ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 6 : เด็กสาวผู้ไม่ต้องการความช่วยเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 91
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    9 ม.ค. 58

            "กรี๊ด....... โอ๊ย !"

            เสียงกรีดร้องของกล้วยดังก้องห้างสรรพสินค้าอุดมชัยคอมเพล็กซ์อีกครั้ง หากคราวนี้มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดพ่วงท้ายมาด้วย เด็กหนุ่มหน้าดุกับเด็กสาวหน้าคมหันขวับมามองหน้ากัน ก่อนที่วินาทีต่อมา สมองสองก้อนจะส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อขาทั้งสี่ข้างให้ถีบพื้นออกตัววิ่งกลับเข้าไปในตัวอาคารมืดสลัวพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

 

            แต่วิ่งมาได้เพียงถึงโถงบันไดเลื่อนที่มีเพียงไฟฉุกเฉินให้แสงสีเหลืองหม่นอยู่ไม่กี่ดวง ทั้งคู่ก็ต้องหยุดก่อนจะหันไปมองหน้ากันอีกครั้ง คราวนี้ด้วยสีหน้าสงสัยระคนวิตก ไม่มีใครรู้ว่ากล้วยอยู่ที่ไหนของชั้นไหน เสียงร้องและเสียงวิ่งเมื่อครู่ดังก้องไปตามโถงและโครงสร้างอื่นๆของอาคารจนไม่สามารถจับทิศทางได้ มิหนำซ้ำห้างนี้ก็ไม่ใช่เล็กๆ หากไล่หาทีละชั้น กว่าจะเจอราชินีตานีก็อาจสายเกินไปเสียแล้ว จ้าดพยายามไม่คิดภาพกล้วยถูกฝูงอสุรกายร่างแหลกเหลวรุมทึ้งด้วยฟันแหลมคมจนเหวอะหวะไปทั้งร่าง แม้นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เพื่อนสาวกำลังประสบอยู่ในตอนนี้ก้ตาม

 

            ลมเย็นที่ไหวเบาๆมาจากเบื้องบนทำให้หลานชายหมอผีใหญ่เงยหน้าขึ้นมองโถงบันไดเลื่อนที่โปร่งทะลุไปถึงหลังคากระจกใสบนหลังคาของห้าง แล้วเขาก็ต้องกระชากตัวฟ้าหลบแทบไม่ทันเมื่อร่างหนึ่งหงายหลังร่วงลงมาจากชั้นห้าเหนือหัวพวกเขาพอดี ผ้าผืนยาวที่ปลิวไสวบอกชัดว่าร่างนั้นหากไม่ใช่กล้วยก็คงเป็นนาง เด็กหนุ่มใช้สายตากะจุดตกเป้าหมายก่อนจะพุ่งตัวไปรับได้ทันท่วงที แต่น้ำหนักของตานีสาวรวมกับความเร็วที่ตกลงมาก็ทำเอาเขาทรุดลงกับพื้น โชคดีที่เป็นตานี หากเป็นมนุษย์ธรรมดา แขนของเขาคงหักหรือไม่ก็อาจจะขาดไปแล้ว

 

            "จ้าด !?" ในความมืดสลัว เสียงนั้นและอะไรแข็งๆยาวเหยียดที่อีกฝ่ายถืออยู่ทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าเธอคือราชินีตานี "แล้วก็ฟ้าด้วย !?"

            "ตัวหนักเหมือนกันนะเนี่ยเจ๊" จ้าดคราง เมื่อครู่แขนของเขาถึงกับลั่นกร๊อบ โชคดีที่ไม่หักหรือเดาะ

            "บ่าจ้าดง่าว !" เด็กสาวหน้าจืดตวาดลั่น "ข้าเจ้าบอกหื้อนายพาฟ้าปิ๊กบ้านไปบ่ใจ้ก๋า !?"

            "เกือบจะกลับไปแล้ว" ฟ้าตอบ "แต่ได้ยินเสียงกล้วยร้องเลยวิ่งกลับมา กล้วยเป็นอะไรรึ...."

            "ปิ๊กบ้านไปเดี๋ยวนี้เลย !" กล้วยสวนกลับก่อนที่เพื่อนสาวจะทันพูดจบประโยค "ที่นี่อันตรายมาก กลับไป กลับไปเดี๋ยวนี้เลย ! ข้าเจ้า...."

 

            คำพูดของราชินีตานีถูกขัดจังหวะด้วยเสียงคำรามจากเบื้องบน สองมนุษย์หนึ่งตานีมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่จะหลบฉากออกไปจากที่นั่น ก่อนที่อสุรกายร่างแหลกเหลวนับสิบตนก็ดีดร่างข้ามระเบียงชั้นห้าร่วงตุ้บลงมาแอ้งแม้งอยู่บนพื้นปูหินอ่อน ขยับเพียงครั้งเดียว พวกมันก็สะบัดตัวกลับมาคว่ำอยู่ในตำแหน่งพร้อมจู่โจม ปากแยกเขี้ยวแหลมที่มีน้ำลายไหลเยิ้ม....

 

            กล้วยยกปืนกระบอกเขื่องของเธอขึ้นประทับบ่าก่อนจะเหนี่ยวไกยิงทันที กระสุนพุ่งเข้าเจาะกลางหน้าผากฝ่ายตรงข้ามสองตนอย่างแม่นยำก่อนจะทะลุออกไปยังร่างผีอีกสามสี่ตนเบื้องหลัง แต่ก็เพียงสองนัด กระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วในซองเหล็กหมดเสียแล้ว ในขณะที่อสุรกายฟันคมเหล่านั้นก็ยังคงร่วงลงมาจากชั้นบนเรื่อยๆทีละตนสองตนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

 

            ไม่จำเป็นต้องมีใครพูดอะไรออกมา ทั้งสามหันหลังกลับก่อนจะใส่เกียร์หมาออกตัวล้อฟรีไปตามทางเดินมีดสลัวทันที

 

            "จ้าด ฟ้า ปิ๊กบ้านไป !" กล้วยตะโกนซ้ำอีกครั้ง มือล้วงเอาซิงกระสุนจากในกระเป๋าเสื้อมาเปลี่ยนขณะดวงตาเรียวเล็กเหลียวมองด้านหลัง ฝูงอสุรกายกำลังไล่กวดตามมาติดๆ "ที่นี่ข้าเจ้าจัดการเอง ไปซะ มันอันตรายมาก !"

            "ก็เห็นๆอยู่ว่าจัดการไม่ไหว จะให้เรากลับบ้านไปได้ยังไง !?" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ เขากระชากข้อมือเพื่อนสาวทั้งสองเลี้ยวไปยังเส้นทางมุ่งตรงสู่หน้าห้างสรรพสินค้า "อีกอย่าง กล้วยก็บอกเองนี่ว่าระยะประชิดกล้วยไม่ถนัด แต่เราพอรบระยะประชิดได้ เราก็ช่วยกล้วยได้นะ !"

            "ข้าเจ้าบ่ต้องการหื้อผู้ได๋ช่วย !" ราชินีตานีสวนกลับด้วยประโยคคลาสสิกของเธอ "นี่เป็นการของข้าเจ้า ข้าเจ้าจัดการเองได้ บ่ต้องยุ่ง !"

 

            จ้าดอ้าปากจะโต้ แต่สามสหายก็ต้องลงเท้าเบรกแทบไม่ทันเมื่อร่างใหญ่ยักษ์ดำทะมึนแปดร่างปรากฏตัวปิดทางเดินของพวกเขาเอาไว้จนมิด หนึ่งตานีสองมนุษย์หันหลังกลับโดยอัตโนมัติหมายจะวิ่งกลับไปยังทางหนีไฟออกไปนอกตัวตึกห่างออกไปเกือบสิบเมตรเบื้องหลัง แต่ทั้งสามก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นอสุรกายร่างแหลกเหลวเกือบสิบตนคลานเข้าปิดกั้นทางนั้นเอาไว้ ส่วนที่เหลือกำลังแถกไถร่างกับพื้นหินอ่อนตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็วสูงสุด

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมถึงกับช็อกเมื่อได้เห็นจำนวนศัตรูกับตาเป็นครั้งแรก มันไม่ได้มีเพียงสิบกว่าตนอย่างที่พวกเขาคาดเอาไว้ แต่มันมีเกือบร้อย บางทีอาจจะเกินร้อยเสียด้วยซ้ำ ฟ้าก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัว ในขณะที่หลานชายหมอผีใหญ่ควักอีโต้ที่เขาเสียบเก็บไว้ในเสื้อเมื่อเริ่มออกวิ่งเมื่อห้านาทีที่แล้วออกมาอีกครั้งก่อนจะยกขึ้นเตรียมพร้อมสับคอผีตนแรกที่เข้ามาถึงตัวแม้จะรู้ว่าคงไม่มีหวัง ร้อยต่อสาม แถมยังเป็นร้อยที่เป็นอสุรกายน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนหลุดมาจากนรกแบบนี้ ต่อให้เขาเป็นตานีมีปืนกลก็คงไม่ไหวด้วยซ้ำ....

 

            แต่ก่อนที่ปีศาจร่างแหลกเหลวตนแรกจะกระโจนเข้างับคอเขาได้ ร่างของจ้าดและฟ้าก็ถูกเด็กสาวหน้าจืดเหวี่ยงไปชนราวแขวนเสื้อผ้าซึ่งตั้งอยู่ข้างๆทางเดินจนล้มระเนนระนาด กล้วยยกปืนประทับบ่าก่อนจะเหนี่ยวไกสิบนัดซ้อนไปยังฝูงผีร้ายฟันแหลมคม อสุรกายแถวแรกเกือบยี่สิบตนกระเด็นลอยตามแรงกระสุนที่เจาะทะลุผ่านร่างก่อนจะหายไปพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวน ราชินีตานีขยับจะเปลี่ยนซองกระสุนใหม่ แต่วินาทีต่อมา อสุรกายร่างแหลกเหลวตนหนึ่งก็ดีดตัวพุ่งเข้าจู่โจมเธอเสียแล้ว....

 

            "กล้วย ทำอะไรของกล้วยน่ะ !?"

            กว่าเด็กหนุ่มหน้าดุจะแหวกกองผ้ายุ่งๆที่ทับถมอยู่บนตัวออกมาได้ก็กินเวลาเกือบครึ่งนาที แต่แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า คำพูดที่ตานีสาวบอกเขาว่าเธอไม่สามารถสู้ระยะประชิดได้นั้นไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ในยามนี้ ปืนไรเฟิลกระบอกเขื่องกลายสภาพจากอาวุธระยะไกลมาเป็นอาวุธระยะใกล้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล้วยทั้งเหวี่ยง กระแทกด้วยพานท้าย ทุบด้วยพานท้าย และใช้พานท้ายด้านกว้างตบเหล่าอสุรกายร่างแหลกเหลวจนกระเด็น แม้แต่ร่างทะมึนเหมือนยักษ์ปักหลั่นก็ยังเสียหลักถอยไปเกือบสามเมตรเมื่อถูกพานท้ายหนาหนักของกล้วยอัดเข้าเต็มหน้าท้อง

 

            "ปิ๊กบ้านไป ข้าเจ้าอู้เป็นครั้งสุดท้ายเน่อ !" กล้วยพูดผ่านไรฟันที่ขบกันแน่นเมื่อเธอเกร็งแขนป้องกันอสุรกายตนหนึ่งที่พุ่งเข้ามางับปืนของเธอกร้วมใหญ่ "ไปซะ เร็ว !"

            "แต่เยอะขนาดนี้กล้วยรับมือไม่ไหวหรอก !" เด็กสาวหน้าคมซึ่งเพิ่งจะผุดออกมาจากกองเสื้อผ้าได้พูดบ้าง "จะให้เราปล่อยกล้วยเอาไว้ได้ยังไง"

            "แล้วอยู่ที่นี่ฟ้ายะอะหยังได้ก่อล่ะ !?" กล้วยสวนกลับ "จ้าดก็ด้วย ไปซะ เสร็จจากที่นี่ข้าเจ้าจะตามไปเอง !"

            "แต่เราอยากจะ...."

            "บอกว่าหื้อปิ๊กไปจะได !"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุทำหูทวนลมยันตัวลุกขึ้นหมายจะช่วยเพื่อนสาว แต่แล้วเขาก็ต้องทรุดตัวกลับลงไปเมื่อพานท้ายวัสดุผสมของกล้วย (ปืน) เหวี่ยงวูบเข้าหาอย่างแรงเมื่อกล้วยหมุนรอบตัวก่อนจะยันส้นเท้าถีบกลางแสกหน้าผีร่างยักษ์ซึ่งเพิ่งจะอัดกำปั้นเฉียดใบหน้าเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร จ้าดเริ่มคิดว่าราชินีตานีพูดถูก กล้วยน่าจะพอเอาตัวรอดได้ เขาและฟ้าอยู่ที่นี่ก็รังแต่จะถ่วงเด็กสาวหน้าจืดให้รอดยากขึ้นเสียเปล่าๆ

 

            แต่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจดึงฟ้าลุกขึ้นและเผ่นกลับบ้าน หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อกำปั้นหนึ่งของร่างดำทะมึนเล็ดลอดผ่านปืนไรเฟิลกระบอกใหญ่ที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาอัดเข้าใส่ใบหน้าจืดๆของกล้วยจนเธอเซถลา แต่แม้จะได้รับแรงกระแทกน้องๆถูกรถบรรทุกชน ราชินีตานีก็ยังคงปักหลักยืนอยู่ได้ เธอถ่มเลือดในปากทิ้งก่อนจะสืบเท้าเข้าหาฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง ปืนไรเฟิลเหวี่ยงวูบ แต่วงสวิงก็ชะงักเมื่อหมัดลุ่นๆอีกหมัดจากร่างยักษ์อีกตนอัดเปรี้ยงเข้ากลางแผ่นหลังจนกระเด้นลอยข้ามหัวอสุรกายร่างแหลกเหลวซึ่งดีดตัวขึ้นพยายามงับราวกับหมาเห็นอาหาร กล้วยร่วงตุ้บลงที่กลางฝูง ก่อนจะถูกกลบด้วยร่างบิดเบี้ยวสีคล้ำในพริบตา

 

            "กล้วย !?"

            จ้าดและฟ้าลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน แต่หลานชายหมอผีใหญ่เหวี่ยงร่างเพื่อนสาวผ่านช่องว่างระหว่างร่างดำทะมึนซึ่งเริ่มรุกคืบเข้ามาออกไปยังทางเดินว่างๆเบื้องหลัง เด็กหนุ่มไม่สนใจเสียงทักท้วงของเพื่อนสาว มือขวากระชับอีโต้แน่น เงื้อมันขึ้นสูงก่อนจะก้าวเท้าเข้าสับเปรี้ยงลงใส่แผ่นหลังบิดเบี้ยวเหมือนเป็นโรคกระดูกสันหลังคดของอสุรกายตนที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที

 

            มันกรีดร้องโหยหวนก่อนจะระเบิดกลายเป็นผุยผง แต่เด็กหนุ่มก็ตระหนักในวินาทีต่อมาว่านั่นไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายสักเท่าไหร่นักเมื่อเหล่าร่างแหลกเหลวซึ่งจดจ่อหาทางเข้าไปรุมทึ้งกล้วยอยู่เมื่อครู่ต่างหันขวับมาหาเขาก่อนจะตั้งต้นดีดตัวเข้าใส่เหมือนงูฉก หากเป็นการฉกที่ทรงพลังกว่ามาก มิหนำซ้ำยังเล็งเป้ามายังคอของเขาเป็นพิเศษเสียด้วย เขาพอจะต้านสองสามตนแรกได้ แต่ระลอกต่อมาที่กระโจนพร้อมกันห้าหกตนก็ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ถอยกรูดอย่างลืมตัว พวกมันพลาดเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ฟันแหลมของตนหนึ่งเฉียดใบหน้าเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร กลิ่นเหม็นเน่าจากในปากของมันทำเอาเด็กหนุ่มแทบทรุด

 

            อย่างไรก็ตาม จ้าดก็รู้ว่าเขาต้องเดินหน้าต่อ เด็กหนุ่มขบกรามสูดหายใจลึกก่อนจะสืบเท้าเดินหน้า อสุรกายห้าหกตนซึ่งพลาดเป้าไปจากตัวเขาเมื่อครู่แถกไถตัวเข้าล้อมกรอบก่อนจะดีดตัวกลุ้มรุมเข้าหาเหยื่อพร้อมๆกัน แต่ก็ปะทะเข้ากับใบมีดเหล็กกล้าไร้สนิมของมีดอีโต้ซึ่งเหวี่ยงวูบเกือบสามร้อยหกสิบองศาเข้าอย่างจัง คมมีดเฉาะผ่ากลางหัวตนหนึ่งจนขาดกระเด็น สับคออีกตนหลุดลอย อีกสี่ตนซึ่งหลบทันก็ถูกข้างมีดกระแทกหงายหลังไปตามๆกัน เสียงกรีดร้องดังระงมแสบแก้วหู

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เห็นยุทธวิธีของเขาได้ผลก็รุกคืบเข้าหาจุดตกของกล้วยอย่างช้าๆ มีดอีโต้เหวี่ยงไปมารอบตัวเหมือนมีดดายหญ้า แหวกเหล่าอสุรกายออกเป็นช่อง เด็กหนุ่มเริ่มสังเกตได้ว่าแม้ศัตรูจะมีจำนวนมาก แต่มันก็ขวางทางกันเองจนทำได้เพียงกระโจนสะเปะสะปะเข้าหาเขาเท่านั้น ไม่คล่องแคล่วว่องไวและใช้ร่างกายที่ขดเป็นปมของมันให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนพวกสี่ห้าตนบนชั้นหก มิหนำซ้ำร่างดำทะมึนซึ่งพยายามเดินงุ่มง่ามเข้ามาหาเขาจากทางด้านหลังก็กลับเตะและเหยียบพวกเดียวกันเองเสียอีก จ้าดเริ่มใจชื้นขึ้นบ้าง ความหวังว่าทั้งเขาและตานีสาวจะรอดไปจากที่นี่เริ่มมีมากขึ้นบ้างแล้ว

 

            แต่ความหวังของเขาก็ดับวูบเหมือนอสุรกายตนหนึ่งอ้าปากงับใบมีดอีโต้เอาไว้แน่น ใบมีดเข้าไปขัดแน่นอยู่ระหว่างฟันคมกริบซึ่งเรียงตัวกันอยู่เต็มปาก วินาทีต่อมา เหล่าผีร้ายที่เห็นว่าศัตรูเสียจังหวะก็กลุ้มรุมเข้าหาเขาเหมือนแร้งเห็นศพ เด็กหนุ่มหน้าดุโถมตัวกระแทกปีศาจตนที่พุ่งประสานงาเข้ามาจนล้มกลิ้ง แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นได้ ฟันแหลมคมของร่างแหลกเหลวตนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดก็งับกร้วมเข้าที่ต้นแขนขวา แต่ยังไม่ทันที่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจะหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของหลานชายหมอผีใหญ่ อีกสองตนก็ฝังเขี้ยวลงที่น่องและเอวด้านขวาก่อนจะกระชากออกอย่างไม่ปรานี เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะทั่วพื้นหินอ่อน

 

            จ้าดกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลใหญ่ทั้งสามของเขาที่ร้อนไหม้เหมือนมีไฟเผาผลาญพยายามดิ้น แต่ยิ่งดิ้น มือแห้งเหี่ยวที่รัดแขนขาของเขาไว้ก็ยิ่งบีบแน่นมากขึ้นเหมือนคีมเหล็ก เขาตกเป็นเป้านิ่งของเหล่าอสุรกายที่กลุ้มรุมกันเข้ามาฉีกทึ้งร่างโดยสิ้นเชิง ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างแหลกเหลวร่างหนึ่งดีดตัวขึ้นสูงก่อนจะพุ่งลงมาเหมือนกระสุนปืนใหญ่ เป้าหมายของฟันแหลมคมราวเข็มหมุดคือเส้นเลือดแดงใหญ่ที่เต้นตุบๆบนลำคอของเขา.....

 

            "อย่า !"

            แทนที่ฟันสีขาวคมกริบจะแทงทะลุคอหอยหลานชายหมอผีใหญ่ มันกลับงับกร้วมลงใส่แขนของฟ้าที่ยกขึ้นขวางเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มหน้าดุสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย

 

            "ฟ้า เป็นอะไรรึเปล่า !?"

            "ไม่ต้องกลัว ไม่รู้ทำไมพวกผีถึงทำอะไรเราไม่ได้ !"

            "ว่าไงนะ !?"

 

            ดวงตาตี่ยิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีกเมื่อเห็นอสุรกายตนที่เพิ่งงับแขนเพื่อนสาว มันห้อยต่องแต่งเหมือนลิงเกาะต้นไม้ แต่สิ่งที่ทำให้จ้าดตกใจยิ่งกว่าคือฟันแหลมคมนับสิบๆซี่ในปากของมันไม่มีซี่ใดเจาะผ่านผิวหนังของเด็กสาวหน้าคมเลยสักซี่เดียว และด้วยการสะบัดเพียงครั้งเดียว ฟ้าก็ส่งมันลอยละลิ่วออกจากแขนของเธอกลับไปร่วงตุ้บลงกลางฝูงได้สบายๆ

 

            "ฟ้าไปช่วยกล้วยก่อน เร็ว ไม่ต้องห่วงเรา"

            "เราช่วยทั้งคู่นั่นแหละ !"

            เด็กสาวหน้าคมบรรจงฟาดหลังเท้าเข้าใส่ขากรรไกรของผีทั้งสี่ตนที่ตรึงจ้าดเอาไว้ทีละตน แม้จะไม่รุนแรงพอที่จะทำให้พวกมันสลายหายไป แต่ก็พอที่จะทำให้พวกมันปล่อยมือทิ้งหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งมีแผลเหวอะหวะทั่วร่างลงกับพื้น ฟ้ารีบดึงเพื่อนหนุ่มลุกขึ้นทันที

 

            "ไหวมั้ย" เธอถามเมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของอีกฝ่าย

            "ไหว" จ้าดกัดฟันตอบแม้เลือดสดๆจะยังคงไหลรินจากแผล "ไปกันเถอะ !"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมเริ่มออกตัวอีกครั้งอย่างช้าๆ ฟ้าซึ่งยามนี้ใส่สูตรอมตะคอยกระแทกเหล่าผีร้ายที่พุ่งเข้ามาหาไม่ขาดสายให้พ้นทาง แต่ไม่ช้าศัตรูก็เริ่มเปลี่ยนจากหันหน้าเข้าหาเป็นหันหลัง นั่นหมายความว่าพวกเขาน่าจะเข้าใกล้กล้วยแล้ว.....

 

            "นั่นไง !"

            จ้าดร้องขึ้นเมื่อเห็นอะไรสีเทาๆในกองร่างเน่าๆสีเขียวคล้ำที่กลุ้มรุมกันอยู่ราวกับสารขัณฑ์มุงเวลาเกิดอุบัติเหตุ เด็กสาวหน้าคมโถมตัวเข้าใส่พวกมันราวกับนักรักบี้ กวาดร่างแหลกเหลวล้มกลิ้งระเนนระนาดเหมือนพินโบว์ลิ่งถูกสไตรค์จ้าดกัดฟันข่มความเจ็บปวดพุ่งเข้าประชิดตัวตานีสาวซึ่งเซแซ่ดๆหลังจากผีร้ายตนที่ยึดเธอเอาไว้ล้มกลิ้งตามแรงกระแทกจากฟ้า

 

            สภาพของกล้วยแย่กว่าเขามาก เด็กสาวดูราวกับจะล้มลงหมดสติได้ทุกเมื่อ ผ้าหนาๆของตะเบงมานคอมมานโดขาดเป็นรอยยาว เผยให้เห็นเสื้อยืดสีดำภายในซึ่งก็โชกชุ่มไปด้วยเลือด แขนทั้งสองมีรอยแผลฉีกขาดลึกนับสิบรอย เช่นเดียวกับต้นขา น่องและลำตัว ใบหน้าจืดยังคงบวมแดงจากการโดนชกเมื่อครู่ แต่มือของเธอยังคงกำด้ามปืนไรเฟิลกระบอกใหญ่แน่น

 

            "บ่าจ้าดง่าว.... ข้าเจ้า.... บอกหื้อปิ๊กบ้าน...." แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่ราชินีตานีก็ยังคงเสียงแข็ง "บ่ต้อง.... มาช่วยข้าเจ้า...."

            "นี่ขนาดไม่ปิ๊กยังขนาดนี้ ปิ๊กไปกล้วยจะรอดได้ยังไง !?"จ้าดสวนพลางยกแขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลของเพื่อนสาวขึ้นพาดบ่า "ไปเถอะ ฟ้าพาเราออกไปได้"

            "ก็บอกว่า.... บ่ต้องมาช่วยข้าเจ้าจะได !"

 

            ด้วยแรงอันน่าตกใจสำหรับตานีบาดเจ็บสาหัส กล้วยบิดตัวสะบัดเพื่อนหนุ่มจนเซแซ่ดๆ ก่อนจะยกไรเฟิลของเธอขึ้นถือในท่าเตรียมพร้อมอีกครั้ง อสุรกายร่างแหลกเหลวสามตนดีดตัวเข้าใส่ทันที เด็กสาวหน้าจืดเหวี่ยงปืนกระแทกมันออกไปได้ แต่แรงกระแทกและการเคลื่อนไหวก็ทำให้ความเจ็บปวดจากแผลทั่วร่างรุนแรงขึ้นจนราชินีตานีต้องทรุดลงกับพื้นเมื่อเข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบลงในฉับพลัน ผีร้ายตนหนึ่งซึ่งรอจังหวะอยู่แล้วกระโจนเข้าหาเธอทันที ปากอ้ากว้างหมายขบลำคอของตานีสาวให้ขาดออกเป็นสองท่อนในครั้งเดียว....

 

            "ฝันไปเถอะ !"

            "จ้าดอย่า !"

 

            ฟ้าซึ่งเพิ่งจะลุกขึ้นมาได้หลังจากถูกเหล่าอสุรกายกดติดอยู่กับพื้นและกล้วยซึ่งเงยหน้าขึ้นมองเห็นเหตุการณ์พอดีตะโกนพร้อมกันเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่กระโจนเข้าขวางระหว่างอสุรกายตนนั้นกับเป้าหมาย ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องอย่างสยดสยองเมื่อฟันแหลมคมเป็นตับกัดเข้าบนไหปลาร้าของจ้าดจนจมเขี้ยว เด็กหนุ่มเซถอยหลัง ชนเข้ากับเพื่อนสาวหน้าจืดจนล้มลง ก่อนที่เหล่าผีร้ายจะกลุ้มรุมเข้ามาฉีกทึ้งร่างของพวกเขาอีกครั้ง

 

            ภายใต้ความเจ็บปวดจนแทบสิ้นชีวิตและสติอันเลือนราง จ้าดคิดว่าเขาได้ยินเสียงปืนลูกซองดังก้องมาแต่ไกล....

 

 

            “เฮ้ย !?

            เด็กหนุ่มหน้าดุทะลึ่งพรวดขึ้นจากที่นอน เหงื่อกาฬแตกเต็มหน้าแม้อากาศจะหนาวจัด เขารู้สึกว่าหัวใจในทรวงอกกระแทกกระดูกซี่โครงปั้กๆราวกับอยากจะทะลุออกมาข้างนอก เขาฝันน่ากลัวเหลือเกิน.... ผีร่างแหลกเหลวที่มีฟันคมกริบ ผีร่างดำทะมึน และร่างของกล้วยและเขาถูกฉีกทิ้งจนเลือดสาดกระจาย สงสัยเขาคงต้องไปทำบุญสะเดาะเคราะห์เสียบ้างแล้ว....

 

            แต่เมื่อยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพราวอยู่บนหน้าผาก หลานชายหมอผีใหญ่ก็สะดุ้งเฮือกเมื่อความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นจากเส้นประสาททั่วแขนและมือผ่านไขสันหลังไปยังสมอง จ้าดค่อยๆลดมือลงช้าๆ แต่เขาก็สะดุ้งเฮือกอีกครั้งเมื่อเห็นมือทั้งสองข้างถูกพันเอาไว้แน่นด้วยผ้าพันแผล

 

            ภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝันงั้นหรือ

 

            "ตื่นแล้วเหรอจ้าด"

            เสียงหวานดังมาจากทางซ้ายมือ เด็กหนุ่มหันขวับ แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นนางและฟ้านั่งอยู่ในโต๊ะอุ่นขา ตานีสาวทรงโตกำลังเช็ดปืนลูกซองของเธออย่างทะนุถนอม ส่วนเด็กสาวหน้าคมกำลังนั่งซดหม่าม้าในถ้วยใหญ่ เธออยู่ในชุดนอนเก่าของเขา ผ้าขนหนูสีน้ำเงินพันอยู่รอบตัว ดูเหมือนเธอจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ บนผนังใกล้หน้าต่างมีเสื้อและกระโปรงนักเรียนสีดำที่ขาดวิ่นและเต็มไปด้วยฝุ่นแขวนอยู่

 

            "นี่มัน.... เกิดอะไรขึ้น" หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยถามเพื่อนสาวทั้งสองด้วยเสียงแหบแห้ง "แล้วเรากลับมาที่นี่ได้ยังไง"

            "ฉันพาพวกเธอกลับมา" นางตอบ "โชคดีที่ไปเจอทันเวลาพอดี แล้วก็โชคดีที่พวกเธอกำจัดพวกมันไปได้กว่าครึ่ง ไม่งั้นฉันก็คงไม่ไหวเหมือนกัน"

 

            "แต่.... ทำไมฟ้า...."

            "เราโดนพวกผีทับเอาไว้มิดเลยว่ะ พวกมันคงเห็นว่าทำอะไรเราไม่ได้ก็เลยตรึงไว้ให้ขยับไม่ได้ซะ" ฟ้าตอบบ้าง ก่อนที่เสียงของเธอจะเบาลงในประโยคสุดท้าย "ขอโทษนะที่ช่วยอะไรกล้วยกับจ้าดไม่ได้เลย ทั้งที่พวกผีทำอะไรเราไม่ได้แท้ๆ...."

            "เราต่างหากที่ต้องขอโทษ ฟ้าอุตส่าห์จะเลี้ยงเราแท้ๆ แต่เรากลับทำให้ฟ้าต้องเจอเรื่องแบบนี้....."

            "หมายความว่าไง 'ทำให้เราเจอเรื่องแบบนี้'" เด็กสาวหน้าคมขมวดคิ้ว "เป้าหมายของผีร้ายพวกนั้นคือจ้าดงั้นเหรอ แล้วนี่กล้วยกับนางเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้มีปืนแบบนั้น"

 

            จ้าดกับนางมองหน้ากัน

 

            "เรื่องมัน.... ค่อนข้างยาวน่ะนะ เราจะค่อยๆเล่าให้ฟังก็แล้วกัน" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอ้อมแอ้ม "ว่าแต่ กล้วยล่ะ กล้วยอยู่ไหน เขาปลอดภัยรึเปล่า"

            "กล้วยปลอดภัยดี ฟื้นก่อนเราจะมาถึงบ้านอีก" ฟ้าตอบ "แต่พอมาถึงบ้าน พอนางทำแผลให้เสร็จเขาก็ขึ้นห้องไปเลย นี่จะสี่ชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมาเลย"

            "สี่ชั่วโมง !?" เด็กหนุ่มหน้าดุทวนคำ "แล้วนี่มันกี่ทุ่มแล้วเนี่ย"

            "ห้าทุ่มกว่า"

            "แล้วที่บ้านจะไม่ด่าเรอะฟ้า !?"

            "ไม่เป็นไรหรอก โทรบอกแม่แล้ว" เด็กสาวหน้าคมพูดยิ้มๆ "แม่เราบอกว่ายังไงพวกเราก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่เป็นไรหรอก"

            'ก็กลัวมันจะเป็นเอานี่ซี้.....'

            "เหมือนองค์ราชินีจะเศร้าหรือโกรธอะไรอยู่สักอย่าง" ตานีสาวเอ่ยขึ้นบ้าง ก่อนที่ดวงตาหวานจะหรี่ลง "เธอคงไม่ได้ไปทำอะไรองค์ราชินีใช่มั้ย"

            "ไม่" จ้าดส่ายหัว แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ "อาจจะ.... ยกเว้นที่เราไปช่วยเขาก็ได้มั้ง"

            "ไปคุยกับเขาหน่อยดีมั้ยจ้าด ปลอบเขาหน่อย" เด็กสาวผู้กำลังซดหม่าม้าแนะนำ "เดี๋ยวเราไปด้วยก็ได้"

            "ไม่ต้องๆ เดี๋ยวเราคุยเอง เพราะหลายอย่างอาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่ฟ้ายังไม่รู้" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ "ฟ้าอยู่นี่แหละ นางช่วยอธิบายเรื่องคร่าวๆให้เขาฟังระหว่างเราคุยกับกล้วยได้มั้ย"

            "ได้ ไปเถอะ"

 

 

            เด็กสาวหน้าจืดนั่งกอดเข่าซุกตัวอยู่ในมุมมืดที่สุดของห้อง

 

            บาดแผลลึกทั่วตัวซึ่งถูกพันเอาไว้อย่างแน่นหนาด้วยผ้าก๊อซสีขาว แม้จะยังคงเจ็บแปลบ แต่ก็ค่อยๆสมานตัวอย่างรวดเร็วจากสรรพคุณจากยาสมานแผลขนานใหม่ซึ่งหน่วยพยาบาลตานีเพิ่งจะพัฒนาขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว

 

            แต่บาดแผลในใจกลับกัดกินความรู้สึกของเธอ ลึกลงไปเรื่อยๆ.....

 

            "กล้วย" เสียงของจ้าดดังอู้อี้เมื่อทะลุผ่านบานประตูไม้เนื้อแข็ง "กล้วย เป็นอะไรรึเปล่า ขอเราเข้าไปหน่อยได้มั้ย"

            "ข้าเจ้าอยากอยู่ตนเดียว" ตานีสาวตอบ ซุกหน้าลงกับหัวเข่า

            "กล้วย เปิดหน่อยเถอะ" เสียงที่อีกฟากดังขึ้นอีก คราวนี้พร้อมเสียงเคาะ "เปิดหน่อย เราอยากคุยกับกล้วย"

            "โอ๊ย บ่าจ้าดง่าวนี่ ก็บอกแล้วจะไดว่าข้าเจ้าอยากอยู่ตนเดียว !" กล้วยเริ่มหงุดหงิด "แล้วจะถามตั้งแต่ทีแรกยะหยัง ในเมื่อจะไดๆก็อยากเข้ามาจะอี้"

            "ก็เราเป็นห่วงกล้วย" เสียงเด็กหนุ่มหน้าดุตอบกลับมา "อีกอย่าง กล้วยอุตส่าห์มาช่วยเรา อย่างน้อยเราก็ต้องขอบคุณ จริงมั้ย"

            "ไว้ขอบคุณทีหลังเถอะบ่าจ้าดง่าว ตอนนี้ข้าเจ้าอยากอยู่ตนเดียว !"

            "แต่เราอยากจะคุยกับกล้วย....."

            "ไปหื้อพ้น !"

            "งั้นถ้ากล้วยไม่เปิดเราจะไขกุญแจเข้าไปนะ"

            "โอ๊ย ก็ได้ !"

 

            ราชินีตานีลุกพรวดก่อนจะเดินลงส้นปึงๆไปกระชากประตูเปิด ยังผลให้จ้าดซึ่งยืนพิงประตูอยู่ล้มกลิ้งหลุนๆเข้ามาในห้อง ก่อนที่กล้วยจะกระแทกประตูปิดและเดินกลับไปนั่งในมุมมืดตามเดิม

 

            "มีอะหยังก็ว่ามา" เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงห้วน

            "เอ่อ คือ...." จ้าดยังพูดอะไรไม่ออกขณะพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งบนฟูกที่เป็นไปด้วยผ้าห่มซึ่งเป็นที่นอนของนาง การกลิ้งทำให้แผลระบมไปทั่วทั้งตัว "แผลเป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่รึเปล่า"

            "นิดหน่อย" ตานีสาวตอบสั้นๆ "แล้วมีอะหยังอีก"

            "แล้วทำไมกล้วยถึงนั่งอยู่ในห้องแบบนี้ มีอะไรงั้นเหรอ"

            "บ่มีอะหยังหรอกน่าบ่าจ้าดง่าว" กล้วยตอบพร้อมด่ากลับ "อย่ามายุ่ง ไปได้แล้ว"

            "ถ้าไม่มีอะไรกล้วยคงไม่มานั่งขังตัวเองอยู่ในห้องแบบนี้หรอก เรารู้"

            "โอ๊ย ถ้าฮู้อยู่แล้วแล้วจะถามยะหยังหาบ่าจ้าดง่าว !?" เด็กสาวหน้าจืดเริ่มหมดความอดทน "นายนี่มันน่ารำคาญแต๊ๆ"

            "ขอโทษ...." จ้าดพุดอ้อมแอ้มเมื่อรู้ตัวว่าล้ำเส้น "งั้นเรา.... ไปก่อนก็แล้วกัน กล้วยโอเคขึ้นเมื่อไหร่ก็ตามลงมานะ พอดีเราอยากให้กล้วยอธิบายเรื่องตานีให้ฟ้าฟังหน่อย"

            "บ่ต้องก็ได้" เสียงของราชินีตานีอ่อนลง "อยู่นี่ก่อนก็ได้ บ่ต้องไปหรอก"

 

            จ้าดทรุดตัวกลับลงไปนั่งบนฟูกอีกครั้ง กล้วยซุกหน้าลงกับหัวเข่าอีกครั้งเช่นเดียวกัน เกือบห้านาทีที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่ในที่สุด เด็กหนุ่มหน้าดุก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น

 

            "กล้วย ทำไมกล้วยถึงไม่อยากให้คนอื่นช่วยล่ะ ทั้งที่บางอย่างมันก็สุดวิสัยกล้วยแท้ๆ" เขาพยายามทำเสียงให้อ่อนและนุ่มที่สุด "กล้วยไม่ไว้ใจคนรอบข้างเพราะเรื่องแม่กล้วยงั้นเหรอ"

 

            ราชินีตานีนิ่งเงียบ หลานชายหมอผีใหญ่ตัดสินใจไม่ถามต่อด้วยเกรงว่าจะกระทบจิตใจเพื่อนสาวเข้าอีก เขาแอบมองเด็กสาวหน้าจืดทางหางตา เธออยู่ในชุดนอนเก่าของเขาเช่นเดียวกับฟ้า เผยให้เห็นผ้าพันแผลที่พันอยู่ทั่วตัวจนดูเหมือนมัมมี่ เธอยังคงซุกใบหน้าเอาไว้กับหัวเข่า แต่แก้มส่วนที่พอมองเห็นได้ก็แปะสำลีแผ่นหนาและผ้าพันแผลเอาไว้เช่นกัน

 

            จู่ๆกล้วยก็พูดขึ้น

            "จ้าด ข้าเจ้ามันไร้ความสามารถแต๊ๆแม่นก่อ"

            "ทำไมจู่ๆพูดแบบนั้นล่ะกล้วย" เด็กหนุ่มหน้าดุมองเพื่อนสาว คิ้วรกๆขมวดเข้าหากัน "ถ้ากล้วยไร้ความสามารถ อย่างเราจะเรียกอะไรล่ะถ้างั้น"

            "จะบ่ไร้ความสามารถได้จะไดล่ะ" ราชินีตานีย้อนถาม จ้าดใจหายวาบเมื่อได้ยินเพื่อนสาวตั้งต้นสะอึกสะอื้น "ทั้งๆที่มีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ ทั้งๆที่มีคู่หูเก่งๆอย่างนาง ทั้งๆที่ข้าเจ้าเป็นราชินีตานีแต๊ๆ แต่ยะอะหยังบ่ได้เลยสักอย่าง ปกป้องมนุษย์บ่ได้ ปกป้องตานีด้วยกันก็บ่ได้ แถมยังพาตนอื่นมารับอันตรายด้วยซะอีก ล้มเหลวทุกอย่าง จะอี้บ่เรียกไร้ความสามารถแล้วจะเรียกอะหยังได้ล่ะ !?"

            "กล้วย ใจเย็นๆก่อน" จ้าดพยายามปลอบให้เพื่อนสาวใจเย็นลง ทั้งๆที่ยามนี้ตัวเขาเองดูจะสับสนมากกว่ากล้วยเสียอีก เขายังไม่เคยเห็นผู้หญิงร้องไห้ต่อหน้าต่อตาแบบนี้มาก่อน "ก็ตอนนี้กล้วยไม่มีอำนาจของตานีนี่ จะให้ทำไงได้ แล้วพวกนั้นก็มากันเยอะขนาดนั้น ไม่มีใครสู้ไหวหรอก อีกอย่าง กล้วยก็ปกป้องฟ้ากับเราไปแล้วไง ถ้ากล้วยไม่มา พวกเราก็คงตายกันอยู่ในห้างแล้ว"

            "ปกป้องได้บ้าอะหยังล่ะบ่าจ้าดง่าว ! พาไปเจออันตรายกว่าเดิมสิบ่ว่า !" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ เสียงสะอื้นของเธอดังขึ้นแม้จะอู้อี้อยู่ในอ้อมแขน "คนที่ช่วยนายคือนางต่างหาก ข้าเจ้าบ่ได้ยะอะหยังเลย..... บ่สิ ข้าเจ้ายะอะหยังบ่ได้เลยมากกว่า สิ่งเดียวที่ข้าเจ้ายะได้ในชีวิตที่สองนี้ก็มีแค่แอบซุ่มยิงผีอยู่ในที่ลับเหมือนตนขี้ขลาดเท่านั้นแหละ...."

            "เพราะจะอี้แหละ ข้าเจ้าถึงบ่อยากหื้อผู้ได๋มาช่วย" เสียงของกล้วยเบาลง "ทั้งที่ทุกคนไว้ใจหื้อข้าเจ้ารับตำแหน่งราชินี แต่พอเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นจริงๆข้าเจ้ากลับได้แต่หนีเอาตัวรอด ช่วยอะหยังผู้ได๋บ่ได้เลยสักอย่าง ได้แต่ทนมองตานีสิ้นอายุไปทีละตน แล้วแบบนี้นายยังคิดว่าข้าเจ้าสมควรได้รับการช่วยเหลือจากคนอื่นอีกก๋า ทั้งที่ข้าเจ้าช่วยอะหยังเปิ้นตอบแทนบ่ได้เลยจะอี้.... ทั้งที่ข้าเจ้าบ่มีค่าพอหื้อหมู่เปิ้นช่วย.... ทั้งที่ข้าเจ้าไร้ความสามารถจะอี้.... ข้าเจ้าบ่มีค่าพอหื้อผู้ได๋มาช่วยหรอก !"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่นิ่งเงียบ เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อดี และไม่กล้าที่จะเข้าไปปลอบด้วย เพียงจับมือกล้วยก็หาว่าเขาล่วงเกินแล้ว หากไปลูบหัวลูบหลังเด็กหนุ่มก็ไม่รู้ว่าเขาจะโดนอะไรบ้าง

 

            "เพราะจะอั้น ข้าเจ้าจึงบ่อยากรับความช่วยเหลือจากผู้ได๋ทั้งสิ้น" เสียงของเด็กสาวกลับเป็นแผ่วเบาอีกครั้งหลังจากแทบจะเป็นตะโกนเมื่อครู่ "แต่วันนี้ข้าเจ้ากลับต้องหื้อทั้งฟ้าทั้งจ้าดมาช่วย.... แล้วยังยะหื้อนายกับฟ้าเป็นอันตราย ข้าเจ้าล้มเหลวทั้งในหน้าที่ตานีและราชินี ปกป้องบ่ได้ทั้งมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ตัวเอง ข้าเจ้าบ่ฮู้จะยะจะไดดีแล้ว...."

 

            เสียงสะอื้นของกล้วยดังขึ้นอีกครั้งแม้เด็กสาวจะซุกหน้าลงกับหัวเข่าแน่นขึ้น จ้าดนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือก

 

            "กล้วย ไม่มีใครหรอกที่ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ" เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่ม "ยกเว้นก็แต่พวกงอมืองอเท้ารอแต่ความช่วยเหลือไปวันๆ ซึ่งกล้วยก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนี่"

            "แต่ข้าเจ้ายะอะหยังบ่ได้เลยสักอย่าง...."

            "แต่กล้วยก็ยังพยายาม ถูกมั้ยล่ะ" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ "วันที่สวนกล้วยแตก กว่ากล้วยจะมาถึงหน้าบ้านเราก็ดึกมากแล้ว แปลว่ากล้วยไม่ได้หนีทันทีที่ผีร้ายบุกเข้าไปสวนกล้วย กล้วยยังร่วมสู้อยู่กับเพื่อนตานีจนวินาทีสุดท้ายทั้งที่จะรู้ตัวว่าตกเป็นเป้า คืนนี้ก็เหมือนกัน กล้วยจะไม่มาช่วยเราก็ได้ แต่กล้วยก็มา แล้วยังยืนหยัดต่อสู้ บอกให้เราพาฟ้ากลับไปจนวินาทีสุดท้าย กล้วยพยายามเต็มที่แล้ว ถึงอาจจะทำอะไรไม่ได้ ช่วยคนอื่นไม่ได้ แต่แค่ความพยายามนี้ก็ถือว่ากล้วยได้ช่วยคนอื่นแล้ว และมันก็มีค่าพอที่จะทำให้คนอื่นช่วยกล้วยด้วย"

            "ข้าเจ้าบ่คึดจะอั้น" เด็กสาวหน้าจืดแย้งด้วยเสียงสั่นเครือ "นายบ่เคยได้ยินก๋า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน บ่ว่าข้าเจ้าจะพยายามหรือบ่ ผลมันก็ออกมาเป็นข้าเจ้ายะอะหยังบ่ได้สักอย่างเหมือนเดิม จะเอาความพยายามมาอู้ปลอบใจตัวเองน่ะมันบ่ได้หรอก"

            "แต่การทำอะไรไม่ได้โดยไม่พยายาม กับการทำอะไรไม่ได้โดยการพยายามมันก็ต่างกันอยู่ดี" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ "จริงอยู่ สำหรับคนภายนอกที่ไม่รู้ว่ากล้วยต้องพยายามแค่ไหนมันอาจจะเหมือนกัน แต่เรารู้ และเราชื่นชมกล้วยตรงจุดนั้นด้วยซ้ำ และอย่างน้อยที่สุด ถึงเราไม่รู้ แต่อย่างน้อยกล้วยก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองว่ากล้วยพยายามเต็มที่แล้วหรือเปล่า ถ้าพยายามเต็มที่แล้วแต่มันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก อย่าโทษตัวเองขนาดนั้นเลยกล้วย"

            "คำว่าพยายามเต็มที่น่ะมันบ่มีหรอกจ้าด" ราชินีตานีสวนกลับเพื่อนหนุ่ม "ที่หมู่เฮาคึดว่าพยายามเต็มที่ มันก็แค่การปลอบใจตัวเองเท่านั้นแหละ ถ้าพยายามเต็มที่แล้วแต๊ๆ มีหรือจะยะอะหยังบ่ได้เลยสักอย่างจะอี้ หรือถ้านั่นคือเต็มที่ของข้าเจ้าแล้วแต๊ๆ ก็แปลว่าข้าเจ้าไร้ความสามารถอยู่ดีนั่นแหละ !"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่นิ่งเงียบไปอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงให้เพื่อนสาวผู้กำลังจมอยู่ในห้วงความทุกข์และสิ้นหวังผู้นี้สบายใจขึ้นมาได้ ในเมื่อพูดอะไรไปเธอก็หันกลับไปโทษตัวเองทุกครั้ง

 

            "ยังไงก็ตาม คืนนี้กล้วยก็ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยพวกเราแล้ว คนที่ทำแบบนั้นได้น่ะไม่มีทางไร้ค่าเกินกว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรอก" เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นในที่สุด "อีกอย่าง ในเมื่อกล้วยทุ่มสุดตัวขนาดนั้นเพื่อช่วยพวกเรา เราก็อยากจะช่วยกล้วยกลับบ้างสิจริงมั้ย อีกอย่าง ลองคิดดูสิ สมมุติว่าตอนที่กล้วยมาช่วยพวกเรา แล้วเรากับฟ้าบอกว่าเราไม่อยากให้กล้วยช่วย ให้กล้วยกลับไปซะ กล้วยจะกลับรึเปล่า"

            เด็กสาวหน้าจืดชะงัก แต่เธอก็ยังพยายามเถียงต่อ "แต่จะไดๆข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วย...."

            "อีกเรื่องหนึ่งนะกล้วย การปฏิเสธความช่วยเหลือน่ะ บางทีก็ส่งผลเสียมากกว่าผลดี ดูอย่างคืนนี้สิ ถ้ากล้วยให้พวกเราช่วยตั้งแต่แรก บางทีพวกเราอาจจะไม่บาดเจ็บกันขนาดนี้ก็ได้" จ้าดชิงพูดขึ้นก่อนที่เพื่อนสาวจะพูดจบประโยคได้ "อีกอย่าง การปฏิเสธแบบที่กล้วยทำน่ะมันก็ทำร้ายจิตใจเหมือนกันนะ เรายังเคยคิดเลยว่าทำไมกล้วยถึงพูดแบบนั้น กล้วยไม่ไว้ใจเราหรือเปล่า หรือว่ากล้วยมีอะไรฝังใจในอดีต หรือว่ากล้วยหยิ่งในศักดิ์ศรีความเป็นราชินีไม่อยากให้มนุษย์หรือใครๆช่วย"

            "ข้าเจ้าบ่เคยคึดจะอั้นเลยเน่อ !"

            "แต่คนอื่นคิด และเป็นไปได้มากด้วยที่จะคิดแบบนั้น" เด็กหนุ่มหน้าดุบอกเพื่อนสาว "เพราะกล้วยพูดแต่คำว่า 'บ่ต้องมาช่วยข้าเจ้า' แบบนั้นตลอด มันก็คือการปฏิเสธน้ำใจนั่นแหละ อีกอย่าง ไม่มีใครรู้ด้วยนี่ว่ากล้วยไม่อยากให้ช่วยเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีค่าพอ ถ้าทำแบบนี้ต่อไปคนจะมองกล้วยว่าหยิ่งไปแทนนะ"

            "ผู้ได๋จะมองผู้ได๋จะหันข้าเจ้าเป็นอะหยังก็ช่างเปิ้นสิ" กล้วยสะบัดเสียง "จะไดๆข้าเจ้าก็บ่ต้องการหื้อผู้ได๋มายุ่งกับข้าเจ้าอยู่แล้ว ยุ่งกับข้าเจ้า.... ยุ่งกับตานีไร้ความสามารถอย่างข้าเจ้าก็มีแต่เรื่องเดือดร้อนเท่านั้นแหละ"

            "แต่เราไม่รู้สึกแบบนั้นเลยนะกล้วย" หลานชายหมอผีใหญ่ยิ้มให้เพื่อนสาว แม้อีกฝ่ายจะยังคงซุกหน้ากับหัวเข่าอยู่เช่นเดิม "ถึงจะมีเรื่องยุ่งยากมาไม่ขาดสาย แต่เราก็ว่าเราสนุกนะที่กล้วยมาอยู่กับเรา และเราว่าฟ้าก็คิดเหมือนกัน แล้วกล้วยอยากให้คนที่มีความรู้สึกดีๆกับกล้วยมองกล้วยเป็นแบบนั้นเหรอ"

 

            ตานีสาวไม่ตอบ ยังคงสะอึกสะอื้นกับหัวเข่าเงียบๆ จ้าดถอนหายใจเฮือกก่อนจะลุกขึ้น

 

            "ค่อยๆคิดก็แล้วกันนะกล้วย เราไม่ได้เจออะไรๆที่กล้วยเจอมาก็อาจจะไม่เข้าใจว่ากล้วยรู้สึกยังไงก็ได้ เราแค่พูดไปตามที่เราคิด แต่เราไม่อยากให้กล้วยโทษตัวเองอยู่แบบนี้ กล้วยน่ะมีดีกว่าที่กล้วยคิดเยอะ" เด็กหนุ่มหน้าดุพูดก่อนจะเดินช้าๆไปยังประตู "เราลงไปข้างล่างก่อนนะ ไปบอกฟ้ากับนางว่ากล้วยไม่เป็นไร เดี๋ยวสองคนนั้นจะเป็นห่วงเอา"

            "เดี๋ยวๆ ข้าเจ้าลงไปด้วย" กล้วยยันตัวลุกขึ้น มือขวารีบปาดน้ำตาทิ้ง "ข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อสองตนนั้นเป็นห่วง อีกอย่าง เผื่อฟ้าอาจจะอยากมีอะหยังถามข้าเจ้าด้วย"

            "กล้วยพักอีกสักหน่อยก็ได้มั้ง...."

            "บ่เป็นอะหยังหรอก" เด็กสาวหน้าจืดตอบ เธอพยายามคุมเสียงให้กลับมาเป็นเสียงกลางๆระคนห้าวตามปกติ "ไปเถอะ ป่านนี้สองตนนั้นคงเป็นห่วงแล้วล่ะ"

 

            กว่ามนุษย์หนุ่มและตานีสาวจะลงมา นางก็อธิบายเรื่องตานีและเหตุผลที่จ้าดถูกเหล่าผีร้ายหมายหัวให้ฟ้าฟังจนจบแล้ว และเด็กสาวหน้าคมก็จัดการหม่ำหม่าม้าชามที่สี่ของเธอจนหมดเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ไม่แปลกที่ตานีสาวทรงโตจะมองเธออย่างหวาดๆ นางคงจะเกรงว่าหากหม่าม้าหมดบ้าน เด็กสาวผู้นี้อาจหันมาเขมือบเธอเป็นอาหารบ้างก็ได้....

 

            "กล้วย ไม่เป็นไรใช่มั้ย หายไปอยู่ในห้องตั้งนาน"

            "องค์ราชินีมีเรื่องอะไรรึเปล่าเพคะ"

            "บ่มีอะหยังหรอก สบายใจขึ้นบ้างแล้วล่ะ ขอบคุณมากเน่อที่เป็นห่วง" กล้วยยิ้มให้เพื่อนสาวทั้งสองพลางสอดตัวเข้าโต๊ะอุ่นขาตรงกันข้ามกับฟ้า แต่รอยยิ้มของเธอก็หายไปในประโยคต่อมา "ว่าแต่ ฟ้าฮู้เรื่องตานีหมดแล้วแม่นก่อ"

            "อื้ม ใช่ นางเล่าให้ฟังหมดแล้ว"

            "ขอโทษเน่อที่บ่ได้บอกฟ้า เพราะมันเสี่ยง ยิ่งในภาวะจะอี้ด้วยแล้ว" เด็กสาวหน้าจืดก้มหัวให้อีกฝ่ายซึ่งโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน

            "อย่าทำแบบนั้นเลยกล้วย เราไม่ได้คิดอะไรมากหรอก เป็นเราเราก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน" ฟ้ารีบพูด "อีกอย่าง กล้วยเป็นถึงราชินีของเผ่าพันธุ์วิญญาณที่คนในเมืองนี้เคารพนับถือด้วย เราซะอีกที่ต้อง...."

            "บ่ต้องหรอก" ราชินีตานีตอบ เสียงของเธอมืดมนลง "ตอนนี้ตานีบ่เหลืออะหยังอีกแล้ว บ่เหลือแม้แต่ตนนับถือด้วยซ้ำ และถึงจะมีตนนับถือ แต่ข้าเจ้าก็ทรยศต่อความนับถือนั้นไปแล้ว ข้าเจ้าปกป้องมนุษย์บ่ได้...."

            "อย่าพูดแบบนั้นสิกล้วย อย่างน้อยก็ยังมีบ้านเราแหละที่นับถือตานีอยู่ อย่างน้าเราตอนทำโปรเจกต์จบมหาลัยก็ทำเรื่องตานีกับประวัติศาสตร์เมืองตานนะคอน พ่อเราก็มีหนังสือเกี่ยวกับตานีอยู่เยอะแยะ เห็นว่างๆก็หยิบมาอ่านตลอดเลยด้วย"

            "ขอบคุณมากเน่อฟ้า" กล้วยยิ้มเศร้าๆ "แต่นั่นก็แปลว่าข้าเจ้าทรยศต่อความนับถือของครอบครัวฟ้าไปแล้ว ที่ป้องกันเมืองจากผีร้ายบ่ได้...."

            "กล้วย พอเถอะน่า หยุดโทษตัวเองซะทีเถอะ" หลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะพูดขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว ก่อนจะหันมาหาเพื่อนสาวหน้าคม "ถ้าฟ้ายังมีเรื่องอะไรสงสัยเกี่ยวกับตานีหรือพวกผีนี่อีกก็ถามกล้วยกับนางได้เลย หรือถ้าเราตอบได้เราก็จะตอบให้"

            "ก็ยังสงสัยอยู่อีกเรื่องนึงแหละ นางเขาก็บอกเรื่องนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน" ฟ้าหันมองเพื่อนหนุ่มและราชินีตานี "เรื่องที่ว่าทำไมผีร้ายพวกนั้นถึงทำอะไรเราไม่ได้เลยสักอย่างน่ะ"

            "หมายความว่าจะได" กล้วยหันขวับ "ที่ว่ายะอะหยังบ่ได้นี่"

            "กล้วยคงไม่เห็นมั้งตอนนั้น เพราะโดนรุมอยู่หนักเลยนี่" เด็กสาวหน้าคมตอบ "พวกผีร้ายพวกนั้นทำได้แค่จับยึดเราไว้เฉยๆ แต่กัดหรือทำร้ายเราไม่ได้เลย ตนที่กระโจนเข้ามากัดเราก็เหมือนกัดของแข็งๆงั้นแหละ กล้วยพอจะรู้มั้ยว่าเป็นเพราะอะไร"

 

            ราชินีตานีหันมองหน้าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ซึ่งจ้องตอบกลับมาอย่างงงๆ ก่อนจะหันกลับมาหาฟ้า ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลงเมื่อจ้องมองใบหน้าคมของเพื่อนสาว

 

            "ข้าเจ้าบ่แน่ใจเน่อว่าที่ข้าเจ้าฮู้มาจะแม่นอย่างที่ฟ้าเป็นรึบ่" กล้วยพูดช้าๆ "แต่ถ้าใช่อย่างที่ข้าเจ้าคึดล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วล่ะงานนี้"

            "ทำไมล่ะ" เด็กสาวหน้าคมขมวดคิ้ว เธอดูตกใจไม่น้อย "เราเป็นอะไรงั้นเหรอ"

            "อธิบายง่ายๆก็ ฟ้ามีพลังงานวิญญาณแบบพิเศษ ที่ผีร้ายธรรมดาบ่สามารถแทรกตัวเข้าไปได้”

 

            เด็กสาวหน้าคมหันมองเพื่อนหนุ่มซึ่งมองเธอกลับอย่างงงๆ เหมือนที่นางทำกับกล้วยเมื่อครู่ไม่มีผิด

 

            "อย่างที่ฟ้าน่าจะฮู้ ร่างกายมนุษย์มีร่างเนื้อกับร่างวิญญาณซ้อนทับกันอยู่" ราชินีตานีอธิบายต่อโดยไม่สนใจสีหน้าเอ๋อเหรอของหลานชายหมอผีใหญ่ "เมื่อภูตผีปีศาจทำอะหยังร่างวิญญาณไม่ได้ มันก็ยะอะหยังร่างเนื้อบ่ได้เหมือนกัน ผลก็คือกัดบ่เข้าอย่างที่ฟ้าอู้มานั่นแหละ แต่การจับต้องธรรมดาหรือใช้น้ำหนักกดทับยังยะได้อยู่เหมือนเดิม เพราะบ่แม่นการเจาะหรือแทรกเข้าไปในวิญญาณเหมือนการกัด"

            "โห แบบนั้นก็เยี่ยมสิ" ฟ้ายิ้มกว้าง "ภูตผีปีศาจทำอะไรเราไม่ได้ แบบนี้เราก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว !"

            "มันบ่ง่ายจะอั้น" เด็กสาวหน้าจืดดักคอทันควัน "ถึงจะยะอะหยังที่เป็นการทำลายวิญญาณโดยตรงบ่ได้ แต่การใช้กำลังกระทบกระแทกก็ยังยะได้อยู่เหมือนเดิม เพราะจะอั้น ถูกต่อยก็ยังเจ็บเหมือนเดิม ที่แย่กว่านั้นคือ พวกผีที่ใช้กำลังแบบที่เจอเมิ่อแลงจัดเป็นผีชั้นต่ำหรือผีธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ ผีชั้นสูงมักจะใช้การหลอกหลอนหรือหลอกล่อมากกว่า ซึ่งความสามารถนี้ป้องกันบ่ได้หรอกเน่อ"

            "อ้าว" หน้าคมๆของอีกฝ่ายจ๋อยลงถนัดตา "นึกว่าจะได้ช่วยกล้วย นางแล้วก็จ้าดจัดการผีร้ายซะอีก"

            "ถึงจะป้องกันได้ทุกอย่าง ข้าเจ้าก็บ่หื้อฟ้าช่วยรบหรอก อันตรายเกินไป" กล้วยพูดเสียงหนัก "อีกอย่าง ก็เหมือนจ้าดนั่นแหละ พวกผีร้ายฮู้แล้วว่าฟ้ามีคุณสมบัติพิเศษนี้ มันต้องพุ่งเป้าโจมตีฟ้าแน่นอน ต่อจากนี้ไปข้าเจ้าก็ต้องคอยดูแลฟ้าเหมือนที่คอยดูแลจ้าดนั่นแหละ"

            "อ้าว แต่ในเมื่อจะช่วยรบหรือไม่ช่วยพวกผีร้ายก็พุ่งเป้าโจมตีฟ้าอยู่แล้ว ทำไมไม่ให้เขามาร่วมรบกับเราซะเลยล่ะ" เด็กหนุ่มหน้าดุแย้ง "แบบนั้นจะยิ่งดูแลได้ง่ายกว่าอีก แล้วความสามารถของฟ้าก็อาจจะเป็นประโยชน์มากก็ได้"

            "บ่าจ้าดง่าว นายจะหื้อฟ้ามาเสี่ยงอันตรายด้วยกันกับหมู่เฮาก่อ" ราชินีตานีถามกลับทันควัน "นายเป็นผู้ชายประสาอะหยังกัน แม้กระทั่งคนที่ชอ...."

 

            เสียงของกล้วยขาดหายไปเมื่อเพื่อนหนุ่มยัดขนมตาลสีเหลืองอ๋อยที่วางอยู่กลางโต๊ะใส่ปากก่อนที่เธอจะทันพูดคำอันตรายออกมา ฟ้าและนางขมวดคิ้วมองอย่างงุนงงระคนขบขัน

 

            "เอ้า ก็ได้ๆ" เด็กสาวหน้าจืดตอบเมื่อเคี้ยวกลืนขนมตาลก้อนใหญ่ลงคอไปหมดแล้วพลางยกมือขึ้นเช็ดปาก "เอาเป็นว่าถ้ามีอะหยังหรือมีภารกิจปราบผีอะหยังขึ้นมา ข้าเจ้าจะโทรไปหาละกัน ถ้าว่างก็มา ถ้าบ่ว่างก็บ่ต้องมาก็ได้ แต่ที่แน่ๆดูแลตัวเองแล้วก็ระวังตัวหื้อมากกว่าเดิมหลายๆเท่าล่ะ เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อแลงนี้เมื่อใด๋ก็ได้ โอเคเน่อ"

            "จ้าๆ" ฟ้าตอบยิ้มๆ "เอ แต่ว่าเรายังใช้อาวุธอะไรไม่เป็นเลย รบกวนกล้วยกับนางช่วยสอนหน่อยได้มั้ย เราอยากใช้ปืนได้แบบกล้วยกับนางบ้าง เท่ดีออก"

            "คงบ่ได้หรอกฟ้า ปืนอันตรายมาก อย่างน้อยตอนนี้ข้าเจ้าคงยังบ่หื้อฟ้าใช้" เด็กสาวหน้าจืดตอบ ก่อนจะเสนอขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าคมของอีกฝ่ายเจื่อนลงถนัดตา "เอาแบบนี้ก่อล่ะ พรุ่งนี้ไปเดินตลาดนัดวิญญาณกัน น่าจะพอมีอะไรหื้อฟ้าใช้ได้บ้าง"

            "ตลาดนัดวิญญาณ ?" มนุษย์ทั้งสองทวนคำพร้อมกันพลางขมวดคิ้ว "มันคืออะไรล่ะนั่น"

            "ก็เป็นตลาดนัดของพวกผี" ราชินีตานีตอบราวกับเป็นเรื่องปกติ "มีของขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันปืนกลหนัก อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ ราคาก็ไม่แพงด้วย แต่ปืนนี่ซื้อได้เฉพาะตานีเน่อ"

            "แต่มันจะไม่อันตรายเกินไปหรือเพคะองค์ราชินี" นางท้วง "ยิ่งสองคนนี้เป็นคนที่เหล่าผีร้ายหมายหัว จะให้ไปอยู่กลางฝูงผีจะไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยหรือเพคะ"

            "ก็แต๊ อาจจะดูเสี่ยงไปหน่อย แต่จะไดหมู่เฮาก็คุ้นเคยกับหมู่เปิ้นทางปู้นอยู่พอสมควร ก็น่าจะพอไหว” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แล้วอุ๊ยสายก็อยู่ด้วย”

            “อุ๊ยสาย ?” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้ว “ใครน่ะ”

            “บอกไปแล้วนายจะฮู้จักก๋าบ่าจ้าดง่าว” ราชินีตานีไม่วายแขวะ “เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปก็เจอเอง”

            "ขอบคุณมากนะกล้วย แล้วก็นางด้วย" ฟ้าค้อมหัวให้ตานีทั้งสองตน "อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตมาช่วยเรา มาเสียเวลาอธิบายเรื่องต่างๆให้เราฟัง แล้วยังจะช่วยฝึกให้เราอีก เราไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีเลย"

            "บ่ต้องยะจะอั้นหรอก บ่เป็นอะหยัง" เด็กสาวหน้าจืดรีบพูด ในขณะที่นางค้อมหัวกลับให้ฝ่ายตรงข้าม "เอาเถอะ ข้าเจ้าว่าคืนนี้นอนกันก่อนดีกว่า จะตีสองแล้ว แล้วอาการบาดเจ็บนี่ก็ทำข้าเจ้าง่วงมากแล้วด้วย พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันใหม่"

            "อื้ม"

 

 

            "หมู่เปิ้นได้ผู้ทนต่อวิญญาณมาร่วมทีมหนึ่งคนแล้ว แล้วทีนี้จะยะจะไดล่ะ ท่านบอกว่าบ่เป็นอะหยังๆมาตลอด คราวนี้หมู่เฮารบลำบากขึ้นแน่"

            ร่างในชุดคลุมมิดชิดสีดำสนิทยืนอยู่กลางห้องมืดสลัวด้วยแสงจากจอแอลซีดีที่ฉายภาพแผนที่เมืองตานนะคอน ดวงตาสีเขียวภายใต้เงาผ้าคลุมหัวสว่างวาบ จ้องมองไปยังด้านหลังของเก้าอี้นวมตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 

            "ผมก็ยังยืนยันว่าไม่เป็นไรอยู่ดี" เสียงแบนๆของผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก "คุณก็รู้นี่ ข้อจำกัดของความสามารถนั่น มันไม่ได้ทำให้เราจัดการพวกนั้นยากขึ้นเท่าไหร่หรอก"

            "แต่มันก็ยะหื้อกองกำลังส่วนใหญ่ของหมู่เฮาไร้ค่าไปทันทีเลยเน่อ !" ร่างในชุดคลุมโต้กลับด้วยเสียงเกรี้ยวกราด "แล้วหมู่เฮาก็เสี่ยงเอากองกำลังไปอีกทีละเยอะๆจะอั้นอีกบ่ได้แล้ว มันบ่คุ้มกันเน่อ !"

            "ไม่ต้องห่วง ผมบอกแล้วไงว่าเตรียมไม้เด็ดเอาไว้แล้ว" ชายบนเก้าอี้ตอบ "อีกอย่าง คุณก็พูดเองไม่ใช่รึว่าอยากจัดการพวกนั้นด้วยตัวเอง"

            "มันก็แม่น แต่...."

            "เอาน่า เชื่อผมสิ...." เสียงแบนๆนั้นหัวเราะในลำคอ "สุดท้ายแล้ว คุณจะไม่ต้องห่วงกับเด็กสาวคนนั้นแน่นอน เชื่อผมได้เลย...."

 

            ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลง ริมฝีปากเหยียดเป็นรอยยิ้มเย็นเมื่อเขาปรายตามองไปยังข้อความแถวหนึ่งในหมู่ข้อความที่เรียงกันเป็นตับบนหน้าจอเตือนความจำของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ตัวอักษรสีดำนั้นราวกับจะส่งประกายสีแดงออกมาอย่างน่าประหลาด.....

 

            "ดารุมะ ยูคิ"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #103 2-CHAIR (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 01:38
    น่าสงสัย รู้ความเคลื่อนไหวชัดขนาดนี้. เป็นกล้ายหรือเปล่า เเต่ตงิดๆกับนางเเฮะ -0
    #103
    0
  2. #86 คุณพีทคุง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กันยายน 2558 / 01:14
    คุณอัจแกล้งผมชัดๆ! ตั้งใจว่าจะอ่านซักสองบท ติดหนึบเลยครับ นี่ขนาดบทละยาวๆ นะเนี่ย อ่านแล้วอยากรู้ต่อตลอดเลย

    กลุ่มเล็กๆ ของกล้วยและจ้าดเริ่มเติบโต อีกหน่อยคงเป็นกองทัพล่ะ (คิดไกลไปมั้ย?) ตอนนี้กำลังคาใจกับหญิงสาวลึกลับคนนั้นมาก เธอเป็นใครกันนะ เธอเป็นใครกัน ทำไมรู้รายละเอียดความเคลื่อนไหวใกล้ชิด

    คุณอัจเขียนตัวละครได้ดีจังครับ ถึงบทนี้ จ้าดกับกล้วยชัดมาก เหมือนจับต้องได้เลย (แต่ไม่กล้าจับกล้วยหรอก กลัวแบน)
    #86
    1
    • #86-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 6)
      27 กันยายน 2558 / 07:05
      เดี๋ยวโดนกล้วยยิงนะครับ....
      #86-1
  3. #46 wat_r (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 22:42
    พอรู้เหตุผลที่แท้จริงของการไม่อยากให้ใครช่วยเหลือแล้วมองกล้วยเปลี่ยนไปแฮะ (ฮา) อาจเป็นเพราะเข้าใจเธอมากขึ้น จากที่ตัดสินไปล่วงหน้าว่ากล้วยหยิ่ง และมั่นใจในตัวเองสูงเกิน

    อย่างที่จ้าดบอก... คนอื่นที่ไม่เข้าใจได้ตัดสินกล้วยไปผิดๆ บางทีคนเราก็เผลอมองตื้นเกินไป จนตัดสินอีกฝ่ายด้วยมุมมองของตนเอง หากใครจะรู้ว่าความจริงอาจตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง



    ชอบฉากที่กล้วยปรับทุกข์กับจ้าดมาก รู้สึกว่าเธอเปิดใจ และเชื่อใจ และจ้าดก็เห็นคุณค่าของเธอ

    เป็นมิตรภาพที่งดงาม การอยู่เคียงข้างในยามเศร้า

    #46
    0
  4. #14 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2558 / 04:20
    อ่า...มองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้หญิงและผู้หญิง แม่เจ้าเว้ย อาหารตา // ไม่ใช่แล้ว!!



    เรื่องนี้ทำเราเสียพลังชัดๆ อ่านไปก็ลุ้นไปไม่พอยังกลัวจนไม่กล้าไปส่วนอื่นของบ้านเลยเนี้ย





    _____________________________________________________________________________

    *กลัวก็กลัวยังจะอ่านแนวนี้อีกเนอะตัวเรา เหอๆ (แต่ตอนนี้ขอพักก่อนเพราะเดียวไม่กล้าออกจากบ้าน ฮาฮาฮา)
    #14
    0