ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 5 : เด็กสาวผู้มาพร้อมความช่วยเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ต.ค. 60

            กล้วยและนางมาอยู่ที่บ้านจ้าดได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว และหลานชายหมอผีใหญ่ก็เริ่มคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก จริงอยู่ ค่าอาหารอาจจะงอกขึ้นมาเกือบสองเท่า แต่รายได้จากการรับจ๊อบปราบผีที่มีงานเข้าเกือบทุกคืนก็หักล้างกันจนกลายเป็นกำไรด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ตานีทั้งสองตั้งราคาเอาไว้ต่ำกว่าพวกรับจ๊อบทั่วๆไปถึงเกือบสามในสี่ จ้าดเริ่มคิดเสียแล้วว่าจบมัธยมปลายแล้วออกมาทำงานด้านนี้โดยเฉพาะอาจจะรวยกว่าเรียนไปเป็นวิศวกรอย่างที่เขาฝันก็เป็นได้....

 

            "ผี่หมู่นี้แค่ผีทั่วไป วิญญาณธรรมดา บ่ได้มีพลังหรือเจตนาร้ายอะหยังมาก" กล้วยบอกเขาในวันหนึ่งขณะกำลังนั่งรถไฟไปยิงผีด้วยกันราวกับรู้ความคิดของหลานชายหมอผีใหญ่ "แล้วนี่หมู่เฮายังมองหันหมู่เปิ้นชัดเจน แถมมองเห็นจากระยะไกลเลยยิงได้สะดวกแล้วก็บ่น่ากลัว ลองโดนมันหลอกดูสิ ปราบบ่ได้ง่ายๆจะอี้หรอก"

 

            "หมายความว่าไง" เด็กหนุ่มหน้าดุขมวดคิ้ว "ผีหลอกกับเห็นผีจากระยะไกลมันต่างกันตรงไหน"

            "จ้าดยังไม่เคยเจอผีหลอกใช่มั้ยถึงได้พูดแบบนี้" ตานีคนสวยซึ่งนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกล้วยตอบแทน "ผีร้ายหลอกคนได้หลายแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็จะสร้างบรรยากาศ สร้างแสง เสียง กลิ่น หรือสัมผัสให้เป้าหมายกลัว เช่นสร้างเงามืดๆ หรือทำให้ไฟดับ หรือบางตนที่เก่งหน่อยก็อาจจะกำบังกายจากมนุษย์ หรือเข้าทำร้ายโดยตรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผลการหลอกจะรู้สึกได้ก็แต่ในพื้นที่ที่ผีจะทำการหลอก ถ้าออกมานอกรัศมีนั้นก็เห็นตำแหน่งและตัวจริงๆได้ไม่ยากหรอก"

            "เพราะจะอั้นเลยมีคำกล่าว ว่าตานีต้องพยายามอย่าถูกผีหลอกเด็ดขาด" เด็กสาวหน้าจืดเสริม "เพราะถ้าถูกหลอกเมื่อได๋ ลำบากเมื่อนั้นแหละ แต่เอาจริงๆหมู่เฮาก็มีอุปกรณ์ป้องกันอยู่แล้วน่ะเน่อ"

 

            อย่างไรก็ตาม จ้าดก็ยังไม่เห็นว่าตานีสางทั้งสองเคยแม้แต่เสี่ยงจะถูกผีหลอกเลยสักครั้ง ผีสิบกว่าตนที่พวกเขาปราบมาสิ้นฤทธิ์ด้วยกระสุนเพียงนัดเดียวจากไรเฟิลกระบอกยักษ์ของกล้วยทั้งสิ้น บางตนยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามีผู้จ้องจะยิงพวกมันอยู่ แต่ก็อย่างที่กล้วยและนางบอกเขา พวกผีที่มีความสามารถจริงๆอาจไปเข้าพวกและเก็บตัวอยู่กับกองกำลังของพวกผีร้ายหมดแล้วก็เป็นได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง ในระยะยาวพวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงกว่าเดิมแน่นอน

 

 

            "จ้าด เฮ้ยจ้าด เย็นนี้ว่างมั้ยวะ เดี๋ยวเราเลี้ยงราเมน"

            ฟ้าเดินมาเอ่ยชวนเพื่อนหนุ่มถึงโต๊ะหลังจากออดเลิกเรียนดังขึ้นได้เพียงไม่ถึงนาที ทำเอาคนถูกชวนสะดุ้งเฮือก ในขณะที่เพื่อนสนิททั้งสองของคนถูกชวนยิ้มสยองขวัญเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

 

            "เอ้ย จ.... จู่ๆจะมาเลี้ยงเราทำไมล่ะฟ้า" เด็กหนุ่มหน้าดุอึกอัก

            "ก็เลี้ยงตอบแทนวันนั้นที่จ้าดช่วยเราไว้ตอนสอบชีวะไง" เด็กสาวหน้าคมยิ้ม "วันนี้จะกินอะไรเราเลี้ยงหมดเลย แต่อย่าแพงนักนะเว้ย ตอนนี้เรามีตังค์คิดตัวแค่เกือบสามร้อยเบี้ยเอง...."

 

            "พรหมลิขิตบันไดชักพา.... ดลให้มาพบกันทันใด...."

            ต๊อกและไร่ตีหน้าบ่ฮู้บ่หันร้องเพลงประสานเสียงกันมาจากเบื้องหลัง ฟ้าขมวดคิ้วอย่างงงๆ ในขณะที่หลานชายหมอผีใหญ่พยายามทำหูทวนลม

 

            "ตอนเย็นว่างอยู่แหละ ขอบคุณมาก" จ้าดตอบเพื่อนสาว ส่งสายตาอาฆาตไปทางด้านหลังเล็กน้อย "เดี๋ยวเราบอกกล้วยก่อนก็แล้วกัน"

            "เอ๊ะ ขอโทษ ลืมไปเลย" เด็กสาวหน้าคมผงะเล็กน้อย "เราชวนแบบนี้กล้วยจะหึงรึเปล่า...."

            "ไม่มีอะไรทั้งนั้นครับเจ๊ !" หลานชายหมอผีใหญ่ว้ากอย่างลืมตัว สิ่งที่เขากลัวเป็นความจริงแล้ว "ก็บอกแล้วไงว่าเป็นญาติห่างๆกัน ผมไม่ใช่พวกชอบญาติตัวเองนะครับเจ๊ !"

            "ไม่รู้สิ เมื่อกี้เราชวนกล้วยด้วยแล้วเพราะเห็นว่ากล้วยก็ช่วยเราไว้เหมือนกัน แต่เขาบอกเขาไม่ไป ไม่รู้เขาโกรธอะไรเรารึเปล่าไง"

            "ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ" เด็กหนุ่มหน้าดุยืนยัน "ที่ไม่ไปคงเพราะกล้วยเขามีงานพิเศษวันนี้มั้ง เลยไม่ว่าง"

            "ว้า เสียดาย" ฟ้าถอนหายใจ "แต่ก็โอเค งั้นเราลงไปรอข้างล่างละกัน"

            "อื้ม"

            "พรหมลิขิตบันไดชักพา....."

            "ร้องหาพระแสงดาบคาบค่ายอะไรฟะ !?"

 

            ฟ้ามองเพื่อนหนุ่มทั้งสามคนของเธออย่างงุนงงด้วยไม่เข้าใจมุกอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปคว้าเสื้อหนาวมาสวมและผลักประตูออกจากห้องไป ส่วนจ้าดเดินไปหาเพื่อนสาวหน้าจืดซึ่งยังคงพยายามยัดหนังสือภาษาอังกฤษเล่มยักษ์ใส่กระเป๋าเป้ใบย่อมของเธออยู่ กล้วยเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนหนุ่มอย่างงงๆ

 

            "อะหยัง"

            "กล้วย วันนี้กล้วยกลับคนเดียวก่อนได้มั้ย ฟ้าชวนเราไปกินข้าวด้วยน่ะ"

 

            ริมฝีปากบางของตานีสาวเหยียดเป็นรอยยิ้มหวาน หากทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ขนลุกเกรียว

 

"แน่ะ หวานกันจังเน่อ น่าอิจฉา....."

            "ไม่ช้าย !" จ้าดรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเมื่อเห็นสีหน้าเหมือนเจอเรื่องสนุกของเพื่อนสาว "ฟ้าเขาอยากเลี้ยงตอบแทนที่เราช่วยเขาไง"

            "ข้าเจ้าฮู้ๆ ฟ้าบอกข้าเจ้าแล้ว" เด็กสาวหน้าจืดตอบกลั้วหัวเราะ แต่เสียงกลางๆของเธอก็จริงจังขึ้นในประโยคต่อมา "แต่ระวังตัวด้วยเน่อ ยิ่งตอนแลงๆหรือค่ำๆพลังของหมู่ผีร้ายจะมากขึ้น มองซ้ายมองขวาแล้วก็ดูฟ้าเปิ้นด้วยเน่อ"

            "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า" จ้าดตอบ "เราดูแลตัวเองได้น่า อีกอย่าง เราก็พกมืดอีโต้เล่มนั้นติดตัวเอาไว้แล้วด้วย นี่ไง"

 

            เด็กหนุ่มเปิดเสื้อทับสีดำให้เพื่อนสาวดู เผยให้เห็นอีโต้เล่มใหญ่ถูกรัดด้วยสายคาดแน่นหนาเอาไว้กับด้านในของเสื้อ

 

            "ถ้าจะอั้นก็คงบ่มีปัญหา" กล้วยพยักหน้าช้าๆ "ข้าเจ้าก็ว่าคงบ่มีอะหยังเกิดขึ้นหรอกมั้ง แต่ก็ระวังตัวดีๆละกัน ที่แน่ๆตอนก่อนเข้าห้างก็ระวังยามจับได้เน่อว่าพกมีด ฟ้าจะย่านเอาเปล่าๆ"

            "เราไม่จ้าดง่าวขนาดนั้นหรอกน่า...." เด็กหนุ่มตอบกลั้วหัวเราะ "งั้นเราไปก่อนนะ ไว้เจอกันตอนค่ำๆ"

            "ฝากขอสุมาฟ้าด้วยเน่อที่ข้าเจ้าไปบ่ได้" ราชินีตานีตอบ "และถ้าเจออะหยังแปลกๆ หรือหันอะหยังที่คนอื่นโดยเฉพาะคนตานนะคอนบ่หันล่ะก็ อย่าชะล่าใจ อย่าคึดว่าตัวเองเก่ง อย่าคึดจะยะเก่งอวดฟ้า รีบหนีออกจากที่นั่นทันทีแล้วโทรบอกข้าเจ้า เข้าใจก่อ เพราะถ้านายหันแต่คนอื่นบ่หัน หรือคนอื่นหันแต่นายบ่หัน แปลว่าผีตนนั้นต้องเป็นผีระดับสูงที่กำบังกายจากมนุษย์ได้"

            "เข้าใจแล้ว ว่าแต่ โทรบอก ?"จ้าดทวนคำอย่างงงๆ "กล้วยไม่มีมือถือไม่ใช่เหรอ"

            "โทรเบอร์บ้านสิยะบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ "ข้าเจ้าอยู่บ้านอยู่แล้ว ยกเว้นตอนดึกๆ แต่นายคงบ่ปิ๊กบ้านดึกหรอกมั้ง"

            "คร้าบๆเจ๊ ถ้ามีอะไรจะโทรไปก็แล้วกัน"

 

            ดวงตาเรียวเล็กของเด็กสาวหน้าจืดมองตามหลังเพื่อนหนุ่มที่คว้าเสื้อกันหนาวสีดำจากราวข้างประตูมาใส่อย่างลวกๆก่อนจะผลักประตูห้องออกไปด้วยท่าทีกระดี๊กระด๊าแบบปิดไม่มิด เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือก ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆอย่างที่คิดก็คงดี....

 

 

            นับเป็นช่วงเวลาสวรรค์สำหรับจ้าดแท้ๆ เด็กหนุ่มไม่เคยนึกเลยว่าจะมีโอกาสได้อยู่กับเพื่อนสาวที่เขาแอบชอบสองต่อสองแบบนี้ จริงอยู่ เขาสนิทกับฟ้ามาตั้งแต่เด็กๆ เคยเล่นคลุกฝุ่นมอมแมมมาด้วยกันก็บ่อย แต่นั่นก็ก่อนที่เขาจะเริ่มชอบเพื่อนสาวผู้นี้ ทุกอิริยาบถที่เขาคุ้นเคยดูจะน่ารักขึ้นเป็นเท่าตัว ตั้งแต่ท่าเดินย่ำหิมะกระโดกกระเดกเหมือนผู้ชาย รอยยิ้มแยกเขี้ยวที่เผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆบนแก้ม และเสียงออกห้าวที่คุยกับเขาแทบไม่หยุดปากระหว่างทางจากโรงเรียนไปยังสถานีรถไฟฟ้า เขาเพิ่งจะเข้าใจคำกล่าวที่ว่าที่เขาว่าคนมีความรักโลกจะกลายเป็นสีชมพูก็วันนี้นี่เอง....

 

            บนรถไฟฟ้าก็เหลือที่นั่งชิดกันสองที่ราวกับจะเป็นใจให้ มิหนำซ้ำคนที่นั่งขนาบสองข้างยังเป็นป้าแก่ๆกับลุงหนวดเฟิ้มซึ่งอ้วนพุงพลุ้ย บีบให้เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมต้องเบียดชิดกันมากขึ้นไปอีก ฟ้าแอบกระซิบบ่นว่าอึดอัด แต่หลานชายหมอผีใหญ่กลับอยากลงไปกราบแทบเท้าผู้อาวุโสทั้งวัยวุฒิและพุงวุฒิทั้งสองเป็นล้นพ้น กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวและผมสั้นของเพื่อนสาวที่โชยมาเข้าจมูกเพราะความใกล้ชิดทำเอาเด็กหนุ่มแทบหมดสติ หากต้องตายตอนนี้เขาก็ยอม.....

 

            "จ้าด เฮ้ยจ้าด ! ฟังเราบ้างเปล่าวะเนี่ย !?"

            เสียงเรียกของเด็กสาวหน้าคมลากจ้าดจากภวังค์ความรักกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันขวับไปมองเพื่อนสาวซึ่งจ้องเขาอยู่ด้วยสายตาหงุดหงิด

 

            "ฟังๆ ฟังสิ" หลานชายหมอผีใหญ่รีบตอบ "ทำไมเราจะไม่ฟังล่ะ"

            "ก็ถามแล้วไม่ตอบ เห็นทำตาลอยๆด้วย" เด็กสาวหน้าคมบ่นอุบอิบก่อนจะหยอกกลับ "หรือว่าคิดถึงกล้วยอยู่...."

            "ฮ่วย ก็บอกแล้วไงครับเจ๊ เป็นญาติกัน !" จ้าดละล่ำละลักตอบ "นี่ใจคอจะยัดเยียดให้เราเป็นพวกชอบญาติพี่น้องให้ได้เลยใช่มั้ยเจ๊"

            "แหม ก็เห็นแหย่ทีไรก็แหย่ขึ้นแบบนี้ทุกที จะไม่ให้แหย่ได้ไงวะ" ฟ้าหัวเราะคิก "แต่แหม กล้วยก็น่ารักดีออกนี่ ถ้าเราเป็นผู้ชายเราอาจจะชอบก็ได้นะเว้ย"

            "หน้าจืดสนิทเป็นเต้าหู้ทอดไม่มีน้ำจิ้มแบบนั้นเนี่ยนะน่ารัก" หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถามด้วยเสียงไม่อยากเชื่อ "รสนิยมฟ้าเป็นแบบนี้เองเรอะ"

            "ปากหมา เขาเรียกหน้าเป็นธรรมชาติเว้ย" เด็กสาวหน้าคมแยกเขี้ยว "อีกอย่าง เท่าที่เราเคยเห็นมานะ หน้าแบบนั้นแหละ แต่งหน้าสักหน่อยนี่สวยเฉี่ยวขึ้นมาเลย ยิ่งตาหมวยๆเรียวเล็กแบบนั้นด้วยแล้ว"

            "ใครจะเอาก็เอาเหอะ เราไม่เอาคนนึงล่ะ" จ้าดตอบด้วยเสียงเบื่อๆ "สำหรับเรา เราว่าฟ้าน่ารัก...."

            "เอ้า อุดมชัยแล้วนี่ ลงได้แล้ว เร็ว !"

 

            ยังไม่ทันที่คำชมของเด็กหนุ่มจะเข้าหู ฟ้าก็ลุกขึ้น ก่อนจะก้าวเดินตามกระแสฝูงชนเกือบครึ่งขบวนรถที่ลงสถานีอุดมชัยซึ่งเป็นย่านการค้ายอดนิยมลงจากรถไป จ้าดรีบลุกก่อนจะกระโจนออกจากรถตามทันที เขาไม่วายหันไปจ้องห้องคนขับที่โบกี้หน้าสุดของรถอย่างเคืองๆ เข้าจอดช้ากว่านี้สักห้าวินาทีคงไม่ทำให้ญาติฝ่ายไหนของเขาเป็นอะไรหรอกจริงไหม....

 

            กว่าจ้าดจะวิ่งฝ่าฝูงชนจนไล่ตามเพื่อนสาวซึ่งตัวเล็กกว่าและแทรกคนได้ว่องไวกว่าทัน ทั้งสองก็เข้ามาในห้างสรรพสินค้าอุดมชัยคอมเพลกซ์ซึ่งเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ห้างขนาดมหึมาที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนนี้เป็นเพียงหนึ่งในหมู่ห้างสรรพสินค้าห้าแห่งที่ตั้งติดต่อกันเป็นแนวยาวเลียบถนนใหญ่ใกล้มหาวิทยาลัยตานนะคอน และเป็นที่นิยมของวัยรุ่นทั้งนักเรียนและนักศึกษามากกว่าห้างอื่นๆด้วยราคาถูกที่สุดและมีของจิปาถะให้เลือกมากที่สุด แม้ห้องน้ำจะซกมกจนคนมักจะเดินข้ามไปเข้าห้างข้างๆซึ่งหรูกว่าและสะอาดกว่ามากก็ตาม

 

            "จะกินข้าวเลยมั้ยจ้าด" ฟ้าเอ่ยถามเพื่อนหนุ่มขณะก้าวขึ้นบันไดเลื่อน "หรือว่าจะทำอะไรก่อน ดูหนังก่อนมั้ย คาราโอเกะก่อนมั้ย"

            "ฟ้าจะเลี้ยงด้วยเหรอ" เด็กหนุ่มหน้าดุเลิกคิ้วถามกลับ

            "ตลกละ ออกเงินเองสิเว้ย"

            "ล้อเล่นๆ" จ้าดหัวเราะ "จริงๆเราก็อยากไป แต่ค่ำๆนี้กล้วยอาจจะเรียกเราไปช่วยงานน่ะ คงกลับค่ำมากไม่ได้ ขอโทษนะ"

            "ไม่เห็นต้องขอโทษเลย งานสำคัญกว่าอยู่แล้ว" เด็กสาวหน้าคมยิ้ม "โอเค งั้นไปร้านราเมนกันเลยเหอะ ยิ่งช้ายิ่งเย็นคนจะยิ่งเยอะ ยิ่งเย็นวันศุกร์แบบนี้ด้วย"

 

            แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไปเสียแล้ว กว่าเด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองจะฝ่าฝูงชนคลาคล่ำที่เดินกันขวักไขว่ไปถึงร้านราเมนเป้าหมายซึ่งอยู่บนชั้นสี่ได้ ภายในร้านก็เต็มไปด้วยลูกค้าจนล้นออกมาด้านนอก โต๊ะทุกโต๊ะเต็มเอี้ยด มิหนำซ้ำโต๊ะยังมากผิดปกติจนฟ้าซึ่งมานั่งกินที่นี่บ่อยพอสมควรมองปราดเดียวก็รู้ว่าโต๊ะเสริมที่ถูกเก็บอยู่หลังร้านคงถูกงัดออกมาใช้จนหมด มิไยที่เด็กหนุ่มหน้าดุจะไปถามจำนวนคิวจอง ก็มีอันต้องเข่าทรุดเมื่อได้รับคำตอบมาว่าคงต้องรออีกสักประมาณชั่วโมงหนึ่งถึงชั่วโมงกว่า ซึ่งถึงตอนนั้นน้ำย่อยคงเขมือบผนังกระเพาะเล่นไปได้สักเกือบครึ่งเซนติเมตรแล้ว

 

            "เอาไงดี" เด็กสาวหน้าคมชักหน้าเสีย ส่วนหนึ่งเพราะชายคนหนึ่งซึ่งนั่งซดราเมนโชยุชามโตอยู่ในร้านหันมายักคิ้วเยาะเย้ยเธอ "ไปร้านอื่นมั้ย"

            "แต่ไม่มีร้านที่ถูกเท่านี้แล้วนา ร้านที่ถูกรองจากนี้ก็อาหารอย่างละเกือบขึ้นร้อยแล้ว" หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง "ฟ้าหิวรึเปล่าล่ะ ถ้าฟ้ายังไม่หิวเรารอได้"

            "ประเด็นคือหิวแล้ว" ฟ้าหัวเราะแหะๆ "งั้นขึ้นไปชั้นหกดีกว่า มีร้านนี้เหมือนกัน อาจจะยังว่างอยู่ก็ได้ เอามั้ย"

            "โอเค ได้"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมออกเดินอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังบันไดเลื่อนขึ้นไปยังชั้นหกซึ่งเป็นชั้นรวมศูนย์อาหาร แต่ขึ้นไปได้เพียงถึงชั้นห้า ฟ้าก็สะดุ้งเฮือก เธอกรีดร้องออกมาสั้นๆก่อนจะถอยกรูดมาชนเพื่อนหนุ่ม พาเอาทั้งคู่ถอยหลังไปชนไม้แบดมินตันราคาเหยียบห้าพันเบี้ยซึ่งเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำทั้งเดือนที่แขวนโชว์อยู่ร่วงกราวลงกับพื้น

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ลุกขึ้นได้ก็รีบรวบไม้แบดขึ้นแขวนเอาไว้ที่เดิม ไหว้ปะหลกๆขอโทษขอโพยพนักงานซึ่งจ้องมองมาด้วยสายตาอาฆาตแค้นปานจะกรีดเลือดกรีดเนื้อ ก่อนจะหันมาพยุงฟ้าซึ่งยังคงเข่าอ่อนนั่งแปะอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้นยืน ใบหน้าหมวยหวานของเด็กสาวซีดเผือด ดวงตาคมจ้องมองตรงไปเบื้องหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า ริมฝีปากสั่นระริก

 

            "ฟ้า ฟ้า" เด็กหนุ่มหน้าดุเขย่าไหล่เพื่อนสาวเบาๆ "ฟ้า เป็นอะไร"

            "เราเห็น.... เราเห็น..... ผะ..... ผี....." เสียงตอบแผ่วเบาและสั่นพร่า ไม่เหลือคราบเด็กสาวสุดห้าวของห้องเลยแม้แต่น้อย

            "ผี ?" จ้าดทวนคำ คิ้วรกๆขมวดเข้าหากัน "ปกติก็เห็นผีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ฟ้าก็คนตานนะคอนนี่"

            "แต่.... แต่..... นี่มันไม่ใช่ผีปกติ...." เสียงแผ่วเบาของเด็กสาวหน้าคม ยามนี้กลายเป็นละล่ำละลัก "เราเห็นจริงๆนะจ้าด ผีตัวดำมืดสูงเกือบถึงเพดานเกือบยี่สิบตนยืนอยู่ตรงนั้น !"

 

            ฟ้าชี้นิ้วไปยังมุมมืดๆมุมหนึ่งใกล้แผนกจักรยานห่างออกไปเกือบสิบเมตร หลานชายหมอผีใหญ่เขม้นมองตาม แต่เขาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากลังใส่จักรยานที่วางทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ และผนังคอนกรีต สิ่งผิดปกติสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มหน้าดุพอจะสังเกตเห็นได้คือหลอดไฟฉุกเฉินที่แตกไปดวงหนึ่ง

 

            "เราไม่เห็นอะไรเลยนะ" จ้าดหันมาพูดกับเพื่อนสาวอย่างงุนงง

            "แต่เราเห็นจริงๆนะ" ฟ้ายังคงละล่ำละลัก

            "ไม่เป็นไร ยังไงเราก็อยู่กับฟ้า"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุจับมือเพื่อนสาวแน่นเพื่อให้ความมั่นใจเธอ แต่เขาก็นึกสยองขึ้นมาในวินาทีต่อมา หากเพื่อนสาวหน้าคมผู้นี้อ่อนไหวต่อการถูกสัมผัสเหมือนเพื่อนสาวหน้าจืดซึ่งป่านนี้คงกลับไปถึงบ้านแล้วล่ะก็ เขาคงไม่พ้นหน้าชา หลังชาหรือไม่ก็สิ้นชีพแน่ๆ แต่ฟ้ากลับบีบมือตอบเขาแน่น ดูเหมือนเด็กสาวจะกลัวจริงๆ

 

            "งั้น ถ้าฟ้ากลัว วันนี้ก็กลับกันก่อนมั้ย" จ้าดบอกเพื่อนสาว "ไม่ต้องเลี้ยงเราแล้วก็ได้"

            "ไม่.... ไม่เป็นไร" ฟ้ารีบปฏิเสธ "เราคงตาฝาดไปเอง ไปกันต่อเหอะ"

            "แน่ใจนะ"

            "อื้ม" เด็กสาวหน้าคมยืนยันพลางยิ้ม "เราบอกจะเลี้ยงก็ต้องเลี้ยงสิ"

            "ก็ได้ ถ้าฟ้าว่างั้น...."

 

            แม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เด็กสาวหน้าคมก็เปลี่ยนจากเดินข้างๆเพื่อนหนุ่มเหมือนเพื่อนเดิมด้วยกันมาเป็นเกาะแขนเขาแน่น บันไดเลื่อนขึ้นชั้นหกซึ่งอยู่ที่กลางตัวตึกซึ่งมืดกว่าบันไดเลื่อนหลักของห้างซึ่งอยู่ใกล้หน้าต่างก็ยิ่งทำให้ฟ้าเกาะแขนเขาแน่นขึ้นไปอีก จ้าดรู้สึกขอบคุณผีหรืออะไรก็ตามที่เขามองไม่เห็นในมุมมืดของชั้นห้าขึ้นมาตงิดๆ ในขณะที่อีกใจหนึ่งก็ขอบคุณโชคชะตา วันนี้ทุกอย่างดูจะเป็นใจสำหรับเขาเสียเหลือเกิน....

 

            ชั้นหกซึ่งเป็นชั้นรวมร้านอาหารและชั้นต่อขึ้นไปสู่โรงภาพยนตร์ดูมืดสลัวและอับทึบกว่าชั้นล่างๆพอสมควร ด้วยกระพื้นที่ปูกระเบื้องสีดำและเพดานที่ต่ำ รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาที่เดินกันขวักไขว่ อย่างไรก็ตาม ในร้านอาหารก็ยังคงมีที่นั่งว่างอยู่บ้าง หลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งยังคงมีเด็กสาวหน้าคมเกาะแขนอยู่เหมือนเถาองุ่นพันหลักเดินตรงไปยังร้านราเมนซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสิบเมตร ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะข้างหน้าต่างซึ่งว่างอยู่พอดี

 

            "ฟ้าเอาอะไร" จ้าดถามเพื่อนสาวทันทีที่ก้นสัมผัสเก้าอี้ไม้ มือขวาส่งเมนูให้อีกฝ่าย

            "เดี๋ยวสิ ยังไม่ได้ดูเมนูเลย" ฟ้าหัวเราะ เธอรับเมนูมาพลิกดูแม้จะเคยกินบ่อยและกินจนครบทุกเมนูแล้วก็ตาม ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานที่ปราดมายืนยิ้มกดดันแขกอยู่ข้างโต๊ะ "เอาราเมนหมูอบซีอิ๊วฮิมิตสึเพิ่มเส้นเพิ่มหมูเพิ่มน้ำซุปที่นึงค่ะ แล้วก็เกี๊ยวซ่าสิบสองชิ้นด้วย"

            "เดี๋ยวๆ เราไม่กินเกี๊ยวซ่านะ !" เด็กหนุ่มรีบท้วงเมื่อได้ยินเพื่อนสาวสั่ง

            "เราไม่ได้สั่งมาให้จ้าดนี่หว่า" เด็กสาวหน้าคมเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย "เราสั่งมากินเอง"

            "หา !?"

            "แล้วท่านนี้จะเอาอะไรคะ"

            "อะเอ้อ.... สักครู่นะครับ" หลานชายหมอผีใหญ่ต้องรีบหุบขากรรไกรที่ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงและดึงสายตาที่จ้องค้างไปยังใบหน้าเปื้อนยิ้มของเพื่อนสาวกลับมายังเมนูเมื่อรอยยิ้มกดดันแขกของพนักงานเล็งลัคนามายังเขา "งั้นผมเอา.... มะจังเมนครับ อันที่ถูกที่สุดนี่แหละ พอดีเพื่อนจะเลี้ยงไม่อยากรบกวนเขามาก"

            "เอ้ย ไม่ต้องคิดมากน่า" ฟ้าขัดขึ้นทันที "อยากกินอะไรกินเลย เราบอกว่าจะเลี้ยงก็ต้องเลี้ยงให้อิ่ม"

            "ไม่เป็นไรๆ เราไม่อยากรบกวนฟ้ามาก"

            "เอ้ย อยากกินอะไรก็กินสิ จะมาเกรงใจกันทำไม"

            "ก็บอกว่าไม่เป็นไรจริงๆ อีกอย่างเราชอบราเมนนี้อยู่แล้วด้วย...."

 

            "สรุปว่าจะเอามะจังเมนใช่มั้ยคะ"

            การโต้เถียงว่าด้วยความเกรงใจต้องหยุดลงเมื่อพนักงานสาวขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา สองหนุ่มสาวพยักหน้าหงึกๆให้เธอ ก่อนที่หญิงสาวจะเดินจากไป

 

            "โหดจังแฮะ" ฟ้าเอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาคมเหลียวมองเผื่อคนที่ถูกอ้างถึงจะกลับมา

            "ว่างั้น" หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า "น่าจะทำแบบร้านมิอาจิราเมน ให้ลูกค้าอ่านเมนุสักแป๊บนึงค่อยมารับรายการอาหาร"

            "แต่บางสาขาก็ทิ้งลูกค้าเลยนะเว้ย" เด็กสาวหน้าคมแย้ง "เราเคยไปอยู่ครั้งนึง นั่งก็แล้ว ยกมือเรียกก็แล้ว ไม่มีใครสนใจเลย กว่าจะมารับเมนูได้ก็หิวเกือบเป็นลมแล้ว"

            "เอาน่า ได้อย่างเสียอย่างแหละ"

            "เอ้อ ว่าแต่" ฟ้าเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเพื่อนหนุ่มเงียบไป "ได้ยินข่าวรึเปล่า ที่ว่าม.5 มีนักเรียนแลกเปลี่ยนมา"

            "นักเรียนแลกเปลี่ยน ?" จ้าดทวนคำอย่างงงๆ "จากประเทศอะไร"

            "จากฮิมิตสึ"

            "ผู้ชายหรือผู้หญิง"

            "ได้ยินว่าเป็นผู้หญิงนะ เป็นสาวแว่นน่ารักด้วย"

            "เอ้ยจริงง่ะ"

 

            ดวงตาตี่ๆของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นเต้น ฮิมิตสึเป็นประเทศเกาะอยู่ริมชายฝั่งทะเล ห่างจากสารขัณฑ์ไปทางตะวันตกเกือบสี่พันกิโลเมตร ประเทศนี้ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของทวีป และอีกด้านหนึ่งก็เป็นประเทศที่ส่งออกสิ่งบันเทิงที่ได้ชื่อว่าน่ารักที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มตื่นเต้นมากที่สุดก็คือ ผู้หญิงส่วนใหญ่ของประเทศนี้ล้วนหน้าตาดีแถมกิริยามารยาทเรียบร้อยน่าทะนุถนอมกันทุกคน ภาพสาวแว่นหงุมหงิมผิวขาวใสซื่อบริสุทธิ์ผุดขึ้นมาในมโนภาพของเขาทันที

 

            "แน่ะ รู้นะเว้ยว่าคิดอะไรอยู่" น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ของเพื่อนสาวทำเอาจ้าดสะดุ้งเฮือก

            "เปล่านี่ เปล่าๆ" เด็กหนุ่มรีบโบกไม้โบกมือแก้เป็นพัลวัน ในขณะที่รอยยิ้มแสยะบนใบหน้าของฟ้ายิ่งกว้างขึ้นอีก "ยังไงเราว่าถึงจะน่ารักแค่ไหน แต่ฟ้าก็น่า...."

            "อ้าว มาแล้ว"

 

            ประโยคเด็ดของจ้าดถูกขัดจังหวะอีกครั้งเมื่อชามที่มีราเมนอัดอยู่จนพูนถูกพนักงานสาวคนเดิมยกมาวางไว้ตรงหน้า เด็กหนุ่มหน้าดุมองค้อนหญิงสาวเล็กน้อยก่อนจะอ้าปากหมายจะพูดต่อ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนสาวซึ่งคว้าตะเกียบมาฉีกซองก่อนจะตั้งต้นเขมือบราเมนที่ถูกปกคลุมจนมิดด้วยหมูอบด้วยความเร็วอันน่าตกใจแล้ว เขาก็เบี่ยงไปหยิบตะเกียบมาแกะซองบ้าง หลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้า แม้ในห้องจะเป็นสาวห้าวผู้แกร่งกล้า แต่แท้จริงแล้วฟ้ายังคงน่ารักไม่เปลี่ยนไปจากตอนที่เขาเพิ่งรู้จักเธอเมื่อสิบกว่าปีก่อนเลย....

 

            แต่ก่อนที่เขาจะได้พุ้ยราเมนของเขาเข้าปากบ้าง เสียงระเบิดหนักๆก็ดังก้องมาจากที่ไกลๆ และเสี้ยววินาทีต่อมา ไฟฟ้าทั้งห้างก็ดับพรึ่บ เตาไฟฟ้าในห้องครัวเงียบเสียงลงอย่างกะทันหัน แม้แต่แอร์ก็ค่อยๆเบาเสียงลงก่อนจะเงียบกริบในที่สุด ผู้หญิงกรีดร้องกันระงม ในขณะที่ผู้ชายอุทานอย่างตกใจ อย่างไรก็ตาม ไฟฉุกเฉินซึ่งติดอยู่ทุกระยะเกือบสิบเมตรก็สว่างขึ้น ให้แสงสีเหลืองอมส้มพอมองเห็นได้สลัวๆ

 

            "เฮ้ย !?"

            เสียงอุทานดังลั่นของจ้าดกระชากทุกคนในร้านให้หันขวับมามอง เด็กหนุ่มนั่งหมิ่นเหม่อยู่ที่ขอบเก้าอี้ ปากอ้าค้าง ดวงตาตี่เบิกกว้างเกือบเท่าไข่ห่าน จ้องมองเด็กสาวหน้าคมซึ่งชะงักอยู่ในท่าคีบเส้นราเมนเกือบครึ่งชามที่เหลือเตรียมใส่ปากในครั้งเดียวตาค้าง ฟ้ามองซ้ายมองขวาอย่างทำอะไรไม่ถูกอย่างสองสามวินาที ก่อนที่เธอจะรีบทิ้งเส้นเกือบครึ่งชามนั้นกลับลงไปในชามทันทีจนน้ำซุปกระจาย

 

            "จ้าด" เด็กสาวกระซิบเรียกเพื่อนหนุ่มอย่างโกรธๆ "ร้องหาพระแสงอะไรวะ เราอายนะ !"

            "ปละ.... เปล่า.... คือ....."

 

            จ้าดพูดตะกุกตะกัก เขาจะไปบอกเพื่อนสาวได้อย่างไรว่าเมื่อครู่เขาเห็นใบหน้าของเธอเน่าเฟะราวกับคนตายมาแล้วเกือบสองอาทิตย์ เบ้าตาลึกโหลสวนทางกับดวงตาที่ไหลย้อยออกมาอย่างน่าสะอิดสะเอียน และที่ทำให้เด็กหนุ่มแหวะมากที่สุดคือปากที่เหลือแต่หนังเน่าๆติดกับขากรรไกรที่ละลายกลายเป็นน้ำหนองเกือบหมดแล้วและอ้าค้างราวกับไม่มีเส้นเอ้นยึด หนอนสีขาวคลานยุ่บยั่บอยู่ในปากราวกับเส้นราเมนที่เคี้ยวแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่เหลือบมองราเมนในชาม เขารู้สึกได้ว่าความอยากอาหารในสมองหายเกลี้ยง

 

            "เป็นอะไรรึเปล่า" ฟ้าขมวดคิ้ว "จ้าดดูแปลกๆไปนะ"

            "ปละ.... เปล่านี่.... ไม่มีอะ.... จะทำอะไรวะ !?"

 

            คนทั้งร้านซึ่งเริ่มจะทยอยกันลุกออกจากที่นั่งมีอันต้องหันขวับกลับมามองเด็กหนุ่มหน้าดุอีกครั้งราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นจับหัวบิดเมื่อจ้าดลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงที่ดังกว่าอุทานเมื่อครู่เสียอีก ฟ้าถึงกับผงะจนเก้าอี้แทบล้มคว่ำ ดวงตาคมจ้องมองเพื่อนหนุ่มอย่างงุนงงระคนตื่นตระหนก สลับกับมองหาอะไรสักอย่างในอากาศธาตุห่างออกไปจากเก้าอี้เธอไม่ถึงเมตรซึ่งจ้าดกำลังจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

 

            "จ้าด เป็นอะไร !?"

            "เมื่อกี้เราเห็น...." หลานชายหมอผีใหญ่ตอบช้าๆ "เห็นเงาร่างสีดำๆเดินเข้ามาหาฟ้า...."

            "หา อะไรนะ !?"

 

            จ้าดเม้มปาก เขาไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด เงานั้นไม่ได้เพียงเดิมเข้ามาหาเพื่อนสาว หากเงื้อมือที่มองเห็นเป็นเพียงเงาเลือนรางสีดำเข้ามาหาเธอด้วย เด็กหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง คำพูดของกล้วยเมื่อตอนเลิกเรียนดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท

 

            'และถ้าเจออะหยังแปลกๆล่ะก็ อย่าชะล่าใจ อย่าคึดว่าตัวเองเก่ง อย่าคึดจะยะเก่งอวดฟ้า รีบหนีออกจากที่นั่นทันทีแล้วโทรบอกข้าเจ้า เข้าใจก่อ'

 

            "ฟ้า กลับเหอะ ลางชักไม่ดีแล้ว !"

            "หา !?"

 

            เด็กสาวอุทานอย่างงุนงง แต่รู้ตัวอีกที เธอก็ถูกเพื่อนหนุ่มกระชากข้อมือลากถูลู่ถูกังออกไปจากร้ายราเมนโดยไม่สนใจเสียงว้ากของพนักงานซึ่งกำลังคิดเงินด้วยมือให้ทีละโต๊ะแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มวิ่งสุดฝีเท้าไปตามทางเดินที่มืดสลัว แทรกผ่านผู้คนไปยังบันไดเลื่อนซึ่งมีแสงสลัวๆจากไฟฉุกเฉินใหญ่บนหลังคาของห้างส่องถึง มือขวาที่ว่างอยู่ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ามาไล่หาหมายเลขของกล้วยอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

            ขาของจ้าดยิ่งเคลื่อนที่เร็วขึ้นเป็นสองเท่าเช่นเดียวกับนิ้วโป้งที่ไล่หาหมายเลขเมื่อเขาเห็นเงามืดๆสามสี่ร่างไล่ตามเขามาทางหางตา ร่างสูงโย่งดำทะมึนราวกับยักษ์ปักหลั่นยืนตระหง่านจ้องมองเขาออกมาจากหน้าต่างกระจกของร้านทุกร้านที่เขาวิ่งผ่าน เขาถึงกับชะงักเมื่อร่างเน่าเฟะร่างหนึ่งพุ่งมากระแทกกระจกบานที่ใกล้ตัวเขาที่สุดดังโครมใหญ่จนกระจกร้าวทั้งบาน หลานชายหมอผีใหญ่ขบกรามแน่น เขาเจอดีเข้าให้แล้ว.....

 

            แต่ก่อนที่จะไปถึงบันไดเลื่อนเพียงไม่ถึงห้าเมตร อะไรบางอย่างก็ยึดข้อเท้าของจ้าดเอาไว้จนเขาล้มคว่ำ ร่างของฟ้าถูกแรงเฉื่อยเหวี่ยงจนล้มคะมำกลิ้งหลุนๆไปกระแทกฐานไม้ของจอฉายหนังตัวอย่างทะลุเป็นโพรงดังกร๊อบ โทรศัพท์มือถือร่วงจากมือกระแทกพื้นก่อนจะดับแสงลงทันที เสียงผู้หญิงแถวนั้นกรีดร้องก่อนจะแตกกระจายไปยืนอยู่ข้างผนัง แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยสักคน เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยเพื่อนสาว แต่อะไรบางอย่างซึ่งยังคงยึดข้อเท้าของเขาเอาไว้แน่นกลับพยายามลากเขาไปในทิศทางตรงกันข้าม

 

            จ้าดสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าก่อนจะก้มลงไปมอง แล้วขนทั้งร่างกายของเขาก็มีอันต้องลุกซู่เมื่อเห็นมือแห้งเหี่ยวมีแต่หนังสีคล้ำหุ้มกระดูกกำรอบข้อเท้าของเขาแน่น เล็บยาวสีดำจิกลงไปในผ้าเนื้อหนาของกางเกงเครื่องแบบนักเรียน หลานชายหมอผีใหญ่พยายามข่มใจตัวเองไม่ให้มองตามแขนตอบลีบที่ยืดยาวเหยียดเกินมนุษย์เข้าไปยังมุมมืดๆอันเป็นต้นกำเนิดของมัน แต่กล้ามเนื้อคอและกล้ามเนื้อคุมลูกตากลับไม่ตอบสนองต่อสัญญาณข่มจิตข่มใจนั้นเลยแม้แต่น้อย แล้วดวงตาตี่สีดำสนิทของเด็กหนุ่มก็เบิกกว้างราวกับจะถลนออกมานอกเบ้าเมื่อเห็นว่าเจ้าของแขนคืออะไร....

 

            ร่างเหี่ยวแห้งซึ่งมองดูเหมือนหญิงชราอายุเกือบร้อยปีซุกตัวอยู่ในซอกเสาข้างร้านอาหารห่างจากตัวเขาไปเกือบห้าเมตร แต่โครงร่างนั้นกลับบิดเบี้ยวขดงอผิดรูปร่างราวกับมีคนจับหักและจับขยำเป็นก้อนกลมๆด้วยพลังมหาศาล ต้นขาไปทาง น่องไปทาง แขนอีกข้างไปทาง พันกันไปพันกันมาอย่างน่าสยดสยอง หลานชายหมอผีใหญ่ยังมองหาต้นกำเนิดของแขนข้างที่ยื่นมายึดขาของเขาไว้ไม่เจอเลยด้วยซ้ำ ดวงตาสีแดงฉานของมันที่จ้องมองมาทางเขาอย่างหิวกระหาย ปากยิ้มแสยะเต็มไปด้วยฟันแหลมคมราวเข็มหมุด น้ำลายเหนียวๆไหลย้อยออกมาทางมุมปาก แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ มันค่อยๆคลายตัวออกจากวงขยุกขยุยของตัวมันเอง และใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่ค่อยๆจิกพื้นกระเบื้องคืบคลานเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆเสียแล้ว

 

            มือไวเท่าความคิด จ้าดรีบล้วงเข้าไปหยิบอีโต้ภายในเสื้อทันที แต่ร่างกายที่ประสบกับความกลัวถึงขีดสุดก็สั่นพั่บๆจนแทบไม่ทำตามคำสั่งจากสมอง มิหนำซ้ำกระดุมสายคาดมีดก็ติดแน่นแถมยังลื่นปรี๊ดด้วยเหงื่อกาฬ ยังไม่ทันที่เขาจะหยิบมีดออกมาได้ ยายแก่สยองขวัญก็คลานเข้ามาถึงตัวเขาเสียแล้ว มันกรีดร้องเสียงระคายแก้วหู ปากเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคมอ้ากว้างพร้อมกับที่ศีรษะเงยขึ้นเหมือนงูเตรียมฉก ดวงตาจ้องตรงมายังใบหน้าของหลานชายหมอผีใหญ่....

 

            "จ้าด !"

            ฟันแหลมคมของผียายแก่แขนยาวงับกันเองดังกร้วมเมื่อเป้าหมายถูกฉุดกระชากออกไปจากระยะโจมตีอย่างฉับพลัน เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งเพิ่งจะพ้นอันตรายมาหมาดๆเงยหน้ามองผู้ที่มาช่วยชีวิตเขาซึ่งยังคงขยุ้มคอเสื้อด้านหลังของเขาเอาไว้แน่น ฟ้านั่นเอง เด็กสาวอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก ใบหน้าสวยคมฟกช้ำ เลือดสีแดงเข้มไหลออกมาจากใต้ไรผม เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลถลอกจากเศษไม้

 

            "ฟ้ามองเห็นผีตนนั้นด้วยเหรอ"

            "ก็เพิ่งจะ.... จ้าดระวัง !"

 

            ฟ้ากรีดร้องเสียงแหลม เด็กหนุ่มหน้าดุหันกลับไปด้านหลังได้ทันท่วงที เสี้ยววินาทีต่อมา ผียายแก่ก็เด้งตัวขึ้นจากพื้นราวกับงู ฟันแหลมเฉียดแขนขวาของหลานชายหมอผีใหญ่ไปเพียงนิดเดียว หญิงชราลงกระแทกพื้นก็หันขวับกลับมาจ้องเด็กหนุ่มตาถลน แต่วินาทีต่อมา โฟกัสของมันก็เปลี่ยนไปเป็นเด็กสาวหน้าคมซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มันหดตัวลงเล็กน้อยคล้ายจะรวบรวมกำลัง ก่อนที่ร่างแหลกแหลวบิดเบี้ยวจะเด้งตัวขึ้นจากพื้นอีกครั้ง ไวเท่าความคิด จ้าดกระชากตัวเพื่อนสาวหลบออกด้านข้าง ก่อนที่มีดอีโต้เล่มใหญ่จะสับฉับลงใส่ลำคอที่ปกคลุมด้วยผมกระเซิงสีหงอกขาวของปีศาจยายแก่อย่างแม่นยำ

 

            เกิดเสียงฉัวะเมื่อมืดเฉือนผ่านลำคอจนขาดสะบั้น แรงเฉื่อยพาร่างแหลกเหลวไปร่วงลงกระแทกพื้นเกือบหนึ่งเมตรเบื้องหลังเด็กหนุ่มหน้าดุ แขนหักงอของมันตะเกียกตะกายคว้าข้อเท้าเขาหมับ แต่เพียงดิ้นรนอยู่ไม่กี่วินาทีมันก็แน่นิ่ง ก่อนที่จะสลายหายไปกับอากาศธาตุ ทิ้งเอาไว้เพียงรอยขาดบนกางเกงเนื้อหนาสีดำของหลานชายหมอผีใหญ่เท่านั้น

 

            อีกเกือบสองสามวินาทีต่อมาทีเดียวกว่าโสตประสาทของทั้งจ้าดและฟ้าจะกลับมาได้ยินเสียงจากรอบข้างอีกครั้ง พวกเขาเพิ่งจะรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปทำให้คนเดินห้างคนอื่นๆตกใจเพียงใด ทั้งที่จู่ๆก็ล้มกลิ้ง จู่ๆก็ควักมีดอีโต้ออกมาเหวี่ยง รู้ตัวอีกที ข้อมือของเด็กหนุ่มหน้าดุก็ถูกยามของห้างจับเอาไว้แน่นเสียแล้ว

 

            "วางอาวุธด้วยครับ อย่าขัดขืน" ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปีในเครื่องแบบสีเทาพูดเบาๆ "แล้วกรุณาตามมาที่ห้องทำงานผมด้วย ผมคงต้องแจ้งตำรวจจับคุณด้วยข้อหาก่อความวุ่นวายและพกอาวุธ"

            "เดี๋ยวพี่ เดี๋ยว !" จ้าดหน้าตาตื่น "เมื่อกี้มีผีเล่นงานผม พี่ไม่เห็นเหรอ !?"

            "ผี ?" ยามทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนที่เสียงของเขาจะเคร่งเครียดขึ้น "อย่ามากล่าวหากัน ห้างนี้ไม่เคยมีผีหรือมีคนเห็นผี เราวางระบบป้องกันเอาไว้แล้ว ตามผมมาดีๆเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นผมจะแจ้งความเรื่องทำให้เสียชื่อเสียงด้วย"

 

            หลานชายหมอผีอ้าปากค้าง เขานึกถึงคำเตือนของกล้วย หากเขามองเห็นผีแต่คนอื่นไม่เห็น หรือคนอื่นเห็นอะไรที่เขาไม่เห็น แปลว่าผีที่กำลังหลอกเขาอยู่ไม่ใช่ผีธรรมดา....

 

            "แต่ผมเห็นจริงๆ....."

            เสียงของจ้าดขาดหายไปในลำคอเมื่อเขามองเห็นผีร่างกายแหลกเหลวเหมือนยายแก่ที่เพิ่งจะหายไปเมื่อครู่อีกสี่ตนกำลังคืบคลานเข้ามาจากเบื้องหลังชายหนุ่มในเครื่องแบบสีเทา ทั้งสี่ตนมีใบหน้าต่างกัน ตนหนึ่งเป็นหญิงสาว ตนที่สองเป็นชายวัยกลางคน ตนที่สามเป็นชายแก่ ส่วนตนที่สี่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเด็กหญิง แต่สิ่งที่ทั้งสี่ตนเหมือนกันคือฟันแหลมคมราวกับเข็มที่อัดแน่นอยู่เต็มปากและเคลือบด้วยน้ำลายสีเหลืองไหลย้อย....

 

            "พี่จะอยู่ก็อยู่ไปคนเดียวเถอะ ผมไปล่ะโว้ย....."

            ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สะบัดเพียงครั้งเดียว เด็กหนุ่มหน้าดุก็หลุดจากมืออันแข็งแกร่งราวคีมเหล็กของยาม มือซ้ายคว้าข้อมือฟ้าก่อนที่จะลากเธอไปยังบันไดเลื่อนและกระโจนลงไปทันที ยามหนุ่มขยับจะวิ่งตาม แต่ทันทีที่หันหลัง เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเงาเลือนรางของปีศาจทั้งสี่ในระยะประชิด พนักงานรักษาความปลอดภัยมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่จะกรีดร้องเสียงหลงไม่เป็นภาษามนุษย์ ก่อนที่ผีเด็กหญิงจะดีดตัวขึ้นจากพื้นเข้างับกร้วมที่คอหอย

 

            "จ้าด ! ยามคนนั้นถูกผีเด็กกัดคอไปแล้ว เลือดไหลเพียบเลย !"

            เสียงกรีดร้องของลูกค้าหญิงบนชั้นหกทำให้ฟ้าทันหันกลับไปเห็นภาพสยองขวัญพอดี เธอพยายามรั้งเพื่อนหนุ่มเอาไว้ด้วยอยากช่วยยามเคราะห์ร้าย สัญชาตญาณการช่วยเหลือในส่วนลึกของจิตใจจ้าดก็ปะทุขึ้นเช่นกัน แต่ภาพเลือดสีแดงฉานไหลกระฉูดจากเส้นเลือดแดงใหญ่คอที่ถูกกัดขาดของยามหนุ่มเคราะห์ร้าย และปีศาจทั้งสี่ตัวที่แยกเขี้ยวใส่ก่อนจะกระโจนลงบันไดเลื่อนตามมาทันทีทำให้เด็กหนุ่มกลับทิศทางการเคลื่อนที่เป็นกระโดดลงบันไดทีละสองขั้นโดยไม่แม้แต่คิดจะเหลียวหลังกลับไปมอง ต่อให้ช่วยก็ไม่รอด และเขาก็จะไม่รอดเหมือนกัน

 

            ไม่มีผีตนไหนปรากฏตัวขึ้นมาดักหน้าตลอดทางจากชั้นหกลงมายังชั้นสอง และเมื่อมาถึงชั้นสอง แม้แต่คนก็ยังแทบไม่มี ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะออกจากห้างไปเรียบร้อยแล้ว แต่เพียงไม่กี่เมตรก่อนที่ฟ้าและจ้าดจะออกไปได้ ประตูกระจกทั้งแปดบานซึ่งเชื่อมระหว่างตัวห้างกับสถานีรถไฟฟ้าก็ปิดปึ้งเข้าข้างใน ก่อนที่กลอนด้านบนและด้านล่างจะสับลงดังแกร๊กพร้อมๆกัน เด็กหนุ่มหน้าดุปล่อยมือเพื่อนสาวก่อนจะใช้ความเร็วที่วิ่งมาโถมตัวเข้ากระแทกประตูเต็มแรง แต่ไร้ผล ประตูไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย กระทั่งกระจกก็ยังไม่มีรอยแตกร้าว พวกเขาถูกขังเสียแล้ว

 

            "จ้าด ทำไงดีวะ" ฟ้าถามเสียงสั่น "ทำไมผีร้ายน่ากลัวแบบนั้นถึงออกมาอาละวาดได้เนี่ย...."

            "ฟ้า มีเบอร์กล้วยมั้ย" หลานชายหมอผีใหญ่ถามกลับโดยไม่ตอบคำถามของเพื่อนสาว เพราะเขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเช่นกัน "โทรหากล้วยหน่อย กล้วยช่วยเราได้แน่"

            "กล้วยไม่มีมือถือนี่"

 

            จ้าดกุมขมับ เขาลืมไปเสียสนิทว่าตานีสาวไม่มีโทรศัพท์มือถือ มิน่าถึงหาหมายเลขไม่เจอสักทีทั้งที่ชื่อก็ขึ้นต้นด้วย ก ไก่

 

            "งั้นโทรไปเบอร์บ้านเรา กล้วยควรจะถึงบ้าน...."

            เสียงเหมือนอะไรร่วงลงกระแทกพื้นสี่ครั้งซ้อนจากด้านหลัง จ้าดและฟ้าหันขวับ แล้วเหงื่อกาฬก็ผุดพราวจากไรผมเมื่อเห็นร่างสูงตระหง่านเหมือนยักษ์ที่ดำมืดตั้งแต่หัวจรดเท้าจนมองไม่เห็นหน้าตาค่อยๆลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะเดินลากเท้าเข้าหาพวกเขาช้าๆอย่างข่มขวัญ เสียงเท้าเน่าเปื่อยถูกบดลงกับพื้นดังแหมะเหมือนเหยียบลงไปบนโคลน ทิ้งรอยของเหลวเอาไว้เป็นทาง กลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลชวนสะอิดสะเอียน

 

            แต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มหน้าดุจะคิดทำอะไรต่อไปได้ เสียงโครมก็ดังขึ้นอีกครั้งเมื่ออสุรกายร่างแหลกเหลวทั้งสี่ตนร่วงผ่านช่องว่างกลางห้างลงมากระแทกเบื้องหลังผีร่างยักษ์สี่ตนนั้น มันยันตัวลุกขึ้นยืนสี่ขา แสยะปากแยกเขี้ยวแหลม ก่อนจะเด้งตัวข้ามหัวผีร่างยักษ์และพุ่งพรวดเข้าใส่จ้าดและฟ้าทันที

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ผลักเพื่อนสาวไปด้านหลังก่อนจะเอาตัวเข้าบังเธอไว้ อีโต้เงื้อสูงอยู่ในมือพร้อมจะสับคอผีตนใดก็ตามที่เข้ามาถึงเขาเป็นตนแรกแม้จะรู้ว่าคงไม่มีหวัง แค่ตนเดียวยังแทบหืดขึ้นคอ นี่สี่ตน แถมตนหนึ่งยังฆ่ายามด้วยการกัดเพียงครั้งเดียวมาแล้วเสียด้วย

 

            เด็กหนุ่มหายใจถี่ หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุซี่โครงออกมานอกอก ดวงตาจ้องตรงไปยังผีทั้งสี่ตนซึ่งยามนี้อยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึงสามเมตรและกำลังเตรียมจะกระโจนเข้าใส่เขาในคราวเดียว พวกมันปิดทางด้านหน้าของเขาเอาไว้ทั้งหมดในขณะที่ด้านหลังก็มีประตูกระจกกั้นอยู่ เขาไม่มีทางหลบหรือหนีอีกแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ภาวนากราบลาพ่อแม่ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ชีวิตของเขาคงไม่รอดพ้นวันนี้เสียแล้ว....

 

            แต่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่อสุรกายร่างแหลกเหลวทั้งสี่จะกระโจนเข้าใส่เป้าหมาย กระจกประตูห่างจากจ้าดไปทางซ้ายเกือบสองเมตรก็แตกเพล้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วผีตนขวาสุดก็มีอันต้องกระเด็นลอยไปชนตนอื่นล้มนอนระเนนระนาดเป็นโดมิโน หน้าผากของมันทะลุเป็นรูโหว่เส้นผ่านศูนย์กลางกว่าครึ่งนิ้ว มันดิ้นทุรนทุรายอยู่เพียงไม่ถึงวินาทีก็แตกสลายออกเป็นฝุ่นผงก่อนจะหายวับ ผีร่างยักษ์ทั้งแปดตนชะงักกึกในขณะที่เพื่อนร่วมหมู่โจมตีแถวหน้าถอยกันกรูด แต่ความชื้นในใจจ้าดกลับพุ่งพรวดราวถูกราดด้วยน้ำหนึ่งแกลลอนเต็มๆ

 

            "กล้วย !"

            ยังไม่ทันที่จะมีใครในห้างสรรพสินค้าขยับตัว เสียงปืนก็ดังขึ้นอีกสามนัดซ้อน เก็บปีศาจร่างแหลกเหลวที่เหลืออยู่ทั้งสามตนภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที ร่างดำทะมึนเบื้องหลังเห็นเพื่อนร่วมงานเสียทีก็ย่างสามขุมเข้าหาเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมทันทีด้วยความเร็วอันน่าประทับใจกว่าตอนแรกมาก

 

จ้าดรีบกระชากแขนเสื้อเพื่อนสาวหวังจะหนีออกจากตัวอาคารทางกระจกหน้าต่างบานที่กล้วยยิงทะลุเข้ามา แต่ดูเหมือนขาของฟ้าจะถูกอะไรบางอย่างตอกตรึงอยู่กับพื้นเสียแล้ว แม้เด็กสาวหน้าคมจะไม่รู้สึกอะไรมากกับอสุรกายเขี้ยวแหลมร่างแหลกเหลวพวกนั้น แต่เธอไม่ถูกโรคเลยแม้แต่น้อยกับผีร่างดำมืดที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงพวกนี้ เด็กสาวยืนตัวแข็งราวถูกสาป ดวงตาคมฉายแววว่างเปล่าจ้องมองตรงไปยังเหล่าผีร้ายที่สืบเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ....

 

            หลานชายหมอผีใหญ่กระชับมีดเตรียมพร้อมหากผีร่างยักษ์ทั้งสี่ตนหลุดรอดสไนเปอร์ของกล้วยมาถึงตัวเขาได้ แต่ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง เงาร่างหนึ่งก็กระโดดจากเบื้องบนมาลงพื้นตรงหน้าเขา ตะเบงมานสีเทาที่ยาวจนดูเหมือนผ้าพันคอปลิวไสวขณะร่างนั้นบรรจุกระสุนใส่ปืนลูกซองกระบอกยาวเกือบเมตร อกใหญ่สั่นกระเพื่อมตามจังหวะการเคลื่อนไหวของแขนเมื่อเธอกระชากคันรั้งบรรจุกระสุนนัดแรกเข้ารังเพลิง

 

            "นาง !?"

            "รีบพาเพื่อนเธอออกไปก่อน ตรงนี้พวกเราจัดการเอง !" ตานีสาวทรงโตตะโกนบอก เธอยกปืนขึ้นเล็งไปที่หัวของผีร่างยักษ์ตนที่อยู่ใกล้เธอที่สุดก่อนจะเหนี่ยวไกส่งลูกปรายฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ "องค์ราชินีเพคะ ตรงนี้กำลังจะเคลียร์ ตามลงมาได้เลยเพคะ !"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากจะถามเด็กสาวหน้าหวานว่าทำไมถึงมาที่นี่ได้ แต่อีกฝ่ายยกปืนขึ้นเหนี่ยวไกยิงปลิดชีวิตหลังความตายของร่างดำทะมึนสามตนรวดก่อนที่จะวิ่งหายเข้าไปในความมืดของตัวห้าง ไม่กี่วินาทีต่อมา กล้วยก็พุ่งพรวดเหมือนทหารจู่โจมผ่านกระจกที่แตกเข้ามา เด็กสาวหน้าจืดอยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโดสีเทาเช่นเดียวกับนาง ตานีสาวกระชากซองกระสุนออกจากช่องก่อนจะเสียบซองใหม่และดึงคันรั้งป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงอย่างรวดเร็ว

 

            "กล้วย เดี๋ยว !" จ้าดเรียกเพื่อนสาวซึ่งทำท่าจะวิ่งตามลูกน้องของเธอไป "ทำไมกล้วยถึงรู้ว่าเราถูกผีหลอกล่ะ !?"

            "ทีวีออกข่าวกันทุกช่องว่าห้างนี้ไฟดับ ระบบจับพลังงานวิญญาณก็แจ้งเตือนด้วย ข้าเจ้าผิดสังเกตก็เลยออกมา แล้วก็อย่างที่คึดแต๊ๆ" กล้วยตอบเสียงต่ำๆ "พาฟ้าออกไปเดี๋ยวนี้ ปิ๊กบ้านไปเลยก็ได้ ที่นี่บ่ปลอดภัย หมู่เฮาเสร็จการแล้วจะตามปิ๊กบ้านเอง ไปเจอกันที่บ้าน"

            "เดี๋ยวกล้วย แต่เราอยากช่วย...."

            "บ่ต้องย่ะบ่าจ้าดง่าว !" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับก่อนที่เพื่อนหนุ่มจะพูดจบประโยคเสียอีก "นายสู้พวกนั้นบ่ไหวนายก็หันแล้วนี่ อีกอย่าง ผู้ได๋จะดูแลฟ้าล่ะถ้านายมาช่วยข้าเจ้า"

 

            จ้าดชะงัก ก็จริงของราชินีตานี เขาปล่อยเด็กสาวหน้าคมซึ่งยังคงตกอยู่ในอาการช็อกเอาไว้แบบนี้ไม่ได้แน่นอน

 

            "ปิ๊กบ้านไป หมู่เฮาดูแลที่นี่เอง"

            กล้วยตัดบท และก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะเอ่ยอะไรขึ้นมาได้ทัน เธอก็หายตัววับไปโผล่อีกครั้งห่างออกไปเกือบสิบเมตร ก่อนที่จะหายไปในความมืดของตัวอาคาร ทิ้งจ้าดให้ยืนอยู่กับเพื่อนสาวหน้าคมสองคนในโถงหน้าห้างซึ่งสะท้อนแสงสุดท้ายของวันเป็นสีแดงฉาน

 

            "จ้าด เราว่าจ้าดควรจะไปช่วยกล้วยนะ" เสียงห้าวๆหากแตกพร่าจากด้านหลังทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่สะดุ้งเฮือก

            "ฟ้าหายช็อกแล้วเหรอ"

            "อะ อื้ม...." เด็กสาวตอบเบาๆ แม้ใบหน้าคมของเธอจะยังคงซีดเซียวแทบไร้สีเลือด "เมื่อกี้นี้กล้วยใช่มั้ย เด็กผู้หญิงธรรมดาสองคนจะไปสู้กับผีได้ไง ขนาดจ้าดยังสู้แทบไม่ได้เลยนะเว้ย"

            "เออ.... คือ.... เขาสองคนเป็น.... เขามีอะไรพิเศษอยู่นิดหน่อย" จ้าดยังไม่อยากบอกเพื่อนสาวเกี่ยวกับตานี อันที่จริง บอกไปฟ้าก็คงจะไม่เชื่ออยู่ดี "อีกอย่าง เขาก็มีอาวุธดีกว่าเราด้วย จัดการได้อยู่แล้ว"

            "แต่ยังไงเราก็คิดว่า....."

 

            "กรี๊ด................!!!"

            บทสนทนาของเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของกล้วยที่ดังก้องมาจากส่วนลึกของห้าง....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #45 wat_r (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 14:20
    ตอนนี้สนุก และหลอนมาก หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ขนาดอ่านตอนกลางวันแสกๆ
    #45
    0
  2. #13 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มกราคม 2558 / 03:52
    เจ้าจ้าดจะคู่ใครเราไม่สนเพราะหนูฟ้าก็น่ารัก ฮาฮาฮา



    ใคร! ใครทำหญิงกล้วยกลัว!! ข้าจะฆ่าล้างมานนนนน!!



    ________________________________________________

    *อ่านไป คิดไป(พลังจินตนาการของข้าช่างล้ำเริศ) กลัวเอง



    โอ้! แม่เจ้า!! หนูนอนไม่หลับหัวใจมันกระสับกระส่าย หลอนแท้!!!

    #13
    0