ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 69 : กิจกรรมรับน้องที่ลอยละลิ่วลงมาจากชั้นสิบเอ็ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “โอย..... นี่ยังบ่ถึงครึ่งอีกก๋า…..

            ตานีสาวผมหางม้าครางอย่างเหนื่อยอ่อนในตอนห้าทุ่มกว่าๆของค่ำวันพฤหัส สองอาทิตย์กว่าแล้วหลังจากเปิดเทอม และนั่นเท่ากับสามอาทิตย์กว่าแล้วหลังจากเธอและกล้วยไปเสี่ยงสิ้นอายุเอาข้อมูลมาจากโลกหลังความตาย แต่พวกเธอก็ยังประมวลผลข้อมูลไปได้เพียงไม่ถึงครึ่งของข้อมูลที่มีเลยด้วยซ้ำ

 

            ทั้งที่ขนาดไฟล์ตอนดาวน์โหลดมาบอกเอาไว้เพียงสิบกิกะไบต์ แต่พอเปิดไฟล์เข้าจริงๆ เด็กสาวผมหางม้าถึงเพิ่งรู้ว่ามันถูกบีบอัดแน่นเอี้ยดเหมือนรถไฟใต้ดินตานนะคอนช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ขนาดไฟล์ทั้งหมดกินเนื้อที่เกือบยี่สิบเทระไบต์ ทำเอาต้องเคลียร์ฮาร์ดดิสก์กันจ้าละหวั่น มิหนำซ้ำข้อมูลทั้งหมดยังถูกเข้ารหัสเอาไว้อย่างแน่นหนา แม้มันจะไม่ได้ตึงมือแฮกเกอร์ระดับสูงอย่างเธอมากนัก และแม้จะมีทั้งอุ๊ยสาย น้ำว้า น้ำไท หมิงและจ้าดคอยช่วย แต่เมื่อผนวกกับการต้องเรียนวิชาใหม่ๆที่ยากขึ้นทุกวัน รวมทั้งกิจกรรมเชียร์และกีฬาเฟรชชี่ที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ มันก็มากพอที่จะล้มตานีสาวลงไปนอนฟุบกับโต๊ะได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ดีนะที่เธอต้องรับมือแค่ภูตผีปีศาจจากรัฐเวียงตานเพียงรัฐเดียว ถ้าต้องรับมือทั้งสารขัณฑ์หรือแม้แต่ทั้งภาคเหนือ เธอยอมโดนผีร้ายขย้ำทั้งเป็นเสียดีกว่า.....

 

            “อุ๊ยสาย สุมาเน่อเจ้า แต่ข้าบ่ไหวแล้ว คืนนี้ขอนอนก่อนได้ก่อ” เด็กสาวผมหางม้าซึ่งยามนี้กลายเป็นหัวกระเซิงเหมือนเชิงฟักร้องขออาจารย์สาวเหลือน้อยพลางฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงาน

            “อื้มได้ๆ เดี๋ยวอุ๊ยจัดการต่อเอง” หญิงสาวหน้าหวานตอบอย่างใจดี แต่เธอก็อดแซวลูกศิษย์สาวไม่ได้ “อะหยังกัน ปกติกล้ายออกจะทน ยะหยังวันนี้ยอมง่ายๆจะอี้ล่ะ”

            “วันนี้ซ้อมหนักเจ้า พรุ่งนี้มีแข่งด้วย”

            “เอ๋ แข่งอีหยัง” หมิงผู้นั่งอยู่ข้างๆแทรกขึ้น ม่านตาเรียวแหลมเหมือนแมวกลางดวงตาสีเหลืองขยายกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ

            “อ้าว นี่ยังไม่ได้บอกหมิงอีกเหรอกล้ายว่ากล้ายเป็นนักกีฬาแบด.....” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่กลายเป็นเสียงอู้อี้เมื่อหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมใช้ฝ่ามืออุดปากเขาเอาไว้ได้ทันพอดี

            “เงียบๆไว้เถอะย่ะบ่าจ้าดง่าว !” กล้ายกัดเพื่อนหนุ่มก่อนจะหันขวับไปแยกเขี้ยวใส่สัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำ “เรื่องอะหยังจะบอกล่ะบ่าสมิงจ้าดง่าว”

            “แล้วเป็นหยังถึงสิบอกบ่ได้ล่ะบักตานีมักผู้สาวนี่” สมิงสาวชักสีหน้า มือจับไหล่เพื่อนสาวก่อนจะเขย่าเหมือนเธอเป็นกระป๋องสเปรย์ฉีดยุง “บอกมาเด๊ บอกมาๆ เฮาอยากไปเบิ่งกล้ายแข่ง !

            “เอ๊ะ ก็บอกว่าบ่บอก แล้วก็อย่าเขย่า !” กล้ายตวาดแว้ด เสียงของเธอขาดห้วงเล็กน้อยตามหัวที่สั่นคลอนเป็นตุ๊กตาหน้ารถ เธอดึงมือคู่กัดสาวออก ก่อนจะลุกพรวดแล้วฉวยข้อมือราชินีตานีลากออกไปจากห้องประชุม “ไปกล้วย ไปนอนกันดีกว่า”

            “อะ เอ๋ อื้ม” ผู้ถูกลากตอบงงๆ ด้วยยังตั้งตัวไม่ติด แต่ก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี

            “อ๊ะๆ สิไปเฮ็ดอีหยังกันน่ะ อย่าเด๊ เฮาติดกล้องวิดีโอแอบถ่ายไว้ในห้องนอนแล้วเด๊ เห็นทุกซอกทุกมุม เอาไปอัพขึ้นเว็บนี่ดังในพริบตาแน่”

            “บ่ได้ยะอะหยังทั้งนั้นแหละย่ะ แล้วพรุ่งนี้ก็ไปเอาออกหื้อหมดเลยเน่อ บ่อั้นเจอดีแน่ !

 

            “ยะหยังถึงบ่บอกหมิงล่ะกล้าย ตนอื่นกล้ายบอกไปหมดแล้วบ่แม่นก๋า” กล้วยถามขึ้นเมื่อพวกเธอเข้ามาในห้องนอนซึ่งน่าจะพ้นระยะการได้ยินอันดีกว่าปกติของสมิงสาวแล้ว ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะเหยียดเป็นรอยยิ้มหวานเย็น “อ๋อ ฮู้แล้ว บ่อยากหื้อหมิงหันถ้าเล่นแพ้แม่นก่อ บ่เป็นอะหยังหรอกน่า กล้ายออกจะเก่งจะอี้ บ่อั้นจะมาถึงรอบชิงชนะเลิศจะอี้ก๋า”

            “มันก็บ่แน่นี่” เด็กสาวผมหางม้าตอบอ้อมแอ้มพลางทิ้งตัวนั่งโครมลงบนเตียง “พรุ่งนี้แข่งกับวิทย์กีฬาด้วย กล้วยก็ฮู้นี่ว่าคณะนี้สัตว์ประหลาดกันทั้งนั้น”

            “แต่กล้ายก็แข่งชนะตัวเก็งทั้งครุพละแล้วก็สหเวชมาแล้วนี่”

            “วิทย์กีฬาก็ชนะรัฐศาสตร์มาเหมือนกันเน่อ สองเซ็ตรวดแบบอีกฝ่ายแทบไม่มีแต้มเลยด้วย......” กล้ายทำหน้ามุ่ย สาวผมทวินเทลพูดน้อยตบหนักแห่งรัฐศาสตร์ถือเป็นตัวเก็งอันดับสองของปีนี้รองจากสาวเหนือมนุษย์จากวิทย์กีฬา

            “น่า บ่เป็นอะหยังหรอก ข้าเจ้าเชื่อในตัวกล้าย” ตานีสาวหน้าจืดแตะไหล่เพื่อนยิ้มๆ ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะเปลี่ยนกลับเป็นยิ้มหวานเย็นอีกครั้งในฉับพลัน “เอ ว่าแต่ยะหยังกล้ายถึงได้บ่อยากแพ้หื้อหมิงหันจังเลย คึดอะหยังกับเปิ้นอยู่ก่อ.....”

            “อู้อะหยังน่ะกล้วย บ่มีอะหยังสักหน่อย แค่ย่านเปิ้นจะมาแหย่ น่ารำคาญ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมปฏิเสธทันควัน แต่อาการร้อนรนและแก้มที่แดงก่ำเป็นสตรอเบอรี่สุกกลับทำให้รอยยิ้มหวานเย็นปานน้ำผึ้งแช่แข็งของอีกฝ่ายกว้างขึ้นไปอีก “อย่ายะหน้าจะอั้นสิกล้วย ข้าย่านเน่อ !

            “แหม..... ชอบเปิ้นก็บอกมาเหอะ” กล้วยลากเสียงยิ้มๆ “ข้าเจ้าอยู่กับกล้ายตลอดยะหยังถึงจะบ่ฮู้ว่ากล้ายคึดอะหยัง”

            “บ่แม่นเน่อ ข้ามีกล้วยอยู่แล้ว ข้าจะไปชอบคนอื่นได้จะไดเล่า !?” ใบหน้ามาตรฐานรัฐเวียงตานของเด็กสาวผมหางม้ายามนี้แดงก่ำยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะกลายเป็นสีม่วง ก่อนที่เสียงของเธอจะเปลี่ยนเป็นแฝงแววงอนพร้อมกับใบหน้าที่งอง้ำ “อู้จะอี้กล้วยบ่เชื่อใจข้าก๋า กล้วยบ่ไว้ใจข้าก๋า”

            “โอ๋ๆ ล้อเล่นเน่อ ล้อเล่น” ราชินีตานีรีบปลอบเพื่อนสาวแม้จะด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เธอรู้ดีว่ากล้ายทำเสียงแบบนี้เมื่อไหร่ถ้าขืนยังล้อต่อได้มีงอนยาวให้เธอต้องเลี้ยงข้าวแหงๆ “จะอั้นก็นอนเถอะ เดี๋ยวหมิงขึ้นมาหันหมู่เฮาคุยกันก็โดนล้ออีกหรอก”

            “อื้ม”

 

            กล้วยเอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียงก่อนจะล้มตัวลงนอน เด็กสาวผมหางม้าแกะยางรัดผมของเธอออก ล้มลงกับเตียงตามเพื่อนสาวก่อนจะพยายามข่มตาให้หลับแม้ในหัวจะยังคงว้าวุ่น พรุ่งนี้เธอจะเอาชนะคู่แข่งได้หรือเปล่าหนอ เธอต้องทำได้สิ กล้วยอุตส่าห์พูดแบบนั้นแล้ว เธอต้องทำได้.....

 

 

            “สี่ต่อยี่สิบ วิศวะเสิร์ฟ !

            ดูเหมือนเธอคงทำได้ยากหน่อยเสียแล้ว แม้จะทุ่มทั้งแรงกายอย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ให้เกินขอบเขตมนุษย์ปกติให้กรรมการและผู้ชมผิดสังเกต และแรงใจที่ถูกเสริมอย่างเต็มที่ด้วยทั้งกล้วย จ้าด อร แก้ว ฟาง และเพื่อนๆจากภาคยานยนต์ที่ส่งเสียงเชียร์มาจากขอบสนามกันจนเสียงแหบเสียงแห้ง แต่มือแร็กเก็ตสาวจากวิทย์กีฬานั้นปีศาจชัดๆ ไม่ใช่แค่ชั้นเชิงที่โยกซ้ายทีขวาทีลากตานีสาวให้วิ่งพล่านไปทั่วคอร์ตเหมือนแมลงสาบยามค่ำคืนยังไงยังงั้น แต่ลูกตบของเด็กสาวร่างล่ำเหมือนเข้าฟิตเนสสามเวลาหลังอาหารนั้นแรงน้องๆ .50BMG ของกล้วยทีเดียว ตานีสาวบังเอิญโดนลูกหนึ่งเข้าไปกลางแสกหน้าถึงกับแทบจะหงายผึ่งลงไปกองกับพื้นสนาม อย่าว่าแต่จะหาทางทำแต้มเลย แค่มองให้ทันและตีโต้กลับไปให้ได้ก็เต็มกลืนแล้ว

 

            อย่างไรก็ตาม แม้จะตามอยู่ถึงสิบหกแต้มกับอีกหนึ่งเซ็ต และอีกเพียงแต้มเดียวคู่ต่อสู้ก็จะชนะ เด็กสาวผมหางม้าก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอจะแพ้ให้กล้วยเห็นไม่ได้.....

 

            “บังอาจยะข้าอับอายต่อหน้ากล้วยก๋า อย่างน้อยขออีกสักแต้มเหอะ !

            กล้ายพึมพำลอดไรฟันที่ขบกันแน่นก่อนจะเหวี่ยงไม้เสิร์ฟลูก มันลอยโด่งตรงไปยังมุมเส้นหลัง เด็กสาวผมหางม้าแอบภาวนาให้ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าลูกจะออก แต่นักแบดมินตันเจนศึกจากวิทย์กีฬาไม่หลงลูกไม้ตื้นๆแบบนี้ง่ายๆ เด็กสาวร่างล่ำช้อนไม้แบดส่งลูกหยอดมาหน้าเน็ต กล้ายสืบเท้าไปหยอดกลับ แต่วินาทีต่อมาเธอก็ตระหนักว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่ออีกฝ่ายตบเปรี้ยงทั้งที่ลูกพ้นเน็ตขึ้นมาเพียงไม่กี่เซนติเมตร เล่นเอาตานีสาวแทบจะเคลื่อนที่ในพริบตาไปรับตามสัญชาตญาณ แต่เธอก็ยั้งตัวเอาไว้ได้ทันก่อนจะถอยเท้าเหวี่ยงไม้แบดสุดแขน ปลายไม้สะกิดลูกให้ลอยข้ามเน็ตกลับไปได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด

 

            แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะพ้นวิกฤต วินาทีต่อมา เด็กสาวผมหางม้าก็ต้องวิ่งหน้าตั้งไปที่มุมคอร์ตด้านตรงข้ามเมื่อฝ่ายตรงข้ามสบโอกาสที่เธอเสียจังหวะยิงลูกยาวท้ายคอร์ต ยังไม่ทันจะหายใจได้เต็มปอด ลูกต่อมาก็ถูกหยอดลงตรงหน้าเน็ตจนเธอต้องกระโจนมารับแทบไม่ทัน

 

            กล้ายพยายามใช้กลยุทธตีลูกซ้ายทีขวาทีของคู่ต่อสู้หวังจะลากฝ่ายตรงข้ามเหมือนที่เธอถูกกระทำมาทั้งเกม แต่ไร้ผล แขนที่ยาวและตัวที่ใหญ่กว่า อีกทั้งประสบการณ์และความอึดที่โชกโชนกว่าเธอหลายเท่าของเด็กสาวจากวิทย์กีฬาก็ทำให้เธอเดาทางลูกตบของกล้ายได้แทบทุกลูก มิหนำซ้ำยังโยกกลับจนเธอกลายเป็นฝ่ายวิ่งเหมือนเดิมเสียเอง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหอบแฮ่ก รบกับเปรตและกระสือเป็นร้อยตนเมื่อปีที่แล้วยังไม่เหนื่อยขนาดนี้เลย ให้ตายเหอะ......

 

            เด็กสาวจากวิทย์กีฬาส่งลูกหยอดมาที่หน้าเน็ตอีกครั้ง ลูกง่ายๆไม่มีชั้นเชิงใดๆ แต่กล้ายไม่เหลือพลังกลายอีกแล้ว เธอวาดไม้หวังจะหยอดกลับ แต่กลับพลาดส่งลูกลอยโด่งขึ้นฟ้า ตรงไปยังไม้แบดของเด็กสาวร่างล่ำที่เงื้อรออยู่เบื้องบน.....

 

            “ยี่สิบเอ็ด สี่ วิทย์กีฬาชนะ !

            สิ้นเสียงของกรรมการ เสียงเฮก็ดังกึกก้องจากอัฒจันทร์ฝั่งวิทย์กีฬาราวกับเครื่องบินกำลังเร่งเครื่องเตรียมทะยานขึ้นฟ้า แต่แม้จะพ่ายแพ้ อัฒจันทร์ของวิศวะก็กระหึ่มไม่แพ้กันด้วยเพลงเชียร์ประจำคณะที่ทุกคนเต็มใจร้องเพื่อมอบให้เด็กสาวผมหางม้าแห่งภาคยานยนต์โดยเฉพาะ ทุกคนประจักษ์ด้วยตาตัวเองแล้วว่าเธอพยายามมากเพียงใด.....

 

            “สุมานักๆเน่อเอื้อยจ๋า เอื้อยแก้ว อ้ายวิน ข้ามาได้แค่นี้เอง.....”

            กล้ายยืนคอตกอยู่ท่ามกลางสมาชิกชมรมแบดมินตัน ใบหน้ามาตรฐานเวียงตานมีแววเศร้าสร้อย ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมีน้ำใสเอ่อคลอ ขณะเหล่าเพื่อนๆและรุ่นพี่ต่างล้อมวงเข้ามาตบหลังตบไหล่ปลอบใจรุ่นน้องสาวผู้ดูจะผิดหวังอย่างรุนแรงตนนี้กันคนละแปะสองแปะ

 

            “ไม่เป็นไรน่ากล้าย กล้ายเล่นเต็มที่แล้วล่ะ”

            “ใช่ๆ วิทย์กีฬามันเก่งเกินไปต่างหาก ดีไม่ดีถ้าเป็นเราอาจจะแพ้แบบไม่มีแต้มเลยด้วยซ้ำ”

            “ขนาดรัฐศาสตร์สองเซ็ตยังทำได้แค่สามแต้มเอง กล้ายทำได้แปดแต้มนี่สถิติใหม่เลยนะเนี่ย”

            “แต่ว่า.....”

            “น่ากล้าย อย่าเข้มงวดกับตัวเองมากนักเลย” จ๋า เด็กสาวปีสองผมยาวสลวยผู้เป็นประธานชมรมแตะไหล่ตานีสาวอย่างอ่อนโยน “ไปบูมปิดสนามกับเพื่อนๆเถอะ จะได้กลับบ้าน แล้วเดี๋ยวอาทิตย์หน้าปิดห้องเชียร์แล้วเดี๋ยวพี่เลี้ยงสเต็กวังเวียงเต็มที่เลย”

            “ขอบคุณมากเน่อเจ้าเอื้อยจ๋า” เด็กสาวผมหางม้าค้อมหัวให้รุ่นพี่สาว เสียงของเธอสั่นเครือน้อยๆด้วยความเสียใจ “แต่ข้าขอปิ๊กเลยได้ก่อ ข้าบ่มีหน้าไปบูมกับเพื่อนๆแล้ว.....”

            “อย่าคิดมากสิกล้าย กีฬาเฟรชชี่แข่งเอาสนุกๆเท่านั้นแหละ ไม่ใช่กีฬามหาลัยสักหน่อย” วิน เด็กหนุ่มผู้รั้งตำแหน่งรองประธานชมรมปลอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะหวังจะทำให้รุ่นน้องสาวอารมณ์ดีขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่ในโหมดมืดมนก็เสริมขึ้น “แต่ถ้ากล้ายอยากกลับก็ไม่เป็นไร ไว้เจอกันที่ชมรมหลังปิดห้องเชียร์นะ”

            “เจ้า ขอบคุณมากเน่อเจ้าทุกคน”

 

            ตานีสาวค้อมหัวอำลาเหล่ารุ่นพี่ ฉวยกระเป๋าไม้แบดขึ้นพาดบ่าก่อนจะเดินออกไปจากอาคารศูนย์กีฬา เด็กสาวผมหางม้าอดหันกลับไปมองอัฒจันทร์วิศวะซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนเตรียมบูมปิดสนามไม่ได้ แล้วน้ำใสก็เอ่อท้นขึ้นปริ่มขอบดวงตาสีเขียวเรืองแสงอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะหันหลังกลับและเดินจากไปท่ามกลางถนนที่มืดมิด

 

            “กล้าย กล้าย !

            เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเมื่อกล้ายเดินลงจากสะพานลอยมายังมหาวิทยาลัยอีกฝั่งหนึ่งอันเป็นที่ตั้งของคณะวิศวะและลานจอดรถที่เธอจอดเอาไว้เมื่อเช้า ตานีสาวหันกลับไปมอง กล้วยในชุดนักศึกษากระโดดลงบันไดสะพานลอยทีละสองขั้นลงมาหาเพื่อนสาว เบื้องหลังเธอ จ้าด อร แก้ว ฟาง และแพร เพื่อนสาวหน้าหมวยตากลมใส่แว่นจากภาคยานยนต์ตามลงมาติดๆ

 

            “กล้าย บ่เป็นอะหยังเน่อ” ราชินีตานีถามทันทีที่เข้าถึงตัวกล้าย ใบหน้าจืดแฝงแววเป็นห่วงระคนกังวล

            “กะ.... กล้วย.....” เด็กสาวผมหางม้าถอยกรูดอย่างลืมตัวราวกับเห็นเพื่อนสาวเป็นผีร้าย แต่เมื่อคุมสติได้ เธอก็เบือนหน้าหนีก่อนจะล้วงเอากุญแจรถออกมาให้อีกฝ่าย “ถ้าจะปิ๊กก็ปิ๊กไปก่อนเถอะกล้วย เอารถไปเลยก็ได้ ข้าขออยู่ตนเดียวสักพัก....”

            “อะไรเนี่ยกล้าย แพ้แค่นี้เอง ไม่สมกับเป็น อุ้ก.....” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดหายไปดื้อๆ เมื่อเจ้าตัวลงไปคุกเข่าตัวงออยู่กับพื้นด้วยถูกกล้วยถองพลั่กเข้าให้ที่ลิ้นปี่เต็มแรง

            บ่ฮู้อะหยังก็เงียบๆไปเหอะบ่าจ้าดง่าวราชินีตานีดุเพื่อนหนุ่มเสียงเขียวผ่านโทรจิต เห็นกล้ายแข็งๆจะอี้เปิ้นถือเรื่องแพ้ชนะมากเน่อ ขนาดตอนเด็กๆแข่งกีฬาในโรงเรียนตานีแพ้ยังแอบไปร้องไห้ตนเดียวตั้งสองสามวัน

            กั๊บ ขอสุมานักๆกั๊บ.....

            “กล้าย อย่าคึดมากเลยเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดหันกลับมาปลอบเพื่อนสาวต่อ “กล้ายยะดีที่สุดแล้วล่ะ แต่คู่ต่อสู้ของกล้ายเก่งเกินไปเท่านั้นเอง”

            “ใช่ๆ” แก้ว สาวแว่นทวินเทลที่ภาคอากาศยานภูมิใจเสนอรีบพยักหน้าก่อนจะเสริม “กล้ายเล่นดีมากแล้วล่ะ ถ้าเราลงไปเล่นสงสัยแพ้ไม่มีแต้มตั้งแต่ห้านาทีแรกแล้วด้วยซ้ำ”

            “แต่นั่นบ่แม่นข้ออ้าง จะไดแพ้ก็คือแพ้อยู่วันยังค่ำ” ตานีสาวผมหางม้าตอบกลับเสียงมืดมน “ข้าแพ้แล้ว แพ้ต่อหน้ากล้วยด้วย ข้าบ่กล้าสู้หน้ากล้วยอีกต่อไปแล้ว.....”

            “กล้ายนี่ยึดติดกับกล้วยจริงนะ” เด็กสาวผิวคล้ำนามฟางพูดยิ้มๆ แต่กลับทำให้ทั้งกล้ายและกล้วยสะดุ้งเฮือก “เราก็ตงิดๆมานานแล้ว คู่นี้มีอะไรกันรึเปล่าน้า.....”

            “ก็ข้าเคยอู้แล้วจะไดว่าข้าฮักกล้....”

            “บ่มีอะหยังทั้งนั้นแหละน่า คึดมากไปได้” กล้วยยกมือปิดปากเพื่อนสาวได้ทันท่วงทีพลางตะเบ็งเสียงกลบ ขณะรอยยิ้มหวานเย็นผุดขึ้นบนริมฝีปากของอร แก้ว ฟางและแพรเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน “เอ้า ปิ๊กกันเถอะ แล้วก็เลิกยิ้มจะอั้นได้แล้ว บอกว่าบ่มีอะหยังก็บ่มีอะหยังสิ !

            “แน่ใจเหรอจ๊ะ.....” อรย้อนถามเสียงปะเหลาะ ดวงตากลมโตเหมือนเนื้อทรายหรี่ลงอย่างไม่น่าไว้ใจ “แล้วทำไมต้องปิดปากกล้ายแบบนั้นด้วยล่ะ.....”

            “ก็ย่านเปิ้นจะงอแงอีกจะได” เด็กสาวหน้าจืดตอบลวกๆ ก่อนจะตัดบท “เอ้า ไปกันเหอะ ปิ๊กบ้านกันได้แล้ว นี่ก็จะมืดแล้วเน่อ แม่หญิงปิ๊กบ้านดึกๆ เดี๋ยวจะอันตราย”

            “จ้า จ้า.....”

            สุมาเน่อกล้ายราชินีตานีแอบโทรจิตกับเพื่อนสาว เดี๋ยวปิ๊กโรงเก็บเครื่องบินข้าเจ้ายะแกงผักหวานใส่ปลาย่างหื้อเน่อ

            บ่ต้อง ! ข้าบ่งอแงแล้วก็ได้ บ่ต้องลงทุนขนาดนั้นหรอก ข้าย่านท้องเสีย !’

 

            “เอ้อ นี่ เคยได้ยินที่เขาว่ามีคนโดดตึกตายที่ตึกเรียนรวมวิทยาศาสตร์หนึ่งเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วรึเปล่า” จู่ๆ สาวแว่นจากภาคยานยนต์ก็ถามขึ้นเมื่อห้าคนสองตนเดินมาเกือบจะถึงคณะวิทยาศาสตร์

            “เคยสิ ใครไม่เคยก็แย่แล้ว เขาพูดกันทั้งคณะ ทั้งมหาลัยเลยด้วยซ้ำ” ฟางตอบ “ได้ยินว่ามีผีออกมาอาละวาดด้วยนะ”

            “ฮึ้ย จะพูดทำไมตอนนี้เล่า.....”

 

            อรผู้ไม่คุ้นและไม่ถูกกับเรื่องพวกนี้อย่างแรงด้วยไม่ได้มาจากเมืองคนเห็นผีอย่างตานนะคอนห่อไหล่ ดวงตากลมหลุบต่ำไม่กล้ามองอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กประดับกระจกสูงสิบแปดชั้นของตึกเรียนรวมหนึ่งซึ่งทาทาบท้องฟ้าสีน้ำเงินกำมะหยี่ของยามค่ำฤดูร้อนเป็นเงาตะคุ่มอยู่เบื้องหน้า ตรงข้ามกับสองตานีสาวและอีกหนึ่งบ่าจ้าดง่าวที่หูผึ่งทันที

 

            “ผียังไงเหรอฟาง” หลานชายหมอผีใหญ่ถาม แต่แอบหันไปสบตากับเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองแวบหนึ่ง

            “อ้าว จ้าดไม่เคยได้ยินเหรอ” แก้วตอบแทน “ก็ที่เขาบอกว่าถ้ามองขึ้นไปจากทางเดินตรงนี้ล่ะก็ อาจจะเห็นร่างสีดำๆ ลอยละลิ่วลงมาจากชั้นสิบเอ็ด พอลงมาถึงพื้นก็ร้องโหยหวนก่อนจะหายไป”

            “ก็บอกว่าอย่าพูดไง !” เด็กสาวคนสวยแห่งภาคอากาศยานเริ่มออกอาการหงุดหงิด โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้ตึกเรียนรวมที่กำลังพูดถึงกันอยู่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ “ถึงคณะก่อนค่อยพูดก็ได้นี่ !

            “ไม่เอา” เด็กสาวผมทวินเทลยิ้มแยกเขี้ยว “แกล้งอรแบบนี้นี่แหละสนุกดี”

            “ไม่เอ๊า.....!

            กล้วย กล้าย จับพลังงานวิญญาณของผีตนนี้ได้บ้างรึเปล่า จ้าดเหลียวหลังมาถามเพื่อนสาวทั้งสองผ่านโทรจิต

            อยู่ในรายชื่อจับตามองอยู่นานแล้ว ตั้งแต่เปิ้นกระโดดตึกตายเลยนั่นแหละราชินีตานีตอบ แต่ระดับปฏิกิริยาวิญญาณร้ายยังต่ำอยู่ แล้วก็บ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หมู่เฮาก็เลยบ่ได้ใส่ใจ ยิ่งช่วงนี้ยุ่งๆอยู่ด้วย

            อ๋อ งั้นก็คงไม่เป็น.....

 

            “กรี๊ด.................!

            ประโยคของหลานชายหมอผีใหญ่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู หนึ่งมนุษย์สองตานีแหงนหน้าขึ้นมองตึกสิบแปดชั้นข้างตัวด้วยรู้ดีว่าสาเหตุของเสียงกรีดร้องคืออะไร แล้วทั้งสามก็เห็นเงาร่างหนึ่งลอยละลิ่วลงมาจากเบื้องบน มันกระแทกพื้นด้วยความเร็วสูงห่างจากทั้งเจ็ดไปเพียงไม่กี่เมตรก่อนจะแตกโพละ ส่งของเหลวสีดำคล้ำสาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทาง เสียงกรีดร้องโหยหวนเสียดแทงผ่านอากาศอุ่นสบายของยามค่ำเหมือนใบมีดโกนคมกริบ ก่อนที่มันจะหายวับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

            เสียงตุ้บเบาๆใกล้ตัวดึงให้กล้วยก้มหน้ากลับลงมามอง แล้วเธอก็เห็นอรเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว ใบหน้าสวยหวานเหมือนตุ๊กตาซีดขาวราวกระดาษ ดวงตากลมโตที่เบิ่งค้างจ้องมองไปยังจุดที่ร่างแหลกเหลวเพิ่งจะหายไปฉายแววว่างเปล่า ดูเหมือนเธอกำลังจะหมดสติได้ทุกเมื่อ ข้างตัวเธอ แก้ว แพรและฟางซึ่งคุมสติได้ดีกว่ายังคงยืนอยู่ได้ แต่ขาส่วนที่ไม่ถูกกระโปรงพลีตสีดำบดบังก็สั่นพั่บๆ อย่างเห็นได้ชัด แม้แก้วและแพรจะมาจากรัฐเวียงตานและเห็นผีได้เป็นปกติ แต่พวกเธอก็ไม่เคยเห็นผีลอยละลิ่วลงมาแตกโพละต่อหน้าต่อตาในระยะเผาขนเช่นนี้มาก่อน

 

            “แง หนูอยากกลับบ้าน.....” จู่ๆอรก็ร้องไห้ออกมาดื้อๆ เหตุการณ์เมื่อกี้สยดสยองเกินไปมากสำหรับการเห็นผีครั้งแรกของเธอ “บอกแล้วว่าอย่าพูดๆ ก็ไม่เชื่อ อยากแกล้งเรากันนัก แล้วเป็นไง เขาโผล่ออกมาเลยเห็นมั้ย.....”

            “ขะ.... ขอโทษนะอร เราก็ไม่คิดว่าเขาจะโผล่ออกมาจริงๆเหมือนกัน” เด็กสาวผมทวินเทลนั่งลงลูบหลังลูบไหล่ปลอบเพื่อนสาวซึ่งสะอึกสะอื้นฮักๆอย่างน่าสงสาร “อย่าร้องน่า เดี๋ยวพรุ่งนี้เราเลี้ยงข้าวเหนียวไก่ทอดวิศวะจานใหญ่เลยเอ้า”

            “ไม่เอาย่ะ เดี๋ยวอ้วน !

            “เอ ว่าแต่ มีผีหลอกหลอนจนลือไปทั่วมหาลัยแบบนี้ทำไมถึงยังไม่มีคนมาจัดการซะทีล่ะ” แพรเอ่ยขึ้น เสียงของเธอยังคงสั่นน้อยๆ “ปกติถ้ามีคนเห็นผีหลอกหลอนแบบนี้ที่ไหนจะต้องมีหมอผีมาปราบภายในแค่สองสามวันเองไม่ใช่เหรอ”

            “คงยังไม่มีคนจ้างมั้ง” จ้าดเดา “หรือไม่ก็ผีตนนี้เฮี้ยนเกินไปจนหมอผีเอาไม่อยู่.....”

            “อย่าพูดแบบนั้นสิจ้าด เรายิ่งกลัวๆอยู่นะ !” เด็กสาวคนสวยโวย

            “อ๊ะ ขอโทษฮับ.....”

            “แต่ถึงหมอผีธรรมดาจะไม่ทำอะไร ตานีก็น่าจะเคลื่อนไหวบ้างนะ” คำพูดของเด็กสาวผิวคล้ำทำเอากล้วยและกล้ายสะดุ้งเฮือก “ปล่อยให้ชาวเมืองหวาดกลัวอยู่แบบนี้ไม่สมกับเป็นตานีเลยไม่ใช่เหรอ”

            “ถึงจะอู้จะอั้นก็เหอะ แต่นิยามคำว่าผีร้ายของตานีคือเปิ้นต้องทำร้ายหรือยะหื้อเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ แต่นี่เปิ้นแค่ปรากฏตัวออกมาหื้อหันเฉยๆ ตานีคงบ่ยะอะหยังหรอก”

            “กล้ายไปรู้นิยามผีร้ายของตานีมาจากไหนเนี่ย”

            “อะ อ๋อ” เด็กสาวผมหางม้าสะดุ้งเฮือกอีกรอบ เธอดันลืมตัวหลุดปากไปซะได้ “ก็.... ก็สารคดีตานีนั่นจะได เปิ้นเพิ่งจะบอกไปเมื่อคราวที่แล้วนี่เอง”

            “ใช่เหรอ” ฟางขมวดคิ้วน้อยๆ “เราก็ดูคราวที่แล้วเหมือนกันทำไมไม่เห็นเขาบอกเลย”

            “ครั้งได๋สักครั้งนั่นแหละ ข้าเจ้าก็ได้ยินเหมือนกัน” ราชินีตานีตัดสินใจเข้าช่วยเมื่อเห็นเพื่อนสาวทำท่าจะหลุดพิรุธที่อาจเปิดเผยตัวตนของพวกเธอได้ “ข้าเจ้าว่าอย่าไปสนใจเปิ้นมากนักเลย ผีบางตนพอหันคนสนใจก็จะปรากฏตัวบ่อยขึ้นเน่อ ปิ๊กบ้านกันดีกว่า”

            “อะ อื้ม ไปกันเถอะ” ขาของอรมีแรงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินประโยคก่อนสุดท้ายของเด็กสาวหน้าจืด “แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมเลี้ยงข้าวเหนียวไก่เราล่ะแก้ว จะกินสักห้าหกจานเลยคอยดู !

            “อ้าว ไหนว่ากลัวอ้วนไงยะ !?

            “การแก้แค้นสำคัญกว่าย่ะ !

 

            ทางเดินกลับคณะซึ่งมีต้นไม้ปกคลุมครึ้มและขนาบข้างด้วยตึกเก่าทึมของคณะวิทยาศาสตร์ดูน่ากลัวขึ้นหลายสิบเท่าหลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ในที่สุด หกสาวกับอีกหนึ่งบ่าจ้าดง่าวก็เดินมาถึงเขตคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้โดยไม่มีผีตนใดปรากฏหัวออกมาให้เห็นท่ามกลางความโล่งใจเป็นที่สุดของอร แม้เธอพอจะรู้ว่าคณะตัวเองก็ผีเยอะไม่แพ้กัน แต่อย่างน้อยผีรุ่นพี่และผีอาจารย์ที่คุยภาษาวิศวะด้วยกันรู้เรื่องก็น่าจะดีกว่าผีคณะวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง.....

 

            “ทุกคนปิ๊กบ้านกันจะไดนี่” กล้วยเอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินมาถึงลานจอดรถ “หื้อไปส่งก่อ หมู่เฮามีรถ”

            จะดีเหรอกล้วย อย่าลืมว่ารถเราไม่ใช่รถทั่วไปนาเด็กหนุ่มหน้าดุโทรจิตท้วงเพื่อนสาว

            บ่เป็นอะหยังหรอก วันนี้หมู่เฮาเอาคันบ่มีปืนมา ราชินีตานีตอบ เธอรู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะกลับค่ำ จึงเอารถคันที่ดูปกติกว่ามาเผื่อไปส่งเพื่อนๆ

            “ขอบคุณมากกล้วย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรากลับรถไฟฟ้ากับอร” สาวแว่นทวินเทลตอบ ก่อนจะหันไปล้อแกมหลอกเพื่อนสาว “ต้องไปส่งให้ถึงบ้านเลย เผื่อผีตนไหนโผล่ออกมาอีก”

            “ก็บอกว่าอย่าพูดไงเล่า !

            “ฟางล่ะ”

            “เรากลับรถเมล์ประจำอยู่แล้วล่ะ เดี๋ยวเดินไปพร้อมกับอรกับแก้วนี่แหละ ขอบคุณมาก”

            “แล้วแพร.....”

 

            เสียงของกล้วยขาดหายไปในลำคอเมื่อเธอหันหลังกลับไปหาสาวแว่นตากลมจากภาคยานยนต์ แต่เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว คิ้วบางขมวดเข้าหากันน้อยๆ ขณะเธอเหลียวซ้ายแลขวามองถนนหน้าคณะที่ยังพอมีคนเดินอยู่บ้าง แต่ไม่มีคนที่ดูเหมือนแพรเลยสักคน

 

            ตานีสาวหน้าจืดหันมองหน้ากล้ายอย่างงุนงงระคนสงสัย ก่อนจะหันต่อไปยังจ้าด อร แก้วและฟางตามลำดับ แต่ใบหน้าของทุกคนก็มีเครื่องหมายคำถามตัวเป้งแปะอยู่เช่นเดียวกับเธอ เมื่อไม่ถึงยี่สิบวินาทีที่แล้วแพรยังอยู่ตรงนี้เลย ทุกคนและทุกตนเพิ่งจะได้ยินเสียงหัวเราะของเธอไปด้วยซ้ำ แล้วเธอหายไปไหนกัน

 

            “กลับไปแล้วมั้ง” เด็กสาวผิวคล้ำเดา

            “บ่น่า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมส่ายหน้า “แพรเปิ้นจะบอกทุกครั้งเวลาจะไปที่ได๋ ข้าอยู่กับเปิ้นมาข้าฮู้”

            “อาจจะมีธุระด่วนอะไรก็ได้มั้งเลยรีบออกไป” แก้วสันนิษฐานบ้าง

            “แต่อย่างแพรไม่น่าจะวิ่งเร็วขนาดนี้นะ ยิ่งใส่ชุดนักศึกษาอยู่ด้วย ถ้าวิ่งเร็วๆ กระโปรงได้เปิดเห็นกางเกงในกันพอดี”

            “เหตุผลดี แต่อู้ได้ทุเรศมากบ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวหน้าจืดกัดเพื่อนหนุ่มเสียงต่ำๆ

            “อ้าว หรือไม่จริง”

            “บางอย่างมันก็บ่จำเป็นต้องอู้ย่ะ” ราชินีตานีสวนกลับเสียงเขียว “กล้ายมีหมายเลขเปิ้นก่อ โทรหาหน่อยสิ”

            “เรามีๆ” ฟางตอบแทนเพื่อนสาว “เดี๋ยวเราโทรเอง ของเราโทรฟรีช่วงนี้พอดี”

 

            เด็กสาวผิวคล้ำล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากระโปรง เลื่อนนิ้วไล่หาหมายเลขก่อนจะกดโทรออก ด้วยความเคยชิน เธอหันหลังออกจากกลุ่มก่อนจะเดินไปสองสามก้าวพลางยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู แต่แล้วเธอก็ชะงักค้างขณะโทรศัพท์ยังอยู่ห่างจากหูเกือบสองนิ้ว

 

            “ทำอะไรน่ะฟาง ไม่เอาโทรศัพท์แนบหูแล้วจะได้ยินมั้ยน่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุพูดกลั้วหัวเราะ

            “นะ.... นั่น.....”

 

            สามคนสองตนมองตามมือสั่นเครือของฟางที่ชี้ไปยังตึกเรียนรวมคณะวิทยาศาสตร์ที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา แล้วไขสันหลังของทั้งห้าก็เย็นวาบราวกับถูกราดด้วยมีเทนเหลวในฉับพลัน....

 

            หน้าต่างชั้นหกของตึกเรียนรวมเปิดไฟสว่างไสวทั้งที่ตึกน่าจะปิดไปตั้งแต่ห้าโมงครึ่งหรือเกือบสี่ชั่วโมงที่แล้ว หลอดทดลองและขวดใส่สารต่างๆ ของแล็บเคมีที่วางเรียงกันอยู่บนชั้นมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างเกือบร้อยเมตร แต่ที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเด็กสาวใส่แว่นหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนอ่างล้างมือติดผนัง ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้าขณะเธอรัวกำปั้นทุบกระจกอย่างเอาเป็นเอาตาย เบื้องหลังเธอ ควันสีดำค่อยๆมารวมกันเป็นเงาร่างเลือนรางที่ยืนตระหง่านง้ำอยู่เหนือตัวเธอ ก่อนที่ไฟจะดับพรึ่บ กลืนทั้งเด็กสาวและเงาทะมึนให้หายไปในความมืดมิด

 

            ยังไม่ทันจะหายช็อก หัวใจของตานีสาวทั้งสองก็ร่วงวูบเมื่อโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าส่งเสียงร้องเตือนดังลั่น เด็กสาวหน้าจืดควักมันออกมาดูทันทีพลางภาวนาอยู่ในใจให้สิ่งที่มันร้องเตือนไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังวิตก แต่คำภาวนาดูจะไร้ผล กลางหน้าจอขนาดห้านิ้ว ดัวเวียงสีแดงบาดตาแสดงข้อความที่บาดใจไม่แพ้กัน

 

            “เตือนปฏิกิริยาวิญญาณร้ายระดับห้า”

 

            “แพร !?

            “ทำไงดี !?

            “เรียกหมอผีเลยดีกว่า !” ฟางล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาไล่หาหมายเลขหมอผีที่เธอเคยใช้บริการทันที แต่กล้วยยกมือขึ้นเบรกเธอไว้

            “บ่ทันแน่ หมอผีที่อยู่ใกล้ที่สุดกว่าจะเตรียมอุปกรณ์จนมาถึงนี่อย่างน้อยก็สิบนาที ป่านนั้นผีร้ายมันจะยะอะหยังไปแล้วบ้างก็บ่ฮู้” กล้วยพูดเสียงหนักแต่เร็วปรื๋อจนแทบฟังไม่ทัน “อีกอย่าง ผีร้ายตนนี้มีพลังสูงมาก หมอผีธรรมดาข้าเจ้าย่านจะรับมือมันบ่ไหว”

            “แล้วกล้วยจะให้ทำยังไงล่ะ”

            “เดี๋ยวหมู่เฮาจัดการเอง อรฟางแก้วปิ๊กไปก่อนเลย อยู่ตรงนี้อันตราย อาจจะโดนลูกหลงก็ได้”

            “หา ?” คิ้วของสาวอากาศยานทั้งสามขมวดพร้อมๆกัน

            “ข้าเจ้ายังบ่เคยบอกสิเน่อว่าหมู่เฮาก็เป็นหมอผี”

            “อะ.... เอ๋ !?

            “แต่กล้วยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าหมอผีธรรมดายังจะรับมือมันไม่ไหว แล้วหมอผีสมัครเล่นอย่างกล้วยจะรับมือมันไหวได้ยังไงล่ะ !?” เด็กสาวผิวคล้ำท้วงเสียงแข็ง

            “เชื่อข้าเจ้าเหอะ ปิ๊กไปก่อน หมู่เฮาจัดการเอง หมู่เฮาช่วยแพรได้แน่ ข้าเจ้าสัญญา”

            “แต่....”

            “เชื่อกล้วยเหอะฟาง เรากลับกันไปก่อนดีกว่า” แก้วดึงข้อมือเพื่อนสาว ก่อนจะหันมาพูดกับราชินีตานี “ถ้างั้นฝากแพรด้วยนะ”

            “อื้ม ไปกันเหอะกล้าย จ้าด”

 

            สามสหายร่วมรบผละจากสามสาวอากาศยานวิ่งตรงกลับไปยังตึกเรียนรวม กล้วยเหลียวหลังให้แน่ใจว่าเพื่อนสาวชาวมนุษย์ทั้งสามเดินไปจากลานจอดรถแล้วจึงเรียกสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวของเธอออกมาจากอุปกรณ์เก็บอาวุธ ตานีสาวผมหางม้าเรียกไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดของเธอออกมาโยนให้หลานชายหมอผีใหญ่ ก่อนจะเรียกอีกกระบอกมาถือไว้เอง

 

            กระโดดตึกตายแล้วจับคนไปแบบนี้ คงเอาไปเป็นตัวตายตัวแทนหรือไม่ก็เป็นเพื่อนสินะเด็กหนุ่มหน้าดุสันนิษฐานลอยๆ

            เป็นเพื่อนอาจจะแม่น แต่ตัวตายตัวแทนบ่น่าแม่นราชินีตานีตอบ นายก็หันนี่ว่าผีทั่วๆไปบ่ได้อยากไปโลกหลังความตายกันอยู่แล้ว และเรื่องตายที่ได๋จะต้องสิงสู่อยู่ที่นั่นก็บ่แต๊เหมือนกัน ตัวเปิ้นเองนั่นแหละที่อยากสิงสู่อยู่ที่เดิม บ่แม่นว่าเป็นข้อจำกัดอะหยัง เพราะจะอั้นคราวนี้ข้าเจ้าว่าถ้าบ่แม่นกรณีทำร้ายคนสุ่มๆธรรมดา ก็คงหวังจะเอาไปเป็นเพื่อน หรือบ่อั้นก็คงต้องมีความแค้นส่วนตัวกับแพร

            แต่ดูแล้วแพรไม่น่าจะรู้จักผีตนนั้นนะ

            ก็บ่แน่ แพรเปิ้นออกจะหน้านิ่งๆอยู่ด้วย กล้วยหัวเราะหึๆ

            หน้าจืดๆนิ่งๆอย่างตัวเองยังจะไปว่าเขาอีกนะ.....

            เงียบๆไปเหอะย่ะบ่าจ้าดง่าว !’ เด็กสาวหน้าจืดกัดเพื่อนหนุ่มอย่างหงุดหงิดก่อนจะกลับสู่โหมดเป็นงานเป็นการ เธอประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณหน่วยอาวุธระยะไกลซึ่งต้องวางแผนการรบเชิงยุทธศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง ปฏิกิริยาวิญญาณร้ายระดับห้า แปลว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะทำร้ายเหยื่อจนถึงชีวิต การทำร้ายเหยื่อที่เป็นไปได้มากที่สุดคือผลักหื้อตกลงมาตายเหมือนตัวเอง เป้าหมายแรกของปฏิบัติการคือช่วยตัวประกัน เป้าหมายรองคือสืบหาแรงจูงใจและเป้าหมายของผีร้าย เป้าหมายสุดท้ายถ้าผีร้ายบ่มีแรงจูงใจที่ฟังขึ้นก็กำจัดได้ทันที จุดที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุดคือรอบตึกทั้งสี่ด้านรวมทั้งบันได กล้ายขอแผนยุทธวิธีด้วย

            กล้วยไปตึกแท็บ คอยดูด้านตะวันตกกับใต้ เคลื่อนที่ในพริบตาไปเลย แถวนี้บ่มีคน หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหมายถึงตึกเตี้ยๆ ที่อีกมุมหนึ่งของตึกเรียนรวม จ้าดขึ้นตึกนี้ไป คอยดูด้านตะวันออกกับเหนือ เธอชี้มือไปยังตึกฟิสิกส์เก่าทึมซึ่งทอดตัวยาวอยู่ข้างทางเดิน ถ้าหันผีร้ายยิงได้ทันที แต่ถ้าหันแพรตกลงมาโทรจิตบอกข้าทันทีเน่อ ข้าจะเบรกแล้วก็ลงไปรับเปิ้น เข้าใจก่อ

            อื้ม

            จะอั้นก็แยกย้ายได้เลย

 

            สองตานีสาวหายวับไปทันทีเมื่อร่างกายของพวกเธอเปลี่ยนเป็นพลังงานวิญญาณก่อนจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้เคียงแสงไปยังที่หมาย ขณะจ้าดก้าวถอยหลังก่อนจะวิ่งส่งตัวกระโดดข้ามประตูเหล็กเตี้ยๆไปลงพื้นตุ้บบนพื้นหินเย็นๆของตึกฟิสิกส์ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นแข็งดังก้องไปทั่วโถงทางเดินทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ใจหายวาบ เด็กหนุ่มหลบวูบเข้ามุมมืดใต้บันได หัวใจโยนตัวกระแทกซี่โครงไม่เป็นจังหวะ หวังว่ายามของคณะวิทยาศาสตร์คงไม่ได้ยินเสียงเมื่อกี้หรอกนะ ไม่งั้นเขาอาจจะโดนเล่นงานถึงขั้นพักการเรียนโทษฐานบุกรุกสถานที่ยามวิกาลก็เป็นได้.....

 

            จ้าดซุ่มอยู่เกือบห้านาทีจนแน่ใจว่ายามคงไม่มาแล้วก็ลุกขึ้น เหลียวซ้ายแลขวาสองสามขวับให้แน่ใจว่าทางสะดวกก่อนจะกระโจนขึ้นบันไดทีละสองขั้นอย่างเงียบเชียบราวกับแมวไปยังชั้นสองของตึก เขาได้ที่ซุ่มริมระเบียงซึ่งมีตู้เหล็กเก่าคร่ำคร่าสูงท่วมหัวที่กำบังเขาจากระเบียงส่วนที่เหลือได้พอดี เด็กหนุ่มดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิง สะบัดกางขาทรายตั้งปืนไว้กับพื้นก่อนจะบิดเปิดห้ามไก ดวงตาตี่มองขึ้นไปตามเงาตะคุ่มมืดสลัวของตึกเรียนรวม ในใจภาวนา ขอให้แพรปลอดภัยด้วยเถิด.....

 

            ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ไม่มีใครทันรู้สึกถึงการสั่นเบาๆจากข้อความที่ถูกส่งเข้าโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงและกระโปรงเลยสักคนหรือตนเดียว.....

 

            “กล้วย กล้าย จ้าด หยุดก่อน พวกกล้วยกำลังโดนผีหลอกอยู่เด๊ !

 

 

            “แก้วกับอรว่าแปลกมั้ย”

            จู่ๆฟางก็เอ่ยขึ้นขณะพวกเธอเดินมาเกือบจะถึงป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย

 

            “แปลก ?” เด็กสาวตาโตทวนคำ เอียงคอน้อยๆอย่างงุนงง “อะไรแปลก”

            “ก็กล้วยกับกล้ายน่ะสิ”

            “แปลกยังไง” แก้วถามบ้าง

            “ไม่มีใครคิดว่ามันแปลกเลยเหรอ ที่เมื่อกี้กล้วยบอกว่าผีตนนั้นมีพลังสูงมากน่ะ” เด็กสาวผิวคล้ำมองหน้าเพื่อนซ้ายทีขวาทีอย่างประหลาดใจ “ปกติคนทั่วไปจะพูดได้ทันทีเลยเหรอว่าผีตนนั้นมีพลังแค่ไหนน่ะ”

            “ก็เขาเป็นหมอผีไม่ใช่เหรอ” อรท้วง “หมอผีก็น่าจะมีสัมผัสอะไรสักอย่างอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย”

            “ไม่ใช่แค่นั้นสิ” ฟางตอบ “เขาบอกเองว่าหมอผีทั่วไปจัดการผีตนนั้นไม่ไหวแต่ดันจะไปจัดการซะเอง แถมยังรู้นิยามผีร้ายของตานีอีก”

            “ก็เขาบอกว่าได้ยินมาจากสารคดีตานีนี่”

            “แต่เราก็ดูสารคดีนั่นทุกตอนเหมือนกันนะ ไม่เห็นเขาจะพูดสักตอนเลย ลองดูย้อนหลังก็ได้ เรามีในมือถือ”

            “สรุปแล้วฟางต้องการบอกเราว่าอะไรเนี่ย” สาวแว่นทวินเทลชักฉุนเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มตีรวน “คิดว่าสองคนนั้นเป็นตานีรึไง”

            “ถูกเผงเลย”

 

            เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง มีเพียงเสียงรถเมล์สายที่ฟางต้องนั่งกลับบ้านที่วิ่งผ่านหน้าไป แต่เด็กสาวผิวคล้ำดูจะไม่สนใจ ประเด็นนี้คุ้มค่ากับการรอรถเมล์คันต่อไปอีกยี่สิบนาที

 

            “คิดๆดูมันก็อาจจะจริงนะ” ในที่สุด อรก็เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “ยิ่งถ้าคิดถึงสีผมกับสีตาของสองคนนั้นด้วยแล้ว.....”

            “ก็เขาบอกว่าเขาย้อมแล้วก็ใส่คอนแทกต์เลนส์เอาไม่ใช่เหรอ” สาวแว่นเพียงคนเดียวในกลุ่มยังคงไม่ปักใจเชื่อ

            “ลองคิดดูดีๆสิแก้ว คอนแทกต์เลนส์ที่ไหนจะมีสีเขียวเรืองแสงวิ้งๆแบบตากล้ายบ้าง” เด็กสาวผิวคล้ำให้เหตุผล “อีกอย่าง กล้ายน่ะยังพอว่า แต่แก้วคิดว่านิสัยตรงเผงอย่างกล้วยจะย้อมผมใส่คอนแทกต์สีมาทั้งๆที่รู้ว่าผิดกฎมหาลัยเหรอ”

            “แล้วถ้าเกิดสองคนนั้นเป็นตานีขึ้นมาจริงๆ แล้วไงล่ะ” แก้วเปลี่ยนประเด็นด้วยเสียงที่เริ่มเจือความหงุดหงิดด้วยเพื่อนสาวไม่เลิกเซ้าซี้สักที “จะกลัวเขารึไง จะตีตัวออกห่างเขารึไง จะไม่ใช่เพื่อนเขาแล้วรึไง”

            “ไม่ใช่แบบนั้นซี่” ฟางโบกมือปฏิเสธ “เราจะไปเกลียดไปกลัวเขาทำไมล่ะ เรายินดีประกาศให้คนอื่นรู้เลยด้วยซ้ำ มีเพื่อนเป็นตานีเก๋ออกจะตาย”

            “เราว่านั่นแหละหนึ่งในสาเหตุที่สองคนนั้นไม่บอก คิดว่าถ้าคนอื่นๆรู้ กล้วยกับกล้ายจะดำเนินชีวิตปกติเหมือนเดิมได้เหรอ” สาวแว่นทวินเทลตอกกลับ “อีกอย่าง ในสารคดีนั่นก็บอกไม่ใช่เหรอว่ามนุษย์เคยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตานีเพราะอยากได้อำนาจ แล้วจะให้เขาไว้ใจมนุษย์อย่างเราๆได้ยังไง”

            “แต่เรื่องนั้นมันผ่านมาตั้งหลายร้อยปีแล้วนะ” เด็กสาวผิวคล้ำเถียงคอเป็นเอ็น “แล้วเราก็เป็นเพื่อนเขา กล้วยกับกล้ายก็น่าจะรู้ว่าพวกเราไม่ทำแบบนั้นอยู่แล้ว”

            “เราก็ยังคิดว่าเขาต้องมีเหตุผลที่ไม่ยอมบอกเรา เหตุผลอันสมควรมากๆด้วย” แก้วตอบหนักแน่น “และเพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรจะไปถามอะไรเขาด้วย ถ้าเขาพร้อมจะบอก เดี๋ยวเขาก็คงบอกพวกเราเอง”

            “ไม่เอา” ฟางสะบัดหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ “ยังไงเราต้องรู้ให้ได้ว่าสองคนนั้นเป็นตานีจริงรึเปล่า และทำไมเขาไม่บอกเรา”

            “อร ช่วยหน่อยเหอะ” แก้วหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสาวที่เดินอยู่อีกข้าง

            “ไม่รู้สิ เราก็คิดเหมือนฟางนะ” คำตอบของเด็กสาวตาโตทำเอาคนถามยกมือขึ้นกุมขมับอย่างอ่อนใจ

            “นั่นไง เห็นมั้ย อรยังเห็นด้วยกับเราเลย” ผู้เปิดประเด็นได้ทีก็รีบพูด “งั้นถ้าแก้วไม่อยากรู้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวพรุ่งนี้เรากับอรไปถามกันเอง โอเคมั้ย”

 

            เด็กสาวผมทวินเทลอ้าปากจะค้าน แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยหน่ายด้วยรู้ว่าพูดไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น เธออดนึกสงสารเพื่อนสาวผู้มีผมดำประกายเขียวทั้งสองไม่ได้ ถ้าพวกเธอเป็นตานีจริง หวังว่าเหตุผลที่พวกเธอไม่ยอมเปิดเผยตัวตนคงจะไม่ร้ายแรงอะไรหรอกนะ.....

 

 

            เหตุผลจะร้ายแรงหรือไม่ ยามนี้หัวหน้าหน่วยจู่โจมคงยังตอบไม่ได้

            เธอตอบได้เพียงแค่ว่าสถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก

 

            โดยเฉพาะเมื่อหน้าจอโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณในโทรศัพท์มือถือของเธอไม่แสดงสัญญาณวิญญาณของแพรเลย ซึ่งนั่นหมายความได้เพียงสองอย่าง หากไม่ใช่เพราะผีร้ายมีพลังมากพอที่จะอำพรางสัญญาณวิญญาณของแพร ก็แปลว่าแพรไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว.....

 

            บ่มีทาง แพรต้องยังอยู่สิ

            เด็กสาวขบกรามกรอด พยายามบังคับให้จิตใต้สำนึกของเธอเชื่อเช่นนั้นด้วยขณะย่องอย่างเงียบเชียบไปตามทางเดินอันมืดสลัวของตึกเรียนรวมที่หนึ่ง ไรเฟิลจู่โจมประทับบ่ามั่น เตรียมพร้อมจะยิงได้ทันทีหากมีอะไรโผล่ออกมาจากห้องเรียนที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทางเดิน หูเงี่ยฟังพร้อมๆกับสัมผัสวิญญาณที่กราดตรวจรอบตัวตลอดเวลา แต่ไม่มีวี่แววของสาวแว่นแห่งภาคยานยนต์เลยแม้พลังงานวิญญาณเพียงน้อยนิด หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเม้มปาก หรือว่าเพื่อนของเธอจะตายไปแล้วจริงๆ......

 

            “กรี๊ด................!

            เสียงกรีดร้องแหลมยาวกระชากตานีสาวให้หันขวับ มันดังมาจากที่ไหนสักแห่งเหนือหัวเธอลงมาตามปล่องบันได ประสบการณ์ในสนามรบทำให้กล้ายพอจะคะเนได้ว่ามันดังมาจากชั้นหกหรือไม่ก็ชั้นเจ็ด เด็กสาวผมหางม้าเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นพลังงานทันทีหมายจะเคลื่อนที่ในพริบตา แต่ร่างกายที่ควรจะหายตัวไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วใกล้เคียงแสงกลับนิ่งสนิทไร้การตอบสนอง หัวใจของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมร่วงวูบ ผีร้ายตนนี้มีพลังขัดขวางการเคลื่อนที่ในพริบตาด้วยหรือนี่.....

 

            แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับตานีผู้ต้องวิ่งเหมือนมนุษย์อยู่บ่อยๆอย่างเธอ กล้ายกึ่งวิ่งกึ่งกระโจนไปยังบันไดที่อีกฟากหนึ่งของตึกก่อนจะถีบเท้าขึ้นบันไดทีละสามขั้น เด็กสาวผมหางม้านึกดีใจที่เธอยังไม่ได้เปลี่ยนจากชุดกีฬากลับเป็นชุดนักศึกษา ไม่เช่นนั้นการตะกายขึ้นบันไดนี้อาจทำให้กระโปรงพลีตเบาหวิวปลิวไสวจนเธอต้องโชว์อะไรต่อมิอะไรให้ผีร้ายดูก็เป็นได้ ถึงวันนี้เธอจะใส่กางเกงแอโรบิกไว้ข้างในก็เถอะ

 

            เพียงไม่กี่อึดใจ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ไต่ขึ้นมาถึงชั้นหกจนได้ ชั้นหกอันเป็นห้องเก็บสารเคมีปิดไฟมืดเช่นเดียวกับชั้นอื่นๆ แต่แสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างมาจากภายนอกก็พอจะทำให้ตานีสาวมองเห็นหลอดทดลอง บีกเกอร์ และขวดสารเคมีที่วางเรียงรายกันเต็มชั้นได้ ตานีสาวเครียดเขม็งขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสัญลักษณ์อันตรายบนขวดโหลหลายขวด ทั้งสัญลักษณ์วัตถุกัดกร่อน วัตถุมีพิษ และที่ทำให้เธอกังวลที่สุดคือวัตถุไวไฟ หากต้องยิงต่อสู้กับผีขึ้นมาแล้วกระสุนพลาดไปโดนขวดเหล่านั้นเข้าล่ะก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่

 

            ไขสันหลังของเด็กสาวผมหางม้าเย็นวาบเมื่อความเป็นไปได้อันน่าขนลุกผุดขึ้นมาในสมอง ถ้าผีร้ายคิดจะใช้สารเหล่านี้กับแพรล่ะ......

 

            ห้วงความคิดของกล้ายขาดสะบั้นลงในฉับพลันเมื่อเงาทะมึนปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเธอในระยะประชิด เด็กสาวผมหางม้าเกร็งนิ้วชี้เหนี่ยวไกทันที แต่ก่อนที่ไกจะถูกเหนี่ยวเข้าไปลึกพอ ตานีสาวก็ยั้งมือเอาไว้ได้ทันท่วงทีเมื่อตระหนักว่าเงาทะมึนนั้น แท้จริงแล้วคือร่างของสาวแว่นหน้าหมวยแห่งภาคยานยนต์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ เธอยังคงมีลมหายใจ แต่ดวงตาหลังแว่นกรอบดำปิดสนิทและดูเหมือนจะหมดสติ เบื้องหลังแพร ร่างเลือนรางของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดนักศึกษาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีคล้ำลอยอยู่ที่ความสูงพอๆกับตัวประกัน คอของมันหักพับเกือบเก้าสิบองศา หัวที่หักตามคอลงมาซบบนบ่าบุบบี้และแหลกเละอย่างน่าสยดสยอง หากไม่มีดวงตาที่ฉายแสงสีน้ำเงินสว่างแล้วล่ะก็ ตานีสาวคงมองไม่ออกแล้วว่าส่วนไหนคือใบหน้าของมัน

 

            “มาแค่คนเดียวเองเหรอเนี่ย น่าเสียดาย.....” เสียงผู้หญิงที่แหลมเล็กและแหบแห้งเปล่งออกมาจากริมฝีปากที่ฉีกขาดจนแหว่งหายไปเกือบทั้งชิ้น “แต่ไม่เป็นไร ดูท่าพลังงานวิญญาณจะแข็งแกร่งไม่เบา......”

            “ปล่อยเพื่อนข้าเดี๋ยวนี้ บ่อั้นข้ายิงพรุนแน่ !” เด็กสาวผมหางม้าเอ่ยเสียงเฉียบขาด

            “คิดว่ายิงได้ก็ลองยิงดูสิ เพื่อนพรุนไม่รู้ด้วยนะ.....” ปากแหว่งของผีร้ายแสยะยิ้มขณะมันขยับตัวให้ร่างของแพรบังตัวมันจนมิด “แต่ถ้ายิงจริงๆก็ดี จะได้ไม่ต้องฆ่ามันเองให้เปลืองมือ”

            “ยะหยังแกถึงอยากฆ่าเพื่อนข้า เพื่อนข้าไปยะอะหยังหื้อแก !?” กล้ายตัดสินใจเจรจาเมื่อเห็นว่าเป้าหมายคงไม่เปิดโอกาสให้เธอยิงง่ายๆ

            “มันแย่งแฟนฉัน !” เสียงเล็กแหลมของผีร้ายเกรี้ยวกราดขึ้นทันที มันก้องสะท้อนผนังคอนกรีตของอาคารกลับไปกลับมาหลายรอบราวกับมีผีร้ายสักสิบตนกำลังตะโกนพร้อมๆกัน “นังผู้หญิงนี่มันแย่งแฟนฉัน !

            “อย่ามาขี้จุ๊ !” ตานีสาวสวนกลับ ความโกรธพุ่งขึ้นสมองเหมือนน้ำเดือดเมื่อเพื่อนสาวที่เธอสนิทที่สุดในภาคถูกว่าร้าย “ข้าอยู่กับเปิ้นทุกวันตั้งแต่เปิดเทอม เรียบร้อยอย่างเปิ้นบ่มีทางแย่งแฟนผู้ได๋หรอก !

            “อย่าไปถูกมันหลอกนะ นังนี่มันจอมมารยา !” เด็กสาวผู้กระโดดตึกตายตะเบ็งเสียง “ทำตัวเป็นน่ารักไร้เดียงสา แต่ที่แท้มันคั่วผู้ชายทีละเป็นสิบๆคน ลองถามเพื่อนคนอื่นในภาคเธอดูสิว่าฉันโกหกเธอรึเปล่า !?

            “แต่ถึงเปิ้นจะเป็นจะอั้นแต๊ แกก็บ่มีสิทธิ์....”

            “เธอไม่มีสิทธิ์มาบอกว่าฉันมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ !” คำตอบของผีร้ายทำเอาเด็กสาวผมหางม้ามึนไปวูบหนึ่ง “มันใช้ความไร้เดียงสาของมันแย่งแฟนฉัน ทั้งที่แฟนฉันเอาสิ่งสำคัญที่สุดของฉันไปแล้ว จนฉันต้องเสียใจมากระโดดตึกตายแบบนี้ ทำไมฉันถึงจะไม่มีสิทธิ์ฆ่ามัน !? ฉันจะทำให้มันได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ฉันได้รับ ฉันจะให้มันตายอย่างทรมานเหมือนกับฉัน !

            “ใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งหุนหันพลันแล่น” เสียงของกล้ายอ่อนลงบ้างเมื่อรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวในน้ำเสียงของผีสาว เธอคงไม่ได้โกหกจริงๆ และอันที่จริง เธอก็เพิ่งรู้จักแพรมาเพียงเกือบเดือนเท่านั้น หากเพื่อนสาวของเธอจะมีมุมมืดที่เธอยังไม่รู้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร “ถ้าเรื่องมันเป็นจะอั้นแต๊ๆ ข้าก็หันใจเน่อ จะไดข้าจะลองอู้กับเปิ้นหื้อ แต่ตอนนี้ปล่อยเปิ้นก่อนเถอะ อย่ายะอะหยังเปิ้นเลย ข้าบ่อยากยิงเจ้าโดยบ่จำเป็นเน่อ”

            “ไม่ปล่อย ! มันต้องตาย !

            “บ่อั้นข้าก็ต้องยะสิ่งที่ข้าต้องยะเน่อ !” เด็กสาวผมหางม้าเริ่มเสียงแข็งขึ้นอีกครั้ง มือดึงคันรั้งข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามดังแกร๊ก “คืนเปิ้นมา บ่อั้นข้าจะยิง !

            “ก็บอกแล้วไง จะยิงก็ยิงมาเลย ถ้าไม่กลัวเพื่อนตายน่ะนะ.....”

            “เตือนไว้ก่อนว่ามันมีจุดที่สามารถยิงทะลุตัวเปิ้นไปฆ่าเจ้าได้ทันทีเน่อ !” หัวหน้าหน่วยจู่โจมขู่ เธอเล็งปืนไปยังชายโครงของแพรซึ่งเป็นจุดที่สามารถยิงทะลุผ่านไปยังแกนวิญญาณของผีร้ายได้โดยที่วิญญาณของสาวแว่นภาคยานยนต์ไม่เสียหายมากนัก “จะปล่อยเปิ้นหรือบ่ ข้านับถึงสามเน่อ !

            “งั้นถ้าอยากได้นัก ก็หามันให้เจอแล้วเอามันกลับไปเองก็แล้วกัน !

 

            ขาดคำ สารเคมีทุกขวดบนชั้นที่บอกสัญลักษณ์วัตถุไวไฟก็ระเบิดเปรี้ยงออกพร้อมๆกัน แรงระเบิดที่เทียบได้กับทีเอ็นทีนับร้อยกิโลกรัมอัดกระแทกประตูและกระจกของห้องเก็บสารเคมีจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา ปลดปล่อยเปลวเพลิงสีส้มแดงให้พวยพุ่งออกมานอกห้องพร้อมๆกับเศษขวดและกระจกนับร้อยชิ้น กล้ายหมอบลงกับพื้นได้ทันท่วงทีขณะเปลวเพลิงร้อนแรงและเศษวัสดุแหลมคมพุ่งเฉี่ยวหัวเธอไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เด็กสาวประทับปืนเข้าร่องไหล่หมายจะสาดกระสุนใส่เป้าหมาย แต่เด็กสาวผู้ฆ่าตัวตายไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว

 

            “ฉันวางเพื่อนแกเอาไว้ตรงนี้นะ หามันให้เจอล่ะ ฮิ ฮิ ฮิ.....”

            เสียงเล็กแหลมซึ่งยามนี้แฝงแววสะใจเอาไว้อย่างชัดเจนของผีร้ายหัวเละดังอยู่ใกลๆ ในม่านควันสีดำหนาทึบที่แผ่ปกคลุมทั้งชั้นอย่างรวดเร็ว พาไอแก๊สพิษและกลิ่นเหม็นแสบจมูกจากสารเคมีที่ถูกเผาไหม้ลอยมาด้วยกัน เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอดอย่างคับแค้นใจ สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายเกินกว่าเธอจะรับมือไหวเสียแล้ว พลังงานความร้อนเป็นอันตรายต่อพลังงานวิญญาณของเธอไม่ต่างจากต่อมนุษย์ และถึงแม้ควันพิษจะทำอะไรเธอไม่ได้ด้วยตานีไม่จำเป็นต้องหายใจ แต่สำหรับแพรแล้วมันอันตรายถึงชีวิตแน่นอน หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเม้มปาก เธอต้องหาเพื่อนสาวให้เจอ อย่างเร็วที่สุดด้วย

 

            กล้วย จ้าด ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ผีร้ายระเบิดสารเคมี เรียกรถดับเพลิงด่วนเลย แต่บ่ต้องเข้ามาช่วยข้าเน่อ เดี๋ยวข้าจะช่วยแพรออกไปเอง !’

            หา !? เดี๋ยวสิกล้าย !?’

            ทั้งราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่พูดอะไรสักอย่างที่ตีกันจนกล้ายไม่ได้ยิน แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับเธอในยามนี้แล้ว เด็กสาวผมหางม้าลุกพรวดก่อนจะถอยหนีเปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังโถงบันได มือควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดสั่งให้มันสแกนพลังงานวิญญาณรอบตัวอย่างละเอียดที่สุดพร้อมกับดึงข้อมูลจากดาวเทียมทุกดวง แต่สิ่งที่โปรแกรมสแกนวิญญาณหาพบมีเพียงสัญญาณวิญญาณของผีร้ายหน้าเละที่หนีขึ้นไปอยู่แถวๆชั้นสิบเอ็ดไม่ก็สิบสองแล้วเท่านั้น

 

            “รอก่อนเน่อแพร ข้าจะช่วยแพรหื้อได้ !

            ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากจะต้องลุยไฟเข้าไปหาเอง กล้ายสะพายไรเฟิลจู่โจมกลับขึ้นหลังก่อนจะวิ่งฝ่าเปลวเพลิงร้อนแรงที่ล้อมรอบตัวเธออยู่ทุกทิศทุกทาง ไฟลามเลียผนังราวกับไม้เลื้อยสีส้มแดงที่ไต่ขึ้นไปลอยเป็นลอนคลื่นอยู่บนเพดาน ส่งพลังงานความร้อนมหาศาลแผ่พุ่งเข้ามารบกวนม่านพลังงานวิญญาณจนเด็กสาวรู้สึกราวกับพลังของเธอถูกดูดออกไปจากร่าง ไปได้เพียงไม่ถึงยี่สิบเมตรตานีสาวก็ทรุดฮวบ เธอกัดฟันพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่กล้ามเนื้อขาไม่ตอบสนองต่อคำสั่งจากสมองอีกแล้ว และเพียงไม่กี่อึดใจ สติของเธอก็พร่าเลือนไปพร้อมๆกับม่านควันที่แผ่ลงมาจากทุกทิศทุกทาง กล้ายอ้าปากหอบหายใจอย่างยากลำบาก ใบหน้าหวาดกลัวสุดขีดของแพรผุดขึ้นมาท่ามกลางห้วงคำนึงที่มืดมนลงทุกที เธอพร่ำขอโทษเพื่อนสาวอยู่ในใจ เธอคงไปช่วยไม่ได้แล้ว.....

 

            เสียงคำรามห้าวลึกของเสือตัวใหญ่ดังแว่วมาเข้าหู

 

            แต่เสือที่ไหนจะมาอยู่ในตึกวิทยาศาสตร์เล่า ตานีสาวคิดได้เพียงเท่านั้น แล้วสติของเธอก็ดับวูบลง

 

 

            “กล้าย กล้าย บักตานีมักผู้สาวนี่ ตื่นสิ !

            “กล้าย ตื่นสิ !

            เสียงร้องเรียกชื่อดังระงม ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดังเผียะพร้อมๆกับสัมผัสเจ็บแปลบบนแก้มขวา ยังไม่ทันจะหายชา อีกฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดเผียะเข้าที่แก้มอีกข้าง กระชากหัวหน้าหน่วยจู่โจมขึ้นมาจากห้วงนิทราได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล้ายลุกพรวด เธอกำลังจะอ้าปากด่าใครก็ตามที่กำลังตบหน้าเธออยู่ แต่เด็กสาวผมหางม้าก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาตบหน้าเธอไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นราชินีตานีและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำนั่นเอง เบื้องหลังพวกเธอ หลานชายหมอผีใหญ่ยืนมองด้วยสายตาเป็นกังวลระคนเป็นห่วง

 

            กล้ายมองไปรอบตัวอย่างงุนงง เธอไม่ได้อยู่กลางกองเพลิงในตึกเรียนรวมที่หนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์อีกแล้ว หากอยู่บนม้านั่งยาวริมลานเฟืองที่เปิดไฟสว่างแต่ร้างผู้คน มีเพียงรุ่นพี่อยู่ดึกสองสามคนที่กำลังเดินไปทางร้านสะดวกซื้อเท่านั้น

 

            “กล้วย หมิง เกิดอะหยังขึ้น แล้วหมิงมาที่นี่ได้จะ.....” เสียงของตานีสาวขาดหายไปในลำคอ แล้วจู่ๆเธอก็รัวยิงคำถามใส่สหายร่วมรบรอบตัวเหมือนปืนกล TMG-12 บนป้อมปืนรถถัง “แพรล่ะ แพรอยู่ที่ได๋ มีผู้ได๋ช่วยเปิ้นออกมาก่อ !?

            “บ่มี” สมิงสาวส่ายหน้า “กล้าย แพรบ่.....”

            “บ่มีก๋า !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมย้อนถาม เสียงที่แหลมสูงอย่างวิตกแกมหวาดหวั่นกลบเสียงของสัตว์ภูตสาวที่พยายามอธิบายสถานการณ์เสียมิด “ข้าต้องไปช่วยเปิ้น !

 

            เด็กสาวผมหางม้ายันตัวลุกขึ้น แต่แล้วก็เข่าอ่อนทรุดกลับลงไปดื้อๆ เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่ากล้ามเนื้อของเธออ่อนแรงและเหนื่อยล้าราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอนมาสักห้ารอบ

 

            “กล้าย ใจเย็นๆอย่าเพิ่งลุก” ราชินีตานีกึ่งพยุงกึ่งกดเพื่อนสาวให้เอนหลังพิงพนังเก้าอี้ “ตอนนี้พลังงานวิญญาณของกล้ายอ่อนแอมากเน่อ อยู่เฉยๆก่อนดีกว่า”

            “จะหื้อใจเย็นได้จะได แพรติดอยู่กลางกองไฟเน่อ !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยายามจะลุกขึ้นให้ได้จนสัตว์ภูตสาวแห่งป่าแสนคำต้องมาช่วยกดอีกแรง

            “ก็เว้าว่าให้ใจเย็นๆ บ่ได้ยินบ่บักตานีมักผู้สาว” หมิงเน้นเสียงโดยเฉพาะคำสุดท้าย “โดนผีหลอกแล้วก็ยังบ่ฮู้ตัวอีก แถมยังบ่ฟังเฮาเว้าให้จบอีก”

            “ผีหลอก ?” เด็กสาวผมหางม้าทวนคำพลางขมวดคิ้ว “หมายความว่าจะได”

            “แพรบ่ได้ถูกลักพาตัว” สมิงสาวตอบ “บ่มีการลักพาตัว บ่มีระเบิด บ่มีไฟ บ่มีอะหยังทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ผีสร้างขึ้นทั้งนั้น”

            “เป็นไปบ่ได้ ก็ข้าเห็นเองกับตา” เด็กสาวผมหางม้าเถียงเสียงแข็ง “ถึงผีจะสร้างภาพสร้างเสียงได้ แต่เปิ้นยะหื้อพลังงานวิญญาณเสียหายแบบไฟบ่ได้เน่อ !

            “ถ้าบ่เซื่อก็ลองเบิ่งตัวเองดูสิว่ามีรอยไหม้หรือเขม่าควันบ่”

 

            กล้ายก้มลงมองเสื้อกีฬาสีเลือดหมูของเธอ แล้วก็ตระหนักว่าสมิงสาวพูดถูก ทั้งที่เธอน่าจะล้มอยู่กลางกองเพลิงที่ร้อนแรงพอจะหลอมโลหะได้แท้ๆ แต่ร่างของเธอกลับไม่มีรอยไหม้เลยสักนิด เศษแก้ว คราบสารเคมี หรือแม้แต่คราบเขม่าก็ไม่มีเลยสักปื้นบนเสื้อกีฬาสีเลือดหมูชื้นเหงื่อของเธอ

 

            “แล้ว..... ผู้ได๋ไปช่วยข้าออกมา” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเริ่มจะปะติดปะต่อสถานการณ์ได้บ้าง

            “จะไผล่ะ” สมิงสาวย้อนห้วนๆ “โดนผีหลอกกันหมดจังซั่น มีเฮาตนเดียวแหละที่ซ่วยได้ เป็นหนี้ซีวิตเฮาอีกทีแล้วเด๊บักตานีมักผู้สาว”

            “ผู้ได๋มักผู้สาวยะ !?” กล้ายสวนทันควัน แต่เสียงของเธอก็อ่อนลงในประโยคต่อมา เธอก้มหน้าหลบตาเพื่อนสาว ปื้นสีชมพูจางๆปรากฏบนแก้มขาว “แต่.... ก็..... ขอบคุณแต๊ๆเน่อ ถ้าบ่ได้หมิงข้าคงสิ้นอายุไปแล้ว”

            “บ่เป็นหยังๆ” เด็กสาวหน้าเสือตอบยิ้มๆ “เลี้ยงขากวางดิบเฮาสักสิบขาก็พอ”

            “เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าซื้อมาหื้อเลย ขอบคุณแต๊ๆ” ตานีสาวผมหางม้ายิ้มกว้าง ก่อนจะถามต่อด้วยเสียงเป็นงานเป็นการขึ้น “แล้วตอนนี้แพรอยู่ที่ได๋”

            “เมือบ้านไปแล้ว เฮาไปส่งขึ้นรถประจำทางเองเลย คงบ่เป็นอะหยังแล้วล่ะ” หมิงตอบ

            “แล้วหมิงฮู้ตั้งแต่เมื่อได๋ว่าหมู่เฮาโดนผีหลอก” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามต่อ “บ่สิ หมิงมาที่นี่ได้จะได ตั้งแต่เมื่อได๋กัน”

            “ตั้งแต่แรกเลย” สมิงสาวตอบ “เฮาสะกดรอยตามกล้ายมาตั้งแต่สนามแบดแล้ว”

            “ตั้งแต่สนามแบด ?” ดวงตาสีเขียวเรืองแสงเบิกกว้างขึ้น ไขสันหลังของเธอเย็นวาบเมื่อความเข้าใจบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ “หมายความว่าจะได หมิงมาที่ตั้งแต่เมื่อได๋ มายะหยัง อย่าบอกเน่อว่า.....”

            “เฮามาเบิ่งกล้ายแข่งแบดไง” หมิงยิ้มแยกเขี้ยว

            “อะหยังนะ !?” เด็กสาวผมหางม้าร้องเสียงหลง สีชมพูบนแก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนลูกตำลึงสุก “จะอั้น.... หมิงก็หันที่ข้าแพ้.....”

            “แหม บ่เป็นหยังหรอกน่า กล้ายเล่นเต็มที่แล้ว เก่งคักๆเด๊”

            “แล้วผู้ได๋หื้อออกมาจากบ้านย้า !?” กล้ายลากเสียงสูงปรี๊ด ปื้นสีแดงบนใบหน้าของเธอยามนี้ขยายไปจนถึงหลังคอแล้ว “แล้วยังไปอยู่ในสนามกีฬาคนเยอะๆจะอั้นอีก ถ้าเปิ้นฮู้ว่าเป็นสมิงขึ้นมาจะยะจะได !?

            “แต่ถ้าเฮาบ่มาก็บ่มีไผซ่วยกล้ายออกมาจากตึกนั่นเด๊”

            “เอ่อ มันก็แต๊.....” เด็กสาวผมหางม้าอึกอักเล็กน้อย แต่ก็ยังเถียงต่ออย่างไม่ยอมแพ้ “แต่มันหักล้างกับที่แอบออกมาจากโรงเก็บรถถังบ่ได้ย่ะ คอยดู ปิ๊กไปข้าจะหื้ออุ๊ยสายด่าหื้อยับเลย !

            “ก็เอาสิ บ่ย่านหรอก ฮิ ฮิ ฮิ.....”

            “หนอย.....”

            “โอ๊ย มันใช่เวลามั้ยเนี่ย” หลานชายหมอผีใหญ่ที่เงียบมานานโวยขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้ “กล้วย อธิบายสถานการณ์ต่อให้กล้ายฟังที ให้หมิงอธิบายสงสัยได้ฟัดกันยันเช้าแหง”

            “อื้ม” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้ารับ ขณะสองคู่รักคู่แค้นผละจากกันมานั่งเรียบร้อยรอฟัง ด้วยรู้ว่าหากโวยวายตอนกล้วยอธิบายล่ะก็ได้โดนสวดหูชาแน่ “สรุปก็คือ หมู่เฮาโดนผีหลอก บ่มีการลักพาตัว บ่มีสารเคมีระเบิด บ่มีไฟไหม้ บ่มีอะหยังทั้งนั้น ที่หมู่เฮาหันว่ามือถือแสดงสัญญาณวิญญาณของผีร้ายตนนั้นตนเดียวบ่มีของแพร ก็เพราะแพรบ่อยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรกแล้ว เปิ้นล่อหื้อหมู่เฮาเข้าไปเพื่อจะดูดพลังงานวิญญาณ ที่เปิ้นบ่ถูกปราบสักทีทั้งที่ปรากฏตัวบ่อยก็เพราะหมอผีทุกคนที่เข้าไปโดนดูดพลังงานวิญญาณกันหมดนี่แหละ และที่กล้ายฮู้สึกเหมือนโดนไฟดูดพลังงานออกไปก็เพราะจะอี้ด้วย”

            “แต่ถ้าเป็นจะอั้น ยะหยังก่อนหน้านี้ถึงจับปฏิกิริยาวิญญาณร้ายบ่ได้ล่ะ” กล้ายขมวดคิ้วย่างงุนงง “กล้วยติดตามเปิ้นมาตั้งแต่เปิ้นกระโดดตึกตายเลยบ่แม่นก๋า”

            “เป็นไปได้ว่าเปิ้นมีพลังงานวิญญาณสูงถึงขั้นปกปิดปฏิกิริยาวิญญาณร้ายของตัวเองได้” ราชินีตานีสันนิษฐาน

            “ก็เป็นไปได้....” เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้าช้าๆ “เปิ้นมีพลังป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาด้วย”

            “ถ้าจะอั้นก็ยิ่งเข้าเค้า” กล้วยตอบ “อีกอย่าง ตั้งแต่ก่อนเปิ้นกระโดดตึก ดาวเทียมส้อยเพ็ดหนึ่งกับสามอยู่ในช่วงพักเครื่อง ส้อยเพ็ดสองก็กำลังลงระบบปฏิบัติการใหม่ ข้าเจ้าเลยใช้ได้แค่เรดาร์ของโรงเก็บเครื่องบินกับเครื่องตรวจจับของโทรศัพท์กับแลปทอป เครื่องพวกนี้ทะลุทะลวงการปกปิดของผีร้ายได้น้อยกว่า แล้วก็แม่นยำน้อยกว่าดาวเทียมอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ในตึกสลับซับซ้อนจะอี้ยิ่งตรวจจับยากขึ้นไปอีก”

            “มิน่าล่ะ.....”

 

            เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “แล้วจะเอาไงต่อ ยิงมันเลยมั้ย”

            “ข้าเจ้าก็กำลังจะว่าจะอั้นอยู่พอดี” ราชินีตานีพยักหน้าก่อนจะหันไปหาสองคู่กัดสาว “หมิงฝากขับรถพากล้ายปิ๊กโรงเก็บเครื่องบินก่อนได้ก่อ เดี๋ยวทางนี้จ้าดกับข้าเจ้าจัดการเอง”

            “หา.....” สมิงสาวอ้าปากค้างอย่างผิดหวัง “บ่เอาอะ เฮาอยากจะยิงผีด้วย เฮาบ่อยากเมือโรงเก็บเครื่องบินอ่า.....”

            “ถ้าหมิงบ่ไปแล้วผู้ได๋จะพากล้ายปิ๊กล่ะ”

            “จ้าดไง” หมิงโบ้ยให้เพื่อนหนุ่ม

            “บ่เอา ข้าบ่เสี่ยงหื้อจ้าดพาข้าปิ๊กบ้านเด็ดขาด” คนป่วย หรือถ้าจะเรียกให้ถูกน่าจะเป็นตานีป่วยปฏิเสธเสียงแข็งก่อนที่โชเฟอร์จำเป็นจะได้อ้าปากค้านเสียอีก

            “พูดแบบนี้หมายความว่าไงเนี่ย” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถาม “กลัวเราจะทำอะไรกล้ายรึไง เห็นแบบนี้เราก็เลือก แอ้ก.....”

 

            หมาในปากหลานชายหมอผีใหญ่แทบกระเด็นออกมาวิ่งเล่นหมดฝูงเมื่อฝ่ามือของ “ตานีป่วย” ฟาดเปรี้ยงเข้าให้กลางแผ่นหลัง

 

            “ข้าก็เลือกย่ะบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้าแหว “ข้าย่านนายจะเอารถไปชนต่างหาก ใบขับขี่ก็ยังบ่มี”

            “ผมก็ขับปลอดภัยกว่าเจ๊ละกันครับ ว้อย..... พูดยังกะตัวเองขับนิ่มอยู่ในความเร็วปลอดภัยงั้นแหละ” จ้าดสวนกลับลอดไรฟันที่ขบกันกรอดๆ ทั้งด้วยความแค้นและความแสบ มือขวาเอื้อมไปลูบบริเวณที่โดนตบหวังจะให้คลายเจ็บลงบ้างแม้จะเอื้อมไม่ค่อยถึงเท่าไหร่นักก็ตาม “แล้วตบแรงแบบนี้พลังงานวิญญาณกลับมาครบแล้วม้าง.....”

            “ก็ว่าจะอั้นเหมือนกัน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบหน้าตาเฉยก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์ “บ่ต้องปิ๊กแล้วล่ะกล้วย ข้าเริ่มดีขึ้นแล้ว ไปยิงผีร้ายกันเลยเหอะ”

            “แน่ใจก๋า” เด็กสาวหน้าจืดหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ

            “แน่ใจ” กล้ายพยักหน้าให้ความมั่นใจเพื่อนสาว “แล้ว.... ถ้าเป็นไปได้ ข้าขอยิงเองได้ก่อ”

            “ยะหยัง” ราชินีตานีขมวดคิ้วถาม เพื่อนสาวไม่เคยขอสวมบทบาทของเธอแบบนี้มาก่อน

            “บ่าผีร้ายนั่นบังอาจใส่ร้ายแพรหื้อข้าฟัง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เรื่องอะหยังข้าบ่ว่าหรอก มีแต่เรื่องนี้เท่านั้น ยะหื้อเพื่อนเข้าใจผิดกันจะอี้ข้าหื้ออภัยเปิ้นบ่ได้ !

            “เรื่องหื้อยิงแทนน่ะบ่มีปัญหาหรอก แต่กล้ายไหวแน่นา”

            “ไหวสิ ไหวๆ” เด็กสาวผมหางม้าตอบหนักแน่นก่อนจะตัดบท “ไปกันเหอะ ยิ่งดึกจะยิ่งลำบากเน่อ”

 

            สี่สหายร่วมรบลุกขึ้น กล้ายเซไปสองสามก้าวด้วยกล้ามเนื้อขายังคงเหลืออาการอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นราชินีตานีหรี่ตามองทำท่าจะไล่กลับบ้านก็รีบเดินตัวตรงทันที เด็กสาวหน้าจืดจ้องมองเพื่อนสาวต่ออีกพักใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าเพื่อนสาวไม่มีอาการอ่อนแรงแล้วทั้งกลุ่มก็ออกเดิน แต่แทนที่ตานีทั้งสองจะเลี้ยวไปทางตึกเรียนรวมของคณะวิทยาศาสตร์ พวกเธอกลับมุ่งหน้าเข้าหาตึกสี่สูงยี่สิบชั้นของคณะวิศวะที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากลานเฟืองออกไปมากนัก

 

            “เดี๋ยวๆ จะไปไหนน่ะกล้วย กล้าย” เด็กหนุ่มหน้าดุร้องถามเพื่อนสาว

            “จะไปตึกเรียนรวมหื้อผีร้ายมันหลอกเอาอีกก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมย้อน “กล้วยจะยิงจากบนตึกนี้เลย ระยะไกลจะอี้ผีร้ายจะได้บ่ฮู้สึกตัว แล้วเปิ้นก็จะเข้ามาหลอกยากขึ้นด้วย”

            “อ๋อ โอเค”

 

            ยามสามคนนั่งสะลึมสะลืออยู่กับโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่ชั้นล่างของตึก คนหนึ่งหันมามองสี่สหายร่วมรบด้วยสายตาระแวดระวังระคนระแวงโดยเฉพาะหมิงที่ไม่ได้ใส่ชุดนักศึกษาแถมยังใส่หมวกนิ่มๆใบใหญ่ที่ย้อยลงมาจนเกือบปิดตา แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรด้วยตึกนี้มีห้องพักนักศึกษาของภาควิชาอยู่หลายห้อง ซึ่งห้องเหล่านี้ปกติก็มักจะมีนักศึกษาชั้นโตๆที่ต้องทำงานดึกเข้าออกเป็นประจำอยู่แล้ว ถึงสามในสี่คนนี้จะแต่งชุดนักศึกษาปีหนึ่ง และอีกหนึ่งจะหน้าอ่อนอย่างกับเด็กม.ต้นก็ตาม

 

            ชั้นดาดฟ้าของตึกสี่เปิดโล่งมองเห็นท้องฟ้าครึ้มฝน หลอดฟลูออเรสเซนต์สาดแสงสีซีดๆ มาจากเสาไฟที่ทั้งสี่มุมของดาดฟ้า กล้วยสับสวิตช์ปิดมันทุกดวง ถึงจะอยู่ห่างจากเป้าหมายเกือบสองร้อยเมตร แต่เธอก็ไม่อยากเสี่ยงให้ผีร้ายเห็นหรือรู้ตัวว่ามีคนกำลังจ้องจะเอาชีวิตหลังความตายของมันอยู่ อันอาจทำให้มันไหวตัวทัน หรือที่เลวร้ายที่สุด พวกเธออาจจะโดนหลอกซ้ำสองก็เป็นได้.....

 

            เด็กสาวหน้าจืดเรียกสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวจากอุปกรณ์เก็บอาวุธ สะบัดขาทรายกงออกก่อนจะตั้งมันไว้บนระเบียงคอนกรีต กล้ายเรียกกล้องส่องทางไกลกับเครื่องวัดลมมาส่งให้สัตว์ภูตสาวกับหลานชายหมอผีใหญ่ขณะราชินีตานีปรับกล้อง มือดึงคันรั้งดังแกร๊กก่อนจะถอยเปิดทางให้เพื่อนสาวเข้าประทับปืน กล้ายแนบดวงตาสีเขียวเรืองแสงของเธอลงกับกล้องเล็ง เงาร่างเรืองแสงของผีร้ายในตึกเรียนรวมลอยอยู่ตรงกลางเป้าพอดี

 

            “จ้าดขอลม”

            “หนึ่ง เก้า สอง ศูนย์ สอง”

 

            ขาดคำ ปืนกระบอกยาวก็ส่งเสียงเบาๆคล้ายกระแอมเมื่อมันส่งกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งเซนติเมตรให้พุ่งวาบเป็นเส้นสีน้ำเงินเขียวผ่านเหนือหัวหมู่อาคารของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มันพุ่งตรงไปเจาะเข้าที่กลางอกของผีร้ายอย่างแม่นยำราวกับจับวาง เสี้ยววินาทีต่อมา เงาร่างเรืองแสงก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะจางหายไป

 

            “หมิงยืนยันเป้าหมายหื้อที”

            “เป้าหมายหายไปแล้ว ยืนยันเป้าหมายถูกทำลาย” เด็กสาวหน้าเสือตอบหลังจากยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองกวาดจนแน่ใจว่าไม่มีวี่แววของวิญญาณตนนั้นอีกแล้ว ก่อนที่เธอจะถอนหายใจเฮือก “ว้า เป็นหยังถึงง่ายจังซี่เนี่ย ตอนเข้าไปซ่วยกล้ายก็นึกว่าสิได้สู้กับเปิ้นมันๆสักหน่อย โดนยิงเปรี้ยงเดียวจอดจังซี่มันน่าเบื่ออีหลี”

            “หรืออยากจะหื้อเปิ้นอาละวาดแล้วโดนดูดพลังงานวิญญาณก่อนล่ะบ่าสมิงจ้าดง่าว” กล้ายกัดเพื่อนสาว

            “อย่างน้อยเฮาก็บ่โดนเปิ้นหลอกแล้วก็บ่โดนเปิ้นดูดพลังงานจนนอนแอ้งแม้งอยู่ในตึกนั่นละกันน่าบักตานีมักผู้สาว” สมิงสาวสวนทันควัน

            “นั่นมัน.... หนอย.....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอ้าปากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออกจึงตัดบท “โอ๊ย พอๆ ปิ๊กโรงเก็บเครื่องบินกันเหอะ ไปช่วยอุ๊ยสายแกะข้อมูลต่อดีกว่า”

            “แหมๆ พอเถียงบ่ได้ก็เปลี่ยนเรื่องเลยเด๊” หมิงแหย่พลางยิ้มแยกเขี้ยว “อย่าลืมเด๊ ขากวางดิบสิบขาของเฮา”

            “แล้วก็อย่าลืมเหมือนกันว่าตัวเองหลบอุ๊ยสายออกมา” เด็กสาวผมหางม้าแค่นหัวเราะ “คอยดูเถอะว่าอุ๊ยสายจะว่าจะได ข้าบอกได้แค่ว่าคืนนี้หมิงบ่ได้นอนแน่ !

            “หวาย ย่านอีหลีค่า......”

 

            สองคู่กัดตามธรรมชาติยังคงกัดกันไปพลางหัวเราะไปพลางขณะพวกเธอ กล้วยและจ้าดช่วยกันเก็บของ ไม่ใครรู้ตัวเลยสักนิดว่าบนดาดฟ้าของตึกภาคเครื่องกลที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก เด็กสาวผิวคล้ำหน้าตาคุ้นๆ ในชุดสีดำสนิทกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่ เด็กสาวผู้นั้นรอจนสี่สหายร่วมรบลงไปจากดาดฟ้าตึกก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู แล้วรอยยิ้มเย็นก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม

 

            “อร เราได้หลักฐานชิ้นสำคัญมาแล้ว”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น