ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 57 : ระเบิดเวลาที่แฝงเร้นอยู่ข้างกาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            จู่ๆ ดวงตากลมของวิญญาณหิมะสาวก็ลืมโพลงขึ้นมาเหมือนศพที่วิญญาณเพิ่งกลับเข้าร่าง

 

            ความรู้สึกแรกที่วิ่งผ่านเข้ามาในสมองคืออาการปวดตุบที่กลางหัวราวกับเธอเอามันไปโขกกับอะไรสักอย่างมาเต็มแรง

 

            เด็กสาวขยับมือหวังจะกดแผลให้คลายเจ็บ แต่เธอก็ตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าเธอขยับไม่ได้ แขนของเธอถูกมัดไพล่หลังแน่นหนา ขาทั้งสองข้างก็เช่นกัน และจากสัมผัสเย็นๆที่ท้ายทอย หลัง แขนและขา ดูเหมือนเธอจะถูกมัดตรึงเอาไว้กับหลัก ราวกับนักโทษประหารยุคกลางเตรียมถูกเผาทั้งเป็นยังไงยังงั้น

 

            ไม่เพียงเท่านั้น วิญญาณหิมะสาวจำได้ว่าชุดสุดท้ายที่เธอใส่คือตะเบงมานคอมมานโดซึ่งเป็นชุดแขนยาวและขายาว แต่การที่แขนและขาของเธอสัมผัสกับหลักโดยตรงแบบนี้ก็แปลว่ามีใครบางคนถอดเสื้อและกางเกงเธอออกอย่างน้อยก็ชั้นนอกสุด มีใครทำอะไรเธอตอนหมดสติไปงั้นหรือ ยูคิตัวสั่นด้วยความกลัวเมื่อภาพโฮสพ่อที่พยายามจะทำมิดีมิร้ายเธอเมื่อหลายเดือนก่อนผุดขึ้นมาในหัว.....

 

            ใจเย็นๆยูคิ ใจเย็นๆ....

            วิญญาณหิมะแห่งฮิมิตสึพร่ำบอกตัวเอง ก่อนจะก้มลงมองร่างกายที่ถูกพันธนาการโดยไม่วายตัวสั่น แต่เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่าเสื้อผ้าดิบและกางเกงวอร์มขาสามส่วนตัวในของตะเบงมานคอมมานโดยังอยู่ดีไม่มีร่องรอยถูกถอด พวกผีร้ายหรือใครบางคนที่ลักพาตัวเธอมาคงถอดเสื้อนอกของตะเบงมานคอมมานโดซึ่งมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อาจใช้ติดตามตัวได้ออก แต่ก็ไม่รู้จะถอดกางเกงทำไม เด็กสาวเดาว่าคงเพื่อให้มัดได้แน่นขึ้น เพราะกางเกงของชุดตะเบงมานคอมมานโดก็หนาไม่ใช่เล่น ถ้าเกิดไม่ถอดเธออาจจะดิ้นหลุดไปก็ได้

 

            สำรวจตัวเองจนแน่ใจ วิญญาณหิมะสาวก็กวาดตามองรอบตัว เธอไม่ได้ใส่แว่น ภาพทุกอย่างนอกระยะห้าเมตรจึงกลายเป็นเพียงเงาเลือนราง แม้ปกติเธอจะใช้คุณสมบัติวิญญาณของเธอเปลี่ยนรูปร่างเลนส์ตาได้บ้าง แต่ตอนนี้แค่ขยับตัวหรือเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานเธอก็ยังทำไม่ได้ เด็กสาวเปลี่ยนเป็นโทรจิตหาเหล่าสหายร่วมรบ แต่ก็ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจนัก ถ้ามัดตัวเธอเอาไว้แบบนี้โดยไม่ใช้เวทมนตร์หรืออุปกรณ์ต่อต้านการเปลี่ยนสภาพเป็นวิญญาณและป้องกันการโทรจิต ก็ไม่รู้จะมัดให้เปลืองเชือกและเปลืองเวลาผูกเงื่อนทำไม

 

            แต่ระยะการมองเห็นห้าเมตรก็พอให้วิญญาณหิมะสาวรู้สถานการณ์ของเธอ หรือพูดให้ถูก สิ่งที่อยู่รอบตัวเธอก็ล้วนอยู่ในระยะห้าเมตรทั้งสิ้น เธออยู่ในห้องแคบๆ ที่ดูเหมือนห้องเก็บของ แต่ไม่มีของสักชิ้น และดูเหมือนจะไม่ได้ใช้มานานมากแล้ว ผนังหินสีเทาเข้มจนแทบจะเป็นดำมีฝุ่นสีดำพอๆกันจับหนา ในอากาศก็มีฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยไปลอยมาอยู่ทั่วเช่นกันจนเธอประหลาดใจว่าทำไมเธอถึงไม่จามออกมา ห้องนี้ดูจะไม่มีประตู หรือประตูอยู่ด้านหลังเธอก็ไม่รู้ได้ หน้าต่างก็ไม่มีเช่นกัน เครื่องจักรอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเครื่องปั่นไฟตั้งอยู่ใกล้ๆเท้าของเธอ มีสายไฟเส้นหนาเหมือนเส้นอุด้งของโปรดของเธอลากยาวออกมา และเมื่อกวาดตามองตามสายไฟแล้ว เธอก็ต้องใจชื้นและใจหายในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นร่างเล็กๆ ที่ถูกมัดเอาไว้แน่นห่างออกไปไม่ถึงเมตร

 

            “น้ำไท !?

            ตานีน้อยผมเปียถูกมัดแน่นหนา เท้าลอยขึ้นจากพื้นเกือบฟุตและอยู่ในชุดตัวในของตะเบงมานคอมมานโดเช่นเดียวกับเธอ ใบหน้าน่ารักและผิวขาวไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บ แต่ดูเหมือนหมดสติหรือไม่ก็กำลังหลับสนิท เธอเองก็คงเป็นแบบนี้ก่อนจะได้สติขึ้นมา

 

            “น้ำไท น้ำไท ตื่นสิ !

            “อืม.....” ผู้ถูกเรียกครางยาวในลำคออย่างง่วงงุนเหมือนเด็กน้อยถูกปลุกไปโรงเรียน ก่อนที่ดวงตากลมจะค่อยๆลืมขึ้นอย่างสะลึมสะลือ “อะหยังกาเจ้าเอื้อยยูคิ อ๊ะ เอ๋ !?

 

            น้ำไทอ้าปากค้างเมื่อพบว่าเธอถูกมัด เด็กหญิงพยายามดิ้น พยายามเปลี่ยนร่างกายให้เป็นพลังงาน แต่ก็เช่นเดียวกับรุ่นพี่สาวผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนเมื่อไม่ถึงห้านาทีที่แล้ว ทุกอย่างไร้ผล แต่เธอก็ยังฝืนดิ้นจนกระทั่งหมดแรง และเมื่อตระหนักว่าไม่หลุดแน่ๆแล้ว ใบหน้าน่ารักก็เบะปากก่อนจะเริ่มร้องไห้ ร่างเล็กสั่นระริกอย่างหวาดกลัว

 

            “ใจเย็นๆน้ำไท อย่าเพิ่งร้องไห้ เดี๋ยวพวกรุ่นพี่กล้วยก็ต้องมาช่วยพวกเราอยู่แล้วล่ะ” วิญญาณหิมะสาวทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นท่าทางหวาดผวาของรุ่นน้องสาว “มาช่วยกันคิดดีกว่าว่าระหว่างนี้จะทำยังไงดี นะ น้ำไท”

            “ข้าเจ้าบ่ได้ร้องไห้ที่โดนจับเน่อเจ้า” ตานีน้อยสะอึกสะอื้น “เอื้อยยูคิลองหันกลับไปดูข้างหลังสิ !

            “ข้างหลัง ?”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึพยายามเอี้ยวตัวหันหลังอย่างยากลำบาก แต่เมื่อเธอเห็นสิ่งที่รุ่นน้องสาวพูดถึง เธอก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาอย่างฉับพลันเช่นกัน

 

            ถังขนาดใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหลังพวกเธอ

            ตัวเลขบนหน้าจอดิจิตอลกำลังนับถอยหลัง ทีละวินาที อย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง

 

            บอกว่าพวกเธอมีเวลาเหลืออีกเพียงไม่ถึงเก้าสิบนาที.....

 

 

            “ฟ้ากับน้ำว้าจะเป็นอะไรมั้ยนะ....”

            หลานชายหมอผีใหญ่คอยแต่จะเหลียวหลังอย่างกระวนกระวายแม้จะเลี้ยวพ้นโบสถ์หลังใหญ่ที่กว้างเกือบห้าสิบเมตรมาซุ่มอยู่ในหลืบของฐานเจดีย์สีทองหม่นแล้วก็ตาม ถึงเขาจะรู้ว่ามวยสารขัณฑ์ของฟ้าสามารถฆ่าหมีด้วยมือเปล่าได้สบายๆ และกล้วยจะยืนยันว่าทักษะการรบระยะประชิดของตานีน้อยผมสั้นจะล้มช้างได้ง่ายกว่าฟ้าฆ่าหมีก็ตาม เด็กหนุ่มก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคู่ต่อสู้เองก็น่าจะล้มช้างด้วยมือเปล่าได้อย่างง่ายดายไม่แพ้กัน

 

            “ก็อู้แล้วบ่แม่นก๋าว่าอย่าห่วง” กล้วยผู้นั่งคุกเข่าพิงผนังปูนที่หลุดล่อนตอบเสียงหงุดหงิด แลปทอปสีเงินคาดเขียวที่เปียกโชกกางอยู่ในอ้อมแขน

            “แล้วนี่กล้วยกับกล้ายทำอะไรกันอยู่เนี่ย” หลานชายหมอผีใหญ่ถามต่อเมื่อเห็นว่าตานีสาวผมหางม้าก็หยิบแลปทอปของเธอมาเปิดเช่นเดียวกัน

            “ถ่ายรูปสัญญาณวิญญาณอย่างละเอียดอีกที” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้นั่งอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของหลืบห่างออกไปไม่ถึงเมตรตอบ เธอพรมนิ้วป้อนคำสั่งเข้าเครื่องก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้ฟ้าเริ่มใสขึ้นแล้ว น่าจะถ่ายได้ จะได้ฮู้ตำแหน่งแน่นอนของน้ำไทกับยูคิสักที”

 

            อึดใจต่อมา แลปทอปของราชินีตานีก็ส่งสัญญาณเตือนเบาๆ เมื่อดาวเทียมส่งสัญญาณภาพกลับมาให้ เธอเรียกไฟล์ขึ้นมาทันที ลากเมาส์ซูม กดเชื่อมต่อเครื่องของเธอเข้ากับเครื่องของเพื่อนสาว แล้วจึงดึงแขนจ้าดให้นั่งลงข้างตัว กล้ายทำอย่างเดียวกันกับสมิงสาว เธอกวาดตามองภาพถ่ายอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

            “ดูเหมือนเปิ้นจะอยู่ในอาคารหลังใหญ่ ลึกเข้าไปในป่าสน ห่างจากตรงนี้ราวๆหนึ่งกิโล”

            “ความลึกล่ะ” เด็กสาวหน้าจืดถาม

            “ระหว่างลบสี่ถึงลบสิบเมตรจากระดับพื้นดิน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพ่นลมออกทางจมูกอย่างหนักใจ “ลำบากหน่อยแหละกล้วยถ้าจะเอาปืนใหญ่ยิง ดีบ่ดีหมู่เฮาอาจจะหนีบ่ทันด้วยซ้ำ”

            “เรื่องปืนใหญ่บ่มีปัญหาหรอกถ้าลึกแค่สิบเมตร กระสุนหมู่เฮาทะลวงไหวอยู่แล้ว” ราชินีตานีตอบ “ปัญหาคือตอนหมู่เฮาถอนตัวออกมานี่สิ”

            “เอาปืนใหญ่ยิงปูพรมหื้อดินมันบางๆลงก่อนบ่ได้บ่” สัตว์ภูตสาวเสนอ

            “เป็นความคึดที่ดี แต่ข้าเจ้าย่านระเบิดจะตูมขึ้นมาก่อนนี่สิ” กล้วยตอบเสียงหนัก ก่อนจะเลื่อนสายตามายังหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม “เอาจะไดต่อดีหัวหน้าปฏิบัติการ”

            “ลองโทรจิตดูได้ก่อ หมู่เฮายังบ่ได้ลองโทรจิตเลยนี่”

            “เดี๋ยวลองดู” เด็กสาวหน้าจืดหลับตาลง น้ำไท ยูคิ ได้ยินข้าเจ้าก่อ

 

            ไม่มีเสียงตอบรับใดๆทั้งสิ้น ราชินีตานีลองอีกครั้ง แต่ผลก็ยังเหมือนเดิม ดูเหมือนผีร้ายจะตัดการโทรจิตด้วย

 

            “ไม่ได้” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้า “ว่าจะได”

            “จะอั้นคงต้องไปก่อน แล้วค่อยดูกันอีกที” กล้ายเม้มปาก “ไปต่อเหอะ ยิ่งช้ายิ่งแย่”

 

            แต่ก่อนที่จะมีใครลุกขึ้นได้ หนึ่งคนสามตนก็ชะงักเมื่อเสียงแหลมที่แฝงแววตื่นตระหนกดังขึ้นในโสตประสาท

 

            เอื้อยกล้วย เอื้อยฟ้าหายไปแล้ว !’

            หมายความว่าจังไส หายไปแล้ว !?’ สมิงสาวถามกลับไวกว่าเพื่อน แล้วน้ำว้าเป็นจังไสบ้าง บาดเจ็บบ่ !?’

            ข้าเจ้าบ่บาดเจ็บ เอื้อยฟ้าเจ็บนิดหน่อยบ่ร้ายแรง แต่เปิ้นหายตัวไปแล้ว !’ น้ำว้าตอบเสียงสูง เมื่อกี้เอื้อยนางกับเอื้อยเอื้องถอนตัวไป หมู่เฮาก็ยืนอู้ๆกันอยู่ หันมาอีกทีเอื้อยฟ้าก็หายไปแล้ว !’

            ปืนเปิ้นหายไปด้วยก่อ ราชินีตานีถามกลับ

            หายไปด้วย !’

            มีร่องรอยการต่อสู้ก่อ แล้วตอนก่อนเปิ้นจะหายไปน้ำว้าได้ยินเสียงหรือหันอะหยังแปลกๆก่อ

            บ่มี จู่ๆเปิ้นก็หายตัวไปเลย !’

            สำรวจบริเวณนั้นแล้วก๋ากล้ายถามบ้าง

            ถ้าบ่สำรวจจนแน่ใจข้าเจ้าจะตื่นตระหนกจะอี้ก๋า !?’ เด็กหญิงผมสั้นแหวกลับเสียงเขียว ยะจะไดดีเอื้อยกล้วย ข้าเจ้าบ่น่าปล่อยหื้อเปิ้นคลาดสายตาเลย....

            แล้วเอื้อยนางล่ะราชินีตานีถามต่อ

            ไปแล้ว

            แน่ใจก่อ

            ค่อนข้างแน่ใจ

            จะอั้นคอยอยู่ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวหมู่เอื้อยจะไปหาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบกลับไป

            อื้ม

 

            กล้ายโงหัวออกไปดูลาดเลานอกหลืบ เมื่อเห็นว่าทางโล่ง หน่วยช่วยเหลือทั้งสี่ก็วิ่งสุดฝีเท้าไปคุกเข่าแอบอยู่หลังโบสถ์ สามตนหนึ่งคนหยุดดูลาดเลาอีกอึดใจหนึ่งก่อนจะวิ่งต่อจนเลี้ยวลับมุมโบสถ์ออกมาสู่ทุ่งหลุมอัฐิอีกครั้ง แล้วก็เห็นน้ำว้าซุ่มอย่างไม่ระมัดระวังนักอยู่หลังหินหน้าหลุมกระดูกก้อนใหญ่ที่กลางทุ่ง ปลายตะเบงมานลายพรางสีเขียวขี้ม้าเข้มของเธอแลบออกมาจากหินสีเทาอ่อนมองเห็นได้ชัดเจน

 

            “น้ำว้า ยะหยังซุ่มบ่ระวังจะอี้ล่ะ” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยเตือนรุ่นน้องสาวเมื่อวิ่งมาถึงตัว

            “ก็เอื้อยนางกับเอื้อยเอื้องหายไปทางด้านโน้น” ตานีน้อยชี้มือไปทางหน้าผาที่ขนาบข้างเนินเขาไว้ ถ้ามองจากด้านนั้นก็ถือว่าเธอซุ่มได้เนียนพอสมควรทีเดียว “เอื้อยกล้วย ยะจะไดดี เอื้อยฟ้าหายไปแล้ว !

            “ใจเย็นๆน้ำว้า บ่น่าจะมีอะหยังหรอก” กล้ายแตะไหล่ปลอบรุ่นน้องสาวเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะร้องไห้ได้ทุกวินาทีแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับสะบัดออก หัวหน้าหน่วยจู่โจมสะอึกเล็กน้อย แต่เธอก็สั่งการด้วยเสียงเรียบๆ “กระจายกำลังกันหา ทุกตนกระจายออกไปตามรัศมีจากตรงนี้เน่อ ถ้าเจอแล้ว.....”

 

            เด็กสาวผมหางม้าหยุดพูดเอาดื้อๆเมื่อเพื่อนสาวหน้าคมวิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล เธอลื่นไถลจนเซถลาบนพื้นหญ้าลื่นๆเมื่อมาถึงตัวหน่วยช่วยเหลือทั้งห้า ก่อนจะชนเปรี้ยงเข้ากับจ้าดจนกลิ้งหลุนๆไปอัดพลั่กเข้ากับหินหน้าหลุมศพห่างออกไปสองสามเมตร ฟ้าโชคดีมีร่างของเพื่อนหนุ่มช่วยรับแรงกระแทก แต่จ้าดผู้ทำหน้าที่เป็นกันชนถึงกับจุกเมื่อมุมฉากของก้อนหินกระแทกปั้กเข้าที่สีข้าง ทั้งเจ็บทั้งเสียดจนน้ำตาแทบเล็ด

 

            “อะไรเนี่ยฟ้า !?” หลานชายหมอผีใหญ่โวย มือกดเอวที่ร้าวระบมเอาไว้แน่น “แล้วหายไปไหนมา”

            “ขะ.... ขอโทษ....” สาวหมัดเหล็กกุมหัวป้อย “พอดีไปทำธุระมานิดหน่อย”

            “ธุระ ?” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ขณะสาวๆทั้งสี่ที่ยืนอยู่ข้างหลังซึ่งพอจะรู้ว่าฟ้าหมายความว่าอะไรทำหน้าแปลกๆ ระหว่างอมยิ้มกับกระอักกระอ่วน “ธุระอะไร”

            “ก็ธุระไง ไม่เข้าใจรึไง !?” ฟ้าชักเสียงดัง ใบหน้าที่แดงก่ำจากวิ่งเริ่มแดงเพราะเหตุผลอื่นเสียแล้ว “ธุระน่ะ ธุระที่ต้องไปทำในที่ลับตาคนน่ะ....”

            “แล้วธุระนี่มันอะไรล่ะ ทำไมถึงบอกไม่ได้ !?

            “เอ่อ จ้าด....” ราชินีตานีเอ่ยอย่างสมเพชระคนเวทนา แต่เสียงของเธอก็ถูกฟ้ากลบอย่างง่ายดาย

            “จ้าดไม่มีความละเอียดอ่อนเลยรึไง !?

            “ก็แล้วธุระที่ว่านั่นมันคืออะไรก็บอกมาซะที แอ๊บ....!

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ร้องเหมือนควายถูกเชือดเมื่อฝ่ามือของเพื่อนสาวฟาดเปรี้ยงเข้าให้ที่กลางแผ่นหลัง ฟ้าลุกพรวด ใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ก่อนจะตะโกนอย่างเหลิออด

 

            “ไปธุระก็ไปเก็บดอกไม้มาไง เก็บดอกไม้น่ะ พอใจยังวะ !? ถามเซ้าซี้อยู่ได้ ผู้หญิงไม่ได้พูดเรื่องนี้กันสะดวกปากเหมือนผู้ชายนะเว้ย !

            “เอาน่าๆ ฟ้า ใจเย็นๆ” ราชินีตานีรีบเข้ามาแตะไหล่ปลอบเพื่อนสาว ขณะหมิงหัวเราะคิกคักกับหลานชายหมอผีใหญ่ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหญ้า รอยรูปฝ่ามือมองเห็นได้ชัดเจนบนผ้าเปียกๆของชุดปฏิบัติการสีเข้ม และถ้าเธอตาไม่ฝาดดูจะมีควันกรุ่นๆลอยขึ้นมาเสียด้วย

            “สมกับที่กล้วยเรียกมันว่าบ่าจ้าดง่าวแล้ว” สาวหมัดเหล็กยังคงฟึดฟัด “ถามเรื่องแบบนี้กับผู้หญิง คิดอะไรอยู่กันแน่”

            “แต่เอื้อยฟ้าก็น่าจะบอกข้าเจ้าก่อนเน่อว่าจะไป” ตานีน้อยพูดขึ้นบ้าง ดวงตากลมมองค้อนรุ่นพี่สาวอย่างหงุดหงิดปนงอน

            “แม่น หมู่เฮาเป็นห่วงเน่อ” กล้ายเสริม

            “ขอโทษจ้า....” เด็กสาวหน้าคมยกมือไหว้ปะหลก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อนและรุ่นน้องสาวทั้งสี่ก่อนจะลดเสียงลง “คือ.... เราอั้นมาตั้งแต่ออกจากโรงเก็บรถถังแล้วน่ะ ปวดมากก็เลยวิ่งไปเลย ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง”

            “เอื้อยฟ้าไปที่ได๋ก๋า” น้ำว้าขมวดคิ้วอย่างงุนงง “ข้าเจ้าเดินหาตรงนี้ไปตั้งไกล บ่หันเอื้อยฟ้าเลย”

            “ไปถึงเกือบสุดกำแพงโน่นแน่ะ” ฟ้าชี้ไปยังแนวกำแพงวัดซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบครึ่งกิโลเมตร “ก็กลัวว่าจะมีใครเห็นแล้วก็กลัวพวกนางซุ่มโจมตีอีกด้วย เลยไปไกลไปหน่อย ขอโทษนะน้ำว้า”

            “ถ้าจะอั้นก็บ่เป็นอะหยัง” เด็กหญิงผมสั้นยิ้มน้อยๆให้รุ่นพี่สาว “ถ้าจะอั้นไปกันต่อเถอะ”

            “อื้ม”

 

            หกสหายร่วมรบเดินกลับขึ้นเนินอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เลี้ยวอ้อมอุโบสถหลังยักษ์เหมือนเมื่อครู่ หากเดินเลียบซากปรักหักพังของกุฏิหรือไม่ก็ศาลาการเปรียญซึ่งยามนี้กลายเป็นเศษไม้กองสูงที่ผุจนแทบจะเป็นสีดำสนิท มุ่งหน้าตรงไปยังป่าสนหนาทึบที่ทอดตัวยาวตั้งแต่ผาด้านหนึ่งไปยังผาอีกด้านหนึ่ง

 

            ก็เหมือนป่าสนแทบทุกแห่งในรัฐเวียงตานที่พวกเขาเคยลุยมา มืดครึ่ม รกชัฏ และเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นตุบๆ อยู่ในหู สนใบหนาพุ่งยอดสูงเสียดฟ้า บดบังแสงอาทิตย์ที่อ่อนแรงอยู่แล้วจนแทบไม่ตกต้องพื้นดินที่เฉอะแฉะไปด้วยน้ำฝน ก่อให้เกิดเงาและความรู้สึกเหมือนผีร้ายนานาชนิดซุ่มอยู่หลังต้นไม้ทุกต้น โดยเฉพาะกล้วย ฟ้าและจ้าดผู้ยังจำคืนสุดท้ายของชีวิตเจ้าแม่แห่งตลาดนัดวิญญาณกลางป่าสนได้แม่น ถ้าพวกเขาเจอผีร้ายทั้งกองทัพเป็นพันตนไล่กวดเหมือนนักการเมืองทุจริตเมื่อคืนนั้นเล่าจะทำยังไง.....

 

            “เฮ้ย !?

            สาวๆทั้งห้าสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ หลานชายหมอผีใหญ่ก็ร้องออกมาลั่นป่า เสี้ยววินาทีต่อมา กระสุนไรเฟิลจู่โจมก็ปลิวว่อน สามตานี หนึ่งมนุษย์และหนึ่งสมิงทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นหญ้าได้ทันท่วงทีขณะกระสุนหัวเหล็กกล้าเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหกมิลลิเมตรพุ่งผ่านหัวไปเจาะทะลุโคนต้นสนเบื้องหลัง

 

            ผู้ยิงไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นเด็กหนุ่มที่ยืนจังก้าอยู่เพียงคนเดียวนั่นเอง เขาหอบแฮ่กๆราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมา ใบหน้าดุซีดเผือดราวหิมะ เหงื่อกาฬผุดพราวจากหน้าผาก ประกายตื่นตระหนกฉายชัดจากก้นบึ้งของดวงตาตี่ซึ่งยามนี้เบิกกว้างจนแทบฉีกไปถึงใบหู

 

            “ยะอะหยังน่ะบ่าจ้าดง่าว จะบ้าก๋า !?” เด็กสาวผมหางม้าถามเสียงแหลมอย่างโกรธจัดทันทีที่เพื่อนหนุ่มหยุดยิง

            “หรือว่าโดนผีเข้า” เสียงของราชินีตานีเบากว่า แต่แฝงเอาไว้ด้วยความวิตกไม่แพ้กัน

            “เปล่าๆ เราไม่ได้โดนผีเข้า” จ้าดละล่ำละลัก ดวงตาตี่ที่ยังคงเบิกกว้างเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง

            “บ่ได้ผีเข้าแล้วยิงยะหยัง !?

            “ก็ยิงผีน่ะสิ !” เด็กหนุ่มสวนกลับ เริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง “เมื่อกี้มีผีตนนึงย่องเข้าไปข้างหลังกล้าย มันกำลังจะเอาลวดรัดคอกล้าย เราเลยต้องยิงไง !

 

            กล้ายหันไปมองหน้ากล้วยอย่างงุนงง แล้วก็พบว่าเพื่อนสาวกำลังจ้องตอบกลับมาด้วยแววตาฉงนระคนวิตกเช่นกัน พวกเธอไม่รู้สึกถึงพลังงานวิญญาณเลยสักนิด แต่เพื่อความแน่ใจ เด็กสาวผมหางม้าควักคอมพิวเตอร์มือถือจากกระเป๋าก่อนจะสั่งให้มันสแกนพลังงานวิญญาณบริเวณนั้น ผลที่ออกมายืนยันว่าสัมผัสวิญญาณของเธอนั้นถูกต้อง ไม่มีสัญญาณพลังงานวิญญาณหรือแม้แต่ปฏิกิริยาวิญญาณร้ายเลยในรัศมีร้อยเมตรนอกจากของพวกเธอ

 

            “บ่มีอะหยังเลยเน่อจ้าด” กล้ายส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาเลื่อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มือถือขึ้นมายังใบหน้าซึ่งยังคงซีดเผือดของเพื่อนหนุ่ม “นายแน่ใจก่อว่าบ่ได้คึดไปเอง”

            “คิดไปเองก็บ้าแล้ว เราเห็นจริงๆนะ !” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเร็วปรื๋อ “บางทีอาจจะ.... อาจจะเป็นเหมือนคืนที่น้ำว้าน้ำไทมาก็ได้ ที่พรางพลังงานวิญญาณเอาไว้น่ะ”

            “ต้องผีร้ายที่มีพลังมากๆเลยเน่อถึงจะยะจะอั้นได้” น้ำว้าท้วง “แล้วถึงจะพรางพลังงานจากดาวเทียมหรืออุปกรณ์สแกนพลังงานวิญญาณได้ ในระยะใกล้ขนาดที่จะเอาลวดรัดคอได้ก็ต้องรู้สึกแล้ว”

            “ถ้างั้นเมื่อกี้ที่พี่เห็นมันคืออะไรล่ะ !?

            “เออๆ ช่างมันก่อน” กล้วยตัดบท “เอาเป็นว่าถ้าหันอีกทีก็แค่เตือนหมู่เฮาก็พอ บ่ต้องยิง เข้าใจก่อ ไว้กรณีฉุกเฉินแต๊ๆค่อยยิง”

            “เมื่อกี้ก็ฉุกเฉินนะ....”

            “หื้อร้ายแรงขนาดจะมีผู้ได๋สิ้นอายุแน่ๆแล้วนั่นแหละค่อยยิง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเปลี่ยนคำสั่งของเพื่อนสาว “เอ้า ไปต่อเหอะ เสียเวลาไปมากแล้ว”

 

            หกหน่วยช่วยเหลือเคลื่อนที่ต่อ แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว หมิงก็ล้มกลิ้งเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่โถมตัวเข้าใส่เธอจากด้านหลัง ยังไม่ทันที่เธอจะทันได้ถามหรือต่อว่า ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวก็เบิกกว้างเมื่อเพื่อนหนุ่มจ่อไรเฟิลจู่โจมลงบนหน้าผาก มันยิ่งเบิกกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นประกายในดวงตาตี่ มันไม่ใช่ประกายตื่นตระหนกระคนตกใจเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว หากสว่างวาบด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นราวกับเธอเพิ่งไปฆ่าพ่อเขามาหมาดๆ สมิงสาวพยายามขยับตัวหนี แต่ปากกระบอกเย็นๆที่ยิ่งกดลงมาแน่นบอกให้รู้ว่าเธอไม่ควรเสี่ยง

 

            “จ้าด อีหยังน่ะ เฮาหมิงเด๊ !” สัตว์ภูตสาวร้องประท้วง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะปิดกั้นโสตประสาทของเขาไปเสียแล้ว

            “ไอ้แก่โรคจิต ตายซะเถอะ !

            “จ้าด ยะบ้าอะหยังน่ะ !?

 

            ก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันได้เหนี่ยวไก ไรเฟิลจู่โจมกระบอกใหญ่ก็ถูกราชินีตานีเตะกระเด็น หลานชายหมอผีใหญ่กระโจนตามไปเก็บ แต่กล้ายและฟ้าคว้าแขนเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะกดเพื่อนหนุ่มลงกับพื้นหญ้า ปิดท้ายด้วยน้ำว้าที่กระโดดขึ้นคร่อมหน้าอกรุ่นพี่หนุ่มอย่างแรงจนเขาร้องเสียงเหมือนคางคกโดนรถทับ ปืนลูกซองจ่ออยู่ที่หน้าผาก

 

            “เฮ็ดบ้าอะหยังน่ะจ้าด เลิกบ้าสักที !” เด็กสาวผมหางม้าตวาด “บ่าจ้าดง่าวนี่ แรงเยอะแต๊เยอะว่า !

            “บ้าอะไร เรากำลังจะยิงสุทัศน์อยู่แล้ว จะมาขวางทำบ้าอะไร !?” จ้าดสวนกลับเสียงลั่นป่า พยายามดิ้นอย่างสุดชีวิตที่จะหลุดจากสหายร่วมรบสาวทั้งสามให้ได้

            “นายถูกผีหลอกแล้วจ้าด” ฟ้าเน้นเสียงผ่านไรฟันที่ขบกันแน่นเมื่อต้องรวบรวมกำลังมาต้านแรงเพื่อนหนุ่ม “สุทัศน์ตายไปแล้ว แล้วนั่นก็หมิง จ้าดเกือบฆ่าหมิงไปแล้วนะ !

            “นั่นไม่ใช่หมิง นั่นมันสุทัศน์ ! มันปลอมตัวมา มันตบตาพวกเรา ! ไม่เชื่อเรารึไง !?

            “ก็บ่เชื่อน่ะสิ !” ตานีน้อยตอบเสียงแหลม ร่างเล็กๆของเธอเอียงไปเอียงมาอย่างน่าหวาดเสียวว่าจะล้มคว่ำเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ดิ้นพราดเป็นปลาดุกถูกทุบหัว “อ้ายจ้าด ตั้งสติตั้งสมาธิไว้ อย่าหื้อผีร้ายมันสร้างภาพลวงตาได้ บ่อั้นหมู่เฮาก็คงต้องใช้ความรุนแรงเด๊ !

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ถูกผีหลอก โธ่เว้ย ปล่อย !

            “เอาจะไดดีเอื้อยกล้าย” เด็กหญิงหันไปขอความเห็นจากรุ่นพี่สาวอย่างกระวนกระวาย “อัดหื้อน็อกไปก่อนดีก่อ บ่อั้นหมู่เฮาบ่ได้ไปไหนแน่ๆ”

 

            “อืม....”

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคิดหนัก ตอนนี้ดูเหมือนทางเดียวที่สามารถทำให้เพื่อนหนุ่มสงบลงได้คือทำให้เขาหมดสติ แต่นั่นก็หมายความว่าพวกเธอสูญเสียกำลังรบไปหนึ่ง และจำเป็นต้องหยุดรอจนกว่าเขาจะฟื้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงเวลาระเบิดที่ยิ่งสั้นลงเรื่อยๆ.....

 

            “อัดไปเลยน้ำว้า ก่อนที่จะมีอะไรร้ายแรงกวานี้” ก่อนที่กล้ายจะตัดสินใจได้ สาวหมัดเหล็กก็เอ่ยเสียงเฉียบขาด “เร็ว พี่จะรั้งไว้ไม่ไหวแล้วนะ !

            ดูเหมือนคำพูดของฟ้าจะทำให้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตัดสินใจได้ “ก็ได้ เอาเลยน้ำว้า”

            “อื้ม”

 

            และด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวจากพานท้ายแข็งๆของปืนลูกซองเข้าที่ปลายคาง สติของหลานชายหมอผีใหญ่ก็หลุดลอยพร้อมๆกับร่างกายที่หมดแรงลงอย่างฉับพลัน เด็กสาวผมหางม้าถอนหายใจเฮือก ปล่อยแขนของเพื่อนหนุ่มให้ร่วงตุ้บลงบนพื้นหญ้าแฉะๆอย่างโล่งอก เธอเพิ่งจะรู้สึกว่าแขนทั้งสองข้างอ่อนแรงและล้าเพียงใดเมื่อยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพราวบนหน้าผาก หากไม่สั่งให้รุ่นน้องสาวน็อกหลานชายหมอผีใหญ่ ตอนนี้เขาอาจจะดิ้นหลุดและยิงหัวหมิงกระจุยไปแล้วก็ได้

 

            “เอาไงต่อ” ฟ้าถามขึ้น เธอดูเหนื่อยอ่อนพอๆกับเด็กสาวผมหางม้า “จะไปต่อเลยหรือว่าจะรอไอ้จ้าดง่าวนี่ฟื้นก่อน”

            “รอ” กล้ายตอบ เธอยันตัวขึ้นนั่งคุกเข่า กลับหลังหันก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่าอีกครั้งด้วยเกรงจะมีตัวอะไรตีตลบหลัง “หมู่เฮาแบกบ่าจ้าดง่าวนี่ไปบ่ได้อยู่แล้ว ยิ่งบ่คล่องตัวเข้าไปใหญ่ น้ำว้าเฝ้าระวังบริเวณด้วย”

            “อื้ม”

            “ทิ้งไว้นี่ก่อนไม่ได้เหรอ” สาวหมัดเหล็กถามต่อ ดวงตาคมมองตามรุ่นน้องสาวที่ไปนั่งคุกเข่าเตรียมยิงอยู่ที่อีกด้านหนึ่ง ก่อนที่เธอจะทำอย่างเดียวกัน

            “หา ฟ้าอู้อะหยังน่ะ” เด็กสาวผมหางม้าหันมาขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย ตานีน้อยเองก็หันไปขมวดคิ้วน้อยๆเช่นกัน “จะหื้อทิ้งบ่านี่ไว้ที่นี่คนเดียวเนี่ยเน่อ”

            “ทำไมล่ะ” ฟ้าย้อนถาม “ก็น่าจะไว้ได้นะ คงไม่มีอะไรหรอก”

            “บ่มีอะหยังก็แปลกแล้ว ยิ่งมีผีร้ายป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆตัวหมู่เฮาจะอี้ด้วยแล้ว” กล้ายตอบ หันกลับไปมองกวาดไปทั่วป่าตามเดิม “แล้วบ่าจ้าดง่าวนี่ก็โดนผีเข้าง่ายด้วย ถึงข้าจะหื้อใส่อุปกรณ์ป้องกันไว้แล้วก็เถอะ แต่ถ้าผีร้ายระดับสูงพยายามจนเข้าสิงเปิ้นได้ล่ะก็ยุ่งแน่”

            “ก็จริ....”

            “กล้ายระวัง !

 

            เสียงร้องเตือนของกล้วยดังมาจากด้านหลัง เสี้ยววินาทีต่อมา สองตานีหนึ่งมนุษย์ก็มีอันต้องแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเมื่อเสือลายพาดกลอนสีขาวดำกระโจนเข้าใส่ก่อนที่กรงเล็บแหลมคมจะเหวี่ยงวูบ กล้ายอ้าปากจะถาม แต่เมื่อเห็นดวงตาสีเหลืองที่เบิกกว้างและขนบนหลังที่พองฟูของเสือสาวก็ตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนพวกเธอจะมีเหยื่อถูกผีหลอกเพิ่มขึ้นอีกตนเสียแล้ว....

 

            “หมิง หมิง ตั้งสติไว้ !

            ไร้ผล พูดยังไม่ทันขาดคำ เสือหิมะเชียงหลวงก็ย่อตัวก่อนจะถีบขาหลังกระโจนเข้าใส่ราวกับเธอเป็นกวางป่าเนื้อแน่นรสโอชา ปากอ้ากว้างหมายขย้ำให้ทะลุคอหอย เด็กสาวผมหางม้าเบี่ยงหลบได้ทันท่วงทีก่อนจะเหวี่ยงพานท้ายปืนฟาดกลับเข้าที่กลางหัวฝ่ายตรงข้าม แต่นั่นกลับยิ่งทำให้สมิงสาวยิ่งโมโหและตื่นเต้นกว่าเดิม หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมต้องทิ้งตัวลงกับพื้นเมื่อหมิงตบกลับด้วยกรงเล็บ แล้วเธอก็ต้องยันตัวลุกพรวดก่อนจะถีบเท้าถอยออกมาทันทีเมื่อฝ่ายตรงข้ามสืบเท้าหมายกดร่างเธอลงกับพื้น อุ้งเท้าของสมิงสาวคลาดเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            เสือลายพาดกลอนตัวยักษ์คำรามลั่นก่อนจะกระโจนซ้ำ แต่คราวนี้เด็กสาวผมหางม้าเตรียมพร้อม เธอเอ่ยขอโทษคู่กัดสาวในใจขณะเบี่ยงตัวหลบออกข้างก่อนจะกระแทกพานท้ายปืนเข้าใส่ครึ่งแก้มครึ่งหูเสือลายพาดกลอนดังพลั่ก ทำเอาหมิงเซแซ่ดๆ แต่เธอก็ดึงสมดุลร่างกายกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว สัตว์ภูตสาวมุดลอดไรเฟิลจู่โจมที่กล้ายเหวี่ยงซ้ำ สืบเท้าเข้าประชิดตัวหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม กระแทกเธอจนล้มลงกับพื้นก่อนจะกดเธอเอาไว้ด้วยอุ้งเท้าขวา กล้ายพยายามดิ้น แต่อุ้งเท้าเพียงข้างเดียวของสมิงสาวตรึงเธอติดพื้นราวกับลิ่ม ตานีสาวทำได้เพียงแค่มองเมื่อเสือตัวยักษ์อ้าปากคำรามลั่นป่าก่อนที่จะฉกงับเหมือนงู เขี้ยวแหลมพุ่งตรงเข้าหาหลอดเลือดแดงใหญ่คอ....

 

            “เอื้อยหมิง พอได้แล้ว !

            ก่อนที่คมเขี้ยวจะสัมผัสเป้าหมาย ตานีน้อยผมสั้นก็เหวี่ยงพานท้ายปืนลูกซองฟาดพลั่กเข้าที่ปลายจมูกของรุ่นพี่สาว หมิงครางในลำคอด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่ถอย น้ำว้าเห็นฝ่ายตรงข้ามไม่สะทกสะท้านเท่าที่ควรก็เงื้อปืนหมายฟาดซ้ำ แต่เสือลายพาดกลอนแห่งป่าแสนคำเปลี่ยนเป้าหมายจากหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมมาเป็นเธอเสียแล้ว

 

            ร่างหนักกว่าสามร้อยกิโลกรัมก้าวถอยหลัง หมอบลงเกือบติดพื้นก่อนจะกระโจนพรวด เด็กหญิงผมสั้นเบี่ยงตัวหลบก่อนจะกระแทกพานท้ายปืนไล่หลัง แต่เสือสาวเร็วกว่าเธอมาก หมิงกระโจนซิกแซ็กซ้ายทีขวาที และเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวเริ่มจับจังหวะไม่ถูกเธอก็จู่โจมเข้าหาอีกครั้ง น้ำว้าทิ้งตัวลงหมอบหลบ แต่ก็ตระหนักในวินาทีต่อมาว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อรุ่นพี่สาวทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดกดเธอลงกับพื้น ตานีน้อยร้องด้วยความเจ็บปวด เธอพยายามเปลี่ยนร่างให้เป็นพลังงานและเคลื่อนที่ในพริบตาหนีออกไปแม้จะพอรู้ว่าที่นี่ก็คงมีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาป้องกันอยู่แน่นอน แล้วก็จริงอย่างที่เธอคิด แม้แต่จะกลายเป็นพลังงานเธอก็ยังทำไม่ได้ เด็กหญิงอ้าปากหอบหายใจอย่างทรมาน รอคอยเวลาที่อวัยวะภายในของเธอจะถูกบดขยี้.....

 

            แต่ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยไปจากวิญญาณผู้พิทักษ์ตัวน้อย เธอก็ต้องร้องออกมาอีกครั้งเมื่อเมื่อสาวหมัดเหล็กสับศอกเข้าใส่ท้ายทอยของสัตว์ภูตร่างยักษ์ พร้อมๆกับที่ตานีสาวอีกสองตนพร้อมใจกันฟาดพานท้ายปืนลงบนหลัง ส่งแรงกระแทกลงมายังตัวเธอจนไส้แทบทะลัก ที่แย่กว่านั้นคือทั้งศอกและพานท้ายปืนไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขนฟูสีขาวสลับดำที่ต้นคอซับแรงกระแทกไปเกือบทั้งหมด สิ่งเดียวที่สามสาวทำได้และได้ทำคือทำให้เพื่อนสาวในร่างเสือยิ่งโมโหมากขึ้น หมิงคำรามลั่น ดวงตาสีเหลืองที่ฉายแววแข็งกร้าวกวาดมองเพื่อนที่กลายมาเป็นฝ่ายตรงข้ามทั้งสาม ขณะขาทั้งสี่ก้าวถอยหลัง และในวินาทีที่เด็กสาวทั้งสามขยับตาม สมิงสาวก็ถีบเท้าหลังกระโจนเข้าใส่พวกเธอด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ก่อนจะประเคนอาวุธทุกอย่างที่ธรรมชาติให้มาเข้าใส่ราวกับพายุอันโกรธเกรี้ยว

 

            สองตานีหนึ่งมนุษย์เพิ่งจะตระหนักถึงคำเตือนที่ว่าห้ามเข้าใกล้สัตว์ที่กำลังตื่นตระหนกก็เดี๋ยวนี้เอง พวกเธอเคยเห็นหมิงสู้เพียงไม่กี่ครั้งก็จริง แต่ดูแวบเดียวก็รู้ว่าสมิงสาวในยามนี้สู้แบบไม่ยั้งคิดและไม่คิดชีวิตกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกรงเล็บ เขี้ยว แรงกระแทก และการกระโจนเข้าใส่นั้นเร็วกว่าผีร้ายชนิดใดๆที่ตานีสาวทั้งสองเคยสู้มา ดูราวกับสัตว์ภูตสาวไม่รู้จักพวกเธออีกแล้ว เด็กสาวหน้าจืดอดสงสัยไม่ได้ขณะถอยหลังหลบพร้อมกับยกปืนขึ้นรับคมเขี้ยวของฝ่ายตรงข้าม หมิงกำลังเห็นอะไรอยู่กันแน่หนอ.....

 

            “หมิง พอได้แล้ว !” กล้วยร้องบอกเพื่อนสาวอย่างสิ้นหวัง “อย่าบังคับหื้อหมู่เฮาต้องยะอะหยังหมิงเลย !

            ไม่มีเสียงตอบของมนุษย์จากสัตว์ภูตสาว มีเพียงเสียงคำรามในลำคอเท่านั้น

            “กล้วย กล้าย ยิงไปเลยดีกว่ามั้ย”

            “จะบ้าก๋าฟ้า !?” ตานีสาวทั้งสองย้อนถามแทบจะพร้อมกัน แม้เสียงของกล้วยจะขาดหายไปตอนท้ายประโยคด้วยหมิงตบเธอจนกระเด็น ฝากรอยแผลลึกยาวเอาไว้บนแขนซ้าย

            “ไม่ได้ยิงให้ตาย ยิงขาหรือตรงไหนที่พอจะสยบหมิงได้ก็พอ !

            “แต่....”

 

            กล้ายกัดริมฝีปากอย่างกังวลระคนวิตก พวกเธอเสียกำลังรบที่ดีแม้จะซุ่มซ่ามและขี้บ่นไปคนหนึ่งแล้ว การเสียกำลังรบชั้นยอดไปอีกตนนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธออยากทำ แต่ที่สาวหมัดเหล็กพูดก็มีส่วนถูก ทั้งกล้วย ฟ้า น้ำว้าและเธอต่างก็เริ่มได้เลือดแล้ว มิหนำซ้ำพวกเธอก็เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกับหมิงที่ยังดูแรงไม่ตกและเหมือนจะยิ่งเพิ่มแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำ หากเธอไม่ทำอะไรโดยเร็วล่ะก็ได้โดนเขี้ยวเสือทึ้งเป็นชิ้นๆอยู่ตรงนี้แน่

 

            แต่ชั่วแวบเดียวที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหันเหสมาธิไปจากการเคลื่อนไหวของเพื่อนสาว คมเขี้ยวก็งับกร้วมเข้าที่ไหล่ ก่อนที่ขากรรไกรทรงพลังจะส่งแรงกดบดขยี้สะบักและไหปลาร้าของเธอจนแตกเป็นชิ้นๆอย่างง่ายดาย ตานีสาวผมหางม้าพยายามกลั้นเสียงร้องที่แล่นขึ้นมาจุกอยู่คอหอย แต่ก็ไม่อาจห้ามมือซ้ายที่ปล่อยปืนร่วงและเข่าที่ทรุดฮวบได้ เปิดช่องให้สมิงสาวจู่โจมต่อ คราวนี้เป้าหมายคือเส้นเลือดแดงใหญ่คอที่พลาดโอกาสไปเมื่อครู่ แต่กล้ายก็ไม่ยอมให้เพื่อนรักเพื่อนแค้นฆ่าเธอได้ เด็กสาวกัดฟันข่มความเจ็บปวดเอี้ยวตัวคว้าปืน พึมพำขอโทษเพื่อนสาวในใจก่อนจะเหนี่ยวไกทันที

 

            เสียงคำรามที่ฟังคล้ายเสียงกรีดร้องดังก้องป่าสนขณะเสือลายพาดกลอนทรุดฮวบเมื่อกระสุนเจาะผ่านต้นขาหลัง แล้วหัวใจของตานีสาวผมหางม้าก็เจ็บแปลบเหมือนถูกบีบด้วยกำปั้นเหล็กเมื่อเห็นน้ำรื้นขึ้นมาในดวงตาสีเหลืองที่ฉายแววเจ็บปวดของเพื่อนสาว กำปั้นเหล็กยิ่งบีบแน่นขึ้นอีกเมื่อน้ำเสียงตกใจระคนเสียใจถามขึ้น

 

            “กล้าย ยิงเฮาเฮ็ดหยัง !?

            “ก็.... หมิงโดนผีหลอก.... ข้าบ่มีทางเลือก.....”

 

            พูดยังไม่ทันขาดคำ แววเจ็บปวดในดวงตาสัตว์ภูตสาวก็กลับแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้ง หมิงยันตัวลุกพรวดก่อนจะหมอบลงต่ำเตรียมพร้อมกระโจนในฉับพลัน โชคร้ายของเธอแต่เป็นโชคดีของกล้ายที่เธอไม่เห็นสาวหมัดเหล็กซึ่งย่องเข้าหาเธอจากด้านหลัง และก่อนที่สมิงสาวจะกระโจนได้อย่างที่ตั้งใจ สนับเข่าก็ถูกตอกลงที่ท้ายทอยเมื่อฟ้ากระโดดทิ้งตัวโถมน้ำหนักทั้งหมดลงใส่ แรงกระแทกนั้นเกินที่ปุยขนและผิวหนังของเธอจะรับไว้ได้หมด เสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ยืนโงนเงนอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่จะล้มตึงลงบนพื้นเฉอะแฉะจนน้ำกระจาย

 

            “ขอโทษนะหมิง” เด็กสาวหน้าคมพึมพำ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างร่างไร้สติของเพื่อนสาว เธอหอบแฮ่กๆ ราวกับเพิ่งแข่งไตรกรีฑามา

            “ฟ้า แผลเปิ้นเป็นจะไดบ้าง” กล้ายเอ่ยถามเพื่อนสาว เธอเปิดยาสมานแผลกินขาดหนึ่งก่อนจะยันตัวลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่แล่นแปลบจากไหล่ผ่านไขสันหลังขึ้นสมองก็ดึงให้เธอนั่งแปะกลับลงไปที่พื้น

            “ก็มีเลือดออก แต่ไม่มากเท่าไหร่ ไม่น่าจะตัดเส้นเลือดใหญ่ คงไม่อันตรายหรอก” สาวหมัดเหล็กตอบ “ว่าแต่ ทีนี้จะเอาไงกันต่อดี”

            “รอ” ราชินีตานีตอบ เธอเดินไปนั่งคุกเข่าห่างออกไปสองสามเมตร ปืนยกขึ้นประทับบ่าก่อนจะหันไปสั่งรุ่นน้องสาว “น้ำว้า ไหวก่อ ตรึงพื้นที่ไว้”

            “อื้ม”

            “แต่.... กล้วย กล้วยจะรอจริงๆเหรอ”

            “แม่น” เด็กสาวหน้าจืดหันมามองหน้าสาวหมัดเหล็ก ดวงตาเรียวหรี่ลง “ยะหยัง ฟ้าจะบอกหื้อทิ้งไว้อีกก๋า”

            “นั่นแหละที่กำลังจะพูด” ฟ้าตอบทันควัน “กล้วยก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่ายิ่งอยู่ที่นี่ต่อไปก็ยิ่งอันตราย ถ้าผีเกิดหลอกหรือใครคนอื่นขึ้นมาอีกล่ะจะว่ายังไง แล้วเท่าที่เราจำได้ ผีก็สิงคนที่กำลังหมดสติได้ด้วยไม่ใช่เหรอ”

            “เรื่องผีสิง ข้าเจ้าใส่อุปกรณ์ป้องกันผีสิงหื้อจ้าดแล้ว หมิงก็เป็นสัตว์ภูต ก็เท่ากับเสมือนมีสองวิญญาณในร่างเดียว โดนผีสิงบ่ได้อยู่แล้ว ฟ้าก็มีพลังพิเศษที่วิญญาณบ่สามารถแทรกเข้าไปในสนามพลังงานวิญญาณของตัวฟ้าได้ ส่วนนอกนั้นก็เป็นตานีที่ผีสิงบ่ได้อยู่แล้ว เพราะจะอั้นบ่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบ “ส่วนถ้าผีหลอกขึ้นมา ข้าเจ้าก็ฮู้ว่ามันอันตราย แต่ตอนนี้กำลังรบหมู่เฮาเหลือน้อยมาก บุกต่อไปบ่ดีแน่ อีกอย่าง ฟ้าลองคึดดู ถ้าเกิดฟ้าโดนจะอี้บ้าง แล้วตนอื่นๆทิ้งฟ้าไปหมด ฟ้าจะฮู้สึกจะได”

            “เรายอมรับได้นะถ้าเกิดมันเป็นผลดีกับปฏิบัติการน่ะ” เด็กสาวหน้าคมตอบ “กล้วยเป็นตานี ออกปฏิบัติการมาตั้งหลายครั้งแล้วก็น่าจะเข้าใจไม่ใช่เหรอว่าระหว่างชีวิตคนบาดเจ็บแค่คนเดียวกับปฏิบัติการทั้งปฏิบัติการที่ถ้าล้มเหลวจะต้องมีคนตายเป็นเบือน่ะควรจะเลือกอย่างไหน”

            “นั่นก็แม่น แต่ขอบอกว่าตานีจะบ่ทิ้งสหายร่วมรบเอาไว้ถ้าบ่จำเป็น” กล้ายเอ่ยเสียงเย็นๆ กระดูกไหล่ของเธอสมานเข้าหากันเกือบสนิทแล้ว เธอลุกขึ้น ก่อนจะไปนั่งคุกเข่าประจำที่ที่อีกด้านหนึ่งของวง “หมู่เฮาจะรอจนกว่าจ้าดกับหมิงจะฟื้น นี่เป็นคำสั่ง”

 

            ฟ้าดูไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรต่อ เธอถอดเปลี่ยนซองกระสุนเงียบๆ ก่อนจะคุกเข่าขึ้นนั่งเฝ้ายามเหมือนเพื่อนและรุ่นน้องสาวทั้งสาม ปืนประทับบ่านิ่ง ดวงตามองผ่านศูนย์เล็งตรงไปในป่าสนอันมืดสลัวเบื้องหน้า

 

            แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับพวกเธอกำลังเข้าใกล้หลุมดำ สามตานีหนึ่งมนุษย์ต่างภาวนาให้สหายร่วมรบทั้งสองฟื้นขึ้นมาสักทีด้วยไม่มีใครอยากอยู่กลางป่าผีสิงนี้อีกต่อไปแล้ว แต่ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และสมิงสาวแห่งป่าแสนคำก็ยังคงหลับเป็นตายไม่มีวี่แววจะฟื้นหรือแม้แต่ขยับตัว ราชินีตานีเริ่มสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าให้สาวหมัดดุอย่างฟ้าอัดจนสลบอาจจะรุนแรงเกินไป....

 

            “เอ๊ะ !?” จู่ๆตานีน้อยผมสั้นก็เอ่ยขึ้น ลูกซองในมือที่หย่อนลงไปเล็กน้อยด้วยความเมื่อยล้ากระชับเข้าร่องไหล่ทันที

            “อะไรน้ำว้า” กล้ายถามทันควัน

            “ข้าเจ้าหันเงา” เด็กหญิงตอบ “โผล่ออกมาแวบเดียว แล้วก็หายไป”

            “แต่เรดาร์สแกนวิญญาณหาบ่เจอเลยเน่อ”

            “ก็ข้าเจ้าหันแต๊ๆนี่ !” ตานีน้อยชักเสียงขุ่น

            “เดี๋ยว เงียบก่อน !

 

            เด็กสาวผมหางม้าและเด็กหญิงผมสั้นหยุดทะเลาะกันทันทีเมื่อราชินีตานีหันมาเตือนด้วยเสียงเฉียบขาด แต่เมื่อความเงียบเข้าปกคลุม พวกเธอก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง มันฟังเหมือนเสียงแหวกอากาศ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดังฉับเหมือนดาบ วินาทีต่อมา ต้นสนข้างตัวหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ค่อยๆเลื่อนออกจากตอก่อนจะล้มครืนจนสะเทือนไปทั้งป่า ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างเมื่อเห็นว่ารอยตัดเรียบกริบซึ่งบ่งบอกว่ามันไม่ได้โค่นลงโดยธรรมชาติ และที่น่ากลัวที่สุดก็คือมันอยู่สูงจากหัวเธอขึ้นไปไม่ถึงสองเซนติเมตร…..

 

            “ผีร้ายซุ่มโจมตี หมอบลง !

            ยังไม่ทันขาดคำ กิ่งสนนับร้อยๆก็ฉีกออกจากต้นก่อนจะร่วงลงมาใส่สี่สหายร่วมรบรวมทั้งอีกสองที่ยังคงนอนหมดสติอยู่ราวกับห่าฝน ปลายกิ่งทุกกิ่งแหลมเสี้ยมราวกับถูกเหลา เด็กสาวหน้าจืดกลิ้งหลบกิ่งใหญ่ที่พุ่งลงมาด้วยแรงและน้ำหนักมากพอจะทะลวงไส้เธอทะลุได้สบายๆอย่างเฉียดฉิว แต่ฟ้าไม่โชคดีเท่า กิ่งแหลมกิ่งหนึ่งเสียบทะลุแขนเธอดังฉึกจนทะลุออกอีกด้าน เลือดสดๆสาดกระจายเปรอะทั่วพื้นหญ้า อีกด้านหนึ่งของวง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวยิ่งเบิกกว้างขึ้นอย่างน่ากลัวเมื่อหน้าจอคอมพิวเตอร์มือถือของเธอแสดงภาพสัญญาณวิญญาณจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาราวกับเม็ดเลือดขาวกลุ้มรุมเข้ามากินเชื้อโรค.....

 

            “กล้วย พาทุกตนหนีไป เข้าไปที่อาคารนั่นก่อนเลย ข้าจะยันตรงนี้ไว้เอง !” เด็กสาวผมหางม้าตะเบ็งเสียงสู้กับเสียงกิ่งสนหักที่ดังอยู่รอบตัว

            “บ่ไหวหรอกกล้าย !” กล้วยสวนกลับ เธออ้าปากจะพูดต่อ แต่ก็ต้องหมอบลงติดพื้นเมื่อเธอเห็นลวดเส้นบางหากคมกริบราวมีดโกนที่เกือบตัดหัวกล้ายพุ่งเข้ามาหาในเสี้ยววินาทีสุดท้ายพอดี มันพลาดหัวเธอไปตัดต้นสนสามต้นจนขาดสะบั้นในครั้งเดียว

            “ไปด้วยกันหมู่เฮาหนีบ่ทันแน่ๆ หมู่เฮากำลังรบกับวิญญาณเน่อ บ่แม่นปีศาจเหมือนครั้งก่อนๆ แล้วก็มีเป็นร้อยเลย !

            “แล้วถ้ามีเป็นร้อยกล้ายจะจัดการจะไดล่ะ !?

            “เอาเหอะน่ารีบไปก่อน จะไดข้ามีปืนกลอยู่ ไปเร็ว !

 

            ไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงต่อ เด็กสาวหน้าจืดรวบรวมกำลังช้อนร่างสมิงสาวขึ้นบนหลัง น้ำหนักมหาศาลทำเอาเธอแทบทรุดแม้เธอจะมีพลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดาก็ตาม อย่างไรก็ตาม ราชินีตานีก็กัดฟันสู้เมื่อเธอเห็นรุ่นน้องสาวทำอย่างเดียวกันกับร่างของหลานชายหมอผีใหญ่ เบื้องหลังเด็กสาวหน้าจืด ฟ้ามัดตะเบงมานเหนือแผลเพื่อห้ามเลือดก่อนจะเข้ามาช่วยพยุงร่างสมิงสาว แล้วสองเด็กสาวหนึ่งเด็กหญิงก็เผ่นแน่บฝ่ากิ่งก้านสนมุ่งตรงไปยังอาคารหลังใหญ่ที่เห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่เบื้องหน้า

 

            “มาอะหยังกันเยอะแยะเนี่ย....”

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมบ่นพึมพำกับตัวเองขณะเธอหลบวูบเข้าหลังสนต้นใหญ่ที่ล้มนอนกองกับพื้นอยู่ไม่ห่างออกไปนัก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองตามกิ่งสนแหลมเสี้ยม ท่อนสนหนาหนักและลวดเหล็กคมกริบลอยผ่านเหนือหัวเธอขึ้นไปไม่กี่เซนติเมตร ดูเหมือนเหล่าวิญญาณร้ายจะมองไม่เห็นตำแหน่งตอนนี้ของเธอ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ถ้าผีร้ายสักตนเข้ามาใกล้พอหรืออ้อมหลังต้นสนมาเห็นเธอเข้าก็จบเห่ มิหนำซ้ำ จำนวนผีร้ายที่อุปกรณ์สแกนพลังงานวิญญาณตรวจจับได้ก็มีอย่างน้อยสามร้อย แถมยังทยอยกันมาเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมดสักที เด็กสาวผมหางม้าเม้มปากอย่างหนักใจ มิน่าการรบครั้งก่อนๆพวกเธอถึงได้เจอแต่ปีศาจเป็นส่วนใหญ่ ที่แท้กองกำลังผีร้ายก็เก็บพวกวิญญาณไว้ใช้ตอนนี้นี่เอง.....

 

            วิญญาณซึ่งสามารถสร้างภาพหลอน เสียงหลอน ความรู้สึกหลอน หรือที่เรียกรวมๆกันว่า “ผีหลอก” แถมยังเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและมีอำนาจเวทมนตร์หลากหลายนั้นอันตรายกว่าปีศาจหลายเท่า นี่เป็นสิ่งที่ตานีรู้กันดี แต่จะวิ่งหนีตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ชิ้นส่วนต้นสนที่ลอยละลิ่วอยู่เหนือหัวเธอยามนี้มากเป็นสองเท่าของเมื่อครู่ และเหล่าผีร้ายก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงห้าร้อยเมตร ต่อให้เธอเร่งฝีเท้าเพียงใดก็ไม่มีทางหนีพ้น ดีไม่ดีจะถูกกิ่งสนเสียบพรุนหรือไม่ก็โดนลวดตัดคอขาดเลือดพุ่งเป็นน้ำพุก่อนด้วยซ้ำ กล้ายตัดสินใจสู้ เธอดึงปืนกลบนหลังออกมากางขาทราย เสียบสายกระสุนหัวทำลายวิญญาณเข้าไป ขณะดวงตาสีเขียวเรืองแสงชำเลืองมองหน้าจอคอมพิวเตอร์มือถือ รอให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาในระยะยิง.....

 

            “ยินดีต้อนรับสู่ลานประหารของขวัญหทัย ณ ตานนะคอน !

            ทันทีที่วิญญาณร้ายตนแรกเข้ามาใกล้พอ กล้ายก็หันหลังกลับ ยันตัวขึ้นนั่งคุกเข่า กระแทกปืนลงตั้งบนต้นสนก่อนจะเหนี่ยวไกสาดกระสุนอย่างไร้ปรานี แสงสีเขียวของกระสุนหัวทำลายวิญญาณพุ่งวูบวาบไปทุกทิศทุกทางราวกับหิ่งห้อยที่บินด้วยความเร็วเหนือเสียง เสียงดังระรัวราวประทัดงานกินเจดังประสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าวิญญาณร้ายที่แกนวิญญาณถูกทำลายจนแตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

            ผีร้ายรู้ตัวว่าถูกโจมตีก็ระดมเหวี่ยงกิ่งสน ท่อนสนและเส้นลวดเข้าหาตานีสาวมากขึ้นอีก แต่กล้ายก็กำบังกายจากมันได้อย่างไม่ยากเย็นนักด้วยการคลานเข้าพุ่มใบสนหนาทึบ เหล่าวิญญาณร้ายเห็นฝ่ายตัวเองสู้ไม่ไหวก็ถอยหลบกันจ้าละหวั่น แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นความเร็วและอำนาจทะลุทะลวงของกระสุนปืนกลไปได้ เพียงไม่กี่วินาที จุดพลังงานวิญญาณในหน้าจอคอมพิวเตอร์มือถือของเด็กสาวผมหางม้าก็หายไปทีละเป็นแถบราวกับภาพระบายสีไม้ถูกลบด้วยยางลบ เด็กสาวผมหางม้าเริ่มใจชื้นขึ้น แบบนี้อีกไม่กี่นาทีเธอก็น่าจะตามกล้วยไปได้แล้ว

 

            แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเมื่อจู่ๆ ปืนกลก็ส่งเสียงดังปั้ก ก่อนจะหยุดยิงเอาดื้อๆ

 

            “เฮ้ย เป็นอะหยังเนี่ย !?

            สีเลือดบนใบหน้าตานีสาวหายวับ เธอดึงคันรั้งสองสามครั้งก่อนจะเหนี่ยวไกซ้ำตามที่เคยเรียนมา แต่มันไม่ช่วยอะไรเลย ปืนยังคงเงียบ กล้ายเปลี่ยนเป็นตบ และในที่สุดก็กลายเป็นทุบมันกับโคนต้นสน แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น อาวุธร้ายแรงที่สุดที่เธอเหลืออยู่ทรยศเสียแล้ว ท่ามกลางฝูงวิญญาณร้ายนับร้อยที่สามารถปลิดชีวิตเธอได้ในครั้งเดียวเสียด้วย.....

 

            “จะอั้นก็เผ่นล่!

            เด็กสาวผมหางม้าเสียบปืนกลกลับขึ้นหลัง ยกไรเฟิลกระบอกเก่งขึ้นยิงกดสองสามชุดก่อนจะใส่เกียร์หมาเปิดแน่บไปตามทางที่เพื่อนสาวและรุ่นน้องสาวเพิ่งจะวิ่งหายไป แต่โชคร้ายที่ดูเหมือนเหล่าวิญญาณอาฆาตจะรู้ว่าเธอกำลังเข้าตาจน หรือไม่พวกมันก็คงฟังเสียงกระสุนออกว่าไม่ใช่ปืนกลกระบอกเดิมอีกแล้ว แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร เศษชิ้นส่วนต้นสนและเส้นลวดที่ร่วงลงไปนอนสงบนิ่งอยู่กับพื้นตั้งแต่เมื่อครู่ก็พร้อมใจกันลอยขึ้นก่อนจะพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ตานีสาวผมหางม้าด้วยความเร็วสูงราวกับจรวดนำวิถี

 

            กล้ายยกปืนพาดเหนือไหล่ยิงสะเปะสะปะไปด้านหลังโดยไม่หันกลับไปมอง แต่ถึงจะถูกเป้า กระสุนขนาดเล็กกว่ากันครึ่งต่อครึ่งก็ไม่อาจต้านทานทั้งกิ่ง ก้าน ตอ และเส้นลวดได้ วิ่งไปได้เพียงไม่กี่สิบเมตร ร่างบางของเด็กสาวก็กระตุกอย่างแรงเมื่อกิ่งสนแหลมคมเสียบเข้ากลางหลังจนทะลุออกที่อก แม้จะเฉียดทั้งปอดและหัวใจไป แต่มันก็สร้างความเจ็บปวดมากพอจะทำให้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทรุดฮวบในครั้งเดียว บังคับให้เธอกลายเป็นเป้านิ่งของอาวุธนำวิถีแสวงเครื่องอีกนับร้อยๆชิ้นอย่างช่วยไม่ได้.....

 

            วินาทีต่อมา กล้ายก็ผงะเฮือกอีกครั้งเมื่อท่อนสนเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสองนิ้วเสียบฉีกเข้าใส่ต้นแขนซ้าย เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นตามแรงกระแทกเปรอะพื้นหญ้าเป็นทาง และก่อนที่เธอจะทำอะไรหรือแม้แต่ทิ้งตัวลงหมอบได้ อีกกิ่งก็ฟาดผัวะเข้าใส่ท้ายทอย ตามมาติดๆด้วยลวดคมกริบที่เฉือนเนื้อบนไหล่ขวาเธอหลุดไปเป็นแผ่น ตานีสาวอยากกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดให้สุดเสียง แต่ยามนี้เธอร้องไม่ออกเสียแล้ว สิ่งที่หลั่งไหลออกมาจากตัวเธอในยามนี้มีเพียงลมหายใจ กับเลือดสดๆที่ย้อมเสื้อลายพรางสีเขียวขี้ม้าของเธอจนเป็นสีดำเท่านั้น....

 

            อย่างไรก็ตาม เด็กสาวผมหางม้าก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวดทิ้งตัวลงหมอบติดพื้นหญ้าสูง มือล้วงหาขวดยาสมานแผลในกระเป๋าเสื้อ แต่เธอก็ต้องใจหายวาบเมื่อพบว่ากระเป๋าว่างเปล่า ยาที่เป็นความหวังเดียวของเธอหมดเสียแล้ว และกว่าคนและตนอื่นๆที่น่าจะมียาเหลือจะวิ่งกลับมา เธอก็คงพรุนเป็นศพสิ้นอายุอย่างน่าอนาถกลายเป็นผีเฝ้าป่าสนอยู่ตรงนี้แล้วแน่นอน

 

            “บ่ยอมสิ้นอายุตนเดียวหรอกบ่าผีร้าย !

            กล้ายคำรามผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น ยามนี้เธอมีทางเลือกเหลือเพียงทางเดียวนั่นคือยอมสู้จนสิ้นอายุ และเธอก็ไม่รังเกียจที่จะทำเช่นนั้นเสียด้วย เด็กสาวผมหางม้าพลิกตัวกลับก่อนจะเกร็งนิ้วเหนี่ยวไกค้าง ส่งกระสุนหัวทำลายวิญญาณพุ่งฝ่าห่าฝนชิ้นส่วนต้นสนกลับไปยังเหล่าผีร้าย เสียงกรีดร้องโหยหวนและกระแสพลังงานวิญญาณที่หายไปบ้างบอกให้ตานีสาวรู้ว่าอย่างน้อยกระสุนของเธอก็ไม่เสียเปล่าไปซะทั้งหมด แต่ขณะเธอกำลังจะถอดเปลี่ยนซองกระสุน ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็ต้องเบิกค้าง....

 

            ต้นสนทั้งต้น ยาวเกือบห้าสิบเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสองเมตร และคงหนักไม่ต่ำกว่าสองตัน กำลังหันด้านโคนพุ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จากประสบการณ์ที่เคยเห็นอุบัติเหตุรถชนหรือการกระทบกระแทกมานักต่อนัก ตานีสาวรู้ดีว่ามันจะไม่แค่กระแทกเธอ หากบดขยี้เธอจนแหลกไปทั้งร่างในเสี้ยววินาที

 

            ไวเท่าความคิด กล้ายกระชากซองกระสุนเก่าออกโยนทิ้งก่อนจะอัดซองใหม่เข้าไป แต่เมื่อพยายามจะตบคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิง เธอก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อแผลที่แขนทั้งสองข้างแสบจี๊ดราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทง หัวหน้าหน่วยจู่โจมกระแทกปืนลงกับพื้นปิดรังเพลิงจนได้ก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่า แต่สนต้นยักษ์อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตรแล้ว ตานีสาวหลับตาลง รอแรงกระแทกที่กำลังจะปลิดชีวิตของเธอในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

            แต่สิ่งที่ตามมากลับเป็นเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับกระแสลมร้อนผ่าวที่พัดอัดเข้าใส่เธอจนผมหางม้าปลิวไสว ก่อนจะตามมาด้วยความเงียบ เด็กสาวผมหางม้าขมวดคิ้ว นี่หรือความตาย ไม่เห็นจะเหมือนที่เธอเคยได้ยินผีบางตนเล่าเลยสักนิด หรือว่าการสิ้นอายุของตานีจะต่างจากมนุษย์ธรรมดาหนอ....

 

            “กล้าย กล้าย เป็นจะไดบ้าง แข็งใจไว้เน่อ !

            เสียงคุ้นหูที่ตามมาด้วยเสียงทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นหญ้าบอกให้กล้ายรู้ว่าเธอยังไม่ตาย เธอลืมตาขึ้น แล้วก็เห็นราชินีตานีหมอบอยู่ข้างตัว ในมือทั้งสองประคองปืนกลกระบอกที่เพิ่งจะทรยศเธอไปหมาดๆ หัวหน้าหน่วยจู่โจมกวาดตามองหาสนต้นยักษ์ที่พุ่งเข้ามาหาเธอเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว แต่สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงเศษไม้แหลกละเอียดเท่านั้น

 

            “กล้วย มาได้จะ.... แล้วหมู่เปิ้นล่ะ.... แล้วปืนนั่นใช้บ่ได้แล้วเน่อ !” ตานีสาวผมหางม้าพูดตะกุกตะกัก ทั้งตกใจ ประหลาดใจ และโกรธที่เพื่อนสาวทิ้งหน้าที่มาช่วยเธอ “แล้วระเบิดเมื่อกี้อะหยัง !?

            “หื้อฟ้ากับน้ำว้าดูไว้แล้ว ปืนนี่ตัวคัดปลอกมันติด แต่เอาอะหยังจิ้มมันสักหน่อยก็หลุดแล้ว เรื่องแค่นี้กล้ายน่าจะฮู้นี่ เอ้า กินซะ”

            เด็กสาวหน้าจืดตอบทีละคำถามพลางควักยาสมานแผลในกระเป๋าเสื้อยัดใส่มือที่โชกเลือดของเพื่อนสาว ก่อนจะควักปากกาในกระเป๋าอีกข้างกระแทกเข้าไปในช่องคัดปลอกกระสุนของปืนกล กลไกข้างในดีดตัวกลับดังป้าบทันทีพร้อมกับปลอกกระสุนทองเหลืองที่กระเด็นออกมา

 

            “สุมาเต๊อะ บ่มีสติเหลือพอจะคึดแล้วตอนนั้น” กล้ายแก้เก้อ

            “ช่างเถอะ” ราชินีตานีตัดบท “ส่วนระเบิดเมื่อกี้น้ำว้าเพิ่งค้นเจอในอุปกรณ์เก็บอาวุธ ยังเหลืออีกสองลูก คงพอหื้อหมู่เฮาวิ่งไปที่ที่กำบังได้ แต่ตอนนี้กล้ายยังบ่น่าวิ่งไหวก็คงต้องใช้ปืนกลต่อก่อนเน่อ”

            “อ่า อื้ม ขอบคุณมากเน่อ บ่ได้กล้ายข้าคงสิ้นอายุอยู่นี่แล้ว”

            “บ่ต้องพูดแล้ว ไว้พอวิ่งได้ค่อยบอกข้าเจ้าอีกที”

 

            ขาดคำของกล้วย ชิ้นส่วนต้นสนที่เงียบไปเมื่อระเบิดปะทุขึ้นก็เปิดฉากจู่โจมอีกรอบ เด็กสาวหน้าจืดเหนี่ยวไกค้างเหมือนที่หัวหน้าหน่วยจู่โจมทำเมื่อครู่ คมกระสุนตัดผ่านเศษชิ้นส่วนพุ่งสวนเข้าหาเหล่าวิญญาณร้ายที่ยืนอยู่เบื้องหลังจนแตกสลายไปทีละตน พวกมันเริ่มถอยร่นอย่างไม่เป็นกระบวน แต่ก็ยังคงเหวี่ยงชิ้นส่วนต้นสนและเส้นลวดเข้าใส่สองตานีสาวอย่างไม่ลดละ กล้วยเองก็กราดยิงอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน แต่อึดใจต่อมา เพื่อนสาวก็กระตุกแขนเสื้อเธอเป็นสัญญาณว่าหายดีพอจะวิ่งหนีได้แล้ว.....

 

            “ข้าเจ้าโยนระเบิดแล้ววิ่งเลยเน่อกล้าย พร้อมเน่อ”

            “พร้อม”

            “สาม สอง หนึ่ง ไป !

 

            เด็กสาวผมหางม้าทันเห็นลูกกลมๆสีดำลอยละลิ่วเข้าไปในป่าแวบหนึ่ง ก่อนที่ทั้งป่าจะสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยแรงระเบิด กล้วยฉุดข้อมือเธอลุกขึ้น แล้วเด็กสาวทั้งสองก็เผ่นแน่บสุดฝีเท้า เสียงกิ่งสนฉีกขาดและเสียงสนล้มที่ดังอยู่ข้างหลังไกลๆ บอกให้รู้ว่าเหล่าวิญญาณร้ายยังไม่ยอมแพ้ แต่พวกเธอก็อยู่ห่างเกินกว่าที่พวกมันจะทำอะไรได้แล้ว

 

            “เฮ่อ เฮ่อ เกือบไป....”

            เด็กสาวผมหางม้าอ้าปากหอบหายใจขณะตานีทั้งสองเปลี่ยนเป็นเดินเมื่ออาคารไม้หลังใหญ่ปรากฏต่อสายตา มันเก่าแก่และหักพังพอๆกับกุฏิ มีเพียงครึ่งหนึ่งซึ่งก่อสร้างด้วยหินที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม เธอก็พอจะดูออกว่ามันเคยเป็นเมรุแบบเวียงตานที่ใหญ่มหึมาและคงจะงดงามมากในสมัยที่มันยังรุ่งเรือง ซึ่งก็ไม่แปลกนักในเมื่อที่นี่เคยเป็นสุสานหลวง ตัวตึกชั้นเดียวยาวเกือบหกสิบเมตร ปล่องควันสีดำทะมึนชวนสยองขวัญสูงลิบพอๆกับยอดสนที่รายล้อมตั้งตระหง่านชี้ตรงขึ้นไปในท้องฟ้าสีหม่น มีทางเดินเล็กๆทอดจากป่าที่เธอกำลังเดินอยู่ตรงไปยังประตูเหล็กที่มุมหนึ่งของตัวเมรุ

 

            “ขอบคุณมากเน่อกล้วย ถ้าบ่ได้กล้วยข้าคงสิ้นอายุอยู่ตรงนั้นแล้ว” กล้ายขอบคุณเพื่อนสาวอีกครั้ง

            “บ่เป็นอะหยัง อีกอย่าง ถ้าขาดกล้ายไปปฏิบัติการครั้งนี้คงจบบ่สวยหรอก” เด็กสาวหน้าจืดพูดขรึมๆ “หมู่เปิ้นอยู่ข้างในประตูนั่น ข้าเจ้าใช้อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนย้ายในพริบตาแล้ว วิญญาณร้ายเข้าบ่ได้แน่นอน คงบ่มีอะหยังต้อง.....”

 

            เสียงของกล้วยถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ดังมาจากอีกฟากของประตู ตานีสาวทั้งสองวิ่งเข้าประชิดประตูเหล็กทันทีก่อนที่กล้วยจะถีบเปรี้ยงเข้าไปด้านใน แล้วทั้งดวงตาเรียวและดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็ต้องเบิกกว้างจนแทบจะฉีกไปถึงใบหูเมื่อเห็นภาพน่าสยดสยองที่สุดในชีวิตของพวกเธอ....

 

            ร่างของฟ้านอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นคอนกรีต เพียงแค่ร่าง.... ไม่มีหัว เลือดสดๆ พรั่งพรูออกจากลำคอที่ถูกตัดขาดเหมือนน้ำพุ ไหลนองไปทั่วพื้นราวกับแอ่งน้ำสีแดงฉาน หัวของเธอกลิ้งอยู่ห่างออกไปเกือบเมตร ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ตรงกันข้ามกับใบหน้าซีดเผือดราวหิมะของตานีน้อยผมสั้นและสมิงสาวที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ใกล้ๆ ข้างร่างไร้หัวของสาวหมัดเหล็ก หลานชายหมอผีใหญ่ยืนจังก้า ฟังตอในมือชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ที่กำลังหยดติ๋งๆ ลงใส่ตัวเพื่อนสาว.....

 

            “จ้าด ยะอะหยังลงไปฮู้ตัวก่อ !?

            “ท้งมีดเดี๋ยวนี้ บ่อั้นหมู่เฮาจะยิง !

            เด็กสาวทั้งสองยกปืนขึ้นประทับบ่าทันที แต่จ้าดไม่ขยับเขยื้อน เขาหันมาหาฝ่ายตรงข้ามช้าๆ ใบหน้าดุเรียบเฉยไร้อารมณ์

 

            “แน่นอน เรารู้สิว่าเราทำอะไรลงไป” เสียงของเด็กหนุ่มเรียบและไร้อารมณ์พอๆกับใบหน้าจนตานีสาวทั้งสองขนลุก “นี่ไม่ใช่ฟ้า”

            “หา !?” สองตานีสาวอุทานแทบจะพร้อมกัน ก่อนที่กล้ายจะถามอย่างไม่เชื่อหู “หมายความว่าจะได บ่แม่นฟ้า !? นายโดนผีหลอกแล้วเน่อจ้าด ยอมรับเถอะ !

            “ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ฟ้าจริงๆ !” หลานชายหมอผีใหญ่เริ่มเสียงแข็งขึ้นบ้าง “มันเป็นผีร้ายปลอมตัวมาเป็นฟ้า กล้วยกับกล้ายไม่รู้สึกผิดปกติบ้างเลยรึไง”

            สองสหายสาวสบตากัน เสียงของฟ้าที่เสนอให้ทิ้งจ้าดและหมิงเอาไว้ดังขึ้นในโสตประสาท

            กล้วยหันไปหาเพื่อนสาวก่อนจะเอ่ยขึ้น “ลองสแกนวิญญาณดูหน่อยสิกล้าย”

            “อืม”

 

            เด็กสาวผมหางม้าหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาสีเขียวเรืองแสงกลายเป็นสีเขียวสว่างเรืองรอง เธอกวาดมองร่างไร้หัวของเพื่อนสาวตั้งแต่คอจรดเท้า ก่อนจะตวัดวูบไปมองหัวไร้ร่าง และโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เธอก็ดึงแขนทั้งเพื่อนสาวหน้าจืดและเพื่อนหนุ่มหน้าดุให้ถอยห่างออกมา

 

            “มันยังบ่ตายสนิท ระวัง !

 

            แทบจะทันที ดวงตาคมก็เบิกโพลงขึ้น ก่อนที่หัวจะกลิ้งขลุกๆ มาต่อกับคอที่ขาดสะบั้น แล้วร่างของเด็กสาวหน้าคมก็ลุกพรวดขึ้น มันทำท่าจะพุ่งเข้าจู่โจม แต่เพียงกระสุนนัดเดียวจากปืนไรเฟิล มันก็ร่วงลงไปดิ้นพราดๆ ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนดังคับห้องจนทั้งตานีน้อยและสมิงสาวซึ่งยังคงช็อกอยู่ต้องยกมือขึ้นปิดหู

 

            “แก....” ผีร้ายในร่างฟ้าหยุดกรีดร้องชั่วคราวเปลี่ยนเป็นคำรามอย่างโกรธจัด ใบหน้าของมันค่อยๆคล้ำขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มแห้งกรังเหมือนศพอย่างช้าๆ “แกรู้ได้ยังไงว่าข้าไม่ใช่นังผู้หญิงนั่น....”

            “เพราะเป็นเพื่อนกันไงล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเรียบๆ “ข้าเป็นเพื่อนกับเขามาตลอดชีวิต ทำไมจะไม่รู้ว่าเขาไม่มีทางเสนอให้ทิ้งเพื่อนเอาไว้เด็ดขาด.... เขาไม่มีทางตอบโต้เวลาอายด้วยการฟาดแบบนั้น และที่สำคัญ เขาไม่เคยอายเวลาพูดเรื่องไปเข้าห้องน้ำกับเราหรือผู้ชายคนไหน รู้จักสาวห้าวแสนงามประจำตานนะคอนพิทยาคมน้อยไปหน่อยแล้ว”

            “รู้ดีจังนะ” ผีร้ายแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม “มิน่าถึงเป็นได้แค่เพื่อน โดนเขาหักอกล่ะซี้ ข้าเห็นในความทรงจำของนังผู้หญิงนั่นแล้ว ฮ่า ฮ่า เป็นไง โดน เฟรนด์โซนแล้วรู้สึกยังไงบ้าง บอกกันหน่อยซิไอ้น้องชาย.....”

 

            ราวกับมีอะไรขาดผึงอยู่ในหัวเด็กหนุ่มหน้าดุ รู้ตัวอีกที เท้าของเขาก็อยู่บนหน้าแห้งกรังของฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว และก่อนที่ใครจะห้ามเขาไว้ได้ทัน จ้าดก็กระทืบไม่ยั้ง สามตานีหนึ่งสมิงมองดูอย่างอึ้งแกมสลดใจแทนผีเคราะห์ร้ายเมื่อเสียงร้องห้ามของมันกลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างทรมานขณะหลานชายหมอผีใหญ่ตั้งหน้าตั้งตากระทืบครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุด ผีร้ายในร่างเด็กสาวหน้าคมก็แตกสลายหายไป ทิ้งไว้เพียงกองเลือดสีแดงฉานที่ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง และอาวุธประจำกายที่มันขโมยมาจากฟ้าตัวจริงเท่านั้น

 

            “เอ่อ.... จ้าด....” เด็กสาวหน้าจืดเรียกอย่างไม่มั่นใจนัก

            “อะไร” ผู้ถูกเรียกถามกลับเสียงห้วน ใบหน้ายังคงแดงก่ำจนแทบจะเป็นคล้ำด้วยความโกรธ

 

            กล้วยสูดลมหายใจลึกราวจะรวบรวมกำลังใจ ก่อนจะระเบิดเสียงดังลั่นห้อง

            “แล้วยะหยังบ่ถามมันว่าเอาฟ้าไปไว้ที่ได๋ก่อนล่ะย้า.......!?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น