ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 70 : กิจกรรมรับน้องที่ถูกเปิดเผยท่ามกลางความมืด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            ขณะนักศึกษาใหม่กำลังตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ในรั้วสีเลือดหมูของคณะวิศวกรรมศาสตร์ นักศึกษาเก่าก็กำลังจะต้องกล่าวคำอำลาที่แห่งนี้ไป.....

 

            เย็นวันศุกร์หลังงานปิดห้องเชียร์ผ่านพ้น ลานเฟืองเต็มไปด้วยเสียงเครื่องมือช่างนานาชนิด ทั้งเสียงครืดคราดของเลื่อยลันดา* เสียงครางฮือของเลื่อยฉลุไฟฟ้า เสียงค้อนตอกตะปู เสียงกระป๋องสีที่ถูกยกไปมากระทบกันดังป๋องแป๋ง ประสานกับเสียงพูดคุยของเหล่านักศึกษาที่กำลังทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น บ้างตัดไม้ บ้างวาดรูป และบ้างก็ทาสีลงบนไม้แผ่นใหญ่ เพื่อเนรมิตให้มันเป็นคัตเอาต์สำหรับถ่ายรูปเป็นที่ระลึกของเหล่ารุ่นพี่ที่กำลังจะเข้าพิธีรับปริญญาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

            “หวังไปเอาสีดำมาให้หน่อย จ้าดผสมสีน้ำเงินแบบนี้ให้ที แล้วก็บิ๊ก ล้างแปรงกับพู่กันให้ทีนะ ขอบคุณมาก”

            แก้วผู้ดูจะเก่งศิลปะที่สุดในภาควิศวกรรมอากาศยานมอบหมายงานให้ทีมเลื่อยทั้งสามซึ่งนั่งว่างกันมาตั้งแต่ตัดไม้เสร็จเมื่อเกือบหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว เธอกับฟางกำลังช่วยกันตัดเส้นเครื่องบินรบลำใหญ่ที่ตีลังกาหงายท้องอยู่กลางแผ่นไม้ขนาดเกือบสามคูณสองเมตรซึ่งวางแผ่อยู่บนพื้นอิฐตัวหนอน ห่างออกไปเล็กน้อย อร กล้วย และเพื่อนผู้ชายอีกสองสามคนกำลังลงสีท้องฟ้าที่ส่วนล่างของคัตเอาต์ โดยมีปั๊บ เด็กหนุ่มผู้น่าจะเก่งศิลปะเป็นอันดับสองของภาคโชว์ลีลาสะบัดพู่กันลงสีปุยเมฆอยู่อย่างช่ำชอง

 

            “เอ้อกล้วย วันนี้กล้วยจะกลับบ้านกี่โมงเหรอ” ฟางเอ่ยถามขึ้น เธอลุกขึ้นยืนให้ขาที่นั่งยองๆมานานได้คลายเมื่อยบ้าง

            “ก็.... คงอยู่จนคัตเอาต์เสร็จมั้ง” ตานีสาวหน้าจืดตอบ เอื้อมมือไปจุ่มสีจากถาดข้างตัวมาทาเพิ่ม ก่อนจะเสริมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ยะหยังก๋า จะเลี้ยงข้าวข้าเจ้าก๋า”

            “แล้วกล้ายล่ะ” เด็กสาวผิวคล้ำถามต่อโดยไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย

            “กล้ายก็คงปิ๊กพร้อมข้าเจ้าแหละ ขึ้นอยู่กับว่าคัตเอาต์ผู้ได๋เสร็จก่อน แต่ดูท่าของเปิ้นคงใกล้เสร็จแล้วล่ะมั้ง”

 

            กล้วยเหลียวมองข้ามไหล่ไปยังถนนข้างลานเฟือง ที่นั่น เหล่านักศึกษาภาคยานยนต์รวมทั้งกล้ายยืนลุ้นกันตัวโก่งขณะรถของเพื่อนในภาควิ่งช้าๆ ทับกระดาษลูกฟูกที่ราดสีดำไว้เต็มแผ่น ก่อนจะวิ่งต่อมาทับคัตเอาต์ นัยว่าอยากจะทำเป็นลายยางรถยนต์ แต่ฟังจากเสียงไม้ที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดแถมมีเสียงแคร็กๆ เหมือนจะหักตามมาแล้ว ราชินีตานีก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นความคิดที่เข้าท่าเท่าไหร่นัก

 

            “งั้นหลังจากงานเสร็จเราขอเวลากล้วยกับกล้ายสักหน่อยได้มั้ย เรากับอรมีอะไรอยากจะพูดด้วยนิดหน่อย.....” ท้ายประโยคฟางเบือนหน้าหนีเพื่อนสาวเล็กน้อยคล้ายเขินอาย แต่ดวงตาโตของเธอลอบมองหน้าจืดๆของอีกฝ่ายเหมือนจะดูปฏิกิริยา

            “ฟาง อย่าน่า เราบอกแล้วไม่ใช่รึไง” สาวแว่นทวินเทลปรามเสียงดุ เธอรู้ดีว่าเรื่องที่เพื่อนสาวจะพูดคืออะไร

            “มีอะหยังก๋า อู้ตอนนี้เลยก็ได้เน่อ”

            “พูดตอนนี้มัน..... ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เราไม่ค่อยอยากให้คนอื่นรู้” ฟางแสร้งทำเสียงอ้อมแอ้ม

            “ฟาง” แก้วเรียกเพื่อนสาวเสียงแข็ง คราวนี้เงยหน้าขึ้นจ้องอีกฝ่ายด้วย

            “แก้วไม่อยากยุ่งก็ไม่ต้องยุ่งสิ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก้วสักหน่อย” เด็กสาวผมสั้นตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันมาถามเพื่อนสาวหน้าจืดด้วยเสียงปะเหลาะ “ได้มั้ยกล้วย”

            “ก็ได้อยู่แหละเน่อ วันนี้หมู่เฮาก็บ่ได้รีบอะหยัง” กล้วยตอบอย่างไม่แน่ใจนัก เธอพอจะรู้สึกได้จากท่าทางของเพื่อนสาวทั้งสองว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องดี

            “อื้ม ขอบคุณมาก งั้นไว้คุยกันหลังงานเสร็จนะ”

 

            คัตเอาต์ของภาคอื่นๆทยอยเสร็จลงเรื่อยๆ และคนก็ค่อยๆทยอยกลับกันไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เหลือเพียงกล้วย แก้ว อร ฟางและจ้าดที่ยังคงช่วยกันลงสีคัตเอาต์ที่ใกล้จะเสร็จเต็มทีอยู่ในลานเฟือง เด็กสาวหน้าจืดแอบมองเพื่อนสาวผิวคล้ำอยู่เนืองๆ แต่อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร ไม่แม้แต่จะหันมามองเธอเสียด้วยซ้ำ มีเพียงแก้วที่ส่งสายตาแปลกๆ ที่อยู่ระหว่างความเห็นใจกับความกังวลมาให้เธอเท่านั้น

 

            กว่าสีหยดสุดท้ายจะถูกแต้มลงบนคัตเอาต์ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว กล้ายผู้ซึ่งคัตเอาต์ของภาคตัวเองเสร็จไปตั้งแต่หลังจากเอารถทับไม่นานช่วยเหล่าเพื่อนๆ ภาคอากาศยานทั้งห้ายกแผ่นไม้แผ่นใหญ่ไปเก็บไว้ใต้ถุนตึกสี่ เครื่องบินที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ปุยเมฆและท้องฟ้าสมจริงราวภาพถ่าย และตัวอักษรเล่นหางเป็นลายแบบเวียงตานอย่างสวยงามดูเด่นออกมาจากคัตเอาต์ของภาคอื่นๆ ที่วางอยู่เคียงข้างจนแม้แต่กล้ายก็ยังออกปากชม

 

            “งามแต๊งามว่า ผู้ได๋วาดเนี่ย”

            “เราเอง” สาวแว่นทวินเทลยืดอกอย่างภูมิใจ ทำเอาเพื่อนสาวหน้าจืดผู้ไม่มีอกจะให้ยืดแอบมองด้วยแววตาอิจฉา แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ทันสังเกต เด็กสาวคว้าข้อมือกล้วยกับกล้ายก่อนจะดึงออกไปจากตึก “เอ้า กลับบ้านกันเหอะ วันนี้กล้วยไปส่งเราหน่อยได้มั้ย ดึกแล้วเรากลับบ้านลำบากอะ......”

            “ก็ได้แหละเน่อ” กล้วยอึกอักเล็กน้อย “แต่รอก่อนได้ก่อ หันว่าฟางเปิ้นมีอะหยังจะอู้กับกล้ายกับข้าเจ้า....”

            “เอ๊ะ ข้าด้วยก๋า”

            “ใช่ๆ” เด็กสาวผิวคล้ำพยักหน้าทันที ขณะเพื่อนสาวผมทวินเทลของเธอถอนหายใจเฮือก อุตส่าห์จะพยายามดึงให้หลุดไปได้แล้วเชียว “ตรงนี้คงไม่เหมาะ เปลี่ยนที่คุยกันดีกว่า”

            “ฟาง พอเถอะน่า....”

            “ก็บอกแล้วไงว่าถ้าไม่อยากยุ่งก็ไม่ต้องยุ่งสิ กลับไปก่อนเลยก็ได้” ฟางตอบอย่างไม่แยแส ทำเอาอีกฝ่ายหน้าชาไปวูบหนึ่ง “ไปหลังตึกยานยนต์กันดีกว่า จะได้แน่ใจได้ว่าไม่มีใครแอบฟัง”

            “ยะหยังต้องยะลับๆล่อๆจะอั้นด้วยล่ะ” ดวงตาเรียวของกล้วยหรี่ลงเล็กน้อย “จะอู้เรื่องอะหยังกัน”

            “คือ..... มันเป็นเรื่องของผู้หญิงน่ะนะ ไม่ค่อยอยากให้มีใครได้ยินเท่าไหร่.....” เด็กสาวผิวคล้ำตอบอ้อมแอ้ม

            “ฟาง.....” แก้วขมวดคิ้วจ้องเพื่อนสาว มารยาเยอะจริงๆเพื่อนคนนี้ ถ้าเธอรู้ว่าฟางจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกเธอคงไม่คบแล้ว

            “จะอั้นก๋า จะอั้นก็ได้” ราชินีตานีพยักหน้าก่อนจะหันไปหาหลานชายหมอผีใหญ่ “จ้าดไปรอที่ตึกสามก่อนละกัน เดี๋ยวคุยกันเสร็จข้าเจ้าจะโทรหาอีกที”

            “ไม่เป็นไร จ้าดไปด้วยก็ได้”

            “เอ๊ะ แต่ฟางอู้ว่า.....”

            “เอาน่า ตามมาก่อนเหอะ”

 

            ฟางพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะหันหลังเดินจากไป มีอรตามไปติดๆ เด็กสาวหน้าจืด เด็กสาวผมหางม้าและเด็กหนุ่มหน้าดุมองหน้ากันอย่างงงๆ ก่อนจะหันไปมองสาวแวนทวินเทลซึ่งยังคงยืนอยู่ข้างตัวราวกับจะขอคำตอบ

 

            “อย่าไปเลยกล้วย กล้าย จ้าด” แก้วส่ายหน้า “กลับบ้านไปเถอะ”

            “จะดีก๋า” ราชินีตานีถามอย่างไม่แน่ใจ “ดูท่าเปิ้นอยากจะอู้เรื่องสำคัญอยู่เน่อ”

            “เชื่อเรา กลับเถอะ”

            “กล้วย กล้าย จ้าด ตามมาสิ !” ฟางเห็นเพื่อนทั้งสามไม่ตามมาก็หันมาส่งเสียงเรียก

            “เอาเหอะ จะไดลองฟังเปิ้นดูหน่อยละกัน”

            “ก็แล้วแต่กล้วยนะ.....”

 

            สามสหายร่วมรบเดินตามเด็กสาวผิวคล้ำไปตามทางแคบๆที่นำไปสู่ลานคอนกรีตหลังตึกวิศวกรรมยานยนต์ มันแทบจะมืดสนิท มีเพียงหลอดฟลูออเรสเซนต์สองสามดวงจากตึกยานยนต์ให้แสงสว่างอยู่เท่านั้น เมื่อผนวกกับต้นโอ๊กและต้นเมเปิ้ลใหญ่สามต้นที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมทั้งลานเหมือนมือยักษ์ บรรยากาศเงียบสงัดของมหาวิทยาลัยยามค่ำคืน รวมทั้งร่างโปร่งแสงสองสามร่างที่ยืนจังก้าอยู่บนระเบียงตึกวิศวกรรมสำรวจที่อยู่ข้างๆแล้ว ลานกว้างแห่งนี้ก็ดูวังเวงอยู่ไม่น้อย

 

            “เอ้า ไหนว่าไม่อยากยุ่งไงแก้ว” ฟางหยอกเพื่อนสาวผู้เดินกระย่องกระแย่งตามมา

            “เราไม่ได้บอกว่าไม่อยากยุ่ง เราบอกให้ฟางหยุด” สาวแว่นเน้นเสียง “อีกอย่าง เราจะกลับบ้านกับกล้วย ยังไงเราก็ต้องรอกล้วยอยู่แล้ว”

            “สรุปแล้วฟางอยากจะพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย” เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มถามขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้ “ให้รอจนทำคัตเอาต์เสร็จ ต้องมาอยู่ในที่ลับตาคน ไม่อยากให้ใครได้ยินเพราะเป็นเรื่องของผู้หญิง แต่ดันให้เรามาฟังด้วยได้ สรุปจะเอายังไงกันแน่”

            “ถ้างั้นก็ไม่อ้อมค้อมล่ะนะ” เด็กสาวผิวคล้ำหันมายืนประจันหน้ากับตานีสาวทั้งสอง ดวงตาโตแบบชาวสารขัณฑ์ใต้จับจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายทีละตน ก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้นช้าๆ แต่เน้นเสียงทุกคำ “กล้วย กล้าย พวกเธอ..... เป็นตานีใช่รึเปล่า”

            “ยะหยังแก้วถึงคึดจะอั้นล่ะ” กล้วยย้อนถามเสียงเรียบ ไม่มีพิรุธอยู่ในน้ำเสียงหรือสีหน้าท่าทางของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอเตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่รายการสารคดีตานีฉายแล้วว่าสักวันจะต้องมีมนุษย์มาถามเธอแบบนี้ และเธอก็เตรียมข้ออ้างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ผิดกับกล้ายที่ใบหน้ามาตรฐานเวียงตานซีดเผือด และจ้าดผู้สะดุ้งเฮือกจนมองเห็นได้

            “ก็ ไม่รู้สินะ” ฟางแสร้งทำเสียงไม่ใส่ใจ เธอหันไปมองคาคบต้นโอ๊กก่อนจะพูดต่อ “ก็พอจะเดาได้จากหลายๆอย่างเมื่อวานแหละ”

            “เช่น ?” กล้ายพูดบ้าง พยายามไม่ให้ความร้อนรนในใจแสดงออกมาทางน้ำเสียง

            “ก็ลองคิดดูสิ คนธรรมดาที่ไหนจะบอกได้ทันทีว่าผีร้ายมีพลังสูงมาก” เด็กสาวผิวคล้ำยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ เธอเดินวนไปวนมาช้าๆเป็นวงแคบๆ มือล้วงกระเป๋ากระโปรง “แล้วทั้งที่บอกว่าหมอผีธรรมดาจัดการผีตนนั้นไม่ได้ แต่ดันทำท่ามั่นอกมั่นใจซะขนาดนั้น ก็แปลว่าพวกกล้วยต้องเป็นหมอผีระดับสูงมากถูกมั้ย”

            “ก็หมู่เฮาก็บอกแล้วนี่ว่าหมู่เฮาเป็นหมอผี แปลกตรงได๋” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพูดอย่างระมัดระวัง “อีกอย่าง ก็มีหมอผีตั้งหลายต.... หลายคนนี่ที่จับพลังงา.... พลังของผีร้ายได้ทันที”

            “ไม่ใช่แค่นั้นสิ” ฟางพูดต่อ เธอไม่พลาดที่จะสังเกตว่าอีกฝ่ายเกือบหลุดคำพูดแปลกๆ ที่คนธรรมดาหรือแม้แต่หมอผีไม่น่าจะใช้กันออกมา “ผมของกล้วยกับกล้ายอีก ถึงตอนนี้ก็ยังมองเห็นประกายเขียวอยู่ ตาก็เป็นสีเขียวเหมือนกัน”

            “หมู่เฮาใส่คอนแทกต์เลนส์กับย้อมผม”

            “ทั้งๆที่มันผิดกฎคณะน่ะเหรอ” สาวชาวใต้ย้อนถาม หันมาสบตากล้วย “กล้ายน่ะยังโอเค แต่เราไม่คิดว่านิสัยเถรตรงอย่างกล้วยจะดื้อไม่ยอมทำตามกฎคณะทั้งๆที่โดนเตือนมาหลายรอบหรอกนะ”

            “ก็.... ก็ข้าเจ้าชอบ” กล้วยเริ่มอึกอัก คนคนนี้จับพิรุธเธอได้มากกว่าที่ข้ออ้างของเธอจะฟังขึ้นแล้ว

            “ไม่ใช่แค่นั้น คอนแทกต์เลนส์อะไรจะเรืองแสงได้แบบนั้น จริงมั้ยกล้าย”

            “ข้าสั่งมาจากฮิมิตสึ” เด็กสาวผมหางม้าแถน้ำขุ่นๆ ก่อนจะเสริมเพื่อความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น “เพิ่งออกมาใหม่เมื่อสองสามเดือนที่แล้วนี่เอง ลองหาในเราเกิ้ลดูสิ”

            “ยังมีอีก” ฟางยังไม่ยอมแพ้ “กล้วยกับกล้ายรู้นิยามผีร้ายของตานี ทั้งๆที่ในสารคดีนั่นไม่เห็นจะเคยบอกเลย”

            “บอกสิ เราก็ได้ยิน” หลานชายหมอผีใหญ่ช่วยบ้างหลังจากเงียบไปตั้งสติอยู่นาน “เมื่อสองสามอาทิตย์ที่แล้วนี้เอง”

            “งั้นลองเปิดดูเลยมั้ยล่ะ” เด็กสาวผิวคล้ำยิ้มเย็น ปลดเป้ออกจากหลังไปวางบนม้านั่งริมลานก่อนจะดึงแลปทอปออกมา “เราเซฟไว้ทุกตอน”

            “เอ๊ะ คิดอีกทีไม่น่าจะใช่สองสามอาทิตย์ที่แล้วมั้ง” จ้าดรีบแก้ คำตอบของเพื่อนสาวทำเอาเขาเย็นสันหลังวาบ “อยู่ตอนไหนก็ไม่รู้ จำไม่ได้เหมือนกัน ไม่ต้องไล่ดูหรอก ไม่งั้นได้นอนนี่กันพอดี”

            “เห็นมั้ย เอาเข้าจริงก็ไม่แน่ใจ” ฟางยิ้มอย่างมีชัย “เราบอกได้เลยว่าเขาไม่เคยพูด ใช่มั้ยอร”

            “ใช่ เราก็จำได้ว่าเขาไม่เคยพูด” เด็กสาวผมเปียพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาจ้องสองตานีสาวด้วยอีกคน “กล้วย กล้าย ยอมรับเถอะ ทำไมต้องปิดบังกันด้วยล่ะ เป็นตานีไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลยนี่”

            “แล้วถ้ามันบ่เสียหาย ยะหยังฟางกับอรถึงต้องคาดคั้นจะอี้ล่ะ” กล้ายเริ่มหงุดหงิด “ในเมื่อมันบ่เสียหาย หมู่เฮาจะเป็นตานีหรือบ่ก็บ่เกี่ยวกับฟางกับอรสักหน่อยแม่นก่อ ยะหยังต้องมาเซ้าซี้กดดันจะอี้ด้วย”

            “ใจเย็นๆน่ากล้าย พวกเราก็แค่อยากรู้น่า เพราะพวกเราชอบตานีไง ถ้าเกิดกล้วยกับกล้ายเป็นตานีจริงๆ เราก็มีเรื่องอยากคุยอยากถามกล้วยกับกล้ายเยอะแยะเลย” เด็กสาวผมสั้นเห็นอีกฝ่ายชักฉุนก็เปลี่ยนท่าทีให้อ่อนลง “น่านะกล้วย กล้าย บอกมาเถอะ เราไม่ไปบอกใครหรอกน่า”

            “หมู่เฮาก็อู้ไปแล้วว่าบ่แม่น” กล้วยตอบเสียงเย็น “ถ้าเรื่องที่ฟางอยากจะอู้มีแค่นี้ หมู่เฮาก็ขอตัวปิ๊กก่อนล่ะ แก้วไปเหอะ”

            “อะ อื้ม....”

 

            เด็กสาวหน้าจืดหันหลังกลับ คว้าข้อมือกล้ายกับแก้ว พยักหน้าเรียกจ้าดก่อนจะสาวเท้าเดินออกไปจากลาน แต่เสียงของฟางที่ดังตามหลังมาทำให้เธอต้องชะงักเท้า

 

            “เดี๋ยวกล้วย เห็นรูปนี้แล้วยังจะปฏิเสธอีกรึเปล่า”

 

            ราชินีตานีหันไปมอง คิ้วบางขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นเด็กสาวผิวคล้ำสะบัดรูปถ่ายใบหนึ่งไปมาน้อยๆ ตานีสาวก้าวฉับๆ ไปรับมาดู แล้วไขสันหลังของเธอก็เย็นวาบเหมือนถูกราดด้วยไนโตรเจนเหลว

 

            “นี่มัน.....”

            คำตอบของอีกฝ่ายคือรอยยิ้มของผู้ชนะ รอยยิ้มอันเย็นเยือกและเหี้ยมเกรียมจนกล้วยแทบจะคิดว่าเพื่อนสาวเป็นผีร้ายเสียเอง

            “รูปอะไรเหรอกล้วย”

 

            จ้าดเดินเข้ามาดูรูปบ้าง แล้วร่างของเขาก็แข็งทื่อเหมือนโดนสาปให้เป็นหินในทันที เช่นเดียวกับหัวหน้าหน่วยจู่โจมที่เดินตามมาติดๆ

 

            “ฟาง ฟางถ่ายมาตอนได๋” เด็กสาวหน้าจืดถามตะกุกตะกัก “บ่สิ ถ่ายมาได้จะได”

            “ก็พวกกล้วยไม่ระวังตัวกันเอง” ฟางลอยหน้าลอยตาตอบ “แล้วดาดฟ้าของตึกสี่น่ะ ขึ้นไปที่ดาดฟ้าของตึกเครื่องกลก็เห็นแล้ว ถึงจะเห็นแค่ริมๆก็เถอะ”

            “เรื่องนั้น..... มัน.....” กล้วยอึกอัก กรามขบกันแน่นอย่างแค้นใจตัวเอง ใครจะไปคิดว่าจะมีคนขึ้นไปส่องเธออยู่บนดาดฟ้าของตึกในมหาวิทยาลัยตอนเกือบตีหนึ่งกันเล่า แถมเป็นตึกที่ไม่ได้มีห้องพักนักศึกษาอยู่เสียด้วย แล็บของตึกภาคเครื่องกลก็ปิดตั้งแต่สองทุ่มแล้ว

 

            แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรได้อีก รูปก็ถูกสาวแว่นทวินเทลฉวยไปก่อนจะฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แก้วจ้องหน้าเพื่อนสาวอย่างดุเดือด ดวงตาหลังกรอบแว่นแข็งกร้าวราวไม่เห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนอีกแล้ว

 

            “ฟาง นี่มันหมายความว่าไง เมื่อวานฟางบอกว่าฟางจะกลับบ้านแล้วไม่ใช่รึไง นี่ฟางกลับมาสะกดรอยตามพวกกล้วยเหรอ เราไม่คิดเลยนะว่าฟางจะทำถึงขนาดนี้ !

            “ฉีกได้ฉีกไป ในเมมยังมีอยู่ เซฟลงคอมไปแล้วด้วย” เด็กสาวผมสั้นตอบหน้าตาเฉยก่อนจะหันกลับมาหาราชินีตานีซึ่งยืนเม้มปากอยู่ข้างๆ “ว่าไงกล้วย เห็นรูปนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้แล้วสินะ.....”

            “ก็ได้ แม่น หมู่เฮาเป็นตานี” ตานีสาวตอบเสียงหนัก ดวงตาเรียวจ้องใบหน้าที่ฉายแววแห่งชัยชนะของฝ่ายตรงข้าม ไม่มีประโยชน์ที่จะปฏิเสธ ในเมื่อรูปชัดแจ๋วชนิดแทบจะมองเห็นตัวอักษรบนปืน แถมเห็นหน้าพวกเธอกันทุกตนและทุกคนแบบนี้ “อยากฮู้อยากถามอะหยังก็ถาม แต่ข้าเจ้าขอร้องอย่างหนึ่ง อย่าไปบอกผู้ได๋อีก หื้อรู้กันแค่สามตนแค่นี้ก็พอ ได้ก่อฟาง”

            “อย่าทำเสียงแบบนั้นสิกล้วย เราไม่ไร้สามัญสำนึกขนาดนั้นหรอกน่า” ฟางตอบกลั้วหัวเราะ “แล้วก็ไม่ต้องกังวลด้วยว่าเราจะไปบอกใคร เราจะเก็บความลับนี้ไว้ด้วยชีวิต ไว้ใจได้เลย !

            “ถ้างั้นก็ลบรูปนั่นซะด้วย” แก้วสำทับ

            “แก้วไม่ต้องมาสั่งเราเลย แก้วไม่ใช่ตานีสักหน่อย” เด็กสาวผิวคล้ำสะบัดหางเสียงน้อยๆ ก่อนจะหันกลับมาหาตานีสาวหน้าจืด “วันนี้ขอถามแค่คำถามเดียวก่อนนะกล้วย ได้มั้ย”

            “อะหยังล่ะ” กล้วยถาม ดวงตาเรียวหรี่ลงอย่างระแวง ในหัววิ่งจี๋เหมือนเครื่องยนต์เครื่องบินรบ TF-50 ขณะแต่งเรื่องโกหกอย่างรวดเร็วเผื่ออีกฝ่ายจะถามเรื่องที่ตั้งหรือข้อมูลทางเทคนิคของตานี

            “ทำไมพวกกล้วยต้องปกปิดเรื่องที่เป็นตานีด้วยล่ะ”

            “อ้อ เรื่องนั้นก๋า” เด็กสาวหน้าจืดแอบถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก คำถามนี้ตอบไม่ยากเลย “ฟางจำสารคดีนั่นได้ทุกตอนบ่แม่นก๋า เปิ้นบอกไปตั้งแต่ตอนแรกๆเลยเน่อ”

            “ที่ว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนมนุษย์เคยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตานี ตานีก็เลยซ่อนตัวจากมนุษย์เพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยน่ะเหรอ” อรถามกลับ ก่อนที่เธอจะหัวเราะ “เรื่องมันตั้งเป็นร้อยผีมาแล้วน่ากล้วย ทำไมต้องคิดมากด้วยล่ะ คิดว่าพวกเราจะทำร้ายกล้วยแบบนั้นรึไง เราเป็นเพื่อนกันนะ”

            “มันก็แม่นอยู่.....” ราชินีตานีตอบเสียงต่ำๆ “แต่ข้าเจ้าจะฮู้ได้จะไดว่าอรกับฟางจะรับเรื่องนี้ได้ จะฮู้ได้จะไดว่าปฏิกิริยาของอรกับฟางจะเป็นจะได ข้าเจ้าก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อนแม่นก่อ”

            “นี่กล้วยไม่ไว้ใจพวกเราเหรอ” ฟางถามเสียงปะเหลาะ แต่มันบอกสัญญาณอันตรายบางอย่าง กล้วยคงรู้สึกได้เพราะเธอรีบตอบทันที

            “บ่แม่นจะอั้น แต่หมู่เฮาอยากเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับก่อน.....”

            “กล้วย พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ” เสียงของฟางลดอุณหภูมิลง “เพื่อนกันต้องไม่มีความลับต่อกันสิ”

            “โอ๊ย ถามจริงๆเหอะฟาง เมื่อคืนคุยอะไรกับแฟน ขอดูมือถือหน่อยได้มั้ย” หลานชายหมอผีใหญ่โพล่งอย่างเหลืออด ทำท่าจะคว้าโทรศัพท์มือถือที่เพื่อนสาวห้อยเอาไว้ข้างเอวจนเธอถอยกรูด

            “จะทำบ้าอะไรยะบ่าจ้าดง่าวนี่ !?

            “เห็นมั้ย ฟางก็ยังมีความลับกับเราเลย เราไม่ใช่เพื่อนฟางรึไง เพื่อนกันต้องไม่มีความลับต่อกันสิ” จ้าดย้อนได้อย่างน่าประทับใจ “ก็เพราะรู้ว่าบอกแล้วจะต้องเจออะไรแบบนี้ไงกล้วยกับกล้ายเขาเลยไม่อยากบอก บอกไปก็ยุ่งวุ่นวายเปล่าๆ”

            “เอ้าๆ ก็ได้ๆ เราไม่ถามแล้วก็ได้” เด็กสาวผิวคล้ำยอมถอย “ขอโทษนะกล้วย กล้าย ถ้าวันนี้เราเซ้าซี้เกินไป แต่ที่เราถามก็เพราะเราชอบตานี เราดีใจมากเลยนะที่มีเพื่อนเป็นตานีแบบนี้ อย่าโกรธเราเลยนะ....”

            “บ่โกรธหรอก” กล้วยตอบเสียงเรียบ “แค่ช่วยยะตามที่หมู่เฮาขอร้องก็พอ”

            “อื้ม ไว้ใจได้เลย” ฟางชูสองนิ้ว ก่อนจะก้มไปดึงกระเป๋ามาสะพายขึ้นบ่า “ถ้างั้นวันนี้เรากลับก่อนนะ ไว้เจอกันวันจันทร์”

 

            เด็กสาวผมสั้นหันไปพยักหน้าให้อร ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกจากลานหลังตึกวิศวะยานยนต์ไป แก้วทำท่าจะตามไปด้วย แต่กล้วยเรียกเธอเอาไว้เสียก่อน

 

            “แก้ว จะปิ๊กกับหมู่เฮาบ่แม่นก๋า”

            “เอ่อ.... จะดีเหรอกล้วย” สาวแว่นทวินเทลหันมาถามอย่างลังเล

            “บ่หันจะเป็นอะหยังนี่” กล้ายตอบแทนก่อนจะเดินนำเพื่อนสาวออกไปจากลาน “ไปกันเหอะ”

 

            “ขอโทษจริงๆนะกล้วย กล้าย จ้าดด้วย” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานเอ่ยขึ้นทันทีที่ปิดประตูรถ

            “ขอสุมายะหยังน่ะแก้ว” กล้วยผู้นั่งอยู่ที่เบาะหน้าเหลียวมาถาม ขณะกล้ายผู้นั่งประจำที่คนขับบิดกุญแจสตาร์ตเครื่อง

            “เราน่าจะห้ามฟางกับอรให้มากกว่านี้.....”

            “แก้วก็ห้ามแล้วนี่ เราดูออกน่า” หลานชายหมอผีใหญ่ปลอบเพื่อนสาว เขาเอื้อมมือจะไปแตะไหล่แก้วซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ แต่เมื่อเห็นดวงตาสีเขียวเรืองแสงของกล้ายจ้องผ่านมาทางกระจกหลังด้วยแววรู้แกวก็หดมือกลับทันที “อย่าคิดมากเลย แค่รู้ว่าแก้วพยายามเพื่อพวกเรา เราก็ดีใจแล้วล่ะ จริงมั้ยกล้วย กล้าย”

            “อื้ม” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า ”อีกอย่าง มันก็เป็นเพราะหมู่เฮาบ่ระวังเองด้วย บ่แม่นเพราะแก้วหรอก”

            “แต่....”

            “บ้านแก้วอยู่ที่ได๋” ตานีสาวผมหางม้าถามขึ้นเสียก่อนเมื่อรถมาจอดรอเลี้ยวอยู่ที่ถนนหน้ามหาวิทยาลัย

            “อะ.... อ๋อ อยู่แถวๆหนองหาน.....”

            “เอ้ย แถวๆบ้านเราเอง” จ้าดพูดทันที “วันหลังว่างๆก็มาเยี่ยมบ้านเราบ้างก็ได้นะ”

            “รกจะอั้นยังจะหื้อผู้สาวไปเยี่ยมบ้านอีกก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแค่นหัวเราะ “เดี๋ยวก็อกหักตั้งแต่ยังบ่ได้จีบหรอก”

            “อะไร ใครจีบใคร ไม่มี้ !” เด็กหนุ่มหน้าดุปฏิเสธเป็นพัลวัน ขณะแก้วหัวเราะคิก

            “แน่ใจก๋า.....” กล้วยเข้ามาผสมโรงด้วยอีกตน

            “บอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่เซ่ ว้อย.....!

 

            โชคดีที่เป็นตอนกลางคืน และแสงไฟถนนก็ส่องเข้ามาเพียงวูบวาบ ไม่เช่นนั้นแก้วคงเห็นแล้วว่าใบหน้าของเพื่อนหนุ่มยามนี้แดงก่ำไปจนถึงหลังคอ ถึงหลานชายหมอผีใหญ่จะไม่ได้คิดอะไรจริงจังกับเพื่อนสาวผู้นี้ก็ตาม แต่โดนล้อต่อหน้าต่อตาแบบนี้ต่อให้ไม่คิดอะไรก็ต้องมีอายกันบ้าง.....

 

            “กล้วย กล้าย” หลังจากเงียบเพราะหัวเราะจนเหนื่อยกันไปพักใหญ่ แก้วก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

            “อื้ม” ตานีสาวทั้งสองขานรับแทบจะพร้อมๆกัน

            “เราขออะไรอย่างนึงได้มั้ย” สาวแว่นทวินเทลพูดช้าๆ อย่างไม่มั่นใจนัก “อย่าให้เรื่องวันนี้ทำให้กล้วยกับกล้ายเกลียดมนุษย์เลยนะ เราขอร้องล่ะ”

            “บ่เกลียดหรอก” กล้วยหันมายิ้มให้เพื่อนสาวอย่างอ่อนโยน “หมู่เฮาเข้าใจดี ในหมู่มนุษย์ก็มีทั้งที่ดีและบ่ดี ก็เหมือนในหมู่ตานี หรือแม้กระทั่งในหมู่ผีร้าย เจอแค่คนเดียวจะหื้อเหมาว่าทั้งเผ่าพันธุ์เป็นจะอั้นมันก็เร็วไปแม่นก่อ”

            “อื้ม ขอบคุณมากนะกล้วยที่เข้าใจ เราขอโทษแทนฟางกับอรอีกครั้งจริงๆ”

            “ก็บอกแล้วจะไดว่าบ่ต้องขอสุมา บ่แม่นความผิดของแก้วสักหน่อย” ตานีสาวผมหางม้าสะบัดข้อมือเปิดไฟเลี้ยวตีรถออกจากถนนวงแหวนเข้าไปยังถนนสี่เลนที่มุ่งสู่เขตหนองหานก่อนจะพูดต่อ “แล้วแก้วล่ะ ฮู้ว่าหมู่เฮาเป็นตานีแล้วฮู้สึกจะไดบ้าง คึดจะไดกับหมู่เฮาก๋า”

            “ก็ไม่เห็นจะคิดอะไรเลยนี่” แก้วตอบ “จะเป็นมนุษย์หรือเป็นตานี กล้วยกับกล้ายก็เป็นเพื่อนเราอยู่ดี ที่เพิ่มมาคงเป็นความรู้สึกขอบคุณล่ะมั้งที่ช่วยปกป้องเมืองนี้มาตลอด”

            “บ่ต้องขอบคุณหรอก หมู่เฮาก็พลาดไปหลายครั้งเหมือนกัน โดยเฉพาะปีที่แล้ว” เสียงของกล้วยมืดมนลงเมื่อภาพเศษซากบ้านในเขตสามเงาที่บี้แบนติดพื้นเมื่อครั้งเปรตโผล่มากลางเมืองผุดขึ้นมาในสมอง “อีกอย่าง มันก็เป็นหน้าที่ของหมู่เฮาอยู่แล้ว คำขอบคุณบ่จำเป็นหรอก”

            “ไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็นหน้าที่รึเปล่าหรอก ใครทำดีคนนั้นก็สมควรได้รับคำขอบคุณอยู่แล้ว” สาวแว่นทวินเทลยิ้ม “อีกอย่าง กล้วยกับกล้ายก็อายุพอๆกับเรา..... ใช่มั้ย”

 

            เด็กสาวถามอย่างไม่แน่ใจ ถึงตานีสาวทั้งสองจะดูอายุพอๆกับเธอก็เถอะ แต่สารคดีนั่นก็เคยบอกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของตานีจะไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากอายุสิบเจ็ดหรือสิบแปด ดีไม่ดีเพื่อนสาวทั้งสองอาจจะอายุรุ่นป้าของเธอแล้วก็เป็นได้

 

            “อื้ม อายุเท่าแก้วแหละ ข้าเจ้าเกิดกุมภา 4137 กล้ายเกิดสิงหา”

            “อ้าว ถ้างั้นก็อ่อนกว่าเราอีกสิ เราเกิดพฤศจิกา 4136” แก้วพูดกลั้วหัวเราะ “แต่ก็นั่นแหละ..... กล้วยกับกล้ายอายุน้อยกว่าเราอีก แต่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างปกป้องเมืองนี้ทั้งเมือง ไม่สิ รัฐนี้ทั้งรัฐไว้ได้ เรานับถือกล้วยกับกล้ายจริงๆ”

            “ก็อย่างที่อู้ไปแหละ มันเป็นหน้าที่ของหมู่เฮาอยู่แล้ว หมู่เฮาบ่สมควรได้รับการชื่นชมอะหยังหรอก” ตานีสาวผมหางม้าตอบ เธอรู้สึกว่าใบหน้าอุ่นๆด้วยความขัดเขิน

            “ไม่หรอก กล้วยกับกล้ายเก่งมากเลยล่ะ” สาวแว่นยืนยัน ก่อนที่เธอจะโผล่หน้ามาที่ช่องระหว่างเบาะหน้า “กล้าย ออกทางขนานข้างหน้าเลย แล้วเลี้ยวตรงร้านเจ็ดสิบเอ็ด** บ้านหลังที่สี่นะ”

            “อื้ม”

 

            รถขับเคลื่อนสี่ล้อเปลี่ยนเลนออกทางขนาน เลี้ยวเข้าซอยก่อนจะจอดที่หน้าบ้านสองชั้นหลังกะทัดรัด เด็กสาวผมทวินเทลคว้ากระเป๋าบนที่นั่งขึ้นสะพายบ่า บอกขอบคุณเพื่อนทั้งสามก่อนจะก้าวลงจากรถ ดวงตาเรียวมองตามหลังรถคันใหญ่ไปจนลับตา ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง

 

            จะเป็นมนุษย์หรือตานี กล้วยกับกล้ายก็ยังเป็นกล้วยกับกล้ายที่เธอรู้จักอยู่เหมือนเดิม

            และหากจะว่ากันจริงๆ ตานีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับมนุษย์อย่างเธอเลยไม่ใช่หรือ.....

 

 

            “สุมานักๆเน่อทุกตน”

            จู่ๆราชินีก็เอ่ยขึ้น หลังจากรถคันใหญ่กลับมาอยู่ท่ามกลางการจราจรอันคับคั่งของวันศุกร์สิ้นเดือนบนถนนวงแหวนเลียบดอยอีกครั้ง

 

            “เอ้า นี่ก็อีกคน” จ้าดถอนหายใจเฮือกอย่างระอา “ก็พูดกันไปแล้วไม่ใช่เหรอ เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้นแหละกล้วย ใครมันจะไปรู้ว่าฟางจะซุ่มอยู่ตรงนั้น ไม่สิ ถามจริงๆ คนปกติคนไหนมันจะขึ้นไปดาดฟ้าตึกตอนจะตีหนึ่งบ้าง ถ้าจะมีคนผิดในเรื่องนี้ก็มีแค่ฟางนั่นแหละ”

            “แต่ถ้าข้าเจ้าระวังกว่านี้ หรือใช้โปรแกรมสแกนวิญญาณสักหน่อย หมู่เฮาก็น่าจะฮู้ว่าเปิ้นแอบมองอยู่” เด็กสาวหน้าจืดแย้งเสียงหนัก “ข้าเจ้าบ่น่าประมาทเลย ถ้าเปิ้นเอาไปลงอินเตอร์เน็ตจะยะจะไดดี.....”

            “ถ้าลงจริงๆ เดี๋ยวข้าตามลบหื้อก็ได้ บ่หันจะยากตรงได๋เลยนี่กล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ่ยขึ้นบ้าง เธอเปลี่ยนเลนแซงรถสิบล้อที่เกะกะอยู่เลนกลางจนพ้นก่อนจะพูดต่อ “อย่าคึดมากเลย เรื่องมันเกิดไปแล้ว คึดมากไปก็บ่ได้อะหยังขึ้นมาหรอก”

            “ก็แต๊ เรื่องมันเกิดไปแล้ว.....” กล้วยพูดเบาๆ เธอเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นอีก “หมู่เฮา..... ควรจะบอกอุ๊ยสายก่อ”

            “บอกทำไมล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถาม “ปีที่แล้วมีคนรู้ตั้งสี่คน เรา ฟ้า ไอ้ไร่ ไอ้ต๊อก ยังไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย”

            “แต่ตอนนั้นบ่ได้มีสารคดีตานีนี่” เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ “แล้วฟ้ากับสองตนนั้นก็ฮู้เพราะหมู่เฮาจงใจเปิดเผยตัว บ่ได้สืบหาจนฮู้เองจะอี้เน่อ”

            “จะไดข้าก็หันด้วยกับจ้าดเน่อกล้วย” กล้ายสนับสนุนเพื่อนหนุ่ม “มีคนฮู้แค่สามคนยังบ่ถือว่าร้ายแรงมาก อีกอย่าง อุ๊ยสายเปิ้นก็มีภาระหนักเรื่องถอดรหัสข้อมูลอยู่แล้ว อย่าเอาเรื่องนี้ไปหื้อเปิ้นหนักหัวเพิ่มเลย อย่างน้อยก็รอดูสถานการณ์ต่อไปสักหน่อยดีกว่า”

            “ก็แต๊”

 

            เงียบกันไปอีกครั้งขณะรถวิ่งข้ามสะพานแขวนที่ประดับไฟสีเขียวสว่างไสวที่ทอดข้ามแม่น้ำตานไปเชื่อมกับถนนเลียบสนามบิน เครื่องบินลำใหญ่กำลังร่อนลง หางรูปต้นกล้วยสีเขียวอ่อนบนพื้นสีเขียวเข้มมองเห็นได้ชัดเจนอยู่ในแสงไฟที่ติดอยู่บนแพนหาง กล้วยมองตามมันไปอย่างเหม่อลอย ในใจครุ่นคิด.....

 

            “กล้าย จ้าด” ในที่สุด เธอก็เอ่ยขึ้นเมื่อเครื่องบินลำนั้นลดระดับลงจนถูกต้นไม้และอาคารจอดรถบดบังไปจากสายตาแล้ว

            “อื้ม”

            “คึดว่าหมู่เฮาจะไว้ใจเปิ้นได้ก่อ”

            “เปิ้น ?” จ้าดทวนคำ “หมายถึงสามคนนั้นเหรอ”

            “บ่” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้าน้อยๆ “แค่แก้ว”

            “ทำไมกล้วยถึงถามล่ะ”

            “บ่มีอะหยัง แค่อยากได้ความคึดหันเฉยๆ”

            “ก็..... ไม่รู้สินะ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดช้าๆ “เท่าที่เรารู้สึก เราก็ว่าเขาคงไม่ได้แกล้งทำหรอก”

            “กล้ายล่ะว่าจะได”

            “ข้าก็คึดเหมือนจ้าด” ตานีสาวผมหางม้าตอบ “ข้าพอจะดูออกว่าเปิ้นโกรธแต๊ๆ และขอสุมาเฮาอย่างจริงใจแต๊ๆ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือฟางดูจะบ่ฟังเปิ้นเลยนี่สิ.....”

            “ข้าเจ้าก็บ่หวังจะหื้อเปิ้นยะอะหยังฟางอยู่แล้ว บุคลิกเปิ้นบ่น่าจะมีพลังพอคุมฟางได้” กล้วยถอนหายใจเบาๆ “แต่อย่างน้อย ข้าเจ้าก็เบาใจลงนิดหน่อยที่ยังมีมนุษย์เข้าใจหมู่เฮ......”

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปในลำคอเมื่อสัญลักษณ์ว่ามีการติดต่อวิทยุจากโรงเก็บเครื่องบินปรากฏขึ้นบนหน้าจอกลางแผงคอนโซล ตัวอักษรเบื้องล่างบอกชื่ออุ๊ยสาย กล้ายกดรับทันที

 

            “ว่าจะไดเจ้าอุ๊ยสาย”

            “ตอนนี้อยู่ที่ได๋กัน” เสียงที่ตอบกลับมารัวเร็วผิดวิสัยอดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าตะวันออกเฉียงเหนือผู้มักจะพูดเนิบๆอยู่เป็นนิจ สามสหายร่วมรบรู้ทันทีว่าต้องมีอะไรผิดปกติ

            “เลี้ยวเข้าพื้นที่ฝึกทางทิศใต้แล้วเจ้า กำลังจะถึง มีอะหยังกาเจ้า”

            “ปิดไฟหน้าแล้วมาที่นี่หื้อเร็วที่สุด มีมนุษย์บุกเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน”

            “หา !?

 

 

            ทุกตนอยู่ในห้องประชุมกันครบแล้วเมื่อกล้วย กล้ายและจ้าดมาถึง สมิงสาวนั่งหน้าเครียดผิดวิสัยเฮฮาตลอดเวลาของเธออยู่ที่โต๊ะ ข้างตัวเธอ ตานีน้อยทั้งสองนั่งอยู่หลังแลปทอปของพวกเธอ เหงื่อที่ผุดพราวอยู่บนหน้าผากจนเปียกไปทั้งเรือนผมบ่งบอกว่าพวกเธอก็คงเพิ่งกลับมาถึงเช่นกัน ห่างออกไปเล็กน้อยที่แผงควบคุมระบบอาวุธ อดีตพันเอกแห่งกองทัพเวียงตานนั่งกุมขมับแน่น ดวงตาของทุกตนจับจ้องไปยังตำแหน่งเดียวกัน นั่นคือจุดสีน้ำเงินม่วงห้าจุดบนหน้าจอแอลซีดีกว้างเกือบห้าเมตรบนผนัง มันอยู่ห่างจากเขตหวงห้ามชั้นในซึ่งมีอาวุธอัตโนมัติติดตั้งอยู่ไปทางทิศตะวันตกเพียงไม่ถึงสองร้อยเมตร และมันกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ......

 

            “อย่าบอกเน่อว่าสารคดีนั่นเปิดเผยแล้วว่าที่มั่นของหมู่เฮาอยู่ที่นี่.....”

            “บ่เจ้าเอื้อยกล้าย” น้ำไทส่งเสียงมาจากหลังแลปทอปของเธอ ก่อนที่พี่สาวฝาแฝดของเธอจะพูดต่อ

            “หมู่เฮาช่วยกันดูทุกตอนไปแล้วเมื่อกี้ บ่มีตอนได๋อู้เลยเจ้า”

 

            “บ่ ตอนนี้คำถามที่สำคัญกว่าคือหมู่เปิ้นเข้ามาถึงตรงนั้นได้จะได”

            ราชินีตานีขมวดคิ้ว เธอโยนกระเป๋าทิ้งไว้มุมห้องก่อนจะปราดมายืนข้างอดีตอาจารย์ของเธอที่หน้าจอแอลซีดี ตามมาติดๆด้วยกล้ายและจ้าด

 

            ถึงแม้กฎหมายของรัฐเวียงตานจะประกาศให้พื้นที่โล่งๆในสายตามนุษย์แห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามพิเศษ แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีมนุษย์เข้ามาในส่วนเมืองตานี อย่างไรก็ตาม ด้วยเมืองตานีถูกพรางตาเอาไว้ด้วยโครงข่ายอุปกรณ์พรางตาระดับสูง มนุษย์ธรรมดาจึงไม่สามารถมองเห็นสิ่งก่อสร้างในแถบนี้ได้ ดังนั้นส่วนใหญ่ก็จะชนตึกหรือสะดุดทางเท้าจนหัวร้างข้างแตก นึกว่าผีผลักแล้วเผ่นแน่บไปตั้งแต่ไม่ถึงร้อยเมตรแรก มนุษย์ธรรมดาที่เคยเข้ามาลึกที่สุดนับตั้งแต่มีการสร้างเมืองตานีขึ้นมาก็เข้ามาได้แค่สองร้อยเมตรกว่าๆเท่านั้น

 

            หรือว่าห้าคนนั้นจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา.....

 

            “รูปนี้น่าจะตอบได้ทั้งสองคำถามเน่อ”

            หญิงสาวหน้าหวานเลื่อนเมาส์ไปคลิกเรียกรูปจากกล้องตัวหนึ่งใกล้ๆกับจุดทั้งห้าจุดขึ้นมา สองตานีหนึ่งมนุษย์รอรูปโหลดด้วยใจระทึก ทั้งสามคาดว่าจะเห็นหมอผีหรือพวกอยากรู้อยากเห็นที่มีอุปกรณ์ครบครัน แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นแทบทำให้พวกเขาแทบหงายหลังล้มทั้งยืน

 

            “คนเมา !?

            จ้าดถามอย่างไม่เชื่อสายตา มนุษย์ทั้งห้าบนหน้าจออยู่ในเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กบอกยี่ห้อมนุษย์เงินเดือน คนหนึ่งอยู่ในวัยกลางคน หัวที่เริ่มล้านสะท้อนแสงไฟจากตัวเมืองเป็นมันแผลบ ส่วนอีกสี่คนซึ่งดูอายุไม่น่าเกินสามสิบคงจะเป็นลูกน้องที่หัวหน้าพามาเลี้ยงเหล้าฉลองเงินเดือนออก ซึ่งดูเหมือนหัวหน้าจะใจสปอร์ตไม่เบาเสียด้วย เพราะทั้งเขาและผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสี่ต่างก็เมาปลิ้นชนิดยืนแทบไม่อยู่ แถมยังทำคอขย้อนเหมือนพร้อมจะระบายอาหารในกระเพาะออกมาวิ่งเล่นบนพื้นหญ้าได้ตลอดเวลา น่าทึ่งจริงๆที่พวกเขาตุปัดตุเป๋แกมตุหรัดตุเหร่เข้ามาถึงตรงนี้ได้โดยไม่ล้มอ้วกหลับไปเสียก่อน

 

            “หมู่เปิ้นเข้ามาทางเขตเวียงแหง”

            สายเสริม สองตานีสาวเข้าใจสถานการณ์ทันที เขตเวียงแหงซึ่งอยู่ที่หัวสนามบินเวียงตานทางตะวันตกของพื้นที่เมืองตานีเป็นแหล่งร้านอาหารและร้านเหล้าอันดับหนึ่งของตานนะคอน ยิ่งวันศุกร์แห่งชาติเงินเดือนเพิ่งออกแบบนี้ก็ไม่แปลกเลยที่จะมีสักสี่ห้าคนที่หลุดรอดสายตาตำรวจหลงเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม เขตเมืองตานีแถบนั้นก็เป็นพื้นที่ฝึกและรันเวย์ซึ่งไม่ค่อยมีสิ่งกีดขวางอะไรมากมายนัก แม้จะพอมีเนินดิน ก้อนหิน ที่กำบังและป้ายบอกทางรันเวย์อยู่ประปราย แต่เมาแอ๋ขนาดนั้นต่อให้เดินชนหรือสะดุดล้มสักสามสี่รอบก็คงไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว

 

            “อุ๊ยว่าปิดระบบอาวุธอัตโนมัติก่อนดีก่อท่านกล้วย” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าตะวันออกเฉียงเหนือเอ่ย “บ่ดีแน่ถ้ามีคนตาย”

            “เจ้า”

 

            กล้วยพรมนิ้วพิมพ์คำสั่งปิดระบบอาวุธอัตโนมัติทันที เส้นโครงข่ายสีเขียวซึ่งบอกตำแหน่งและรัศมีการยิงของปืนกลอัตโนมัติบนหน้าจอแอลซีดีดับวูบ ไม่กี่วินาทีต่อมา จุดทั้งห้าก็เข้ามาในรัศมีการยิงของปืนกลกระบอกหนึ่งพอดี นับว่ารอดตายไปได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด

 

            “เอาจะไดต่อดีกล้วย” กล้ายถามเพื่อนสาวด้วยเสียงกังวล “ปล่อยหื้อเปิ้นเข้ามาคงบ่ดีแน่ แล้วดูจากเส้นทางตอนนี้ก็ตรงมาที่เรือนกระจกต้นกล้วยด้วยเน่อ”

            “ให้ใครออกไปไล่ไม่ได้เหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุเสนอ “กล้วย กล้าย หมิงหรืออุ๊ยสายก็ได้ ออกไปหลอกให้พวกนั้นกลัวแล้ววิ่งหนีไปก็น่าจะได้นี่”

            “คึดหน่อยบ่าจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกัดกลับทันควัน “ถ้าหมู่เฮาออกไปเปิ้นก็ได้ฮู้หมดสิว่าตานีอยู่ที่นี่ ทีนี้ล่ะบ่มาแค่ห้าหกตนจะอี้หรอก จะยกโขยงกันมาทั้งเมืองสิบ่ว่า”

            “จังซั่นเฮาออกไปไล่ให้ก็ได้เด๊” สมิงสาวทำท่าจะลุก แต่กล้ายเบรกเธอไว้

            “หมิงก็เหมือนกันนั่นแหละ คึดว่าถ้าเจอเสือตัวยักษ์กลางเมืองเปิ้นจะบ่พาทีมมายิงก๋า”

            “เมาขนาดนั้นจำอะไรไม่ได้หรอกน่า” จ้าดหัวเราะหึๆ “ถึงจำได้พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก”

            “นายเคยเมาก๋าถึงได้ฮู้”

            “ไม่เคยเมาแต่ก็เคยเห็นคนเมาล่ะน่า.....”

            “จะไดก็กันไว้ดีกว่าแก้ย่ะ !

            “ถ้างั้นก็.... เอ่อ.... อุ๊ยสายครับ.....” หลานชายหมอผีใหญ่เรียกอย่างเกรงๆ เขาไม่อยากใช้ผู้อาวุโสนัก ถึงตอนนี้จะอยู่ในร่างหญิงสาวที่บางมุมก็ดูสุขภาพดีกว่ากล้วยกับกล้ายก็เถอะ โดยเฉพาะแถวๆหน้าอก

            “บ่ต้องหรอก” กล้วยตัดบท เธอเองก็ไม่อยากให้อดีตอาจารย์ต้องออกไปเสี่ยงนัก ส่วนหนึ่งเพราะเธอรู้ว่าสายไม่ชอบหลอกคน อีกส่วนเพราะเธอไม่ไว้ใจมนุษย์ทั้งห้าคนว่าจะทำอะไรสายหรือเปล่า เมาๆแบบนี้ต่อให้เป็นผีอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งอาจารย์ของเธอสวยๆแบบนี้ด้วยแล้ว “รอดูสถานการณ์ก่อน ถ้าเกิดเปิ้นยะอะหยังอันตรายขึ้นมาค่อยเอาปืนกลยิงกระสุนเปล่าไล่เปิ้นออกไป ถึงเมาเปิ้นก็น่าจะย่านเสียงปืนกลบ้างแหละ”

            “ยิงตอนนี้เลยบ่ดีกว่าก๋า”

            “ข้าเจ้าบ่อยากเสี่ยง” ราชินีตานีตอบเครียดๆ “อย่างที่กล้ายอู้ กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าเปิ้นจำได้แล้วไปเล่าหื้อคนอื่นฟังว่าได้ยินเสียงปืนกลแถวนี้ล่ะก็เป็นเรื่องใหญ่แน่”

            “เอาก็เอา.....”

 

            ห้องประชุมเงียบจนแทบได้ยินเสียงหัวใจที่โยนตัวกระแทกซี่โครงขณะสี่ตานี หนึ่งสมิง หนึ่งวิญญาณและหนึ่งมนุษย์จับตามองผู้บุกรุกทั้งห้าอย่างกังวลระคนหวาดหวั่น หกตนหนึ่งคนภาวนาอยู่ในใจให้พวกเขาหันหลังกลับออกไปจากสวนกล้วย หรืออย่างน้อยก็เลี้ยวไปทางอื่นที่ไม่ใช่มุ่งตรงเข้ามาหาโรงเก็บเครื่องบินและเรือนกระจกที่ต้นกล้วยของตานีทั้งสี่ปลูกอยู่เช่นนี้ แต่ดูเหมือนคำภาวนาจะไร้ผล ไม่ถึงห้านาทีต่อมา ห้าคนเมาก็เข้ามาในรัศมีห้าเมตรจากเรือนกระจกจนได้.....

 

            “กล้วย ยิงได้แล้ว !” กล้ายกระตุ้นเพื่อนสาวเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะลังเล

            “อื้ม”

            เด็กสาวหน้าจืดป้อนรหัสสั่งให้ปืนเปลี่ยนกระสุนเป็นกระสุนเปล่า และเมื่อเครื่องหมายบอกสถานะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เธอก็สั่งยิงทันที

 

            ภาพในหน้าจอแอลซีดีครึ่งหนึ่งเปลี่ยนจากแผนที่เป็นภาพจากกล้องที่ติดอยู่กับป้อมปืนกล หกคนหนึ่งตนจึงเห็นปฏิกิริยาของคนเมาทั้งห้าได้อย่างชัดเจน พวกเขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงปืนตับแรกดังขึ้นเหมือนข้าวตอกแตก และทันทีที่เห็นป้อมปืนกลที่ยืนทะมึนอยู่เหนือพื้นหญ้ารกร้าง ตาที่แดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็เหลือกลานเปลี่ยนเป็นสีขาวในฉับพลัน ทั้งห้าหันหลังกลับก่อนจะใส่เกียร์หมาโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิตโดยไม่รอให้ปืนยิงตับที่สอง เพียงไม่ถึงสองนาทีก็ออกไปพ้นเขตเมืองตานี ทิ้งเอาไว้เพียงฝุ่นทรายและฝุ่นคอนกรีตจากซากปรักหักพังที่คลุ้งตลบ

 

            “หื้อตายสิ เล่นเอาใจหายใจคว่ำ” กล้ายถอนหายใจเฮือก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวยังคงมองตามจุดทั้งห้าซึ่งยามนี้ข้ามถนนวงแหวนเลียบดอยกลับไปยังเขตเวียงแหงแล้ว “หวังว่าคงบ่มีจะอี้อีกเน่อ”

            “ฮื่อ”

 

            ราชินีตานีตอบแกนๆอยู่ในลำคอ ด้วยความกังวลอีกอย่างกำลังก่อตัวขึ้นมาในใจเหมือนเมฆมืด ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เด็กสาวภาวนาอยู่ในใจ ขอให้ลางสังหรณ์ของเธอคราวนี้ผิดด้วยเถิด แม้มันจะแม่นอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะช่วงสองสามเดือนมานี้ก็ตาม.....

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เลื่อยลันดา – ก็คือเลื่อยมือปื้นใหญ่ๆ ที่ใช้ตัดไม้นั่นแหละครับ

 

**เจ็ดสิบเอ็ด (71) – ร้านสะดวกซื้อชั้นนำของสารขัณฑ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าทำลายร้านโชห่วยของชาวบ้าน จนรัฐบาลของบางรัฐตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจากร้านโชห่วยเป็นร้านโชว์สวยเพื่อให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น