ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 63 : ความผิดปกติที่ถูกบอกเล่าโดยนายพลแห่งกะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “นรกแตก ?”

            เด็กสาวหน้าเสือทวนคำเสียงสูง ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวเบิกกว้าง จ้องกะหนุ่มที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะที่พยักหน้าช้าๆ แทนคำตอบ เขาดูจะพอใจในปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

 

            “มันคืออีหยัง ?”

            คำถามต่อมาของสมิงสาวทำเอาชายหนุ่มร่างโย่งแทบจะเอาหัวโขกโต๊ะเสียเดี๋ยวนั้น

            “โอ๊ย บักสมิงนี่ แล้วเฮ็ดเหมือนฮู้เรื่อง” วิญญาณผู้พิทักษ์ในชุดสูทบ่นกระปอดกระแปด

            “ยังบ่ได้เว้าว่าฮู้เรื่องสักหน่อย แค่ทวนคำ” หมิงตอบห้วนๆ ก่อนจะถามซ้ำ “แล้วสรุปนรกแตกนี่มันคืออีหยัง”

            “อ้ายโจ้บ่ต้อง เดี๋ยวข้าอธิบายแทนเอง” ตานีสาวผมหางม้าเบรกชายหนุ่มซึ่งกำลังอ้าปากจะพูด จะด้วยอยากอธิบายให้คู่หูคู่กัดฟังเองหรือเกรงสองศัตรูตามธรรมชาติจะฟัดกันอีกก็ไม่รู้ได้ “นรกแตกก็คือเหตุการณ์ที่วิญญาณและเผ่าพันธุ์วิญญาณอื่นๆ ในโลกหลังความตายทำลายม่านมิติที่กั้นระหว่างโลกหลังความตายกับโลกนี้ แล้วก็ข้ามมาอาละวาดในโลกนี้”

            “อ๋อ จังซั่นบ่” สมิงสาวพยักหน้าว่าเข้าใจ แต่เธอก็ยิงคำถามต่อทันที “แล้วเป็นหยังพวกเปิ้นถึงอยากสิข้ามมาฝั่งนี้ล่ะ โลกฝั่งนี้มันมีอีหยังดีมากนักบ่”

            “แล้วอยากจะไปอยู่ฝั่งโน้นก่อล่ะบ่าสมิงบ้าพลัง บ่มีทางกลับมาโลกนี้อีก บ่มีทางได้พบอีพ่อ อีแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ หรือผู้ได๋ก็ตามในโลกนี้อีกจนกว่าเปิ้นจะตายตามไป ซึ่งก็อาจจะเป็นสิบๆปีหรือเป็นร้อยปีก็ได้ ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็เอาไปบ่ได้ แล้วก็บ่มีขากวางกินด้วยเน่อ”

            “หวา แย่เลย....” ดูท่าเด็กสาวหน้าเสือจะหมายความถึงเหตุผลอย่างสุดท้าย “แต่เท่าที่เคยฮู้มา ในโลกนั้นมีชีวิตอยู่ได้เป็นร้อยๆพันๆปีเลยบ่แม่นบ่ อดทนรอสักสิบปีร้อยปีก็บ่ถือว่านานเท่าได๋นี่”

            “มันก็แม่น แต่เหตุผลมันบ่ได้มีแค่นั้นจะได” กล้ายตอบ “โลกหลังความตายมีพลังงานพิเศษไหลเวียนอยู่ พลังงานนี้ช่วยในการคงรูปวิญญาณ แต่วิญญาณที่เคยยะความชั่วเอาไว้มากจะได้รับผลของพลังงานนี้น้อยลง เปิ้นก็จะอึดอัดเจ็บปวดทรมานอยู่บ่เป็นสุข พอรวมกับความอยากก่อเรื่องก็ยะหื้อหมู่ผีร้ายส่วนใหญ่อยากฝ่าปิ๊กมาโลกนี้จะไดล่ะ”

            “จังซั่นก็แปลว่าการส่งผีร้ายไปโลกหลังความตายบ่ได้ซ่วยอีหยังเลยสิ กลายเป็นว่าแค่หมกปัญหารอเวลาระเบิดเท่านั้นเอง” สมิงสาวยิงตรงเป้าเผงจนผู้ทำหน้าที่ส่งวิญญาณร้ายไปโลกเบื้องหลังทั้งห้าตนหน้าชาวูบ

            “จะว่าจะอั้นก็ได้อยู่” ราชินีตานีตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก “แต่หมู่เฮาก็คึดว่าหน้าที่ของหมู่เฮามีแค่ปกป้องมนุษย์และส่งผีร้ายไปโลกหลังความตายเท่านั้น ส่วนเรื่องของทางนั้นก็หื้อทางนั้นดูแลกันเอง”

            “ประเด็นคือเจ้าหน้าที่ของทางนั้นบ่ค่อยสิดูแลเท่าได๋นี่สิ” โจ้ถอนหายใจเฮือก “ของเซียงหลวงนี่บ่ค่อยมีปัญหาเพราะกะดูแลเอง แต่ของเวียงตาน.... ข้อยได้ยินมาว่ายมทูตของทางโน้นบ่ค่อยดูแลเท่าได๋”

            “อืม.... บ่ฮู้เหมือนกันเจ้า บ่ได้ติดต่อกับทางปู๊นมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนอีแม่สิ้นอายุ....” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดหมองลงเล็กน้อย แต่ประโยคต่อมาก็แฝงด้วยความกังวล “สงสัยข้าเจ้าคงต้องไปทางโน้นดูสักหน่อยแล้ว”

            “ข้อยบ่คึดว่าสิดีเท่าได๋เด๊ความคิดนั่น..... อ้อ อาหารมาแล้วนี่”

 

            กะหนุ่มหยุดกลางคันเมื่อเห็นพนักงานเสิร์ฟสาวสามคนเดินเรียงแถวตรงเข้ามาหา แล้วอาหารเกือบสิบจานและกระติ๊บข้าวเหนียวอีกเจ็ดกระติ๊บก็ถูกลำเลียงมาวางตั้งบนโต๊ะ ดูรูปในเมนูก็ว่าน่ากินแล้ว แต่ของจริงกลับน่ากินกว่าอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เมื่อบวกกับกลิ่นถ่านหอมหวนของคอกวางย่าง กลิ่นจัดจ้านของต้มแซ่บ และกลิ่นปลาร้าสูตรดั้งเดิมของส้มตำแล้ว หกสหายร่วมรบ รวมทั้งอีกหนึ่งเจ้าบ้านก็น้ำลายสอจนแทบจะหกออกมานอกปาก โดยเฉพาะตานีสาวผมหางม้าที่รู้สึกว่าเธอคงไม่สามารถคุยเรื่องเครียดๆ ต่อไปได้อีกแล้ว.....

 

            “เอ่อ..... สุมาเน่ออ้ายโจ้” กล้ายหัวเราะแหะๆ “ขอกินก่อนแล้วค่อยอู้กันได้ก่อ หรือบ่อั้นก็อู้ไปกินไปก็ได้....”

            “ได้จะไดกล้าย อู้เรื่องการหื้อเสร็จก่อน.....”

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปในลำคอเมื่อกระเพาะของเธอทรยศด้วยการส่งเสียงดังเหมือนออดเตือนพลังงานวิญญาณร้ายของโรงเก็บเครื่องบิน

 

            “เห็นบ่กล้วย” สมิงสาวได้ทีเสียบทันที มือของเธอยื่นไปรออยู่ที่จานขากวางดิบแล้ว “กล้วยก็หิวคือกันนั่นแหละ กินๆให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเว้ากันดีกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้องเด๊”

            “นี่มัน.... บ่แม่นเน่อ บ่ได้หิวสักหน่อย” กล้วยปฏิเสธเป็นพัลวัน ใบหน้าจืดแดงก่ำไปถึงใบหู เธอขบกรามกรอดอย่างโกรธตัวเอง ก็สมควรจะโกรธอยู่หรอก ร่างกายของเธอไม่จำเป็นต้องกินอาหารก็ได้ แต่ท้องดันร้อง แถมมาร้องเอาตอนเธอดุเพื่อนอยู่เสียด้วย

            “ยอมรับเถอะน่ากล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ร่วมด้วยช่วยกดดันอีกคน “หิวก็บอกมา พี่โจ้แกไม่ว่าอะไรหรอก ใช่มั้ยครับ” ประโยคสุดท้ายเขาหันไปถามกะหนุ่ม

            “เงียบไปเลยบ่าจ้าดง่าว !

            “เอ้าๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน” วิญญาณผู้พิทักษ์ในชุดสูทตัดสินใจห้ามศึกก่อนที่จะเสียเวลาและอาหารจะเย็นไปมากกว่านี้ “กินกันไปก่อนเถอะ เรื่องงานไว้ว่ากันทีหลังก็ได้ จังไสข้อยก็ต้องพาพวกท่านไปประซุมกับนายข้อยอยู่แล้ว นายข้อยน่าสิอธิบายได้ดีกว่าด้วย หลังจากนี้คงว่างกันแม่นบ่”

            “ว่างเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ดวงตาเรียวเหลียวมองอีกห้าสหายร่วมรบที่เปิดฉากเปิบกันอยู่เบื้องหลังก่อนที่เธอจะลดเสียงลงอย่างเกรงใจ “จะอั้นก็รอสักนิดนึงเน่อเจ้า ขอสุมาด้วยเน่อเจ้า อ้ายโจ้บ่กินด้วยกันกาเจ้า”

            “โอ้ย บ่เป็นหยัง ข้อยอิ่มทิพย์อยู่แล้ว” โจ้โบกไม้โบกมือปฏิเสธ แต่เขาก็เสริมเบาๆ “แต่อย่านานมากละกันเด้อ มีเรื่องต้องเว้ากันอีกหลาย”

 

            หากกะหนุ่มรู้สมรรถภาพในการเขมือบของเหล่าผู้มาเยือนจากตานนะคอน เขาคงไม่กังวลอะไรไร้สาระอย่างนั้นแน่ แต่นี่เขาไม่รู้ ชายหนุ่มในชุดสูทจึงได้แต่อ้าขากรรไกรยาวๆ ของเขาค้างจนน่ากลัวว่าแมลงหน้าร้อนจะบินเข้าไปทำรังในปากเมื่ออาหารเต็มโต๊ะที่ควรจะใช้เวลากินอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหายเรียบภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที โจ้ยิ่งอ้าปากกว้างขึ้นไปอีกเมื่อน้ำไทยกมือสั่งขากวางดิบเพิ่มหนึ่งจานและต้มแซ่บเครื่องในเพิ่มอีกสองหม้อ เขาไม่แปลกใจกับอย่างแรกมากนักด้วยรู้ดีว่าสมิงกินเยอะ แต่อย่างหลังที่ตานีน้อยสั่งมากินเองนั้นเกินความคาดหมายไปไม่น้อย ตลอดเวลาที่ตานีน้อยทั้งสองพักอยู่กับเขาเมื่อหลายเดือนก่อน พวกเธอกินน้อยจนเขาเป็นห่วงด้วยซ้ำ หรือว่านี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่านี้กันหนอ....

 

            “เอาล่ะ มีไผสิสั่งอีหยังเพิ่มอีกบ่”

            กะหนุ่มในชุดสูทเอ่ยเนือยๆ เมื่อต้มแซ่บหม้อที่สี่หมดเกลี้ยงในอีกไม่ถึงสิบห้านาทีต่อมา ดวงตาที่แก้วตาเปลี่ยนสีอย่างช้าๆ เบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้าเมื่อเด็กสาวหน้าเสือทำท่าจะยกมือสั่งอีก แต่เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อกล้ายเบรกคู่รักคู่แค้นของเธอเอาไว้ได้ทันท่วงที

 

            “บ่มีแล้วๆ” ตานีสาวผมหางม้าพูดเร็วๆ ก่อนจะหันไปส่งสายตาเขียวปั้ดให้หมิงที่ทำท่าจะงอแงขอขากวางเพิ่มอีก “พอได้แล้วบ่าสมิงบ้าพลัง หมู่เฮามีการต้องอู้กันต่อเน่อ แล้วนี่ก็คงแพงมากแล้วด้วย !

            “จริงๆก็ไม่น่าแพงหรอกมั้ง” ฟ้ากวาดตามองถ้วยชามและหม้อไฟเปล่าที่วางกระจัดกระจายอยู่ทั่วโต๊ะ “กินกันขนาดนี้น่าจะราวๆสักเจ็ดร้อยเบี้ยเองมั้ง”

            “เจ็ดร้อยเบี้ย !?” กล้วย กล้าย หมิงและจ้าดอุทานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เจ็ดร้อยเบี้ยถ้าหารเจ็ดคนก็ตกหัวละแค่ร้อยเบี้ย ราคานี้กินร้านอาหารระดับกลางๆในตานนะคอนยังแทบไม่ได้เลย “ไหงถูกงั้นล่ะ !?

            “ก็นี่แหละจุดขายของร้านนี้ อร่อย เยอะ ถูก” สาวหมัดเหล็กตอบยิ้มๆ “แต่ก็ไม่รู้นะ นี่เราแค่ประมาณคร่าวๆ เดี๋ยวดูบิลจริงๆอีกทีดีกว่า เอื้อย เก็บตังค์แหน่ !

 

            หญิงสาวคนเดิมกับที่รับออเดอร์เดินมายื่นบิลให้ตรงหน้าฟ้า และเมื่อเห็นตัวเลขบนบิล ขากรรไกรของเหล่าผู้มาเยือนก็ถึงคราวต้องร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกบ้างเมื่อพบว่าราคาอาหารทั้งหมดแค่ห้าร้อยเบี้ยนิดๆ หารเฉลี่ยต่อหัวแล้วก็ถูกกว่าศูนย์อาหารตามห้างเสียอีก แถมร้านพวกนั้นก็มักจะให้น้อยนิดจนต้องสั่งสองจานด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มหน้าดุกวาดตามองไปทั่วร้านอย่างหวาดระแวง ร้านนี้มันอยู่ได้ยังไงกันนี่ ไม่ใช่ว่ามีธุรกิจอะไรเบื้องหลังแล้วเปิดร้านไว้ฟอกเงินหรอกนะ.....

 

            “แล้วนายอ้ายโจ้อยู่ที่ได๋กาเจ้า” กล้ายเอ่ยถามระหว่างรอเงินทอน “แล้วจะไปกันจะได”

            “แม่นสำนักงานเดิมที่แม่แตงก่ออ้ายโจ้” ตานีน้อยผมสั้นถามด้วย

            “บ่แม่นๆ ที่แม่แตงนั่นสำนักงานของหน่วยอ้ายเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มร่างโย่งตอบ ท่ามกลางความโล่งอกของเหล่าผู้มาเยือน ถ้าต้องไปถึงแม่แตงที่อยู่ห่างออกไปเกือบแปดร้อยกิโลเมตรแล้วล่ะก็ทริปนี้เป็นอันล่มแน่นอน ยกเว้นจะไปด้วยเครื่องบินนั่นก็อีกเรื่อง “อยู่นอกเมืองนี่เอง บ่ไกลมาก ข้อยมีรถ เดี๋ยวนั่งรถไปกัน แล้วหลังจากนั้นข้อยสิพาเที่ยวเมืองด้วย ดีบ่”

            “เย้ ดีเจ้าๆ !” สองตานีน้อยยิ้มกว้าง “บ่ได้เจอกันตั้งหลายเดือน ในที่สุดก็จะได้ไปแอ่วกับอ้ายโจ้อีกแล้ว !

            “ก่อนหน้านี้อ้ายก็บ่เคยพาไปเที่ยวไหนสักหน่อยนี่.....” ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกเมื่อเห็นท่าทางดีอกดีใจของรุ่นน้องสาว ก่อนจะหันมาถามเหล่ารุ่นน้องที่แก่ขึ้นมาหน่อย “ท่านอื่นๆว่าจังไส ตกลงบ่”

            “ว่าจะไดฟ้า” กล้วยหันไปถามเจ้าถิ่น “ฟ้ามีกำหนดการอะหยังหลังจากนี้ก่อ”

            “อ๋อ ไม่มีๆ ตอนแรกคิดว่าจะให้กลับไปเชียงหลวงตะวันตกไปเดินเที่ยวมหาลัยกันก่อน แต่เอาไว้เดินวันอื่นก็ได้ ยังไงๆ ที่พักก็อยู่แถวนั้นอยู่แล้ว” เด็กสาวหน้าคมตอบ มือรับเงินทอนจากพนักงานสาวคนเดิมมายัดใส่กระเป๋า “อีกอย่าง มีรถก็น่าจะเที่ยวตัวเมืองสะดวกกว่า แล้วพี่โจ้ก็น่าจะรู้จักเชียงหลวงดีกว่าด้วย ใช่มั้ยคะ”

            “ข้อยก็บ่แน่ใจคือกันเด้อ ปกติอยู่แต่แถวแม่แตง จำบ่ค่อยได้เหมือนกัน” กะหนุ่มหัวเราะแหะๆ “แต่จังไสก็สิพยายามให้ดีที่สุดละกัน แต่ถ้าหลงก็ตัวไผตัวผู้นั้นเด้อ”

            “เอ๋า.... งั้นให้ฟ้านำดีกว่ามั้ยคะถ้างั้น”

            “โอ๊ย ข้อยล้อเล่น” โจ้ตอบกลั้วหัวเราะ “วิญญาณผู้พิทักษ์ประจำเซียงหลวงแต่หลงในเชียงหลวงนี่ฮู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่นแหงๆ”

            “ยังไงก็หวังว่าฝีมือการขับรถคงจะนิ่มกว่าสองสาวนี่นะครับ.....” หลานชายหมอผีใหญ่เปรยเบาๆ แต่ดังพอที่เพื่อนสาวทั้งสองจะได้ยินและเหวี่ยงค้อนวงใหญ่ใส่เขา

            “ขับเองบ่เป็นก็อย่าอู้มากเลยบ่าจ้าดง่าว”

            “ขับบ่เป็น ?” จ้าดย้อน เลียนสำเนียงเชียงพิงค์ของอีกฝ่ายได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน “เอ๊ แล้วตอนงานเลี้ยงส่งท้ายม.ปลายนี่ใครน้าที่ถอยเป็นสิบรอบก็ยังไม่เข้าซอง แถมชนรถคนอื่นจนเราต้องถอยให้....”

            “โอ๊ย เงียบเถอะ !

            “เอ้า พอๆ ทะเลาะกันตลอดเลยพวกนี้ อยู่กันมาได้จังไสเนี่ย” กะหนุ่มส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “ไปกันเถอะ นายข้อยรอแย่แล้ว”

 

            กะหนุ่มลุกขึ้นยืน เหล่าผู้มาเยือนจากตานนะคอนคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย แล้วทุกคนก็เดินออกจากร้านไปยังลานจอดรถที่อยู่ข้างๆ ที่นั่น รถขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำคันโตหน้าตาคุ้นๆ ที่มีปืนกลกระบอกโตติดอยู่บนหลังคาจอดเด่นเป็นสง่ารออยู่แล้ว

 

            “เอ๊ะ นี่มันรถของตานีไม่ใช่เหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่หันไปถามเพื่อนสาว

            “แม่น ซื้อมาจากตานี” กะหนุ่มตอบแทน จ้าดมองตาค้างเมื่อเห็นทั้งร่างและชุดสูทสีดำสนิทของชายหนุ่มค่อยๆหดลงมาจนสูงเท่ากับเขาต่อหน้าต่อตา แต่หลานชายหมอผีใหญ่พอจะเข้าใจว่าเขาทำไปเพื่ออะไร ถ้ายังคงร่างสูงเกือบสามเมตรเอาไว้ล่ะก็ขึ้นรถขนาดปกติคันนี้ไม่ได้แน่ๆ “พวกเฮาบ่ค่อยเก่งเรื่องเทคโนโลยี หลายๆอย่างก็เลยต้องซื้อจากวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ซื้อจากตานีนี่แหะ ของเปิ้นดีอีหลี”

            “แหม บ่ถึงขนาดนั้นหรอกเจ้า” สองตานีสาวซึ่งนั่งขนาบข้างหมิงอยู่ที่เบาะหลังหัวเราะแหะๆอย่างขัดเขิน ก่อนที่กล้วยจะหันไปอธิบายให้เพื่อนหนุ่มฟัง “แต่กะเก่งด้านเวทมนตร์มากเลยเน่อ พลังวิญญาณสูงที่สุดในหมู่วิญญาณผู้พิทักษ์ของสารขัณฑ์เลย อาจจะมากที่สุดในโลกเลยด้วยซ้ำ แล้วอัตราการปราบวิญญาณร้ายสำเร็จก็ตั้งเก้าสิบเก้าจุดหกเปอร์เซ็นต์ ขนาดหมู่เฮายังยะบ่ได้ขนาดนั้นเลย”

            “องค์รา.... เอ้ย กล้วยก็เว้าเกินไป หมอกมูกับพรายเขาก็มีพลังวิญญาณพอๆกับพวกเฮาแหละ” ชายหนุ่มในชุดสูทหมายถึงเผ่าพันธุ์วิญญาณของรัฐล้านม้าและรัฐป่าหมอกซึ่งอยู่ข้างเคียง เขาเหลียวมองดูผู้โดยสารที่เบาะหลังให้แน่ใจว่าขึ้นมากันครบ “น้ำว้าน้ำไทคาดเข็มขัดด้วย ฮู้บ่แม่นบ่ว่าฝีมือขับรถอ้ายเป็นจังไส”

            “หวาย.....”

 

            ยังไม่ทันได้ออกรถ เด็กหนุ่มหน้าดุก็เริ่มเสียวสันหลังเสียแล้ว ยิ่งเมื่อเห็นตานีน้อยทั้งสองที่เมื่อกี้เพิ่งจะเล่นกันสนุกสนานกลับตาลีตาเหลือกรีบคาดเข็มขัดนิรภัยกันจ้าละหวั่นก็ยิ่งหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง วิญญาณผู้พิทักษ์ขับรถกันกระโชกโฮกฮากทุกตนทุกเผ่าเลยหรือไงนะ หรือว่าเขาโชคร้ายได้มาเจอแต่พวกขับรถแย่ๆกันแน่หนอ.....

 

            แต่อันที่จริง โจ้ก็ขับรถดีใช้ได้ ถึงจะมีกระชากกระโชกโฮกฮากอยู่บ้างตามประสาผู้ชาย แต่อย่างน้อยก็ไม่แซงซ้ายป่ายขวาแถมปาดหน้าซ้ำเหมือนราชินีตานีและหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม แต่คิดอีกที หลานชายหมอผีใหญ่ก็สงสัยว่าสภาพถนนก็คงจะมีส่วนช่วยอยู่บ้าง ถนนของเชียงหลวงกว้างเกินครึ่งของตานนะคอนเพียงเล็กน้อย และแต่ละเลนก็แคบกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีไฟแดงยุ่บยั่บชนิดเพิ่งจะออกตัวจากแยกหนึ่งยังไม่ทันเปลี่ยนเป็นเกียร์สามก็ต้องเบรกอีกแล้ว ไม่เหมือนตานนะคอนที่แทบทุกแยกเป็นทางแยกต่างระดับหรือไม่ก็อุโมงค์ที่อัดได้เต็มที่เหยียบได้เต็มสูบ

 

            ดูเหมือนกะหนุ่มชาวเชียงหลวงเองก็หงุดหงิดกับไฟแดงเยอะเกินกว่าเหตุนี้ไม่น้อยเช่นกัน เขาเดาะลิ้นจิ๊กจั๊กทุกครั้งที่เจอไฟแดง ที่เลวร้ายกว่านั้นคือทุกแยกเหมือนพร้อมใจจะเปลี่ยนเป็นไฟแดงทันทีที่เขามาถึงเสียด้วย ชายหนุ่มในชุดสูทเบ้ปาก นิ้วเคาะพวงมาลัยดังกร๊อกแกร๊ก ถ้าไม่มีธุระจริงๆ เขาจะไม่เข้ามาในเชียงหลวงอีกเด็ดขาด ลาดตระเวนอยู่บนถนนโล่งๆ ของชนบทแถวแม่แตงสบายใจและสบายเท้ากว่าเยอะ.....

 

            “ปกติผีร้ายในเมืองเชียงหลวงเยอะมั้ยครับ” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามหาเรื่องคุยแก้เครียดเมื่อโจ้เบรกหัวทิ่มหัวตำที่ไฟแดงที่เกือบๆครึ่งร้อย หน้าหม้อรถห่างจากไฟท้ายสีแดงของรถตู้คันข้างหน้าไม่ถึงคืบ “ระหว่างเชียงหลวงกับแม่แตง ที่ไหนเยอะกว่ากัน”

            “เซียงหลวงหลายกว่าอยู่แล้ว มนุษย์อยู่กันหลายกว่าก็มีมนุษย์ตายหลายกว่า แล้วก็มีความแค้นความโศกความยึดติดมากกว่าคือกัน บ่เหมือนแม่แตงที่ยังเป็นซนบทอยู่ มนุษย์ก็เอื้อเฟื้อมีน้ำใจกันหลายกว่า” กะหนุ่มตอบ ดวงตาที่ตรงกลางเปลี่ยนสีอย่างช้าๆ มองรถจากถนนอีกด้านที่ค่อยๆเลี้ยวซ้ายผ่าแยกมาอย่างขัดใจ “ก็คงคล้ายๆตานนะคอนตามปกติแหละมั้ง แม่นบ่องค์ราซิ เอ้ย กล้วย”

            “รัฐเวียงตานออกจะพิเศษหน่อยน่ะเจ้า เพราะหนาวมากก็เลยบ่ค่อยมีคนอยู่ในชนบทกันเท่าได๋ เมืองที่มีก็เป็นเมืองใหญ่กันหมด” เสียงของกล้วยติดงอนๆเล็กน้อยด้วยอีกฝ่ายยังคงเรียกเธอว่าราชินีตานี “แต่หลังจากสวนกล้วยแตกก็บ่ฮู้เลยเจ้าว่าสถานการณ์วิญญาณนอกเมืองตานนะคอนเป็นจะไดบ้าง”

            “สถานการณ์จังซั่นแค่ดูแลในตานนะคอนให้ได้ก็เยี่ยมแล้ว” วิญญาณผู้พิทักษ์ในชุดสูทตอบเสยงเรียบ แต่น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปในประโยคต่อมาเมื่อเขากดแตรไล่รถตู้คันใหญ่ข้างหน้า “เอ้า ไปสิบักxน่อยนี่ เลี้ยวขวามันไฟเขียวบ่แม่นบ้อ !?

            “คนอีสานนี่ด่ากันน่ารักดีแฮะ” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะในลำคอ “บักxน้อยงี้ บักผีบ้างี้”

            “ฟังเหมือนน่าฮัก แต่ซาวอีสานด้วยกันฟังแล้วบ่น่าฮักเด๊” เด็กสาวหน้าเสือเตือน “อย่าไปเว้าให้คนอีสานฟังละกัน บ่ซั่นสิหาว่าเฮาบ่เตือน”

            “แม่น” โจ้พยักหน้าขรึมๆ “แต่ด่าสมิงนี่คงบ่เป็นหยังเด๊ เพราะสมิงบ้าอยู่แล้ว แม่นบ่บักสมิงผีบ้า”

            “สิหาเรื่องกันแม่นบ้อ !?

            “เฮ้ย อย่า ข้อยขับรถอยู่ !

            “เหวอ...........!?

 

            ผู้โดยสารทั้งเจ็ดร้องกันเสียงหลงเมื่อกะหนุ่มเหวี่ยงพวงมาลัยเต็มรอบ ยางส่งเสียงเอี๊ยดดังลั่นเมื่อรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตหมุนคว้างจากเลนสองตัดหน้ารถพ่วงสิบแปดล้อที่เลนขวาชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนจะพุ่งหน้าเข้าหาร้านอาหารอีสานในตึกแถวและชาวเมืองที่เดินกันขวักไขว่อยู่บนทางเท้า สมิงสาวกรีดเสียงร้องให้โชเฟอร์คู่กัดเหยียบเบรก แต่ด้วยความเร็วขนาดนี้คงไม่ทันแน่แล้ว ทุกนและทุกตนหลับตาปี๋รอรับเสียงชน แรงปะทะ และสมตำน้ำตกที่คงจะปลิ่วว่อนเข้ามาพร้อมกับเศษกระจกในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

            แต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงยางที่กลับมาเกาะถนนตามปกติอีกครั้งเท่านั้น เหล่าผู้โดยสารค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วพวกเขาก็ต้องอ้าปากค้าง.....

 

            ไม่มีเศษกระจก ไม่มีส้มตำน้ำตกปลิวว่อน ไม่มีร่างชาวเมืองผู้บาดเจ็บเสียชีวิตนอนระเนนระนาด รถไม่ได้ทิ่มหน้าเข้าไปในร้านอาหาร อันที่จริง พวกเขาไม่ได้อยู่บนท้องถนนของชานเมืองเชียงหลวงแล้ว หากอยู่บนถนนดินในหุบเขาที่เขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ อาคารหลังใหญ่ที่มีหลังคาทรงหน้าจั่วสูงเรียงรายอยู่เต็มสองฟากถนน ช่อฟ้าใบระกาที่ตกแต่งอย่างงดงามและหลังคาที่แยกชิ้นลดหลั่นกันลงมาสองชั้นแบบอีสานทำให้มันดูเหมือนวัดหรือไม่ก็พระราชวังโบราณ หมิงผู้ยังคงเกาะอยู่ที่เบาะคนขับกำลังจะอ้าปากถามว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เธอก็รู้คำตอบเมื่อเห็นเหล่าร่างสูงโย่งเกือบสองเมตรทั้งชายหญิงที่เดินกันอยู่ตามถนน เด็กสาวหน้าเสือยื่นหน้าไปมองหน้ากะหนุ่ม แล้วเธอก็เห็นเขายิ้มยิงฟัน

 

            “คึดว่าข้อยสิให้แขกสำคัญต้องบาดเจ็บบ่” วิญญาณผู้พิทักษ์ในชุดสูทยิงฟัน ก่อนจะยืดอกอย่างภูมิใจ “ยินดีต้อนรับสู่เชียงกะ เมืองหลวงและศูนย์กลางการบัญชาการของกะ”

 

            โจ้ลดความเร็วลงราวจะให้ผู้มาเยือนทั้งเจ็ดได้ชมเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์อย่างเต็มอิ่ม ซึ่งเจ็ดสหายร่วมรบก็ทำเช่นนั้นจริงๆ มันไม่เหมือนเมืองของตานีที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีหากเรียบง่ายจนแทบจะเป็นน่าเบื่อ เมืองนี้ดูมีมนต์ขลัง ทั้งสถาปัตยกรรมอันอ่อนช้อยงดงามราวกับยกข้ามเวลามาจากช่วงที่อารยธรรมอีสานรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อเกือบห้าร้อยปีที่แล้ว ทั้งเอกสารและพัสดุภัณฑ์นานาชนิดที่ลอยไปลอยมาอยู่เหนือหัว แสงสีต่างๆที่ลอดออกมาจากพื้นที่ฝึกกองกำลังใหม่ และแม้แต่กะแต่ละตนก็ดูทั้งเคร่งขลังและลึกลับในเวลาเดียวกัน นี่หรือคือเผ่าพันธุ์วิญญาณที่มีพลังมากที่สุดในสารขัณฑ์.....

 

            “มีพลังเวทมนตร์มากขนาดนี้แล้วทำไมยังต้องซื้อรถอีกล่ะคะเนี่ย” สาวหมัดเหล็กถาม ดวงตาคมมองตามกะสาวที่ทำท่าเดินแต่ลอยไปเหนือพื้นอย่างอึ้งแกมทึ่ง

            “หลายๆอย่างมันก็เปลืองพลังงานวิญญาณโดยบ่จำเป็น และหลายๆอย่างก็ใช้พลังงานวิญญาณเฮ็ดบ่ได้เหมือนกันเด๊ บ่แม่นว่ามีพลังแล้วสิเฮ็ดได้ทุกอย่าง” โจ้อธิบาย เขาหยุดรอให้กลุ่มกะเด็กสาวหลายตนในชุดนักเรียนที่หัวร่อต่อกระซิกกันจนแทบไม่ได้ดูรถเดินข้ามถนนก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าอาคารหลังใหญ่ที่ที่มีรูปปั้นกะสองหนุ่มหนึ่งสาวขนาดยักษ์ตั้งตระหง่าน “ที่นี่คือศูนย์บัญชาการกลางของพวกเฮา ตามข้อยมา แล้วก็เงียบๆกันแหน่เด้อ ที่นี่พวกผู้ใหญ่ขี้โมโหหลาย”

 

            ชายหนุ่มในชุดสูทยืดตัวกลับไปโย่งเหมือนเดิมก่อนจะเดินนำเจ็ดสหายร่วมรบเข้าไปในอาคาร มันดูทันสมัยกว่าภายนอกไม่น้อย ห้องทำงานตั้งขนาบข้างทางเดินที่ทอดยาวไปตลอดตัวอาคาร หลายห้องมีเจ้าหน้าที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้น บางห้องก็กำลังประชุมกันเคร่งเครียด บางห้องก็มีกะหนุ่มยืนกุมไข่อยู่หน้ากะแก่ที่กำลังว้ากใส่อย่างโกรธจัด มองดูแล้วก็เหมือนสำนักงานของมนุษย์ทั่วๆไป สิ่งเดียวที่แตกต่างคือมันไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์เลยสักชิ้นเดียว ไม่มีคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ แม้แต่ตู้เย็นหรือพิมพ์ดีดสักตัวก็ยังไม่มี ทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ที่ใช้พลังเวทมนตร์ ปากกาที่เขียนได้ด้วยตัวมันเองกำลังจดยิกอยู่บนกระดาษตามคำพูดของเจ้าของ ก่อนที่กระดาษจะถูกดูดเข้าไปในตัวปากกาซึ่งคายหน้าใหม่ออกมาแทนที่ ปากกาอีกด้ามกำลังวาดรูปที่ชัดเจนและสมจริงราวกับรูปถ่าย เหนือขึ้นไปบนเพดาน พัดขนนกอันใหญ่กำลังหมุนติ้ว สร้างลมเย็นคลายร้อนให้กะวัยกลางคนผมสีดอกเลาซึ่งกำลังนั่งอ่านรายงานที่ปากกาอีกด้ามฉายออกมาให้ดูอยู่เบื้องล่าง

 

            “อื้อหือ.... มันเมพขริงๆ” จ้าดพึมพำเป็นภาษาวิบัติขณะเดินย่ำบันไดขึ้นไปยังชั้นบน “สะดวกสบายแบบนี้ผมชักอยากเป็นกะซะแล้วสิ”

            “อู้จะอี้ทุกที” เด็กสาวผมหางม้าเอ่ยห้วนๆ “ตอนขึ้นรถหมู่เฮาตอนแรกก็อู้ว่าอยากเป็นตานี”

            “เอ้า ก็มันจริงนี่ สะดวกออกยังงี้”

            “ก็เอาสิ” กะหนุ่มหัวเราะหึๆ “แต่ขอบอกว่าทุกอย่างที่เห็นนั่นน่ะใซ้พลังเวทของผู้ใซ้หมดเลยเด๊ บ่แม่นมันเฮ็ดให้เสยๆ จ้าดมีพลังเวทบ้อ ?”

            “อ่า ไม่มีครับ....”

            “จังซั่นก็ปิ๋ว”

 

            โจ้ยิ้มยิงฟัน เขาหยุดที่หน้าประตูไม้สักทองบานหนึ่ง ป้ายสีดำที่มีตัวอักษรอีสานสีทองส่องประกายเขียนเอาไว้ว่า “พลเอก หมื่น โสกคำผาน ผู้บันชากานสูงสุด กองกำลังกะป้องกันเชียงหลวง”

 

            “เอาล่ะ ห้องนี้แหละ หัวหน้าสูงสุดของข้อยเอง บ่ต้องย่านเปิ้นเด้อ เปิ้นใจดื แต่จะไดก็สำรวมหน่อยละกัน” แม้จะพูดแบบนั้น แต่ดูท่าทางกะหนุ่มจะหวั่นๆอยู่ไม่น้อยเมื่อเขาเคาะประตูก่อนจะรายงานตัว “ข้อยร้อยเอกโจ้ คำโนนหิน พาราชินีตานีและหมู่มาพบตามคำสั่งเด้อ”

            เสียงสำเนียงเชียงหลวงโบราณตอบออกมาจากภายในห้อง “เอ้อๆ เข้ามาได้”

 

            ชายหนุ่มในชุดสูทเปิดประตูเข้าไปอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่ก้าวเข้าห้องไปได้เพียงก้าวเดียว เขาก็แทบจะกระเด็นกลับออกมาเมื่อเสียงว้ากดังคับห้อง

 

            “บักxโจ้ อืดอาดยืดยาดแท้ ! แล้วยังไปเฮ็ดพวกเปิ้นตกใจ เฮ็ดชาวเมืองแตกตื่นอีก ถ้าบ่คึดว่าเคยเฮ็ดดีเฮ็ดงามมาหลายแล้วก็เคยเป็นลูกศิษย์ฮักกันมาก่อนล่ะก็ข้อยปลดเจ้าเป็นพลทหารไปแล้วเด๊ !

            “เหวอ ขอโทษหลายๆเด้อนาย ขอโทษคักๆ !” กะหนุ่มละล่ำละลัก ถ้ากราบผู้บังคับบัญชาได้เขาคงกราบไปแล้ว “ข้อยบ่ฮู้ว่าบักมนุษย์นี่สิมองเห็นข้อยได้ ข้อยบ่ฮู้อีหลีเด้อ !

            “เอาไว้เว้ากันทีหน้าละกัน ข้อยมีเรื่องต้องสะสางกับเจ้าหลาย ตอนนี้รับแขกก่อน” ชายวัยกลางคนทิ้งท้ายให้ชายหนุ่มร่างโย่งหนาวสันหลังเยือก “ยินดีต้อนรับเด้อ องค์ราซินีตานีและหมู่ๆทั้งหลาย ขอโทษด้วยเด้อที่ต้องรบกวนเวลาเที่ยว แต่ข้อยมีเรื่องสำคัญต้องอู้ด้วย”

 

            เจ็ดสหายร่วมรบได้เห็นหน้าผู้พูดชัดๆ ก็ตอนเขาเดินเข้ามาทักทายนี้เอง หมื่นเป็นกะวัยกลางคน ร่างของเขาสูงโย่งเช่นเดียวกับกะทั่วไป แต่ก็เตี้ยกว่าโจ้ซึ่งยืนไหล่ลู่อยู่ข้างๆเล็กน้อย ผมของเขาเป็นสีดอกเลาและเถิกขึ้นไปเกือบครึ่งหัว แต่ใบหน้าของเขาก็ยังหลงเหลือร่องรอยความน่าเกรงขามที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่จะพึงมี เขาอยู่ในชุดสูทแบบทหารสีดำ เหรียญและบั้งยศยิ่งเสริมราศีของเขาให้ดูสง่าและยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมโจ้ถึงได้หวาดหวั่นขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มกว้างที่ฉาบอยู่บนใบหน้าก็ทำให้ท่านผู้บัญชาการดูใจดีขึ้นไม่น้อย

 

            “สุมาเน่อเจ้าที่ต้องยะหื้อลำบาก” ราชินีตานีค้อมหัวเป็นการทักทายและการขอโทษไปพร้อมๆกัน “เพราะข้าเจ้าหละหลวมบ่รอบคอบเอง เลยต้องหื้อหมู่ท่านช่วยดูแลหื้อ....”

            “องค์ราซินีเหมือนราซินีองค์ก่อนบ่มีผิดเลยเน่อ” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ปื้นสีชมพูจางๆ ปรากฏขึ้นบนแก้มขาวของเด็กสาวหน้าจืด “แต่นิสัยมักโทษตัวเองนี่บ่ฮู้เอามาจากไผ เรื่องนี้บ่แม่นความผิดองค์ราซินีเลยสักนิด พวกเฮาเสียอีกที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษที่บ่ได้ซ่วยอะหยังเลยตั้งแต่สวนกล้วยแตกจนถึงตอนนี้”

            “บ่ได้เจ้า หมู่เฮาก็มีกฎร่วมกันนี่เจ้าว่าแต่ละเผ่าจะบ่แทรกแซงเรื่องภายในของเผ่าอื่นยกเว้นจะมีการขอความช่วยเหลือหรือเป็นอันตรายต่อรัฐอื่นๆ” กล้วยตอบด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “อีกอย่าง เรื่องนั้นเกิดขึ้นเพราะข้าเจ้าเอง ข้าเจ้าก็ต้องแก้ด้วยตัวเอง.....”

            “ก็บอกแล้วว่าอย่าโทษตัวเอง” ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังกะท้วง “แต่เอาเถอะ เท่าที่ได้ยินมา เรื่องนี้ก็คงซ่วยอีหยังบ่ได้ล่ะมั้ง แม่นบ่ เอ่อ.... ชื่ออะหยังล่ะท่านตานีตนนี้”

 

            ตานีสาวผมหางม้าผู้ยืนหลบๆ อยู่เบื้องหลังเพื่อนสาวหน้าจืดสะดุ้งน้อยๆ ด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดกับเธอโดยตรงเช่นนี้

 

            “กะ.... กล้ายเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบตะกุกตะกัก

            “ตำแหน่ง ?”

            “หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและรถถัง กองกำลังตานีเจ้า”

            “อ๋อ จังซั่นบ่” หมื่นพยักหน้ายิ้มๆ “ข้อยซื่นซมกองกำลังรถถังของตานีมาตลอดเลย ในที่สุดก็ได้เจอผู้บัญชาการแล้ว....”

            “บ่ๆ บ่แม่นเจ้า ข้ายังบ่เคยรบเท่าได๋เลย ที่ท่านหันน่าจะเป็นอีแม่ข้ามากกว่า....”

            “บ่หรอก ที่ข้อยทึ่งที่สุดคือเหตุการณ์เปรตบุกเมืองครั้งที่สอง ขนาดมีกำลังกันแค่บ่กี่ตนก็ยังเอาซนะกองกำลังผีร้ายหลายจังซั่นได้ ท่านเก่งคักๆนั่นแหละ”

            “บ่หรอกเจ้า” กล้ายก้มหน้าลง แก้มของเธอกลายเป็นสีชมพูด้วยเช่นกัน “บ่แม่นเพราะข้าตนเดียว ที่ปฏิบัติการครั้งนั้นสำเร็จได้ก็เพราะตนอื่นๆด้วยเจ้า แต๊ๆแล้วข้าเจ้ายะน้อยที่สุดเลยด้วยซ้ำ”

            “ถ่อมตัวแท้ๆ” นายทหารอาวุโสยิ้ม ก่อนจะหันต่อไปหาตานีน้อยทั้งสอง “แล้วนี่ก็น้ำว้ากับน้ำไทแม่นบ่ ตนได๋น้ำว้าตนได๋น้ำไทล่ะ”

            “ข้าเจ้าน้ำว้าเอง”

            “น้ำว้า อู้เพราะๆสิ เปิ้นบ่แม่นเพื่อนหมู่เฮาเน่อ !” ตานีน้อยผมเปียดุพี่สาวฝาแฝดก่อนจะหันกลับมาแนะนำตัว “ข้าเจ้าน้ำไทเจ้า”

            “อื้ม” หมื่นพยักหน้า “ช่วงที่อยู่กับพวกเฮาคงบ่มีปัญหาอีหยังแม่นบ่ บักโจ้ดูแลดีบ่” ประโยคสุดท้ายท่านผบ. เหลือบไปมองนายทหารชั้นผู้น้อยที่ยังคงยืนก้มหน้างุดอยู่ข้างๆเล็กน้อย

            “ดีเจ้าๆ” น้ำไทยิ้มกว้าง “ทั้งอ้ายโจ้ ลุงบุน ป้าพิน น้าจ้อย เอื้อยกาน เอื้อยเกด แล้วก็ทุกๆตน ทั้งทีมที่แม่แตงดูแลดีแต๊ๆเลยเจ้า”

            “จังซั่นบ่ แหม่ คงต้องขึ้นเงินเดือนให้กองร้อยน้อยแม่แตงหน่อยแล้ว” กะวัยกลางคนหัวเราะ ก่อนจะดับฝันกะหนุ่มที่ดูมีหวังขึ้นมาเล็กน้อย “แต่หลังจากพิจารณาตัดเงินเดือนบักxน่อยนี่เด้อ”

            “ปรานีข้อยหน่อยเถอะนาย.....”

            “บ่ฮู้ ไว้ว่ากันอีกที” หมื่นบอกปัด แต่ตานีทั้งสี่เห็นเขาแอบยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันไปหาหมิง “แล้วนี่.... สมิงแม่นบ่ หูแหลมหน้าลายจังซี่”

            “แม่น” เด็กสาวหน้าเสือตอบอย่างกึ่งกล้ากึ่งกลัว ผู้บัญชาการกองกำลังกะคงจะสังเกตเห็นจึงเสริมพร้อมรอยยิ้ม

            “บ่ต้องย่าน พวกเฮาปราบสมิงก็ต่อเมื่อเฮ็ดอีหยังบ่เหมาะบ่ควรเท่านั้นแหละ อีกอย่าง ปกติพวกเฮาก็จะแค่ตักเตือนด้วย บ่ได้ส่งไปโลกหลังความตายหรือทำลายวิญญาณบ่อยนักหรอก”

            “อีหลีบ่....” สมิงสาวหรี่ตาอย่างแคลงใจ แต่เธอก็ดูผ่อนคลายขึ้นบ้าง

            “อีหลีตั้ว” นายพลกะหัวเราะชอบใจ แต่รอยยิ้มของเขาก็หายไปเมื่อหันไปเจอฟ้าและจ้าดที่ยืนอยู่หลังสุด “แล้วนี่.... มนุษย์ ? ตานีบ่เซื่อใจมนุษย์มาเป็นร้อยปีแล้วบ่แม่นบ่”

            “ก็แม่นเจ้า แต่ตอนสวนกล้วยแตก จ้าด.... บ่าผู้บ่าวนี่ เปิ้นช่วยข้าเจ้าไว้ แล้วเปิ้นกับฟ้าก็ช่วยหมู่เฮาสู้กับผีร้ายมาตลอดเจ้า” ราชินีตานีอธิบาย “เปิ้นช่วยหมู่เฮาเอาไว้มากเลย ถ้าบ่มีเปิ้น ข้าเจ้าก็คงบ่มีชีวิตรอดมาได้ถึงตอนนี้หรอกเจ้า”

            “จังซั่นบ่ จั่งซั่นก็ยินดีที่ได้ฮู้จักเด้อ” หมื่นวันทยหัตถ์แบบไม่เป็นทางการให้สองมนุษย์ผู้ยืนเก้ๆกังๆอย่างทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ค้อมหัวตอบเท่านั้น

            “ตอนนี้เอื้อยฟ้าอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงหลวงด้วยเน่อ” น้ำว้าเอ่ยแทรกขึ้น

            “อ้อ จังซั่นบ่ เรียนคณะอีหยังล่ะ”

            “เอ่อ.... หมอค่ะ แพทยศาสตร์” เด็กสาวหน้าคมตอบอย่างประหม่า

            “อืม.... จังซั่นต้องระวังจักหน่อยเด๊ หมอต้องเกี่ยวข้องกับคนตาย แล้วก็เป็นเป้าหมายของผีร้ายบ่อยๆด้วย” ผู้บัญชาการวัยกลางคนพูดเสียงขรึมๆ ทำเอาฟ้าหนาวเยือกแม้เธอจะรู้ว่าผีร้ายทั่วๆไปทำอะไรเธอแทบไม่ได้ก็ตาม “เอาเป็นว่า.... บักโจ้ ข้อยคึดบทลงโทษเจ้าออกแล้ว เดี๋ยวข้อยอาจสิให้เจ้ากับไผอีกสักตนสองตนในกองร้อยน้อยแม่แตงย้ายมาคุ้มกันท่านฟ้าโดยเฉพาะเด้อ เดี๋ยวข้อยคุยกับบักบุนให้เรียบร้อยก่อนแล้วสิบอกอีกที”

            “เอ๊ะ” กะหนุ่มดูงุนงง “นั่นลงโทษแล้วบ่นาย”

            “หรือสิเอาอย่างอื่นอีก ตัดเงินเดือนดีบ่ ?”

            “บ่เอาๆ เอาจังซี่แหละ ขอบคุณมากเด้อนาย !” โจ้ยิ้มอย่างดีใจ หลังจากประจำอยู่บ้านนอกซะนาน เขาจะได้ย้ายเข้ามาใกล้เมืองหลวงแล้ว แถมยังเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีแต่สาวๆสวยๆอีก ใครไม่ชอบก็บ้าแล้ว.....

            “อ่า ไม่.... ไม่ต้องก็ได้ค่ะ หนูเกรงใจ” ฟ้ารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ไม่ถึงกับต้องมาดูแลหนูโดยเฉพาะหรอกค่ะ ดูแลตามปกติก็น่าจะพอแล้ว”

            “บ่เป็นหยัง กำลังพลพวกเฮามีหลาย หลายจนแทบสิตั้งเป็นกองหนุนได้แล้วด้วยซ้ำ” หมื่นตอบยิ้มๆ แต่เสียงของเขาก็เครียดขึ้นในประโยคต่อมา “อีกอย่าง ข้อยก็คึดว่าสถานการณ์ตอนนี้ก็บ่ค่อยปลอดภัยเท่าได๋สำหรับไผก็ตามที่ฮู้จักองค์ราซินีตานี บ่ว่าสิอยู่ในเวียงตานหรือเซียงหลวงด้วย”

            “สถานการณ์น่าเป็นห่วงจะอั้นเลยกาเจ้า” กล้วยขมวดคิ้ว หัวใจในอกแบนกระตุกวูบ

            “ประมาณนั้น” นายพลกะตอบเสียงต่ำ “เอาเป็นว่าทักทายกันมาพอแล้ว เข้าเรื่องเลยดีกว่าก่อนสิซ้ากันไปกว่านี้ องค์ราชินี แล้วก็ทุกท่าน เซิญทางนี้ บักโจ้ด้วย”

 

            หมื่นผายมือไปทางโต๊ะประชุมตัวใหญ่ที่อีกด้านหนึ่งของห้อง และเมื่อสองคนหกตนนั่งประจำที่แล้ว ผู้บัญชาการกองกำลังกะก็หยิบปากกาด้ามหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคายกระดาษแผ่นใหญ่ออกมาทันที หมื่นโบกมือเพียงครั้งเดียว กระดาษแผ่นนั้นก็ลอยขึ้นไปติดที่ฝาผนังก่อนจะขยายตัวออกจนกว้างยาวเกือบสองเมตร กราฟเส้นเขียนด้วยหมึกดำอยู่กลางหน้ากระดาษ

 

            “อย่างแรก นี่เป็นกราฟปริมาณการส่งผ่านพลังงานวิญญาณระหว่างโลกหลังความตายกับโลกนี้ของเขตรัฐเวียงตาน” นายพลแห่งเหล่ากะอธิบาย “องค์ราซินีสิเห็นว่าปริมาณการส่งผ่านพลังงานวิญญาณพุ่งขึ้นสูงมากอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงปีที่แล้ว”

            “อาจจะเป็นไปได้ว่าผีร้ายที่หมู่เฮายิงไปในการรบมีจำนวนมากก็ได้เจ้า” ตานีสาวหน้าจืดสันนิษฐาน

            “ตอนแรกข้อยก็คึดจังซั่น แต่ลองดูกราฟนี้” หมื่นกดปุ่มที่ปลายปากกาหนึ่งกริ๊ก กราฟบนกระดาษเปลี่ยนไปทันที “นี่เป็นกราฟการสื่อสารระหว่างโลกหลังความตายกับโลกนี้ของรัฐเวียงตานในช่วงหนึ่งปีมานี้”

            “เอ๊ะ” คิ้วของทั้งกล้วยและกล้ายขมวดเข้าหากันทันที “นี่มัน....”

            “มันบอกอะไรครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามแทรกขึ้น “ผมไม่ค่อยเข้าใจ”

            “ท่านจ้าดคึดว่าปกติโลกมนุษย์ควรสิติดต่อกับโลกหลังความตายได้บ่ล่ะ” นายทหารอาวุโสย้อนถาม

            “ก็.... คงไม่น่าจะได้มั้งครับ” จ้าดเดา “เพราะถ้าได้วิญญาณก็คงไม่อยากกลับมาทางนี้กันขนาดนี้”

            “แม่น” หมื่นพยักหน้าช้าๆ “ปกติแล้วการสื่อสารระหว่างโลกนี้กับโลกหลังความตายสิมีแค่ระหว่างวิญญาณผู้พิทักษ์กับยมทูตหรือกับเจ้าหน้าที่ทางด้านพู้น ยิ่งรัฐเวียงตานที่แยกกันดูแลอยู่แล้วยิ่งบ่ค่อยมีการสื่อสารกันด้วยซ้ำ แต่เบิ่งกราฟนี้สิ เห็นบ่ว่าในซ่วงราวๆสามเดือนที่ผ่านมาการสื่อสารระหว่างสองโลกพุ่งพรวดเลย แถมเป็นการสื่อสารแบบสองทางด้วย มันผิดปกติคักๆ และดูนี่”

            ผู้บัญชาการกองกำลังกะกดปากกาอีกหนึ่งกรี๊ก กราฟหายวับไป มีแผนที่ของรัฐเวียงตานปรากฏขึ้นแทน จุดสีแดงกระจายอยู่ทั่วแผนที่

            “ถ้าเป็นการติดต่อตามปกติก็ควรสิติดต่อไปที่ศูนย์กลางการควบคุมของเจ้าหน้าที่โลกหลังความตาย ซึ่งก็มีอยู่บ่กี่ที่” หมื่นพูดต่อ “แต่นี่การติดต่อกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ และหนาแน่นในพื้นที่ที่มีวิญญาณร้ายอยู่กันหนาแน่นด้วย และที่สำคัญ ดูนี่”

            กดปากกาอีกกริ๊ก คราวนี้ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมาบนกระดาษเลย แต่มีเสียงที่เลือนรางและฟังดูขาดหายดังขึ้นแทน

 

            “.....เตรียม....พร้อ.....ฝ่า.....แพ.....แก้แค้......มนุ.....านี.....”

 

            “นี่เป็นสัญญาณที่ถูกส่งซ้ำมากที่สุด จากที่พวกเฮาใช้เครื่องดักและประมวลผลสัญญาณของตานีจับไว้ได้” นายพลอาวุโสพูดเสียงหนัก ขณะสีเลือดบนใบหน้าของตานีสาวทั้งสองค่อยๆจางหายไป “สำหรับองค์ราชินีแล้วมันฟังดูเหมือนอีหยัง”

            “เหมือนจะเป็น.... การปลุกระดม..... จากที่ฟังๆดูเน่อเจ้า” กล้วยพูดช้าๆ “ท่านนายพลกำลังจะอู้ว่ามีผู้ได๋สักคนในโลกนี้กำลังพยายามปลุกระดมหมู่ผีร้ายอยู่กาเจ้า”

            “พวกเฮาคึดว่าจังซั่น” ผู้บัญชาการกองกำลังกะตอบ ก่อนจะถามต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูเป็นกังวลหนักยิ่งกว่าเก่า “เป็นหยัง เวียงตานฝั่งนี้มีอีหยังผิดปกติบ่”

            “เจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบหนักๆ “จู่ๆก็มีรายการสารคดีเกี่ยวกับหมู่เฮาออกมาฉายทางโทรทัศน์ แล้วข้อมูลที่เปิ้นนำเสนอก็ลึกมากจนข้าเจ้าย่าน สองเหตุการณ์นี้อาจจะเกี่ยวกันก็ได้ เป็นไปได้ว่ามีบางตนกำลังคึดจะยะอะหยังบางอย่างอยู่.....”

            “แล้วเจ้าหน้าที่ของทางโน้นว่าไงบ้างคะ” ฟ้าถามขึ้นบ้างหลังปล่อยให้หมู่วิญญาณผู้พิทักษ์พูดกันเองเสียนาน “ถ้ามีการติดต่อเยอะขนาดนี้เจ้าหน้าที่ก็น่าจะผิดสังเกตนะคะ”

            “พวกเฮาพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ของโลกหลังความตายเขตรัฐเวียงตานดูแล้ว แต่พวกเปิ้นก็บอกว่าบ่มีหยังผิดปกติ และถึงมีก็บ่แม่นหน้าที่ของพวกเฮาสิจุ้นจ้านด้วย”

            คิ้วของเด็กสาวหน้าคมขมวดเข้าหากัน “แปลก ผู้ดูแลเขตข้างๆ ยังจับได้ แต่ผู้ดูแลเขตตัวเองไม่รู้สึกอะไรเลยเนี่ยนะคะ”

            “ก็แปลกน่ะสิ” นายทหารอาวุโสเน้นเสียง “มันเฮ็ดให้ข้อยคึดไปในทางที่เลวร้ายที่สุดด้วยซ้ำ ว่าพวกพนักงานอาจสิสมรู้ร่วมคิดกับพวกผีร้ายก็ได้”

            “ถ้าจะอั้น หมู่เฮาควรยะจะไดดีเจ้า” กล้ายถามอย่างกังวลระคนวิตก

            “ข้าเจ้าควรจะไปพบเจ้าหน้าที่ทางนั้นก่อ” กล้วยถามด้วยอีกตน

            “ข้อยบ่คึดว่าเป็นความคึดที่ดีเท่าได๋เน่อ ที่ว่าสิข้ามไปโลกทางโน้น” หมื่นพูดเหมือนลูกน้องของเขาเป๊ะ “หนึ่ง โลกทางโน้นวิญญาณร้ายบ่ได้ถูกควบคุมหรือกักขัง เพราะจังซั่นองค์ราชินีมีโอกาสถูกโจมตีได้ทุกเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป้าหมายของพวกมันดูสิเป็นองค์ราชินีด้วยแล้ว และสอง ก็อย่างที่เว้าไป พวกเปิ้นอาจสิสมรู้ร่วมคิดกับพวกผีร้ายก็ได้.....”

            “แล้วหมู่เฮาควรจะยะอะหยังล่ะเจ้าถ้าจะอั้น”

            “เตรียมพร้อม” นายพลอาวุโสตอบเน้นเสียง “ข้อยฮู้ว่ามันค่อนข้างยากสำหรับสถานการณ์กำลังพลของตานีตอนนี้ แต่ขอให้เตรียมกำลังให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะเฮ็ดได้ อาวุธทั้งหลาย อุปกรณ์ทั้งหลาย แล้วก็แผนป้องกันและรับมือ เตรียมให้พร้อมทุกอย่าง เกิดอีหยังขึ้นมาสิได้ตอบโต้ได้ทันท่วงที นี่น่าสิเป็นทางที่ดีที่สุด และหรือถ้าต้องการความซ่วยเหลือ ก็ร้องขอมาทางพวกเฮาได้ทุกเวลา”

            “ขอบคุณมากเน่อเจ้า แต่จะไดหมู่เฮาจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยตัวหมู่เฮาเองหื้อดีที่สุดก่อนเจ้า” กล้วยค้อมหัวให้อีกฝ่าย “ขอบคุณนักๆเน่อเจ้าที่อุตส่าห์ช่วยหมู่เฮาจะอี้”

            “บ่เป็นหยัง เป็นลูกค้ากันมานาน มีเรื่องเดือดร้อนก็ต้องซ่วยเหลือกันอยู่แล้ว” หมื่นตอบยิ้มๆ “เอาล่ะ แล้วหลังจากนี้องค์ราชินีสิเฮ็ดอีหยังต่อล่ะ อยู่กินข้าวกับพวกเฮาก่อนบ่ อีกสักสองสามชั่วโมงก็สิกินข้าวเย็นกันแล้ว”

            “เดี๋ยวอ้ายโจ้จะพาหมู่เฮาเที่ยวเจ้า” น้ำไทตอบเสียงใส ชายวัยกลางคนหัวเราะ

            “อ้อ จังซั่นบ่ ถ้าจังซั่นก็เที่ยวให้สนุกเด้อ เอ้อ แล้วนี่สิอยู่ถึงมื้อได๋ล่ะ” ประโยคสุดท้ายเขาหันมาถามกล้วยและกล้าย

            “น่าจะอีกสักสามสี่วันเจ้า เพราะมีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยวันจันทร์หน้า”

            “อืม.... จังซั่นบ่” หมื่นเม้มปากขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด “สามสี่มื้อคงบ่เป็นอีหยัง แต่ข้อยแนะนำว่ารีบกลับดีกว่า เที่ยวมื้อนี้กับพรุ่งนี้ให้เสร็จแล้วกลับเลยเป็นดีที่สุด หรือกลับคืนนี้เลยยิ่งดี แล้วไว้ค่อยมาใหม่อีกที สถานการณ์จังซี่อาจสิเกิดอีหยังขึ้นเมื่อได๋ก็ได้”

            “จะอั้นกาเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดพูดไม่เต็มเสียงนัก เธอเหลียวมองหน้าทั้งแม่งานและพ่องานแวบหนึ่ง “จะพยายามเน่อเจ้า ขอบคุณมากเจ้า”

            “อืม” ผู้บัญชาการกองกำลังกะพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้น “ระหว่างที่อยู่ที่นี่ แล้วก็ตอนที่กลับไปแล้วด้วย ถ้ามีอีหยังให้ช่วยก็ติดต่อมาหาพวกเฮาละกัน องค์ราชินีฮู้วิธีแม่นบ่”

            “เจ้า ฮู้เจ้า”

            “ถ้าจังซั่นก็ เที่ยวให้สนุก และระวังรักษาตัวด้วยเด้อ หวังว่าคงสิได้ค้าขายและร่วมรบด้วยกันอีก”

 

            หมื่นเดินตามออกมาส่งเจ็ดสหายร่วมรบและลูกน้องของเขาจนถึงประตูหน้า นายพลร่างโย่งมองตามรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ค่อยๆขับห่างออกไปจนลับตาก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหนักใจ ขอให้เผ่าพันธุ์วิญญาณเพื่อนบ้านผู้น่ารักเผ่านี้ปลอดภัยด้วยเถิด.....

 

 

            “กล้วย จะเอาไงดี จะกลับวันนี้เลยมั้ย” ฟ้าถามขึ้นหลังจากทุกคนและทุกตนกลับมาอยู่บนท้องถนนอันจอแจของเชียงหลวงยามเย็นแล้ว

            “เอื้อยกล้วย อย่าเพิ่งปิ๊กเลยเน่อ” “เอื้อยกล้วย อย่าเพิ่งปิ๊กเลยเน่อเจ้า” น้ำว้าน้ำไทประสานเสียงมาจากเบาะแถวหลังสุด “นานๆทีจะได้มาแอ่วด้วยกันแบบนี้ที อย่าเพิ่งกลับเลยเน่อ”

            “น้ำว้า น้ำไท” ตานีสาวผมหางม้าปรามเสียงดุๆ “เข้าใจสถานการณ์กันก่อ ตอนนี้หมู่เฮากำลังเสี่ยงมากเน่อ เมืองตานนะคอนด้วย”

            “แต่ว่า..... แต่ว่าข้าเจ้ายังบ่อยากปิ๊กนี่......” น้ำไทเริ่มใช้ไม้ตายสะอึกสะอื้นแล้ว

            “ข้าเจ้าก็บ่ค่อยอยากปิ๊กเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดพูดช้าๆ “อุตส่าห์มากันถึงที่นี่แล้ว เพิ่งมาได้แค่บ่กี่ชั่วโมง จะกลับเลยมันก็จะไดอยู่”

            “แต่ข้อมูลของฝ่ายข่าวกรองพวกเฮาเซื่อถือได้เด๊” โจ้ท้วง “และนายก็คาดการณ์แม่นด้วย”

            “เจ้า ข้าเจ้าก็กังวลอยู่” กล้วยพยักหน้า “แต่จะไดปิ๊กวันนี้ก็คงลำบาก เย็นแล้วด้วย ไปถึงตานนะคอนก็คงกลางดึก หมู่เฮาก็บ่ได้ขับรถมาด้วย อีกอย่าง ป่านนี้ตั๋วรถไฟคงเต็มแล้วด้วยแม่นก่อ”

            “จะว่าเต็มมันก็ไม่น่านะ แต่ถ้าจะจองให้ติดๆกันก็คงลำบากหน่อย.....”

            “เอาเป็นว่าวันพรุ่งนี้ไปแอ่วมหาลัยฟ้า แล้วก็ขึ้นรถกลับจากเชียงหลวงตะวันตกเลยดีก่อ”

            “ก็ได้เจ้า อย่างน้อยก็ได้แอ่วมหาลัยเอื้อยฟ้า” น้ำไทยอมในที่สุด “แต่วันนี้จะไดขอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่สะพานข้ามแม่น้ำตานหน่อยเน่อ !

            “ได้เลย.....”

 

 

            “นี่มันอะหยังกัน !?

            เสียงสำเนียงเวียงตานโบราณที่อัดแน่นด้วยความเดือดดาลดึงให้ชายวัยกลางคนในชุด

ดำเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เบื้องหน้าเขา เด็กสาวคนหนึ่งยืนจังก้า ใบหน้าสวยหวานราวนางฟ้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ          มือของเธอชี้ไปยังโทรทัศน์จอแบนที่แขวนอยู่บนผนัง ซึ่งในหน้าจอกำลังฉายภาพหญิงสาวหลายคนกำลังใช้ธนูระดมยิงสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวอย่างดุเดือด

 

            “สารคดีเรื่องใหม่ของผมไง” เขาตอบเสียงนุ่ม “อันที่จริงก็ไม่ใหม่นะ นั่นน่ะตอนที่สองแล้ว คุณนางชอบไหมล่ะ เรตติ้งกระฉูดเลยนา”

            “ข้าบ่สนว่าเรตติ้งจะกระฉูดหรือเปล่า” เด็กสาวหน้าหวานตะเบ็งเสียงอย่างโกรธจัด “ท่านยะจะอี้ยะหยัง !? ท่านก็ฮู้ว่าหมู่เฮาบ่อยากเปิดเผยตัวต่อมนุษย์ แล้วยะจะอี้ยะหยัง แถมยะโดยบ่ปรึกษาข้าด้วย !

            “ไม่ต้องกังวลหรอกน่า ผมมีแผนของผม คุณทำตามแผนของคุณ ทำสิ่งที่คุณต้องทำไปเถอะ ไม่ต้องกังวล รับรองแผนนี้ได้ผลแน่นอน”

            “บ่ว่าจะเป็นแผนอะหยัง ข้าต้องการหื้อหยุดฉายรายการนี้เดี๋ยวนี้เลย !” นางยืนกรานเสียงแข็ง

            “หยุดไม่ได้ ผมให้เทปกับทางสถานีไปแล้ว” เสียงของชายวัยกลางคนยังคงนุ่มราววิสกี้ชั้นดี “และผมไม่ต้องการให้คุณพูดเรื่องนี้หรือยุ่งเรื่องนี้อีก ถ้าคุณทำอะไรให้รายการนี้เปลี่ยนแปลงหรือหยุดล่ะก็ ถือว่าความร่วมมือของพวกเราจบสิ้นกัน เข้าใจไหม”

 

            เด็กสาวหน้าหวานนิ่งเงียบ ความคิดสองฝั่งระดมยิงลูกซองใส่กันอยู่ในใจ แต่ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเลือกทางที่ปลอดภัยกว่า อย่างน้อยก็ในยามนี้ ยามที่เธอไม่มีกำลังอะไรจะไปต่อกรกับอีกฝ่ายได้

 

            “ก็ได้เจ้า ถ้าท่านต้องการจะอั้น” นางตอบเสียงเรียบ “แต่อย่างน้อยช่วยบอกจุดประสงค์ของรายการนี้มาหน่อยได้ก่อ”

            “เมื่อเวลามาถึง คุณก็จะรู้เอง” อีกฝ่ายตอบง่ายๆ

            “จะอั้นกาเจ้า” ตานีคนสวยพูดเรียบๆ “แล้วข้าจะรอดู”

 

            เด็กสาวหันหลังกลับก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ชายในชุดดำมองตามไปจนประตูไม้ปิดตามหลัง ดวงตาเรียวหรี่ลง จ้องมองไปยังจุดสุดท้ายที่เขาเห็นอีกฝ่าย ในหัวครุ่นคิด.....

 

            ตานีสาวตนนี้ชักจะรู้มากเกินไปเสียแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น