ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 72 : ทริปภาคที่ไม่เหมาะสำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่าสิบแปดปี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “สอบเสร็จแล้วโว้ย................!

            ทันทีที่ออกมาจากห้องสอบเขียนโปรแกรมเบื้องต้นอันเป็นวิชาสุดท้าย ตั้งก็แหกปากลั่นทางเดินเหมือนประธานเชียร์ขึ้นบูม หลังจากทนทรมานมากว่าหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นสักที

 

            แต่เสียงของหนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานก็มีอันต้องขาดหายไปเมื่อปากกาเขียนไวท์บอร์ดด้ามหนึ่งลอยละลิ่วแหวกอากาศจากประตูห้องด้านหลังพุ่งเข้ามาหาหัวของเขาเหมือนจรวดนำวิถี สัญชาตญาณจากการหลบฝ่ามือมรณะของทั้งกล้วยและกล้ายมาหลายครั้งทำให้เด็กหนุ่มก้มตัวหลบไปได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นเสียงเขียวที่ดุไล่หลังตามมาได้

 

            “คุณ เงียบๆหน่อย เพื่อนเขาสอบกันอยู่ !

            “ครับ.....”

 

            “อะไรวะ แค่ทำเสียงดังนิดหน่อยถึงกับต้องปาปากกาเลยเหรอวะ....” เด็กหนุ่มหน้ากวนเดินมาบ่นอุบอิบกับเพื่อนสนิททั้งสองซึ่งยืนรอเขาอย่างเงียบกริบมาเกือบยี่สิบนาทีอยู่ที่โถงบันได

            “ก็เอ็งเสียงดังเอง” นัสตอบเรียบๆ

            “ทำไมวะ สอบเสร็จมีดีใจบ้างไม่ได้รึไง”

            “ข้าดีใจเงียบๆเป็นว่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดบ้าง

            “แล้วทีคนที่ออกไปก่อนข้ายังเสียงดัง ไม่เห็นจะมีใครดุสักคน”

 

            คำตอบของหนุ่มแว่นหน้ากวนทำให้อีกสองหนุ่มหัวเราะพรวด มีเพื่อนจากภาคยานยนต์คนหนึ่งออกจากห้องสอบไปตั้งแต่พวกเขายังทำได้ไม่ถึงครึ่ง และขณะที่ทุกคนกำลังมองหน้ากันไปมาอย่างสงสัยระคนอึ้งว่าทำไมหมอนั่นถึงทำเร็วนัก เสียงตะโกนที่แฝงเอาไว้ด้วยความหมดอาลัยตายอยากระคนโล่งอกก็ดังมาจากนอกห้อง เป็นประโยคสั้นๆแต่ได้ใจความที่ยังความฮาแก่ผู้เข้าสอบทุกคน

 

            “ถอนล่ะโว้ย..............!

 

            “อาจารย์คงสงสารว่ะข้าว่า” นัสหัวเราะหึๆ “ลงไปข้างล่างกันดีกว่า จะได้เอาของไปไว้ที่ลานเฟืองด้วย ป่านนี้คงมีรุ่นพี่มารอแล้วแหละ”

 

            สามสหายคว้ากระเป๋าเป้ซึ่งใหญ่กว่าปกติสะพายขึ้นหลังก่อนจะเดินลงจากตึก ภายในเป้ไม่ได้มีหนังสือด้วยเป็นวันสอบวันสุดท้าย หากเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวรวมทั้งแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่และแชมพู ด้วยวันนี้มีสิ่งที่นักศึกษาของทั้งภาคอากาศยานและภาคยานยนต์รอคอยมานานเกือบสองเดือน

 

            นั่นคือทริปร่วมสองภาคยาวสองคืนสองวัน

 

            ดูเหมือนภาคอากาศยานและภาคยานยนต์ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่จัดทริปวันนี้ ด้วยทั่วลานเฟืองมีภูเขาสัมภาระกองอยู่ตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด บ้างกองใหญ่และมีเหล่ารุ่นพี่รุ่นน้องนั่งล้อมวงเตรียมพร้อมจะออกเดินทาง และบ้างก็มีกระเป๋าเพียงหรอมแหรมกับรุ่นพี่อยู่เพียงบางตาด้วยภาคนั้นๆยังสอบกันไม่เสร็จ กลุ่มของภาคอากาศยานและยานยนต์จัดอยู่ในพวกหลัง เพราะมีรุ่นพี่เพียงสามคนนั่งเงกเฝ้าของอยู่ที่โต๊ะริมสุดฝั่งถนนกลางคณะเท่านั้น แต่สัมภาระที่พวกเขาเฝ้าอยู่ไม่ได้น้อยตามไปด้วย แค่เบียร์จ๊าง*หกลังและเหล้าอีกหลายชนิดที่วางอยู่ข้างโต๊ะก็กินพื้นที่ไปเยอะแล้ว

 

            “พี่โย พี่ตั้ว พี่เจน หวัดดีครับ” สามสหายเอ่ยทักเหล่ารุ่นพี่พลางปลดเป้สะพายหลังลงวางที่กลางกองสัมภาระ

            “สอบเสร็จกันเร็วจังนะ” เจนผู้เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มตอบ ตาที่ตี่ใกล้เคียงกับจ้าดยิ่งตี่ลงไปอีกจนสามหนุ่มกลัวว่าเธอจะมองอะไรไม่เห็นเมื่อใบหน้าหมวยที่จืดพอๆกับกล้วยยิ้มกว้าง เบื้องหน้าเธอ บัญชีรายรับรายจ่ายและรายละเอียดอื่นๆของทริปกางหรา ซึ่งเธอรีบรวบไปเก็บทันทีเมื่อตั้งทำท่าชะเง้อคอมอง

            “อะไรน่ะครับพี่เจน” เด็กหนุ่มหน้ากวนไม่วายถามจนได้

            “อ๋อ บัญชีรายรับรายจ่ายของทริปน่ะ” เด็กสาวตอบเลี่ยงๆ มือปัดผมตรงยาวสีดำไปด้านหลัง

            “ขอดูหน่อยจิ....” ตั้งดัดเสียงที่เขาคิดว่าน่ารัก เขาไม่ทันเห็นว่าเพื่อนทั้งสองเบื้องหลังแทบจะยกเท้าถีบอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าถีบแล้วจะล้มลงไปที่ตักของพี่เจนเลยล่ะก็นะ....

            “ไม่ได้ ถ้าให้ดูก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ” รุ่นพี่สาวหมวยตอบยิ้มๆ

            “น่า นะ ขอดูหน่อย....”

            “ก็พี่เขาบอกไม่ให้ดูก็อย่าไปเซ้าซี้เขาสิวะ” นัสลากคอเพื่อนออกมาก่อนที่เขาจะทนไม่ไหวลงเท้าถีบขึ้นมาจริงๆ ก่อนจะหันไปถามรุ่นพี่อีกคนผู้นั่งทับลังเบียร์อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย “รุ่นผมมีใครมาแล้วอีกบ้างครั้งพี่โย”

            “ก็เกือบสิบคนแล้วนะ กล้วยกับกล้ายก็มาแล้ว แต่ไปกินข้าวที่ตานสแควร์อยู่” เด็กหนุ่มหน้าตาคมคายหากผิวขาวแบบชาวภาคกลางของสารขัณฑ์ตอบ “พวกเอ็งก็ไปกินข้าวกันซะก่อนสิ หรือถ้าอยากกลับบ้านไปอาบน้ำเตรียมตัวเอาของเพิ่มก็แล้วแต่นะ กว่าจะออกก็ตั้งสองทุ่ม”

            “อ๋อไม่เป็นไรครับ พวกไอ้จางชวนพวกผมไปเล่นเสียงเพรียกแห่งหน้าที่**ที่สี่ย่าน*** กว่าจะกลับมาก็คงสักทุ่มกว่าพอดีแหละครับ”

            “หัวเกรียนจริงๆไอ้เด็กพวกนี้” โยส่ายหน้า

            “เออ แต่เดี๋ยวก่อนจะไปข้าคงต้องรอเจอกล้วยกับกล้ายก่อนว่ะ จะฝากเขาเอาของ” เด็กหนุ่มหน้าดุบอกเพื่อนทั้งสอง

            “ทำไมต้องฝากผู้หญิงเอาของล่ะ ทำไมไม่ไปเอาเอง” ตั้ว รุ่นพี่ร่างอ้วนใหญ่ที่นั่งสัปหงกอยู่ที่อีกฟากของโต๊ะท้วงด้วยเสียงงัวเงีย

            “เอ้อ.... พอดีเขามีรถน่ะครับ แล้วเขาก็รู้จักบ้านผมด้วย” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะแหะๆ

            “อะไรวะ ลูกผู้ชายใช้ผู้หญิง ไม่ดีเลยนะ.....” ตั้วพึมพำก่อนจะหันไปหลับต่อ ส่วนตั้งเอียงคอมากระซิบกับจ้าด

            “ตัวเองก็ให้พี่เจนทำบัญชีอยู่คนเดียวไม่ใช่เหรอวะ....”

            “เอาน่า ผู้หญิงคงเก่งบัญชีกว่าแหละ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ก่อนจะหันไปชวนรุ่นพี่สาวหน้าหมวยคุย “แล้วทริปคราวนี้เราจะไปที่ไหนเหรอครับ”

            “ทะเลสาบกว๊านช้างลอย”

 

            “โห.....”

            สามหนุ่มอุทานพร้อมๆกัน ทะเลสาบกว๊านช้างลอยอยู่ห่างจากตานนะคอนไปทางใต้ราวสองร้อยกิโลเมตร และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหน้าร้อนที่เรียกได้ว่าขึ้นชื่อที่สุดของรัฐเวียงตานก็ว่าได้ ด้วยหาดทรายขาวยาวเหยียด หากทาทาบฉากหลังด้วยภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยต้นสนเขียวชอุ่มและหมอกบางๆ ที่ทำให้ภูมิประเทศมองดูราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย แถมยังมีปลาและกุ้งน้ำจืดเนื้อแน่นรสโอชะในราคาถูกแสนถูกเป็นอาหารประจำถิ่นเสียด้วย

 

            “แล้วจะมีกิจกรรมอะไรบ้างครับ” หนุ่มแว่นกวนส้นถามลอยๆ หวังว่ารุ่นพี่สาวจะหลุดปาก แต่อีกฝ่ายเพียงยิ้ม

            “รอเซอร์ไพรส์ละกันนะน้อง”

 

            กว่ากล้วยกับกล้ายจะเดินกลับมาจากตึกตานสแควร์ซึ่งอยู่ติดกับอีกฟากหนึ่งของมหาวิทยาลัย คนอื่นๆก็สอบเสร็จกันหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม โต๊ะที่วางสัมภาระก็ยังคงมีคนอยู่เพียงบางตาด้วยหลายคนไปกินข้าวหรือไม่ก็ทำอย่างอื่นกันหมด เหลือเพียงโย ตั้ว เจน รุ่นพี่อีกสามสี่คน และองค์ประชุมเตรียมตัวตอบรับเสียงเพรียกแห่งหน้าที่อีกสิบคนซึ่งรวมถึงจ้าด นัสและตั้งเท่านั้น

 

            “กล้วย กล้าย เดี๋ยวจะกลับไปเอาของใช่มั้ย ฝากเอาของให้หน่อยสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุเรียกเพื่อนสาวทันทีที่พวกเธอเดินมาถึงโต๊ะ

            “เอาอะหยัง”

            “กางเกงใน วางอยู่บน แอ้บ !

 

            จ้าดร้องเป็นตุ๊กแกโดนรถทับเมื่อฝ่ามือมรณะของทั้งตานีสาวหน้าจืดและตานีสาวผมหางม้าฟาดผัวะเข้ามาใส่หลังหัวพร้อมๆกัน ขณะหนุ่มๆ และอีกหนึ่งสาวที่นั่งอยู่รอบๆหูผึ่งทันที ถึงขนาดให้หยิบกางเกงในกันได้นี่ไปถึงขั้นไหนแล้วกันแน่.....

 

            “บ่าจ้าดง่าว !” กล้ายแหวเสียงเขียว “หื้อแม่หญิงไปหยิบอะหยังจะอั้นได้จะไดยะ !?

            “ไม่เห็นเป็นไรเลย ซักเรียบร้อยแล้ว เอ๋ง !” เด็กหนุ่มผู้ตายเพราะปากมีอันต้องร้องเป็นสัตว์ป่าบาดเจ็บอีกครั้งเมื่อกล้ายฟาดซ้ำเข้ากลางหลัง

            “จะซักบ่ซักก็เหมือนกันนั่นแหละย่ะบ่าจ้าดง่าว !

            “แล้วยะหยังถึงบ่ปิ๊กไปหยิบเองล่ะหา” ราชินีตานีถามเสียงเย็น

            “ก็เราจะไปตามเสียงเพรียกแห่งหน้าที่....”

            “จะอั้นก็โทงเทงอยู่ทริปไปเถอะย่ะ !” เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับอย่างหงุดหงิด “ของของตัวเองแต๊ๆ ยังลืมหยิบมาได้....”

            “ไม่เอา ไปหยิบให้เค้าหน่อยนะ น้า.....”

            “ก็บอกว่าหื้อไปหยิบเองจะไดเล่า !

            “นะ น้า กล้ายคนสวย กล้วยคนดี ถ้าหยิบให้ขอให้หายแบน อ้อก !

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เงียบเสียงลงทันทีเมื่อตานีสาวหน้าจืดผู้อดรนไม่ไหวต่อทั้งท่าทางหน่อมแน้มไม่เข้ากับหน้าของเขา สายตาอยากรู้อยากเห็นอย่างมีเลศนัยของเพื่อนๆพี่ๆรอบตัว และคำอวยพรที่ย้ำแผลลึกในใจตัดสินใจฟาดแข้งเข้าใส่กลางเป้าจนเด็กหนุ่มหน้าดุกลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าเขียวล้มทั้งยืนลงไปกองกับพื้น ท่ามกลางสายตาขบขันระคนสมน้ำหน้าของทุกคนรอบตัว

 

            “เดี๋ยวไว้จะดูหื้อละกัน”

            กล้วยตัดบทเสียงเย็น ก่อนจะหันหลังก้าวฉับๆจากไปโดยมีกล้ายเดินตามไปติดๆ โดยไม่หันมามองเหยื่อแข้งนรกของเธออีกเลย

 

            จาง เด็กหนุ่มผิวขาวร่างใหญ่หัวหน้าองค์ประชุมเดินลากเท้าช้าๆ มาก้มลงดูซากศพของอดีตหนึ่งในองค์ประชุม ก่อนจะหันไปบอกองค์ประชุมที่เหลืออยู่เบาๆ

 

            Teammate down....”

 

 

            “ไอ้จางเปลี่ยนเป็นสไนเปอร์ช่วยส่องคนบนตึกหน่อย !

            “เมดิคว้อย มาให้ไวเลย !

            “ไอ้เหี้ยม ใครเขวี้ยงระเบิดว้า.....!?

            “ถอยๆ กลับบ่อๆ !

            “ผิดเกมแล้วไอ้ห่าน !

            “ไอ้ป๊อกไอ้นิกช่วยกันยิงหน่อยดิวะ มีปืนกลซะเปล่า !

            “จะซุ่มทำเตี่ยอะไรเอ็งนักหนาวะไอ้จอง !?

            “เฮ้ย รถถังมาว้อย..................!

 

            เสียงโวยวายของเหล่าผู้ตอบรับเสียงเพรียกแห่งหน้าที่ดังก้องร้านเกม เมื่อประสานกับเสียงปืนที่ดังระรัวเป็นข้าวตอกแตกแล้วก็หนวกหูมากถึงมากที่สุดจนเจ้าของร้านต้องกดหูฟังให้แนบหูยิ่งขึ้น พลางขยับเมาส์เร่งความดังเสียงจนสุด แต่ก็ยังไม่อาจกลบเสียงตะโกนสั่งแกมด่าที่แทรกเอาไว้ด้วยคำหยาบและสิงสาราสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำได้ ถ้าไม่เห็นว่าไอ้พวกนี้มาเล่นบ่อย เล่นนาน แถมยังซื้อทั้งขนม น้ำและสั่งข้าวกินกันเหมือนหมีเพิ่งออกมาจากจำศีลแบบนี้ล่ะก็ เขาคงสวมบทบาททหารผู้ตอบรับเสียงเพรียกแห่งหน้าที่ในโลกแห่งความจริงบ้างและคว้าปืนอัดลมที่เก็บอยู่ใต้โต๊ะมาไล่ยิงพวกมันไปนานแล้ว

 

            “เฮ้ย ไอ้จ้าดมันเก่งกว่าที่คิดว่ะ” จางเอ่ยขึ้นหลังจากองค์ประชุมทั้งสิบคนจ่ายตังค์และเดินออกมาจากร้านเกมแล้ว “คิลไปตั้งสองร้อยกว่า เฮดช็อตก็ห้าสิบกว่าครั้ง ทำได้ไงวะ เล่นบ่อยเหรอวะ”

            “ก็.... จะว่างั้นก็ได้” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเลี่ยงๆ เขาจะบอกได้ยังไงว่าเคยยิงจริงมาแล้วทั้งปืนเล็กปืนใหญ่และปืนรถถัง แถมหลายครั้งเสียด้วย....

            “เออเฮ้ย แล้วระหว่างเอ็งกับกล้วยกับกล้ายนี่มันเป็นยังไงกันแน่วะ” คำถามจากปั๊บ เพื่อนร่างสูงโย่งผู้พูดติดเหน่อเล็กน้อยแบบสำเนียงรัฐสุพรรณภูมิทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ผู้กินน้ำองุ่นอยู่แทบพุ่ง

            “ทำไมถามงั้นวะ”

            “ก็ถึงขั้นขอให้ช่วยหยิบกางเกงในกันได้นี่มันก็นะ....” ริมฝีปากของเด็กหนุ่มร่างโย่งบิดเป็นรอยยิ้มหวานเย็น

            “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละว้อย คิดมาก” จ้าดปฏิเสธเสียงแข็งก่อนจะพูดปดอย่างรวดเร็ว “ข้าเป็นเพื่อนกับสองคนนั้นมานานแล้ว บ้านก็อยู่ใกล้กันเข้าออกกันได้เป็นปกติ แค่หยิบกางเกงในให้นี่เรื่องปกติ”

            “เอ แต่ปกติเพื่อนสมัยเด็กนี่แหละได้กันมาเยอะแล้วนา....” นิก ไอ้หนุ่มผู้ทั้งหน้าและนิสัยทะเล้นพอๆกับตั้งเสียบบ้าง

            “ได้อะไรวะ” นัสถามเสียงกลั้วหัวเราะ

            “ได้รางวัลมั้งไอ้ห่าน”

            “เออ แต่จะว่าไป ข้าไม่อยากไปทริปกับพวกยานยนต์เลยว่ะ” จอง เด็กหนุ่มหัวฟูผู้เรียนเก่งที่สุดในกลุ่มเปลี่ยนเรื่อง

            “ทำไมวะ ไปทำใครในยานยนต์ท้องรึไง”

            “ก็เหี้ยมละ” ผู้เปิดประเด็นรีบปฏิเสธเสียงต่ำๆ “แต่ลองคิดดูดิ ภาคเราผู้หญิงตั้งสิบคน แถมทั้งอร แก้ว เหมย หลิน ไหม แล้วก็กวางก็สวยๆทั้งนั้น แต่ยานยนต์มีผู้หญิงแค่ห้าคน แล้วที่ดูใช้ได้ก็มีแค่แพร ณัฐกับกล้ายเอง แบบนี้เราขาดทุนนะเว้ย”

            “ไม่เป็นไร เพราะข้ากะจีบณัฐอยู่แล้ว” จางพูดหน้าตาเฉย

            “อ้าว ไอ้เหี้ยมนี่ เห็นแก่ตัวนี่หว่า.....”

 

            เดินกันไปคุยกันไปก็กลับมาถึงลานเฟืองพอดี สมาชิกส่วนใหญ่ที่จะไปทริปทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องมาถึงกันหมดแล้ว รวมทั้งกล้วยและกล้ายที่เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านมาเรียบร้อย กองกระเป๋ายามนี้ใหญ่กว่าเดิมเกือบสิบเท่า โดยเฉพาะกองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สูงเป็นพะเนินเทินทึกราวจะเอาไปขายมากกว่าจะเอาไปดื่มกันโดยคนเพียงราวๆร้อยคนเช่นนี้

 

            “เอามาให้รึเปล่า” เด็กหนุ่มหน้าดุถามทันทีที่เดินเข้ามาถึงตัวเพื่อนสาวทั้งสอง ซึ่งนั่งอยู่กับกลุ่มสาวๆทั้งสองภาค

            “บ่” คำตอบเพียงสั้นๆ แต่ทำเอาจ้าดแทบหงายหลัง

            “อ้าว !?” หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้าง “ไหนบอกว่าจะดูให้ไง !?

            กล้วยแสยะยิ้มเย็น “ก็ดูหื้อแล้ว แต่นายบ่ได้บอกหื้อหยิบมานี่”

            “โทงเทงไปละกันนะ” กล้ายเสริมด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายพอกัน “แล้วอย่าพลาดหลุดมาโชว์หมู่เฮาล่ะ บ่อั้นข้ายิงทิ้งแน่”

            “จะบ้าเร้อ............!?

 

 

            เวลารถออกที่กำหนดไว้คือสองทุ่ม แต่กว่าจะขนของ เช็กคน และแบ่งคนขึ้นรถทั้งสี่คันจนครบก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม โดยเฉพาะการแบ่งคนขึ้นรถซึ่งหนุ่มๆหลายคนดูจะไม่พอใจ โดยเฉพาะตั้ง

 

            “พี่ ทำไมไม่แบ่งคนนั่งตามภาคล่ะครับ !?

            หนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานโวยเสียงดังที่สุด ตามมาด้วยเสียงของจาง จอง และอีกสามสี่หนุ่มจากภาคยานยนต์ ด้วยแทนที่จะแบ่งรถแยกกันนั่งตามภาค รถทั้งสามคันกลับคละทั้งภาคอากาศยานและภาคยานยนต์ ซึ่งนั่นรวมถึงผู้หญิงที่ถูกคละมาด้วย และคันของพวกเขาไม่มีคนที่หน้าตาผ่านมีนอยู่เลยสักคน ดีที่สุดก็คงเป็นฟาง.....

 

            “ก็รถคันนึงนั่งได้สี่สิบคน แต่หนึ่งภาคก็สามสิบแปดสามสิบเก้าคนเข้าไปแล้ว แล้วยังต้องมีรุ่นพี่ไปนั่งดูแลด้วยอีก มันไม่พอก็เลยต้องคละนั่งแบบนี้แหละ" รุ่นพี่อีกคนของภาคยานยนต์พยายามอธิบาย “อีกอย่างก็จะได้สนิทกับเพื่อนต่างภาคมากขึ้นด้วยไง”

            “งั้นก็แบ่งใหม่.....”

            “จะเรื่องมากอะไรของเอ็งวะไอ้ตั้ง” นัสปรามเพื่อน “แค่ไม่มีผู้หญิงสวยๆอยู่จะให้จัดใหม่ทั้งหมดเลยรึไง”

            “คนที่ได้นั่งกับทั้งอรทั้งกวางทั้งณัฐทั้งหลินน่ะเงียบไปเลย !” ตั้งแยกเขี้ยวใส่อีกฝ่ายก่อนจะหันมาหาโยผู้เป็นหนึ่งในทีมหัวหน้าทริป และตอนนี้เริ่มทำหน้าเอือมแล้ว “จัดใหม่ไม่ได้เหรอพี่”

            “เอ้าๆ พอๆ นั่งแบบที่จัดไว้ให้นั่นแหละ ขึ้นรถได้แล้ว” โยตัดบท “ขืนต้องมาจัดใหม่กว่าจะให้ทุกคนพอใจได้ถึงเช้ากันพอดีแหง”

 

            เสียงพูดคุยดังจ้อกแจ้กขณะรถโดยสารคันใหญ่ทั้งสามคันค่อยๆคลานออกจากตัวเมืองตานนะคอนผ่านการจราจรที่ค่อนข้างติดขัดของเย็นวันศุกร์ แต่เมื่อรถขึ้นมาอยู่บนทางหลวงอันโล่งว่างและแสงไฟของตัวเมืองถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังแล้ว เสียงพูดคุยก็ค่อยๆเงียบหายไปทีละน้อยเมื่อเหล่านักศึกษาผู้ต่างก็เหนื่อยอ่อนจากการสอบมาตลอดวันต่างร่วงลงสู่ห้วงนิทรา ในที่สุด รถคันที่กล้วยและกล้ายนั่งก็เหลือเพียงพวกเธอเท่านั้นที่ยังคงครองสติอยู่ได้

 

            เด็กสาวหน้าจืดทอดสายตามองไกลไปยังเงามืดของเทือกเขาตานปันน้ำที่ขอบฟ้า เมื่อหมดภาระจากการสอบ ความกังวลเรื่องสารคดีและความลับของตานีก็กลับมาวนเวียนอยู่ในสมอง กล้วยถอนหายใจเฮือก พวกคนที่อยู่เบื้องหลังต้องการอะไรจากพวกเธอกันหนอ ต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นหนอ เธอจะรับมือมันไหวหรือเปล่าหนอ.....

 

            กล้ายผู้นั่งอยู่ข้างราชินีตานีก็มองออกไปนอกหน้าต่างเช่นกันแม้จะไม่ถนัดนักด้วยเพื่อนสาวบังอยู่บางส่วน ทางเส้นนี้ย้ำเตือนให้เธอนึกถึงคืนนั้น คืนที่หมิง ยูคิและเธอต้องมาสับรางรถไฟบรรทุกสารเคมีอันตรายร้ายแรงซึ่งห้อตะบึงมุ่งหน้าเข้าหาเมืองตานนะคอน และนั่นทำให้เด็กสาวผมหางม้านึกถึงสามตานีผู้ทรยศ ตอนนี้พวกเธออยู่ที่ไหนกัน ยังคงทำงานให้กองกำลังผีร้ายหรือเปล่า ถ้ายังเป็นเช่นนั้น เธอจะตามล่าทั้งสามมาชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปให้ได้ แม้นั่นจะต้องแลกมาด้วยชีวิตของเธอก็ตาม.....

 

            ตานีสาวทั้งสองเกือบจะหลับไปแล้วเหมือนกัน เมื่อรถแวะเข้าจอดพักที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งบนถนนเลี่ยงเมืองเขลางค์ในอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมา

 

            “กล้วย กล้าย”

            แพร สาวแว่นหน้าหมวยจากภาคยานยนต์เดินมากระซิบกับเพื่อนสาวผู้นั่งรถคันเดียวกันทั้งสองขณะสองตานีสาวกำลังเลือกขนมไปกินบนรถ แก้วเดินตามมาเบื้องหลังเธอ สองคนนี้ดูจะสนิทกันมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างพวกเธอกับฟางและอร ราชินีตานีคิดว่าเธอคงอยากปลีกตัวออกจากสองคนนั้น

 

            “เราได้ยินพวกพี่ๆผู้ชายบอกว่าหลังจากพักเสร็จจะมีเรียกให้ไปกินเหล้าที่หลังรถทีละคนด้วยแหละ เหมือนเขาจะบังคับให้กินยังไงไม่รู้”

 

            “บังคับกินเหล้าก๋า”

            ตานีสาวผมหางม้าดูหงุดหงิดขึ้นมาทันที เธอไม่ชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยแม้จะไม่เคยกิน ส่วนหนึ่งเพราะมันเป็นสาเหตุการตายของผีตายโหงหลายๆตน และผีที่ตายระหว่างมึนเมาพวกนี้พลังวิญญาณและจิตใจก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์ ยังผลให้มันกลายเป็นผีร้ายได้ง่ายกว่าปกติ แถมบางตนตอนจะไปปราบก็ทำท่าจะลวนลามเธออีกต่างหาก อันที่จริงเธอไม่สบอารมณ์มาตั้งแต่เห็นลังเบียร์และเหล้าที่ลานเฟืองแล้ว แต่เธอไม่คิดว่าจะมีเรียกให้ไปกินทีละคนด้วย

 

            “จะไดข้าก็บ่กิน” กล้ายสะบัดหน้าแรงๆ

            “เราก็คงไม่กินเหมือนกัน เราไม่เคยกินเหล้าด้วย” สาวแว่นภาคยานยนต์ตอบ “แม่เราก็พูดอยู่เหมือนกันว่าให้ระวังเพราะวิศวะเรื่องเหล้ามันเยอะ ไม่คิดว่าจะใกล้ตัวขนาดนี้”

            “แก้วล่ะ” เด็กสาวหน้าจืดหันไปถามสาวแว่นอีกคน

            “ก็ เรากินได้นะ ว่ากันตามตรงเราก็คอแข็งอยู่เหมือนกัน” สาวแว่นทวินเทลซึ่งวันนี้ผูกเป็นหางม้ายาวตอบ “แต่ถ้าถึงขั้นบังคับเราก็ว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหมือนกัน เอ้อ ว่าแต่กล้วยกับกล้ายกินได้รึเปล่า”

            “โดยทฤษฎีแล้วก็กินได้น่ะเน่อ” กล้วยตอบอย่างระมัดระวังด้วยสาวแว่นภาคยานยนต์ยังไม่รู้ว่าพวกเธอเป็นตานี “แต่ก็บ่เคยกิน แล้วข้าเจ้าก็บ่ได้อยากกินอะหยังนักด้วย ถ้าเปิ้นบังคับแต๊ๆก็คงกินได้ แต่ถ้าบ่บังคับหรือบ่จำเป็นแต๊ๆ ก็คงบ่กินหรอก”

            “แล้วถ้าพี่เขาบังคับให้กินจริงๆ เราจะทำไงดี” แพรดูเป็นกังวลมากจริงๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อดูจากนิสัยแบบสาวหวานแกมขี้อายน้อยๆของเธอ “เรากลัวเมา แล้วก็กลัวคนอื่นเมาด้วย”

            “บ่เป็นอะหยังหรอกแพร” ตานีสาวผมหางม้าให้คำมั่นหนักแน่นกับเพื่อนสาว “ถ้ารุ่นพี่เปิ้นบังคับแต๊ๆ ข้าจะอู้กับหมู่เปิ้นเอง หรือถ้าเกิดมีไผจะยะอะหยังแพรล่ะก็ ข้าจะปกป้องแพรเอง !

            “ขอบคุณมากนะกล้าย” สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์ตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ไปจ่ายเงินกันดีมั้ย จะสิบห้านาทีแล้ว”

            “อื้ม”

 

            แพรได้ยินถูกต้อง หลังรถออกเพียงชั่วดูดน้ำพีชสามสิบเปอร์เซ็นต์จากน้ำพีชเข้มข้นยังไม่ทันหมดกล่อง สี่สาวก็เริ่มเห็นเพื่อนผู้ชายค่อยๆถูกเรียกไปที่ด้านหลังรถทีละสองสามคนทุกๆห้านาที ทุกคนกลับมาด้วยใบหน้าที่แดงกว่าเดิมไม่มากก็น้อย เมื่อผู้ชายกว่าสามสิบคนถูกเรียกไปจนหมดก็ถึงคราวผู้หญิง และในที่สุดก็ถึงคราวของสี่สาวจนได้

 

            “แพร แก้ว รุ่นพี่ให้มาเรียกแน่ะ” ส้ม เด็กสาวจากภาคยานยนต์อีกคนเรียกเพื่อนทั้งสอง

            “แก้วไม่ต้อง เดี๋ยวข้าไปกับแพรเอง” ตานีสาวผมหางม้าลุกขึ้น ก่อนจะเดินนำเพื่อนสาวไปยังหลังรถ

 

            ด้านหลังสุดของรถมีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ ล้อมรอบด้วยเก้าอี้บุผ้าสีแดง ซึ่งบัดนี้มีรุ่นพี่ห้าคนนั่งอยู่ สามคนเป็นผู้ชายซึ่งเด็กสาวภาคยานยนต์ทั้งสองรู้จักเพียงสองคนด้วยมาจากภาคเดียวกันกับพวกเธอ ส่วนเด็กสาวอีกสองคนเธอคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี คนหนึ่งคือสาวหมวยนามเจน ผู้แม้จะอยู่ภาคอากาศยานแต่ก็เคยได้คุยกันหลายครั้งด้วยเธอมักจะเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมอยู่เสมอ ส่วนอีกคนคือหวาน เด็กสาวหน้าหวานสมชื่อจากภาคยานยนต์ซึ่งเป็นพี่ผู้ดูแลแพรโดยตรง ใบหน้าของเธอก็เริ่มแดงแล้วเช่นกัน

 

            กลางโต๊ะ ขวดเบียร์จ๊างสีชาว่างเปล่าวางอยู่สองสามขวด แต่ที่สะดุดตาเด็กสาวทั้งสองมากที่สุดคือถังหูหิ้วใบย่อมที่ใส่ของเหลวสีดำพร้อมน้ำแข็งเอาไว้เต็ม มันมองดูเหมือนโคล่า แต่กลับส่งกลิ่นแอลกอฮอล์โชยจนกล้ายผู้มีประสาทสัมผัสเร็วกว่ามนุษย์รู้สึกได้อย่างชัดเจน เด็กสาวผมหางม้ารู้สึกว่าความหงุดหงิดและเกลียดกลิ่นนี้พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอกอีกครั้ง

 

            “น้องแพรกับน้องกล้ายใช่มั้ยครับเนี่ย” น็อต รุ่นพี่จากภาคยานยนต์เอ่ยขึ้นเมื่อทั้งสองเดินมาถึงโต๊ะ ใบหน้าตี๋ที่ดูละม้ายหนูของเขามีปื้นสีชมพูจางๆ หากผิวขาวของเขาทำให้มองเห็นได้ชัดเจนแม้แสงในรถจะมีเพียงสลัวๆ จากหลอดไฟเล็กๆบนเพดาน “นั่งก่อนสิครับ”

 

            กล้ายนั่งลงที่ฟากหนึ่ง หวานกวักมือให้รุ่นน้องสาวแว่นนั่งลงข้างเธอ แต่แพรกลับนั่งลงเบียดข้างเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ เธอก้มหน้าน้อยๆ ดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำมองตรงไปยังมือที่กำแน่นอยู่บนตัก ดูเธอจะทั้งกลัวทั้งกังวลจริงๆ

 

            “พี่อยากรู้จักน้องกล้ายกับน้องแพรให้มากขึ้นกว่านี้ครับ” รุ่นพี่หน้าตาคงแก่เรียนที่สองสาวไม่รู้จักพูดบ้าง “น้องกล้ายกับน้องแพรแนะนำตัวให้พวกพี่ๆฟังได้มั้ยครับ เริ่มจากชื่ออะไร มาจากที่ไหน โรงเรียนอะไร ทำไมถึงเข้าภาคนี้ มีความฝันในอนาคตว่าอะไร และมีความในใจอะไรอยากจะบอกพวกพี่หรือเปล่า แต่ระหว่างแต่ละคำตอบขอให้คั่นด้วยการดื่มอึกหนึ่ง ได้มั้ยครับ”

            “ดื่มอะหยังเจ้า” เด็กสาวผมหางม้าถามเพื่อความแน่ใจก่อนจะเปิดศึก

            “เป็นโคล่าผสมเหล้าครับ” น็อตตอบ ก่อนจะถามเหมือนเพิ่มนึกขึ้นได้ “กินเหล้าได้ใช่มั้ย อายุเกินสิบแปดแล้วใช่มั้ย”

            เพิ่งจะถามตอนนี้ถ้าเกิดไผกินไปแล้วจะยะจะไดกันล่ะกล้ายคิดอย่างหงุดหงิดก่อนจะตัดสินใจยิง “กินได้เจ้า แต่ยะหยังต้องกินเหล้าด้วย มันบ่ดีต่อร่างกายบ่แม่นก๋า”

            “นิดหน่อยเอง ไม่เป็นไรมากหรอกน่า”

            “แล้วถ้าข้าบ่กินล่ะ”

            “ทำไมถึงไม่กินล่ะ เพื่อนๆของน้องก็กินกันได้นะ” เด็กสาวหน้าหวานย้อนถาม “เราเป็นวิศวะ เราต้องกินเหล้าให้เป็นไว้บ้าง”

            “ยะหยังวิศวะถึงจะต้องกินเหล้าด้วยล่ะ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมย้อนบ้าง “บ่หันจะเกี่ยวกับงานด้านวิศวะตรงได๋เลย”

            “ไม่เป็นไรๆ ไม่กินก็ไม่เป็นไร” สาวหมวยแห่งภาคอากาศยานรีบห้ามศึกเมื่อดูท่าว่ารุ่นน้องสาวจะไม่ยอมง่ายๆ ก่อนจะยกอีกถังหนึ่งซึ่งวางอยู่บนเบาะข้างตัวเธอออกมา “ใครไม่กินพี่ก็มีโค้กเปล่าให้นะ ไม่เป็นไร”

            “ไม่เป็นไรจริงๆเหรอคะ” แพรถามเบาๆ ยังคงก้มหน้ามองตักตัวเอง “พี่ๆคง.... ไม่รังเกียจหรือกีดกันหนูเพราะหนูไม่กินเหล้าใช่มั้ยคะ”

            “อ๋อ ที่นั่งก้มหน้าตลอดเพราะกังวลเรื่องนี้เองเหรอแพร” เจนหัวเราะ “ไม่หรอก ไม่เป็นไร เราอยู่มหาลัยกันแล้ว แต่ละคนก็คิดเองเป็น ใครอยากกินหรือไม่อยากกินก็เป็นสิทธิของคนนั้นอยู่แล้ว พี่ไม่กีดกันหรือรังเกียจอะไรแค่เพราะน้องๆไม่กินเหล้ากันหรอก อีกอย่าง ไม่ต้องกินเหล้าเราก็สนุกกันได้นี่จริงมั้ย”

            “แต่ข้าก็ยังสงสัย” ตานีสาวผมหางม้ายังคงเสียงแข็ง “ยะหยังวิศวะถึงจะต้องกินเหล้าด้วย”

            “ถ้าจะถามเหตุผล มันก็มีเหตุผลอยู่น่ะนะ” สัก รุ่นพี่ภาคยายยนต์อีกคนที่นั่งเงียบมาตั้งแต่สองรุ่นน้องสาวมาถึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ “วิศวะเราต้องทำงานกับช่าง พอเลิกงาน ช่างเขาก็จะไปสังสรรค์ งานสังสรรค์ก็ต้องมีเหล้าอยู่แล้ว ถ้าเรากินไม่เป็นหรือปฏิเสธไม่ยอมกิน เขาก็อาจจะเสียศรัทธาในตัวเรา หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้น ถ้ากินไม่เป็นเลย หรือกินแบบไม่รู้จักลิมิตตัวเอง ก็อาจจะโดนมอมเหล้าหรือเมาเองจนเป็นอันตรายกับตัวเองได้ ทริปนี้มีรุ่นพี่ดูแลอยู่พร้อม พี่ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่น้องจะได้รู้ลิมิตของตัวเองว่ากินไปเท่าไหร่ถึงจะเมา และควรจะหยุดกินเมื่อไหร่”

            “แต่ก็อย่างที่ว่า ถ้าไม่อยากกินหรือกินไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คนเราถ้าจะสนุกเฮฮาไม่ต้องใช้เหล้าก็เฮฮากันได้” หวานยิ้ม “ขอโทษนะแพร เมื่อกี้พี่เองก็บีบบังคับไปหน่อย แต่ถ้ายังไงลองกินดูสักนิดให้รู้ก็ได้นะ คำถามแรกอย่างเดียวแล้วคำถามหลังๆกินโคล่าเปล่าก็ได้”

            “....ก็ได้ค่ะ”

            “แพร เดี่ยวสิ !?” กล้ายหันขวับอย่างตกใจเมื่อได้ยินเพื่อนสาวพูด “จะกินแต๊ๆก๋า !?

            “อื้ม ก็คงอึกเดียวแหละให้รู้รส คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

            “ถ้าจะอั้น ข้าดื่มก่อนเอง !

            “เดี๋ยวน้อง แนะนำตัวด้วยสิครับ !?

 

            ช้าไปแล้ว หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคว้าถังมายกซดอึ้กๆเสียแล้ว แวบแรกเธอรู้สึกถึงรสโคล่าเหมือนธรรมดา แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา ตานีสาวก็รู้สึกถึงกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ฉุนกึก มันตีขึ้นสมองเธอจนปวดหัวตุ้บ เด็กสาวผมหางม้ารู้สึกว่าโลกค่อยๆมืดลง ขณะสติของเธอเริ่มพร่าเลือน....

 

            “น้องกล้าย ใจเย็นๆ อย่ารีบกินแบบนั้นสิครับ ไม่เคยกินไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็เมากลิ้งหรอก !?” รุ่นพี่หนุ่มหน้าตี๋พูดอย่างตกใจเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวยังคงยกซดเอาๆ เขาหันไปพยักหน้าให้เพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ “เจนให้น้องเขาพักก่อนเหอะ”

            “อื้ม”

 

            สาวหมวยแห่งภาคอากาศยานค่อยๆพยุงถังออกมาจากปากเด็กสาวผมหางม้า แต่ฝ่ายหลังไม่ยอมปล่อย เจนเห็นไม่ได้การก็ตัดสินใจดึงออกมาดื้อๆ จนของเหลวในถังหกรดต้นขาขาวของตานีสาวเป็นวง

 

            “อุ้ย กล้าย พี่ขอโทษ เดี๋ยวเช็ด....”

            “อาหยาง เอื้อยเอาเหล้าข้าไปยะหยาง ข้าจะกินอีก !

 

            เสียงยานคางของฝ่ายตรงข้ามทำเอาเด็กสาวผู้แก่กว่าชะงัก เธอหันขวับกลับไป แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นดวงตาขวางๆที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองกลับมายังเธอ ใบหน้ามาตรฐานชาวเวียงตานที่เคยขาว บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ยิ่งกว่าน็อตหรือหวานผู้กินเบียร์มาแล้วขวดสองขวดเสียอีก

 

            “เอ่อ.... กล้าย เป็นอะไรรึเปล่า”

            “บ่เป็นอะหยาง บ่มาว เอาเหล้ามาอีก !

 

            ขากรรไกรของรุ่นพี่ทั้งห้า รวมถึงรุ่นน้องอีกหนึ่งคนมีอันต้องร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงโลก เพิ่งกินไปแค่ไม่ถึงนาทีก็เมาแล้วเนี่ยนะ แถมดูท่าจะเมาแล้วเปรี้ยวเสียด้วย !

 

            “เฮ้ยน้องใจเย็น !” เด็กหนุ่มหน้าคงแก่เรียนต้องรีบยึดขวดที่ยังเหลือของเหลวสีอำพันอยู่ครึ่งต่อครึ่งเอาไว้แน่นเมื่อแขนของรุ่นน้องสาวพุ่งมาคว้าด้วยความเร็วสูงสมกับเป็นหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม

            “ม่าย อาวเหล้าม้า ข้ายังกินด้าย....!

            “ปอนด์ ให้เขากินให้ล้มไปเลยดีมั้ย” หวานเสนอ

            “แต่ว่า.....”

 

            “กล้าย พอเถอะ เรากลัวนะ !

            เสียงสูงจากสาวแว่นตากลมแห่งภาคยานยนต์หยุดเด็กสาวผมหางม้าเอาไว้ได้ชะงัด กล้ายค่อยๆหันมาหาเพื่อนสาว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเสียใจ แต่ยังคงยานคางเหมือนเดิม

 

            “สุมาน้ากๆเน่อแพร ข้าบ่ได้อยากยะหื้อแพรย่าน..... อาวจูบนี้ไปแทนคำขอสุมาล้ากันเน่อ.....”

            “อ๊าย อย่า !

 

            ใบหน้าของสาวแว่นขี้อายกลายเป็นสีแดงก่ำเหมือนลูกตำลึงสุกในฉับพลันเมื่อถูกเพื่อนสาวจุ๊บเข้าให้ที่แก้ม ขณะรุ่นพี่ทั้งห้าเปลี่ยนจากอ้าปากค้างเป็นเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน นี่มันไม่ใช่เมาแล้วเปรี้ยวธรรมดาแล้ว มันเมาแล้วหื่นลวนลามชัดๆ !

 

            “แพรน่าฮักจังเลย ขออีกสักจุ๊บเน่อ.....”

            “ว้าย อย่า !

 

            “น้องครับ อย่าเพิ่งลวนลามเพื่อนบนรถสิครับ !

            สักเห็นสถานการณ์ทำท่าจะไปกันใหญ่ก็เข้ามาแยกมวย แต่เขากลับเป็นฝ่ายถูกแยกออกไปเสียเองเมื่อกล้ายเหวี่ยงเขาไปนั่งหลังติดเบาะด้วยแรงมหาศาล ทำเอารุ่นพี่หนุ่มอ้าปากค้างเหมือนเห็นผี จัดการเพื่อนที่เมามาก็หลายครั้ง ไม่เคยเห็นใครแรงช้างสารขนาดนี้ แล้วนี่ยังเป็นผู้หญิงอีก !?

 

            “อะหยาง ก็ข้าจะแสดงความฮักกับเพื่อนข้าบ่ได้ก๋า.....!?

            “กล้าย ไม่เอ๊า.... อ๊าย อย่าจับตรงนั้น !?

 

            “เกิดอะหยังขึ้น !?

            กล้วยกับแก้วได้ยินเสียงเอะอะจากหลังรถก็รีบเดินมาด้วยนึกว่ากล้ายคงต่อล้อต่อเถียงรุ่นพี่จนเลยเถิดเปิดฉากต่อยกันไปแล้ว แต่เด็กสาวหน้าจืดก็ต้องอ้าปากค้างไปด้วยอีกคนเมื่อพบว่าสถานการณ์ถึงจะใกล้เคียงกับที่เธอคิดไว้ แต่บริบทต่างกันราวฟ้ากับเหว และมันน่าสยองขวัญกว่าที่เธอคิดมากนัก.....

 

            “น้องกล้วย ช่วยที !” เจนผู้พยายามรั้งแขนหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอาไว้สุดชีวิตร้องขอความช่วยเหลือเสียงหลง

            “กล้าย ยะอะหยังเนี่ย” ราชินีตานีใช้พละกำลังเหนือมนุษย์ของเธอแยกเพื่อนสาวทั้งสองออกจากกันได้สำเร็จในที่สุด “ได๋บอกว่าเกลียดเหล้าจะได แล้วยะหยังเมาเละจะอี้เล่า !?

            “อ้าวกล้วย..... อยากจามาร่วมวงก็บ่บอก...... อกแบนๆนั่นเดี๋ยวข้านวดหื้อ รับรองตู้ม..... บ่แพ้นางเลยเน่อ.....”

            “อะหยัง อ๊าย อย่า..........!

 

            หลังจากความชุลมุนวุ่นวายที่แสนเปลืองเนื้อเปลืองตัวสำหรับกล้วยและแพรผ่านพ้นไป ในที่สุดตานีสาวผมหางม้าก็ผลอยหลับไปจนได้ แต่นั่นก็หลังจากเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองถูกลวนลามจนหัวหูยุ่งไปหมด เด็กสาวหน้าจืดรวบผมสีดำประกายเขียวที่กระเซิงไม่เป็นทรงของเธอ ดึงเสื้อเชิ้ตขาวที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ ดวงตาเรียวกวาดมองรุ่นพี่ทั้งห้าและเพื่อนที่มามุงดู แล้วเธอก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ หากแฝงเอาไว้ด้วยอำนาจที่ทุกคนจำต้องยอมสยบ

 

            “เมื่อกี้บ่มีอะหยังเกิดขึ้นแม่นก่อเจ้า บ่มีผู้ได๋หันหรือได้ยินอะหยังเลยแม่นก่อ”

            “จ้า.....”

 

            การดื่มสุราทำให้ความสามารถในการยั้งคิดลดลงจริงๆด้วย.....

 

 

            “หืม อืม กล้วย นี่ข้าอยู่ที่ได๋ เกิดอะหยังขึ้น โอย.... ปวดหัวจัง”

            กล้ายงัวเงียตื่นขึ้นมาตอนที่รถโดยสารคันใหญ่เลี้ยวเข้าซุ้มประตูทางเข้ารีสอร์ตพอดี เธอยกมือกุมหัวที่ปวดตุบก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนสาว คิ้วบางของตานีสาวผมหางม้าขมวดเข้าหากันอย่างงุนงงเมื่อเห็นสาวแว่นภาคเดียวกับเธอหลบสายตาพร้อมปื้นสีแดงที่ปรากฏขึ้นบนแก้มขาว ส่วนราชินีตานีนั้นไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ หากเพียงเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบราวไฮโดรเจนเหลว

 

            “นอนต่อไปก่อนเถอะกล้าย ไว้อู้กันพรุ่งนี้ มีเรื่องหื้ออู้กันยาวแน่.....”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*จ๊าง – เบียร์เหรียญทองระดับโลกของสารขัณฑ์

 

**เสียงเพรียกแห่งหน้าที่ (Call of Heavy Duty) – เกมยิงแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่งซึ่งมีฉากเป็นสงครามกลางเมืองสารขัณฑ์ นิยมกันมากในหมู่เกรียนร้านเกม

 

***สี่ย่าน – บริเวณใกล้มหาวิทยาลัยตานนะคอน ประกอบด้วยย่านบรรทัดเงิน วังเวียง สวนหลง และบงกชวัน เป็นย่านโบราณที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ตลาดและร้านเหล้า หากตอนนี้เริ่มมีร้านเกมเข้ามาแทรกประปราย เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของเหล่านักศึกษาโดยเฉพาะคณะวิศวะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น