ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 66 : กิจกรรมรับน้องที่สองฟากโลก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “กลางป่าเขาลำเนาแสนคำสำราญอุรา สุขตาสุขกายสุขใจทุกวาร....”

            เสียงแหลมแถมเพี้ยนผิดคีย์เหมือนลูกแมวร้องหาแม่ของสมิงสาวที่กล้ายตั้งเป็นเสียงนาฬิกาปลุกกระชากเธอออกจากห้วงนิทราได้ตามจุดประสงค์ของมันอย่างดีเยี่ยม ตานีสาวรีบควานหาโทรศัพท์มือถือก่อนจะกดปิดนาฬิกาปลุก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวกวาดมองไปรอบห้องนอนที่ยังคงมืดมิด กล้วยซึ่งนอนอยู่เตียงข้างๆและต้องตื่นพร้อมเธอเริ่มขยับตัวแล้ว แต่ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวจากเตียงของตานีน้อยทั้งสอง วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาว และสมิงบ้าพลังแห่งป่าแสนคำ

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก น้ำว้าน้ำไทพอตื่นตอนเช้ามืดแล้วจะนอนหลับใหม่ยากเสียด้วย ยิ่งวันนี้จะงอแงขอไปโลกหลังความตายด้วยเสียเปล่าๆ อุ๊ยสายนั้นแม้เธอจะจำได้ว่าปกติตื่นเช้ามาก แต่เด็กสาวก็ไม่อยากรบกวน เมื่อวานเธอเพิ่งจะหนีมาจากโลกหลังความตาย แถมยังเดินทางมาเกือบสามร้อยกิโลเมตรจากดอยตานหลวงถึงตานนะคอน เธอคงอยากพักให้พลังงานวิญญาณฟื้นคืนกลับมาเต็มที่ ส่วนหมิงนั้นเธอไม่อยากแม้แต่จะคิด

 

            “ของเตรียมพร้อมแล้วแม่นก่อกล้าย” กล้วยผู้กำลังเปลี่ยนจากชุดนอนกางเกงวอร์มเสื้อยืดเป็นตะเบงมานคอมมานโดถามมาจากหน้าตู้เสื้อผ้า

            “ฮื่อ” ตานีสาวผมหางม้าซึ่งตอนนี้ยังคงหัวกระเซิงตอบง่วงๆ เธอยันตัวลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะเดินสะโหลสะเหลไปถอดเสื้อนอนออกข้างๆเพื่อนสาว “กล้วยเอากล้วยกระบอกได๋ไป TM107 ก๋า”

            “บ่ เอา TMA44 ไป แต่ก็เอาที่เก็บอาวุธของอุ๊ยสายไปด้วยเผื่อต้องใช้อาวุธอื่น”

            เด็กสาวหน้าจืดตอบพลางจัดตะเบงมานที่ยาวเหยียดเหมือนผ้าพันคอให้พอดีกับอกที่แทบจะแบนราบของเธอ กล้วยอดชำเลืองมองของเพื่อนสาวผู้พอจะมีน้ำมีนวลอยู่บ้างไม่ได้ ทำไมตานีถึงต้องหยุดการเจริญเติบโตแค่อายุสิบเจ็ดนะ....

 

            “เอ้อกล้าย” ราชินีตานีเอ่ยเรียกเพื่อนสาวอีกครั้งเมื่อผูกตะเบงมานเสร็จแล้ว “วันนี้หมู่เฮาคงต้องขับแบบใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวเน่อ ช่วงนี้คงต้องประหยัดเอทานอลหน่อย เริ่มเหลือน้อยแล้ว”

            “หา......” กล้ายผู้กำลังนั่งสวมกางเกงผ้าเนื้อหนาอ้าปากค้างอย่างผิดหวัง “บ่เอาอะกล้วย ขับใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวทำความเร็วได้แค่แปดสิบนิดๆเองเน่อ แล้วเร่งก็บ่ค่อยขึ้น กว่าจะไปถึงทางเข้าโลกหลังความตายก็เย็นกันพอดีสิ”

            “แต่หมู่เฮาก็บ่จำเป็นต้องรีบนี่” ตานีสาวหน้าจืดตอบ “แล้วก็คงบ่ได้ไปยะอะหยังมากด้วย ดีบ่ดีแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จด้วยซ้ำ”

            “มันก็แม่น....” เด็กสาวผมหางม้าลากเสียงเล็กน้อย “แต่มันน่าเบื่อเน่อ ขับช้าๆค่อยๆไปจะอั้น”

            “ก็ฝึกขับช้าๆบ้างเหอะ ขับเร็วบางทีก็อันตรายเน่อ ข้าเจ้าว่าจะเตือนหลายครั้งแล้ว” กล้วยทิ้งหางเสียงดุๆ เล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบถุงปืนที่วางพิงผนังอยู่ข้างประตู “เดี๋ยวข้าเจ้าลงไปสตาร์ตรถรอเลยเน่อ”

            “รอแป๊บๆ จะเสร็จแล้ว”

 

            กล้ายหยิบยางรัดผมมามัดลวกๆ ฉวยถุงปืนสะพายขึ้นบ่าก่อนจะวิ่งตามเพื่อนสาวลงไปยังลานจอดรถหลังตึก ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆของยามตีสี่ครึ่งกลางฤดูร้อนเริ่มสว่างแล้ว แสงเรืองสีทองอร่ามของดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณซ่อนอยู่หลังขุนเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง ลมเย็นสบายพัดผมสีดำประกายเขียวของตานีสาวทั้งสองปลิวไสวขณะพวกเธอเดินไปยังรถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพราง หัวหน้าหน่วยจู่โจมผู้รับหน้าที่เป็นโชเฟอร์หลักยิ้มกว้างขณะก้าวขึ้นรถ อากาศดีแบบนี้ขับสนุกแน่ ถึงจะใช้ความเร็วได้แค่แปดสิบก็เถอะ.....

 

            แต่แล้ว เธอก็มีอันต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นเงาตะคุ่มเงาหนึ่งสะท้อนอยู่ในกระจกมองหลัง ตานีสาวหันขวับ แล้วก็เห็นตานีน้อยทั้งสองตนนั่งหลับตาพริ้มหัวพิงกันอยู่บนเบาะหลัง

 

            “น้ำว้า น้ำไท !?

            “อ๊ะ เอื้อยกล้าย !?” ฝาแฝดผู้พี่สะดุ้งเฮือกเช่นกันเมื่อได้ยินเสียงเรียกดุๆของรุ่นพี่สาว เธอหันรีหันขวางอย่างทำอะไรไม่ถูก “ตายแล้ว หลับไปตั้งแต่เมื่อได๋เนี่ยข้าเจ้า....”

            “นี่มานอนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อได๋ !?

            “ก็ตั้งแต่เมื่อคืนตอนที่เอื้อยกล้ายกับเอื้อยกล้วยหลับแล้วนั่นแหละ....” เด็กหญิงผมสั้นตอบเสียงเจื่อนๆ

            “แล้วยะจะอี้ยะหยัง” ราชินีตานีผู้ซึ่งเมื่อครู่โยนปืนใส่ห้องเก็บของท้ายรถอยู่เดินมาร่วมด้วยช่วยดุอีกแรง “ฮู้บ่แม่นก๋าว่านอนนอกโรงเก็บเครื่องบินมันอันตรายน่ะ”

            “ฮู้” เสียงของน้ำว้ายิ่งเบาลงไปอีก “แต่..... หมู่เฮาอยากตามไปด้วย หมู่เฮาเป็นห่วงเอื้อยๆ แต่ถ้าจะตามไปเฉยๆ เอื้อยๆคงบ่หื้อไปแน่ ก็เลยว่าจะมาแอบกันอยู่ในรถ แต่เผลอหลับไปทั้งๆที่นั่งอยู่บนเบาะตอนได๋ก็บ่ฮู้....”

            “ขนาดแอบยังบ่เนียนจะอี้ ถ้าไปแล้วเกิดอะหยังขึ้นมาแต๊ๆ จะรอดได้จะได” กล้ายลงจากรถมาเปิดประตูหลัง “เอ้า ลงๆ ลงไปได้แล้ว หมู่เอื้อยจะออกกันแล้วเน่อ”

            “แต่หมู่เฮาอยากไปด้วยแต๊ๆเน่อเอื้อยกล้าย เอื้อยกล้วย หมู่เฮาเป็นห่วงเอื้อยๆแต๊ๆเน่อ” ตานีน้อยผมสั้นอ้อนวอนก่อนจะหันไปกระทุ้งน้องสาวที่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ “น้ำไท ช่วยกันอู้หน่อยสิ อย่าเอาแต่นอน !

            “งืม งืม ขออีกห้านาที.....”

            “น้ำไท้......!?

            “พอๆ ลงได้แล้ว หรือจะหื้อเอื้อยปลุกอุ๊ยสายมาช่วยอุ้มไป อุ๊ยสายบ่ได้ใจดีเหมือนหมู่เอื้อยเน่อน้ำว้าก็ฮู้”

            “ก็ได้เจ้าๆ ลงก็ได้”

 

            ชื่อของเจ้าแม่แห่งตลาดป่าตะวันออกเฉียงเหนือใช้ได้ผล แม้จะหน้าง้ำอย่างงอนระคนหงุดหงิด แต่เด็กหญิงก็ยอมลงจากรถโดยไม่ลืมลากแขนน้องสาวฝาแฝดที่ยังสะลึมสะลือลงมาด้วย ก่อนจะเดินดุ่ยๆกลับเข้าไปในหอโดยไม่หันมามองรุ่นพี่ทั้งสองอีกเลย กล้ายมองตามหลังเธอไปจนแน่ใจว่ารุ่นน้องสาวเข้าไปในตึกแล้วแน่ๆ จึงหันมาถอนหายใจกับเพื่อนสาวหน้าจืดที่ยืนอมยิ้มอยู่อีกฟากหนึ่งของรถ

 

            “เฮ้อ หื้อตายสิ สองตนนี้คึดอะหยังอยู่เนี่ย.....”

            “ก็เหมือนกล้ายตอนละอ่อนบ่แม่นก๋า” กล้วยตอบยิ้มๆ “พอแม่กล้ายกับแม่ข้าเจ้าจะไปที่ได๋กล้ายก็ลากข้าเจ้ามาแอบในรถเหมือนจะอี้เป๊ะเลย”

            “เอ๊ะ แต๊ก๋า ยะหยังข้าจำบ่ได้” เด็กสาวผมหางม้าเกาหัวแกรกๆ ปื้นสีชมพูจางๆ ปรากฏขึ้นบนแก้มขาว “เอาเหอะ ไปกันดีกว่า จะตีห้าอยู่แล้ว”

 

            “เดี๋ยว กล้วย กล้าย รอด้วย.....!

            ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาขึ้นรถ เด็กสาวทั้งสองก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่วิ่งพรวดพราดออกมาจากโรงเก็บเครื่องบินในสภาพที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งตื่น เพราะใบหน้าดุยังคงงัวเงียสุดขีด ผมสีดำกระเซิงเป็นรังนกกรงหัวจุก เครื่องแบบนักศึกษายับยู่ยี่ เป้สะพายหลังก็มีถุงเท้าแลบออกมาอย่างเห็นได้ชัด และที่แสลงใจสองตานีสาวมากที่สุดคือกางเกงสแล็กสีดำที่ซิปเปิดอ้าซ่า หากที่นี่ไม่ใช่โรงเก็บเครื่องบินบนพื้นที่รกร้างกลางซากเมืองตานีล่ะก็ เขาคงโดนข้อหาอนาจารไปแล้ว

 

            “อะหยังยะบ่าจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้โดนซิปที่ไม่รูดทิ่มตาเข้าเต็มๆ แหวเสียงแหลม “แล้วก็รูดซิปด้วย !

            “กล้วย กล้าย ไปส่งเราหน่อยจิ” ดูเหมือนจ้าดจะไม่ได้ฟังที่เพื่อนสาวพูดเลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะประโยคหลัง เขาเดินมาทำเสียงฉอเลาะกล้ายผู้ถอยกรูดไปใช้ประตูหลังเป็นเกราะกำบัง “ทางผ่านอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

            “บ่ หมู่เฮาช้ากว่ากำหนดการแล้ว” เด็กสาวหน้าจืดตอบเรียบๆ เธอยืนอยู่อีกฟากของรถจึงไม่ได้รับผลกระทบจากพลังหวอมากเท่าเพื่อนสาว “อีกอย่าง นายจะไปยะหยังเช้าขนาดนี้ ยังบ่มีคนมาหรอก”

            “ไปเช้าเกินก็ยังดีกว่าไปสายน่า เราไปนั่งรอโรงอาหารก็ยังได้”

            “ก็ยังบ่ได้อยู่ดี กล้วยก็อู้แล้วบ่แม่นก๋ากว่าหมู่เฮาช้ากว่ากำหนดการแล้วน่ะ” ตานีสาวผมหางม้ายืนยันเสียงแข็ง ยังคงยืนแอบอยู่หลังประตูหลังรถ กะว่าหากเพื่อนหนุ่มเดินเข้ามาใกล้อีกก้าวจะกระโดดขึ้นเบาะหลังแล้วปิดล็อกให้รู้แล้วรู้รอด “แล้วก็รูดซิปซะทีเหอะ !

            “แง้ กล้ายใจร้าย กล้วยใจร้าย ไปส่งเราแค่นี้ก็ไม่ได้.....” หลานชายหมอผีใหญ่งอแง ทำเอาตานีสาวทั้งสองถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยหน่าย น้ำว้าน้ำไทยังพูดรู้เรื่องง่ายกว่านี้เลย “น่า นะ ไปส่งหน่อยเหอะ นิดเดียวเอง นะกล้ายคนสวย กล้วยคนน่ารัก.....”

            “โอ๊ย รำคาญ ไปส่งก็ได้ แต่แค่หน้ามหาลัยเน่อ !” ในที่สุดเด็กสาวผมหางม้าก็ยอม จะเพราะรำคาญอย่างเดียวหรือเพราะคำชมของเพื่อนหนุ่มด้วยก็สุดจะเดา “แล้วก็รูดซิปสักที จะรูดดีๆหรือจะรูดด้วยน้ำตา หรือจะหื้อข้าเตะอัดเป้าก่อน หา !?

            “อ๊ะ ครับๆ ขอโทษครับเจ๊” จ้าดยกมือไหว้ปะหลก “ขอบคุณมากนะกล้าย กล้ายช่างเป็นเพื่อนที่ดีของเราจริงๆ.....”

            “บ่ต้องอู้มาก รีบๆรูดซิปแล้วขึ้นรถซะ !

            “เอ๊ะ” จู่ๆหลานชายหมอผีใหญ่ก็อุทานขึ้น

            “อะหยังอีก !?” กล้ายว้ากอย่างเหลืออด

            “ซิปแตกง่ะ รูดไม่ได้.....” เด็กหนุ่มหัวเราะแหะๆ มือเกาหัวแกรกๆ “ขอโทษนะกล้าย กล้วย รอเราเปลี่ยนกางเกงนิดนึง.....”

            “ไปเองเถอะย่ะบ่าจ้าดง่าว !

 

 

            “กวางย่างถูกเผา กวางย่างถูกเผา มันจะถูกไม้เสียบ อู้ว มันจะถูกไม้เสียบ อ้า.....”

            “แรดเริดเชิด แรดเริดเชิด เขาหาว่าหนูกระแดะ เพราะหนูมันแรดเริดเชิด.....”

            “จุดธูป จุดธูป จุดธูปครีเอต พรีเซนต์ พรีเซนต์ พรีเซนต์รัศมี.....”

            “หอยจี้รี่ หอยจี้รี่มีฝาเดียว สองฝาก็ยิ่งเสียว สองฝาก็ยิ่งเสียว หอยฝาเดียวคือหอยจี้รี่....”

 

            เสียงเพลงรับน้องดังก้องทั่วบริเวณอันกว้างใหญ่ของมหาวิทยาลัยตานนะคอน เช่นเดียวกับภาพเหล่ารุ่นพี่ยืนล้อมวงรอบรุ่นน้อง คนหนึ่งตีกลอง ที่เหลือบ้างร้อง บ้างตบมือ และบ้างก็เต้นท่าประหลาดๆ ตามแต่เนื้อเพลงจะส่งไม้มาให้ ความอับอายถูกลืมไปชั่วคราวเมื่อทุกคนพยายามสร้างความสนุกสนานให้เหล่าน้องใหม่ผู้จะมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างน้อยก็อีกสามปีข้างหน้าอย่างสุดชีวิต ในงานเปิดค่ายรับน้องใหญ่ของทุกคณะในวันนี้.....

 

            ภาพเหล่านี้มีอยู่ทุกที่

            ยกเว้นที่ค่ายบุตรพะแสนของคณะวิศวกรรมศาสตร์

 

            “น้องๆครับ กิจกรรมของวันนี้ พี่จะให้น้องๆ ทำเกราะป้องกันไข่ !

            เด็กหนุ่มใส่แว่นหน้าตาคงแก่เรียนแต่มีแววเกรียนซ่อนอยู่ลึกๆ ยืนพูดอยู่บนบันไดตึกริมลานกว้างกลางคณะ ไม่พูดเปล่า เขายกไข่ไก่ฟองหนึ่งขึ้นมาให้เหล่าน้องใหม่กว่าพันคนที่นั่งกันอยู่เต็มลานดูด้วย

 

            “กิจกรรมนี้ไม่ยากครับ ทำยังไงก็ได้ให้โยนไข่ลงมาจากชั้นหก ลงมาตรงนั้น แล้วไม่แตก”

            เสียงครางจากเหล่าน้องใหม่ดังระงมทั่วลานกว้าง ก็ชั้นหกอยู่สูงจากพื้นเกือบสามสิบเมตร พื้นลานก็เป็นคอนกรีต แถม “ตรงนั้น” ของรุ่นพี่หนุ่มก็อยู่ซะกลางลานห่างจากระเบียงตั้งกว่ายี่สิบเมตร นี่มันไม่ใช่กิจกรรมรับน้องแล้ว มันงานของวิศวกรมืออาชีพชัดๆ

 

            “พวกพี่มีอุปกรณ์ให้หลายอย่าง ตั้งแต่ขวดน้ำ กระดาษหนังสือพิมพ์ ไม้อัด ไปจนกระทั่งมอเตอร์แล้วก็ระบบวิทยุบังคับ พูดง่ายๆก็สากกะเบือยันเรือบรรทุกเครื่องบินเลยนั่นแหละ รายการอุปกรณ์ทั้งหมดเดี๋ยวพี่จะเอาไปแจกให้ที่ห้องบ้าน”

 

            ประโยคต่อมาของเด็กหนุ่มทำให้นักศึกษาใหม่ใจชื้นขึ้นบ้าง ถึงขนาดมีวิทยุบังคับให้ก็ไม่น่าจะยากขนาดนั้น ถึงหลายคนจะยังไม่รู้ว่าจะเอาวิทยุบังคับไปทำอะไรกับไข่ก็ตาม

 

            “น้องๆจะได้ไข่สามฟอง ทำเกราะป้องกันไข่ได้มากที่สุดสามชุด และมีโอกาสโยนสามครั้ง คะแนนจะคิดจากระยะห่างจากกลางเป้า เอาครั้งที่ดีที่สุดเท่านั้น น้องๆมีเวลาถึงก่อนกินข้าวเย็นตอนหกโมง แล้วเราจะมาทดสอบกันตอนหนึ่งทุ่มนะครับ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ถ้ามีคำถามอะไรถามพี่บ้านเลยนะครับ พี่บ้านพาน้องขึ้นห้องเลยครับ”

 

            “นี่มันค่ายรับน้องหรือค่ายเก็บตัวนักกีฬาวิชาการโลกฟะเนี่ย ค่ายรับน้องมันต้องเฮฮาต้องมีเต้นมีสันทนาการไม่ใช่เรอะ !?

            ตั้งผู้บังเอิญได้อยู่บ้านเดียวกับหลานชายหมอผีใหญ่บ่นกระปอดกระแปดขณะทั้งบ้านเดินย่ำตึงๆ ขึ้นบันไดกลับไปยังห้องของบ้านบนชั้นสามของตึก

 

            “ก็ดีแล้วนี่ เหมาะกับคณะเราดี” จ้าดตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “อีกอย่าง เฮฮาก็เฮฮาไปเมื่อเช้าตอนละลายพฤติกรรมแล้วไง เอ็งจะเอาฮาไปไหน”

            “อีกอย่าง เป็นธรรมเนียมของคณะเรานะที่ไม่มีเต้นสันฯ” ก้อน เด็กหนุ่มภาคโยธาผิวคล้ำร่างสันทัดหน้าตาคมคายเหมือนมาจากทางภาคใต้ของสารขัณฑ์เสริม “คณะเราถือว่าค่ายนี้ศักดิ์สิทธิ์เพราะใช้ชื่อของพะแสน จะเอาเพลงสันฯ เสื่อมๆมาเต้นมันก็ไม่ดีถูกมั้ยล่ะ”

            “ไปรู้มาจากไหนวะ”

            “ก็พี่ข้าเรียนอยู่ที่นี่”

            “พี่สาวหรือพี่ชายวะ” หนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานตาลุกวาวขึ้นมาทันที

            “พี่สาว มีแฟนแล้ว” เด็กหนุ่มผิวคล้ำตักทางเพื่อนเอาไว้ได้ทันท่วงที ยังผลให้อีกฝ่ายหงอยลงถนัดตา “อะไรวะเอ็งนี่ เจอกันวันแรกก็จะจีบพี่สาวข้าแล้ว เอ็งเหงาขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

            “เปล่า แต่ถ้ามีคนสวยๆมาคอยเอาใจมันก็ดีไม่ใช่เหรอวะ....”

 

            “นี่ กลุ่มนั้นน่ะอย่ามัวแต่คุยกันสิเว้ย มาช่วยกันคิดหน่อย !

            เสียงเรียกห้าวๆ จากสาววิศวะคนหนึ่งทำให้ทั้งสามรู้ตัวว่าคุยกันเพลินไปหน่อยเสียแล้ว ตอนนี้สมาชิกเกือบสามสิบคนของบ้านกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่กลางห้อง เด็กหนุ่มทั้งสามเดินหน้าเจื่อนๆ ไปนั่งลงที่กลางกลุ่มผู้ชาย เพื่อนที่นั่งข้างๆ ยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือหลานชายหมอผีใหญ่ รายการอุปกรณ์ที่พวกเขาต้องใช้สร้างเกราะป้องกันไข่นั่นเอง

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุไล่สายตาผ่านมันอย่างรวดเร็ว จริงอย่างที่รุ่นพี่แว่นคนนั้นบอก มันมีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือบรรทุกเครื่องบิน ตั้งแต่ของธรรมดาจิ๊บจ๊อยอย่างไม้จิ้มฟัน กาว ไม้เสียบไอติมและกระดาษหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงของเชิงเทคนิคจ๋าอย่างมอเตอร์ ใบพัด ชุดบังคับวิทยุ ขั้วถ่าน ชุดสายไฟ แม้กระทั่งชุดเลเซอร์วัดระยะที่เชื่อมต่อกับระบบบังคับวิทยุได้ มีข้อแม้คือเลือกได้เพียงแปดอย่าง และเลือกอุปกรณ์เชิงเทคนิคได้เพียงสามอย่างเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นจ้าดก็อดถามตัวเองในใจไม่ได้ คณะนี้รวยถึงขนาดให้เด็กใหม่เอาเลเซอร์มาโยนเล่นได้เลยหรือนี่

 

            “เอ้า พวกเราบ้านสามหยอย ใครมีความคิดอะไรบ้าง ลองเสนอมาซิ” บัว สาวห้าวจากภาคเครื่องกลผู้ถูกอุปโลกน์ให้เป็นหัวหน้าบ้าน และผู้เรียกเด็กหนุ่มทั้งสามมาเมื่อครู่เปิดฉากการประชุม เธอทำให้หลานชายหมอผีใหญ่นึกถึงฟ้า แม้หน้าตาจะออกแนวสวยถึกและบึกบึนไปคนละโยชน์กับสวยคมแบบนักศึกษาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเชียงหลวงก็ตาม

            “เอาง่ายๆเลยดีกว่า” เด็กหนุ่มร่างสูงผู้นั่งอยู่ด้านหลังห้องเสนอเป็นคนแรก “เอาขวดมายัดๆกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วเขวี้ยงลงไปเลย ไข่ไม่แตกหรอก”

            “เธอเขวี้ยงได้ถึงตรงนั้นเลยเหรอ” เด็กสาวผมเปียผู้ดูจะมาจากโรงเรียนหญิงล้วนท้วง “เขวี้ยงได้นี่เป็นนักกีฬาขว้างจักรได้เลยนะ”

            “แต่มันก็ไม่ได้หนักขนาดนั้นนี่ อีกอย่าง บ้านเราก็มีนักกีฬาอยู่แล้วด้วย” ประโยคหลังเจ้าของไอเดียเหลือบมองเพื่อนอีกคนซึ่งร่างกำยำล่ำสันอย่างน่าจะไปเข้าคณะวิทยาศาสตร์การกีฬามากกว่าวิศวะผู้นั่งอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของวง

            “แต่ถ้าขว้างไกลขนาดนั้นไข่มันก็อาจจะแตกอยู่ดี” เด็กสาวอีกคนหนึ่งท้วง “อีกอย่าง ลานเฟืองลมแรงด้วยนะ มันเป็นช่องลมระหว่างอาคารพอดี ถ้าหนักไปเรากลัวไข่จะแตกกับขว้างไม่ไป แต่ถ้าเบาไปเราว่าลมจะพัดปลิวเอานะ”

            “ก็ขว้างเผื่อลมสิ ไม่เห็นจะยาก”

            “เฮ้ย นี่มันไม่ใช่เกมแมวเขวี้ยงขยะใส่หัวหมานะเว้ย”

            “ผมว่าเขามีชุดเลเซอร์วัดระยะกับมอเตอร์แล้วก็ใบพัดมาให้แล้ว ผมว่าเราลองทำเป็นหุ่นยนต์ไปเลยดีมั้ยครับ” เด็กหนุ่มแว่นผิวขาวหน้าตาเนิร์ดสุดๆ ซึ่งจ้าดจำได้ว่ามาจากภาคคอมพิวเตอร์เสนอไอเดียได้สมกับภาคของเขามาก “ผมทำได้นะ ผมเคยไปแข่งหุ่นยนต์มาตอนสมัยม.ปลาย”

            “มันจะทันเร้อ” หลานชายหมอผีใหญ่ออกความเห็นบ้าง “ตอนนี้สิบโมงกว่าแล้ว เรามีเวลาแค่เก้าชั่วโมงเองนะ แล้วถ้าหักช่วงกินข้าวกลางวันกับกินข้าวเย็นไปก็เหลือแค่เจ็ดชั่วโมงเอง และต่อให้เร็วแค่ไหน กว่าจะออกแบบเสร็จข้าว่าก็หมดไปชั่วโมงกว่าแล้ว กว่าจะไปเบิกอุปกรณ์ก็อีกครึ่งชั่วโมง แล้วยังต้องแบ่งทีมทำกันสามอันอีก มันไม่น่าทันนะ”

            “จะทำสามอันทำไมวะ ทำแค่อันเดียวก็พอ แล้วให้แน่ใจว่ามันใช้ได้”

            “แล้วถ้ามันเกิดใช้ไม่ได้ขึ้นมาล่ะเว้ย” จ้าดย้อนถาม “จากชั้นหกมันเกือบสามสิบเมตรเลยนา ถ้าทำมาอันเดียวแล้วพังก็จบเห่กัน”

            “แล้วเอ็งมีไอเดียมั้ยล่ะ ค้านฉอดๆแบบนี้” เด็กหนุ่มหน้าเนิร์ดชักมีน้ำโห

            “ในนี้มีเชือกยาวๆ กับไม้ให้ใช่มั้ยล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “ก็เอาเชือกยาวๆนั่นโยงไปที่กลางวง เอาไม้ทับไว้ เสร็จแล้วก็เอาอะไรใส่ไข่แล้วรูดลงมาเหมือนกระเช้าไง ง่ายดีออก ตรงเป้าดีด้วย แถมชะลอความเร็วได้ง่ายอีก”

            “แต่กฎในนี้บอกไว้ว่าห้ามมีอะไรเชื่อมจากจุดปล่อยถึงเป้านะเว้ย” เพื่อนอีกคนท้วงมาจากหน้าห้อง

            “อ้าว เหรอ” จ้าดหัวเราะแหะๆ

            “เอางี้มั้ยล่ะ” ตั้งออกความเห็นบ้าง “มันมีใบพัด มีมอเตอร์ แล้วก็มีชุดควบคุมความเร็วมอเตอร์ด้วยวิทยุ ก็ทำเป็นเหมือนเฮลิคอปเตอร์บังคับเลยสิ ติดมอเตอร์กับใบพัดไว้สองตัวทางซ้ายกับทางขวาจะได้คุมทิศทางได้ ติดเฉียงๆหน่อยจะได้ให้มันบินไปข้างหน้าได้ แล้วก็บินมันลงไปตรงเป้า แค่นี้ก็ชนะใส”

            “คำถามเดิม จะทำทันเรอะ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามเพื่อนเสียงต่ำๆ

            “แล้วจะทำได้เหรอ” เพื่อนผู้หญิงผมเปียผู้ท้วงไอเดียขว้างขวดไปเมื่อครู่ท้วงขึ้นมาอีกครั้ง “เราต่อวิทยุบังคับไม่เป็นนะ หรือว่าในนี้มีใครต่อเป็นอีก”

 

            เด็กสาวมองไปรอบวง มีแต่คนส่ายหน้า ยกเว้นตั้งที่เอ่ยตอบทันที

 

            “ไม่เป็นไร เราเล่นเครื่องบินบังคับมาตั้งแต่เด็กๆ แค่นี้เรื่องเล็ก ตัวคุมความเร็วมอเตอร์มันต่อง่ายๆ จึ้กสองจึ้กก็เสร็จ ไม่ได้ยากเหมือนชุดวัดระยะ” หนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานชำเลืองมองเพื่อนหน้าเนิร์ดจากภาคคอมพิวเตอร์เล็กน้อยอย่างเยาะๆ “ส่วนอื่นๆ ก็เป็นแค่วงจรต่อถ่านกับมอเตอร์ธรรมดาเท่านั้นเอง เชื่อเรา ทำทันแน่นอน”

            “แล้วใครจะบิน” อีกคนถามบ้าง “มีใครบินเครื่องบินบังคับเป็นบ้าง”

            “เราพอเป็นอยู่นะ แต่บินฮ. มันยากกว่าบินเครื่องบินบังคับอีกไม่ใช่เหรอ ยิ่งเป็นฮ. ทำเองแบบนี้ด้วย.....”

            “เดี๋ยวเราบินเอง” ตั้งรีบพูดก่อนที่จะมีใครค้านไอเดียของเขามากไปกว่านี้ “ก็บอกแล้วไงว่าเราเล่นเครื่องบินบังคับมาตั้งแต่เด็กๆ แค่นี้สบายๆ”

            “แล้วนายแน่ใจนะว่าทำเสร็จทัน” เด็กสาวอีกคนย้ำคำถามเดิมของจ้าด “คือนายพูดแล้วฟังดูดีนะ ไม่ง่ายไปไม่ยากไป แต่จะเสร็จทันแน่เหรอ”

            “เสร็จแน่ เอาหัวเป็นประกันเลย ส่วนอื่นๆนอกจากตัวใบพัดกับส่วนบังคับวิทยุก็ไม่น่ามีอะไรมากแล้วนี่จริงมั้ย ก็เอาไข่ใส่ขวดหรือไม่ก็อะไรสักอย่างแล้วยัดๆกระดาษหนังสือพิมพ์กันเหนียวก็พอแล้ว”

            “ถ้างั้นก็น่าจะโอเคอยู่” บัวพยักหน้าก่อนจะหันไปถามทั้งวง “คนอื่นว่าไงบ้าง เราว่าไอเดียนี้ก็โอเคนะ แล้วเราก็เสียเวลาคิดกันมาพอสมควรแล้วด้วย น่าจะเริ่มออกแบบกันได้แล้ว”

            “เอาก็ได้ ถ้าทำทันก็น่าจะโอเคอย่างที่ว่านั่นแหละ”

            “อื้มๆ เอาแบบนี้แหละ”

            “งั้นเริ่มออกแบบกันเลย”

            “ขอบคุณมากนะตั้ง ไอเดียดีมากเลย”

 

            เสียงชมจากเด็กสาวหน้าตาสวยหมดจดจากภาคเคมีทำเอาหนุ่มแว่นกวนส้นแห่งภาคอากาศยานแทบจะลอยเป็นบอลลูนอากาศร้อน เขาไม่ทันสังเกตจ้าดผู้รู้เรื่องเครื่องบินมากกว่าซึ่งนั่งมองอย่างสมเพชระคนกังวลอยู่เบื้องหลัง ถึงจะเป็นเครื่องบังคับวิทยุก็เถอะ แต่เฮลิคอปเตอร์มันออกแบบและสร้างกันได้ง่ายๆ ในเจ็ดชั่วโมงจริงๆเร้อ.....

 

 

            “โอ๊ย เมื่อย !

            ตานีสาวผมหางม้าโพล่งเสียงดังราวจะระบายอารมณ์อยู่ริมรั้วตาข่ายของปั๊มน้ำมันที่ไหนสักแห่งในเขตจังหวัดเชียงพิงค์ ทำเอาผู้ดูแลปั๊มที่กำลังคิดเงินให้ลูกค้าหันขวับมามองอย่างตกใจระคนหงุดหงิด เด็กสาวคนนี้นี่ยังไง มองมุมไหนก็อายุไม่ถึงสิบแปดแน่นอน แต่นั่นก็ยังสำคัญน้อยกว่าขับรถมาเข้าปั๊ม แต่น้ำมันไม่เติม สะดวกซื้อไม่เข้า เข้าแต่ห้องน้ำแถมยังแหกปากลั่นปั๊มแบบนี้ ถ้าไม่เห็นว่าเป็นสาวน้อยน่ารักแถมรถยังคันโตอันแปลว่าพ่อน่าจะรวยล่ะก็ เขาตะเพิดออกจากปั๊มไปนานแล้ว

 

            “กล้วย ขอร้องล่ะ หื้อข้าใช้เอทานอลหน่อยเหอะ จะลงแดงตายอยู่แล้ว !” โชเฟอร์เฉพาะกิจหันไปงอแงใส่เพื่อนสาวซึ่งเดินมายืนข้างๆเธอที่ริมรั้ว “คลานแค่แปดสิบแถมเร่งบ่ขึ้นจะอี้มันหงุดหงิดเน่อฮู้ก่อ”

            “บ่ได้ ก็อู้แล้วจะไดว่าหมู่เฮาต้องประหยัดเอทานอล” กล้วยยืนกรานเสียงแข็ง แต่เสียงของเธอก็อ่อนลงบ้างในประโยคต่อมา “ถ้ากล้ายบ่ไหวก็หื้อข้าเจ้าขับก็ได้เน่อ”

            “ข้าขับไหว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “แต่มันช้าแต๊ช้าว่า นี่หมู่เฮาออกจากตานนะคอนมาเกือบห้าชั่วโมงแล้วยังเลยเชียงพิงค์มาแค่นิดเดียวเองเน่อ จะอี้กว่าจะถึงทางเข้าโลกหลังความตายบ่ค่ำกันพอดีก๋า”

            “ก็คงจะอั้นแหละ แต่จะไดหมู่เฮาก็บ่ได้รีบอะหยังอยู่แล้ว ค่อยๆไปนี่แหละดีที่สุด”

            “แต่ถ้าไปถึงมืดแล้วจะบ่อันตรายเอาก๋ากล้วย” กล้ายพยายามหาเหตุผลอย่างสุดชีวิต “หมู่ผีร้ายมีพลังมากขึ้นตอนกลางคืนกล้วยก็ฮู้บ่แม่นก๋า”

            “อ้อ กล้ายยังบ่เคยไปโลกหลังความตายนี่เน่อ” เด็กสาวหน้าจืดตอบยิ้มๆ “เวลาของโลกหลังความตายกับเวลาของโลกนี้กลับกัน ตอนนี้ทางปู้นเป็นกลางคืน เพราะจะอั้นยิ่งเราไปถึงทางเข้าค่ำเท่าได๋ก็ยิ่งดี”

            “แต่.... แต่.... หมู่เฮาอาจจะโดนซุ่มโจมตีก็ได้เน่อ” ตานีสาวผมหางม้าดิ้นรนเฮือกสุดท้าย “รีบๆไปถึงทางเข้าแล้วรอทางปู้นบ่ดีกว่าก๋า”

            “กล้ายก็แค่อยากขับเร็วๆเท่านั้นแหละ ข้าเจ้าฮู้หรอก” กล้วยตอบอย่างรู้ทัน “ก็เลือกเอา จะขับช้าๆวันนี้แต่มีเอทานอลไว้สู้กับหมู่ผีร้าย หรือจะขับเร็วๆ แล้วบ่ต้องใช้รถถังกัน”

            “จะอั้นกล้วยขับแทนข้าละกัน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโยนหน้าที่ให้เพื่อนสาวทันทีที่ตระหนักว่าเธอไม่มีทางชนะการโต้เถียงครั้งนี้ได้ “ขับต่อมีหวังได้สติแตกอาละวาดกันแน่”

            “ยะเป็นหมิงไปได้” ราชินีตานีหัวเราะคิก

            “อู้อะหยังน่ะกล้วย” กล้ายหันมามองเพื่อนสาว “หมิงเปิ้นบ่ได้อาละวาดง่ายจะอั้นสักหน่อย”

            “เอ๊ะ” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วทันที “แปลก”

            “อะหยังแปลก”

            “ปกติกล้ายน่าจะกระฟัดกระเฟียดว่าอย่าเอากล้ายไปเปรียบเทียบกับหมิงบ่แม่นก๋า ยะหยังคราวนี้แก้ตัวหื้อเปิ้นเฉยเลยล่ะ” ราชินีตานีตอบ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเหยียดเป็นรอยยิ้มหวานเย็น “เอ หรือว่ากล้ายจะปิ๊งหมิงเข้าหื้อแล้ว.....”

            “บ่แม่นเน่อกล้วย ข้าบ่ได้คึดอะหยังกับเปิ้นสักหน่อย !” ตานีสาวผมหางม้ารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ท่าทีมีพิรุธและปื้นสีแดงเข้มที่ค่อยๆปรากฏขึ้นบนแก้มกลับทำให้รอยยิ้มน่าขนลุกของอีกฝ่ายกว้างขึ้นอีก “อีกอย่างข้าก็มีกล้วยอยู่แล้ว ข้าจะนอกใจกล้วยได้จะไดล่ะ แต๊ๆเน่อกล้วย ข้าบ่ได้คึดอะหยังกับเปิ้นเลยเน่อ !

            “แต๊ก๋า แล้วยะหยังต้องร้อนรนจะอั้นด้วยล่ะ.....”

            “บ่ได้ร้อนรนสักหน่อย ข้าอู้แต๊ๆเน่อ ข้าบ่ได้คึดอะหยังกับหมิงเลยแต๊ๆเน่อ !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยังคงพยายามแก้ตัวอย่างสุดชีวิตแม้ปื้นสีแดงบนแก้มจะลามไปถึงใบหูแล้ว “อย่ามองข้าจะอั้นสิกล้วย ข้าย่านเน่อ !

            “เอ้า ก็ได้ๆ” กล้วยแกล้งเพื่อนสาวจนหนำใจแล้วก็ตัดสินใจเลิกเล่นก่อนที่เพื่อนสาวจะเปลี่ยนจากเขินอายเป็นงอนแกมตัดพ้อให้เธอต้องง้ออีก “ไปเหอะ หมู่เฮายังต้องไปอีกไกล”

 

            เทือกเขารอบข้างโอบล้อมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และสูงชันขึ้นเรื่อยๆ ขณะสองตานีสาวมุ่งหน้าเข้าหาดอยตานหลวง เช่นเดียวกับถนนที่แคบลงและเลวร้ายลงอย่างน่าใจหาย จากถนนคอนกรีตแปดเลนอย่างดีแถบชานเมืองเชียงพิงค์กลายเป็นสี่เลน สองเลน สองเลนแบบไม่มีไหล่ทาง และในที่สุดก็เหลือเพียงทางแคบๆ ที่เลี้ยวโค้งเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตามสันเขาเหมือนงูเลื้อย ผิวถนนลูกรังปนกรวดที่เปียกชุ่มด้วยน้ำจากหิมะละลายบนภูเขาก็ลื่นราวกับวิ่งอยู่บนน้ำแข็ง โชคยังดีที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถคันโตดีพอที่จะเกาะถนนเอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้นพวกเธอคงได้ลอยละลิ่วสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นในหุบเขาเบื้องล่างไปนานแล้ว

 

            “เฮ้อ ถึงสักที”

            หลังจากต้องใช้สมาธิทั้งหมดที่เธอมีในการควบคุมรถมาเกือบห้าชั่วโมง กล้วยก็ถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอกเมื่อช่องเขาขาดแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันเป็นช่องแคบๆระหว่างหน้าผาสูงชันที่โอบล้อมถนนเอาไว้ทั้งสองด้าน มีดอยตานหลวงที่สูงลิบจนหายเข้าไปในกลีบเมฆและสายหมอกเป็นฉากหลัง แสงสีแดงสว่างเรืองรองกั้นอยู่ที่ปลายสุดของช่องเขาเหมือนม่านขนาดยักษ์ ต่ำลงมาเบื้องล่าง ร่างในผ้าคลุมสีดำขาดวิ่นลอยฉวัดเฉวียนไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่กระท่อมและอาคารเตี้ยๆ ที่กระจุกกันอยู่ไม่ห่างจากม่านแสงนักเหมือนค้างคาวตัวยักษ์ โดยมีรั้วลวดหนามและประตูเหล็กยาวเหยียดกั้นอยู่เป็นปราการด่านแรก

 

            “มีธุระอะหยัง”

            ค้างคาว หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือยมทูตตนหนึ่งลอยลงมาถามกล้วยที่กระจกด้านคนขับทันทีที่รถขับเคลื่อนสี่ล้อมาถึงหน้าประตูเหล็ก เขาดูเหมือนมนุษย์ผู้ชายอายุราวสามสิบ ต่างกันเพียงผิวที่เป็นสีเทาอมเขียวซีดๆเหมือนซากศพและดวงตาที่เป็นสีส้มแดงสว่างราวกับมีเปลวไฟแผดเผาอยู่ข้างใน แต่ความน่ากลัวก็ถูกถ่วงดุลด้วยเบ้าตาที่ลึกโหลแถมมีรอยช้ำราวกับอดนอนมาเป็นเดือน เสียงของเขากระด้างและฟังระคายหูเหมือนเสียงสังเคราะห์

 

            “ตานีเจ้า” กล้วยกดกระจกลง มือควักกระเป๋าสตางค์ออกมาโชว์บัตรประจำตำแหน่งให้อีกฝ่ายดู

            “จะเข้าไปยะอะหยัง” ยมทูตตนนั้นถมเสียงห้วน

            “ข้าเจ้าต้องคุยกับหัวหน้าของพวกท่านเรื่องสถานการณ์ไม่ปกติช่วงนี้”

 

            ชายตาโหลนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงห้วนยิ่งกว่าเดิม

            “ขับตรงเข้าไปแล้วจอดที่ป้อมยามหน้าฉากกั้น แล้วลงจากรถหื้อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วย”

 

            “แปลกแฮะ” ราชินีตานีเปรยเบาๆ หลังจากยมทูตตนนั้นลอยจากไปและประตูเหล็กเลื่อนเปิดออกแล้ว

            “ยะหยัง” เด็กสาวผมหางม้าถามง่วงๆ เธอเพิ่งจะตื่นตอนราชินีตานีถอนหายใจเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วนี้เอง

            “เท่าที่ข้าเจ้าเคยไปกับแม่สองครั้ง บ่หันจะต้องตรวจสอบอะหยังเลย แล้วหมู่เปิ้นก็รีบเปิดทางหื้อทุกครั้งด้วยซ้ำ”

            “หรือว่าจะเป็นอย่างที่อุ๊ยสายบอก หมู่เปิ้นร่วมมือกับหมู่ผีร้ายหักหลังตานี” เสียงของกล้ายเครียดขึ้นมาทันที

            “บ่หรอกมั้ง น่าจะเพราะเหตุการณ์บ่ปกติในโลกหลังความตายตอนนี้มากกว่า”

 

            ราชินีตานีพยายามมองโลกในแง่ดีขณะเคลื่อนรถผ่านหมู่อาคารสำนักงานของยมทูตเข้าไปจอดหน้าป้อมยามซึ่งอยู่ห่างจากม่านแสงยักษ์เพียงไม่ถึงสิบเมตร ยมทูตหญิงสี่ตนที่หน้าตาไร้อารมณ์ราวกับผีตายซากลอยนิ่งอยู่หน้าป้อม พวกเธอตรงรี่เข้ามาทันทีที่สองตานีสาวลงจากรถ ตนหนึ่งลอยอ้อมรถไปเปิดกระโปรงท้าย อีกตนขึ้นไปค้นในห้องโดยสาร และอีกสองตนซึ่งถืออุปกรณ์ที่ดูเหมือนไม้เบสบอลแบนๆ เหวี่ยงมันไปมารอบตัวเด็กสาวทั้งสองเหมือนเจ้าหน้าที่สนามบินตรวจหาวัตถุอันตรายจากผู้โดยสารที่กำลังจะขึ้นเครื่อง เมื่อมันไม่ส่งเสียงเตือนอะไรออกมาพวกเธอก็ลอยกลับไปประจำที่เก่า แต่ก่อนที่จะทันขยับตัวไปไหนได้ สองตานีสาวก็ต้องชะงักเมื่อเสียงแหบแห้งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

 

            “นี่อาวุธของหมู่สูแม่นก่อ ตานี”

            เด็กสาวทั้งสองหันไปทางต้นเสียง แล้วก็เห็นยมทูตที่ค้นกระโปรงท้ายค่อยๆลอยเข้ามาหา ในมือหิ้วสายสะพายถุงปืนของพวกเธออยู่

 

            “แม่น”

            “หมู่เฮาคงต้องยึดเอาไว้ที่นี่ ตอนนี้โลกหลังความตายห้ามนำอาวุธเข้าออก ยิ่งถ้าจะไปหานายหัวยิ่งห้ามเอาเข้าเด็ดขาด”

            "หมายความว่าจะได” กล้ายถามอย่างไม่เชื่อหู “จะหื้อหมู่เฮาเข้าไปในโลกหลังความตายแบบบ่มีอาวุธก๋า ถ้าหมู่เฮาโดนผีร้ายหรือปีศาจโจมตีขึ้นมาจะยะจะได !?

            “เจ้าหน้าที่ยมทูตจะดูแลพวกสูเอง” ยมทูตสาวตอบเสียงไร้อารมณ์เหมือนหน้า

            “จะหื้อข้าไว้ใจหมู่สูก๋..... อู้ อู้”

            “ข้าเจ้าเข้าใจ” ราชินีตานีตอบอย่างใจเย็น มือหนึ่งปิดปากเพื่อนสาวที่ทำท่าจะโวยวายเอาไว้ “แต่อาวุธนี้สำคัญกับหมู่เฮามาก คงหื้อห่างตัวขนาดอยู่คนละมิติบ่ได้ ข้าเจ้าขออนุญาตเอาไปด้วย หวังว่าคงจะหื้อความร่วมมือกัน”

            “กฎก็คือกฎ” สาวหน้าตายตอบอย่างไม่ไยดี “ถ้าบ่ยะตาม หมู่เฮาก็หื้อผ่านไปบ่ได้”

 

            กล้วยนิ่งเงียบ คิ้วบางขมวดเข้าหากันขณะสมองวิ่งจี๋เหมือนเครื่องยนต์ไอพ่นยามเครื่องบินจะขึ้น อย่างที่อุ๊ยสายว่า การไปโลกหลังความตายของพวกเธอครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าหารังปืนกล ไม่ต้องพูดถึงการถูกยึดอาวุธเลย ต่อให้มีอาวุธครบมือก็ยังอันตราย มิหนำซ้ำ ท่าทีของยมทูตก็แปลกไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเคยเป็นมิตรและอ่อนน้อมกับตานีจนแทบจะลงไปกราบเลยด้วยซ้ำ แต่คราวนี้กลับทั้งเย็นชาและหยาบคาย จริงอยู่ว่าข้อมูลที่พวกเธอน่าจะได้จากการข้ามโลกครั้งนี้สำคัญต่อการปกป้องตานนะคอนอย่างมากหากเกิดเหตุการณ์นรกแตกขึ้นมา แต่เด็กสาวหน้าจืดก็เริ่มสงสัยเสียแล้วว่ามันสำคัญพอที่เธอจะเอาชีวิตเข้าเสี่ยงหรือเปล่า.....

 

            “จะอั้นก็ได้ เก็บหื้อดีๆเน่อ ถ้าเสียหรือหายล่ะก็สวยแน่”

            “กล้าย !?

            ราชินีตานีร้องอย่างตกใจระคนงุนงงเมื่อจู่ๆเพื่อนสาวก็เอ่ยปากอนุญาตฝ่ายตรงข้าม เธอหันขวับไปหาหญิงสาวหน้าตายหวังจะห้ามเอาไว้ แต่ช้าเกินไป อีกฝ่ายลอยหายไปพร้อมกับอาวุธของพวกเธอเสียแล้ว

 

            “กล้าย ยะอะหยังลงไปฮู้ก่อ !?” กล้วยหันกลับมาฉะเพื่อนสาว

            “บ่ต้องห่วงน่า ข้ามีแผนอยู่” ตานีสาวผมหางม้าตอบ รอยยิ้มมีเลศนัยฉาบอยู่บนริมฝีปาก

            “แผนอะหยัง อาวุธหมู่เฮาไปโน่นหมดแล้วเน่อ !

            “ใจเย็นๆก่อนน่ากล้วย อย่าเพิ่งกระโตกกระตากมาก” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลดเสียงลงเป็นกระซิบ “ถึงเปิ้นจะริบอาวุธไป แต่ก็ยังมีอุปกรณ์เก็บอาวุธของอุ๊ยสายอยู่บ่แม่นก๋า”

            “มันก็อยู่ในถุงนั้นเหมือนกัน !

            “ก็บอกหื้อใจเย็นๆจะไดเล่า” กล้ายเริ่มเสียงแข็งขึ้นมาบ้าง “อุปกรณ์นั่นน่ะอยู่ในกระเป๋าเสื้อข้า”

            “ได้จะได” คิ้วบางของราชินีตานีขมวดเข้าหากันอีกครั้ง “เมื่อเช้าข้าเจ้าใส่ไว้ในถุงปืนนี่”

            “ตอนที่หมู่เฮาจอดพักที่จุดเติมเชื้อเพลิง ข้าเอาอุปกรณ์นั่นออกมาเก็บไว้กับตัว เพราะข้าสังหรณ์อยู่แล้วว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์จะอี้ ตอนแรกก็เสียวๆอยู่เหมือนกันว่าเปิ้นจะเจอ” ตานีสาวผมหางม้าอธิบาย “รีบไปกันเหอะ ก่อนที่หมู่เปิ้นจะสงสัยอะหยังขึ้นมาแล้วมาค้นตัวหมู่เฮาอีกที ข้ายิ่งบ่อยากถอดเสื้อผ้าต่อหน้าบ่ายมทูตหน้าซีดๆหมู่นี้อยู่ด้วย”

            “อื้มๆ โอเค”

 

            เมื่อเข้าใจสถานการณ์กันดีแล้ว เด็กสาวทั้งสองก็ปีนกลับขึ้นรถ ยามนี้ม่านแสงสีแดงเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดเหมือนดาบลำแสงของยูคิ กล้วยบิดกุญแจสตาร์ตเครื่อง และเมื่อยมทูตที่ลอยอยู่หน้าม่านแสงให้สัญญาณ เธอก็เหยียบคันเร่งพารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตฝ่ามันเข้าไปทันที

 

            ม่านแสงสว่างวาบอย่างฉับพลันจนตานีสาวทั้งสองต้องหลับตา แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมามันก็ดับวูบ เด็กสาวผมหางม้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง แล้วดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง.....

 

            พวกเธอกำลังอยู่ในช่องเขาแห่งหนึ่ง มันเหมือนกับช่องเขาที่เธอเพิ่งจะจากมาไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งชะง่อนผา ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อนที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ก้อนหินทุกก้อน และแม้แต่รอยกร่อนบนผิวหิน ทุกอย่างเหมือนกันราวกับกด Ctrl+C และ Ctrl+V มายังไงยังงั้น แต่มันเป็นความเหมือนแบบกลับซ้ายกลับขวาเหมือนส่องกระจก เช่นเดียวกับท้องฟ้าที่มีเพียงแสงสลัวทั้งที่ท้องฟ้าอีกด้านหนึ่งของม่านแสงยังคงสว่างโร่ นาฬิกาบนหัวเสาสูงที่ตั้งอยู่ไม่ห่างออกไปนักบอกเวลาตีห้าสองนาที ต่างจากอีกโลกหนึ่งสิบสองชั่วโมงพอดีเป๊ะ

 

            ห่างออกไปราวร้อยเมตรเบื้องหน้า ประตูเหล็กขนาดยักษ์บานหนึ่งทอดตัวขวางกั้นช่องเขาเอาไว้ทั้งช่อง ยมทูตกว่าสิบตนประจำอยู่ตลอดแนวประตู พวกเขาอยู่ในผ้าคลุมสีดำขาดๆเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่โลกอีกฟากหนึ่ง ผิดกันเพียงพวกเขาไม่ลอยไปลอยมาเท่านั้น และดูเหมือนจะลอยไม่ได้เสียด้วย เพราะสองตนย่างสามขุมเข้ามาหากล้วยกับกล้ายเมื่อพวกเธอเข้าไปใกล้

 

            “ตานีเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดควักกระเป๋าสตางค์ออกมาอีกครั้ง

            “ตามรถคันนั้นไป”

 

            ยมทูตหนุ่มชี้ไปยังรถเก๋งคันเล็กซึ่งจอดหลบอยู่ที่มุมตึกไม่ห่างออกไปนัก และทันทีที่มันวิ่งเข้ามาในรัศมีแสงไฟบนยอดประตูเหล็ก ตานีสาวทั้งสองก็เห็นว่ามันหน้าตาประหลาดยิ่งกว่ารถของพวกเธอเสียอีก ทั้งแบนและมีเหลี่ยมมุมราวกับทำมาจากกระดาษลูกฟูก ไฟหน้าของมันเป็นสีน้ำเงิน ไฟท้ายสีเขียว บนหลังคามีไฟวอบแวบสีส้มเหมือนรถตำรวจติดอยู่ ตานีสาวหน้าจืดอ้าปากจะถามเจ้าหน้าที่หน้าซีดด้วยเธอคิดว่าจะได้พบผู้บังคับบัญชาของเหล่ายมทูตที่นี่ แต่อีกฝ่ายผละจากไปแล้ว และก่อนที่เธอจะทันได้เรียกเขามาอีกครั้ง รถคันเล็กก็ออกตัวล้อฟรีก่อนจะพุ่งผ่านประตูเหล็กซึ่งบัดนี้เปิดกว้างออกไปด้านนอก

 

            “แปลกอีกแล้ว” กล้วยเอ่ยลอยๆ “ เปิ้นจะพาหมู่เฮาไปที่ได่อีกล่ะ.....”

            “คงสำนักงานใหญ่เปิ้นมั้ง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเดา “ที่นี่คงไม่ใช่สำนักงานใหญ่ของเปิ้นหรอกแม่นก่อ”

            “ก็แม่น เฮ้ย !?” คำตอบของเด็กสาวหน้าจืดขาดช่วงไปเล็กน้อยเมื่อเธอหักหลบรถที่วิ่งสวนมาในระยะกระชั้นชิด เธอเพิ่งจะตระหนักว่าโลกฝั่งนี้ขับชิดซ้าย “แต่ครั้งที่แล้วที่มา หมู่เปิ้นยกโขยงมาต้อนรับถึงนี่เลยเน่อ แล้วก็ประชุมรายงานสถานการณ์กันที่นี่เสร็จสรรพ”

            “ก็อาจจะเป็นเพราะสถานการณ์ตอนนี้อย่างที่กล้วยอู้ไปเมื่อกี้มั้ง”

            “หวังว่าคงจะเป็นจะอั้น”

 

            ทางภูเขาทั้งลาดชันและคดเคี้ยวเป็นงูเลื้อยเช่นเดียวกับที่โลกอีกฟากหนึ่ง ยังดีที่มันแห้งสนิท แต่ความมืดสลัวของยามเช้าตรู่และการต้องขับชิดซ้ายก็ทำให้ตานีสาวต้องใช้สมาธิมากกว่าเดิมเสียอีก มิหนำซ้ำรถนำทางของเจ้าถิ่นก็ดูจะไม่รอพวกเธอเลย ทั้งที่กล้วยขับด้วยความเร็วเกือบหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเร็วจนแทบจะเป็นอันตรายสำหรับโค้งพับผ้าแบบนี้ แต่มันก็ยังทิ้งห่างไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มองเห็นเป็นเพียงจุดแสงสีส้มที่วิ่งลดเลี้ยวไปตามไหล่เขาที่มืดสลัว เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด คงไม่ใช่ว่าเหล่ายมทูตวางแผนร่วมกับผีร้ายให้พวกเธอแหกโค้งลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ในหุบเขาข้างล่างหรอกนะ....

 

            อย่างไรก็ตาม เกือบสองชั่วโมงและเกือบพันโค้งต่อมา สองตานีสาวก็หลุดจากเขตเทือกเขาตานปันน้ำลงมาวิ่งอยู่บนถนนคอนกรีตสี่เลนได้โดยสวัสดิภาพ ท้องฟ้าสว่างแล้ว บ้านหลังเล็กหน้าตาแปลกตาเรียงรายกันอยู่ตามเนินเขาที่เขียวชอุ่มด้วยต้นสน บนถนนเส้นเล็กที่ตัดผ่านหมู่บ้าน ร่างโปร่งแสงสองสามร่างกำลังวิ่งจ๊อกกิ้งยามเช้ากับหมาสีขาวตัวใหญ่ซึ่งก็โปร่งแสงเช่นกัน เด็กสาวผมหางม้ามองตาแป๋วอย่างสนใจระคนฉงน แม้จะเคยเรียนมาว่าโลกหลังความตายนั้นเหมือนโลกมนุษย์ แต่เธอก็ไม่เคยคิดว่าจะเหมือนกันขนาดนี้.....

 

            “เอ๊ะ นั่นอะหยัง”

            จู่ๆกล้ายก็เอ่ยขึ้นพลางชี้ออกไปยังนอกหน้าต่าง ราชินีตานีกวาดตามองถนนจนแน่ใจว่าปลอดภัยก่อนจะหันมองตามมือเพื่อนสาว แล้วก็เห็นหอคอยแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเนินเขาเตี้ยๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะบางๆ มันสูงลิบ มียอดแหลมสองยอด และทำจากหินหรือไม่ก็โลหะที่เป็นสีเทาจนเกือบดำ กรุด้วยกระจกสีเข้มเป็นชั้นๆลดหลั่นกันลงมา ระหว่างยอดแหลมทั้งสอง ลูกไฟกลมๆสีแดงฉานเหมือนดวงตาลุกโชน ส่งแสงสีแดงสว่างเรืองรองอาบเนินเขาทั้งเนิน

 

            “ถามข้าเจ้าแล้วข้าเจ้าจะไปถามผู้ได๋ล่ะ” กล้วยย้อน

            “เอ้า ก็หันเคยมาบ่แม่นก๋า”

            “ครั้งที่แล้วบ่มีเน่อ แต่ก็คงเป็นอาคารสำนักงานหรือบ่อั้นก็ตึกธรรมดาแหละมั้ง”

 

            ราชินีตานีเดาถูกครึ่งหนึ่ง มันเป็นตึกสำนักงาน แต่ไม่ใช่ตึกสำนักงานธรรมดา ไม่ต้องรอนาน เด็กสาวทั้งสองก็ได้คำตอบว่ามันคืออะไรเมื่อรถนำทางของพวกเธอเลี้ยวออกจากถนนใหญ่มุ่งหน้าเข้าไปหาหอคอยนั้น ก่อนจะจอดที่ซุ้มทางเข้าอันโอ่อ่าแต่มืดทะมึนที่ชั้นล่างสุดของมัน ยมทูตในผ้าคลุมสีเงินยวงเป็นเงาวับที่ประจำอยู่หน้าประตูเข้าหอคอยเดินลงมาถามอะไรกับคนขับรถนำทางเล็กน้อยก่อนจะเดินมาเคาะกระจกรถขับเคลื่อนสี่ล้อ

 

            “ตามมา นายหัวของหมู่เฮารออยู่” เขาพูดห้วนๆ ด้วยเสียงระคายหูเมื่อกล้วยลดกระจกลง

            “แล้วรถจอดที่ได๋เจ้า”

            “บ่ต้อง จอดไว้ตรงนี้แหละ รีบตามมาเดี๋ยวนี้เลย นายหัวบ่มีเวลาอู้กับหมู่สูมาก”

 

            พูดเพียงเท่านั้น ยมทูตหนุ่มก็ก้าวฉับๆจากไปจนผ้าคลุมปลิวโดยไม่สนใจเลยว่าผู้มาเยือนจะตามมาทันหรือไม่ กล้วยกับกล้ายจึงต้องรีบกระโดดลงก่อนจะวิ่งตามเขาเข้าไปในหอคอย

 

            ด้านในของสำนักงานใหญ่ของยมทูตแห่งรัฐเวียงตานไล่แขกพอๆกับด้านนอก ทางเดินมืดๆ ทอดยาวผ่านห้องทำงานที่กรุด้วยกระจกติดฟิล์มมืดทึบไปยังบันไดเวียนและลิฟต์ อากาศหนาวเหน็บจนหายใจออกมาเป็นควันทั้งที่ข้างนอกอากาศอุ่นสบายจนแทบจะเป็นร้อน ความหนาวเหน็บยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณด้วยผนังที่ทำมาจากหินซึ่งแผ่ความเย็นออกมาราวกับกัมมันตภาพรังสี แต่สิ่งที่น่าจะทำให้แขกอยากกลับบ้านมากที่สุดน่าจะเป็นยมทูตร่างซีดเซียวหน้าตาไร้อารมณ์เดินเนิบๆเหมือนลอยผ่านไปผ่านมาโดยไม่พูดหรือแม้แต่หันมองผู้มาเยือนจากอีกมิติหนึ่งเลยแม้แต่ทางหางตา แม้แต่ทักกันเองก็ยังแทบจะไม่ทักกันเลยด้วยซ้ำ ทุกตนทำงานของตนเองไปเรื่อยๆ ราวกับหุ่นยนต์ กล้ายนึกหงุดหงิดอยู่ในใจ เผ่าพันธุ์นี้มันเคยยิ้มกันบ้างไหมนี่

 

            ปกติเปิ้นบ่เป็นจะอี้เลยเน่อจู่ๆเด็กสาวหน้าจืดก็โทรจิตมาหาเธอราวกับอ่านความคิดออก ถึงเปิ้นจะเข้มงวด แต่ปกติก็เฮฮาแล้วก็สนุกสนาน คล้ายๆหมู่เฮานั่นแหละ ข้าเจ้าชักกังวลขึ้นมาแต๊ๆแล้ว

            กังวลอย่างได๋ กังวลว่าเหตุการณ์บ่ปกติมันร้ายแรง หรือกังวลว่าหมู่ยมทูตจะไปเข้ากับฝ่ายผีร้าย

            ทั้งสองอย่าง

 

            การสนทนาผ่านโทรจิตจบลงเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นบนสุดของหอคอย ชั้นนี้มีเพียงทางเดินสั้นๆ ที่ทอดจากลิฟต์ไปยังประตูเหล็กบานหนึ่งซึ่งมีลวดลายพลิ้วไหวสีเงินยวงเขียนอยู่ทั่วทั้งบาน ไม่มีป้ายบอกว่าห้องนี้เป็นห้องอะไรหรือใครอยู่ในห้อง แต่สองตานีสาวก็พอจะเดาจากตำแหน่งห้องและการประดับตกแต่งบนประตูได้ว่าใครก็ตามที่อยู่หลังประตูบานนั้นคงจะไม่ธรรมดา

 

            “นายหัว ข้าเจ้าพาตานีมาส่ง”

            “หื้อเข้ามาได้”

 

            ยมทูตหนุ่มเปิดประตูให้เด็กสาวทั้งสองเข้าไป ก่อนจะปิดประตูตามหลังอย่างรวดเร็ว ทิ้งสองตานีให้อยู่กับยมทูตอีกตนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่กลางห้อง

 

            หากมองด้วยมาตรฐานยมทูตล่ะก็ “นายหัว” ตนนี้นับว่าหล่อเหลาทีเดียวแม้จะดูมีอายุพอสมควร ทั้งใบหน้าเหลี่ยมคมสันแบบที่ไม่ค่อยเจอในหมู่ชาวเวียงตาน ดวงตาคมที่ฉายแสงสีส้มแดงสว่างจ้า ผ้าคลุมสีดำขลิบเงินและทองซึ่งถูกตัดเย็บอย่างดียิ่งทำให้เขาดูแปลกแยกจากยมทูตตนอื่นซึ่งล้วนใส่ผ้าคลุมขาดรุ่งริ่ง และที่ทำให้เขาแตกต่างจากเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์มากที่สุดคือริมฝีปากบางเฉียบที่กำลังยิ้ม แม้สำหรับเด็กสาวหน้าจืดแล้วมันจะเหมือนยิ้มของปีศาจที่กำลังจะฉีกเหยื่อผู้น่าสงสารออกเป็นชิ้นๆ มากกว่าจะเป็นยิ้มแบบเป็นมิตรก็ตาม

 

            เบื้องหลังโต๊ะทำงาน กระจกสีชาเข้มทำให้ภาพทิวเขาและเมืองด้านนอกมองดูราวกับภาพถ่ายยุคโบราณ มันทำให้ห้องสว่างขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่มากพอที่สองตานีสาวจะรู้สึกสบายใจอยู่ดี

 

            “นั่งสิ” นายหัวของเหล่ายมทูตพูดโดยแทบไม่ขยับริมฝีปากที่กำลังยิ้มกว้างพลางผายมือมายังเก้าอี้สองตัวที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะ เสียงของเขาก็ไม่แหบแห้งและระคายหูเหมือนยมทูตตนอื่น หากต่ำและมีกังวานเหมือนนักร้องแนวเบส*มืออาชีพ แม้มันจะแตกพร่าและฟังดูหลอนๆอยู่บ้างก็ตาม

            “ขอบคุณเจ้า”

 

            เด็กสาวทั้งสองเดินไปนั่งตามคำเชิญของเจ้าของสถานที่ แต่ก็ยังไม่วายระแวดระวัง ยมทูตตนนี้มีอะไรบางอย่างที่พวกเธอสัมผัสได้ อะไรบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย

 

            “ยินดีต้อนรับสู่ศูนย์บัญชาการยมทูตเขตเหนือของโลกหลังความตายรัฐเวียงตาน ข้าพลเอกคำกอง ผาทรายเหลือง ผู้บัญชาการสูงสุดของยมทูตแห่งรัฐเวียงตาน” ยมทูตหนุ่มเริ่มบทสนทนาด้วยการแนะนำตัว เช่นเดียวกับตอนเชิญนั่ง รอยยิ้มของเขายังไม่หุบลงเลยสักนิด “เอ้า ว่าจะได มีอะหยังถึงต้องเรียกข้ามาจากเมืองหลวงจะอี้”

            เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำถามที่ฟังดูเหมือนจะด่าอยู่กลายๆของอีกฝ่าย แต่เธอก็ตอบเสียงเรียบๆ “หมู่เฮาอยากจะขอข้อมูลการเคลื่อนไหวของวิญญาณในช่วงนี้เจ้า”

            “นั่นบ่แม่นธุระของพวกสู”

 

            กล้วยผู้กำลังจะล้วงเอาเอกสารออกมาจากระเป๋าด้านหลังเสื้อถึงกับชะงักเมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย นายหัวของเหล่ายมทูตพูดมันออกมาในฉับพลันราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะถามอะไร

 

            “จะบ่เกี่ยวได้จะได หมู่เฮา.....”

            “หมู่เฮาฮู้เจ้าว่าหน้าที่การควบคุมดูแลวิญญาณของโลกฝั่งนี้เป็นของยมทูต บ่แม่นของตานี” ราชินีตานีตอบเสียงเรียบ แต่มือจิกมือเพื่อนสาวอย่างแรงอยู่ใต้โต๊ะ “แต่หมู่เฮาได้ข่าวมาว่าอาจจะเกิดนรกแตก ถ้าเป็นจะอั้นแต๊ๆ หมู่เฮาก็ต้องป้องกันเมืองแล้วก็วางกำลัง......”

            “ไปได้ข่าวมาจากที่ได๋ เหลวไหลทั้งนั้น” คำกองแทรกขึ้น ยังคงยิ้มกว้าง แต่ดวงตาที่ฉายแสงกล้าขงเขาไม่ยิ้มอีกแล้ว “สถานการณ์วิญญาณตอนนี้เป็นปกติทุกอย่าง ทั้งความเคลื่อนไหว การกระจายตัว ระดับพลังงาน กิจกรรมทางพลังงานวิญญาณ การส่อสารระหว่างสองโลก ทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ บ่มีอะหยังหื้อคิดเลยสักนิดว่าจะเกิดนรกแตก”

            “แต่ลองดูนี่สิเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดได้ล้วงเอาเอกสารข้อมูลจากกะออกมาสักทีก่อนจะส่งให้อีกฝ่าย “ข้อมูลพวกนี้บอกว่าทุกปัจจัยที่ท่านคำกองอู้มาตะกี้มีการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติหมดเลยเน่อเจ้า”

            “ไปได้มาตั้งแต่เมื่อได๋” นายพลแห่งเหล่ายมทูตแทรกขึ้น

            “บ่กี่วันที่ผ่านมาเจ้า”

            “จากที่ได๋”

            กล้วยลังเลเล็กน้อย แต่ก็ตอบตามความจริง “กะเจ้า”

 

            อย่างที่คาด ผู้บัญชาการสูงสุดดูหัวเสียขึ้นมาทันที แม้เขาจะยังคงยิ้มกว้าง แต่น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน

 

            “ราชินีตานีนี่ก็แปลก เชื่อกะมากกว่าเชื่อหมู่เฮา หมู่เปิ้นจะไปฮู้อะหยัง อยู่เวียงตานก๋าก็บ่ได้อยู่ แล้วจะมาฮู้เรื่องในเขตเวียงตานมากกว่าหมู่เฮาได้จะได อีกอย่าง ถามแต๊ๆเน่อ ราชินีตานีบ่มีศักดิ์ศรีแล้วก๋า ถึงขั้นต้องพึ่งข้อมูลจากเผ่าพันธุ์อื่นจะอี้”

            “ถ้าจะอั้นท่านก็เอาข้อมูลที่ท่านมีหื้อหมู่เฮาดูสิเจ้า” กล้วยพยายามคุมเสียงให้เรียบแม้ใบหน้าของเธอจะเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ ปกติยมทูตอยู่ในฐานะต่ำกว่าพวกเธอ แม้แต่ผู้บัญชาการสูงสุดก็ยังถือว่าต่ำกว่าตานีเด็กๆด้วยซ้ำ แล้วยมทูตตนนี้ถือดียังไงมาว่าเธอแบบนี้ “ถ้าบ่เอาข้อมูลที่เป็นรูปธรรมมา หมู่เฮาก็คงต้องเชื่อข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดที่หมู่เฮามีเน่อ”

            “น่าเสียดายที่ข้าบ่มีข้อมูลนั้นอยู่กับตัว” คำกองตอบเสียงนุ่ม “และถ้าอยากได้ก็คงต้องรอตามขั้นตอนของสำนักทะเบียน ก็คงต้องใช้เวลานานสักหน่อย สักสามถึงห้าวัน รอได้ก่อล่ะ”

 

            ราชินีตานีนิ่งอึ้ง ความโกรธยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในอกแบน เธอไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะไม่ให้ความร่วมมือถึงเพียงนี้ เธอเริ่มจะปักใจเชื่อจริงๆแล้วว่ายมทูตไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายเธออีกต่อไปแล้วในสงครามที่กำลังจะเกิดครั้งนี้.....

 

            “ก็ได้เจ้า บ่มีก็บ่มี” ตานีสาวหน้าจืดยอมแพ้ “ถ้าจะอั้น ขอข้อมูลของจำนวนและประเภทของวิญญาณทั้งหมดที่มีอยู่ในเขตเวียงตานตอนนี้ได้ก่อเจ้า หมู่เฮาจะได้วางแผนรับมือได้ดีขึ้น ข้อมูลแค่นี้คงขอบ่ยากหรอกแม่นก่อเจ้า”

            “มี มีอยู่ที่นี่เลยด้วย” ยมทูตหนุ่มตอบ “แต่ข้าคงหื้อบ่ได้”

            “ยะหยังอีกล่ะ !?

            “กล้าย สงบสติอารมณ์หน่อย” กล้วยปรามเพื่อนสาวแม้เธอจะอยากว้ากใส่นายพลเบื้องหน้าไม่ต่างกัน เธอหันมาหาฝ่ายตรงข้าม ดวงตาสีดำประกายเขียวจ้องลึกลงในดวงตาที่ฉายแสงสีส้มแดงราวกับมีเปลวเพลิงกำลังแผดเผาอยู่ภายใน แม้นั่นจะทำให้เธอแสบตาไม่น้อยก็ตาม “ยะหยังถึงหื้อบ่ได้ ขอเหตุผลหน่อยได้ก่อเจ้า”

            “ได้ข่าววามีตานีไปเข้ากับหมู่ผีร้ายบ่แม่นก๋า” คำกองตอบเสียงเย็น “ถ้าข้าหื้อข้อมูลนั้นไป จะฮู้ได้จะไดว่าราชินีตานีจะบ่เอามันไปใช้ช่วยหมู่ผีร้าย”

            “จะบ้าก๋า !?” เด็กสาวผมหางม้ากระแทกเสียงอย่างเหลืออด เธอแปลกใจนิดๆ ที่คราวนี้กล้วยไม่ได้รั้งเธอเอาไว้ “หมู่เฮาจะเอาข้อมูลไปช่วยผีร้ายยะหยัง หมู่เปิ้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หมู่เฮาเน่อ !

            “ก็นั่นสิ แล้วยะหยังถึงมีตานีไปเข้ากับหมู่เปิ้นอีกล่ะ”

            “ข้าจะฮู้กับตานีตนนั้นได้จะไดเล่า แล้วหมู่เฮาก็สู้กับตานีตนนั้นด้วย บ่แม่นหมู่เดียวกันสักหน่อย”

            “แค่คำอู้คงหื้อข้าเชื่อง่ายๆ แล้วหื้อข้อมูลลับสุดยอดจะอั้นไปบ่ได้” ยมทูตหนุ่มตอบเรียบๆ “อีกอย่าง ข้าก็ได้มาอีกข่าวว่าราชินีตานีเพิ่งหื้อความช่วยเหลือวิญญาณที่ฝ่าประตูมิติออกไป สายคำ สะหวันพา เรื่องนี้แต๊ก่อ”

 

            กล้วยนิ่งเงียบไปอีกครั้ง เช่นเดียวกับกล้าย พวกเธอตระหนักว่าคงไม่มีทางได้ความร่วมมือจากอีกฝ่ายแน่นอนแล้ว ยิ่งกดดัน พวกเธอก็มีแต่จะเสียกับเสียเท่านั้น

 

            “ก็ได้เจ้า ถ้าจะอั้นก็ขอบพระคุณมากสำหรับความร่วมมือเน่อเจ้า หมู่เฮาคงขอตัวแค่นี้”

            “บ่ลงไปส่งเน่อ ยินดีที่ได้อู้กัน”

 

            “บ่ายมทูตเฒ่านั่น !” เด็กสาวผมหางม้าระเบิดออกมาทันทีที่กลับขึ้นรถ “ถือดีจะไดมาว่าหมู่เฮาจะอั้น !?

            “เบาๆหน่อยกล้าย หูข้าเจ้าจะพังเอา” กล้วยปรามเพื่อนสาวเบาๆ ขณะบิดกุญแจสตาร์ตเครื่อง รถนำทางของพวกเธอไม่อยู่แล้ว ยมทูตปล่อยให้พวกเธอกลับกันเอง ซึ่งจริงๆก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเธอพอจะจำเส้นทางได้ แม้มันจะกลับกับโลกอีกฟากหนึ่งโดยสิ้นเชิงก็ตาม

            “กล้วยก็เหมือนกัน ยะหยังบ่ตอบโต้เปิ้นเลยล่ะ !?

            “กล้าย คึดว่ามีแต่กล้ายตนเดียวที่โมโหก๋า” ราชินีตานีย้อนถามเสียงเย็น “แล้วคึดว่าถ้าข้าเจ้าตอบโต้ไป จะมีอะหยังดีขึ้นมาก๋า”

            “เปล่า คือ.... ก็.....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นเพื่อนสาวหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง “แต่เปิ้นว่าหมู่เฮาจะอั้น..... อีกอย่าง มันก็เป็นเรื่องปกติบ่แม่นก๋าที่วิญญาณผู้พิทักษ์ของพื้นที่ข้างเคียงจะติดต่อกัน”

            “แม่น และเปิ้นก็น่าจะฮู้เรื่องนั้นดีด้วย” เด็กสาวหน้าจืดเน้นเสียง “แต่เปิ้นก็ยังอู้จะอั้น ข้าเจ้าถึงบ่อยากต่อล้อต่อเถียงจะได”

            “แล้วจะเอาจะไดต่อ”

            “บ่มีข้อมูลจะอี้ หมู่เฮาก็คงต้องรับมือตามมีตามเกิดเหมือนเดิม” กล้วยตอบเสียงหนัก “แต่อย่างน้อยหมู่เฮาก็ได้ข้อมูลว่าต้องระวังหมู่ยมทูตนี่เพิ่มขึ้นอีกอย่าง”

            “ถ้าหมู่เปิ้นบุกตานนะคอนร่วมกับผีร้ายขึ้นมาแต๊ๆ หมู่เฮาหนักแน่”

            “ก็ว่าจะอั้น”

 

            เงียบกันไปพักใหญ่ขณะรถขับเคลื่อนสี่ล้อมุ่งหน้าออกจากเมืองสู่เทือกเขาตานปันน้ำที่มองดูแปลกตาเมื่อมันกลับซ้ายเป็นขวา ก่อนที่กล้ายจะทำลายความเงียบลงในที่สุด

 

            “เอ้อ กล้วย ข้าว่าข้าลองแฮ็กฐานข้อมูลของยมทูตดูดีกว่า”

            “ยะได้ก๋า” ราชินีตานีขมวดคิ้ว ก่อนจะรีบเสริม “บ่แม่นข้าเจ้าบ่เชื่อฝีมือกล้ายเน่อ แต่ที่นี่มีสัญญาณเครือข่ายด้วยก๋า”

            “เหมือนโลกมนุษย์ขนาดนี้ก็ควรจะมี ลองแฮ็กดูก็บ่เสียหลาย”

 

            กล้ายดึงแลปทอปของเธอออกจากช่องเก็บของด้านหลังเสื้อก่อนจะสั่งให้มันค้นหาสัญญาณอินเตอร์เน็ต ตามคาด สัญญาณนับสิบแสดงผลขึ้นมาบนหน้าจอแทบจะทันที เด็กสาวเปิดโปรแกรมแฮ็กสัญญาณ พรมนิ้วพิมพ์โค้ดโปรแกรมลงไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาทีเธอก็แฮ็กช่องสัญญาณของดาวเทียมรัฐเวียงตานได้อย่างสะดวกโยธิน หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเชื่อมต่อเข้าเซิร์ฟเวอร์ของเครือข่ายภายในองค์กรยมทูต เจาะเข้าฐานข้อมูลก่อนจะสั่งดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมดที่มี เธอไม่อยากเสียเวลาไล่หาให้ระบบป้องกันตรวจจับเธอได้ เดี๋ยวค่อยไปคิดวิเคราะห์และแยกแยะที่ฝั่งโน้นเอาอีกที

 

            “โอเค เรียบร้อย” ตานีสาวผมหางม้าพูดอย่างมีชัยหลังจากข้อมูลทั้งหมดดาวน์โหลดเสร็จและเธอตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่ายเรียบร้อยแล้วโดยไม่ลืมลบร่องรอยการแฮ็ก “สิบกิกะไบต์ ใหญ่หน่อย หมู่เฮาคงมีการต้องยะกันหนักหน่อยล่ะสองสามวันนี้”

            “หนักเท่าได๋ ถ้ายะหื้อปกป้องเมืองได้ก็ต้องยอมล่ะ” กล้วยยิ้มน้อยๆ เธอรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยมาครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่า “เฮ้อ อยากกลับไป..... เฮ้ย !?

 

            รถตู้สีดำคันหนึ่งวิ่งตัดหน้าเธอในระยะประชิดจนเด็กสาวหน้าจืดต้องกระทืบเบรกพร้อมกับหักพวงมาลัยหลบอย่างฉับพลัน เสียงยางเสียดสีกับพื้นถนนดังแสบแก้วหูเมื่อรถคันโตแฉลบข้ามถนนสี่เลนไปชนโครมเข้ากับแผงคอนกรีตที่กั้นกลางถนน โชคดีที่ไม่เสียหายอะไรมาก แต่ก่อนที่กล้วยจะทันได้สตาร์ตระบบไฟฟ้าซึ่งถูกตัดไปเพื่อความปลอดภัยได้อีกครั้ง ดวงตาเรียวก็เหลือบไปเห็นคน..... หรือไม่ก็เคยเป็นคนกรูกันลงมาจากรถตู้ตรงมาที่พวกเธอ ทุกตนมีปืนไรเฟิลจู่โจม.....

 

            “กล้าย ศัตรู !

            ไม่ต้องบอก ตานีสาวผมหางม้าก็เห็นแล้ว ไวเท่าความคิด เด็กสาวเรียกไรเฟิลจู่โจมสองกระบอกออกมาจากที่เก็บอาวุธ โยนกระบอกหนึ่งให้กล้วยก่อนจะเปิดห้ามไกเตรียมพร้อมแม้จะรู้ว่ากระสุนปืนเล็กคงทำอะไรรถหุ้มเกราะคันนี้ไม่ได้มาก แต่คิดยังไม่ทันจะขาดคำ กระจกกันกระสุนก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อกระสุนหัวเจาะเกราะขนาดยี่สิบมิลลิเมตรถูกสาดมาจากรถตู้ เฉี่ยวหัวพวกเธอไปเพียงนิดเดียว

 

            “กล้วยพยายามสตาร์ตรถไป ข้าจัดการเอง !

            กล้ายกระชากคันเลื่อนเบาะที่นั่งให้ถอยไปจนสุด ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นรถก่อนจะสาดกระสุนกลับไปบ้าง ข้าศึกทั้งทีมทิ้งตัวลงหมอบแทบจะทันที กล้ายได้ทีก็ยิงกดต่อ แต่กระสุนเจาะเกราะเม็ดเป้งจากปืนกลบนรถตู้ก็ทำให้เธอต้องหดหัวลงหลบบ้าง และก่อนที่เธอจะได้โงหัวขึ้นมายิงอีกครั้ง ฝ่ายตรงข้ามก็เข้ามาประชิดตัวรถแล้ว

 

            ประตูรถถูกกระชากเปิด แต่ก่อนที่ข้าศึกจะทำอะไรได้มากกว่านั้น หนึ่งในพวกมันก็ถูกพานท้ายวัสดุสังเคราะห์อัดเปรี้ยงเข้าปลายคางจนร่วงลงไปกองกับพื้น กล้ายเหวี่ยงปืนกลับมาเข้าร่องไหล่หวังจะกราดยิงซ้ำ แต่กระสุนนัดหนึ่งก็พุ่งมาเจาะเข้าที่ไหล่ของเธอจนตานีสาวทรุดฮวบ ความเจ็บปวดทำเอาเธอเผลอปล่อยปืนร่วงลงพื้น แต่ก่อนที่เธอจะได้หยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง อะไรเย็นๆ เป็นทรงกระบอกก็กระแทกพลั่กลงที่ท้ายทอยของเธอแล้ว เสียงร้องเบาๆ จากอีกด้านหนึ่งของรถบอกให้รู้ว่ากล้วยก็คงจะโดนแบบเดียวกัน

 

            “อย่าขยับ คงรู้สินะว่าถ้าวิญญาณแตกสลายที่นี่ก็จะแตกสลายไปตลอดกาล ทำตัวดีๆ แล้วมากับพวกเราซะดีๆดีกว่า ไม่งั้นจะหาว่าไม่เตือน !

 

 

            ตั้งนั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนชั้นหกของตึกสาม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวียงตาน มือที่กำลังปรับตั้งตำแหน่งมอเตอร์และใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ขนไข่สั่นระริกจนแทบไขตะปูควงไม่เข้า ข้างตัวเขา เฮลิคอปเตอร์อีกสองลำซึ่งพังยับเยินไม่มีชิ้นดีและเลอะไปด้วยคราบสีเหลืองเป็นเมือกวางนอนแอ้งแม้งอยู่ นั่นหมายถึงศูนย์คะแนนจากทั้งสองครั้ง.....

 

            ใบพัดซึ่งติดไว้เอียงๆ ที่สองด้านของเกราะป้องกันไข่ไม่ได้พามันหักเลี้ยวและร่อนลงไปยังเป้าหมายอย่างนิ่มนวลอย่างที่เขาคิดไว้ หากหมุนติ้วก่อนจะปักหัวลงกระแทกพื้น ส่งเศษใบพัดพลาสติก มอเตอร์และวงจรบังคับวิทยุให้กระจุยกระจายไปทั่วรัศมีสิบเมตรก่อนที่เด็กหนุ่มหน้ากวนจะมีโอกาสกลับลำหรือแม้แต่ร้องอุทานได้ขาดคำเสียอีก

 

            สายตาและรังสีอำมหิตจากเพื่อนร่วมบ้านสามหยอยกดดันเขาจากทุกทิศทุกทางราวกับแรงดันน้ำที่ก้นมหาสมุทร โอกาสแก้ตัวเหลือเพียงแค่ครั้งเดียว แต่ในเมื่อเฮลิคอปเตอร์ลำที่สามสร้างเหมือนสองลำก่อนหน้านั้นทุกอย่าง พวกเขาก็คงหวังอะไรไม่ได้มากนัก.....

 

            ห่างออกไปไม่กี่คนเบื้องหลังหนุ่มแว่นหน้ากวน หลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือกอย่างสงสารระคนสมเพช ตลอดการออกแบบและประกอบเฮลิคอปเตอร์เจ้าปัญหา เขาเตือนเรื่องสมดุลและเสถียรภาพการบินกับเพื่อนร่วมภาควิชาคนนี้ไปหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายไม่ฟังเขาเลยสักนิด ก็คงต้องให้มันเรียนรู้ด้วยเลือดเนื้อและน้ำตาของมันเองเสียบ้าง.....

 

            “บ้านเดี่ยวครั้งสุดท้าย ลงห่างจากเป้าหมายห้าเมตรสิบเซนติเมตร ได้สิบสี่จุดเก้าคะแนนนะครับ ต่อไป บ้านสามหยอยครั้งสุดท้ายครับ !

            “ครับ !

            ตั้งเผลอโพล่งตอบเสียงดังด้วยความตื่นเต้นจนเพื่อนบ้านอื่นขำกันทั้งตึก แต่สมาชิกบ้านสามหยอยที่เหลืออีกเกือบสามสิบคนไม่ขำด้วย สายตาทุกคู่จ้องเป๋งไปยังแผ่นหลังที่ลีบลงถนัดใจของเด็กหนุ่มหน้ากวนแห่งภาคอากาศยานที่เดินก้มหน้างุดๆ ไปยังลานประหารของเขาที่ริมระเบียง

 

            “เจ้าประคู้ณ วิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถ้าท่านผ่านมาอยู่แถวนี้ ช่วยให้ลูกช้างทำสำเร็จทีเทิ้ด อยากได้อะไรลูกช้างให้ได้ทุกอย่าง !

            ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยมนต์ ไม่ได้ด้วยวิชาวิศวะเครื่องกลก็ต้องเล่นไสยศาสตร์กันแล้ว หนุ่มแว่นเจ้าของไอเดียยกวิทยุบังคับในมือขึ้นจบท่วมหัว ดวงตาหลังแว่นกรอบเหล็กมองลงไปยังพื้นอิฐตัวหนอนเบื้องล่าง มันดูสูงเหลือเกินจากตรงนี้ เขาแทบจะอยากกระโดดลงไปแทนเฮลิคอปเตอร์เจ้าปัญหาเสียให้รู้แล้วรู้รอด......

 

            “เอ้า ปล่อยได้ครับ !

            ตั้งยกเกราะป้องกันไข่ซึ่งทำจากขวดน้ำบุกระดาษหนังสือพิมพ์ขึ้นวางบนระเบียง เขาขยับนิ้วโยกคันบังคับทั้งสองช่องสัญญาณเป็นการทดสอบ ใบพัดทำงานตามคำสั่งของเขาอย่างว่าง่าย หนุ่มแว่นแห่งวิศวะอากาศยานกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งเอื๊อกใหญ่ ก่อนจะดันคันบังคับทั้งสองขึ้นไปอย่างช้าๆ

 

            เกิดเสียงหายใจเข้าด้วยความตื่นตระหนกพร้อมๆกันเมื่อเฮลิคอปเตอร์แสวงเครื่องเซวูบไปข้างหน้าก่อนจะทิ้งตัวลอยละลิ่วลงจากระเบียง หนึ่งในนั้นเป็นของตั้ง เขารีบดันคันเร่งขึ้นจนสุด แต่มันกลับทำให้ขวดน้ำหมุนติ้ว เด็กหนุ่มหน้ากวนขบกรามกรอด มันเหมือนสองครั้งที่แล้วไม่มีผิด สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงปลงกับชะตากรรมของตัวเอง และรอฟังเสียงใบพัดแตกเป็นเสี่ยงๆ ที่จะดังขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

            แต่ก่อนที่เกราะป้องกันไข่ติดใบพัดจะปะทะพื้นอิฐ มันก็หยุดหมุนควงก่อนจะพลิกตัวตั้งตรงราวกับปาฏิหาริย์ เด็กหนุ่มหน้ากวนไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขาดันคันเร่งขึ้นอย่างนิ่มนวล และด้วยทักษะแห่งนักบินบังคับที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมาในตัวเขา หนุ่มแว่นแห่งภาควิชาอากาศยานก็พามันไปแตะพื้นดังตุ้บที่กึ่งกลางเป้าหมายอย่างสวยงาม

 

            “โอ้โห พลิกโผครับ ลงตรงเป้าเผงเลย บ้านสามหยอยได้คะแนนเต็มเป็นบ้านแรกในวันนี้ครับ !

            เสียงประกาศของรุ่นพี่หนุ่มถูกกลบจนมิดด้วยเสียงไชโยโห่ร้องแห่งความดีใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงผัวะเผียะเมื่อเหล่าสมาชิกบ้านสามหยอยตรงเข้าไปตบหลังตบไหล่ตั้งจนเด็กหนุ่มแทบทรุด ยี่สิบคะแนนเต็ม บ้านที่คะแนนมากที่สุดตอนนี้ยังแค่สิบหกคะแนนนิดๆเท่านั้น ชัยชนะเป็นของพวกเขาแน่นอนแล้ว.....

 

            ไม่มีใครเห็นเงาร่างเลือนรางที่ลอยอยู่เหนือโถงบันไดมืดสลัวเบื้องหลังเลยสักคน มันไหววูบเหมือนกอหญ้าต้องลมแรงก่อนจะเลือนหายไปในความมืด มันทำหน้าที่ของมันเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็เป็นคราวของเด็กหนุ่มหน้ากวนที่จะต้องตอบแทนมันอย่างที่สัญญาไว้บ้าง......

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เบส – แนวต่ำที่สุดของวงร้องประสานเสียงปกติ (เรียงจากสูงไปต่ำ โซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบส) เป็นแนวเสียงต่ำของผู้ชาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น