ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 64 : ความผิดปกติที่ศูนย์ซ่อมอากาศยาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            ไอ้หนุ่มตัวหนึ่งนั่งทำหน้าหมาหงอยอยู่กลางโรงอาหารกว้างใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยตานนะคอน

 

            รอบตัวเขา หนุ่มสาวในวัยเดียวกันเดินกันขวักไขว่ บ้างกำลังสั่งซื้ออาหาร บ้างกำลังต่อแถวรอให้ถึงคิวอย่างใจจดใจจ่อ และบ้างก็กำลังจัดการอาหารเช้าของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้า สีผิว และสำเนียงการพูดบ่งบอกว่าเหล่านักศึกษาใหม่ในโรงอาหารแห่งนี้มาจากทั่วทุกสารทิศในสารขัณฑ์ บางคนดูมาจากต่างประเทศด้วยซ้ำ แต่ทุกคนมีสองสิ่งที่เหมือนกัน อย่างแรกคือชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยม และอีกอย่างคือความตื่นเต้น ความตื่นเต้นที่จะได้พบเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ และสิ่งใหม่ๆ จากกิจกรรมวันแรกพบนักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า....

 

            แต่ไอ้หนุ่มตัวนั้นก็มิได้นำพา

 

            แม้ข้าวแกงที่วางอยู่เบื้องหน้าจะเย็นจนมันเริ่มกลายเป็นไขแล้วก็ตาม

 

            จนเมื่อเพื่อนสาวทั้งสองตนเดินกลับจากซื้อข้าวมานั่งลงที่โต๊ะนั่นแหละ เขาถึงได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นมาบ้าง

 

            “จะยะหน้าหมาหงอยจะอั้นไปถึงเมื่อได๋ยะบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้ากัดเพื่อนหนุ่มขณะวางชามหม่าม้าต้มยำลูกชิ้นเอ็นกวางลงบนโต๊ะ เธอจัดเสื้อเชิ้ตสีขาวขลิบเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยตานนะคอนให้เรียบร้อย รวบกระโปรงพลีตสีดำยาวคลุมเข่าก่อนจะนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่าย “ยังเสียใจอยู่อีกก๋าที่หมู่เฮาปิ๊กมาเร็วกว่ากำหนด”

            “เรื่องของเราน่า” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบห้วนๆ

            “จะเศร้าไปยะหยัง ก็ฮู้อยู่แล้วบ่แม่นก๋าว่าบ่มีหวัง” กล้ายแทงใจดำ ทำเอาฝ่ายตรงข้ามหงายเงิบเหมือนโดนยิงด้วยไรเฟิลจู่โจมของเธอยังไงยังงั้น

            “ก็บอกว่าเรื่องของเราไงเล่าว้อย !” จ้าดว้าก “เลิกยุ่งซะ....”

            “แล้วยูคิล่ะ นายเอาไปไว้ที่ได๋แล้ว” ราชินีตานีร่วมด้วยช่วยยำเพื่อนหนุ่มอีกแรง

            “ก็เขาบอกว่าเขาไม่ได้ชอบผู้ช.... พอซะทีเหอะ !” เด็กหนุ่มหน้าดุเผลอตามน้ำไปเล็กน้อย “เลิกพูดเรื่องนี้ซะทีเหอะน่า จะแกล้งกันรึไง”

            “อ๊ะ บ่อู้บ่ฮู้เน่อเนี่ย.....”

            “แง้ง....” หลานชายหมอผีใหญ่แทบจะกระอักความคับแค้นในอกออกมาเป็นเลือด “คอยดูเหอะ ถ้ากล้วยกับกล้ายมีอะไรให้เราซ้ำเติมเมื่อไหร่นะ.....”

            “ประเด็นคือบ่มีจะได แม่นก่อกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าหันไปยิ้มให้เพื่อนสาว ก่อนจะดึงแขนเธอเข้ามากอด “ออกจะฮักกันดีหันก่อ”

            “บ่เอาน่ากล้าย คนเยอะ” เด็กสาวหน้าจืดดันเพื่อนสาวออกจากตัวพอเป็นพิธี ก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนหนุ่มผู้กำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาอิจฉาปนเคียดแค้น “บ่ต้องเสียใจไปน่าจ้าด วันนี้นายอาจจะเจอคนใหม่ก็ได้เน่อ”

            “กล้วยคิดว่าเราเป็นคนยังไงเนี่ย” จ้าดตอบด้วยเสียงหงุดหงิดระคนน้อยใจ “เราไม่ได้เปลี่ยนใจง่ายๆแบบนั้น.... เอ๊ะ คนนั้นสวยจัง”

 

            จู่ๆ หลานชายหมอผีใหญ่ก็ชะเง้อคอมองข้ามหัวพวกเธอไป สองตานีสาวเหลียวมองตามแนวสายตาของเพื่อนหนุ่มอย่างสงสัย แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อเห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของโรงอาหาร ใบหน้าของเธอสวยหวานราวกับตุ๊กตา ดวงตากลมโตสีดำขลับฉายประกายสดใสอย่างน่าประหลาด เมื่อบวกกับผิวที่ขาวอมชมพูอย่างมีสุขภาพดี ผมเปียเดี่ยวที่ยาวจนถึงกลางหลัง และหุ่นสมส่วนที่มองเห็นได้ชัดเจนแม้เธอจะนั่งอยู่ เด็กสาวผู้นั้นก็ดูราวกับนางฟ้า ไม่น่าแปลกใจเลยที่จ้าดจะหันขวับขนาดนั้น อันที่จริง ตานีสาวทั้งสองก็พอจะสังเกตได้ว่าผู้ชายแทบทุกคนในโรงอาหารแห่งนี้ก็กำลังแอบมองเธออยู่เช่นกัน นั่นรวมถึงพี่ร้านขายน้ำที่กำลังตักน้ำแดงมะนาวใส่แก้วพลาสติก น้าร้านก๋วยเตี๋ยวที่กำลังลวกเส้นเล็กกับถั่วงอก และแม้แต่ลุงร้านอาหารตามสั่งที่แก่จนผมหงอกขาวทั้งหัวที่กำลังผัดปลาหมึกผัดผงคุณตัวอยู่ในกระทะด้วย

 

            “เฮอะ บ่หันจะงามตรงได๋” เด็กสาวผมหางม้าสะบัดหน้ากลับมาคีบเส้นหม่าม้าเข้าปาก “หน้าจืดๆอกแบนๆอย่างกล้วยยังงามกว่าอีก”

            กล้วยผู้กำลังจะตักกะเพราหมีเข้าปากถึงกับชะงัก “แน่ใจก๋าว่านั่นคำชม”

            “อิจฉาเขาก็บอกมาเหอะน่า” หลานชายหมอผีใหญ่ได้ทีแหย่เพื่อนสาวบ้าง ดวงตาตี่ยังคงมองเด็กสาวผู้นั้นไม่วางตา

            “อิจฉาบ้าอะหยัง” กล้ายสวนกลับทันควัน “ถ้างามแล้วต้องโดนแทะโลมทางสายตาจะอั้น ข้ายอมหน้าจืดเป็นเต้าหู้ทอดบ่ใส่น้ำจิ้มแล้วก็อกแบนเป็นไม้ฝาเชอรี่แบบกล้วยดีกว่า”

            เป็นอีกครั้งที่ราชินีตานีต้องชะงักช้อน คราวนี้แทบพ่นของเก่าในปากออกมาด้วย “กล้าย จะหื้อข้าเจ้าฟิวส์ขาดหื้อได้แม่นก่อ”

            “ที่ได๋เล่า ข้ากำลังฝึกภูมิต้านทานการถูกล้อหื้อกล้วยต่างหาก” เด็กสาวผมหางม้าแถเข้าท่า “ตอนนี้เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของกล้วยอยู่เน่อ ถ้าไปหลุดตอนกำลังรบกับผีร้ายอยู่จะยะจะได”

            “ก็ได้ ก็ได้ ถือว่าคราวนี้รอดตัวไปเน่อกล้าย”

 

            กล้วยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนเนื้อหมีในปากละเอียดกว่าปกติ เธอกำลังจะตักคำต่อไปเข้าปาก แต่ก็ต้องชะงักเป็นครั้งที่สามเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

            “เอ๊ะ นั่น เขาเรียกเราด้วย !

            “คึดไปเองก่อบ่าจ้าดง่าว คนงามจะอั้นเนี่ยเน่อจะเรียกนาย” กล้ายไม่วายแขวะเพื่อนหนุ่มก่อนจะหันไปมองเด็กสาวผู้นั้นอีกครั้ง แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นเธอโบกมือเรียกอยู่จริงๆ “เอ๊ะ แปลกแฮะ หมู่เฮาฮู้จักเปิ้นด้วยก๋า”

            “ข้าเจ้าว่าคุ้นๆหน้าอยู่.... เอ๊ะ เดี๋ยว จ้าด จะไปที่ได๋น่ะ !?

 

            ราชินีตานีท้วงเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มผุดลุกขึ้นก่อนจะรวบจานรวบกระเป๋าขึ้นสะพายหลัง แล้วตานีทั้งสองก็ต้องส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นว่าจุดหมายปลายทางของหลานชายหมอผีใหญ่คือที่ไหน บนเก้าอี้ว่างตรงข้ามเด็กสาวคนสวยผู้นั้นนั่นเอง

 

            “เฮ้อ หื้อตายสิ ป้อจาย” เด็กสาวผมหางม้าขมวดคิ้วขบกรามกรอดๆอย่างหงุดหงิด “ดีเน่อที่หมู่เฮาตานีมีแต่แม่หญิง ถ้าต้องเจอเรื่องจะอี้ข้าคงทนบ่ไหวแน่”

            “ปกติของเปิ้นน่า” กล้วยปลอบเพื่อนสาว “เอ๊ะ นั่นเปิ้นเรียกหมู่เฮาก๋า”

 

            จ้าดกับเด็กสาวคนสวยโบกมือมาทางพวกเธอ สองตานีสาวหันรีหันขวางอย่างไม่มั่นใจ แต่ก็ไม่เห็นใครที่น่าจะเป็นเป้าหมายของการเรียกมากกว่าพวกเธอ แม้จะยังลังเล แต่กล้วยและกล้ายก็หยิบกระเป๋าและชามข้าวเดินไปหาทั้งสองอย่างงงๆ

 

            “หวัดดีกล้วย เป็นไงบ้าง” เด็กสาวคนสวยทักเสียงใสเมื่อพวกเธอเดินมาถึงโต๊ะ

            “เอ๊ะ ฮู้จักชื่อข้าเจ้าด้วยก๋า” ผู้ถูกทักขมวดคิ้ว “สุมาเน่อ แต่ข้าเจ้าจำ.....”

            “อ้าว ก็เจอกันวันสอบสัมภาษณ์ไง ไม่เจอกันแค่สองสามเดือนจำกันไม่ได้แล้วเหรอ” เด็กสาวผมเปียกอดอกทำแก้มป่อง ทำเอาราชินีตานีอดหัวเราะไม่ได้แม้เธอจะรู้สึกผิดอยู่หน่อยๆก็ตาม ก่อนที่ชื่อของฝ่ายตรงข้ามจะค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของความทรงจำ

            “อ่า..... อร อรแม่นก๋า อรจากป่าซาง” เด็กสาวหน้าจืดหมายถึงเมืองหลวงของรัฐป่าซาง ห่างจากตานนะคอนไปทางใต้เกือบหกร้อยกิโลเมตร

            “อื้ม” สาวสวยนามอรยิ้มกว้าง

            “สุมาเน่อ” กล้วยเกาหัวแกรกๆแก้เขิน “พอดีช่วงนั้นมีเรื่องหื้อคึดเยอะเลยจำบ่ค่อยได้....”

            “อื้มๆ ไม่เป็นไร พอจะเห็นเหมือนกันว่าวันสอบสัมภาษณ์กล้วยดูเครียดๆ” เด็กสาวผมเปียยิ้ม ก่อนจะหันต่อมายังกล้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ “แล้วเธอ.... เอ... ชื่ออะไรเหรอ เหมือนเราจะไม่เคยเห็น.....”

            “อ๋อ คงบ่เคยเจอหรอก ข้าอยู่ยานยนต์” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “ชื่อกล้ายเน่อ เป็นเพื่อนกล้วยกับบ่าจ้าดง่าวนี่” เธอพยักเพยิดไปยังหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งตักข้าวคำมองเพื่อนสาวคำราวกับเธอเป็นกับแกล้ม

            “ฮะๆ ชอบแฮะ บ่าจ้าดง่าว” อรหัวเราะ แต่จ้าดหน้าแดง เขาหงุดหงิดเพื่อนสาวขึ้นมาติดหมัด ทำไมต้องมาเปิดเผยความลับน่าอายของเขากับคนสวยที่เขาเล็งอยู่แบบนี้ด้วยนะ “เราชื่ออร อยู่ภาคเครื่องบิน ยินดีที่ได้รู้จักเน่อ”

            “อื้ม เช่นกัน”

 

            “อรมาคนเดียวเหรอ” จ้าดชวนคุยหลังจากกินอาหารเงียบๆกันไปพักหนึ่ง

            “อื้ม” เด็กสาวคนสวยตอบเสียงอู้อี้ด้วยข้าวมันไก่ยังเคี้ยวไม่หมดปาก เธอหยุดไปอึดใจหนึ่งเพื่อกลืนมันลงคอก่อนจะพูดต่อ “แต่เมื่อกี้ตั้งกับนัสโทรมาว่าถึงแล้ว จำสองคนนั้นได้รึเปล่าเนี่ย”

            “ตั้งที่ใส่แว่นหน้ากวนส้นๆหน่อย กับนัสที่ตัวใหญ่ๆเหมือนนักมวยนั่นใช่มั้ย”

            “อื้ม อ้อ นั่นไง มาแล้วๆ”

 

            เด็กหนุ่มสองคนเดินฝ่าผู้คนมาที่โต๊ะ ทั้งสองเหมือนที่จ้าดพูดไม่มีผิด คนหนึ่งร่างสันทัด ใส่แว่นกรอบเหล็กและหน้าตาดูอ้อนส้นเท้า เขาทำให้หลานชายหมอผีใหญ่นึกถึงแมน เพื่อนผู้ฝักใฝ่แต่สาวสองมิติเมื่อครั้งมัธยมปลายอย่างน่าประหลาด ส่วนอีกคนตัวใหญ่ล่ำเหมือนนักมวย และถ้าจ้าดจำไม่ผิด เขาก็เคยบอกเองเมื่อวันสอบสัมภาษณ์ว่าเคยฝึกมวยเยว่อยู่หลายปี ทั้งสองนั่งลงขนาบข้างอรโดยไม่สนสายตาอิจฉาตาลุกเป็นไฟของหลานชายหมอผีใหญ่และผู้ชายอีกหลายๆคนในบริเวณนั้น

 

            “หวัดดีครับอรกับกล้วย หวัดดีเว้ยจ้าด เป็นไงบ้างไม่ได้เจอกันนานเลย” เด็กหนุ่มร่างล่ำทักด้วยเสียงนุ่มนวลผิดกับขนาดตัว แม้ระดับความสุภาพที่ต่างกันในไม่กี่ประโยคจะฟังขัดๆหูอยู่เล็กน้อย

            “ไม่เจอกันนาน ยังสุภาพแต่กับผู้หญิงเหมือนเดิมนะไอ้นัส” จ้าดหัวเราะหึๆ

            “เอ๊า ก็ข้ามาจากโรงเรียนชายล้วนนี่ เลยคุยกับผู้หญิงไม่ค่อยเก่ง”

            “ก็ดีแล้วนี่ ดูเรียบร้อยดีออก” อรหัวเราะคิก ทำเอาเด็กหนุ่มอีกสองคนเคืองระคนแค้นขึ้นมาตงิดๆ

            “แล้วคนนี้....” ตั้งผู้นั่งตรงข้ามเด็กสาวผมหางม้าเอ่ยถามขึ้นบ้าง

            “ชื่อกล้าย อยู่ยานยนต์ เป็นเพื่อนกล้วยกับบ่าจ้าดง่าวนี่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมร่ายยาวโดยอัตโนมัติ

            “เลิกเรียกเราว่าบ่าจ้าดง่าวซะทีได้มั้ย !?” จ้าดฟิวส์ขาดเสียแล้ว ขณะผู้อยู่นอกกลุ่มอีกสามคนหัวเราะกันก๊าก

            “ฮะๆ ชอบว่ะ บ่าจ้าดง่าว” เด็กหนุ่มหน้ากวนหอบหายใจหลังจากขำจนแทบลงไปกลิ้งกับพื้น “ไม่ต้องไปฟังมันนะกล้าย เรียกมันไปแบบนี้แหละดีแล้ว”

            “บ่ต้องบอกก็ฮู้อยู่แล้ว” เด็กสาวผมหางม้าแสยะยิ้มแยกเขี้ยว “แม่นก่อบ่าจ้าดง่าว”

            “ว้อย อย่างน้อยก็อย่าเรียกต่อหน้าเพื่อนใหม่แบบนี้ได้มั้ยเล่า.....!

 

            “เอ้าๆ พอก่อน เดี๋ยวจะไม่ได้กินข้าวกัน” อรตัดสินใจห้ามศึกเมื่อเห็นนาฬิกาข้อมือบอกเวลาแปดโมงสี่สิบห้า เหลืออีกเพียงสิบห้านาทีก่อนที่พวกเธอจะต้องเข้าห้องประชุม “ตั้งกับนัสไม่กินข้าวเหรอ”

            “อ๋อ กินมาจากบ้านแล้วครับ” เด็กหนุ่มร่างใหญ่ตอบสุภาพเหมือนเคย

            “เราคงไม่กินแล้วแหละ เหลืออีกแค่สิบห้านาที แล้วคนก็เยอะขนาดนั้น” ตั้งเหลือบมองแถวร้านอาหารที่ยาวเป็นหางว่าวแวบหนึ่ง ไม่ใช่ว่าวธรรมดา แต่น้องๆว่าวงูอนาคอนด้า “เอ้อ วันนี้กำหนดการเป็นไงบ้างนะอร” ประโยคสุดท้ายเขาหันมาถามเพื่อนสาวคนสวย

            “แป๊บนึงนะ” ผู้ถูกถามก้มลงไปค้นกระเป๋าถือสีแดงที่วางอยู่ข้างตัว แต่นัสพูดขึ้นเสียก่อน มือดึงกระดาษสองสามแผ่นที่เย็บติดกันด้วยสวดออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต

            “ไม่ต้องก็ได้ครับอร เรามี”

            “ไอ้ห่าน ข้าจะถามอรเว้ยไม่ได้ถามเอ็ง !” เด็กหนุ่มแว่นทำปากพะงาบๆด่าเพื่อนผ่านหลังหัวเด็กสาวผมเปีย

            “ข้ารู้ ข้าเลยขวางเอ็งไง” อีกฝ่ายยิ้มยิงฟันก่อนจะคลี่กำหนดการออกอ่าน “เดี๋ยวเราต้องเข้าฟังปฐมนิเทศถึงสิบเอ็ดโมง หลังจากนั้นก็ไปทัศนศึกษาโรงงานครับ ข้าวกินกันบนรถ”

            “เอ๊ะ มีทัศนศึกษาโรงงานด้วยเหรอ” อรหันขวับ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายอย่างสนใจ “ที่ไหนๆ ภาคเราไปที่ไหน”

            “เอ แป๊บนึงนะครับ” เด็กหนุ่มร่างล่ำพลิกหน้ากระดาษ “ภาคเราไป.... ศูนย์ซ่อมใหญ่ของตานนะคอนแอร์เวย์สครับ”

            “เยส !” หลานชายหมอผีใหญ่กำหมัดอย่างสมหวัง ตานนะคอนแอร์เวย์สเป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของสารขัณฑ์ อาจจะใหญ่อันดับต้นๆของทวีปเยว่เลยด้วยซ้ำ และศูนย์ซ่อมก็ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดติดสิบอันดับของโลก โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ

            “แล้วยานยนต์ล่ะไปที่ได๋” กล้ายถามบ้าง

            “ยานยนต์ไปโรงงานเวียงที่นิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ครับ” นัสหมายถึงโรงงานผลิตรถยนต์หรูซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทางใต้ของตานนะคอน “ไกลหน่อยนะ”

            “เหรอ....”

            “ไม่อยากไปเวียงเหรอ” เด็กหนุ่มหน้ากวนพอจะจับหางเสียงผิดหวังระคนเหงาหงอยของเพื่อนสาวได้

            “บ่ๆ ก็อยากไปแหละ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมปฏิเสธ “เพียงแต่ข้าคุยกับเพื่อนใหม่บ่ค่อยเก่ง แล้ววันสัมภาษณ์ก็ปิ๊กเร็วด้วย เลยย่านอยู่เหมือนกันว่าจะบ่มีเพื่อนคุย อยากไปกับกล้วยมากกว่า.....”

            “อย่าไปกลัวสิครับ เรื่องแบบนี้ยิ่งกลัวจะยิ่งแย่นะ” นัสแนะนำ “ลุยเข้าไปเลยครับ อย่างกล้ายต้องหาเพื่อนคุยได้แน่”

            “แต่ถ้าหาไม่ได้ก็มาคุยกับเราก็ได้นะ” ตั้งเสริมด้วยเสียงกรุ้มกริ่ม ดวงตาหลังแว่นกรอบลวดมองเพื่อนสาวฉายแววเดียวกัน “เรายินดีคุยกับกล้ายทุกเวลาอยู่แล้ว”

            “เฮ้ย จะจีบเพื่อนข้าเรอะ !?” หลานชายหมอผีใหญ่ดักคอ ข้างตัวเขา กล้ายทำหน้าแปลกๆ ที่อยู่ระหว่างงุนงงกับหงุดหงิด

            “ทำไมวะ หวงรึไง”

            “เปล่า แค่จะบอกว่าจะจีบผู้หญิงทั้งที หาที่หน้าตาดีๆ นิสัยน่ารักๆกว่านี้หน่อ.... โอ๊ย !

 

            คำตอบของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดห้วงที่กลางประโยคเมื่อฝ่ามือพิฆาตของเด็กสาวผมหางม้าฟาดเปรี้ยงเข้ากลางแผ่นหลังจนเขาตัวแอ่น สองเด็กหนุ่มหนึ่งเด็กสาวผู้ไม่คุ้นกับปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัวอ้าปากค้าง โดยเฉพาะตั้งดูจะอ้ากว้างเป็นพิเศษจนน่ากลัวว่าแมลงหน้าร้อนจะเข้าไปวางไข่ ดีนะที่เขายังไม่หลวมตัวรักเด็กสาวผู้นี้เต็มที่ ร่างกายเขายิ่งทนไม้ทนมือไม่ค่อยได้เสียด้วย ถ้าได้รักกันจริงๆ สงสัยเขาคงตายก่อนได้แอ้มแหงๆ

 

            “ไปกันเหอะ” กล้ายตัดบทเสียงเย็น “แปดโมงห้าสิบแล้ว”

 

            ตั้งดูจ๋อยลงไปถนัดตาขณะเดินตามกล้วย กล้าย อรและจ้าดไปเก็บจาน ก่อนที่ทั้งหกจะออกจากโรงอาหารเดินตัดลานกลางคณะไปยังห้องประชุมใหญ่ซึ่งอยู่ในตึกถัดไป ลานกว้างที่เคยเต็มไปด้วยนักศึกษาใหม่เมื่อตอนเช้าบัดนี้แทบจะว่างเปล่าแล้ว มีเพียงนักศึกษาใจเย็นไม่กี่คนที่ยังคงนั่งคุยกันอยู่ กลับกับโต๊ะลงทะเบียนหน้าห้องประชุมซึ่งแน่นเอี้ยดเหมือนแผงขายเสื้อผ้ายามมีโปรโมชั่น

 

            “ชื่ออะไร ภาคอะไรครับน้อง” รุ่นพี่หนุ่มผิวคล้ำผู้นั่งอยู่หลังโต๊ะลงทะเบียนถามเมื่อถึงคิวจ้าด เขาอยู่ในชุดเดียวกับหลานชายหมอผีใหญ่ นั่นคือเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวและกางเกงสแล็ก ผิดกันเพียงไม่มีเนคไทสีดำที่ปักรูปต้นกล้วยสีเขียวอยู่ตรงกลางเท่านั้น “ขอบัตรนักศึกษาด้วยนะครับ”

            “จัตุรัส ฉันทลักษณ์วิกรม ภาคอากาศยานครับ” จ้าดยื่นบัตรประจำตัวสีขาวคาดเขียวที่เขาเพิ่งจะได้มาทางไปรษณีย์เมื่อวานให้อีกฝ่ายซึ่งเอาไปสแกนบาร์โค้ดก่อนจะยื่นคืนให้

            “ชื่อเล่นล่ะ” รุ่นพี่อีกคนซึ่งจรดปากกาเมจิกเตรียมเขียนป้ายชื่อถามต่อ

            “เอ่อ....” หลานชายหมอผีใหญ่อึกอักเล็กน้อย ทุกครั้งที่เขาบอกชื่อเล่นจะต้องโดนล้อเสมอ “เอ่อ จ้าดครับ”

            “จ้าด ?” รุ่นพี่คนนั้นทวนคำ รอยยิ้มหวานเย็นค่อยๆคลี่ออกบนริมฝีปาก ขณะจ้าดเบ้หน้ารอรับการโจมตี “จ้าดอะไร จ้าดง่าวอะไรทำนองนั้นรึเปล่า”

            “ไม่ใช่ครับ !” เด็กหนุ่มหน้าดุโต้กลับทันควัน ทำไมซื้อหวยไม่เคยถูกแบบนี้บ้างหนอ แต่ก็ไม่แปลก เพราะเขาไม่เคยซื้อหวย “จ้าดจากแจ๋วจ้าดครับ ไม่ใช่จ้าดง่าว”

            “เอ แต่พี่ว่าน้องเหมาะกับจ้าดง่าวมากกว่านะ” ฝ่ายตรงข้ามยิ้มกว้าง “เอ้าๆ ล้อเล่น เอ้านี่ ป้ายชื่อ เอามาค่ายพรุ่งนี้ด้วยนะครับ อย่าลืมล่ะน้องจ้าดง่าว”

 

            จ้าดแทบจะทิ้งผมตัวเองประชดชีวิตอยู่ตรงนั้น วันนี้เขาโดนล้อเรื่องชื่อนี้มาสองครั้งแล้ว แถมต่อหน้าธารกำนัลตั้งสองครั้งเสียด้วย ยิ่งเมื่อเห็นรุ่นพี่คนนั้นฉีกยิ้มยียวนให้และได้ยินเสียงหัวเราะจากเพื่อนที่ต่อหลังเขาก็ยิ่งแค้น ถ้าไม่เห็นว่าเป็นรุ่นพี่ ป่านนี้เขาตบเกรียนหน้าคว่ำไปแล้ว หวังว่ารุ่นพี่คนนี้คงไม่ได้อยู่ภาคเดียวกับเขาหรอกนะ.....

 

            กล้วยกับกล้ายก็มีปัญหาเช่นกัน แต่ปัญหาของพวกเธอไม่มีใครขำแม้แต่รุ่นพี่

 

            “น้องคะ คณะเราห้ามใส่คอนแทกต์เลนส์สี แล้วก็ห้ามย้อมผมนะคะ”

            รุ่นพี่สาวหน้าเคร่งผู้ดูราวกับถอดแบบนักเรียนดีเด่นในอุดมคติพูดด้วยเสียงเรียบๆแต่ทรงพลัง ดวงตามองลอดแว่นกรอบหนาสีดำมายังรุ่นน้องทั้งสองอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของกล้ายเตะตาเธอเป็นพิเศษ

 

            “บ่ได้ย้อมสัก โอ๊ย !” ยังไม่ทันจบประโยค เสียงของเด็กสาวผมหางม้าเปลี่ยนเป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อกล้วยเหยียบเท้าเธออย่างแรงจากใต้โต๊ะ

            “สุมาเน่อเจ้า คราวหลังจะบ่ยะจะอี้อีกแล้วเจ้า” กล้วยค้อมหัวให้อีกฝ่ายซึ่งยกมือขึ้นกอดอกพลางหรี่ตามองเธออย่างเหยียดๆระคนหงุดหงิด

            “น้องจะชอบจะคลั่งตานีเท่าไหร่ไม่มีใครว่าค่ะ” เด็กสาวหน้าเนิร์ดพูดด้วยเสียงไร้อารมณ์เหมือนเดิม “แต่ถ้ามาอยู่คณะนี้ น้องต้องปฏิบัติตามกฎ ถ้าอยากสวยอยากโชว์ ก็ไปอยู่คณะอื่น คณะเราไม่ต้อนรับ”

            “บ่หันจะต้องอู้ขนาดนั้น โอ๊ย !” กล้ายร้องด้วยความเจ็บปวดเป็นครั้งที่สองเมื่อกล้วยหยิกเธอที่ต้นขา ไม่หยิกเปล่า บิดด้วย

            “เอื้อยฮู้จักตานีด้วยกาเจ้า” ตานีสาวหน้าจืดถาม เธอพยายามคุมเสียงให้เรียบแม้จะตกใจ

            “ก็ทีวีเล่นโฆษณาแถมเอามาฉายซ้ำฉายซากวันละสองหนแบบนั้น ใครไม่รู้จักก็แย่แล้ว” คำตอบของรุ่นพี่สาวทำเอาราชินีตานีหนาวเยือกไปถึงสันหลัง แต่ก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกมาได้อีก อีกฝ่ายก็ตัดบท “เอาล่ะ ขอบัตรนักศึกษาด้วยค่ะ แล้วอย่าทำมาให้เห็นอีก ถ้าอาจารย์เห็น น้องคงไม่โดนแค่นี้หรอกนะคะ”

            “เจ้า ขอสุมาอีกครั้งเจ้า”

 

            “กล้วย ยะหยังต้องหยิกข้าจะอั้นด้วยเล่า !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโวยวายทันทีที่พวกเธอหลุดเข้ามาในห้องประชุมแล้ว “แล้วยะหยังต้องอู้จะอั้น หมู่เฮาบ่ได้ยะอะหยังผิดสักหน่อย”

            “กล้าย คึดบ่เป็นเลยก๋า” กล้วยดุด้วยเสียงกระซิบ แต่กลับทำให้เพื่อนสาวหน้าชา “คึดว่าถ้าบอกเปิ้นไปว่าบ่ได้ย้อมเปิ้นจะเชื่อก๋า หรือถ้าเชื่อ หมู่เฮาก็ยิ่งลำบาก คึดว่าถ้าเปิ้นฮู้ว่าหมู่เฮาเป็นตานีขึ้นมาจะเป็นจะได”

            “สุมาเน่อกล้วย ข้าก็หงุดหงิดจนลืมคึดไป” เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงเจื่อนๆ “แต่ก็บ่หันจะต้องหยิกกันแรงจะอั้นนี่.....”

            “ถ้าหยิกบ่แรงจะหยุดกล้ายทันก๋า” ราชินีตานีพูดห้วนๆ “ช่วยกันมองหาอรซิ”

            “ก็ได้.... เอ.... นั่นจะได ข้างล่างนั่น”

 

            เด็กสาวผมเปียโบกมือเรียกพวกเธอมาจากที่นั่งแถวหน้า ข้างตัวเธอ เด็กสาวสองคนซึ่งกล้วยคุ้นหน้ามาจากวันสอบสัมภาษณ์ก็โบกมือมาด้วย สองตานีสาวเดินลงไปนั่งข้างเธอ และเมื่อแนะนำตัวกันเรียบร้อย กล้วยก็ได้โอกาสมองสำรวจรอบตัวเป็นครั้งแรก

 

            ห้องประชุมใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ใหญ่สมชื่อ มันมีสองชั้น และเพียงชั้นล่างก็น่าจะจุคนได้ไม่ต่ำกว่าสองพันห้าร้อยคนแล้ว ทั้งห้องตกแต่งในโทนสีเลือดหมูอันเป็นสีประจำคณะ ทั้งผ้านวมที่บุผนังไม้ ผ้าห้อยขอบเวที และเก้าอี้พับได้ที่ตั้งเรียงรายลดหลั่นกันตามความลาดเอียงของห้องซึ่งบัดนี้มีนักศึกษาใหม่นั่งกันเกินครึ่ง สีขาวของชุดนักศึกษาและสีเลือดหมูตัดกันอย่างชัดเจน

 

            ที่หน้าห้อง อาจารย์สองสามท่านและรุ่นพี่อีกเกือบสิบคนเดินไปเดินมาอยู่บนเวทีใหญ่ที่กว้างพอๆกับสนามเทนนิสติดกันสามสนาม ธงสีเลือดหมูสามผืนแขวนห้อยลงมาจากราวม่านเหนือเวที ทุกผืนล้วนมีรูปเฟืองเกียร์ปักด้วยดิ้นสีทองเด่นสง่าอยู่ตรงกลาง เหนือขึ้นไปอีกบนคานคอนกรีตที่รับน้ำหนักเพดาน รูปปั้นพะแสน เทพแห่งการช่างตามความเชื่อชาวเวียงโบราณประดิษฐานอยู่ในศาลไม้สนที่ปิดทองเหลืองอร่าม

 

            ต่ำลงมาเล็กน้อย วิญญาณเกือบสิบตนลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ แปดตนอยู่ในชุดนักศึกษาแบบเก่าที่เลิกใช้มาเกือบห้าสิบปีแล้ว และอีกสองตนอยู่ในเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กผูกเนคไทเหมือนชุดทำงาน แม้จะอยู่ไกล แต่กล้วยก็พอจะมองเห็นได้ว่าสีหน้าของทุกตนต่างอิ่มเอิบด้วยความสุข พวกเขาคงจะเป็นอาจารย์และรุ่นพี่ผู้ล่วงลับ ที่มาต้อนรับน้องใหม่เข้าสู่อ้อมกอดของคณะที่พวกเขารักและผูกพันแม้ลมหายใจจะหมดไปแล้วนับสิบปีก็ตาม

 

            “ทำไมช้านักล่ะกล้วย กล้าย” อรกระซิบถาม

            “อ๋อ บ่มีอะหยัง รุ่นพี่เปิ้นเรื่องมากไปหน่อย” เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยังไม่วายแฝงแววหงุดหงิด

            “เรื่องย้อมผมกับคอนแทกต์สีใช่มั้ยล่ะ” เด็กสาวผมเปียยิ้ม “ลำบากหน่อยนะ ที่นี่ค่อนข้างเข้มเรื่องระเบียบการแต่งกาย ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงหน่อยดีกว่านะ”

            “กล้วยกับกล้ายดูท่าจะชอบตานีมากเลยนะ” แก้วผู้นั่งอยู่ข้างอรถามขึ้นบ้าง เธอเป็นคนเดียวในกลุ่มนี้ที่มาจากตานนะคอน และหน้าก็หมวยสมกับบ้านเกิด ผมยาวเกือบถึงเอวที่ผูกเป็นทรงทวินเทลทำให้เธอดูเด็กลงไปหลายปี เมื่อรวมกับแว่นกรอบลายไม้แล้ว เธอก็ดูโมเอะจนน่าจะถูกใจเหล่าผู้ชายวิศวะหลายๆคน “ถึงกับลงทุนย้อมผมแล้วก็ใส่คอนแทกต์สีด้วย ย้อมเป็นประกายๆแบบนั้นทำยากด้วยสิ”

            “แก้วก็ฮู้จักตานีก๋า” ราชินีตานีหันมองเพื่อนสาวพลางขมวดคิ้ว แม้จะไม่ตกใจเท่าตอนที่รุ่นพี่หน้าเนิร์ดพูด แต่เธอก็ยังอดหนาวสันหลังไม่ได้

            “ต้องพูดว่าใครไม่รู้จักสิแปลก” ฟาง เด็กสาวผิวคล้ำผมสั้นผู้นั่งถัดไปจากสาวแว่นส่งเสียงมาบ้าง “ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยสนขาวเพิ่งออกมาว่าเป็นรายการที่เรตติ้งอันดับหนึ่งในรัฐเวียงตานเลยนะ แซงหน้าดอกทองสีส้มแล้วก็แรงง่าวไปเยอะเลย ขนาดคนต่างเมืองอย่างเรายังสนใจเลย”

            “แต๊ก๋า” สองตานีสาวหันขวับอย่างฉับพลันจนแทบได้ยินเสียงข้อต่อคอลั่นกร๊อบ “ขนาดนั้นเลยก๋า”

            “อื้ม ใช่” อรตอบ ดูงุนงงเล็กน้อยกับท่าทีตกใจของอีกฝ่าย “ทำไมถึงทำเสียงแบบนั้นล่ะ มันน่าแปลกใจขนาดนั้นเลยเหรอ”

            “อ๋อ เปล่าๆ บ่มีอะหยัง” ราชินีตานีรีบกลบเกลื่อน “ข้าเจ้าก็นึกว่าวัยรุ่นสมัยนี้จะไม่สนใจตานีกันซะอีก”

            “แหม พูดยังกับตัวเองไม่ใช่วัยรุ่นงั้นแหละกล้วย” สาวแว่นหัวเราะคิก “จริงๆก็ไม่ถึงกับไม่สนใจนะ เราว่าคนตานนะคอนแทบทุกคนแหละสงสัยอยู่ไม่มากก็น้อยว่าตานีเป็นใคร ทำไมถึงต้องมีสวนกล้วยอยู่กลางเมือง แล้วก็ทำไมที่ต่างๆในเมืองถึงได้ตั้งชื่อให้เกี่ยวกับตานี แล้วตอนนี้พวกเขาหายไปไหนหมดแล้ว พอมีรายการที่ตอบคำถามพวกนี้ออกมาคนก็เลยชอบกันไง”

            “อืม....” กล้วยพยักหน้าตามน้ำ แต่แอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

            “อีกอย่าง เท่าที่เคยได้ยินมา ที่นี่เหมือนจะโดนผีบุกเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วนี่” เด็กสาวผมสั้นออกความเห็นบ้าง “คนตานนะคอนอาจจะอยากมีที่พึ่งทางใจก็ได้มั้ง พอบอกว่ามีคนกำลังปกป้องพวกเขาอยู่ก็เลยเชื่อกันง่ายๆ”

            “คนตานนะคอนไม่ได้อ่อนแอกันขนาดนั้นนะฟาง พวกเราเห็นผีกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว” แก้วแย้งทันควัน “แต่ก็จริงแหละ อาจจะมีบางคนที่กลัว โดยเฉพาะคนต่างเมืองที่ไม่คุ้นกับการเห็นผี”

            “แต่ถึงจะไม่ใช่คนตานนะคอนแล้วก็ไม่กลัวผี รายการนั้นก็สนุกอยู่ดี” สาวสวยจากป่าซางสรุป “ยังกับดูหนังแอ็กชั่นเลย กราฟฟิกก็ดี บรรยายก็น่าสนใจ ได้ความรู้ดี แล้วเราก็ชอบเรื่องผู้หญิงเก่งๆแบบนั้นอยู่แล้วด้วย วันนี้เราก็กะว่าจะรีบกลับไปดูเหมือนกัน หวังว่าคงจะกลับบ้านทันนะ.....”

            “อ๋อ อื้ม คงทันแหละ วันนี้เลิกราวๆห้าโมงหกโมงเองนี่”

 

            ราชินีตานีเออออตามเพื่อนสาว แต่แอบหันไปสบตากับหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม แล้วเธอก็เห็นแวววิตกระคนหวาดหวั่นสะท้อนอยู่ในดวงตาที่เรืองแสงสีเขียว แววตาเดียวกับที่คงจะสะท้อนอยู่ในดวงตาเรียวของเธอในยามนี้.....

 

            ถ้าสิ่งที่แก้วพูดเป็นความจริงล่ะก็ ผู้ชมกว่าสิบล้านคน หรืออาจจะถึงสามสิบล้านคนในทุกที่ที่สัญญาณโทรทัศน์เวียงตานส่งไปถึงก็กำลังติดตามเรื่องของตานีอยู่ นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับเผ่าพันธุ์ที่เคยถูกมนุษย์ทำร้ายจนต้องปกปิดตัวตนมากว่าสามร้อยปี เด็กสาวหน้าจืดเสียววูบอยู่ในอกแบนเมื่อเรื่องราวประวัติศาสตร์อันโหดร้ายผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ขอให้เธอมองโลกในแง่ร้ายเกินไปเองด้วยเถอะ....

 

            ราชินีตานียังคงนั่งกุมขมับอย่างไม่สบายใจตลอดระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงของการปฐมนิเทศ แม้เพื่อนๆนักศึกษาคนอื่นๆ รวมทั้งกล้ายจะหลับเป็นตายเหมือนหนูโดนยาเบื่อกันแทบทั้งห้องเมื่อเจอเสียงหึ่งๆ โมโนโทนของทั้งคณบดีและอาจารย์หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติเข้าไปติดๆกัน รู้สึกตัวอีกที รุ่นพี่ก็เรียกให้นักศึกษาใหม่ทุกคนออกไปขึ้นรถแล้ว

 

            “เอ้า ภาคนาโน ลุกขึ้นครับ ผู้หญิงก่อนนะครับ”

            เกิดเสียงอื้ออึงมาจากฝั่งผู้ชายเมื่อเหล่านักศึกษาหญิงเกือบครึ่งของทั้งหมดลุกขึ้นก่อนจะเดินออกจากประตูไป มันปนเปกันระหว่างเสียงเฮด้วยความดีใจจากเหล่าผู้ชายภาควิศวกรรมนาโนและเสียงครางอย่างผิดหวังจากภาคอื่น ยังเหลืออีกตั้งห้าภาค แต่ผู้หญิงกลับหายไปเกือบครึ่งแบบนี้ แล้วภาคของพวกเขาจะเหลืออะไรเล่า.....

 

            และ “ภาคคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร” ก็จากไปพร้อมผู้หญิงอีกครึ่งหนึ่ง นั่นรวมถึงผู้หญิงหน้าตาดีเกือบสามในสี่ของที่เหลือ แม้เหล่าเด็กหนุ่มจะใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อ “ภาคโยธา” ลุกออกไปโดยแทบไม่มีผู้หญิงเลย แต่ “ภาคอุตสาหการ” ก็กวาดผู้หญิงหน้าตาผ่านเกณฑ์ที่เหลือไปจนเกือบหมด ยามนี้ที่นั่งฝั่งหน้าห้องเหลือผู้หญิงอยู่เพียงไม่ถึงสิบห้าคน ทำเอาบรรยากาศระหว่างผู้ชายภาคยานยนต์และผู้ชายภาคอากาศยานเครียดเขม็งขึ้นมาทันที ภาคไหนจะได้ผู้หญิงไปเยอะกว่ากัน และภาคไหนจะได้คนหน้าตาดีไป โดยเฉพาะเด็กสาวหน้าตาเหมือนตุ๊กตาและเด็กสาวหน้าหมวยผมทวินเทลคนนั้น.....

 

            “ภาคยานยนต์ ลุกออกไปขึ้นรถได้เลยครับ”

 

            “ไปก่อนนะกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าบอกลาเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์แต่ไม่ได้ร่วมภาควิชาด้วยเสียงละห้อยปนงัวเงียด้วยเพิ่งตื่น ทำเอาสามสาวมนุษย์หัวเราะกันคิกคัก

            “แหม ลายังกับลาแฟนแน่ะกล้าย”

            “แม่นสิ ก็ข้าเป็นแฟนกล้.....”

            “ไว้เจอกันตอนแลงเน่อกล้าย” กล้วยรีบตะเบ็งเสียงกลบเพื่อนสาวพลางดันตัวเธอให้เดินออกไปจากแถว “ถ้ามีอะหยังก็โทรมาเน่อ แต่ขอหื้อเป็นเรื่องสำคัญแต๊ๆละกัน”

            “เอ๊ะ เมื่อกี้กล้ายพูดว่าอะไรนะ ได้ยินไม่ถนัด” ราชินีตานีเสียวสันหลังวูบเมื่อได้ยินเสียงแก้วล้อมาจากด้านหลัง

            “อื้ม ใช่ๆ” เสียงเออออของเด็กสาวผมทวินเทลทำกล้วยเสียวอีกวูบ “อะไรนะ ก็ข้าเป็นแฟนกล้วย’…..

            “บ่มีอะหยังทั้งนั้นแหละ” เด็กสาวหน้าจืดปฏิเสธทันควัน

            “บ่มีอะหยังแล้วยะหยังหน้าแดงจะอั้นล่ะ.....” ฟางเลียนสำเนียงเวียงตานดั้งเดิมของกล้วยได้เหมือนเปี๊ยบ

            “หน้าข้าเจ้าจะแดงก็เพราะฟางอู้จะอั้นนั่นแหละ ไปกันเหอะ คนอื่นเปิ้นไปกันหมดแล้วเน่อ !

 

            สี่สาวเดินตามเพื่อนๆในภาคออกจากห้องประชุมไปยังหน้าคณะ รถทัวร์คันใหญ่ที่จะพาพวกเธอไปท่าอากาศยานเวียงตานจอดรออยู่แล้ว รุ่นพี่สามคนยืนรอรับเหล่ารุ่นน้องอยู่ที่ประตูรถ หัวใจของราชินีตานีเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือรุ่นพี่สุดเฮี้ยบที่ดุเธอเรื่องสีผมและสีตาไปเมื่อเช้านั่นเอง ตานีสาวคิดว่าจะได้ยินเสียงบ่นอีก แต่เด็กสาวหน้าเนิร์ดเพียงเบือนหน้าหนีและปล่อยให้เธอขึ้นรถไปอย่างเงียบๆ

 

            อรซึ่งนั่งอยู่เกือบหน้าสุดของรถกวักมือเรียกเพื่อนสาวให้นั่งลงข้างเธอ แต่กล้วยส่ายหน้าเศร้าๆ ก่อนจะเดินฝ่ากลุ่มผู้ชายซึ่งมองเธอกันเป็นตาเดียวไปนั่งลงข้างจ้าดที่เกือบหลังสุดของรถซึ่งลุกให้เธอเข้าไปนั่งข้างหน้าต่าง เด็กสาวหน้าจืดพอจะรู้ว่าทัศนศึกษาแบบนี้คงต้องมีอาจารย์มาคุมอย่างน้อยก็หนึ่งท่าน และปกติอาจารย์ก็มักจะนั่งอยู่หน้ารถ คงไม่ดีแน่ที่จะไปนั่งใกล้ๆ โดยที่ทั้งสีผมและสีตาของเธอเตะตาเสียขนาดนี้

 

            แต่เธอลืมนึกไปเสียสนิทว่าการมานั่งข้างผู้ชายอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนี้ก็เตะตาไม่แพ้กัน

 

            “เฮ้ย จ้าดแม่มไวไฟว่ะ วันแรกก็มีผู้หญิงมานั่งข้างแล้ว” เสียงเนิบๆลอยมาจากเด็กหนุ่มร่างใหญ่ผิวขาวหน้าตี๋ตามมาตรฐานคนตานนะคอนที่นั่งอยู่ที่เบาะอีกฟากของทางเดิน แต่มันกลับทำทั้งราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่สะดุ้งได้เหมือนโดนไฟช็อต

            “ตลกละไอ้จาง” จ้าดสวนทันควัน “ดูซิ หน้าจืดอกแบนออกแบบนี้ใครจะ แอ้บ !

 

            พูดยังไม่ทันจะจบประโยค ฝ่ามือแห่งโทสะของสาวอกแบนก็ลอยละลิ่วมาฟาดผัวะเข้าที่กลางหลังตรงจุดเดียวกับที่กล้ายฟาดไปเมื่อเช้าเป๊ะ ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ร้องเป็นคางคกโดนรถทับแม้จะมีเบาะช่วยขวางวงสวิงอยู่ส่วนหนึ่งก็ตาม เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งยามนี้เปลี่ยนเป็นหน้าละห้อยเหลียวมองรอบตัวราวจะขอความช่วยเหลือ แต่ดูจะไม่มีใครสงสารเขาเลย มีแต่ฮากันลั่นจนแทบจะลงไปกลิ้งกับพื้น

 

            “สมน้ำหน้า ไปพูดแบบนั้นกับผู้หญิง สมควรแล้วว่ะ” เด็กหนุ่มร่างผอมสูงที่นั่งอยู่ข้างตั้งเยาะเย้ย “เอ แต่ฟาดแรงแบบนี้แปลว่ากล้วยแอบคิดอะไรกับจ้าดอยู่รึเปล่าเนี่ย....”

            “เอ๊ะ ก็ไม่แน่นา สองคนนี้อาจจะมีอะไรในกอไผ่กันอยู่จริงๆก็ได้” สองสหายร่วมรบมีอันต้องสะดุ้งเฮือกอีกครั้งเมื่อเสียงนุ่มของนัสลอยมาจากที่นั่งห่างออกไปสองสามแถวเบื้องหน้า “วันสอบสัมภาษณ์ก็กลับบ้านด้วยกัน แล้ววันนี้ก็ยังนั่งด้วยกันอีก มีความลับอะไรกันอยู่หรือเปล่า.....”

            “ไม่มีทั้งนั้นล่ะว้อย เห็นแบบนี้ข้าก็เลือก.... เอ่อ.... กล้วยเขาก็เลือกนะ” หลานชายหมอผีใหญ่เปลี่ยนคำพูดกลางคันเมื่อเห็นเพื่อนสาวข้างตัวทำท่าจะเงื้อมืออีกครั้ง “พอทีเถอะ ล้อกันแบบนี้กล้วยเขาเสียหายนะเว้ย”

            “แม่น เสียหายมาก” กล้วยตอบเสียงเย็นๆ “โดยเฉพาะเมื่อบ่าจ้าดง่าวนี่มีคนที่ชอบอยู่แล้วด้วย ข้าเจ้าบ่อยากได้ชื่อว่าเป็นมือที่สาม”

 

            ได้ผล ความสนใจถูกเบนออกจากตัวเธอไปยังจ้าดเพียงคนเดียวทันที

 

            “เอ้ย ไอ้จ้าดมีคนที่ชอบแล้วว่ะ ใครวะๆ”

            “ใช่คนผมเปียที่นั่งอยู่ข้างหน้ารึเปล่าว้า เมื่อเช้าเห็นนั่งด้วยกันอยู่นี่”

            “เฮ้ย อย่านะเฟ้ย อย่างเอ็งคิดจะจีบอรน่ะตายแล้วไปเกิดใหม่ให้หน้าตาดีกว่านี้เหอะ !

            “เอ้ย อะไรเนี่ยกล้วย ไหงโยนขี้มาให้เราแบบนี้ล่ะ !?

 

            เสียงอุทธรณ์ของเด็กหนุ่มแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงอื้ออึงของเหล่าหนุ่มโสดปากหมาภาคอากาศยาน แต่กล้วยไม่สนใจ เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะเบือนหน้าออกไปมองตึกรามบ้านช่องที่วิ่งผ่านไปนอกหน้าต่าง เมื่อไหร่จะถึงสนามบินสักทีหนอ เธออยากดูเครื่องบินมากกว่ามานั่งคุยเรื่องไร้สาระแบบนี้แล้ว....

 

            ข้าวกล่องถูกแจกจ่ายมาหลังรถออกไม่นาน แต่กินยังไม่ทันหมด อาคารผู้โดยสารหลักขนาดใหญ่มหึมาของท่าอากาศยานเวียงตานก็ปรากฏต่อสายตาเสียแล้ว หลังคาทรงโค้งยาวประดับด้วยกระจกและกระเบื้องสีเขียวเข้ม มองดูคล้ายใบกล้วยที่สะท้อนเป็นประกายเมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามเที่ยงฤดูร้อน เครื่องบินโดยสารลำใหญ่บินผ่านเหนือหัวตรงไปยังปลายรันเวย์ที่มองเห็นเป็นสีเทาพร่าเลือนอยู่ในหมอกควันของฤดูร้อน เสียงคำรามทรงพลังจากเครื่องยนต์ทั้งสองที่ใต้ปีกได้ยินชัดแม้จะอยู่ในรถก็ตาม

 

            แต่รถทัวร์ไม่ได้วิ่งเข้าอาคารผู้โดยสาร มันเปลี่ยนเลนลงจากทางยกระดับก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดข้างอาคารขนาดใหญ่มหึมาอีกหลังหนึ่ง มันเป็นตึกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คะเนด้วยสายตาแล้วก็น่าจะยาวไม่ต่ำกว่าร้อยเมตรและกว้างไม่ต่ำกว่าสามร้อยเมตร รั้วตาข่ายกั้นอยู่ที่มุมหนึ่งของอาคาร แบ่งเขตที่จอดรถออกจากลานจอดเครื่องบิน เครื่องบินขนส่งสินค้าลำใหญ่จอดนิ่งอยู่ที่กลางลาน หางสีเขียวตองอ่อนมีรูปต้นกล้วย ตัวอักษรสีเขียวบนลำตัวสีขาวบอกสายการบินชัดเจน “ตานนะคอนแอร์เวย์ส”

 

            “ยินดีต้อนรับสู่ศูนย์ซ่อมอากาศยาน ตานนะคอนแอร์เวย์สครับน้องๆนักศึกษาใหม่ทุกคน ผมสิดทิพง ปางลำตาน หัวหน้าหน่วยซ่อมหนักของที่นี่ เรียกผมว่าพี่สิดก็ได้ครับ”

            ชายวัยกลางคนยืนรอต้อนรับเหล่าผู้มาเยือนถึงประตูรถ เบื้องหลังเขา ชายอีกคนและหญิงสาวอีกคนซึ่งดูอายุน้อยกว่ายืนรออยู่ด้วย ทั้งสามอยู่ในเครื่องแบบช่างอันประกอบด้วยเสื้อแขนสั้นและกางเกงขายาวสีเขียว ไขควงและประแจหลากขนาดเหน็บอยู่ทั้งที่เข็มขัดและในช่องเก็บของที่แขนเสื้อ ตัวอักษรสีเงินบอกตัวย่อของหน่วยงานอยู่บนอก “ซน”

 

            “วันนี้น้องๆโชคดีมากนะครับ เพราะมีเครื่องเข้ามาถึงห้าลำ แถมเป็นเครื่องคนละรุ่นกันทั้งนั้นด้วย” สิดพูดต่อโดยไม่สนใจเสียงหัวเราะของเหล่านักศึกษาจากตัวย่อหน่วยงานของเขา “ตามมาเลยครับ”

 

            ชายวัยกลางคนเดินนำเหล่านักศึกษาผ่านประตูบานเล็กที่มุมหนึ่งของตึกเข้าไปด้านใน ทางเดินแคบๆ ตัดผ่านห้องซ่อมชิ้นส่วนเฉพาะต่างๆหลายห้อง ทั้งซ่อมล้อ ซ่อมผิวเครื่องบิน ซ่อมเบาะที่นั่ง และที่ดูจะดึงดูดสายตาของเหล่านักศึกษาได้ดีที่สุดคือชุดทดสอบที่นั่งชั้นหนึ่งซึ่งมีระบบความบันเทิงระหว่างเที่ยวบินครบครันที่ต่อสายไฟพร้อมใช้งานอยู่กลางห้องซ่อมระบบไฟฟ้า เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าจืดเหลียวมองซ้ายทีขวาทีอย่างไม่กลัวเมื่อยคอ ด้วยยามนี้ความสนใจมีมากกว่าความเมื่อยมากนัก อย่างไรก็ตาม นักศึกษาอีกหลายคนก็ดูไม่ค่อยสนใจนัก ด้วยสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นไม่ใช่ชิ้นส่วนของเครื่องบิน หากเป็นเครื่องบินทั้งลำที่จอดคอยพวกเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งในอาคารแห่งนี้.....

 

            “กินข้าวกันมารึยังเนี่ย” ชายวัยกลางคนถามรุ่นพี่ที่มาด้วยด้วยเสียงเป็นงานเป็นการน้อยลง

            “ทานกันมาบนรถเรียบร้อยแล้วครับ”

            “อ้าวเหรอ แหม ว่าจะพาทัวร์โรงอาหารของฝ่ายช่างสักหน่อย” สิดหัวเราะ ก่อนจะหันไปพูดกับนักศึกษาทั้งกลุ่มเมื่อมาถึงประตูบานใหญ่ที่สุดของทางเดิน “เอาล่ะครับนักศึกษา หลังประตูบานนี้จะเป็นพื้นที่ซ่อมใหญ่อากาศยานแล้ว ขอความร่วมมืออย่าถ่ายรูปยกเว้นผมจะบอกว่าถ่ายได้ และถึงจะถ่ายได้ก็อย่าเอาไปลงพวกเครือข่ายทั้งหลาย ทั้งสมุดหน้า ผู้จิ๊บ ฮิห้า อินสตาลิน อะไรก็ตามห้ามทั้งหมด เพราะนี่เป็นความลับของบริษัท ตกลงไหมครับ”

            “ครับ”

            “ค่ะ”

            “ขอบคุณครับ” นายช่างใหญ่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปิดประตู “เอาล่ะ ขอต้อนรับอีกครั้ง สู่ศูนย์ซ่อมอากาศยาน ตานนะคอนแอร์เวย์สครับ”

 

            เสียงอุทานด้วยความชื่นชมระคนตกตะลึงดังอื้ออึงอยู่ในหมู่นักศึกษา เบื้องหน้าพวกเขา เครื่องบินห้าลำจอดเรียงกันอยู่ภายใต้หลังคาสูงลิบ ตั้งแต่ลำเล็กสองเครื่องยนต์ที่คงจะยาวไม่ถึงสามสิบเมตร ไปจนถึงลำใหญ่มหึมาสี่เครื่องยนต์ซึ่งมีที่นั่งสองชั้น แต่ไม่ว่าจะลำใดก็สูงตระหง่านท่วมหัวราวกับปราการขนาดยักษ์ ปีกเสริมแรงยกและเบรกอากาศของทุกลำถูกยืดออกจนสุด เผยให้เห็นชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนที่ซ่อนอยู่ภายใน

 

            อีกด้านหนึ่งของโรงซ่อมเครื่องบิน เครื่องยนต์ไอพ่นนับสิบตัวตั้งอยู่บนฐานมีล้อเลื่อน พวกมันก็เหมือนเครื่องบินทั้งห้าลำ นั่นคือมีทั้งเครื่องเล็กและเครื่องใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ครึ่งตัวฟางไปจนถึงจ้าดยืนต่อกันสองคนก็ยังไม่เท่า กลีบโค้งเหมือนดาบโบราณของพัดลมตัวหน้าหมุนช้าๆ ในสายลมอุ่นที่พัดโชยผ่านประตูขนาดยักษ์ที่เปิดออกสู่ลานจอดเครื่องบินเบื้องหลัง

 

            “ลำนี้รุ่นอะไรมีน้องคนไหนรู้บ้างครับ” สิดเอ่ยถามขึ้นขณะเดินนำเหล่าผู้มาเยือนไปยังเครื่องบินลำใหญ่ที่สุด

            “ตาน T570-900X ครับ” ตั้งตอบอย่างมั่นใจ เรียกเสียงฮือฮาจากเพื่อนทั้งกลุ่ม

            “โอ้ เยี่ยมมาก คงชอบเครื่องบินมากเลยสินะ แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าไม่ชอบเครื่องบินก็คงไม่เข้าภาคนี้กันหรอกมั้ง” ชายวัยกลางคนหัวเราะหึๆ เดินผ่านฐานล้อหัวที่สูงเกือบสิบเมตรไปยังบันไดเคลื่อนที่ซึ่งทอดขึ้นไปยังห้องโดยสาร “เอาล่ะ ขึ้นไปได้เลยครับ ผู้ชายก่อนนะ น้องๆผู้หญิงระวังกระโปรงด้วยนะครับ”

 

            เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้งเมื่อทุกคนเข้ามาอยู่ในห้องโดยสารอันกว้างขวาง และยิ่งดังขึ้นไปอีกเมื่อขึ้นไปยังห้องโดยสารชั้นบนซึ่งเป็นที่อยู่ของชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่ง เก้าอี้กว้างขวางที่ปรับเอนนอนได้ราบของชั้นหนึ่งวางเรียงกันแถวละสี่ตัวไปจนถึงกลางลำ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแถวละหกตัวของชั้นธุรกิจที่ยาวไปจนสุดหาง คั่นเป็นระยะด้วยห้องน้ำและพื้นที่ทำครัวสำหรับลูกเรือ ทุกอย่างตกแต่งในโทนสีเขียวเย็นตา

 

            จ้าดเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ชั้นหนึ่งอย่างมีความสุข ในชีวิตนี้เขานั่งเครื่องบินแทบจะนับครั้งได้ ไม่ต้องพูดถึงชั้นหนึ่งที่แพงกว่าชั้นประหยัดเป็นสิบๆเท่าเลย ได้มานั่งฟรีๆแบบนี้เป็นบุญตูดแท้ๆ ถึงจะไม่ได้บินหรือได้กินอาหารหรูๆ ของชั้นหนึ่งจริงๆก็เถอะ

 

            “เอ้า แบ่งกลุ่มกันทีละห้าคนเข้ามาดูห้องนักบินนะครับ”

            หลานชายหมอผีใหญ่เด้งพรวดจากเก้าอี้เหมือนติดสปริงเมื่อได้ยินคำพูดของนายช่างใหญ่ แตก็ยังช้าเกินไป ห้าคนแรกเข้าไปในห้องนักบินเสียแล้ว เด็กหนุ่มจึงเดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง เขาเหลียวมองนอกหน้าต่าง แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นเครื่องบินลำใหญ่ที่จอดอยู่ข้างๆ กำลังลอยอยู่เหนือพื้น

 

            แต่เมื่อมองดูให้ดีอีกครั้ง จ้าดก็เห็นว่าที่ปลายปีกและปลายหางของมันมีแม่แรงสีเหลืองค้ำยันอยู่ อย่างไรก็ตาม หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังคิดว่าแม่แรงผอมๆนั่นก็ดูไม่น่าจะแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักนับร้อยตันได้อยู่ดี แต่ยังไม่ทันจะหายแปลกใจ เด็กหนุ่มก็ต้องเขม้นมองอีกครั้งเมื่อฝาครอบที่ใต้ท้องเครื่องเปิดออก ก่อนที่ฐานล้อทั้งสิบสี่ล้อจะค่อยๆถูกพับเก็บ ตอนนี้เครื่องบินดูราวกับกำลังบินอยู่จริงๆ เพียงแค่มันอยู่กับที่เท่านั้น

 

            “น้องนี่โชคดีนะ ได้เห็นตอนทดสอบพับฐานล้อด้วย”

            จ้าดหันขวับเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ แล้วก็เห็นนายช่างสาวซึ่งไปรอรับเขาที่ลานจอดรถด้วยยืนยิ้มอยู่ เขาเพิ่งสังเกตว่าเธอสวยไม่ใช่เล่น ใบหน้าหวานเหมือนคนทางวัฒนานครซึ่งอยู่บนชายฝั่งตะวันตก ผมยาวถูกรวบเอาไว้เป็นหางม้าดูทะมัดทะแมง

            “ครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบยิ้มๆ “ปกติทดสอบกันบ่อยไหมครับ”

            “ปกติเขาทำกันตอนกลางคืน พอดีวันนี้มีเที่ยวบินพิเศษก็เลยทำตอนนี้” หญิงสาวตอบก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เออน้อง เคยได้ยินเรื่องผีบนเครื่องบินมั้ย”

            “ไม่เคยครับ” เด็กหนุ่มส่ายหน้า แปลกใจนิดๆ ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “แต่ผีก็มีอยู่ทุกที่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ มีบนเครื่องบินบ้างก็ไม่เห็นน่าแปลก”

            “คนตานนะคอนใช่มั้ยเนี่ยถึงได้ไม่สะทกสะท้านแบบนี้” นายช่างหญิงหัวเราะ “แต่บนเครื่องบินลำนี้มีผีจริงๆนะ เป็นวิศวกร พอดีวันนั้นตัวเซอร์โวที่หางเสียเลยต้องขึ้นไปเปลี่ยน แต่ไม่รู้ว่าพลาดท่าหรือว่ายังไงเลยตกลงมาคอหักตาย”

            “โอ น่าสงสารนะครับ” หลานชายหมอผีใหญ่เม้มปาก “เอ ว่าแต่ พี่มาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังทำไมล่ะครับ”

            “จ้าด ไปเร็ว บ่ดูห้องนักบินก๋า”

            “อ้อๆ ไปๆ แป๊บนึงนะครับพี่ เดี๋ยวกลับมาคุยกันต่อ”

 

            ห้องนักบินนับได้ว่าเป็นฝันของเหล่าเด็กผู้ชายแทบทุกคน และเด็กผู้หญิงอีกหลายคน สวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ เรียงรายอยู่บนแผงควบคุมเหนือที่นั่งนักบิน คันบังคับเป็นแท่งเหมือนจอยสติ๊กเล่นเกมติดตั้งอยู่สองข้างห้องนักบิน ตรงกลางระหว่างนักบินทั้งสอง คันเร่ง คันควบคุมปีกเสริมแรงยกและเบรกอากาศถูกดึงลงมาอยู่ในตำแหน่งลงจอด เบื้องหน้า จอแอลซีดีขนาดใหญ่หกจอเรียงรายอยู่บนแผงควบคุม ทุกจอสว่างเรืองบอกข้อมูลทุกอย่างที่นักบินจำเป็นต้องรู้เพื่อนำพาเครื่องบินลำนี้ไปสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย จ้าดอดนึกภาพตัวเองกำลังขับเครื่องบินลำนี้อยู่ไม่ได้ การได้ใส่ชุดนักบินและควบคุมพาหนะอันล้ำสมัยที่สุดของโลกช่างเป็นอะไรที่เท่เหลือเกิน

 

            “หน้าจอนั้นเป็นหน้าจอที่สำคัญที่สุดในการบิน” สิดอธิบายพลางชี้ไปยังหน้าจอที่อยู่ซ้ายสุดและขวาสุดของแผงควบคุมซึ่งแสดงภาพสี่เหลี่ยมขอบมน ครึ่งบนของมันเป็นสีฟ้า ขณะครึ่งล่างเป็นสีน้ำตาล สองข้างของสี่เหลี่ยมนั้น สเกลสีขาวบอกเลขศูนย์และเลขหนึ่งหมื่นหกร้อยหกสิบ “ตรงกลางเรียกว่าขอบฟ้าจำลอง แสดงท่าทางการบินของเครื่องบิน ถ้ามันเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าเครื่องบินกำลังบินระดับ ไม่เงยหัวและไม่เอียงซ้ายเอียงขวา พอจะนึกภาพออกมั้ย”

            “แล้วเลขข้างๆนั่นล่ะครับ” ตั้งซึ่งยืนอยู่ข้างๆเด็กหนุ่มหน้าดุถาม

            “ศูนย์คือความเร็วเป็นนอต* ส่วนหมื่นหกนั่นคือความสูง ที่นี่สูงจากระดับน้ำทะเลหมื่นหกร้อยหกสิบฟุต”

            “แล้วหน้าจอที่มีวงๆ เยอะๆ นั่นล่ะครับ” จ้าดถามบ้าง ชี้ไปยังสองหน้าจอตรงกลางที่มีส่วนหนึ่งของวงกลมสิบสองอันเรียงกันอยู่

            “นั่นหน้าจอเครื่องยนต์” นายช่างใหญ่ตอบ “แถวบนสุดคือความเร็วการหมุนของแกนความดันต่ำของเครื่องยนต์ แถวสองก็ความเร็วการหมุนของแกนความดันสูงของเครื่องยนต์.... คงพอรู้การทำงานของเครื่องยนต์ไอพ่นมาบ้างใช่มั้ย พวกแกนความดันต่ำความดันสูงอะไรพวกนี้”

            “ก็.... พอจะทราบอยู่ครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอย่างไม่มั่นใจนัก เขาเคยอ่านมาก็จริง แต่จำได้ไม่ถนัดนัก “แล้วอันนั้น....”

 

            “กรี๊ด.....................!!!

            เสียงกรีดร้องที่ดังคับห้องโดยสารกระชากให้ทุกคนในห้องนักบินเผ่นพรวดออกมาข้างนอก แล้วพวกเขาก็มองเห็นทันทีว่าต้นเหตุของเสียงกรีดร้องคืออะไร....

 

            นายช่างหญิงคนที่เพิ่งพูดกับจ้าดไปหยกๆเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว บัดนี้ยืนจังก้าอยู่ห่างออกไปราวยี่สิบเมตร คนของเธอหักพับอยู่ในมุมที่ผิดธรรมชาติอย่างน่าสยดสยอง ใบหน้าสวยบิดเบี้ยว ลิ่มเลือดข้นคลั่กไหลออกจากทั้งจมูก ปาก หู และแผลแตกในเรือนผม ไหลโชกลงมาย้อมเครื่องแบบช่างสีเขียวตองอ่อนจนแดงฉานเป็นด่างดวง

 

            ราวกับแค่นั้นยังน่ากลัวไม่พอ หญิงสาวค่อยๆสืบเท้าย่างเข้าหาเหล่านักศึกษาใหม่ แต่แทนที่ร่างของเธอจะใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ระยะห่างกลับย่นเข้ามาอย่างฉับพลันเหมือนเธอกำลังวาร์ป เพียงไม่กี่ก้าว เธอก็เข้ามาประชิดตัวเด็กสาวคนที่นั่งห่างจากห้องนักบินที่สุดซึ่งนั่งหน้าซีดเป็นไก่ต้มราวกับกำลังจะเป็นลมเสียแล้ว มือช้ำเลือดช้ำหนองค่อยๆเอื้อมเข้าไปหาเธอ ดวงตาแดงก่ำจ้องหน้าเธอจนแทบถลนออกมานอกเบ้า....

 

            “กรี๊ด................!

            “เหวอ !?

            “ว้าก.................!

            หากประตูชั้นบนเปิดคงมีคนกระโดดลงไปแล้ว ไม่มีใครสนใจจะดูห้องนักบินหรืออะไรก็ตามของเครื่องบินลำนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะชายหญิง แม้แต่ชาวตานนะคอนอย่างฟางและตั้ง ทุกคนเผ่นลงจนเครื่องบินลำใหญ่สั่นสะท้าน เหลือเพียงจ้าด กล้วยและสิดที่ยืนตัวแข็งอยู่หน้าห้องนักบินเท่านั้น

 

            ราชินีตานีขบกรามกรอด เข้ามาใกล้ขนาดนี้ได้โดยที่เธอไม่รู้ตัวแบบนี้ แปลว่าวิญญาณตนนี้ต้องมีพลังสูงพอสมควร สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อเธอไม่ได้เอากล้วยมาเลยสักกระบอก ถ้ามันโจมตีเข้ามาเธอเสร็จแน่ เธอจะทำยังไงดี.....

 

            แต่ก่อนที่เด็กสาวหน้าจืดจะตัดสินใจได้ นายช่างใหญ่แห่งตานนะคอนแอร์เวย์สก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ เสียงเรียบที่แฝงแววเศร้าสร้อยอยู่ลึกๆ

 

            “ตอง ยังไม่ไปสู่สุคติอีกเหรอ นี่ก็จะสองปีแล้วนะ”

            “หัวหน้า ฉันยังไปไม่ได้....” ผีสาวตอบเสียงแหบแห้ง “ฉันยังมีห่วงกับที่นี่.....”

            “ไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมต้องออกมาหลอกน้องๆแบบนี้ด้วย ตอนเธอมีชีวิตอยู่เธอก็ออกจะชอบพานักศึกษาดูเครื่องบินไม่ใช่เหรอ”

            “ฉันไม่ได้จะมาหลอก ฉันแค่จะมาเตือน....”

 

            ผีสาวหันหน้ามาหากล้วย

 

            “ราชินีตานี....”

            “ขะ.... ข้าเจ้าบ่แม่น....” กล้วยรีบโบกมือปฏิเสธ ดวงตาเรียวเหลียวมองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างหวาดระแวง

            “ไม่ต้องห่วง หัวหน้าฉันไม่ได้ยินที่เราพูดกัน น้องคนนั้นก็ด้วย....” ผีสาวนามตองตอบ “ขอโทษด้วยที่ฉันออกมาแบบนี้ แต่พลังงานฉันตอนนี้ไม่พอจะคงรูปสวยๆแล้ว....”

            “บ่เป็นอะหยังเจ้า แค่ฮู้ว่าบ่ได้เจตนาออกมาหลอกก็พอแล้ว” ราชินีตานียิ้มให้อีกฝ่ายบางๆ “เอื้อยตองมีอะหยังจะเตือนข้าเจ้ากาเจ้า”

            “ระวังรายการทีวีนั้นให้ดีๆ.....” หญิงสาวร่างโชกเลือดเน้นเสียง “ถึงตอนนี้จะยังไม่มีอะไร แต่ฉันรู้มาว่ามันกำลังจะสร้างความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับตานีให้ชาวเมือง..... ใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กำลังประสงค์ร้ายกับท่าน.....”

            “เอื้อยฮู้ได้จะไดเจ้า” กล้วยย้อนถาม คิ้วบางขมวดเข้าหากัน

            “ท่านมองไม่ออกเหรอ....” ตองย้อนถามบ้างก่อนจะตัดบท “เอาล่ะ ฉันมีพลังจะปรากฏตัวได้แค่นี้ ฉันคงต้องไปแล้ว....”

            “เดี๋ยวสิเจ้า เดี๋ยว !

 

            แต่ผีสาวหายวับไปเสียแล้ว ทิ้งเจ้านายของเธอและอีกสองนักศึกษาให้ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางห้องโดยสารชั้นหนึ่งของเครื่องบินอันเป็นที่ตายของเธอ.....

 

            “เขาพูดว่าอะไรน่ะกล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ถาม เขาไม่ได้ยินบทสนทนาเช่นเดียวกับหัวหน้าหน่วยซ่อมหนัก

            “ไว้ปิ๊กไปอู้กันที่โรงเก็บเครื่องบิน” ราชินีตานีกระซิบ “แต่ข้าเจ้าว่างานเข้าหมู่เฮาอีกแล้ว”

 

 

            “ได้อะหยังก่อกล้าย”

            กล้วยยกถ้วยกาแฟดำแก่ๆ มาให้เพื่อนสาวผู้นั่งหน้าเครียดอยู่หน้าแลปทอปของเธอ หัวหน้าหน่วยจู่โจมนั่งอยู่ตรงนี้มาเกือบห้าชั่วโมงแล้ว พยายามทุกวิถีทางที่จะเจาะระบบของฐานข้อมูลโทรทัศน์เวียงตานเพื่อหาต้นตอของสัญญาณและข้อมูลภาพรายการสารคดีตานี แต่ไร้ผล เธอไม่เจออะไรผิดปกติเลย

 

            “บ่มีทั้งนั้น” เด็กสาวผมหางม้าส่ายหน้า ยกกาแฟขึ้นซดหนึ่งซู้ด “สัญญาณถ่ายทอดมาจากตัวสถานี และคึดว่าคงถ่ายทำกันในสถานีด้วย มันเหมือนรายการสารคดีธรรมดาๆทั่วไปเลย”

            “แล้วพอจะมีมั้ยว่าใครอยู่เบื้องหลัง” จ้าดถามบ้าง “อย่างใครเป็นคนสั่งให้ทำรายการ อะไรงี้”

            “บ่มีเหมือนกัน.... น้ำว้าน้ำไท เงียบๆก่อน เอื้อยอู้การกันอยู่เน่อ !” กล้ายหันไปปรามสองตานีน้อยที่วิ่งไล่จับกันอยู่รอบห้องก่อนจะพูดต่อ “ข้าว่าอย่าเพิ่งพุ่งความสนใจมาที่รายการนี้เลย หมู่เฮาซ่อมแล้วก็ปรับปรุงรถถังเตรียมการไว้เลยดีกว่า แล้วก็หาทางย้อมผมกับใส่คอนแทกต์เลนส์ด้วย ข้าบ่อยากมีปัญหากับบ่ารุ่นพี่นั่.....”

 

            เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขาดหายไปในลำคอเมื่อกริ่งเตือนภัยของโรงเก็บเครื่องบินแผดเสียงร้องแสบแก้วหู ยังไม่มีใครทันได้ทำอะไร ไฟทุกดวงก็ดับพรึ่บ ก่อนที่เสียงแข็งๆเหมือนหุ่นยนต์จะดังขึ้นในความมืด

 

            “ทางออกที่สอง ระวัง วิญญาณระดับสูง”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น