรจาดูก่อนดีก่อ หมู่เฮาเสียเปรียบมันทุกทางเลย”

            “อื้ม ข้าเจ้าก็ว่าจะอั้น” กล้วยพยักหน้าเครียดๆ “แต่ประเด็นคือจะไปเจรจากับเปิ้นจะได เพราะอย่างว่า เปิ้นฮู้ว่าเฮาเข้าไปใกล้เมื่อได๋เปิ้นก็คงหนีแน่ๆ แล้วดีบ่ดีก็อาจจะทำร้ายคนอื่นอีกก็ได้”

            “ถ้าลองใช้โทรจิตคุยกับมันล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่เสนอ

            “จะลองดู”

 

            เด็กสาวหน้าจืดหลับตาลง พุ่งสมาธิไปยังพลังงานวิญญาณของผีร้ายที่เธอพอจะสัมผัสได้จางๆ ก่อนจะลองโทรจิตไปหา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำแรก ตานีสาวหน้าจืดก็ต้องนิ่วหน้า มือยกขึ้นปิดหูอย่างลืมตัวเมื่อเสียงซ่าและเสียงหวีดดังลั่นเหมือนโทรทัศน์จูนคลื่นผิดกระแทกโสตประสาทของเธอในฉับพลัน อันเป็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายปฏิเสธโทรจิตของเธอ แบบไม่เป็นมิตรอย่างแรงเสียด้วย

 

            “มันบ่รับแม่นก่อ” กล้ายดูจะเดาสถานการณ์ได้จากใบหน้าของเพื่อนสาว

            “แม่น” ราชินีตานีเม้มปาก โสตประสาทของเธอยังลั่นวิ้งแม้หูจริงๆของเธอจะไม่ได้รับเสียงดังเลยก็ตาม “จะอั้นก็เหลือทางเดียว ต้องออกไปเจรจากับมันซึ่งๆหน้า”

            “แล้วถ้ามันคึดว่าหมู่เฮาจะไปยิงแล้วยิ่งแล้วยิ่งอาละวาดล่ะ” เด็กสาวผมหางม้าท้วง

            “บ่มีทางเลือกแล้วนี่” ตานีสาวหน้าจืดตอบเสียงหนัก “อีกอย่าง ถ้าไปตนเดียว เปิ้นก็คงบ่คึดว่าจะไปยิงหรอก ดีบ่ดีเปิ้นอาจจะคึดว่าเอาชนะได้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็แต๊ หมู่เฮาตนเดียวสู้กับผีเจ้าที่ก็แทบบ่มีทางชนะเลยอยู่แล้ว”

            “เอาก็เอา” กล้ายถอนหายใจก่อนตอบ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลงเมื่อคิ้วบางขมวดเข้าหากัน เธอไม่ชอบแผนการนี้เลย แต่ก็คงไม่มีทางอื่นแล้ว

            “ปัญหาคือถ้าจะเอาจะอั้น หมู่เฮาตนหนึ่งต้องทิ้งที่นี่ไป”

            “สอง” ตานีสาวผมหางม้าแก้ “ข้าว่าต้องมีหมู่เฮาตนหนึ่งไปตามหาเหมยด้วย ปล่อยหื้อเปิ้นถูกควบคุมอยู่จะอั้นบ่แม่นเรื่องดีแน่”

            “แล้วผู้ได๋จะเฝ้าที่นี่ล่ะ” กล้วยท้วง

            “ก็หื้อจ้าดเฝ้าไปสิ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบง่ายๆ

            “เอ้ย เราเนี่ยนะ !?” ใบหน้าดุของเด็กหนุ่มผู้จู่ๆก็ถูกโยนหน้าที่มาให้เปลี่ยนเป็นเหวอกินทันที “จะไหวเรอะ แล้วคิดว่าคนอื่นจะยอมเรอะ เราไม่ใช่ตานีนา”

            “ข้าเจ้าก็ว่าบ่ไหวเน่อกล้าย” ตานีสาวหน้าจืดคัดค้านเช่นกัน “จะคุมที่นี่ได้ก็ต้องใช้ปืน หมู่เฮาใช้ปืนยังพอว่าเพราะทุกตนฮู้อยู่แล้ว แต่ถ้าหื้อจ้าดถือปืนทุกตนจะมองว่าอันตรายมากกว่าเน่อ”

            “ก็แม่น” กล้ายเม้มปาก เธอยกมือนวดหว่างคิ้วที่ปวดตุบจากสมองที่วิ่งจี๋คิดหาทางแก้ปัญหาเฉพาหน้าทุกทางที่พอจะทำได้ “แต่ถ้าหื้อจ้าดไปหาเหมยหรือไปเจรจาตนเดียวข้าว่าก็รับมือบ่ไหวอยู่ดี”

            “แล้ว.... ถ้าเกิดไม่ถือปืนล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่เสนอ “ถ้าเกิดเก็บปืนไว้ในที่เก็บอาวุธของอุ๊ยสายก่อน แล้วถ้าเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมาเราค่อยเรียกออกมา แบบนี้ได้มั้ย”

 

            สองตานีสาวหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่กล้วยจะพูดช้าๆอย่างลังเล

 

            “มันก็.... ได้น่ะเน่อ ที่เก็บอาวุธของอุ๊ยสายก็บ่ได้ใช้ยากอะหยัง ว่าแต่นายคุมไหวแน่ก๋า”

            “ก็กล้ายบอกเองว่าออกไปเราก็ไม่ไหวอยู่ดี แต่นอกากกล้วยกับกล้ายแล้วในที้เราก็คงรบกับผีได้เก่งที่สุดแล้วจริงมั้ยล่ะ”

            “มันก็แม่นอยู่.....” เด็กสาวผมหางม้าเม้มปากอย่างหนักใจ แต่เธอก็มองไม่เห็นทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว “จะอั้นก็ตกลงตามนี้ละกันเน่อ กล้วยไปเจรจากับมัน เดี่ยวข้าไปตามหาเหมยเอง ข้าสังหรณ์ใจอยู่ว่ามันคงบ่ปล่อยหื้อเอาเหมยปิ๊กมาง่ายๆ เพราะจะอั้นอาจจะต้องต่อสู้ประชิดตัวกันบ้าง”

            “ได้” กล้วยพยักหน้า “จะอั้นเดี๋ยวข้าเจ้าบอกทุกตนว่าหมู่เฮาจะยะอะหยังต่อก่อนละกัน ทุกตนจะได้สบายใจขึ้นบ้าง แล้วข้าเจ้าจะวางอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนย้ายในพริบตาไว้ด้วย ถึงจะกันการควบคุมบ่ได้ แต่อย่างน้อยก็กันผีร้ายบ่หื้อเข้ามาแถวนี้โดยตรงได้แหละ กล้ายออกไปก่อนเลยก็ได้”

            “อื้ม”

 

            กล้วยยันตัวลุกขึ้น ทุกคนในศาลามองเธอเป็นตาเดียวก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งเสียอีก

 

            “เพื่อนๆ อ้ายๆ เอื้อยๆเจ้า หมู่เฮาวิเคราะห์ผีร้ายตนนี้เรียบร้อยแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ผีร้ายตนนี้จะเป็นวิญญาณประจำถิ่น หรือเจ้าที่เจ้าทางที่อยู่ที่นี่มานาน ดังนั้นเปิ้นจะมีพลังค่อนข้างมากในที่บริเวณนี้ ทางที่ดีที่สุดที่จะต่อสู้กับผีประเภทนี้ได้คือต้องออกห่างจากพื้นที่ที่มันประจำอยู่ แต่ตอนนี้หมู่เฮายะจะอั้นบ่ได้ ทางที่ปลอดภัยที่สุดที่หมู่เฮายะได้ตอนนี้คืออยู่ประจำที่ ข้าเจ้าจะติดตั้งอุปกรณ์พิเศษป้องกันที่เปิ้นเข้ามาในศาลานี้ แต่เปิ้นเข้ามาในนี้บ่ได้ก็บ่ได้หมายความว่าเปิ้นจะบ่สามารถปรากฏตัวหื้อหันหรือแสดงพลังอย่างอื่นนอกศาลาได้ เพราะจะอั้นข้าเจ้าขอหื้อทุกตนอยู่ในความสงบ นั่งอยู่ในศาลานี้ บ่ว่าจะมีอะหยังเกิดขึ้นก็ห้ามวิ่งหรือออกไปไหน ถ้าเกิดอะหยังขึ้น จ้าดจะจัดการหื้อเอง”

            “แล้วกล้วยกับกล้ายจะไปไหน” เสียงอ่อนๆที่เจือแววหวาดกลัวของแพรถามขึ้น เธอนั่งเบียดกับแก้วอยู่ที่เสาต้นหนึ่งใกล้ผนังด้านครัวของศาลา

            “กล้ายจะออกไปตามหาเหมย ส่วนข้าเจ้าจะออกไปตามหาผีร้ายตนนั้น” ราชินีตานีตอบ ก่อนจะเสริมเมื่อเห็นดวงตาหลังแว่นกรอบดำของสาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์เบิกกว้างขึ้น “บ่ต้องห่วง จ้าดเคยออกปฏิบัติการกับหมู่เฮามาหลายครั้งแล้ว ฝีมือเปิ้นบ่หนีเฮาไปเท่าได๋หรอก วางใจได้”

            “นะ.... แน่นะ....”

            “แน่สิ บ่อั้นหมู่เฮาก็บ่ไว้ใจหื้อเปิ้นดูแลหรอก”

 

            แพรดูจะสบายใจขึ้นบ้าง เด็กสาวหน้าจืดจึงละสายตาจากเธอขึ้นมองกวาดไปทั่วศาลา

 

            “มีผู้ได๋อยากจะถามหรืออะหยังอีกก่อ”

 

            เมื่อเห็นว่าไม่มีใครถามหรือพูดอะไรอีก กล้วยจึงหันหลังกลับ อากาศโดยรอบลดอุณหภูมิลงเล็กน้อยเมื่อเธอเรียกอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาออกมาจากที่เก็บอาวุธ มันมองดูเหมือนกระเป๋านักธุรกิจใบย่อมที่ทำจากโลหะสีเทาเงินตีนูนเป็นลอน ด้านหนึ่งของมันมีสายอากาศสั้นๆโผล่ออกมาสามสี่สาย ราชินีตานียกมันมากอดแนบอกแบน ก่อนจะก้าวฉับๆเข้าไปในห้องน้ำชายโดยไม่สนใจสายตาอึ้งๆของทุกคนในศาลา

 

            เบื้องหลังเด็กสาวหน้าจืด กล้ายเรียกอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนสร้อยคอซึ่งมีจี้เป็นโลหะรูปทรงแปลกๆ ออกมาสี่เส้น ดวงตาสีเขียวเรืองแสงชำเลืองมองเด็กสาวผมสั้นซึ่งก็กำลังจ้องมองเธออยู่เหมือนกันขณะเธอยัดสร้อยทั้งสามเส้นใส่มือหลานชายหมอผีใหญ่

 

            “คงจำได้เน่อ นี่คืออุปกรณ์ป้องกันผีเข้าสิง อย่างว่า มันป้องกันการถูกควบคุมได้ด้วยเหมือนกัน ข้าจะถือไว้เส้นหนึ่งเอาไว้ใส่หื้อเหมย สามเส้นนี้นายใส่เอาไว้เส้นนึง อีกสองเส้นใส่หื้อผู้ได๋ที่ทำท่าเหมือนจะโดนควบคุม แต่ถ้าเกิดโดนควบคุมครั้งละหลายๆตนก็ใส่หื้อแพรกับแก้วก่อนเน่อ อาจจะฟังดูหันแก่ตัวไปหน่อย แต่ข้าบ่อยากหื้อสองตนนั้นเป็นอะหยังไป....”

            “อื้ม โอเค” จ้าดยิ้มให้เพื่อนสาว “ไปเถอะ เราจะดูแลที่นี่ให้ดีที่สุด”

            “มีอะหยังก็โทรจิตหรือบ่อั้นก็โทรศัพท์มาเน่อ”

 

            “กล้าย นั่นมันอะไรน่ะ ทำไมให้แต่จ้าด ทำไมไม่ให้เรา”

            อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เสียงแหลมของเด็กสาวจากรัฐเจ้าสมุทรก็แหวขึ้น แต่กล้ายไม่ตอบ เธอเรียกไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดของเธอจากที่เก็บอาวุธ ยัดซองกระสุนเขาที่ก่อนจะดึงคันรั้งดังแกร๊กอย่างข่มขวัญ ริมฝีปากของตานีสาวผมหางม้าเหยียดเป็นรอยยิ้มเย็นอย่างสะใจเมื่อเห็นอดีตเพื่อนสาวถอยกรูดไปชนเพื่อนอีกคนเบื้องหลังอย่างลืมตัว

 

            “ฟาง ถ้าบ่ยุ่งสักเรื่องแล้วตายขึ้นมาแต๊ๆล่ะก็ ข้ายินดีหื้อฟางเอาปืนกระบอกนี้จ่อยิงข้าได้เลย แม่ฟางบ่เคยสั่งบ่เคยสอนก๋าว่าอย่ายุ่งบ่เข้าเรื่อง”

 

            เด็กสาวผมสั้นอ้าปากจะสวนกลับ แต่กว่าเธอจะหายอึ้งจนทำเช่นนั้นได้ อีกฝ่ายก็ก้าวฉับๆออกจากศาลาหายไปในความมืดเสียแล้ว

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon, Activated Charcoal) – ถ่าน (คาร์บอน) แบบพิเศษที่มีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้สามารถดูดซับสารต่างๆได้ในปริมาณมาก ประโยชน์อย่างหนึ่งคือใช้เป็นยาในกรณีสงสัยว่ากินสารพิษเข้าไป และยังใช้เป็นยาแก้ท้องเสียหรืออาหารไม่ย่อยได้ด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น