ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 71 : กิจกรรมรับน้องที่ลัดเลาะไปตามทุ่งสุสาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อน การบ้านในชีทส่งทางเมลนะคะ”

            “เผ่นละเหวย......”

 

            อาจารย์แคลคูลัสสาวเหลือน้อยพูดยังไม่ทันขาดคำ จ้าดก็รวบชีท สมุดจดและปากกายัดใส่เป้ ดึงมันขึ้นสะพายบ่าก่อนจะตั้งท่าเตรียมพุ่งออกไปจากห้องเหมือนนักกรีฑาทีมชาติ แต่ก่อนที่เขาทันได้ออกตัวไปจริงๆ เด็กหนุ่มก็แทบหงายเงิบเมื่อข้อมือของเขาถูกรั้งเอาไว้อย่างกะทันหันโดยราชินีตานีผู้นั่งอยู่กับหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมด้านหลังเขา

 

            “จ้าด จะไปที่ได๋”

            “กลับบ้านไปนอนไงถามได้ เรานอนแค่ไม่ถึงสามชั่วโมงมาจะหนึ่งอาทิตย์แล้วนะ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ไม่ได้พูดเกินจริง อาทิตย์ที่ผ่านมาหนักหนาเกินไปสำหรับเขามาก เหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างโยนงานมาให้พร้อมๆกันราวกับนัดกันไว้ แถมแต่ละงานก็ไม่ใช่แค่การบ้านข้อสองข้อ หากเป็นรายงานไม่ก็งานนำเสนอทั้งนั้น ทำเอาเหล่านักศึกษาทั้งหลายต้องอดตาหลับขับตานอนเผางานกันจ้าละหวั่น หลายคนอดบ่นระคนกังวลอยู่ในใจไม่ได้ ปีหนึ่งยังขนาดนี้ แล้วปีสี่จะขนาดไหนกันล่ะนี่.....

 

            แค่นั้นก็สาหัสพออยู่แล้ว แต่ทุกคืนจ้าดยังต้องผลัดเวรกับเหล่าสหายร่วมรบตนอื่นๆ เฝ้าเช็กเว็บข่าวทุกเว็บในรัฐเวียงตานเผื่อว่าจะมีข่าวเรื่องชายสี่คนโดนกระสุนลึกลับกระหน่ำยิงในพื้นที่รกร้างกลางเมืองโผล่ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนสี่คนนั้นจะเมาจนไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะจนแล้วจนรอดเรื่องก็ยังคงเงียบเป็นเป่าสาก ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเหล่าสหายร่วมรบโดยเฉพาะกล้วย กล้ายและจ้าด เพราะพวกเขามีเรื่องใหญ่กว่ารออยู่ในอีกไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า.....

 

            นั่นคือการสอบกลางภาคครั้งแรกของชีวิตมหาวิทยาลัย

 

            และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เด็กสาวหน้าจืดรั้งข้อมือเพื่อนหนุ่มเอาไว้

 

            “วันนี้หมู่เฮามีติวหนังสือกัน ลืมแล้วก๋า”

            “ติวอะไรกันอีกล่ะ.....” จ้าดทำท่าจะงอแงด้วยความง่วง แต่เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนสาวก็ชะงักทันทีก่อนจะอ้อนเสียงปะเหลาะอย่างไม่กลัวเพื่อนคนอื่นๆที่กำลังเก็บของอยู่รอบตัวล้อ “ไว้ติวทีหลังเหอะนะกล้วย วันนี้เราง่วงจริงๆ ตาจะปิดอยู่แล้ว ติวอะไรก็ไม่เข้าหัวหรอก นะ นะกล้วย”

            “แน่ใจก๋าว่าจะเอาจะอั้น” เด็กสาวผมหางม้าแสยะยิ้มแยกเขี้ยว “วันนี้คนที่จะมาติวหื้อน่ะเอื้อยดาวเน่อ”

            “เอ้ยจริงง่ะ” ตาตี่ๆของหลานชายหมอผีใหญ่ลุกวาวทันที “อย่ามาหลอกเราเล่นนะกล้าย”

            “ข้าจะหลอกนายหื้อได้อะหยังขึ้นมาหาบ่าจ้าดง่าว” กล้ายสวนกลับ “ถ้าบ่เชื่อก็บ่ต้องไป”

            “ไปฮับๆ” เด็กหนุ่มหน้าดุทำตัวเชื่องขึ้นมาทันที ขณะเพื่อนสาวทั้งสองชำเลืองมองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจเฮือก “ว่าแต่นัดพี่ดาวไว้กี่โมง”

            “ห้าโมง”

            “งั้นขอกินข้าวก่อนได้มั้ย หิวแล้วแฮะ”

            “เอาสิ หมู่เฮาก็จะกินเหมือนกัน”

 

            สามสหายร่วมรบช่วยกันปิดไฟและปิดแอร์ของห้องซึ่งบัดนี้เหลือเพียงพวกเขา ก่อนจะเดินลงจากตึกตัดผ่านลานเฟืองที่เฉอะแฉะไปด้วยน้ำฝนที่เพิ่งหยุดตกไปยังโรงอาหารของคณะ แม้จะเพิ่งสี่โมงนิดๆ แต่ร้านขายอาหารหลายร้านก็เก็บของกลับบ้านไปแล้ว ยังความไม่พอใจให้เหล่านักศึกษาผู้หิวโหยอยู่เนืองๆ ด้วยต้องเดินไกลไปกินถึงโรงอาหารคณะอักษรศาสตร์ซึ่งห่างออกไปเกือบสองร้อยเมตร โชคดีที่วันนี้ร้านอาหารเวียงตาน-อีสานตามสั่งร้านโปรดของทั้งสามยังคงเปิดอยู่ แต่จากที่ดูปริมาณของในตู้กระจกและใบหน้าอันเหนื่อยอ่อนแต่อิ่มเอิบด้วยกำไรเต็มไม้เต็มมือของหนุ่มใหญ่หน้าตาอารมณ์ดีผู้เป็นเจ้าของร้าน สามสหายร่วมรบก็คงเป็นลูกค้าคนและตนท้ายๆของเขาแล้ว

 

            “กล้ายเอาอะหยัง จ้าดเอาอะหยัง” กล้วยถามเพื่อนทั้งสองเมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน

            “ข้าเอาแกงผักหวานใส่ปลาย่าง ถ้าเหลือเน่อ”

            “จ้าดล่ะ”

            “เดี๋ยวเราสั่งเองดีกว่า เราหิว คงสั่งเยอะ”

            “โอเค” ราชินีตานีพยักหน้าก่อนจะหันไปหาเจ้าของร้านที่ยืนยิ้มรออยู่ “น้ำตกเนื้อกวางกับแกงผักหวานใส่ปลาย่างเหลือก่อเจ้า”

            “แกงผักหวานมีเน่อ แต่ปลาย่างหมดแล้ว” เจ้าของร้านตอบเป็นภาษาเวียงตานสำเนียงเหน่อๆ แบบเชียงผานอันเป็นเมืองบ้านเกิด “แกงผักหวานเฉยๆพอไหวก่อ หรือจะเอาแกงผักกาดจอดี”

            “ผักหวานเฉยๆก็ได้เจ้า” ตานีสาวผมหางม้าตอบ

            “อ้อ แล้วก็ข้าวเหนียวสองจานเจ้า” กล้วยเสริม

            “ผักหวานหนึ่ง น้ำตกกวางหนึ่ง ข้าวเหนียวสอง” ชายหนุ่มร้องสั่งลูกน้องที่ยืนอยู่หน้าเตาหลังร้าน ก่อนจะหันกลับถามจ้าดเป็นภาษาสารขัณฑ์ที่เหน่อไม่แพ้ภาษาถิ่น “แล้วหนุ่มเอาอะไร”

            “ไก่ย่างราดกระเทียมเจียวเยอะๆ ต้มแซ่บเครื่องในเอาแต่ไส้ เลือดแล้วก็ตับ แล้วก็น้ำตกกวางพิเศษผักใส่แต่หอมแดงครับ ข้าวเหนียวใหญ่ด้วยครับ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ร่ายยาวอย่างรวดเร็วจนเจ้าของร้านต้องควักสมุดโน้ตมาจดแทบไม่ทัน ขณะสองตานีหรี่ตามองเพื่อนหนุ่ม

 

            “เรื่องมากแต๊บ่าจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกัด

            “เอ้า ทำไมล่ะ” จ้าดตอบกลั้วหัวเราะ “เราสั่ง เราก็อยากได้ที่ตรงกับความต้องการเรามากที่สุดสิ”

            “นั่นล่ะ เลือกมากนัก ระวังเต๊อะจะหาแฟนบ่ได้”

            “มันเกี่ยวอะไรกับแฟนฟะ !?

            “แต่ก็หันๆอยู่ว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังบ่เคยมีแฟนบ่แม่นก๋า” ราชินีตานียิ้มแยกเขี้ยวร่วมด้วยช่วยยำอีกแรง

            “ว้อย อย่าตอกย้ำกันได้มั้ย !?” หลานชายหมอผีใหญ่เสียงสูงเมื่อโดนจี้ใจดำ เขาเห็นชายหนุ่มเจ้าของร้านหันหลังไปแอบหัวเราะด้วย เด็กหนุ่มขบกรามกรอดด้วยความอัดอั้นระคนอับอายก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “อย่างน้อยตอนนี้เราก็มีเป้าหมายอยู่แล้วล่ะน่า....”

            “ผู้ได๋” กล้ายถามทันควัน ก่อนที่ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของเธอจะหรี่ลงอีกครั้ง “อย่าบอกเน่อว่าเอื้อยดาว”

 

            เด็กสาวผมหางม้ารู้ทันทีว่าเธอเดาถูกเมื่อเพื่อนหนุ่มทำท่าเขิน ซึ่งคงจะดูน่ารักมากหากมันหน้าตาดีกว่านี้หรือเป็นเด็กประถม แต่ตอนนี้มันทำให้เธอรู้สึกคันส้นเท้าขึ้นมาตงิดๆ

 

            “เอาแต๊ก๋าจ้าด” กล้วยขมวดคิ้ว “ข้าเจ้าก็นึกว่านายแค่ปลื้มหรืออยากคุยอยากหยอกเอื้อยเปิ้นเฉยๆ”

            “อย่ามาดูถูกกันนะ” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วใส่เพื่อนสาว “อย่างเราไม่มีทางไปทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยกับผู้หญิงไปทั่วหรอก ถ้าเห็นเราพยายามคุยกับใคร คนนั้นคือเป้าหมายของเราจริงๆ”

            “จ้า บ่าตนดี บ่าตนฮักเดียวใจเดียว” เด็กสาวผมหางม้าลากเสียง “เลือกมากจนบ่มีหื้อเลือกก็บอกมาเหอะ”

            “ไม่ใช่ว้อย !

            “แล้วเปิ้นฮู้ก่อว่านายชอบ” ราชินีตานีถามด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการกว่าเพื่อนสาว “นายเคยบอกเปิ้นก่อ”

            “จะบอกได้ไงล่ะ” จ้าดตอบอ้อมแอ้ม “เจอยังไม่ค่อยจะเจอกันเลย จะไปบอกตอนไหน”

            “อ้าว แล้วเปิ้นจะฮู้ก๋าว่านายชอบ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมได้ทีเสียบทันที “เดี๋ยวก็โดนคนอื่นคาบไปกินหรอก แฟนคลับเปิ้นยิ่งเยอะๆอยู่นายก็ฮู้บ่แม่นก๋า”

            “ถ้ามันง่ายปานนั้นเราก็บอกไปแล้วล่ะว้อย ฮ่วย” เด็กหนุ่มหน้าดุสวนกลับ

            “อ๋อ ก็คือบ่กล้าบอก ว่าจะอั้น”

            “ไม่ใช่ !” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงแข็ง แต่ประโยคต่อมาเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นอ้อมแอ้ม “เราแค่.... คิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา....”

            “แล้วเมื่อได๋จะถึง.... อ๊ะ ขอบคุณมากเจ้า ทั้งหมดเท่าได๋เจ้า” กล้ายเปลี่ยนคู่สนทนาชั่วคราวเมื่อเจ้าของร้านและลูกน้องของเขายกอาหารทั้งหมดที่เหลือมาวางไว้ให้ที่โต๊ะหน้าร้าน

            “ของน้องหน้าจืดยี่สิบเบี้ย” คำตอบพร้อมรอยยิ้มกวนส้นของหนุ่มเจ้าของร้านทำเอาทั้งผู้ถูกเอ่ยถึงและผู้ที่ชอบผู้ถูกเอ่ยถึงหน้าง้ำ แต่พวกเธอก็ไม่ได้พูดอะไร ส่วนหนึ่งเพราะชินแล้วด้วยเขาก็เรียกกล้วยแบบนี้มาตลอด “น้องผมหางม้ายี่สิบห้าเบี้ย ส่วนของน้องผู้ชายห้าสิบสองเบี้ยห้าสิบเน่อ”

 

            “แล้วเมื่อได๋จะถึงเวลาสักทีล่ะ” เด็กสาวผมหางม้าถามซ้ำเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ยกอาหารของเขามาที่โต๊ะหมดแล้ว “มัวแต่คึดจะอี้มันก็บ่มีวันถึงเวลาสักทีหรอก”

            “แล้วเจ๊จะอะไรกับผมมากครับเนี่ย” จ้าดพ่นลมออกทางจมูกอย่างรำคาญ เขานึกว่าจะไม่ต้องตอบคำถามนี้แล้วเสียอีก “แล้วถามจริงเหอะ เจ๊เองก็ไม่เคยสมหวังเหมือนกันไม่ใช่รึไง”

            “เรื่องของข้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงห้วน เธอหันไปชำเลืองมองกล้วยผู้จกข้าวเหนียวจ้ำน้ำตกอยู่เงียบๆแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ที่ข้าถามเพราะเป็นห่วงหรอก หันนายอกหักซะทุกทีจะอี้”

            “ขอบคุณ !” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงสูง แต่เสียงของเขาก็อ่อนลงในประโยคต่อมา “แต่ก็จริงนั่นแหละ เราไม่กล้า.... เรากลัวว่าจะกลายเป็นเหมือนตอนฟ้า.... เรากลัวเขาจะปฏิเสธเรา.....”

            “มันก็มีอยู่แค่สองอย่างนี่แหละ ตอบรับหรือปฏิเสธ” กล้วยตอบเมื่อเคี้ยวน้ำตกเนื้อกวางหมดปากแล้ว “แต่คึดดูเน่อ ถ้านายบ่บอก เปิ้นก็บ่มีทางตอบรับถูกก่อ”

            “มันก็ใช่ แต่....” หลานชายหมอผีใหญ่หลบสายตาเพื่อนสาว “แต่ถ้าเกิดเราอยู่ไปเรื่อยๆแบบนี้ก่อน ให้เขาสนิทกับเรามากขึ้นกว่านี้ก่อน บางทีก็.....”

            “แล้วตอนนี้นายได้ยะอะหยังหื้อเปิ้นสนิทกับนายมากขึ้นก่อ ก็เปล่าแม่นก่อ” กล้ายเน้นเสียง “บอกๆเปิ้นไปเหอะ วันนี้ก็ได้ อุตส่าห์ได้ติวหนังสือด้วยกันแล้ว ออกหัวออกก้อยก็หื้อมันฮู้กันไปวันนี้ ถ้าบ่ได้ก็จะได้ไปหาคนใหม่”

            “พูดเหมือนง่ายเนาะ....”

            “ก็แล้วแต่นาย” เด็กสาวผมหางม้าตัดบทก่อนจะหันไปปั้นข้าวเหนียวจิ้มแกงผักหวาน “รีบกินเหอะ สี่โมงครึ่งแล้วเดี๋ยวจะบ่ทัน”

            “คร้าบ”

 

            กล้วย คึดว่าคราวนี้เปิ้นจะสำเร็จก่อกล้ายแอบโทรจิตหาเพื่อนสาว ขณะหลานชายหมอผีใหญ่ตั้งตนกินอาหารที่เย็นหมดแล้วของเขาไปเงียบๆ

            บ่ฮู้สิ อู้ยากเด็กสาวหน้าจืดตอบ เอื้อยดาวเปิ้นฮู้จักหมู่เฮาเป็นพิเศษก็แต๊ แต่เปิ้นก็บ่ได้สนิทอะหยังกับจ้าดมาก แล้วเปิ้นก็ดูจะบ่ค่อยสนใจเรื่องจะอี้ด้วย บ่อั้นเปิ้นก็คงมีแฟนไปนานแล้วข้าเจ้าว่าเน่อ

            ฮื่อ ข้าก็ว่าจะอั้นตานีสาวผมหางม้าตอบ ตักผักหวานกินช่อหนึ่งก่อนจะพูดต่อ ก็หวังว่าเปิ้นจะบ่ซึมเซาเหมือนตอนนั้นอีกเน่อ

            สงสารเปิ้นก๋ากล้วยถามเสียงกลั้วหัวเราะ

            บ่ รำคาญ

 

            จ้าดจัดการอาหารมื้อใหญ่ของเขาเรียบภายในเวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที และแม้จะเหลือเวลาอีกเกือบยี่สิบนาที แต่อากาศที่ร้อนจัดแถมชื้นจนแทบหายใจไม่ออกของกลางเดือนกันยายนก็ทำให้สามสหายร่วมรบตัดสินใจเดินตัดลานเฟืองไปยังตึกสามอันเป็นที่ตั้งของห้องสมุดเลยโดยไม่นั่งเอ้อระเหยต่อ ถึงแอร์ห้องสมุดจะไม่ได้เย็นอะไรมากนักแถมบางครั้งบรรณารักษ์ยังมาปิดเอาดื้อๆแล้วอ้างว่าประหยัดไฟ แต่อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่านั่งให้เหงื่อแตกท่วมตัวเล่นอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิเกือบสามสิบห้าองศาแบบนี้

 

            แม้จะเป็นช่วงไพรม์ไทม์หลังเลิกเรียน แต่โต๊ะเก้าอี้ไม้ที่วางกระจายอยู่ทั่วลานเฟืองวันนี้แทบจะว่างเปล่า มีเพียงนักศึกษาที่จะกลับบ้านเดินอย่างเร่งรีบผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ผิดกับเมื่อช่วงหลังปิดห้องเชียร์ใหม่ๆ ที่มักจะมีทั้งรุ่นพี่ทั้งรุ่นน้องมานั่งคุยนั่งเล่นกันเสมอ และผิดกันอย่างสิ้นเชิงกับห้องสมุดในยามนี้....

 

            “โอ้โห จะมีที่นั่งมั้ยเนี่ย !?

            จ้าดอุทานขึ้นทันทีที่เขาและเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองตะกายขึ้นบันไดมาจนถึงหน้าห้องสมุดซึ่งเต็มพรืดไปด้วยสีขาวของเสื้อนักศึกษา แซมตรงนั้นตรงนี้บ้างด้วยสีเทาอมน้ำเงินของเสื้อช็อป บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบและเสียงพึมพำท่องบทเรียนกับตัวเองเหมือนหมอผีกำลังร่ายมนตร์ เด็กสาวหน้าจืดค่อนข้างแน่ใจว่าหากผีตนไหนทะเล่อทะล่าหลงเข้ามาที่นี่ล่ะก็ได้มีอุปาทานร้อนตัวกันไปบ้างแน่ๆ

 

            “เอื้อยดาวเปิ้นบอกว่าจองห้องไว้แล้ว” เด็กสาวหน้าจืดหมายถึงห้องอ่านหนังสือย่อยที่ชั้นบน

            “อ๋อ ถ้างั้นก็โอเค”

 

            สองตนหนี่งคนไต่บันไดต่อขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น ชั้นบนของห้องสมุดซึ่งเป็นที่เก็บหนังสืออ้างอิงและงานวิจัยเงียบกว่าชั้นล่างมากแม้โต๊ะและเก้าอี้ไม้ที่เรียงรายยาวไปจนจรดอีกฟากหนึ่งของตึกจะมีนักศึกษานั่งอยู่ไม่น้อยไปกว่ากัน อีกด้านหนึ่ง ชั้นหนังสือไม้เก่าคร่ำมองดูน่าเกรงขามเต็มไปด้วยหนังสือสีเลือดหมูเล่มหนา ตัวหนังสือสีทองบนสันซึ่งบัดนี้หมองไปตามกาลเวลาเขียนชื่องานวิจัยและชื่อผู้ทำซึ่งบัดนี้คงจะเป็นวิศวกรอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้ว

 

            อีกปีกหนึ่งของตึกถูกซอยย่อยด้วยกระจกเป็นห้องอ่านหนังสือขนาดราวสามคูณสามเมตรเกือบยี่สิบห้อง แต่ละห้องมีโต๊ะ เก้าอี้และกระดานไวท์บอร์ดไว้ให้พร้อม แทบทุกห้องมีนักศึกษาก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้นเช่นเดียวกับโต๊ะด้านนอก มีเพียงห้องเดียวที่คนในห้องไม่ได้อ่านหนังสือ นั่นคือห้องหมายเลขสองซึ่งสาวแว่นหน้าเคร่งนั่งรออยู่นั่นเอง

 

            “เอื้อยดาวสุมาเน่อเจ้า รอนานก่อเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยขอโทษรุ่นพี่สาวทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้อง

            “ขอโทษทำไม นี่ยังไม่ห้าโมงเลย พี่มาเร็วเอง” รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของดาว ก่อนที่เธอจะถามรุ่นน้องสาวกลับ “ว่าแต่ แน่ใจเหรอกล้วยที่จะให้พี่ติวให้ ถ้าพี่จำไม่ผิดความรู้ของกล้วยน่าจะเกินปีหนึ่งไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “ถ้าข้าเจ้าเรียนจบม.6 จากโรงเรียนตานีล่ะก็น่าจะเกินปีหนึ่งเทอมหนึ่งพอดีเจ้า” ราชินีตานีตอบ เธอดึงเก้าอี้ก่อนจะนั่งลงและล้วงเอาหนังสือฟิสิกส์เล่มหนาเหมือนจะฟาดหัวคนตายได้ออกมาจากกระเป๋า “แต่ข้าเจ้าได้เรียนแค่ม.6 เทอมต้น ความรู้ที่มีก็แค่พอสอบเข้าได้ แต่เนื้อหาตอนนี้ก็บ่ค่อยฮู้แล้วเจ้า”

            “นั่นกล้วยที่เรียนเก่งสุดๆในหมู่เฮาเน่อเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเสริม “ถ้านับข้าหรือบาจ้าดง่าวนี่ แค่จะสอบเข้ายังหืดขึ้นคอเลยเจ้า”

            “โอเค ได้ เดี๋ยวพี่ติวให้สุดฝีมือเลย” รอยยิ้มบางๆปรากฏบนริมฝีปากของสาวแว่นอีกครั้ง “เอ้า งั้นก็เริ่มที่สมดุลกลก่อนเลยละกัน.....”

 

            “เอ้อ พี่ดาวครับ เอ่อ.... ติวเสร็จแล้วผมขอคุยด้วยหน่อย.... ได้มั้ยครับ”

            จู่ๆหลานชายหมอผีใหญ่ก็เอ่ยขึ้น สองตานีสาวมองเขาอย่างอึ้งระคนทึ่งด้วยไม่คิดว่าเพื่อนหนุ่มจะรวบรวมความกล้าได้เร็วขนาดนี้ ขณะดวงตาหลังกรอบแว่นของดาวฉายแววงุนงงน้อยๆ

 

            “ทำไมล่ะ มีอะไรเหรอ พูดตอนนี้เลยก็ได้นะ เพราะกว่าจะติวเสร็จคงสักสองทุ่มกว่า”

            “เอาไว้หลังจากติวดีกว่าครับ” จ้าดตอบ “หรือว่าพี่ดาวรีบกลับ.....”

            “ก็ไม่ได้รีบอะไรนะ” สาวแว่นหน้าเคร่งเอียงคอน้อยๆ “โอเค ถ้างั้นก็เริ่มติวกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน”

            “ครับ”

 

            จ้าดเปิดหนังสือ พยายามรวบรวมสมาธิที่ว้าวุ่นกับความตื่นเต้นให้กลับมาอยู่ที่บทเรียน แต่ก็ไม่อาจห้ามหัวใจที่โยนตัวกระแทกซี่โครงอยู่ในอก ความรักครั้งนี้จะเป็นอย่างไร คืนนี้ก็จะได้รู้กันแล้ว....

 

 

            ท้องฟ้าหลังฝนค่อยๆเปลี่ยนจากสีส้มอมฟ้าเป็นสีแดงก่ำ ม่วงคราม และในที่สุดก็เป็นสีน้ำเงินเหมือนกำมะหยี่เมื่อดวงอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมเขาสูงชันของเทือกเขาตานปันน้ำ นกกาบินกลับรังกันเป็นฝูงเต็มท้องฟ้า เช่นเดียวกับเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ทยอยกลับบ้านกันเป็นฝูงอยู่เต็มถนนเบื้องล่าง แต่เมื่อดูจากแสงสีแดงก่ำเป็นสายยาวจากไฟท้ายและไฟเบรกของรถนับร้อยคันบนทางหลวงเชียงพิงค์-ตานนะคอนทางทิศเหนือของเมืองแล้ว คืนนี้ของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายก็คงยังอีกยาวไกลนัก.....

 

            ฮ่วย จะติดอะไรกันขนาดนี้ฟะ !?’

            ชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งในรถเก๋งสีดำคันงามบ่นดังๆอยู่ในใจพลางถอนหายใจเฮือก ถ้าไม่มีรถติดมหาวินาศนี่ วันนี้ก็คงเป็นวันสุดเพอร์เฟกต์สำหรับเขาไปแล้วแท้ๆ เขาเพิ่งจะไปปฐมนิเทศงานแรกในชีวิตที่บริษัทเหมือนแร่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเชียงพิงค์ซึ่งเขาใฝ่ฝันอยากทำงานด้วยมาตลอด ที่งานก็ได้เจอสาวถูกใจ ได้ไปกินข้าวด้วยกัน แถมสาวเจ้ายังดูท่าจะเล็งเขาอยู่เหมือนกันเสียด้วย เพราะเธอยอมรับคำเชิญติดรถเขากลับมาตานนะคอนโดยไม่มีท่าทีลังเลหรือระแวงเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเหลือบมองใบหน้าสวยเฉี่ยวของหญิงสาวบนเบาะข้างตัว ย้ายมองต่ำลงไปยังอกตู้มที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเครื่องแบบของบริษัทพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ไม่ระวังเนื้อระวังตัวแบบนี้ล่ะเขาชอบนัก ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดล่ะก็ คืนนี้เธอเสร็จเขาแน่....

 

            แต่อารมณ์หื่นกระหายแกมมีความหวังก็พลันสลายหายไปในพริบตาเมื่อชายหนุ่มรูปหล่อตวัดสายตากลับมามองไฟท้ายแดงฉานของรถคันข้างหน้า สงสัยคืนนี้เขาอาจจะได้หลับคารถก่อนได้ทำอะไรแหงๆ เขาน่าจะเลือกกลับทางหลวงอีกเส้น แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว.....

 

            “แปลกจัง ปกติเส้นนี้รถไม่ค่อยติดนะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีหงุดหงิดของชายหนุ่มข้างตัว เสียงของเธอแหลมและมีแววน่ารักผิดกับใบหน้าที่เปรี้ยวเกินวัยบัณฑิตจบใหม่ “อุบัติเหตุหรือเปล่าน้า”

            “คงงั้นล่ะมั้งครับ” ชายหนุ่มเบือนใบหน้าคมคายเหมือนคนทางตะวันตกของสารขัณฑ์ไปยิ้มให้อีกฝ่าย “มินหิวหรือยังครับ จะทุ่มหนึ่งแล้วยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนี่”

            “ยังหรอกค่ะ ตอนกลางวันคุณภูก็เลี้ยงไปเยอะแล้ว” สาวงามนามมินยิ้มตอบ “แต่ที่กังวลอยู่คือดึกมากจะไม่ดี คุณแม่มินเป็นคนนอนเร็วแถมปลุกยากด้วย ถ้ากลับดึกมินกลัวจะเข้าบ้านไม่ได้น่ะค่ะ”

            “ค้างห้องผมก็ได้นะครับ” ภูถามเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ในใจลุ้นตัวโก่ง ถ้าตอบตกลงขึ้นมาอีกล่ะก็หวานคอแร้ง ก่อนจะรีบเสริมเมื่อตระหนักว่าคำชวนของเขาล่อแหลมเพียงใด “ไม่ต้องกลัวผมจะทำอะไรคุณหรอกนะครับ คอนโดผมมีห้องนอนแยก ผมให้ห้องนอนคุณเลย ล็อกประตูได้เลย”

            “แหม ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะคะ” หญิงสาวหัวเราะคิก “เอาเป็นว่าดูก่อนละกันนะคะวาแม่ฉันหลับรึยัง ถ้าเกิดหลับขึ้นมาจริงๆ ฉันก็คงต้องขอรบกวนคุณหน่อยล่ะค่ะ”

            “ครับ ด้วยความยินดีครับ”

 

            ชายหนุ่มกระหยิ่มยิ้มย่อง ลงแบบนี้เขาก็เริ่มอยากให้รถติดแบบนี้ไปเรื่อยๆเสียแล้ว มีของล่อตาล่อใจรออยู่แบบนี้ต่อให้ต้องเจออะไรแย่กว่านี้เขาก็ยอม.....

 

            แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกเกือบชั่วโมงกับการกระดึ๊บจากที่เดิมเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตร ชายหนุ่มก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ระคนด้วยความสงสัย ต่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ และต่อให้ร้ายแรงถึงขนาดรถพ่วงสิบแปดล้อพลิกค่ำขวางถนนทุกเลน ตำรวจตานนะคอนที่ได้ชื่อว่าทำงานรวดเร็วเป็นอันดับต้นๆในสารขัณฑ์ก็ควรจะเคลียร์ได้ภายในไม่ถึงชั่วโมง หรืออย่างน้อยก็น่าจะเปิดช่องทางให้รถผ่านได้สักช่อง ไม่ใช่ติดแหง็กอยู่แบบนี้ ต้องมีอะไรสักอย่างผิดปกติแน่ๆ.....

 

            “ขอเปลี่ยนไปฟังข่าวแป๊บนึงได้ไหมครับมิน” ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นเมื่ออดรนทนต่อความสงสัยไม่ไหวแล้ว “ผมอยากรู้ว่าข้างหน้าเราเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

            “ได้ค่ะๆ มินก็อยากรู้เหมือนกัน”

 

            ภูกดสวิตช์ที่พวงมาลัยเปลี่ยนโหมดเครื่องเสียงจากเล่นเพลงในเมมโมรี่การ์ดเป็นวิทยุ แต่เสียงที่ออกมาจากลำโพงกลับมีแต่เสียงซ่าฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่ว่าเขาจะกดเปลี่ยนไปคลื่นไหนก็ยังซ่าเหมือนเดิมราวกับโซดาเพิ่งเปิดขวด ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ เทือกเขาสูงรอบตัวคงจะบังคลื่นเอาไว้จนมิด และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทั้งโทรศัพท์มือถือและสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็คงใช้ไม่ได้ด้วยเช่นกัน เพราะแบบนี้ล่ะมั้งตำรวจถึงได้เคลียร์อุบัติเหตุช้านัก ถ้ารถติดนี่เกิดจากอุบัติเหตุนะ.....

 

            แต่ชายหนุ่มก็สั่นหัว นี่ไม่ใช่เวลาจะมาสนใจว่าทำไมตำรวจถึงเคลียร์อุบัติเหตุล่าช้า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาในยามนี้คือทำอย่างไรจึงจะกลับไปถึงตานนะคอนให้ได้เร็วที่สุด ภูเม้มปาก หรือว่าเขาจะยอมเสียสละรถปีนข้ามเกาะกลางถนนแล้ววิ่งกลับไปตั้งต้นที่เชียงพิงค์อีกครั้งดี ถึงจะต้องเสียค่าซ่อมรถที่น่าจะขึ้นหมื่นเบี้ยแถมโดนพ่อด่าเช็ด แต่ก็คงจะดีกว่าต้องจอดนิ่งอยู่กลางถนนโดยไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะถึงบ้านหรือเปล่าแบบนี้.....

 

            แล้วความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว เขารู้จักทางลัดเส้นหนึ่งใกล้ๆนี้ พ่อของเขาเคยใช้เมื่อครั้งกลับจากพาเขาไปสมัครงานที่บริษัทเมื่อเกือบสามเดือนก่อน ทางเส้นนั้นเป็นถนนลาดยางสองเลนแคบๆ ตัดคดเคี้ยวไปตามแนวลำธารในหุบเขาของเทือกเขาตานปันน้ำตะวันออก มันค่อนข้างอ้อม นับตามระยะทางแล้วก็มากกว่าทางหลวงเส้นหลักทั้งสองเส้นเกือบสองเท่า เมื่อผนวกกับความมืดและเปลี่ยวด้วยต้นสนสูงใหญ่ที่ขึ้นรกครึ้มเต็มสองข้างทางและไฟถนนที่มีเพียงสลัวๆ ก็ทำให้ไม่ค่อยมีคนอยากใช้ทางนี้กันมากนัก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นเส้นทางที่เร็วที่สุดและดูจะเข้าท่าที่สุดในตอนนี้ อีกอย่าง ในเมื่อมันทั้งเปลี่ยว มืดและมีคนใช้ไม่มาก เขาอาจจะได้ทำอะไรที่เขาอยากทำตอนนี้อยู่กลางทางก็ได้....

 

            แต่ก่อนอื่นเขาคงต้องถามความสมัครใจของเพื่อนร่วมทางเสียก่อน

 

            “มินครับ ผมรู้จักทางลัดเส้นนึง ไม่น่าจะมีรถด้วย แต่ว่ามันเปลี่ยวพอสมควร มืดด้วย มินจะ.... เอ่อ.... ไหวมั้ย จะกลัวมั้ยครับ”

            “แหม มินไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อยนะคะ” หญิงสาวคนสวยพูดกลั้วหัวเราะ “อีกอย่าง ยังไงก็มีคุณภูอยู่ด้วยอยู่แล้วนี่คะ มินไม่กลัวหรอก”

            “งั้นก็โอเคครับ ทางเข้าอยู่ไม่ไกลแล้วแหละครับ น่าจะอีกสักสิบเมตรยี่สิบเมตรข้างหน้า แล้วเราจะได้กลับบ้านกันสักที”

            “ค่ะ” มินยิ้มหวานให้อีกฝ่าย “ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วง”

            “ไม่เป็นไรครับ มาด้วยกันก็ต้องเป็นห่วงกันเป็นปกติอยู่แล้ว”

 

            เกือบสิบนาทีต่อมา รถคันงามก็คลานมาถึงทางเข้าทางลัดจนได้ หญิงสาวหน้าเฉี่ยวเกิดอาการหวาดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าทางนั้นมืดสนิท แถมยังมีซากศาลพระภูมิเก่าๆโย้เย้ตั้งอยู่เบื้องหน้าเสียด้วย ภูดูจะรู้ใจเธอเพราะเขาเหลียวมามองด้วยสายตาเป็นห่วง แต่หญิงสาวก็ทำใจดีสู้เสือพยักหน้าให้เขาไป เธอก็เป็นคนตานนะคอน เห็นผีมาทั้งชีวิต จะมากลัวอะไรกะแค่ทางมืดๆแค่นี้กันเล่า....

 

            ชายหนุ่มรูปหล่อเห็นสาวพยักหน้าให้ก็ตีไฟขวาก่อนจะเลี้ยวรถเข้าทางลัดทันที หากเขาชำเลืองมองกระจกมองหลังสักนิด เขาก็คงจะเห็นว่าแสงไฟท้ายสีแดงเป็นแนวยาวพลันหายวับเหลือเพียงทางหลวงหกเลนว่างเปล่า ก่อนจะปรากฏร่างหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดขาดรุ่งริ่งลอยอยู่กลางอากาศ ผมกระเซอะกระเซิงของเธอปลิวไสวในสายลมยามค่ำ เผยให้เห็นขาแว่นตาที่เหลือเพียงข้างเดียวซึ่งแขวนห้อยอยู่ที่หู และรอยเชือกสีแดงเป็นปื้นบนลำคอ ใบหน้าที่มีแววสวยแบบหมวยขาวซีดจนแทบจะเป็นสีเขียว ตรงกันข้ามกับดวงตาที่ส่องประกายสีแดงเจิดจ้า ประกายแห่งความเจ็บปวดและโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านอยู่ในหัวใจ และมันกำลังจ้องมองตามแสงไฟท้ายสีแดงของรถเก๋งคันงามที่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามทางอันคดเคี้ยวจนหายลับไปในความมืด.....

 

 

            “โอย ไม่ไหวแหล่ว......”

            จ้าดครางหงิงๆ เหมือนหมาข้างถนนถูกเตะขณะฟุบหน้าลงกับหนังสือฟิสิกส์เล่มหนา ผ่านไปได้เพียงสองชั่วโมงกับบทเรียนอีกสองบท หรือก็คือเพียงครึ่งเดียวของเนื้อหาที่จะออกสอบ แต่ดูเหมือนพลังสมองและพลังสมาธิของหลานชายหมอผีใหญ่จะหายเกลี้ยง ตอนนี้อย่าว่าแต่โจทย์แรงและพลังงานเลย แค่บวกลบคูณหารธรรมดาก็แทบจะชัตดาวน์สมองของเด็กหนุ่มหน้าดุได้แล้ว

 

            “อะหยังเนี่ยจ้าด” กล้วยขมวดคิ้วตีหน้าปูเลี่ยนมองเพื่อนหนุ่มที่ด้านตรงข้ามของโต๊ะอย่างสมเพชแกมเวทนา “แค่นี้ยังบ่ไหวแล้ว แล้วเรื่องหลังจากนี้จะไหวก๋า”

            “จะพูดทำไมเล่า....!” หลานชายหมอผีใหญ่เงยหน้าพรวดขึ้นมาชู่ใส่ตานีสาว ดวงตาตี่ชำเลืองมองรุ่นพี่สาวหน้าเคร่งซึ่งทำหน้างงๆอยู่เล็กน้อย “แล้วก็ไม่ใช่เราคนเดียวสักหน่อยที่ไม่ไหว รายนั้นก็เหมือนกัน”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุโบ้ยมือไปยังตานีสาวอีกตนซึ่งก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากเขานัก อาจจะหนักกว่kด้วยซ้ำ ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของเธอจ้องมองตรงไปยังสันด้ายกลางหน้าหนังสือด้วยแววว่างเปล่า ปากอ้าน้อยๆ ดูเหมือนสติของเธอจะหลุดลอยจากการติวหนังสือครั้งนี้ไปไกลแล้ว

 

            “งั้นพักสักยี่สิบนาทีดีกว่า พี่ก็หิวน้ำเหมือนกัน” ดาวตัดสินใจเมื่อเห็นท่าว่าสองในสามของนักเรียนจะไปต่อไม่ไหว “ลงไปซื้อน้ำซื้ออะไรกินกันสิ ร้านสะดวกซื้อของคณะคงยังไม่ปิดหรอกมั้ง”

            “เจ้า”

            “ครับ”

 

            “นายจะบอกเปิ้นวันนี้แน่ก๋าจ้าด”

            กล้ายเอ่ยถามเพื่อนหนุ่มขณะทั้งสามต่อแถวอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อขนาดกะทัดรัดในกระโจมเล็กๆหน้าคณะ สติของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมดูจะกลับมาบางส่วนแล้ว แต่เธอก็ยังดูเซๆอยู่บ้าง

 

            “แน่สิ”

            “จะดีก๋า” เด็กสาวผมหางม้าแสร้งเอียงคอ “เดี๋ยวก็แห้วเหมือนตอนฟ้าอีกหรอก”

            “อย่าไปทำลายกำลังใจเปิ้นจะอั้นสิกล้าย” ตานีสาวหน้าจืดรีบปรามเพื่อนสาวเมื่อเห็นหลานชายหมอผีใหญ่ซีดลงถนัดตา แต่ก็ด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “เปิ้นบ่ได้รวบรวมความกล้าได้จะอี้บ่อยๆเน่อ”

            “จะบอกว่าปกติเราขี้ขลาดงั้นสิ....” จ้าดตอบลอดไรฟัน

            “ยังบ่ได้อู้อะหยังสักหน่อย” ราชินีตานีหัวเราะ เธอหันไปสั่งไส้กรอกกับพนักงานสาวหน้าตายิ้มแย้มก่อนจะหันกลับมาพูดต่อ “จะไดก็ขอหื้อสมหวังเน่อจ้าด ข้าเจ้าเอาใจช่วย”

            “อื้ม ขอบคุณมากนะที่เป็นห่วง”

            “บ่” กล้ายสวนขึ้นทันควัน “ขี้เกียจจะฟังนายพร่ำเพ้อตอนผิดหวัง”

            “อ้าว.....”

 

 

            “เหล้ามันแรง ทั้งทั้งที่เหล้ามันแรง แต่เธอยังไม่เมา กินเก่งกว่าเราเป็นไปได้ยังไง....”

            “แต่อย่ามาจี๊ดจ๊าดให้มันมากไป ท้องจะเสียเอา เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่....”

            นับเป็นผลการเรียนที่ดีที่สุดแม้หน่วยกิตเดียวดึงเกรดไม่ได้..... แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน ตัวหนึ่ง....”

            “มาพร้อมหน้าพร้อมตา ได้เวลาจี่หอย.....”

 

            เพลงหลากรสหลายสไตล์ตั้งแต่ร็อก ป๊อบ ยันลูกทุ่งผลัดเปลี่ยนกันผ่านหูตามการกดเปลี่ยนคลื่นของชายหนุ่มรูปงามในรถคันโต ขณะบรรยากาศในรถเริ่มเย็นเยือกขึ้นเรื่อยๆ แม้ทั้งภูและมินจะทั้งร้องเพลงและหาเรื่องมาคุยหัวร่อต่อกระซิกกันตลอดเวลา และดูเหมือนมันจะไม่เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศของรถสักเท่าไหร่นัก

 

            เกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งแล้วหลังจากพวกเขาเลี้ยวเข้าทางลัดมา และมันดูไม่มีวี่แววจะเข้าใกล้ตานนะคอนเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำหากดวงตาและสมองของชายหนุ่มไม่ได้หลอกตัวเขาเองล่ะก็ เขาก็ผ่านเลี้ยวซ้ายหักศอกที่มีต้นสนสองต้นโค่นทับกันเป็นกากบาทนั่นมาสี่ห้ารอบได้แล้ว มิไยที่เขาจะเปิดระบบนำทาง มันก็ฟ้องว่าจับสัญญาณดาวเทียมไม่ได้ทุกครั้งไป ภูกัดริมฝีปาก ถ้าเขาจำไม่ผิด ตอนที่พ่อเขาพามาใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงตานนะคอนแล้ว แถมระบบนำทางก็ใช้ได้เป็นปกติ ชักมีอะไรไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว.....

 

            “เอ มินว่าเราผ่านโค้งนั้นมาแล้วนะคะ” ดูเหมือนหญิงสาวหน้าเฉี่ยวก็รู้สึกผิดปกติเช่นเดียวกับเขา

            “ไม่น่าจะนะครับ มินจำผิดมั้ง” ชายหนุ่มพูดปดเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ อีกอย่าง ถ้าสาวเจ้ารู้ว่าพาเธอมาหลงล่ะก็มีหน้าเท่าไหร่ก็คงขายหมดเกลี้ยงแน่ ยิ่งพามาหลงเอาเปลี่ยวๆตอนดึกๆแบบนี้เสียด้วย

            “ไม่น่าจะนะคะ มินจำแท่งหินนั้นได้” มินยืนกรานเสียงแข็ง

            “จริงเหรอครับ เอ แปลกแฮ.... เฮ้ย !?

 

            รถเก๋งคันโตถึงกับโยกเมื่อชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับร้องเสียงหลง โชคดีที่เขาคุมสติกลับมาหมุนพวงมาลัยได้ทัน ไม่เช่นนั้นคงได้พุ่งทะลุแผงกั้นขอบทางลงไปวิ่งเล่นอยู่ในป่าแล้ว

 

            “เป็นอะไรคะภู มีอะไร !?” มินถามเสียงสูงอย่างตื่นตระหนก

            “อะ.... ปละ.... เปล่าครับ ผมคง.... ตาฝาดไป”

            ชายหนุ่มตอบเสียงหอบ แวบหนึ่งเมื่อกี้ที่เขาชำเลืองมองกระจกมองหลัง เขาก็เห็นดวงตาสีแดงก่ำของใบหน้าซีดขาวจนแทบจะเป็นเขียวจ้องตอบมาจากเบาะหลัง ชายหนุ่มเหลียวข้ามไหล่ไปมองอย่างหวาดๆ แต่เบาะหลังหนังแท้อันกว้างขวางว่างเปล่า เขาคงตาฝาดไปจริงๆ.....

 

            “ภูระวัง....!

            เสียงแหลมสูงของหญิงสาวหน้าเฉี่ยวกระชากชายหนุ่มให้หันขวับกลับมามองถนนเบื้องหน้า แล้วเขาก็ต้องกระทืบเบรกจนแป้นเบรกแทบหักเมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนจังก้าอยู่ในแสงไฟหน้ารถ รถคันโตสั่นสะท้านเหมือนเจ้าเข้าเมื่อระบบเบรกป้องกันล้อล็อกทำงานเต็มที่* แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว กระจังหน้ารถเสยร่างนั้นให้กลิ้งหลุนๆข้ามรถไปร่วงตุ้บอยู่เบื้องหลัง ก่อนที่รถจะหยุดห่างจากจุดปะทะเกือบสิบเมตร

 

            “เหี้ยมแล้ว.....”

            หัวใจของภูร่วงลงไปกระแทกฝ่าเท้า ความเร็วตอนปะทะเมื่อกี้เกือบหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อให้เขาไม่ใช่หมอหรือตำรวจก็พอจะรู้ว่าไม่ตายก็คางเหลือง แถมยังกลิ่งข้ามรถไปซะขนาดนั้นอาจจะมีหัวกระแทกหรือถึงขั้นคอหักได้เลยด้วยซ้ำ ชายหนุ่มรีบกระโดดลงจากรถก่อนจะวิ่งไปหาร่างนั้น ที่อีกฟากของรถ หญิงสาวหน้าเฉี่ยวทำแบบเดียวกัน เพียงเพื่อจะมายืนตะลึงเมื่อเห็นถนนเบื้องหลังรถว่างเปล่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

            “เมื่อกี้มัน.....”

            ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาเห็นชัดๆว่าร่างนั้นกลิ้งผ่านกระจกหน้าลงกระจกหลังก่อนจะไปแอ้งแม้งบนถนน เมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วเขายังเห็นมันผ่านกระจกมองหลังอยู่เลย และชนแรงขนาดนั้นก็ไม่น่าจะลุกขึ้นได้เร็วขนาดนี้.....

 

            หรือว่าร่างนั้นจะไม่ใช่คน

 

            สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขาเหลียวซ้ายแลขวา แล้วหัวใจของภูก็เย็นเยือกในฉับพลันเหมือนมีใครเอาไนโตรเจนเหลวมาราดใส่ทั้งถังเมื่อเห็นว่ามันไม่ใช่ป่าสนหนาทึบอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่เป็นสุสานที่เต็มไปด้วยหินหลุมศพตั้งเรียงรายเป็นเงาตะคุ่มอยู่ใต้แสงดาวของคืนเดือนมืด....

 

            ในแวบหนึ่งของความทรงจำ เขาจำได้ว่าเคยมาที่สุสานแห่งนี้แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีมาแล้ว.....

 

            และในอีกแวบหนึ่งของความทรงจำ เขาจำได้ว่าใกล้ๆทางเข้าทางลัดมีทางเข้าสุสานแห่งหนึ่งอยู่ ดันจำสับกันซะได้.....

 

            “ภูคะ.....” หญิงสาวกระเถิบตัวมาเบียดชายหนุ่ม เธอรู้สึกได้ถึงขนแขนของอีกฝ่ายที่ลุกซู่เช่นเดียวกับเธอ

            “ขึ้นรถเร็ว !

 

            สองหนุ่มสาวหันขวับก่อนจะกระโจนกลับไปที่รถ แต่เพียงไม่ถึงวินาทีก่อนที่พวกเขาจะขึ้นรถได้ ประตูทั้งสองข้างก็ปิดปึ้ง ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลงพร้อมๆกับไฟหน้าและไฟท้าย ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

 

            “ภะ.... ภูคะ !

            ชายหนุ่มไม่ตอบ เขากระชากมือจับเปิดประตูชุบโครเมียมมันวาวของรถก่อนจะโถมตัวดึงมันอย่างไม่ปรานีปราศรัย รถจะพังเขาก็ไม่สนแล้ว เขาต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด....

 

            แต่แล้ว ดวงตาของภูก็มีอันต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อร่างหนึ่งจ้องหน้าเขาเขม็งมาจากในรถ ร่างเดียวกับที่เขาเห็นในกระจกมองหลังเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ร่างที่มีใบหน้าซีดขาวจนแทบจะเป็นเขียว และดวงตาสีแดงฉาน......

 

            “เฮ้ย !?

            ชายหนุ่มเผลอปล่อยมือ ทำเอาเขาล้มลงไปก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้นแหลมๆ ของถนนยางมะตอย แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ลุกขึ้นอีกครั้ง ประตูทั้งสองด้านของรถก็ค่อยๆเปิดออกเองอย่างช้าๆ

 

            “ภูคะ ไปจากที่กันเถอะ !

            เสียงที่ฟังเหมือนจะร้องไห้ของมินดังมาจากอีกด้านหนึ่งของรถ ก่อนที่รถจะไหวยวบเมื่อเธอกระโดดขึ้นรถก่อนจะปิดประตูปึ้ง ถึงจะเป็นคนตานนะคอนแท้แต่ดั้งเดิม แต่เจอผีหลอกหลอนอย่างจงใจประสงค์ร้ายแบบนี้เธอก็ทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเธอคงจะไม่ได้ไปไหนเร็วนัก เพราะคนขับของเธอยังนั่งลังเลอยู่บนพื้นที่เดิม เขาไม่กล้าขึ้นรถ เขากลัวที่จะขึ้นรถ กลัวที่จะขึ้นไปอยู่กับอะไรก็ตามที่นั่งอยู่บนที่นั่งคนขับเมื่อกี้นี้.....

 

            “ภู !

            เสียงหญิงสาวเร่งเร้า แต่ก็ยังไม่มีอิทธิพลพอจะดึงชายหนุ่มรูปหล่อให้ลุกขึ้นได้ ภูเหลียวซ้ายแลขวาราวจะหาตัวช่วย แล้วเขาก็ได้สิทธิ์นั้นทันที ตัวช่วยของเขายืนตระหง่านอยู่ห่างออกไปราวยี่สิบเมตร แต่จะใช้คำว่ายืนก็ไม่ถูกนัก เพราะเท้าของเธอไม่ติดพื้น เชือกเส้นใหญ่คล้องคอเธอโยงขึ้นไปผูกไว้กับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น คอของเธอพับลงไปข้างหนึ่ง ลิ้นจุกปาก ตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า และที่น่ากลัวที่สุดสำหรับชายหนุ่มก็คือ เธอกำลังลอยเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ แต่มั่นคง.....

 

            “ว้าก..............!

            ไม่เหลือความลังเลอีกต่อไป ภูลุกพรวดกระโจนข้นรถก่อนจะปิดประตูปัง มือบิดกุญแจสตาร์ตเครื่องอย่างลนลาน แต่เครื่องเจ้ากรรมกลับไม่ยอมติด มีเพียงเสียงมอเตอร์สตาร์ตหมุนสองสามรอบก่อนจะเงียบฉี่ เขาลองอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีแม้เสียงมอเตอร์สตาร์ต สันหลังของภูเย็นวาบ เขารู้ดีว่ารถไม่ได้เสีย แต่เป็นฝีมือของอะไรก็ตามที่กำลังหลอกหลอนเขาอยู่.....

 

            ราวจะยืนยันว่าเป็นความรับผิดชอบของเธอ ร่างที่มีเชือกรัดคอยืนจังก้าอยู่ข้างที่นั่งคนขับ ก่อนจะค่อยๆก้มลงมาเหมือนตำรวจกำลังจะเรียกตรวจใบขับขี่.....

 

            แต่ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะก้มลงมาพ้นหลังคารถ เครื่องยนต์วีหกก็ส่งเสียงคำราม พร้อมๆกับไฟหน้า ไฟท้ายและไฟบนแผงหน้าปัดรถที่ติดขึ้นพร้อมๆกัน ไวเท่าความคิด ชายหนุ่มกระชากคันเกียร์ก่อนจะกระทีบคันเร่งจมมิด พารถคันงามพุ่งฉิวเหมือนธนูพุ่งออกจากแล่ง ทิ้งให้ผีสาวยืนเก้ออยู่ตนเดียวกับฝุ่นที่ฟุ้งตลบ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่สะทกสะท้านกับการถูกทิ้งเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวค่อยๆหันคอที่ถูกรัดแน่นมองตามแสงไฟท้ายสีแดงไป ก่อนที่ลิ้นจะหดกลับเข้าไปในริมฝีปากที่แสยะเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมอย่างช้าๆ....

 

            “คิดว่าหนีได้ก็หนีไปค่ะพี่ภู หนีไปให้ได้ตลอดนะคะ.....”

 

 

            “เอาล่ะ เท่าที่จะออกสอบก็คงมีแค่นี้ มีใครมีคำถามอะไรมั้ย”

            ดาวเหลียวซ้ายแลขวามองหน้ารุ่นน้องของเธอทีละคน และเมื่อแน่ใจว่าไม่มีเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าแล้วเธอก็พยักหน้าก่อนจะยิ้ม หารู้ไม่ว่าในกรณีของราชินีตานีนั้นอาจจะไม่มีคำถามอะไรเลยก็จริง แต่อีกหนึ่งคนหนึ่งตนนั้นน่าจะเป็นเพราะงงทุกเรื่องจนหลุดไปแล้วมากกว่า....

 

            “ถ้างั้นก็ กลับบ้านกันดีๆนะ ขับรถกลับกันเหมือนเดิมใช่มั้ย” สาวแว่นหน้าเคร่งถามรุ่นน้องสาวทั้งสอง

            “เจ้า” ราชินีตานีพยักหน้า “เอื้อยดาวจะปิ๊กด้วยกันก่อเจ้า”

            “ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวพี่ไปหาน้าเดือนก่อนด้วย” ดาวตอบก่อนจะหันมาหาหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งก็มองเธออยู่เช่นกัน “ทีนี้ก็.... ว่าไงจ้าด มีอะไรเหรอ”

            “ลงไปที่ลานเฟืองก่อนดีกว่ามั้ยครับ เหมือนอาจารย์บรรณารักษ์แกจะไล่ๆแล้วด้วย” เด็กหนุ่มชำเลืองมองอาจารย์สาวเหลือน้อยผู้นั่งอยู่ในคอกบรรณารักษ์ที่ชำเลืองมองพวกเขาด้วยตาขวางๆมาระยะหนึ่งแล้ว คงเพราะตอนนี้สองทุ่มยี่สิบ อีกสิบนาทีก็ต้องปิดห้องสมุดแล้ว

            “อื้ม งั้นไปกัน”

 

            กล้วยและกล้ายขยิบตาอวยพรเงียบๆ ก่อนจะแยกตัวเดินไปลงบันไดอีกด้านหนึ่งซึ่งใกล้ลานจอดรถหน้าคณะมากกว่า ทิ้งให้จ้าดอยู่กับดาวเพียงลำพัง หัวใจของหลานชายหมอผีใหญ่โยนตัวกระแทกซี่โครงราวกับอยากออกมาเต้นข้างนอกขณะเขาเดินตามรุ่นพี่สาวแว่นลงจากห้องสมุด เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเขาจะกล้าบอกความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจนี้ออกไปหรือเปล่า เขาเริ่มไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า ถ้าบอกออกไปแล้วเธอปฏิเสธเล่า ถ้าบอกออกไปแล้วเธอไม่พูดกับเขาอีกเลยเล่า....

 

            แต่ยังไม่ทันคิดตก พวกเขาก็เดินมาถึงกลางลานเฟืองเสียแล้ว

 

            “เอาล่ะ มีอะไรเหรอจ้าด”

            “พี่ดาวครับ คือ.....”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง เขาก้มหน้าลง ก่อนจะตัดสินใจโพล่งออกไป

 

            “ผมชอบพี่ดาวครับ”

 

            สิ่งที่ตามมาคือความเงียบ จ้าดค่อยๆเงยหน้าขึ้น แล้วหัวใจของเขาก็หล่นวูบเมื่อเห็นอีกฝ่ายเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง

 

            “พี่ดาว.....”

            “ขอโทษนะจ้าด” ดาวเอ่ยเสียงหนัก “พี่คง.... รับความรู้สึกนี้ไม่ได้”

            “ไม่.... ไม่เป็นไรครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบตะกุกตะกัก ก้อนแข็งๆจุกอยู่ในลำคอ “แต่.... ขอถามหน่อยได้มั้ยครับว่าเพราะอะไร.... ถ้ามันจะไม่ละลาบละล้วงเกินไป....”

            “พี่ไม่อยากรักใครอีกแล้ว....” เสียงของเด็กสาวหน้าเคร่งเบาลงและมีแววเศร้าสร้อย “ไม่สิ พี่.... รักใครไม่ได้อีกแล้ว.....”

            “หมายความว่า......”

 

            เสียงของจ้าดขาดหายไปในลำคอเมื่อโทรศัพท์ส่งเสียงมาจากในเป้สะพายหลัง มันไม่ใช่เสียงเรียกเข้าธรรมดา หากเป็นเสียงที่เขาตั้งไว้เฉพาะเมื่อกล้วย กล้ายหรือตนอื่นๆที่โรงเก็บเครื่องบินมีภารกิจปราบผีฉุกเฉิน เด็กหนุ่มค้อมหัวน้อยๆเป็นการขอโทษรุ่นพี่สาว ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดู กล้วยนั่นเอง

 

            “ว่าไงกล้วย”

            “สุมานักๆเน่อที่กวน”

            “ไม่เป็นไร เรียบร้อยแล้ว ในหลายๆความหมาย....” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่เบาลงที่ท้ายประโยค เขารู้สึกว่าก้อนแข็งๆแล่นกลับขึ้นมาจุกอยู่ในลำคออีกครั้ง

            “เสียใจด้วยเน่อ” ราชินีตานีดูจะฟังน้ำเสียงของเพื่อนหนุ่มออก “แต่มาหาหมู่เฮาที่รถด่วนเลยได้ก่อ มีผีร้ายอาละวาดที่สุสานทางเหนือของตานนะคอน พลังงานวิญญาณแล้วก็ปฏิกิริยาวิญญาณร้ายเปิ้นสูงมาก หมู่เฮาสองตนย่านจะบ่ไหว หมู่น้ำว้า หมิงกับอุ๊ยสายก็ไปจัดการผีตนอื่นอยู่ด้วย”

            “ได้ๆ เดี๋ยวเราไป” จ้าดตอบ กดวางก่อนจะหันกลับมาหาเด็กสาวหน้าเคร่งซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม “พี่ดาว ขอโทษนะครับถ้าเรื่องวนนี้ทำให้พี่ไม่สบายใจ แล้วก็ขอบคุณมากที่พี่ยอมฟังความรู้สึกของผม”

            “ไม่เป็นไร พี่ก็ต้องขอโทษเหมือนกัน” สาวแว่นค้อมหัวลงน้อยๆ “รีบไปเถอะ กล้วยกับกล้ายรออยู่นี่”

            “ครับ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หันหลังกลับก่อนจะเดินจากไป ดาวมองตามหลังเขาไป หลากอารมณ์หลายความคิดและอีกมากความทรงจำตีกันยุ่งอยู่ในสมอง ความทรงจำเรื่องนั้น ในวันนั้น.....

 

            สุสานทางเหนือของตานนะคอน.....

 

            ไหนๆก็นึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาแล้ว คืนนี้เธอไปเคารพศพเพื่อนของเธอสักหน่อยดีไหมนะ.....

 

 

            รถเก๋งคันงามที่สร้างมาเพื่อความนิ่มสบายของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ยามนี้แปรสภาพกลายเป็นรถแข่งอย่างสมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว

 

            ไม่มีการเบรกเมื่อถึงทางโค้ง มีแต่การดึงเบรกมือดริฟต์สะบัดล้อหลังจนควันยางคลุ้งเท่านั้น จะต้องเปลี่ยนยางกี่เส้นคนขับและผู้โดยสารของมันก็ไม่สนแล้ว ขอให้ออกไปจากทางลัดสู่นรกนี้ได้ก็พอ....

 

            “ภู....!

            อีกครั้งที่ร่างหนึ่งยืนจังก้าขวางหน้ารถ แต่คราวนี้ชายหนุ่มรูปหล่อไม่เบรกแล้ว กลับกดคันเร่งจมมิด แรงกระแทกทำเอาร่างนั้นกระเด็นลอยข้ามแผงกั้นถนนลงไปยังสุสานข้างทางซึ่งอยู่ต่ำลงไปหลายเมตร

 

            “ภู ทำอะไรน่ะ !? นี่มันฆาตกรรมนะคะ !” หญิงสาวหน้าเฉี่ยวซึ่งบัดนี้กลายเป็นหน้าซีดขาวไร้สีเลือดกรีดร้องเสียงแหลมด้วยความสยองขวัญ

            “คิดหน่อยสิมิน มนุษย์ที่ไหนจะมาอยู่กลางทุ่งสุสานตอนสามทุ่ม !?” ภูตะคอกตอบด้วยเสียงสูงไม่แพ้กันขณะสาวพวงมาลัยให้รถกลับมาอยู่ในเลนหลังจากสะบัดทิ้งโค้งที่ความเร็วเกือบร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

            “แต่ถ้าเขาเป็นคนที่มาเคารพศพล่ะคะ !?

            “งั้นก็รอให้ตำรวจมาเรียกผมละกัน !

 

            ราวกับมีวาจาสิทธิ์ ขาดคำได้ไม่ถึงอึดใจ สองหนุ่มสาวก็ได้ยินเสียงหวอตำรวจดังมาแต่ไกล และไม่กี่นาทีต่อมา ไฟแดงวอบแวบของรถตำรวจก็ปรากฏให้เห็นในกระจกหลัง ชายหนุ่มกระทืบคันเร่งทันที

 

            “พอเถอะค่ะภู มอบตัวเถอะ !” มินขอร้องเพื่อนหนุ่มด้วยเสียงที่ใกล้จะเป็นร้องไห้เต็มที “อย่าให้เรื่องมันเลวร้ายไปกว่านี้เลย !

            “ไม่มีทาง ผมไม่มีทางยอมเสียอนาคตเพราะไอ้ผีบ้าๆตนนี้หรอก !

 

            แม้ชายหนุ่มจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับเป็นอีกอย่าง จะโดนจับ ถูกจำคุก หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยตอนนี้ขอให้เขาออกไปจาที่นี่ได้ก็พอ.....

 

            เขาได้ตามคำขอ เพียงไม่กี่โค้งต่อมา ยางรถก็ทานความเร็วไม่ไหว พารถให้หมุนคว้างออกจากถนนลงไปชนโครมเข้ากับหินอ่อนของหลุมศพหลุมหนึ่งอย่างแรง แรงกระแทกอัดหน้ารถจนยับยู่ยี่ราวกับทำด้วยกระดาษ เครื่องยนต์แตกออกเป็นสองเสี่ยง ส่งลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยงและชิ้นส่วนอื่นๆกระเด็นกระจุยกระจายไปทั่วบริเวณ

 

            น่าเสียดายที่ทั้งคนขับและผู้โดยสารไม่ได้เห็นฉากอันน่าสยดสยองนี้ด้วยมีถุงลมนิรภัยกำบังไว้ แต่เมื่อถุงลมสีขาวแฟบลง ชายหนุ่มก็มีอันต้องขนหัวลุกซู่เมื่อเห็นชื่อที่สลักอยู่บนหินหน้าหลุมศพก้อนนั้น.....

 

            แพรวพรรณ กุสุมาเวฬุกุล

            ชาตะ 15 เมษายน 4136

            มรณะ 7 มิถุนายน 4152

 

            “แพรว.....”

            “หยุด !” เสียงเข้มเสียงหนึ่งจากนอกตัวรถทำลายห้วงความคิดของเขาลง “ตำรวจล้อมเอาไว้หมดแล้ว เปิดประตูแล้วค่อยๆลงมาจากรถ เรารู้ว่าคุณไม่ได้บาดเจ็บหนัก !

 

            อย่างว่าง่าย ภูเปิดประตู ค่อยๆไหลออกจากรถที่พังยับเยินลงมานั่งคุกเข่ากองอยู่กับพื้น ก่อนจะปล่อยโฮอย่างไม่อายสายตาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

 

            “คุณตำรวจ จะจับผม จะยิงผม จะเอาผมไปเข้าคุก จะประหารผมก็เชิญเถอะครับ แต่เอาผมออกไปจากที่นี่ที..... ได้โปรดเถอะ......”

 

            “คงไม่ให้ออกไปได้ง่ายๆหรอกครับ”

            ตำรวจนายหนึ่งสืบเท้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม ผู้ซึ่งขนลุกเกรียวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินชัดถนัดหูว่าเสียงของฝ่ายตรงข้ามค่อยๆเปลี่ยนจากเสียงผู้ชายเป็นเสียงผู้หญิง และเป็นเสียงที่เขาคุ้นหูเสียด้วย เสียงของเจ้าของชื่อที่สลักอยู่หน้าหลุมศพที่เขาเพิ่งจะชนไปหมาดๆนั่นเอง.....

 

            “เพราะแพรวยังไม่ได้ชำระแค้นพี่ภูให้สาสมเลย.....”

            “พะ.... แพรว..... ยะ.... อย่า..... กะ.... กลัวแล้ว.....”

            “เพิ่งจะมาสำนึกผิดเหรอคะพี่ภู” ริมฝีปากของผีสาวแสยะยิ้ม “ตอนแรกแพรวก็ไม่อยากจะจองเวรหรอกนะคะ แต่พอเห็นว่าพี่ภูยังทำแบบเดิม แพรวก็ไม่อยากให้ต้องใครตกเป็นเหยื่อเหมือนแพรวอีก..... ใช้เวลาจากตอนนี้ไปจนตายสำนึกความผิดที่ทำไว้ซะเถอะค่ะ !

            “ไม่นะ อย่า......!

 

            หากคราวนี้เป็นทีของผีสาวบ้างที่ไม่รู้เลยว่าอันตรายกำลังจะมาถึงตัว

 

            “จ้าดขอลม”

            “หนึ่ง ศูนย์ เก้า ศูนย์ ศูนย์ สี่ ทับ สอง”

 

            กล้วย กล้ายและจ้าดหมอบอยู่ในพงหญ้ารกใต้ต้นสนห่างออกไปเกือบสองร้อยเมตร ดวงตาเรียวของราชินีตานีมองผ่านกล้องเล็งสแกนพลังงานวิญญาณตรงไปยังเงาสีเขียวที่ไหววูบไปมาของผีสาวผู้กำลังทรมานชายหนุ่ม นิ้วชี้ค่อยๆส่งแรงกดไปยังไก.....

 

            “แพรว พอแล้ว อย่าทำแบบนี้เลย !

            เสียงที่ดังก้องไปทั่วทุ่งสุสานทำเอาทุกคนและทุกตนชะงัก กล้วยหันมองไปยังที่มาของเสียง แล้วก็เห็นรถเคย์คาร์คันหนึ่งจอดอยู่ที่ริมไหล่ทาง ร่างหนึ่งวิ่งลงจากถนนตรงไปหาผีสาว แม้จะเป็นคืนเดือนมืด แต่แสงจาไฟหน้ารถก็พอจะทำให้สองตานีหนึ่งมนุษย์มองเห็นว่าร่างนั้นใส่แว่นและใส่ชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยตานนะคอน.....

 

            “ดาว....” ผีสาวพูดเบาๆด้วยเสียงสั่นเครือที่แฝงแววเศร้าสร้อยระคนโหยหา เธอค่อยๆเปลี่ยนจากร่างขาวซีดผมกระเซิงไปเป็นร่างเหมือนมนุษย์ธรรมดา “ดาว.... ไม่ได้เจอกันตั้งนาน.....”

            “หยุดเถอะแพรว” ดาวย้ำคำเดิม “ทำแบบนี้ไปก็เป็นบาปกับตัวแพรวเปล่าๆนะ !

            “ไม่ได้ !” เสียงของแพรวแข็งกร้าวขึ้นในฉับพลัน “เราจะไม่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้ไปหลอกผู้หญิงที่ไหนได้อีกต่อไปแล้ว เราจะไม่ให้ผู้หญิงคนนี้ต้องตกเป็นเหยื่อเหมือนเราอีก เราจะฆ่ามัน !

 

            “นี่ หมายความว่าไงยะ ที่ว่าฉันตกเป็นเหยื่อน่ะ !?

            เสียงแหลมที่แหวทะลุกลางปล้องขึ้นมาทำเอาทั้งผีทั้งคนยืนงง สาวเปรี้ยวนามมินนั่นเอง เธอก็ดูจะไม่บาดเจ็บเช่นเดียวกับเพื่อนหนุ่มของเธอ หรืออย่างน้อยก็บาดเจ็บน้อยจนเธอมายืนชี้หน้าผีสาวก่อนจะด่าฉอดๆเป็นชุดได้

 

            “คิดว่าฉันคนนี้เป็นใครกันยะ คิดว่าไอ้หนุ่มไก่อ่อนแบบนี้น่ะเหรอยะจะมาหลอกฉันได้ ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ! นี่ถ้าเธอไม่มายุ่งแล้วปล่อยให้เขาพาฉันไปคอนโดเขานะ รับรองฉันได้หาทางแบล็กเมล์ไถเงินเขาได้เป็นหมื่นเป็นแสนเบี้ยแล้ว นังบ้า นังสาระแน !

 

            เจอไม้นี้เข้าไปทำเอาผีสาวยืน... หรือพูดให้ถูกว่าลอยคว้างอยู่กลางอากาศชนิดไปไหนไม่เป็นทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ตะลึงมองสาวเปรี้ยวที่ฟึดฟัดยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกคนรับใช้ให้เอารถมารับเธอด้วยสีหน้าอึ้งกิมกี่ จนกระทั้งเพื่อนสาวของเธอแตะมือเธอเบาๆนั่นแหละถึงได้ละสายตาจากมินได้

 

            “แพรว ไปกันเถอะ ที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับเธอหรอก.....” เด็กสาวหน้าเคร่งพูดเบาๆ เธอเดินนำเพื่อนสาวออกห่างจากซากรถและมนุษย์กร้านโลกทั้งสอง ก่อนจะร้องเรียก “กล้าย กล้วย จ้าด อยู่แถวนี้รึเปล่า”

            เอื้อยดาว ได้ยินก่อเจ้ากล้วยตัดสินใจใช้โทรจิตด้วยยังไม่อยากเปิดเผยตัวต่อผีสาวผู้ที่เธอเพิ่งจะเล็งสไนเปอร์อยู่หมาดๆ

            กล้วย อยู่แถวนี้จริงๆด้วยสาวแว่นโทรจิตตอบ ออกมาคุยกันหน่อยได้มั้ย เอาจ้าดออกมาด้วย พี่ยังติดค้างเขาอยู่เรื่องหนึ่ง

 

            เด็กสาวหน้าจืดลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง แต่เธอก็ตัดสินใจบิดปิดห้ามไก ลุกขึ้นรวบขาทราย สะพายปืนขึ้นหลังก่อนจะเดินออกจากที่กำบังไปหาเด็กสาวทั้งสอง จ้าดตามมาติดๆ โดยมีกล้ายผู้บ่นอุบอิบด้วยต้องเก็บเครื่องวัดลมซึ่งจ้าดปล่อยทิ้งไว้เดินตามหลังมาเป็นตนสุดท้าย

 

            “นี่คือแพรว เพื่อนที่สนิทที่สุดของพี่เอง” ดาวแตะแขนของเพื่อนสาวหน้าหมวยที่ลอยอยู่ระดับไหล่

            “ตานี....” ผีสาวพึมพำเบาๆ “เมื่อกี้เราเกือบจะถูกยิงแล้วสินะ....”

            “เจ้า” กล้วยพูดเสียงเคร่ง “แต่ในเมื่อเหตุการณ์เป็นจะอี้ ข้าเจ้าก็ขอหื้อเอื้อยแพรวยอมไปสู่โลกหลังความตายโดยสงบได้ก่อเจ้า ข้าเจ้าบ่อยากยิงหื้อต้องทรมาน”

            “เดี๋ยว อย่าเพิ่ง” สาวฝ่ายเชียร์ขัดขึ้นก่อนที่เพื่อนของเธอจะทันได้พูดอะไร “ก่อนที่จะส่งเขาไปไหนหรือตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับเขา ฟังเรื่องที่พี่จะเล่าก่อนได้มั้ย แล้วค่อยตัดสินว่าเขาควรจะไปโลกหลังความตายหรือเปล่า”

            “เจ้า”

 

            “แพรว เราขอเล่านะ”

            ดาวหันไปมองเพื่อนสาวเป็นเชิงขออนุญาต เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า เธอจึงเริ่มเล่าอย่างช้าๆ

 

            “แพรวกับพี่เป็นเพื่อนกันตอนขึ้น ม.ปลาย เพราะเราเรียนห้องเดียวกัน เรียนพิเศษก็ที่เดียวกัน เป็นอันดับต้นๆของห้องด้วยกัน ใส่แว่นเหมือนกัน ชอบหลายๆอย่างเหมือนๆกัน อาจจะต่างกันนิดหน่อยก็แค่นิสัย แพรวออกแนวขี้เล่น แต่ก็ไร้เดียงสาแล้วก็อ่อนต่อโลก ส่วนพี่ก็เงียบๆ เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นี่แหละ แต่อาจจะน้อยกว่าหน่อย.....” สาวแว่นหน้าขรึมหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “เราเหมือนกันหลายอย่าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะชอบคนเดียวกัน....”

            “เราขอเล่าต่อเอง” แพรวขัดขึ้น “พี่ภู.... ตอนนั้นเขาอยู่ปีหนึ่ง เป็นครูสอนพิเศษให้พวกพี่ ดาวชอบเขา พี่ก็ชอบเขา และในที่สุดวันหนึ่งพี่ก็ได้เป็นแฟนกับเขา แต่พี่ก็ไม่ได้บอกดาวเพราะพี่รู้ว่าดาวยังชอบเขาอยู่ พี่กลัวว่าดาวจะเสียใจ.... แต่คงเพราะแบบนั้นล่ะมั้ง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเศร้าเรื่องนี้....”

            “เราเป็นแฟนกัน แต่พี่ก็แอบเห็นในโทรศัพท์มือถือของเขาว่าเขาแอบคุยกับดาว เห็นว่าแอบไปกินข้าวด้วยกัน ไปดูหนังด้วยกัน ทำเหมือนกับเป็นแฟนกัน พอพี่ถาม เขาก็บอกว่าดาวมาจีบเขาเอง สุดท้ายพี่ก็เลยทะเลาะกับดาว..... แล้วเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย.....”

 

            ผีสาวเริ่มสะอื้น ดาวเองก็เช่นกัน เธอจับมือเพื่อนของเธอเอาไว้แน่น

 

            “หลังจากนั้น พี่ภูก็เริ่มขอยืมเงิน บอกว่าแม่ป่วยบ้าง ต้องเอามาหมุนค่าสอนพิเศษบ้าง เอาไปลงทะเบียนบ้าง ถ้าไม่ให้เขาก็ขู่ว่าจะเลิกกับพี่ พี่เองตอนนั้นก็อ่อนต่อโลก แล้วยังเป็นแฟนคนแรกที่เคยมี ก็ไม่อยากจะเสียเขาไป ก็ต้องเจียดเงินที่สะสมมาบ้าง เอาเงินประจำเดือนบ้าง สุดท้ายก็แอบเอาเงินของพ่อแม่ จนพ่อแม่พี่จับได้.....”

            “พ่อพี่เป็นคนดุอยู่แล้ว พี่โดนพ่อด่าเต็มๆวันจนไปนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในห้อง แล้ววันนั้น เพื่อนพี่อีกคนที่เคยเรียนพิเศษกับเขาเหมือนกันก็ส่งรูปมา รูปพี่ภูอยู่กับผู้หญิงอีกคน ทั้งๆที่เขาบอกว่าแม่ป่วย ต้องไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล....” ผีสาวยกมือขึ้นปากน้ำตาบนใบหน้าซีดขาว “เพื่อนคนนั้นบอกมาอีกว่าพี่ภูเป็นคนแบบนี้มานานแล้ว เรื่องของดาวกับพี่ก็เหมือนกัน พี่ภูเป็นคนไปจีบดาวก่อน ดาวก็ไม่รู้วาพี่ภูคบกับพี่อยู่ก็เลยคบกับเขาไปด้วย สุดท้ายก็เลยต้องมาทะเลาะกับพี่ พี่ก็เลยต้องเสียเพื่อนที่สนิทที่สุดไป....”

            “วันนั้นพี่อยู่คนเดียว ทุกอย่างมันดูโหดร้ายเกินไป ในที่สุด..... พี่ก็แขวนคอตาย.....”

 

            แพรวยกมือขึ้นปิดหน้า เสียงสะอื้นยามนี้กลายเป็นเสียงร้องไห้ไปแล้ว....

 

            “หลังจากนั้น..... พี่ภูก็ดูจะสงบเสงี่ยมขึ้น.... ก็เลยไม่ได้ติดใจจองเวรอะไร.... แต่มาวันนี้ เขาหลอกผู้หญิงมาอีกแล้ว..... พี่ไม่อยากเห็นใครต้องโดนเขาหลอกอีกแล้ว.....”

            “แต่สุดท้ายก็ไร้ค่า.... เรานี่มันไร้ค่าจริงๆใช่มั้ยดาว แค่จะปกป้องผู้หญิงคนหนึ่งยังทำไม่ได้.....”

            “ไม่ใช่หรอกแพรว ยัยคนนั้นมัน.... เอ่อ.... กรณีพิเศษ.....” ดาวเอื้อมมือขึ้นไปลูบหัวปลอบเพื่อนสาวหน้าหมวยอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เธอจะหันกลับมาหาจ้าด “นี่แหละคือเหตุผลที่พี่ไม่อยากมีความรักอีกแล้ว.... เข้าใจพี่หน่อยนะจ้าด...... พี่ไม่อยากต้องทำให้ใครต้องเจ็บ.... ไม่อยากต้องมาเจ็บแบบนี้อีกแล้ว.....”

            “ครับ....” หลานชายหมอผีใหญ่รับคำเสียงหนัก “แต่.... ผมเองไม่ได้ผ่านอะไรมาเหมือนพี่ คงพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่.... แต่นี่มันไม่ใช่ความผิดของความรักนี่ครับ มันผิดที่ผู้ชายคนนั้นอย่างเดียว เพราะฉะนั้น พี่ดาวอย่าปิดตัวเองจากความรักเลยนะครับ แค่ต้องหาให้ดีๆเท่านั้นเอง”

            เด็กสาวหน้าเคร่งมองรุ่นน้องหนุ่มนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เธอจะพยักหน้าช้าๆ “นั่นสินะ.....”

            “ถ้างั้น พี่ดาวกับผม.....”

            “คงไม่ล่ะ จ้าดไม่ใช่สเป็กพี่” คำตอบทันควันของรุ่นพี่สาวทำเอาเด็กหนุ่มหน้าดุแทบล้มคว่ำ

            “บอกแบบนี้แต่แรกก็จบไปนานแล้วคร้าบ.....!

 

            “แล้วกล้วยล่ะ ทำยังไงดี” ดาวหันมาหาราชินีตานี “ยังจะส่งเขาไปโลกหลังความตายเหมือนเดิมหรือเปล่า”

            “เท่าที่ฟังก็พอจะมองได้ว่าเป็นการแก้แค้นอย่างสมเหตุสมผลพอสมควร และทำไปด้วยเจตนาปกป้องคนอื่นด้วย ข้าเจ้าจะบ่ส่งไปโลกหลังความตายก็ได้เจ้า แต่ถ้าทำร้ายมนุษย์อีกครั้ง ก็บ่มีละเว้นแล้วเน่อเจ้า”

            “อื้ม ขอบคุณมากนะ” แพรวยิ้มทั้งน้ำตา “พี่ไม่ทำอะไรคนอื่นหรอก มั่นใจได้เลย”

            “แต่หลังจากนี้เอื้อยแพรวจะอยู่จะไดล่ะ” กล้ายถามขึ้นบ้าง “อยู่ในสุสานตนเดียวจะอี้เหมือนเดิมก๋า”

            “เรื่องนั้นมันก็.....”

            “กลับไปอยู่บ้านไม่ดีกว่าเหรอแพรว”

            “ไม่” ผีสาวส่ายหน้า “เราคงไม่กล้ากลับไปสู้หน้าพ่อแม่อีกแล้ว เราทำให้ท่านเสียใจ ทั้งเรื่องขโมยเงิน ทั้งเรื่องฆ่าตัวตาย.... เรากลับไปไม่ได้หรอก”

            “แต่ถ้าพวกท่านรู้ว่าแพรวยังอยู่ในโลกนี้ พวกท่านก็น่าจะดีใจนะ”

            “ไม่ล่ะ.....” แพรวยังคงยืนยันคำเดิม “อย่างน้อยก็ตอนนี้....”

            “ถ้างั้น.... ไปอยู่กับน้าเรามั้ยล่ะ น้าเราสิงอยู่ที่คณะวิศวะมหาลัยตานนะคอน” ดาวเสนอ “เดี๋ยวเราจะลองถามน้าเราให้ ถ้าได้จะมาบอกอีกทีละกัน”

            “อื้ม ก็ได้ ขอบคุณมากนะ”

            “ถ้าจะอั้นก็ ปิ๊กกันเถอะ ดึกแล้วด้วย” กล้วยสรุป “แล้วก็ จะไดก็ ยินดีที่ได้ฮู้จักเน่อเจ้าเอื้อยแพรว”

            “ยินดีที่ได้ฮู้จักเหมือนกันเจ้า” เด็กสาวผมหางม้าพูดเหมือนเพื่อนสาว

            “อื้ม เช่นกัน” ผีสาวหน้าหมวยยิ้ม

            “เอ่อ ว่าแต่ ไอ้หนุ่มคนนี้ จะทำยังไงกับเขาดีล่ะครับ”

 

            สามตนกับอีกหนึ่งคนหันขวับ พวกเธอลืมตัวการของเรื่องซึ่งบัดนี้นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ข้างอดีตรถคันงามของเขาอยู่คนเดียวไปเสียสนิท แพรวชำเลืองมองเขาทางหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้ากลับไป

 

            “ปล่อยเขาไว้นี่แหละ ถือเป็นการแก้แค้นสุดท้ายจากพี่ก็แล้วกัน....”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS – Anti-lock braking system) – ระบบที่จะช่วยไม่ให้ล้อล็อกตายและไถลไปกับพื้นถนนเมื่อเบรกกะทันหัน ทำให้ควบคุมรถได้มากขึ้น ระบบนี้ทำงานด้วยการ “ย้ำเบรก” (เหมือนกับการเหยียบเบรกย้ำๆ โดยคนขับ) แต่ทำงานด้วยความถี่เป็นร้อยครั้งต่อวินาที ทำให้ล้อยังสามารถหมุนไปได้ไม่ล็อกและไถล ผลข้างเคียงของการย้ำเบรกนี้คือรถจะสั่นเหมือนตอนที่ภูเหยียบนั่นแหละครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น