ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 59 : ระเบิดเวลาที่นำมาซึ่งการลาจาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “กล้วย กล้วยสิสั่งยิงปืนใหญ่คักๆบ่”

            หมิงเอ่ยขึ้นเมื่อเธอและเพื่อนสาวบนหลังออกจากเมรุหลวงและป่าสนหนาทึบมายังทุ่งหินหลุมศพแล้ว ท้องฟ้ายามบ่ายสองกว่าๆ เริ่มหม่นมัวด้วยเมฆฝนอีกครั้งราวกับรู้สถานการณ์ของพวกเธอ ลมแรงจัดพัดอู้เข้ามาตามช่องเขา ตีหน้าทั้งเด็กสาวหน้าเสือและเด็กสาวหน้าจืดจนแทบจะปลิว สมิงสาวจำเป็นต้องกดตัวลงต่ำและลดความเร็วลงเพื่อให้ตัวเธอต้านลมน้อยลงบ้างแม้ใจเธอจะอยากบินไปที่รถเสียเดียวนั้น แต่เธอก็พอจะรู้ว่าถึงบินได้จริง ลมแรงน้องๆพายุดีเปรสชั่นนี่คงหอบเธอตกเขาก่อนแน่

 

            “ข้าเจ้าก็บ่อยากยะจะอั้นหรอก แต่ถ้าบ่มีทางเลือกแต๊ๆ ก็คงต้องยะ” ราชินีตานีตอบเสียงเครียด เธอหมอบราบบนหลังที่มีขนปุยเป็นลายพาดกลอนของเพื่อนสาวเหมือนกำลังขี่มอเตอร์ไซค์แข่ง แต่กระนั้นลมแรงก็ยังพัดใส่เธอจนต้องจิกขนยาวไว้แน่น “แต่คงบ่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าเจ้าเชื่อว่าจะไดๆ กล้ายก็คงแก้ปัญหาได้แหละ เปิ้นยิ่งเก่งเรื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ อย่างน้อยที่สุดถึงจะปลดชนวนระเบิดบ่ได้ก็คงพาทุกตนหนีออกมาได้ทันแหละ”

            “ฮื่อ หวังว่าสิเป็นจังซั่น”

 

            เสือลายพาดกลอนจิกเท้าเบรกก่อนจะหยุดอย่างใจหายใจคว่ำที่หน้าประตูหินหักพังของวัด กล้วยกระโดดลง กดรีโมตปิดโหมดล่องหนของรถขับเคลื่อนสี่ล้อก่อนจะวิ่งไปที่รถ หมิงแปลงกลับเป็นร่างมนุษย์ก่อนจะตามไปติดๆ เด็กสาวทั้งสองกระโดดขึ้นรถ กล้วยกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง กระชากเกียร์ถอยหังก่อนจะตั้งลำรถให้หันหน้าเข้าหาซุ้มประตูหิน

 

            “สิชนเข้าไปบ่กล้วย” สมิงสาวถามด้วยใจตุ๊มๆต่อมๆ ถึงเธอจะรู้ว่ารถคันนี้แข็งแรงเพียงใด แต่การชนฝ่ากำแพงหินที่ตั้งตระหง่านท้าลมท้าฝนมาได้สามร้อยปีก็คงไม่น่าจะนิ่มนัก

            “บ่ เสี่ยงเกินไป เดี๋ยวรถพัง” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “ข้าเจ้าจะยะจะอี้ต่างหาก”

 

            กล้วยกดปุ่มที่พวงมาลัยค้าง รถคันโตสั่นกราวเหมือนเจ้าเข้าเมื่อปืนกลสองกระบอกบนหลังคารัวกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วเข้าใส่กำแพงหิน กระสุนหัวระเบิดแรงสูงและกระสุนเจาะเกราะที่เรียงสลับกันในสายกระสุนเจาะทะลุทะลวงก่อประกายไฟและสะเก็ดไฟกระเด็นกระดอนไปทุกทิศทุกทาง และในที่สุดหลังจากโดนถล่มจนพรุนแล้วพรุนอีก กำแพงหินก็ล้มครืนลงพร้อมกับส่วนที่เหลือของซุ้มประตู เปิดช่องว่างขนาดใหญ่ให้รถขับเคลื่อนสี่ล้อผ่านได้สบายๆ

 

            “เอาจังซี่เลยบ่กล้วย” หมิงมองหน้าเพื่อนสาวค้างอย่างอึ้งแกมทึ่ง “วัดสวยๆจังซี่น่าสิถนอมไว้เป็นมรดกโลกหน่อยนา”

            “ไว้บูรณะทีหลังก็ได้ เอาเรื่องของหมู่เฮาก่อน จับแน่นๆเน่อหมิง !

 

            เด็กสาวหน้าเสือคว้าที่จับและแผงคอนโซลกลางไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ราชินีตานีจะใส่เกียร์เดินหน้าและกระทืบคันเร่ง ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวเบิกกว้างเป็นไข่ห่านเมื่อรถคันโตพุ่งตรงเข้าหาหินหน้าหลุมศพก้อนใหญ่ แต่เพียงไม่กี่เมตรก่อนจะประสานงา กล้วยก็หักพวงมาลัยอย่างฉับพลัน รถขับเคลื่อนสี่ล้อหมุนคว้างเก้าสิบองศาจนโคลนสาดกระเซ็นก่อนที่เด็กสาวหน้าจืดจะเร่งความเร็ววิ่งขนาบด้านล่างของทุ่งหลุมศพออกไปสู่หน้าผาที่ตั้งตระหง่านขนาบข้างอยู่ และเมื่อพ้นทุ่งหลุมศพ สมิงสาวก็ต้องเกร็งมือยึดทุกอย่างที่เธอสามารถยึดได้อีกครั้งเมื่อกล้วยหักเลี้ยวอย่างน่าหวาดเสียวพอๆกับเมื่อครู่เข้าสู่ทางแคบๆ ที่วิ่งเลียบหน้าผาขึ้นไปยังยอดเนิน

 

            กล้วย หมิง ได้ยินเรามั้ยเสียงจ้าดดังขึ้นในโสตประสาทของเด็กสาวทั้งสองขณะรถไต่ขึ้นไปได้ราวครึ่งทาง

            จ้าด นายอยู่ที่ได๋

            อยู่แถวๆโบสถ์เด็กหนุ่มหน้าดุตอบกลับมา รถที่วิ่งอยู่นั่นใช่กล้วยรึเปล่า

            แม่น จะหื้อข้าเจ้าไปรับก่อ

            ก็ดี ถ้าเข้ามาได้นะ แถวนี้เปียกจนเละไปหมดเลย

            บ่น่ามีปัญหา จะไดก็ลุยขึ้นมาได้ตั้งครึ่งทางแล้วนี่ ยืนรอตรงนั้นแหละ ระวังตัวด้วยเน่อ

 

            ราชินีตานีเขม้นมองขึ้นไปยังยอดเนิน หลานชายหมอผีใหญ่ยืนหลบมุมหลังใบเสมาของโบสถ์หลังใหญ่ที่พรุนไปเป็นแถบด้วยกระสุนของกล้ายตอนเริ่มปฏิบัติการ กล้วยสั่งให้คอมพิวเตอร์ของรถสแกนพลังงานวิญญาณดูเพื่อความแน่ใจแม้จะไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้หรือเปล่า แต่เธอก็ถอนใจเบาๆอย่างโล่งอกเมื่อมันแสดงผลขึ้นมาตามปกติและแสดงชื่อของเด็กหนุ่มหน้าดุตรงกับตำแหน่งของเขาพอดี ตานีสาวจอดที่ข้างโบสถ์ จ้าดวิ่งมากระโดดขึ้นนั่งที่เบาะหลังก่อนจะปิดประตูปัง

 

            “กล้ายบอกว่ากล้วยจะยิงปืนใหญ่ใส่ทุกคนในเมรุนั่น ไม่จริงใช่มั้ย” หลานชายหมอผีใหญ่ยิงคำถามทันที

            “ถ้าบ่จำเป็นข้าเจ้าก็บ่ยิง” ราชินีตานีตอบเสียงหนัก “แต่ถ้าจำเป็น.... ก็คงต้องดูกันอีกที”

            “ไม่เอานะกล้วย เราไม่ยอมให้กล้วยทำแบบนั้นเด็ดขาด” จ้าดค้านเสียงแข็ง

            “จ้าด กล้วยบ่ได้เฮ็ดจังซั่นเพราะอยากเด๊” สมิงสาวตอบเสียงดุๆ ด้วยคำตอบเดียวกับเพื่อนสาวผมหางม้าซึ่งกำลังหาทางปลดชนวนระเบิดอยู่ในเมรุเป๊ะ “ถ้าเกิดระเบิดมันเฮ็ดการขึ้นมาคักๆ คนตายมากกว่านี้อีกเด๊ !

            “แต่หมิงจะยอมฆ่าเพื่อนของตัวเองเนี่ยนะ !?

            “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน” กล้วยเบรกเพื่อนทั้งสองที่ทำท่าจะตีกันในยามวิกฤต “ยังบ่แน่ว่าจะต้องยิง แล้วข้าเจ้าก็เชื่อว่ากล้ายน่าจะหาทางแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว อย่าห่วงเลย”

            “แต่ว่า....”

            “เงียบก่อน ข้าเจ้าจะติดต่อกล้าย”

            “อะ.... อืม”

 

            กล้าย กล้าย ได้ยินข้าเจ้าก่อ

            เด็กสาวหน้าจืดเรียกผ่านโทรจิต แต่ไม่มีเสียงตอบ ซึ่งก็ไม่ทำให้เธอแปลกใจนัก เพราะเมื่อกว่าชั่วโมงที่แล้วพวกเธอก็ติดต่อยูคิและน้ำไทไม่ได้เช่นเดียวกัน ผีร้ายคงติดตั้งอุปกรณ์หรือเวทมนตร์ป้องกันการโทรจิตไว้แถวนั้น

 

            “บ่ตอบบ่กล้วย” สัตว์ภูตสาวถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเพื่อนสาวข้างตัว

            “ฮื่อ”

            “แล้วจะเอาไงต่อ” จ้าดถามมาจากเบาะหลัง “จะลุยป่านี้เข้าไปจอดรอข้างเมรุเหรอ”

            “เอารถเข้าไปบ่ได้แน่ ถึงได้ก็ช้า บ่ทันแน่นอน”

            “แล้วจะทำไง”

            “ยะจะอี้จะได”

 

            ตานีสาวกดปุ่มที่พวงมาลัยค้างอีกครั้ง แล้วเสียงปืนกลคู่บนหลังคาก็แผดก้องปลดปล่อยกระสุนด้วยความถี่กระบอกละสิบห้านัดต่อวินาที ต้นสนสูงลิบโงนเงนก่อนจะล้มครืนเมื่อคมกระสุนเฉือนผ่านโคนต้นไปราวกับเลื่อยยนต์ เพียงไม่ถึงนาที ป่าสนเบื้องหน้าสามสหายร่วมรบก็แหว่งหายไปกลายเป็นทางโล่งๆที่รกระเกะระกะด้วยเศษต้นสนชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยมีเมรุหลังใหญ่เป็นฉากหลัง ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และสมิงสาวแห่งป่าแสนคำเหลียวมองราชินีตานีด้วยสายตาอึ้งกิมกี่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน เอากันแบบนี้เลยเหรอ.....

 

            แต่จะอย่างไรหนทางก็เปิดออกแล้ว กล้วยใส่เกียร์เดินหน้าก่อนจะเหยียบคันเร่งพารถคันงามวิ่งลุยเศษต้นสนไปจอดอยู่ข้างประตูที่พวกเธอเคยผ่านเข้าไป ดวงตาเรียวชำเลืองตัวเลขซึ่งกำลังนับถอยหลังอยู่ในหน้าจอนาฬิกาที่ข้อมือ สิบนาที.... เด็กสาวเม้มปากพลางภาวนาในใจ ออกมาเร็วๆเถอะกล้าย อย่าให้เธอต้องทำสิ่งที่เธอไม่อยากทำเลย.....

 

 

            ดูเหมือนคำภาวนาของกล้วยออกจะเป็นจริงยากอยู่สักหน่อย แม้เวลาจะผ่านไปเกือบสิบนาที แต่จนแล้วจนรอดทั้งตานีสาวผมหางม้าและตานีน้อยผมสั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าจะแก้วงจรอันยุ่งเหยิงราวกับรังนกของชนวนระเบิดได้อย่างไร และทั้งกล้อง เซนเซอร์ตรวจจับเสียง และเซนเซอร์รับแรงกระแทกที่ติดอยู่ทั่วไปหมดก็ทำให้พวกเธอยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นทวีคูณ หากจับพลาดไปสักนิดมันอาจตูมตามขึ้นมากลืนทั้งพวกเธอและผู้ถูกลักพาตัวทั้งสามไปเมื่อไหร่ก็ได้

 

            สองตานีต่างวัยตัดสินใจหันกับมาลองแก้โซ่ที่ผูกข้อมือและข้อเท้าของตัวประกันทั้งสาม แต่พวกเธอก็ตระหนักในเวลาอันรวดเร็วว่ามันไม่ได้แก้ง่ายไปกว่าชนวนระเบิดเท่าใดนัก โซ่นั้นทั้งใหญ่ หนา แข็งแรง และดูจะเสริมการป้องกันไว้อีกชั้นด้วยคาถาลงกลอนหรือไม่ก็พลังงานวิญญาณเสียด้วย เด็กสาวผมหางม้าเม้มปากอย่างหนักใจ การจะสลายพลังงานวิญญาณหรือคาถาลงกลอนต้องใช้กระสุนหัวทำลายวิญญาณ แต่ถ้าเธอยิง ระเบิดอาจจะถูกจุดชนวนก็ได้ แต่ถ้าไม่ยิง เธอก็ไม่มีทางแกะมันออกได้เช่นกัน

 

            “ถ้ายิงแบบระวังๆล่ะเอื้อยกล้าย” น้ำไทเสนอขึ้นราวกับอ่านใจรุ่นพี่สาวได้ “ค่อยๆยิง พยายามหันปากกระบอกปืนหื้อบ่โดนระเบิด”

            “เสี่ยงเกินไป” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเครียดๆ

            “แต่หมู่เฮาก็บ่มีอะหยังจะเสียแล้วนี่ เร็วเถอะ เหลืออีกแค่สิบนาทีเองเน่อ”

 

            กล้ายนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เธอจะสูดหายใจลึก

            “เอ้า ลองดูก็ได้”

 

            เด็กสาวผมหางม้าดึงไรเฟิลจู่โจมบนหลังออกมาดึงคันรั้งเปิดรังเพลิง เธอสอดนิ้วเข้าไปแงะกระสุนหัวเจาะเกราะที่ค้างอยู่ออกมาโยนทิ้งก่อนจะใส่ซองกระสุนหัวทำลายพลังงานวิญญาณความเข้มข้นสูงเข้าไปแทน กล้ายเดินเข้าไปหลังฟ้า เธอเล็งอยู่อึดใจใหญ่จนแน่ใจว่ากระสุนจะไม่พุ่งไปโดนทั้งระเบิดและตัวเด็กสาวน้าคม ก่อนจะบิดคันบังคับการยิงไปยังตำแหน่งยิงทีละนัดและเหนี่ยวไก

 

            ได้ผล เสียงเพล้งของคาถาที่แตกสลายได้ยินชัดเจน หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกำหมัดอย่างมีชัย แต่หมัดนั้นก็คลายออกพร้อมๆกับที่ดวงตาสีเขียวเรืองแสงเบิกกว้างอย่างสยองขวัญเมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าจอดิจิตัลเปลี่ยนจากสิบนาทีเป็นสามนาทีในฉับพลัน....

 

            “ระเบิดมันจับได้ !

            “ว่าไงนะ !?

            “อะไรนะคะ !?

            “ยะจะไดดีเอื้อยกล้าย” เด็กหญิงผมสั้นถามอย่างร้อนรน เหงื่อกาฬเริ่มผุดพราวบนหน้าผาก “อสุมานักๆ ข้าเจ้าบ่น่าเสนอวิธีนั้นไปเลย....”

            “อย่าเพิ่งขอสุมา ตอนนี้ช่วยกันคึดก่อนว่าจะเอาจะไดดี !

 

            สมองของตานีสาวผมหางม้าวิ่งจี๋ราวกับเครื่องยนต์รถขับเคลื่อนสี่ล้อยามเธอกระทืบคันเร่ง แต่เวลาไม่มีแล้ว.....

 

            “ว้อย ช่างมันแล้ว !

            ในที่สุด กล้ายก็ตัดสินใจหักดิบ เธอกึ่งวิ่งกึ่งกระโจนไปยิงโซ่ด้วยกระสุนหัวทำลายพลังงานวิญญาณทีละเส้น ก่อนจะยิงอัดด้วยกระสุนหัวเจาะเกราะ โชคยังดีที่มันแตกออกอย่างง่ายดาย และเมื่อตัวประกันทั้งสามเป็นอิสระ เด็กสาวผมหางม้าก็ใช้พลังของเธอยกทุกคนและทุกตนให้ลอยขึ้นไปยังประตูสู่ห้องโถงอัญเชิญพระศพเบื้องบน แล้วสี่ตนหนึ่งคนก็ใส่เกียร์หมาแถมโอเวอร์ไดรฟ์วิ่งไม่คิดชีวิตไปตามโถงทางเดินอันมืดสลัว

 

            กล้วย กล้วย หมิง จ้าด ผู้ได๋ก็ได้ ได้ยินข้าก่อ !?’ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโทรจิตอย่างร้อนรน

            ได้ยิน กล้าย เป็นจะไดบ้างเสียงที่ฟังดูกังวลของกล้วยตอบ

            สั่งยิงปืนใหญ่เดี๋ยวนี้เลย ตอนนี้เวลาเหลือสองนาทีนิดๆแล้ว !’

            หา !?’ ราชินีตานีอุทานเสียงสูง เด็กสาวผมหางม้าได้ยินเสียงอุทานและเสียงสบถของหมิงและจ้าดแทรกเข้ามาด้วยก่อนที่กล้วยจะถามกลับมา หมายความว่าจะได !?’

            ข้าพลาด เวลามันปรับนับถอยหลังเร็วขึ้นไปอีก เร็วกล้วย สั่งยิงเดี๋ยวนี้เลย !’

            บ่ได้ จนกว่าหมู่กล้ายจะออกมาจากเมรุ ข้าเจ้าจอดรออยู่ข้างประตูเดิมนี่เอง !’

            จะบ้าก๋ากล้วย บ่อั้นบ่ทันแน่ๆเน่อ !’

            ก็วิ่งหื้อเร็วเข้าซี่ !’

 

            แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่กล้วยก็ควักแลปทอปออกมากดเปิดก่อนจะเรียกโปรแกรมควบคุมปืนใหญ่ขึ้นมาและสั่งให้มันเตรียมพร้อม ดวงตาจ้องนิ่งอยู่ที่นาฬิกาข้อมือ จากที่กล้ายพูด ตอนนี้เธอเหลือเวลาอีกหนึ่งนาทีก่อนที่จะถึงเส้นตายการยิงปืนใหญ่ เด็กสาวป้อนตำแหน่งและประเภทกระสุนก่อนจะค้างมันไว้ที่หน้าจอเตรียมพร้อมยิง หัวใจในอกแบนเต้นไม่เป็นระส่ำ ออกมาสักทีสิกล้าย ออกมาสักที.....

 

            ในที่สุด สองหน่วยช่วยเหลือและสามผู้ถูกลักพาตัวก็เปิดประตูผลัวะออกมาตอนเหลือเวลาเพียงสามวินาที กล้าย ฟ้า ตานีน้อยสองฝาแฝดและวิญญาณหิมะสาวกระโดดขึ้นไปเบียดเสียดกันในที่นั่งแถวสองและสาม ขณะกล้วยกดปุ่มยิงก่อนจะกระทืบคันเร่งจนจมมิดอย่างไม่ลังเล ล้อหลังของรถคันโตหมุนฟรีจนโคลนสาดกระจายก่อนที่มันจะพุ่งฉิวเหมือนกระสุนไรเฟิลจู่โจมกลับไปตามทางเก่า

 

            “รัศมีระเบิดเท่าได๋” ราชินีตานีถามรัวเร็วจนแทบฟังไม่เป็นคำ เธอสาดโค้งหักศอกที่ริมโบสถ์ด้วยความเร็วเกือบร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง

            “ที่บอกไว้ในเอกสารนั่นหนึ่งกิโลเมตร” ฟ้าตอบด้วยความเร็วพอๆกัน เธอหกคะเมนตีลังกาหัวคว่ำลงพื้นอยู่ที่เบาะแถวสามเพราะปืนที่สะพายไขว้หลังอยู่เกะกะจนเธอพลิกตัวไม่ได้

            “หนึ่งกิโลเมตรในสี่สิบวิ.... เก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทันน่า ทันน่า....”

 

            แต่ยังไม่ทันจะเลี้ยวเข้าทางแคบเลียบหน้าผา อะไรบางอย่างก็ชนเปรี้ยงจากข้างหลังจนรถสะท้านไปทั้งคันก่อนจะหยุดนิ่ง สองคนห้าตนในรถหันขวับ แล้วเลือดในร่างของพวกเขาก็จับเป็นน้ำแข็งพร้อมๆกันเมื่อเห็นต้นสนต้นยักษ์ทิ่มลึกเข้าไปในท้ายรถ เด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวผมหางม้ายิ่งขนลุกเข้าไปอีกเมื่อหน้าจอกลางคอนโซลหน้าแสดงข้อความว่าทั้งแบตเตอรี่หลักที่ฝังอยู่ใต้พื้นท้ายรถและเพลาล้อหลังถูกทำลาย เบื้องหลังในป่าสน เงาร่างของวิญญาณร้ายไหววูบวาบก่อนจะหายวับไป พวกมันทำหน้าที่สำเร็จแล้ว....

 

            “วิ่ง !

            สิ้นเสียงราชินีตานี ผู้โดยสารทั้งเจ็ดรวมทั้งเธอก็กระโดดลงจากรถก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าตัดทุ่งหลุมศพตรงไปยังประตูหน้า แต่เสียงแหวกอากาศที่ดังขึ้นเหนือหัวก็บอกให้รู้ว่าไม่ทันแล้ว ทั้งแปดอยู่ห่างจากเมรุเพียงไม่ถึงสามร้อยเมตร น้อยกว่าหนึ่งในสามของรัศมีระเบิดเสียอีก

 

            สองสามวินาทีต่อมา เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องเมื่อกระสุนปืนใหญ่กระหน่ำลงที่เป้าหมาย ก่อนจะตามมาด้วยแสงสีน้ำเงินเข้มชวนขนลุกที่จุดทั้งบริเวณให้กลายเป็นสีเดียวกับมัน แปดสหายร่วมรบทิ้งตัวลงหมอบแม้จะรู้ว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ฟ้าเหลียวมองไปทางเมรุ แล้วก็เห็นลูกกลมๆสีฟ้าที่ดูเหมือนหมอกขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มันกลืนกินและลบทุกสิ่งทุกอย่างออกไปทันทีที่สัมผัส ทั้งเมรุ ต้นสน และผีร้ายบางตนที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในป่าสนต่างก็หายวับไปกับตาขณะลูกกลมยิ่งสว่างขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวหน้าคมปิดตาแน่น บอกลาพ่อแม่ของเธอในใจก่อนที่เธอจะถึงจุดจบในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

            สิ่งที่ตามมาคือความเงียบ สาวหมัดเหล็กค่อยๆลืมตาขึ้น เธอขมวดคิ้วอย่างฉงนเมื่อเห็นว่าตัวเธอยังคงไม่หายไปไหน เหล่าสหายร่วมรบของเธอที่หมอบคุดคู้อยู่รอบๆก็เช่นเดียวกัน พวกเธอรอดมาได้พอดีงั้นหรือ

 

            แต่เมื่อเหลียวมองไปทางเมรุอีกครั้ง เด็กสาวหน้าคมก็ตระหนักว่าพวกเธอใกล้ความตายมากเพียงใด ระเบิดพลังงานวิญญาณกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนกลายเป็นหลุมลึกทรงครึ่งทรงกลมที่มีรัศมีและความลึกเกือบสามร้อยเมตร ปากหลุมห่างจากส้นรองเท้าคอมแบตของเธอไปเพียงไม่ถึงเมตร

 

            “อะไรเนี่ย ระเบิดนั่นเป็นอะไรไป”

            “อะหยังก็บ่ฮู้ล่ะ แต่รีบออกไปจากที่นี่เหอะ อาจจะมีอะหยังตูมตามขึ้นมาอีกก็ได้”

            “อื้ม”

 

            แปดสหายร่วมรบยันตัวลุกขึ้นก่อนจะวิ่งลงเนินไปยังรถอีกคันที่ยังคงจอดอยู่หน้าวัด ไม่มีใครอยากเหลียวมามองภาพอันสยองขวัญจากผลงานของระเบิดพลังงานวิญญาณเลยสักคน และนั่นทำให้ไม่มีใครเห็นร่างสี่ร่างที่ยืนอยู่บนหน้าผาข้างเนินและกำลังมองลงมาที่พวกเขา.....

 

            “ระเบิดมันควรจะมีรัศมีหนึ่งกิโลเมตรไม่ใช่เหรอ” ร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าสุดเอ่ยเสียงนุ่ม “นี่หมายความว่ายังไงกันเนี่ย คุณนาง.....”

            “คงจะขัดลำกล้องเจ้า” ตานีคนสวยที่ยืนอยู่ห่างออกไปสองสามเมตรเบื้องหลังตอบเสียงเรียบ ปลายตะเบงมานของเธอปลิวสะบัดอยู่ในสายลมแรง “ภาษาคาโมเรียกว่า Fizzle* เป็นเหตุการณ์ปกติที่พบได้ในระเบิดจะอี้”

            “แน่ใจเหรอ” เสียงของชายวัยกลางคนผู้ยืนอยู่หน้าสุดเย็นลง “ไม่ใช่ว่าคุณทำอะไรแผลงๆ อีกนะ”

            “จะหื้ออู้กี่ครั้ง ตราบใดที่อุดมการณ์ของหมู่เฮายังตรงกันอยู่ ข้าจะทรยศหื้อง่าวยะหยัง” นางตอบด้วยเสียงเย็นเยียบไม่แพ้กัน

            “ก็ดี.... ขอให้เป็นแบบนี้ไปตลอดก็แล้วกัน เพราะนี่.... ยังแค่เริ่มต้นเท่านั้น”

 

            เด็กสาวหน้าหวานนิ่งเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ ด้วยเสียงเบาจนแทบจะถูกกลืนหายไปกับสายลม

            “แม่น.... นี่ยังแค่เริ่มต้นเท่านั้น......”

 

 

            “เจอร่องรอยของหมู่นางบ้างก่อกล้วย”

            “บ่เจอเลย”

            ราชินีตานีเงยหน้าขึ้นจากแลปทอปสีเงินคาดเขียวของเธอ มือนวดหัวตาที่ปวดหนึบหลังจากจ้องหน้าจอมาตั้งแต่เช้า พวกเธอติดตามหาตำแหน่งของนาง เอื้องและแหวนมาตั้งแต่กลับมาถึงโรงเก็บเครื่องบิน แต่ก็ไร้วี่แวว ถ้าทั้งสามตนไม่ได้ออกจากพื้นที่รัฐเวียงตานไปแล้วก็คงซ่อนตัวอยู่โดยใช้อุปกรณ์ปกปิดพลังงานวิญญาณ ซึ่งกล้วยเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง

 

            “แบบนี้ก็แปลว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบสิ....” หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยเสียงผิดหวัง เขานอนเขลงอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์ บิดร่างกายที่ปวดระบมมาตั้งแต่เมื่อวานให้คลายเมื่อยลงบ้าง

            “ก็ถือว่าเรียบร้อยไปเยอะแหละ” กล้ายผู้ยืนพิงโต๊ะกินข้าวอยู่ตอบ เธอยกถ้วยขึ้นซดชาร้อนโฮกหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “หมู่เฮาทำลายกองกำลังส่วนใหญ่ของผีร้ายไปแล้ว สุทัศน์ก็ตายแล้ว และตอนนี้หมู่นางก็หลบซ่อนตัว หมู่เปิ้นคงบ่กล้ายะอะหยังมากตราบใดที่บ่มีกองกำลัง และข้าก็เขียนโปรแกรมสแกนวิญญาณใหม่หื้อมีระบบตรวจสอบการเพิ่มขึ้นของปฏิกิริยาวิญญาณอย่างผิดปกติแล้วด้วย คงยากหน่อยล่ะถ้าหมู่เปิ้นจะซ่องสุมกำลังเหมือนที่เคยยะ”

            “หมู่เฮาก็น่าจะใช้ชีวิตได้ปกติขึ้นล่ะเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดดึงหน้าจอแลปทอปปิดลงก่อนจะหันมาหาเพื่อนหนุ่ม “ขอแค่อย่าประมาทก็พอ”

 

            “ว่าแต่.... ยูคิสิกลับบ้านคักๆบ่” สมิงแห่งป่าแสนคำผู้นั่งแทะขากวางดิบอยู่บนโซฟาอีกตัวหันไปถามวิญญาณหิมะสาวผู้นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวตรงข้ามกับกล้วย

            “อย่าเพิ่งกลับเลย อยู่ต่ออีกหน่อยบ่ดีกว่าก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามเชิงขอร้อง

            “แม่นๆ เอื้อยยูคิ อยู่ต่อเถอะ” ตานีน้อยผมเปียวิ่งเข้ามาเกาะแขนเสื้อยืดสีขาวของรุ่นพี่สาว “ข้าเจ้ายังบ่ได้คุยกับเอื้อยยูคิเท่าได๋เลย อยู่ต่อเถอะเน่อ....”

            “ข้าเจ้าก็อยากหื้ออยู่ต่อเน่อเอื้อยยูคิ” น้ำว้าเดินมาหาวิญญาณหิมะสาวด้วยอีกตน

            “ขอบคุณมากค่ะรุ่นพี่ทุกคน แล้วก็น้ำว้าน้ำไทด้วย” เด็กสาวชาวฮิมิตสึค้อมหัวน้อยๆ “แต่ว่าพอฉันเห็นพวกรุ่นพี่แล้ว ฉันก็รู้สึกอยากกลับไปกอบกู้เผ่าพันธุ์ของฉันบ้างน่ะค่ะ อีกอย่าง ถ้าจะว่ากันจริงๆ ตามกำหนดการของโครงการแลกเปลี่ยน ช่วงนี้ก็ถึงกำหนดกลับแล้วนะคะ”

            “แต่มันอันตรายไม่ใช่เหรอ” ฟ้าผู้นั่งอยู่ข้างๆรุ่นน้องสาวท้วง “ยูคิเลยเล่าให้เราฟังนี่ว่าวิญญาณหิมะโดนมนุษย์ทำลาย.... กลับไปตอนนี้จะไม่อันตรายเหรอยูคิ”

            “ใช่ ให้เรื่องมันซาก่อนไม่ดีกว่าเหรอ”

            “มนุษย์ทั่วไปดูไม่ออกหรอกค่ะว่าไหนมนุษย์ไหนวิญญาณหิมะ” สาวแว่นตอบเจือหัวเราะ “อีกอย่าง เรื่องก็เกิดมานานแล้ว ก็อันตรายน้อยลงแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ”

            “เอาเถอะ ถ้ายูคิตัดสินใจจะกลับแต๊ๆ หมู่เฮาก็คงห้ามบ่ได้แหละเน่อ” ราชินีตานีพูดเรียบๆ ดวงตาเรียวจ้องตรงเข้าไปในดวงตาหลังกรอบแว่นของรุ่นน้องสาว “แต่จำไว้เน่อ ถ้ามีอะหยังที่หมู่เฮาพอช่วยได้ หรืออยากจะปรึกษาอะหยัง บอกมาเลย ห้ามเกรงใจ แล้วก็อย่าฝืนตัวเองเน่อยูคิ อย่ายะอะหยังที่อันตรายเกินไป ข้าเจ้าบ่อยากหื้อเป็นแบบ..... ได้ยินข่าวอีกทียูคิก็บ่อยู่แล้ว ข้าเจ้าบ่อยากหื้อเป็นจะอั้น”

            “ค่ะ ขอบคุณมากค่ะรุ่นพี่กล้วย” ยูคิค้อมหัวอีกครั้งให้รุ่นพี่สาว “ไว้พอจบเรื่อง ฉันจะชวนไปเที่ยวฮิมิตสึนะคะ”

            “อื้ม ได้เลย”

            “ว่าแต่ จองตั๋วแล้วเหรอ” เด็กสาวหน้าคมถาม

            “จองแล้วค่ะ วันศุกร์ที่จะถึง ตอนยี่สิบสามสามสิบ”

            “อ้าว ว้า.... เลยไม่ได้ส่งเลย” ฟ้าพูดอย่างเสียดาย “เราไปวันศุกร์เหมือนกัน แต่บ่ายสอง”

            “ก็ดีแล้วนี่คะ ฉันก็ได้ไปส่งแทน” วิญญาณหิมะสาวตอบกลั้วหัวเราะ

            “แล้วนี่จัดของกันเรียบร้อยรึยังเนี่ย”

            “เรียบร้อยแล้วค่ะ”

            “เรียบร้อยแล้ว”

            “เฮ้อ จะอี้จ้าดก็เหงาแย่เลยสิเน่อ” ตานีสาวผมหางม้าเปรยลอยๆ พลางส่งยิ้มหวานเย็นไปให้หลานชายหมอผีใหญ่ “ฟ้าก็ไม่อยู่ ยูคิก็ไม่อยู่.....”

            “เอ้ย อะไรๆ เหงาอะไร ไม่มี้....!

            “ดี เดี๋ยวจะคอยดู”

 

 

            “ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขบวนรถไฟด่วนพิเศษหัวจรวด หจ. เวียงเชียงหลวง 743 ตานนะคอน – เชียงหลวง เวลาสิบสี่นาฬิกาห้านาที ขึ้นรถได้แล้วที่ชานชาลาสี่ค่ะ และรถไฟด่วนพิเศษหัวจรวด หจ. เวียงตาน 341 ตานนะคอน – เมืองดาบ เวลาสิบสี่นาฬิกาสามสิบนาที ขึ้นรถได้แล้วที่ชานชาลาที่หกค่ะ”

            อาคารเหล็กกล้าทรงโค้งประดับกระจกดูทันสมัยของสถานีรถไฟหลักตานนะคอนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แม้จะเป็นเวลาเพียงเกือบๆบ่ายสองที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนน่าจะยังทำงานอยู่ แต่ความที่มันเป็นวันศุกร์ก็ทำให้มีคนเตรียมเดินทางออกไปเมืองอื่นและเข้ามาจากเมืองอื่นอยู่มากกว่าปกติ

 

            หนึ่งในนั้นคือฟ้า เธอเดินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สีเดียวกับชื่อเธอตัดผ่านอาคารผู้โดยสารตรงไปยังชานชาลา โดยมีสหายร่วมรบอีกหนึ่งคนและหกตนเดินตามกันไปเป็นพรวนจนหลายคนหันมามองอย่างสงสัยว่าทำไมเดินทางกันเป็นหมู่คณะแต่มีกระเป๋าเดินทางใหญ่แค่ใบเดียว ห่างออกไปเกือบสิบเมตรใต้หลังคาโค้งของส่วนชานชาลา รถไฟหัวจรวดเวียงเชียงหลวงสีขาวคาดม่วงขบวนยาวเหยียดจอดรออยู่แล้ว

 

            “บินกลับดีๆนะยูคิ ขอให้กอบกู้วิญญาณหิมะได้สำเร็จ ติดต่อมาบ่อยๆด้วยล่ะ” ฟ้าหันมากอดรุ่นน้องสาวแน่น ดวงตาคมมีน้ำใสเอ่อคลอ “แล้วก็อย่างที่กล้วยว่านะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยหรืออยากปรึกษา หรืออยากคุย ติดต่อมาได้ทุกเวลาเลย”

            “ขอบคุณมากค่ะรุ่นพี่ฟ้า” วิญญาณหิมะสาวตอบเสียงเครือ น้ำตาเธอไหลลงมาตามแก้มขาวแล้ว “รุ่นพี่ฟ้าก็ด้วยนะคะ ขอให้เรียนประสบความสำเร็จด้วยดีนะคะ”

            “อื้ม ขอบคุณมากนะ”

            “ปิ๊กมาเยี่ยมกันบ่อยๆเน่อฟ้า เดี๋ยวเลี้ยงข้าวกับค่ารถไฟทุกครั้งเลย” กล้ายพูดติดตลก

            “แม่นๆ เดี๋ยวเฮาซ่วยเลี้ยงด้วย”

            “แหม ไม่รบกวนขนาดนั้นหรอกน่า” เด็กสาวหน้าคมตอบกลั้วหัวเราะ “แต่ก็จะพยายามกลับมาบ่อยๆนะถ้าทำได้ น่าจะสักเดือนละครั้งหรือไม่ก็สองครั้งแหละ”

            “ฝากหวัดดีเพื่อนๆเราที่โน่นด้วยนะ”

            “มีเพื่อนๆเราที่ไหนกัน เราติดเวียงเชียงหลวงคนเดียวของโรงเรียนนะเว้ยจ้าด จำไม่ได้เหรอ” สาวหมัดเหล็กท้วง “เอาล่ะ ต้องไปแล้ว ขอบคุณมากนะทุกคน ไว้ถึงแล้วจะออนสมุดหน้าแล้วก็สก๊อยนะ ยูคิไปถึงแล้วส่งเมลหรือไม่ก็ออนสมุดหน้ามาด้วยนะ”

            “ค่ะ”

            “บ๊ายบายฟ้า”

            “ไว้เจอกัน”

 

            ฟ้าเดินผ่านที่ตรวจกระเป๋าเข้าไปในชานชาลา เธอหันหลังกลับมาโบกมือลาอีกครั้ง ก่อนจะปีนขึ้นรถไฟไป ไม่กี่นาทีต่อมา ประตูไฮดรอลิกตลอดความยาวตัวรถก็เลื่อนปิดพร้อมๆกันดังปึ้ง เสียงหวูดยาวดังก้อง แล้วรถไฟหัวจรวดก็ค่อยๆเร่งความเร็วออกจากสถานีออกสู่แสงจ้าของยามบ่าย เหล่าสหายร่วมรบที่เหลือกันอยู่เพียงเจ็ดยืนมองมันวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันถูกหมอกควันของตัวเมืองกลืนหายไปในที่สุด

 

            “เฮ้อ ไปแล้วหนึ่ง” หลานชายหมอผีใหญ่ถอนใจยาว “เอ้า มื้อสุดท้ายในตานนะคอนนี่ยูคิอยากกินอะไร เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง”

            “จริงเหรอคะรุ่นพี่จ้าด” เด็กสาวชาวฮิมิตสึยกมือขึ้นปาดน้ำตา

            “จริงสิ แหม เราเคยหลอกด้วยเหรอ” จ้าดหัวเราะ แต่แอบส่งสายตาอำมหิตให้สี่ตานีสาวและอีกหนึ่งสมิงที่ทำท่าอ้วกอยู่ข้างหลังวิญญาณหิมะสาว “อยากกินอะไรบอกมาเลย เลี้ยงหมด”

            “แต่ถ้าเลี้ยงฉันคนเดียวไม่เลี้ยงพวกรุ่นพี่กล้วยกับน้ำว้าน้ำไท มันก็ออกจะ....”

            “พวกนั้นรวยกว่าเราอีก ให้จ่ายเองซะบ้าง” เด็กหนุ่มหน้าดุแสยะยิ้มให้กล้วยกับกล้าย “เอ้า สรุปจะกินอะไรบอกมาเลย”

            “งั้น เอาบุฟเฟต์อาหารฮิมิตสึที่กลางรุ่งละกันค่ะ”

            “เอ่อ.... ร้านนั้นยังจะให้เราเข้าอยู่อีกเหรอ.....”

 

            เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ รู้ตัวอีกที เจ็ดสหายร่วมรบก็มาเดินอยู่ในอาคารผู้โดยสารอันกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยสีเขียวเย็นตาของท่าอากาศยานเวียงตานแล้ว วิญญาณหิมะสาวเดินไปเช็กอินกระเป๋าเป้ใบใหญ่ของเธอ ก่อนจะเดินกลับออกมาหารุ่นพี่ทั้งสี่และรุ่นน้องทั้งสอง

 

            “ไปก่อนนะคะ รุ่นพี่กล้วย รุ่นพี่กล้าย รุ่นพี่จ้าด รุ่นพี่หมิง.... แล้วก็น้ำว้ากับน้ำไท” เด็กสาวชาวฮิมิตสึพูดด้วยเสียงสะอื้น “ช่วงเวลาเกือบแปดเดือนนี้ฉันจะไม่ลืมเลยค่ะ”

            “หมู่เฮาก็บ่ลืมเหมือนกัน” กล้ายดึงรุ่นน้องสาวเข้ามากอดแน่น “ขอบคุณมากเน่อ ทุกอย่างที่ช่วยหมู่เฮา แล้วก็ขอสุมาด้วยเน่อที่บ่ได้ไปช่วยกอบกู้วิญญาณหิมะ”

            “ไม่เป็นไรค่ะ แค่อยากช่วยฉันก็ดีใจมากแล้วค่ะ” ยูคิปาดน้ำตา

            “ขอหื้อกอบกู้สำเร็จเน่อ มีอะหยังก็ปรึกษาก็เล่าหื้อกันฟังด้วย”

            “เฮาสิรอวันที่ได้เจอยูคิอีกเด้อ”

            “เอื้อยยูคิ.....”

 

            เด็กหญิงทั้งสองเริ่มร้องไห้กระจองอแงกันแล้ว วิญญาณหิมะสาวกอดทั้งสองและลูบหัวอย่างอ่อนโยน เธอเดินมากอดรุ่นพี่ทั้งสี่จนครบ ก่อนจะหันหลังกลับเดินมุ่งหน้าไปยังด่านตรวจพาสปอร์ต

 

            “เดี๋ยวยูคิ !

            จู่ๆหลานชายหมอผีใหญ่ก็โพล่งขึ้น ทำเอาคนหันมาดูครึ่งเคาน์เตอร์เช็กอิน วิญญาณเร่ร่อนสามสี่ตนที่นั่งห้อยขาอยู่บนคานหลังคาก็ชะโงกหน้าลงมามองกับเขาด้วย

 

            “คะรุ่นพี่จ้าด” ผู้ถูกเรียกหันมามองอย่างงุนงง

            “คือ.... เรา....” เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหารุ่นน้องสาว ขณะสี่ตานีหนึ่งสมิงหัวเราะคิกคักทั้งน้ำตากันอยู่เบื้องหลัง “เรา.... มีอะไรอยากจะบอกยูคิ....”

            “เอ๋ อะไรเหรอคะ”

            “เรา.... คือ....” จ้าดยังคงอ้ำอึ้งจนเด็กสาวชาวฮิมิตสึเอียงคอมองอย่างสงสัย “คือ.... ตั้งแต่ตอนนั้น..... ตั้งแต่ตอนที่ยูคิโดยโฮสทำร้าย เราก็รู้สึก.... เราก็รู้ว่าเรารู้สึกยังไงกับยูคิ.....”

            วิญญาณหิมะสาวนิ่งเงียบ แต่ปื้นสีชมพูจาวๆก็ปรากฏขึ้นบนแก้มที่ขาวราวหิมะของเธอ

            “เรา.... เราชอบยูคินะ ถึงจากวันนี้จะห่างกันแล้ว แต่ก็อยากให้ยูคิได้รู้ไว้.... แต่ถ้ายูคิจะ.... จะตอบรับเรา..... เราก็คงดีใจมากเลย......”

 

            สาวแว่นยังคงนิ่งเงียบจนหลานชายหมอผีใหญ่ชักใจเสีย แต่ในที่สุด ริมฝีปากบางก็คลี่เป็นรอยยิ้มเศร้า

            “ขอบคุณมากนะคะรุ่นพี่จ้าด ที่มีความรู้สึกดีๆให้ฉัน.....” เด็กสาวเอ่ยช้าๆ “แต่ฉันคงตอบรับความรู้สึกของรุ่นพี่จ้าดไม่ได้หรอกค่ะ”

            “นั่นสินะ....” จ้าดหงอยลงทันที เขาเบือนหน้าหนีรุ่นน้องสาว ลำคอตีบตันราวกับมีอะไรจุกอยู่ “ก็เราเพี้ยนๆ ออกขนาดนี้.....”

            “ไม่ใช่นะคะ” วิญญาณหิมะสาวรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่ว่ารุ่นพี่จ้าดไม่ดี แต่ฉันมีเหตุผลส่วนตัวของฉันค่ะ ไม่ใช่เพราะรุ่นพี่จ้าดไม่ดีจริงๆนะคะ”

            “เหตุผลส่วนตัวนั้นคืออะไรเหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามเสียงแผ่ว “ขอถามหน่อยได้มั้ยถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงเกินไป”

            “คือ....” ปื้นสีชมพูบนใบหน้าของสาวแว่นเข้มขึ้นจนเป็นสีแดงและแผ่ออกไปจนเกือบถึงใบหู “วิญญาณหิมะก็เหมือนตานี มีแต่ผู้หญิง ฉันก็เลย.... เอ่อ.... ไม่ได้ชอบ..... ผู้ชาย......”

 

            จ้าดติดสตันไปอึดใจหนึ่งขณะสมองพยายามประมวลผลอย่างยากลำบาก และเมื่อเข้าใจความหมายที่จิตใต้สำนึกพยายามปิดกั้นอย่างสุดฤทธิ์ เสียงที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวราวสัตว์ป่าถูกยิงระคนกับความไม่อยากเชื่อเหมือนเพิ่งมีคนโทรศัพท์มาบอกว่าญาติเพิ่งจะเสียก็ดังก้องไปทั่วอาคารผู้โดยสารขนาดมหึมาของท่าอากาศยานเวียงตาน

 

            “ว่าไงน้า.............................!?

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

*Fizzle – แปลไทยแบบไม่ตรงตัวก็คือ “แป้ก” เป็นคำเรียกเหตุการณ์เมื่อระเบิดนิวเคลียร์ให้แรงระเบิดน้อยกว่าที่คำนวณเอาไว้มาก เช่นคำนวณเอาไว้ 30 เมกะตันทีเอ็นที แต่ระเบิดจริงได้หนึ่งเมกะตันทีเอ็นทีเป็นต้น ระเบิดพลังงานวิญญาณเองก็แป้กได้เช่นเดียวกับระเบิดนิวเคลียร์ แต่จะแป้กจริงหรือนางทำอะไรนั้นไม่มีใครรู้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น