ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 53 : การรบที่ควงสว่านลงสู่หุบเขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ก.พ. 58

          ระดับความสูงสี่หมื่นฟุตเหนือเทือกเขาตานปันน้ำสดใสไร้เมฆขวางกั้นเบื้องบน ดวงดาวนับล้านสว่างระยิบระยับเต็มท้องฟ้าสีน้ำเงินกำมะหยี่ซึ่งถูกป้องกันจากมลภาวะทางแสงของตัวเมืองตานนะคอนด้วยเมฆหนาทึบที่ปูเป็นปุยอยู่เบื้องล่าง อากาศเย็นเฉียบแต่นิ่งสนิท สมเป็นเวลากลางดึกที่ทั้งสิ่งมีชีวิตและธรรมชาตินอนหลับจริงๆ

 

          แต่บรรยากาศสงบเงียบก็ถูกทำลายลงเมื่อเครื่องบินรบสีดำสนิทเฉือนผ่านด้วยความเร็วเหนือเสียงเกือบสองเท่า อากาศถูกแหวกก่อนจะอัดตัวกลายเป็นคลื่นกระแทก ส่งแรงสะเทือนเลื่อนลั่นเป็นโซนิกบูมลงไปสั่นคลอนเทือกเขาสลับซับซ้อนเบื้องล่างจนถึงฐานราก เสียงคำรามต่ำแต่ทรงพลังนั้นดังพอจะปลุกเหล่าผีร้ายในฐานที่มั่นซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบยี่สิบห้าไมล์ทะเล*เบื้องหน้าได้อย่างสบายๆ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่นักบินของเครื่องบินลำนั้นรู้ดี แต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะกลบเสียงครวญครางจากนักบินผู้ช่วยบนที่นั่งด้านหลังได้ในยามนี้......

 

          “โอ๊ย กล้วย หูอื้อ คลื่นไส้ด้วย แหวะ เอ่อ อึ๊ก.....”

          หลานชายหมอผีใหญ่ส่งเสียงประหลาดๆที่เป็นการผสมปนเปกันระหว่างเสียงขย้อน เสียงเรอ เสียงโอดโอยด้วยความเจ็บปวด และเสียงครางหงิงๆเหมือนหมาถูกเตะก้น การไต่ระดับที่รุนแรงบวกกับการหักเลี้ยวอย่างไม่ปรานีปราศรัยของราชินีตานีทำให้หูของเขาลั่นวิ้ง แถมแกงจืดผักกาดหอมกับกะเพราเนื้อกวางที่กินไปเป็นอาหารเย็นเมื่อกว่าสามชั่วโมงที่แล้วก็ทำท่าจะไหลย้อนออกมาวิ่งเล่นในหน้ากากออกซิเจนพร้อมกับกรดไฮโดรคลอริกในน้ำย่อย

 

          “หยุดบ่นได้แล้ว หนวกหู !” ตานีสาวตวาดอย่างหงุดหงิด เธอไม่ชอบให้ใครมารบกวนขณะตั้งสมาธิแบบนี้อยู่แล้ว

          “ก็ลดอัตราการไต่ระดับหน่อยสิครับเจ๊ !” เด็กหนุ่มหน้าดุพูดเร็วจนฟังแทบไม่เป็นคำก่อนที่จะเอามืออุดปากเมื่อคลื่นอาหารในกระเพาะกระฉอกขึ้นมาตามหลอดอาหาร “แล้วบินเร็วเหนือเสียงแบบนี้ไม่กลัวผีร้ายมันได้ยินโซนิกบูมรึไง”

          “ได้ยินอยู่แล้ว” กล้วยตอบหน้าตาเฉย “แต่ข้าเจ้าเช็กมาแล้วว่ากองบินเวียงตานก็ชอบบินซ้อมรบตรงนี้บ่อยๆ บ่ต้องห่วงหรอก”

          “อย่างน้อยก็ห่วงกระเพาะผมหน่อยเหอะค้าบเจ๊.....”

 

          “ฮูกดำหนึ่ง นี่ฮูกดำสอง เป็นจะไดบ้าง”

          เสียงของกล้ายดังขึ้นจากชุดหูฟัง พร้อมกับเสียงงุ้งงิ้งๆ ที่ฟังดูเหมือนเสียงร้องเพลงที่มีท่วงทำนองประหลาดๆอยู่เบื้องหลัง ราชินีตานีชำเลืองมองจอเรดาร์เล็กน้อย เพื่อนสาวอยู่ห่างจากเธอไปทางใต้ราวสิบไมล์ทะเล ห่างจากปากอุโมงค์หมายเลขสามซึ่งเป็นเป้าหมายแรกราวสิบไมล์ทะเลเช่นเดียวกัน แต่บินด้วยความเร็วต่ำกว่าเธอมาก

 

          “ก็ดี” กล้วยพูดกรอกหูฟังกลับไป “ฮูกดำสองล่ะเป็นจะไดบ้าง”

          “จะดีกว่านี้เยอะถ้าบ่มีหมิง” เด็กสาวผมหางม้าตอบกลับมาด้วยเสียงเหนื่อยใจ “ได้ยินเสียงเปิ้นร้องเพลงก่อ หนวกหูแต๊หนวกหูว่า”

          “อีหยังยะบ่าตานีมักผู้สาว” เสียงแหลมของหมิงแทรกขึ้นมา ทำเอาวิทยุลั่นวิ้งจนกล้วยยกมือขึ้นปิดหูโดยลืมไปเสียสนิทว่ากำลังใส่หูฟังอยู่ ผลคือเสียงยิ่งดังกว่าเดิม “เฮาอุตส่าห์ร้องเพลงหื้อฟังกันง่วง มาว่ากันจังซี่ได้จังไส !?

          “ก็อู้ว่าบ่ต้องร้อง หนวกหู บ่เข้าใจก๋า !?

          “แค่นั้นอย่าบ่นเลย” ตานีสาวหน้าจืดตอบอย่างหงุดหงิดระคนขบขัน “บ่าจ้าดง่าวนี่หนักกว่าเยอะ”

          “อ้าว แต่ตอนฝึกเปิ้นออกจะบินเก่งบ่แม่นก๋า แถมเก่งเรื่องเครื่องบินด้วย”

          “แต่เปิ้นเมาเครื่องบินขนาดหนักเลย ตอนฝึกข้าเจ้าก็ลืมคึดเรื่องนี้ไป”

          “จะไม่ให้เมาได้ไงล่ะครับเจ๊ ก็เล่นไต่ระดับตั้งห้าพันฟุตต่อนาทีแบบนี้** !

          “ก็ทนเอาหน่อยสิยะ !

 

          “เอ้าๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกันสิเจ้าเอื้อยๆ”

          เสียงกลั้วหัวเราะของน้ำไทแทรกเข้ามาในวงสนทนาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เครื่องบินทั้งสองลำขึ้นบินเมื่อเกือบยี่สิบนาทีที่แล้ว เด็กหญิงผมเปียอยู่ในเครื่องบินรบสีดำสนิทเช่นเดียวกัน แต่เธอยังคงจอดนิ่งสนิทอยู่ที่ปลายรันเวย์ เธอจะบินขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรุ่นพี่ทั้งสอง หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือทั้งสี่เข้าถึงและเริ่มโจมตีเป้าหมายแล้ว เพื่อให้ผีร้ายที่ลาดตระเวนอยู่ที่ปากอุโมงค์เสียสมาธิกับการลาดตระเวนและเธอจะได้โจมตีอย่างปลอดภัย แต่ถ้ายังทะเลาะสลับกับกัดกันอยู่อย่างนี้สงสัยคืนนี้จะไม่ได้โจมตีกันซะล่ะมั้ง....

 

          “แหม น้ำไทก็” ยูคิผู้คุมหอบังคับการร่วมกับพี่สาวฝาแฝดของตานีน้อยผมเปีย “พวกรุ่นพี่เขาสนุกกันอยู่ต่างหาก ไม่ใช่ทะเลาะกันสักหน่อย”

          “ผู้ได๋สนุกยะ !?” เสียงหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตวาดแว้ดกลับมา แต่วินาทีต่อมาก็เหมือนเธอจะนึกขึ้นได้ว่าคนที่เธอตวาดไปคือใคร “อะ.... เอ้อ.... สุมาเน่อยูคิ ข้าหงุดหงิดไปนิด พอดีหนวกหูเสียงบ่าสมิงบ้าพลังนี่”

 

          หมิงโต้กลับเพื่อนสาวด้วยการร้องเพลงดังขึ้นไปอีก ได้ยินเสียงดังฟังชัดผ่านวิทยุที่ถูกกดค้างไว้*** ร้องไม่ร้องเปล่า ดันเพี้ยนแถมเสียงยังแหลมเสียดแก้วหูเหมือนแมวตกถังขยะไม่มีผิด เด็กสาวชาวฮิมิตสึหัวเราะแห้งๆ ในใจรู้สึกสงสารรุ่นพี่สาวขึ้นมาจับจิต แต่เอาเถอะ คู่นี้ถ้าร่วมมือกันได้ก็ไร้เทียมทาน..... แต่ประเด็นคือจะร่วมมือกันติดหรือเปล่า

 

          “เอ่อ.... กล้วย ถามอะไรนิดนึงได้มั้ย” เด็กหนุ่มหน้าดุขยับหูฟังให้ไพล่ไปด้านหลังหัวเพื่อหลบเสียงสมิงสาว ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อนสาวบนที่นั่งเบื้องหน้าด้วยเสียงอ่อยๆ

          “อะหยัง !?” กล้วยย้อนถามห้วนๆ เธอเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆแล้วที่แต่ละตนๆไม่เอาการเอางานกันสักที

          “คือ.... เราเคยอ่านเรื่องอาวุธของเครื่องบินรบอยู่พอสมควร.... เครื่องบินรบของมนุษย์น่ะนะ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดอย่างกล้าๆกลัวๆเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน “เราเคยเห็นว่ามันมีจรวดแบบระยะไกลไม่ใช่เหรอ แบบ.... กำหนดเป้าหมายแล้วยิง มันก็จะร่อนหลบภูมิประเทศไปหาเป้าหมายเอง ตานีที่เทคโนโลยีล้ำหน้ากว่ามนุษย์ก็น่าจะมีจรวดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องบินเข้ามายิงใกล้ๆแบบนี้ด้วยล่ะ”

          “อ๋อ มี” ราชินีตานีตอบ “แต่มีเหลือแค่ราวๆสิบลูก ข้าเจ้าเลยหื้อกล้ายกับน้ำไทใช้ เพราะเปิ้นต้องยิงอัดเข้าไประเบิดข้างในอุโมงค์ ส่วนเป้าหมายของหมู่เฮาอยู่ข้างนอก ข้าเจ้าเลยเอาแค่จรวดนำวิถีอุ๊ยสู่พานธรรมดามา”

          “อุ๊ยสู่พาน.... อากาศสู่พื้นใช่มั้ย” เด็กหนุ่มหน้าดุงงศัพท์เทคนิคไปชั่วอึดใจหนึ่ง “แต่บินเข้าไปยิงใกล้ๆแบบนี้เราจะไม่โดนกระสือกระหังรุมทึ้งเรอะ”

          “แปลว่านายหลับตอนประชุมแผนการบินเมื่ออาทิตย์ที่แล้วแม่นก่อ” เสียงของกล้วยเย็นลง “หมู่เฮาจะยิงจรวดที่ความสูงสามหมื่นฟุต ความสูงขนาดนั้นกระสือกระหังตามขึ้นไปบ่ได้เพราะอากาษจะเบาบางเกินจะหายใจได้”

          “กระสือกระหังต้องหายใจด้วยเรอะ”

          แปลว่านายหลับตอนประชุมแผนการบินเมื่ออาทิตย์ที่แล้วแม่นก่อเสียงของกล้วยเย็นลงอีกเกือบสิบเคลวิน แต่เธอก็อธิบายโดยดี หมู่เฮาจะบินสูงราวๆสามหมื่นฟุตไปเรื่อยๆ ระดับนี้กระสือกระหังขึ้นไปบ่ได้เพราะหนาวเกินไปและอากาศเบาบางเกินไป พอใกล้ถึงก็ทิ้งดิ่งลงมายิงหื้อเร็วที่สุด แล้วดึงเครื่องกลับขึ้นไปอีกทีก่อนที่กระสือกระหังจะตามมาทัน

          “แต่หลังจากนั้นเราก็ต้องล่อกระสือกระหังให้บินตามเราไปที่ตานนะคอนไม่ใช่เหรอ”

          “ข้าเจ้าจะลดระดับตอนที่อยู่ห่างจากหมู่เปิ้นพอสมควรและมีความเร็วเท่ากับหรือมากกว่าหมู่เปิ้นนิดหน่อย เพราะจะอั้นหมู่เปิ้นบ่มีทางตามทัน” ราชินีตานีตอบ “ข้าเจ้าอาจจะบินฉวัดเฉวียนเลี้ยวไปหาหมู่เปิ้นบ้างเพื่อความสมจริง แต่จะไดๆหมู่เฮาก็มีระบบหลบหลีกกระสือกระหังรุ่นปรับปรุงกันเหนียวไว้อีกชั้นอยู่แล้วด้วย บ่ต้องห่วงหรอกว่าจะโดนกระสือกระหังรุมทึ้ง ห่วงว่ากระสือกระหังจะตามหมู่เฮาไปถึงตานนะคอนก่อดีกว่า”

          “ขอให้หลบได้จริงเหอะ.....” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะนึกอีกเรื่องขึ้นมาได้ “เอ๊ะกล้วย แล้วเราบินแบบนี้มนุษย์จะไม่เห็นเราในจอเรดาร์เหรอ”

          “บ่หัน เครื่องบินนี้มีระบบพรางตาแล้วก็พรางสัญญาณเรดาร์คล้ายๆกับตัวเมืองตานี บ่มีทางหันแน่นอนยกเว้นจะใช้คลื่นเหนือเสียงแบบที่หมู่เฮาใช้สอดแนมผีร้าย”

          “อ้าว แต่แบบนี้เครื่องบินของมนุษย์ลำอื่นก็มองไม่เห็นเราด้วยสิ”

          “ก็แม่น”

          “แล้วจะไม่ชนกันเรอะ !?” จ้าดเสียวสันหลังขึ้นมาทันที “กล้วยก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่ากองบินเวียงตานซ้อมรบที่นี่บ่อยๆน่ะ !?

          “อ๋อ แม่น บ่อยมากด้วย” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบ “นั่นก็ลำนึง”

 

          ขาดคำ เสียงกริ่งเตือนก็หวีดแหลมดังแสบแก้วหู เสี้ยววินาทีต่อมา เครื่องบินก็ตีลังกาจนครบรอบในพริบตา หลานชายหมอผีใหญ่ทันเห็นเครื่องบินรบสีเทาดำซึ่งมีตราของกองบินเวียงตานผ่านเหนือกระจกห้องนักบินไปพร้อมกับเสียงคำรามลั่น ปลายแพนหางดิ่งของมันเฉียดหัวเขาไปเพียงไม่ถึงเมตร ไม่ถึงเมตรเท่านั้นจริงๆ

 

          “เหวอ...........!?

          “บ่ต้องย่านหรอกน่า” ราชินีตานีตอบกลั้วหัวเราะ เธอดูถูกอกถูกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินเสียงหวาดกลัวสุดขีดของเพื่อนหนุ่ม “ระบบหลบกระสือกระหังก็ใช้หลบเครื่องบินได้เหมือนกัน”

          “ใกล้ขนาดนั้นเนี่ยนะ !?

          “เอาน่าๆ ถึงจะใกล้แต่บ่ชนหรอก อีกอย่าง เครื่องบินลำนี้ก็อยู่ในสถานะสสารกึ่งวิญญาณเหมือนหมู่เฮา ถ้าเกิดจะชนแต๊ๆ ก็เปลี่ยนเป็นพลังงานหลบได้ทันทีอยู่แล้ว”

          “เจ๊กับเครื่องบินน่ะใช่ แต่ผมไม่ใช่กึ่งวิญญาณนะครับ !

          “เออ แต๊..... จะอั้นก็ลุ้นเอาละกัน”

 

          กล้วยตอบหน้าตาเฉย ทำเอาเด็กหนุ่มหนาวขี้ไปถึงไขสันหลัง จ้าดเหลียวซ้ายแลขวาสอดส่ายสายตามองหาเครื่องบินรบที่อาจเฉี่ยวมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้แม้จะรู้ว่าถึงเห็นก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เขาชักเสียวๆว่าจะได้ระเบิดกระจุยกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่แถวนี้เสียแล้ว แต่อย่างน้อยก็คงทรมานน้อยกว่าตายเพราะผีร้ายแหละมั้ง.....

 

          คิดจบได้ไม่กี่วินาที เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ดังขึ้นทางวิทยุอีกครั้ง

 

          “หอบังคับการ ฮูกดำสองอยู่ที่สองหมื่นสามพันฟุตกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย ระยะสี่ไมล์”

          บรรยากาศเครียดเขม็งขึ้นทันที หมิงก็หยุดร้องเพลงทันทีเช่นเดียวกัน พวกเธอมองเห็นเป้าหมายแล้ว ปากอุโมงค์ทางหลวงกว้างเกือบสี่สิบเมตรมองเห็นเป็นรูมืดๆอยู่ท่ามกลางหิมะสีขาวโพลน เปรตสองตนที่สูงกว่าอุโมงค์เกือบสองเท่ายืนคุมเชิงอยู่เหมือนยักษ์เฝ้าประตูวัด โดยมีกระสือกระหังราวสิบตนบินวนอยู่รอบๆ

 

          “หมิงขออุ๊ยสู่อุ๊ย ยักษ์สาม หมู่เฮาจะยิงกระสือกระหังก่อน”

          “ได้”

 

          เด็กสาวหน้าเสือก็เข้าโหมดเอาจริงเอาจังแล้วเช่นกัน เธอพรมนิ้วกดหน้าจอสัมผัสบนแผงควบคุมสองสามครั้ง สมิงสาวได้ยินเสียงแคร่อาวุธแบบหมุนขยับหนักๆอยู่ใต้ที่นั่งเมื่อมันสลับเอาจรวดนำวิถีด้วยเรดาร์แบบต่อเนื่องเข้าสู่ตำแหน่งพร้อมยิง

 

          “ระวังเวียนหัวเน่อ อาจจะต้องใช้ปืนหน่อยเพราะอุ๊ยสู่อุ๊ยมีบ่พอ”

          “ฮู้แล้วน่า ตั้งใจยิงเหอะ !

 

          กล้ายกระชากคันเร่งลงมายังตำแหน่งเดินเบา พร้อมๆกับดันคันบังคับในมือขวาขึ้นไปด้านหน้า เครื่องบินรบลำใหญ่กดหัวลงทันทีก่อนจะลดระดับอย่างรวดเร็วมุ่งตรงเข้าไปหาเป้าหมาย และก่อนที่เหล่าผีร้ายจะทันรู้ตัวว่าอันตรายกำลังโฉบลงมา ยักษ์สามสองลูกก็พุ่งออกจากแคร่อาวุธเสียแล้ว

 

          เปลวเพลิงสีเหลืองส้มจุดหุบเขาให้สว่างวาบ แผดเผากระสือสองตนและกระหังอีกสี่ตนจนมอดไหม้ไปภายในเวลาไม่ถึงวินาที กระหังที่เหลืออยู่สองตนติดเครื่องเจ็ตพุ่งเข้ามาหาฝ่ายตรงข้ามทันที แต่ก็ช้ากว่าเครื่องบินที่เอียงปีกตีวงเลี้ยวก่อนจะพลิกตัวตึลังกาลงมาสาดกระสุนปืนกลเข้าใส่เหมือนห่าฝน กระสุนขนาดยี่สิบมิลลิเมตรฉีกทึ้งร่างสีคล้ำจนพรุนเหมือนรังผึ้ง ก่อนที่ถังเชื้อเพลิงที่แบกอยู่บนหลังจะระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษซากที่ร้อนแดงเป็นแสงเรืองมองดูราวกับดอกไม้ไฟท่ามกลางท้องฟ้ายามดึก

 

          “เปรตอีกสองตนเอาจังไส” สมิงสาวถามรัวเร็วเมื่อนักบินเบื้องหน้าเธอเลี้ยวกลับมามุ่งหน้าเข้าหาปากอุโมงค์อีกครั้ง

          “ช่างมัน มันยะอะหยังหมู่เฮาบ่ได้แล้วตอนนี้” เด็กสาวผมหางม้าตอบก่อนจะสั่ง “ขออุ๊ยสู่พาน”

 

          แคร่อาวุธส่งเสียงหนักๆอีกครั้งขณะกล้ายมองตรงไปยังปากอุโมงค์ซึ่งปรากฏเป็นสีเขียวเข้มอยู่ในหน้าจอนำร่อง และเมื่อไฟบอกสถานะอาวุธเปลี่ยนเป็นสีเขียว เธอก็เหนี่ยวไกทันที นักบินทั้งสองทันเห็นเปลวเพลิงสีฟ้าพุ่งออกจากเครื่องบินตรงไปยังปากอุโมงค์ สองสาววินาทีต่อมา อุโมงค์ก็สว่างวาบเมื่อเปลวเพลิงสีส้มแดงปะทุขึ้นภายใน แรงระเบิดอัดร่างโย่งแต่บอบบางของเปรตกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตร

 

          “หอบังคับการ ฮูกดำสองจัดการเป้าหมายที่หนึ่งเรียบร้อย ขอทราบการเคลื่อนไหวของผีร้ายที่ปากอุโมงค์อื่นๆ”

          “ฮูกดำสอง กลุ่มพลังงานวิญญาณที่ปากอุโมงค์อื่นๆกำลังเคลื่อนตัวไปทางฮูกดำสองผ่านอุโมงค์ทางหลวง ผีร้ายที่ปากอุโมงค์ S76 ก็ด้วย หมู่เปิ้นคงยังบ่ฮู้จุดประสงค์ของหมู่เฮา” น้ำว้าผู้คุมหอบังคับการอยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินตอบกลับมา “ทางสะดวกถ้าจะโจมตีปากอุโมงค์อื่นๆ และฮูกดำสาม ตอนนี้เหมาะจะบินขึ้นแล้ว”

          “รับทราบ”

          “หอบังคับการ ฮูกดำสามเตรียมพร้อมที่ปลายรันเวย์ขออนุญาตบินขึ้น”

          “ฮูกดำสามทางสะดวก เลี้ยวซ้ายหันหัว 275 ที่ห้าพันฟุตแล้วไต่ระดับขึ้นไปที่หนึ่งหมื่นห้าพันฟุต รายงานเมื่อเข้าใกล้เป้าหมายในรัศมีสองไมล์”

          “รับทราบ สะดวกบินขึ้น”

 

          “เอื้อยฟ้า จะบินขึ้นแล้ว พร้อมเน่อเจ้า”

          ตานีน้อยผู้ซ่อนผมเปียของเธอเอาไว้เรียบร้อยในหมวกนักบินเอ่ยถามรุ่นพี่สาวบนที่นั่งด้านหลัง แต่ไร้เสียงตอบ น้ำไทเอี้ยวตัวกลับไปมอง แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นดวงตาคมของรุ่นพี่สาวจ้องมองผ่านหน้าจอใสของแผงควบคุมกลับมาด้วยแววตาว่างเปล่าเหมือนศพตายซาก ใบหน้าคมซีดเผือดยิ่งกว่าหิมะที่กำลังละลายข้างนอก ริมฝีปากขมุบขมิบพร่ำบ่นอะไรบางอย่างที่ฟังไม่เหมือนภาษามนุษย์ เธอดูราวกับกำลังจะหมดสติได้ทุกเมื่อ

 

          “เอื้อยฟ้า เป็นอะหยัง”

          ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆจากสาวหมัดเหล็ก เด็กหญิงตัดสินใจเอื้อมมือข้ามแผงควบคุมไปสะกิดรุ่นพี่สาว

 

          “เอื้อยฟ้า !

          “เฮ้ย !?” ฟ้าอุทานดังลั่น เธอสะดุ้งจนเครื่องบินเขย่า ก่อนที่จะรวบรวมสติได้อีกครั้ง “เอ้อ.... อ๊ะ อ้าว น้ำไท ทำไมเหรอ”

          “ข้าเจ้าสิต้องถามว่าเอื้อยฟ้าเป็นอะหยัง” ตานีน้อยถามกลับด้วยเสียงร้อนรนระคนเป็นห่วง

          “อ๋อ.... ปละ.... เปล่าหรอก....” เด็กสาวหน้าคมยิ้มแหยๆ มือเกาหัวแกรกๆ “คือ.... เอื้อยกลัวความสูงน่ะ.....”

          “ย่านความสูง !?” น้ำไททวนคำอย่างไม่เชื่อหู ก่อนจะพูดกรอกวิทยุทันที “เอื้อยกล้วย ยะหยังถึงหื้อเอื้อยฟ้ามาบินกาเจ้า เปิ้นย่านความสูงเน่อ !?

          “เออ แต๊..... เอื้อยก็ลืมสนิท” เสียงที่ตอบกลับมาของราชินีตานีมีแววรู้สึกผิด “สุมานักๆเน่อฟ้า ข้าเจ้าลืมไปเลยว่าฟ้าย่านความสูง คึดแต่ว่าฟ้าน่าจะบินได้ดีที่สุด”

          “แล้วตอนนี้จะทำยังไงล่ะ” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่แทรกขึ้นมา “จะให้ใครบินแทน”

          “ฉันบินแทนก็ได้นะคะ” ยูคิอาสา “ไม่ต้องวิ่งกลับมานะน้ำไท เดี๋ยวพี่เคลื่อนที่ในพริบตาไปที่เครื่องบินเลยก็ได้”

          “หรือหื้อข้าเจ้าบินก็ได้ ข้าเจ้าก็เคยฝึกบินมาแล้ว” ตานีน้อยผมสั้นเสนอตัวอีกตน “ข้าเจ้าจะได้บินกับน้ำไทด้วย.....”

          “ไม่ต้องๆ ไม่เป็นไรหรอก” เด็กสาวหน้าคมรีบพูด แต่เสียงของเธอก็อ่อยลงในประโยคต่อมา “เราบินได้.... มั้งนะ.....”

          “แต่ฟ้า ไปถึงเป้าหมายแล้วอาจจะต้องมีตีลังกาหรือท่าทางการบินผาดแผลงแบบอื่นๆอีกเน่อ” เสียงท้วงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทำเอาสาวหมัดเหล็กใจแป้ว “ไหวแน่ก๋า”

          “หวะ.... ไหวสิ.....” ฟ้าทำใจดีสู้เสือแม้ขาจะเริ่มสั่น “ไม่เป็นไรน้ำไท บินขึ้นได้เลย เราช้ากว่ากำหนดแล้วนะ”

          “แน่ใจเน่อเจ้าเอื้อยฟ้า” ตานีน้อยเหลียวกลับมามองเธออีกครั้ง ดวงตากลมฉายแววเป็นห่วงระคนกังวล

          “แน่ใจสิ ลุยเลย ไม่ต้องห่วงพี่”

 

          เด็กหญิงผมเปียยังคงจ้องมองรุ่นพี่สาวอย่างไม่มั่นใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเด็ดเดี่ยวแม้จะซีดเผือดของอีกฝ่าย เธอก็พยักหน้า

 

          “ถ้าจะอั้นก็.... เตรียมตัวเน่อเจ้า”

 

          ฟ้าสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมทั้งสติและความกล้าจากทุกส่วนของร่างกายขณะรุ่นน้องสาวเบื้องหน้าสับสวิตช์เปิดระบบนำร่องและระบบอาวุธก่อนจะดันคันเร่งพาเครื่องบินรบลำใหญ่เข้าไปตั้งลำบนรันเวย์ เด็กสาวหน้าคมมีเวลาทำใจอยู่อีกเพียงไม่กี่วินาที น้ำไทก็ดันคันเร่งขึ้นจนสุด แล้วแรงขับดันนับร้อยกิโลนิวตันจากเครื่องยนต์ไอพ่นคู่ก็ดันร่างของเธอให้แนบติดเบาะ พร้อมๆกับที่ทิวทัศน์รอบตัวค่อยๆเคลื่อนผ่านด้วยความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ.....

 

          “พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยหนูด้วย..........!

          เครื่องบินกระชากตัวขึ้นจากพื้นด้วยอัตราการไต่ระดับเกือบสามสิบเมตรต่อวินาที กระชากมาดสาวห้าวและสติไปจากเด็กสาวหน้าคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เธอนั่งคุดคู้อยู่บนเก้าอี้นักบิน เนื้อตัวสั่นระริกเป็นเจ้าเข้า มือทั้งสองปิดหูปิดตาแน่น มีเปิดอยู่ที่เดียวคือปากที่กรีดร้องลั่นห้องนักบิน โชคดีที่มันถูกเสียงคำรามจากเครื่องยนต์และหูฟังทั้งกลบทั้งกั้นเอาไว้จนแทบไม่ได้ยิน ไม่เช่นนั้นสมาธิของนักบินจำเป็นคงกระเจิงไปด้วย

 

          “เอื้อยฟ้า เอื้อยฟ้า ยังไหวอยู่ก่อเจ้า” เด็กหญิงผมเปียเอ่ยถามรุ่นพี่สาว ขณะเครื่องบินยังคงไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆในท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆ จริงๆเธอก็ไม่ได้อยากทรมานรุ่นพี่สาวเท่าไหร่หรอก แต่เธอจำเป็นต้องไต่ระดับอย่างรวดเร็วเพื่อหลบเครื่องบินโดยสารที่ขึ้นลงสนามบินเวียงตานซึ่งอาจโผล่เข้ามาในเส้นทางบินเมื่อไหร่ก็ได้

          “อยู่.... ยังอยู่....” ฟ้าตอบลอดไรฟันที่กระทบกันดังกึกๆ เธอตัดสินใจจ้องเป๋งไปยังหน้าจอและแผงควบคุมเพื่อไม่ให้เผลอมองออกไปด้านนอก “ยังไหวอยู่.... มั้ง.....”

          “จะอั้นก็.....”

 

          วินาทีต่อมา เด็กสาวหน้าคมก็ต้องหลุดเสียงกรีดร้องออกมาอีกครั้งเมื่อจู่ๆเครื่องบินรบก็ลดระดับวูบจนเธอเสียวท้องน้อย ก่อนจะหมุนควงตีลังกาหลายตลบ แรงหนีศูนย์กลางกดเธอลงไปติดเบาะพร้อมกับเหวี่ยงข้าวเย็นในท้องที่ปั่นป่วนอยู่แล้วให้กระเพื่อมแกมกระฉอกราวกับท้องทะเลคลั่ง สภาพของเธอในตอนนี้ไม่ต่างจากเพื่อนหนุ่มในเครื่องบินอีกลำเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วมากนัก

 

          “น้ำ.... น้ำไท.... ทำอะไรน่ะ !?

          “ทดสอบว่าเอื้อยฟ้าไหวก่อเจ้า” ตานีน้อยหัวเราะคิก ทำเอาฟ้าทั้งโกรธทั้งขันในเวลาเดียวกัน

          “มาทดสอบอะไรกันตอนนี้เล่า ถ้าพี่ช็อกไปเลยจะทำไง !?

          “สุมาเจ้าๆ เอื้อยฟ้า” น้ำไทยังคงหัวเราะคิก “แต่ข้าเจ้าว่าเอื้อยฟ้าลองมองออกไปข้างนอกดูก่อนสิเจ้า อาจจะบ่น่ากลัวอย่างที่เอื้อยฟ้าคึดก็ได้เน่อเจ้า”

          “หวาย ไม่เอ๊า.....” เด็กสาวหน้าคมปฏิเสธทันควัน “แค่คิดก็สยองแล้ว บรื๋อ....”

          “น่า ลองดูก่อนเถอะเจ้า อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์สักครั้งในชีวิตเน่อเจ้า” เด็กหญิงผมเปียพยายามตะล่อม ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องให้รุ่นพี่สาวยอมมองออกไปข้างนอกให้ได้ ไม่เช่นนั้นปฏิบัติการคืนนี้คงลำบากแน่ “หมู่เฮาอาจจะบ่ได้บินจะอี้แล้วเน่อ แล้วเดือนหน้าเอื้อยฟ้าก็จะไปเชียงหลวงแล้วบ่แม่นก๋า ลองดูสักครั้งก่อนจะบ่มีโอกาสดูอีกเน่อเจ้า”

          “กะ.... ก็.... ก็ได้..... อ๊าย !?

 

          สาวหมัดเหล็กหลุดเสียงกรีดร้องออกมาสั้นๆ ดวงตาที่เริ่มจะลืมขึ้นมาได้บ้างหลับปี๋ลงไปอีกครั้งเมื่อเครื่องบินรบเอียงตัววูบ แต่เมื่อรุ่นน้องสาวชักชวนแกมขอร้องอีกครั้ง เธอก็ค่อยๆเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างห้องนักบิน ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ และเมื่อเห็นภาพเบื้องล่าง เด็กสาวหน้าคมก็อ้าปากค้าง

 

          ราวกับมองลงไปในอ่างใส่อัญมณีหลากสีที่ทอประกายระยิบระยับ เมืองตานนะคอนยามค่ำคืนสว่างไสวเหมือนดาวฤกษ์ที่ร้อนแรงด้วยพลังงาน ตึกระฟ้าในเขตธุรกิจเชียงแสนชูยอดสูงตระหง่านเหมือนจะแข่งกันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สะพานแขวนทั้งสิบห้าสะพานมองดูราวกับเชือกหลากสีสันทอดข้ามท้องน้ำตานอันมืดมิด เขตเมืองเก่าและพระราชวังที่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำประดับประดาด้วยไฟนับรัอยพันดวง ฟ้าอุทานอย่างตื่นตาตื่นใจ อยู่ตานนะคอนมาเกือบสิบห้าปี เธอไม่เคยได้เห็นเมืองในมุมนี้มาก่อนเลย.....

 

          “สวยจัง....” เด็กสาวหน้าคมพูดเบาๆ “มิน่า พ่อถึงได้ชอบบิน”

          “พ่อเอื้อยฟ้าเป็นนักบินกาเจ้า” ตานีน้อยส่งเสียงถามขณะเอียงเครื่องบินบินวนรอบเมืองให้รุ่นพี่สาวได้ดูนานๆ

          “อื้ม เป็นนักบินของตานนะคอนแอร์เวย์ส พี่ถึงได้ชื่อฟ้ากับรัตน์เวหาไง” ฟ้าตอบยิ้มๆ “บางทีพ่อพี่ก็ไปเช่าเครื่องบินเล็กมาบินเล่นเหมือนกันนะ ชอบไปบินตอนดึกๆ ท่านเคยชวนพี่ตั้งหลายครั้ง แต่พี่ไม่เคยไปสักครั้ง ไม่เคยคิดว่าจะสวยแบบนี้.....”

          “ดีแล้วเจ้าที่เอื้อยฟ้าชอบ” น้ำไทแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “จะอั้น เอื้อยฟ้าหายย่านความสูงแล้วแม่นก่อ”

          “เปล่าหรอก ยังกลัวอยู่” ฟ้าหัวเราะแหะๆ แต่เมื่อเห็นรุ่นน้องสาวคอตกก็รีบพูด “แต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อกี้เยอะเลย ไม่ต้องห่วงหรอกน้ำไท ไปกันเถอะ เราช้ามากแล้ว”

          “เจ้า” เด็กหญิงผมเปียหันมายิ้มให้รุ่นพี่สาว “จะอั้น จับแน่นๆเน่อเจ้า”

          “เดี๋ยวๆ ถึงพี่จะพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้บินกระชากได้นะ อ๊าย.....!?

 

          ไม่มีอะไรดีขึ้นสำหรับลูกสาวนักบินผู้กลัวความสูง ขณะเครื่องบินรบเอียงตัวเลี้ยวมุ่งหน้าไปตามช่องเขาทางตะวันตกของตานนะคอนพร้อมกับไต่ระดับขึ้นไปเหนือเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ก่อนที่น้ำไทจะหยุดการไต่ระดับไว้ต่ำกว่าฐานเมฆเพียงไม่กี่ร้อยฟุตเพื่อให้สามารถมองเห็นเป้าหมายจากระยะไกลได้ เธอยังไม่มืออาชีพพอจะพุ่งดิ่งลงมาจากยอดเมฆแล้วโจมตีในฉับพลันแบบที่ตานีโตๆหลายตนชอบทำกัน และถึงจะทำได้ เธอก็ไม่อยากทำเท่าไหร่นัก เด็กหญิงไม่อยากเสี่ยงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อมีพี่สาวผู้กลัวความสูงขนาดหนักอยู่ข้างหลังเธอแบบนี้ด้วย.....

 

          “น้ำไท นั่น !

          ไม่กี่นาทีต่อมา เป้าหมายก็ปรากฏต่อสายตา ปากอุโมงค์คอนกรีตที่ถูกปิดตายมองดูเป็นปื้นสีเทาคาดด้วยสีดำของเหล็กกล้าเห็นได้แต่ไกล ถนนแปดเลนที่เชื่อมมันเข้ากับทางหลวงสาย S76 ตานนะคอน-หลวงน้ำทามีหิมะปกคลุมเป็นหย่อมๆ ตัดกับสีดำของหมู่ต้นสน จากจอเรดาร์ มีเปรตสี่ตนเฝ้าอยู่แถวนั้น เด็กหญิงผมเปียเอียงคอน้อยๆเมื่อเห็นว่าพวกมันเดินวนไปเวียนมาเหมือนหนูติดจั่น ปกติถ้าเปรตได้รับมอบหมายให้เฝ้าอะไรเอาไว้ มันจะยืนนิ่งราวกับยักษ์เฝ้าประตูวัดทีเดียว พวกมันคงรู้สึกบ้างแล้ววามีอะไรไม่ชอบมาพากลในคืนนี้.....

 

          “หอบังคับการ ฮูกดำสามอยู่ที่หกพันฟุตกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย ระยะสี่ไมล์” น้ำไทวิทยุกลับไปยังโรงเก็บเครื่องบิน

          “ฮูกดำสาม มีอะหยังเฝ้าอยู่บ้าง” เสียงพี่สาวฝาแฝดของเธอตอบกลับมา

          “เท่าที่หันมีเปรตราวๆสี่ตน บ่หันกระสือ”

          “รับทราบ ยิงได้ตามสะดวก”

          “รับทราบ..... เอื้อยฟ้า ขออุ๊ยสู่พานแบบยักษ์สองเจ้า”

          “อากาศสู่พื้นแบบนำวิถีด้วยเรดาร์ต่อเนื่องใช่มั้ย จัดให้ !

 

          แคร่อาวุธส่งเสียงกระทบหนักๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามครืนของเครื่องยนต์จรวดเมื่อน้ำไทเหนี่ยวไก เปลวเพลิงสีน้ำเงินอมม่วงพุ่งวาบผ่านท้องฟ้าตรงไปยังประตูเหล็ก เหล่าเปรตเห็นอาวุธของข้าศึกพุ่งตรงมาก็เดินก้าวยาวๆเข้ามาหมายจะเอาตัวขวางวิถีจรวด แต่ความเร็วระดับไม่กี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือจะเทียบเท่าความเร็วเหนือเสียงเกือบสามเท่าของขีปนาวุธล้ำยุคได้…..

 

          อสุรกายร่างโย่งก้าวได้เพียงไม่ถึงห้าก้าว หัวรบระเบิดแรงสูงก็พุ่งเข้าปะทะแผ่นเหล็กกล้าหนาหนักก่อนจะระเบิดมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษแหลมคมของโลหะที่ถูกทำลายพุ่งกระจายไปทุกทิศทุกทางราวกับมีดบิน หลายชิ้นทั้งเฉือนทั้งแทงทะลุตัวเปรตราวกับมันเป็นเต้าหู้ เลือดสีดำคล้ำสาดกระจายเป็นแอ่งบนพื้นหิมะ เสียงกรีดร้องโหยหวนแหลมสูงแห่งความเจ็บปวดดังก้องสะท้อนหุบเขาขณะพวกมันทรุดลงกับพื้น บางตนก็แตกสลายหายวับไปกับอากาศธาตุ

 

          ตานีน้อยไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งตัวได้ เธอระเบิดเปิดปากอุโมงค์ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือยิงจรวดกรอกปากเข้าไปพังอุโมงค์จากด้านใน เด็กหญิงผมเปียเอียงปีกเลี้ยวซ้ายออกห่างจากเป้าหมายไปตั้งลำ ลดระดับลงเล็กน้อยก่อนจะหมุนควงตีลังกากลับมาประจันหน้ากับปากอุโมงค์อีกครั้ง เปรตที่เหลือต่อสู้ได้อยู่เพียงตนเดียวยืนจังก้ากางแขนกางขาขวางหน้าปากอุโมงค์ที่แตกเป็นรูโหว่อย่างสิ้นหวัง แต่มันก็แตกสลายหายวับไปอย่างง่ายดายเมื่อตานีน้อยรัวยิงปืนกลใส่มันเพียงไม่กี่ชุด น้ำไทดึงหัวเครื่องขึ้นเพื่อเตรียมไต่ระดับ ก่อนที่จะเหนี่ยวไกปล่อยจรวดทั้งหมดที่เหลืออยู่ในช่องเก็บอาวุธใต้ท้องเครื่อง.....

 

          เครื่องบินรบลอยหวือเมื่อน้ำหนักรวมเกือบหนึ่งตันของขีปนาวุธเจ็ดลูกหายวับ เปลวเพลิงจากท้ายจรวดพุ่งเป็นสายติดต่อกันเหมือนกระสุนปืนกล แต่เป็นกระสุนปืนกลที่สามารถระเบิดรถถังสองคันได้ในนัดเดียว จรวดทั้งเจ็ดลูกบิดตัวลอดรูโหว่บนประตูเหล็กกล้าเข้าไปในอุโมงค์อย่างแม่นยำ ไม่กี่วินาทีต่อมา คลื่นแรงสั่นสะเทือนก็เขย่าทั้งภูเขาและป่าสนจนหิมะร่วงกราว พร้อมกับควันสีดำหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาเหมือนรถเมล์เก่าๆกำลังสตาร์ตเครื่อง แต่เพดานอุโมงค์ถล่มลงมาอย่างที่ต้องการหรือเปล่า

 

          “หอบังคับการ ฮูกดำสามยิงอุโมงค์เรียบร้อย ขอคำยืนยันอุโมงค์ถล่ม”

          “ฮูกดำสาม เครื่องบินสอดแนมกำลังไป ตอนนี้ออกมาจากที่นั่นก่อน ไต่ระดับขึ้นไปที่สองหมื่นสองพันฟุต บินวนด้วยอัตราการเลี้ยวสองนาที****”

          “รับทราบ”

          “เอื้อยยูคิ ช่วยบังคับเครื่องบินสอดแนมหื้อหน่อยเน่อ” ตานีน้อยผมสั้นหันมาหารุ่นพี่สาวผู้ยินว่างงานอยู่ข้างๆมาเกือบสิบห้านาทีแล้ว “ตอนนี้มันใช้ระบบบินอัตโนมัติอยู่ ปลดระบบแล้วบินมุ่งหน้าเข้าไปหาอุโมงค์ บินได้แม่นก่อ”

          “ได้สิ แหม อย่าดูถูกฝีมือฉันแบบนั้นสิ.....”

 

          ยูคิก้าวฉับๆไปทิ้งตัวลงนั่งหน้าแลปทอปของรุ่นน้องสาวที่ต่อเชื่อมกับคันบังคับและระบบควบคุมเครื่องบินติดตีนตะขาบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว มือจับคันบังคับหมับก่อนจะกดปลดระบบบินอัตโนมัติและบังคับเครื่องให้เลี้ยวหันหัวมุ่งหน้าเข้าสู่อุโมงค์อย่างชำนาญด้วยได้กล้วยฝึกให้ตลอดอาทิตย์ที่แล้ว และเมื่อรถถังบินได้บินเข้าใกล้ประตูเหล็กที่พังยับเยิน ระบบกราดตรวจด้วยเสียงก็แสดงตาข่ายยับๆสีเขียวอยู่ภายในอุโมงค์ แปลว่ามีอะไรบางอย่างขวางกั้นสัญญาณเอาไว้ อุโมงค์ถูกปิดเรียบร้อยแล้ว

 

          “ฮูกดำสาม ยืนยันอุโมงค์ถูกปิด ปิ๊กฐานได้ เลี้ยวซ้ายหันหัว 094 คงระดับบินเอาไว้ที่หกพันฟุต รายงานเมื่ออยู่ห่างจากปลายรันเวย์สี่ไมล์ ระวังอย่าลดระดับก่อนจะถึงจุดนั้น”

          “รับทราบ ไว้เจอกันที่โรงเก็บเครื่องบิน” น้ำไทพูดกรอกไมค์ตอบพี่สาว แต่เธอก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเหลียวมาเห็นใบหน้าโล่งอกสุดขีดของรุ่นพี่สาว “อ๊ะ บ่เอาดีกว่า ข้าเจ้าขอบินวนอีกสักรอบสองรอบเน่อ อยากฝึกบินผาดโผนด้วย บ่ได้บินนานแล้ว”

          “ไม่เอ๊า !?” ได้ผล เด็กสาวหน้าคมมีปฏิกิริยาทันที “กลับกันเหอะน่าน้ำไท นะ พี่ขอร้อง”

          “บ่ได้หรอกเจ้า” ตานีน้อยผมเปียยิ้มเห็นฟันขาว “นานๆทีจะมีโอกาสบินที แล้วเอื้อยฟ้าก็จะไปเชียงหลวงแล้ว คงบ่ได้บินกับหมู่เฮาอีกนาน จะหาบินเครื่องบินรบที่อื่นก็บ่มีแล้วเน่อเจ้า ข้าเจ้าอุตส่าห์แถมหื้อเชียวเน่อ.....”

          “ตะ.... แต่น้ำว้าไม่อนุญาตหรอก ใช่มั้ยน้ำว้า” ฟ้าไขว่คว้าหาความช่วยเหลือสุดชีวิต “สถานการณ์แบบนี้จะมาบินเล่นได้ยังไงจริงมั้ย”

          “ฮูกดำสาม ทางสะดวกตามคำขอ” คำตอบของอีกปลายสายทำเอาสาวหมัดเหล็กอ้าปากค้าง แม้จะมีเสียงรบกวนของวิทยุ แต่เธอก็ยังฟังออกว่ารุ่นน้องสาวที่โรงเก็บเครื่องบินกำลังพยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต “ฝึกบินเยอะๆเน่อ ตีลังกาหื้อหนักๆ จะได้พร้อมรบกับกระสือกระหัง”

          “เสียใจด้วยเน่อเจ้าเอื้อยฟ้า.....” เด็กหญิงตัวน้อยหันมายิ้มแป้นอีกครั้ง แต่ยามนี้เธอกลับดูเหมือนปีศาจที่กำลังจะงาบเหยื่อในสายตาของรุ่นพี่สาว “เอาล่ะ จับหื้อแน่นๆเน่อเจ้า จะไปล่ะเน่อ.....!

          “ม่าย......................!

 

          “ดูท่าทางกำลังสนุกนะสองคนนั้น” หลานชายหมอผีใหญ่เปรยเบาๆ “ไม่ห้ามหน่อยเหรอกล้วย”

          “ปล่อยเปิ้น” เด็กสาวหน้าจืดตอบสั้นๆ “เอาธุระของหมู่เฮาดีกว่า หอบังคับการ ฮูกดำหนึ่งอยู่ที่สองหมื่นห้าพันฟุตกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย ระยะห้าไมล์”

          “รับทราบ หอบังคับการหันในจอเรดาร์แล้ว กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด”

          “จ้าดขออุ๊ยสู่พาน ยักษ์สาม” กล้วยสั่งเพื่อนหนุ่ม “ล็อกเป้าหมายที่ตึกของหมู่เปิ้นหื้อหมดเน่อ”

          “เรียบร้อยตั้งแต่เห็นพวกมันในจอเรดาร์แล้ว ลุยได้เลย”

          “จะอั้นก็ไปล่ะเน่อ !

 

          จ้าดเสียววูบเมื่อเพื่อนสาวปักหัวเครื่องดิ่งลงสู่พื้นพสุธาที่อยู่ต่ำลงไปเกือบหนึ่งกิโลเมตรเบื้องล่าง ปุยเมฆสีเทาอมน้ำเงินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนที่เครื่องบินรบลำใหญ่จะพุ่งทะลุมันลงไปสู่เทือกเขาและที่ราบอันมืดมิดเบื้องล่าง แล้วหลานชายหมอผีใหญ่ก็อุทานออกมาอย่างตกใจระคนอึ้งเมื่อพบว่าที่ราบที่เคยว่างเปล่าตอนพวกเขาเอารถถังบินได้มาสำรวจเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว บัดนี้เต็มไปด้วยเหล่าผีร้ายที่อัดแน่นเอี้ยดจนแทบไม่มีที่ให้หายใจ แม้พวกมันส่วนใหญ่จะไม่จำเป็นต้องหายใจอยู่แล้วก็ตาม มันดูน่ากลัวกว่าภาพโครงร่างสีแดงๆเขียวๆที่เห็นจากกล้องสแกนด้วยเสียงหลายเท่า

 

          เหนือกองกำลังผสมผีร้าย แสงจากกระสือนับร้อยกระจุกตัวกันอยู่เหนือที่ราบระหว่างหุบเขา มีทั้งสีเขียว เหลือง ส้มไปจนถึงแดงก่ำ มองดูเหมือนก้อนเมฆหรือไม่ก็น้ำแข็งไสสีช้ำเลือดช้ำหนอง เปลวไฟแก๊สร้อนแรงของกระหังติดเจ็ตบินวนไปวนมาอยู่รอบๆ ราวกับหิ่งห้อยใต้ร่มไม้ยามพลบค่ำ หลายตนลอยอยู่เหนืออาคารต่างๆของฐานทัพลับจนแทบไม่มีช่องว่าง จ้าดกัดริมฝีปากอย่างกังวลใจ ถ้ายิงออกไปตอนนี้จรวดได้ระเบิดใส่กองบินร่วมฯ แทนที่จะระเบิดใส่เป้าหมายแน่

 

          เด็กหนุ่มขยับปากจะถามเพื่อนสาว แต่ช้าเกินไป นิ้วมือของกล้วยเหนี่ยวไกเสียแล้ว

 

          เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วมาจากใต้ท้องเครื่องเมื่อขีปนาวุธทั้งสิบลูกปลดตัวออกจากแคร่อาวุธ เครื่องยนต์จรวดสตาร์ตปล่อยเปลวเพลิงสีน้ำเงินอมม่วงสว่างไสว สามลูกพุ่งตรงไปยังถังเก็บน้ำลายและอาหารกระสือซึ่งอยู่ตรงหัวเครื่องบินพอดี สี่ลูกเอียงตัวเลี้ยวมุ่งหน้าเข้าหาทางออกเล็กทั้งสอง ขณะที่อีกสามลูกที่เหลือพุ่งลอดหมู่กระสือกระหังตรงเข้าหาทางลาดใหญ่ด้านทิศเหนือ จ้าดทันเห็นถังน้ำลายและอาหารของกระสือระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ส่งของเหลวเหนียวๆและของกึ่งเหลวกึ่งแข็งสีเหลืองอมน้ำตาลอันน่าขยะแขยงทะลักล้นเหมือนคลื่นยักษ์เข้าท่วมเหล่าผีร้าย ก่อนที่กล้วยจะเชิดหัวเครื่องบินขึ้นอีกครั้ง

 

          “เยี่ยม ! ระเบิดถังขี้ผีร้ายได้แล้ว !” หลานชายหมอผีใหญ่กำมืออย่างสะใจ แม้ในใจจะนึกสงสารเหล่าอสุรกายที่จมอยู่กลางกองขี้เบื้องล่างขึ้นมาตงิดๆ

          “อย่าอู้อะหยังชวนแหวะจะอั้นได้ก่อ” เด็กสาวหน้าจืดดุเสียงขุ่นพลางบังคับเครื่องบินรบสีดำสนิทให้ไต่ทะลุปุยเมฆกลับขึ้นไปยังฟ้าใสเบื้องบน “หอบังคับการ ฮูกหนึ่งขอคำยืนยันเป้าหมายถูกทำลาย”

          “ฮูกดำหนึ่งรอสักครู่”

 

          ตานีน้อยผมสั้นเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาอีกครั้งด้วยเสียงตื่นเต้น

 

          “ฮูกดำหนึ่ง ยืนยันเป้าหมายถูกทำลาย ถังเก็บเสบียงกระสือความเสียหายมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทางออกเล็กทั้งสองทางถูกหินปิดเรียบร้อย ทางออกใหญ่พังทลายไปเกือบครึ่ง ยืนยัน ปฏิบัติการประสบความสำเร็จ”

          “รับทราบ” ราชินีตานีเผยอยิ้มเป็นครั้งแรกในรอบเกือบครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา “เอาล่ะ ทีนี้ก็ลงไปล่อกระสือกระหัง.....”

 

          เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปในลำคอเมื่อเงาตะคุ่มนับสิบๆร่างปรากฏตัวขึ้นทาบทับท้องฟ้าสีน้ำเงินกำมะหยี่เบื้องหน้า แสงวิบวับสีส้มแดงและเปลวเพลิงจากท่อท้ายทำให้เธอรู้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามคืออะไร แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เธองุนงงขึ้นไปอีก ตอนนี้เธออยู่ที่ระดับความสูงเกือบสองหมื่นห้าพันฟุต อากาศควรจะบางและหนาวเย็นเกินกว่าที่อสุรกายทั้งสองจะอยู่ได้ไม่ใช่หรือ หรือว่าพวกมันจะเป็นแค่ของปลอมหรือตัวล่อไว้ให้เธอสับสนเท่านั้นกันแน่

 

          แต่เมื่อแสงไฟกำลังสูงที่ติดอยู่บนโคนปีกสาดโดนพวกมัน ขากรรไกรของทั้งกล้วยและจ้าดก็มีอันต้องร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก.....

 

          กระสือกระหังทุกตนสวมชุดกันอุณหภูมิหนาเตอะเหมือนนักบินอวกาศ

          แถมสวมหน้ากากและถังออกซิเจนด้วย !?

 

          “ถามจริง !?

          ก็คงจะจริงนั่นแหละ อย่างน้อยก็มากพอที่จะทำให้ระบบหลบหลีกอัตโนมัติโยกหางเสืออย่างแรงจนเครื่องบินหมุนคว้างก่อนจะปักหัวทิ่มลงสู่เทือกเขาสลับซับซ้อนเบื้องล่างอีกครั้งเมื่อทั้งกระสือและกระหังพุ่งเข้าโจมตีราวกับแหลน แต่นั่นก็ทำให้ทั้งสองประจันหน้ากับกระหังอีกกลุ่มหนึ่งที่เร่งเครื่องทะยานขึ้นมาจากเบื้องล่าง.....

 

          กล้วยเหนี่ยวไกปล่อยจรวดอากาศสู่อากาศรวดเดียวหมดแคร่อาวุธ อันที่จริงเธอก็เอามาแค่สองลูกเท่านั้นแหละ ด้วยไม่คิดว่าจะต้องมารับมือกับกระหังอัพเกรดเช่นนี้ จรวดทั้งสองพุ่งกระทบเป้าหมายอย่างจัง ระเบิดเหล่าอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกที่บินเกาะหมู่กันในระยะใกล้ได้นัดละราวห้าตน แต่นั่นก็ยังไม่ถึงครึ่งหรือแม้แต่หนึ่งส่วนสี่ของกระหังอัพเกรดบนท้องฟ้า เพียงไม่กี่วินาที พวกมันก็ล้อมเครื่องบินรบสีดำสนิทเอาไว้ทุกทิศทุกทาง ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าหาท่ออากาศเข้าหมายพลีชีพพังเครื่องยนต์ไอพ่นคู่ให้เป็นชิ้นๆ....

 

          แผนการล่อกระสือกระหังถูกลืมไปทันทีเมื่อกล้วยสลับไปใช้แผนสำรอง นั่นคือกระชากคันเร่งแล้วใส่เกียร์หมาเผ่นกลับโรงเก็บเครื่องบินให้เร็วที่สุด เครื่องบินลำใหญ่หมุนคว้าง เล็ดลอดกลุ่มกระหังที่อยู่ห่างเพียงไม่ถึงสิบเมตรออกไปยังท้องฟ้าว่างเปล่าเบื้องหลังได้อย่างเฉียดฉิว อสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกเห็นเหยื่อรอดไปได้ก็เร่งเครื่องตามติด สองสามตนตีวงเลี้ยวข้ามสันเขาอ้อมไปดักหน้าฝ่ายตรงข้ามจนราชินีตานีต้องกระชากเครื่องจนหมุนคว้างก่อนจะควงสว่านลงสู่พื้นดิน

 

          เหล่าผีร้ายเห็นข้าศึกเสียจังหวะก็พุ่งตามติดหมายจะระเบิดพลีชีพใส่ แต่กล้วยก็ดึงการควบคุมกลับมาได้ทันท่วงที มือซ้ายดันคันเร่งขึ้นจนสุดขณะมือขวาดึงคันบังคับเข้าหาตัว เครื่องบินรบล้ำยุคเชิดหัวตั้งฉากกับพื้นมุ่งหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับยานอวกาศออกจากฐานปล่อย และเมื่อมาตรวัดความสูงบอกตัวเลขสามหมื่นฟุต เธอก็กดหัวเครื่องบินลงอีกครั้ง คราวนี้ในมุมหกสิบองศาจากพื้นดินเพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยเร่งความเร็วของเธอให้หลุดพ้นจากฝูงกระหังที่บินว่อนตามขึ้นมาเป็นฝูงเหมือนยุงลายหน้าร้อน เธอรู้ดีว่าวัตถุที่ทั้งเป็นก้อนและต้านลมสุดๆอย่างกระหัง ใส่เครื่องยนต์ไอพ่นตัวเล็กๆแค่นั้น ความเร็วสูงสุดก็ไม่น่าเกินสองร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง และด้วยความเร่งระดับนี้ อีกเพียงไม่กี่นาทีพวกเธอก็จะทิ้งเหล่าอสุรกายเอาไว้เบื้องหลัง

 

          แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา ราชินีตานีก็รู้ว่าเธอคิดผิด

 

          “กล้วย ทำไมพวกมันยังตามมาอยู่เลยล่ะ !?” หลานชายหมอผีใหญ่ถมอย่างขวัญเสียเมื่อเห็นว่าเหล่าร่างสีเทาอมเขียวในเสื้อกันหนาวสีส้มแปร๊ดยังคงไล่ตามเครื่องบินมาอย่างไม่ลดละ มิหนำซ้ำยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆเสียด้วย “ปกติมันบินเร็วสุดได้แค่ร้อยกว่าๆเองไม่ใช่รึไง !?

          “ถามข้าเจ้าแล้วข้าเจ้าจะไปถามผู้ได๋ล่ะ !?

 

          กล้วยเชิดหัวขึ้นหมายไต่ระดับอย่างฉับพลันอีกครั้ง แต่ความเร็วที่ลดลงก็ทำให้เหล่าอสุรกายตามมาทันจนได้ และก่อนที่เด็กสาวหน้าจืดจะทันรู้ตัว สองตนก็โฉบปาดหน้าเธอจนเครื่องบินรบตีลังกาหงายท้อง ความเร็วที่ตกวูบเปิดทางให้กระหังอีกเกือบยี่สิบตนกลุ้มรุมเข้ามาเกาะทั้งปีกทั้งหางราวกับเหาฉลาม ก่อนที่พวกมันจะค่อยๆเคลื่อนที่ ครึ่งหนึ่งคืบคลานเข้าหาห้องนักบิน ส่วนอีกครึ่งตรงไปยังท่ออากาศเข้า.....

 

          “กล้วย กล้วย พวกมันมาแล้วนะ !

          “ฮู้แล้วน่า กำลังหาทางอยู่ !

 

          ไวเท่าความคิด กล้วยหักคันบังคับพร้อมกับเหยียบหางเสือ เครื่องบินสีดำสนิทตีลังกากลางอากาศหลายตลบ แต่เหล่าอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกก็ยังคงเกาะติดหนึบ เด็กหนุ่มหน้าดุสงสัยขึ้นมาครามครัน มือของพวกมันเป็นมือกาวเหมือนหุ่นยนต์แมวจากการ์ตูนของฮิมิตสึหรือไงนะ.....

 

          เด็กสาวหน้าจืดยังคงพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะสลัดผู้โดยสารไม่ได้รับเชิญออกไปจากเครื่องบิน แต่ดูจะไร้ผล ไม่ว่าเธอจะแสดงท่าทางการบินผาดแผลงขนาดไหน จะเหวี่ยง ตีลังกา กลับหัว หมุนควง หรือใช้เบรกไอพ่นยังไง พวกมันก็ยังคงติดหนึบเหมือนทากาวตราช้างเอาไว้ สิ่งเดียวที่ดูจะเปลี่ยนแปลงคือใบหน้าของหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งกำลังเริ่มมีสีเขียวอมม่วงปนเข้ามาเรื่อยๆ  หากเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทางเดินอาหารของเด็กหนุ่มคงได้ตีกลับก่อนแน่

 

          แต่ในที่สุด การบินผาดแผลงก็จบลงอย่างไม่คาดฝัน เมื่อกระหังตนหนึ่งหลุดเข้าไปในท่ออากาศเข้าของเครื่องยนต์จนได้.....

 

          เสียงระเบิดและเสียงโลหะกระแทกดังมาจากด้านหลังพร้อมกับแรงกระแทกหนักหน่วง แล้วเครื่องบินลำใหญ่ก็ค่อยๆเอียงขวา ดวงตาเรียวของราชินีตานีเบิกกว้างมองหน้าจอสถานะเครื่องยนต์อย่างขวัญผวา รอบเครื่องยนต์เกือบเท่ากับศูนย์ขณะอุณหภูมิไอเสียพุ่งสูงปรี๊ดเลยขีดแดง ประกบข้างด้วยคำเตือนนับสิบที่ทยอยกันฟ้องขึ้นมาจนล้นหน้าจอ เครื่องยนต์ตัวขวาของเธอเดี้ยงไปแล้ว เดี้ยงอย่างหนักชนิดแหลกเป็นเศษเหล็กทั้งเครื่องเลยเสียด้วย.....

 

          แต่ฝันร้ายของเที่ยวบินนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

 

          ก่อนที่ทั้งตานีสาวและหลานชายหมอผีจะทันรู้ตัว กระหังตนหนึ่งก็ตะเกียกตะกายฝ่ากระแสลมแรงมาจนถึงห้องนักบินจนได้ และด้วยการกระชากเพียงครั้งเดียวจากแขนทรงพลัง ตัวล็อกไทเทเนียมก็ขาดสะบั้นออกเป็นสองท่อน แล้วฝาครอบกระจกทั้งบานก็เผยอออกก่อนจะปลิวกระเด็นออกไปยังท้องฟ้ามืดมิดเบื้องหลัง พากระหังบ้าพลังแต่เคราะห์ร้ายตนนั้นไปด้วย

 

          “กล้วย........!

          จ้าดร้องเสียงหลงเมื่อกระแสลมความเร็วเกือบหกร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงกระโชกเข้ามาในห้องนักบินอย่างรุนแรง กวาดคู่มือ กระดาษจดแผนการบิน และทุกสิ่งที่ไม่ได้ยึดไว้กับที่ออกไปจากห้องนักบินในพริบตา เด็กหนุ่มหน้าดุเอื้อมมือจะดึงแว่นกันลมลงมาปิดตาที่กำลังมีน้ำใสไหลพราก แต่เพียงยกมือขึ้น เขาก็ต้องร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อลมแรงตีจนมืองอไปด้านหลังอย่างช่วยไม่ได้ หลานชายหมอผีใหญ่กัดฟันข่มความเจ็บปวดเกร็งกล้ามเนื้อดึงแว่นลงมาจนได้ก่อนจะหดตัวย่นคอให้ต่ำลงจากขอบห้องนักบินมากที่สุด ตัวสั่นเทาด้วยความหนาว การบินที่ความสูงระดับนี้โดยมีเพียงชุดนักบินห่อหุ้มร่างกายเอาไว้นี่มันฝันร้ายชัดๆ

 

          “กล้วย ทำอะไรสักอย่างสิ !” เด็กหนุ่มตะเบ็งเสียง

          “ฮู้แล้วๆ !” ตานีสาวก็ประสาทกินไม่แพ้สหายร่วมเที่ยวบิน เธอกดวิทยุทันที “ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฮูกดำหนึ่งเสียหาย เครื่องยนต์ดับหนึ่งเครื่อง กระจกห้องนักบินส่วนหลังแตก ขอกำลังเสริมที่มีอุ๊ยสู่อุ๊ยเร็วที่สุดเท่าที่จะยะได้ !

          “ฮูกดำสองกำลังไป มองหันในเรดาร์แล้ว” เสียงกล้ายตอบกลับมา “ว่าแต่ กลุ่มพลังงานวิญญาณที่ล้อมรอบฮูกดำหนึ่งอยู่คืออะหยัง อย่าบอกเน่อว่า.....”

          “กระหังน่ะสิ ! กระหังเต็มไปหมดเลย !” จ้าดตะโกนกรอกวิทยุก่อนที่เพื่อนสาวเบื้องหน้าจะทันได้ตอบ “พวกมันบินได้สูงแล้วก็เร็วเท่าเครื่องบินเราเลย !

          “ข้าก็มีอุ๊ยสู่อุ๊ยเหลือแค่สองลูกเอง” เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมฉายแวววิตก “ฮูกดำสาม น้ำไท ได้ยินเอื้อยก่อ !?

          “ได้ยินเจ้า ได้ยินหมดแล้ว” ตานีน้อยตอบกลับมา “ข้าเจ้ากำลังจะลงจอด จะไดข้าเจ้าจะเติมอุ๊ยสู่อุ๊ยแล้วบินไปช่วยเน่อเจ้า”

          ”กำลังจะลงก๋า ถ้าจะอั้นบ่ต้องหรอก เดี๋ยวเอื้อยไปเอง”

 

เด็กสาวผมหางม้าเบรกรุ่นน้องสาวทันที แม้จะไม่ได้อยู่หน่วยที่ควบคุมเครื่องบินโดยตรง แต่เธอก็พอจะรู้ว่าการโหลดขีปนาวุธอากาศสู่อากาศขึ้นเครื่องบินนั้นกินเวลาแค่ไหน กว่าจะโหลดเสร็จแล้วบินมา ถ้าเครื่องกล้วยไม่ตกไปก่อน กระหังก็คงถอดใจเลิกไล่ตามแล้ว

 

          “หรือจะหื้อข้าเจ้าไป” น้ำว้าส่งเสียงถามบ้าง “ข้าเจ้าขึ้นบินกับเอื้อยยูคิก็ได้เน่อ”

          “บ่ต้อง อยู่ตรงนั้นแหละ บ่อั้นจะมีผู้ได๋ช่วยประสานงานแล้วก็นำร่องหื้อเอื้อยล่ะ” กล้ายตอบ “กล้วย จ้าด แข็งใจไว้ก่อนเน่อ อีกห้านาทีจะไปถึง”

          “เดี๋ยวกล้าย มีอุ๊ยสู่อุ๊ยแค่สองลูกยะอะหยังบ่ได้หรอก ปิ๊กไปเติมอาวุธก่อนแล้วค่อยมาดีกว่า !” ราชินีตานีรีบท้วง

          “ยะจะอั้นกว่าจะมาอีกทีกล้วยก็ได้โหม่งโลกไปแล้วสิ !” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับ “บินไปเรื่อยๆนั่นแหละ เดี๋ยวข้าก็ไปถึงแล้ว”

          “เดี๋ยว กล้าย !?

 

          ไม่มีเสียงตอบรับจากทั้งหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำเสียแล้ว เด็กสาวหน้าจืดเม้มปากแน่น เธอไม่น่าวิทยุไปเลย แบบนี้มันเรียกให้เพื่อนสาวมาตายเปล่าชัดๆ.....

 

          เสียงร้องไม่เป็นภาษามนุษย์จากด้านหลังกระชากราชินีตานีออกจากห้วงความกังวล เธอหันขวับไปมอง แล้วดวงตาเรียวก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นกระหังสองตนกำลังรุมทึ้งหลานชายหมอผีใหญ่อยู่ จ้าดพยายามเบี่ยงตัวหลบและประเคนทั้งหมัด ศอก และแม้กระทั่งหัวใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดชีวิต แต่เข็มขัดนิรภัยที่รั้งตัวเขาไว้กับที่นั่งก็ทำให้เขาแทบจะตกเป็นเป้านิ่งให้เหล่าอสุรกายงับเล่นได้อย่างสบายใจ อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจไม่ปลดมันออก ด้วยรู้ว่าหากปลด เขาอาจปลิวตกจากเครื่องบิน หรือแม้แต่ถูกกระหังลากลงจากเครื่องบินไปพลีชีพเป็นผีเฝ้าหุบเขาเบื้องล่างแน่อน

 

          แต่การตัดสินใจนั้นก็ถูกทดสอบอย่างเจ็บปวดเมื่อกระหังอีกสามตนแหวกเพื่อนฝูงและกระแสอากาศเข้ามาถึงห้องนักบินได้สำเร็จ มันฝังเขี้ยวที่มีคราบสีเหลืองปนแดงคล้ำเกรอะกรังลงบนไหล่เด็กหนุ่มหน้าดุทันควัน และยังไม่ทันที่เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดจะหลุดออกมาจากริมฝีปาก อีกตนก็งับกร้วมเข้าใส่ไหล่อีกข้าง หลานชายหมอผีใหญ่ดิ้นกระเสือกกระสนเหมือนปลาดุกถูกทุบหัว มือป่ายสะเปะสะปะหวังว่ามันจะฟาดเข้าแสกหน้าฝ่ายตรงข้ามสักตนได้ แต่อสุรกายติดเจ็ตก็ไม่ใช่สายแทงค์ที่จะเกาะอยู่นิ่งๆรับความเสียหาย ขยับเพียงหัว พวกมันก็โยกหลบทั้งฝ่ามือ ศอกและแขนของเหยื่อเบื้องหน้าได้อย่างไม่ยากเย็น และแล้ว ตนหนึ่งก็คว้าใบหน้าของเด็กหนุ่มได้ และด้วยแรงมหาศาล มันก็ดันให้เขาเงยหน้าขึ้น ปากอ้ากว้างหมายฝังเขี้ยวเจาะเส้นเลือดแดงใหญ่ที่เต้นตุบๆอยู่บนต้นคอให้ทะลุในกร้วมเดียว....

 

          ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่เขี้ยวจะสัมผัสคอ จ้าดก็ตัดสินใจกดปุ่มปลดเข็มขัดนิรภัย แรงดึงของระบบเข็มขัดเหวี่ยงหัวล็อกเหล็กฟาดพลั่กเข้าเต็มใบหน้าของกระหังตนที่คร่อมเขาอยู่จนมันเซถอย เด็กหนุ่มหน้าดุฉวยโอกาสที่คู่ต่อสู้เสียจังหวะกระชากคอมันบิดดังกร๊อบก่อนจะเหวี่ยงมันออกไปนอกตัวเครื่องบิน มันตกลงไปสู่หุบเขาอันมืดมิดเหมือนตุ๊กตาผ้าอ่อนปวกเปียกสีกระดำกระด่าง

 

          กระหังที่เหลืออยู่เกือบสิบตนเห็นเพื่อนเสร็จไปแล้วหนึ่งก็กลุ้มรุมเข้าหาหลานชายหมอผีใหญ่เหมือนไฮยีน่าจู่โจมเหยื่อ แต่นั่นก็ทำให้พวกมันมีอันต้องกลิ้งหลุนๆลงจากเครื่องบินไปพร้อมกันเมื่อจ้าดทิ้งตัวลงหมอบหลบในหลุมห้องนักบินอย่างฉับพลัน เด็กหนุ่มหน้าดุกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลที่ไหล่และแขนเหวี่ยงส้นเท้าเตะจระเข้ฟาดหางกวาดกระหังอีกสองตนที่ยังละล้าละลังอยู่บนหลังเครื่องบินลงไปพร้อมๆกัน

 

          “จ้าด เป็นอะหยังก่อ !?” กล้วยตะโกนถามผ่านไมโครโฟนเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มขยับตัวกลับลงมานั่งประจำที่ เสียงลมตอนนี้ดังเกินกว่าจะตะโกนคุยกันแล้ว

          “ไม่เป็นไร โดนกัดนิดหน่อยไม่ถึงตาย” เด็กหนุ่มตอบเสียงหอบ มือกดแผลบนไหล่ที่มีเลือดไหลซึมเอาไว้ขณะเหลียวกลับไปมองกระหังกลุ่มใหญ่เบื้องหลัง พวกมันเริ่มชะลอความเร็วทิ้งห่างเครื่องบินออกไปบ้างแล้ว คงจะเชื้อเพลิงใกล้หมด “กล้ายถึงไหนแล้ว”

          “อีกราวๆนาทีหนึ่งจะถึง” ราชินีตานีตอบ “แต่เปิ้นมาก็คงยะอะหยังบ่ได้มาก เปิ้นเหลืออุ๊ยสู่อุ๊ยอยู่สองลูกเอง”

          “เอาเหอะ อะไรที่ช่วยได้ตอนนี้ก็เอามาไว้ก่อน” จ้าดพูดพลางรัดเข็มขัดนิรภัยที่เกือบฆ่าเขาเข้าที่อีกครั้ง “แต่ตอนนี้เราเริ่มทิ้งห่างพวกกระหังไปบ้างแล้ว บางทีกล้ายมาอาจจะไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้นะ”

          “ขอหื้อเป็นจะอั้นเถอะ”

 

          ไม่ถึงนาทีต่อมา เด็กสาวหน้าจืดก็เห็นแสงสีขาวอมน้ำเงินพาดผ่านท้องฟ้าทางทิศสองนาฬิกา แล้วเครื่องบินรบสีดำสนิทก็ปรากฏเป็นเงามืดทาบทับท้องฟ้าสีกำมะหยี่ มันเอียงตัวเลี้ยวเป็นวงกลมจนหันมาประจันหน้ากับเธอในระยะเกือบสี่กิโลเมตร เปลวเพลิงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นใต้ท้องก่อนจะพุ่งข้ามท้องฟ้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องแนวเทือกเขาเมื่อขีปนาวุธอากาศสู่อากาศปะทุขึ้นกลางหมู่ผีร้าย เปลวเพลิงร้อนแรงและแรงอัดอากาศมหาศาลบดขยี้และแผดเผาพวกมันจนกลายเป็นจุณในพริบตา

 

          “กล้วย บินนิ่งๆเอาไว้เน่อ” กล้ายติดต่อเพื่อนสาวผ่านทางวิทยุระยะสั้น “ยังเหลืออีกราวๆสิบตน ข้าจะพยายามใช้ปืนกลสอยดู”

          “ระวังเน่อกล้าย เสี่ยงมากเน่อ !

          “ข้าบ่ยิงโดนกล้วยหรอกน่า....”

          “ข้าเจ้าบ่ได้ห่วงตัวเอง ข้าเจ้าห่วงกล้ายนั่นแหละ กระหังหมู่นี้บินได้เร็วเท่าเครื่องบินเลยเน่อ !

          “เชื่อมือข้าเถอะน่า !

 

          ขาดคำ ทั้งหุบเขาก็สว่างวาบราวกลางวันเมื่อกระสุนปืนกลพุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยอัตราเกือบสามสิบนัดต่อวินาที ตามมาติดๆด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนเสียดแทงแก้วหู คมกระสุขนาดยี่สิบมิลลิเมตรฉีกร่างกระหังที่เหลืออยู่ไม่ถึงยี่สิบตนออกเป็นชิ้นๆอย่างง่ายดาย เลือดสีแดงคล้ำสาดกระเซ็นเต็มท้องฟ้าก่อนที่จะสลายกลายเป็นฝุ่นควันขณะเครื่องยนต์ไอพ่นที่พังยับเยินร่วงลงสู่ภูเขาหินแกรนิตเบื้องล่าง กล้วยเหลียวมองเศษซากอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกแวบหนึ่ง คิ้วบางขมวดมุ่นอย่างหงุดหงิดตัวเอง เธอไม่น่าลดโหลดกระสุนปืนกลไปเพิ่มให้ระเบิดเลย ถ้าแบกกระสุนปืนกลมาด้วย ป่านนี้เธอคงกลับถึงตานนะคอนแล้ว

 

          เสร็จปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กระหัง กล้ายก็เลี้ยวกลับมาบินตีคู่ทางขวามือของเพื่อนสาวในระดับต่ำลงไปเล็กน้อย ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวกวาดมองสภาพเครื่องบินอย่างรวดเร็ว ผิวที่เคลือบด้วยสารสะท้อนเรดาร์และป้องกันพลังงานวิญญาณเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ฝาครอบกระจกของห้องนักบินส่วนของจ้าดฉีกขาดเป็นแนวยาวไปถึงเบรกอากาศบนหลังเครื่อง และที่แย่ที่สุดคือเครื่องยนต์ตัวขวาที่ดูราวกับเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองตานีมายังไงยังงั้น ท่ออากาศเข้ามีรอยบุบชัดเจน ส่วนกลางเครื่องอันเป็นที่อยู่ของชุดอัดอากาศทะลุเป็นรูโหว่นับไม่ถ้วน บอกชัดว่าชิ้นส่วนภายในระเบิดออกมาอย่างแรง ควันสีดำยังคงลอยกรุ่นออกจากรูเหล่านั้นและท่อไอเสียด้านหลัง โชคดีที่ส่วนที่ใช้บังคับเครื่องบิน

 

          “สภาพแย่เอาเรื่องเลยนี่” กล้ายดึงเครื่องขึ้นมาอยู่ในระดับบินเดียวกับเพื่อนสาว เธอรักษาระยะห่างเอาไว้พอสมควรด้วยรู้ว่านกปีกหักข้างๆอาจสูญเสียการควบคุมแถมาชนเธอเมื่อไหร่ก็ได้ “ยังพอควบคุมเครื่องได้บ้างก่อกล้วย มีน้ำมันหรือไฮดรอลิกรั่วบ้างก่อ”

          “บ่มีๆ คุมได้หมด เสียแค่เครื่อง” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “จะอั้นกล้ายช่วยบินประกบข้าเจ้าไปเรื่อยๆจนกว่าจะลงจอดได้ก่อ เผื่อเกิดอะหยังขึ้นจะได้ช่วยทัน”

          “ได้อยู่แล้ว.... เฮ้ย !?

 

          กล้ายและหมิงร้องลั่นห้องนักบินเมื่อจู่ๆเครื่องบินของกล้วยก็เอียงปีกวูบทำท่าจะพลิกตัวลงมาทับพวกเธอ ตานีสาวผมหางม้ากระชากคันบังคับเหวี่ยงเครื่องให้ลดระดับลงไปได้ทันท่วงที แต่เครื่องบินรบสีดำสนิทก็เหวี่ยงตามลงมาติดๆก่อนจะเร่งเครื่องโถมเข้าใส่เหมือนกระทิงป่า หัวหน้าหน่วยจู่โจมหลบได้อย่างหวุดหวิดด้วยการดันคันเร่งจนสุดและกระชากหัวเครื่องบินให้ไต่ระดับขึ้นอย่างฉับพลัน เครื่องบินทั้งสองลำเฉียดใกล้กันจนกล้ายรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของอากาศที่เขย่าเครื่องของเธอจนสั่นเหมือนเจ้าเข้า

 

          “กล้วย ยะบ้าอะหยัง !?” เด็กสาวผมหางม้ากรีดเสียงถามกรอกวิทยุ เธอหยุดไปอึดใจหนึ่งเมื่อเครื่องบินของเพื่อนสาวเอียงปีกเลี้ยวกลับก่อนจะพุ่งเข้ามาหาหมายชนประสานงาจนต้องกดหัวเครื่องกลับลงไปยังเทือกเขาเบื้องล่างอย่างฉับพลัน “ได๋อู้ว่าควบคุมได้จะได !?

          “ข้าเจ้าบ่ได้ยะอะหยังสักหน่อย !” เสียงของราชินีตานีฟังดูตกใจระคนงุนงงพอๆกับอีกฝ่าย เธอพยายามโยกทั้งคันบังคับในมือขวาและคันเร่งในมือซ้ายไปทุกทิศทุกทาง เท้าเหยียบหางเสือซ้ายขวาสลับกันเป็นพัลวัน แต่เครื่องบินที่เคยเชื่องเป็นลูกแมวกลับไม่ตอบสนองเธอเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่มันทำมีเพียงเร่งเครื่องมุ่งหน้าเข้าชนเครื่องของกล้ายเท่านั้น “เครื่องบ่ยอมตอบสนองข้าเจ้าเลย !

          “บ่าจ้าดง่าวนั่นยะอะหยังอีกก่อ !?

          “ถึงเปิ้นอยากยะก็เป็นไปบ่ได้หรอก ข้าเจ้าตั้งหื้อการควบคุมของข้าเจ้ามีอิทธิพลมากกว่าจ้าดไปแล้ว !” ตานีสาวหน้าจืดตะโกนตอบเพื่อนสาว การเคลื่อนไหวที่อันตรายของเครื่องบินไม่เปิดโอกาสให้เธอเหลียวหลังไปดูเพื่อนหนุ่มเลย “แต่เอาเถอะ ข้าเจ้าจะลองปิดระบบแล้วเปิดใหม่ดู”

 

          กล้วยดึงสวิตช์สีแดงตัวใหญ่ดังกริ๊กก่อนจะดันมันกลับเข้าที่เดิม แต่หน้าจอและไฟบนแผงควบคุมที่ควรจะดับลงแล้วติดใหม่อีกครั้งกลับติดสว่างค้างราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเครื่องบินที่ควรจะค้างท่าบินสุดท้ายก่อนที่จะกดสวิตช์ก็ยังคงพยศเหมือนเดิม ตานีสาวลองอีกครั้งและอีกครั้ง แต่ทุกครั้งก็ให้ผลลัพธ์เหมือนเดิม นั่นคือไม่มีอะไรดีขึ้น เด็กสาวหน้าจืดกวาดตามองแผงควบคุมและหน้าจออย่างตื่นตระหนก แล้วข้อความหนึ่งที่สว่างวาบอยู่ในหน้าจอแสดงสถานะระบบควบคุมเครื่องก็เตะตาเธอเข้าอย่างจัง

 

          “นักบินที่สอง บังคับการควบคุม”

 

          ดวงตาเรียวเบิกกว้างจนแทบหลุดออกมาจากเบ้า ข้อความนี้แสดงว่านักบินที่สอง หรือก็คือจ้าด ป้อนคำสั่งให้เครื่องบินทำตามการควบคุมของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขโดยไม่สนใจการควบคุมของเธอเลยแม้แต่น้อย กล้วยหันขวับ แล้วดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วก็ขยายกว้างขึ้นอีกจนน่ากลัวว่ามันจะฉีกไปถึงหูเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า.....

 

          หลานชายหมอผีใหญ่นั่งตัวตรง ไม่เหลือคราบเด็กหนุ่มผู้เมาเครื่องบินจะเป็นจะตายเมื่อขามาเลยสักนิด มือทั้งซ้ายทั้งขวาโยนคันบังคับและคันเร่งไปมาอย่างเมามัน และดูจากลำตัวที่โยกซ้ายทีขวาทีพร้อมๆกับเครื่องบินที่ส่ายซ้ายส่ายขวาแล้วเขาก็คงเหยียบแป้นหางเสือด้วยเช่นกัน แสงเรืองรองสีน้ำเงินเข้มในดวงตาตี่ที่จ้องเขม็งไปยังแผงควบคุมบ่งบอกชัดว่าเด็กหนุ่มกำลังถูกผีสิง มิน่าเล่าทำไมเมื่อครู่นี้กระหังถึงได้ถอยออกไป เพราะพวกมันมีแผนใหม่นี่เอง.....

 

          “กล้าย หมิง หนีเร็ว บ่าจ้าดง่าวนี่ถูกผีเข้าอีกแล้ว !

          “หา อีกแล้วก๋า !?” “หา อีกแล้วบ่ !? สองคู่กัดสาวถามพร้อมกัน

          “ปิ๊กโรงเก็บเครื่องบินไปก่อนเลย บินแซงข้าเจ้าไปนี่แหละ ข้าเจ้าบ่มีอาวุธอะหยังเหลืออยู่แล้ว ไปเร็ว !

          “แล้วสิให้ทิ้งกล้วยไว้ที่นี่เนี่ยบ่ !?” หมิงถามเสียงสูง

          “ข้าเจ้าจัดการได้น่า ไปเหอะ ก่อนที่ผีในตัวจ้าดจะยะอะหยังอีก !

          “ก็ได้ แต่ถ้ามีอะหยังต้องบอกข้าเจ้าหรือบ่อั้นก็น้ำว้าทันทีเน่อ อย่าฝืนล่ะ !

          “อื้ม !

 

          เด็กสาวผมหางม้ากระชากคันเร่งขึ้นทันที เครื่องบินรบเร่งความเร็วขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงคำรามลั่น ราชินีตานีรู้สึกว่าเครื่องบินของเธอก็เร่งความเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน ผีร้ายในร่างจ้าดคงจะรู้ว่าเป้าหมายกำลังจะหนีไป แต่แรงขับดันจากเครื่องยนต์คู่ที่เดี้ยงไปข้างหนึ่งก็ไม่อาจสู้กับอีกลำที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ เพียงไม่กี่วินาที กล้ายก็ทิ้งห่างจนมองเห็นเป็นเพียงจุดสีฟ้าเล็กจิ๋ว ก่อนที่จะเลี้ยวลับเหลี่ยมเขาหายไปจากสายตา

 

          กล้วยถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเพื่อนสาวทั้งสองหนีพ้นอันตราย แต่โล่งใจได้เพียงไม่กี่วินาที หัวใจของเธอก็ร่วงวูบอีกครั้งเมื่อเครื่องบินถูกกดหัวอย่างแรงลงสู่หุบเขาลึกอันมืดมิดเบื้องล่างก่อนที่เครื่องยนต์จะถูกเร่งขึ้น เด็กสาวหน้าจืดเย็นสันหลังวาบ เมื่อไม่มีเป้าหมายอื่น ผีร้ายคงคิดจะกำจัดทั้งจ้าดทั้งเธอไปพร้อมๆกัน....

 

          สมองของราชินีตานีวิ่งจี๋เหมือนนาโนโปรเซสเซอร์ที่กำลังทำงานอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเครื่องบินไม่มีผิด เครื่องบินลำนี้ควบคุมทุกอย่างรวมทั้งสวิตช์ตัดไฟและสวิตช์ตัดวาล์วน้ำมันผ่านคอมพิวเตอร์สองตัวซึ่งเชื่อมอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งเครือข่ายนั้นถูกจ้าด หรือพูดให้ถูกก็ผีร้ายในร่างจ้าดควบคุมเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว นั่นแปลว่าเธอควบคุมอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งจะปิดคอมพิวเตอร์สองตัวนั้น สิ่งที่ยังพอฟังคำสั่งเธออยู่บ้างมีเพียงสวิตช์ระบบที่ไม่สำคัญเท่าไหร่นักและไม่เกี่ยวกับการควบคุมเครื่องอีกสองสามระบบและสวิตช์ดีดตัวของเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่เท่านั้น กล้วยกัดริมฝีปากจนเลือดซิบขณะหุบเขาเบื้องล่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทางเลือกเดียวที่เหลือของเธอคือดีดตัวเอาตัวรอด แต่นั่นหมายถึงทิ้งจ้าดให้ร่วงลงไปโหม่งโลกเป็นผีเฝ้าเทือกเขาตานปันน้ำอยู่ที่นี่เพียงเดียวดาย.....

 

          ดวงตาเรียวตวัดมองแผงสวิตช์อีกครั้ง แล้วหัวใจของเธอก็โลดกลับขึ้นมาในอกเมื่อเห็นว่าในหมู่สวิตช์ที่เธอยังควบคุมได้นั้นมีสวิตช์ระบบดับเพลิงฉุกเฉินของเครื่องยนต์รวมอยู่ด้วย ระบบดับเพลิงนี้จะฉีดโฟมเข้าไปดับไฟข้างในเครื่องยนต์ ซึ่งนั่นจะทำให้เครื่องยนต์ดับทันที และในเมื่อเครื่องยนต์เป็นอุปกรณ์เดียวที่ปั่นไฟฟ้าจ่ายให้อุปกรณ์ต่างๆรวมทั้งระบบไฮดรอลิกที่ใช้ขยับอุปกรณ์บังคับทิศทาง อุปกรณ์เหล่านั้นก็จะดับทั้งหมด และเมื่อสตาร์ตเครื่องและระบบใหม่อีกครั้ง เธอก็สามารถดึงการควบคุมกลับมาได้

 

          ปัญหาคือระหว่างสตาร์ตระบบกับภูเขาหินแกรนิตที่ต่ำลงไปเกือบสามหมื่นฟุตเบื้องล่าง อย่างไหนจะมาถึงก่อนกัน....

 

          “บ่ลองบ่ฮู้ เอ้า !

          กล้วยสะบัดนิ้วสับสวิตช์เปิดระบบดับเพลิง เสียงฟืดยาวๆเหมือนใครกำลังสั่งน้ำมูกดังขึ้นจากท้ายเครื่อง แล้วเสียงหวีดหวิวและเสียงคำรามของเครื่องยนต์ไอพ่นก็เงียบลงทันทีเหมือนปิดสวิตช์เครื่องดูดฝุ่น ห้องนักบินตกอยู่ในความมืดมิดทันทีเมื่อหน้าจอทั้งสี่บนแผงควบคุมดับวูบเช่นเดียวกับไฟส่องแผงควบคุม สิ่งเดียวที่ให้ความสว่างในยามนี้คือแสงดาวบนท้องฟ้าและแสงสีน้ำเงินจากดวงตาของหลานชายหมอผีใหญ่ผู้กำลังจะตายเพราะผีเท่านั้น

 

          ในความมืด ราชินีตานีย้ายมือจากแผงสวิตช์ควบคุมระบบดับเพลิงมายังส่วนที่ควบคุมการสตาร์ตเครื่องก่อนจะสับสวิตช์สตาร์ตอัตโนมัติทันที เสียงมอเตอร์สตาร์ตครางต่ำ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงค่อกแค่กเหมือนคนกำลังสำลัก กล้วยลุ้นตัวโก่งให้เครื่องยนต์สตาร์ตติดอีกครั้ง และสองสามวินาทีต่อมา เธอก็สมหวัง เครื่องยนต์ไอพ่นส่งเสียงครางกระหึ่ม หน้าจอกะพริบสองสามครั้งก่อนจะสว่างขึ้นพร้อมๆกับคันบังคับที่กระตุกเมื่อมีแรงดันไฮดรอลิกกลับมาหล่อเลี้ยง กล้วยรีบพรมนิ้วป้อนคำสั่งล็อกการควบคุมก่อนจะคว้าคันบังคับหมับ แต่ชะง่อนผามืดสนิทขวางอยู่เบื้องหน้าแล้ว.....

 

          ในเสี้ยววินาที เด็กสาวหน้าจืดกระชากคันบังคับจนแทบหักพร้อมกับกระทืบแป้นเหยียบหางเสือไปทางซ้ายอย่างแรงจนเครื่องบินหมุนควงสว่าน หัวเครื่องสะบัดออกจากหน้าผาทันที แต่แรงเฉื่อยก็ยังคงพาเครื่องให้แถเข้าหาชะง่อนผาที่ยาวเหยียดไปตามหุบเขา ด้วยสัญชาตญาณนักบิน มือซ้ายของตานีสาวกระแทกคันเร่งขึ้นจนสุดขณะมือขวาดึงคันบังคับระบบเปลี่ยนทิศทางไอพ่นให้พ่นออกห่างจากเทือกเขา***** เครื่องบินลำใหญ่ตีลังกาอย่างไร้ทิศทางก่อนจะร่วงหล่นเหมือนก้อนเหล็กเมื่อกระแสอากาศรอบๆแปรปรวนจนไม่เหลือพลังที่จะแบกมันไว้ได้อีกแล้ว แต่เพียงไม่ถึงสิบเมตรก่อนที่มันจะโหม่งพื้น กล้วยก็ดึงมันกลับขึ้นมาได้สำเร็จ เธอเชิดหัวขึ้นทันที เครื่องบินรบสีดำสนิทไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็ทะลุขึ้นมาอยู่เหนือเมฆอีกครั้ง

 

          “เอาล่ะ ทีนี้ก็เหลือเอาผีออกจากบ่าจ้าดง่าวนี่.....”

          เสียงของกล้วยขาดหายไปในลำคอเมื่อเธอเหลียวหลังไปมองเพื่อนหนุ่ม แล้วก็เห็นเขาค่อยๆดึงเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว หลานชายหมอผีใหญ่ขยับตัวลุกขึ้นยืน ก้าวออกไปยังขอบลำตัวเครื่องบินก่อนจะค่อยๆย่อตัวลงเหมือนนักกีฬาว่ายน้ำกำลังจะกระโดดออกจากสปริงบอร์ด ดวงตาที่เรืองแสงสีน้ำเงินจ้องมองอย่างว่างเปล่าลงไปยังปุยเมฆเบื้องล่าง

 

          “จ้าด อย่า !

          เด็กสาวหน้าจืดเอียงเครื่องบินได้ในวินาทีสุดท้ายพอดี จ้าดซวนเซก่อนจะล้มกลับลงไปนอนในหลุมห้องนักบิน ผีร้ายในร่างเด็กหนุ่มหน้าดุพยายามยันตัวขึ้นอีกครั้ง แต่กล้วยไม่ยอมให้มันทำเช่นนั้นได้ เธอเอียงปีกก่อนจะตีวงเลี้ยว แรงหนีศูนย์กลางมหาศาลดันให้ร่างของหลานชายหมอผีใหญ่ยิ่งจมลึกลงไปในห้องนักบิน ผีร้ายรอจนตานีสาวเอียงเครื่องบินกลับมาอยู่ในแนวระนาบกับพื้นก็พยายามยันตัวขึ้นมาอีก แต่กล้วยรู้แกวก็ตีวงเลี้ยวซ้ำ คราวนี้ถีบหางเสือด้วย เครื่องส่ายขวาอย่างแรงจนหัวจ้าดผลุบลงไปอยู่ใต้แผงควบคุม ขาชี้ฟ้า ลงท่านี้เป็นอันว่าไม่มีทางหลุดออกมาได้แน่นอนจนกว่าจะมีคนมาช่วยดึงออกไป

 

          “หอบังคับการ ฮูกดำหนึ่งจัดการปัญหาเรียบร้อยกำลังมุ่งหน้าปิ๊กโรงเก็บเครื่องบิน”

          “ฮูกดำหนึ่ง รับทราบ” เสียงของน้ำว้ามีแววโล่งอก ราชินีตานีได้ยินเสียงยูคิ ฟ้าและน้ำไทเฮกันอยู่เบื้องหลัง

          “เยี่ยมมากกล้วย” สมิงสาวตอบมาด้วยเหมือนกัน เบื้องหลังเธอ กล้ายหัวเราะดังๆอยู่อย่างโล่งอก

          “อ่า.... ฮูกดำหนึ่ง” ตานีน้อยผมสั้นติดต่อมาอีกครั้ง “บอกไว้เพื่อเป็นข้อมูลเน่อว่ามีกระสือกลุ่มใหญ่ตามมาอยู่ราวๆสิบไมล์ทางทิศหกนาฬิกาเศษๆ แต่ความเร็วบ่สูงมาก ฮูกดำหนึ่งน่าจะลงจอดได้ก่อนอยู่แล้ว”

          “ก็ดี เท่ากับว่ายะตามแผนเดิมได้” กล้วยตอบเสียงเรียบ แม้จะปนหอบน้อยๆจากความตื่นเต้นเมื่อครู่ “แล้วระบบจรวดพร้อมยิงก่อ”

          “พร้อมยิงค่ะ” วิญญาณหิมะสาวผู้กลายเป็นผู้รับผิดชอบระบบอาวุธภาคพื้นดินชั่วคราวไปแล้วตอบ “จรวด TMM-2 หนึ่งร้อยห้าสิบลูกพร้อมยิงค่ะ !

          “เยี่ยม” ราชินีตานียิ้ม “ทีนี้ก็เหลือแค่เอาผีออกจากบ่าจ้าดง่าวนี่.... น้ำไท หรือกล้ายก็ได้ถ้าไปถึงแล้ว ตอนข้าเจ้าลงจอดช่วยลงมาที่รันเวย์หน่อยได้ก่อ มีผีต้องยิงอยู่อีกตน อ้อ แล้วก็อาจจะต้องลากเปิ้นออกมาจากห้องนักบินก่อนด้วย”

          “รับทราบ” น้ำว้าหัวเราะคิก “จะจัดทีมไว้รอเน่อ”

 

          เที่ยวบินกลับหลังจากนั้นสงบเรียบร้อย ไม่มีกระหังหรือผีร้ายตนใดโผล่มาให้เห็นอีกเลย แถมลมต้นฤดูใบไม้ผลิที่ควรจะแรงจนบินลำบากก็กลับนิ่งสนิทจนกล้วยเปิดระบบนักบินอัตโนมัติได้แม้จะเสียเครื่องยนต์ไปข้างหนึ่ง สิ่งเดียวที่ไม่สงบคือจ้าดผู้ดิ้นขลุกขลักพยายามดันตัวเองออกจากใต้แผงควบคุมอยู่เกือบตลอดเวลา แต่เขา หรือผีร้ายที่อยู่ในตัวเขาก็ทำได้เพียงทำให้เครื่องสั่นกราวเหมือนเจ้าเข้าเท่านั้น

 

          เกือบยี่สิบนาทีต่อมา ผีร้ายในร่างจ้าดก็ยอมแพ้ และเมืองตานนะคอนก็ปรากฏต่อสายตา แสงไฟกำลังสูงจากรันเวย์ของทั้งสนามบินเวียงตานและรันเวย์ของโรงเก็บเครื่องบินมองเห็นได้แต่ไกล เด็กสาวหน้าจืดตีวงเลี้ยวไปตั้งลำทางทิศใต้ของเมืองก่อนจะค่อยๆลดระดับและความเร็วลง แต่เพียงห้าไมล์ก่อนจะถึงปลายรันเวย์ ขณะเด็กสาวกำลังจะสับสวิตช์กางล้อ เธอก็เหลือบเห็นกลุ่มเงาตะคุ่มขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือเขตสามเงาทางตะวันตกของเมือง พร้อมกับที่น้ำว้าวิทยุเข้ามาพอดีด้วยเสียงตื่นตระหนกสุดขีด

 

          “เอื้อยกล้วย แย่แล้ว เปรตโผล่ออกมาเหนือเขตสามเงา !

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

*ไมล์ทะเล – หน่วยวัดระยะทางที่ใช้กับการเดินเรือและการบิน โดย 1 ไมล์ทะเลเท่ากับ 1.852 กิโลเมตร และ 1 นอต เท่ากับ 1 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง

 

**ปกติ เครื่องบินโดยสารมักจะไม่ไต่ระดับกันเกิน 2500 ฟุตต่อนาที เพราะจะทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายและปวดหูได้ ที่กล้วยและตนอื่นๆต้องรีบดึงเครื่องขึ้นเพราะเส้นทางการบินออกจากรันเวย์ของโรงเก็บเครื่องบินนั้นทับกับเส้นทางการบินปกติของเครื่องบินโดยสารที่เพิ่งจะขึ้นจากสนามบินเวียงตาน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ประสานงากันกลางอากาศจึงต้องรีบไต่ระดับให้เร็วที่สุด

 

***วิทยุสื่อสารทางการบินนั้นเหมือนวิทยุสื่อสารทั่วไป คือพูดได้ทีละคน และต้องกดปุ่มค้างเอาไว้

 

****”การเลี้ยวสองนาที” (Two minutes turn) คืออัตราการเลี้ยวปกติของเครื่องบิน ที่จะเลี้ยวจนครบวงรอบสามร้อยหกสิบองศาในเวลาสองนาทีพอดี เครื่องบินเล็กหรือเครื่องบินรบที่มีความคล่องตัวสูงอาจเลี้ยวได้เร็วกว่านั้น ในขณะที่เครื่องบินความเร็วสูงมากๆหรือใหญ่มากๆ อาจเลี้ยวได้ช้ากว่านั้น

 

*****การเปลี่ยนทิศทางไอพ่น (Thrust Vectoring) เป็นการบังคับทิศทางแรงขับดันเพื่อช่วยให้สามารถหันหัวหรือเงย/ปักหัวเครื่องบินได้เร็วขึ้น โดยใช้ท่อไอพ่นที่สามารถบิดไปบิดมาได้เพื่อควบคุมทิศทางไอพ่น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น