ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 56 : ระเบิดเวลาที่กลางทุ่งหลุมศพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 มี.ค. 58

            รถขับเคลื่อนสี่ล้อหน้าตาประหลาดๆ ลายพรางสีเขียวขี้ม้าแล่นฉิวฝ่าฝูงรถพ่วงไปตามถนนวงแหวนเลียบดอยด้วยความเร็วที่ตำรวจจราจรคงไม่ชอบแน่

 

            ก็คงไม่ชอบจริงๆนั่นแหละ ไม่เช่นนั้นเขตทางตะวันตกเฉียงเหนือของตานนะคอนคงไม่ดังก้องไปด้วยเสียงไซเรน และเต็มไปด้วยรถตำรวจประสิทธิภาพสูงสุดของกองบัญชาการตำรวจจราจรเวียงตานแบบนี้

 

            “ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ค่อยๆลดความเร็วลงแล้วจอดชิดข้างทางเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเจ้าหน้าที่จะยิง !

            ได้ผล บรรดารถพ่วงสิบแปดล้อ ยี่สิบล้อและมากกว่านั้นทั้งหลายตีไฟจอดชิดขวากันเป็นแถว น่าเศร้าที่คำขู่นี้ใช้ไม่ได้กับรถขับเคลื่อนสี่ล้อทั้งสองคัน มันยังคงวิ่งด้วยความเร็วน่าขนลุกอย่างไม่กลัวเกรงการ “ยิง” ของเจ้าหน้าที่เลยแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งเพราะทุกคนและทุกตนในรถมั่นใจว่าตราบใดที่ตำรวจไม่ขนอาวุธหนักตั้งแต่ปืนกลขึ้นไปมายิง รถทั้งสองคันก็ไม่สะทกสะท้าน และอีกส่วนหนึ่งเพราะชีวิตของผู้เป็นที่รักสองตนกำลังตกอยู่ในอันตราย....

 

            “กล้วย เร็วสิ โดนหมู่เปิ้นจับล่ะก็จบเห่แน่ !

            เด็กสาวผมหางม้าเร่งเพื่อนสาวผู้อยู่ห่างออกไปเบื้องหลังเธอเกือบสิบช่วงตัวผ่านวิทยุที่ตั้งให้รับเสียงจากทั้งคันรถ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวชำเลืองมองหน้าจอบนแผงคอนโซล จุดสีฟ้าและเขียวกะพริบอยู่ในเขตตีนเขาของเทือกเขาตานปันน้ำห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเกือบห้าสิบกิโลเมตร ตัวอักษรสีเดียวกับจุดระบุเอาไว้ชัดเจน ยูคิ’ ‘น้ำไท’…..

 

            ข้างตัวเธอ สัตว์ภูตสาวแห่งป่าแสนคำนั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวจ้องเป๋งไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า มือขวากำที่วางแขนแน่น พอๆกับมือซ้ายที่ยึดกล่องเก็บของระหว่างเบาะนั่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทั้งร่างกายและจิตใจอันสั่นคลอนของเธอในยามนี้ เช่นเดียวกับฟ้าที่รัดเข็มขัดนิรภัยแน่นหนาและเหนี่ยวทุกอย่างที่มือของเธอเอื้อมถึงเอาไว้แน่น แม้เธอจะเคยแต่เมาเครื่องบิน แต่ยามนี้เด็กสาวหน้าคมก็เริ่มวิงเวียนขึ้นมาแล้ว ขณะโชเฟอร์เดนตายพารถคันใหญ่ฉวัดเฉวียนไปตามขบวนรถพ่วงอย่างน่าหวาดเสียว

 

            “ฮู้.... น่า....”

            ราชินีตานีลอดไรฟัน มือกำพวงมาลัยเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผากไหลชุ่มเสื้อผ้าดิบตัวในของตะเบงมานคอมมานโดเป็นวง ปกติเธอไม่เคยเหยียบเกินร้อยยี่สิบ และถึงจะจำเป็นจริงๆก็ไม่มีทางเกินร้อยสี่สิบเด็ดขาด แต่บัดนี้มาตรวัดความเร็วเหวี่ยงไปเกินความเร็วปกติของเธอถึงเกือบร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่กล้ายก็ยังทิ้งห่างเธอออกไปเรื่อยๆ

 

            “แต่เราว่ากล้ายลดความเร็วลงหน่อยก็ดีนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุผู้นั่งอยู่บนเบาะข้างๆกล้วยเอ่ยเตือนเพื่อนสาวเสียงสั่นๆ เขาอยู่ในสภาพไม่ต่างจากราชินีตานีเท่าใดนัก ดีหน่อยตรงที่เขาไม่ต้องขับเท่านั้นเอง “เราเข้าใจว่ากล้ายห่วงยูคิกับน้ำไท เราก็ห่วง กล้วยก็ห่วง น้ำว้ายิ่งห่วงมากกว่าอีก แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเจออุบัติเหตุตายระหว่างทางหรือไปทำให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวตายไปด้วยล่ะ”

 

            เขาชำเลืองมองไปยังเด็กหญิงผมสั้นบนเบาะหลังแวบหนึ่งเมื่อเอ่ยชื่อเธอ แต่น้ำว้ายังคงนั่งก้มหน้านิ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้นเงียบๆ ตรงกันข้ามกับหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมที่สวนกลับมาเสียงเขียว

 

            “ดูถูกฝีมือขับรถข้าก๋าบ่าจ้าดง่าว !?

            “เปล่าคับเจ๊....” จ้าดรีบตอบ “แต่คือ.....”

            “ถ้าจะอั้นก็บ่ต้องห่วง ข้าฮู้น่าว่าอะหยังควรบ่ควร”

 

            “ก็กลัวว่าจะไม่รู้นี่ซี้.....”

            หลานชายหมอผีใหญ่รำพึงเมื่อเห็นเพื่อนสาวปาดหน้ารถพ่วงสิบแปดล้อที่บรรทุกคอนเทนเนอร์มาเต็มคันในระยะประชิด เสียงแตรดังแปร๊นลั่นเหมือนช้างป่าตกมันขณะกันชนหลังของกล้ายเฉียดหน้าหม้อรถบรรทุกไปเพียงไม่ถึงเมตร ที่แย่คือรถพ่วงเบรกจึ้กจนกล้วยต้องหักหลบอย่างฉับพลัน รถขับเคลื่อนสี่ล้อไถลไปบนพื้นถนนเสียงดังเอี๊ยดแสบแก้วหู เด็กสาวหน้าจืดดึงการควบคุมกลับมาทันพอดีก่อนที่มันจะเป๋ไปชนขอบคอนกรีตกั้นเลน เธอเหลียวมองรถพ่วงที่กดแตรแถมให้เธออีกสองสามแป๊น พลางนึกขอโทษอยู่ในใจ

 

            กล้ายดริฟต์สาดโค้งขึ้นสะพานซึ่งเลี้ยวซ้ายไปบรรจบกับถนนเลียบแม่น้ำตานควันโขมง กล้วยเหยียบคันเร่งตามไปติดๆ เครื่องยนต์ไฮบริดสี่ร้อยแรงม้าส่งเสียงคำรามขณะรถหนักเกือบหนึ่งตันเหินลอยขึ้นจากพื้นถนนด้วยความเร็วที่สูงเกินพิกัดก่อนจะไปร่วงโครมลงที่ตีนสะพานอีกด้านอย่างน่าสงสารระบบกันสะเทือน เด็กสาวผมหางม้าเหลือบมองกระจกหลัง ไฟวอบแวบสีแดงกับน้ำเงินของตำรวจหายไปแล้ว เสียงไซเรนก็เงียบไปด้วย พวกเขาคงคิดว่าตามยังไงก็คงไม่ทัน หรือจะคิดว่าปล่อยให้มันไปรถคว่ำตายกันเองดีกว่าก็ไม่ทราบได้

 

            “จ้าด เอาแลปทอปข้าเจ้ามาลองถ่ายรูปดาวเทียมของพื้นที่เป้าหมายอีกทีซิ”

            อย่างน้อย รถตำรวจที่หายไปก็ทำให้เด็กสาวหน้าจืดใจเย็นลงพอที่จะออกคำสั่งได้อีกครั้ง หลานชายหมอผีใหญ่เอี้ยวตัวข้ามไปยังเบาะหลัง พร้อมๆกับที่น้ำว้าหยิบแลปทอปสีเงินคาดเขียวส่งให้พอดี เด็กหนุ่มหน้าดุพรมนิ้วสั่งให้มันถ่ายรูปผ่านดาวเทียม แต่ภาพที่ได้กลับเป็นสีขาวโพลนเป็นปุยของก้อนเมฆ ไม่เห็นพื้นดินเลยสักนิดเดียว

 

            “เหมือนเดิม”

            จ้าดส่ายหน้า พวกเขาถ่ายรูปไปครั้งหนึ่งแล้วตอนเอารถถังและเฮลิคอปเตอร์ไปเก็บที่โรงเก็บเครื่องบิน แต่รูปที่ได้ก็ถูกเมฆบดบังมิดเช่นกัน แม้ดาวเทียมของตานีจะสามารถถ่ายรูปทะลุเมฆได้ดีกว่าดาวเทียมของมนุษย์หลายเท่า แต่มันก็ไม่สามารถทะลุทะลวงปุยหนาปึ้กของเมฆฝนที่ก่อตัวจนท้องฟ้ายามเที่ยงของตานนะคอนเป็นสีเทาหม่นราวยามพลบค่ำแบบนี้ได้

 

            “ว่าแต่ ออกมาทั้งๆที่ไม่ได้วางแผนแบบนี้จะดีเหรอกล้วย” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเพื่อนสาวพลางพับแลปทอปก่อนจะเอื้อมไปวางไว้ที่เบาะหลังตามเดิม “เรายังไม่รู้เลยนะว่าพื้นที่เป้าหมายเป็นยังไง”

            “คึดว่าข้าเจ้าอยากออกมาทั้งๆจะอี้ก๋าบ่าจ้าดง่าว” ราชินีตานีตอบเสียงไม่สบอารมณ์นัก “สงสัยปฏิบัติการนี้คงต้องรบกวนกล้ายอีกแล้ว ได้ก่อกล้าย”

            “อื้ม บ่มีปัญหา” ผู้ถูกพาดพิงส่งเสียงตอบมาจากรถอีกคัน “แต่ถ้าข้ายะอะหยังบ้าบิ่นเกินไป กล้วยก็ช่วยห้ามด้วยเน่อ”

            “ได้” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ก่อนจะถามกลับ แต่เปลี่ยนคู่สนทนา “ฟ้า เอาข้อมูลเรื่องระเบิดนั่นมาก่อ”

            “อะ.... เอามาๆ” เสียงของสาวหมัดเหล็กสั่นเล็กน้อยด้วยยังสยองกับฝีมือขับรถของเพื่อนสาวไม่หาย แม้ตอนนี้จำนวนรถพ่วงที่น้อยลงจะทำให้กล้ายขับนิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

            “ขอรายละเอียดเรื่องวิธีการทำงานหน่อย อ่านมาหื้อหมดเลย”

 

            “โครงการทดลอง 055 ระเบิดเชื่อมมิติ.... การทำงานแบ่งออกเป็นสองขั้น ขั้นแรก ระเบิดสสาร-วิญญาณจะเปลี่ยนสสารรอบข้างให้เป็นพลังงานวิญญาณทั้งหมด จากนั้นชนวนของระเบิดขั้นที่สองจะทำงาน ระเบิดขั้นที่สองจะดูดกลืนพลังงานวิญญาณจากรอบข้างเข้าไปอัดให้มีความเข้มข้นสูง เหวอ....” คำอธิบายของฟ้าถูกขัดจังหวะเล็กน้อยเมื่อโชเฟอร์ของเธอกระทืบคันเร่งแซงปาดหน้ารถพ่วงอีกครั้ง “....เอ่อ โอเค พลังงานวิญญาณที่ความเข้มข้นสูงจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้มันเข้มข้นขึ้นไปอีกและมีปริมาณพลังงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเมื่อปริมาณพลังงานมากเกิน ขีดจำกัดสุทัศน์ก็จะระเบิดออกปลดปล่อยพลังงานมหาศาลที่สามารถทำลายกำแพงระหว่างโลกก่อนความตายและโลกหลังความตายได้ ส่วนสสารหรือวิญญาณที่ถูกย่อยสลายให้กลายเป็นพลังงานวิญญาณบริสุทธิ์และระเบิดออกนั้นจะกระจัดกระจายหายไปในชั้นบรรยากาศโดยไม่สามารถรวมตัวกันเป็นก้อนพลังงานได้อีก”

 

            “ยังกะระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์*” หลานชายหมอผีใหญ่เปรย

            “บ่คึดเลยว่าเปิ้นจะเอาทฤษฎีพลังงานวิญญาณที่กำลังศึกษากันอยู่มาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์จะอี้” กล้วยขบกรามแน่น “ทำลายกำแพงระหว่างสองโลกนี่ก็หายนะอยู่แล้ว แต่ถ้าขนาดใหญ่พอมันจะเป็นอาวุธทำลายล้างอานุภาพร้ายแรงได้ด้วยตัวมันเองเลยด้วยซ้ำ สสารทุกอย่างจะกลายเป็นพลังงาน.... หายไปทันที บ่มีอะหยังเหลืออยู่....”

 

            เสียงของราชินีตานีขาดหายไปในลำคอเมื่อเสียงสะอื้นที่เบาะหลังดังขึ้น เธอลืมไปเสียสนิทว่าน้ำว้านั่งอยู่ด้วย

 

            “บ่เป็นอะหยังหรอกน้ำว้า เชื่อเอื้อย หมู่เฮาต้องช่วยน้ำไทได้แน่ๆ”

            “เอื้อยกล้วยคึดจะอั้นแต๊ๆก๋า” เด็กหญิงผมสั้นย้อนถาม เสียงที่เคยแข็งและมั่นอกมั่นใจจนแทบจะเป็นห้วน ยามนี้สั่นเครือและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

            “อื้ม แม่นสิ ต้องช่วยได้แน่” กล้วยทำเสียงมั่นใจ เธอพยายามทำใจให้เชื่อแบบนั้นด้วย แม้จะรู้ดีว่าโอกาสสำเร็จของปฏิบัติการคราวนี้ต่ำแค่ไหนก็ตาม.....

            “ในเอกสารนั้นมีอะหยังเขียนไว้อีกบ้างฟ้า” กล้ายถามบ้าง “ประมาณว่าลักษณะระเบิด ประเภทกระเดื่องระเบิด วิธีทำลาย อะหยังก็ได้ มีบ้างก่อ”

            “มีรูปอยู่เหมือนกัน” สาวหมัดเหล็กพลิกหน้ากระดาษไปสองสามหน้า “มันเหมือนถังใหญ่ๆถังนึง ในนี้เขียนว่าสูงประมาณสามเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆเกือบสองเมตร แล้วก็มีแผงสวิตช์อยู่ข้างหน้า”

            “มีรูปสวิตช์ก่อ”

            “มี....” ฟ้าตอบ “แต่มันเป็นแผงวงจรไฟฟ้า แล้วก็ซับซ้อนมากด้วย เราอ่านไม่เข้าใจ เหมือนจะมีทรานซิสเตอร์กับวงจรไอซี**ด้วย”

 

            “ไอซีเลยก๋า.... ท่าจะลำบาก”

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพึมพำ ถึงขั้นมีวงจรไอซีควบคุมคงปลดชนวนลำบากแน่ แม้เธอจะเรียนการปลดชนวนวัตถุระเบิดมาก่อน แต่ก็เคยทำเพียงกระเดื่องไฟฟ้าธรรมดาและกระเดื่องสารเคมี***เท่านั้น เด็กสาวขบกรามกรอด กระเดื่องซับซ้อนแบบนี้เป็นฝีมือของนางแน่นอน ทำไมเธอถึงไม่ยิงนางให้รู้แล้วรู้รอดไปตั้งแต่เมื่อคราวไปช่วยกล้วยนะ....

 

            “แล้ว.... แล้วถ้าพวกเฮาไม่ปลดชนวน แต่ยิงทำลายมันเลยล่ะ ได้บ่” สมิงสาวเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบยี่สิบนาทีหลังจากออกจากโรงเก็บเครื่องบินมา ส่วนหนึ่งเพราะกล้ายไม่ได้เหยียบแบบท้าความตายเหมือนช่วงแรกๆแล้ว

            “แป๊บนึงนะ.....” ฟ้ากรีดผ่านปึกเอกสารอย่างรวดเร็ว “มีบอกว่าระเบิดนี้ถูกป้องกันด้วยเกราะแบบปฏิกิริยา**** สามารถทนกระสุนปืนเล็กและปืนกลได้เกือบทุกชนิด แม้กระทั่งปืนใหญ่รถถัง”

            “หมู่เปิ้นคึดเอาไว้แล้วสิเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหนักใจ “แต่ระยะขนาดนั้นน่าจะยังพอใช้ปืนใหญ่ระดมยิงได้.....”

            “เดี๋ยว ยังมีอีก....” สาวหมัดเหล็กเบรกอีกฝ่าย “นี่.... ระบบรับรองการทำลายล้าง คำอธิบายและการทำงาน ในกรณีที่มีการระเบิดจากเกราะแบบปฏิกิริยา หรือหากเซนเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือนและอุปกรณ์อื่นๆ เช่นกล้องวงจรปิดหรือกระเดื่องเสียงตรวจจับได้ว่ามีความพยายามจะถอดชนวน วงจรรับรองการทำลายล้างจะสั่งให้ระเบิดทำงานทันที และหากระเบิดถูกทำลายภายในเวลาอันสั้นเช่นถูกกระสุนปืนใหญ่ ระเบิดขั้นที่หนึ่งหรือระเบิดสสาร-วิญญาณก็ถูกออกแบบมาให้จุดชนวนได้เร็วพอจะทำงานได้ จึงแน่ใจได้ว่าอย่างน้อยที่สุดบริเวณรอบๆ ในรัศมีการระเบิดจะถูกทำลายแน่นอน”

            “แย่” ตานีสาวผมหางม้าขบกรามกรอด “ดักทางเอาไว้ทุกทางจะอี้แล้วจะยะจะได....”

            “แล้วรัศมีการระเบิดแค่ไหน” จ้าดถามบ้าง

            “เท่าที่เขียนในนี้.... ลูกทดลองเมื่อสองเดือนที่แล้วรัศมีร้อยเมตร เดือนที่แล้วรัศมีสองร้อยเมตร ส่วนลูกล่าสุดที่ยังไม่ได้ทดลองนี่.... โดยทฤษฎีแล้วรัศมีหนึ่งกิโลเมตร !

            “หนึ่งกิโลเมตร !?” สมิงสาวอ้าปากค้าง “บ้าแล้วเด๊ น้องๆระเบิดปรมาณูเลย !

            “ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ระเบิดนี่จะลบสสารทุกอย่างในรัศมีหายไปเลย” กล้วยพูดผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น “ดูท่าเป้าหมายของภารกิจครั้งนี้จะเหลือแค่ช่วยน้ำไทกับยูคิ หนีออกมาหื้อทันแล้วยิงทำลายระเบิด หรือบ่อั้นก็ได้แค่ช่วยน้ำไทกับยูคิด้วยซ้ำแล้ว.....”

            “แล้วปล่อยผีร้ายออกมาจากโลกหลังความตายเนี่ยนะ !?” จ้าดทวนคำเสียงสูง

            “แล้วจะหื้อข้าเจ้ายะจะได” ราชินีตานีสวนกลับ “คึดว่าข้าเจ้าอยากปล่อยหมู่เปิ้นออกมานักก๋า ถ้ามีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ก็บอกมาเลย ข้าเจ้ายินดียะ !

            “ใจเย็นๆน่าทั้งคู่ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน” เด็กสาวหน้าคมปราม “ค่อยๆดูไปดีกว่า เราว่ายังไงๆ มันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก”

            “ก็ขอหื้อเป็นจะอั้นเถอะ.....”

 

            “ชิดขวา ขึ้นสะพาน”

            เสียงผู้หญิงแข็งๆ ของระบบนำทางดังขึ้น พร้อมๆกับที่ป้ายบอกทางไปบ้านผาส้อยปรากฏขึ้นเบื้องหน้า กล้ายและกล้วยชิดขวา แล้วรถทั้งสองก็ทะยานขึ้นสะพานที่เลี้ยวซ้ายข้ามทางหลวงแปดเลนไปบรรจบกับถนนเล็กๆ ที่มุ่งหน้าไปยังเนินเขาสีเขียวชอุ่มซึ่งมีเงาทะมึนของเทือกเขาตานปันน้ำเป็นฉากหลัง

 

            ถนนนั้นมีเพียงสองเลน และมันแคบอย่างน่ากลัว ป่าสนหนาทึบโอบล้อมถนนไว้ กินเลนเข้ามาครึ่งเลนจากทั้งสองด้าน เหลือพื้นที่แคบๆ ให้วิ่งได้แค่ที่กลางถนน กล้ายพ่นลมหายใจฟึดฟัดอย่างหงุดหงิดเมื่อต้องลดความเร็วลงมาเหลือหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่กล้วยผู้ไม่คิดจะเหยียบเกินหกสิบอยู่แล้วในสภาพถนนแบบนี้ยิ่งช้าลงไปอีก ราชินีตานีละมือจากพวงมาลัยไปเปิดระบบเซนเซอร์พลังงานวิญญาณระยะใกล้ ป่าหนาทึบแถมอยู่ในระยะประชิดแบบนี้ พวกเธอจะเสียเปรียบอย่างเต็มประตูหากผีร้ายซุ่มโจมตี

 

            แล้วจู่ๆ หกสหายศึกก็ต้องหัวสั่นหัวคลอนเป็นตุ๊กตาโยกหัวที่ติดอยู่หน้ารถเมื่อถนนยางมะตอยเปลี่ยนเป็นลูกรังปนหลุมบ่ออย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เด็กหนุ่มหน้าดุกุมหัวป้อยหลังลอยขึ้นไปกระแทกเพดานเมื่อรถตกหลุมที่ลึกเป็นฟุตอย่างแรง ขณะทั้งกล้วยและกล้ายต้องลดลงมาใช้เกียร์ต่ำสุดก่อนจะบังคับรถให้ค่อยๆคลานไปตามถนนอันทรุดโทรมด้วยความเร็วไม่หนีจักรยานไปเท่าใดนัก เด็กสาวผมหางม้านึกด่ากรมทางหลวงเวียงตานอยู่ในใจ ถึงถนนนี้จะแทบไม่มีใครใช้ก็เถอะ แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการปล่อยปละละเลยแบบนี้สักหน่อย

 

            ถนนแย่ลงไปอีกเมื่อทั้งหกมาถึงตีนเนิน ซ้ำด้วยฝนที่กระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว น้ำฝนมหาศาลเปลี่ยนลูกรังสีแดงให้กลายเป็นโคลน รถคันโตไถลลื่นราวกับอยู่บนลานสเกตน้ำแข็งจนตานีสาวทั้งสองต้องเปิดระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและระบบกันไถลเต็มรูปแบบ แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนักในเมื่อพวกเธอยังต้องเร่งเครื่องขึ้นเขากันอยู่แบบนี้ หลายครั้งที่รถสะบัดวูบก่อนจะแถไปริมหน้าผา โชคดีที่โชเฟอร์ทั้งสองดึงรถกลับมาได้ทันท่วงทีทุกครั้ง ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำของเหล่าผู้โดยสาร

 

            ในที่สุด ทางก็ชันน้อยลงเมื่อทั้งหกขึ้นมาถึงยอดเนิน แต่ฝนก็ยังคงตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทุกอย่างนอกรัศมีสองเมตรกลายเป็นสีขาวโพลน แม้แต่แผงกั้นริมขอบทางก็ยังมองแทบไม่เห็น สิ่งเดียวที่เด็กสาวหน้าจืดพอจะใช้หาทิศทางได้คือไฟท้ายจากรถของกล้ายเบื้องหน้า แต่จู่ๆมันก็หายวับ แล้วเสี้ยววินาทีต่อมา กล้วยก็ต้องกระทืบเบรกอย่างแรงเมื่อพบว่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตจอดขวางหน้าเธออยู่ในระยะประชิด เธอหยุดห่างจากเพื่อนสาวเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หน้าหม้อรถห่างจากประตูด้านคนขับเพียงไม่ถึงเซนติเมตร

 

            “ยะอะหยังน่ะกล้าย !?” ราชินีตานีร้องถามเสียงสูง

            “สุมาเน่อๆ” กล้ายตอบกลับมา “แต่ข้างหน้ามีกำแพง ข้าก็เกือบชนไปเหมือนกัน”

            “กำแพง ?” เด็กสาวหน้าจืดทวนคำอย่างประหลาดใจ “แถวนี้บ่น่ามีสิ่งก่อสร้างนี่”

            “บ่ฮู้ล่ะ แต่มีแน่ๆ กำแพงสูงด้วย สามเมตรได้มั้ง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแหงนหน้ามองสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า “แถวนี้ก็ใกล้สัญญาณของน้ำไทกับยูคิแล้วด้วย ลองเลียบๆไปดูก่อนละกัน”

 

            กล้วยถอยให้เพื่อนสาวขยับรถ แล้วทั้งสองคันก็ค่อยๆวิ่งเลียบกำแพงไปอย่างช้าๆท่ามกลางสายฝน มันเป็นสีขาว มีสีดำของเนื้อหินโผล่ออกมาเป็นหย่อมๆตามเนื้อสีที่ผุพังหลุดร่อน และมันยาวเหยียด ตานีสาวทั้งสองขมวดคิ้วอย่างงุนงง สิ่งก่อสร้างใหญ่ๆแบบนี้น่าจะถูกบันทึกลงแผนที่ของตานีอยู่แล้ว ซึ่งนั่นควรจะทำให้ระบบนำทางเตือนให้เลี้ยวหลบ ไม่ใช่ไม่บอกอะไรเลยจนเกือบจะชนแบบนี้ ที่นี่มีอะไรแปลกๆเสียแล้ว

 

            “หรือว่านี่จะเป็นวัด” จู่ๆฟ้าก็เอ่ยขึ้น

            “ตลกน่า” เด็กสาวผมหางม้าตอบพลางขมวดคิ้วเขม้นมองกำแพง มีก้อนสีขาวๆตั้งเรียงรายอยู่ตลอดแนว มันก็ดูเหมือนใบเสมาจริงๆนั่นแหละ “วัดอะหยังจะมาสร้างในที่กันดารจะอี้ล่ะ”

            “บ่ เป็นไปได้เหมือนกันเน่อ” ราชินีตานีแย้ง “กล้ายเคยได้ยินเรื่องวัดผาลางแก้วก่อ”

            “ผาลางแก้ว.....” กล้ายนิ่งคิดอยู่อึดใจหนึ่ง “วัดที่เคยเป็นทางผ่านไปโลกหลังความตายก๋า”

            “แม่น” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “ถ้าเกิดคึดว่าหมู่ผีร้ายต้องการทำลายกำแพงมิติระหว่างโลกหลังความตายกับโลกนี้ ที่นี่ก็ถือว่าเหมาะ และมันก็อธิบายได้ด้วยว่ายะหยังระบบนำร่องถึงบ่เตือน วัดที่โดนทิ้งร้างไปสามร้อยกว่าปีคงบ่ปรากฏในแผนที่ใหม่ของหมู่เฮาแน่”

            “เดี๋ยวๆกล้วย วัดนี้มันคืออะไรนะ” ฟ้าเบรกเพื่อนสาว

            “วัดผาลางแก้ว เชื่อกันว่าสร้างเพื่อเป็นสุสานของทหารที่ตายในสงครามเวียงตาน-บาหม่อนเมื่อสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็ใช้เป็นสุสานหลักของราชวงศ์อาณาจักรตานนะคอน ในบันทึกของหมู่เฮาบอกไว้ว่าเคยจับสัญญาณพลังงานวิญญาณจำนวนมากได้ที่นี่ เชื่อกันว่าโลกหลังความตายหันวิญญาณแถวนี้มากๆเข้า แถมมีวิญญาณกษัตริย์ด้วย ก็เลยเปิดเป็นทางผ่านซะเลย”

            “แต่วัดนี้ก็โดนทิ้งร้างมาตั้งแต่สามร้อยกว่าปีที่แล้วตอนอาณาจักรเวียงตานโดนอาณาจักรสารขัณฑ์ยึด เชื่อกันว่าถูกทำลายไปแล้วด้วยซ้ำ ตอนนี้คงบ่มีผู้ได๋ในตานนะคอนฮู้จักวัดนี้แล้วล่ะ เส้นทางนี้ก็บ่มีคนใช้ด้วย เพราะถนนสมัยใหม่ก็สุดแค่ตีนเนิน ตรงที่หมู่เฮารู้สึกว่าถนนมันเริ่มแย่ลงอีกนั่นแหละ แล้วรู้สึกว่า....” ตานีสาวหน้าจืดลากเสียงเล็กน้อยขณะเหลือบมองแผนที่ในหน้าจอของรถ “แต๊ๆด้วย แถวนี้อับมุมจากทุกถนนแล้วก็หมู่บ้าน แล้วเท่าที่ฮู้ก็บ่มีเส้นทางบินเส้นได๋ผ่านใกล้แถวนี้ เพราะจะอั้นก็เลยกลายเป็นวัดร้างที่บ่มีผู้ได๋หันหรือฮู้จักไปแล้ว แม้แต่แผนที่ของหมู่เฮาก็บ่มี มีแต่เรื่องเล่าต่อๆกันมานี่แหละ”

            “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ว่าผีร้ายน่าจะวางระเบิดที่นี่ล่ะ” จ้าดถามบ้าง

            “ถ้ามันเคยเป็นทางผ่านไปโลกหลังความตายแต๊ๆ กำแพงมิติตรงนี้ก็น่าจะยังเหลือร่องรอย ยะหื้อมันอ่อนแอกว่าที่อื่น หวังผลระเบิดได้มากขึ้น”

            “แต่มันโดนทิ้งร้างไปเป็นร้อยปีแล้วไม่ใช่เหรอ” สาวหมัดเหล็กท้วง “ทางผ่านก็น่าจะโดนปิดไปแล้วเหมือนกันนะ”

            “กำแพงมิติก็เหมือนแก้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพูดบ้างหลังจากให้ราชินีตานีร่ายยาวมาซะนาน “ถึงจะหยิบขึ้นมาต่อใหม่ ใช้กาวดีเท่าได๋มันก็บ่สนิทเหมือนเดิมหรอก”

            “แล้วทำไมผีถึงจะเข้าไปอยู่ในวัด” หลานชายหมอผีใหญ่ถามอย่างงงๆระคนขบขัน “มันไม่ร้อนรึไง”

            “ในโบสถ์หรือหน้าพระพุทธรูปที่มีพลังงานวิญญาณแบบดีเข้มข้นน่ะแม่น หมู่เปิ้นจะฮู้สึกบ่สบายตัว ยิ่งเคยยะความชั่วมาเยอะ มีพลังงานวิญญาณด้านร้ายเยอะก็ยิ่งบ่สบายตัว คล้ายๆกับในโลกหลังความตายนั่นแหละ” เด็กสาวหน้าจืดอธิบาย “แต่ในกุฎิพระ แถวเมรุ แถวที่เก็บกระดูกหรือในป่าช้าน่ะบ่ต้องอู้เลย เพียบ”

 

            กำแพงทอดยาวไปสุดที่หน้าผาสูงชันห่างออกไปเกือบครึ่งกิโลเมตร ไม่มีทางเข้าอื่นใดนอกจากซุ้มประตูหินเล็กๆ ที่พังลงมาครึ่งแถบ ซึ่งแคบเกินกว่าจะเอารถเข้าไปได้ทั้งคัน

 

            “เอารถพังเข้าไปเลยดีบ่” หมิงเสนอ

            “จะบ้าก๋า เสียดายรถ” ตานีสาวผมหางม้าตอบทันควัน “อีกอย่าง กำแพงหินจะอี้ข้าย่านเอารถชนแล้วรถจะพัง แต่กำแพงบ่เป็นอะหยังน่ะสิ”

            “ก็แปลว่าต้องลงแม่นบ่” สัตว์ภูตสาวแห่งป่าแสนคำมองฝนที่สาดกระทบรถอย่างหวาดๆ แม้เธอจะเป็นสมิง แต่ก็เหมือนสัตว์หน้าขนทั่วๆไปที่ไม่ชอบเปียกฝน ป่าแสนคำก็ไม่ค่อยมีฝนตกเสียด้วย ฝนหนักเป็นพายุแบบนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

            “ฮื่อ” กล้ายตอบสั้นๆ ก่อนจะประกาศปฏิบัติการ “ทุกตน เตรียมตัวลง หมู่เฮาจะจอดใกล้ซุ้มประตู ลงไปหยิบอาวุธ ใส่หมวกเหล็กด้วยเน่อ เสร็จแล้วไปซุ่มที่กำแพงข้างประตูรอคำสั่งต่อไป เข้าใจเน่อ”

            “รับทราบ”

 

            ฟ้าส่งเสื้อนอกของตะเบงมานคอมมานโดให้กล้ายและหมิงก่อนจะหยิบของตัวเองขึ้นมาสวม เช่นเดียวกับน้ำว้าที่ส่งให้รุ่นพี่ทั้งสองที่เบาะหน้า ตานีสาวทั้งสองพารถจอดชิดกำแพง ประตูทั้งแปดเปิดผางเมื่อทุกคนและทุกตนกระโดดลงไปเปิดท้ายคว้าอาวุธประจำกายมาถือไว้ กล้วยตัดสินใจสะพายสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องขึ้นหลังและหยิบไรเฟิลจู่โจมสำรองของเธอมาเป็นอาวุธประจำกายแทน ขณะกล้ายสะพายปืนกลกระบอกใหญ่ที่ยังไม่มีใครเคยเห็นขึ้นหลังก่อนจะหยิบไรเฟิลจู่โจมกระบอกเก่งของเธอ ตานีสาวผมหางม้าเหวี่ยงประตูหลังปิด กดรีโมตเปิดระบบพรางตัวของรถทั้งสองคัน มันเลือนหายไปกับสายฝนขณะเธอวิ่งไปแนบตัวลงกับกำแพงหินเย็นๆ ข้างซุ้มประตูก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง

 

            ทัศนวิสัยแย่มาก สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงเงาตะคุ่มของอะไรบางอย่างที่เป็นก้อนตันๆ และตั้งเรียงกันเป็นแถว นอกนั้นขาวโพลนไปหมดด้วยสายฝน รัศมีการมองเห็นมีเพียงไม่ถึงห้าเมตร

 

            กล้ายยกปืนขึ้นแนบกล้องเล็งสแกนด้วยพลังงานวิญญาณกับดวงตา ภาพที่เห็นชัดขึ้นบ้าง เบื้องหน้าเธอเป็นเนินเขากว้างใหญ่ที่ตั้งอยู่ระหว่างเขาสูงชันสองลูก ก้อนตันที่เธอเห็น แท้จริงแล้วเป็นหินหน้าหลุมอัฐิแบบเวียงตานที่ตั้งเรียงกันเป็นตับทอดยาวไปจนเกือบสุดเนินอีกด้านหนึ่ง ที่ยอดเนินห่างออกไปราวเกือบสองกิโลเมตร โบสถ์และวิหารสองหลังที่มีหลังคาแหลมลดหลั่นกันลงมาสามชั้นแบบศิลปะเวียงตานตั้งขนาบเจดีย์ฐานกลมที่ยอดแหลมสูงเสียดฟ้า ด้านหลังมีซากปรักหักพังที่ดูเหมือนจะเคยเป็นกุฎิไม้ตั้งระเกะระกะอยู่ไม่ห่างออกไปนัก โดยมีป่าสนหนาทึบเป็นฉากหลังสุด

 

            “วัดแต๊ๆด้วย” เธอลดปืนลง “ข้างหน้าหมู่เฮาเป็นเนินเขา ตรงนี้เหมือนจะเป็นลานที่เก็บกระดูก มีแท่นหินหน้าหลุมศพเต็มเลย ไกลออกไปตรงยอดเนินมีโบสถ์กับวิหารแล้วก็เจดีย์ แล้วก็มีซากๆอะหยังบ่ฮู้คล้ายๆซากกุฏิหรือบ่อั้นก็ศาลาการเปรียญ”

            “มีสัญญาณวิญญาณบ้างก่อ”

            “มีบางๆ” เด็กสาวผมหางม้าตอบ เธอหยิบคอมพิวเตอร์มือถือมาสั่งการดาวเทียมให้สแกนพลังงานวิญญาณบริเวณนี้อย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้น “น่าจะเป็นของน้ำไทกับยูคิ สัญญาณของหมู่เปิ้นอยู่ลึกเข้าไปหน่อย ดูจากบริเวณแล้วน่าจะอยู่บนยอดเนิน บ่ในวิหารก็ในโบสถ์ หรือบ่อั้นอาจจะอยู่ใต้ซากนั่นก็ได้”

            “แต่สองตนนั้นปลอดภัยใช่มั้ย” ฟ้าถามอย่างเป็นห่วง “หมายถึง.... ถ้ายังมองเห็นสัญญาณวิญญาณได้ ก็น่าจะแปลว่ายังไม่ตายใช่มั้ย”

            “บ่ตายแน่นอน อันนี้ยืนยันได้ แต่ปลอดภัยก่อนี่บ่ฮู้” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงต่ำๆ “ไปกันเหอะ ยิ่งช้ายิ่งแย่ ระวังด้วยเน่อ”

 

            หกสหายร่วมรบย่างช้าๆ ผ่ากลางทุ่งหลุมอัฐิตรงไปยังสัญญาณของน้ำไทและยูคิ สภาพพื้นที่เลวร้ายพอๆกับทัศนวิสัย ฝนที่กระหน่ำลงมาทำให้ชุดตะเบงมานคอมมานโดเปียกชุ่มไปถึงชั้นในภายในเวลาไม่กี่วินาที น้ำเย็นเฉียบท่วมสูงถึงข้อเท้า แม้รองเท้าบู๊ตหนังจะกันได้หมด แต่ย่ำเท้าทีก็กระฉอกขึ้นมาถึงกางเกงผ้าเนื้อหนาและซึมลงไปได้อยู่ดี พื้นหญ้าข้างใต้ก็ลื่นราวกับตะไคร่ เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เด็กหนุ่มหน้าดุก็ล้มหงายหลังผึ่ง ร่างสูงเกือบร้อยแปดสิบกระแทกน้ำตูมใหญ่ หัวกระแทกหินหน้าหลุมกระดูกก้อนหนึ่งดังก๊อง โชคดีที่หมวกเหล็กซับแรงกระแทกเอาไว้เกือบทั้งหมด แต่กระนั้นก็เปียกโชกไปทั้งตัว

 

            “บ่าจ้าดง่าว ถ้าหมู่เปิ้นได้ยินเสียงจะยะจะได !?” กล้ายหันมาดุเสียงเขียว

            “ได้ยินก็บ้าแล้ว ฝนตกหนักแบบนี้” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอ้อมแอ้ม เขารีบยันตัวลุกขึ้น น้ำเย็นเหมือนน้ำแข็งร่วงพรูจากทั้งเสื้อทั้งกางเกงราวน้ำตก “ว่าแต่น้ำนี่เย็นไม่ใช่เล่น บรื๋อ หนา.....”

 

            เสียงของจ้าดขาดหายไปในลำคอเมื่ออะไรบางอย่างพุ่งผ่านเหนือหัวของเขาไปดังเฟี้ยว เสี้ยววินาทีต่อมา ส่วนยอดกลมๆ ของหินหน้าหลุมกระดูกที่หัวของเขาเพิ่งจะกระแทกไปเมื่อครู่ก็แตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เด็กหนุ่มขมวดคิ้วอย่างงุนงง แต่ตานีทั้งสองรู้แล้วว่าพวกเธอกำลังเจอกับอะไร

 

            “หมู่เปิ้นซุ่มยิง หมอบลง !

            กล้วยกระชากแขนหลานชายหมอผีใหญ่ให้ร่วงลงไปนอนพังพาบอยู่กับน้ำท่วมสูงได้ทันท่วงที วินาทีต่อมา กระสุนปืนกลก็พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียงผ่านเหนือหัวหกสหายร่วมรบด้วยอัตราเกือบสิบนัดต่อวินาที ป้ายหินอ่อนที่ถูกลมฝนกัดกร่อนมาหลายร้อยปีแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยร่วงกราวลงใส่ทั้งหกราวหิมะ

 

            กล้ายรอจังหวะจนกระสุนขาดระยะจึงยกปืนไรเฟิลจู่โจมของเธอยิงโต้กลับไปบ้าง แต่ยิงได้เพียงไม่กี่นัด เธอก็ชะงักเมื่อเสียงคุ้นหูดังขึ้นในโสตประสาท

 

            กล้วย กล้าย ทุกตน นี่นาง !’

            นาง !?’ ดวงตาเรียวของกล้วยเบิกกว้างขึ้น ยะหยัง....

            เอาน้ำไทกับยูคิคืนมาเดี๋ยวนี้ บ่าตานีทรยศ !’ ก่อนที่ราชินีตานีจะทันได้โทรจิตจบประโยค เสียงเดือดดาลของตานีสาวผมหางม้าก็ดังกลบเธอจนมิด หมู่นางอยู่ที่ได๋ เอาน้ำไทกับยูคิคืนมา บ่อั้นข้าจะฆ่าหื้อหมด หื้อแน่ใจว่าสิ้นอายุแบบทรมานที่สุดด้วย !’

            เออ ก็เอาสิ !’

            เดี๋ยวกล้าย ใจเย็นๆตานีคนสวยรีบพูด โดยเฉพาะเมื่อเห็นแหวนจอมเลือดร้อนที่หมอบอยู่ข้างตัวทำท่าจะเปิดฉากทะเลาะกับอดีตหัวหน้าหน่วย ข้าบ่ได้อยากทำร้ายกล้าย ยูคิกับน้ำไทก็ด้วย ข้าบ่ได้อยากทำร้ายผู้ได๋เลยถ้าบ่จำเป็น....

            บ่อยากทำร้าย ? อ๋อ แล้วที่ผ่านๆมานี่มันอะหยัง !?’ เด็กสาวผมหางม้าย้อนถามเสียงสูง ทั้งปล่อยกระสือกระหังไล่ตามกล้วยจนแทบสิ้นอายุ ทั้งปล่อยเปรตออกมาที่สามเงา แล้วยังเรื่องก่อนหน้านั้นอีก ทั้งโจมตีสวนกล้วย ทั้งอัดข้าที่อาคารสับรางวันนั้น ทั้งจับกล้วยไป ทั้งใส่ร้ายข้า ทั้งยะหื้อกล้วยกับข้าต้องผิดใจกัน นี่ก๋าบ่ได้อยากทำร้าย !?’

 

            เสียงของกล้ายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสองคนสามตนรอบตัวเธอหวั่นๆว่าอีกสักพักคงต้องฟังด้วยเครื่องจับเสียงอุลตราโซนิก แต่แล้วถึงท้ายประโยคเสียงของเธอก็แตกพร่า เด็กสาวหน้าคมเหลียวมองหน้าเพื่อนสาวอย่างแปลกใจ แล้วเธอก็เห็นน้ำใสปริ่มอยู่ในดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวซึ่งกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคู่นั้น

 

            เรื่องปล่อยเปรตออกมาที่สามเงา ข้าบ่แก้ตัว และข้าก็บ่ฮู้สึกผิดด้วยที่ยะจะอั้น มนุษย์ที่เบียดเบียนภูตผีวิญญาณมามากต้องได้รับบทเรียนซะบ้างเสียงของนางลดอุณหภูมิลงอย่างฉับพลัน แต่ในประโยคต่อมามันก็อ่อนลง แต่เรื่องอื่น ถ้าข้ามีทางอื่น ข้าก็บ่อยากหื้อมันเกิดขึ้นหรอก ถ้าข้ามีทางอื่น ข้าก็บ่อยากหื้อมันเกิดขึ้นหรอก โดยเฉพาะเรื่องบุกสวนกล้วยวันนั้น ผู้นำกองกำลังผีร้ายสั่งการเอง ข้าบ่ฮู้เรื่อง....

            โกหก !’

            จะเชื่อหรือบ่เชื่อก็ตามใจเถอะ แต่บ่สงสัยก๋าว่ายะหยังข้าถึงบ่โจมตีหมู่กล้ายรุนแรงเหมือนตอนเหตุการณ์รถไฟนั่น....

            ก็เพราะจะมาหลอกหื้อหมู่เฮาตายใจ คึดว่าข้าง่าวก๋า !?’

 

            หมิงหรี่ตาลง จริงอย่างที่นางพูด ท่าทางของตานีสาวคนสวยแตกต่างจากเมื่อครั้งที่พวกเธอพบกันที่อาคารควบคุมประแจสับรางเมื่อเกือบสองเดือนที่แล้วอย่างสิ้นเชิงทั้งคำพูด น้ำเสียงและความรู้สึก เธอจำได้ดีว่าเด็กสาวทรงโตผู้นี้พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มราวแพรไหม หากด้วยถ้อยคำที่จงใจจะยั่วโมโหพวกเธอโดยตรง แต่บัดนี้น้ำเสียงของนางกลับมีแววอ้อนวอนระคนสำนึกผิด แม้แต่การระดมยิงปืนกลเมื่อครู่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เล็งให้โดน ถ้ามองในอีกมุมก็ไม่แปลกหรอกที่กล้ายจะสงสัย ก็เล่นเปลี่ยนไปชนิดหลังเท้าหน้าเป็นอุ้งเท้าหลังซะขนาดนี้

 

            บ่แม่น.... ข้าเองก็เปลี่ยนไปแล้วเน่อ ข้าบ่อยากทำร้ายผู้ได๋โดยบ่จำเป็นอีกแล้ว....ตานีคนสวยตอบ เข้าใจข้าด้วย ข้าแค่อยากหื้ออุดมคติของข้าเป็นจริง อยากหื้อภูตผีได้รับความยุติธรรมบ้าง.... เรื่องได๋ที่ยะหื้อกล้ายเจ็บปวด ข้าก็ต้องขอสุมา....

            สุมาก๋า !? จนป่านนี้จะมาขอสุมา !?’ ตานีสาวผมหางม้ากระแทกเสียง น้ำใสไหลพรั่งพรูจากดวงตาลงมาปนกับน้ำฝนบนแก้มขาว ข้าต้องเจอกับอะหยังบ้าง.... ข้าต้องเจ็บปวดเท่าได๋.... ข้าต้องสูญเสียอะหยังไปบ้าง นางเคยคึดบ้างก่อ เคยฮู้บ้างก่อ เคยสนใจบ้างก่อ !? ยะหยังถึงต้องเป็นข้าด้วย ยะหยังข้าต้องมาเจออะหยังจะอี้ด้วย !?’

 

            ขาดคำ กล้ายก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายทั้งเพื่อนทั้งรุ่นน้องที่ซุ่มอยู่รอบตัว เด็กสาวทิ้งปืนลงน้ำ ซุกหน้าลงกับฝ่ามือ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร กล้วย หมิงและฟ้าโอบไหล่เธอไว้อย่างปลอบโยน แม้แต่น้ำว้าผู้ไม่ชอบรุ่นพี่สาวคนนี้นักและมีเรื่องหนักใจของตัวเองอยู่เต็มหัวอกก็ยังอดลูบหลังปลอบเธอเบาๆไม่ได้ ขณะจ้าดนั่งคุกเข่านิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าจะปลอบเพื่อนสาวอย่างไรดี แม้เขาจะพอเข้าใจว่าความทุกข์และความอัดอั้นในหัวใจของเธอนั้นมากมายเพียงใด.....

 

            เอื้อยนางตานีน้อยโทรจิตหารุ่นพี่สาวและอดีตหัวหน้าหน่วยที่เธอไม่ได้พบมานานกว่าครึ่งปี จำข้าเจ้าได้แม่นก่อ น้ำว้าเอง.... ปล่อยน้ำไทกับเอื้อยยูคิเถอะ ถ้าบ่หันแก่เอื้อยกล้าย ก็หันแก่ข้าเจ้าเถอะ เน่อเอื้อยนาง ข้าเจ้าขอร้องล่ะ คืนน้องสาวข้าเจ้ามาเถอะ.....

            น้ำว้า....คราวนี้เสียงที่โทรจิตกลับมากลับเป็นเสียงอ่อนหวานราวแพรไหมของเอื้อง น้ำว้า หมู่เอื้อยก็อยากปล่อยน้ำไทกับวิญญาณหิมะเน่อ แต่หมู่เอื้อยปล่อยไปเฉยๆบ่ได้ หมู่เอื้อยเองก็มีเรื่องต้องยะเหมือนกัน.... แต่ถ้าหมู่น้ำว้ามาเข้ากับหมู่เอื้อย เอื้อยรับรองว่าน้ำไทกับวิญญาณหิมะจะบ่เป็นอะหยัง ระเบิดจะถูกปลดชนวน และหมู่เอื้อยก็จะบ่ยะอะหยังหมู่น้ำว้าด้วย มายะการร่วมกันเถอะน้ำว้า หื้อภูตผีได้รับความยุติธรรม บ่ต้องถูกหมอผีส่งไปโลกหลังความตายอย่างทรมานทั้งๆที่บ่ได้ยะอะหยังผิดเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้....

            หื้อหมู่เปิ้นได้รับความยุติธรรมก๋า....

            น้ำว้า เรื่องนี้บ่แม่นง่ายๆจะอั้นเน่อ !’ กล้วยรีบดึงรุ่นน้องสาวผู้ทำท่าจะหลงคารมฝ่ายตรงข้ามไว้ก่อนจะโต้กลับ เอื้อง บ่สิ นาง.... ข้าเจ้าก็เคยบอกแล้วบ่แม่นก๋าว่าเรื่องความยุติธรรมนี่มันตัดสินกันยาก และถึงจะตัดสินไปหมู่มนุษย์ก็บ่แม่นจะยอมรับ ที่สำคัญ วิธีการที่นางยะอยู่นี่มันบ่แม่นวิธีที่ดีที่สุดเน่อ ยังมีวิธีอื่นนอกจากการโจมตีมนุษย์หรือมาลักพาตัวหมู่เฮาด้วยกันจะอี้เน่อ !’

            แล้วกล้วยมีวิธีกา ถ้ามีก็อู้มาสิ !’ เสียงหวานของตานีคนสวยเริ่มแข็งขึ้นอีกแล้ว ข้าฮู้ว่านี่บ่แม่นวิธีที่ดีที่สุด แต่ถ้าบ่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า ก็ต้องใช้วิธีที่ดีที่สุดเท่าที่มีบ่แม่นกา !?’

            แล้วมันจำเป็นต้องรีบยะรีบดำเนินการตอนนี้ก๋า !?’ เสียงของตานีสาวหน้าจืดเองก็แข็งขึ้นบ้าง และมันมีพลังมากกว่าเสียงหวานของอีกฝ่ายอย่างน่าประทับใจ ยะหยังต้องปฏิวัติฉับพลันหื้อต้องมีการสูญเสีย ทั้งๆที่ถ้าค่อยๆเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ผลเหมือนกัน !’

            เพราะถ้าบ่รีบ ก็อย่างที่หันนี่จะได ถูกหมู่วิญญาณรวมกลุ่มกันเข้าทำลายจะอี้ !’ นางสวนกลับ แล้วก็อย่างที่อู้ไป คึดว่าข้าอยากยะมากนักก๋าการต้องมาลักพาตัว นั่งดูผีร้ายพยายามเอาชีวิตเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ หรือต้องมาทำร้ายกันจะอี้ ถ้าบ่จำเป็นข้าก็บ่ยะอยู่แล้ว ! อย่าสร้างความจำเป็นหื้อข้าเลยกล้วย ! ข้าอยากยะการกับกล้วย.... อยากร่วมมือกับทุกตน.... ได้โปรดเถอะ ร่วมมือกับข้าหน่อยเถอะ !’

            ที่จำเป็นก็เพราะนางบีบคั้นตัวเองเท่านั้นแหละ ! คึดทบทวนหื้อดีๆเน่อนาง !’

 

            เข้าใจล่ะ.... บ่ว่าจะได กล้วยก็บ่มีทางร่วมมือกับข้าแม่นก่อแววปวดร้าวเจืออยู่ในน้ำเสียงของตานีคนสวยอย่างชัดเจน ข้าก็คงต้องยะสิ่งที่ข้าบ่อยากยะ

            นาง หมู่เฮาก็บ่อยากยะอะหยังหมู่นางเหมือนกันเน่อเด็กสาวหน้าจืดโทรจิตกลับไปอย่างสิ้นหวัง น้ำตาแห่งความอัดอั้นเอ่อล้นขอบดวงตาเรียว ได้โปรดเถอะ คึดได้สักทีเถอะ !’

            โอ๊ย พิรี้พิไรน่ารำคาญ ยิงๆไปก็สิ้นเรื่อง !’

            เดี๋ยว แหวน !?’

 

            นางรีบห้ามเมื่อเห็นเพื่อนสาวผู้เลือดร้อนพอๆกับอดีตหัวหน้าหน่วยของเธอทำท่าจะน็อตหลุด แต่ช้าเกินไป แหวนเสียบสายกระสุนใหม่เข้าช่องป้อนกระสุนแล้ว และก่อนที่เธอจะทันยับยั้งอะไรได้อีก ตานีสาวหัวหนามก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจพร้อมกับเหนี่ยวไกค้างส่งกระสุนฝ่าสายฝนออกไปเบื้องหน้า ห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตรที่กลางทุ่งหลุมกระดูก กองกำลังผสมตานีต้องกดตัวกลับลงไปแนบพื้นหญ้าลื่นๆใต้ผิวน้ำเมื่อกระสุนปืนกลเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งเซนติเมตรกระหน่ำเข้าใส่อีกครั้ง เสียงปืนกึกก้องประสานกับเสียงฝนและเสียงแตกเปรี๊ยะของป้ายที่ถูกกระสุนเจาะเกราะทะลวงดังแสบแก้วหูแม้จะมีหมวกเหล็กกั้นเอาไว้แล้วชั้นหนึ่งก็ตาม

 

            แต่โชคร้าย การหมอบหลบโดยไม่มีที่กำบังใดๆ แม้จะทำให้ทั้งหกปลอดภัยจากกระสุนที่พุ่งเข้ามาตรงๆ แต่ก็ไม่อาจปกป้องพวกเขาจากกระสุนที่กระทบชิ่งจากป้ายหน้าหลุมศพได้ หกสหายศึกต้องกลิ้งตัวหลบกันจ้าละหวั่นเมื่อกระสุนหัวเหล็กกล้าที่ยังมีความเร็วเกือบเหนือเสียงและพลังมากพอจะทะลุทะลวงร่างกายให้ตายได้ในนัดเดียวปลิวกระเด็นโดยไม่อาจหยั่งรู้ทิศทางได้ และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา น้ำว้าก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อกระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าที่ต้นขา

 

            “น้ำว้า !?

            ว่าที่นักศึกษาแพทย์เร็วที่สุด เธอรีบคลานลุยน้ำไปหารุ่นน้องสาว แต่เธอก็ต้องทรุดฮวบเมื่อกระสุนชิ่งอีกสองนัดปลิวมาทะลวงแขนซ้ายของเธอจนทะลุ เลือดสีแดงฉานไหลโชกละลายลงน้ำที่ท่วมสูง จ้าดที่คลานตามมาติดๆ ก็ถูกอีกนัดเข้าที่หัวไหล่ เฉียดขมับของเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            “แย่....”

            หมิงเห็นเพื่อนทั้งสองบาดเจ็บก็เข้าไปช่วยอีกแรง แต่นั่นกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อความเคยชินกับร่างเสือทำให้เธอยกตัวขึ้นสูงเกินไป วินาทีต่อมา กระสุนเจาะเกราะสองนัดก็พุ่งผ่านสีข้างของเธอออกไปทะลุเอวอีกด้าน เลือดสดๆสาดกระเซ็นขณะเด็กสาวหน้าเสือร่วงลงกระแทกผืนน้ำ มันย้อมผิวน้ำให้กลายเป็นสีแดงฉานในเวลาไม่กี่วินาที

 

            “หมิง !? กล้ายถอยกันก่อนเหอะ !

            ราชินีตานีร้องบอกเพื่อนสาว เธอรีบคลานต่ำฝ่าห่ากระสุนไปหาสหายร่วมรบผู้บาดเจ็บทั้งสี่ก่อนจะออกแรงลากน้ำว้าและหมิงซึ่งอยู่ใกล้มือที่สุดถอยหลังกลับออกไปหาประตู เด็กสาวหน้าจืดอ้าปากจะตะโกนบอกหัวหน้าหน่วยจู่โจมซ้ำเมื่อเห็นเธอยังคงหมอบอยู่ที่เดิม แต่การอ้าปากก็กลายเป็นการอ้าปากค้างเมื่อเงาร่างของวัตถุขนาดมหึมาปรากฏขึ้นข้างตัวเพื่อนสาว วัตถุบางอย่างที่มีหกลำกล้อง และเคยยิงกองบินร่วมกระสือกระหังเมื่อครั้งงานประจำปี.....

 

            “กล้าย อย่า !

            แต่ดูเหมือนโสตประสาทของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจะถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิงเมื่อความโศกเศร้าและคับแค้นที่อัดอั้นอยู่เต็มอกแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงโทสะอย่างฉับพลัน และเพียงสัมผัสเดียวบนหน้าจอคอมพิวเตอร์มือถือ ปืนกลหกลำกล้องก็สาดกระสุนขนาดสามเซนติเมตรเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามด้วยอัตราการยิงเกือบสี่สิบนัดต่อวินาที....

 

            “บ้าแล้ว !” แหวนขบกรามกรอด พยายามบีบตัวให้เล็กที่สุดอยู่หลังแนวหินรอบอุโบสถที่ยอดเนินเมื่อต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างฉับพลัน “หมู่เปิ้นฮู้ได้จะไดว่าหมู่เฮาอยู่ที่ได๋ อุปกรณ์กลบพลังงานวิญญาณก็เปิดไว้เต็มที่แล้วนี่ !

            “ก็เล่นสาดกระสุนกระหน่ำวินเตอร์เซลจะอั้นเปิ้นก็จับทิศทางความร้อนได้อยู่แล้ว !” ตานีสาวทรงโตสวนอย่างเคืองๆ เธอขดตัวหลบอยู่หลังใบเสมาห่างออกไปไม่กี่เมตร ขณะกระสุนนัดเป้งเป่ายอดใบเสมาเหนือหัวเธอเกือบสามเมตรให้ปลิวหายไปในพริบตา “บ่อั้นก็ปฏิกิริยาพลังงานวิญญาณ ปฏิกิริยาเหมือนวิญญาณร้ายแถมแรงจะอั้นเปิ้นจับบ่ได้ก็แปลกแล้ว !

            “ใจเย็นๆหน่อยสิแหวน” เสียงอ่อนๆของเอื้องเตือนมาจากกำแพงอิฐชั้นในของโบสถ์ “เพราะใจร้อนจะอี้ แหวนเลยทำเสียเรื่องมาตั้งหลายครั้งแล้วนะ”

            “จ้าๆ สุมาเต๊.... อั้ก !

 

            “แหวน !?

            ดวงตากลมโตของนางและดวงตาละห้อยของเอื้องเบิกกว้างอย่างเสียขวัญเมื่อกระสุนปืนกลนัดหนึ่งยิงถูกแหวนเข้าเต็มๆที่ไหล่ขวา หัวกระสุนเหล็กกล้าที่หมุนติ้วเจาะทะลวงทั้งกล้ามเนื้อและกระดูกก่อนจะทะลุออกด้านหลังพร้อมเลือดสดๆที่สาดกระจาย ตานีสาวหัวหนามรีบขยับถอยอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยแขนข้างที่ไม่บาดเจ็บ แต่ก็ยังช้ากว่ากระสุนอีกสองนัดที่พุ่งตามมาเจาะแขนข้างที่บาดเจ็บจนเนื้อหายไปก้อนใหญ่ เด็กสาวทรุดฮวบ เธอคงพรุนเป็นรังผึ้งไปแล้วหากนางไม่เสี่ยงตายออกไปลากเธอเข้ามาหลังกำแพงโบสถ์

 

            “แหวน แหวน แข็งใจไว้ !” ตานีคนสวยรีบฉีกตะเบงมานผืนยาวของเธอมาพันห้ามเลือดที่ไหลโชกจากแผลราวกับท่อประปาแตกเอาไว้ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาวอีกตนซึ่งวิ่งมาคุกเข่าลงข้างเธอ “เอื้อง มียาสมานแผลก่อ !?

            “บ่มี มีแต่ที่ที่กำบัง” ผู้ถูกถามส่ายหน้า เสียงอ่อนของเธอสั่นน้อยๆอย่างตื่นตระหนก “ตอนแรกข้าว่าจะเอามาแล้ว แต่แหวนบอกว่าบ่ต้อง เปิ้นว่าย่านหนักเปล่าๆ”

            “ประมาทแท้น้อแหวน” นางส่ายหัวแรงๆ “ถอยก่อน หื้อแหวนกินยาแล้วค่อยมาขวางหมู่เปิ้นอีกที”

            “อย่า.... อย่าถอย....” ตานีสาวหัวหนามห้ามเพื่อนสาวเสียงระโหย “ถ้าถอย หมู่เปิ้นต้องบุกเข้าไปถึงระเบิดได้แน่.....”

            “แล้วจะหื้อยะจะได” เอื้องถามกลับ “แหวนบาดเจ็บจะอี้ จะหื้อปล่อยไว้กา”

            “ข้า.... จะปิ๊กไปที่กำบังเอง....” แหวนกัดฟันตอบ “นางกับเอื้องอยู่นี่.... รอซุ่มโจมตีหมู่เปิ้น....”

            “จะบ้ากา !?” ตานีคนสวยสวนกลับ เธอรั่งเพื่อนสาวไว้เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะลุกขึ้นพิสูจน์ตัวเองว่าไหวจริง “บาดเจ็บจะอี้ไปบ่ถึงที่กำบังหรอก เอื้องไปกับเปิ้นที”

            “บ่ต้อง....”

            “กระสุนปืนกลว่อนจะอี้อยู่ไปก็ยะอะหยังบ่ได้อยู่แล้ว แล้วปืนนั่นของกล้ายก็มีกระสุนสำรองเป็นหมื่นนัด บ่หมดง่ายๆแน่ แล้วเปิ้นก็คงบ่หยุดยิงหรอกจนกว่ากระสุนจะหมดหรือฝนซาทัศนวิสัยดีพอจะเคลื่อนที่ต่อได้ ซึ่งก็คงอีกพักนึงแหละ ดีบ่ดีเอื้องไปส่งแล้วปิ๊กมาเปิ้นก็ยังบ่หยุดยิงด้วยซ้ำ

            “แต่....”

            “บ่มีแต่ ไปได้แล้ว เร็ว !

 

            นางคาดการณ์ถูกเผง ปืนกลหกลำกล้องยังคงหมุนจนกระสุนนัดสุดท้ายในสายกระสุนยาวเหยียดถูกจุดระเบิดพุ่งออกไปจากรังเพลิง และเมื่อถึงตอนนั้น ฝนก็ซาเม็ดจนเกือบจะหยุดแล้ว และกองกำลังผสมตานีทุกคนและทุกตนก็มองเห็นสภาพรอบตัวได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก ร่องรอยความเสียหายของโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกกระหน่ำยิงยังพอจะมองเห็นได้แม้จะอยู่ห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร ใบเสมาหักสะบั้นเป็นทิวแถว ผนังปูนที่บุด้วยหินอ่อนพรุนอย่างเห็นได้ชัด เสาบางเสาถึงกับแหว่งหายไปเป็นแถบ และที่สำคัญที่สุด สัญญาณวิญญาณบางๆของเหล่าตานีผู้ทรยศทั้งสามก็หายไปแล้ว

 

            “เป็นจะไดบ้าง” กล้ายผู้เพิ่งจะกลับมาจากการถูกครอบงำโดยเพลิงโทสะโผเข้ามาหมอบอยู่ข้างๆกล้วยซึ่งกำลังดูแลเหล่าผู้บาดเจ็บ

            “น้ำว้ากับจ้าดใกล้จะหายดีแล้ว ฟ้าก็สมานไปได้เยอะ มีแต่หมิงนี่แหละที่น่าห่วงหน่อย.... เปิ้นโดนที่ท้อง คงต้องรออีกสักสิบนาทีมั้งกว่าจะสมานสนิท”

            “สิบนาทีก๋า” กล้ายกัดริมฝีปากอย่างหนักใจ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ชีวิตของวิญญาณหิมะและตานีน้อยก็ยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้นเท่านั้น และพวกเธอก็ไม่รู้เสียด้วยว่าระเบิดนั่นเป็นระเบิดเวลาหรือเปล่า แต่ดูจากข้อความที่ฝ่ายผีร้ายเขียนเอาไว้ในกระดาษก็พอจะเดาได้ว่าพวกเธอมีกรอบเวลากำหนดไว้แน่นอน อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น ฝืนเอาสมิงสาวไปด้วยก็มีแต่จะทำให้เธอบาดเจ็บยิ่งขึ้น และอาจทำให้ทุกคนพะวักพะวงจนเสียไปทั้งปฏิบัติการก็เป็นได้ “จะอั้นหมู่เฮาก็รอจนแผลเปิ้นสมานเสร็จละกัน”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเรียกปืนกลหกลำกล้องเก็บในอุปกรณ์เก็บอาวุธ ก่อนจะดึงปืนกลที่สะพายอยู่บนหลังมากางขาทรายก่อนจะตั้งมันจ๋อมลงในน้ำไว้แทนที่ ตานีสาวเสียบสายกระสุนเข้าช่องป้อนกระสุน มือปลดห้ามไกก่อนจะแนบแก้มลงมองผ่านศูนย์หลังไปยังศูนย์หน้า เธอนิ่งค้างอยู่ท่านั้นราวกับรูปปั้นตลอดเวลาเกือบสิบนาทีระหว่างรอให้แผลของเพื่อนสาวสมาน โชคดีที่ไม่มีตนไหนหรือตัวอะไรโผล่ออกมาอีก และทันทีหนังชั้นนอกสุดของสมิงสาวสมานติดกันอันแปลว่าแผลหายสนิท สี่ตนสองคนก็ลุกขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินตัดทุ่งหลุมศพต่อไป

 

            เมื่อไม่มีเสียงฝน ทั้งเนินเขาก็เงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง เสียงใบไม้ไหวหรือแม้แต่เสียงลมพัด เสียงรองเท้าบู๊ตย่ำน้ำดังจ๋อมแจ๋มเป็นเสียงเดียวที่ได้ยิน และในความรู้สึกของตานีสาวทั้งสอง มันดังจนพวกเธอนึกหวั่น ท่ามกลางความเงียบแบบนี้มันอาจทำให้พลซุ่มยิงหาเป้าได้อย่างง่ายดาย หรือถึงสามตานีอาจจะถูกกระสุนปืนเป่าดับไปหมดแล้ว แต่เหล่าผีร้ายซึ่งหลายชนิดหูดีกว่ามนุษย์และตานีหลายเท่าก็ยังอาจจะได้ยินอยู่ดี กล้ายและกล้วยมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังระคนหวาดระแวง ปืนประทับมั่นอยู่ที่บ่า พร้อมจะยิงอะไรก็ตามที่โผล่ออกมาขวางหน้าพวกเธอได้โดยไม่ลังเล

 

            หลุมศพเยอะมากเลยแฮะ จู่ๆจ้าดก็ทำลายความเงียบขึ้นด้วยโทรจิต ถ้าเกิดพวกผีร้ายปลุกศพในหลุมขึ้นมาจะทำไงดีเนี่ย

            อย่าอู้อะหยังสยองขวัญจะอั้นได้ก่อ !?’ อย่าพูดอะไรสยองขวญแบบนั้นได้มั้ยวะจ้าด !’ ทั้งเด็กสาวผมหางม้าและเด็กสาวหน้าคมกระซิบสวนกลับเสียงเขียว ฟ้าตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อเผลอนึกภาพตามคำพูดเพื่อนหนุ่มไปแวบหนึ่ง ผีดิบร่างเน่าเฟะ แทรกมือจากหลุมขึ้นมาฉุดขาเธอลงไป ก่อนที่เธอจะถูกกลืนหายไปในร่างสีกระดำกระด่างที่มีหนอนชอนไชยั้วเยี้ย.....

            บ่เป็นอะหยังหรอกมั้ง ถึงปลุกขึ้นมาป่านนี้ก็เหลือแต่โครงกระดูกผุๆ แล้ว ดีบ่ดีจะบ่มีแรงผุดจากหลุมขึ้นมาด้วยซ้ำ ราชินีตานีพูดกลั้วหัวเราะ นี่ยังบ่เยอะหรอก อย่างที่ข้าเจ้าบอกไป มันเป็นสุสานของทหารที่ตายในสงครามเวียงตาน-บาหม่อน จากที่มีการบันทึกเอาไว้ แค่ทหารฝ่ายเวียงตานก็ตายเป็นหมื่นแล้ว หลุมพวกนี้คงแค่เฉพาะของนายทหารระดับสูงหรือบ่อั้นก็ทหารคนสำคัญๆเท่านั้น แล้วยังมีสุสานหลวงของราชวงศ์อาณาจักรตานนะคอนอีก”

            แล้วเฮ็ดหยังมนุษย์ถึงต้องจัดหลุมศพซะใหญ่จังซี่ด้วยล่ะหมิงแหงนมองหินหน้าหลุมศพที่สูงท่วมหัว

            ต้องการให้เป็นที่ระลึกของคนรุ่นหลัง แล้วก็เป็นที่เคารพศพไงหลานชายหมอผีใหญ่ตอบ เวลาจะทำบุญไปให้ส่วนใหญ่ก็มักจะมาทำมาไหว้กันที่นี่แหละ

            แปลก ยะหยังถึงต้องการจะระลึกถึงการตายกันนักนะพวกมนุษย์นี่สัตว์ภูตสาวเอียงคอ พวกเฮาน่ะ ถ้ามีไผตายสิฝังกลบจนบ่เห็นร่องรอยเลยด้วยซ้ำ เพราะพวกเฮาเชื่อว่าวิญญาณของเปิ้นจะอยู่กับเฮาตลอดไป บ่ได้ตายไปกับร่างเนื้อนั่น

            มันก็แล้วแต่ความเชื่อล่ะนะ....

 

            พูดยังไม่ทันจบประโยค เงาดำก็วาดวูบตรงเข้ามาที่หัวไหล่ของสาวหมัดเหล็ก เธอยกสนับศอกขึ้นรับไว้ดังเคร้ง แล้วดวงตาคมก็เบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นว่ามันเป็นพานท้ายคาร์บอนไฟเบอร์ของปืนลูกซองสีดำสนิท มันยิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีกเมื่อเลื่อนไปจับใบหน้าของผู้ถือปืน ใบหน้าสวยหวานราวกับนางฟ้า หากดวงตากลมโตฉายประกายเย็นชา.....

 

            “นาง !?

            ทั้งกล้ายทั้งกล้วยหันขวับ นิ้วคาอยู่ในโกร่งไก แต่เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่พวกเธอลังเลด้วยกลัวจะยิงโดนฟ้า ตานีคนสวยก็หมุนตัวกระโดดเตะก้านคอเด็กสาวหน้าจืดก่อนจะใช้แรงส่งเหวี่ยงแข้งไปฟาดท้ายทอยของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมดังพลั่กจนทั้งสองทรุดฮวบ นางขยับจะอัดพานท้ายปืนกระแทกฟ้าต่อ แต่เธอก็ต้องเป็นฝ่ายกระเด็นบ้างเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ฟาดสันมีดอีโต้ใส่หมวกเหล็กดังก๊อง แม้จะไม่เจ็บแต่ก็มึนตึ้บ

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอาศัยวินาทีที่คู่ต่อสู้เสียจังหวะประทับปืนเข้าร่องไหล่ก่อนจะเหนี่ยวไกหมายยิงขา แต่เขาก็ต้องเป็นฝ่ายทรุดเสียเองเมื่อตานีสาวทรงโตตวัดขาล็อกขาของเขาก่อนจะบิดจนล้มทั้งยืน จ้าดรีบยันตัวลุกขึ้น แต่เขาก็ถูกกระทืบกลับลงไปกองกับพื้นอย่างง่ายดาย นางกระแทกพานท้ายปืนอัดกล้วยและกล้ายผู้กำลังจะทำอย่างเดียวกับหลานชายหมอผีใหญ่จนลงไปกองกับพื้นอีกสองตนก่อนจะหันขวับไปหาฟ้า แต่เบื้องหน้าเธอกลับเป็นหมิงที่กลายร่างเป็นเสือในฉับพลันก่อนจะกระโจนเข้าใส่ แต่เธอก็ต้องกลิ้งหลุนๆไปอีกตนเมื่อนางประทับลูกซองเข้าบ่าก่อนจะยิงในระยะประชิด ลูกปรายเหล็กกล้าเฉียดขนลายพาดกลอนไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            น้ำว้าผู้อยู่รั้งท้ายควักมีดคอมมานโดออกจากเข็มขัดก่อนจะตรงเข้าหาอดีตหัวหน้าหน่วย แต่อะไรบางอย่างก็คว้าปลายตะเบงมานของเธอเอาไว้จนหน้าหงาย เด็กหญิงหันขวับพร้อมเหวี่ยงมีดเต็มวงสวิง แต่มันก็ถูกกันเอาไว้อย่างง่ายดายด้วยมีดอีกเล่มหนึ่งที่ถือโดยตานีสาวหน้าอ่อน ตานีน้อยหรี่ตาลง กรามขบกันแน่น เอื้องสอนเทคนิคการต่อสู้เบื้องต้นให้เธอเมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว และหลังจากนั้นก็ช่วยเป็นพี่เลี้ยงและคู่ประลองฝึกฝีมือของเธอมาตลอด นี่เธอต้องมาสู้กับตานีที่ดูแลเธอมาตั้งแต่เด็ก แถมยังรู้ไส้รู้พุงวิชาต่อสู้ประชิดตัวของเธออย่างทะลุปรุโปร่งหรือนี่....

 

            แต่น้ำว้าก็ตัดสินใจสู้ การต่อสู้ประชิดตัวเป็นความสนใจและความสามารถพิเศษของเธอ ถ้าเธอสู้ไม่ได้ ก็คงไม่มีใครสู้ได้อีกแล้ว

 

            “เอื้อยๆ ล่วงหน้าไปก่อนเลย ตรงนี้ข้าเจ้าจัดการเอง !

            “จะบ้าเหรอน้ำว้า !?” เด็กสาวหน้าคมตอกกลับเสียงสูง เธอต้องรวบรวมกำลังจากทั้งร่างเพื่อจะงัดปืนลูกซองของนางให้อยู่ในตำแหน่งชี้ขึ้นฟ้า “ปล่อยให้น้ำว้าสู้อยู่ที่นี่คนเดียวเนี่ยนะ !?

            “ข้าเจ้าสู้ไหว !

            “อย่าประมาทเน่อน้ำว้า” นางเตือนอดีตรุ่นน้องและลูกน้องเสียงเย็นๆ มือยังคงพยายามงัดสู้แรงฟ้า “เมื่อกี้แหวนก็เสร็จเพราะประมาทไปตนนึงแล้วเน่อ”

            “ข้าเจ้าบ่ได้ประมาท ข้าสู้เอื้อยทั้งสองได้แน่ !” ตานีน้อยร้องเสียงแหลม

            “น้ำว้า ไม่ว่ายังไงพี่ก็จะอยู่ด้วย ส่วนคนอื่นล่วงหน้าไปก่อนเลย !

            “จะให้เราปล่อยฟ้ากับน้ำว้าไว้สองคนเนี่ยนะ !?

            “อยู่ที่นี่ไปจ้าดก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีนอกจากเป็นเป้าให้นางเตะ” ฟ้าปล่อยเฮดช็อตเข้ากลางหน้าผากเพื่อนหนุ่มจนอีกฝ่ายแทบหงายเงิบ แม้แต่นางก็ยังหลุดขำ “ล่วงหน้าไปก่อน เราไม่มีเวลาแล้วนะ !

            “ก็ได้ จะอั้นหมู่เฮาไปก่อน เร็ว !

 

            เด็กสาวหน้าจืดดึงเพื่อนสาวผมหางม้าลุกขึ้นก่อนจะเผ่นแน่บมุ่งหน้าขึ้นเนินไปยังโบสถ์ หมิงช้อนร่างหลานชายหมอผีใหญ่ขึ้นหลังก่อนจะกวดตามไปด้วยความเร็วพอๆกัน นางและเอื้องเห็นฝ่ายตรงข้ามทำท่าจะหนีก็ทิ้งปืนทิ้งมีดก่อนจะวิ่งตามไป แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ตานีสาวหน้าอ่อนก็กลิ้งหลุนๆเป็นลูกบอลเมื่อรุ่นน้องสาวสอดตัวเข้าขัดขา พร้อมๆกับที่เด็กสาวทรงโตหน้าคะมำเมื่อเด็กสาวผู้มีอกน้อยกว่าเธอเป็นสิบนิ้วกระโดดถีบขาคู่เข้ากลางหลัง นางรีบยันขาหลังไว้ก่อนจะร่วงลงไปกับพื้น แต่เธอก็ตระหนักว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อเข่าและศอกที่เสริมด้วยสนับเหล็กของฝ่ายตรงข้ามตามเท้าคู่มาติดๆ เสี้ยววินาทีต่อมา เธอก็ล้มหงายหลังลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นทั้งยืน เลือดจากครึ่งจมูกครึ่งปากไหลเปรอะใบหน้าหวานเป็นทาง และก่อนที่เธอจะลุกขึ้นได้อีกครั้ง ฟ้าก็กดน้ำหนักลงนั่งคร่อมเธอเอาไว้เสียแล้ว

 

            “เราไม่อยากทำแบบนี้เลยนะนาง” สาวหมัดเหล็กกระซิบด้วยเสียงอ้อนวอน

            “ข้าก็บ่อยากยะจะอี้เหมือนกัน” นางพูดลอดไรฟันที่เปรอะด้วยเลือดสีแดงก่ำ

            “งั้นนางก็เลิกทำแบบนี้ซะสิ เลิกช่วยพวกผีร้ายซะที ตอนนี้ยังทันนะนาง กล้วยต้องให้อภัยนางแน่ๆ”

            “บ่มีวัน ตราบใดที่เปิ้นยังยะจะอี้กับหมู่ภูตผีวิญญาณ.... ตราบใดที่มนุษย์ยังยะจะอี้กับหมู่ภูตผีวิญญาณอยู่ !

            “นาง เราเข้าใจความรู้สึกของนางนะ เราก็รู้สึก !” ฟ้าตะเบ็งเสียงสู้อีกฝ่าย “แต่กล้วยก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่านี่น่ะมันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ที่จริงมันน่าจะเป็นวิธีที่แย่ที่สุดด้วยซ้ำไป แล้วอีกอย่าง กล้วยก็เริ่มทำอย่างที่นางต้องการแล้วนะ เขาไม่ได้ยิงพร่ำเพรื่อยิงดะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ได้โปรดเถอะนาง หยุดช่วยพวกผีร้ายเถอะ ขอร้องล่ะ !

            “ตราบใดที่ยังเรียกหมู่เปิ้นเหมารวมว่าผีร้าย มันก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ !

            “เดี๋ยว นาง !?

 

            ด้วยแรงมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับเด็กสาวหน้าหวาน เธอสะบัดร่างอดีตเพื่อนสาวออกจากตัวก่อนจะลุกพรวด ฟ้าเสียหลักเซแซ่ดๆ เธอรีบลุกตาม แต่เข่าของตานีคนสวยก็กระแทกพลั่กเข้าใส่ข้างแขนจนเธอกระเด็น นางก้าวต่อหมายซ้ำ แต่จู่ๆ หมัดขวาตรงก็พุ่งเข้าใส่หน้าจนเธอต้องเบี่ยงตัวหลบได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด เด็กสาวหมุนตัวลอดหมัดซ้ายที่ตามมาของฝ่ายตรงข้ามก่อนจะอัดหมัดของเธอเข้าครึ่งปากครึ่งจมูกของคู่ต่อสู้จนเซไปบ้าง

 

            สาวหมัดเหล็กถ่มเลือดที่ไหลซึมจากแผลแตกที่ริมฝีปากทิ้งก่อนจะตรงเข้าหาฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง นางซึ่งรออยู่แล้วหมุนตัวเหวี่ยงศอกหมายหางคิ้วอดีตเพื่อนสาว แต่ฟ้าก็มุดลอดมันได้อย่างง่ายดายก่อนจะเสยอัปเปอร์คัตเข้าเต็มปลายคางจนตานีสาวหงายหลังผึ่ง เธอยันเท้าไว้ได้พอดีก่อนจะถีบตัวถอยห่างจากคู่ต่อสู้ หลังมือปาดเลือดที่ริมฝีปากขณะดวงตาหวานจ้องฝ่ายตรงข้ามอย่างแข็งกร้าวระคนชื่นชม ไม่เห็นมาหลายเดือน ไม่นึกเลยว่าจะเก่งขึ้นขนาดนี้....

 

            มวยอีกคู่ก็สูสีพอๆกัน แต่เป็นมวยที่นักมวยทั้งคู่ถือมีดคู่แทนที่จะเป็นนวมหรือหมัดลุ่นๆอย่างคู่แรก และหนึ่งในนักมวยก็ความเร็วสูงจนแทบจะมองเห็นเป็นเงาเลือนราง น้ำว้าตีลังกาวนเวียนอยู่รอบตัวรุ่นพี่สาว มีดคมกรีบในสองมือกวาดซ้ายป่ายขวาพร้อมกับขาที่ทั้งกระโดด เตะและถีบอย่างไม่ยั้ง ใบมีดสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดเมฆเป็นประกายวูบวาบ เชือดเฉือนด้วยความเร็วเกินกว่าตามนุษย์จะมองได้ทัน หยดน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาจากพื้นหญ้าถูกเฉือนผ่านกลายเป็นละอองนับร้อยในเสี้ยววินาที

 

            ตรงกันข้าม เอื้องกลับขยับตัวน้อยมาก มีดในมือของเธอวาดช้าๆเป็นเส้นโค้ง บิดเปลี่ยนมุมไปมาทีละเล็กทีละน้อยตลอดเวลา แต่ผลลัพธ์ของมันดูจะเหนือกว่าที่ตาเห็น ที่แน่ๆ แม้แต่ปลายตะเบงมานของเธอก็ยังไม่ขาดหรือลุ่ยเลยแม้แต่นิดเดียว หากเปรียบน้ำว้าเป็นพายุแห่งการฟาดฟัน ตานีสาวหน้าอ่อนผู้นี้ก็คงไม่หนีความกดอากาศสูงอันนิ่งสงบที่สยบพายุได้อยู่หมัดไปมากนัก

 

            “ขยับตัวมากเกินไปเน่อน้ำว้า” เอื้องเอ่ยเบาๆ ดวงตาที่แฝงแววละห้อยมองนิ่งตรงไปเบื้องหน้าราวไม่สนใจรุ่นน้องสาวที่ตีลังกาไปมาอยู่รอบตัวเธอเลยแม้แต่น้อย “เอื้อยเตือนไปกี่ครั้งแล้ว ยะจะอี้อีกแป๊บเดียวก็เหนื่อย เมื่อนั้นจะอันตรายเอาเน่อ”

            “เหนื่อยก็ช่าง ข้าเจ้าบ่ยอมแพ้หรอก จนกว่าเอื้อยเอื้องจะคืนน้ำไทมา !

 

            แต่ขาดคำ เด็กหญิงผมสั้นก็ร่วงลงมาที่พื้นก่อนจะเซวูบ น้ำว้าขบกรามกรอด ขาที่ออกแรงเกินกำลังมาหลายนาทีไม่ฟังคำสั่งจากสมองเธอเลยแม้แต่น้อย

 

            “เอื้อยก็อู้ไปแล้วแม่นก่อ”

            “หนวกหู !

 

            ตานีน้อยรวบรวมกำลังแทงมีดคอมมานโดทั้งสองเล่มเข้าใส่โคนขาของรุ่นพี่สาว แต่เอื้องก็ถอยหลบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แล้วร่างของเด็กหญิงผมสั้นก็กระเด็นลอยเมื่อตานีสาวผมเปียเหวี่ยงหลังเท้าเตะอัดเข้าปลายคาง น้ำว้าพยายามประคองสติที่เลือนวูบไปอึดใจหนึ่งพร้อมๆกับร่างกายที่ซวนเซ แต่อีกฝ่ายเข้าประชิดตัวเธอได้อีกครั้งแล้ว เด็กหญิงต้องยกมีดขึ้นมากันอย่างฉับพลันเมื่ออีกฝ่ายวาดมีดขวางลำหมายแก้มของเธอ คมมีดของรุ่นพี่สาวห่างจากใบหน้าของเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร

 

            เอื้องงัดมีดออกก่อนจะจ้วงซ้ำ คราวนี้เล็งแขนขวาด้วยเธอเองก็ไม่ได้อยากจะให้รุ่นน้องสาวเสียโฉมนัก แต่ยังไม่ทันที่มีดจะเข้าเป้า น้ำว้าก็หายไปเสียแล้ว วินาทีต่อมา ตานีสาวก็ต้องรีบก้มหลบเมื่อมีดยาวเกือบฟุตเหวี่ยงเข้าใส่เธอจากด้านหลัง เอื้องถีบเท้าหลบฉากออกด้านข้างก่อนจะเข้าจู่โจมซ้ำ แต่ตานีน้อยรออยู่แล้ว และคราวนี้เร็วเกินกว่าที่เธอจะหลบทันอีก รู้ตัวอีกที มีดเล่มยาวก็เฉือนผ่านแขนทั้งซ้ายขวาก่อนจะปักฉึกลงที่ต้นขา เด็กสาวผมเปียกัดฟันข่มความเจ็บปวดหมายโต้กลับ แต่ความเจ็บปวดที่วิ่งจี๊ดจากแผลลึกผ่านไขสันหลังขึ้นสมองก็ทำเอาเธอทรุดฮวบ และก่อนที่เธอจะลุกขึ้นได้อีกครั้ง หมัดเล็กๆหากทรงพลังของรุ่นน้องสาวก็อัดเปรี้ยงเข้าที่แก้ม ส่งเธอกระเด็นไถลไปตามพื้นหญ้าก่อนจะกระแทกกับนางที่เพิ่งจะถูกฟ้าเตะกระเด็นมาเหมือนกัน

 

            ตานีสาวคนสวยกลิ้งไปหยิบปืนลูกซองที่นอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้นมาตลอดการต่อสู้ สาวหมัดเหล็กขวางไม่ทันก็ยืนนิ่งรอดูท่าทีด้วยเกรงว่าบุ่มบ่ามเข้าไปอาจถูกลูกปรายเจาะพรุนไปทั้งตัวได้ แต่นางกลับไม่ทำเช่นนั้น เธอเพียงรักษาปากกระบอกให้ชี้ตรงมายังอีกฝ่าย ก่อนจะก้าวถอยไปยืนข้างเอื้องที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น

 

            “ถือว่าข้าหื้อโอกาสแล้วเน่อ น้ำว้า ฟ้า” เด็กสาวหน้าหวานพูดช้าๆ ดวงตากลมจ้องตรงมายังดวงตาคม “และขอเตือนไว้ หันแก่ที่เคยเป็นเพื่อนกันมา เส้นทางต่อจากนี้น่ะโหดกว่าเอื้องกับข้าเยอะ ถอยกลับไปซะเถอะก่อนจะบ่มีโอกาส ข้าเตือนด้วยความหวังดีเน่อ”

            “จะหื้อถอยได้จะได น้องข้าเจ้าอยู่ในนั้น !” ตานีน้อยผมสั้นกรีดเสียง “อยากหื้อหมู่เฮาถอย เอื้อยนางก็ปล่อยน้ำไทสิ !

            “ก็อู้แล้ว ว่ามาเข้ากับพวกเอื้อยสิ แล้วน้ำไทจะเป็นอิสระทันที”

            “แล้วจะมีความหมายอะหยังถ้าข้าเจ้าต้องยะการหื้อหมู่ผีร้าย !?

            “ก็ถ้ายังยืนกรานอยู่จะอี้ เอื้อยก็คงต้องยะในสิ่งที่เอื้อย” นางตอบเสียงเรียบ แต่เด็กสาวหน้าคมจับหางเสียงเศร้าของเธอได้ “ลาก่อนเน่อน้ำว้า ฟ้า ขอหื้อโชคดีและขอหื้อปลอดภัย หวังว่าคงได้เจอกันอีก.... แบบมีชีวิตเน่อ”

            “นาง เดี๋ยวสิ !

 

            เด็กสาวคนสวยไม่ตอบ เธอแบกร่างของเพื่อนสาวขึ้นหลัง ก่อนจะหันหลังกลับและเดินท่อมๆก่อนจะเลี้ยวลับมุมหินหน้าหลุมกระดูกหายไปจากสายตา

 

            สาวหมัดเหล็กและตานีน้อยนิ่งอึ้งไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะหันไปมองหน้ากันอย่างงุนงง

 

            “คิดว่าไงน้ำว้า”

            “คง.... บ่มีอะหยังหรอกมั้ง” เด็กหญิงตอบอย่างไม่แน่ใจ “ถึงเอื้อยนางจะฉลาดแล้วก็ชอบซ่อนแผนอะหยังเอาไว้เยอะแยะ แต่ดูท่าทางแล้วเปิ้นคงปิ๊กไปแต๊ๆ บ่น่าจะซุ่มโจมตีหมู่เฮาอีก ที่น่าห่วงคือต่อจากนี้ต่างหาก ข้าเจ้าว่าหมู่เฮาคงต้องรับศึกหนักบ่น้อยเลยล่ะ.....”

 

            เสียงของตานีน้อยขาดหายไปในลำคอเมื่อเธอหันกลับมาหารุ่นพี่สาว

            หากรุ่นพี่สาวของเธอหายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว

 

--------------------------------------------------------------------------------------------

*ระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ – เรียกอีกอย่างว่า “ระเบิดไฮโดรเจน” หรือ “ระเบิดนิวเคลียร์ฟิวชั่น” เนื่องจากได้พลังงานจากการหลอมรวมนิวเคลียสของไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียม และทำงานตรงกันข้ามกับระเบิดนิวเคลียร์ทั่วไปที่ใช้พลังงานจากการแตกตัวของธาตุหนักเช่นยูเรเนียมหรือพลูโตเนียม (เรียกว่าปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น)

 

ระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์สามารถปล่อยพลังงานได้มากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ฟิชชั่นที่น้ำหนักหรือขนาดพอๆกัน แต่การจะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นได้นั้นจำเป็นต้องใช้ความร้อนสูงมาก ซึ่งระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ปัจจุบันแก้ปัญหานี้ได้โดยการทำระเบิดเป็นสองขั้น (two stage) ขั้นแรกเป็นระเบิดนิวเคลียร์ฟิชชั่นซึ่งจะจุดระเบิดก่อน แล้วให้พลังงานและนิวตรอนที่จำเป็นต้องใช้ในปฏิกิริยาฟิวชั่น ดังนั้นจ้าดจึงพูดว่าระเบิดสสาร-วิญญาณนี้เหมือนระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ เนื่องจากมีสองขั้นและใช้พลังงานที่ได้จากขั้นแรกในการจุดระเบิดขั้นที่สองเหมือนกัน

 

**ไอซี (Integrated Circuit) – พูดง่ายๆก็คือไมโครชิปนั่นเอง

 

***กระเดื่องสารเคมี – สวิตช์จุดระเบิดที่มีสารสองอย่างอยู่แยกกัน และจะทำงานเมื่อสารสองอย่างผสมเข้าด้วยกัน ในระเบิดบางแบบ กระเดื่องสารเคมีอาจไวต่อแรงสั่นสะเทือนหรือการสัมผัสมาก ทำให้ปลดได้ยาก ผิดพลาดนิดเดียวอาจระเบิดได้ทันที

 

****เกราะแบบปฏิกิริยา (Reactive Armor) – เกราะสมัยใหม่ที่มักใช้ในรถถัง เมื่อได้รับแรงปะทะหรือถูกเจาะ เกราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ลดแรงปะทะ ทำให้ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถถังได้ เกาะปฏิกิริยาที่ใช้กันมากคือเกราะปฏิกิริยาแบบระเบิด วัตุระเบิดอานุภาพต่ำจะถูกสอดเอาไว้ระหว่างแผ่นเกราะโลหะสองชิ้น เมื่อได้รับแรงกระทำจากกระสุนหรือจรวด วัตถุระเบิดจะจุดระเบิดตัวเองก่อให้เกิดแรงต้าน ทำให้ลดความเสียหายลงได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #39 T-G Da (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 / 09:30
    ตอนนี้แอบฮาแหวน... ว่าแต่นางและเอื้องนี่หื่นใช่ย่อยเลยนะคะ 55555+

    พอกล้ายพูดเรื่องดาวขึ้นมา ดารู้สึกโรแมนติกขึ้นมาซะเฉย ๆ -0- 

    ปล.ถ้าจ้าดกับกล้วยสมหวังนี่ มีเฮเลยนะครับ =[]=!
    #39
    0