ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 67 : กิจกรรมรับน้องที่มีแต่ยอดชาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “น้องๆครับ พี่จะปิดไฟแล้วนะครับ พรุ่งนี้ตื่นหกโมง ถ้าตอนกลางคืนมีใครอยากไปเข้าห้องน้ำก็เรียกพี่นะครับ”

            “คร้าบ....”

            เหล่านักศึกษาใหม่ชายแห่งบ้านสามหยอยซึ่งบัดนี้อาบน้ำและเปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อยแล้วลากเสียงตอบรุ่นพี่ประจำบ้านซึ่งปิดสวิตช์ไฟดังแกร๊กก่อนจะเดินไปกระดึ๊บเข้าถุงนอน แต่แม้หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานห้องเรียนที่ถูกจัดให้เป็นห้องทำกิจกรรมและห้องนอนชั่วคราวจะดับลงแล้ว เสียงของเด็กหนุ่มบางคนที่ยังไม่ง่วงก็ยังคงดังอยู่ในความมืด

 

            หนึ่งในนั้นคือเสียงของตั้ง ท่ามกลางความรำคาญของจ้าดและเพื่อนอีกคนที่นอนอยู่ข้างๆ

 

            “เฮ้ยจ้าด เอ็งว่าบ้านเราใครสวยสุดวะ” หนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานสะกิดถามเพื่อนที่นอนหันหลังให้เขาอยู่

            “เอ็งคิดเป็นแต่เรื่องนี้รึไงวะ” จ้าดตอบเสียงงัวเงียแกมหงุดหงิด เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง สมองของเขาจึงพร้อมจะชัตดาวน์ได้ตลอดเวลา

            “หรือเอ็งไม่คิด ข้าก็เห็นเอ็งมองๆ ผู้หญิงบ้านเราเหมือนกันแหละน่า”

            “เอ็งเห็นข้ามองใครล่ะถ้างั้น”

            “บัว” เด็กหนุ่มหน้ากวนหมายถึงเพื่อนหญิงสุดห้าวที่รับบทบาทผู้นำบ้านในกิจกรรมเมื่อกลางวัน

            “ก็เหี้ยมแล้ว” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงต่ำๆ

            “เอ๊า ก็ข้าเห็นเอ็งชอบฟ้า เลยนึกว่าจะชอบห้าวๆ แบบนั้น”

            “ดูหน้าตาด้วยสิเว้ย หน้าตา”

            “อ้าว นี่เอ็งดูคนแค่ที่หน้าตารึไงวะ เขาออกจะเป็นคนดีนะเว้ย”

            “ไอ้เรื่องนั้นมันก็..... โว้ย พอๆ ข้าจะนอน ไอ้เราก็ดันเผลอตามน้ำกับมันไปด้วยเว้ย” ประโยคสุดท้ายเด็กหนุ่มหน้าดุด่าตัวเอง “นอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ง่วง พรุ่งนี้มีบำเพ็ญประโยชน์นอกสถานที่นะเว้ย”

            “ข้าไม่ง่วงเว้ย เมื่อคืนนอนตั้งแต่ทุ่มนึง”

            “แต่ข้าง่วงโว้ย !

 

            จ้าดพูดจบก็พลิกตัวหนีเพื่อน ไม่พลิกเปล่า เอาหมอนมาปิดหูด้วย ทิ้งเพื่อนร่วมภาคให้ตาสว่างอยู่คนเดียวในความมืด ครั้นจะหันไปคุยกับเพื่อนอีกข้าง มันก็รู้แกวหันหลังหนีแถมเอาหมอนปิดหูแบบจ้าดเป๊ะ เด็กหนุ่มหน้ากวนจึงได้แต่พลิกไปพลิกมาอย่างอึดอัด เมื่อวานไม่น่านอนเร็วเลยให้ตายเถอะ......

 

            เพียงไม่กี่นาที เสียงซุบซิบก็เบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด ยามนี้ เสียงที่ได้ยินมีเพียงจากแอร์สี่ตัวที่แข่งกันพ่นไอเย็นเหมือนความกดอากาศสูงแถบขั้วโลกเหนือลงมาใส่เหล่านักศึกษาใหม่ ทำเอาตั้งที่นอนไม่หลับอยู่แล้วแถมเอาถุงนอนแบบบางมายิ่งตาสว่างขึ้นไปอีก เด็กหนุ่มหน้ากวนพลิกตัวจะลุกขึ้นเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ต้องรีบปิดแทบไม่ทันเมื่อแสงของมันสว่างเรืองไปทั่วห้อง ถึงเขาจะไม่ค่อยสนใจใคร แต่อย่างน้อยความเกรงใจอันเป็นสมบัติของผู้ดีมันก็ต้องมีกันบ้าง

 

            เว้ย นอนก็ได้วะ หลับๆตาไปเดี่ยวก็คงหลับเอง

            หนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานถอดแว่นวางไว้หัวนอนก่อนจะพลิกขดตัวงอเป็นกุ้งอยู่ในถุงนอนให้ร่างกายอุ่นขึ้น หลับตาแน่น พยายามใช้จิตเหนือสำนึกสะกดจิตใต้สำนึกให้พักผ่อนเสียที หลับสิ หลับสิ ง่วงสิ ง่วงสิ.....

 

            แต่ขณะที่การสะกดจิตตัวเองกำลังเริ่มได้ผล เด็กหนุ่มหน้ากวนก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีมือมาจับหมับเข้าที่ข้อเท้า ก่อนจะบีบแน่นเหมือนแม่แรงจับชิ้นงานในช็อปที่เขาไปดูมาเมื่อเช้า

 

            “เฮ้ย ไอ้โก้เหรอวะ หรือว่าไอ้วิทย์ !?

            ตั้งร้องถามอย่างหงุดหงิดพลางสะบัดเท้าอย่างแรงด้วยกำลังจะหลับอยู่แล้ว แต่คำตอบกลับเป็นมือที่บีบแน่นขึ้นจนเขาหลุดเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เด็กหนุ่มยันตัวลุกพรวด มือเงื้อหมายจะตบเกรียนไอ้คนเล่นพิเรนทร์สักป้าบ

 

            แต่ปัญหาคือสิ่งที่จับข้อเท้าของเขาอยู่ดูเหมือนจะไม่ใช่คน หรืออย่างมากที่สุดก็ดูจะเคยเป็นคน ใบหน้ากวนชาวูบเมื่อเห็นร่างร่างหนึ่งนอนพังพาบอยู่แทบเท้า มือข้างหนึ่งของมันล็อกอยู่รอบข้อเท้าของเขาจากนอกถุงนอน แม้จะไม่ได้ใส่แว่นและห้องจะมืดสนิท แต่ตั้งก็ยังพอจะมองเห็นว่าเสื้อนักศึกษาสีขาวแขนสั้นที่มันใส่อยู่เป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองน่าคลื่นไส้ ที่ลำคอมีเชือกเส้นหนารัดเอาไว้แน่นจนผิวยู่ แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือใบหน้าที่ถูกพอกเอาไว้ด้วยแป้งหนาเตอะสีขาวโพลนจนมองดูราวกับหน้ากาก หน้ากากที่เละจนไหลเยิ้มหยดย้อยลงบนพื้นกระเบื้องยาง....

 

            “เฮ้ย.......!?

            เด็กหนุ่มร้องเสียงหลง ใบหน้าชาวูบเมื่อความหวาดกลัวถึงขีดสุดพุ่งจี๊ดเข้าสู่สมองส่วนกลาง เขาพยายามดิ้นอย่างสุดชีวิตให้หลุดจากเงื้อมมือของปีศาจหน้าเยิ้ม แต่ไร้ผล ร่างนั้นแข็งแรงกว่าเขามาก ตั้งหันไปเขย่าตัวเพื่อนที่นอนขนาบอยู่ทั้งสองข้าง แต่ไม่ว่าจะเขย่าแรงเท่าใดก็ไม่มีเสียงตอบรับจากทั้งตั้งและเพื่อนอีกข้างหนึ่งเลยสักแอะ และก่อนที่เขาจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ร่างนั้นก็กระโจนพรวดขึ้นมานั่งทับอกเขาดังอั้ก ตั้งอ้าปากหอบหายใจอย่างยากลำบาก แต่เขาก็ต้องหุบปากแทบไม่ทันเมื่อใบหน้าเละๆนั้นก้มลงมาหา จมูกของมันห่างจากจมูกของเขาเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            “ไม่ต้องคิดจะปลุกใครหรอกฮ้า เหนื่อยเปล่า ฉันใช้พลังสะกดให้พวกเขาหลับหมดแล้ว”

 

            ขนแขนของตั้งลุกซู่เมื่อได้ยินเสียงชายดัดหญิงของผีหน้าเยิ้ม โดนผีหลอกเฉยๆยังไม่พอ ดันเป็นผีกะเทยอีกเนี่ยนะ !?

 

            “อะ.... เอ็งเป็นใคร ต้องการอะไรจากข้า !?” หนุ่มแว่นหน้ากวนซึ่งยามนี้กลายเป็นหน้าเหวอละล่ำละลักถามอย่างหวาดกลัว

            “อะไรกัน แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็จำคำสัญญาเมื่อตอนกลางวันไม่ได้แล้วเหรอฮ้า.....”

            “สัญญงสัญญาอะไร ข้าไปสัญญากับเอ็งตั้งแต่เมื่อไหร่ !?

            “แหม ปลาทองจริง” ใบหน้าขาวว่อกเบ้ปาก ริมฝีปาของมันเฉี่ยวริมฝีปากของเด็กหนุ่มหน้ากวนจนเขาต้องย่นคอด้วยความขยะแขยง “ก็ที่เธอบอกว่าถ้าช่วยให้เธอทำสำเร็จจะยอมให้ได้ทุกอย่างไงฮ้า.....”

            “ละ.... แล้วเอ็งต้องการอะไร” ตั้งถามเสียงสั่น เด็กหนุ่มนึกว่าผีที่มาช่วยจะเป็นผีรุ่นพี่หรือไม่ก็ผีอาจารย์ใจดี ไม่ใช่ผีหน้าตาเละเทะแถมยังแต๋วแตกแบบนี้ ไขสันหลังของเขาเย็นวาบราวกับถูกสาดด้วยมีเทนเหลวทั้งแกลลอนเมื่อตระหนักว่าคำบนบานของเขาเปิดกว้างเพียงใด “จะ.... จะเอาเงินหรือจะให้ทำบุญไปให้ก็ได้ แต่.... แต่อย่าเอาชีวิตข้าไปเลยนะ.....”

            “แหม ทีตอนพูดล่ะไม่คิด ทีตอนนี้ล่ะจะมาเปลี่ยนเงื่อนไข สายไปแล้วจ้ะ” ผีหน้าเยิ้มแสยะยิ้ม “มามะ มาอยู่กับฉันซะดีๆ ช่วงนี้กำลังเหงาอยู่ด้วย รับรองจะเอ็นดูไม่ให้ขาดเลยล่ะฮ้า.....”

            “ไม่ อย่านะ ไม่ หนูไม่อยากเป็นยอดชาย*..........!

 

            เสียงร้องโหยหวนของเด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายดังก้องโถงทางเดินยาวเหยียดของตึกสามคณะวิศวกรรมศาสตร์ มันค่อยๆเคลื่อนที่ไปทางห้องน้ำชายที่ริมสุดของปีกตึก ก่อนจะเงียบหายไปในความมืดมิดของยามดึกสงัด.....

 

 

            “กล้วย ข้ามีข่าวดีกับข่าวร้าย เอาข่าวได๋ก่อน”

            “วันนี้ได้ข่าวร้ายมาเยอะแล้ว ฟังข่าวดีก่อนละกัน”

            “อุปกรณ์เก็บอาวุธของอุ๊ยสายยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อข้า หมู่ผีร้ายนั่นบ่ได้เอาไป”

            “แล้วข่าวร้ายล่ะ”

            “สภาพหมู่เฮาจะอี้คงยะอะหยังได้หรอกเน่อ”

 

            เสียงของเด็กสาวผมหางม้าแฝงแววละห้อย เช่นเดียวกับร่างของเธอที่ห้อยต่องแต่งลงมาจากกำแพงอิฐ ผีร้ายที่จับตัวพวกเธอมาขังตานีสาวทั้งสองเอาไว้ในห้องโล่งๆห้องหนึ่ง ไม่ขังเปล่า หากล่ามทั้งข้อมือข้อเท้าไว้กับกำแพงด้วยกุญแจมือและโซ่เส้นหนา หนายิ่งกว่าที่ฟ้า ยูคิและน้ำว้าโดนเมื่อครั้งศึกสุดท้ายกับกองกำลังผีร้ายเมื่อต้นปีเสียอีก แม้จะสยองขวัญน้อยกว่าหน่อยตรงที่ไม่มีระเบิดพลังงานวิญญาณนับเวลาถอยหลังติ๊กๆอยู่เบื้องหลัง

 

            แผลถูกยิงที่ไหล่ของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสมานตัวเองจนเกือบจะหายสนิทแล้ว เช่นเดียวกับแผลฟกช้ำของกล้วย คงจะเป็นผลจากพลังงานแบบพิเศษที่ไหลเวียนอยู่ในโลกหลังความตาย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากนัก จะหายหรือไม่หาย พวกเธอก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงการเรียกอาวุธออกมาจากที่เก็บอาวุธนั่นเลย แค่จะขยับก็ยังแทบไม่ได้อยู่แล้ว

 

            “หนอย บ่ายมทูตเฒ่านั่น” กล้ายเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ซึ่งเป็นหนึ่งในอวัยวะเพียงไม่กี่อย่างที่เธอยังสามารถขยับได้ “สมรู้ร่วมคึดกับผีร้ายจะอี้ น่าจะยิงเปิ้นหื้อตายไปตั้งแต่ในสำนักงานนั่นซะเลย !

            “ข้าเจ้าบ่คึดว่าจะเป็นฝีมือของยมทูตเน่อกล้าย” กล้วยแย้งเพื่อนสาวเสียงเรียบ

            “ยะหยังล่ะกล้วย อย่าบอกเน่อว่ากล้วยไว้ใจหมู่ยมทูตนั่นอีก ไว้ใจคนง่ายเกินไปจะเป็นจะไดกล้วยก็ฮู้ดีแก่ใจบ่แม่นก๋า !?

            “ข้าเจ้ายังบ่ได้บอกสักคำว่าไว้ใจหมู่ยมทูต” ราชินีตานีตอบเสียงเย็น ดวงตาเรียวจ้องตรงไปยังดวงตาสีเขียวเรืองแสงของอีกฝ่ายเป็นเชิงปรามให้เงียบ “แต่ข้าเจ้าคึดว่าหมู่ผีร้ายนี่น่าจะยะการนี้ด้วยตัวเอง หรืออย่างน้อยที่สุดก็บ่ได้เป็นผีร้ายที่ร่วมมือกับหมู่ยมทูต”

            “ยะหยังถึงคึดจะอั้นล่ะ” เด็กสาวผมหางม้าใจเย็นลงมาบ้างเมื่อถูกเพื่อนสาวมองด้วยสายตาดุๆ

            “ลองคึดดูสิ หมู่ยมทูตจะจับตัวหมู่เฮาเอาไว้ยะหยัง”

            “หมู่เปิ้นก็คงอยากกำจัดหมู่เฮาอยู่แล้วบ่แม่นก๋า”

            “ถ้าจะกำจัด ยะหยังถึงบ่ยิงหมู่เฮาทิ้งไปซะตั้งแต่ที่สำนักงาน หรือบ่อั้นก็หื้อหมู่ผีร้ายนี่ยิงหมู่เฮาทิ้งซะก็ได้ ยะหยังต้องจับเป็นหื้อยุ่งยากจะอี้”

            “หมู่เปิ้นอาจจะอยากต่อรองเอาอะไรบางอย่างก็ได้มั้ง” กล้ายเปลี่ยนข้อสันนิษฐาน “เปิ้นอาจจะอยากได้พลังนั่นของกล้วยก็ได้เน่อ”

            “หมู่ยมทูตฮู้แน่นอนว่าพลังนั่นบ่ได้อยู่กับข้าเจ้าแล้ว ข้าเจ้าส่งข้อความไปหาหมู่เปิ้นเองเลย หรือถึงบ่ได้บอก ทั้งผีร้ายทั้งปีศาจถูกเรียกไปจากโลกหลังความตายเยอะแยะจะอั้นหมู่เปิ้นก็ควรจะฮู้อยู่แล้ว”

            “แต่ช่วงหลังๆ ก็บ่ได้เรียกแล้วเปิ้นอาจจะคึดว่ากล้วยได้พลังคืนมาแล้วก็ได้นี่”

            “อาจเป็นไปได้ แต่จะไดข้าเจ้าบ่คึดว่าหมู่เปิ้นจะทำเพื่อพลังนั่นแน่” ราชินีตานีตอบ “หมู่เปิ้นเป็นผู้ควบคุมโลกหลังความตายเน่อ แค่เรียกวิญญาณไปมาระหว่างสองโลกหมู่เปิ้นยะได้อยู่แล้ว แล้วหมู่เปิ้นก็มีกองกำลังมหาศาลอยู่ในมือตัวเองอยู่แล้ว จะอยากได้พลังนั้นไปยะหยังอีก”

            “หรือไม่ก็.... อาจจะกดดันหมู่เฮาที่เหลือหื้อยอมตายหรือยอมรับฟังคำสั่ง บ่หื้อขัดขวางการโจมตี.... หรือบ่อั้นก็กดดันอุ๊ยสาย.....”

            “จะอั้นน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด” เด็กสาวหน้าจืดเน้นเสียง “แต่ถึงจะเป็นจะอั้น ข้าเจ้าก็ยังบ่เข้าใจอยู่ดีว่ายะหยังถึงบ่จับหมู่เฮาเอาไว้ตั้งแต่ที่หอคอยสำนักงาน ยะหยังถึงต้องลำบากจ้างทีมผีร้ายมายะอะหยังจะอี้ มันเสี่ยงกว่ากันมากเลยเน่อที่หมู่เฮาจะหลุดหรือว่ายิงตอบโต้หมู่ผีร้ายได้ หมู่เปิ้นก็ฮู้อยู่ว่ารถคันนี้มีทั้งปืนแล้วก็เกราะกันกระสุนปืนเล็ก”

            “อาจจะหื้อหมู่เฮาตายใจก็ได้” กล้ายเดา “อีกอย่าง หมู่เปิ้นมีอาวุธหนักขนาดนั้นมาก็แปลว่าหมู่เปิ้นต้องได้ข้อมูลจากที่ได๋สักแห่งมาแน่ว่ารถหมู่เฮาเป็นจะได ปกติมีผู้ได๋แบกปืนกลยี่สิบมม. ไปได๋มาได๋ด้วยก๋า”

            “ก็แม่นอยู่ แต่ข้าเจ้าก็ยังบ่คึดว่า......”

 

            การถกเถียงเรื่องทฤษฎีแรงจูงใจของการลักพาตัวครั้งนี้ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตะโกนลั่นอย่างเดือดดาลจากที่ไหนสักแห่งในโถงทางเดินนอกห้อง

 

            “ว่าไงนะ พวกยมทูตไม่ยอมปล่อยนักโทษ !? พวกมันบ้าไปแล้วรึไง ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ !?

 

            ตานีสาวทั้งสองหูผึ่งทันที ถ้าเป้าหมายของการลักพาตัวครั้งนี้คือการกดดันให้ยมทูตทำอะไรสักอย่าง ก็แปลว่าผีร้ายพวกนี้ไม่ใช่พวกเดียวกับยมทูตจริงๆอย่างที่กล้วยสันนิษฐาน แต่นั่นก็นำไปสู่ความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น ในเมื่อตอนนี้พวกยมทูตไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้อง แล้วตัวประกันอย่างพวกเธอจะเป็นอย่างไรต่อไปเล่า.....

 

            พวกเธอไม่ต้องรอคำตอบนาน อึดใจต่อมา เสียงรองเท้าบู๊ตหนักๆก็ย่ำโครมครามมาตามทางเดิน ก่อนที่ประตูเหล็กจะเปิดผาง วิญญาณสามตนก้าวอาดๆเข้ามาในห้อง ร่างของพวกมันโปร่งแสงเหมือนวิญญาณทั่วไป สองตนร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ผมรุงรังและหนวดเคราหรอมแหรมทำให้มันดูเหมือนตัวร้ายชั้นสองในอุดมคติ ส่วนอีกตนร่างสูงใหญ่เช่นกัน แต่ผมที่ตัดรองทรงเรียบร้อยและเครื่องแบบทหารเต็มยศทำให้เขาดูภูมิฐานกว่าสองตนแรกที่อยู่ในชุดปฏิบัติการลายพราง อย่างไรก็ตาม ในมือของทั้งสามถือสิ่งเดียวกัน นั่นคือปืนไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดที่คงจะผลิตในโลกหลังความตายเท่านั้น แต่กล้ายก็แน่ใจว่าอำนาจสังหารของมันคงไม่น้อยหน้าปืนของโลกมนุษย์เท่าไหร่นัก

 

            “เสียใจด้วยนะ ราชินีตานี” ผีร้ายในเครื่องแบบทหารเอ่ยช้าๆ เสียงของเขาเป็นเสียงเดียวกับที่ตะโกนลั่นทางเดินเมื่อครู่ บ่งบอกว่าเขาน่าจะเป็นหัวหน้าของปฏิบัติการครั้งนี้ เขาก้าวมายืนใกล้เด็กสาวหน้าจืดซึ่งเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ “ดูเหมือนพวกยมทูตจะไม่เป็นห่วงพวกคุณเลยสักนิด”

 

            กล้วยนิ่งเงียบ รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ

 

            “ทีนี้เราจะทำยังไงกันดี” ชายหนุ่มผละจากกล้วยก่อนจะเริ่มเดินวนไปวนมารอบห้องเหมือนหนูติดจั่น “พวกคุณไม่มีประโยชน์กับผมอีกต่อไปแล้ว แต่จะให้ผมปล่อยพวกคุณไปง่ายๆ ก็คงไม่ได้เหมือนกัน อุตส่าห์เปลืองกระสุนเปลืองแรงไปตั้งขนาดนั้นแล้ว.....”

 

            เด็กสาวหน้าจืดยังคงนิ่งเงียบ ดวงตามองตามการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม สลับกับผีร้ายอีกสองตนที่ยืนถมึงทึงจ้องเธออยู่ห่างออกไปเล็กน้อย

 

            “พอดีผมรู้มาว่าราชินีตานีมีพลังพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง พลังที่สามารถเรียกตัวอะไรก็ตามที่อยู่บนโลกฝั่งนี้ข้ามไปยังโลกฝั่งโน้นได้ตลอดเวลา ขอพลังนั่นให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ การลักพาตัวพวกคุณครั้งนี้จะได้ไม่สูญเปล่า”

 

            ดวงตาเรียวของตานีสาวหน้าจืดหรี่ลง เธอพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายคงต้องมาไม้นี้

 

            “ถ้าหื้อแล้วจะปล่อยตัวหมู่เฮาก๋า” กล้วยถาม เธอตัดสินใจไม่บอกฝ่ายตรงข้ามว่าเธอไม่มีพลังนั้นอยู่อีกแล้ว บางที ถ้าผีร้ายพวกนี้ฉลาดน้อยพอ นี่อาจจะเป็นโอกาสรอดเดียวของพวกเธอก็เป็นได้

            “ถ้าให้มาจริงๆ ก็ย่อมได้อยู่แล้ว” วิญญาณหนุ่มตอบ “ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะให้ผมมาจริงหรือเปล่า คุณก็คงจะรู้นะ ถ้าเกิดตุกติกอะไรขึ้นมา ผมยิงพวกคุณแตกสลายแน่นอน แล้วก็อย่างที่คุณก็คงจะรู้ และผมก็บอกเพื่อนคุณไปแล้วตอนที่พวกผมจับพวกคุณมา ถ้าวิญญาณแตกสลายที่นี่ ก็หมายถึงแตกสลายไปตลอดกาล ไม่มีทางจะกลับมารวมกันได้อีก”

 

            กล้วยไม่ตอบ แต่ในสมองประมวลผลอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าความเร็วดาวน์โหลดข้อมูลของแลปทอปกล้ายตอนแฮ็กระบบเครือข่ายยมทูตเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว หากเหล่าผีร้ายรู้ว่าพลังเรียกวิญญาณของราชินีตานีไม่ได้อยู่กับตัวเธอแล้ว พวกมันก็คงไม่ลังเลที่จะฆ่าทั้งเธอและกล้ายทิ้งในทันที แต่หากเธอดันทุรังหลอกพวกมันต่อไปแล้วพวกมันรู้ความจริงเข้า พวกเธอก็คงถูกฆ่าทิ้งทันทีเช่นกัน แม้อาจจะมีเวลาให้หนีมากขึ้นหน่อยก็ตาม

 

            แต่เด็กสาวหน้าจืดก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ พลังของราชินีตานีเป็นการดึงพลังงานวิญญาณจากโลกหลังความตายฝ่ากำแพงมิติไปยังโลกมนุษย์ แต่ในเมื่อตอนนี้เธออยู่ในโลกหลังความตายเสียเอง พลังนี้ก็ไม่น่าจะแสดงผลอะไรออกมา และนั่นหมายความว่าพวกผีร้ายก็ไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยว่าพวกมันได้พลังนั้นมาจริงๆหรือเปล่าจนกว่ามันจะข้ามมิติไปยังโลกมนุษย์เสียเอง และกว่าพวกมันจะทำเช่นนั้นได้ พวกเธอก็มีเวลาให้หนีถมเถ....

 

            “เอายังไงล่ะ ราชินีตานี” วิญญาณหนุ่มถามย้ำเมื่อเห็นคู่สนทนาเงียบไป “ผมไม่มีเวลามารอคำตอบของคุณทั้งวันหรอกนะ จะให้หรือไม่ให้ก็บอกมา ผมจะได้จัดการกับพวกคุณถูก”

            “ก็ได้ ข้าเจ้ายอมหื้อพลังนั้นกับคุณ” เด็กสาวหน้าจืดแสร้งทำเสียงจำยอม เธอพอจะมองเห็นว่าดวงตาสีเขียวเรืองแสงของเพื่อนสาวบนผนังฝั่งตรงข้ามที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ “แต่คุณต้องสัญญาว่าพอได้พลังนั้นไปแล้วจะปล่อยตัวหมู่เฮา ทันทีด้วย”

            “ได้แน่นอน แต่เป็น ทันทีที่ผมพิสูจน์ได้ว่าผมได้พลังนั้นมาแล้วน่ะนะ” หัวหน้าของเหล่าผีร้ายหันมาจ้องหน้ากล้วยผู้พยายามอย่างสุดชีวิตไม่ให้หน้าซีด “ตกลงมั้ย ราชินีตานี”

            “หัวหน้าจะพิสูจน์ยังไง” ผีร้ายร่างล่ำที่เงียบอยู่นานถามขึ้น “พลังนั่นใช้เรียกวิญญาณจากทางนี้ไปทางโน้นไม่ใช่เหรอ”

            “ข้ามีวิธีของข้าก็แล้วกัน” ชายหนุ่มหันไปตอบลูกน้อง ก่อนจะหันกลับมาจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำประกายเขียวของเด็กสาวหน้าจืดราวจะเค้นหาความจริงที่เธอกำลังซ่อนอยู่ “ตกลงมั้ย ราชินีตานี ผมจะปล่อยตัวพวกคุณทันทีที่ผมพิสูจน์ได้ว่าได้พลังนั้นมาแล้ว”

            “ก็ได้” ราชินีตานีแอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก พยายามคุมเสียงให้เรียบแม้ความวิตกและหวาดหวั่นจะกำลังคืบคลานขึ้นมาตามไขสันหลัง “บอกหื้อลูกน้องของคุณออกไปก่อน”

            “ลูกน้องของผมจะอยู่กับผมที่นี่” หัวหน้าของเหล่าผีร้ายตอบเสียงเย็น

            “ถ้าจะอั้น ข้าเจ้าก็คงหื้อพลังนั่นกับคุณบ่ได้”

            “ต้องเข้าใจนะว่าคุณไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อรองอะไรได้” วิญญาณหนุ่มในเครื่องแบบทหารดึงคันรั้งปืนไรเฟิลของเขาดังแกร๊กอย่างข่มขวัญ “จะไม่ให้ก็บอกมา ผมเสียเวลากับคุณมามากพอแล้ว”

            “จะอั้นก็ได้” เด็กสาวหน้าจืดไม่มีทางเลือก “หลับตา”

 

            หัวหน้าทีมลักพาตัวหรี่ตาตี่ๆของเขาลงอย่างไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อแน่ใจว่าราชินีตานีผู้ถูกล่ามทั้งข้อมือและข้อเท้าเอาไว้กับกำแพงคงไม่มีทางทำอะไรเขาได้ก็หลับตาลง กล้วยจ้องเขม็งไปยังหย่อมหัวล้านเล็กๆในเรือนผมสีดำที่กลางกระหม่อมของวิญญาณหนุ่ม พยายามทำท่าให้น่าเชื่อที่สุดว่ากำลังถ่ายทอดพลังอะไรบางอย่างให้กับเขา แม้สิ่งเดียวที่เธอจะสามารถถ่ายทอดได้ในยามนี้จะมีเพียงความตั้งใจกับพลังงานวิญญาณบางๆที่แผ่ออกมาจากร่างกายเธอตามปกติก็ตาม

 

            “เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปเกือบสองนาที

            “แน่ใจเหรอ ผมไม่รู้สึกอะไรเลยนะ” ชายหนุ่มในเครื่องแบบหรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งอย่างไม่ไว้วางใจ

            “แน่ใจ” กล้วยตอบเสียงเรียบ นึกขำเครียดๆอยู่ในใจ จะรู้สึกอะไรได้ยังไง ก็เธอไม่ได้ให้อะไรไปสักอย่าง อย่างดีที่สุดก็คงรู้สึกอุ่นหัวล้านขึ้นมาหน่อยล่ะกระมัง

            “ถ้างั้นก็ดี” ดวงตาตี่ของผีร้ายยังคงฉายแววไม่ไว้ใจ “แล้วพลังนี้มันใช้ยังไง”

            “แค่คึดว่าจะเรียกวิญญาณหรือปีศาจเผ่าพันธุ์ใด๋ออกมา แล้วกำหนดตำแหน่งที่จะหื้อมันปรากฏตัวเท่านั้นก็พอ” ราชินีตานีตอบก่อนจะสำทับเพื่อความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น “แต่ถ้าสิ่งที่จะเรียกบ่มีอยู่ในโลกหลังความตายในตอนนั้นก็เรียกมาบ่ได้เน่อ แล้วก็พลังนี้ต้องการพลังงานวิญญาณ อย่าเรียกมากเกินความจำเป็น บ่อั้นวิญญาณแตกสลายบ่ฮู้ด้วยเน่อ”

            “ขอบคุณที่เป็นห่วง” ริมฝีปากบางของหัวหน้าทีมลักพาตัวกระตุกเล็กน้อยราวกับเขากำลังจะยิ้ม “เอาล่ะ ตอนนี้ผมขอตัวไปพิสูจน์ก่อน ถ้าผมใช้พลังนี้ได้จริงผมจะปล่อยตัวพวกคุณทันที แต่ถ้าผมใช้ไม่ได้.... ผมก็บอกคุณไปแล้วนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

 

            ชายหนุ่มหันหลังกลับ ก้าวฉับๆออกจากห้องขังไปพร้อมกับลูกน้องทั้งสองซึ่งเหวี่ยงประตูเหล็กปิดตามหลังโครมใหญ่ เสียงรองเท้าบู๊ตย่ำห่างออกไปเรื่อยๆ จนเงียบหายไปในที่สุด

 

            “ยะอะหยังลงไปน่ะกล้วย !?” ทันทีที่แน่ใจว่าผีร้ายทั้งสามจากไปแล้ว เด็กสาวผมหางม้าก็ถามเพื่อนสาวเสียงสูงปรี๊ดจนแทบจะเป็นเสียงกรีดร้อง “แล้วทีนี้จะยะจะไดกัน !?

            กล้าย ใช้โทรจิตดีกว่า หมู่เปิ้นอาจจะกำลังแอบฟังอยู่เน่อกล้วยเตือนเพื่อนสาว

            สุมาเน่อเสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็กลับมาสูงปรี๊ดเหมือนเดิมในประโยคต่อมา แล้วนี่กล้วยคึดจะไดถึงได้อู้ไปจะอั้น.... บ่สิ แล้วทีนี้กล้วยคึดจะยะจะไดต่อ ถ้าหมู่เปิ้นฮู้หมู่เปิ้นฆ่าหมู่เฮาแน่ !’

            สุมาเน่อกล้าย ข้าเจ้าคึดตื้นไปหน่อยเด็กสาวหน้าจืดเม้มปาก เหงื่อกาฬผุดพราวบนหน้าผาก ข้าเจ้าบ่คึดว่าเปิ้นจะมีวิธีทดสอบได้ง่ายๆ ก็เลยคึดว่าเปิ้นจะปล่อยหมู่เฮาไป บ่คึดว่าจะเป็นจะอี้ไปได้.....

            เรื่องนั้นช่างมันก่อน แล้วทีนี้จะยะจะได คึดทางหนีอะหยังออกก่อ !?’

            บ่มีเลยราชินีตานีส่ายหน้าเศร้าๆ สุมานักๆเน่อกล้ายที่ข้าเจ้าพากล้ายมาสิ้นอายุจะอี้ ข้าเจ้าน่าจะเชื่ออุ๊ยสายตั้งแต่แรก..... ข้าเจ้าบ่น่ามาที่นี่เลยแต๊ๆ.....

            เดี๋ยว อย่าเพิ่งยอมแพ้สิกล้วย มันต้องมีทางออกสิ !’ ตานีสาวผมหางม้าตกใจไม่น้อยที่เห็นเพื่อนสาวออกอาการหมดอาลัยตายอยากเช่นนี้ ถึงกล้วยจะชอบโทษตัวเองและออกอาการซึมเศร้าอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยยอมแพ้กลางสนามรบเช่นนี้ หมู่เฮายังมีที่เก็บอาวุธนี่อยู่เน่อ ช่วยกันคึดหน่อย จะยะจะไดดี.....

 

            เสียงของกล้ายขาดหายไปในลำคอเมื่อประตูเหล็กเปิดผางออกอีกครั้ง คราวนี้แรงจนมันเหวี่ยงไปกระแทกผนังจนอิฐแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หัวหน้าทีมลักพาตัวย่างสามขุมเข้ามาในห้อง และก่อนที่ตานีทั้งสองจะพูดอะไรออกมาได้ทัน เขาก็อัดกำปั้นขวาเข้าใส่หน้าท้องของตานีสาวหน้าจืดอย่างแรง

 

            “กล้วย !

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมร้องเสียงแหลมเมื่อเห็นเพื่อนสาวงอตัวจนโซ่ที่ล่ามเอาไว้ตึงเขม็ง กล้วยขบกรามกรอด หน้าท้องตรงที่ถูกต่อยปวดตุบราวกับมีน้ำหนักนับสิบตันกดทับอยู่ ความจุกแผ่ขยายขึ้นมาตามทางเดินอาหารอย่างช้าๆ แผ่นหลังที่กระแทกกับกำแพงอิฐจากแรงอัดของหมัดก็เจ็บไม่แพ้กัน เด็กสาวเม้มปากกลั้นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมาจุกคอหอยได้ทันท่วงที แต่ก็ไม่อาจห้ามน้ำใสที่รื้นขึ้นมาในดวงตาเรียวได้.....

 

            ยังไม่ทันที่ความเจ็บปวดจะบรรเทา หมัดซ้ายของวิญญาณหนุ่มก็ตามมา คราวนี้อัดเข้าใส่โหนกแก้ม ทำเอาใบหน้าจืดสะบัดขวับจนกระดูกคอลั่นกร๊อบ ก่อนที่หมัดขวาที่เงื้อรออยู่แล้วจะพุ่งเข้าใส่ครึ่งปากครึ่งจมูกจนเลือดกำเดาไหลโชก แรงกระแทกส่งหัวของราชินีตานีไปกระแทกกำแพงอิฐจนปวดร้าวไปทั้งกะโหลก รสเลือดขมปร่าบอกให้เธอรู้ว่าปากคงแตก และคงไม่ได้แตกแผลเล็กๆเสียด้วย อย่างไรก็ตาม ตานีสาวก็รู้ดีว่านี่ยังเป็นเพียงออเดิร์ฟเท่านั้น.....

 

            บนผนังอิฐอีกด้านหนึ่งของห้อง เด็กสาวผมหางม้าทำได้เพียงเฝ้ามองขณะเพื่อนสาวถูกต่อยไม่ยั้งราวกับอยู่บนสังเวียน แต่เป็นสังเวียนที่เธอตอบโต้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีเขียวเรืองแสงเอ่อท้นไปด้วยน้ำตา ทำไม.... ทำไมเธอถึงช่วยอะไรกล้วยไม่ได้เลย..... ทั้งที่เธอมาที่นี่เพื่อปกป้องกล้วยแท้ๆ......

 

            “คุณคิดว่าพวกผมโง่นักเหรอครับ” ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารพูดเสียงเย็นเยียบ มือแข็งแรงคว้าลำคอของตานีสาวก่อนจะดันร่างของเธอไปกระแทกกับผนังอิฐ “ผมให้โอกาสคุณแล้ว ผมถามย้ำกับคุณแล้ว อยากจะลองดีกับพวกผมมากนักใช่มั้ยครับ หรือคิดว่าปืนนี้ทำอะไรตานีไม่ได้ล่ะ....”

 

            กล้วยไม่ตอบ ใบหน้าจืดบัดนี้เริ่มดูไม่จืด แก้มขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำและบวมเป่ง พอๆกับริมฝีปากบางที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือดทั้งจากแผลแตกในปากและเลือดกำเดาที่ไหลรินออกมาจากจมูกราวกับลำธารสีแดงฉาน แต่ดวงตาเรียวสีดำประกายเขียวที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตากลับแข็งกร้าวขณะเธอจ้องตรงไปยังดวงตาสีดำเลือนรางของฝ่ายตรงข้าม

 

            “สรุปแล้วจะเอายังไงครับ” ผีร้ายถามซ้ำ “จะให้ผมมาดีๆ หรือจะให้ผมต้องใช้กำลังเค้นเอาจากคุณ”

 

            เมื่อเห็นว่าราชินีตานียังคงเงียบ ชายหนุ่มก็เหวี่ยงตัวก่อนจะอัดเข่าเข้าเต็มๆชายโครงของเธอ เสียงกระดูกหักกร๊อบดังฟังชัด ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำเอาตานีสาวหลุดเสียงร้องออกมาจนได้ แต่วิญญาณหนุ่มในเครื่องแบบไม่ใส่ใจ เขาเหวี่ยงศอกตีเปรี้ยงเข้าใส่หางคิ้วของเด็กสาวหน้าจืดจนเลือดสาดกระเซ็น ก่อนจะตามมาติดๆด้วยหมัดคู่ที่พุ่งเข้าใส่ทั้งลิ้นปี่และหน้าท้องพร้อมๆกัน ราชินีตานีแทบสลบเหมือดเมื่อความเจ็บปวดถาโถมเข้าสู่สมองเหมือนคลื่นสึนามิหลังแผ่นดินไหวใต้ทะเล แต่เธอก็ยังพยายามแข็งใจเอาไว้แม้ร่างกายจะปวดร้าวจนแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยรู้ดีว่าหากสติของเธอหลุดลอยเมื่อใด กล้ายก็คงจะเป็นรายต่อไป.....

 

            กล้วย บอกเปิ้นไปสิว่าบ่มีพลังนั้นแล้วน่ะ !’ กล้ายโทรจิตบอกเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงร้อนรน

            บ่ได้....ราชินีตานีตอบเสียงแผ่ว ถ้าบอกไป.... เปิ้นต้องฆ่าหมู่เฮาทันทีแน่....

            แล้วมันจะต่างอะหยังกับตอนนี้ล่ะกล้วย !?’ เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับ จะไดเปิ้นก็ต้องฆ่าหมู่เอาอยู่แล้ว แล้วจะยอมเจ็บตัวไปยะหยัง !?’

            ถ้าเปิ้นฮู้ว่าข้าเจ้ายังมีพลังอยู่กับตัว.... เปิ้นก็คงเก็บข้าเจ้าไว้.... จนกว่าเปิ้นจะเค้นเอาพลังนั้นจากข้าเจ้าได้..... ถึงจะต้องโดนซ้อม.... แต่....เสียงโทรจิตของตานีสาวหน้าจืดขาดห้วงเมื่อหน้าแข้งของหัวหน้าทีมลักพาตัวฟาดเปรี้ยงเข้าใส่ปลายคางจนเธออ่อนยวบ หากไม่มีโซ่รั้งไว้เธอคงร่วงลงไปกองกับพื้นแล้ว แต่อย่างน้อย.... หมู่เฮาก็ยังมีเวลาหื้อคึดหาทางหนีเน่อ..... อีกอย่าง.... จะได.... อยู่ที่นี่.... ก็ฟื้นตัวได้เร็วอยู่แล้ว....

            จะอั้น ข้าจะยอมโดนซ้อมแทนกล้วยเอง !’

            อย่าเน่อกล้าย ถ้ายะจะอั้น ข้าเจ้าจะบ่มีวันอภัยหื้อกล้ายเลย !’ เสียงของราชินีตานีแข็งกร้าวขึ้นทันที แต่มันก็กลับเป็นอ่อนระโหยในประโยคต่อมา การมาที่นี่ครั้งนี้เป็นความคึดของข้าเจ้า ข้าเจ้าพากล้ายมาเดือดร้อน ก็ขอหื้อข้าเจ้ารับผลของการกระทำนั้นด้วยตัวข้าเจ้าเองเถอะ.....

            กล้วย.....

 

            เวลาดูจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับราชินีตานีขณะทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก และแม้กระทั่งหัวถูกประเคนเข้าใส่เธอราวกับเธอเป็นกระสอบทรายในสำนักมวยสารขัณฑ์ ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดมันก็ทะลุขีดจำกัดของสมองจนกลายเป็นความด้านชาไปพร้อมกับความนึกคิดของเธอ เด็กสาวทำได้เพียงปล่อยให้ร่างของเธอถูกแรงกระแทกโยนไปโยนมาราวกับตุ๊กตาผ้า เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอื้ออึงสับสนอยู่ในหู สิ่งเดียวที่สติของเธอยังคงเหลือแรงคิดได้ในยามนี้คือคำถามที่เธอเฝ้าถามตัวเอง หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่สาสมแล้วกับที่เธอยิงวิญญาณผู้บริสุทธิ์จนแตกสลายมาแล้วนับร้อยนับพันดวงกันหนอ.....

 

            แต่ในที่สุด พายุหมัดก็หยุดลงเมื่อผีร้ายร่างล่ำตนเดิมพรวดพราดเข้ามาในห้อง

 

            “หัวหน้าครับ เราได้รับข้อมูลจากสายบนโลกมาว่าราชินีตานีเสียพลังนั้นไปแล้วครับ !

            “จริงเหรอ เชื่อถือได้แค่ไหน” วิญญาณหนุ่มถามเสียงเรียบ แต่มันกลับทำให้กล้ายเย็นวาบไปถึงสันหลัง มันเป็นเสียงเรียบที่เหมือนลมสงบก่อนพายุ เสียงเรียบที่ส่อแววอันตราย....

            “ความน่าเชื่อถือสูงครับ แหล่งข่าวเป็นตานีเองเลย”

 

            ความเย็นในไขสันหลังของเด็กสาวผมหางม้าร้อนวาบขึ้นกลายเป็นความโกรธแค้นในฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นนาง เอื้องหรือแหวน เธอก็ไม่คิดเลยว่าพวกนั้นจะกล้าทรยศได้ถึงขนาดนี้.....

 

            “งั้นก็ดี” เสียงของหัวหน้าทีมลักพาตัวแผ่วเบาลงอีก เขาปลดปืนออกจากบ่า ดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิง ก่อนจะยกมันขึ้นเล็งไปที่กลางหน้าผากที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำของราชินีตานีช้าๆ “งั้นก็คงต้องลากันแค่นี้ล่ะนะ ราชินีตานี.....”

            “เดี่ยวครับหัวหน้า !” ลูกน้องร่างล่ำยั้งเจ้านายของมันไว้ก่อนที่นิ้วของเขาจะสอดเข้าโกร่งไก

            “อะไรอีกล่ะ”

            “หัวหน้าก็รู้นี่ครับ พวกเราก็อยู่กันอย่างนี้มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น นานๆทีจะมีผู้หญิงหลุดมือมาสักที” ผีร้ายร่างล่ำเบาเสียงลง แต่กล้ายกลับขนลุกด้วยความขยะแขยงเมื่อเห็นสีหน้าของมัน เธอตัวสั่นเมื่อพอจะเดาได้ว่ามันกำลังจะขออะไร..... “อย่างน้อยถ้าหัวหน้าไม่ใช้แล้ว ก็ขอพวกผมสักหน่อยนะครับ จะได้ไม่เสียของ”

 

            วิญญาณหนุ่มในเครื่องแบบทหารนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง แต่ในที่สุดเขาก็พยักหน้า เพียงนิดเดียวเท่านั้นราวไม่อยากให้หัวหน้าหน่วยจู่โจมที่จ้องเขม็งอยู่รู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมในการกระทำอันแสนอัปยศครั้งนี้

 

            “ก็ได้ ทำอะไรก็ตามใจ แต่อย่ามาทะเลาะกันให้เห็นเหมือนครั้งที่แล้วอีก ไม่งั้นข้ายิงพวกเอ็งทิ้งเหมือนกัน”

            “ขอบคุณครับหัวหน้า !

 

            ผีร้ายร่างล่ำดูดีใจจนเนื้อเต้น มันสืบเท้าเข้าไปประชิดตัวราชินีตานี ดวงตาหยีแฉะๆของมันจ้องมองกล้วยผู้ไม่เหลือแรงจะขัดขืนหรือแม้แต่ขยับตัวอีกต่อไปแล้วตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหื่นกระหายแม้เธอจะไม่มีอะไรให้น่าหื่นมากนัก มือหยาบกระด้างลูบคางอย่างพึงพอใจก่อนจะเอื้อมไปลูบแก้มขาวที่ทั้งบวมเป่งและเต็มไปด้วยคราบเลือด ก่อนที่ใบหน้าของมันจะค่อยๆเคลื่อนเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ.....

 

            “ก่อนจะเอาไปให้ตนอื่น ก็ขอข้าชิมเองก่อนหน่อยก็แล้วกัน....”

 

            เบื้องหลังมัน กล้ายขบกรามกรอด ความโกรธแค้นและความหวาดหวั่นพลุ่งพล่านอยู่ในอกจนแทบจะระเบิดออกมา ยอมทนดูเพื่อนสาวถูกซ้อมปางตายเธอก็เจ็บปวดมากพอแล้ว เธอจะไม่ยอมอยู่เฉยๆดูเพื่อนสาวถูกลบหลู่เกียรติแห่งราชินีตานีและลูกผู้หญิงอย่างถึงที่สุดแน่นอน เด็กสาวผมหางม้าตัดสินใจ เห็นทีจะถึงเวลาที่เธอต้องงัด “มาตรการขั้นสุดท้าย” ออกมาใช้เสียแล้ว.....

 

            แม้จะใช้เวทมนตร์หรือพลังเหนือธรรมชาติแทบไม่ได้เลยยกเว้นการล่องหน การเบรกตัวเองเมื่อตกลงมาจากที่สูงและสัมผัสวิญญาณ แต่ตานีทุกตนก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายซ่อนอยู่ ไม้ตายสุดท้ายที่จะเปลี่ยนร่างของตนเองเป็นปีศาจผู้ไร้สติและหิวกระหายแต่การทำลายล้างโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้นเว้นเสียแต่ตานีด้วยกันเอง แต่นั่นก็แลกมาด้วยการสิ้นอายุที่จะตามมาในอีกเพียงไม่กี่นาทีข้างหน้า.....

 

            แต่กล้ายไม่สนใจแล้ว ยามนี้เธอยอมแลกทุกสิ่งเพื่อให้เพื่อนสาวปลอดภัย หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหลับตาลง รวบรวมพลังงานวิญญาณจากทั้งร่างกายเอาไว้ที่แกนวิญญาณ ตั้งสมาธิ และอธิษฐาน.....

 

            แต่ก่อนที่ “มาตรการขั้นสุดท้าย” จะแสดงผล สมาธิของเด็กสาวผมหางม้าก็มีอันต้องแตกกระเจิงเมื่อตึก หรือสิ่งก่อสร้างอะไรก็ตามที่คุ้มหัวเธออยู่สะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงฐานราก พร้อมๆกับอากาศที่เย็นวูบลงอย่างฉับพลัน เธอลืมตาขึ้น แล้วขากรรไกรของเธอก็แทบจะร่วงลงไปถึงพื้นเมิ่อเห็นปืนกลหกลำกล้องยาวเกือบห้าเมตรที่เคยใช้ยิงกระสือเมื่องานโรงเรียนปีที่แล้วตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นคอนกรีตที่แตกร้าว ภายใต้น้ำหนักเกือบครึ่งตันของมัน ผีร้ายร่างล่ำถูกทับไปครึ่งตัว ไม่ใช่ครึ่งตัวล่างหรือครึ่งตัวบน หากเป็นครึ่งตัวด้านซ้ายเกือบทั้งหมดรวมทั้งหัวที่ยุบลงไปอย่างน่ากลัวเหมือนมะพร้าวโดนรถทับ มันดิ้นเฮือกๆเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตหลังความตาย ก่อนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และสลายกลายเป็นพลังงานหายไปกับอากาศธาตุ

 

            “นี่มัน.... เกิดอะหยังขึ้นเนี่ย.....”

            กล้ายพึมพำอย่างงุนงงแม้จะรู้ว่าคงไม่มีใครตอบเธอได้ อย่างไรก็ตาม เด็กสาวรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะสงสัยเรื่องนั้นอีกแล้ว บนหัวเธอ เสียงฝีเท้าดังกันสับสน และเธอกล้าเอาที่เก็บอาวุธของอุ๊ยสายและอาวุธทุกชิ้นที่อยู่ในนั้นรวมทั้งปืนกลยักษ์นี่พนันได้เลยว่ามันกำลังมุ่งหน้าลงมาหาเธอ สะเทือนไปทั้งตึกแบบนี้ถ้าพวกมันไม่ผิดสังเกตก็แปลกแล้ว......

 

            แม้จะรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์ แต่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็พยายามเกร็งข้อมือข้อเท้าหวังว่ามันจะช่วยให้เธอหลุดจากโซ่ที่ล่ามอยู่ได้ แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อห่วงเหล็กที่ล่ามข้อมือของเธอเอาไว้กับผนังหลุดผลัวะออกมาทั้งยวงพร้อมกับเศษคอนกรีต แรงกระแทกคงทำให้คอนกรีตที่เก่าอยู่แล้วร้าว ไวเท่าความคิด เด็กสาวผมหางม้าล้วงไปแตะอุปกรณ์เก็บอาวุธในกระเป๋าเสื้อก่อนจะเรียกไรเฟิลจู่โจมของเธอออกมา กล้ายอ้าปากงับคันรั้งก่อนจะดึงมันจนหลุดจากล็อกดังแกร๊ก นิ้วโป้งเปิดห้ามไกก่อนจะบรรจงเล็งไปยังโซ่ที่ล่ามข้อเท้าและข้อมืออีกข้างของเธอ เพียงชั่วลั่นกระสุนสามนัด เธอก็เป็นอิสระและร่วงตุ้บลงมาบนพื้นคอนกรีตเย็นๆ

 

            “กล้วย กล้วย ไหวก่อ !?

            ลุกขึ้นยืนได้ กล้ายก็ปราดเข้าหาเพื่อนสาวทันที เธอเขย่าตัวราชินีตานีเบาๆ แต่ปฏิกิริยาตอบรับมีเพียงเสียงครางในลำคอเหมือนสัตว์ป่าใกล้ตายเท่านั้น เด็กสาวผมหางม้าดึงยาสมานแผลจากกระเป๋าลับด้านหลังเสื้อ ป้อนมันเข้าปากเพื่อนสาวก่อนจะยกปืนขึ้นยิงโซ่ทุกเส้นที่ล่ามเธออยู่ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรับร่างอ่อนปวกเปียกของเพื่อนสาวได้ทันท่วงที เธอวางเพื่อนสาวลงหลังปืนกลก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนแท่นควบคุม มือพรมนิ้วเปิดระบบควบคุมปืน สั่งให้มันหันปากกระบอกไปจ่อหน้าประตูห้องขังก่อนที่จะเลื่อนไปจ่อที่ปุ่มยิง เสียงฝีเท้ากำลังใกล้เข้ามา อีกไม่กี่เมตรแล้ว.....

 

            ทันทีที่ผีร้ายตนแรกปรากฏตัวขึ้นหน้าห้องขัง กล้ายก็กดปุ่มยิงทันที เกิดเสียงฟืดเหมือนเครื่องดูดฝุ่นเมื่อกระสุนเกือบร้อยนัดถูกลั่นออกไปภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที คมกระสุนขนาดสามสิบมิลลิเมตรฉีกทั้งร่างของผีร้ายและปืนไรเฟิลจู่โจมของมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในชั่วพริบตา เด็กสาวกราดยิงจนแน่ใจว่ากำลังผีร้ายที่ส่งลงมาตรวจสอบสถานการณ์คงหมดแล้วก็เรียกปืนกลเก็บกลับเข้าอุปกรณ์เก็บอาวุธ ก่อนจะช้อนร่างที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติของกล้วยขึ้นบ่า

 

            “แข็งใจไว้เน่อกล้วย หมู่เฮากำลังจะปิ๊กบ้านแล้ว.....”

 

 

            “เฮ้ย !?

            จ้าดลุกพรวดขึ้นจากถุงนอนเหมือนซอมบี้ถูกปลุกจากหลุม เหงื่อกาฬผุดพราวเต็มหน้าผาก ลมหายใจถี่รัวเหมือนเพิ่งวิ่งจากบ้านมาคณะวิศวะหมาดๆ

 

            เขาฝันร้าย......

 

            ในฝัน ตานีทั้งสองถูกผีร้ายจับเป็นตัวประกันอยู่ที่โลกหลังความตาย พวกเธอถูกซ้อมจนทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสิ้นอายุอย่างทรมาน และในฉับพลัน เขาก็กลับมาอยู่ในห้องเรียนห้องนี้ ดวงตาตี่ทันเห็นไอ้เพื่อนหน้ากวนแห่งภาคอากาศยานถูกอะไรบางอย่างลากออกไปจากห้อง.....

 

            “แค่ฝันเอง แค่ฝัน ไม่เห็นจะต้องคิดอะไร.....”

            เด็กหนุ่มหน้าดุกวาดสายตามองไปทั่วห้องที่มืดสลัว แล้วเสียงของเขาก็ขาดหายไปในลำคอเมื่อเห็นว่าถุงนอนข้างตัวเขาว่างเปล่า ตั้งไม่ได้อยู่ที่นั่น.....

 

            “ไปห้องน้ำมั้ง”

            หลานชายหมอผีใหญ่บอกตัวเอง ยังไงๆฝันมันก็แค่ฝัน ไม่มีทางเป็นจริงได้อยู่แล้ว แต่เมื่อดวงตาตี่เหลือบมองไปยังยกพื้นหน้าห้อง คิ้วรกๆก็ขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ประจำบ้านยังคงนอนอยู่ในถุงนอนของเขา ถ้าตั้งไปเข้าห้องน้ำ รุ่นพี่คนนั้นก็ควรจะไปด้วยไม่ใช่หรือ.....

 

            จ้าดคว้ามือถือจากหัวนอนหมายโทรหาเพื่อน นาฬิกาบนหน้าจอบอกเวลาเที่ยงคืนยี่สิบสามนาที ตั้งมันคงไม่ไปไหนดึกๆดื่นๆแบบนี้แน่ เด็กหนุ่มกดไล่หาหมายเลขของหนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานก่อนจะกดโทรออก แต่แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงสั่นสะเทือนดังมาจากข้างๆหัวนอนของเขา แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบส่งแสงเรืองไปทั้งห้อง ตั้งไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปด้วย.....

 

            เด็กหนุ่มชั่งใจว่าจะไปเรียกรุ่นพี่ดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เอนตัวลงนอนเหมือนเดิม พยายามปลอบใจตัวเองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางนึกขำตัวเองที่ทำท่าจะเชื่อความฝันเป็นตุเป็นตะ ฝันมันก็แค่ฝัน คงไม่มีตัวอะไรมาลากนักศึกษาออกไปจากห้องนอนได้ดื้อๆแบบนั้นหรอก ไม่งั้นที่นี่คงต้องมีงานปัดรังควานขนานใหญ่ หรือไม่ก็คงต้องเปลี่ยนรปภ. กันยกชุดเสียแล้ว ตั้งมันคงปวดฉี่มากหรือไม่ก็ท้องเสียกะทันหันจนไม่มีเวลาเรียกรุ่นพี่ แล้วห้องน้ำตึกนี้ก็ไม่ได้ไกลหรือลึกลับจนหลงได้สักหน่อย ออกไปหน้าห้องก็เห็นแล้ว แถมยังเปิดไฟสว่างโร่ ถ้ายังอุตส่าห์จะหลงหรือเป็นอันตรายอะไรได้ก็นับว่าโชคร้ายเกินคนแล้ว

 

            แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาที จ้าดก็เริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้ง ถึงจะบอกว่าท้องเสีย แต่ถ้าท้องเสียนานขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ลุกพรวด และเมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืดจนพอจะมองเห็นพื้นห้องได้ ดวงตาตี่ก็เบิกกว้าง....

 

            เสื้อยืดสีเขียวอ่อนกองอยู่กับพื้น กางเกงบอลสีน้ำเงินเข้มกองอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ทั้งสองอย่างกองเป็นทางนำไปสู่ประตูกระจกที่เชื่อมออกไปยังระเบียงทางเดิน เด็กหนุ่มใจหายวาบ เขาจำได้ดีว่าสองอย่างนั้นเป็นของตั้ง แล้วตอนนี้มันใส่อะไร แล้วมันจะถอดทำไม หรือว่ามันจะแอบขึ้นไปห้องนอนของนักศึกษาหญิงที่ชั้นบน โทษถึงไล่ออกแถมแจ้งตำรวจข้อหาอนาจารหรืออาจจะถึงขั้นข่มขืนเลยนะนั่น.....

 

            “พี่เล้งครับ พี่เล้ง” จ้าดกระโจนข้ามเพื่อนๆที่นอนอยู่ไปเขย่าตัวรุ่นพี่ประจำบ้าน

            “หืม อืม.... อ้อ ห้องน้ำใช่มั้ย ไปๆ” เด็กหนุ่มรุ่นพี่ยันตัวลุกขึ้นโดยอัตโนมัติก่อนจะคว้าแว่นมาสวม

            “ไม่ใช่ห้องน้ำครับพี่ เพื่อนผมหายไป”

            “ว่าไงนะ !?” รุ่นพี่หนุ่มตื่นเต็มตาทันที “คนไหน !?

            “ไอ้ตั้งภาคเครื่องบินน่ะครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ชี้ไปยังถุงนอนที่ว่างเปล่าข้างถุงนอนของเขา “มีเสื้อกับกางเกงของมันกองอยู่ด้วยพี่ ออกไปดูกันหน่อยดีกว่าครับ อย่างน้อยไปเช็กที่ห้องน้ำก็ยังดี”

            “รอแป๊บ เดี๋ยวพี่ประสานกับส่วนกลางก่อน” เล้งทำท่าจะคว้าวิทยุสื่อสารข้างตัว แต่จ้าดยั้งเขาไว้

            “อย่าเพิ่งเลยครับพี่ ผมไม่แน่ใจว่ามันจะไปเข้าห้องน้ำเฉยๆหรืออะไรรึเปล่า ยังไม่อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ไปดูที่ห้องน้ำกันก่อนดีกว่ามั้ยครับ ถ้าไม่มีค่อยวิทยุประสานอีกที”

            “งั้นเดี๋ยวพี่ไปเอง น้องรออยู่นี่แหละ”

            “ผมไปด้วยครับพี่ พอดีผมอยากเข้าห้องน้ำเหมือนกัน” จ้าดโกหกอย่างรวดเร็ว เขาไม่ไว้ใจสถานการณ์พอที่จะปล่อยรุ่นพี่ของเขาไปคนเดียวได้

            “โอเค งั้นไปกัน”

 

            ทันทีที่ออกมานอกห้อง เด็กหนุ่มหน้าดุก็ยิ่งผิดสังเกต มีรอยเปื้อนสีแดงเหมือนเลือดเป็นทางยาวตั้งแต่หน้าห้องไปจนถึงห้องน้ำที่สุดระเบียงทางเดินห่างออกไปเกือบสามสิบเมตร หลานชายหมอผีใหญ่เหลียวมองรุ่นพี่ซึ่งก็คงผิดสังเกตเช่นเดียวกันด้วยเขายกวิทยุสื่อสารขึ้นพูดทันที

 

            “บ้านสามหยอยขอข่าย ฉุกเฉิน”

            “บ้านสามหยอยว่าไง” เสียงจากส่วนกลางตอบกลับมาทันที

            “รุ่นน้องคนหนึ่งหายไปจากห้อง ที่ระเบียงทางเดินชั้นสามของตึกสามมีรอยสีแดงเหมือนเลือดเป็นทางยาวจากห้อง 315 ไปถึงห้องน้ำ ขอคนขึ้นมาช่วยสักสามสี่คนเผื่อน้องเป็นอะไรไป บอกอาจารย์ด้วยเลยก็ได้”

            “รับทราบ เดี่ยวจะส่งคนขึ้นไปให้”

 

            “ไปดูกันก่อนดีกว่า”

            รุ่นพี่หนุ่มว่าแล้วก็ก้าวฉับๆนำหลานชายหมอผีใหญ่ตรงไปตามระเบียง แต่เมื่อมาถึงห้องน้ำ ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องก็ต้องผงะเมื่อเห็นภาพอันแสนสยดสยองลูกตา.....

 

            ตั้งนั่งหน้าทิ่มลงไปในชักโครกเหมือนคนเมาขั้นสุดท้าย ร่างของเขาแทบจะเปลือยเปล่า มีเพียงกางเกงในสีตุ่นๆเท่านั้นที่สวมติดร่างกายอยู่ อย่างไรก็ตาม เขายังหายใจ และเด็กหนุ่มทั้งสองก็มองไม่เห็นร่องรอยความบาดเจ็บหรืออาการป่วยใดๆ ดูเหมือนเขาจะแค่เดินละเมอถอดเสื้อผ้ามานั่งคารวะโถส้วมเล่นเท่านั้นเอง

 

            “ส่วนกลาง บ้านสามหยอยขอข่าย” เล้งยกวิทยุขึ้นพูดอีกครั้ง

            “บ้านสามหยอยว่ามา”

            “เจอน้องแล้ว อยู่ในห้องน้ำ ไม่ต้องส่งคนขึ้นมาแล้ว”

            “รับทราบ ทีหลังระวังหน่อย เกือบกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้วมั้ยล่ะ”

 

            ระหว่างรุ่นพี่ประจำบ้านจัดการประสานงาน หลานชายหมอผีใหญ่ก็เดินไปเขย่าตัวปลุกเพื่อน แต่ไม่ว่าจะเขย่าแรงเพียงใดหนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานก็ดูไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัวเลย จ้าดเริ่มกังวลขึ้นมาอีกแล้ว หรือว่ามันจะไม่ได้แค่ละเมอธรรมดา.....

 

            “จะทำอะไรคู่ขาฉันยะ !?

            เสียงผู้ชายดัดแหลมสูงดังแสบแก้วหู พร้อมๆกับที่ขันโลหะใบหนึ่งลอยละลิ่วตรงมาทางหัวเด็กหนุ่มหน้าดุจนเขาต้องก้มหลบแทบไม่ทัน หลานชายหมอผีใหญ่ได้ยินเสียงสบถหยาบคายหากแฝงเอาไว้ด้วยความหวาดกลัวจากด้านหลัง และเมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องสบถออกมาบ้าง แต่ด้วยความขยะแขยงมากกว่าความหวาดกลัว

 

            ผีตนหนึ่งยืนจังก้าอยู่กลางทางเดินระหว่างห้องส้วมย่อยกับโถปัสสาวะ ผิวทั้งตัวของมันเน่าเฟะขึ้นอืดได้ที่เหมือนกับเพิ่งตายมาได้สองสามอาทิตย์ พลอยทำให้ชุดนักศึกษาชายแขนสั้นที่มันใส่อยู่เป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองไปด้วย และแม้จะเป็นผู้ชาย แต่ใบหน้าของมันกลับเละเทะไปด้วยเครื่องสำอางที่พอกเอาไว้หนาเตอะราวกับหน้ากาก ริมฝีปากหนามีลิปสติกทา หรือพูดให้ถูกคือเปรอะเปื้อนไปจนถึงใบหูจนมองดูเหมือนปากฉีก ที่ตาก็มีขนตาปลอมงอนเช้งติดเป็นแพแถมป้ายมาสคาร่าเข้มจนแทบจะกลายเป็นหมีแพนด้า ต่ำลงมาที่ลำคอ เชือกเส้นหนาผูกเป็นเงื่อนแขวนคอรัดแน่นจนน่ากลัวว่าคอจะหัก บ่งบอกว่ามันคงจะฆ่าตัวตาย.....

 

            “ผีกะเทย !” รุ่นพี่หนุ่มถอยกรูดไปจนติดประตูห้องน้ำ “ได้ยินพวกผีอาจารย์พูดๆกันตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่า.....”

            “กะเทยแล้วไงยะ !?” วิญญาณหน้าเละยังคงพูดด้วยเสียงแหลมสูงปรี๊ดจนจ้าดอยากซื้อยาอมแก้เจ็บคอเผื่อไว้ให้มันสักอัน ก่อนจะทวนเนื้อร้องเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่ง “เป็นกะเทยแล้วมันผิดม่องได๋ ไผฮับบ่ได้ก็ไปตายโลดเด๊อสู !

            “เอ็ง.... เอ็งจับรุ่นน้องข้ามาทำไม !?

            “ก็จับมาเป็นคู่ขาน่ะสิยะ ถามได้.....” ริมฝีปากที่เปื้อนเปรอะสีแดงเป็นก้อนเหยียดยิ้ม “เอ๊ เธอเองก็ตรงสเป็กฉันเหมือนกันนะยะ สนใจมาร่วมฮาเร็มด้วยกันมั้ยฮ้า.....”

            “ไอ้ผีวิปริต !” เล้งถึงกับถอยออกไปนอกห้องน้ำด้วยความขยะแขยง

            “คำก็วิปริต สองคำก็วิปริต แค่เกิดมาไม่ตรงกับเพศที่ชะตากำหนดมันวิปริตขนาดนั้นเลยรึไงยะ !?” เสียงปะเหลาะเปลี่ยนกลับเป็นเสียงแผดแหลมสูงแสบแก้วหูอีกครั้ง “ทีผู้ชายจีบผู้หญิงแบบนี้ยังจีบได้ ทีผู้หญิงจีบผู้ชายแบบนี้ก็ยังจีบได้ แต่พอฉันพูดก็กลายเป็นวิปริต ความเสมอภาคอยู่ตรงไหนกัน !?

            “จะให้เหมือนชายหญิงธรรมดาได้ยังไง ก็เอ็งมันผิดธรรมชาติ !

            “พี่เล้ง หยุดก่อนครับ พี่ตามคนมาช่วยดีกว่า” จ้าดเบรกรุ่นพี่เมื่อเห็นว่าเขาคงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นนัก ก่อนจะหันมาหาผีร้ายผู้ยืนอยู่เกือบจะตรงกับประตูห้องน้ำที่ตั้งเคารพโถส้วมอยู่ “มันไม่เกี่ยวกับชาย หญิง หรือกะเทยหรอกครับ ไม่ว่าจะเพศไหนถ้าลักพาตัวคนมากองไว้ตรงโถส้วม หรือทำอะไรเขาแบบนี้มันก็วิปริตกันทั้งนั้นแหละ”

            “แต่ถ้าเป็นผีผู้ชายจับผู้หญิง หรือเป็นผีผู้หญิงจับผู้ชายมา คนก็ดูจะยอมรับได้มากกว่านี้ถูกมั้ยล่ะยะ !?

            “เลิกพูดเรื่องเพศกันเถอะครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามเปลี่ยนประเด็น “แล้วทำไมคุณต้องจับเพื่อนผมมาด้วย เพื่อนผมไปทำอะไรให้คุณ”

            “เขาสัญญากับฉันไว้ย่ะว่าถ้าช่วยให้ไอ้เครื่องปาไข่อะไรนั่นชนะ เขาจะยอมให้ฉันทำได้ทุกอย่าง แล้วฉันก็ช่วยให้ชนะแล้วไง ฉันก็ต้องได้อย่างที่สัญญาไว้สิยะ !

 

            จ้าดอึ้ง ในใจด่าเพื่อนผู้นั่งกองอยู่แทบเท้า ไอ้ห่านตั้งเอ๊ย เล่นอะไรไม่เล่น ดันเล่นไสยศาสตร์ บนก็กว้าง แถมดวงซวยเจอผีกะเทยขี้เหงาเสียอีก

 

            “โอเค ผมพอจะเข้าใจ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเรียบๆ “คุณได้เขาไปอย่างที่คุณต้องการแล้ว ตอนนี้ผมขอเพื่อนผมคืนได้มั้ยครับ”

            “ไม่ได้ย่ะ !” ผีหน้าเยิ้มกรีดเสียงแหลม “ฉันยังไม่ได้เอ็นดูเขาเลยสักนิด ตอนนี้ยังได้แค่อุ่นเครื่องเฉยๆเท่านั้นเอง เช้าๆโน่นค่อยมาเอาอีกที”

            “เอ่อ คือ พี่คิดจะทำอะไรกับมันเนี่ย....” จ้าดพยายามไม่นึกภาพตาม เขาเปลี่ยนสรรพนามเรียกอีกฝ่ายให้บทสนทนาเป็นกันเองขึ้นบ้าง “เปลี่ยนความคิดเหอะพี่ ไอ้ห่านนี่มันไม่ได้มีอะไรดีเลยนา เกรียนก็เกรียน กวนส้นก็กวนส้น แถมยังชอบยืดกับผู้หญิงไม่เข้าเรื่องอีกต่างหาก พี่ลองคิดดู ถ้าพี่ได้ไอ้หมอนี่เป็นคู่ขาแล้วมันไปจีบผู้หญิงคนอื่น พี่จะรู้สึกยังไง”

            “ไม่ต้องห่วงหรอกฮ้า ฉันจะทำให้เขาติดใจรสชาติของไม้ป่าเดียวกันเอง รับรองไม่มีทางชายตามองผู้หญิงคนไหนอีกเลยแน่นอนฮ้า.....”

 

            จ้าดยกมือขึ้นกุมขมับ ในใจนึกสงสารระคนสมเพชเพื่อนอยู่ครามครัน ซวยแล้วล่ะเอ็ง

 

            “สรุปว่าพี่จะไม่ยอมคืนเพื่อนให้ผมใช่มั้ยครับ”

            “แล้วฉันไปบอกแกเมื่อไหร่ว่าจะคืนให้น่ะ”

            “ถ้างั้น ผมก็ไม่มีทางเลือก” เด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบ ล้วงเอาอีโต้เล่มเก่งที่ซ่อนอยู่ในเสื้อกล้ามมาทั้งวันออกมาถือเตรียมพร้อม “เพราะผมก็คงไม่ยอมให้เพื่อนผมเสียอธิปไตยทางประตูหลังเหมือนกัน”

            “ฮี้ย์ ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ” ผีร้ายหน้าเยิ้มขำก๊ากจนแทบลงไปกลิ้งกับพื้น “อีโต้ !? คิดว่าอีโต้จะทำอะไรฉันได้รึไงฮ้า โอ๊ย ขำตายฮ่ะ.....”

            “ถ้าคิดว่ามันทำอะไรไม่ได้ ก็ลองเข้ามาดูหน่อยมั้ยล่ะครับ” จ้าดยิ้ม แกว่งอีโต้น้อยๆเป็นการเชิญชวน

 

            “ก็ได้ ถ้าแกจะเอาแบบนั้น” วิญญาณหนุ่มหัวใจสาวแสยะยิ้ม บิดคอที่ถูกรัดดังกร๊อบๆ “รับรอง เธอได้เป็นอีกหนึ่งในฮาเร็มของฉันแน่ ถึงหน้าตาจะไม่ถูกใจฉันเท่าไหร่ก็เหอะ !

 

 

            กล้ายซุ่มอยู่ในมุมมืดมุมหนึ่งของกำแพงตึก

 

            ในห้องบัญชาการกลางเบื้องหน้า ทีมลักพาตัวดูจะรู้แล้วว่าหน่วยกล้าตายที่พวกมันส่งลงไปดูสถานการณ์คงเจออะไรไม่ปกติ ครึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้วยังไม่มีแม้แต่การติดต่อกลับ พวกมันวิ่งกันวุ่นวาย โชคดีที่ยังไม่มีตนไหนผ่านมาทางที่ตานีสาวซุ่มอยู่ บางตนก็คุยกันอย่างเคร่งเครียด ตนที่ดูนิ่งที่สุดน่าจะเป็นหัวหน้าทีมในเครื่องแบบทหารเต็มยศตนนั้น แต่เขาก็ดูเครียดกว่าตอนที่อยู่ข้างล่างอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าหล่อเหลายับยู่ยี่เมื่อคิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะพันกันเป็นเชือกผูกรองเท้า เขาคงพอจะประเมินได้แล้วว่างานนี้เปลืองทั้งกระสุนและชีวิตลูกน้องเปล่า.....

 

            เบื้องหลังเธอ ราชินีตานีได้สติแล้ว แต่เธอยังคงอ่อนแอ ทั้งหมัด เท้า เข่าและศอกที่ประเคนใส่เธอนั้นไม่ได้มีแค่แรงกระแทกเปล่าๆ หากแฝงเอาไว้ด้วยพลังงานวิญญาณเข้มข้นที่พุ่งเข้ากระเทือนแกนวิญญาณของเธออย่างรุนแรง เด็กสาวหน้าจืดมองในแง่ดีว่าอย่างน้อยเธอก็ยังโชคดีที่อยู่ในโลกหลังความตายที่มีพลังงานวิญญาณหล่อเลี้ยง หากเธอโดนแบบนี้ในโลกมนุษย์ล่ะก็ เธอคงสิ้นอายุไปนานแล้ว....

 

            “เอาจะไดดีกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าหันไปถามเพื่อน “จากที่ดูแผนที่เมื่อกี้ หลุดจากตรงนี้ไปอีกบ่ถึงร้อยเมตรก็ถึงทางออกแล้ว ฝ่าออกไปไหวก่อ หรือจะลองทางอื่น”

            “กล้ายคึดว่าจะไดล่ะ” กล้วยถามกลับเสียงอ่อนระโหย

            “ข้ากำลังคึดว่าจะปาระเบิดควัน หรือบ่อั้นก็ระเบิดแสง แล้ววิ่งฝ่าออกไปเลย”

            “ระเบิดควันใช้บ่ได้แน่ หมู่เปิ้นหันควันก็คงยิงบ่เลี้ยงแล้ว ระเบิดแสงน่าจะใช้ได้ แต่ก็ยังบ่น่าจะซื้อเวลาหื้อหมู่เฮามากพอจะไปสตาร์ตรถ” กล้วยตอบเสียงอ่อนระโหย ก่อนจะถามกลับถึงปืนกลหกลำกล้องของเพื่อนสาว “TMG21 ใช้บ่ได้ก๋า กราดยิงหมู่เปิ้นไปเลย”

            “เหลือกระสุนแค่บ่ถึงสามสิบนัดเอง ยิงได้ชุดเดียว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “แล้วกว่าจะยิงได้ก็ต้องเปิดระบบควบคุมก่อนด้วย ป่านนั้นคงโดนยิงพรุนกันไปหมดแล้ว”

            “แล้วเอาอาวุธอะหยังมาอีกบ้าง”

            “ก็มีปืนใหญ่ TM677 แต่อันนั้นคงเอาออกมาบ่ได้” กล้ายกดไล่ดูในหน้าจอของอุปกรณ์เก็บอาวุธ “นอกนั้นก็มี TMA74 แล้วก็ TM74D ของกล้วย แล้วก็ระเบิดที่ว่าไป”

            “ระเบิดควันมีกี่ลูก ระเบิดแสงด้วย”

            “ควันสาม แสงสอง”

            “อืม.....” กล้วยยกมือจับคางอย่างครุ่นคิด “ถ้าปาระเบิดควันดึงความสนใจเปิ้นไปทางอื่นก่อน ข้าเจ้าอาจจะใช้ TM74D สอยหมู่เปิ้นได้อย่างน้อยก็สักสามสี่ตน น่าจะพอตัดกำลังหมู่เปิ้นลงได้บ้าง จากนั้นก็ค่อยใช้ระเบิดแสงแล้วฝ่าออกไป กล้ายคึดว่าจะได”

            “แล้วเสียงปืนจะบ่ดังก๋า”

            TM74D มีที่เก็บเสียง”

            “แล้วกล้วยยิงไหวก๋า บ่แม่นว่ายังมึนๆอยู่ก๋า”

            “น่าจะพอไหวแหละ อีกอย่าง ข้าเจ้าก็บ่อยากอยู่ตรงนี้นานด้วย เกิดมีตนไหนวิ่งมาทางนี้ก็จบเห่”

            “จะอั้นก็ได้”

 

            อากาศรอบตัวสองตานีสาวลดอุณหภูมิลงสองสามองศาเซลเซียสเมื่อกล้ายเรียกสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวออกจากที่เก็บอาวุธมาให้เพื่อนสาว ก่อนจะเรียกระเบิดควันและระเบิดแสงลูกกลมๆมาเสียบเอาไว้ที่เข็มขัด เด็กสาวหน้าจืดดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงอย่างเบามือที่สุดก่อนจะยกมันขึ้นประทับบ่า

 

            “ปาไปตรงประตูนั้นไหวก่อ” กล้วยถามเพื่อนสาว พยักพเยิดไปยังประตูกระจกซึ่งเปิดทิ้งเอาไว้ที่อีกฟากหนึ่งของห้องบัญชาการ

            “น่าจะไหว”

            “ได้ ปาเมื่อพร้อม”

 

            กล้ายพร้อมทันที เธอควักระเบิดควันมาถอดสลักก่อนจะขว้างสุดแรงเกิด ผีร้ายทั้งห้องหันขวับพร้อมๆกันเมื่อระเบิดเหล็กกระทบประตูกระจกดังก๊อง ก่อนที่กลุ่มควันสีเทาหนาทึบจะระเบิดตูม พวกมันทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นทันที ตนที่อยู่ใกล้สาดกระสุนไรเฟิลจู่โจมเข้าใส่ประตูไม่ยั้งก่อนที่มันจะกระอักกระไอเมื่อควันสีเทาแสบจมูกแผ่มาถึง และก่อนที่จะมีตนใดรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น สไนเปอร์ไรเฟิลในมือราชินีตานีก็สอยหัวพวกมันไปได้สามตนแล้ว

 

            “คราวนี้ตรงนั้น”

            กล้วยชี้ไปยังประตูทางออกที่พวกเธอจะต้องใช้ เด็กสาวผมหางม้าปาทันทีอีกเช่นเคย กลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งปกคลุมห้องจนแทบมองอะไรไม่เห็น เสียงปืนดังลั่นต่อเนื่องราวกับอยู่กลางสนามรบ แต่ปืนที่ร้ายแรงที่สุดกลับส่งเสียงเพียงคล้ายกระแอมกระไอ หากเด็ดหัวเหล่าผีร้ายไปได้อีกห้าตนในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

            “คราวนี้ตรงกำแพงนั่น แล้วพอหมู่เปิ้นเริ่มยิงก็วิ่งฝ่าออกไปเลย”

            “กล้วยวิ่งไหวแน่ก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามกลับอย่างเป็นห่วง

            “บ่ไหวก็ต้องไหวแล้วล่ะงานนี้ ปาเลย”

 

            กล้ายดึงตะเบงมานขึ้นปิดจมูกก่อนจะปาระเบิดควันลูกสุดท้าย และเมื่อกลุ่มควันสีเทาระเบิดออก สองตานีสาวก็ลุกพรวดก่อนจะใส่เกียร์หมาเผ่นสุดฝีเท้าอ้อมผนังห้องด้านตรงข้ามกับที่เพิ่งจะปาระเบิดควันตรงไปยังประตูทางออก เสียงโวยวาย เสียงปืน และเสียงกระสุนแหวกอากาศที่ดังไล่ตามหลังมาบอกพวกเธอว่าข้าศึกรู้ตัวแล้ว.....

 

            “กล้าย ระเบิดแสง !

            “อื้ม !

 

            เด็กสาวผมหางม้าดึงระเบิดแสงออกมากระชากสลักก่อนจะโยนไปด้านหลัง แสงนับหมื่นแรงเทียนที่สว่างวาบขึ้นอย่างฉับพลันทำเอาพวกเธอตาพร่าไปชั่วขณะทั้งที่หันหลังให้มัน แต่ก็ยังน้อยกว่าเหล่าผีร้ายที่มองแสงเข้าเต็มๆ เสียงปืนเงียบลงทันที และกว่ามันจะดังขึ้นอีกครั้ง ตานีสาวทั้งสองก็มาถึงประตูหน้าแล้ว กล้ายกราดยิงล็อกจนพรุนก่อนจะกระโดดถีบขาคู่ มันเปิดผลัวะออกไปด้านนอกอย่างง่ายดาย

 

            “นั่นจะไดรถ !

            รถขับเคลื่อนสี่ล้อของพวกเธอที่หน้าตายับเยินไม่น้อยจากการชนและการถูกกราดยิงก่อนหน้านี้จอดอยู่กลางลานกว้างที่เต็มไปด้วยรถหุ้มเกราะ สองตานีสาวกระโดดขึ้นรถอย่างว่องไวแม้กล้วยจะทุลักทุเลอยู่บ้าง เด็กสาวผมหางม้าสแกนลายนิ้วมือก่อนจะกดปุ่มสตาร์ต เสียงเครื่องยนต์เอทานอลดังกระหึ่มขึ้นทันที พร้อมๆกับเสียงไรเฟิลจู่โจมและเสียงโวยวายจากผีร้ายซึ่งยามนี้ออกมาจากตัวตึกได้แล้ว

 

            “ยอมหื้ออัดมานานแล้ว ขออัดคืนบ้างเน่อ !

            เด็กสาวผมหางม้าเร่งเครื่องก่อนจะหักพวงมาลัยดริฟต์จนรถคันโตหันไปทางเหล่าผีร้ายที่กำลังวิ่งเข้ามาหา ก่อนจะเหนี่ยวไกยิงปืนกลคู่บนหลังคาไม่ยั้ง คมกระสุนเจาะผ่านร่างของเหล่าผีร้ายจนแตกสลายหายไปทีละเป็นแผง และก่อนที่กระสุนจะหมด กล้ายก็เข้าเกียร์ก่อนจะเหยียบคันเร่งจมมิด พารถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางพุ่งจากลานจอดออกไปยังถนนเส้นเล็กด้านหน้า

 

            “กล้วยช่วยดูระบบนำทางหื้อที” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมบอกเพื่อนสาว

            “ตรงไปเรื่อยๆ อีกประมาณสิบกิโลก็จะเจอทางหลวงเส้นหลักแล้ว”

            “รับทราบ”

 

            กล้ายเปลี่ยนเกียร์ลงก่อนจะย้ำเท้าเหยียบคันเร่ง รถคันโตพุ่งทะยานเหมือนเครื่องบินรบกำลังจะทะยานขึ้นจนหลังของตานีสาวทั้งสองถูกตรึงแน่นกับเบาะ ราชินีตานีไม่ท้วงเรื่องขับรถเร็วหรือเอทานอลอีกแล้ว ยามนี้สิ่งเดียวที่เธออยากทำคือออกจากโลกนี้กลับไปให้ถึงโรงเก็บเครื่องบินและทิ้งตัวลงนอนเท่านั้น....

 

            แต่ออกมาถึงทางหลวงเส้นหลักได้ไม่ทันไร รถคันโตก็เซวูบเมื่ออะไรบางอย่างระเบิดตูมอยู่ข้างๆ ในระยะไม่ถึงสิบเมตร เด็กสาวหน้าจืดหันหลังขวับ แล้วหัวใจของเธอก็ร่วงวูบลงไปกระแทกฝ่าเท้าเมื่อเห็นรถหุ้มเกราะคันหนึ่งขับตามมาเบื้องหลัง ไม่ใช่รถหุ้มเกราะธรรมดา แต่มันมีจรวดต่อต้านรถถังติดอยู่เต็มหลังคาไปหมด.....

 

            “กล้าย !

            “อื้ม ฮู้แล้ว”

            กล้ายกระทืบคันเร่ง เข็มบอกความเร็วกวาดขึ้นไปที่เลขร้อยหกสิบอย่างฉับพลัน รถขับเคลื่อนสี่ล้อทิ้งข้าศึกเอาไว้เบื้องหลังได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ความกังวลก็ยังคงเกาะกุมหัวใจของทั้งกล้วยและกล้าย จะเป็นยังไงเมื่อพวกเธอไปถึงเขตภูเขาที่ใช้ความเร็วได้อย่างมากก็แค่หกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง.....

 

            พวกเธอไม่จำเป็นต้องรอคำตอบนาน เข้าเขตเทือกเขาได้แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถหุ้มเกราะที่กวดตามมาจนทันก็สาดจรวดใส่พวกเธออย่างไม่กลัวเปลือง รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่แฉลบไปมาอย่างน่าหวาดเสียวอยู่บนถนนแคบๆเมื่อหัวรบระเบิดแรงสูงปะทุตูมในระยะประชิด ส่งสะเก็ดร้อนๆ ปลิวเข้ามาในห้องโดยสารที่กระจกแตกไปหมดแล้วจนตานีสาวทั้งสองต้องก้มหลบกันจ้าละหวั่น แค่จรวดยังไม่พอ ยังมีกระสุนปืนกลยี่สิบมิลลิเมตรที่สาดมาเป็นช่วงๆเมื่อได้มุมยิงเสียด้วย กล้ายขบกรามกรอด ยังเหลือระยะทางอีกเกือบสี่สิบกิโลเมตรกว่าจะถึงประตูมิติระหว่างสองโลก พวกเธอจะไปถึงที่นั่นได้ก่อนที่รถจะตายหรือเปล่าหนอ.....

 

            ดูเหมือนชะตาชีวิตของทั้งสองตานีสาวและรถคู่ใจจะยังไม่ขาด       กว่าครึ่งชั่วโมงและจรวดเกือบสี่สิบลูกต่อมา ประตูเหล็กสูงตระหง่านของทางเชื่อมสองโลกก็ปรากฏต่อสายตา เด็กสาวผมหางม้าเหยียบคันเร่งเร่งความเร็วขึ้นอีก ขณะราชินีตานีพยายามสื่อสารกับเหล่าผู้คุมประตูด้วยโทรจิต

 

            เปิดประตูด้วยเจ้า หมู่เฮาตานีเอง !’

            เปิดบ่ได้ บ่ปลอดภัยเสียงที่ตอบกลับมาทำเอากล้วยใจหายวาบ พวกเธอจะต้องมาตายเอาตอนจบเนี่ยนะ

            ขอร้อง เปิดหื้อหมู่เฮาหน่อยเถอะ !’

            บ่ได้ ผู้บัญชาการสั่งเอาไว้

 

            เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด ผู้บัญชาการสั่งเอาไว้งั้นหรือ.....

 

            จะอั้นก็ช่วยยิงรถหุ้มเกราะนั่นหน่อย หมู่เปิ้นเป็นกลุ่มก่อการร้ายผีร้ายเน่อ !’

            บ่มีคำสั่งจากผู้บัญชาการ หมู่เฮาบ่ยิง และขอเตือน ออกไปจากที่นี่ซะ บ่อั้นจะถือว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของยมทูต และหมู่เฮาคงต้องยิง !’

 

            ราชินีตานีแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ยมทูตพวกนี้เป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไรกัน ตรรกะวิบัติไปหมดแล้ว กลุ่มก่อการร้ายต้องรอคำสั่งถึงจะยิงได้ แต่ยิงพันธมิตรได้ทันทีเนี่ยนะ !?

 

            “กล้วย ประตูจะเอาจะได !?” กล้ายร้องถามเสียงสูงเมื่อประตูเหล็กใกล้เข้ามาทุกที แต่มันไม่มีวี่แววจะเปิดเลย

            “หมู่เปิ้นบ่ยอมเปิด !

            “หา !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอุทานอย่างไม่เชื่อหู “จะอั้นชนเข้าไปเลยดีกว่า !

            “รถเละแน่ ข้าเจ้าบ่คึดว่าประตูนั่นจะพังเข้าไปง่ายๆ” ราชินีตานีเม้มปาก สมองวิ่งจี๋คิดหาทางออกอย่างสุดชีวิต “ข้าเจ้าคึดออกแล้วกล้าย ถึงจะเสี่ยงหน่อยก็เถอะ”

            “จะได !?

 

            พูดกันยังไม่ทันจะจบ รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตก็มาถึงหน้าประตูเหล็กแล้ว แต่มันก็ยังคงปิดสนิทอย่างไม่มีวี่แววจะเปิด บนยอดประตู ยมทูตในผ้าคลุมสีดำเล็งปืนลงมายังทั้งพวกเธอและรถหุ้มเกราะที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ก่อนที่ยมทูตตนใดจะทันได้ยิงปืนของพวกเขา จรวดหัวระเบิดแรงสูงก็พุ่งออกจากที่ปล่อยบนหลังคารถหุ้มเกราะตรงมายังรถขับเคลื่อนสี่ล้อ.....

 

            “ตอนนี้ล่ะกล้าย !

            ทันทีที่เห็นกลุ่มควันที่ฐานปล่อย กล้ายก็กระทืบคันเร่งจนจมมิด รถคันโตพุ่งพรวดเหมือนธนูพุ่งออกจากแล่ง จรวดตามเป้าไม่ทันก็พุ่งเข้าอัดประตูเหล็กก่อนจะระเบิดตูม เศษเหล็กหนาหนักปลิวกระเด็นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อมันแตกเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ และก่อนที่จะมีใครทันทำอะไรได้ ตานีสาวผมหางม้าก็กลับรถก่อนจะพามันวิ่งฉิวผ่านรอยแตกเข้าไปด้านในแล้ว

 

            “หยุดเดี่ยวนี้ บ่อั้นหมู่เฮายิง !

            ยมทูตเกือบยี่สิบตนพร้อมรถตรวจการพุ่งเข้ามาขวางหน้า แต่เพียงวาดพวงมาลัยวูบเดียว รถคันใหญ่ก็ดริฟต์อ้อมผ่านมันไปก่อนจะเบรกเอี๊ยดจนล้อล็อกที่หน้าม่านแสงประตูมิติ

 

            “ลงจากรถเดี๋ยวนี้ บ่อั้นหมู่เฮายิงแต๊ๆเน่อ !” หมู่ยมทูตสาวที่คุมประตูมิติกรูกันเข้ามาล้อมรถ

            “เปิดประตูมิติหื้อหมู่เฮา เดี๋ยวนี้” กล้วยตอบเสียงแข็งโดยไม่สนใจคำขู่ของฝ่ายตรงข้าม

            “บอกว่าหื้อลงมา !” สาวหน้าซีดแผดเสียง ปืนยกขึ้นประทับบ่าเตรียมพร้อม

            “โธ่ว้อย คึดกันบ้างสิ สมองบ่มีกันแล้วก๋า !?” เด็กสาวผมหางม้าตะโกนอย่างเหลืออด ขณะจรวดลูกหนึ่งปลิวผ่านหัวไประเบิดตูมอยู่ข้างๆประตูมิติ “ศัตรูของหมู่ท่านคือผู้ได๋ แม่นหมู่เฮาก๋า แล้วตอนนี้หมู่ท่านยะอะหยังกันอยู่หา !?

            “แต่....” เหล่ายมทูตสาวเริ่มดูลังเล “แต่เจ้านายหมู่เฮาสั่งเอาไว้.....”

            “สามัญสำนึกน่ะมีก่อ สามัญสำนึก !” ราชินีตานีขึ้นเสียงบ้าง “เปิดประตูหื้อหมู่เฮา แล้วหมู่ท่านจะได้รับการยกย่องว่าช่วยทั้งโลกมนุษย์และโลกหลังความตาย แต่ถ้าบ่เปิด ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อหมู่ท่านในฐานะตนที่ยะหื้อทั้งสองโลกล่มสลายเน่อ !

            “กะ.... ก็ได้.....”

 

            ในที่สุด เหล่ายมทูตก็ยอม พวกเธอหายเข้าไปในตึกเตี้ยๆใกล้ๆ ไม่กี่วินาทีต่อมา ม่านแสงสีแดงก็กลายเป็นสีฟ้าสว่าง แล้วรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตก็พุ่งเข้าไปหามันก่อนจะหายวับไป ทิ้งเหล่ายมทูตและโลกหลังความตายเอาไว้เบื้องหลัง.....

 

 

            “ว้าก................!

            เสียงร้องเหมือนหมูถูกเชือดของหลานชายหมอผีใหญ่ดังก้องไปตามทางเดินอันมืดสลัวที่ชั้นบนสุดของตึกสามแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะตามมาด้วยตัวเขาเองที่วิ่งสุดฝีเท้าทั้งที่ยังคงอยู่ในชุดนอนกางเกงบอลเสื้อยืดแขนสั้น เบื้องหลังเขา เก้าอี้ โต๊ะ และอุปกรณ์การเรียนเก่าเก็บที่วางตั้งรอขายอยู่ตามผนังลอยละลิ่วปลิวละล่องตามเขามาติดๆ ปิดท้ายด้วยผีร้ายหน้าขาวว่อกที่หัวเราะเสียงแหลมสูงอย่างบ้าคลั่ง

 

            “ฮี้ย์ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า เป็นไงล่ะ อีโต้ทำอะไรฉันได้มั้ยล่ะยะงานนี้ บอกแล้วไม่เชื่อ ฮี้ย์ ฮ่า ฮ่า.....”

            จ้าดขบกรามกรอด เขาไม่คิดว่าผีร้ายตนนี้จะมีพลังมากถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นกล้วยหรือกล้ายที่อาวุธพร้อมก็อาจจะยังตึงมืออยู่หน่อยๆเลยด้วยซ้ำ แต่นี่เขาเป็นเพียงนักศึกษาใหม่ไร้เดียงสาตัวเล็กๆที่มีเพียงมีดเล่มเดียวติดกาย สงสัยคืนนี้เขาคงต้องลงเอยเป็นหนึ่งในฮาเร็มไม้ป่าเดียวกันของผีร้ายตนนี้เสียแล้ว....

 

            “อาจารย์ พี่ๆ ทำไมดูกันอยู่เฉยๆล่ะครับ !?” เด็กหนุ่มหน้าดุตะโกนถามเหล่าวิญญาณอาจารย์และรุ่นพี่ที่ล่องลอยดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ “อาจารย์จะให้คณะเสียหาย พี่ๆจะทนดูรุ่นน้องกลายเป็นยอดชายอยู่เฉยๆแบบนี้น่ะเหรอครับ !?

            “หมู่เฮายะอะหยังบ่ได้.....” เสียงเย็นของชายวัยกลางคนลอยมาตามลม “ถึงหมู่เฮาจะบ่ชอบบุญชัย แต่ครั้งนี้นักศึกษาไปบนกับเปิ้นไว้เอง หมู่เฮาบ่มีอำนาจจะก้าวก่าย”

            “อึก.....” จ้าดเถียงไม่ออก ก็ถูกอย่างที่อาจารย์พูด เป็นความผิดของตั้งเองล้วนๆ “แต่อย่างน้อยก็ช่วยผมหน่อยเถอะครับ ผมไม่ไปบนกับเขาไว้สักหน่อย !

            “นั่นนักศึกษาทำตัวเอง”

            “ง่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่เบ้หน้า สรุปว่าเขาโง่เองสินะที่เอาตัวมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รู้งี้น่าจะปล่อยให้ไอ้เพื่อนยากแห่งภาคอากาศยานโดนตุ๋ยซะให้รู้แล้วรู้รอด

 

            “ทางตันแล้ว !

            ก่อนที่เขาจะทันรู้ตัว เด็กหนุ่มก็พบว่าเขามาสุดทางอยู่ที่ห้องน้ำชายของอีกปีกตึกหนึ่งเสียแล้ว ผีร้ายหน้าเยิ้มยืนขวางประตูเอาไว้ เขาไม่มีทางหนีรอดแล้ว.....

 

            “ยอมดีๆเถอะฮ้า ฉันก็ไม่อยากทำร้ายแก มาเปิดโลกใบใหม่ของชีวิตด้วยกันเถอะฮ้า.....”

            “เอ่อ ยะ.... อย่าเลยครับ ผมเกรงใจ” จ้าดเหลียวซ้ายแลขวาหาทางหนีอย่างสิ้นหวัง “อีกอย่าง หน้าตาผมก็ไม่หล่อ พี่ไปหาคนอื่นที่หล่อกว่านี้ ตรงสเป็กพี่กว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ พี่ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าผมไม่ตรงสเป็กพี่.....”

            “แหม เวลาไม่ค่อยมีผู้ชายตกถึงท้องแบบนี้ถ้ามัวเลือกอยู่ก็ลำบากแย่สิฮ้า” บุญชัยสืบเท้าช้าๆ เข้าหาเด็กหนุ่มผู้ยืนตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้า ลิ้นแลบเลียริมฝีปากแผลบราวกับเขาเป็นของกินอันโอชะ “ยอมซะดีๆเถอะน่า จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว.....”

 

            แต่ก่อนที่ผีร้ายจะเข้าถึงตัว จ้าดก็กระโจนพรวด และเพียงเหวี่ยงมีดวูบเดียว คอของผีร้ายผู้ประมาทไปเพียงชั่วขณะก็ขาดสะบั้นพร้อมกับเชือกที่รัดคอมันอยู่ ดวงตาที่เต็มไปด้วยมาสคาร่าเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนที่หัวของมันจะร่วงลงกระแทกพื้น พร้อมๆกับร่างที่ทรุดฮวบราวกับหุ่นชักที่ถูกตัดเชือก.....

 

            “เฮ้อ ให้ตายเหอะ ยุ่งเป็นบ้า.....” หลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือก เดินอ้อมร่างที่ค่อยๆแตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงของผีร้ายตรงไปยังประตู “ไอ้ตั้ง เอ็งได้เลี้ยงข้าวข้าเป็นพันเบี้ยแน่งา....”

 

            พูดยังไม่ทันขาดคำ เดินยังไม่ทันคล้อยหลัง พลังอะไรบางอย่างก็ระเบิดตูม ส่งร่างเด็กหนุ่มหน้าดุอัดก๊อบปี้เข้ากับผนังยิปซัมของห้องน้ำจนทะลุไปยังห้องน้ำหญิงที่อยู่ข้างๆ ที่เลวร้ายที่สุดคือมีนักศึกษาหญิงปีหนึ่งหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในห้องน้ำห้องนั้นเสียด้วย......

 

            จ้าดทันเห็นริมฝีปากของผีร้ายแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมให้เขาแวบหนึ่ง ก่อนที่มันจะแตกสลายหายไป และเสียงกรีดร้องจะปลุกคนทั้งตึก

 

            “กรี๊ด...............................!!!

            “เดี๋ยว ฟังผมอธิบายก๊อน.....................!!!

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*คนโบราณกล่าวไว้ว่า “ชายใดได้กับชาย ชายนั้นนับเป็นยอดชาย”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น