ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 68 : กิจกรรมรับน้องที่เริ่มต้นด้วยเสียงขึ้นบูม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            จ้าดนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ในห้องคณบดี

 

            ที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะตัวใหญ่เบื้องหน้าเขา ชายวัยกลางคนจนแทบจะเป็นค่อนคนในชุดสูทนั่งนิ่ง หัวที่ล้านเลี่ยนไปครึ่งหัวส่องประกายมันแผล็บอยู่ในแสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ดวงตาโศกหลังแว่นกรอบเหล็กไล่ไปตามตัวอักษรที่เขียนอยู่บนกระดาษในมือของเขาทีละบรรทัด

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุจะไม่กลัวเลย ถ้ากระดาษแผ่นนั้นไม่ใช่ใบแจ้งความผิดของเขา.....

 

            “จตุรัส” ในที่สุด คณบดีก็เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกนับจากหลานชายหมอผีใหญ่เข้ามาในห้อง

            “อะ คะ ครับ !?” จ้าดสะดุ้งเฮือก

            “ผมพอจะเข้าใจว่าโต๊ะเก้าอี้ที่กระจัดกระจายนี่เป็นฝีมือของผีร้าย หรือถ้าจะพูดให้เจาะจงคือผีนายบุญชัย นักศึกษาคณะเราที่ผูกคอตายเมื่อสองสามปีก่อนเพราะน้อยใจเพื่อนผู้ชายที่ชอบล้อว่าเขาวิปริต” ดอกเตอร์วัยค่อนคนร่ายยาว “แต่ที่คุณขึ้นมาชั้นสี่อันเป็นชั้นห้องนอนของนักศึกษาหญิง แถมยังพังเข้าไปในห้องน้ำหญิง แล้วยังทำอนาจารกับนักศึกษาหญิงอีก เรื่องนี้คงให้เชื่อว่าเป็นฝีมือของผีร้ายทั้งหมดไม่ได้”

            “ตะ.... แต่.... อาจารย์ครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นไปหรือจะพังห้องน้ำเลยนะครับ ผีร้ายมันไล่ผมขึ้นไปเอง !” เด็กหนุ่มหน้าดุละล่ำละลักแก้ตัว “แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้องน้ำหญิงมีคนเข้าอยู่ แล้วผนังยิปซั่มนั่นก็แข็งเกินกว่าคนธรรมดาจะพังได้ด้วยซ้ำนะครับอาจารย์ !

            “เรื่องนั้นผมไม่รู้ พยานบุคคลบอกมาแค่นี้ ว่าคุณพังเข้าไปในห้องน้ำหญิง แถมยังจ้องนักศึกษาหญิงคนนั้นอย่างหน้าไม่อายอีก ไม่มีเอ่ยถึงผีนายบุญชัยเลยสักนิด” ชายหัวล้านช้อนตาขึ้นมองนักศึกษาหนุ่ม “ดังนั้นจะให้ผมเชื่อว่าเป็นฝีมือของผีนายบุญชัยทำก็คงยาก และถึงจะเป็นแบบนั้นจริง นักศึกษาหญิงคนนั้นก็คงไม่เชื่อ แล้วก็คงเป็นเรื่องใหญ่ให้เสียชื่อเสียงคณะเราอีก”

 

            จ้าดพูดอะไรไม่ออก เขารู้ว่ามันไม่ยุติธรรม แต่เขาก็เถียงอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ ในเมื่อนักศึกษาหญิงสุดสวยคนนั้นไม่เห็นผีหน้าเยิ้ม ถ้าจะตัดสินว่าเป็นการกระทำของผีไปล่ะก็เธอคงได้โวยวายแน่ และพ่อแม่ของเธอก็คงไม่อยู่เฉยที่ลูกสาวของพวกเขาโดนลวนลามทางสายตาแน่แม้จะเพียงไม่กี่วินาที การโยนความผิดมาที่เขาก็คงจะเป็นทางออกที่ง่ายและเร็วที่สุด

 

            “เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการลงโทษ ผมขอไล่คุณออก”

 

            “หา......!?

            จ้าดทะลึ่งพรวดขึ้นจากเตียง หัวใจโยนตัวกระแทกซี่โครงราวอยากจะหลุดออกมาเต้นข้างนอก ดวงตาตี่เบิกกว้าง เหงื่อกาฬไหลโซมทั้งใบหน้า เป็นครั้งที่สองในคืนนี้แล้วที่เขาฝันร้ายเรื่องนี้ และคงจะเป็นครั้งที่ยี่สิบตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเมื่อห้าวันก่อน

 

            “จ้าด จ้าด เป็นอีหยัง แหกปากซะดังลั่นไปทั่วตึกเลย” เสียงหมิงรัวเคาะประตูอยู่ด้านนอก

            “เปล่าๆ แค่ฝันร้ายน่ะ เรื่องเดิมนั่นแหละ” เด็กหนุ่มหน้าดุส่งเสียงตอบก่อนจะถามกลับ “ทำไมวันนี้หมิงตื่นเช้าจัง”

            “เช้าอีหยัง สิเจ็ดโมงครึ่งอยู่แล้วเด๊” สมิงสาวตอบ “นายก็รีบๆลุกได้แล้ว วันนี้เรียนวันแรกบ่แม่นบ่ สายตั้งแต่วันแรกบ่ดีเด้อ กล้วยกับกล้ายก็ออกไปส่งน้ำว้าน้ำไทแล้วด้วย นายต้องย่างไปเองเด๊ !

            “คร้าบ คร้าบ”

 

            จ้าดบิดขี้เกียจหนึ่งเมื่อยก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงอย่างไม่เต็มใจนัก เขาไม่อยากไปคณะเลย แม้คณบดีตัวจริงจะไม่ได้ไล่เขาออก เจรจากับคู่กรณีให้เสร็จสรรพ แถมยังหัวเราะหึๆเสียด้วยเมื่อได้ยินเรื่อง แต่ชะตากรรมที่เลวร้ายกว่าการถูกไล่ออกรอเขาอยู่.....

 

            “หวัดดี ไอ้จ้าดบ้ากาม”

            “นั่นไงๆ คนที่แอบมองทราย”

            “ว้าย หน้าหื่นจริงๆ.....”

            “เฮ้ย ไอ้จ้าดลามก เป็นไงบ้างวะ”

            “วันหลังรู้จักถ่ายคลิปถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆมั่งสิเว้ยไอ้บ้ากาม”

 

            “ตูไม่ได้บ้ากามโว้ย................!!!

            เมื่อความแค้นเพิ่มความดันจนจุกแน่นเกินที่อกจะรับไหว จ้าดก็ระบายมันออกมาในรูปเสียงตะโกนที่ดังลั่นลานเฟืองก่อนจะสะท้อนผนังตึกที่รายล้อมอยู่กลับไปกลับมาหลายรอบ นักศึกษาทั้งใหม่เก่าในลานหันขวับมามองก่อนจะหัวร่อต่อกระซิกกันคิกคัก ไม่มีใครไม่รู้จักเด็กหนุ่มผู้ถ้ำมองเพื่อนสาวตั้งแต่ยังไม่เปิดภาคเรียนคนนี้.....

 

            “ว่าไงไอ้จ้าดกาม วันนี้จะถ้ำมองใครต่อดีวะ”

            เสียงที่จ้าดแค้นที่สุดดังขึ้นจากด้านหลัง เด็กหนุ่มหันขวับด้วยตาขวางเหมือนหมาบ้า แล้วก็เห็นหนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานยืนยิ้มเผล่อยู่ ดูท่าทางเขาจะไม่รู้และไม่สำนึกเลยว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

            “ไอ้เหี้ยมตั้ง หุบปากไปเลย !” หลานชายหมอผีใหญ่กระชากเสียง “ที่ข้าต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเอ็งทั้งนั้น ไอ้ห่านเอ๊ย !

            “หือ หา อะไร ทำไม ข้าไปทำอะไรให้เอ็งตั้งแต่เมื่อไหร่” ตั้งตีหน้ามึน “เอ็งไปแอบมองเขาเองทั้งนั้นไม่ใช่เรอะ”

            “ก็เพราะข้าต้องไปช่วยเอ็งจากไอ้ผีกะเทยที่เอ็งไปบนบานกับเขาไว้ไง ถึงได้เป็นแบบนี้ !” เด็กหนุ่มหน้าดุว้ากอย่างเหลืออด “ข้าเกือบจะกลายเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นยอดชายของผีบ้านั่นแทนเอ็งแล้ว แล้วยังโดนมันโยนเข้าไปในห้องน้ำหญิงตอนที่มีคนอยู่อีก ทุกอย่างเพราะข้าช่วยเอ็งทั้งนั้น โว้ย.... รู้งี้น่าจะปล่อยให้เอ็งโดนไอ้ผีนั่นเอ็นดูซะให้เข็ด !

            “โอ๋ๆ ขอโทษๆ ไม่ล้อแล้วก็ได้ ไม่ล้อแล้ว” หนุ่มแว่นกวนส้นเปลี่ยนเสียงเป็นปะเหลาะเมื่อเห็นอีกฝ่ายโกรธจนแทบหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด

            “ขอโทษแล้วภาพลักษณ์ข้ากลับคืนมาเหมือนเดิมมั้ย ไอ้ห่านเอ๊ย......!

            “แล้วจะให้ข้าทำยังไงวะ” ตั้งชักฉุน “ให้กราบเท้ารึไง หรือว่าจะให้โฆษณาลงหนังสือพิมพ์และสื่ออินเตอร์เน็ตติดต่อกันเจ็ดวันพร้อมจ่ายค่าชดเชย”

            “ถ้าทำแบบนั้นได้ข้าจะดีใจมาก” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบลอดไรฟัน “แต่สำหรับเอ็ง แค่เลี้ยงข้าวข้าสักมื้อก็พอ”

            “ก็ดีสิ งั้นไปกินกันเลย กะเพราจานนึงคงพอนะ”

            “ก็เหี้ยมแล้ว” จ้าดสวนกลับ “โรงแรมเว้ยโรงแรม ไม่งั้นก็ร้านอาหารฮิมิตสึแถวๆกลางรุ่ง ไอ้ร้านใหญ่ๆนั่นแหละ ข้าจะกินชุดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย !

            “จะบ้าเรอะ นั่นมันหกร้อยเบี้ยขึ้นเลยนะเว้ย !

            “แลกกับการต้องเสียภาพลักษณ์ โดนล้อ โดนผู้หญิงขยะแขยง แล้วก็ตอบแทนที่ข้าช่วยรักษาอธิปไตยประตูหลังของเอ็งไว้ แค่นี้ยังไม่คุ้มกันเลยด้วยซ้ำ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงเย็น “เอ้า เลือกเอา จะเอาอย่างไหน โฆษณาในหนังสือพิมพ์ สื่ออินเตอร์เน็ต แล้วจ่ายค่าชดเชย หรือจะเลี้ยงข้าวข้าแค่มื้อเดียว”

            “ก็ได้วะ” หนุ่มแว่นหน้ากวนตอบอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “แล้วกล้วยกับกล้ายล่ะไปไหน”

            “เขาไปส่งน้องที่โรงเรียน เดี๋ยวก็คงมาแล้ว”

 

 

            “เอื้อยกล้วย เอื้อยกล้าย สวัสดีเจ้า”

            น้ำว้าและน้ำไทในชุดนักเรียนของโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมแผนกประถมค้อมหัวคำนับลารุ่นพี่สาวทั้งสอง ก่อนจะกระโดดลงจากรถและวิ่งตื่อจนกระโปรงสีเขียวเข้มปลิวหายเข้าไปในโรงเรียนอย่างตื่นเต้น เด็กสาวผมหางม้าและเด็กสาวหน้าจืดมองตามหลังตานีน้อยทั้งสองไปจนลับตา รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปาก รอยยิ้มที่เหมือนแม่กำลังมองลูกก้าวเดินครั้งสำคัญในชีวิต

 

            “บ่ได้หันเปิ้นดีใจจะอั้นมานานแล้วเน่อ” กล้วยเอ่ยขึ้น

            “ฮื่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบในลำคอ “ทั้งน้ำว้าทั้งน้ำไทเปิ้นก็ชอบโรงเรียนมากด้วย บ่ได้ไปมาเกือบปีจะอี้ก็บ่แปลกหรอกที่จะดีใจขนาดนั้น”

            “หมู่เฮาก็ไปกันบ้างก่อ เดี่ยวจะสาย” เด็กสาวหน้าจืดเตือนเพื่อน

            “แหม มหาลัยใกล้แค่นี้เอง จะสายได้จะได” กล้ายตอบกลั้วหัวเราะ ตานนะคอนพิทยาคมไม่ว่าจะตานนะคอนใหญ่หรือตานนะคอนแผนกประถมก็อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยตานนะคอนเพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร แถมรถรายามเช้าก็ไม่ได้ติดอะไรเสียด้วย

            “เผื่อเวลาไว้หน่อยดีกว่า อีกอย่าง ข้าเจ้าเป็นห่วงจ้าดด้วย บ่ฮู้เปิ้นจะโดนล้อจนอกแตกตายก่อ”

            “เฮ้อ น่าสมเพชแต๊ๆ.....”

 

            เด็กสาวผมหางม้าส่ายหน้าช้าๆ มือขยับเกียร์ก่อนจะพารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตออกสู่การจราจรบนถนนแปดเลน

 

            “วันนี้กล้วยเลิกเรียนกี่โมง” กล้ายเอ่ยถามเพื่อนสาวขณะรถกำลังวิ่งขึ้นสะพานข้ามแยกซึ่งทอดยาวลงไปจนเกือบถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย

            “สี่โมง” ราชินีตานีตอบ “เหมือนกล้ายนั่นแหละ วันนี้ภาครถเรียนกับภาคเครื่องบินตลอดบ่แม่นก๋า”

            “บ่ฮู้ ข้าบ่ได้ดูตารางเรียนมา”

            “เอ้า แล้วจะไปเรียนจะได”

            “เพื่อนเดินไปทางได๋ก็ตามเปิ้นไปนั่นแหละ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบง่ายๆ “ดีเลย จะอี้กล้วยไปทางได๋ข้าก็ไปด้วย ง่ายดี”

            “มักง่ายแต๊....”

            “อะหยัง ข้าก็ยะจะอี้มาตั้งแต่ที่โรงเรียนตานีแล้วเน่อ” ตานีสาวผมหางม้าหัวเราะ เปิดกระจกรับบัตรจากพนักงานรักษาความปลอดภัยก่อนจะขับตรงไปยังคณะวิศวะ “สี่โมงก๋า.... ดีละ บ่แลงเกินไป จะได้ปิ๊กไปช่วยอุ๊ยสายกับหมิงดูข้อมูลต่อ”

            “ถึงจะปิ๊กเย็นก็ดูตอนกลางคืนก็ได้นี่ หมู่เฮาบ่จำเป็นต้องนอนอยู่แล้ว” กล้วยตอบ

            “แต่มันก็บ่ดีต่อพลังงานวิญญาณกล้วยก็ฮู้นี่ ยิ่งต้องตื่นมาเรียนเช้าๆจะอี้ด้วย ได้หลับในห้องกันพอดี”

            “ก็ตั้งใจเรียนหน่อยซี่” เด็กสาวหน้าจืดทำเสียงดุ

            “ก็ตั้งใจอยู่ แต่เข้าห้องเรียนทีได๋ก็หลับทุกทีสิ.....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบอย่างปลงๆ “เอาเป็นว่าวันนี้เสร็จเมื่อไหร่ก็ปิ๊กเลยละกันเน่อกล้วย”

            “อื้ม ก็คงบ่เถลไถลที่ได๋อยู่แล้วแหละ” ราชินีตานีพยักหน้า “แต่บ่าจ้าดง่าวนั่นจะปิ๊กกับหมู่เฮาด้วยก่อล่ะนั่น.....”

            “หื้อเปิ้นปิ๊กเอง เหมือนเมื่อเช้า” กล้ายพูดอย่างไม่ไยดี “ขนาดน้ำว้าน้ำไทยังต้องปิ๊กเองเลย เปิ้นปิ๊กเองบ่ได้ก็บ่ฮู้จะว่าจะไดแล้ว”

            “นั่นเพราะวันนี้หมู่เปิ้นเลิกบ่ายสองเน่อ.....”

            “เอาเหอะ ช่างเปิ้น หื้อเปิ้นลำบากซะบ้าง อยู่กับหมู่เฮาเปิ้นสบายมาเยอะแล้ว” เด็กสาวผมหางม้าตัดบทก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่จะมีที่จอดก่อเนี่ย รถเยอะแต๊ๆ”

            “วันหลังคงต้องมารถไฟฟ้า”

 

            กล้วยพึมพำ ดวงตาเรียวสอดส่ายมองหาที่ว่างท่ามกลางลานจอดที่เต็มพรืดไปด้วยรถหลากหลายขนาด ตั้งแต่รถเก๋งคันโตของเหล่าคณาจารย์ระดับบิ๊กไปจนกระทั่งรถซิตี้คาร์และเคย์คาร์*ของเหล่านักศึกษา แค่ที่จอดของคณะอักษรศาสตร์ที่อยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยก็นับได้เป็นร้อยๆคันแล้ว ตานีสาวหน้าจืดอดชื่นชมฝ่ายการจราจรของมหาวิทยาลัยและตำรวจจราจรของตานนะคอนไม่ได้ รถเยอะขนาดนี้แต่แทบไม่มีรถติดเลยแม้แต่วันจันทร์ตอนเช้านี่แสดงว่าฝีมือระดับเทพจริงๆ

 

            “อ้อ ตรงนั้นๆ” หลังจากขับเรื่อยมาจนถึงที่จอดของหอประชุมใหญ่ กล้วยก็เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นช่องว่างช่องหนึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนักเบื้องหน้า “เอ๊ะเดี๋ยวกล้าย ข้าเจ้าว่าข้าเจ้าถอยจอดเองดีกว่า”

            “ยะหยัง กล้วยบ่ไว้ใจฝีมือการขับของข้าเจ้าก๋า” กล้ายตีหน้าง้ำทันที

            “แม่น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเน่อ” ราชินีตานีตอบหน้าตาเฉย ทำเอาเพื่อนสาวแทบไหลจากเบาะลงไปอยู่ในหลุมคันเร่ง “เอ้า แลกกันเร็ว จะได้ไปเรียนสักที นี่จะแปดโมงครึ่งอยู่แล้วเน่อ”

            “จ้า จ้า....”

 

            หลังจากถอยรถเข้าจอดอย่างรวดเร็ว ตานีสาวทั้งสองก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งตัดลานจอดรถไปยังหมู่ตึกก่ออิฐสีเลือดหมูของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เด็กสาวผมหางม้าพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาไปพลางรวบกระโปรงพลีตไม่ให้ปลิวไปตามสายลมแรงไปพลาง คาบแรกของพวกเธอคือวิชาแคลคูลัส**ที่เธอชอบมาก แต่สำหรับกล้ายน่าจะเป็นยาขมที่ขมยิ่งกว่าบอระเพ็ดสกัดเข้มข้นเสียอีก ราชินีตานีแอบภาวนาอยู่ในใจไม่ได้ ขออย่าให้เพื่อนสาวของเธอหลับตั้งแต่คาบแรกเลย เดี๋ยวจะโดนอาจารย์แกขว้างด้วยปากกาเขียนไวท์บอร์ดเอา.....

 

            อย่างไรก็ตาม ตานีสาวผมหางม้าก็หลับตั้งแต่คาบแรกจนได้ แต่กล้วยไม่โทษเธอเลย อาจารย์สอนแคลคูลัสจากคณะวิทยาศาสตร์ท่านนี้สอนได้น่าเบื่อมาก แค่การแจกและบรรยายตารางหลักสูตรก็สามารถทำให้ทั้งห้องนั่งเงกโยกเยกไปมาเหมือนต้นสนต้องลม ยิ่งเมื่อขึ้นเนื้อหา เสียงหึ่งๆเหมือนผึ้งแก่ๆ ของอาจารย์สาวเหลือน้อยก็กระชากเหล่านักศึกษาลงสู่ห้วงนิทราได้ยิ่งกว่ายานอนหลับยี่ห้อใด ไม่ต้องพูดถึงกล้ายเลย แม้แต่เธอเองก็ยังจะร่วงไปหลายรอบ

 

            “ชั่วโมงแรกก็โดนซะแล้ว ตายแหล่วตายแหล่ว อะไรกันหว่า.....”

            หลานชายหมอผีใหญ่พึมพำอะไรบางอย่างที่อยู่ระหว่างการร้องเพลงกับการบ่นกระปอดกระแปดขณะเดินสะโหลสะเหลแกมสะลืมสะลือออกมาจากห้องหลังจากสองชั่วโมงครึ่งแห่งความทรมานผ่านพ้นไป กล้ายที่เดินตามหลังมายิ่งอาการหนักกว่าเสียอีกเพราะเธอดูเหมือนจะยังไม่ตื่นดีด้วยซ้ำ ร้อนถึงราชินีตานีและเพื่อนสาวอีกคนจากภาคยานยนต์ต้องพยุงกันออกมาคนละข้าง ตอนแรกตั้งทำท่าจะเข้ามาช่วยด้วย แต่เมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวเหมือนจะกรีดเนื้อเถือหนังของเด็กสาวทั้งสองก็ถอยร่นไปอยู่ข้างหลังแทน เขาเคยเห็นพิษสงฝ่ามือมรณะของกล้วยมาแล้ว และเขาไม่อยากเสี่ยง.....

 

            “อาจารย์แกทำอะไรอย่างอื่นเป็นนอกจากปิ้งแผ่นใสมั้ยน่ะ.....”

            “อะหยังของนาย ปิ้งแผ่นใส” กล้วยขมวดคิ้วถาม ทั้งด้วยความง่วงและความสงสัย

            “เอ้า ก็ดูสิ เอาแผ่นใสขึ้นไปปิ้งบนเครื่องฉาย พอสุกก็เอาลง เอาแผ่นใหม่ไปปิ้งต่อ” หลานชายหมอผีใหญ่อธิบาย “แถมสุกไม่รอนักศึกษาจดด้วย....”

            “นินทาครูบาอาจารย์ เดี๋ยวเถอะบ่าจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมปรามเพื่อนหนุ่มด้วยเสียงงัวเงีย

            “ก็ยังดีกว่าหลับทั้งคาบแบบกล้ายแหละน่า” เด็กหนุ่มหน้าดุย้อน

            “นายก็หลับเหมือนกันบ่แม่นก๋าบ่าจ้าดง่าว !?

            “เอ้าๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน” นัสเห็นแววเรื่องจะยาวก็เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย “ไปกินข้าวกันดีกว่า คาบบ่ายเรียนตั้งแต่บ่ายโมงนะ”

            “อื้ม ไปๆ” หนุ่มแว่นกวนส้นตอบรับทันที แต่เขาก็หยุดกึกเมื่อทั้งกลุ่มเดินมาถึงลานเฟืองพอดี “เอ๊ะ ทำไมรุ่นพี่ขึ้นไปอยู่บนตึกกันเต็มเลยล่ะ”

 

            “อิน.... ทา.... เนีย.......”

            ก่อนที่จะมีใครทันได้ตอบ เสียงหนึ่งก็ลอยมาจากด้านในของระเบียงตึกสามซึ่งมีเหล่ารุ่นพี่ยืนกันอยู่เต็มเอี้ยด ก่อนที่รุ่นพี่ทั้งกลุ่มจะขานรับด้วยเสียง “บูม” อันเป็นเพลงเรียกรวมพลประจำคณะจนดังกระหึ่มไปทั่วลาน เหล่านักศึกษาที่อยู่ในลานเฟืองทุกคนซึ่งดูจะเป็นปีหนึ่งทั้งหมดต่างก็เงยหน้าขึ้นมอง บางใบหน้าบอกแววสงสัย บางใบหน้าบอกแววชื่นชม และบางใบหน้าซึ่งแฝงแววหิวจัดก็บอกอารมณ์หงุดหงิด จะมาบงมาบูมอะไรตอนนี้ คนกำลังจะไปกินข้าว.....

 

            “น้องใหม่ทุกคน ยินดีต้อนรับเข้าสู่คณะวิศวกรรมศาสตร์”

            เมื่อเสียงบูมจบลง รุ่นพี่คนหนึ่งก็ก้าวออกมายืนริมระเบียง เขาอยู่ในชุดนักศึกษาผูกเนคไทเรียบร้อย ผิดวิสัยนักศึกษาชายรุ่นพี่ซึ่งไม่จำเป็นต้องผูกเนคไท เนคไทของเขาก็ไม่เหมือนกับเนคไทธรรมดาของคณะซึ่งเป็นสีดำและมีตราต้นกล้วยปักอยู่ตรงกลาง หากเป็นสีเลือดหมูเช่นเดียวกับธงผืนใหญ่ที่เขาถืออยู่ในมือ รูปเฟืองสีทองเด่นหราอยู่กลางธงผืนนั้น

 

            “ถึงพวกผมจะยินดีต้อนรับพวกคุณเข้าสู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกผมยอมรับพวกคุณเป็นรุ่นน้องของพวกผม เป็นรุ่นน้องที่พวกผมจะให้รับสืบทอดเกียรติภูมิของคณะวิศวกรรมศาสตร์ต่อไป” รุ่นพี่ไทสีเลือดหมูกล่าวต่อด้วยเสียงดังกังวานน่าเกรงขาม “ก่อนที่พวกผมจะยอมรับพวกคุณเป็นรุ่นน้อง พวกคุณต้องพิสูจน์ตัวเองให้พวกผมเห็นเสียก่อน เย็นนี้ ผมขอนัดพวกคุณสี่โมงครึ่ง ให้มารวมกันที่กลางลานเฟืองนี้ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของบทพิสูจน์ตัวเองของพวกคุณ”

 

            ขาดคำ รุ่นพี่คนนั้นก็หันหลังกลับ ก่อนจะหายเข้าไปในหมู่นักศึกษาที่ยืนเรียงกันเต็มระเบียง อึดใจต่อมา นักศึกษาทุกคนก็สลายโต๋หายไปจากระเบียงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และลานเฟืองก็กลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง

 

            “อะไรวะนั่น” ตั้งพึมพำ ดวงตาหลังกรอบแว่นยังคงมองขึ้นไปบนระเบียงซึ่งตอนนี้ไม่มีแถวของรุ่นพี่อีกแล้ว มีเพียงรุ่นพี่บางคนที่อยู่หัวๆแถวซึ่งยังลงมาไม่ถึงข้างล่างเท่านั้น

            “ถามข้าแล้วข้าจะรู้เรอะ” เด็กหนุ่มร่างใหญ่ย้อน “รีบๆไปกินข้าวดีกว่า เที่ยงสิบห้าแล้ว โรงอาหารยิ่งคนเยอะๆอยู่”

            “แต่มีงานตอนเย็นก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องเลี้ยงข้าวไอ้จ้าด”

            “วันอื่นยังมี ไม่ต้องหวังว่าข้าจะลืมเลย” เด็กหนุ่มหน้าดุแยกเขี้ยว

 

            เบื้องหลังเหล่าชายหนุ่ม สาวๆตานีเองก็กำลังกังวลเช่นกัน แต่ด้วยเรื่องที่มีสาระกว่า

 

            “โดดดีก่อกล้วย กลับไปวิเคราะห์ข้อมูลกันต่อดีกว่า” เด็กสาวผมหางม้าถามเพื่อนสาวแทบจะทันทีที่แถวของเหล่ารุ่นพี่สลายตัวไป

            “ได้จะไดล่ะ มีกิจกรรมก็ต้องเข้าร่วมสิ” กล้วยขมวดคิ้วใส่เพื่อนสาว

            “ขนาดค่ายหมู่เฮายังโดดมาแล้วเลย นับประสาอะไรกับกิจกรรมอะหยังก็บ่ฮู้นี่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “ระหว่างกิจกรรมนี่กับวางแผนป้องกันผีร้าย กล้วยคึดว่าอะหยังสำคัญกว่ากัน”

            “ตอนค่ายน่ะมันเร่งด่วนแต๊ แต่เรื่องวิเคราะห์ข้อมูลแล้วก็วางแผนหมู่เฮายะคืนนี้ก็ได้” เด็กสาวหน้าจืดแย้งด้วยเสียงเข้มขึ้น “อย่างน้อยลองเข้าไปก่อนหื้อรู้ว่าเป็นจะได ถ้าบ่ชอบบ่อยากอยู่ก็ค่อยออกมาก็ได้นี่”

            “ข้าสังหรณ์ใจอยู่เน่อว่าบ่ากิจกรรมนี้จะเข้าไปแล้วออกบ่ได้น่ะ....”

 

            คาบการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นตอนบ่ายน่าสนใจกว่าแคลคูลัสตอนเช้ามาก ข้อพิสูจน์หนึ่งคือตานีสาวผมหางม้าไม่หลับเลยตลอดคาบทั้งที่เธอน่าจะรู้เนื้อหาวิชาหมดแล้ว แม้แต่กล้วยซึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไรกับการเขียนโปรแกรมมากนักก็ยังเพลินไปกับการนั่งฟังประวัติคอมพิวเตอร์ยุคเริ่มแรกจากอาจารย์วัยกลางคนผู้มีหนวดเฟิ้มเหมือนวอลรัสจนแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่าเวลาล่วงเลยไปจนหมดคาบแล้ว

 

            “เฮ้อ ถ้าอาจารย์เป็นจะอี้ทุกท่านก็ดีสิ” กล้ายรำพึงหลังจากเก็บกระเป๋าเดินออกมาจากห้องเรียนวิชาเขียนโปรแกรม

            “จะหวังหื้ออาจารย์สอนดีสอนสนุกทุกท่านบ่ได้หรอกกล้าย” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงขรึม “บ่ว่าอาจารย์จะเป็นจะไดก็ต้องตั้งใจเรียนเน่อ”

            “แหม อย่าเคร่งนักเลยกล้วย เคร่งแล้วแก่เร็วเน่อ เดี๋ยวหน้าแก่กว่าอุ๊ยสายหรอก” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหยอก

            “อู้จะอี้ว่าอียสายหน้าแก่แม่นก่อ” กล้วยแยกเขี้ยว “ข้าเจ้าจะฟ้องอุ๊ยสาย”

            “อะหยัง ยังบ่ได้อู้จะอั้นเลยสักหน่อย” เด็กสาวผมหางม้าปฏิเสธทันควัน เธอไม่อยากเจอคนแก่งอน “เฮ้อ ว่าแล้วก็ปิ๊กกันเถอะกล้วย”

            “เดี๋ยว หมู่เฮายังมีกิจกรรมอยู่อีกเน่อ” ราชินีตานีท้วง

            “ก็ข้าบอกแล้วจะไดว่าโดดเหอะน่า” กล้ายทำเสียงปะเหลาะพลางทำท่าจะเดินออกจากคณะไปทางที่จอดรถแทนที่จะไปทางลานเฟือง “เน่อกล้วย ปิ๊กไปดูข้อมูลกันต่อดีกว่า ตอนนี้ข้อมูลสำคัญกว่ากิจกรรมอะหยังก็บ่ฮู้ของคณะเน่อ”

            “กล้ายก็แค่บ่อยากร่วมกิจกรรมนี้เท่านั้นแหละ ข้าเจ้าฮู้หรอก” เด็กสาวหน้าจืดทำเสียงดุพลางคว้าแขนเพื่อนสาว “ไปๆ อย่างน้อยก็ลองเข้าดูสักครั้ง ถ้าบ่ชอบครั้งต่อไปก็บ่ต้องเข้าก็ได้”

            “บ่เอ๊า ข้าอยากปิ๊กบ้าน......!

 

            แต่จนแล้วจนรอด กล้วยก็ลากเพื่อนสาวถูลู่ถูกังมาจนถึงลานเฟืองจนได้ แล้วเธอก็ต้องขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นเหล่ารุ่นพี่ยืนจังก้าในท่าตามระเบียบพักล้อมอยู่รอบลานเฟือง หญิงอยู่ด้านหน้าเกือบจะติดกับตึกสามซึ่งอยู่ริมลานเฟือง ส่วนชายอยู่ติดถนนด้านหลัง รุ่นพี่หญิงทุกคนมัดผมจนตึงเรียบ ในขณะที่รุ่นพี่ชายต่างก็ใส่เสื้อเข้าในกางเกงและผูกเนคไทเรียบร้อยผิดวิสัยของนักศึกษาปีสูง ที่กลางวง รุ่นน้องปีหนึ่งยืนเรียงกันเป็นแถว หลายคนดูหวาดกลัวระคนยำเกรงกับสีหน้าของเหล่ารุ่นพี่ที่เคร่งขรึมถมึงทึงราวกับผู้ปกครองฝ่ายชายเพิ่งถึงแก่กรรม ต่างคนต่างก็ถามตัวเอง กิจกรรมการพิสูจน์ตัวเองนี้มันคืออะไรกัน ทำไมพวกรุ่นพี่ต้องทำหน้าพ่อตายแบบนี้ด้วย.....

 

            “น้องคะ ไปถอดคอนแทกต์เลนส์ด้วยค่ะ”

            เสียงไร้อารมณ์หากมีแววกระชากเล็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลังขณะสองตานีสาวเดินกระย่องกระแย่งจะเข้าไปในแถว กล้วยและกล้ายหันขวับ รุ่นพี่สาวแว่นหน้าเคร่งที่เคยดุพวกเธอตนค่ายบุตรพะแสนนั่นเอง ดวงตาโตหลังแว่นกรอบดำที่จ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีเขียวเรืองแสงของกล้ายฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน

 

            “บอกตั้งแต่วันค่ายแล้วไงคะว่าไม่ให้ใส่มา แล้วก็ไม่ให้ย้อมผมมาด้วย” รุ่นพี่สาวคนนั้นพูดต่อ “ถ้าไม่เคารพกฎระเบียบของที่นี่ ก็ขอให้ออกไปซะค่ะ ที่นี่ไม่ต้อนรับ”

            “เจ้า เจ้า สุมานักๆเจ้า ข้าลืมแต๊ๆ” เด็กสาวผมหางม้าตอบทันควันด้วยเสียงประชดประชันที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้พลางคำนับผงกๆ “คราวหลังจะบ่ยะอีกแล้วเจ้า ขอสุมานักๆเจ้า.....!

 

            กล้าย จะไปประชดเปิ้นยะหยัง มันยิ่งยะหื้อสถานการณ์แย่ลงเน่อ !’

            ราชินีตานีโทรจิตดุเพื่อนสาว แต่โชคดีที่รุ่นพี่สาวเฮี้ยบคนนั้นเพียงทำเสียงขึ้นจมูกอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนจะสะบัดหน้าเป็นเชิงให้พวกเธอไปเข้าแถว กล้วยจึงรีบลากเพื่อนสาวออกมาก่อนที่จะเกิดเรื่องอะไรมากกว่านั้น

 

            จะห้ามข้ายะหยังกล้วย นี่มันครั้งที่สองแล้วเน่อที่เปิ้นว่าหมู่เฮาจะอั้น เปิ้นถือดีจะไดกัน !?’ กล้ายโวยวายใส่เพื่อนสาวทางโทรจิตหลังจากพวกเธอเข้าแถวแล้ว

            ไปว่าเปิ้นบ่ได้เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบ ถ้ามองกันตามกฎ หมู่เฮาก็ยะผิดกฎของที่นี่แต๊ๆ

            ก็แล้วจะหื้อยะจะไดล่ะ ย้อมผมเป็นสีดำก๋า !? ใส่คอนแทกต์เลนส์ก๋า !?’

            ต่อไปก็คงต้องยะจะอั้นแหละราชินีตานีตอบ ตอนแรกข้าเจ้าก็ว่าจะย้อมผมก่อนเปิดเทอม ลืมสนิทเลย

            ถ้าต้องยะขนาดนั้น ข้าบ่เข้าบ่ากิจกรรมอะหยังก็บ่ฮู้นี่บ่ง่ายกว่าก่อ

            มันก็แต๊แหละเน่อ....กล้วยยอมรับ เอาเถอะ ครั้งแรกก็เข้าๆไปก่อน ครั้งอื่นค่อยว่ากันอีกที

 

            เด็กสาวผมหางม้ายังอดฮึดฮัดไม่ได้ แต่เธอก็รู้ดีว่ามายืนอยู่ในแถวแบบนี้คงไปไหนไม่รอดอยู่แล้ว กล้ายถอนหายใจเฮือกอย่างเบื่อหน่ายระคนเซ็ง อย่างน้อยขอให้ไอ้กิจกรรมอะไรก็ไม่รู้นี่จบเร็วๆด้วยเถอะ....

 

            แต่ดูเหมือนความหวังของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจะเป็นจริงได้ไม่ง่ายนัก สี่โมงครึ่งก็แล้ว สี่โมงสี่สิบห้าก็แล้ว ห้าโมงก็แล้ว พวกเธอก็ยังคงยืนขาแข็งอยู่ตรงนั้น และเหล่ารุ่นพี่ทั้งหลายก็ยืนทำหน้าบิดาสิ้นอยู่ตรงนั้นเช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม ทุกคนเพียงยืนรอ รอ และรอ แม้จะไม่รู้ว่ากำลังรออะไรก็ตาม.....

 

            “เฟรชชี่หญิงแถวแรก ซ้ายหัน แล้วเดินไปเข้าห้องประชุมค่ะ”

            กว่าพวกเธอจะได้เคลื่อนไหวอีกครั้ง ตัวเลขบนหน้าจอนาฬิกาขอมือของกล้ายก็บอกเวลาห้าโมงเกือบครึ่งเข้าไปแล้ว นักศึกษาหญิงแถวแรกซ้ายหันด้วยท่าทีเก้ๆกังๆ ด้วยแทบไม่เคยถูกสั่งเช่นนี้มาก่อน แล้วจึงเดินเรียงแถวขึ้นบันไดชานหน้าตึกไปยังห้องประชุมที่เปิดประตูรออยู่แล้ว และเมื่อแถวแรกเดินไปจนหมด แถวที่สองซึ่งรวมถึงเด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวผมหางม้าก็ซ้ายหันก่อนจะเดินตามไป

 

            กล้วย โอกาสสุดท้ายแล้วเน่อ โดดกันเหอะ เคลื่อนที่ในพริบตาไปตอนนี้เลย เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเริ่มเปลี่ยนเป็นอ้อนวอน ส่วนหนึ่งคงเพราะขาที่เมื่อยขบด้วยยืนมากว่าชั่วโมงแม้เธอจะลดน้ำหนักตัวเองลงไปแล้วก็ตาม

            เข้าไปก่อนเหอะ จะไดๆก็มาถึงนี่แล้ว ราชินีตานีตอบเหมือนเดิม

            แต่นั่นห้าโมงครึ่งแล้วเน่อ กว่าจะเสร็จก็ค่ำกันพอดีสิ.....

            ครั้งแรกก็พอ ครั้งต่อไปข้าเจ้าก็ว่าจะบ่เข้าแล้วเหมือนกันกล้วยตอบเอาใจเพื่อนสาว

            จะอั้นก็ได้

 

            ห้องประชุมเปิดไฟเพียงมืดสลัว รุ่นพี่หน้าตาถมึงทึงยืนเอามือไพล่หลังในท่าตามระเบียบพักเรียงกันเป็นแถวตั้งแต่หลังสุดของห้องไปจรดเวทีด้านหน้า บนเวที ม่านสีแดงเลือดหมูยังคงปิดสนิท มีเพียงไฟสปอตไลท์จากเบื้องบนฉายลงมาที่กลางเวทีเท่านั้น ต่ำลงมาเบื้องล่าง เหล่าเฟรชชี่หญิงแถวแรกที่เข้ามาก่อนแล้วนั่งเหลียวซ้ายแลขวาอย่างกระวนกระวาย แต่แล้วก็ก้มงุดลงอย่างฉับพลันเมื่อรุ่นพี่หญิงที่หัวแถวกระชากเสียงให้ก้มหน้า บางคนเพราะทั้งหวาดทั้งกลัว แต่อีกบางคนรวมทั้งตานีสาวผมหางม้าเพราะไม่อยากจะมีเรื่องให้ต้องกลับบ้านช้ามากไปกว่านี้.....

 

            กว่าเหล่าน้องปีหนึ่งจะเข้าห้องกันครบ เวลาก็ล่วงเลยไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง ทำเอากล้ายที่หัวเสียอยู่แล้วอยากจะลุกเดินออกไปจากห้องเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทำได้เพียงแค่คิด ทางกลับบ้านของเธอก็ถูกรุ่นพี่ปิดลงดังโครมใหญ่ ก่อนที่ม่านสีเลือดหมูบนเวทีจะค่อยๆเลื่อนเปิดออก

 

            รุ่นพี่ห้าคนในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนเป็นแถวห่างๆกันอยู่กลางเวที ชายสาม หญิงสอง สูงขึ้นไปเบื้องบน ตัวอักษรสีขาวบนพื้นกระดาษแข็งสีเลือดหมูแขวนห้อยจากราวม่านลงมาตรงหัวของรุ่นพี่ทั้งห้าพอดิบพอดี

 

            SOTUS

 

            “เอส คือ Seniority อาวุโส รุ่นพี่และรุ่นน้อง” รุ่นพี่หนุ่มร่างโย่งคนที่ยืนอยู่ทางซ้ายสุดพูดขึ้นเป็นคนแรก เสียงห้าวลึกของเขาดังกังวานอย่างน่าประทับใจไปทั่วห้องประชุม “รุ่นพี่เป็นผู้ผ่านมาก่อน เป็นผู้ที่รู้มากกว่า ฉะนั้น พวกคุณควรเคารพและเชื่อฟัง”

 

            “โอ คือ Order กฎ และระเบียบวินัย” รุ่นพี่สาวหน้าหมวยผู้รวบผมเป็นมวยตึงเปรี๊ยะเอ่ยขึ้นเป็นคนต่อมา เสียงของเธอสูงและมีกังวานพอๆกับคนแรกแม้จะเบากว่าไม่น้อย “การจะอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ และอยู่ในสังคม กฎเกณฑ์และระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญ หากพวกคุณไม่อยู่ในกฎเกณฑ์และไม่มีระเบียบวินัย พวกคุณก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันในคณะแห่งนี้ได้”

 

            “ที คือ Tradition ขนบธรรมเนียม” เด็กหนุ่มร่างผอมที่ยืนอยู่ตรงกลางพูดขึ้นบ้าง แว่นตาที่เขาใส่อยู่ทำให้เขาดูเหมือนเต่าแก่ๆ “สิ่งที่ทำให้คณะแห่งนี้เป็นคณะอยู่ได้ ก็คือขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น และพวกผมหวังว่าพวกคุณจะช่วยสืบทอดมันต่อไป”

 

            “ยู คือ Unity ความสามัคคี” เด็กสาวผู้สวยที่สุดในหมู่ห้าคนพูดต่อ แต่ยามนี้ใบหน้าหวานของเธอก็ฉายแววผู้ปกครองฝ่ายชายใกล้จะเสียเหมือนรุ่นพี่คนอื่นๆ “สังคมที่ไม่มีความสามัคคีย่อมแตกแยกกัน ไม่สามารถทำงานอะไรให้สำเร็จลุล่วงลงได้ ในทางกลับกัน หากมีความสามัคคี ไม่ว่างานจะยากแค่ไหนก็ทำได้”

 

            “เอสตัวสุดท้าย คือ Spirit น้ำใจ” รุ่นพี่ชายร่างใหญ่เหมือนเล่นกล้ามซึ่งยืนอยู่ทางขวาสุดของเวทีปิดท้าย “หากพวกคุณไม่มีน้ำใจต่อกัน ไม่มีไมตรี ไม่มีความเป็นเพื่อนต่อกัน ความสามัคคีก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือกฎระเบียบก็ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ และความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้”

 

            “เฟรชชี่ ขึ้นบูม !

 

            สิ้นเสียงสั่งของรุ่นพี่หนุ่มแว่นหน้าเหมือนเต่าผู้ยืนอยู่ใต้ตัวที เหล่าเฟรชชี่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก การขึ้นบูมของคณะต้องมีคนหนึ่งชูมือขึ้นเป็นสัญญาณก่อนที่อีกคนจะเปล่งเสียงขึ้นบูม ฟังดูง่าย แต่เมื่อมาอยู่ในห้องประชุมแล้วมันก็คอเกมวัดใจดีๆนี่เองโดยเฉพาะสำหรับคนที่นั่งด้านหน้า ข้างหลังมีใครชูมือขึ้นหรือยัง มีใครจะขึ้นบูมหรือยัง ถ้าขึ้นซ้อนกันเดี๋ยวรุ่นพี่ที่ยืนล้อมกรอบอยู่ก็คงจะด่าเอาอีกแหง.....

 

            “บอกว่าเฟรชชี่ ขึ้นบูม !

            เมื่อรุ่นพี่คนเดิมสั่งอีกครั้งด้วยเสียงแข็งขึ้น เสียงขึ้นบูมอ่อยๆ ก็ดังขึ้นจากตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้างในแถวที่นั่งอันมืดสลัว แต่มันก็ถูกหยุดเอาไว้แทบจะทันทีโดยรุ่นพี่อีกคน

 

            “หยุด ! เสียงมีแค่นี้รึไง !? เอาใหม่ !

 

            “อิน.... ทา.... เนีย.......”

            คราวนี้จ้าดร้องขึ้นเป็นคนแรก เสียงของเขาคงดังพอเพราะรุ่นพี่ไม่ได้หยุดเขา และเมื่อเหล่าเฟรชชี่บูมจนจบ รุ่นพี่ทั้งห้าก็หันหลังเดินออกไปจากเวที ก่อนที่รุ่นพี่ผู้ถือธงบนระเบียงเมื่อตอนกลางวันจะก้าวออกมายืนกลางเวทีแทน ในมือถือธงประจำคณะมาด้วยเช่นเคย

 

            “อย่างที่รุ่นพี่ปีสามได้พูดให้พวกคุณฟังไปแล้ว การที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ทำงานร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะในฐานะวิศวกร คุณจำเป็นต้องมีคุณลักษณะทั้งห้าอย่างในคำว่า SOTUS

            เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบและนุ่มตรงกันข้ามกับเหล่ารุ่นพี่ทั้งห้าเมื่อครู่ แต่มันกลับทำให้เหล่ารุ่นน้องเงียบกริบและหนาวเยือกไปถึงสันหลังไม่เว้นแม้แต่กล้วย กล้ายและจ้าด สัญชาตญาณสัตว์ป่าของฝ่ายหลังและสัญชาตญาณนักรบของสองตนแรกบอกให้พวกเขารู้ว่าพี่คนนี้ไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

 

            “นับจากวันนี้ จะมีการแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ เพราะฉะนั้น ทุกเที่ยงและทุกเย็น พวกคุณที่ไม่ใช่นักกีฬา ต้องเข้ามาซ้อมร้องเพลงเชียร์ และวันไหนที่มีการแข่งขัน ต้องมารวมตัวที่ลานเฟือง เพื่อไปให้กำลังใจเพื่อนนักกีฬาของพวกคุณ นี่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวพวกคุณเองให้พวกผมเห็น ว่าพวกผมสมควรจะรับพวกคุณเป็นรุ่นน้องรุ่นต่อไปของวิศวะตานนะคอนแห่งนี้หรือไม่”

 

            พูดจบ รุ่นพี่เนคไทเลือดหมูก็กลับหลังหันก่อนจะเดินออกหลังเวทีไป ทิ้งให้ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่นพี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูเปิดมันออกก่อนจะสั่งให้รุ่นน้องทั้งหมดออกไปจากห้อง เหล่าเฟรชชี่ทั้งหลายจึงเดินแถวออกไปช้าๆแบบมึนระคนงง

 

            “นี่มันกิจกรรมบ้าอะหยังกัน !?

            กล้ายโวยวายเสียงดังลั่นทันทีที่หลุดออกมาจากลานเฟืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนได้ กรามขบกรอดอย่างหงุดหงิด            ยิ่งเมื่อพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ หกโมงครึ่ง พวกเธอเสียเวลาเข้าไปฟังรุ่นพี่พูดอะไรก็ไม่รู้ที่ฟังดูเท่แต่กินไม่ได้แค่ไม่ถึงสิบประโยคตั้งเกือบสองชั่วโมงครึ่ง เวลาขนาดนี้เธอเขียนโปรแกรมควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยหรือโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ตรวจจับวิญญาณใหม่ทั้งระบบได้สบายๆ

 

            “เบาๆหน่อยกล้าย เดี๋ยวพี่ๆพวกนั้นก็ได้ยินเอาหรอก”

            หลานชายหมอผีใหญ่กระซิบปรามเพื่อนสาว ดวงตาตี่เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวงแกมหวาด โชคดีที่แถวนี้ดูจะไม่มีรุ่นพี่อยู่เลยสักคน หรือหากจะพูดให้ถูก เหล่ารุ่นพี่ก็ดูเหมือนจะสลายหายตัวไปทันทีที่พวกเขาออกมาจากห้อง หรือว่าพวกเขาจะเป็นผีกันแน่ และถ้าเป็นผีจริงๆ กระโชกโฮกฮากแถมทำให้รุ่นน้องกลัวแบบนี้จะไม่ถือเป็นผีร้ายหรือนี่ จ้าดนึกภาพเพื่อนสาวสาดกระสุนใส่เหล่ารุ่นพี่ที่ยืนตามระเบียบพักอยู่รอบลานเกียร์แล้วก็สยองขึ้นมาจับจิต.....

 

            “ได้ยินก็ช่างเปิ้นสิ ข้าบ่เข้าไปในนั้นอีกแล้ว บ่มีวัน !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยังคงรักษาระดับความเข้มเสียงเอาไว้พอๆกับเสียงขึ้นบูมของจ้าดเมื่อครู่ “เข้าไปนั่งฟังเปิ้นอู้อะหยังก็บ่ฮู้ แล้วยังมาสั่งหมู่เฮาอย่างกับเป็นทาสหมู่เปิ้นจะอั้นแหละ นี่ก๋ากิจกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัย นี่ก๋ากิจกรรมของมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชน !?

            “แต่ตอนฝึก หมู่ครูฝึกก็สั่งหมู่เฮาเหมือนกันเน่อกล้าย สั่งโหดกว่านี้อีก” ราชินีตานีท้วง

            “นั่นมันฝึกการทหาร บ่แม่นกิจกรรมจะอี้” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับทันควัน “แล้วยังต้องมาเข้าทุกวัน มันเรื่องอะหยังกัน เอาเวลาไปยะสิ่งที่มีประโยชน์กว่านี้บ่ดีกว่าก๋า !?

            “มันก็จริงแหละนะ.....” หลานชายหมอผีใหญ่เออออตาม เขาเองก็ไม่ชอบกิจกรรมนี้เท่าไหร่นัก ถึงจะเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่งตอนอยู่วงโยธวาทิตเมื่อสมัยมัธยมต้นก็ตาม

            “แต่ข้าเจ้าว่ามันต้องมีอะหยังดีอยู่เน่อ บ่อั้นหมู่อาจารย์เปิ้นบ่ยอมหื้อยะหรอก ถึงขั้นใช้ห้องประชุมใหญ่จะอี้ด้วย” กล้วยออกความเห็นบ้าง “เดี๋ยวครั้งต่อๆไป.....”

            “หยุดเลยกล้วย จะบอกหื้อข้าเข้ากิจกรรมนี้ต่อแม่นก่อ บ่ต้องเลย” ตานีสาวผมหางม้าดักคอเพื่อนสาวทันควัน “ข้าอู้ไปแล้วจะไดว่าบ่มีวันเข้าอีกเด็ดขาด เอาแกงผักหวานหรือบุฟเฟ่ต์อาหารฮิมิตสึมาล่อข้าก็บ่เข้า !

 

            “น้องคะ”

            ขาดคำของกล้าย สามสหายร่วมรบก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง และเมื่อหันหลังกลับไป เด็กสาวหน้าจืดและเด็กหนุ่มหน้าดุก็หน้าชาวูบพร้อมๆกับหนาวสันหลังเยือก รุ่นพี่สาวหน้าเคร่งใส่แว่นคนนั้นนั่นเอง ใบหน้าของเธอดูเฮี้ยบขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเมื่อริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงบางเฉียบ ดวงตาหลังกรอบแว่นเป็นประกายวาวอยู่หลังแว่นกรอบดำ เธอดูราวกับอาจารย์ฝ่ายปกครองที่กำลังจะเล่นงานนักเรียนมัธยมต้นผู้ปล่อยผมยาวเลยติ่งหูยังไงยังงั้น ซึ่งราชินีตานีไม่แปลกใจเลย กล้ายพูดซะดังขนาดนั้น ไม่ได้ยินก็คงต้องไปหาซื้อเครื่องช่วยฟังมาเสียบหูสักหน่อยเสียแล้ว

 

            แต่กล้ายกลับดูไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เธอสะบัดเสียงใส่อีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด

 

            “อะหยังอีก จะมาด่าอะหยังหมู่เฮาอีก ก็อู้แล้วจะไดว่าต่อไปจะบ่ใส่คอนแทกต์จะบ่ย้อมผมแล้ว นี่ข้าต้องไปหายาย้อมผมมาย้อมตอนนี้เลยก่อหา !?

            “ไม่ใช่เรื่องนั้น” เด็กสาวหน้าเคร่งตอบอย่างใจเย็นแม้เส้นเลือดบนขมับจะเต้นไปสองสามตุ้บก็ตาม “ตามพี่มาหน่อย เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

            “มีอะหยังอีก.....”

 

            เด็กสาวผมหางม้าตั้งท่าจะโวยวายต่อ แต่เสียงของเธอก็ขาดหายไปในลำคอเมื่อกล้วยส่งสายตาดุๆ ปรามให้เธอเงียบ ก่อนที่จะเดินตามรุ่นพี่สาวไป หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและหลานชายหมอผีใหญ่จึงต้องเดินตามไปด้วยอย่างไม่เต็มใจนัก

 

            “เอื้อยจะพาหมู่เฮาไปที่ได๋กาเจ้า”

            กล้วยถามเบาๆ เมื่อเด็กสาวหน้าเคร่งเดินนำพวกเธอเข้ามาในอาคารแล็บไฟฟ้าแรงสูงซึ่งซ่อนอยู่ในหลืบที่แทบจะลึกที่สุดของคณะ แต่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง เธอยังคงก้าวฉับๆไปตามทางเดินอันมืดสลัวที่ตัดผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าและสวิตช์นับร้อยตัว ตานีสาวหน้าจืดเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง มือสอดเข้าไปจับอุปกรณ์เก็บอาวุธที่เธอยัดเอาไว้ระหว่างเสื้อนักศึกษากับเสื้อซับในด้วยทั้งเสื้อและกระโปรงของชุดนักศึกษาไม่มีกระเป๋า สัญชาตญาณนักรบบอกเธอว่าชักมีอะไรไม่ชอบมาพากลแม้สัมผัสวิญญาณของเธอจะยังจับอะไรไม่ได้ รุ่นพี่คนนี้จะพาพวกเธอมาทำอะไรกันแน่ หรือว่าเธอจะเป็นพวกเดียวกับอดีตกองกำลังผีร้าย หรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังรายการสารคดีนั่น.....

 

            ในที่สุด รุ่นพี่สาวก็หยุดที่หน้าประตูบานหนึ่งบนชั้นสอง ประตูบานนั้นเก่าคร่ำคร่าและผุพังราวกับไม่มีใครดูแลมานานนับสิบๆปีทั้งที่ตัวอาคารแล็บดูใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งปรับปรุงใหม่มาไม่ถึงปี ป้ายกระดาษแข็งที่เต็มไปด้วยรอยยับเป็นลายงาแปะอยู่กลางประตู ตัวอักษรเขียนด้วยปากกาเมจิกที่ซีดจางไปตามกาลเวลาอ่านได้ว่า “ห้องพักนักศึกษาสาขาไฟฟ้ากำลัง”

 

            ต่ำลงมาเล็กน้อย ป้ายที่ดูใหม่กว่าเขียนด้วยเมจิกสีแดงเตะตา

            “ห้ามเข้า ผีดุ”

 

            ตานีสาวทั้งสองหรี่ตาลงอย่างเข้าใจระคนเหนื่อยหน่าย สงสัยรุ่นพี่คนนี้จะเคยเห็นโฆษณาในเน็ตหรือเคยได้ยินว่าพวกเธอรับปราบผีเลยจะพามาให้ปราบผีให้ล่ะกระมัง หวังว่าคงจะไม่อ้างความเป็น Seniority และ Spirit ชักดาบเงินค่าปราบผีหรอกนะ......

 

            แต่ผิดคาด เด็กสาวหน้าเคร่งเคาะประตูสองสามครั้งก่อนจะเอ่ยเรียก

 

            “น้าเดือน อยู่มั้ยคะ หนูพาพวกนั้นมาแล้ว”

            “เข้ามาเลย”

 

            เสียงที่ตอบกลับมาฟังคุ้นหูสามสหายร่วมรบมาก แต่ก่อนที่จะมีใครนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินมาจากไหนหรือเมื่อไหร่ รุ่นพี่สาวก็เปิดประตูเข้าไปเสียแล้ว

 

            มันเป็นห้องขนาดเล็ก กว้างยาวเพียงไม่ถึงสี่เมตร แถมยังเก่าคร่ำและทรุดโทรมพอๆกับประตู ทุกสิ่งมีหยากไย่เกาะเต็ม ทั้งโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ชิดมุมหนึ่งของห้อง คอมพิวเตอร์รุ่นโบราณบานบุรีที่ตั้งอยู่ด้านบน และโซฟาขาดๆที่อีกมุมหนึ่งของห้อง สิ่งเดียวที่ไม่มีหยากไย่จับคือร่างของหญิงสาวคนหนึ่งบนโซฟาตัวนั้น ร่างที่เปล่งแสงเรืองๆเหมือนหิ่งห้อยยามค่ำคืน ใบหน้าสวยหยาดเยิ้มระดับนางงามและรอยเชือกเป็นปื้นแดงที่ลำคอดูคุ้นตาสหายร่วมรบทั้งสามเหลือเกิน......

 

            “เธอคือ.....” จ้าดอ้าปากค้าง

            “ผีที่บัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ !?” เด็กสาวผมหางม้าต่อให้ ปากของเธอก็อ้าค้างจนแมงมุมที่หยากไย่แทบจะเข้าไปชักใยได้เช่นเดียวกัน

            “อื้ม” ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มหวาน ก่อนที่หญิงสาวจะลุกขึ้นและลอยช้าๆ ตรงมาหาสองมนุษย์และสองตานี “ไม่ได้เจอกันนาน สวยขึ้นเยอะนะทั้งสองคน”

            “อะ.... เอ่อ..... เป็นไปบ่ได้หรอก หน้าตาของหมู่เฮา......” กล้ายยั้งปากเอาไว้ทันก่อนจะหลุดเผ่าพันธุ์ของเธอออกมา ถึงผีหญิงสาวจะรู้ว่าเธอเป็นตานี แต่รุ่นพี่หน้าเคร่งคนนี้คงจะยัง “เธอก็เหมือนกัน พอบ่ได้ร้องไห้เหมือนตอนนั้นแล้วก็ดูดีขึ้นเยอะเลยเน่อ....”

            “แน่ะ หน้าแดงเชียวนะกล้าย” หลานชายหมอผีใหญ่กระซิบข้างหูเพื่อนสาวพลางแสยะยิ้ม “ถูกใจเขาก็บอกมาเหอะ”

            “ถูกใจบ้าอะหยัง !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมว้าก “ข้าแค่รู้สึกผิดที่อู้บ่ดีกับเปิ้นวันนั้นต่างหาก !

            “ฮะๆ ไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันเองก็ต้องขอโทษแล้วก็ขอบคุณพวกเธอมากๆเลยเหมือนกันสำหรับเรื่องวันนั้น” หญิงสาวคนสวยหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “อ้อ จริงสิ เจอกันมาสองครั้งยังไม่รู้จักชื่อกันเลย ฉันชื่อเดือน และนี่หลานสาว.... ลูกสาวของพี่สาวฉันชื่อดาว”

            “หลานสาว !?” เด็กหนุ่มหน้าดุทวนคำอย่างไม่เชื่อหู เขาหันขวับไปจ้องหน้ารุ่นพี่สาวหน้าเคร่งเขม็งก่อนจะหันกลับมาถามเดือน “จริงเหรอครับ”

            “อื้ม” แววงุนงงปรากฏขึ้นใบหน้าสวย “ทำไมเหรอ”

            “น้าสวยขนาดนี้ ทำไมหลานหน้าตา.....”

 

            เสียงของจ้าดขาดหายไปในลำคอเมื่อเด็กสาวหน้าเคร่งกระชากแว่นกรอบดำออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แม้จะไม่สวยหยาดเยิ้มเท่าน้าของเธอ แต่ก็สวยพอจะเป็นขวัญใจชาววิศวะได้อย่างสบายๆ ขากรรไกรของหลานชายหมอผีใหญ่แทบจะร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้น แค่ถอดแว่นทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ......

 

            “ฮึ” ดาวสะบัดหน้าอย่างไม่สบอารมณ์พลางทำเสียงขึ้นจมูก เสียบแว่นกลับเข้าที่ก่อนจะหันไปพูดกับน้าของเธอ “น้าเดือนคะ รีบๆพูดธุระให้จบเถอะค่ะ หนูต้องไปประชุมฝ่ายเชียร์ต่อ”

            “แหม อย่าเคร่งนักเลยน่าหนูดาว ถึงจะประชุมเชียร์อยู่ก็เหอะ” หญิงสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์พูดกลั้วหัวเราะ “ก็เคร่งซะแบบนี้ไงเลยไม่มีหนุ่มไหนแล”

            “อย่าย้ำกันได้มั้ยคะ !?

            “ถะ.... ถ้าพี่ไม่รังเกียจ ผมแลให้ก็ได้นะครับ.....”

            “รังเกียจย่ะ !” ดาวตวาดแว้ด ขณะสองตานีสาวกุมขมับพลางถอนหายใจเฮือกพร้อมๆกัน ถ้าเป็นตั้งที่ชีกออยู่แล้วจะไม่ว่าเลย นี่จ้าดติดนิสัยมันมาแล้วหรือนี่.....

            “เอ้าๆ เข้าเรื่อง เข้าเรื่อง” ผีสาวคนสวยเปลี่ยนบทบาทมาเป็นฝ่ายเบรกเมื่อเห็นว่าประเด็นที่เธอเป็นคนเริ่มชักจะเลยเถิด “เอ่อ..... พวกเธอ..... ชื่ออะไรกันบ้างนะ.....”

            “กล้วยเจ้า” ตานีสาวหน้าจืดเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้แนะนำชื่อตัวเองเลย เธอตัดสินใจพูดเจ้าเมื่อรู้ช่วงอายุจริงของอีกฝ่าย “ตนนี้ชื่อกล้าย ส่วนบ่าจ้าดง่าวนั่นชื่อจ้าด”

            “อื้ม กล้วย กล้าย จ้าด” เดือนทวนชื่อพลางพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “พวกเธอคงเห็นรายการสารคดีตานีของช่องโทรทัศน์ตานนะคอนแล้วใช่มั้ย”

            “เจ้า” ราชินีตานีพยักหน้า “หมู่เฮากำลังสืบหาผู้อยู่เบื้องหลังกันอยู่เจ้า”

            “รู้จักประจิม บัญชรศิลป์กันไหม”

            “ผู้นำฝ่ายค้านที่ตอนนี้กำลังมาแรงในสภารัฐเวียงตานน่ะเหรอครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถาม ภาพชายวัยกลางคนที่โจมตีอีกฝ่ายอย่างเผ็ดร้อนในการถ่ายทอดสดอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สี่ตานีหนึ่งสมิงและอีกหนึ่งเจ้าแม่นั่งดูไปพลางวิจารณ์กันไปพลางเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว

            “ใช่” เดือนพยักหน้า “เขานี่แหละอยู่เบื้องหลังรายการนั้น”

            “เอ๊ะ....” ราชินีตานีขมวดคิ้ว “ยะหยังน้าเดือนถึง......”

            “อย่าเรียกน้า เรียกพี่ก็พอ” หญิงสาวคนสวยสอดขึ้นเสียงแข็ง

            “อะ..... เจ้า เอื้อยเดือน” กล้วยยอมแต่โดยดีแม้จะนึกขำระคนเหนื่อยหน่ายอยู่ในใจ เธอเจอคนแก่ที่ไม่ยอมรับอายุตัวเองเข้าอีกตนเสียแล้ว “ยะหยังเอื้อยเดือนถึงคึดว่าเปิ้นอยู่เบื้องหลังล่ะเจ้า”

            “พี่ไม่ได้คิด พี่แน่ใจ” เดือนเปลี่ยนสรรพนามเรียกตัวเองเช่นกัน “พี่เห็นประจิมคุยกับโปรดิวเซอร์แล้วก็เจ้าของช่องเองเลย แอบเข้าไปฟังเลยด้วยซ้ำ”

            “แต่เปิ้นจะยะไปเพื่ออะหยังกัน” ตานีสาวผมหางม้าขมวดคิ้วตามเพื่อนสาวบ้าง “เปิ้นเป็นนักการเมือง ยะหยังถึงมายะสารคดีจะอี้ เปิ้นบ่อู้ก๋าว่าจุดประสงค์คืออะหยัง”

            “ไม่ได้พูด” ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ส่ายหน้า

            “อาจจะหาเสียงก็ได้มั้ง” จ้าดสันนิษฐาน “ได้ยินว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้รัฐบาลไปแน่ เขาอาจจะทำสารคดีนี้ขึ้นมาเรียกคะแนนก่อนเลือกตั้งใหม่ก็ได้ สร้างภาพว่าเป็นคนรักประวัติศาสตร์ของเมืองหรือไม่ก็ช่วยสร้างเอกลักษณ์ของเมืองอะไรทำนองนี้”

            “แต่ถ้าจะอั้นเปิ้นก็ควรจะต้องใส่ชื่อไว้สิ ต้องหื้อหันชัดๆเลยด้วย มีที่ได๋หาเสียงแต่บ่เปิดเผยตัวตน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแย้ง

            “หรือว่าเป้าหมายของเปิ้นจะบ่แม่นหาเสียงหื้อตัวเอง.....” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยช้าๆ “ถ้าคึดว่าเป้าหมายของรายการนี้คือการเปิดเผยตัวตนของหมู่เฮา และรายการนี้น่าจะมีอะหยังเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวแบบผิดปกติของวิญญาณในโลกหลังความตายอย่างที่หมู่เฮาเคยอู้กันไว้ เป็นไปได้ก่อว่าเปิ้นคึดจะใช้รายการนี้ปลุกระดมคนหื้อต่อต้านหรือกำจัดตานี แล้วเปิดทางให้หมู่ผีร้ายออกมาอาละวาด.....”

            “แต่เนื้อหาของรายการตอนนี้ยังไม่เห็นจะมีอะไรที่จะทำให้คนเกลียดตานีเลยนา” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง “มีแต่พูดสรรเสริญ แล้วเนื้อหาที่ผ่านมาก็ไม่ได้ลึกอะไรมากด้วยนี่ มีแต่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของตานีเท่านั้นเอง”

            “มันก็ไม่แน่หรอกนะ” หญิงสาวคนสวยแย้งเสียงต่ำๆ “นี่เพิ่งกลางๆซีซั่นแรกเอง”

            ซีซั่นแรก ?” กล้ายทวนคำ ความเข้าใจอันน่าหวาดกลัวค่อยๆก่อตัวขึ้นในหัวใจ “อย่าบอกเน่อว่าจะมี.....”

            “ซีซั่นสอง ใช่” เดือนตอบเน้นเสียง “เพิ่งตกลงกันเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี่เองว่าจะมีซีซั่นสอง เนื้อหายังไม่เปิดเผย แต่คิดว่าน่าจะลึกกว่าซีซั่นแรกอยู่แล้ว”

            “ไอ้หยา.....” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ “แต่แบบนี้ก็หมายความว่าประจิมเกี่ยวข้องกับพวกผีร้ายสิ เขาโดนควบคุมอยู่งั้นเหรอ”

            “เป็นไปได้ และก็เป็นไปได้เหมือนกันที่เปิ้นจะยะจะอั้นเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง หรือมีเหตุผลซ่อนเร้นบางอย่าง บ่ได้ยะไปเพราะโดนควบคุม” กล้วยตอบ “ดูอย่างหมอผีเฒ่าสุทัศน์ เลิศดอยแลงนั่นสิ เปิ้นบ่ได้โดนควบคุม แต่ยะไปเพราะเหตุผลส่วนตัวของเปิ้น”

            “งั้นก็แปลว่าเราต้องจับตาดูหมอนั่นสินะ”

            “อื้ม” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า คิ้วบางยังคงขมวดมุ่น “ถึงนี่จะเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน แต่ติดตามการเคลื่อนไหวของเปิ้นตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีที่สุด”

            “อีกอย่างที่พี่อยากจะบอกก็คือ ปกปิดตัวตนกันหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ ผมเขียวตาเขียวแบบนี้ตอนนี้ใครมองปราดเดียวก็รู้แล้วนะว่าเป็นตานี” ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์เตือน “ถึงจะบอกว่าย้อมผมแล้วก็ใส่คอนแทกต์เลนส์สีก็เถอะ มันก็ผิดสังเกตกันง่าย อาจารย์ก็จะดุด้วย ยิ่งช่วงห้องเชียร์แบบนี้ด้วยแล้วยิ่งโดนเขม่นจากรุ่นพี่ง่ายขึ้นไปอีกนะ”

            “สุมาเจ้า ข้าเจ้าก็ลืม ตอนแรกคึดว่าวันแรกจะย้อมมาเหมือนกัน” กล้วยตอบเสียงอ่อยๆ

            “แต่ห้องเชียร์มันน่าหงุดหงิดแต๊ๆ !” กล้ายโพล่งออกมาราวกับอัดอั้นอยู่นานโดยไม่สนใจรุ่นพี่ฝ่ายเชียร์ที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ “กิจกรรมอะหยังก็บ่ฮู้ เอารุ่นพี่มายะหน้าดุๆ ตวาดน้อง แล้วหื้อซ้อมเพลงเชียร์ไร้สาระกลางวันเย็นทุกวัน จะยะจะอี้ไปเพื่ออะหยังกัน เอาเวลาไปอ่านหนังสือเรียนบ่ดีกว่าก๋า !?

            “เกรงใจกันบ้าง พี่ก็เคยเป็นฝ่ายเชียร์นะ” ผีสาวคนสวยตอบยิ้มๆ

            “หา !?” สามสหายร่วมรบอุทานพร้อมๆกัน ก่อนที่จ้าดจะถามต่อด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหู “พี่เดือนเนี่ยนะเคยเป็นฝ่ายเชียร์ !?

            “ทำไม เป็นไม่ได้รึไง” เดือนยิ้มแยกเขี้ยว “หรือจะบอกว่าหน้าสวยๆเป็นฝ่ายเชียร์ไม่ได้ ขนาดดาวยังเป็นได้เลย”

            “เปล่าครับ คือ.... พี่เคยเรียนที่นี่ด้วยเหรอครับ”

            “อื้ม เรียนภาคไฟฟ้านี่แหละ ห้องนี้พี่ก็เคยอยู่ เสียดายเขาไม่ใช้แล้ว”

            “ถึงจะจะอั้นก็เถอะ แต่นิสัยเอื้อยเดือน... ดูบ่น่าจะเป็นฝ่ายเชียร์เน่อ”

            “แล้วนิสัยฝ่ายเชียร์ต้องเป็นไงล่ะถ้างั้น” หญิงสาวย้อนถาม “ต้องวางอำนาจ ต้องสั่งรุ่นน้อง ต้องกระโชกโฮกฮากเหรอ คิดว่าพวกพี่ๆที่เข้าไปในห้องเชียร์นิสัยแบบนั้นทุกคนจริงๆเหรอ”

            “เรื่องนิสัยช่างก่อนเถอะ จะไดๆข้าก็ว่าน่าจะเอาเวลาที่มานั่งร้องเพลงเชียร์แล้วก็โดนรุ่นพี่ด่าจะอี้ไปอ่านหนังสือหรือยะกิจกรรมที่มีประโยชน์กว่านี้อยู่ดี”

            “มันก็อาจจะจริงน่ะนะ” เดือนพยักหน้าช้าๆ “แต่ก่อนจะตัดสินอะไรแบบนั้น พี่อยากให้กล้ายลองเปิดใจให้กว้างอีกหน่อย แล้วลองเข้าร่วมกิจกรรมนี้ต่อสักนิด แล้วกล้ายจะเห็นอะไรๆ ที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมนี้อีกเยอะ นี่พี่สปอยล์ให้เลยนะเนี่ย”

            “แต่.....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอ้าปากจะเถียง แต่เธอก็ตัดสินใจไม่พูดต่อ “ก็ได้เจ้า ข้าจะลองเข้าอีกสักครั้งสองครั้ง แต่ถ้ายังหาสาระอะไรไม่ได้ข้าจะบ่เข้าอีกเลยเน่อ”

            “อื้ม แค่ครั้งสองครั้งก็ยังดี” หญิงสาวคนสวยยิ้ม “จริงๆต้องขอบคุณดาวนะ เขามองออกว่าพวกเธอเป็นตานีแล้วก็พยายามเตือนตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว แค่เขาพูดไม่ค่อยเก่งเท่านั้นเอง”

            “แต๊กาเจ้า” ดวงตาเรียวของกล้วยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “ถ้าจะอั้นก็ขอบคุณมากเน่อเจ้าเอื้อยดาว แล้วก็ขอสุมาด้วยที่ยะท่าทางบ่ดีออกไป”

            “ขอสุมาด้วยเหมือนกันเจ้า” เด็กสาวผมหางม้าเห็นเพื่อนสาวขอโทษก็ขอโทษตามอย่างไม่เต็มใจนัก “แต่คราวหลังอู้กันดีๆก็ได้เน่อ ถ้าอู้ดีๆข้ายอมยะอยู่แล้วล่ะ”

            “จะพยายามละกันนะ” ดาวตอบเสียงขุ่นๆ โดยไม่หันมามอง

            “ที่อยากจะบอกก็คงมีแค่นี้แหละ ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์มา” เดือนค้อมหัวลงน้อยๆ เหมือนจะคำนับ “แล้วถ้าวันไหนมีข้อมูลใหม่ๆมาอีกจะฝากดาวเรียกมาอีกนะ”

            “เอ่อ ออกมาเรียกหมู่เฮาโดยตรงก็ได้เน่อ หรือบ่อั้นก็โทรจิตก็ได้ เพราะดูท่าเอื้อยดาวจะบ่ค่อยอยาก......” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลากเสียงน้อยๆ ดวงตาสีเขียวเรืองแสงชำเลืองมองเด็กสาวหน้าเคร่งซึ่งยังคงยืนกอดอกหันไปอีกทางหนึ่ง

            “ออกไปคนก็ได้ตกใจกันแย่สิ แล้วพี่ก็ไม่ค่อยอยากออกไปเจอพวกผีอาจารย์ด้วย อาจารย์ชีกอเยอะนะคณะเรานี่” หญิงสาวคนสวยพูดทีเล่นทีจริง

            “แล้วตอนนี้เอื้อยเดือนอยู่ที่ได๋เจ้า” ราชินีตานีถามขึ้นบ้าง “ถ้ายังไม่มีที่อยู่ มาอยู่กับหมู่เฮาก็ได้เน่อ”

            “อ๋อ ไม่เป็นไรๆ ตอนนี้เอื้อยอยู่บ้านดาว แต่ก็ขอบคุณมากนะ” เดือนตอบยิ้มๆ “กลับบ้านกันดีๆล่ะ ระวังตัวกันด้วย มืดค่ำแล้ว ไว้เจอกันใหม่นะ ดาวไปส่งน้องๆเขาหน่อยสิ จีบจ้าดเลยก็ได้นะ เจอกันมาสองครั้งน้าว่าเขาก็ไม่เลวนา ถ้าได้มาเป็นหลานเขยนี่น้ารักตายเลย” สามประโยคสุดท้ายหญิงสาวคนสวยลดเสียงมากระซิบกับหลานสุดที่รัก

            “น้าเดือนก็จีบเองสิคะ เชียร์จัง !

 

            “ขอบคุณมากเน่อเจ้าเอื้อยดาว แล้วก็ขอสุมาอีกครั้งที่ก่อนหน้านี้หมู่เฮายะบ่ดีไป”

            กล้วยเอ่ยขึ้นเมื่อรุ่นพี่สาวหน้าเคร่งเดินนำพวกเธอกลับมาถึงลานเฟือง ลานกว้างกลางคณะยามนี้มืดสลัวและแทบจะร้างผู้คน มีเพียงรุ่นพี่ปีสามหรือไม่ก็ปีสี่ที่ต้องอยู่ทำงานดึกเดินจากตึกภาควิชาไปหาอะไรกินที่โรงอาหารซึ่งยังคงเปิดไฟสว่างอยู่ที่มุมหนึ่งของลาน

 

            “ไม่เป็นไร” ดาวตอบห้วนๆ “พรุ่งนี้อย่าลืมย้อมผมกับใส่คอนแทกต์เลนส์มาด้วย พี่เตือนครั้งสุดท้าย ไม่งั้นพี่จะไปหามาใส่ให้เอง ยิ่งนานข้ออ้างของพวกเธอก็ยิ่งไม่เนียน”

            “เจ้า เดี๋ยวเย็นนี้จะไปซื้อมาเลย” ราชินีตานีพยักหน้ารับคำก่อนจะถามกลับ “เอื้อยดาวปิ๊กบ้านเลยก่อเจ้า ปิ๊กกับหมู่เฮาก่อ หมู่เฮาขับรถมา ไปส่งได้เน่อ”

            “ยัง พี่มีประชุมฝ่ายเชียร์ต่อ ขอบคุณมาก” เด็กสาวหน้าเคร่งตอบห้วนๆเช่นเคย แต่กล้วย กล้ายและจ้าดก็แอบเห็นริมฝีปากของเธอกระตุกขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะยิ้ม “เอาล่ะ หวังว่าคงจะเจอกันในห้องเชียร์อีกนะ”

            “เจ้า”

            “ครับ”

 

            ดาวหันหลังกลับก่อนจะเดินออกไปทางหลังคณะ หนึ่งมนุษย์สองตานีมองตามหลังจนเธอลับมุมตึกหายไป

 

            “เฮ้อ ปิ๊กกันเถอะ” เด็กสาวผมหางม้าเอ่ยขึ้นเป็นตนแรก “อะหยังก็บ่ฮู้ เสียเวลาแต๊ๆ”

            “ยังจะอู้จะอี้อีกก๋ากล้าย”

            “นั่นสิ เราแอบเห็นอยู่หรอกน่าว่ากล้ายแอบมองพี่เขาอยู่”

            “มองบ้าอะหยัง ผู้ได๋จะเหมือนนายล่ะยะบ่าจ้าดง่าวเจ้าชู้ !

            “ฮะ ฮะ ฮะ.....”

 

            สามสหายร่วมรบหัวเราะไปพลางเดินไปพลางมุ่งหน้าไปยังที่จอดรถ แม้ความกังวลจะยังคงเกาะกุมอยู่ในหัวใจ เบื้องหลังของรายการสารคดีเจ้าปัญหาเริ่มเผยออกมาแล้ว แต่สองตนหนึ่งคนก็ยังสังหรณ์ใจว่ามันยังเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของแผนการใหญ่ที่น่ากลัวกว่านั้นหลายเท่า กล้วยภาวนาอยู่ในใจ ขอให้ลางสังหรณ์ของเธอผิดด้วยเถิด แม้ที่ผ่านมามันจะแทบไม่เคยผิดเลยก็ตาม.....

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เคย์คาร์ (軽自動車 - Keijidousha) – แปลตรงตัวจากภาษาฮิมิตสึได้ว่า “รถเบา” หรือ “รถขนาดเบา” มักเป็นรถยนต์ขนาดสี่ที่นั่ง ใช้เครื่องยนต์ขนาดไม่เกิน 660cc และมีข้อจำกัดด้านความยาว ความกว้าง ความสูง และแรงม้าสูงสุดของเครื่องยนต์ รถแบบนี้นิยมกันมากในหมู่นักศึกษาและวัยเริ่มต้นทำงาน โดยเฉพาะในประเทศฮิมิตสึและสารขัณฑ์ เพราะอัตราภาษีต่ำ ประหยัดน้ำมัน และราคาถูก จ้าดเองตอนแรกก็คิดว่าพอขึ้นมหาวิทยาลัยจะเก็บเงินซื้อรถแบบนี้ไว้ขับเหมือนกัน แต่พอมีรถของสาวๆตานีมาแล้วก็ล้มแผนทันที

 

**แคลคูลัส – วิชาที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางคณิตศาสตร์ เช่นความชันของกราฟ การหาพื้นที่หรือปริมาตรใต้กราฟ การหาความเปลี่ยนแปลงของค่าใดค่าหนึ่งเทียบกับอีกค่าหนึ่ง เป็นต้น เป็นวิชาพื้นฐานของคณะวิศวกรรมศาสตร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น