ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 54 : การรบที่เหนือน่านฟ้าเขตสามเงา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 มี.ค. 58

            “เป็นไปบ่ได้ !” เด็กสาวหน้าจืดได้ยินเสียงที่มีแววงุนงงฉายชัดของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผ่านทางวิทยุที่กดค้างเอาไว้ “หมู่ผีร้ายวางเครือข่ายอุปกรณ์ต้านการเคลื่อนที่ในพริบตาไว้แล้วบ่แม่นก่อ การเรียกเปรตมาจากโลกหลังความตายก็เป็นการเคลื่อนย้ายพลังงานเหมือนกันเน่อ !

            “เปิ้นปิดอุปกรณ์นั่นซะก็หมดเรื่อง” กล้วยตอบ เธอต้องกดวิทยุซ้ำๆกันสามสี่ครั้งเพื่อบอกให้อีกฝ่ายปล่อยช่องสัญญาณให้เธอ* “น้ำว้า สัญญาณมีกี่ตน”

            “ห้า.... หก.... เจ็ด.... แปด.... เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลย !” เสียงของตานีน้อยฟังเหมือนเธอกำลังจะร้องไห้ “ยะจะไดดีเอื้อยกล้วย”

            “ยิงปืนใหญ่ถล่มเลยดีก่อ !?

            “บ่ได้ !” ราชินีตานีปฏิเสธเสียงแข็ง “เขตสามเงาเป็นเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น ยิงไปได้มีคนตายเยอะแน่”

            “แล้วจะยะจะได” กล้ายถามกลับ “ปล่อยไว้จะอี้คนก็ตายเหมือนกันเน่อ !

            “เดี๋ยวๆ ขอข้าเจ้าคึดก่อน”

 

            เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด เธอใช้ความคิดได้ไม่เต็มที่เมื่อต้องบังคับนกเหล็กปีกหักที่กำลังจะลงจอดไปด้วยแบบนี้ แต่จากที่เธอเห็น เงาตะคุ่มทางตะวันออกของตัวเมืองก็เพิ่มจำนวนขึ้นทุกที และที่น่ากลัวคือมันกำลังเริ่มเคลื่อนที่ออกไปอย่างไร้จุดหมาย พวกมันต่างจากเปรตธรรมดาที่ได้ปรับสภาพและรับทราบแผนการรบมาจากฐานทัพลับ เปรตเหล่านี้ไม่มีแผนการรบ ไม่มีเป้าหมาย และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้ เขตสามเงาและเขตข้างเคียงทั้งหลายต้องราบเป็นหน้ากลองแน่ และนั่นหมายถึงชีวิตชาวเมืองตานนะคอนกว่าหนึ่งล้านชีวิต

 

            รวมถึงเพื่อนๆ และอาจารย์ของเธอด้วย.....

 

            “ฟ้า พ่อแม่ฟ้าอยู่บ้านก่อ” ราชินีตานีถามรัวเร็วจนแทบฟังไม่เป็นคำเมื่อนึกขึ้นได้ว่าบ้านของเพื่อนสาวก็อยู่ในเขตอันตรายเช่นเดียวกัน

            “ไม่อยู่ พ่อบินอยู่ แม่ค้างที่มหาลัย” สาวหมัดเหล็กตอบกลับมาด้วยความเร็วพอๆกัน “แต่ถึงบ้านเราจะปลอดภัย บ้านอื่นก็สำคัญนะ !

            “ฮู้แล้วๆ ข้าเจ้าบ่ปล่อยหมู่เปิ้นตายหรอก” เด็กสาวหน้าจืดรีบพูดก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปถามหัวหน้าหน่วยยานเกราะ “กล้าย รถถังหมู่เฮาตอนนี้พร้อมใช้ก่อ ใช้ได้กี่คัน”

            “ประมาณสิบคัน ทุกคันกระสุนพร้อม” กล้ายตอบกลับมา “แต่เอาออกไปตอนนี้กว่าจะเข้าระยะยิงก็.....”

            “ถ้าจะอั้นคงต้องยิงด้วย TMM-2

            “แล้วกระสือที่ตามมาล่ะคะจะทำยังไง !?

            “เดี๋ยวข้าเจ้ายิงเอง” ราชินีตานีตอบเสียงหนัก “น้ำไทกับฟ้า ช่วยลงไปติดตั้งจรวดใส่เครื่องบินลำได๋ก็ได้หื้อข้าเจ้าด้วย ข้าเจ้าลงจอดแล้วจะเปลี่ยนเครื่องขึ้นไปใหม่ กล้ายกับหมิงเอารถถังออกไปเลยเผื่อจรวดยิงบ่สำเร็จ เอาปืนไปไว้ไล่ผีออกจากบ่าจ้าดง่าวนี่ด้วย ส่วนยูคิกับฟ้ายิงจรวดใส่เปรตเดี๋ยวนี้เลยบ่ต้องยั้ง อ้อ ก่อนลงไปกล้ายช่วยแทรกแซงสัญญาณวิทยุของเมือง แจ้งชาวเมืองหื้อรีบหลบไปอยู่ในชั้นใต้ดินด้วย !

            “รับทราบ !

 

            แสงสีฟ้าอมน้ำเงินสว่างวาบขึ้นทางขวามือของเธอ ตามมาด้วยควันสีฟ้าเป็นทางยาวเมื่อจรวดนับร้อยลูกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง พวกมันพุ่งข้ามเมืองตรงไปยังเปรตที่กำลังเริ่มกระจายตัวกันไปทั่วฝั่งตะวันตกของเมือง เด็กสาวหน้าจืดอุทานออกมาอย่างตกใจระคนแค้นใจเมื่อเห็นพวกมันก้าวหลบหลีก แม้นั่นจะไม่ช่วยให้พวกมันหลบจรวดนำวิถีพ้น แต่ก็หมายถึงบ้านอีกหลัง หรือหลายๆหลังที่ต้องบี้แบนติดพื้น.....

 

            จรวดเข้าเป้าทุกนัดด้วยโปรแกรมการล็อกเป้าอันชาญฉลาด หลายลูกพุ่งตรงเข้าที่จุดตายของเปรตอย่างแม่นยำ อากาศหนาวเหนือตัวเมืองเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องบาดหูที่ดังระงมเมื่อเหล่าอสุรกายร่างโย่งถูกจรวดระเบิดร่างกายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผง แต่ยิ่งยิง พวกมันก็ยิ่งออกมาเพิ่มขึ้นราวกับไม่มีวันหมด เด็กสาวหน้าจืดใจหายวาบ หรือว่าเธอคาดการณ์ผิด หรือว่าสุทัศน์จะใช้พลังของตานีได้มากกว่าที่เธอคิด ถ้าเป็นเช่นนั้น ปฏิบัติการครั้งนี้ของพวกเธอก็แทบจะสูญเปล่า และถ้าเหล่าผีร้ายเปลี่ยนจากการโจมตีอย่างมีแบบแผนเป็นการตัดสินใจเรียกภูตผีปีศาจออกมากลางเมืองโดยตรงแบบนี้ล่ะก็ การที่พวกเธอถล่มอุโมงค์ก็ไร้ความหมาย

 

            ตานีสาวเม้มปาก หัวใจในอกแบนเจ็บปวดเหมือนถูกบีบ แผนของเธอผิดพลาดอย่างมหันต์เสียแล้ว เธอประมาทเกินไป.....

 

            “ยูคิ จรวดเหลือกี่ลูก” กล้วยถาม กล้ำกลืนความรู้สึกผิดลงคอ มันไม่จำเป็นสำหรับเธอในตอนนี้

            “เจ็ดสิบห้าค่ะ ยิงไปครึ่ง เท่ากับประมาณหกถึงเจ็ดลูกต่อตน” วิญญาณหิมะสาวตอบ “แต่พวกมันยังโผล่ออกมาเรื่อยๆเลย แบบนี้คงยิงได้อีกราวๆสิบตนก็หมดแล้วล่ะค่ะ”

            “แล้วกล้ายออกไปแล้วก่อ”

            “เพิ่งจะออกไปค่ะ”

            “คงไปถึงทันพอดีแหละ” เด็กสาวหน้าจืดพยายามบอกตัวเองให้เชื่อแบบนั้นด้วย “เอาล่ะ เลิกกันเท่านี้ก่อน ข้าเจ้ากำลังจะลงแล้ว”

            “ค่ะ”

 

            ตานีสาวดึงคันเร่งลง กางปีกเสริมแรงยกและอุปกรณ์ทุกอย่างที่จะช่วยชะลอความเร็วของเธอ แสงไฟสีขาวเรียงเป็นแถวที่ปลายรันเวย์วิ่งผ่านใต้ท้องเครื่องไปอย่างรวดเร็ว สองสามวินาทีต่อมา นกเหล็กพิการก็กระแทกพื้นดังโครมใหญ่ ก่อนที่ร่างของเธอจะรั้งเข็มขัดนิรภัยจนตึงเมื่อเครื่องยนต์ปรับทิศไอพ่นกลับหลังเพื่อลดความเร็ว เครื่องบินรบเลี้ยวท้ายปัดจนล้อยางลั่นเอี๊ยดเมื่อกล้วยปิดระบบเบรกทั้งหมดก่อนจะเลี้ยวเครื่องออกนอกรันเวย์ทั้งที่ความเร็วยังคงสูงกว่าระดับปลอดภัย แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาจะมาคำนึงเรื่องนั้นแล้ว เด็กสาวขับเครื่องบินแล่นฉิวผ่านลานจอด และเมื่อเธอไปถึงหน้าโรงเก็บเครื่องบินก็เห็นสาวหมัดเหล็กและตานีน้อยผมเปียกำลังช่วยกันเข็น TF-50 ที่ติดอาวุธพร้อมลำหนึ่งออกมาพอดี

 

            “มีอุ๊ยสู่อุ๊ยสิบหกลูกเน่อเจ้า แล้วก็กระสุนปืนกลอีกราวๆสี่ร้อยนัด” น้ำไทร้องบอกเมื่อเห็นเพื่อนสาวเปิดฝาครอบห้องนักบินก่อนจะกระโดดลงมา “ระวังตัวด้วยเน่อเจ้าเอื้อยกล้วย”

            “อย่าฝืนนะกล้วย ไม่ไหวก็ลงมา” ฟ้าเสริม

            “ได้ ขอบคุณมากเน่อ” ราชินีตานียิ้มเครียดๆให้เพื่อนและรุ่นน้องสาว “ฝากดับเครื่องแล้วก็จัดการบ่าจ้าดง่าวนั่นด้วยเน่อ ฮู้แม่นก่อว่าต้องยะจะได”

            “อื้ม”

 

            เด็กสาวหน้าจืดกระโดดขึ้นไปยังห้องนักบินก่อนจะกดปุ่มสตาร์ตเครื่องทันที เธอทันได้ยินเสียงร้องเหมือนควายถูกเชือดของหลานชายหมอผีใหญ่ก่อนที่ฝาครอบห้องนักบินจะปิดลง ตานีสาวอดสงสารเพื่อนหนุ่มไม่ได้ที่ต้องมาเสี่ยงเป็นหมันอีกครั้ง แต่ทำไงได้ ก็อยากโดนผีสิงเอง.....

 

            “หอบังคับการ ฮูกดำหนึ่งเปลี่ยนเครื่องเรียบร้อยกำลังจะขึ้นบิน ขอทราบตำแหน่งกระสือ” กล้วยวิทยุหาหอทันทีที่ระบบไฟฟ้าใช้การได้

            “ฮูกดำหนึ่ง กระสืออยู่ที่สองนาฬิกา ความสูงหนึ่งหมื่นแปดพันฟุต ระยะยี่สิบไมล์ กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาตัวเมืองด้วยความเร็วสี่สิบนอต”

            อีกราวๆครึ่งชั่วโมงจะถึงตัวเมืองเด็กสาวหน้าจืดคำนวณคร่าวๆในใจ “รับทราบ ขออนุญาตวิ่งไปยังรันเวย์เพื่อบินขึ้น”

            “ฮูกดำหนึ่ง ทางสะดวกที่จะวิ่งไปยังรันเวย์และบินขึ้น เลี้ยวหันหัว 290 แล้วไต่ระดับขึ้นไปที่สองหมื่นฟุต”

            “รับทราบ ทางสะดวกที่จะบินขึ้น เลี้ยวหันหัว 290 แล้วไต่ไปที่สองหมื่นฟุต”

 

            กล้วยดันคันเร่งพาเครื่องบินวิ่งออกไปตามทางขับด้วยความเร็วเกือบร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อมาถึงปลายรันเวย์ เธอก็ดริฟต์เข้าไปตั้งลำโดยไม่เบรกเลยแม้แต่น้อย เครื่องบินรบสีดำสนิทหมุนคว้าง ควันสีขาวพวยพุ่งจากล้อ และเมื่อมันหันหัวตรงกับรันเวย์ ตานีสาวก็กระชากคันเร่งขึ้นจนสุด เครื่องยนต์ไอพ่นคู่คำรามครืน ส่งแรงเกือบสามร้อยกิโลนิวตันขับดันเครื่องบินให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่น

 

            ห่างออกไปเกือบสามไมล์ทะเลบนถนนวงแหวนเวียงวังอันวังเวงร้างผู้คน รถถังสิบคันส่งเสียงครางกระหึ่มเมื่อคนขับ หรือเครื่องจักรที่ควบคุมมันอยู่สั่งการให้เร่งความเร็วให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคันมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือเงาตะคุ่มที่โผล่มาเรื่อยๆ ท่ามกลางหมอกควันและเปลวเพลิงสีฟ้าของจรวดนำวิถีที่ทะยานข้ามหัวไปลูกแล้วลูกเล่า

 

            “ยูคิ จรวดเหลือเท่าได๋แล้ว” เด็กสาวผมหางม้าวิทยุหารุ่นน้องสาวผู้คุมการยิงจรวด

            “อีกสามสิบสามค่ะ” เสียงของปลายสายแฝงแวววิตกอย่างชัดเจน “ถ้ายิงแบบนี้ไปเรื่อยๆ เปรตอีกแค่สี่หรือห้าตนก็หมดแล้วล่ะค่ะ ทำยังไงดีคะรุ่นพี่ !?

            “ใจเย็นๆ ข้าใกล้จะถึงแล้ว กว่าจรวดจะหมดข้าก็คงเข้าระยะยิงพอดี”

            “มองโลกในแง่ดีจังเนาะ” หมิงบนที่นั่งข้างๆเปรยเบาๆ “อีกตั้งเกือบสิบกิโลเมตรพวกเฮาถึงสิยิงได้ ยังคึดว่าสิทันอยู่อีกบ่”

            “ถ้าบ่มีประโยชน์ก็อย่าอู้ได้ก่อ !?

 

            แม้จะตวาดคู่กัดสาวไปเช่นนั้น กล้ายก็รู้ว่าเธอพูดถูก พวกเธออยู่ห่างจากจุดที่สามารถยิงได้เกือบสิบกิโลเมตร ถ้านับความโค้งของถนนและความเร็วเกือบแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งสูงสุดเท่าที่จะสามารถวิ่งโดยไม่พังพื้นผิวถนนแล้วก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบนาที หากเปรตยังคงออกมาเรื่อยๆและจรวดยังคงยิงด้วยอัตราเกือบสิบลูกต่อนาทีอยู่แบบนี้ก็ไม่มีทางที่พวกเธอจะไปทันแน่นอน เด็กสาวผมหางม้าขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน หมดสักทีสิ หมดสักทีสิ เปรตหมดสักที.....

 

            คำภาวนาของเธอสัมฤทธิ์ผล โชคร้ายที่ไม่ใช่กับเปรต แต่กับขีปนาวุธที่พวกเธอฝากความหวังไว้ ขีปนาวุธลูกสุดท้ายพุ่งข้ามท้องฟ้าก่อนจะหายลับเหลี่ยมตึก กล้ายและหมิงได้ยินเสียงระเบิดและเสียงกรีดร้องของอสุรกายร่างโย่ง พร้อมๆกับที่จุดแสดงสัญญาณพลังงานวิญญาณจุดหนึ่งในหน้าจอของรถถังดับลง แต่ก็ยังคงเหลือกระจุกจุดอยู่ และมันกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอีกแล้ว

 

            “หมิงเหยียบมิดเลย บ่ต้องสนถนนแล้ว หันที่โล่งๆตรงได๋ที่พอจะเป็นทางลัดได้ก็ลุยๆไปเลย !

            “อื้ม !

 

            เด็กสาวหน้าเสือทำตามคำสั่งผู้บัญชาการรถถังทันที ร่างของเธอและเพื่อนสาวข้างๆถูกดึงติดเบาะเมื่อรถถังเร่งความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน ยานเกราะคันยักษ์ทะยานข้ามสะพานข้ามแยก พังแผงกั้นคอนกรีตข้างถนนตัดข้ามทุ่งโล่งตรงไปยังกลุ่มควันและแสงไฟที่เห็นอยู่ลิบๆเบื้องหน้า ดวงตาทั้งที่เรืองแสงสีเขียวและสีเหลืองเหมือนแมวจ้องเขม็งที่วงกลมสีแดงในหน้าจอแผนที่ซึ่งแสดงระยะยิงของรถถัง อีกสามกิโลเมตร.... สองกิโลเมตร.... หนึ่งกิโลเมตร.... พวกเธอเห็นเป้าหมายแล้ว.....

 

            “ยิง !

            เสียงโลหะกระทบกันดังมาจากหลังที่นั่งพลขับเมื่อระบบป้อนกระสุนอัตโนมัติดันกระสุนและเชื้อปะทุเข้าลำกล้องปืนใหญ่ วินาทีต่อมา รถถังคันยักษ์ก็สั่นสะท้านเมื่อกระสุนหัวระเบิดแรงสูงหนักเกือบห้าสิบกิโลกรัมถูกยิงออกไปด้วยความเร็วเกือบเหนือเสียง กระสุนที่ร้อนจนเป็นสีแดงพุ่งตรงไปยังท้องของเปรตตนที่อยู่ใกล้ที่สุด และเมื่อกระทบเป้าหมาย มันก็ระเบิดตูมเป็นลูกไฟดวงใหญ่ แผดเผาอสุรกายสูงเกือบร้อยเมตรให้มอดไหม้เป็นจุณทั้งที่ยังไม่ได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ

 

            พลประจำรถถังทั้งสองไม่ยอมเสียเวลาชื่นชมความสำเร็จ เปรตกำลังย่างสามขุมเข้ามาหาพวกเธอแล้ว แต่รถถังบังคับวิทยุทั้งหลายก็ตามมาถึงแล้วเช่นกัน แผ่นดินสะท้านราวกับมีภูเขาไฟมาระเบิดอยู่ใกล้ๆเมื่อรถถังทั้งสิบคันกระหน่ำยิงอย่างไม่กลัวกระสุนหมด ถึงจะยังไม่รู้ว่าเปรตในสต๊อกของกองกำลังผีร้ายมีอยู่เท่าไหร่ ภารกิจอันดับหนึ่งของพวกเธอในยามนี้คือต้องกำจัดอสุรกายร่างโย่งเหล่านี้ให้ได้ก่อนที่พวกมันจะสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ ยามนี้กระสุนไม่สำคัญแล้ว

 

            แต่เมื่อผ่านไปเกือบสิบนาทีและเกือบร้อยนัด แต่เหล่าเปรตก็ยังคงออกมาเรื่อยๆ จำนวนกระสุนก็เริ่มสำคัญขึ้นมาบ้าง

 

            “กล้าย กระสุนพวกเฮาเริ่มเหลือน้อยแล้วเด๊ !” เด็กสาวหน้าเสือร้องบอกสหายร่วมรบ ดวงตาสีเหลืองเหมือนแมวชำเลืองมองตัวเลขสีเขียวที่มุมจอซึ่งบอกว่ากระสุนของเธอเหลือไม่ถึงสิบนัด “เฮ็ดจังไสดี !?

 

            “ยิงไปก่อน รอดูไปก่อน”

            กล้ายตอบ เธอเองก็เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเช่นกัน เปรตยังคงโผล่ออกมาเรื่อยๆราวกับมอนสเตอร์ในเกม ในขณะที่กระสุนของรถถังในการควบคุมของเธอลดฮวบๆเหมือนพลังชีวิตตัวละครตอนโดนมอนสเตอร์เยอะๆนั่นรุมยังไงยังงั้น ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องเผ่นกลับไปเติมอาวุธ และเมื่อนั้น เปรตเหล่านี้คงได้อาละวาดไปทั่ว และจำนวนคนตายก็ต้องมากขึ้นไปอีกแน่นอน จากคงจะที่สูงลิ่วอยู่แล้วตอนนี้

 

            ในที่สุด กระสุนของรถถังห้าคันรวมทั้งคันที่สองสาวต่างเผ่าพันธุ์นั่งอยู่ก็หมดลง รถถังคันอื่นก็เหลือกระสุนอยู่เพียงไม่ถึงสิบนัด แต่เปรตยังคงเหลืออยู่อีกสิบกว่าตน ไม่มีทางที่พวกเธอจะกำจัดมันให้หมดได้แน่ และไม่มีใครรู้ว่ามันจะโผล่ขึ้นมาอีกหรือเปล่า เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด เธอต้องตัดสินใจแล้ว จะเลี้ยวกลับบ่ายหน้าไปเติมกระสุนแล้วปล่อยให้เปรตอาละวาดตามใจชอบ หรือว่าจะเสี่ยงอยู่ที่นี่ต่อ พยายามใช้ปืนกลยิง แล้วเสี่ยงกับการถูกเปรตขยี้จนบี้แบนติดพื้น....

 

            เธอเลือกอย่างแรก แม้นั่นหมายถึงตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่สูงขึ้น และความเสียหายที่มากขึ้น แต่สถานการณ์ของพวกเธอตอนนี้ไม่สามารถสูญเสียรถถังหรือกำลังพลไปได้อีกแล้ว กล้ายเม้มปาก เธอสั่งให้รถถังทุกคันยิงกระสุนจนนัดสุดท้ายที่มี กล้ำกลืนความรู้สึกผิดในใจ ก่อนจะหันไปบอกหมิงให้หันรถถังกลับโดยไม่หันมองเหล่าเปรตที่เหลืออยู่เบื้องหลัง

 

            แต่ก่อนที่สมิงสาวจะทันได้เหยียบคันเร่ง เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องเข้ามาในหูฟัง ไวเท่าความคิด กล้ายกดปุ่มสลับมุมมองไปยังกล้องหลัง แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าเปรตห้าหกตนที่เหลืออยู่และเคยยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น บัดนี้กลายเป็นผุยผงไปหมดเรียบร้อยแล้ว

 

            “ยูคิ เมื่อกี้อะหยัง !?” เด็กสาวผมหางม้าวิทยุถามรุ่นน้องสาวทันที

            “น้ำว้าเห็นรถถังของรุ่นพี่ทำท่าจะไม่ไหวก็เลยสั่งยิงปืนใหญ่ค่ะ” วิญญาณหิมะสาวรายงาน

            “น้ำว้า ยิงยะหยัง !?” กล้ายเปลี่ยนมาฉะรุ่นน้องร่วมเผ่าพันธุ์แทน “กล้วยก็อู้แล้วบ่แม่นก๋าว่าอย่ายิง !?

            “ข้าเจ้าใช้กระสุน TKS755” เด็กหญิงผมสั้นตอบเสียงห้วน เธอหมายถึงกระสุนปืนใหญ่นำวิถีแบบใหม่สุดของตานี “เล็งทีละตนแล้วยิงเท่าจำนวนเปรต บ่มีพลาดเป้าไปโดนมนุษย์แน่”

            TKS755 ?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทวนคำอย่างงุนงง “หมู่เฮายังมีกระสุนนั่นเหลืออยู่อีกก๋า”

            “ข้าเจ้าก็เพิ่งฮู้เมื่อกี้นี้เองตอนสั่งหอปืนใหญ่ให้ตรวจสอบกระสุน เผื่อว่าเอื้อยกล้ายไร้ฝีมือยิงเปรตบ่ตายหมดจะได้ช่วยทัน”

            “แล้วยังเหลืออีกกี่นัด” เด็กสาวผมหางม้าพยายามข่มอารมณ์อยากหยิกรุ่นน้องสาวเอาไว้ “ถ้าจะอั้นใช้กระสุนปืนนั่นยิงไปก่อนระหว่างเอื้อยกลับไปเติมกระสุนละกัน”

            “เหลือแค่ห้านัด” น้ำว้าตอบเสียงเรียบ แต่ทำหัวใจรุ่นพี่สาวร่วงวูบ “แต่หมู่เฮาคงบ่ต้องยิงแล้วล่ะ ดูข้างหลังสิเอื้อยกล้าย”

 

            ไม่ต้องบอกหัวหน้าหน่วยจู่โจมก็กำลังดูหน้าจออยู่แล้ว คิ้วบางขมวดเข้าหากันเมื่อท้องฟ้าที่เคยมีเปรตโผล่ออกมาอย่างต่อเนื่องยามนี้ว่างเปล่า เธอกดปุ่มเปิดการกราดตรวจด้วยคลื่นเสียง แต่ภาพบนหน้าจอก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เปรตไม่ออกมาแล้วจริงๆ

 

            “กล้วย กล้วย ยังมองเห็นตัวเมืองได้อยู่ก่อ” เด็กสาวผมหางม้าวิทยุเรียกเพื่อนสาว “ยืนยันเปรตหื้อทีได้ก่อ”

            “ข้าเจ้าพ้นตัวเมืองมาแล้ว” ราชินีตานีตอบ “แต่ถ้ายืนยันได้แล้วว่าเปรตหายไปหมดแต๊ๆล่ะก็ น้ำไทกับฟ้าเอารถออกไปช่วยชาวเมืองหื้อหน่อยได้ก่อ เอาชุดปฐมพยาบาลไปด้วยเน่อ อ้อ เอายาสมานแผลไปสักครึ่งหนึ่งของที่หมู่เฮามีอยู่ด้วย ช่วยมนุษย์หื้อมากที่สุดเท่าที่จะยะได้”

            “รับทราบ” กล้ายตอบกลับมาก่อน ตามด้วยน้ำว้า ยูคิและฟ้า

            “ตอนนี้เลิกกันเท่านี้ก่อนเน่อ เป้าหมายอยู่ในสายตาแล้ว”

            “ระวังตัวเน่อกล้วย”

 

            เด็กสาวหน้าจืดเบาเครื่องลงเล็กน้อยเมื่อแสงเรืองสีเขียว เหลืองและแดงเลี้ยวออกจากเหลี่ยมเขามาปรากฏให้เห็นอยู่ลิบๆ พวกมันลอยเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด คะเนด้วยสายตาก็ราวๆห้าสิบกว่าตน กล้วยหายใจลึกก่อนจะพ่นออกมาอย่างหนักใจ กระสือเชื่องช้าและงุ่มง่ามกว่ากระหังจนเธอไม่จำเป็นต้องกังวลว่ามันจะบินมาพลีชีพใส่เครื่องยนต์ก็จริง แต่มันก็ตายยากกว่าและเล็งยิงได้ยากกว่ามาก ที่สำคัญ มันฉลาดกว่ากระหังอยู่พอสมควร และถ้าเธอปล่อยให้มันหลุดไปถึงตัวเมืองได้ล่ะก็ สิ่งที่ตามมานั้นร้ายแรงกว่ากระหังเยอะ.....

 

            เธอละมือซ้ายจากคันเร่งมากดปุ่มสั่งให้ระบบอาวุธตรวจสอบตัวมันเองเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นสีเขียว ตานีสาวก็กดเปิดระบบล็อกเป้า และเมื่อได้ยินเสียงบี๊บอันแปลว่ามันจับเป้าได้ เธอก็เหนี่ยวไกทันที แสงสีฟ้าพุ่งวาบผ่านหุบเขาตรงไปยังกลุ่มกระสือ แต่ก่อนที่มันจะเข้าเป้า เหล่าอสุรกายผู้มีแต่หัวกับไส้ก็พร้อมใจกันแตกฮือไปคนละทิศคนละทาง หลบขีปนาวุธที่จุดระเบิดกลายเป็นลูกไฟสีฟ้าอมน้ำเงินได้อย่างง่ายดาย มีเพียงตนเดียวที่กลางกลุ่มเท่านั้นที่ถูกเปลวเพลิงกลืนจนมิดก่อนจะถูกแผดเผากลายเป็นขี้เถ้าร่วงลงไปเบื้องล่าง

 

            กล้วยขยับนิ้วกดปุ่มเปลี่ยนโหมดระบบล็อกเป้าให้ล็อกเป็นพื้นที่แทนที่จะล็อกที่ตัวกระสือ เธอสั่งให้มันเล็งสี่จุดรอบๆฝูงผีร้ายและอีกหนึ่งจุดที่กลางฝูงก่อนจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง ตามคาด กระสือแตกฮือออกไปเหมือนเดิมเมื่อจรวดลูกแรกพุ่งเข้าใส่กลางวง แต่พวกมันก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นอีกสี่ลูกที่พุ่งมาดักทางพวกมันเอาไว้ราวกับอ่านใจออก และก่อนที่พวกมันจะทันหลบได้อีกครั้ง หัวรบก็จุดระเบิดฉีกร่างของพวกมันให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

            “น้ำว้า ยังมีกระสือเหลืออยู่อีกก่อ” ตานีสาวกวาดตามองหน้าจอเรดาร์จนแน่ใจว่ามันว่างเปล่าก่อนจะวิทยุกลับไปถามรุ่นน้องสาวที่โรงเก็บเครื่องบิน เธอเหนื่อยเกินกว่าจะใช้รหัสทางการรบแล้ว

            “บ่มี” น้ำว้าตอบกลับมา “ข้าเจ้าว่าตอนนี้เอื้อยกล้วยปิ๊กตานนะคอนก่อนดีกว่า เอื้อยกล้ายบอกมาว่าสถานการณ์ที่สามเงาบ่ค่อยดีเท่าได๋ อยากได้ตานีไปช่วยเยอะๆ”

            “แต๊ก๋า” คำตอบของรุ่นน้องสาวทำเอาหัวใจของราชินีตานีหล่นวูบ เธอวิทยุเรียกเพื่อนสาวทันที “กล้าย กล้าย สถานการณ์เป็นจะไดบ้าง”

            “บ่ดี” เด็กสาวผมหางม้าย้ำคำพูดของตานีน้อย มีเสียงไซเรนและเสียงกรีดร้องดังเป็นฉากหลัง บ่งบอกสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี “คนตายเยอะมาก คนบาดเจ็บก็เยอะ ตอนนี้หมู่เฮากำลังช่วยหน่วยกู้ภัยของมนุษย์ค้นหาผู้บาดเจ็บอยู่ แล้วก็รอยาสมานแผลจากน้ำไทกับฟ้าด้วย เปิ้นคงกำลังจะถึง”

            “จะอั้นก๋า” คำว่า คนตายเยอะมากของเพื่อนสาวบีบหัวใจในอกแบนของกล้วยเหมือนคีมเหล็ก “ข้าเจ้าจะปิ๊กไปหื้อเร็วที่สุดละกัน แล้วเดี๋ยวจะเอารถออกไปช่วย”

            “ข้าว่ากล้วยบินตรวจการแถวๆนี้ดีกว่า เผื่อมีตัวอะหยังออกมาจะได้ยิงได้เลย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเสนอ “ตอนนี้มีทั้งตำรวจ รถพยาบาล ทหาร แล้วก็ญาติกับเจ้าของบ้านที่ทยอยกันออกมาจากที่ซ่อน ถ้าเกิดมีตัวอะหยังโผล่มาอีกคงได้ตายกันเยอะกว่าเดิมแน่”

            “ได้ ข้าเจ้าจะรีบไปเน่อ”

 

            ตานีสาวดันคันเร่งขึ้น พาเครื่องบินไต่ระดับจนพ้นยอดเขารอบข้างก่อนจะเอียงตัวเลี้ยวกลับไปยังตานนะคอน แม้จะอยู่เหนือเมฆ แต่เธอก็ยังสามารถมองเห็นควันสีดำที่ลอยคลุ้งขึ้นมาจากเบื้องล่างได้ชัดเจน ราชินีตานีภาวนาอยู่ในใจ อย่างน้อยขอให้มันไม่ร้ายแรงกว่าเมื่อครั้งเปรตบุกเมืองตอนงานประจำปีด้วยเถอะ.....

 

            แต่เมื่อมุดเมฆกลับลงไปยังตัวเมืองเบื้องล่าง ราชินีตานีก็ตระหนักว่าความเสียหายนั้นหนักหนากว่าที่เธอคิดไว้มากนัก เขตบ้านพักอาศัยของชนชั้นกลางที่เคยเต็มไปด้วยบ้านหลังใหญ่และสวนเขียวชอุ่ม บัดนี้มองดูราวกับจุดตกของระเบิดปรมาณู ทุกอย่างในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากจุดที่เปรตโผล่ออกมาราบเป็นหน้ากลอง แม้แต่เศษซากปรักหักพังและสวนก็ยังถูกน้ำหนักนับสิบตันของอสุรกายร่างโย่งบดจนบี้แบนติดพื้นดินมองไม่เห็นเค้าเดิม เปลวไฟสีส้มไหม้ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง สลับกับไฟกะพริบสีแดงและน้ำเงินจากตำรวจ หน่วยกู้ภัยและรถพยาบาลที่ระดมกันมาจากทั้งเมือง และแม้จะอยู่สูงขึ้นไปเกือบสองพันฟุต แต่เธอก็ยังพอมองเห็นร่างที่แดงฉานไปด้วยเลือดซึ่งถูกลำเลียงขึ้นรถพยาบาล และเหล่าญาติพี่น้องที่ยืนร้องไห้อย่างน่าสงสารอยู่รอบๆได้.....

 

            กล้วยแทบจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น ทั้งความโกรธแค้นและความเสียใจพลุ่งพล่านอยู่ในอก แผดเผาหัวใจของเธอเหมือนไฟนรก ในขณะเดียวกันก็กลั่นออกมาเป็นน้ำใสที่รื้นจนปริ่มขอบดวงตาเรียวที่ร้อนผ่าว ทำไม.... ทำไมพวกผีร้ายต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย..... และทั้งที่เธอมีหน้าที่ต้องปกป้องชาวเมือง ทำไมพวกเธอถึงทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด.....

 

            กว่ารถถังทั้งฝูง รถขับเคลื่อนสี่ล้ออีกคันหนึ่ง และเครื่องบินรบสีดำสนิทจะกลับมาที่โรงเก็บเครื่องบินอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นเหลี่ยมเขาทางตะวันออกของเมืองแล้ว การค้นหาผู้รอดชีวิตยังไม่จบ แต่ไม่มีใครในกองกำลังผสมตานีทนอยู่ช่วยต่อได้อีกแล้ว ทุกคนและทุกตนตื่นมาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว แต่สิ่งที่บั่นทอนพลังกายและพลังใจของทั้งห้ามากที่สุดคือภาพอันโหดร้ายที่ได้เห็นมาตลอดครึ่งคืน ทั้งผู้บาดเจ็บที่ร้องครวญครางอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ศพที่นอนจมกองเลือด และซากแหลกเหลวแทบมองไม่ออกว่าเคยเป็นมนุษย์มาก่อน พวกเธอไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไปแล้ว......

 

            “กล้าย กล้าย สุมาเน่อ ข้าเจ้าฮู้ว่ากล้ายเหนื่อย แต่ขออู้ด้วยแป๊บหนึ่งได้ก่อ”

            ราชินีตานีเรียกเพื่อนสาวที่กำลังเดินสะโหลสะเหลออกจากห้องประชุมที่ว่างเปล่าและแทบจะมืดมิด น้ำว้า ยูคิ และฟ้ากับน้ำไทซึ่งกลับมาถึงก่อนขึ้นไปนอนกันหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงจ้าดที่หลับยาวมาตั้งแต่โดนไล่ผีออกจากร่าง สมิงสาวซึ่งเดินขึ้นมาพร้อมเด็กสาวผมหางม้าก็กำลังจะขึ้นไปนอนเช่นกัน แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกของกล้วยก็ตัดสินใจอยู่รอ ไม่แน่ว่าอาจจะมีฉากเด็ดๆให้เธอเอาไปลงสมุดหน้าอีกก็ได้ ถึงดูรูปการและอารมณ์แล้วไม่น่าจะมีก็เถอะ

 

            “บ่ต้องคึดจะแอบฟังเลยเน่อหมิง” โชคร้ายของสัตว์ภูตสาว ดุเหมือนเป้าหมายการแอบดูของเธอจะรู้แกว “ขึ้นไปนอนเลยไป”

 

            “บ่เป็นอะหยัง หมิงอยู่ด้วยก็ได้”

            กล้วยพูดเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปนั่งลงที่โต๊ะประชุม หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำเดินตามไปนั่งที่ฝั่งตรงข้ามอย่างงุนงงระคนง่วง ราชินีตานีมีอะไรจะพูดกับพวกเธอหนอ จะว่าประชุมสรุปภารกิจก็ไม่น่าใช่

 

            “กล้าย” เด็กสาวหน้าจืดเริ่ม “แผนการบุกด้วยรถถังเสร็จแล้วก่อ”

            “ส่วนใหญ่ก็เสร็จแล้วเน่อ เหลือรายละเอียดปลีกย่อยนิดๆหน่อยๆ” กล้ายตอบ “ยะหยังก๋า”

            “ข้าเจ้า.... อยากหื้อบุกพรุ่งนี้ บ่สิ วันนี้เลย พอจะเป็นไปได้ก่อ”

            คิ้วบางของเด็กสาวผมหางม้าขมวดเข้าหากันน้อยๆ “ก็พอเป็นไปได้เน่อ แต่ว่าจะบ่เร่งด่วนเกินไปก๋า ที่หมู่เฮาวางแผนกันไว้ตอนแรกคือสองสามวันหลังจากวันนี้บ่แม่นก๋า”

            “ก็แม่น ตอนแรกข้าเจ้าก็คึดไว้จะอั้น แต่พอหันเหตุการณ์คืนนี้แล้ว ข้าเจ้าก็ทนต่อไปบ่ได้อีกแล้ว” ราชินีตานีก้มหน้าลง มือที่วางบนโต๊ะกำหมัดแน่น “ข้าเจ้ายอมหื้อหมู่ผีร้ายยะอะหยังชาวเมืองไปมากกว่านี้บ่ได้อีกแล้ว ถ้าหมู่เฮารออีกสองสามวัน หมู่เปิ้นอาจจะเรียกเปรตมาขยี้เมืองจนเละไปแล้วก็ได้ ข้าเจ้าอยากกำจัดหมู่เปิ้น.... ทำลายหมู่เปิ้นหื้อเร็วที่สุดเท่าที่จะยะได้ จบเรื่องนี้กันสักที.....”

            “กล้วย ใจเย็นๆก่อนน่า” หมิงรีบปลอบเมื่อเห็นว่าร่างของเพื่อนสาวสั่นระริก “ใจร้อนอย่างเฮาก็เว้าบ่ได้เต็มปากนักหรอก แต่เฮาว่ารีบร้อนไปสิมีแต่ผลเสียเด๊”

            “ข้าเจ้าฮู้....” เด็กสาวหน้าจืดยังคงก้มหน้า เสียงของเธอเริ่มมีแววสะอื้นปนแล้ว “แต่ข้าเจ้าทนนั่งเฉยๆ มองหมู่ผีร้ายทำลายเมืองนี้มากไปกว่านี้บ่ได้อีกแล้ว ข้าเจ้าอยากยะอะหยังสักอย่าง.... อย่างน้อยขอหื้อได้แก้แค้นหมู่ผีร้ายแทนชาวเมืองที่ตายไปก็ยังดี.....”

            “กล้วยก็บ่ได้นั่งเฉยๆสักหน่อยนี่ เมื่อคืนกล้วยน่ะเหนื่อยมากที่สุดแล้วเน่อ” กล้ายเอื้อมมือไปแตะไหล่เพื่อนสาวหวังจะให้เธอใจเย็นลงบ้าง “บ่แม่นว่าข้าบ่เข้าใจความฮู้สึกของกล้วยหรอก แต่ก็อย่างที่หมิงอู้นั่นแหละ ใจร้อนเกินไปมีแต่จะยะหื้อสถานการณ์แย่ลงเน่อ”

            “ข้าเจ้าฮู้ ก็บอกแล้วจะไดว่าข้าเจ้าฮู้ !” กล้วยกระชากเสียงพร้อมกับเงยหน้าขึ้น ดวงตาขงสองคู่กัดเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใบหน้าจืดมีน้ำตาไหลอาบจนชุ่ม “แต่จะหื้อข้าเจ้ายะจะได.... ตลอดเวลาที่ข้าเจ้าบินวนเมื่อกี้ ข้าเจ้าได้แต่คึด.... ทั้งๆที่ข้าเจ้าน่าจะยะอะหยังได้มากกว่านี้.... ทั้งๆที่ข้าเจ้าเป็นตนเริ่มเรื่องนี้.... ทั้งๆที่เหตุการณ์คืนนี้เป็นเพราะแผนที่หละหลวมของข้าเจ้าเองแต๊ๆ แต่ข้าเจ้ากลับยะได้แค่นั่งมอง.... ข้าเจ้าอยากจะแก้แค้นหื้อชาวเมือง แล้วก็อยากจะไถ่บาปหื้อตัวเองด้วย..... ไถ่บาปที่ข้าเจ้าปล่อยหื้อเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา !

 

            ราชินีตานีอ้าปากจะพูดต่อ แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเด็กสาวผมหางม้าลุกขึ้น แวบหนึ่งเธอคิดว่าเพื่อนสาวจะเดินหนีออกไปจากห้องเพราะความเอาแต่ใจของเธอ แต่แล้ว ตานีสาวก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อกล้ายตรงเข้ามากอดเธอไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก

 

            “กะ.... กล้าย....” กล้วยพูดตะกุกตะกัก ปื้นสีชมพูจางๆปรากฏขึ้นบนแก้มขาวที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตาเมื่อดวงตาเรียวเหลียวไปเห็นสมิงสาวที่ทำหน้าตื่นเต้นเหมือนนักข่าวอาชญากรรมเห็นคนกำลังฆ่ากันตายอยู่ตรงหน้า “ยะอะหยัง....”

            “กล้วย ข้าเจ้าอู้กี่ครั้งแล้วว่าอย่าโทษตัวเอง....” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยังคงโอบเพื่อนสาวไว้แน่นโดยไม่สนใจสายตาของคู่กัดสาวซึ่งตอนนี้ควักกล้องออกมารัวถ่ายรูปไม่ยั้งโดยไม่สนใจจะปิดแฟลช “ก็ยังดีที่พัฒนาจากโทษตัวเองแล้วนั่งสิ้นหวังเป็นโทษตัวเองแล้วมีลูกฮึด แต่อย่าฮึดจนมุทะลุสิกล้วย กล้วยเคยใจเย็นแล้วก็วางแผนทีละข้นทีละตอนไม่ใช่เหรอ แบบนี้ไม่สมเป็นกล้วยเลยเน่อ”

            “แต่ข้าเจ้า....” เด็กสาวหน้าจืดสะอื้น น้ำใสไหลพรากลงมาตามแก้มขาว “ข้าเจ้าทนบ่ไหวแล้ว....”

            “ข้าเข้าใจ แต่ก็อย่างว่าแหละ รีบร้อนไปก็บ่ได้อะหยังขึ้นมา มีแต่จะเสีย อย่างน้อยที่สุดก็เสียสุขภาพเสียพลังงานวิญญาณแหละเน่อ” กล้ายตอบอย่างอ่อนโยน มือลูบหลังปลอบเพื่อนสาวเบาๆ “เอาเป็นว่าวันนี้หมู่เฮาพักกันหื้อทุกตนหายเหนื่อยก่อน หมู่เฮาก็ไปเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์หื้อพร้อม พร้อมเต็มที่เมื่อได๋ก็ออกปฏิบัติการกันทันทีเลย แต่ตอนนี้ไปพักก่อน ฟื้นฟูพลังงานวิญญาณกับสมาธิหื้อกลับมาก่อน ตกลงเน่อ”

            “อะ.... อื้ม.... ก็ได้” ราชินีตานีพยักหน้า “ขอบคุณมากเน่อกล้าย”

            “อื้ม บ่เป็นอะหยัง” เด็กสาวผมหางม้าลูบเรือนผมเพื่อนสาวอย่างรักใคร่ “ว่าแต่บ่าสมิงบ้าพลังที่ถ่ายรูปอยู่นั่นน่ะ อยากจะไปนอนเองหรือจะหื้อข้าอัดจนหลับกลางอากาศอยู่ตรงนี้ หือ !?

            “จ้าๆ ไปก็ได้จ้า แหม ย่านขนาด.....”

 

            สมิงสาวรีบยัดกล้องเก็บก่อนจะเผ่นแน่บออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว กล้ายถอนหายใจเฮือก เธอคลายอ้อมแขนจากร่างของเพื่อนสาวก่อนจะเดินตามออกไปอีกคน เด้กสาวผมหางม้าเหลียวหลังกลับมามองเพื่อนสาวซึ่งยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะประชุมเล็กน้อยอย่างสงสัยแกมเป็นห่วง แต่กล้วยก็โบกมือให้เธอขึ้นไปนอนก่อน

 

            ราชินีตานีรอจนแน่ใจว่าเพื่อนสาวออกไปไกลพอแล้วก็กดเปิดหน้าจอแอลซีดีอีกครั้ง เธอเปลี่ยนช่องให้รับสัญญาณจากกล้องที่ติดอยู่บนดาดฟ้าโรงเก็บเครื่องบินก่อนจะหมุนมันไปยังเขตสามเงา ควันไฟยังคงลอยกรุ่น ไฟกะพริบวอบแวบหลากสีที่วิ่งเข้าออกไปตามถนนวงแหวนยังคงมองเห็นได้แต่ไกลแม้ในแสงสว่างของยามเช้า เด็กสาวยืนนิ่ง ดวงตาเรียวจ้องตรงไปยังเปลวไฟสีส้มที่เต้นระริกอยู่กลางบ้านเรือนที่ราบเป็นหน้ากลอง แล้วมือของเธอก็กำหมัดแน่นอีกครั้งพร้อมกับความแค้นที่พวยพุ่งขึ้นมาในใจเหมือนไฟได้ออกซิเจน รอก่อนเถอะกองกำลังผีร้าย เธอจะต้องแก้แค้นแทนชาวเมืองและเผ่าพันธุ์ของเธอให้ได้.....

 

 

            “กล้วย กล้วย เป็นอะไร ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ !?

            เสียงที่มีแววตกใจดังมาเข้าหู กล้วยบิดตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น เด็กสาวหยีตาอยู่พักใหญ่กว่าดวงตาเรียวจะปรับตัวรับแสงสว่างจ้าได้ แต่เมื่อเธอพอจะมองเห็นได้ ราชินีตานีก็ลุกพรวดเมื่อพบว่าตัวเองนอนกองอยู่กับพื้นกระเบื้องเย็นๆ หน้าแผงควบคุมติดกับจอแอลซีดีจอยักษ์ โดยมีฟ้า ยูคิ หมิง น้ำว้าและน้ำไทยืนรุมล้อมอยู่ด้วยสีหน้าเป็นห่วง อารามรีบร้อนทำเอาหัวเธอชนกับคางของตานีน้อยผมเปียดังป๊อก น้ำไทหน้าหงายเซแซ่ดๆ ส่วนเธอตื่นเต็มตาทันที

 

            “สุมาเน่อน้ำไท” กล้วยรีบคว้าข้อมือรุ่นน้องสาวที่ทำท่าจะล้มลงไปกองกับพื้นแทนเธอ ขณะอีกมือคลำหัวป้อยๆ “นี่ข้าเจ้า.... นอนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยก๋า”

            “ก็คงจะอั้นแหละ” เสียงเด็กสาวผมหางม้าตอบมาจากเบื้องหลังกำแพงมนุษย์ วิญญาณหิมะ ตานีและสมิงทั้งห้าตนที่รุมล้อมเธออยู่ กล้ายนั่งอยู่ที่โต๊ะประชุม แลปทอปสีเงินคาดเขียววางพร้อมอยู่ตรงหน้า “ก็คึดไว้แล้วว่ากล้วยต้องมาทรมานตัวเองจะอี้ ข้าบ่น่าปล่อยไว้แล้วขึ้นไปนอนก่อนเล้ย.....”

            “บ่ได้ทรมานตัวเองสักหน่อย ก็แค่ดูสถานการณ์อีกทีเท่านั้นเอง” ราชินีตานีแก้เก้อ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาวหน้าคมที่ยืนอยู่ข้างตัว “ว่าแต่ นี่กี่โมงแล้วก๋าฟ้า”

            “บ่ายสองห้าสิบ”

            “หา !?” เด็กสาวหน้าจืดอุทานเสียงสูง เธอหลับไปแปดชั่วโมงเชียวหรือนี่ “แล้วสถานการณ์เป็นจะไดบ้าง เปรตมาบุกอีกก่อ ข้าเจ้าบ่น่าหลับเลย.....”

            “ใจเย็นน่ากล้วย” ฟ้าปลอบเพื่อนสาว “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ นี่เราก็เพิ่งจะตื่นกันเมื่อราวๆชั่วโมงที่แล้วนี่เอง แล้วกล้ายก็เรียกประชุมสรุปแผนการโจมตีน่ะ”

            “ไหวก่อล่ะกล้วย หรืออยากนอนต่อ หรือจะไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวข้าค่อยประชุมตอนเย็นๆค่ำๆก็ได้”

            “ไหวๆ” ราชินีตานีรีบพูด เธอไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว ถึงจะเหนียวตัวไปหมดในชุดตะเบงมานคอมมานโดที่ใส่มาเกือบสิบห้าชั่วโมงแล้วก็ตาม “ว่าแต่.... บ่าจ้าดง่าวนั่นล่ะ เป็นจะไดบ้าง”

 

            “ไม่เป็นไรมากหรอก แค่ยังระบมมาถึงตอนนี้นี่แหละ”

            เสียงแหบห้าวดังมาจากหัวโต๊ะ หลานชายหมอผีใหญ่นั่งอยู่ที่นั่น เขาดูซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลข้างเคียงจากการถูกวิญญาณสิง กระหังกัด หรือว่าเพราะถูกเตะเป้าไล่ผีออกจากร่างเป็นรอบที่สามในรอบแปดเดือนกันแน่ แต่ดูท่าจะเป็นอย่างหลัง

 

            “ช่วยบ่ได้นี่ ก็อยากโดนผีสิงเอง” กล้ายพูดห้วนๆโดยไม่มองหน้าเพื่อนหนุ่ม “คราวหน้าก็ระวังหื้อมากกว่านี้สิ”

            “คราวหน้าเจ๊ก็ช่วยหาวิธีไล่ผีที่นุ่มนวลกว่านี้ให้ผมสักหน่อยด้วยนะครับ” เด็กหนุ่มคำราม

            “ถ้ามีก็ยะไปแล้ว คึดว่าข้าอยากเตะเป้านายนักก๋า เล็กก็เล็ก เหม็นก็เหม็น” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแหว ขณะยูคิกับหมิงพร้อมใจกันยกมือปิดหูน้ำว้าและน้ำไท เรื่องแบบนี้ไม่ควรให้เด็กรู้

            “จะบ้าเรอะ ใครเล็ก แล้วรู้ด้วยรึไงว่าขนาดไหนเรียกเล็กขนาดไหนเรียกใหญ่ ตานีมีแต่ผู้หญิงไม่ใช่เรอะ !?

            “ก็เคยหันตอนออกไปปราบผีละกันน่า !

            “เอ้าๆ พอๆ” ราชินีตานีรีบมาห้ามศึกเมื่อเห็นว่าหัวข้อการสนทนาชักจะเลยเถิดไปเรื่องไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนแล้ว “กล้าย เริ่มเหอะ”

            “อะ.... อื้ม ได้”

 

            ตานีสาวผมหางม้าเคาะคีย์บอร์ดครั้งหนึ่ง ภาพแผนที่เมืองตานนะคอนและเทือกเขาตานปันน้ำที่ทุกคนคุ้นตาจนแทบจะกลายเป็นเบื่อปรากฏขึ้นบนจอแอลซีดีขนาดยักษ์ เส้นสีแดงเส้นหนึ่งลากคดโค้งจากเขตเมืองตานีใกล้ๆโรงเก็บรถถังเข้าไปในเทือกเขา ขณะเส้นสีฟ้าอีกเส้นลากจากรันเวย์ใกล้โรงเก็บเครื่องบินไปบรรจบกันเส้นสีแดงห่างจากฐานทัพของกองกำลังผีร้ายราวสิบกิโลเมตร ก่อนที่เส้นทั้งสองจะลากตามเส้นทางหลวงไปสู่ฐานทัพ

 

            “ถึงเมื่อคืนจะมีเรื่องน่าเศร้า แต่ก็ยังพอมีข่าวดี เมื่อเที่ยงข้าลองใช้เครื่องบินลาดตระเวนบินดูอีกทีแล้ว เหนือบริเวณฐานทัพไม่มีกระสือกระหังอีกแล้ว แปลว่าปฏิบัติการของหมู่เฮาเมื่อวานได้ผลตรงตามเป้าหมาย” เธอเหลียวมองกล้วยนิดหนึ่งอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะหันกลับไปพูดต่อ “ดังนั้น ในเมื่อตอนนี้มีแต่ศัตรูภาคพื้นดิน ก็ถึงเวลาที่หมู่เฮาสามารถบุกทำลายฐานทัพของหมู่เปิ้นได้แล้ว”

 

            “แผนของข้าบ่ยุ่งยาก เพราะข้าเองก็คิดแผนยุ่งยากบ่เป็น” กล้ายตั้งใจจะให้ขำ แต่สีหน้าของทุกคนดูเอาจริงเอาจังเกินกว่าจะขำ เธอจึงทำเป็นลืมมุกที่เพิ่งจะแป้กหมาดๆ ก่อนจะพูดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “หมิงกับข้าจะเอารถถังทั้งหมดที่หมู่เฮามีออกไปตามอุโมงค์เสียงซอ ตามเส้นสีแดงนี่ ซึ่งจะเชื่อมกับทางหลวงสาย S763 ตรงนี้”

 

            ตานีสาววนเมาส์เหนือจุดที่เสนทั้งสองเชื่อมกัน มันอยู่บนถนนแปดเลนที่มองเห็นเป็นสีเทาอยู่ท่ามกลางทิวสนเขียวชอุ่ม

 

            “ส่วนอีกทาง เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินแบบขึ้นลงแนวดิ่งจะล่วงหน้าไปที่จุดนัดพบก่อน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมชี้ที่เส้นสีฟ้า “เครื่องบินจะสำรวจและกวาดเส้นทางบริเวณนั้นถ้ามีหมู่ผีร้ายอยู่ จากนั้นรอจนกระทั่งรถถังไปถึง แล้วก็เคลื่อนทัพบุกเข้าฐานทัพของผีร้ายพร้อมๆกัน รถถังจะทำหน้าที่หน่วยโจมตีหลัก ส่วนเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่งจะทำหน้าที่ยิงสนับสนุนและต่อต้านกระสือกระหังถ้าจำเป็น”

            “เดี๋ยวๆ ไอ้ เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินแบบขึ้นลงแนวดิ่งนี่มันอะไร” จ้าดขัดขึ้นขณะเด็กสาวผมหางม้ากำลังจะตีกรอบเมาส์เพื่อซุมเข้าไปหาฐานทัพ

            “รู้สึกว่ามนุษย์จะเรียกว่าเฮลิคอปเตอร์หรือจะไดเนี่ยแหละ”

            “หา ตานีมี ฮ. ด้วยเรอะ”

            “มี” กล้ายตอบสั้นๆ

            “แล้วจะเอาฮ. ไปทำไม” หลานชายหมอผีใหญ่ถามต่อ “ฮ. มันคล่องตัวน้อยกว่าเครื่องบินนะ แล้วขนาดเครื่องบินยังเจอกระหังทึ้งซะขนาดนั้น ฮ. จะเหลือเรอะ”

            “กระหังกับกระสือไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อคืน” กล้ายตอบ “และถ้าเกิดยังเหลืออยู่ อาวุธของเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่งนี่ก็หนักกว่าและเยอะกว่าของเครื่องบินรบ และเครื่องยนต์ก็มิดชิดกว่าเครื่องบินรบด้วย เพราะจะอั้นบ่ต้องห่วง”

            “จะไม่ประมาทเกินไปเร้อนี่.....”

            “เดี๋ยวนายหันเครื่องบินนั่นก็จะฮู้เองว่าข้าหมายถึงอะหยัง” เด็กสาวผมหางม้าตัดบทเสียงเย็น ก่อนจะลากเมาส์ซูมเข้าไปหาฐานทัพ “เป้าหมายในการโจมตีก็บ่ต้องอู้อะหยังมาก กวาดหื้อหมด ส่วนสิ่งก่อสร้างก็ทำลายหื้อหมดยกเว้นอาคารศูนย์บัญชาการ ซึ่งหมู่เฮาจะบุกเข้าไปจับตัวนาง เอื้อง แหวน แล้วก็สุทัศน์ เพราะข้าคึดว่าถ้ายิงทำลายศูนย์บัญชาการไปหมู่เปิ้นคงรอดได้ง่ายๆแน่นอน เขาไปจับโดยตรงน่าจะดีกว่า และหมู่เฮาอาจจะได้ข้อมูลอะหยังที่เป็นประโยชน์ต่อการปราบผีหรือการป้องกันตัวของหมู่เฮาในอนาคตด้วย”

            “ทุกตนยกเว้นหมิงกับข้าจะไปกับเครื่องบิน” กล้ายอธิบายต่อ “เมื่อกำจัดผีร้ายได้หมดแล้ว เครื่องบินจะลงจอด หมิงจะเอารถถังล้อมไว้ข้างนอกกันหมู่เปิ้นหนี กล้วยกับน้ำไทจะซุ่มอยู่ข้างนอกด้วย ส่วนตนอื่นๆ รวมทั้งข้าจะบุกเข้าไปด้วยกัน ข้าพอจะได้แผนที่คร่าวๆของตัวตึกมาแล้ว แต่บ่ชัดเจนเท่าได๋เพราะมาจากการสแกนด้วยคลื่นเสียงกำลังสูง เพราะจะอั้นก็เชื่ออะหยังบ่ได้มาก ตอนบุกก็ต้องระวังพอสมควร..... มาถึงตรงนี้มีคำถามหรือจะท้วงติงคัดค้านอะหยังก่อ”

            “พวกเราจะเริ่มการบุกเมื่อไหร่คะ” ยูคิยกมือถาม

            “พรุ่งนี้เช้า เจ็ดโมง” เด็กสาวผมหางม้าตอบ ก่อนจะรีบพูดต่อเมื่อเห็นกล้วยทำท่าจะค้าน “ข้าเจ้าก็อยากบุกหื้อเร็วกว่านี้ แต่กว่าหมู่เฮาจะเตรียมอาวุธเตรียมอะหยังกันเสร็จก็คงมืดพอดี และข้าคึดว่ารบตอนกลางวันน่าจะสะดวกและเสี่ยงน้อยกว่ารบกลางคืนโดยเฉพาะเวลาซุ่มยิง.... เอาล่ะ มีคำถามหรืออะหยังอีกก่อ”

 

            คราวนี้ทุกคนและทุกตนเงียบ กล้ายเห็นดังนั้นก็สรุปการประชุม

 

            “จะอั้นหลังจากนี้ขอหื้อทุกตนเตรียมตัวหื้อดี นี่น่าจะเป็นศึกสุดท้ายของหมู่เฮากับกองกำลังผีร้ายแล้ว และเป็นการรบแบบรุก และรุกด้วยกำลังภาคพื้นดินด้วย เพราะจะอั้นความเสี่ยงจะมากกว่าที่หมู่เฮาเคยรบมา เจอกันที่นี่เจ็ดโมงเช้าพรุ่งนี้ เข้าใจเน่อ แล้วเดี๋ยวหมิงไปช่วยข้าเตรียมรถถังด้วย”

            “จ้า....”

            “เจ้า”

            “ค่ะ”

            “รับทราบค่า....”

            “ว่าแต่ ยังไงก็เจอกันตอนข้าวเย็นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ พูดซะเหมือนกำลังจะออกไปรบอยู่เดี๋ยวนี้งั้นแหละ”

            “เปิ้นเรียกพอเป็นพิธีย่ะ พอเป็นพิธี !

 

            “เอ้อ กล้วย” เด็กสาวผมหางม้าเอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกได้ขณะคนและตนอื่นๆ เริ่มแยกย้ายออกจากห้องประชุม “เดี๋ยวเตรียมเครื่องบินเสร็จมาช่วยหมิงกับข้าเตรียมรถถังหน่อยได้ก่อ รถถังเป็นสิบคันหมู่เฮาเตรียมกันสองตนคงบ่ไหว แล้วบางคันก็ต้องซ่อมเครื่องกับเกียร์ด้วย”

            “อื้ม ได้ บ่มีปัญหา”

            “อ้อ แล้วก็ จ้าด” เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลดอุณหภูมิลง ขณะผู้ถูกเรียกเย็นสันหลังวาบ น้ำเสียงแบบนี้ไม่ใช่ลางดีสำหรับเขาแน่นอน “หลังกินข้าวมาฝึกต่อต้านการถูกผีเข้ากับข้าด้วยเน่อ ข้าบ่ยอมเสี่ยงในศึกสุดท้ายแน่ โดยเฉพาะตอนหมู่เฮาบุกเข้าไปในตึก”

            “แง้ ไม่เอา เค้าจะเล่นเก๊ม............!

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

*วิทยุสื่อสารสามารถมีผู้ส่งได้คนเดียว พูดสวนกันแบบโทรศัพท์ไม่ได้ (ดังนั้นจึงต้องพูดว่า “เปลี่ยน” หลังจากพูดจบเพื่อบอกให้คนอื่นๆที่ใช้คลื่นเดียวกันอยู่รู้ว่าพูดจบแล้วและคนอื่นสามารถพูดต่อได้) หากมีคนต้องการพูดพร้อมๆกัน แล้วกดปุ่มส่งคลื่นพร้อมกันหรือระหว่างที่อีกคนกำลังพูด จะเกิดคลื่นรบกวนเป็นเสียงหวีดแหลมสั้นๆ แต่ในกรณีนี้กล้วยใช้เพื่อเตือนกล้ายให้ปล่อยปุ่มส่งสัญญาณ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น