ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 55 : การรบที่บุกทะลวงฝ่ากำแพงอสุรกายเข้าไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 มี.ค. 58

            คืนนั้นผ่านพ้นไปโดยไม่มีเปรตหรือตัวอะไรโผล่มากลางเมือง อันที่จริง ทุกอย่างเงียบสงบอย่างน่าประหลาดจนแทบจะเป็นน่ากลัว ท้องฟ้ายามต้นฤดูใบไม้ผลิที่เมื่อวานยังขุ่นมัวด้วยเมฆกลับกระจ่างใสจนมองเห็นดวงจันทร์เสี้ยวได้ชัดเจน ลมต้นฤดูใบไม้ผลิที่เคยแรงก็นิ่งสนิท แม้แต่ตัวเมืองเองก็เงียบสงัดกว่าปกติ อาจจะเป็นเพราะชาวเมืองต่างหวาดกลัวว่าผีร้ายจะบุกมาอีกก็เป็นได้ แต่กล้วยและกล้ายที่ออกมาวิ่งทดสอบรถถังยามค่ำคืนก็อดสังหรณ์ใจไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นความเงียบสงบก่อนพายุใหญ่.....

 

            เจ็ดโมงเช้า แปดสหายร่วมรบลงมาเตรียมพร้อมที่ห้องประชุมตรงเวลาเป๊ะ แม้แต่จ้าดผู้สายเสมอก็ยังมาทันเวลา แต่สภาพดูจะไม่เรียบร้อยเท่าใดนัก เขาอยู่ในชุดปฏิบัติการคล้ายตะเบงมานคอมมานโดที่กล้วยและกล้ายหามาให้ แต่ทุกส่วนล้วนไม่เรียบร้อย กางเกงขายาวผ้าเนื้อหนักที่ควรสองอยู่ในรองเท้าบู๊ตหลุดลุ่ยลงมาคลุมข้อเท้า ผ้าพันคอที่ดัดแปลงมาจากตะเบงมานม้วนขยุกขยุยอยู่รอบคอ ซิปก็ไม่รูด แต่ที่แย่ที่สุดคือมีดอีโต้ที่สอดอยู่ในช่องซิปของเสื้อที่ทำท่าจะหล่นมิหล่นแหล่ลงมาสับหัวแม่เท้า เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ตื่น อาจจะเดินละเมอลงมาด้วยซ้ำ

 

            “จ้าด จัดเครื่องแต่งตัวหน่อย” เด็กสาวผมหางม้าพูดห้วนๆ เธออยากจะรูดซิปนั่นขึ้นมาเหลือเกิน แต่ก็ทำใจไม่ได้

            “อาราย.... มีสิทธิ์อารายมาสั่ง เป็นครูฝึกนักศึกษาวิชาทหารหรืองาย.....”

            “หรืออยากจะหื้อข้าลองไล่ผีอีกสักที รับรองตื่นแน่.....”

            “ว้าก ไม่เอ๊า !

 

            หลังจากหลานชายหมอผีใหญ่จัดชุดเรียบร้อย ทุกคนและทุกตนยกเว้นยูคิก็คว้าปืนประจำกายที่วางเรียงกันอยู่ในตู้เก็บอาวุธก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง จ้าดและฟ้าเองก็ถือปืนเช่นกัน กล้ายลงทุนไปหาไรเฟิลจู่โจมที่สภาพดีที่สุดจากคลังเก็บปืนมาให้โดยเฉพาะ เธอไม่คิดว่าปังตอของหลานชายหมอผีใหญ่และมวยสารขัณฑ์ของเด็กสาวหน้าคมจะมีประโยชน์มากนักในการบุกทะลวงครั้งนี้

 

            กล้ายและหมิงแยกออกไปทางโรงเก็บเครื่องบินเล็กซึ่งตอนนี้กลายเป็นที่เก็บรถถังไปแล้ว ขณะกล้วยเดินนำคนและตนอื่นๆ ย่ำพื้นหญ้าเฉอะแฉะฝ่าสายหมอกมุ่งหน้าไปยังโรงงานประกอบเครื่องบินร้างที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเก็บเครื่องบินนัก

 

            “ว้าว สุดยอดเลยกล้วย”

            ฟ้าอุทานออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจเมื่ออาคารขนาดยักษ์ปรากฏต่อสายตา มันมีหลังคาทรงโค้งทำจากโลหะและกระจกเหมือนโรงเก็บเครื่องบิน ขนาดของมันเล็กกว่าเกือบครึ่งต่อครึ่ง แต่สิ่งที่เตะตาเด็กสาวหน้าคมและเด็กหนุ่มหน้าดุมากที่สุดคือเครื่องบินนับสิบลำที่จอดเรียงรายเป็นแถวอยู่ข้างอาคาร ทั้งเครื่องบินรบหน้าตาล้ำยุคที่เธอขับเมื่อมะรืนวานไปจนถึงเครื่องบินขนส่งสินค้าลำใหญ่มหึมา สาวหมัดเหล็กอดแปลกใจไม่ได้ เธออยู่ที่นี่มาตั้งนาน ทำไมถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลยหนอ…..

 

            “แต๊สิ ข้าเจ้ายังบ่เคยพาผู้ได๋มาดูแถวนี้เลยนี่” ราชินีตานีพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ของทั้งมนุษย์และวิญญาณหิมะ “เอาเถอะ ไว้จบสงครามครั้งนี้ข้าจ้าจะพามาดูบ่อยๆเลย”

 

            สองคนสี่ตนเข้าไปในตึกผ่านประตูเล็กที่ด้านข้าง ภายในนั้นมืดสนิท แต่ก็พอจะมองเห็นรางๆ ว่ามันเป็นโถงกว้างใหญ่ที่มีเพดานสูงลิบลิ่ว เต็มไปด้วยเครน นั่งร้านและอุปกรณ์ทางวิศวกรรมนานาชนิด อะไรบางอย่างที่มีขนาดมหึมาจอดนิ่งอยู่ที่กลางอาคาร จ้าดเขม้นมองอย่างฉงน มันดูเหมือนเฮลิคอปเตอร์ แต่ดูอีกทีก็ไม่มีใบพัดอยู่เหนือหัว เขากำลังจะเดินฝ่าความมืดเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พอดีกับที่กล้วยสับสวิตช์เปิดประตูใหญ่ที่อีกด้านหนึ่งของตัวตึก และเมื่อแสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามามากพอ เด็กหนุ่มก็อ้าปากค้าง......

 

            มันดูเหมือนเครื่องบินลำใหญ่ แต่แทนที่จะมีเครื่องยนต์แขวนอยู่ใต้ปีกหรือใบพัดที่หน้าปีก เครื่องยนต์ของมันกลับอยู่ที่ปลายปีก ต่อกับใบพัดขนาดมหึมาที่ชี้เฉียงขึ้นด้านบน บานพับขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างเครื่องยนต์กับปีกบอกให้หลานชายหมอผีใหญ่รู้ว่ามันไม่ใช่ทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ หากเป็นเครื่องบินแบบเอียงใบพัดได้หรือทิลต์โรเตอร์* มิน่ากล้ายถึงได้บอกว่ามาเห็นเครื่องบินก็รู้เอง ทิลต์โรเตอร์แบบนี้มีความว่องไวใกล้เคียงกับเครื่องบิน แถมใบพัดขนาดใหญ่นั่นก็แข็งแรงกว่าใบพัดเล็กๆเป็นสิบในเครื่องยนต์ไอพ่น ดีไม่ดีกระหังอาจจะถูกใบพัดเฉือนขาดเป็นชิ้นๆก่อนที่มันจะได้ทำอะไรด้วยซ้ำ

 

            เยื้องไปด้านหลังปีกเล็กน้อย ปืนน้อยใหญ่โผล่ลำกล้องออกมากันสลอน ปืนกลหกลำกล้องสองกระบอก ปืนใหญ่ขนาดแปดสิบมิลลิเมตรสองกระบอก และที่ข่มขวัญที่สุดคือปืนใหญ่หนึ่งร้อยยี่สิบมิลลิเมตรที่ยื่นออกมาจากป้อมปืนใต้ท้อง ยังไม่นับฐานปล่อยจรวดนำวิถีที่ติดอยู่ทั้งบนหลัง ใต้ปีกและใต้ท้องอีกห้าจุด เครื่องบินลำนี้มันรถถังบินได้ชัดๆ.....

 

            ประตูทางด้านซ้ายของเครื่องบินเปิดอยู่แล้ว บันไดเหล็กยื่นออกมาจากใต้ประตูทอดลงมาจรดพื้น และเมื่อขึ้นไปบนเครื่อง เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมก็อุทานออกมาอย่างอึ้งแกมทึ่งอีกครั้งเมื่อเห็นห้องโดยสารที่ไม่เล็กไปกว่าเครื่องบินโดยสารข้ามทวีปของตานนะคอนแอร์เวย์สเลย เก้าอี้บุผ้าสีเขียวตั้งเรียงเป็นตับละหกเกือบสิบตับไปจรดพนังกั้นด้านหลังห้องโดยสาร ทุกตัวติดตั้งเข็มขัดนิรภัย หน้ากากออกซิเจน และช่องเก็บของที่ใหญ่พอจะยัด TM107 ของราชินีตานีลงไปได้สบายๆ ห่างออกไปเกือบห้าเมตรทางด้านหน้าของห้องโดยสาร จอภาพขนาดเกือบสามคูณสองเมตรติดตั้งอยู่บนผนัง อุปกรณ์ที่ดูเหมือนเครื่องมือควบคุมปืนใหญ่บนรถถังและเก้าอี้อีกตัวหนึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้า

 

            TAC-48 เครื่องบินโจมตีและขนส่งแบบขึ้นลงแนวดิ่ง” ราชินีตานีและหัวหน้าหน่วยอากาศยานเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ยินดีต้อนรับขึ้นเครื่อง”

 

            ห้าสหายร่วมรบถอดอาวุธประจำกายที่สะพายมาแขวนไว้ในตู้เก็บข้างประตู น้ำไทตรงเข้าไปยังห้องนักบิน น้ำว้านั่งลงที่เก้าอี้หน้าจอก่อนจะรัดเข็มขัด เธอพยักหน้าพร้อมส่งสายตาเร่งแกมดุมาให้รุ่นพี่ทั้งสามทำอย่างเดียวกันที่เก้าอี้ผู้โดยสาร ขณะกล้วยกดปุ่มพับบันไดเก็บ เลื่อนประตูปิดดังโครม ดึงคันโยกล็อกมันอย่างแน่นหนาก่อนจะเดินตามรุ่นน้องสาวผมเปียเข้าไปยังห้องนักบิน จ้าดเห็นเธอนั่งลงบนที่นั่งนักบิน ยกหูฟังขึ้นสวมหัวก่อนจะสับสวิตช์หลายตัว หน้าจอทั้งบนแผงควบคุมและตรงหน้าน้ำว้าสว่างขึ้นทันทีพร้อมกับเสียงหวีดแหลมยาวที่ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง วิญญาณหิมะสาวมองออกไปยังต้นเสียง แล้วก็เห็นใบพัดขนาดมหึมาค่อยๆเริ่มหมุน มันเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดเสียงเครื่องยนต์กังหันแก๊สที่ปลายปีกทั้งสองข้างก็ดังกระหึ่มพร้อมกับปล่อยควันขาวเป็นทางยาว

 

            “เอ้อ ลืมไปเลย” เด็กสาวหน้าจืดพูดผ่านเสียงตามสาย “ฟ้า พอบินได้ก่อ ย่านก่อ”

            “ถามตอนนี้จะได้อะไรขึ้นมาล่ะกล้วย.....”

            ราชินีตานีเหลียวหลังกลับมามองเพื่อนสาวผ่านประตูห้องนักบินที่เปิดค้างไว้ แล้วเธอก็ต้องกลั้นหัวเราะแทบไม่ทันเมื่อเห็นเพื่อนสาวนั่งคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ตัวกลางซึ่งห่างจากหน้าต่างมากที่สุด ใบหน้าคมซีดเผือดแต่หงิกง้ำ ดวงตาที่จ้องกลับมายังเธอฉายแววหงุดหงิดระคนวิงวอน ลูกสาวนักบินผู้กลัวความสูงนึกโกรธตัวเองขึ้นมาตงิดๆ เธอน่าจะขอนั่งรถถังไปกับกล้ายและหมิงตั้งแต่แรก แต่คิดได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว

 

            “อะหยังเนี่ยฟ้า” กล้วยถาม พยายามกลั้นเสียงหัวเราะที่พยายามโถมเข้าใส่ลำคอด้านในของเธออย่างสุดความสามารถ “เมื่อวันก่อนน้ำไทเอาไปรักษาโรคย่านความสูงแล้วบ่แม่นก๋า”

            “รักษาอะไร กลัวมากขึ้นล่ะไม่ว่า” สาวหมัดเหล็กยิ่งหน้าบูดขึ้นไปอีกเมื่อเห็นเพื่อนสาวหันไปสบตากับตานีน้อยอย่างรู้กัน ตานีชอบแกล้งคนกลัวความสูงกันหรือไงนะ ถ้าเป็นสมิงที่ขี้แกล้งอยู่แล้วจะไม่ว่าเลย.....

            “เอาน่าๆ บ่ต้องห่วงหรอก เครื่องบินนี่นิ่มกว่าเครื่องบินรบเมื่อคืนเยอะ”

            “แน่นะ”

            “แน่.... ถ้าข้าเจ้าขับหื้อมันนิ่มเน่อ”

            “ก็ขับให้มันนิ่มๆซี่.....!

 

            คำตอบของตานีสาวมีเพียงเสียงหัวเราะ ขณะเธอขยับคันบังคับทดสอบระบบก่อนจะเร่งเครื่องพาครึ่งเครื่องบินครึ่งเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่แล่นไปตามโรงงานที่มิดสลัวมุ่งหน้าสู่ประตูที่เปิดกว้างอยู่อีกด้านหนึ่งของอาคาร เสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนที่และกระแทกหนักๆอยู่ที่ด้านหลังและใต้ท้องขณะน้ำว้าทดสอบระบบอาวุธทั้งหมด ทำเอาสาวหมัดเหล็กสะดุ้งได้ไม่น้อย แต่สำหรับเธอแล้ว อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่าต้องขึ้นไปลอยอยู่กลางอากาศ โชคร้ายที่นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดกับเธอในอีกไม่กี่นาทีนี้.....

 

            เด็กสาวหน้าจืดหยุดเครื่องบินที่กลางลานจอดเฮลิคอปเตอร์ห่างจากโรงงานราวร้อยเมตรเพื่อตรวจสอบขั้นสุดท้ายก่อนบินขึ้น และเมื่อตานีน้อยทั้งสองยกนิ้วโป้งให้เป็นสัญญาณว่าทุกระบบปกติ กล้วยก็หมุนใบพัดจนตั้งชี้ฟ้าก่อนจะดันคันเร่งขึ้นจนสุด เครื่องบินลำใหญ่ลอยขึ้นจากพื้นอย่างนิ่มนวล และเมื่อมาตรวัดความสูงบอกตัวเลขสี่ร้อยฟุต ใบพัดก็ค่อยๆหมุนกลับมาชี้ไปด้านหน้า พานกเหล็กหนักเกือบครึ่งร้อยตันทะยานข้ามตึกระฟ้าในเขตธุรกิจเชียงแสนตรงไปยังเทือกเขาสูงที่ต้องแสงอาทิตย์เป็นสีทองอยู่เบื้องหน้า

 

            “พอไหวก่อฟ้า” กล้วยถามผ่านเสียงตามสาย แต่น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเธอฟังดูไม่เป็นห่วงเลยสักนิด

            “ก็.... ก็พอไหวนะ นิ่มดี” เด็กสาวหน้าคมตอบเสียงสั่นๆ เธอเริ่มหายซีดลงบ้าง แต่ยังคงนั่งคู้ตัวอยู่บนเก้าอี้

            “ยะตัวหื้อชินไว้เน่อ พอเจอผีร้ายจะโคลงเคลงกว่านี้เยอะ”

            “หวาย.....”

 

            เทือกเขาที่ปูด้วยหิมะเป็นหย่อมๆ สลับกับสีน้ำตาลแซมเขียวของต้นสนดูจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับจ้าด ยูคิและฟ้า คนแรกเพราะเขาเพิ่งจะบินกับเครื่องบินที่ความเร็วสูงกว่านี้เกือบสามเท่าไปเมื่อมะรืนวาน ตนที่สองเพราะเธอไม่เคยขึ้นเครื่องบินอะไรที่ช้ากว่าเครื่องบินโดยสารไอพ่นตอนขามาสารขัณฑ์ ส่วนคนสุดท้ายคงเพราะอยากลงไปเหยียบพื้นเต็มที ให้ลงกลางหมู่ผีร้ายเธอก็ยอม อย่างไรก็ตาม หัวใจของทั้งสามก็โยนตัวกระแทกซี่โครงราวกับสัตว์ร้ายในกรงเหมือนๆกัน แม้จะผ่านการสู้รบเคียงข้างเหล่าตานีมาหลายครั้ง แต่ทุกคนก็สังหรณ์ตรงกันว่าครั้งนี้มีอันตรายกว่าครั้งที่แล้วมากรอพวกเขาอยู่ และให้ว่ากันตามตรง ครั้งที่แล้วๆมาก็เฉียดตายหรือไม่ก็แทบตายกันทุกครั้งเสียด้วย

 

            “หันพื้นที่เป้าหมายแล้ว”

            หลังจากบินเงียบๆ มาเกือบยี่สิบนาที กล้วยก็เอ่ยขึ้น ผู้โดยสารทั้งสาม อาจจะยกเว้นเด็กสาวหน้าคมซึ่งยังคงกดตัวเองแน่นกับเก้าอี้ตัวกลางเหลียวมองนอกหน้าต่าง หิมะที่ละลายไปบางส่วนเผยให้เห็นผิวยางมะตอยสีดำของทางหลวงขนาดแปดเลนที่ทอดยาวอยู่กลางหมู่เทือกเขาสูงชันเบื้องหน้าเครื่องบิน แต่ยังไม่มีวี่แววของทั้งผีร้ายและหมู่รถถังของกล้าย

 

            น้ำว้าเรียกสัญญาณภาพจากเครื่องบินสอดแนมลำเล็กที่พวกเธอทิ้งให้บินวนอยู่เหนือฐานทัพมาตั้งแต่มะรืนวานขึ้นมาบนจอ ฐานทัพยังคงเหมือนในภาพสุดท้ายที่เธอเห็นมันเมื่อสองสามวันที่แล้ว โรงนอนของผีร้ายชนิดต่างๆยังคงอยู่ในสภาพพังยับเยิน เปรต ปอบไห้ ควายธนู และร่างเลือนรางของวิญญาณนับร้อยยังคงเดินจงกรมกันอยู่กลางฐานทัพ มองเห็นเป็นโครงร่างสีแดงอยู่เต็มไปหมดแม้มันจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเกรอะกรังของวัตถุน่าขยะแขยงเกือบทั้งพื้นที่ ดูจากท่าทางการเดินที่เนิบช้าไร้จุดหมายแล้ว พวกมันคงยังไม่รู้ถึงการมาของพวกเธอ

 

            “กล้าย หมิง อยู่ไหนแล้ว” ราชินีตานีติดต่อกำลังภาคพื้นดิน เธอเปิดเสียงวิทยุให้ได้ยินในห้องโดยสารด้วย

            “กิโลเมตรที่สามสิบหก อีกประมาณสิบนาที” เสียงตานีสาวผมหางม้าตอบกลับมาก่อนจะถามบ้าง “ถึงแล้วก๋ากล้วย มีผีร้ายเฝ้าระวังอยู่แถวนั้นก่อ”

            “เท่าที่หันบ่มีเน่อ” กล้วยชำเลืองมองจอเรดาร์สแกนพลังงานวิญญาณแวบหนึ่งก่อนตอบ “มาถึงแล้วบอกข้าเจ้าอีกทีเน่อ”

            “รับทราบ”

 

            กล้วยสั่งให้เครื่องบินประคองตัวเองนิ่งอยู่กลางอากาศขณะรอให้กองรถถังมาถึง และแล้ว หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็วิทยุกลับมาตอนผ่านไปสิบนาทีเป๊ะ

 

            “ถึงแล้ว ดูปากอุโมงค์ไว้หื้อด้วย”

            “รับทราบ”

 

            วิญญาณหิมะสาวและหลานชายหมอผีใหญ่พร้อมใจกันชะโงกหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างพร้อมๆกันแม้จะไม่รู้ว่าปากอุโมงค์อยู่ตรงไหน แม้แต่ฟ้าก็ยังกัดฟันข่มความกลัวเดินกระย่องกระแย่งมาดูกับเขาด้วย และราวกับหมีขั้วโลกผุดออกมาจากรังหลังจำศีล รถถังคันใหญ่ยักษ์ก็ชำแรกหิมะที่ทับถมกันหนาเตอะในช่องเขาไม่ห่างจากทางหลวงมากนักออกมาเป็นพรวน กองรถถังกว่ายี่สิบคันวิ่งมาจัดรูปขบวนเป็นแถวตอนเรียงสี่อยู่ใต้เงาเครื่องบิน ไอเสียจากเครื่องยนต์มองเห็นเป็นควันขาวคลุ้งอยู่ในอากาศเย็นเฉียบ

 

            “เรียบร้อยเน่อกล้าย”

            เรียบร้อยดี ไปเหอะ ไปจัดการหมู่เปิ้นกัน”

            “เดี๋ยวกล้าย” ราชินีตานีเรียกเพื่อนสาวอีกครั้ง “ข้าเจ้าขออะหยังสักอย่างได้ก่อ อย่าฆ่านาง หรือเอื้อง หรือแหวนเน่อ ถึงหมู่เปิ้นจะยะผิด แต่หมู่เปิ้นก็มีเหตุผลของหมู่เปิ้น แล้วข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อตานีต้องสิ้นอายุไปมากกว่านี้แล้วด้วย”

            “ใจดีผิดเวลาอีกแล้วเน่อกล้วย” กล้ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ “ข้าต้องบอกอีกกี่ครั้งว่านางเคยยะอะหยังกับกล้วยไว้”

            “ข้าเจ้าฮู้” เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงต่ำ “แต่ข้าเจ้า.... ก็ทนหันเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์สิ้นอายุบ่ได้หรอก โดยเฉพาะเมื่อหมู่เฮาเหลือกันอยู่แค่นี้....”

            “นี่กล้วย....”

            “ถ้ากล้ายอยากจะเอาคืนเรื่องที่เปิ้นเคยยะกับกล้าย หรือหื้อเปิ้นชดใช้ความผิด ก็ค่อยยะหลังจากนี้ก็ได้ แต่อย่ายะหื้อเปิ้นสิ้นอายุเลยเน่อ ข้าเจ้าขอล่ะ”

 

            กล้ายเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่เธอจะถอนหายใจเฮือก

 

            “เฮ้อ เชื่อเลย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเกาหัวแกรกๆ “ก็ได้ ข้าจะไว้ชีวิตหมู่เปิ้น แต่ถ้าหมู่เปิ้นตอบโต้ ข้าก็จำเป็นต้องตอบโต้ตามสมควรเน่อ ตกลงก่อ”

            “อื้ม”

            “จะอั้นก็ไปกันเหอะ”

 

            ช่างเป็นภาพที่น่าเกรงขามยิ่งนัก เมื่อรถถังหนักห้าสิบตันเกือบสองโหลวิ่งบดหิมะไปตามทางหลวงแปดเลน เสียงเครื่องยนต์ที่รวมกำลังกันได้หลายหมื่นแรงม้าก้องสะท้อนเทือกเขาสูงที่โอบล้อมอยู่รอบข้าง ประสานกับเสียงคำรามจากใบพัดขนาดยักษ์ของครึ่งเครื่องบินครึ่งเฮลิคอปเตอร์ที่บินคุมเชิงอยู่เบื้องบนดังสะเทือนเลื่อนลั่นสั่นสะท้านเทือกเขาหินแกรนิตลงไปถึงฐานราก ปืนใหญ่ทุกกระบอกปละจรวดทุกลูกชี้ตรงไปเบื้องหน้าในตำแหน่งพร้อมยิง เช่นเดียวกับพลประจำรถถังและนักบินทุกตน ความโกรธแค้นที่ถูกเก็บกลั้นมานานแสนนานกำลังเต้นเร่าอยู่ในอกราวกับเพลิงปีศาจ พวกมันพร้อมแล้วที่จะถูกปลดปล่อยออกไปเผาผลาญเหล่าผีร้ายให้เป็นจุณ....

 

            ทันใด น้ำว้าก็เอ่ยขึ้น

            “เข้าระยะยิงอุ๊ยสู่พานแล้ว”

            “กล้าย” ราชินีตานีเรียกเพื่อนสาวซึ่งรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการปฏิบัติการครั้งนี้

            “ผีร้ายฮู้ตัวก่อว่าหมู่เฮามา” เด็กสาวผมหางม้าถามกลับ

            “เหมือนจะยังบ่ฮู้ ยังเดินกันเนิบๆอยู่เลย”

            “ถ้าจะอั้น กล้วยหยุดเครื่องบินตรงนี้ก่อน น้ำว้าทักทายเปิ้นหน่อย สักลูกสองลูก เล็งอะหยังก็ได้ จะได้ดูด้วยว่าหมู่เปิ้นยังมีกระสือกระหังเหลือก่อ”

            “รับทราบ”

 

            ราชินีตานีหมุนใบพัดชี้ขึ้นเบื้องบนเพื่อประคองเครื่องไว้กลางอากาศ พร้อมกับที่เด็กหญิงผมสั้นส่ายคันบังคับล็อกเป้ากลางที่ลานโล่งก่อนจะเหนี่ยวไกทันทีสองลูกติด เครื่องบินสั่นน้อยๆเมื่อจรวดยาวเกือบสองเมตรพุ่งออกจากแท่นยิง อึดใจต่อมา ลูกไฟสองลูกก็ปะทุขึ้นท่ามกลางหมู่ผีร้าย กวาดเหล่าอสุรกายหายไปเป็นวง

 

            “ยิงต่อเลยก่อเอื้อยกล้าย”

            “เดี๋ยว รอดูก่อนว่าหมู่เปิ้นจะตอบโต้จะได”

 

            น้ำว้าเขม้นมองภาพจากเครื่องบินสอดแนม หัวใจเธอกระตุกเล็กน้อยเมื่อเห็นโครงร่างสีแดงลอยขึ้นมาจากหมู่ผีร้ายก่อนจะมุ่งหน้าเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง

 

            “กระหังนี่ ! ข้าเจ้าจะยิงล่ะเน่อ !

            “ใจเย็นๆ” เด็กสาวผมหางม้าตอบอย่างใจเย็น “รอดูก่อนว่าหมู่เปิ้นมีกี่ตน”

            “รอบ้าอะหยังล่ะ เดี๋ยวหมู่เปิ้นก็มารุมหมู่เฮาเหมือนคืนนั้นหรอก !

            “เอาน่า รอดูก่อน ถ้ามาใกล้ๆแล้วค่อยยิงก็ได้ จรวดมีอยู่ในมือตั้งเยอะบ่แม่นก๋า”

 

            ตานีน้อยขบกรามกรอด แต่เธอก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ดวงตากลมจ้องมองโครงร่างที่กำลังลอยใกล้เข้ามาเรื่อยๆในจอเรดาร์อย่างกังวลใจ แต่แล้วเธอก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อพบว่าฝ่ายตรงข้ามมากันเพียงสองสามตนเท่านั้น ไม่ใช่ฝูงบินแบบเมื่อมะรืนวาน

 

            “เอื้อยกล้าย เปิ้นมากันแค่สองสามตนเอง” เด็กหญิงรายงานรุ่นพี่สาว

            “หันก่อ จะอี้แสดงว่ากระสือกระหังของหมู่เปิ้นน่าจะหมดแล้ว ทีนี้หมู่เฮาก็บุกได้สบายขึ้นล่ะ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะสั่ง “ยิงได้เลย”

 

            น้ำว้าเหนี่ยวไกทันที จรวดเพียงลูกเดียวเพียงพอจะระเบิดอสุรกายผู้ใช้กะด้งเป็นอาวุธทั้งสามตนให้กลายเป็นเศษเนื้อได้สบายๆ

 

            “เอาล่ะ ไปต่อกันเลย”

            เมื่อท้องฟ้าโล่ง กองกำลังจู่โจมก็เคลื่อนตัวอีกครั้ง ไม่นานที่ราบระหว่างเทือกเขากวางใหญ่อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพลับก็ปรากฏขึ้นต่อสายตา

 

            ดูเหมือนกองกำลังผีร้ายจะไม่สนใจการพรางตาอีกแล้ว จากระยะห่างเกือบหนึ่งกิโลเมตร กล้วย น้ำไท น้ำว้า กล้ายและหมิงสามารถมองเห็นร่างสูงโย่งสีกระดำกระด่างของเปรตนับสิบๆตนที่ยืนขวางเนินทางเข้าหลักของฐานทัพได้อย่างชัดเจน พวกมันยืนจังก้า แขนทั้งสองข้างกางออกเหมือนหุ่นไล่กา และเมื่อพวกมันเห็นข้าศึกกำลังใกล้เข้ามาก็ย่างสามขุมตรงเข้ามาหาทันทีหมายเหยียบให้แหลกคาเท้าเหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งวันย้ายต้นกล้วย เบื้องหลังพวกมัน ควายธนูควบกระดุบๆเข้ามาเหมือนกระทิงคลั่ง ตามมาติดๆด้วยร่างซีดขาวเหี่ยวย่นของปอบไห้....

 

            “คึดก๋าว่าจะยะอะหยังหมู่เฮาได้” กล้ายหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “น้ำว้าบ่ต้องยิงเน่อ เอื้อยจัดการเอง หมิงเตรียมยิงได้เลย”

            สมิงสาวแยกเขี้ยวแสยะยิ้มอย่างสมใจ “รออยู่แล้ว !

 

            เสียงโลหะกระทบกันดังหนักๆมาจากด้านหลังเมื่อเครื่องป้อนกระสุนอัตโนมัติดันกระสุนปืนใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งร้อยยี่สิบห้ามิลลิเมตรเข้ารังเพลิง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อรถถังทั้งยี่สิบคันยิงปืนใหญ่พร้อมๆกัน อสุรกายร่างโย่งเห็นคู่ต่อสู้ตอบโต้ก็รีบถอยหนี แต่ไม่ทันเสียแล้ว กระสุนหัวระเบิดแรงสูงกระหน่ำใส่พวกมันราวกับห่าฝน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องหุบเขาขณะพวกมันแตกสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปทีละตน

 

            เมื่อเปรตหายหมด สัตว์กีบพยนต์และซอมบี้ชราก็เป็นรายต่อไป ราวกับนัดกันไว้ ทั้งน้ำว้าและสมิงพร้อมใจกันกราดยิงปืนกลยาวเหยียด ควายธนูแตกบิ่นเหมือนแก้ว ก่อนจะแตกละเอียดเมื่อกระสุนหัวทำลายทั้งวิญญาณและสสารพุ่งเข้าตัดแกนวิญญาณ เปิดทางให้กระสุนพุ่งเข้าหาร่างซีดขาวของปอบไห้โดยตรง

 

            อสุรกายในคราบยายแก่เห็นทีไม่รอดแน่ก็แสยะปากโชว์เขี้ยวที่เปรอะไปด้วยเลือดก่อนจะวิ่งฝ่าห่ากระสุนอย่างไม่เกรงกลัวเหมือนมือระเบิดพลีชีพ แต่เพียงความตั้งใจและความหิวโหยก็ไม่อาจต้านทานอานุภาพทำลายล้างของปืนกลนับสิบกระบอกได้ ร่างเหี่ยวย่นต่างร่วงผล็อยเหมือนใบไม้ปลายเดือนกันยายน มันระเบิดตูมออกเป็นสะเก็ดไฟนับไม่ถ้วนก่อนจะมอดดับลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูที่ค่อยๆเลือนหายไปในเสียงรัวปืนกล

 

            “ข้างในฐานทัพยังเหลืออะหยังอีกบ้างน้ำไท” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมวิทยุถามรุ่นน้องสาว

            “วิญญาณล้วนๆ”

            “ดี จะอั้นเปลี่ยนเป็นหัวรบทำลายวิญญาณ แล้วมีอะหยังใส่หื้อหมด แต่ระวังอย่าหื้อโดนอาคารศูนย์บัญชาการเน่อ เอื้อยคึดว่านางน่าจะอยู่ในนั้น”

            “รับทราบ”

 

            ตานีน้อยผมสั้นคงรอคำสั่งนี้มานานมากแล้ว เพราะขาดคำของรุ่นพี่สาว ครึ่งเครื่องบินครึ่งเฮลิคอปเตอร์ก็หายไปจากสายตาเมื่อถูกควันจากจรวดเกือบห้าสิบลูกที่ยิงต่อกันชนิดหัวต่อก้นปกคลุมจนมิด ตานีสาวผมหางม้าและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำไม่ยอมน้อยหน้ารุ่นน้องสาวเบื้องบน หมิงกดเปลี่ยนเป็นกระสุนหัวทำลายวิญญาณทันทีขณะกล้ายสั่งผ่านเครือข่ายให้รถถังทุกคันทำอย่างเดียวกัน แล้วเสียงปืนใหญ่ก็กระหึ่มขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับกระสุนหนักเจ็ดกิโลกรัมที่พุ่งแหวกอากาศตรงไปยังเหล่าร่างเลือนรางที่ไหววูบวาบอยู่ในลานกว้าง

 

            เพียงไม่กี่วินาที ฐานทัพลับก็เปลี่ยนเป็นแดนประหารของเหล่าวิญญาณ ยุทโธปกรณ์ทั้งปืนใหญ่ ปืนกลและขีปนาวุธกระหน่ำใส่พื้นที่ราวพายุร้าย บดขยี้และฉีกทึ้งแกนวิญญาณให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆก่อนที่พลังมหาศาลจะสูบมันข้ามมิติไปสู่โลกหลังความตาย วิญญาณบางดวงที่ว่องไวพอพยายามเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าหาหน่วยจู่โจม เพียงเพื่อจะพบว่าทั้งเฮลิคอปเตอร์และรถถังทุกคันต่างมีเกราะป้องกันวิญญาณทั้งสิ้น และก่อนที่มันจะหนีกลับไปยังที่เดิมของมันได้ทัน กระสุนปืนกลก็กระหน่ำร่างมันจนพรุนเป็นรังผึ้งเรียบร้อยแล้ว.....

 

            ในที่สุด ร่างเลือนรางทั้งหมดก็หายไปจากทั้งหน้าจอเรดาร์สแกนพลังงานวิญญาณและหน้าจอสแกนด้วยคลื่นเสียง น้ำว้าเรียกสัญญาณจากทั้งดาวเทียมและเครื่องบินสอดแนมให้แน่ใจ แต่ทุกแหล่งยืนยันตรงกัน กองกำลังผีร้ายที่เคยเกรียงไกร บัดนี้ถูกทำลายลงจนสิ้นแล้ว

 

            “หึ ผีร้ายก็แค่นี้เอง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสะบัดผมหางม้าของเธออย่างเชิดๆ พลางหัวเราะในลำคอ “พอบ่มีกองบินร่วมฯ ก็ตายเอาง่ายๆจะอี้เลย”

            “ข้าเจ้ากำลังคึดว่ามันง่ายเกินไป” กล้วยเบรกการมองโลกในแง่ดีของเพื่อนสาวด้วยเสียงที่แฝงแววหวาดระแวง “ถ้าผีร้ายปราบได้ง่ายๆจะอี้ หมู่เปิ้นคงยะหื้อสวนกล้วยแตกบ่ได้หรอก ยกเว้นแต่ว่าหมู่เฮาจะอ่อนแอเอง”

            “บ่เอาน่า กล้วยก็ฮู้นี่ว่าที่หมู่เฮาแพ้เมื่อปีที่แล้วเพราะอาวุธต่อต้านอากาศยานบ่พอ แล้วความเสียหายส่วนใหญ่ก็มาจากกองบินร่วมฯ ด้วย อีกอย่าง ก็อย่างที่กล้วยอู้จะไดว่าตอนแรกหมู่เปิ้นคงสะสมกำลังผีร้ายเอาไว้เยอะมาก แต่พอโดนหมู่เฮาทำลายไปทีละเยอะๆ ก็เรียกมาบ่ทัน บ่ต้องกังวลอะหยังมากหรอกน่า”

            “อาจจะเป็นจะอั้นก็ได้” เด็กสาวหน้าจืดตอบช้าๆอย่างครุ่นคิด “บ่ฮู้สิ.... ข้าเจ้าก็ยังสังหรณ์ใจแปลกๆ....”

            “บ่ต้องคึดมากน่า เอ้า จัดการหื้อเสร็จๆไปเลยเถอะ บุกเข้าศูนย์บัญชาการหมู่เปิ้นกันเลย !

 

            ครึ่งเครื่องบินครึ่งเฮลิคอปเตอร์โฉบข้ามหัวกองรถถังไปลงจอดกลางลานโล่ง รถถังทั้งยี่สิบคันวิ่งตามไปติดๆ ตีนตะขาบบดขยี้รั้วตาข่ายเหล็กที่กั้นไว้รอบฐานทัพได้อย่างง่ายดาย กล้ายบังคับให้รถถังทุกคันล้อมอาคารศูนย์บัญชาการเอาไว้ ขณะหมิงขับรถถังของเธอไปจอดไม่ห่างจากเครื่องบินนัก

 

            “ทุกตนเตรียมตัว” กล้วยเหวี่ยงหูฟังออกจากหัวก่อนจะก้าวฉับๆออกจากห้องนักบินมาหยิบสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องของเธอ “จ้าด ฟ้า ยูคิ ไปหากล้าย น้ำไทซุ่มยิงจากตรงนี้ น้ำวาระวังหลังหื้อเปิ้นด้วย ข้าเจ้าจะไปซุ่มยิงจากข้างหลังตึก เอ้า ไป !

 

            เด็กสาวหน้าจืดเหวี่ยงประตูเปิดก่อนจะวิ่งอ้อมไปด้านหลังตึกห้าชั้น ฟ้าและจ้าดคว้าปืนจากที่เก็บมาถือในท่าพร้อมยิง ทั้งสองและยูคิหยิบหน้ากากกันแก๊สพิษขึ้นมาสวมกันเหนียวก่อนจะกระโดดตามเพื่อนสาวลงไป ห่างออกไปไม่ไกลนักเบื้องหลังรถถังคันใหญ่ กล้ายกับไรเฟิลจู่โจมรูปร่างประหลาดของเธอคุกเข่าซุ่มรอพวกเขาอยู่แล้ว

 

            “อ้าว หมิงไม่ได้เข้าไปด้วยเหรอ” ฟ้าเอ่ยถามเมื่อไม่เห็นสัตว์ภูตสาว เสียงของเธอฟังดูอู้อี้อยู่ในหน้ากาก

            “ข้าหื้อเปิ้นคุมรถถังไว้ เผื่อสุทัศน์หรือหมู่นางหนีออกมาจะได้ยิงหรือจับได้ทันที” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “พร้อมก่อ”

            “พร้อม”

            “พร้อมค่ะ”

            “พร้อมก่อ !?” กล้ายถามเน้นเสียง คราวนี้เจาะจงจ้าดผู้ยังคงดูสะลึมสะลือ

            “พร้อมค้าบๆ”

            “เอ้า ถ้าจะอั้นก็.... วิ่งไปที่ข้างประตู ยูคิมากับข้า ฟ้าไปกับจ้าด ไปได้ !

 

            สองตนสองคนเคลื่อนที่ตัดลานโล่งที่เต็มไปด้วยหิมะอย่างว่องไวไปแนบตัวอยู่ข้างประตูกระจก เสียงไซเรนหวีดแหลมขึ้นทันที ฟ้าดูกังวลใจ แต่กล้ายยิงลำโพงที่แขวนอยู่นอกหน้าต่างชั้นสามทิ้งอย่างไม่ลังเลก่อนจะส่งสัญญาณมือบอกเธอว่าไม่เป็นไร จนป่านนี้แล้วไซเรนคงช่วยอะไรพวกมันไม่ได้มาก

 

            เด็กสาวผมหางม้าเอื้อมมือไปลองดันประตู มันไม่ได้ล็อก เธอส่งสัญญาณมือบอกจ้าดและฟ้าที่ซุ่มอยู่อีกด้านหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสี่จะถีบประตูเข้าไปพร้อมๆกัน ปืนประทับบ่าพร้อมยิง ดาบลำแสงสีฟ้าในมือวิญญาณหิมะสาวก็เงื้ออยู่ข้างหัว พร้อมจะฟาดฟันอะไรก็ตามที่โผล่ออกมาให้ขาดสะบั้นในพริบตา

 

            แต่ผิดคาด ไม่มีทั้งสิ่งมีชีวิตและเคยมีชีวิตโผล่หัวออกมาให้เห็นเลยสักตนเดียว มีเพียงทางเดินมืดๆ ที่ทอดไปสู่ทางแยกใจกลางอาคารเท่านั้น กล้ายมองสหายร่วมรบทั้งสามแวบหนึ่ง เธอเปิดไฟฉายส่องกราดไปตามทางเดิน แต่ก็ไม่เจออะไรเช่นเดิม ตานีสาวกดปิดไฟฉาย ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้เคลื่อนที่ต่อไป

 

            ในอาคารทั้งมืดทั้งเงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงลมลอดเข้ามา หลานชายหมอผีใหญ่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นตุบๆ อยู่ในหูทุกครั้งที่หยุดเดิน อากาศหนักอึ้งนิ่งสนิทจนเสื้อของทั้งสี่มีเหงื่อชุ่มแม้อุณหภูมิจะไม่สูงไปกว่าจุดเยือกแข็งเท่าใดนัก เมื่อรวมกับความมืดที่แทบมองไม่เห็นอะไรก็ทำให้รู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบข้างกำลังบีบตัวเข้ามาหาอย่างช้าๆ เงาวูบวาบของแสงไฟฉายที่ดูราวกับอะไรบางอย่างกำลังซุ่มอยู่ทุกมุมหัวเสา สาวหมัดเหล็กผู้ยามนี้ถือไรเฟิลจู่โจมประสิทธิภาพสูงอยู่ในมือต้องคุมสติด้วยสมาธิทั้งหมดที่มีเพื่อไม่ให้ตกใจจนเผลอเหนี่ยวไก ซึ่งนั่งคงไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแน่ ดีไม่ดีจะได้เพิ่มผีเฝ้าที่นี่อีกตนสองตนด้วยซ้ำ

 

            ชั้นหนึ่งก็แล้ว ชั้นสองก็แล้ว ชั้นสามก็แล้ว ห้องแล้วห้องเล่าที่สี่หน่วยจู่โจมพังประตูเข้าไป แต่ทุกห้องล้วนว่างเปล่า มีเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นวางอยู่แทบจะเหมือนๆกันทุกห้อง โต๊ะที่มีกระดาษวางกอง เก้าอี้ ตู้เก็บเอกสาร และคอมพิวเตอร์เครื่องสองเครื่องที่ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์ช่วยการรบ แต่ไม่มีวี่แววของนาง เอื้อง แหวน สุทัศน์ หรือผีร้ายตนใดสักตน กล้ายเริ่มกังวลขึ้นมาบ้าง หรือว่าพวกนั้นจะหนีไปได้.....

 

            “ชั้นบนสุดแล้วนี่”

            จ้าดกระซิบเมื่อพวกเขาตะกายขึ้นบันไดอย่างเงียบเชียบมายังชั้นห้า กล้ายหันขวับมาส่งสายตาดุๆให้เขาเงียบ แค่ความคิดที่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะหนีไปได้ก็ทำให้เธอหงุดหงิดพออยู่แล้ว

 

            ชั้นบนสุดเป็นโถงทางเดินยาว มีประตูไม้สีน้ำตาลเข้มเรียงรายอยู่สามสี่บานไปจนสุดทางเดินซึ่งเป็นประตูบานคู่ ทุกบานยกเว้นที่ปลายทางเดินเปิดอ้าไว้กว้าง กล้ายย่างเท้าช้าๆอย่างระแวดระวัง เธอเปิดไฟฉายและยกปืนขึ้นประทับบ่าทุกครั้งที่ส่องเข้าไปในห้อง แต่ทุกห้องก็เหมือนห้องที่แล้วๆมา นั่นคือว่างเปล่า จนกระทั่งมาถึงห้องสุดท้ายที่ปลายทางเดิน.....

 

            ล็อก กล้ายโทรจิตบอกอีกสองคนหนึ่งตนหลังจากแตะลูกบิดประตูเหล็กกล้าที่ทำเป็นรูปหัวสัตว์ ฟ้ากับจ้าดไปซุ่มด้านโน้น ยูคิอยู่หลังข้า คุกเข่ายะตัวหื้อต่ำที่สุดเท่าที่จะยะได้ ข้าจะยิงลูกบิด

 

            สองมนุษย์หนึ่งวิญญาณหิมะทำตามคำสั่งทันที ขณะกล้ายจ่อปากกระบอกไรเฟิลจู่โจมของเธอเข้ากับประตูเหนือลูกบิดก่อนจะเหนี่ยวไกเป็นชุด คมกระสุนตัดประตูขาดเป็นรูโหว่ เด็กสาวผมหางม้ากระชากลูกบิดและชุดกลอนซึ่งตอนนี้ห้อยร่องแร่งอยู่อย่างน่าสมเพชออกมาอย่างไม่ปรานีปราศรัยก่อนจะถีบประตูเข้าไปด้านใน

 

            ห้องนั้นใหญ่กว่าห้องอื่น และเห็นได้ชัดว่าเป็นห้องบัญชาการ โต๊ะตัวใหญ่ตั้งอยู่ที่กลางห้อง จอภาพเก้าจอที่เรียงต่อกันเป็นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ติดอยู่ที่ผนังด้านหลัง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องรางทางหมอผีหลายอย่างวางระเกะระกะอยู่ทั่วห้องโดยเฉพาะบนโต๊ะ สายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นโยงมายังกลางโต๊ะซึ่งมีขั้วต่อสายยูเอสบีเชื่อมพวกมันเอาไว้ด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าพวกมันเคยเชื่อมกับคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็แลปทอปซึ่งไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว

 

            กล้ายสืบเท้าเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ ไรเฟิลในมือกวาดไปทั่วห้องด้วยเกรงว่าทุกอย่างที่ซุ่มอยู่จะประดังกันเข้ามาหาเธอในห้องสุดท้าย แต่ทุกอย่างเงียบเชียบจนเธอวิตก เธอกำลังขบกรามอย่างครุ่นคิดระคนหนักใจที่ดูเหมือนระดับบนของฝ่ายตรงข้ามจะหนีไปได้เมื่อเธอเตะเอาอะไรบางอย่างนุ่มๆที่หน้าโต๊ะ เด็กสาวก้มลงมอง แล้วดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็เบิกกว้างเมื่อเห็นร่างหนึ่งนอนหงิกงออยู่

 

            โอ๊ะโอ ดูท่าหมู่เฮาจะเจออะหยังน่าสนใจเข้าหื้อแล้วสิ

            ตานีสาวส่งสัญญาณมือให้สามสหายร่วมรบเข้ามาในห้อง ฟ้าชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างที่นอนอยู่ในความมืด แต่เด็กสาวผมหางม้าส่งสัญญาณมือบอกเธอว่าไม่ต้องตกใจก่อนจะสั่งให้เคลียร์ห้อง ทั้งสี่สำรวจห้องอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม แต่ไม่มีใครอยู่อีกเลยนอกจากร่างที่นอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นและแมงมุมอีกสองสามตัว ในที่สุด หัวหน้าชุดจู่โจมก็ส่งสัญญาณมือให้ทุกตนและทุกคนเลิกการเคลียร์ห้องและเข้ามารุมล้อมศพบนพื้นแทน

 

            “สุทัศน์ เลิศดอยแลงไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุเอ่ยขึ้นหลังจากเปิดไฟฉายส่องหน้า เขาจำชายชราผู้มีเครายาวและผมรุงรังเหมือนฤๅษีคนนี้ได้ดีแม้ร่างจะเริ่มบวมและช้ำเลือดช้ำหนองบ้างแล้ว

            “บวมแบบนี้คงตายมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งวัน” ว่าที่นักศึกษาแพทย์สันนิษฐาน “ดีนะพวกเราใส่หน้ากาก ไม่งั้นเหม็นตายแน่”

            “เดี๋ยวนะคะ” ยูคิท้วงขึ้น “ถ้าเกิดตายมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งวัน.... ก็แปลว่าเขาอาจจะตายตอนช่วงที่ผีร้ายบุกเมืองเมื่อมะรืนวานก็ได้น่ะสิคะ”

            “ก็เป็นไปได้นะ....”

            “ไม่มีบาดแผลภายนอก แต่พลังงานวิญญาณหายไปหมดร่าง” ตานีสาวเอ่ยหลังจากใช้เท้าพลิกและใช้สัมผัสวิญญาณของเธอตรวจสอบศพดูแล้ว “เป็นไปได้ว่าเปิ้นอาจจะเรียกผีร้ายออกมาเกินกำลังจนตาย คืนนั้นเปิ้นเรียกเปรตออกมาตั้งหลายสิบตัวนี่”

            “ถ้างั้นก็แปลว่าที่เราบุกเข้ามาได้ง่ายๆแบบนี้....”

            “แม่น อาจจะเป็นเพราะผีร้ายบ่มีผู้ควบคุมแล้วก็เลยรบบ่เป็นระบบ” กล้ายตอบเพื่อนหนุ่ม “แต่หมู่บ่านางหนีไปได้นี่สิ.....”

            “ไม่เป็นไรมั้งกล้าย” หลานชายหมอผีใหญ่พูดเมื่อเห็นเพื่อนสาวมีท่าทีกังวลใจ “ถึงสามตนนั้นจะเก่งก็เถอะ แต่นางไม่ได้มีพลังเรียกผีร้ายมาจากโลกหลังความตายนี่ ถ้าไม่มีกำลังผีร้ายเราก็ว่าสามตนนั้นก็สูสีกับพวกเรานี่แหละ ดีไม่ดีพวกเราตอนนี้อาจจะชนะได้ง่ายๆด้วยซ้ำเพราะมีตั้งแปด”

            “มันบ่น่าง่ายจะอั้นน่ะสิ....” เด็กสาวผมหางม้ายกมือจับคางอย่างครุ่นคิด “แต่เอาเถอะ เรียกตนอื่นมาก่อนละกัน”

 

            ไม่นาน สามตานีและหนึ่งสมิงที่ถูกทิ้งไว้ข้างนอกก็ขึ้นมายังห้องบัญชาการ ทุกตนมีไรเฟิลจู่โจมและหน้ากากกันแก๊สครบมือ หมิงและตานีน้อยทั้งสองดูตื่นเต้นดีใจไม่น้อยที่เห็นศัตรูตัวฉกาจนอนขึ้นอืดอยู่บนพื้นห้อง แต่กล้วยกลับขมวดคิ้ว

 

            “ยะหยังก๋ากล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของเพื่อนสาว

            “แปลก” ราชินีตานีพูดเสียงต่ำ “ถ้าเปิ้นตาย แล้วยะหยังข้าเจ้าถึงยังบ่ได้พลังเรียกภูตผีปีศาจกลับมา”

            “เป็นไปได้มั้ยกล้วยที่.... ที่เขาใช้พลังจนหมดแล้ว ก็เลย.... ไม่เหลือพลังนั้นอีกต่อไปแล้ว” ฟ้าถามอย่างกล้าๆกลัวๆ ด้วยเกรงจะกระทบจิตใจเพื่อนสาว “เอ่อ.... ขอโทษนะกล้วยที่ทำให้ไม่สบายใจ แต่ว่า....”

            “บ่ๆ บ่ได้บ่สบายใจ ข้าเจ้าก็บ่อยากได้พลังนั้นอยู่แล้ว แค่ย่านมันจะไปอยู่ในมือคนเลวเท่านั้นเอง” กล้วยรีบตอบ “แต่เป็นไปบ่ได้หรอกที่พลังนั้นจะหมด พลังงานวิญญาณหมดร่างก็จริง แต่สิทธิ์ในการใช้พลังนั้นก็ยังคงอยู่บ่ได้หายไปที่ได๋เน่อ”

            “แต่พลังนั่นเปลี่ยนมือจากการมอบให้ หรือบ่อั้นก็การฆ่าบ่แม่นก๋า” ตานีสาวผมหางม้าท้วง “ทีนี้ถ้าเปิ้นบ่ได้มอบหื้อผู้ได๋ แล้วเปิ้นก็บ่ได้ถูกฆ่า พลังนั้นก็อาจจะบ่มีผู้รับสืบทอดต่อก็ได้เน่อ”

            “ก็เป็นไปได้ ข้าเจ้าเองก็บ่แน่ใจกฎการสืบทอดพลังนี่เท่าได๋ ปกติก็ส่งจากแม่สู่ลูกตลอด” เด็กสาวหน้าจืดตอบ น้ำเสียงของเธอยังคงเป็นกังวล “แต่ข้าเจ้ากังวลว่าจะมีผู้ได๋ฆ่าเปิ้นแล้วได้พลังไปนี่สิ”

            “แต่บ่มีแผลภายนอกเลยเน่อ เมื่อกี้ข้าลองพลิกๆดูแล้ว”

            “อาจจะเป็นโรคภายใน สารพิษ หรือแผลจากอาวุธบ่มีคมก็ได้ เน่าขนาดนี้ดูลำบาก” กล้วยแย้ง “ที่สำคัญ เมื่อมะรืนวานเปรตออกมาเยอะจะอั้น ข้าเจ้าว่าเกินความสามารถของมนุษย์แน่นอน ต่อหื้อเป็นสุทัศน์ก็เถอะ ขนาดข้าเจ้ายังเรียกเยอะจะอั้นบ่ได้เลย เป็นไปได้ว่าเปิ้นอาจจะใช้วิธีฆ่าเป็นลูกโซ่ ค่อยๆโอนถ่ายพลังไปทีละตนจนเรียกมาได้เยอะจะอั้นก็ได้”

            “คิดมากไปแล้วน่ากล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเบรกเพื่อนสาว “ถ้าหมู่เปิ้นยะจะอั้นได้ ข้าว่าป่านนี้ตานนะคอนราบไปแล้ว บ่ต้องพูดถึงการที่หมู่เฮาจะบุกมาที่นี่เลย ข้าว่ากล้วยไปกังวลเรื่องนางเอื้องแหวนดีกว่ามั้ง”

            “ก็อาจจะแต๊เน่อ ข้าเจ้าอาจจะคึดมากไปแต๊ๆ” ราชินีตานียอมแพ้ “แล้วเอาจะไดต่อ”

            “แบ่งกันตรวจสอบพื้นที่ เจอเอกสาร แบบแปลน หรือแหล่งข้อมูลอะหยังที่คึดว่าใช้ได้ก็เอามาหื้อหมด” กล้ายกำหนดภารกิจ “ไปเป็นคู่จะได้ระวังหลังหื้อกันได้ จ้าดไปกับฟ้าละกัน ค้นชั้นสี่ น้ำไทไปกับยูคิชั้นสาม น้ำว้าไปกับกล้วยชั้นสอง เดี๋ยวข้าไปกับหมิงค้นชั้นนี้กับชั้นล่างเอง ถ้าเจออะหยังก็วิทยุมาบอก แล้วปิ๊กไปรวมกันที่ประตูทางออกในอีกครึ่งชั่วโมง เข้าใจก่อ”

            “ยะหยังบ่หื้อข้าเจ้าไปกับน้ำไทล่ะ” ตานีน้อยผมสั้นสวนขึ้นทันที

            “หื้อไปด้วยกันสองตนเดี๋ยวก็เล่นกัน”

            “อะหยัง หมู่เฮาบ่เล่นกันหรอก คึดว่าหมู่เฮาอายุเท่าได๋กันแล้ว !?

            “น้ำว้า.... อย่าเสียงดังสิ....”

            “ก็เพราะจะอี้จะไดเลยบ่หื้อไปด้วยกัน วุฒิภาวะบ่ถึงสองตนอยู่ด้วยกันก็อันตรายเปล่าๆ” ผู้บัญชาการปฏิบัติการได้ทีรีบสรุป “น้ำว้าไปกับเอื้อยกล้วยนั่นแหละ เผื่อจะได้ฝึกใจเย็นๆหน่อย ส่นน้ำไทไปกับเอื้อยยูคิจะได้สนับสนุนในระยะไกลได้”

            “หนอย.....”

 

            น้ำว้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมองรุ่นพี่สาวอย่างเคืองๆ แต่เธอก็ไม่กล้าทำอะไรมากกว่านั้นด้วยรู้ว่าที่อีกฝ่ายพูดก็มีส่วนถูก เด็กหญิงจึงเพียงสะบัดหน้างอนๆ ก่อนจะเดินไปเกาะแขนรุ่นพี่สาวหน้าจืดแทน

 

            “ไปเถอะเอื้อยกล้วย บ่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”

            “ถ้าจะอั้นก็แยกย้ายกันเลย แล้วเจอกันอีกครึ่งชั่วโมงเน่อ”

            “แล้วศพนี่ล่ะคะจะทำยังไง”

            “ก็ปล่อยไว้นี่แหละ บ่ฮู้จะขนไปที่ได๋อยู่แล้ว” กล้ายตอบง่ายๆ “หรือยูคิอยากจะขน ?”

            “ไม่เอาค่ะ !” วิญญาณหิมะสาวรีบโบกมือปฏิเสธทันควัน “แค่นี้ก็ขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว”

            “จะอั้นก็ไปกันเหอะ จะได้ออกจากที่นี่สักที”

 

            แปดสหายร่วมรบแยกย้ายกันไปยังชั้นที่กำหนดทันที เอกสารที่กองอยู่ทั้งบนโต๊ะและในลิ้นชักเยอะเสียจนไม่น่าเชื่อว่ากองกำลังที่มีสิ่งมีชีวิตมีสติสัมปชัญญะเพียงไม่กี่คนและไม่กี่ตนจะผลิตเอกสารออกมาเยอะแยะขนาดนี้ได้ มีทั้งเรื่องอาวุธ อุปกรณ์ต่างๆ แผนการรบ ข้อมูลและข้อจำกัดของภูตผีปีศาจ บัญชีชื่อภูตผีปีศาจ และแม้กระทั่งข้อมูลของตัวพวกเขาเอง กล้ายต้องขยายเวลานัดพบออกไปเป็นหนึ่งชั่วโมง แม้เธอจะนึกหวั่นๆ ว่าหนึ่งชั่วโมงก็ยังอาจจะไม่พอก็ตาม

 

            ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูงในท้องฟ้าไร้เมฆแล้วเมื่อฟ้าและจ้าดกลับออกมายังจุดนัดพบพร้อมกับเอกสารเป็นฟ่อน ทั้งสองต้องหยีตาเมื่อออกจากอาคารที่มืดสลัวมายังด้านนอกที่สว่างไสวอย่างกะทันหัน ที่นั่น กล้วย กล้าย น้ำว้าและหมิงยืนพิงตึกศูนย์บัญชาการรอเขาอยู่แล้ว ในมือของทั้งสี่มีปึกเอกสารหนาพอๆกัน

 

            “ช้าคัก” หมิงทัก

            “เอกสารมันเยอะนี่” เด็กหนุ่มหน้าดุแก้ตัวพลางพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา สิบโมงครึ่ง เลยเวลานัดไปเกือบยี่สิบนาที ไม่แปลกที่หมิงจะบ่น เธอคงหิวแล้วด้วย

            “แล้วน้ำไทกับยูคิล่ะ” ฟ้าถามขึ้นบ้าง “ยังไม่ออกมาเหรอ”

            “ฮื่อ” กล้ายตอบ “เมื่อกี้วิทยุไปแล้วก็บอกว่าเอกสารเยอะยังบ่เสร็จ แต่เอกสารชั้นสามก็เยอะแต๊ๆแหละ ล้นห้องเลย เลยหื้อเวลาไปอีกครึ่งชั่วโมงแล้วก็พอแล้ว จะได้กลับไปประชุมสรุปแล้วก็ขยายผลสักที เผื่อจะต้องวางแผนหาทางจับหมู่นางด้วย”

            “เอาน่ากล้าย ยังไงๆเราก็จบสงครามนี้ไปขั้นนึงแล้วแหละน่า” ฟ้าเอนตัวพิงผนังข้างตัวเพื่อนสาว “อย่างน้อยเราก็ทำลายกองกำลังผีร้ายได้แล้ว ตานนะคอนก็คงสงบสุขอย่างน้อยก็ช่วงนี้ ทำใจให้สบายดีกว่าน่า.....”

            “ใช่ แล้วก็ไปหาอีหยังกินด้วย เฮาหิวแล้ว”

            “บ่าสมิงบ้าพลังนี่ก็จะเอาเรื่องกินอย่างเดียวเลยเน่อ” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับเสียงเขียว “ระวังอ้วนบ่ฮู้ด้วยเน่อ !

            “อ้วนก็ดี อย่างน้อยก็ตู้มขึ้นละกันน่าบักตานีมักผู้สาว เฮาฮู้เด๊ว่าของกล้ายน่ะบ่ตู้มขึ้นอีกแล้ว”

            “อะหยังล่ะ ก็บ่ได้อยากตู้มสักหน่อย !

            “หยุดอู้เรื่องนี้สักทีได้ก่อ แทงใจดำข้าเจ้าเน่อ.....”

            “อ๊ะ สุมาเน่อกล้วย ลืมตัวไป.....”

 

            บรรยากาศผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะเหล่าสหายศึกผู้เพิ่งจะชนะศึกสำคัญมาหมาดๆ พูดคุยและหัวเราะกันท่ามกลางแสงแดดและขุนเขา เป็นความผ่อนคลายครั้งแรกในรอบเกือบสองอาทิตย์ พวกเขาทำลายข้าศึกได้เกือบทั้งหมด ปกป้องเมืองและชาวเมืองเอาไว้ได้ และยังได้ข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามมาอีกเพียบ ถ้าไม่นับการจับพวกนางมาได้ล่ะก็ จะมีอะไรดีไปกว่านี้ละหรือ.....

 

            แต่เมื่อผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง บรรยากาศเฮฮาก็เริ่มซาลง ตานีน้อยผมเปียและวิญญาณหิมะสาวยังคงอยู่ในอาคารบัญชาการและไม่มีทีท่าว่าจะกลับออกมา มิไยที่ทั้งกล้วยทั้งกล้ายจะวิทยุทั้งถามทั้งตาม แต่คำตอบที่ได้รับก็มีเพียงว่าเอกสารเยอะมากยังไม่เสร็จ สี่ตนสองคนที่อยู่ข้างนอกก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา เอกสารเยอะจริง หรือว่าเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลเข้าให้แล้ว....

 

            “เอื้อยกล้วย เข้าไปดูกันเหอะ”

            ในที่สุด ฝาแฝดผู้พี่ก็อดรนทนไม่ไหว เธอกระชับปืนลูกซองก่อนจะดึงเสื้อรุ่นพี่สาว กล้วยมองหน้ากล้าย จ้าดและฟ้าไปมาเหมือนจะขอความเห็น และโดยมิได้นัดหมาย ทุกคนและทุกนก็คว้าปืนที่สะพายอยู่บนหลังมาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อมก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปในตึกพร้อมๆกัน ในใจทั้งหกคิดเหมือนกัน ขออย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับเด็กสาวและเด็กหญิงผู้น่ารักทั้งสองเลย.....

 

            “ไปชั้นสาม !

            ไม่ต้องรอให้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมบอก ทุกคนและทุกตนก็ตะกายขึ้นบันไดไปยังชั้นเป้าหมายแล้ว ปืนไรเฟิลและลูกซองประทับบ่าเตรียมพร้อมยิงอะไรก็ตามที่อาจโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อ แสงไฟฉายสาดวูบวาบไปตามทางเดินที่ว่างเปล่า เข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยเอกสารเป็นตั้ง แต่ทุกห้องก็มีเพียงเอกสาร ไม่มีวี่แววของทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

 

            “แย่ล่ะ....” เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด “ลองหาชั้นอื่นดู....”

            “เดี๋ยวกล้าย ทุกคน มาดูนี่ !

 

            เสียงสูงผิดปกติของจ้าดที่ดังมาจากอีกปีกหนึ่งของตึกทำให้ตานีสาวผู้กำลังจะออกคำสั่งใหม่ชะงัก เธอวิ่งไปยังต้นเสียงทันที มันเป็นห้องเก็บของเล็กๆข้างบันได ในหมู่กระดาษเอกสารที่กระจายเกลื่อนห้องมีรอยยับยู่ยี่เป็นทางเหมือนมันถูกอะไรหนักๆทับและลากไปกับพื้น รอยลากสิ้นสุดที่ตู้ลิ้นชักเหล็กกล้าสีเทาดำใบใหญ่ กระดาษแผ่นหนึ่งแปะเอาไว้ที่ประตูตู้ด้วยเทปใส ข้อความเขียนด้วยสีเมจิกสีดำใหญ่พอที่ทุกคนและทุกตนจะอ่านออกในระยะไก

 

            “วิญญาณหิมะกับตานีเด็กอยู่กับผมแล้ว หาให้เจอก่อนที่อุปกรณ์ระเบิดเชื่อมมิติจะทำงาน ไม่งั้นคงจะรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสองตนนี้”

 

            “น้ำไท !?

            เด็กหญิงผมสั้นทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำใสไหลพรากจากดวงตากลมลงมาตามแก้มขาว ทำไม.... ทำไมถึงต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับน้องสาวสุดที่รักของเธอด้วย !?

 

            “นาง.........!

            เบื้องหลังเธอ เด็กสาวผมหางม้าตะโกนอย่างเดือดดาลจนแทบจะกลายเป็นกรีดร้อง มือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ นางทำได้ยังไง.... กับตานีน้อยผู้ไร้เดียงสาและวิญญาณหิมะผู้น่ารักแบบนี้ ทำไมถึงไม่จับตัวเธอไปแทนเล่า !

 

            “ใจเย็นๆก่อนกล้าย” กล้วยเดินเข้ามาแตะไหล่ปลอบเพื่อนสาว แม้ในใจเธอจะร้อนรุ่มไม่แพ้กัน “นั่นไม่ใช่ลายมือนางเน่อ”

            “ถึงไม่ใช่ลายมือนาง แต่ก็เป็นฝีมือเปิ้นนั่นแหละ จะผู้ได๋ซะอีกล่ะ !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสวนกลับ “ข้าเตือนแล้วแม่นก่อกล้วยว่าอย่าใจดีกับเปิ้น ข้าเตือนแล้วแม่นก่อ แล้วดูซิเกิดอะหยังขึ้น !?

            “จะโมโหหื้อหยัง !?” ตานีน้อยแทรกเสียงแหลม ดวงตากลมที่ฉ่ำด้วยน้ำตาจ้องมองรุ่นพี่สาวอย่างโกรธแค้น “ก็ความผิดเอื้อยกล้ายเองนั่นแหละที่บ่หื้อข้าเจ้าไปกับน้ำไท ถ้าข้าเจ้าไปด้วย ก็คงช่วยเปิ้นได้ เป็นความผิดของเอื้อยกล้ายตนเดียว !

            “อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลยน่า มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก” ฟ้ารีบเข้ามาช่วยห้ามศึก “ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องคิด ช่วยกันคิดหน่อย....”

            “ว่าแต่ไอ้อุปกรณ์เชื่อมมิตินี่มันคืออะไรกัน” หลานชายหมอผีใหญ่ถามขึ้นบ้าง

            “เหมือนจะหันอยู่ในเอกสารเน่อ” กล้วยรีบควักเอกสารจากช่องเก็บด้านหลังเสื้ออกมาพลิกอย่างรวดเร็ว “นี่ เจอแล้ว มันบอกว่า....”

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปเพียงเท่านั้น สาวหมัดเหล็กเดินไปอ่าน แล้วเธอก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นข้อความที่เขียนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น.....

 

            “โครงงานทดลองที่ 097 ระเบิดเชื่อมมิติหลักการและคำอธิบาย: ใช้พลังงานวิญญาณจากทุกแหล่งในบริเวณใกล้เคียงเพื่อสร้างช่องว่างระหว่างมิติเชื่อมโลกหลังความตายเข้ากับโลกก่อนความตาย วิญญาณหรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกดูดพลังงานวิญญาณไปหรืออยู่ในรัศมีระเบิดจะถูกทำลายอย่างถาวรและไม่มีทางกลับมาได้อีก ทั้งในโลกก่อนความตายและโลกหลังความตาย จะถูกลบการมีอยู่ออกไปโดยสมบูรณ์”

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ทิลต์โรเตอร์ (Tiltrotor) – แปลตรงตัวก็คือเครื่องบินที่สามารถ “ทิลต์” หรือบิดเอียงใบพัดได้ ใบพัดของเครื่องบินแบบนี้มักติดอยู่ที่ปลายปีกทั้งสองข้าง เมื่อเอียงให้ใบพัดชี้ขึ้นฟ้าก็จะกลายเป็นเฮลิคอปเตอร์ แต่ถ้าเอียงมาจนชี้ไปด้านหน้าก็จะสามารถบินได้เหมือนเครื่องบินใบพัดปกติ ทิลต์โรเตอร์ที่ประจำการอยู่ตอนนี้มีเพียงแบบเดียว คือ Boeing V-22 Osprey

 

ยังมีเครื่องบินอีกแบบที่เรียกว่าทิลต์วิง (Tiltwing) ซึ่งจะหมุนทั้งปีก ทิลต์วิงได้เปรียบตรงที่ปีกจะไม่บังกระแสอากาศเมื่อหมุนใบพัดขึ้นด้านบน แต่การหมุนทั้งปีกก็ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีกำลังมากกว่า โครงสร้างปีกต้องทำให้แข็งแรงกว่า และหากเจอลมตีระหว่างอยู่ในโหมดเฮลิคอปเตอร์ก็จะควบคุมได้ยาก อาจหมุนหรือเสียการทรงตัวได้ง่ายกว่าแบบทิลต์โรเตอร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น