ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 73 : ทริปภาคที่โล่งสบายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “นัส ขอยืมกางเกงในสักตัวดิ”

            “ก็เหี้ยมละ......

 

 

            “ขอสุมานักๆเน่อแพร ขอสุมานักๆ !

            กล้ายคุกเข่าผงกหัวกราบไหว้ขอโทษเพื่อนสาวตากลมในชุดนอนสีชมพูอ่อนผู้นั่งอยู่บนเตียง แก้มขาวของสาวแว่นแห่งภาคยานยนต์มีปื้นสีชมพูแต้มอยู่ขณะเธอหัวเราะอย่างอายๆ พลางบอกให้อีกฝ่ายเลิกทำ แต่ดูท่าหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคงเลิกไม่ได้ง่ายๆ ด้วยผู้ที่สั่งให้เธอทำยังคงนั่งจ้องมาด้วยสายตาดุๆ อยู่ข้างตัวผู้ที่เธอกำลังขอโทษนั่นเอง กล้วยกอดอกแบนๆของเธอแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ยามนี้เธอดูเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองที่จับนักเรียนแอบสูบบุหรี่หลังห้องน้ำได้ไม่มีผิด แค่ลวนลามเธอก็แย่พออยู่แล้ว นี่ดันไปลวนลามคนอื่น แถมยังเป็นสาวหวานเรียบร้อยน่ารักไร้เดียงสาสุดยอดกุลสตรีอย่างแพรเสียอีก ถ้าไปลวนลามสาวกระโดกกระเดกอย่างฟางจะไม่ว่าเลย.....

 

            บนเตียงเบื้องหลังพวกเธอ แก้วผู้ตื่นด้วยเสียงขอโทษของเด็กสาวผมหางม้ามองดูเหตุการณ์ด้วยสายตาขบขัน แต่เธอก็ย้ำกับตัวเองอยู่ในใจ คืนนี้เธอต้องคอยช่วยกล้วยเฝ้าระวังไม่ให้ตานีสาวผู้นี้เข้าไปใกล้เหล้าเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเธออาจจะตกเป็นเหยื่อรายต่อไปเสียเอง.....

 

            “ไม่ต้องขอโทษขนาดนั้นก็ได้กล้าย” แพรแตะๆหัวเพื่อนสาวอย่างขัดเขิน “จริงๆเราเองก็.... แอบเคลิ้มๆไปบ้างเหมือนกันนะ.....”

            “แล้วทีข้าเจ้าล่ะ บ่ขอสุมาบ้าง” ตานีสาวหน้าจืดพูดเสียงห้วน ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะกลับไปเม้มแน่นเป็นเส้นตรงตามเดิม

            “กับกล้วยน่ะเป็นสิ่งที่ข้าสามารถยะได้อยู่แล้ว.....”

            “จะบ้าก๋า !?

            “อ้าว สรุปว่าสองคนนี้มีอะไรในกอไผ่กันจริงๆสินะเนี่ย.....”

            “บ่แม่นละแก้ว !” กล้วยหันขวับไปเบรกสาวแว่นทวินเทลผู้ยิ้มยิงฟัน “บ่โดนลวนลามเองก็บ่ฮู้หรอกเรื่องจะอี้”

            “แหม แต่ก็พอจะจินตนาการได้แหละน่าว่ามีความสุขแค่ไหน.....”

            “แม่น มีความสุขมากๆเลย ถึงข้าจะจำบ่ค่อยได้ก็เถอะ”

            “จะบ้าก๋ากล้าย.....!?

 

            ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของหนึ่งมนุษย์สองตานี ไม่มีใครได้ยินเสียงเบาๆอย่างเกรงๆ จากสาวน้อยน่ารักจากภาคยานยนต์เลยสักคน

            “เอ่อ เพื่อนๆ เราว่าไปกินข้าวกันดีกว่านะ เก้าโมงกว่าแล้วน้า.....”

 

            กว่าสี่สหายจากสองภาคจะผลัดกันอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จจนได้ออกจากบ้านพัก ดวงอาทิตย์ของยามสิบโมงครึ่งก็ลอยขึ้นสูงเหนือยอดที่ปกคลุมด้วยหิมะของเทือกเขาตานปันน้ำใต้ซึ่งเห็นอยู่ลิบๆที่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบแล้ว แต่อากาศยามเช้าปลายร้อนต้นใบไม้ร่วงที่ถูกทะเลสาบดูดความร้อนออกไปบ้างแล้วก็เย็นพอที่เด็กสาวทั้งสี่จะเดินเล่นโดยเหงื่อไม่ออกได้อย่างสบาย

 

            ด้วยความที่เมื่อคืนมาถึงกันดึก พวกเธอก็เพิ่งจะเห็นสภาพรีสอร์ตชัดๆเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้เอง บ้านพักขนาดนอนได้สี่ถึงหกคนตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนแคบๆ ที่ถูกคั่นจากหาดทรายและผืนน้ำของกว๊านช้างลอยด้วยแนวต้นสนและต้นปาล์มใหญ่ที่สูงชะลูด แถวบ้านพักถูกขัดจังหวะด้วยถนนหลักของรีสอร์ต และศาลาโล่งๆที่กว้างเกือบสี่สิบคูณสี่สิบเมตรซึ่งอยู่ติดกับตึกสำนักงาน มันไม่ได้ดูหรูหราหรือราคาแพง แต่เท่าที่ได้นอนมาหนึ่งคืนก็ถือว่าสะดวกสบายและพอเหมาะสำหรับทริปนักศึกษาแบบนี้

 

            “น้องๆ กินข้าวเช้าทางนี้” เจนผู้ยืนรอต้อนรับเหล่ารุ่นน้องเหมือนพนักงานรีสอร์ตอยู่หน้าทางเข้าศาลาร้องเรียกเมื่อสี่สาวเดินมาใกล้ เธออยู่ในชุดคล้ายๆรุ่นน้องสาวทั้งสี่ นั่นคือกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดสีเข้มที่สามารถลงทะเลได้ทันที

            “เอื้อยเจน เรื่องเมื่อคืนขอสุมานักๆเน่อเจ้า” ตานีสาวผมหางม้าเดินเข้าไปค้อมหัวให้รุ่นพี่สาว

            “ไม่เป็นไรๆ เป็นปกติของคนเมาแหละนะ” เด็กสาวหน้าหมวยตอบยิ้มๆ “กินข้าวเถอะ มีข้าวต้มปลาอร่อยมากเลยนะ”

            “เจ้า”

            “ค่ะ”

            “เอ้อ แล้วกิจกรรมเริ่มกี่โมงคะ” แก้วถาม

            “เที่ยงๆ หรือไม่ก็บ่ายเลยแหละมั้ง เพราะเห็นว่าคันอื่นดื่มกันเยอะกว่าคันเรา บางคนยังไม่ตื่นเลยก็มี” เจนตอบยิ้มๆ เธอชำเลืองมองรุ่นน้องสาวผมหางม้าน้อยๆ ในท้ายประโยคที่สองจนหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมต้องก้มหน้าหลบอย่างเขินๆ “เดี๋ยวพวกพี่จะเรียกอีกทีละกัน กินข้าวเสร็จก็เดินเล่นหรือทำอย่างอื่นไปพลางๆก่อนก็ได้ แต่อย่าลงเล่นน้ำนะ เดี๋ยวทำกิจกรรมตอนบ่ายเสร็จพวกพี่จะมีเวลาให้ลงเล่นอีกที”

            “ค่ะ”

            “เจ้า”

 

            ในศาลามีคนนั่งอยู่เพียงหรอมแหรม คงเป็นเพราะยังถือว่าเช้าอยู่สำหรับวันหยุดหลังจากการสอบหฤโหดเช่นนี้ แต่ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์บนรถจากเมื่อคืนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างก็กำลังโซ้ยข้าวต้มในถ้วยโฟมกันอย่างหิวโหย ทำเอาสี่สาวน้ำลายสอโดยเฉพาะแก้วผู้อดอาหารเย็นมาตั้งแต่เมื่อวานด้วยกำลังลดหุ่น อีกด้านหนึ่งของศาลาใกล้ทางเชื่อมไปตึกสำนักงาน หม้อใบใหญ่มหึมาตั้งอยู่บนโต๊ะตัวยาว ส่งควันหอมฉุยอยู่เคียงข้างแถวถ้วยโฟมและกระปุกเครื่องปรุงนานาชนิด

 

            “อื้อหือ สมกับที่ขึ้นชื่อเรื่องปลากับกุ้งจริงๆแฮะ” สาวแว่นทวินเทลอุทานออกมาเมื่อเห็นปลาชิ้นหนาและกุ้งตัวโตที่ลอยอยู่ในหม้อข้าวต้ม เธอตักมันใส่ถ้วยโฟมสองทัพพีใหญ่ๆ ก่อนจะหันมาถามเพื่อนสาวอีกสองตนหนึ่งคน “เคยกินกันรึเปล่า ปลากับกุ้งของที่นี่อร่อยมากเลยนะ”

            “บ่เคยเลย แถบนี้บ่ค่อยมีผีหื้อมาปราบเท่าได๋เลยบ่ค่อยได้มา” ตานีสาวผมหางม้าตอบ เธอตักข้าวต้มสองทัพพีใหญ่เช่นกัน ปรุงด้วยพริกป่น น้ำส้มสายชูและผักดอง ก่อนจะถามเพื่อนสาวกลับบ้าง “แก้วล่ะ เคยมาที่นี่บ่อยก่อ”

            “แต่ก่อนก็มาทุกปิดเทอมแหละ บางทีก็มาวันหยุดสามวันอะไรงี้บ้างเหมือนกัน แต่พอขึ้นม.ปลายก็ไม่ค่อยได้มาแล้ว” แก้วตอบ ก่อนจะหันไปถามสาวแว่นเหมือนกันบ้าง “แล้วแพรล่ะ เอ้อ จะว่าไปก็ยังไม่รู้บ้านเกิดแพรเลยแฮะ”

            “เราคนเวียงคำ” เด็กสาวจากภาคยานยนต์หมายถึงเมืองหลวงของรัฐเวียงคำ ห่างจากตานนะคอนไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เกือบสี่ร้อยกิโลเมตร แต่ด้วยมีเทือกเขาตานปันน้ำและทะเลสาบขนาดใหญ่ต่างๆ รวมทั้งกว๊านช้างลอยแห่งนี้ขวางกั้นอยู่ ถนนและเส้นทางรถไฟที่ใกล้ที่สุดระหว่างสองเมืองก็กินระยะทางมากกว่านั้นเกือบสองเท่าครึ่ง

            “อ๋อ มิน่าล่ะถึงได้กุลสตรีแบบนี้” สาวแว่นทวินเทลหัวเราะคิก แม่หญิงรัฐเวียงคำเป็นที่รู้กันว่าอ่อนหวานและเรียบร้อยเป็นอันดับต้นๆ ของสารขัณฑ์

            “แหม ไม่ใช่แบบนั้นหรอกน่า ผู้หญิงเวียงคำที่ห้าวๆหรือแก่นๆก็มีเหมือนกัน” แพรยิ้มเขินๆ เธอตักข้าวต้มเพียงช้อนเดียว เดี๋ยวอ้วน “อีกอย่าง เราก็ไม่ได้กุลสตรีสักหน่อย”

            “ถ้าอย่างแพรบ่กุลสตรี หมู่เฮาคงเป็นป้อจายไปแล้วแหละ” เด็กสาวหน้าจืดหัวเราะคิก “ยิ่งแก้วเปิ้นห้าวๆจะอั้นอยู่ด้วย”

            สาวแว่นทวินเทลผู้กำลังตักพริกป่นถึงกับสาดตูมลงไปทั้งช้อนเมื่อเธอหันขวับ “ใครห้าวยะ !?

            “แล้วนี่บ่เรียกห้าวจะหื้อเรียกอะหยัง....”

 

            ตักข้าวและปรุงเรียบร้อย สี่สาวก็เดินออกจากศาลาใหญ่ไปยังศาลาไม้หลังเล็กในทิวสน ลมเย็นจากกว๊านพัดผมของสองมนุษย์สาวและสองตานีสาวจนแพรและกล้วยผู้ปล่อยผมสยายต้องรีบขอยืมยางรัดผมจากเพื่อนสาวอีกสองคนแทบไม่ทัน หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตักข้าวต้มเข้าปากก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างสบายอารมณ์ ปกติแล้วเธอชอบบรรยากาศขุนเขาของเทือกเขาตานปันน้ำมากกว่า แต่นานๆทีได้เปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นทะเลแบบนี้บ้างก็ไม่เลว....

 

            แต่ภวังค์ความสบายใจของเด็กสาวผมหางม้าก็มีอันต้องสะดุดหยุดลงเมื่อเสียงคุ้นหูเรียกมาจากทางถนน

 

            “ไงกล้าย ได้ข่าวว่าเมื่อคืนหนักไม่ใช่เล่นนี่”

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหันขวับทันที แล้วดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็หรี่ลงอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นจ้าดเดินถือถ้วยข้าวต้มมุ่งหน้ามายังศาลา นัสและตั้งตามเขามาห่างๆอยู่เบื้องหลัง

 

            “ห่วงตัวเองก่อนเถอะย่ะบ่าจ้าดง่าว” กล้ายแยกเขี้ยวตอบเสียงเขียว “กางเกงในได้ใส่ก่อล่ะนั่น”

            “จะใส่ได้ยังไงล่ะครับ เมื่อเช้ายังมาขอยืมเราอยู่เลย” เด็กหนุ่มร่างใหญ่ผู้สุภาพเฉพาะกับผู้หญิงตอบแทนเพื่อนผู้ว้ากใส่เขาทันที

            “จะบ้าเรอะไอ้เหี้ยมนัส ข้าถามเฉยๆโว้ย ตอนแวะปั๊มข้าซื้อมาแล้ว !

 

            ขาดคำ ถ้วยข้าวต้มทะเลแสนอร่อยของหลานชายหมอผีใหญ่ก็แทบจะมีอันต้องร่วงลงไปกลิ้งกับพื้น เมื่อตั้งผู้ยืนอยู่เบื้องหลังเปิดโปงความจริงอย่างกะทันหันด้วยการกระชากกางเกงของเขาพรวดลงมาจนติดพื้น โชคดีที่เสื้อยืดของเด็กหนุ่มหน้าดุยาวพอ.... หรือไม่ก็จุ๊กกะรู้ของเขาสั้นเกินกว่าจะแลบออกมาให้อุจาดตาประชาชี แต่แค่นั้นก็มากพอจะทำให้สี่สาวแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง ราชินีตานีเพียงหลับตาเบือนหน้าหนี สาวแว่นผู้น่ารักจากภาคยานยนต์ถอยกรูดไปไกล มือทั้งสองยกขึ้นปิดตาแน่น ขณะสาวแว่นอีกคนจากภาคอากาศยานก็ยกมือขึ้นปิดตาเช่นกัน หากแอบเว้นช่องว่างระหว่างนิ้วเอาไว้ ของแบบนี้ต้องศึกษาเอาไว้บ้างเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

 

            แต่ที่หนักสุดดูเหมือนจะเป็นกล้ายผู้ไม่แม้แต่จะกะพริบตา หากมือขวาไขว่คว้าอากาศเหนือไหล่ในตำแหน่งที่ปืนไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดของเธอมักจะแขวนอยู่ หลานชายหมอผีใหญ่เย็นสันหลังวาบ ถ้าหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอาปืนมาด้วยจริงๆล่ะก็ ป่านนี้ความเป็นชายของเขาคงปลิวหายกลายเป็นเศษเนื้อไปเรียบร้อยแล้ว

 

            “ไอ้ห่านตั้ง นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะว้อย !” จ้าดด่าเพื่อนเสียงหลง รีบดึงกางเกงขึ้นมาเหมือนเดิม ผูกเชือกแน่นก่อนจะหันไปขอโทษขอโพยเหล่าสาวๆ “ขอโทษนะ ไอ้ตั้งแม่ม.....”

            “แหม ไม่เป็นไรน่า ก็แอบอยากเห็นอยู่เหมือนกัน” สาวแว่นทวินเทลตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “เป็นแม่หญิงอู้จะอั้นได้จะไดแก้ว !” ราชินีตานีตีแขนเพื่อนสาวเบาๆ

            “แหม กล้วยก็” แก้วพูดกลั้วหัวเราะ “อย่าเป็นกุลสตรีมากนักเลยน่า พวกเราเป็นผู้หญิงวิศวะนะ”

            “แม่หญิงวิศวะแปลว่าอู้เรื่องลามกจะอี้ได้ก๋า”

            “ก็อยู่กับผู้ชายเยอะแยะแบบนี้ก็ต้องรับได้บ้างน่า ไม่งั้นก็แย่สิ ผู้ชายมันพูดกันทั้งวัน ใช่มั้ย” ประโยคสุดท้ายเธอหันมาถามเหล่าเด็กหนุ่มทั้งสามซึ่งพร้อมใจกันพยักหน้า

            “เอาเหอะ อย่าอู้บ่อยนักก็ดี” ตานีสาวหน้าจืดสรุป ก่อนจะหันไปถามเพื่อนหนุ่มด้วยน้ำเสียงจริงจังระคนเป็นห่วง “แล้วนี่นายจะยะจะได จะปล่อยโล่งจะอี้ทั้งทริปก๋า”

            “ก็เราพยายามจะขอยืมคนอื่นแล้ว แต่ไม่ได้”

            “ก็เหี้ยมละ ของแบบนี้มีใครให้ยืมกันด้วยรึไงวะ” ผู้ถูกพาดพิงสวนกลับทันที “เป็นกล้วยกล้วยจะให้ยืมเหรอครับ ต่อให้เป็นผู้หญิงด้วยกันก็เถอะ”

            “อ่า.... ก็.... คงบ่หื้อหรอก.....”

            “เห็นมั้ย” นัสสรุปอย่างมีชัย “แล้วยังมาโทษคนอื่น โทงเทงไปทั้งทริปเถอะเอ็ง”

            “เออ จำไว้” หลานชายหมอผีใหญ่ขบกรามกรอดๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นว้ากใส่เพื่อนทั้งสองเมื่อเห็นพวกมันยิ้มหวานเย็นอย่างมีเลศนัย “อย่าคิดจะดึงเชียวนะว้อย !

            “โอเคๆ ไม่ดึงก็ได้....” หนุ่มแว่นกวนส้นลากเสียง แต่รอยยิ้มหวานเย็นยังคงฉาบอยู่บนริมฝีปาก

            “อย่าดึงเลยนัส บ่มีผู้ได๋อยากหันหรอก อย่างน้อยก็ข้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขอร้องเสียงต่ำๆ

            “แต่เราอยากนะ” แก้วตอบยิ้มๆ

            “ก็บอกว่าเป็นแม่หญิงอย่าอู้จะอั้นจะไดแก้ว !

            “แหม ก็บอกว่าอย่าเป็นกุลสตรีมากนักไงกล้วย เครียดมากเดี๋ยวชีวิตไม่สนุก.....”

 

            “ไงกล้าย ได้ยินว่าเมื่อคืนเมาเละเลยเหรอ”

            บทสนทนาอันสนุกสนานของสี่สาวสามหนุ่มมีอันต้องขาดตอนอย่างกะทันหันเมื่อเสียงคุ้นหูอีกเสียงดังขึ้น ความโกรธเคืองระคนเกลียดชังพุ่งขึ้นในอกทั้งที่พอจะมีและที่ไม่มีเลยของสองตานีสาวและอีกหนึ่งสาวแว่นทวินเทลเมื่อเห็นฟางเดินถือถ้วยข้าวต้มยิ้มเผล่มากับอร ใบหน้าของเด็กสาวผมสั้นบอกแววไม่ประสงค์ดีนัก

 

            “หวัดดีฟาง” ราชินีตานีเอ่ยทักอย่างห่างเหิน ขณะอีกสองสาวไม่แม้แต่จะเหลียวมอง

            “แต่แปลกจังนะ” ฟางพูดเรื่อยๆ “เราก็ไม่คิดว่าตานีจะเมาได้ด้วย.....”

            “ตานี ?” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ทวนคำ คิ้วบางเหนือแว่นกรอบดำขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง “ฟางพูดเรื่องอะไรเหรอ ตานีเกี่ยวอะไรกับกล้ายเมา”

            “ไม่ต้องไปฟังเขาหรอกแพร สงสัยฟางจะเมาค้างจากเมื่อคืน” แก้วรีบตัดบท แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมจบง่ายๆ

            “อ้าว แพรไม่รู้เหรอ ว่าในหมู่เพื่อนเรามีตา....”

            “ฟาง !

 

            เด็กสาวผมทวินเทลเรียกเพื่อนสาวด้วยเสียงแข็งกร้าวพอๆกับดวงตาหลังแว่นกอบลายไม้ แต่อีกฝ่ายเพียงหัวเราะ

 

            “อ้อๆ โทษทีๆ ลืมไปว่าพวกแก้วไม่ชอบให้พูดเรื่องนี้ ถ้างั้นเราไปกินข้าวก่อนละกัน ไว้เจอกันนะ”

 

            แล้วเธอก็จากไปพร้อมกับอร ทิ้งให้สองตานีกับอีกสองมนุษย์มองตามหลังเธอไปด้วยสายตาเคืองๆ ขณะอีกสามมนุษย์ซึ่งยังไม่รู้เรื่องมองสองคนสองตนแรกอย่างงุนงงระคนสงสัย

 

            “เอ่อ.... ถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงเกินไป ขอเราถามหน่อยได้มั้ยว่ามีอะไรกันเหรอ” แพรเอ่ยขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก

            “ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปใส่ใจเลย ฟางแค่พูดมากไปหน่อย” สาวแว่นทวินเทลตัดบทด้วยเสียงห้วนๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “กินข้าวเสร็จกันหมดแล้วใช่มั้ย ไปเดินเล่นริมกว๊านกันดีกว่า พวกจ้าดจะไปด้วยมั้ย จะได้รอ”

            “ไม่เป็นไรๆ ไปกันเลย” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “กินข้าวเสร็จพวกเราคงนั่งกันอยู่แถวนี้แหละ ขี้เกียจเดิน”

            “ระวังอ้วนเน่อ ช่วงนี้ยิ่งบ่ได้ออกกำลังกายอยู่ด้วยนี่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแหย่เพื่อนหนุ่ม

            “คร้าบเจ๊”

 

            สี่สาวสองเผ่าพันธุ์เอาถ้วยข้าวต้มกลับไปเก็บในศาลา ก่อนจะเดินกลับลงไปยังหาดทรายที่ทอดยาวไปจนจรดเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งขนาบสองข้างของอ่าวเอาไว้ เม็ดทรายเล็กละเอียดและขาวจั๊วะราวกับสำลี เมื่อผนวกกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอยู่เนืองๆ และนกน้ำที่บินวนโฉบหาปลาอยู่ไม่ไกลออกไปนัก ก็ทำให้ทั้งสี่รู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ริมชายทะเลจริงๆ แม้ทะเลที่ใกล้ที่สุดจะอยู่ห่างออกไปกว่าพันกิโลเมตรก็ตาม จะขาดก็แต่เพียงกลิ่นเค็มของทะเลเท่านั้น

 

            แต่แม้ชายหาดจะสวยไม่น้อยหน้าชายทะเลของจริง ทุกคนก็ดูเหมือนจะคิดแบบจ้าดกันหมด ด้วยทั้งหาดในระยะสายตาของเด็กสาวทั้งสี่ไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว หรือหากจะพูดให้ถูก แม้แต่ผีก็ยังไม่มีให้เห็นเลยแม้สักตน สิ่งเดียวที่พอจะบ่งบอกร่องรอยอารยธรรมมนุษย์ได้ก็มีเพียงทุ่นบอกอาณาเขตรีสอร์ตสีส้มแสบตาที่ลอยผลุบๆโผล่ๆ เหมือนปลาคาร์พว่ายรอขนมปังอยู่เหนือผิวน้ำสีคราม

 

            “อื้อหือ กว้างเหมือนกันนะรีสอร์ตนี้” สาวแว่นทวินเทลกวาดตามองทุ่นทั้งสองฝั่ง “จากฝั่งโน้นถึงฝั่งนี้สองสามร้อยเมตรได้มั้งเนี่ย”

            “สามร้อยห้าสิบโดยประมาณ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้กะระยะด้วยสายตามานับครั้งไม่ถ้วนแก้ “ได้ยินเอื้อยเจนเปิ้นอู้ว่าที่นี่มีป่าหื้อแขกเดินเล่นด้วย ครึ่งนึงของที่ก็คงจะเป็นป่าแหละมั้ง”

            “งั้นเราไปเดินเที่ยวป่ากันดีมั้ย”

            “ไม่เอา เรากลัวหลง.....” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำทำหน้าเบ้ แต่แล้วใบหน้าอ่อนของเธอก็เปลี่ยนเป็นง้ำเมื่อเห็นเพื่อนสาวทั้งสองหัวเราะกันคิกคัก “ขำอะไรกัน ก็เรากลัวหลงจริงๆนี่นา”

            “จะหลงได้ยังไงแพร รีสอร์ตพื้นที่เท่านี้ป่าจะกว้างได้แค่ไหนเชียว สองร้อยคูณสองร้อยเมตรจะถึงรึเปล่าก็ไม่รู้” สาวแว่นทวินเทลพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ก็อดขำพรืดออกมาไม่ได้เมื่อเห็นหน้าที่ง้ำขึ้นไปอีกของอีกฝ่าย “อีกอย่างถ้าหลงขึ้นมาจริงๆ รีสอร์ตเขาก็ต้องตามหาอยู่แล้วแหละ ใครจะปล่อยให้แขกหลงป่าอยู่ในรีสอร์ตล่ะ เสียชื่อหมดจริงมั้ย”

            “แก้วไม่ได้หลงทิศขั้นรุนแรงอย่างเราแก้วก็พูดได้สิ” แพรสะบัดหน้าหนีเพื่อนสาวอย่างงอนๆ “กล้ายก็รู้นี่ เปิดเทอมวันแรกเรายังหลงอยู่กลางคณะวิทยาจนต้องโทรให้กล้ายมานำทางเลย”

            “จริงอะกล้าย” เด็กสาวผมทวินเทลหันไปถามเพื่อนร่วมภาคของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงและหน้าตาไม่อยากเชื่อ

            “แต๊” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยักหน้า “ข้าก็คึดเหมือนแพรเน่อ อย่าเดินเลย บ่ได้ย่านหลงหรอก แต่ว่าถ้าหมู่เฮาเดินริมทะเลมันมองหันง่าย เผื่อหมู่เฮาย่างกันเพลินลืมเวลาเอื้อยๆอ้ายๆจะได้เรียกง่ายๆ อีกอย่างถ้าอยากย่างป่า แถวตานนะคอนมีหื้อย่างทั้งวัน มาทะเลทั้งทีย่างริมทะเลหื้อคุ้มดีกว่า”

            “อื้ม นั่นสินะ”

 

            เดินฟังเสียงคลื่นกันไปเงียบๆอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เด็กสาวผมทวินเทลจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “เอ้อกล้วย กล้าย แพร กลับไปบ่ายวันจันทร์ว่างมั้ย”

            “ยะหยังก๋า”

            “เราได้บัตรลดหนังมาสี่ใบพอดีเลย ไปดูกันมั้ย”

            “ตอนนี้มีหนังดีๆเข้าด้วยเหรอ” แพรถาม “เท่าที่เห็นเราว่ามันไม่ค่อยมีอะไรน่าดูเลยนะ”

            “อืม.... ก็มีนี่ไง หกแพร่ดก็น่าดู แล้วก็ชัตเตอร์ กด ติด ตุ๊ดด้วย ดูจากบอร์ดบทวิจารณ์เขาชมกันเยอะเลยนะ”

            “หวาย หนังผีทั้งนั้นเลย.....” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ทำหน้าสยองขวัญจนเพื่อนอีกสงคนอดหัวเราะคิกอีกครั้งไม่ได้

            “แหม อะไรกัน ก็แค่ผีเอง เราก็เห็นผีกันอยู่ทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่รึไง”

            “แพรเปิ้นบ่แม่นคนตานนะคอนเน่อแก้ว ลืมไปแล้วก๋า” ตานีสาวผมหางม้าท้วง

            “เอ้อ จริงด้วยแฮะ ลืมไปเลย” แก้วเกาหัวแกรกๆ พลางหัวเราะแหะๆ ก่อนจะหันไปหาราชินีตานีซึ่งเงียบมาตั้งแต่ก่อนที่พวกเธอจะเอาจานไปเก็บ ซึ่งนั่นก็เกือบสิบนาทีมาแล้ว “กล้วย วันนี้เงียบจัง เป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย”

            “บ่ๆ บ่ได้เป็นอะหยัง” ตานีสาวหน้าจืดตอบ แต่นั่นก็หลังจากที่เธอสะดุ้งน้อยๆ ซึ่งไม่อาจรอดสายตาของเด็กสาวผู้ตาไวที่สุดในภาคอากาศยานไปได้

            “ยังกังวลเรื่องที่ฟางพูดอยู่เหรอกล้วย” แก้วลดเสียงลงเป็นกระซิบ “ไม่ต้องห่วงหรอก เราไม่มีทางยอมให้เขาทำอย่างงั้นได้แน่”

            “บ่ๆ บ่แม่นเรื่องนั้น เรื่องนั้นถ้าฟางเปิ้นอยากจะอู้ขึ้นมาผู้ได๋ก็ห้ามบ่ได้หรอกข้าเจ้าว่า” ราชินีตานีตอบเบาๆ “บ่มีอะหยังหรอกแก้ว ข้าเจ้าแค่ใจลอยไปหน่อยเท่านั้นเอง สงสัยเมื่อวานจะสอบหนักไปหน่อย”

            “อย่ามาหลอกเราให้ยากเลยกล้วย ถึงเราจะเป็นเพื่อนกับกล้วยมาไม่กี่เดือนเราก็ดูออกน่า ปกติถึงกล้วยจะไม่ได้พูดมากแบบเราหรือกล้าย แต่กล้วยก็ไม่ได้เงียบแบบนี้นี่”

            “ผู้ได๋อู้มากยะ !?

            “อ้าว หรือไม่ใช่” เด็กสาวผมทวินเทลยิ้มแยกเขี้ยวแหลมให้เพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ ก่อนจะหันกลับมาหากล้วย “ไม่เป็นไร กล้วยอาจจะไม่อยากพูด.... แต่ถ้ามีอะไรที่เราพอช่วยได้ก็บอกนะ”

            “อื้ม ขอบคุณมาก”

 

            แต่เงียบไปได้เพียงไม่กี่อึดใจ กล้วยก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

            “แพร”

            “อื้ม”

            “แพรรู้จักตานีก่อ”

            คำถามของเธอดึงให้เด็กสาวผมหางม้าและเด็กสาวผมทวินเทลหันมามองอย่างสงสัยระคนกังวล แต่ไม่มีใครพูดอะไร

            “อื้ม รู้”

            “รู้จากรายการสารคดีนั่นก่อ”

            “จริงๆเรารู้มาก่อนหน้านั้นบ้างแล้วแหละ ว่าตานีเป็นวิญญาณที่คอยคุ้มครองเมืองตานนะคอนแล้วก็รัฐเวียงตานจากภูตผีปีศาจ” สาวแว่นผู้น่ารักตอบ เธอดูจะไม่ทันเห็นท่าทางแปลกๆของกล้ายและแก้ว “ดีจังนะคนเวียงตานนี่ มีวิญญาณคอยปกป้องให้ด้วย เราอยากให้รัฐเวียงคำมีแบบนั้นบ้างจัง”

 

            เด็กสาวหน้าจืดอยากจะตอบว่ารัฐเวียงคำก็มี “สาวทอผ้าไหม” เป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ที่ฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตานีเป็นของตัวเองเหมือนกัน แต่เธอก็กลืนมันกลับลงคอไปได้ทันด้วยตระหนักว่ามนุษย์ธรรมดาไม่น่าจะมีใครรู้เรื่องนี้ ด้วยสาวทอผ้าไหมปกปิดตัวเองยิ่งกว่ากะหรือพรายเขาของรัฐล้านม้าเสียอีก

 

            “แล้ว.... ถ้าเกิดคนใกล้ตัวแพรเป็นตานีขึ้นมา.... ประมาณว่าถ้าเพื่อนคนได๋คนหนึ่งเป็นตานีขึ้นมา แพรจะฮู้สึกจะไดก๋า”

 

            คราวนี้ทั้งกล้ายทั้งแก้วจ้องเด็กสาวหน้าจืดเขม็ง พวกเธอพอจะรู้ว่ากล้วยถามเพราะอะไร แต่แบบนี้มันจะไม่เสี่ยงถูกสงสัยเกินไปหน่อยหรือ....

 

            แต่โชคดีที่แพรไร้เดียงสากว่าที่พวกเธอคิด สาวแว่นผู้น่ารักเพียงเอียงคอน้อยๆอย่างครุ่นคิด ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงปกติ

 

            “อืม..... ก็คงรู้สึกแปลกๆล่ะมั้ง ที่มีคนใกล้ตัวไม่ใช่คนแบบนั้น” แพรตอบ ดวงตาหลังแว่นกรอบดำเหลือบมองขึ้นฟ้าเล็กน้อยก่อนที่เธอจะพูดต่อ “แต่ถ้าชินแล้วก็คงไม่รู้สึกอะไรหรอกมั้ง”

            “แพรบ่ย่านก๋า”

            “ไม่รู้สิ....” สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์เอียงคออีกครั้ง มองดูเหมือนตุ๊กตาโยกหัวบนคอนโซลรถ “แต่ถ้าจะว่ากันจริงๆ ตานีก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน แล้วเขาก็เหมือนมนุษย์ แถมยังช่วยปกป้องมนุษย์ด้วย ก็ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลยนี่ไม่ใช่เหรอ”

            “ผีก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อนเน่อแพร” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหยอกกลั้วหัวเราะ

            “เราก็ไม่ได้กลัวผีทุกตนนี่ เรากลัวแค่ผีที่หลอกหรือทำร้ายมนุษย์เท่านั้นเอง หรือไม่ก็ผีหน้าตาน่าเกลียดๆ สยองๆ” แพรตอบ “แล้วหนังผีแต่ละเรื่องก็มีแต่ผีหน้าตาน่ากลัวที่หลอกหลอนหรือทำร้ายมนุษย์ทั้งนั้นเลย เราเลยไม่ชอบไง”

            “ก็ถ้าไม่น่าเกลียดก็หลอกคนไม่ได้สิ” สาวแว่นทวินเทลหัวเราะ ก่อนจะเสริมด้วยเสียงเอาจริงเอาจังขึ้น “แต่ก็ดีแล้วแหละที่แพรคิดแบบนั้น ไม่เหมือนบางคน.....”

            “บางคนที่ว่านี่ฟางรึเปล่า”

            “เปล๊า ไม่ได้ระบุตัวบุคคลสักหน่อยนี่” แก้วตอบเลี่ยงๆ แล้วจึงรีบตัดบทก่อนที่เพื่อนสาวจะทันได้ถามต่อ “ว่าแต่ว่าเรากลับกันดีมั้ย จะสุดเขตทุ่นแล้วด้วย”

            “อื้ม เอา.... เอ๊ะ !?

 

            จู่ๆสาวแว่นผู้น่ารักก็หันขวับไปมองป่าไม้ผลัดใบหนาทึบริมหาด คิ้วขมวดมุ่น หากใบหน้าอ่อนซีดขาวฉายแววหวาดระแวงระคนหวาดกลัว

 

            “ยะหยังก๋าแพร”

            “เรารู้สึกเหมือน.... เหมือนมีคนมองเราจากในป่า”

            “นักท่องเที่ยวหรือไม่ก็พวกเพื่อนๆเราที่เข้าไปในป่ามั้ง” แก้วเดา แต่แพรอีกคนส่ายหน้า

            “ไม่ ความรู้สึกมันไม่เหมือนคนมองเลย มันเหมือน..... เหมือนอะไรที่ใหญ่กว่า น่ากลัวกว่า แล้วก็ชั่วร้ายกว่า......”

 

            เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้จ้องมองเพื่อนสาวแว่นเขม็ง เธอเดินแข็งๆมาจับไหล่ทั้งสองข้างของแพรเอาไว้ ดวงตาหลังแว่นกรอบลายไม้ฉายแววหวาดกลัวสุดขีด แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นหาด ทำเอาใบหน้าของเด็กสาวผู้กำลังหวาดงอหงิกเป็นจวักตักข้าว

 

            “แพร แพร้......” คำพูดของแก้วแทบฟังไม่รู้เรื่องเมื่อเธอหัวเราะจนแทบลงไปกลิ้งกับพื้น “ไหนว่าไม่ดูหนังผี ไหงพูดออกมาได้เป็นตุเป็นตะแบบนี้เล่า.....”

            “เราไม่ได้ล้อเล่นนะ !” สาวแว่นผู้น่ารักสวนกลับด้วยเสียงหงุดหงิดแกมงอน “ของแบบนี้ไม่ต้องดูหนังผีมันก็รู้สึกกันได้นะ แก้วลองคิดถึงเวลาโดนผู้ชายหน้าตาหื่นๆจ้องมาจากด้านหลังบนรถไฟฟ้าดูสิ !

            “ยกตัวอย่างซะน่าขนลุกเลย....” เด็กสาวผมทวินเทลเสียงอ่อย “แต่ก็ นั่นแหละน่า มันไม่มีอะไรหรอกน่า อย่าไปคิดมาก”

            “ก็บอกแล้วไงว่าเรารู้สึกจริงๆ ไม่งั้นเราไม่พูดหรอก” แพรยังคงยืนยันคำเดิม ก่อนจะหันมาหาแนวร่วมจากตานีสาวทั้งสอง “กล้วยกับกล้ายก็รู้สึกเหมือนกันใช่มั้ย”

            “บ่นี่ บ่ฮู้สึกอะหยังเลย” คำตอบของตานีสาวหน้าจืดทำเอาอีกฝ่ายหน้าจ๋อยไปถนัดตา “เอาน่า บ่มีอะหยังหรอกแพร ปิ๊กกันเถอะ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวข้าวเที่ยงคงมาแล้วแหละ”

            “นี่ยังจะกินอีกเร้อ.....!?

 

            กล้วย แต๊ๆแล้วกล้วยฮู้สึกได้แม่นก่อหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแอบโทรจิตลับหลังเพื่อนสาวมนุษย์ทั้งสอง พลังงานวิญญาณความเข้มข้นสูงจากในป่า

            ฮื่อราชินีตานีเม้มปาก คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างหงุดหงิดระคนหนักใจ โผล่มาถูกจังหวะแต๊ๆ.....

 

            กล้วยเม้มปาก ดวงตาเรียวสีดำประกายเขียวเหลียวมองในป่าแวบหนึ่ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตามเพื่อนสาวมนุษย์ทั้งสองไป ขอเถอะ ขอให้วิญญาณตนนี้ไม่ใช่วิญญาณร้าย และหากเป็นวิญญาณร้ายขึ้นมาจริงๆ ก็ขอให้มีความอดทนมากพอจะไม่หลอกหลอนพวกเธอตอนนี้ด้วยเถอะ เธอไม่อยากต้องมาปฏิบัติการต่อหน้ามนุษย์เป็นร้อยๆคนเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อสองในร้อยนั้นคือฟางและอร.....

 

 

            “เอ้า เร็วๆครับน้อง กลุ่มสี่ใกล้จะเต็มขวดแล้วนะครับ !

            เหล่าพี่ๆ และเพื่อนผู้หญิงทั้งหลายที่นั่งอยู่ริมหาดต่างก็ส่งเสียงเชียร์เหล่านักศึกษาปีหนึ่งชาย ซึ่งยามนี้ต่างก็เปลือยท่อนบนวิ่งไปวิ่งมาระหว่างกว๊านกับขวดโป๊กลิตรที่ฝังอยู่ในทรายครึ่งหนึ่ง

 

            เงื่อนไขชนะของกิจกรรมสุดท้ายในวันนี้คือทำอย่างไรก็ได้ที่จะเอาน้ำในกว๊านมาใส่ให้ได้เต็มขวด แรกๆทุกคนต่างก็ใช้แทกติกเดียวกัน นั่นคือถอดเสื้อชุบน้ำให้ชุ่มแล้วเอามาบิดใส่ แต่นั่นก็ยังไม่ทันใจเหล่าผู้ชายกลุ่มสี่ซึ่งลงทุนอมน้ำมาเมาท์ทูเมาท์กับขวดกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม แม้มันจะเร็วกว่าการใช้เสื้อเกือบสามเท่า แต่กลุ่มอื่นก็ใจไม่กล้าและไม่ด้านพอจะเลียนแบบ ถ้าต้องมาจูบทางอ้อมกับเพื่อนเพศเดียวกันอีกเกือบสิบคน แถมแต่ละคนยังน้ำลายยืดติดปากขวดแบบนั้น พวกเขาขอแพ้แบบสบายใจดีกว่า ถึงเหล่ารุ่นพี่จะขู่เอาไว้แล้วว่าบทลงโทษสำหรับผู้แพ้จะสยองขวัญชนิดแม้แต่จะคิดก็ยังไม่อยากก็ตาม

 

            “เฮ้ย เร็ว มันจะเต็มกันทุกกลุ่มแล้วนะเว้ย !

            ตั้งร้องเร่งเหล่าเพื่อนๆในกลุ่มสอง ซึ่งรวมถึงจ้าดและนัสที่ต่างก็หอบแฮ่กๆ ด้วยวิ่งไปกลับทะเลสาบมาเกือบยี่สิบรอบแล้ว โชคร้ายที่เสื้อของแทบทุกคนในกลุ่มทำจากผ้าที่ไม่อุ้มน้ำมากนัก การกรอกน้ำที่ช้าอยู่แล้วจึงยิ่งช้าลงไปอีกเกือบสองเท่า และเมื่อกลุ่มสี่กรอกน้ำเต็มขวดไปตั้งแต่พวกเขายังกรอกได้ไม่ถึงครึ่ง ทุกคนก็เริ่มถอดใจ รู้งี้ใส่เสื้อมาสักสองสามชั้นก็ดี.....

 

            “เอ้า เราได้ผู้แพ้แล้วครับ กลุ่มสองครับ !

            สมาชิกผู้ชายของกลุ่มสองทั้งเก้าคนแทบจะล้มทั้งยืนลงไปคลุกกับทรายเมื่อได้ยินเสียงประกาศ แม้จะทำใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่ความพ่ายแพ้ก็ไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าสาวๆจากทั้งสองภาค และเมื่อมีบทลงโทษอันแสนน่ากลัวรออยู่เบื้องหน้า.....

 

            “เอาล่ะครับ” ไก่ หัวหน้าภาคยานยนต์ซึ่งรับหน้าที่นำการลงโทษฉีกยิ้มกว้างจนเหล่ารุ่นน้องต่างหนาวสันหลังไปตามๆกัน “บทลงโทษนี้มีชื่อว่า ไฮเปอร์แมนครับ !

            “ไฮเปอร์แมน ?” คนหนึ่งในกลุ่มทวนคำ “ยังไงครับ”

            “น้องๆคงรู้จักไฮเปอร์แมนกันทุกคน จุดเด่นของไฮเปอร์แมนที่เห็นได้ชัดๆคืออะไรครับ”

            “มีพลังเหนือมนุษย์ ?” ตั้งลองเดา

            “เด่นกว่านั้นอีก”

            “หล่อ....” ไก่ หนุ่มท่าทางไม่ค่อยจะเหมือนหนุ่มจากภาคยานยนต์เดาบ้าง ด้วยเสียงเคลิ้ม

            “อ่า.... ก็ยังไม่ใช่ครับ”

            “ผิดหวังในความรัก นางเอกตายตลอดทุกภาค ไม่รู้มันเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ไง”

            “.....ง่ายกว่านั้นเยอะครับน้อง”

            “ใส่กางเกงในทับกางเกงนอก ?

            “ถูกต้องนะค้าบ.....!” รุ่นพี่หนุ่มชี้มือไปยังรุ่นน้องภาคเดียวกันผู้ตอบถูกด้วยท่าทางเหมือนพิธีกรรายการหนึ่งทางทีวีช่องหก “บทลงโทษนี้ก็คือ น้องลงทะเลไปเลย แล้วทำยังไงก็ได้ให้กางเกงน้องเป็นแบบไฮเปอร์แมน !

 

            ขากรรไกรของเหล่าผู้ชายกลุ่มสองแทบจะร่วงตามแรงโน้มถ่วงโลกลงไปกองอยู่กับพื้น ขณะเหล่าสาวๆต่างวี้ดว้ายยกมือปิดหน้ากันใหญ่ แต่คงไม่ช่วยอะไรมากนัก เพราะช่องว่างระหว่างนิ้วที่หลายๆคนเว้นไว้นั้นใหญ่กว่าดวงตาของพวกเธอเสียอีก

 

            “ลงน้ำกันได้เลยครับ ไม่งั้นพี่จับถอดนะ !

            เหล่าผู้แพ้ยันตัวลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะเดินคอตกลากขาลงไปในน้ำจนลึกเกือบถึงหน้าอก แม้ความลึกระดับเอวก็เพียงพอต่อการบดบังจุดซ่อนเร้นจากสายตาคนบนฝั่ง แต่ก็ไม่มีใครอยากเสี่ยง

 

            “เอ๊ะกล้วย แล้วแบบนี้จ้าดจะทำยังไงล่ะ” แก้วกระซิบถามเพื่อนสาว

            “เอ้อแต๊” ดวงตาเรียวของตานีสาวหน้าจืดเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “จะอี้คนอื่นต้องฮู้แหงๆว่าเปิ้นบ่ได้ใส่กางเกงใน”

            “ก็ความผิดเปิ้นเอง ปล่อยเปิ้นเอาตัวรอดเองเหอะ” กล้ายตอบอย่างไม่ไยดี

            “เราไม่ได้ห่วงมัน เราห่วงสุขภาพสายตากับสุขภาพจิตของพวกเราเองนี่แหละ.....”

 

            “เอ้า เสร็จกันรึยังครับ ขึ้นมาให้ทุกคนดูกันหน่อยซิ !

            ทุกคนบนฝั่งระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารทั้งเก้าคนเดินขึ้นมาพ้นผิวน้ำ อวดกางเกงในหลากสีซึ่งบัดนี้ทับอยู่บนกางเกงขาสั้นต่อสายตาประชาชีอย่างไม่อายฟ้าอายดิน บางตัวเป็นบ็อกเซอร์ บางตัวเป็นกางเกงว่ายน้ำ บางตัวเป็นกางเกงในธรรมดา ไล่สีตั้งแต่ดำ ฟ้า แดงไปจนถึงขาวตุ่นๆ เหมือนเคยเป็นสีขาวแต่ไม่เคยซัก แต่แล้วเสียงหัวเราะของทุกคนก็หยุดลงเมื่อเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แปลกออกไปจากพวก.....

 

            “อ้าวน้องจ้าด ทำไมไม่เป็นไฮเปอร์แมนล่ะครับ”

            “จ้าดมันทำไม่ได้ครับพี่ !” ตั้งตะโกนตอบแทน

            “เฮ้ยไอ้เหี้ยมตั้ง เงียบๆไปเลยนะเอ็ง !” เด็กหนุ่มหน้าดุรีบตะโกนปรามเพื่อน ปื้นสีแดงเริ่มปรากฏขึ้นบนแก้มด้วยความทั้งโกรธทั้งอาย

            “ทำไมทำไม่ได้ล่ะ เพื่อนๆเขายังทำได้เลยนะครับ”

            “ก็เพราะว่า....”

            “ไอ้ปั๊บ !

            “เพราะว่า.....”

            “ไอ้นัส !?

            “เพราะมันไม่ได้ใส่กางเกงในครับ !

 

            คราวนี้ทั้งภาคอากาศยานและภาคยานยนต์ ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องฮาแตกกันยิ่งกว่าตอนทุกคนขึ้นมาพ้นน้ำ แม้แต่กล้วยและกล้ายผู้นึกสงสารเพื่อนหนุ่มอยู่ไม่น้อยก็ยังอดขำท้องคัดท้องแข็งไปกับทุกคนไม่ได้ จ้าดผู้น่าสงสารแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปซบอกแบนๆของวิญญาณหิมะสาวแว่นที่ฮิมิตสึให้รู้แล้วรู้รอดเสียเดี๋ยวนั้น ใบหน้าดุแดงก่ำไปถึงใบหู เข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ตอนเปิดเทอมก็โดนล้อว่าเป็นโรคจิตชอบถ้ำมองไปรอบหนึ่งแล้ว คราวนี้ต้องมากลายเป็นโรคจิตโทงเทงอีกหรือนี่.....

 

            และในจังหวะที่เด็กหนุ่มหน้าดุเผลอนั้นเอง นัสก็ย่องมาข้างหลัง มือทั้งสองจับหมับเข้าที่ขอบยางยืดของกางเกงขาสั้น ก่อนจะกระชากพรวดด้วยแรงมากพอที่จะทำให้เชือกที่ผูกไว้ขาดผึงจนกางเกงทั้งตัวหลุดลงมากองกับผิวน้ำในทันที

 

            เสียงหวีดร้องที่ฟังไม่ออกว่าหวาดกลัว ตกใจ หรือว่าตื่นเต้นกันแน่ดังระงมไปทั่วทั้งหาด ขณะโลกของหลานชายหมอผีใหญ่แตกสลายลงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

            “จบสิ้นแล้ว ชีวิตนักศึกษาของหนู......”

 

 

            จ้าดนั่งจุ้มปุ๊กกอดเข่าเจ่าจุกก้มหน้างุดอยู่ที่มุมอันห่างไกลผู้คนที่สุดของศาลา

 

            เด็กหนุ่มนั่งอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ดึงกางเกงขึ้นมาได้ ซึ่งนั่นก็เกือบสี่ชั่วโมงมาแล้ว และดูท่าจะนั่งอยู่อย่างนั้นต่อไปจนกระทั่งวันรุ่งขึ้น มิไยที่เพื่อนๆทั้งชายทั้งหญิงจะมาทั้งสะกิดทั้งปลอบทั้งเอาข้าวเย็นมาล่อ และมิไยที่ยุงป่าจะกัดจนลายพร้อยไปทั้งขา หลานชายหมอผีใหญ่ก็ไม่ขยับเขยื้อน เขาเสียสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตไปแล้ว เสียเลือดอีกสักเล็กน้อยทำบุญทำทานให้แมลงยากไร้อีกสักหน่อยจะเป็นไรไป.....

 

            “เฮ้ยจ้าด ลุกเหอะน่า พี่เขาจะเริ่มกิจกรรมต่อไปแล้วนะเว้ย” นัสเดินมาสะกิดเพื่อนเมื่อนาฬิกาบนข้างฝาบอกเวลาใกล้หนึ่งทุ่มครึ่ง

            “อย่ามายุ่งกับข้า !” เด็กหนุ่มหน้าดุว้ากเสียงสูงปรี๊ด

            “อย่าสำออยไปหน่อยเลยน่า ถึงจะโดนดึงกางเกงก็เหอะ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเห็นไอ้หนูของเอ็งไม่ใช่รึไง” เด็กหนุ่มร่างใหญ่ตอบกลั้วหัวเราะ เมื่อบ่ายเขาจงใจดึงเสื้อยืดของหลานชายหมอผีใหญ่ลงมาด้วย เพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากให้เพื่อนต้องโดนจับข้อหาอนาจารเท่าไหร่นัก

            “แต่ข้าก็ยังกลายเป็นไอ้โรคจิตของทุกคนอยู่ดีไม่ใช่รึไงฟะ !?” จ้าดสวนกลับ

            “นั่นส่วนหนึ่งเพราะเอ็งไม่ใส่กางเกงในเองว่ะ โทษข้าไม่ได้” นัสหัวเราะหึๆ “เอาเป็นว่าข้าขอโทษละกัน เดี๋ยวเลี้ยงบุฟเฟ่ต์โรงแรมที่ไอ้ตั้งเคยพาเอ็งไปเลี้ยงเลย”

            “เออ มันก็ต้องอย่างนั้นแหละ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบลอดไรฟัน

            “เอ้า เข้าใจแล้วก็ไปกันได้แล้ว เดี๋ยวพี่เขารอนะเว้ย”

            “เออๆ ไปแล้วๆ”

 

            เดินมาถึงจุดนัดพบที่ริมสวนป่า ทั้งสองก็พบหนุ่มแว่นกวนส้นกำลังโวยวายกับโยอยู่พอดี

 

            “พี่ ทำงี้ได้ไงกันครับ เดินทางไกลแบบนี้ให้ผู้หญิงไปเดินกันเองได้ไง ทำไมไม่ให้มีผู้ชายเข้าไปด้วย เกิดเจองูเจออะไรขึ้นมาจะทำยังไง !?

            “พี่ว่าที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้ก็เอ็งนั่นแหละตั้งเอ๊ย.....”

            “อะไรวะน่ะ” จ้าดเดินเลี่ยงมาถามปั๊บซึ่งนั่งรวมกลุ่มกับผู้ชายคนอื่นๆอยู่บนสนามหญ้าด้านหลัง

            “กิจกรรมต่อไปคือให้เดินทดสอบความกล้าเข้าไปในป่านั่น” เด็กหนุ่มร่างโย่งชี้ไปยังทิวสนหนาทึบที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสิบเมตร “เขาให้เดินแยกชายหญิง”

            “ก็ถูกแล้วนี่ ถ้าเกิดเดินพร้อมกันแล้วมีผู้หญิงโดนลวนลามในป่าได้เสียชื่อกันทั้งคณะแหงมๆ” นัสตอบก่อนจะพยักเพยิดไปทางตั้งซึ่งยังเถียงกับรุ่นพี่หน้าดำหน้าแดง “แล้วไอ้ห่านนั่นเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ”

            “มันอยากเดินกับผู้หญิง” จาง เด็กหนุ่มผิวขาวที่ร่างใหญ่ไม่น้อยหน้านัสตอบให้ “คือโอเคพวกข้าก็อยากเดินกับผู้หญิงเหมือนกันแหละ แต่ไม่ด้านพอจะทำถึงขนาดนั้น ขนาดพวกรุ่นพี่ที่ดูแลความปลอดภัยยังแยกชายหญิงกันเลยด้วยซ้ำ”

            “ปล่อยแม่ม” หลานชายหมอผีใหญ่ส่ายหน้าขณะหย่อนก้นลงนั่งข้างเพื่อน “ไอ้ห่านนั่นก็เป็นงี้แหละ”

            “เหมือนที่เอ็งไม่ชอบใส่กางเกงในรึเปล่า....” เพื่อนอีกคนแสยะยิ้ม

            “มันเรื่องฉุกเฉินว้อยไอ้ห่าน !

            “แล้วตอนนี้ใส่รึเปล่าวะเนี่ย....” จางไม่ถามเปล่า ยื่นมือมาทำท่าจะกระชากกางเกงเสียด้วย ทำเอาจ้าดถอยกรูด

            “โว้ย พอซะทีเฮอะ......!

 

            “อะไรกันว้า.....” ไม่กี่นาทีต่อมา ตั้งก็เดินกลับมานั่งรวมกับกลุ่มนักศึกษาชายด้วยท่าทางหัวเสีย

            “สรุปว่าได้มั้ย” นัสถามด้วยน้ำเสียงประชดเต็มที่

            “ไม่ได้” หนุ่มแว่นกวนส้นส่ายหน้าจนแว่นโยก

            “แน่อยู่แล้ว ใครเขาจะให้เอ็ง” ปั๊บตอบเน้นเสียง “ตอนนี้เอ็งน่ะอันตรายกว่างูหรืออะไรในป่านั้นซะอีก”

            “นี่พวกเอ็งก็เป็นไปด้วยเรอะ !? ทำไมไม่มีใครเข้าข้างข้าเลยวะ !?

            “ไม่รู้ล่ะว่ะ แต่เอ็งเห็นสายตาพวกผู้หญิงที่เขามองเอ็งรึเปล่าเหอะ ข้าว่าถึงเอ็งต่อรองกับพี่เขาได้ก็ไม่มีใครยอมเดินกับเอ็งหรอก”

            “ไหนวะ”

 

            ตั้งหันขวับหวังจะยืนยัน “สายตา” อย่างที่เพื่อนๆว่า แต่เขาก็ไม่มีโอกาสได้เห็น ด้วยเหล่าเฟรชชี่หญิงทั้งหลายลุกขึ้นยืนกันหมดแล้ว รุ่นพี่สาวจากภาคยานยนต์คนหนึ่งเดินนำพวกเธอเข้าไปในป่า ทิ้งให้เหล่านักศึกษาชายนั่งรออยู่เพียงกลุ่มเดียวท่ามกลางแสงจันทร์

 

            “เอ็งว่าในป่ามันจะมีอะไรวะ” ตั้งถามขึ้น ดวงตาหลังกรอบแว่นมองตามหลังกล้ายซึ่งเดินปิดท้ายแถวจนความมืดของป่ากลืนเธอหายไป

            “ม่ายรุ ก็คงมีพี่ปลอมตัวเป็นผีหรืออะไรทำนองนั้นมั้ง” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอย่างเบื่อๆ เขาไม่รู้ว่าเหล่ารุ่นพี่คิดอะไรอยู่ถึงได้มาเล่นผีกับเหล่ารุ่นน้องที่ส่วนใหญ่ก็มาจากรัฐเวียงตาน ถึงเหตุการณ์หลายๆอย่างเมื่อต้นปีจะทำให้คนเวียงตานหลายคนเริ่มกลัวผีขึ้นมาบ้างแล้วก็เถอะ

            “ไม่น่านา เล่นผีกับคาตานนะคอนจะได้อะไรขึ้นมา” จางผู้ไม่ใช่คนเวียงตานแต่รู้เรื่องความสามารถพิเศษของคนเวียงตานมาบ้างก็คิดเหมือนเพื่อน “ข้าว่าอาจจะเป็นพวกเอางูของเล่นมาหลอกอะไรแบบนั้นมากกว่า”

            “แบบนั้นใครจะกลัววะ เห็นๆกันอยู่”

            “เขาอาจจะให้ปิดตาก็ได้”

            “มิเดินหลงป่ากันเรือหายวายวอดเรอะ”

            “พอเหอะๆ อย่าไปคิดแทนพี่เขาเลย” ตั้งตัดบท “นั่งรอเข้าไปกันเงียบๆดีกว่า”

            “คนถามคนแรกก็เอ็งไม่ใช่เรอะ !?

 

            อากาศยามค่ำเริ่มลดอุณหภูมิลง เมื่อบวกกับลมเย็นเยือกจากภูเขาด้านหลังที่พัดแรงจนต้นสนโยกไปทั้งต้นก็ทำให้เหล่านักศึกษาทั้งใหม่และเก่าซึ่งส่วนใหญ่ใส่เพียงเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงขาสั้นต่างก็เริ่มห่อตัวด้วยความหนาว เฟรชชี่ทั้งหลายชำเลืองมองรุ่นพี่เป็นระยะพลางถามผ่านสายตาว่าเมื่อไหร่จะได้เข้าไป ขณะรุ่นพี่ก็ชะเง้อชะแง้มองหาสัญญาณจากในป่าว่าเมื่อไหร่จะปล่อยน้องเข้าไปได้อยู่เช่นกัน และในที่สุดหลังจากเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เด็กสาวคนหนึ่งก็เดินออกจากป่ามากวักมือส่งสัญญาณ

 

            “เอ้าน้องๆ ลุกขึ้นแล้วเดินตามพี่มาเป็นแถวเรียงหนึ่งครับ”

            ตั้ว รุ่นพี่ปีสองร่างใหญ่มหึมาเอ่ยขึ้น ก่อนจะออกเดินนำเหล่ารุ่นน้องซึ่งเดินตามอย่างกึ่งกล้ากึ่งกลัวเข้าไปในทิวสน ทางเดินในป่าแคบและคดเคี้ยว ขนาบข้างด้วยสนต้นสูงใหญ่ที่ขึ้นกันหนาทึบ แสงจันทร์สีเงินยวงถูกกรองด้วยใบสนจนเหลือเพียงลำเล็กๆ มองเห็นได้ชัดเจนท่ามกลางหมอกบางของชายทะเล เสียงนกกลางคืนร้องดังแว่วมาแต่ไกล ประสานกับเสียงแกรกกรากของต้นสนต้องลม นานๆทีจะมีเสียงหอนจากหมาป่าหรือหมาบ้านแถวนี้ก็ไม่รู้ได้ดังโหยหวนมาให้ขนลุกเล่น

 

            “น้องๆรอตรงนี้ก่อนครับ”

            ตั้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อทั้งกลุ่มมาถึงลานโล่งๆ ท่ามกลางหมู่ต้นสนในป่า รุ่นพี่อีกสี่ห้าคนเดินแจกอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนผ้าผืนยาวๆสีดำให้กับรุ่นน้องทุกคน

 

            “ต่อจากนี้ พี่ขอให้น้องผูกตา แล้วเดินตามเชือกเส้นนี้ไปครับ” เสียงของเด็กหนุ่มร่างยักษ์เป็นงานเป็นการขึ้น เขาชี้ไปยังเชือกเส้นหนาซึ่งผูกเอาไว้กับต้นโอ๊กใหญ่ที่ด้านหนึ่งของลาน “ขอให้ซื่อสัตย์กับตัวเอง และขอให้เชื่อใจพี่ ผูกตาให้มองไม่เห็นอะไร และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าถอดผ้าผูกตาออก ขอให้เดินต่อไป เมื่อไหร่ที่ถอดผ้าผูกตาได้พี่จะบอกอีกที เข้าใจไหมครับ ถ้าเข้าใจแล้วผูกตาเลยครับ”

 

            จ้าดแนบผ้าลงกับดวงตา ก่อนจะดึงมันอ้อมไปด้านหลังหัวและผูกปมตายเอาไว้หลวมๆ แต่แน่นพอที่จะทำให้มันไม่หลุดจากหัว และก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไรต่อ มือหนึ่งก็ดึงแขนเขาเบาๆไปยังเชือก ก่อนจะดันหลังให้เขาเดินไป

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเจอเกมนี้ แม้เขาจะเคยรบท่ามกลางความมืดสนิทกับตานีสาวทั้งหลายอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอยู่ครบครัน ทั้งกล้องอินฟราเรด กล้องสแกนพลังงานวิญญาณ และต่อให้อุปกรณ์พวกนั้นเสียหรือถูกผีร้ายรบกวนจนใช้การไม่ได้ เขาก็ยังมีสัมผัสวิญญาณของกล้วยและกล้ายที่แม่นยำมากพอจะเคลื่อนไหวในที่มืดได้อย่างแม่นยำ แต่คราวนี้เขามีเพียงเชือกเส้นเดียว ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สภาพเส้นทางข้างหน้าเลยสักนิด จ้าดทำได้เพียงสืบเท้าไปทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ตกใจทุกครั้งที่อะไรบางอย่างที่สัมผัสไม่เหมือนต้นไม้มาแตะถูกขาที่เปลือยเปล่า เด็กหนุ่มหน้าดุกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก เขาจะรอดไปถึงจุดหมายไหมนี่.....

 

            เด็กหนุ่มระวังตัวมากขึ้นเมื่อเสียงน้ำไหลดังแว่วมาเข้าหู แต่ยังไม่ทันคิดจบ เท้าขวาของเขาก็ย่ำตูมลงในน้ำลึกเกือบครึ่งน่อง จ้าดก้าวเท้าซ้ายไปให้ไกลที่สุดหวังว่าจะพ้นทางน้ำไปโดยกางเกงไม่เปียก แต่การณ์กลับกลายเป็นว่ามันยิ่งลึกลงไปอีก ซ้ำร้าย ก้าวที่ยาวเกินไปก็ทำให้เขาเสียหลักก่อนจะล้มตูมลงในน้ำจนเปียกโชกไปทั้งตัว

 

            หลานชายหมอผีใหญ่รีบคว้าเชือกก่อนจะเหนี่ยวตัวยืนขึ้นอีกครั้ง ปากถ่มใบสนทิ้งก่อนจะเดินต่อ เขาอุ่นใจขึ้นบ้างเมื่อเหยียบพื้นดินในอีกสองสามก้าวต่อมา แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่ออะไรบางอย่างที่ลื่นๆมันๆ และเป็นเกล็ดๆ ลากผ่านนิ้วเท้าทั้งสิบของเขาไป

 

            “งูปลอมที่รุ่นพี่เอามาหลอกมั้ง.....”

            เด็กหนุ่มพยายามมองโลกในแง่ดี เขาถอนเท้า ก้าวข้ามวัตถุต้องสงสัยก่อนจะเดินต่อ แต่สันหลังของเขาก็มีอันต้องหนาวเยือกราวกับถูกราดด้วยไฮโดรเจนเหลวเมื่อวัตถุต้องสงสัยที่ลื่นเป็นมันนั้นค่อยๆเลื้อยพันขึ้นมาตามโคนขา คราวนี้จะหลอกตัวเองว่าเป็นงูปลอมก็ไม่ได้เสียแล้ว งูปลอมที่ไหนจะเลื้อยขึ้นมาพันขาได้เล่า !?

 

            “เหวอ....!

            จ้าดร้องเสียงหลง มือกระชากงูออกจากขาสุดแรงเกิดก่อนจะออกวิ่งทั้งที่มองไม่เห็น แต่ไปได้เพียงสองสามก้าว เขาก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างนิ่มๆดังพลั่กจนล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น เขากำลังจะเอื้อมมือไปคลำดูว่าเป็นอะไร เสียงยานคางเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับมือใหญ่หยาบกร้านเย็นเฉียบที่ค่อยๆเอื้อมมาจับลำคอ.....

 

            “เดิน.... ต่อ.... ไป...... ไม่งั้น.... แก.... ตาย.....”

            หากเป็นคนอื่นอาจจะเผ่นแน่บ แต่ไม่ใช่หลานชายหมอผีใหญ่ สัญชาตญาณที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการรบกับผีนับครั้งไม่ถ้วนสั่งให้เขาเหวี่ยงแขนล็อกตำแหน่งที่น่าจะเป็นคอของผีร้ายหรืออะไรก็ตามที่เป็นต้นเสียง ทำเอามันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เด็กหนุ่มหน้าดุไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ เขาเหวี่ยงทุ่มฝ่ายตรงข้ามลงกับพื้น ใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดกดทับมันไว้ มือดึงผ้าปิดตาออกด้วยคิดว่านี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่อยู่ในกิจกรรมแล้ว แต่แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าเขากำลังนั่งทับอะไรอยู่

 

            “พี่ตั้ว !?

            “เออน่ะสิ” เด็กหนุ่มร่างยักษ์คำรามตอบ “น่าจะบอกให้โยมันถามก่อนว่ามีใครรับจ๊อบเป็นหมอผีหรือติดนิสัยทำรุนแรงกับผีรึเปล่า.....”

            “ขอโทษครับ.....”

            “ไม่ต้องขอโทษก็ได้ แต่ลุกออกไปซะทีได้มั้ย หนักเฟ้ย !

 

            จ้าดรีบถอยออกจากตัวของรุ่นพี่หนุ่มซึ่งลุกขึ้นปัดเศษหญ้าตามตัวก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

 

            “ผ้าผูกตายังอยู่มั้ย เลอะดินไปรึยัง”

            “ยังครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุยื่นผ้าที่ยังคงอยู่ในมือให้อีกฝ่ายดู

            “งั้นผูกตาใหม่แล้วเดินต่อ เร็วๆเดี๋ยวเพื่อนคนต่อไปตามมาทัน เอ็งเสียเวลาตอนล้มตรงบ่อน้ำไปแล้ว”

            “อะ.... ครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบรับอย่างงงๆ แต่ก็พูดต่อเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “แต่พี่ เมื่อกี้มีงูด้วยพี่ ระวังหน่อยนะครับ”

            “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ป่านี้มันป่าของรีสอร์ต เขาดูแลตลอด งูก็งูปลอมที่พวกพี่ทำกันทั้งนั้นแหละ”

            “งูปลอมได้ไง มันไต่ขึ้นขาผมด้วยนะพี่ !” จ้าดยืนยันเสียงแข็ง

            “นั่นแหละ พวกพี่ทำขึ้นมาเอง นั่งคิดหาวิธีกันตั้งนาน” รุ่นพี่ร่างยักษ์ตอบ ก่อนจะขมวดคิ้ว “อย่าบอกนะว่าเอ็งก็พังมันแล้ว”

            “เอ่อ.... ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะแหะๆ กระชากแถมขว้างไปแรงขนาดนั้นจะยังเหลือไหมหนอ....

            “เออไม่เป็นไรช่างเหอะ ผูกตาแล้วรีบไปซะ เร็ว”

            “ครับ”

 

            จ้าดยกผ้าผูกตาขึ้นสวมหัว ก่อนจะเกาะเชือกและเริ่มเดินต่อไปอีกครั้ง พื้นป่าที่เคยนิ่มด้วยหญ้าต้นยาวเริ่มค่อยๆแข็งขึ้นพร้อมๆกับเสียงต้นสนที่ค่อยๆเบาลง และในที่สุดมันก็กลายเป็นพื้นคอนกรีต เขาคงออกจากป่ากลับเข้ามาในเขตรีสอร์ตแล้ว แต่เชือกเส้นนี้จะนำเขาไปที่ไหนของรีสอร์ตกันหนอ....

 

            ทันใด มือหนึ่งก็จับแขนของเขาไว้ เด็กหนุ่มพอจะรู้จากความนิ่มว่ามันเป็นมือของผู้หญิง มือนั้นดึงเขาออกจากเชือก เดินไปราวสิบกว่าเมตรก่อนจะดันให้เขานั่งลง แล้วเสียงหนึ่งก็สั่งมาจากทางด้านหลัง

 

            “ถอดผ้าผูกตาได้ค่ะ”

            จ้าดทำตาม แล้วดวงตาตี่ก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าเขากลับมาอยู่ในศาลาหลังใหญ่อันเป็นที่ตั้งของหม้อข้าวต้มเมื่อเช้าอีกครั้ง แต่ยามนี้มันถูกแสงเทียนนับร้อยเล่มอาบจนเป็นสีทองอร่าม เหล่ารุ่นพี่นั่งล้อมวงอยู่รอบวงรุ่นน้อง สายสิญจน์สีขาวสะอาดนับร้อยเส้นวางอยู่เบื้องหน้า

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เหลียวมองข้างตัว แล้วก็เห็นกล้วยกำลังมองเขาอยู่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เด็กหนุ่มหน้าดุหันขวับกลับมามองตรงในทันที หัวใจเต้นแรงจนเขาแปลกใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เห็นหน้ากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนแทบจะเบื่อ แต่วันนี้เขากลับรู้สึกว่าเพื่อนสาวคนนี้น่ารักผิดหูผิดตา หรือว่าจะเป็นเพราะแสงเทียนช่วยเติมเสน่ห์ให้ใบหน้าจืดๆนั้นกันหนอ.....

 

            เป็นจะได ได้ข่าวว่าเล่นอ้ายตั้วซะย่ำแย่เลยก๋าราชินีตานีถามผ่านโทรจิต

            ปฏิกิริยาตอบโต้อัตโนมัติน่ะจ้าดตอบอ้อมแอ้ม

            ดี จะอี้วันหลังหื้อช่วยปราบผีจะได้ไว้ใจได้ขึ้นมาหน่อย

 

            หลานชายหมอผีใหญ่แอบเหลือบมองเพื่อนสาวอีกครั้ง แล้วเขาก็ต้องรีบหันกลับมาเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ยังคงอยู่บนใบหน้าของเธอ เขาคิดไปเองหรือเปล่าหนอว่ากล้วยไม่เคยยิ้มได้น่ารักแบบนี้มาก่อนเลย.....

 

            “พี่จะรับขวัญเจ้า เอามาเข้าเป็นขวัญจิต จะรักดังชีวิตใจคิดกรุณา.....”

            เมื่อรุ่นน้องชายคนสุดท้ายมาถึง เสียงเพลงก็ดังขึ้น แล้วสายสิญจน์เส้นแล้วเส้นเล่าก็ถูกผูกลงบนข้อมือของน้องใหม่ ใบหน้าของทุกคนยิ้มแย้มอย่างมีความสุข ในพิธีแห่งการย้ำสายสัมพันธ์แห่งรุ่นพี่รุ่นน้องของค่ำคืนนี้.....

 

            ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่น ไม่มีใครรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องเขม็งมาจากในป่าเลยแม้สักคนเดียว มันจ้องอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ก่อนที่จะถอยหลังกลับเข้าไปในป่า และเลือนหายไปในความมืด.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น