ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 58 : ระเบิดเวลาที่อาจต้องแลกมาด้วยชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            “หื้อตายเหอะบ่าจ้าดง่าวนี่ ดันโดนผียั่วได้ ถ้าเมื่อกี้เปิ้นยังบ่หมดฤทธิ์แล้วเล่นงานกลับจะยะจะไดหา !?

            ราชินีตานียังคงบ่นกระปอดกระแปดอย่างหงุดหงิดขณะพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดแลปทอปสั่งให้มันค้นหาตำแหน่งของเพื่อนสาวผู้ถูกลักพาตัวไปคนล่าสุด

 

            “ถ้าคนพูดไม่ใช่กล้วยนี่เราจะรู้สึกผิดกว่านี้เยอะเลยนะ.....” จ้าดลากเสียงยิ้มๆ

            “หมายความว่าจะไดยะ !?

            “อ้าว” ตานีสาวผมหางม้าตอบกลั้วหัวเราะ “กล้วยเองก็ยังปรี๊ดแตกเวลาโดนล้อเรื่องอกเลยบ่แม่นก๋า”

            “แม่นๆ” สมิงสาวผู้เพิ่งจะหายช็อกจากภาพเหตุการณ์ฆ่าตัดคอในระยะประชิดร่วมผสมโรงทันที ริมฝีปากบางแสยะยิ้มหวานเย็นโชว์เขี้ยวขาวก่อนจะเลียนเสียงเหมือนเพื่อนสาวเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้ยน “หื้อตายเถอะกล้วยนี่ ดันโดนผีล้อเรื่องอกได้ ถ้าเกิดปรี๊ดแตกขาดสติขึ้นมาแล้วผีร้ายเล่นงานจะยะจะได”

            “โอ๊ย เงียบเถอะ ข้าเจ้าจะใช้สมาธิ !

 

            เด็กสาวอกแบนสวนกลับเสียงเขียว ใบหน้าจืดแดงก่ำไปถึงใบหู ทั้งเจ็บปวดทั้งอาย เธอเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ายามนี้เธอแบนที่สุดในหมู่สหายร่วมรบหากไม่นับตานีน้อยผู้ยังไม่ถึงอายุจะเติบโต อันที่จริงถึงอยู่กันครบเธอก็แบนที่สุดอยู่ดีนั่นแหละ แต่อย่างน้อยก็มีฟ้ากับยูคิมาช่วยแบ่งปันความเจ็บปวดได้บ้าง ยิ่งเมื่อเห็นน้ำว้าหัวเราะคิกคักอกแบนของเธอก็ยิ่งปวดร้าวราวจะแหลกสลาย ตานีสาวอดแช่งรุ่นน้องผู้น่ารักในใจไม่ได้ คอยดูเถอะ ถ้าโตขึ้นมาแล้วแบนแบบเธอล่ะก็จะหัวเราะให้แบบนี้บ้าง

 

            “ก็ได้ๆ” กล้ายตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนจะถามต่อด้วยเสียงเป็นงานเป็นการขึ้น “แล้วฟ้าอยู่ที่ได๋ หาเจอก่อ”

            “มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ฟังอันได๋ก่อนล่ะ” ตานีสาวหน้าจืดย้อนถามเสียงห้วนๆ

            “เอาข่าวดีก่อน” หมิงตอบก่อนที่เพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ผู้ไว้ผมทรงเดียวกับเธอจะทันได้เลือก

            “ข่าวดีก็คือ ฟ้าอยู่ที่ตำแหน่งเดียวกับยูคิแล้วก็น้ำไท”

            “แล้วข่าวร้ายล่ะ” เด็กหญิงผมสั้นและเด็กหนุ่มหน้าดุถามเกือบจะพร้อมกัน

            “ข่าวร้ายก็คือถ้าเกิดระเบิดขึ้นมาฟ้าก็โดนไปด้วย” กล้วยตอบเสียงหนัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจ้าด หมิงและกล้ายตามลำดับ “ตนบาดเจ็บหายดีแล้วก่อ ถ้าหายแล้วก็ไปกันต่อดีกว่า”

            “อื้ม” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้น มือปัดฝุ่นหนาที่กางเกงก่อนจะคว้าปืน “ระวังตัวหื้อมากด้วยเน่อ ถึงจะบ่ฮู้ว่ามีระเบิดเวลาก่อ แต่สัญชาตญาณข้าบอกว่าหมู่เฮาคงเสียเวลาบ่ได้อีกแล้ว”

            “แล้วยาสมานแผลของหมู่เฮาก็เหลือบ่กี่ขวดแล้วด้วย” กล้วยเสริม

 

            มีประตูบานหนึ่งอยู่ที่สุดห้องนั้น ป้ายไม้สีซีดจางเขียนเป็นตัวเวียงบอกไว้ว่า “โถงอัญเชิญพระศพ” ประตูเหล็กถูกล็อกอย่างแน่นหนาด้วยล็อกแบบโบราณ แต่กล้ายเหนี่ยวไกเพียงนัดเดียวล็อกทั้งตัวก็แตกเป็นชิ้นๆ เด็กสาวผมหางม้าทำมือให้สหายร่วมรบคนและตนอื่นๆหลบข้างประตู มือขยับเปิดไฟฉายที่ติดอยู่บนปืนก่อนจะเหวี่ยงประตูเปิดผาง กล้ายประทับปืนเข้าร่องไหล่แน่นพร้อมจะเหนี่ยวไกหากมีตัวอะไรพุ่งพรวดออกมา แต่สิ่งที่เธอเห็นก็มีเพียงความมืด เด็กสาวค้างท่าเตรียมยิงอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง จนแน่ใจว่าไม่น่ามีอะไรอยู่แล้วก็ทำสัญญาณมือให้ทุกคนตามเธอมา แล้วหนึ่งคนสี่ตนก็ก้าวเข้าสู่ความมืดมิดของโถงอัญเชิญพระศพที่ไม่ได้ใช้มากว่าสามร้อยปี

 

            จากแสงลำไม่กว้างนักของไฟฉายติดปืน ห้าสหายร่วมรบพอจะมองเห็นสภาพรอบตัวได้บ้าง มันเป็นโถงขนาดใหญ่มหึมา ทั้งกว้างและยาวจนมองไม่เห็นผนังสักด้าน เสารับน้ำหนักขนาดยักษ์ทำจากไม้สนทั้งต้นตั้งเรียงรายกระจายอยู่ทั่ว ทุกต้นลงรักปิดทองอย่างงดงามแม้ในยามนี้มันจะหมองลงไปบ้างหลังจากผ่านมาสามร้อยปี สภาพของตัวอาคารทำให้จ้าดและกล้ายหวนนึกถึงโถงของอาคารศูนย์วิจัยเก่าแก่บนเทือกเขาตานปันน้ำเมื่อครั้งไปช่วยกล้วยขึ้นมาทันที หวังว่าคราวนี้คงไม่มีอสุรกายร่างแหลกเละที่มองแทบไม่ออกว่าไหนแขนไหนขานั่นมาอีกหรอกนะ โดยเฉพาะไอ้ตัวพ่อ.....

 

            แต่เรียกเฉาเชา เฉาเชาก็มา* แต่โชคร้ายที่สิ่งที่มาไม่ใช่เฉาเชา หากเลวร้ายกว่านั้นมากนัก....

 

            เสียงร้องไห้กระซิกๆดังขึ้นรอบตัวห้าหน่วยช่วยเหลืออย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มันแผ่วโหย เย็นเยียบ หากคุ้นหู หมิงหันรีหันขวางอย่างงุนงงระคนสงสัยว่าไอ้บ้าที่ไหนจะมาร้องไห้ในที่มืดๆแบบนี้ แต่อีกหนึ่งมนุษย์และสามตานีรู้ดีว่าอะไรกำลังล้อมพวกเขาอยู่.....

 

            ปอบไห้ โชคดีเปิ้นยังบ่หันหมู่เฮากล้ายโทรจิตบอกทุกคนและทุกตน ปิดไฟฉายซะ ไปแอบข้างเสาแล้วคุกเข่าลง แล้วเงียบหื้อสนิทบ่ว่าจะเกิดอะหยังขึ้น ถ้าต้องการจะอู้อะหยังหื้อใช้โทรจิตเท่านั้น เข้าใจก่อ แล้วก็กล้วยกับน้ำว้าสวมแว่นอินฟราเรดด้วย

            อื้ม

 

            ปอบไห้คืออีหยังน่ะกล้าย สัตว์ภูตสาวเอ่ยถามผ่านโทรจิตพลางย่องอย่างเงียบที่สุดตามเพื่อนๆ ไปคุกเข่าแอบอยู่ข้างเสาไม้สนต้นยักษ์

            ก็เคยหันแล้วบ่แม่นก๋าบ่าสมิงบ้าพลังกล้ายย้อนถามห้วนๆ มือดึงแว่นอินฟราเรดที่คาดอยู่บนหมวกเหล็กลงมาสวม

            บ่นี่ ?

            หมิงเคยเห็นแต่ตอนมันวิ่งเข้ามาหาแล้ว ยังไม่เคยเห็นตอนมันร้องไห้กระซิกๆแบบนี้นี่กล้ายหลานชายหมอผีใหญ่บอกเพื่อนสาว เราเองก็เคยเห็นแบบร้องไห้นี่ครั้งเดียวตอนไปช่วยกล้วยคราวนั้นเองนะ

            อ้อ นั่นสิเน่อ ลืมไปหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบก่อนจะถามกลับ หมิงจำยายแก่ตัวซีดๆ ของกองกำลังผีร้ายได้ก่อ

            ที่ออกมาเยอะๆตอนย้ายต้นกล้วยนั่นบ่

            แม่น นั่นแหละปอบไห้กล้ายพยักหน้า ปกติมันจะร้องไห้อยู่เงียบๆจะอี้ จะบ้าคลั่งอาละวาดต่อเมื่อมันหันเป้าหมาย แต่อย่าโดนเสียงร้องไห้นี่หลอกล่ะ มันเป็นปีศาจที่อันตรายที่สุดอันดับต้นๆ กัดมนุษย์คนได๋ก็จะกลายเป็นปอบไห้ไปด้วย แล้วมันก็จะกินเครื่องในจนหมดตัวแล้วหาทางไปสิงร่างใหม่ บ่มีทางแก้หรือไล่มันออกจากร่างด้วย ถูกกัดครั้งเดียวเท่ากับตายแน่นอน

            แต่เฮาเป็นสมิงเด๊เด็กสาวหน้าเสือตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

            ปอบไห้นี่แม้แต่ตานียังย่านเลย โดนกัดไปทีก็ปางตาย พลังงานวิญญาณเสียหายแทบทั้งตัว ขนาดใช้ยาสมานแผลยังพักกันเป็นชั่วโมงเลย ถ้าบ่ใช้ยาก็พักเป็นวันตานีสาวผมหางม้าอธิบายเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวดูจะไม่ตระหนักถึงดีกรีความร้ายแรงของสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ข้าบ่ฮู้หรอกเน่อว่าถ้ามันกัดสมิงแล้วจะเป็นจะได แต่ทางที่ดีอย่าเสี่ยงดีกว่า

            ก็ได้ๆ เข้าใจแล้วหมิงรีบพูดว่าแต่พวกมันอยู่ไส ขอเฮาใส่แว่นอินฟาเหรกอีหยังนี่หน่อยได้บ่ มองบ่เห็นจังซี่แล้วฮู้สึกแปลกๆ

            กำลังจะอู้พอดี ใส่เลยหมิง นายด้วยจ้าด หันอะไรก็อย่าอุทานหรือสติแตกเด็ดขาดเน่อ

 

            สมิงสาวตงิดใจกับคำพูดของเพื่อนสาวไม่น้อย แต่เมื่อแว่นอินฟราเรดเข้าที่ เธอก็รู้ว่าทำไมเพื่อนสาวถึงพูดเช่นนั้น พวกเธอไม่ได้แค่ถูกปอบไห้ล้อมเอาไว้เฉยๆ แต่นี่คือรังของมันเลยด้วยซ้ำ ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบเมตร ยายแก่ผมขาวร่างเหี่ยวย่นนับร้อยๆตนปิดทางข้างหน้าไว้จนมิด ทุกตนนั่งคุกเข่าร้องไห้ด้วยท่าทางเหมือนกันเด๊ะ และเด็กสาวก็แน่ใจว่าหากเธอส่งเสียงหรือทำอะไรให้มันรู้สึกตัวขึ้นมาล่ะก็ อสุรกายในคราบยายแก่ทุกตนจะกระโจนเข้ามารุมทึ้งพวกเธอด้วยท่าทางเหมือนกันเด๊ะเช่นกัน

 

            หมิงหันขวับไปหาตานีทั้งสามหวังจะถามถึงแผนปฏิบัติการขั้นต่อไป แต่คำถามของเธอก็ได้รับคำตอบทันทีเมื่อเห็นราชินีตานียกสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอเข้าร่องไหล่ในท่าคุกเข่ายิง มันไม่ใช่สไนเปอร์กระบอกเขื่องซึ่งตอนนี้ยังคงสะพายอยู่บนหลัง แต่เป็นไรเฟิลขนาดเล็กกว่า ที่ปากกระบอกมีก้อนทรงกระบอกรีๆยาวๆเหมือนมะเขือสีเทาดำติดอยู่

 

            ที่ปากกระบอกนั่นอีหยังน่ะกล้วยสมิงสาวโทรจิตถามอย่างอดรนทนไม่ได้

            ที่เก็บเสียงกล้วยตอบ “เงียบก่อนเน่อ ข้าเจ้าต้องใช้สมาธิ

 

            ราชินีตานีแนบดวงตาลงกับกล้องเล็งอินฟราเรด เธอกลั้นหายใจอยู่สองสามวินาทีก่อนที่นิ้วชี้จะเหนี่ยวไก ปืนไรเฟิลกระบอกยาวส่งเสียงแผ่วเบาเหมือนเด็กผู้หญิงปิดปากจาม แต่อำนาจการทำลายล้างของมันไม่ได้เบาตามเสียงเลย กระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางเจ็ดจุดหกสองมิลลิเมตรทะลุทะลวงร่างหญิงชราที่นั่งเรียงรายกันอยู่ถึงเจ็ดร่างในครั้งเดียว พวกมันทรุดฮวบ ดวงแสงสีเขียวเหลือบดำแตกสลายออกมาจากข้างในตัวพร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมยาวชวนขนลุก

 

            ปอบไห้ตนอื่นหันขวับทันที แต่ก่อนที่มันจะทันรู้แม้เพียงสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น กล้วยก็เหนี่ยวไกนัดต่อไปเสียแล้ว

 

            ราวกับภาพเหล่าวิญญาณร้ายข้างนอกถูกฉายซ้ำอีกครั้ง อสุรกายในร่างยายแก่ล้มลงไปครั้งละเป็นแถบในขณะที่เพื่อนของมันได้แต่หันซ้ายหันขวาอย่างสับสนระคนตื่นตระหนกก่อนจะตกเป็นเป้านิ่งของกระสุนนัดต่อมาอย่างง่ายดาย ปอบไห้ตนที่ฉลาดหน่อยเริ่มวิ่งพล่านหวังจะหาอะไรบางอย่างที่กำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มันให้เจอ ตนหนึ่งวิ่งตรงมายังห้าหน่วยช่วยเหลือราวกับมองเห็น แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้มากเมื่อกระสุนสไนเปอร์ไรเฟิลทะลวงเข้ากลางแกนวิญญาณในท้องของมันอย่างแม่นยำ มันผงะตีลังกาหงายหลังราวกับนักกายกรรมก่อนจะลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นพร้อมกับแกนวิญญาณที่แตกสลายหายวับไปในอากาศ ท่ามกลางสายตาสยองขวัญของเหล่าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ยามนี้หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตน

 

            กระสุนยังไม่ทันหมดซองแรก โถงอัญเชิญพระศพก็เต็มไปด้วยซากไร้วิญญาณของหญิงชรานับร้อยที่นอนแน่นิ่งเรียงรายเหมือนข้าราชบริพารรอส่งพระศพไม่มีผิด จ้าดกับหมิงที่นั่งตัวแข็งทื่อมาตลอดการซุ่มยิงด้วยกลัวจะมีอสุรกายในร่างยายแก่สักตนวิ่งฝ่าห่ากระสุนเข้ามาขย้ำพวกเขาได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่กล้วยยังคงนิ่งอยู่ในท่าคุกเข่ายิง ดวงตาเรียวยังคงแนบชิดติดกับกล้องเล็ง สัมผัสวิญญาณของเธอบอกว่ายังมีปอบไห้อยู่ใกล้ๆ แต่มันอยู่ที่ไหนล่ะ ในเมื่อห้องโถงว่างโล่งจนแทบจะเป็นวังเวงแล้วแบบนี้

 

            “กล้วย ไปกันต่อเหอะ” กล้ายเรียกเพื่อนสาวเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงไม่ขยับเขยื้อน

            ข้าเจ้า.... ฮู้สึกว่ายังมีปอบไห้เหลือ เด็กสาวหน้าจืดตอบช้าๆด้วยโทรจิต ขอดูหื้อแน่ใจก่อน ถ้ารีบไปแล้วเจอมันจะอันตราย

            แต่เท่าที่เห็นก็หมดแล้วนี่

            บ่ฮู้ แต่ข้าเจ้าฮู้สึกแต๊ๆ.... อะหยังจ้าด ตอนกำลังเล็งอย่ามากวนข้าเจ้าสิ !’

 

            ราชินีตานีแหวเสียงเขียวผ่านโทรจิตเมื่อรู้สึกว่ามีใครสะกิดเธอที่ไหล่ แต่ถูกผู้ถูกกล่าวหาสวนกลับมาทันควัน

 

            ไม่ได้สะกิดเลย เรานั่งอยู่ตั้งไกลจะไปสะกิดกล้วยถึงได้ไง !?’

            ถ้าจะอั้น น้ำไท

            ข้าเจ้านั่งหลังอ้ายจ้าดอีก !’

            หมิง ?

            เฮาก็นั่งอยู่หลังกล้าย

            ข้าก็บ่ได้สะกิดเน่อตานีสาวผมหางม้ารีบแก้ตัวก่อนเพื่อนสาวจะถามเสียอีก ข้ากำลังอู้กับกล้วยอยู่จะสะกิดยะหยัง

            จะอั้นผู้ได๋....

 

            เสียงของกล้วยขาดหายไปในลำคอเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองข้างตัว ร่างซีดขาวเหี่ยวย่นของหญิงชราสองร่างในชุดขาดวิ่นนั่งคุกเข่าหลบมุมเสาอยู่ข้างตัวเธอ มือของตนหนึ่งยังวางค้างอยู่บนไหล่ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจ้องเขม็งมายังเหยื่ออันโอชะ ปากแสยะยิ้มกว้าง น้ำลายและคราบเลือดสีแดงก่ำไหลย้อยลงมาจากเขี้ยวแหลมที่เรียงตัวกันเหมือนเข็มนับร้อยเล่ม.....

 

            “ยะเป็นหนังผีสารขัณฑ์สมัยเก่าไปได้ !?

 

            ขาดคำ ปอบไห้ก็พุ่งเข้าจู่โจม หน่วยช่วยเหลือทั้งห้าแตกฮือกันไปคนละทิศคนละทางเมื่ออสุรกายในร่างยายแก่กระโจนพรวดเข้ามากลางวงก่อนจะแว้งกัดไปทุกทิศทุกทางเหมือนหมาบ้า ตานีทั้งสามกระชับปืนเข้าร่องไหล่ก่อนจะยิงไม่เลี้ยง แต่ไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดของกล้ายก็ยิงได้เพียงไม่กี่นัดเมื่อปอบไห้ตนหนึ่งดึดตัวผึงขึ้นมาปิดหน้าเธอเหมือนเอเลี่ยนเพิ่งออกจากไข่ เด็กสาวผมหางม้าพยายามดิ้นสุดฤทธิ์หวังจะสะบัดมันออก แต่แขนเหี่ยวย่นของปอบไห้ไม่ยอมหลุดง่ายๆ และก่อนที่เธอจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ร่างเหี่ยวย่นก็ไต่ข้ามหมวกเหล็กของเธอไปด้านหลัง ดวงตาสีน้ำเงินเรืองแสงเล็งเขม็งอยู่ที่เนื้อขาวซึ่งปรากฏรำไรอยู่ใต้รอยขาดของเสื้อตะเบงมานคอมมานโด....

 

            แต่ก่อนที่จะได้ฝังเขี้ยวลงในเนื้อนุ่มอย่างที่คิด ปอบไห้ก็ต้องกระโดดหนีแทบไม่ทันเมื่อเสือลายพาดกลอนตัวยักษ์โถมตัวเข้าใส่ ยังผลให้สมิงสาวโถมตัวลงใส่กล้ายเต็มๆจนเธอล้มทั้งยืน

 

            “อุ้ย กล้าย เฮาขอโทษ !” หมิงรีบลุกจากตัวเพื่อนสาวทันทีที่ทำได้

            “แค่ก.... แค่ก.... บ่เป็น.... หมิงระวัง !

 

            ยังไม่ทันขาดคำของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม เสือหิมะเชียงหลวงก็กลิ้งหลุนๆเมื่อปอบไห้ตนที่เธอตั้งใจจะจู่โจมเมื่อครู่กลับจู่โจมเธอเสียเอง สมิงสาวใช้อุ้งเล็บขนาดมหึมาของเธอตบมันออกไปได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะกัดเธอ แต่อสุรกายในร่างยายแก่ก็ไม่ยอมแพ้ มันดีดตัวขึ้นชิ่งกับเสาก่อนจะพุ่งลงมาหาเธอราวกับลูกกระสุน เด็กสาวหน้าเสือหมอบหลบได้ในวินาทีสุดท้ายพอดี เขี้ยวแหลมยาวของฝ่ายตรงข้ามเฉียดหูแหลมของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            ปอบไห้ตั้งท่าจะกระโจนซ้ำ แต่มันก็ต้องเป็นฝ่ายถอยบ้างเมื่อกระสุนปืนจากทั้งไรเฟิลจู่โจมและลูกซองเฉียดมันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด มันถีบเท้าถอยหลังหวังจะหลบไปซ่อนหลังเสา แต่ก็ต้องชะงักเท้าแทบไม่ทันเมื่อพบว่าทางหนีของมันมีร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งยืนจังก้าอยู่ ผีร้ายแยกเขี้ยวก่อจะจู่โจมเข้าหาตรงๆ แต่มันก็ตระหนักในวินาทีต่อมาว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อมีดสงครามยาวเกือบฟุตเฉือนเปิดปากมันจนเหวอะไปถึงใบหู เลือดเน่าๆสีคล้ำสาดกระเซ็นเป็นทางยาวบนพื้นเปื้อนฝุ่น

 

            น้ำว้าไม่ปล่อยให้เป้าหมายของเธอหนีไปได้ เด็กหญิงสืบเท้าตามก่อนจะกระแทกพานท้ายไฟเบอร์กลาสของปืนลูกซองเปรี้ยงเข้าที่ขมับฝ่ายตรงข้าม เสียงกร๊อบหนักๆเหมือนมะพร้าวโดนรถทับดังฟังชัดถนัดหูก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนราวสัตว์ป่าบาดเจ็บ ดูเหมือนปอบไห้จะกะโหลกแตกเสียแล้ว

 

            แต่อาการบาดเจ็บเพียงเท่านั้นก็ไม่ได้ทำให้แกนวิญญาณของมันเสียหาย อสุรกายในร่างยายแก่แสยะปากแหว่งๆของมันก่อนจะคลานกระเสือกกระสนเข้าหาน้ำว้า เด็กหญิงเหวี่ยงพานท้ายปืนขวางลำหวังจะฟาดหัวฝ่ายตรงข้ามให้กระเด็น แต่ปอบไห้ก้มหลบได้ และก่อนที่ตานีน้อยจะเงื้อปืนได้อีกครั้ง ผีร้ายร่างเหี่ยวย่นก็คลานพรวดเข้ามาประชิดตัวเธอในพริบตา ริมฝีปากที่ฉีกไปจนถึงใบหูของมันแสยะยิ้มกว้างขณะมันยืดตัวยืนตระหง่านเหนือร่างเล็กๆของเหยื่อผู้น่าสงสารเบื้องหน้า เด็ก.... หลังจากติดแหง็กอยู่กับร่างแก่ๆที่แทบไม่เหลือไส้เหลือพุงให้กินมานานนับสิบปี มันก็จะได้กินไส้เด็กแล้วหรือนี่.....

 

            น่าเสียดายที่เหยื่อของมันไม่ยอมง่ายๆขนาดนั้น ยังไม่ทันที่ผีร้ายจะหุบยิ้ม เด็กหญิงผมสั้นก็จ้วงแทงมีดสงครามในมือเข้าที่ท้องของมันไม่นับ อสุรกายในร่างยายแก่กรีดร้องเสียงแหลม มันถอยกรูด แต่ก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อกระสุนไรเฟิลจู่โจมสามนัดเจาะเข้าที่ขมับจนแตกโพละเหมือนแตงโมถูกทุบ มันสมองสาดกระจายพร้อมเลือดเน่าๆสีคล้ำ กลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลชวนคลื่นไส้

 

            แต่ถึงหัวจะแตกก็ไม่มีความหมายเมื่อแกนวิญญาณของมันยังอยู่ หันหลังกลับก่อนจะคลานตะเกียกตะกายเหมือนจิ้งจกไปหลบอยู่หลังเสาอีกต้น มันกระโดดจับเสาไม้สนหมับก่อนจะกระเสือกกระสนปีนขึ้นไปหมายทิ้งตัวลงโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่แล้ว ดวงตาสีน้ำเงินเรืองแสงก็เบิกกว้างเมื่อจ๊ะเอ๋กับดวงตาสีเหลืองที่ส่องประกายวาววับของเสือลายพาดกลอนสีดำสลับขาวตัวใหญ่ซึ่งเกาะเสาอยู่เบื้องบนเข้าเต็มเปา.....

 

            อารามตกใจ ผีร้ายเผลอปล่อยแขนจากเสา โชคร้ายที่นั่นทำให้มันร่วงลงมาหามีดสงครามที่น้ำว้าชูรออยู่เบื้องล่าง เด็กหญิงผมสั้นอดเบือนหน้าหนีอย่างหวาดเสียวระคนเวทนาไม่ได้เมื่อใบมีดเหล็กกล้าเสียบเข้าที่แผ่นหลังของอสุรกายในร่างยายแก่จนทะลุออกกลางอก ปอบไห้ดิ้นพราดเหมือนปลาดุกถูกทุบหัว เลือดสีคล้ำไหลทะลักลงอาบแขนและมือของตานีน้อย เสียงกรีดร้องดังก้องโถงอัญเชิญพระศพสะท้อนกลับไปกลับมาราวกับมีปอบไห้สักสิบตนกรีดร้องพร้อมกัน

 

            แต่ปอบไห้ก็ยังไม่ตาย เสี้ยววินาทีต่อมา น้ำว้าก็ต้องปล่อยร่างเหี่ยวย่นซึ่งบัดนี้อาบไปด้วยเลือดลงกับพื้นแทบไม่ทันเมื่อมันพลิกตัวลงมากัดเธอทั้งที่ยังถูกเสียบอยู่บนมีด ปอบไห้ร่วงลงกระแทกพื้นดังอั้ก แรงกระแทกส่งมีดให้แทงลึกเข้าไปในท้องจนเลือดยิ่งทะลักออกมาเป็นทวีคูณ แต่มันก็ยังขยับตัวไหว อย่างไรก็ตาม มันก็ขยับอะไรไม่ได้มากนักเมื่อสมิงสาวทิ้งตัวจากบนเสาลงมาทับมันพอดี แรงกระแทกอัดร่างเหี่ยวย่นจนแตกโพละราวกับลูกโป่งที่มีน้ำเน่าๆอัดอยู่เต็ม มันส่งเสียงกรีดร้องแหลมยาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่ง ก่อนที่ดวงแสงในท้องของมันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และดับวูบหายไปในความมืด

 

            อีกด้านหนึ่งของโถงอัญเชิญพระศพ สถานการณ์ของราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งกำลังต่อกรกับปอบไห้อีกตนอยู่นั้นย่ำแย่กว่าพอสมควร แม้กล้วยจะพอต่อสู้ระยะประชิดได้ แต่เธอก็ไม่อาจตามความเร็วของอสุรกายผู้ได้ชื่อว่าอันตรายอันดับต้นๆแม้สำหรับตานีได้ทัน ไรเฟิลจู่โจมกระบอกยาวของเธอก็ไม่ช่วยเลย มันเกะกะทั้งเธอและเด็กหนุ่มหน้าดุผู้ต้องระวังตัวเองอย่างมากอยู่แล้ว ผลคือความงุ่มง่ามที่ทำให้ทั้งสองแทบจะกลายเป็นเป้านิ่งในสายตาของผีร้ายร่างเหี่ยวย่นที่เคลื่อนที่ไปมาอยู่ในความมืดรอบตัวราวกับเงามรณะ

 

            ราชินีตานีพยายามจะเอื้อมหยิบไรเฟิลจู่โจมบนหลัง แต่ปอบไห้ก็กระโจนเข้ามากัดจนเธอต้องละมือมายกสไนเปอร์ไรเฟิลขึ้นรับทุกครั้งไป มิหนำซ้ำการกระโจนกัดแต่ละครั้งของอสุรกายในร่างยายแก่ก็รุนแรงจนแขนเธอสั่นสะท้าน การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยมีปืนหนักๆสองกระบอกอยู่บนหลังก็ยิ่งกินแรงเธอเข้าไปใหญ่ และเธอก็แน่ใจว่าหลานชายหมอผีใหญ่เองก็คงเหนื่อยไม่ต่างกัน เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด นับว่าโชคช่วยแท้ๆที่พวกเธอยังไม่โดกัดจนกระทั่งบัดนี้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เธอก็คงทนได้อีกไม่นาน.....

 

            “ว้อย ออกไป๊ !

            กล้วยตะโกนอย่างเหลืออดเมื่อปอบไห้กระโจนเข้ามากัดเธออีกครั้ง ตานีสาวรวบรวมกำลังแขนที่เหลือน้อยลงทุกทีเหวี่ยงมันออกไป โชคร้ายที่มันพุ่งไปทางจ้าด ด้วยสัญชาตญาณ เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบก่อนจะเหวี่ยงปังตอวูบ มันเฉาะปั้กเข้าที่สีข้างของร่างเหี่ยวย่น ฝากแผลลึกเอาไว้เป็นทางยาว

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เห็นฝ่ายตรงข้ามชะงักก็เงื้อมีดสูงเหนือหัวหมายสับหัวฝ่ายตรงข้ามให้แตกเป็นสองซีก แต่ปอบไห้ก็อาศัยจังหวะที่เด็กหนุ่มเปิดช่องว่างพุ่งเข้างับเขาทันที       เคราะห์ดีที่จ้าดยัดมีดเข้าปากมันได้ทันท่วงทีก่อนที่เขี้ยวแหลมจะกัดเข้าที่แขน แต่แรงกระแทกจากผีร้ายก็ทำเอาเขาล้มกลิ้ง เด็กหนุ่มสะบัดฝ่ายตรงข้ามออก ยันตัวลุกขึ้นก่อนจะเหวี่ยงปังตอฟันขวางลำ แต่ปอบไห้เร็วกว่า มันถีบเท้าถอยหลัง ก่อนที่จะหลบวูบเข้าหลังเสาต้นสน

 

            จ้าดสืบเท้าตาม แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เด็กหนุ่มก็ต้องใจหายวาบเมื่อปอบไห้ทิ้งตัวลงใส่เขาจากเบื้องบน มันจับหมวกเหล็กไว้แน่นก่อนจะเอี้ยวตัวลงหมายงับคอ แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้นได้ อสุรกายในร่างยายแก่ก็ต้องรีบผละหนีเมื่อกระสุนไรเฟิลจู่โจมพุ่งแหวอากาศมาเฉียดท้ายทอยมันไปเพียงนิดเดียว หลานชายหมอผีใหญ่ได้ทีก็เหวี่ยงมีดสามร้อยหกสิบองศารอบตัว คมมีดหนาหนักตัดคอปอบไห้จนขาดสะบั้นในครั้งเดียว ร่างไร้หัวของมันโงนเงนอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆเอนตัวล้มลงกับพื้นและนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น

 

            “มัน.... ตายมั้ยน่ะ” เด็กหนุ่มถามเสียงเหนื่อยหอบ มีดยังคงเงื้อค้างเผื่อว่าฝ่ายตรงข้ามจะลุกพรวดขึ้นมาอีกครั้ง

            “บ่.... บ่ฮู้สิ” ราชินีตานีตอบด้วยเสียงอ่อนแรงพอๆกัน เธอไม่เห็นการแตกสลายของแกนวิญญาณ แต่ปอบไห้ที่ตายไปโดยแกนวิญญาณไม่แตกให้เห็นชัดๆก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ “แต่ถอยออกมาก่อนดีกว่า เผื่อมันยังบ่ตาย”

 

            จ้าดถอยสี่ห้าก้าวออกมายืนข้างเพื่อนสาว พร้อมๆกับที่กล้าย น้ำว้าและหมิงวิ่งมาถึงพอดี

 

            “เป็นอะหยังก่อกล้วย จ้าด โดนกัดก่อ” เด็กสาวผมหางม้าถามอย่างเป็นห่วง

            “บ่โดน” กล้วยตอบหอบๆ ก่อนจะถามกลับ “แล้วหมู่กล้ายล่ะ”

            “บ่เป็นอีหยังหรอก” หมิงตอบแทน ก่อนจะถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวยังคงจ้องมองร่างไร้หัวขงปอบไห้อยู่ “เป็นหยังล่ะกล้วย”

            “ข้าเจ้ากำลังสงสัยว่ามันตายก่อ” ราชินีตานีหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดระคนหวาดระแวง “ข้าเจ้าบ่หันแกนวิญญาณของมันแตกเลย”

            “คึดมากน่ากล้วย” กล้ายลากเสียงน้อยๆอย่างอ่อนใจระคนขบขัน “ปอบไห้โดนตัดหัวออกจากตัวจะอี้ต้องตายแน่ๆอยู่แล้วกล้วยก็ฮู้นี่”

            “ทำไมล่ะ แกนวิญญาณมันอยู่ตรงท้องไม่ใช่เหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ถาม

            “ก็แม่น แต่เปิ้นส่งต่อวิญญาณด้วยการกัด พอบ่มีหัวจะเอาฟันที่ได๋กัดล่ะแต๊ก่อ”

            “เออ มันก็จริง.....”

            “แต่ข้าเจ้าว่าอย่าประมาทดีกว่า” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงต่ำๆ “ก็มีบันทึกไว้เหมือนกันบ่แม่นก๋าว่าปอบไห้ที่หัวขาดไปแล้วถ่ายวิญญาณด้วยวิธีอื่นได้ โดยเฉพาะถ้าร่างมันยังบ่ตายแล้วไปเอาหัวมาต่อกับคอ ถ้าแกนวิญญาณยังพอต่อกันได้เปิ้นก็กัดได้อีกครั้งเน่อ”

            “เห แต๊ก๋า ข้าบ่หันเคยฮู้เลย” กล้ายขมวดคิ้ว เธออดขำไม่ได้เมื่อนึกภาพร่างไร้หัวของปอบไห้คลานไปหิ้วหัวมาต่อกับคอตัวเอง “เอาเป็นว่าไปกันต่อดีกว่า แต่อย่าเข้าไปใกล้มันละกัน”

 

            ห้าหน่วยช่วยเหลือเคลื่อนที่ต่อ สองตานีสาวและอีกหนึ่งตานีน้อยเดินถอยหลังรักษาปากกระบอกปืนให้เล็งไปที่ร่างของปอบจนกระทั่งความมืดและสัญญาณรบกวนในแว่นอินฟราเรดกลืนมันหายไปจากสายตา กล้วยยังคงเดินถอยหลังต่ออีกอึดใจหนึ่ง แต่เมื่อมั่นใจว่าอสุรกายในร่างยายแก่คงไม่มีทางลุกขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว เธอก็หันหลังกลับก่อนจะวิ่งเหยาะๆตามสี่สหายร่วมรบไป

 

            แต่ราชินีตานีคิดผิด ทันทีที่เธอหันหลัง ร่างไร้หัวของปอบไห้ก็คลานกระเสือกกระสนไปจิกหัวขึ้นมาต่อกับคอ และด้วยความเร็วอันน่าขนลุก มันคลานกระดุบๆ ไล่กวดหน่วยช่วยเหลือทั้งห้าจนทันภายในเวลาเพียงไม่ถึงสิบวินาที และกว่าหมิงผู้หูดีที่สุดจะรู้ตัว ร่างเหี่ยวย่นก็เข้าประชิดตัวตานีน้อยเสียแล้ว กล้วยและกล้ายพร้อมใจกันเหวี่ยงพานท้ายปืนหมายฟาดหัวให้หลุดจากคอ พร้อมๆกับที่ปังตอในมือหลานชายหมอผีใหญ่สับวูบจากเบื้องบน แต่ทั้งหมดก็พลาดเป้าเมื่อปอบไห้เหวี่ยงร่างเล็กๆ ของน้ำว้าออกห่างจากกลุ่ม และก่อนที่เด็กหญิงผมสั้นจะตอบโต้ได้ทัน อสูรร้ายก็ฉกงับเหมือนงูพิษตรงไปที่คอของเธอ.....

 

            เขี้ยวแหลมเจาะทะลุเนื้อขาวอย่างง่ายดาย

            เลือดสีแดงฉานผุดออกมาจากรอยแผลเหมือนตาน้ำ ก่อนจะไหลโกรกจนชุ่มโชมเสื้อตะเบงมานคอมมานโด

 

            ที่ถูกกัดไม่ใช่คอของน้ำว้า

            แต่เป็นแขนของกล้าย

 

            “เอื้อยกล้าย !?

            ตานีน้อยกรีดร้องอย่างเสียขวัญเมื่อรุ่นพี่สาวของเธอค่อยๆเอนตัวล้มลงทับเธอ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหม่นวูบในฉับพลัน ใบหน้าของเด็กสาวผมหางม้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ค่อยๆแผ่ซ่านออกจากแผลที่แขนซ้ายก่อนจะกระจายไปทั่วทั้งตัว มันแสบร้อนและปวดร้าวราวกับเธอถูกโยนลงไปในแกนเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้าแสนคำ กล้ายบิดตัวไปมาอย่างทรมาน มือกดแผลถูกกัดเอาไว้แน่น แต่แม้เธอจะห้ามเลือดเอาไว้ได้บ้าง แต่ก็ไม่อาจห้ามพลังงานวิญญาณที่หลั่งไหลออกจากตัวเธอได้.....

 

            เหนือร่างของตานีสาว ดวงไฟสีเขียวเหลือบดำถูกดีดทะลึ่งพรวดขึ้นมาลอยอยู่กลางอากาศ ตานีเป็นกึ่งวิญญาณอยู่แล้ว มันจึงไม่อาจสิงร่างได้อีก วิญญาณปอบไห้ลอยนิ่งอยู่สองสามวินาทีราวกับกำลังงุงง แต่ยังไม่ทันได้มองหาเหยื่อรายใหม่ มันก็มีอันต้องแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อกระสุนหัวทำลายวิญญาณความเข้มข้นสูงของกล้วยทะลวงผ่านกลางแกนวิญญาณของมันอย่างแม่นยำ

 

            “กล้าย กล้าย เป็นจะไดบ้าง !?

            สองคนหนึ่งตนคุกเข่าลงข้างตัวหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมที่ยังคงนอนบิดไปบิดมาอยู่ในอ้อมแขนของตานีสาวรุ่นน้อง กล้วยรีบล้วงกระเป๋าเอายาสมานแผลเทใส่ปากเพื่อนสาวสองขวดรวดขณะสมิงสาวกลายร่างกลับเป็นมนุษย์ก่อนจะนั่งลงประคองใบหน้าซีดขาวราวกระดาษของเพื่อนสาวอย่างเบามือ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเหมือนจะไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดของเด็กสาวผมหางม้าได้เลยแม้แต่น้อย

 

            “เอื้อยกล้าย เอื้อยกล้าย ยะใจดีๆไว้เน่อ !” น้ำว้าเรียกรุ่นพี่สาวของเธอซ้ำไปซ้ำมา น้ำใสเอ่อท้นอยู่ในดวงตากลม “ข้าเจ้าขอสุมา.... ข้าเจ้าบ่น่าประมาทเลย.....”

            “บ่แม่น.... ความผิด..... น้ำว้าสักหน่อย.....” เสียงของกล้ายขาดเป็นห้วงๆ เมื่อความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณขึ้นในร่างกาย “เอื้อย.... บ่ระวัง.... เอง....”

            “แต่ถ้าข้าเจ้าระวังตัวกว่านี้..... ถ้าข้าเจ้าตอบโต้มันได้เร็วกว่านี้.....”

            “ทำไงดีกล้วย ชักไม่ดีแล้วนะ” หลานชายหมอผีใหญ่หันไปถามเพื่อนสาวอย่างวิตก “ตอนนั้นยูคิก็โดนกัด แต่ไม่เห็นจะทรมานแบบนี้เลย”

            “ต่างเผ่าพันธุ์กันก็มีปฏิกิริยาตอบสนองบ่เหมือนกัน” กล้วยตอบเสียงเครียดๆ เธอดูวิตกไม่แพ้เด็กหนุ่มหน้าดุ ภาพความทรมานของเพื่อนสาวทำให้เธออดเจ็บปวดไปด้วยไม่ได้ “แต่นี่ก็รุนแรงกว่าปกติ.... เป็นไปได้ว่าปอบไห้ตนนั้นมีพลังงานวิญญาณมากกว่าปอบไห้ทั่วไป”

            “แล้วสิเฮ็ดจังไสล่ะกล้วย” สมิงสาวถามอย่างร้อนรน “กล้ายสิตายบ่”

            “ข้าเจ้าหื้อกินยาไปแล้ว คงบ่ถึงขั้นสิ้นอายุ แต่ก็ยังบ่แน่” ราชินีตานีเม้มปาก “จะไดๆ หมู่เฮายะอะหยังบ่ได้มากกว่านี้แล้ว คงต้องรอดูอาการแล้วก็ภาวนาแหละ....”

 

            “เอื้อยกล้าย.... ยะหยังต้องช่วยข้าเจ้าถึงขนาดนี้ด้วย....” น้ำว้าเริ่มสะอึกสะอื้นแล้ว “ปล่อยหื้อข้าเจ้าโดนกัดไปซะก็ได้แต๊ๆ....”

            “ยะจะอั้น.... บ่ได้หรอก....” ตานีสาวผมหางม้าตอบผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น “ขนาดเอื้อย.... ยังเป็นจะอี้.... ถ้าเป็นน้ำว้า.... จะเป็นจะได..... อาจจะ.... สิ้นอายุ.... เลยด้วยซ้ำ.....”

            “แต่.... แต่.... ข้าเจ้าทั้งอู้บ่ดีกับเอื้อยกล้าย.... ข้าเจ้าทั้งสงสัยเอื้อยกล้าย บ่ยอมรับเอื้อยกล้าย.... ยะหยังเอื้อยกล้ายต้องยะเพื่อข้าเจ้าขนาดนี้ด้วยล่ะ.....”

            “อู้อะหยังน่ะน้ำว้า.... คึดว่ายะจะอั้นกับเอื้อยแล้ว.... เอื้อยจะปล่อยหื้อน้ำว้าสิ้นอายุก๋า....” เสียงของกล้ายเบาลง ร่างกายเคลื่อนไหวช้าลง แต่ริมฝีปากของเธอกลับมีรอยยิ้มบาง “จะไดๆ เอื้อยก็ต้องช่วยน้ำว้าอยู่แล้ว.... ก็น้ำว้าเป็นน้องเอื้อย.... หมู่เฮาเป็นตานีเหมือนกัน.... จะปล่อยหื้อสิ้นอายุได้จะได.....”

            “ฮือ.... เอื้อยกล้าย.... อย่าเป็นอะหยังเน่อ แข็งใจไว้เน่อ..... อย่าสิ้นอายุเน่อ.....”

            “ถึงสิ้นอายุไปก็บ่เป็นอะหยังหรอก.... อย่างน้อยน้ำว้าก็ปลอดภัย.....” เสียงของเด็กสาวผมหางม้าฟังดูอ่อนแรงลงอีก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ “หลังจากนี้..... ก็ช่วยคิดกับเอื้อย......”

 

            ประโยคสุดท้ายของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขาดหายไปในลำคอ พร้อมๆกับหัวที่ตกห้อยลงในมือของหมิงราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดเชือก ดวงตากลมโตที่รื้นไปด้วยน้ำของตานีน้อยเบิกกว้าง เธอดึงร่างรุ่นพี่สาวขึ้นมากอดไว้แนบอก ซบหน้าลงกับเรือนผมสีดำประกายเขียว ก่อนจะปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร ทำไม.... ทั้งที่เธอเคยพูดไม่ดี แสดงกิริยาไม่ดีใส่รุ่นพี่สาวตนนี้นับครั้งไม่ถ้วน แต่รุ่นพี่สาวกลับสละชีวิตเพื่อช่วยเธออย่างไม่ลังเล..... เธออยากขอโทษรุ่นพี่สาวต่อทุกอย่างที่เคยทำเอาไว้ แต่มันก็ดูจะสายเกินไปเสียแล้ว.....

 

            “น้ำว้า ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งร้องไห้ เปิ้นยังบ่สิ้นอายุเน่อ”

            “แต๊ก๋าเอื้อยกล้วย....” เด็กหญิงถามทั้งน้ำตา

            “แน่ ลองสัมผัสดูดีๆสิ สัญญาณวิญญาณยังบ่หายไป แล้วนี่ แผลก็สมานกันแล้วหันก่อ” ราชินีตานีพลิกแขนของเพื่อนสาวให้ตานีน้อยดู ผิวหนังใต้เสื้อที่ขาดเป็นรูสมานกันสนิทเรียบร้อยแล้ว “เปิ้นแค่หมดสติไปเฉยๆ พอเปิ้นตื่นขึ้นมาก็น่าจะหายดีแล้วล่ะ”

            “แน่ใจก๋า”

            “แน่ใจสิ” กล้วยยิ้มให้รุ่นน้องสาว “ตอนนี้วางเปิ้นนอนก่อน แล้วพอเปิ้นตื่นขึ้นมาก็อย่าลืมขอบคุณแล้วก็ขอสุมาเปิ้นด้วยล่ะ”

            “อื้ม....”

 

            “บักตานีมักผู้สาว ตกใจแทบแย่” เด็กสาวหน้าเสือถอนใจเฮือก ดึงปืนที่สะพายอยู่บนหลังกล้ายออกก่อนจะช่วยน้ำว้าประคองร่างของเด็กสาวผมหางม้าให้นอนราบลงกับพื้น “แต่ถ้าเป็นจังซี่ พวกเฮาก็ต้องหยุดพักอีกแล้วสิ”

            “ฮื่อ คงต้องเป็นจะอั้น” ราชินีตานีเอื้อมหยิบปืนกลของเพื่อนสาวมากางขาทรายก่อนจะเข้าประจำตำแหน่งในท่านอนยิง “จ้าดกับหมิงรักษาการณ์พื้นที่ด้วย น้ำว้าดูกล้ายไปเน่อ ถ้ามีอะไรผิดปกติหรือว่าฟื้นแล้วก็บอกเอื้อย.....”

 

            เด็กสาวหน้าจืดหยุดพูดเอาดื้อๆ เมื่อเสียงคุ้นหูดังขึ้นในโสตประสาท มันแผ่วเบาและเลือนราง แต่ก็ยังพอจะจับใจความได้

 

            รุ่นพี่กล้วย รุ่นพี่กล้าย รุ่นพี่จ้าด ทุกคน มีใครได้ยินฉันบ้าง !?’

            ยูคิ ? ยูคิก๋า !?’ กล้วยโทรจิตตอบไปทันที ได้ยินข้าเจ้าก่อ !?’

            เยี่ยม โทรจิตได้แล้ว !’

            กล้วย กล้วย ได้ยินเรามั้ยอีกเสียงที่ตอบกลับมาก็คุ้นหูพอกัน สาวหมัดเหล็กนั่นเอง

            ฟ้าใช่มั้ยจ้าดโทรจิตกลับไปบ้าง ตอนนี้อยู่ที่ไหน ปลอดภัยรึเปล่า ยูคิกับน้ำไทล่ะเป็นยังไง

            ปลอดภัยดีเด็กสาวหน้าคมตอบกลับมา แต่พวกเรา.....

            น้ำไท น้ำไท เป็นจะไดบ้าง บาดเจ็บรึเปล่า !?’ ฟ้ายังไม่ทันพูดจบ พี่สาวผู้ทั้งหวงและห่วงน้องสาวยิ่งชีพก็โทรจิตแทรกขึ้นเสียก่อน

            บ่เป็นอะหยังเสียงเล็กๆของตานีน้อยผมเปียตอบกลับมา แต่ตอนนี้โดนมัดติดกับระเบิด เวลาเหลืออีกไม่ถึงชั่วโมงแล้ว !’

            “หา !?” สี่หน่วยช่วยเหลือที่ยังได้สติอยู่ในห้องโถงอุทานพร้อมๆกัน ก่อนที่หมิงจะถามกลับรัวเร็วแทบฟังไม่เป็นคำ หมายความว่าจังไส ฮู้ได้จังไสว่าเหลือเวลาอีกบ่ถึงซั่วโมงน่ะ !?’

            มีนาฬิกานับถอยหลังอยู่เจ้า ตอนนี้เหลือแค่สามสิบสองนาทีเอง !’ น้ำไทดูเหมือนกำลังจะปล่อยโฮอีกแล้ว เร็วเถอะเจ้า ข้าเจ้ายังบ่อยากสิ้นอายุ....!’

            ตอนนี้น้ำไทอยู่ที่ได๋เด็กสาวหน้าจืดพยายามคุมเสียงให้เรียบแม้เธอจะหวาดหวั่นไม่แพ้รุ่นน้องสาว

            บ่ฮู้เจ้า.... ฮู้แค่ว่าเป็นห้องเล็กๆ ใส่แค่ระเบิดกับหมู่เฮาสามตนก็เต็มแล้ว

            ผนังเป็นจะได เพดานเป็นจะได พื้นเป็นจะได พอจะมองออกก่อ

            ผนังเป็นหินสีดำๆมีฝุ่นสีดำๆเพียบเลย พื้นก็เหมือนกันฟ้าตอบแทน ส่วนเพดาน..... โห เพิ่งจะเห็นเหมือนกันว่ามันเป็นเหมือนปล่อง สูงลิบมองไม่เห็นเพดานเลย

            มีประตู หน้าต่างหรือว่าอะไรที่มองเห็นข้างนอกบ้างมั้ยจ้าดถามต่อ

            ไม่มี เฮ้ย !?’

            กรี๊ด......!’

 

            เสียงหวีดร้องของน้ำไทเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนและทุกตน แล้วสัญญาณโทรจิตขาดหายไปเพียงเท่านั้น

 

            น้ำไท ฟ้า ยูคิ ?’ เด็กสาวหน้าจืดเรียก น้ำไท ฟ้า ยูคิ ได้ยินข้าเจ้าก่อ เกิดอะหยังขึ้น !?’

            น้ำไท น้ำไทได้ยินข้าเจ้าก่อ ตอบข้าเจ้าสิ !’

 

            เงียบ ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ จากชื่อที่ตานีทั้งสองเรียก หนึ่งคนสองตนมองหน้ากันไปมา ขณะน้ำว้าตั้งต้นสะอึกสะอื้นอีกครั้ง ความหวาดกลัวแผ่ลงมาปกคลุมทั้งสี่ราวกับหมอกเย็นยะเยือก

 

            “จ้าดมาประจำปืนกล ข้าเจ้าจะระบุตำแหน่งหมู่เปิ้นอีกที”

            “โอเค”

 

            เด็กหนุ่มขยับเข้าแทนที่เพื่อนสาวซึ่งถอยหลังไปพิงเสาต้นยักษ์ก่อนจะดึงแลปทอปออกมาจากช่องเก็บด้านหลังเสื้อและสั่งให้มันสแกนพลังงานวิญญาณในรัศมีห้าร้อยเมตรทันที

 

            “เอ๊ะ” หลังจากเงียบกันไปอึดใจหนึ่ง กล้วยก็เอ่ยขึ้น

            “เป็นหยังล่ะกล้วย” หมิงผู้นั่งคุกเข่าหันหลังให้เธออยู่ถามโดยไม่หันมามอง

            “มัน.... นานเกินไป” ราชินีตานีหรี่ตามองสัญลักษณ์นาฬิกาทรายซึ่งยังคงพลิกเททรายกลับไปกลับมาอยู่กลางหน้าจออย่างสงสัยระคนกังวล “ปกติแค่บ่กี่วินาทีก็ขึ้นมาแล้ว ยิ่งบริเวณเล็กจะอี้แค่สองสามวินาทีด้วยซ้ำ แต่นี่จะนาทีนึงอยู่แล้วยังหมุนอยู่เลย”

            “อาจจะยังมีผีอื่นๆซุ่มอยู่ก็ได้มั้งเลยต้องใช้เวลาประมวลผลนานหน่อย” หลานชายหมอผีใหญ่สันนิษฐาน

            “ก็เป็นไปได้” เด็กสาวหน้าจืดตอบช้าๆ ในใจภาวนาไม่ให้เป็นเช่นนั้น เธอไม่อยากยิงผีตนไหนอีกแล้ว วันนี้หนักหนาเกินไปแล้วสำหรับเธอ “เอ๊ะ ขึ้นมาแล้ว”

 

            แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ใช่แผนที่ของบริเวณนั้นพร้อมตำแหน่งสัญญาณพลังงานวิญญาณอย่างเคย แต่กลับเป็นกล่องข้อความพร้อมเครื่องหมายกากบาทตัวเป้งสีแดงเถือกจนกล้วยผงะ เธอหรี่ตาตัดแสงสีแดงสดก่อนจะอ่านข้อความในกล่องข้อความอย่างรวดเร็ว แต่เมื่ออ่านจบ ดวงตาเรียวก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง แม้นั่นจะทำให้เธอแสบตาไม่น้อยก็ตาม

 

            “ทุกช่องสัญญาณถูกปิดกั้น กรุณาตรวจสอบการเชื่อมต่อของคุณ หรือลองใหม่ภายหลัง”

 

            “เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย.....”

            ราชินีตานีใจหายวาบ เธอคลิกเรียกข้อมูลการเชื่อมต่อขึ้นมาดูทันที แต่ทั้งดาวเทียมและอุปกรณ์สแกนในตัวเครื่องก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ก็เหลือความเป็นไปได้เพียงทางเดียว นั่นคือมีใครสักคนใช้พลังหรืออุปกรณ์บางอย่างปกปิดสัญญาณพลังงานวิญญาณเอาไว้.....

 

            เด็กสาวหน้าจืดสั่งสแกนซ้ำ แต่ผลที่ได้ก็เหมือนเดิม พวกผีร้ายเล่นเธอเสียแล้ว แถมเล่นอะไรไม่เล่น มาเล่นงานอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดเสียด้วย เมื่อไม่สามารถระบุตำแหน่งพลังงานวิญญาณของฟ้า ยูคิและน้ำไทให้แน่ชัดได้ พวกเธอก็แทบจะเหมือนคนตาบอด ทำอะไรไม่ได้นอกจากมะงุมมะงาหราหาไปเรื่อยๆ ซึ่งเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้นได้สำเร็จแน่นอน เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอดอย่างแค้นใจ ทั้งกองกำลังผีร้ายและตัวเธอเอง ทำไมเธอไม่สแกนให้ละเอียดซะตั้งแต่ก่อนหน้านี้นะ.....

 

            “มีอะไรเหรอกล้วย” จ้าดเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนสาวเงียบไปนาน

            “หมู่ผีร้ายปิดกั้นสัญญาณวิญญาณ” ตานีสาวตอบเครียดๆ “ตอนนี้หมู่เฮาหาตำแหน่งแน่ชัดของสามตนนั้นบ่ได้เลย”

            “หา อีหยังนะ !?” “หา ว่าไงนะ !?” “หา ว่าอะหยังนะ !?” สามภาษาย้อนถามพร้อมกันอย่างไม่เชื่อหู ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะถามต่อด้วยน้ำเสียงร้อนรน “แล้วจะทำยังไง แปลว่าเราไม่มีทางหาพวกนั้นเจอทันเวลาเลยเหรอ”

 

            “น้ำไท....”

            เด็กหญิงผมสั้นเริ่มสะอึกสะอื้นอีกแล้ว หมิงเองก็ไม่ต่างกันนัก เด็กสาวหน้าเสือเม้มปาก มือทั้งสองกำหมัดแน่น สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่ามืดแปดด้านชัดๆ พวกเธอเหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงห้าสิบนาที กำลังรบที่เคยมีหกบัดนี้เหลือเพียงห้า และหนึ่งในนั้นก็ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ หรือถึงตื่นก็ไม่แน่ว่าจะรบได้เหมือนเดิมหรือไม่ ที่แย่ไปกว่านั้น พวกเธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังตามหาอยู่นั้นอยู่ที่ไหน แต่นั่นก็ยังไม่น่ากลัวเท่าเสียงร้องที่เธอได้ยินก่อนที่โทรจิตจะถูกตัดขาดไป ฟ้า ยูคิและน้ำไทจะยังปลอดภัยหรือเปล่าหนอ เธอคงรับไม่ได้แน่หากอุตส่าห์หาจนเจอแล้วต้องเห็นทั้งสามในสภาพไร้วิญญาณ.....

 

            “ใจเย็นๆก่อน ค่อยๆคึด” กล้วยพยายามเรียกขวัญกำลังใจของเพื่อนร่วมทีมกลับมา “บ่แม่นว่าหมู่เฮาบ่ฮู้เลยว่าเปิ้นอยู่ที่ได๋นี่..... จ้าด จำที่ฟ้าพูดเมื่อกี้ได้ก่อว่าสภาพห้องที่เปิ้นอยู่เป็นจะได”

            “ก็.... พอจำได้อยู่” เด็กหนุ่มหน้าดุเหลียวมาพยักหน้า ทำเอาแก้มชนพานท้ายปืนกลจนขาทรายกระแทกพื้นดังแคร้ง เขายกมือขึ้นถูแก้มก่อนจะพูดต่อ “อูย.... เขาบอกว่าผนังเป็นหิน พื้นก็เป็นหิน มีฝุ่นสีดำๆจับอยู่หนา แล้วก็เพดานสูงจนมองไม่เห็นเหมือนเป็นปล่อง.....”

            “ปล่อง ?” เด็กสาวหน้าเสือทวนคำ “ปล่องอีหยังสิมาอยู่ในตึกจังซี่ล่ะ”

            “เอ๊ะ หรือว่า....” ตานีน้อยโพล่งขึ้น “หรือว่าจะเป็นปล่องควันของเมรุนี้ !?

            “ตึกนี้เป็นเมรุ ?” จ้าดขมวดคิ้วใส่รุ่นน้องสาวอย่างฉงน

            “แม่น อ้ายจ้าดกับเอื้อยหมิงสลบอยู่ตอนที่หมู่เฮาแบกเข้ามาในตึกนี้ เลยบ่หัน” น้ำว้าอธิบาย “ตึกนี้น่าจะเป็นเมรุเผาศพ ต้องมีปล่องควันอยู่แล้ว”

            “แต่เดี๋ยว กล้วยเคยบอกว่าสัญญาณวิญญาณอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดินไม่ใช่เหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง “เมรุปกติแค่ตัวเตาเผาก็อยู่เหนือพื้นดินแล้วนะ ไม่ต้องพูดถึงปล่องเลย”

            “ถ้าอู้ถึงเมรุปัจจุบันก็แม่น แต่เท่าที่ข้าเจ้าฮู้มา เมรุแบบเวียงตานโบราณจะต่างออกไปหน่อย” กล้วยตอบ “ถ้าข้าเจ้าจำบ่ผิด เหมือนกับว่าเตาเผาของเมรุแบบเวียงตานโบราณจะอยู่ติดดิน แล้วข้างล่างก็มีห้องถ่านไว้จุดไฟเผา”

            “สิบอกว่าสามตนนั้นอยู่ในห้องถ่านนั่นบ่”

            “ถ้าฟังจากที่ว่ามีฝุ่นสีดำอยู่เยอะแยะก็น่าจะเป็นจะอั้น และก็อย่างที่หมิงอู้นั่นแหละ ตึกนี้ก็บ่น่าจะมีปล่องอะหยังอีกแล้วบ่แม่นก๋า”

 

            สี่หน่วยช่วยเหลือมองหน้ากันไปมา ความหวังที่ดับวูบลงไปเมื่อครู่ลุกโชนขึ้นอีกครั้งราวกับมีใครราดด้วยน้ำมันก๊าด

 

            “ปัญหาคือเมรุนี้มีสองปล่อง หมู่เฮาคงต้องแยกกันไป”

            “เหลือกันสี่คนแบบนี้ไปด้วยกันไม่ดีกว่าเหรอ รีบไปดูอันนึงแล้วก็กลับมาดูอีกอันนึง น่าจะทันนะ”

            “หมู่เฮายังต้องเผื่อเวลาช่วยสามตนนั้น เวลาปลดชนวนระเบิดแล้วก็เวลาหนีอีกเน่อ ข้าเจ้าว่าแยกกันไปยังอาจจะบ่ทันด้วยซ้ำ” กล้วยแย้ง “จ้าดไปกับน้ำว้า หมิงมากับข้าเจ้า เดี๋ยวข้าเจ้าจะแบกกล้ายไปเอง.....”

 

            “บ่ต้องแบกก็ได้”

            หนึ่งคนสามตนหันขวับเมื่อเสียงของเด็กสาวผมหางม้าดังขึ้นจากด้านหลัง เธอได้สติแล้ว กล้ายพยายามยันตัวขึ้นนั่ง แต่แขนที่ยังคงอ่อนแรงก็ทรุดฮวบจนน้ำว้าต้องรีบพยุงก่อนที่หัวเธอจะฟาดพื้นจนหมดสติไปอีกครั้ง

 

            “บ่ต้องแบกจะได น่วมซะขนาดนั้น” กล้วยหัวเราะเครียดๆ แต่เสียงของเธอก็ฟังดูเป็นการเป็นงานขึ้นในประโยคต่อมา “กล้าย ข้าเจ้าขอเป็นหัวหน้าปฏิบัติการชั่วคราวเน่อ ได้ก่อ”

            “ตามสบาย” เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงอ่อนๆ “ตอนนี้กล้วยน่าจะเหมาะกว่าข้า”

            “อื้ม ขอบคุณ” ราชินีตานีค้อมหัวให้เพื่อนสาวน้อยๆ ก่อนจะอธิบายแผนการอย่างรวดเร็ว “เอาล่ะ จ้าดกับน้ำว้าเดินย้อนกลับไปทางเดิมที่หมู่เฮามา ทะลุห้องแรกไปข้างหลังน่าจะมีประตูหรือบ่อั้นก็มีห้องอยู่ ลองเคาะๆแล้วก็ส่งเสียงเรียกดูเปิ้นอาจจะตอบ ถ้าเกิดบ่มีประตูหรือทางเข้า หรือว่าได้ยินเสียงเปิ้นกำลังเป็นอันตรายก็เอาปืนยิงพังเข้าไปได้เลย แต่ระวงอย่าหื้อโดนเปิ้นเน่อ แล้วก็โทรจิตมาบอกหมู่เฮาด้วย ถ้าโทรจิตบ่ได้ก็ใช้วิทยุสื่อสาร น้ำว้ายังจำวิธีใช้ได้แม่นก่อ”

            “อื้ม”

            “ดี” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าให้ตานีน้อย ”ส่วนกล้ายกับหมิงมากับข้าเจ้า และอย่าลืมเน่อว่าตอนนี้ภารกิจอันดับแรกของหมู่เฮาคือหาหมู่เปิ้นหื้อเร็วที่สุด เพราะจะอั้นถ้าหลีกเลี่ยงการปะทะได้ก็หลีกเลี่ยงหื้อถึงที่สุด เข้าใจเน่อ ถ้าจะอั้นก็ ไป !

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ยันตัวลุกขึ้น พับขาทรายเก็บแนบปืนกล ก่อนที่เขาและตานีน้อยจะย่องเงียบเชียบราวกับแมวกลับไปตามทางเก่า เบื้องหลังพวกเขา กล้วยแบกกล้ายขึ้นบ่า แต่หมิงดึงเด็กสาวผมหางม้ามาขี่หลังเธอเสียเองก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นเสือลายพาดกลอนตัวเขื่อง เธอแยกเขี้ยวให้กล้วยผู้ทำท่าจะแย่งเพื่อนสาวบนหลังกลับไปจนราชินีตานียอมแต่โดยดี แล้วทั้งสามก็เดินฝ่าความมืดต่อไปในห้องโถงอันมืดมิด

 

            เด็กสาวทั้งสามเพิ่งจะตระหนักว่าโถงอัญเชิญพระศพยาวเพียงใด ทั้งที่พวกเธอจะทั้งเดินและทั้งวิ่งหนีปอบมาตั้งไกลแล้ว และทั้งที่พวกเธอใส่แว่นอินฟราเรดที่สามารถมองฝ่าความมืดได้กันทุกตน แต่ก็ยังไม่เห็นผนังอีกด้านหนึ่งของห้องโถงเลย กล้วยและหมิงเริ่มสาวเท้าเร็วขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวิ่งเหยาะๆ และในที่สุดก็วิ่งเต็มฝีเท้า เธอไม่ห่วงอีกแล้วว่าจะมีผีร้ายตนใดซุ่มอยู่ในความมืด เวลากำลังเหลือน้อยลงทุกที เช่นเดียวกับโอกาสรอดชีวิตของผู้ถูกลักพาตัวทั้งสาม.....

 

            เกือบสองนาที แต่สำหรับหนึ่งสมิงสองตานีแล้วก็เหมือนกับชั่วกัปชั่วกัลป์ต่อมา ผนังอีกด้านของโถงทางเดินก็ปรากฏให้เห็น มันดูเหมือนผนังปูน ภาพวาดตามวรรณคดีที่ชำรุดทรุดโทรมไปหมดแล้วถูกล้อมกรอบด้วยปูนปั้นที่ลงรักปิดทองอย่างดีเช่นเดียวกับเสา ที่กลางผนัง ประตูไม้สองบานใหญ่ปิดสนิท และแน่นอน มันถูกคล้องด้วยโซ่เส้นหนา ก่อนจะล็อกอีกชั้นด้วยกุญแจดอกโต แม้มันจะเขรอะไปด้วยสนิมและฝุ่นหนาเตอะ แต่ก็ยังดูมั่นคงแข็งแรง

 

            กล้วยวิ่งไปประชิดประตู เธอทำสัญญาณมือให้หมิงมาหมอบหลบข้างหลังเธอก่อนจะเหนี่ยวไกไรเฟิลจู่โจมยิงชุดกุญแจสองสามนัด แต่แทนที่มันจะแตกออกอย่างง่ายดายเหมือนกุญแจที่เธอเคยเจอมา มันกลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แทบไม่กระดิกเลยด้วยซ้ำ

 

            “ยุ่งยากแล้วสิ”

            เด็กสาวหน้าจืดพ่นลมออกทางจมูกอย่างว้าวุ่นใจ เธอดึงสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกใหญ่ที่สุดบนหลังออกมาเหนี่ยวไกสามนัดติดๆกัน แต่สิ่งที่กระสุนเจาะเกราะเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วทำได้ก็มีเพียงทำให้โซ่ขยับไปมากกว่าเดิมสองสามเซนต์เท่านั้น

 

            “คาถาลงกลอนก่อกล้วย” เสียงอ่อนระโหยของกล้ายถามมาจากเบื้องหลัง “ลองใช้หัวทำลายวิญญาณดูสิ”

            “อื้ม”

 

            ราชินีตานีถอดซองกระสุนเจาะเกราะยัดเก็บในกระเป๋า ควักซองกระสุนหัวทำลายวิญญาณความเข้มข้นสูงมาเสียบแทน ดึงคันรั้งก่อนจะเหนี่ยวไกสามนัดติดๆกันเช่นเดิม หัวกระสุนสีเขียวเข้มพุ่งผ่านโซ่ไปราวกับมันเป็นอากาศธาตุ แต่ในนัดที่สาม หนึ่งสมิงสองตานีก็ได้ยินเสียงเปรี๊ยะเหมือนแก้วแตกดังชัดถนัดหู

 

            “คาถาแตกแล้วมั้ง”

            “ฮื่อ เดี๋ยวลองยิงดูอีกที”

 

            เด็กสาวหน้าจืดเปลี่ยนกลับเป็นกระสุนเจาะเกราะ เธอยิงกระสุนหัวทำลายวิญญาณที่ค้างอยู่ในรังเพลิงใส่โซ่ซ้ำเพื่อความแน่ใจก่อนจะยิงกระสุนเจาะเกราะเพียงนัดเดียว ได้ผล ประกายไฟสว่างวาบ ก่อนที่ทั้งโซ่และกุญแจจะกลายเป็นเศษเหล็กปลิวกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง เสียงกร๊องแกร๊งดังก้องห้องโถงใหญ่

 

            “หมิงอยู่หลังข้าเจ้าเน่อ พร้อมเน่อ”

            “อื้ม”

 

            ทันทีที่เพื่อนสาวตอบรับ ราชินีตานีก็ถีบประตูเข้าไปเต็มแรง แต่เธอก็ต้องเหนี่ยวขอบประตูไว้แทบไม่ทันเมื่อพื้นเบื้องหน้าหายไปเสียเฉยๆ กล้วยรั้งตัวเองกลับมาในห้องโถงอีกครั้งอย่างยากลำบาก ดวงตาเรียวเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะไปสะดุดกับป้ายที่ฝุ่นจับเขรอะพอๆกับผนังที่ติดอยู่ข้างประตู อักษรเวียงที่แกะสลักจากไม้อ่านได้ว่า “เตาถวายพระเพลิงทิศตะวันออก”

 

            หัวใจของเด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวหน้าเสือเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นขณะทั้งสองชะโงกหน้าลงไปดูเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง แล้วพวกเธอก็เห็นฟ้า ยูคิและน้ำไทถูกโซ่ผูกติดกับเครื่องจักรขนาดมหึมาอยู่ที่ก้นปล่องอันมืดสลัวเบื้องล่าง ทั้งสามก้มหน้า แต่เท่าที่ราชินีตานีเห็นก็ไม่มีบาดแผลใดๆ นอกจากรอยถูกโซ่รัดเท่านั้น

 

            เจอสามตนนั้นแล้ว รีบมาด่วนราชินีตานีโทรจิตบอกจ้าดและน้ำว้าทันทีก่อนจะเอ่ยเรียกเพื่อนสาวที่ก้นหลุม “ฟ้า ยูคิ น้ำไท ได้ยินก่อ”

 

            สามผู้ถูกลักพาตัวเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง แล้วแววดีใจสุดขีดก็ปรากฏบนใบหน้าของทั้งสามเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงคือใคร

 

            “กล้วย !?

            “รุ่นพี่กล้วย !?

            “เอื้อยกล้วย !?

            “แล้วก็หมิง !

            “ปลอดภัยก่อ เป็นอะหยังก่อ ผีร้ายยะอะหยังก่อ” เด็กสาวหน้าจืดรีบถามเมื่อเห็นว่าทั้งสามใส่เพียงชุดผ้าฝ้ายตัวในของตะเบงมานคอมมานโดที่บางแสนบางจนแทบมองทะลุได้

            “ไม่ๆ ไม่เป็นไร แค่โดนมัดเท่านั้นเอง” ฟ้าตอบ

            “แล้วเป็นหยังเมื่อกี้ถึงกรี๊ดกันล่ะ”

            “อ๋อ คือ.... มีอสุรกายร่างแหลกแหลวโผล่ออกมาตนนึงค่ะ” วิญญาณหิมะสาวอธิบาย “แต่มันยังไม่ทันได้ทำอะไรก็โดนกระสุนจากไหนไม่รู้ยิงตายไปแล้ว แต่ถึงตอนนั้นโทรจิตก็ขาดไปแล้ว จะพยายามติดต่อใหม่ก็ไม่ได้เลยค่ะ”

            “ให้ตายเถอะ เฮ็ดให้เป็นห่วงแทบแย่....”

            “ขอโทษจริงๆนะ” ฟ้าผงกหัวปะหลกๆ “แต่เร็วหน่อยเถอะ เหลืออีกแค่ยี่สิบกว่านาที”

            “ได้ๆ จะลงไปช่วยเดี๋ยวนี้” ราชินีตานีพยักหน้าให้เพื่อนสาวก่อนจะหันมาพูดกับเสือลายพาดกลอน “หมิง พอข้าเจ้ากระโดดลงไปถึงพื้นแล้วกระโดดตามลงไปเลยเน่อ เอากล้ายลงไปด้วย บ่ต้องย่านเดี่ยวข้าเจ้าใช้พลังลดความเร็วหื้อ”

            “ได้แน่เด๊ เฮาหนักสามร้อยกว่ากิโลเลยเด๊”

            “แน่สิ ข้าเจ้าจะโดดล่ะนะ....”

            “เดี๋ยวกล้วย” ก่อนที่เด็กสาวหน้าจืดจะทิ้งตัวลงไปในปล่อง กล้ายก็เอ่ยขึ้น “ข้าลงไปเองคนเดียวดีกว่า ข้าฮู้เรื่องไฟฟ้าดีกว่ากล้วย น่าจะปลดชนวนระเบิดได้ดีกว่า หมิงวิ่งพากล้วยไปเอารถ ถ้าเจอจ้าดกับน้ำว้าก็พาไปด้วย ขับเข้ามารอใกล้ๆที่นี่จะได้หนีสะดวก แต่ถ้าหันท่าบ่ดีก็สั่งยิงปืนใหญ่มาทำลายระเบิดนี่ได้เลยบ่ต้องห่วงหมู่เฮา”

            “จะบ้าก๋ากล้าย หื้อข้าเจ้าทิ้งกล้ายไว้แล้วสั่งยิงปืนใหญ่ใส่ก๋า !?” กล้วยสวนกลับอย่างตกตะลึง “กล้ายลืมไปก่อว่าถึงอาจจะหลบพ้นรัศมีการทำลายของปืนใหญ่ แต่ระเบิดนั่นมันก็จะระเบิดทำลายตัวเองด้วยเน่อ !

            “ถ้าบ่ทันแต๊ๆ ก็ต้องยะจะอั้นแหละ” กล้ายตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “กล้วยจะเลือกอย่างได๋ ระหว่างหมู่เฮาสิ้นอายุกันแค่สี่ตน กับระเบิดทำงานเต็มที่แล้วเกิดนรกแตกขึ้นมา ผีร้ายจะขึ้นมาสังหารมนุษย์นับบ่ถ้วนเลยเน่อ !

            “แต่ฟ้า.... แล้วก็ยูคิ.... แล้วก็น้ำไท.....”

            “ทำอย่างที่กล้ายบอกเถอะกล้วย” สาวหมัดเหล็กส่งเสียงขึ้นมาจากก้นหลุม “ถ้าเพื่อแลกกับความเป็นความตายของชาวเมืองตานนะคอน ไม่สิ ชาวรัฐเวียงตาน หรืออาจจะชาวสารขัณฑ์ หรืออาจจะชาวโลกด้วยซ้ำ เราก็ยอมตายได้”

            “ฉันก็ด้วยค่ะ”

            “ขะ.... ข้าเจ้าก็เหมือนกัน....” เสียงของตานีน้อยแม้จะสั่น ทว่าหนักแน่น

            “แต่น้ำไท น้ำว้าบ่ยอมหื้อน้ำไทสิ้นอายุหรอกเน่อ !

            “ถะ.... ถ้าบอกเปิ้นว่าเพื่อมนุษย์และเพื่อตานี เปิ้นคงเข้าใจเจ้า.....”

            “อีกอย่าง ก็ยังไม่แน่ว่ากล้วยจะต้องยิงพวกเรานี่จริงมั้ย” เด็กสาวหน้าคมเสริม เธอแสร้งทำเสียงร่าเริง “แต่ถ้ายังมัวโอ้เอ้อยู่แบบนี้อาจจะได้ยิงก็ได้นะ รีบๆไปเร็วสิ !

            “กะ.... ก็ได้” กล้วยพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนักก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวร่างเสือข้างตัว “หมิงโยนกล้ายลงไปเลย”

 

            สมิงสาวมองหน้าเพื่อนสาวราวจะถามย้ำคำสั่ง แต่เมื่อเห็นสายตาเอาจริงของกล้วย เธอก็ขยับตัวให้ตะแคงขนานกับปากปล่องก่อนจะเอียงตัวเทเด็กสาวผมหางม้าลงไปเบื้องล่าง ราชินีตานีใช้พลังเบรกเพื่อนสาวไว้ ขยับตัวเธอให้อยู่เหนือพื้นที่โล่งแคบๆเบื้องหน้าผู้ถูกลักพาตัวทั้งสาม ก่อนจะปล่อยเธอลงพื้นดังตุ้บ

 

            “เป็นอะหยังก่อกล้าย ไหวก่อ หื้อข้าเจ้าลงไปช่วยก่อ” กล้วยถามลงไปในหลุม

            “จะเป็นก็เพราะลงพื้นแรงนี่แหละ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมประชดพลางยันตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ เธอเซไปสองสามก้าว แต่ก็ทรงตัวได้ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมาหาเพื่อนสาวอีกสองตน “ไปเร็ว พยายามเอารถเข้ามาหื้อได้เน่อ”

            “จะพยายาม” เด็กสาวหน้าจืดกดปุ่มตั้งเวลาถอยหลังที่นาฬิกาข้อมือเป็นเวลาที่เหลือลบด้วยสองนาที อันเป็นเวลาที่ปืนใหญ่บนหอที่ตานนะคอนใช้ยกตัวเองขึ้นไปที่องศายิงบวกเวลาที่กระสุนใช้เดินทางมาที่นี่โดยประมาณ “โชคดีเน่อกล้าย ไว้เจอกัน ถ้ามีอะหยังก็โทรจิตมาเน่อ”

            “อื้ม ไว้เจอกัน”

 

            ราชินีตานีกระโดดขึ้นขี่หลังเสือหิมะร่างยักษ์ซึ่งออกตัวอย่างกะทันหันเหมือนตานีสาวผมหางม้าออกรถจนเธอแทบกลิ้งตก ก่อนจะเร่งความเร็ววิ่งกลับไปตามทางเก่า กล้ายยืนรอจนเสียงฝีเท้าของเสือสาวเงียบหายไปจึงคุกเข่าลงมองโซ่เส้นหนาซึ่งมัดเด็กหญิงผมเปียเอาไว้กับระเบิดพลังงานวิญญาณ

 

            “เอ่อ.... กล้าย อย่าหาว่าเราจุ้นเลยนะ” ฟ้าเอ่ยอย่างเกรงใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวทำท่าจะไล่โซ่ทีละเส้น “แต่เราว่าปลดชนวนระเบิดก่อนไม่ดีกว่าเหรอ เราว่าน่าจะเร็วกว่านะ”

            “ก็แต๊”

 

            แต่เมื่อเห็นวงจรชนวนซึ่งอยู่ด้านหลังฟ้าเข้าจริงๆ เด็กสาวผมหางม้าก็คิดว่ากลับไปสะเดาะโซ่อาจจะเร็วกว่าเยอะ เห็นในแผนผังก็ว่าซับซ้อนแล้ว ของจริงยิ่งดูซับซ้อนกว่าเป็นสิบเท่า สายไฟสีแดง เขียว เหลือง ดำและฟ้าพันกันยุ่งเหยิง แผงวงจรทั้งไอซี ทรานซิสเตอร์ ตัวเก็บประจุ ตัวต้านทานและอื่นๆอีกมากมายกระจัดกระจายปะปนกับกระเดื่องระเบิดที่มีอยู่สี่ห้าอัน แต่นั่นก็เท่าที่ตานีสาวเห็นเท่านั้น กล้ายยกมือขึ้นเกาหัวอย่างหงุดหงิด ถ้าเธอไม่รู้มาก่อนว่าใครประกอบระเบิดนี้ เธอคงคิดว่าไม่เด็กก็คนปัญญาอ่อนแน่ๆ

 

            “แก้ได้มั้ยกล้าย” เด็กสาวหน้าคมถาม

            “คงยากหน่อย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบหนักๆ “วงจรมันยุ่งเหยิงแต๊ๆ ถ้าบ่มีผู้ช่วยก็คง....”

 

            กล้ายหยุดพูดกลางคันเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากเหนือหัว หลานชายหมอผีใหญ่และตานีน้อยผมสั้นโผล่หน้าออกมาดูจากช่องประตู

 

            “น้ำว้า !” เด็กหญิงผมเปียเรียกพี่สาวฝาแฝดอย่างดีใจ

            “น้ำไท เป็นอะหยังก่อ !?” ตานีน้อยผมสั้นถามกลับด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

            “บ่เป็นอะหยัง น้ำว้าล่ะ”

            “บ่เป็นอะหยังเหมือนกัน แค่เกือบๆ.....”

            “น้ำว้า จ้าด บ่ได้สวนกับกล้วยก๋า” ก่อนที่บทสนทนาระหว่างสองพี่น้องจะยาวไปกว่านั้น หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ขัดขึ้น

            “เหมือนจะเห็นแว้บๆ แต่เรียกไม่ทัน หมิงวิ่งเร็วมาก” จ้าดตอบ “ให้ลงไปช่วยมั้ย”

            “น้ำว้าลงมาตนเดียวก็พอ นายตามกล้วยออกไปจากที่นี่ก่อน”

            “อ้าว ทำไมล่ะ เราก็อยากอยู่ช่วยด้วยนะ”

            “เพราะนายมันไร้ประโยชน์จะไดบ่าจ้าดง่าว” คำตอบของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่หงายเงิบเหมือนโดนสำนเปอร์ไรเฟิลสอยกลางหน้าผาก “อู้เล่นๆ ข้าบ่แน่ใจว่าจะแก้ระเบิดออกได้ทันเวลา ก็เลยตกลงกันไว้ว่าถ้าเกิดแก้บ่ได้แต๊ๆหื้อกล้วยยิงปืนใหญ่มาทำลายระเบิดไปเลย ถ้าเป็นจะอั้นแต๊นายก็จะได้บ่ต้องตาย จะไดน้ำว้าหนีได้เร็วกว่านายอยู่แล้วก็บ่ต้องห่วงมาก”

            “หมายความว่าไงกัน กล้วยจะยิงทุกคนไปพร้อมกับระเบิดเนี่ยนะ บ้าแล้ว !

            “อย่ายะเสียงจะอั้น” กล้ายตอบเย็นๆ “กล้วยเองก็บ่ได้อยากยะนักหรอก แต่ถ้าจนแล้วจนรอดมันบ่ได้แต๊ๆ ก็ต้องยะจะอั้น เป็นทางที่ดีที่สุด”

            “แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เราก็ขออยู่ด้วย เรารอดคนเดียวแล้วทิ้งทุกคนให้ตายไปไม่ได้หรอก !

            “นี่เป็นคำสั่ง” เด็กสาวผมหางม้ายื่นคำขาด “ออกไปซะ อย่างน้อยหมู่เฮาก็จะได้สิ้นอายุอย่างอุ่นใจว่ามีนายกับหมิงช่วยกล้วยกอบกู้ตานีแล้ว”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่อิดออดอยู่อีกอึดใจหนึ่ง แต่เมื่อถูกดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสว่างของเพื่อนสาวจ้องเขม็ง เขาก็ยอมลุกไปแต่โดยดี เด็กหนุ่มชะโงกหน้ามาอำลาเพื่อนสาวทั้งสี่อย่างละห้อย ก่อนจะวิ่งกลับออกไปตามเส้นทางที่หมิงและกล้วยวิ่งไปเมื่อครู่

 

            “น้ำว้าลงมาช่วยเอื้อยหน่อยได้ก่อ”

            “อื้ม”

 

            เด็กหญิงกระโดดลงมาในปล่อง ใช้พลังเบรกตัวเองจนลงพื้นอย่างนิ่มนวลก่อนจะวิ่งตื๋อไปดูแผงวงจรกับรุ่นพี่สาว ดวงตากลมเหลือบมองเวลานับถอยหลังซึ่งบัดนี้อยู่ที่สิบแปดนาทีอย่างวิตก พวกเธอจะปลดชนวนระเบิดได้ทันเวลาไหมหนอ.....

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เฉาเชา (Cao Cao) – ตัวละครจาก “สามก๊ง” วรรณคดีเยว่ที่ได้รับความนิยมมากในสารขัณฑ์ สุภาษิตนี้ภาษาเยว่กลางว่า “ชโวเฉาเชา เฉาเชาจิ้วเต้า” มาจากตอนหนึ่งของวรรณคดีนี้ที่นายทหารระดับสูงสามนายกำลังก๊งเหล้าไปพลางพูดถึงแผนการยึดอำนาจจากโจไปพลาง แต่เฉาเชาเดินเข้ามาพอดี จึงสั่งประหารทั้งสามนายและเสียบหัวประจานที่หน้าเมือง

 

**หมายเหตุ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวรรณคดีชื่อคล้ายกันของประเทศสารขัณฑ์ (เชิงเปรียบเทียบ) แต่ประการใด ดังนั้นอย่าจำไปผิดๆ ว่าสุภาษิตนี้มีที่มาแบบนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น