ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 49 : ปฏิบัติการลับท่ามกลางผีร้ายนับร้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 ก.พ. 58

            เสียงแตรรถดังแป๊นลั่นเหมือนช้างตกมันร้องหาคู่ผสมพันธุ์ ประสานกับเสียงเครื่องยนต์รวมทั้งหมดยี่สิบสี่สูบ เสียงร้องคำรามแหลมยาวที่เดาไม่ถูกว่าจะโกรธแค้น หิวโหยหรือสนุกสนานดีของอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีก และเสียงเครื่องยนต์เจ็ตขนาดเล็กที่ติดอยู่บนหลังดังก้องสะท้อนผนังคอนกรีตของอุโมงค์ใต้ดินจนแทบถล่มทลาย เสียดแทงเข้าไปในแก้วหูของหนึ่งตานี หนึ่งวิญญาณหิมะและอีกสองมนุษย์จนกระดูกค้อนทั่งโกลนแทบร้าว แต่ไม่มีใครมีกะจิตกะใจหาอะไรมาปิดหูเลยสักคน ด้วยรู้ดีว่าหากสมาธิวอกแวกจากการขับรถ หรือสำหรับคนนั่งข้างอย่างยูคิและน้ำว้าคือการหันเหสมาธิของคนขับไปเพียงนิดเดียว พวกเขาอาจโดนกระหังรุมทึ้งจนเหลือแต่กระดูกเหมือนปิรันย่ารุมเหยื่อเคราะห์ร้ายที่ตกลงไปในแม่น้ำออนสะแมร์ในทวีปอมาริเกย์ใต้ก็เป็นได้.....

 

            “รุ่นพี่จ้าดระวัง !

            ยังไม่ทันขาดคำ เด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องก้มหัวหลบแทบไม่ทันเมื่อกระหังตนหนึ่งเร่งเครื่องขึ้นมาเทียบห้องคนขับก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาหาเนื้อสดๆด้านใน จ้าดเหวี่ยงศอกฟาดท้ายทอยมันดังพลั่กก่อนจะคว้าคอมันเหวี่ยงกลับออกไปนอกตัวรถ กระหังเคราะห์ร้ายร่วงลงไปขวางล้อหลังของหัวลากพอดี เด็กหนุ่มนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงดังโพละเมื่อร่างของอสุรกายติดเจ็ตถูกล้อยางเส้นผ่านศูนย์กลางเมตรครึ่งบดขยี้ลงกับพื้น กลิ่นเลือดเก่าเหม็นเน่าคละคลุ้ง

 

            แต่เมื่อเขาหันกลับมามองทางข้างหน้าอีกครั้ง หลานชายหมอผีใหญ่ก็ตระหนักว่ายามนี้เขาเคราะห์ร้ายไมแพ้กระหังตนเมื่อกี้ไปเท่าใดนัก เพียงไม่กี่วินาทีที่เขาก้มหลบ อุโมงค์ก็กลายเป็นทางโค้ง เด็กหนุ่มหน้าดุหักพวงมาลัยขวับ แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ล้อยางกรีดเสียงเอี๊ยดขณะรถพ่วงคันยาวแฉลบข้าง ชนโครมเข้ากับผนังคอนกรีตก่อนจะแถเบียดมันไปด้วยความเร็วที่ยังคงมีอยู่ เสียงตัวถังเหล็กเสียดสีกับผนังอุโมงค์ดังแสบแก้วหู

 

            จ้าดพยายามหักรถออกมากลางอุโมงค์อีกครั้ง แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นกำลังจะมาเยือนเขา การชนและการเสียดสีกับอุโมงค์ทำให้เหล่ากระหังทิ้งระเบิดที่บินช้ากว่าไล่ตามมาทัน และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ระเบิดแสวงเครื่องก็หล่นตูมลงห่างจากตัวรถไปเพียงไม่ถึงห้าเมตร เปลวเพลิงและแรงอัดอากาศกระชากผิวด้านนอกของประตูด้านคนขับหลุดไปทั้งยวง

 

            “ซวยแล้ว.....!” หลานชายหมอผีใหญ่พูดลอดไรฟันที่ขบกันแน่นอย่างสยองขวัญ “ยูคิทำอะไรสักอย่างไม่ได้เลยเหรอ !?

            “พยายามอยู่ค่ะ !” เด็กสาวชาวฮิมิตสึร้องตอบ เธอเปิดกระจกก่อนจะยื่นดาบลำแสงของเธอออกไปฟันสะเปะสะปะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก “ทำยังไงดีคะ แบบนี้ต้นกล้วยเละแน่ๆเลย !

            “ถ้าออกจากอุโมงค์ไปจะสบายกว่านี้มั้ยเนี่ย !?

 

            จ้าดถามไปงั้นเอง เขาพอจะประมาณจากเวลาที่ขับมาได้ว่ายังเหลืออีกราวห้ากิโลเมตรกว่าจะถึงทางออก ด้วยความเร็วระดับนี้ต้องใช้เวลาอีกเกือบสิบนาที ซึ่งถ้ายังหาทางทำอะไรกระหังทิ้งระเบิดพวกนี้ไม่ได้ล่ะก็ ต้นกล้วยของกล้วยและอีกสองต้นที่ไม่รู้ว่าของใครคงได้เละก่อนแน่นอน

 

            วิญญาณหิมะสาวอ้าปากจะตอบรุ่นพี่หนุ่มแม้เธอเองก็ไม่รู้คำตอบ แต่ก่อนที่คำพูดใดๆจะหลุดรอดจากริมฝีปาก มันก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องเมื่อระเบิดลูกใหญ่ร่วงลงมาระเบิดตูมอยู่ข้างประตูรถฝั่งจ้าด เปลวไฟสีส้มปะทุวาบพร้อมแรงระเบิดมหาศาล รถพ่วงคันใหญ่เสียหลักลอยขึ้นราวกับไร้น้ำหนัก เอียงวูบเกือบเก้าสิบองศาก่อนจะร่วงโครมลงอัดก๊อบปี้กับพื้น แรงเหวี่ยงกระชากตัวจ้าดจนเข็มขัดนิรภัยขาดผึง หลานชายหมอผีใหญ่ปลิวทะลุกระจกหน้าไปนอนกองอยู่กับพื้นคอนกรีต สีข้างและหน้าอกเจ็บร้าวราวกับถูกไฟแผดเผา ซี่โครงคงจะหัก..... หรือแปลง่ายๆสำหรับสถานการณ์ที่มีกระหังบินว่อนไปมาอยู่เต็มไปหมดแบบนี้ก็คือ เขาคงรอดยากเสียแล้ว

 

            จริงอย่างที่คิด ยังไม่ทันหายใจออกเฮือกที่สอง กระหังก็ร่อนลงมาโฉบเขาเหมือนแร้งเห็นศพ เด็กหนุ่มหน้าดุดึงปังตอคู่ใจออกจากเสื้อก่อนจะเหวี่ยงสะเปะสะปะพลางกระเสือกกระสนคลานเข้าหารถพ่วงที่คว่ำแอ้งแม้งอยู่ห่างออกไปเกือบสิบเมตร ยามนี้ตัวเองจะเป็นยังไงเขาไม่สนใจอีกแล้ว อย่างน้อยขอให้รุ่นน้องสาวกับต้นกล้วยรอดก็พอ.....

 

            คิดยังไม่ทันจบ จ้าดก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อกระหังตนหนึ่งลอดผ่านคมมีดปังตอเข้ามาได้สำเร็จก่อนจะฝังเขี้ยวลงบนแขนซ้ายท่อนบนและกระชากจนเนื้อฉีกออกไปเป็นแผลยาว เลือดสดๆไหลทะลักเหมือนท่อประปารั่ว หลานชายหมอผีใหญ่กัดฟันข่มความเจ็บปวดคว้าคอฝ่ายตรงข้ามก่อนจะเหวี่ยงมีดตัดคอขาดสะบั้นในฉับเดียว เลือดเน่าๆสีดำคล้ำกระฉูดเหมือนน้ำพุ

 

            แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมากนัก กระหังตนเดียวนับเป็นขี้เล็บของจำนวนกระหังทั้งหมด และแผลบนแขนซ้ายก็ลดความเร็วการเคลื่อนที่ของเด็กหนุ่มลงไปอีกเกือบครึ่ง จ้าดดึงเสื้อกันหนาวของเขารัดปากแผลจนแน่นก่อนจะตะเกียกตะกายคลานต่อ เข้าถึงตัวรถได้ก็ใช้แขนที่บาดเจ็บพยายามควานหาในห้องคนขับที่แทบจะมืดสนิท หวังว่ายูคิคงรอดชีวิตจากการชนเมื่อกี้นะ.....

 

            แต่ก่อนที่จะควานเจอ เขาก็ต้องรีบกลิ้งหลบเมื่อกระหังสามตนพุ่งลงมาหมายฉีกเนื้อเขาไปกิน หลานชายหมอผีใหญ่เหวี่ยงปังตอหมายสับหลังให้ได้สักตน แต่ก็กลับต้องเป็นฝ่ายกระเด็นเสียเองเมื่อระเบิดอีกลูกหล่นตูมลงไม่ห่างออกไปนัก ร่างของเด็กหนุ่มลอยละลิ่วไปตกพลั่กลงบนโครงเหล็กรั้งต้นกล้วย เสียงกระดูกหักดังเหมือนปืนลั่นพร้อมกับความเจ็บปวดที่พุ่งจี๊ดจากชายโครงเข้าซ้ำเติมสมอง เด็กหนุ่มก้มลงมอง แล้วหนังหัวของเขาก็เย็นวาบเมื่อเห็นซี่โครงสองซี่ทิ่มออกมาจากเนื้อค้ำเสื้อขึ้นมาเป็นกระโจม สถานการณ์นี้แปลได้ง่ายยิ่งกว่าครั้งแรกเสียอีก เขาไม่รอดแน่.....

 

            จ้าดกระเสือกกระสนยันตัวลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่แล่นแปลบจากสีข้าง อก และแผลฉกรรจ์บนแขนก็ฉุดให้เขาเข่าอ่อนร่วงลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง เขาทันเห็นกระหังใกล้ตัวฉีกยิ้มกริ่มก่อนจะพุ่งเข้ามาหา หลานชายหมอผีใหญ่รวบรวมกำลังที่เหลืออยู่น้อยนิดเหวี่ยงปังตอสกัด คมมีดเฉาะหัวเหี่ยวย่นของอสุรกายจนเกือบขาดครึ่ง เลือดปนมันสมองสีคล้ำสาดกระจายอย่างน่าสยดสยอง

 

            แต่นั่นก็เพียงตนเดียว เพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีที่จ้าดกระชากใบมีดออก กระหังอีกตนก็โฉบมันโยนไปไกล เด็กหนุ่มหน้าดุพลิกตัวหมายพุ่งไปหยิบ แต่เขาก็ทรุดฮวบเมื่อซี่โครงที่หักบิดไปถากปอด และก่อนที่จะลุกขึ้นได้อีกครั้ง เขี้ยวของอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกก็งับกร้วมลงที่ท้อง จ้าดขบกรามกรอดก่อนจะกระชากมันออกไป แต่อีกตนหนึ่งก็กัดหมับที่แขน ตามด้วยอีกตนหนึ่ง อีกตนหนึ่ง และอีกตนหนึ่ง เด็กหนุ่มอ้าปากหอบหายใจ พยายามกลั้นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดแสนสาหัสซึ่งยามนี้จุกอยู่ที่คอหอย แต่ก็ไม่อาจห้ามเลือดสดๆที่ไหลรินจนชุ่มโชกชุดสีดำของเขาได้.....

 

            หลานชายหมอผีใหญ่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายสะบัดตัว ความเจ็บปวดประเดประดังกันพุ่งผ่านไขสันหลังเข้าสู่สมองทำเอาเขาเกือบหมดสติ แก้วหูลั่นวิ้ง ดวงตาพร่าพรายราวกับมีดาวฤกษ์หมดอายุระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาอยู่เบื้องหน้าสักร้อยดวง แต่ความเจ็บปวดนี้ก็ไม่สูญเปล่า เหล่ากระหังแตกฮือออกจากตัวเขาเหมือนนกแตกรัง เด็กหนุ่มฉวยโอกาสนี้ถีบตัวที่ลื่นด้วยเลือดของเขาเองลงไปยังหัวลากก่อนจะพยายามคลานเข้าไปซ่อน

 

            แต่ยังไม่ทันจะเข้าไปถึงครึ่งตัว จ้าดก็ต้องเย็นสันหลังวาบเมื่อมีมือแข็งแรงจับขาเขาหมับก่อนจะลากถูลู่ถูกังออกมาจากรถอีกครั้ง หลานชายหมอผีใหญ่พลิกตัวหวังจะดิ้นรนเฮือกสุดท้ายด้วยการใช้มือเปล่าสู้ แต่พลิกยังไม่ทันถึงครึ่งตัว พิษบาดแผลก็ฉุดเด็กหนุ่มให้ทรุดฮวบลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่เหลือแรงจะลุกขึ้นอีกแล้ว ขณะกระหังกลุ้มรุมกันเข้ามาเหมือนฝูงไฮยีนา เด็กหนุ่มหน้าดุขบกรามกรอด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก นี่คือจุดจบของเขาหรือ ถูกทึ้งร่างจนกระจัดกระจายเหมือนหมาข้างถนนเนี่ยนะ.....

 

            “ออกไป !

            ก่อนที่กระหังตนแรกจะเข้าถึงตัว แสงสีฟ้าก็สาดวูบจนหลานชายหมอผีใหญ่ต้องหยีตา และเมื่อม่านตาปรับเข้ากับแสงได้ เขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวที่เขาคิดว่าตายไปแล้วยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าขาวมีแผลยาวตั้งแต่ขมับผ่านแก้มไปจนเกือบถึงคาง ชุดปฏิบัติการสีขาวยามนี้มีด่างดวงสีแดงเข้มเป็นหย่อม แต่ดาบลำแสงของเธอยังคงสว่างเรืองรองเช่นเดียวกับดวงตาหลังแว่นกรอบดำที่จ้องมองไปยังอสุรกายตนที่อยู่ใกล้ที่สุดเขม็ง พลังงานบางอย่างแผ่ออกรอบตัวเธอราวกัมมันตภาพรังสีจากแกนเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้าแสนคำ คิ้วรกของเด็กหนุ่มหน้าดุขมวดเข้าหากันน้อยๆ เขาจำได้ว่าเคยเห็นยูคิเป็นแบบนี้เพียงครั้งเดียว แต่ที่ไหนกันหนอ.....

 

            อาจจะเพราะข้าช่วยเปิ้นหื้อพ้นเงื้อมมือยูคิก็ได้เน่อ.....

            รุ่นพี่กล้ายอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ฉันเสียภาพลักษณ์หมด ก็แค่โกรธ.... ที่รอยกัดนั่นอาจจะเหลือเป็นแผลเป็นเท่านั้นเอง

            ห่วงสวย ว่าจะอั้นเถอะ

            จะว่างั้นก็ได้ค่ะ แต่ปกติแล้ว วิญญาณหิมะอย่างพวกฉันค่อนข้างถือเรื่องนี้ ถ้าร่างกายมีแผลจะถือว่าไม่เป็นมงคลแล้วก็เสียเกียรติมาก ปกติวิญญาณหิมะทั่วไปจะมีวิชารักษาอยู่ แต่ฉันอ่อนแอแบบนี้ก็เลยรักษาตัวเองไม่ได้ ก็เลยแค้นมากน่ะค่ะ

 

            ดวงตาตี่เบิกโพลงเมื่อบทสนทนาระหว่างรุ่นน้องสาวกับเด็กสาวผมหางม้าเมื่อครั้งไปช่วยกล้วยแวบเข้ามาในสมอง แม้ตอนนั้นเขาจะกึ่งหมดสติอยู่ แต่ก็พอจะจำเนื้อหาได้ว่าเสือสมิงปลอมถูกวิญญาณหิมะสาวสับเละเพียงใด คิดแล้วก็ให้รู้สึกสงสารกระหังขึ้นมาครามครัน พวกมันพลาดไปจู่โจมใส่เหยื่อที่อันตรายที่สุดในโลกเสียแล้ว.....

 

            กระหังเห็นเหยื่อเพิ่มมาอีกตนก็เปลี่ยนเป้าหมายทันที แต่พริบตาต่อมา ร่างสีคล้ำของอสุรกายตนแรกที่พุ่งเข้าจู่โจมก็ขาดสะบั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เลือดเน่าเหม็นสาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทางเฉียดใบหน้าของหลานชายหมอผีใหญ่ไปเพียงไม่ถึงเซนติเมตร ยังไม่ทันที่ผีร้ายจะทันได้ขยับตัว ใบดาบสีฟ้าเรืองแสงก็เฉือนขวางลำผ่านร่างของพวกมันจนขาดครึ่งอย่างง่ายดายราวกับผ่าเนย

 

            รู้ตัวว่าเสียเปรียบ เหล่าอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกก็เร่งเครื่องยนต์เจ็ตดึงตัวออกห่างฝ่ายตรงข้ามทันที ยูคิยืดดาบของเธอออกเป็นเคียวยาวเกือบสามเมตรก่อนจะเหวี่ยงตามไปติดๆ เสียบท้ายกระหังอ้วนใหญ่ตนหนึ่งทะลุออกปากเหมือนไก่ย่าง วิญญาณหิมะสาวเหวี่ยงมันอีกวูบกวาดอีกสองตนที่ลอยทะเล่อทะล่าหันรีหันขวางอยู่ไม่ห่างออกไปจากตนแรกนัก แล้วเคียวยักษ์ก็เปลี่ยนเป็นธนูคันเขื่องพอกันพร้อมศรเรืองแสงยาวเกือบสองเมตร ก่อนที่วิญญาณหิมะสาวจะง้างสายธนูเล็งไปยังกระหังที่ต่างก็บินหนีเหมือนผึ้งแตกรวงเบื้องบน

 

            แต่ก่อนที่ลูกศรจะออกจากแล่ง ยูคิก็สะดุ้งเฮือกเมื่อกระหังตนหนึ่งงับกร้วมลงที่ไหล่จากด้านหลัง นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวสะบัดมันออกก่อนจะเหวี่ยงธนูซึ่งยามนี้เปลี่ยนกลับเป็นดาบสั้นฟันมันขาดเป็นสองท่อนทันที แต่เพียงไม่ถึงวินาทีที่เธอหันหลัง ผีร้ายที่เคยตกเป็นเป้าธนูก็ตีวงวกกลับเข้ามาก่อนจะฝังเขี้ยวลงบนร่างของเธอตนละหนุบสองหนุบ วิญญาณหิมะสาวกัดฟันข่มความเจ็บปวดบิดตัวหมายสะบัดมันออกไป แต่กระหังเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่เหมือนกัน ก่อนที่เด็กสาวชาวฮิมิตสึจะทันออกแรง มันก็ผละจากไปเสียเองโดยไม่ลืมฉีกเนื้อหลุดออกไปเป็นก้อน

 

            วิญญาณหิมะสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มือซ้ายพยายามกดแผลที่ใหญ่ที่สุดบนไหล่ขวาไว้ขณะเลือดพรั่งพรูออกมาราวกับท่อประปาแตก ย้อมเสื้อปฏิบัติการสีขาวซึ่งเลอะฝุ่นกลายเป็นสีตุ่นๆจนแดงฉานในชั่วอึดใจ ยูคิกัดฟันข่มความเจ็บปวดเปลี่ยนดาบเป็นเคียวเล่มยักษ์อีกครั้งก่อนจะกวัดแกว่งไปมาหมายกวาดผีร้ายลงจากเพดานอุโมงค์ แต่กระหังเองก็รู้ว่าพวกมันชิงความได้เปรียบกลับมาอีกครั้งแล้ว พวกมันบินฉวัดเฉวียนหลบเคียวที่โบกสะเปะสะปะไปมาของยูคิอย่างคล่องแคล่ว และก่อนที่เด็กสาวผู้บาดเจ็บจะตอบโต้ได้ทัน คมเขี้ยวของอีกองตนก็ฝังลงบนร่างของเธอเสียแล้ว คราวนี้ที่ท้องจนทะลุ

 

            ยูคิทรุดฮวบลงอย่างช่วยไม่ได้ แม้เธอจะพยายามแข็งใจเอาไว้เพียงใด แต่ขาที่สั่นระริกราวกับเจ้าเข้าก็ไม่ยอมฟังเธอเลย ยามนี้เธอทำได้เพียงมองเหล่าอสุรกายที่ต่างก็กลุ้มรุมลงมาหาเธอ เขี้ยวสีเหลืองรุมล้อมเธออยู่ทุกทิศทุกทาง วิญญาณหิมะสาวหลับตาลง รอเวลาที่เขี้ยวเหล่านั้นจะปลิดชีวิตที่สองของเธอในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

            “เอื้อยยูคิ อ้ายจ้าด หมอบลง !

            เสียงสูงดังก้องทั่วอุโมงค์ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปืนลูกซองที่ระเบิดขึ้นติดๆกันเกือบสิบนัด กระหังที่รุมล้อมวิญญาณหิมะสาวแตกฮือออกไปคนละทิศคนละทางเมื่อลูกปรายสาดเข้าใส่ ฝากรอยแผลเอาไว้ตนละสี่ห้าแผล ยูคิเหลียวมองไปทางต้นเสียง แล้วเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาช่วยเธอคือใคร

 

            “น้ำว้า.... ฟ้า.....”

            “สุมานักๆเน่อ กว่าจะหาที่กลับรถได้ก็ไกลอยู่”

 

            ตานีน้อยผมสั้นยัดกระสุนเข้าปืนลูกซองก่อนจะกราดยิงสกัดเหล่าผีร้ายที่ทำท่าจะวกกลับมาหารุ่นพี่สาว ขณะฟ้าผู้สวมสนับมือและสนับเข่าพร้อมรบปราดเข้าประชิดตัวเธอ ใบหน้าคมฉายแววกังวล

 

            “เสียเลือดมาก ช่องท้องทะลุ” ว่าที่นักศึกษาแพทย์พึมพำเสียงหนักก่อนจะหันไปร้องถามรุ่นน้องสาว “น้ำว้า มียาสมานแผลเหลือมั้ย !?

            “ข้าเจ้าบ่มี มีแต่ที่โรงเก็บรถถัง !

            “งั้นก็แย่ ต้องหาทางเคลื่อนผู้ป่วยกลับด่วน....” เด็กสาวหน้าคมฉีกเสื้อกันหนาวตัวเก่งของเธอมารัดแผลห้ามเลือดให้รุ่นน้องสาวอย่างไม่ลังเล แต่ยูคิกลับหยุดมือเธอไว้

            “รุ่นพี่ฟ้า....” เสียงของวิญญาณหิมะสาวแหบแห้งและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ไปดูรุ่นพี่จ้าดก่อนเถอะค่ะ เขาหนักกว่าฉันเยอะ.....”

            “แล้วมันอยู่ไหนล่ะ”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึชี้มือไปยังส่วนโครงหลังรถพ่วง ฟ้าหันไปให้สัญญาณมือตานีน้อยก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งคลานไปยังโครงเหล็กบรรทุกต้นกล้วย ดวงตาคมเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนหนุ่ม จ้าดนอนจมกองเลือดหายใจรวยริน ซี่โครงที่หักทิ่มออกมาทำให้รูปร่างของเขาดูบิดเบี้ยว เขาดูราวกับกำลังจะตายได้ทุกเมื่อ แต่ก็โชคดีที่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ลงไปทิ่มปอด ไม่เช่นนั้นเขาคงตายไปนานแล้ว

 

            “จ้าด จ้าด ได้ยินเรามั้ย !?” เด็กสาวหน้าคมแตะตัวเพื่อนหนุ่มก่อนจะดันเบาๆ เธอโล่งอกขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายปรือตาขึ้นมอง

            “ฟ้า....” หลานชายหมอผีใหญ่พึมพำอย่างอ่อนระโหย “ออกไป.... หนีไป..... หนีไปซะ.....”

            “ไม่ต้องห่วง น้ำว้ามาด้วย แข็งใจไว้ก่อนนะเว้ย เดี๋ยวเราจะพาจ้าดกับยูคิออกไป”

 

            เด็กหนุ่มอ้าปากจะทัดทาน แต่คำพูดของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงครางเมื่อเพื่อนสาวฉีกเสื้อกันหนาวของเขาออกมารัดเหนือปากแผลจนแน่น เพียงไม่กี่อึดใจ แผลนับสิบแห่งบนร่างของเขาก็มีผ้ากอซจำเป็นพันเอาไว้เรียบร้อย รวมทั้งซี่โครงที่ทิ่มออกมาด้านนอกด้วย

 

            “จ้าดรออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวเราไปดูยูคิก่อน”

 

            ฟ้าวิ่งกลับไปหายูคิ เธอจัดการพันแผลให้รุ่นน้องสาวอย่างรวดเร็วพอๆกัน และด้วยแรงที่จัดว่าเหลือเชื่อสำหรับสาวว่าที่เฟรชชี่ สาวหมัดเหล็กก็ช้อนร่างผู้บาดเจ็บขึ้นหลังก่อนจะวิ่งเหยาะๆไปเก็บบนรถ เธอทำอย่างเดียวกันแต่ด้วยความเร็วที่น้อยกว่ากับจ้าด ด้วยน้ำหนักตัวที่มากกว่ากันเกือบสี่สิบกิโลกรัม ทำเอาขาเธอสั่นพั่บๆไม่หนีขาของวิญญาณหิมะสาวตอนทรุดลงไปเมื่อครู่เท่าไหร่นัก

 

            “น้ำว้า คนเจ็บขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว !” เด็กสาวหน้าคมโยนเพื่อนหนุ่มขึ้นรถได้ก็เหวี่ยงประตูปิดปัง ก่อนจะวิ่งกลับมาหาตานีน้อยซึ่งยังคงยิงกดกระหังอยู่อย่างขะมักเขม้น

            “เอื้อยฟ้าเอาปืนไป” น้ำว้ายัดปืนลูกซองใส่มือรุ่นพี่สาว ก่อนจะดึงกล่องกระสุนออกจากถุงปืนไปยัดใส่กระเป๋าเสื้อจนอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก ”ยิงคุ้มกันหื้อข้าเจ้าด้วย ข้าเจ้าต้องย้ายต้นกล้วย”

            “หา พี่ยิงไม่เป็นนะ !?

 

            ช้าไป เด็กหญิงผมสั้นวิ่งตื๋อออกไปเสียแล้ว ฟ้าหันรีหันขวางอย่างว้าวุ่น แต่เมื่อเห็นเหล่าอสุรกายที่ดาหน้ากันเข้ามาหา เธอก็เหนี่ยวไกรวดเดียวหมดแม็ก กระหังร่วงไปอีกสามตน ที่เหลืออีกเกือบยี่สิบตนลอยหนีกันกระเจิง แต่ก็เอียงตัวเลี้ยวกลับเข้ามาหาเธออีกครั้ง เด็กสาวหน้าคมรีบบรรจุกระสุนใหม่เข้าซองก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่าอีกครั้ง แต่เธอก็ต้องทรุดตัวลงหลบเมื่อผีร้ายสี่ตนจู่โจมเข้ามาหาเธอติดๆกัน กระด้งของตนหนึ่งเฉี่ยวเรือนผมของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            “น้ำว้า พอไหวมั้ย !?

            ฟ้าถอยเข้าไปหลังหัวรถ พลางร้องถามรุ่นน้องสาวซึ่งยืนประจำอยู่บนแท่นบังคับเครนด้านหลัง กระหังยังคงพุ่งตามติด แต่หัวรถและคานเหล็กยึดต้นกล้วยขนาดมหึมาก็พอป้องกันพวกเธอจากการโจมตีจากด้านหลังและด้านหน้าตรงๆได้บ้าง

            “อาจจะนานหน่อย เพราะต้องอัดต้นกล้วยสองต้นลงไปในช่องเดียว” เด็กหญิงตอบเสียงเครียด
“เอื้อยฟ้าช่วยยันไว้หน่อยเน่อ”

            “จะพยายามนะ !

 

            ยังไม่ทันขาดคำ กระหังสามตนก็ลดระดับลงจู่โจมหนึ่งมนุษย์หนึ่งตานีเหมือนเครื่องบินรบสมัยสงครามโลก ฟ้ายิงสวนไปนัดหนึ่ง กระสุนพุ่งเข้ากลางแสกหน้าผีร้ายตนหน้าสุดเต็มๆจนเซวูบไปชนโครงเหล็กดังโครมใหญ่ก่อนจะแตกโพละเหมือนแตงโมตกพื้น เลือดและอวัยวะภายในสีคล้ำสาดกระจายเกลื่อน ทำเอากระหังอีกสองตนที่ตามมาเลี้ยวผละไปแทบไม่ทัน แต่มันก็กระเซ็นลงมาโดนหน่วยขนต้นกล้วยทั้งสองด้วย กลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลจนแทบสลบ เด็กสาวหน้าคมเบ้ปากเมื่อเลือดสีคล้ำจนเกือบดำก้อนใหญ่ร่วงเผละลงมาใส่แขนเสื้อกันหนาวตัวเก่งของเธอ สงสัยคืนนี้กลับไปคงต้องอาบน้ำสักชั่วโมงแล้ว ไม่นับซักเสื้อกันหนาวด้วย

 

            อย่างไรก็ตาม ฟ้าก็รู้ดีว่ายามนี้ไม่ใช่เวลามาโอดครวญหรือขยะแขยง แม้จะเหลือกำลังพลเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามของที่ยกโขยงกันมาตอนแรก แต่กระหังยังคงวกกลับมาโจมตีพวกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้เพียงอย่างเดียว เด็กสาวขบกรามกรอด พวกมันเป็นโรคจิตชนิดย้ำคิดย้ำทำกันหรือไงนะ.....

 

            สาวหมัดเหล็กเหนี่ยวไกยิงต่อเนื่องจนหมดอีกชุด สอยกระหังร่วงลงมาได้อีกสอง ฟ้าหลบวูบเข้าหลังหัวรถก่อนจะล้วงกระเป๋าหากระสุน แต่ไขสันหลังของเธอก็เย็นวาบเหมือนโดนดึงออกไปแช่ไนโตรเจนเหลวเมื่อนิ้วของเธอสัมผัสได้ว่ามีกระสุนเหลืออยู่เพียงสี่นัด ไม่สิ สาม.... หรือไม่ก็สอง แต่ไม่ว่าจะสี่หรือสอง เมื่อเทียบอัตราการร่วงของกระหังที่สองหรือสามตัวต่อกระสุนเจ็ดนัดแล้ว กระสุนเพียงแค่นี้ไม่มีทางทำให้พวกเธอรอดไปจากเหล่าอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกที่เหลืออยู่เกือบยี่สิบตัวได้อย่างแน่นอน

 

            “น้ำว้า กระสุนเหลือสามนัด !

            “เสร็จพอดี บ่ต้องย่าน สามนัดก็เหลือแหล่แล้ว เอื้อยฟ้าวิ่งขึ้นรถไป !

 

            เด็กหญิงกระโดดลงจากแท่นควบคุม เธอฉวยปืนจากมือรุ่นพี่สาว ผลักเธอไปทางหน้ารถก่อนจะเหนี่ยวไกยิงสองนัดซ้อนโดยไม่รอช้า แม้จะไม่มีนัดใดสอยผีร้ายร่วง แต่พวกมันก็แตกกระเจิงออกไปอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็พอแล้วที่ตานีน้อยจะวิ่งกลับไปยังประตูรถ ที่นั่น ฟ้ายื่นมือคอยจะดึงเธอขึ้นไปอยู่แล้ว

 

            แต่เพียงไม่กี่เซนติเมตรก่อนที่มือจะจับมือ กระหังคนหนึ่งก็พุ่งเข้ากระแทกเธอเหมือนนักอมาริเกย์ฟุตบอลสกัดฝ่ายตรงข้าม ร่างบางกระเด็นลอยราวกับตุ๊กตาผ้าไปร่วงตุ้บลงหน้ารถ ปืนลูกซองหลุดมือไถลไปหยุดนิ่งอยู่ข้างผนังอุโมงค์ห่างออกไปเกือบสิบเมตร

 

            น้ำว้ายันตัวลุกขึ้นแม้จะทั้งเจ็บทั้งจุก เธอตั้งท่าจะกระโจนไปคว้าปืน แต่กระหังอีกสามตนที่จู่โจมเข้ามาติดๆกันก็ทำให้เธอตัดสินใจวิ่งกลับไปที่รถ แต่วินาทีต่อมา เธอก็ตระหนักว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อกระหังตนที่พุ่งชนเธอบินไปคว้าปืน เด็กหญิงเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอเหลือกระสุนเผื่อเอาไว้ในรังเพลิงอีกหนึ่งนัด.....

 

            แต่จะวิ่งไปแย่งปืนกลับมาตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว เด็กหญิงคว้ามือรุ่นพี่สาว ตะกายขึ้นรถก่อนจะกระชากประตูปิด แต่แล้ว เธอก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อกระหังตนนั้นสอดปืนเข้ามาขัดเอาไว้ และก่อนที่เธอจะทำอะไรได้ทัน ผีร้ายก็งัดประตูเปิดผางก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่าเล็งตรงมายังเธอ แล้วเสียงปืนลูกซองก็ลั่นเปรี้ยง

 

            เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นราวกับเม็ดฝน ขณะร่างผู้ถูกยิงฟุบลงกับคอนโซลหน้าก่อนจะแน่นิ่ง

            ร่างนั้นไม่ใช่น้ำว้า

            หากเป็นจ้าด

 

            “อ้ายจ้าด !?

            “จ้าด !?

            น้ำว้ากรีดร้องอย่างเสียขวัญ ขณะฟ้าที่นั่งอยู่ข้างตัวเธอยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาคมเบิกโพลงอย่างหวาดกลัวไม่แพ้รุ่นน้องสาวเมื่อเห็นเลือดของเพื่อนหนุ่มหลั่งไหลจากแผลเหวอะหวะจากกระสุนลูกปรายที่ท้อง เด็กสาวหน้าคมยิ่งหวาดผวาขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าใบหน้าของหลานชายหมอผีใหญ่ยามนี้ซีดขาวราวคนตายและเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้อุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เธอรู้ดีว่านั่นเป็นอาการเสียเลือดขั้นรุนแรง.....

 

            เสียงคำรามแหลมสูงของกระหังกระชากทั้งฟ้าและน้ำว้ากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง มันเหนี่ยวไกซ้ำหมายจะเป่าศัตรูที่เหลือให้กระจุย แต่ปืนลูกซองเพียงลั่นแชะเมื่อไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงอีกแล้ว น้ำว้าฉวยจังหวะที่ผีร้ายงุนงงเหวี่ยงประตูปิด และก่อนที่กระหังตนใดจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ฟ้าก็กระทืบคันเร่งจมพื้นพารถพ่วงคันใหญ่ทะยานออกไปตามอุโมงค์อีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ปากทางที่อยู่ห่างออกไปอีกกว่าห้ากิโลเมตรเบื้องหน้า ในใจสวดภาวนา ขอให้คนเจ็บทั้งสองและต้นกล้วยอีกหกต้นรอดด้วยเถอะ.....

 

 

            เหนือขึ้นไปบนพื้นดิน กล้ายและหมิงก็กำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตพอๆกัน หน้าจอในห้องคนขับสว่างโร่ด้วยไฟเตือนทุกระบบตั้งแต่เกราะป้อมปืนเสียหายยันน้ำหล่อเย็นรั่ว เสียงสัญญาณเตือนดังโหยหวนแสบแก้วหู เมื่อรวมกับไฟเพดานที่กะพริบจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เสียหายก็ทำให้ห้องคนขับดูเหมือนผับไปโดยปริยาย ต่างกันแค่ลุกขึ้นเต้นไม่ได้และหนวกหูน้อยกว่าหน่อยเท่านั้นเอง

 

            ข้างนอก เปรตเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตน แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้กลับเป็นกองบินร่วมกระสือกระหังที่ยังคงลอยว่อนอยู่เต็มท้องฟ้า แม้จู่ๆกระหังก็เหมือนจะหายไปกว่าครึ่ง แต่สำหรับรถถังที่มีอาวุธต่อสู้อากาศยานจำกัด แค่ครึ่งเดียวที่เหลือนี่ก็น่ากลัวแล้ว มิหนำซ้ำพวกมันยังทิ้งระเบิดลงมาเรื่อยๆราวกับสร้างได้เอง แม้แต่ละลูกจะทำความเสียหายให้รถถังไม่ได้มาก แต่เมื่อตอดไปเรื่อยๆ รถถังที่เคยเหลืออยู่เกือบสิบคันก็เหลือเพียงห้าคัน แถมแต่ละคันต่างก็โทรมจนแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆอยู่แล้ว เด็กสาวผมหางม้าจ้องมองหน้าจอแลปทอปที่แสดงสัญญาณเตือนยุ่บยั่บพอๆกับหน้าจอรถถัง ริมฝีปากบางเม้มแน่น หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ พวกเธออาจไม่รอดถึงชั่วโมงต่อไปก็เป็นได้.....

 

            “มาสักทีสิกล้วย มาสักที.....”

 

            “กล้าย สัญญาณนี่มันอีหยัง !?

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเหลียวมองหน้าจอเมื่อได้ยินเสียงถามของเพื่อนสาว แล้วเธอก็ต้องเย็นสันหลังวาบเมื่อเห็นสัญลักษณ์สามเหลี่ยมสีแดงอยู่ที่ด้านบนของจอ

 

            “กระสืออยู่เหนือหมู่เฮา เหยียบจมเลย !

            แต่ช้าไปเสียแล้ว ก่อนที่รถถังจะออกตัว อสุรกายที่มีแต่หัวกับไส้ก็ปล่อยถังที่แบกอยู่ลงมาเสียแล้ว มันร่วงลงกระแทกป้อมปืนอย่างแม่นยำก่อนจะแตกโพละ ปล่อยของเหลวใสแต่เหนียวเหมือนน้ำเชื่อมลงมาท่วมรถถังในพริบตา

 

            “น้ำลายกระสือ !

            “อี๋ย์....................!!!

            หมิงครางยาวเหยียดอย่างขยะแขยงสุดขีดขณะภาพในหน้าจอมัวลงเมื่อมวลน้ำลายเป็นเมือกไหลผ่านหน้ากล้อง แต่กล้ายมีเรื่องให้ต้องกังวลมากกว่าจะครางเหมือนเพื่อนสาวได้ เธอไม่รู้ว่าเชื้อโรคกระสือมีผลกับสมิงหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่กล้าเสี่ยง และแม้รถถังคันนี้จะถูกทดสอบมาแล้วว่ากันน้ำเข้าร้อยเปอร์เซนต์ที่ความลึกถึงห้าเมตร แต่ตอนนี้สภาพของรถถังจะถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์หรือเปล่าเธอก็ยังไม่รู้ และประสิทธิภาพการกันน้ำก็น่าจะพอๆกัน ไวเท่าความคิด เด็กสาวผมหางม้าเอื้อมตัวไปคว้าหน้ากากออกซิเจนข้างที่นั่งเพื่อนสาวมาครอบครึ่งปากครึ่งจมูกให้เธอทันที

 

            แต่สวมยังไม่ทันจะเรียบร้อย รถถังก็กระตุกหนักๆสองสามครั้ง ก่อนที่เสียงเครื่องยนต์กังหันแก๊สที่ด้านหลังจะเงียบหาย กล้ายใจหายวาบ น้ำลายกระสือคงเข้าเครื่องเสียแล้ว แม้เครื่องยนต์จะถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำได้มากกว่าปริมาณน้ำฝนที่หนักที่สุดเท่าที่ควรมีการบันทึกไว้ถึงเกือบสองเท่า แต่มันก็ไม่อาจรับก้อนน้ำปริมาณมหาศาลแถมหนืดกว่าน้ำปกติได้ ผลคือดับสนิท....

 

            “กล้าย เฮ็ดจังไสดี !?

            “อย่าเพิ่งโวยวาย ใจเย็นๆ !

 

            ตานีสาวปรามสหายร่วมรบแม้ยามนี้เธอจะร้อนรนพอๆกัน กล้ายบิดสวิตช์รีเซ็ตวาล์วน้ำมันและคันเร่งก่อนจะกดปุ่มสตาร์ตเครื่องอีกครั้ง แต่สิ่งที่ตามมามีเพียงความเงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงมอเตอร์สตาร์ต เด็กสาวผมหางม้ากำลังจะลองอีกครั้ง แต่ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็ต้องเบิกกว้างเป็นไข่นกกระจอกเทศเมื่อเห็นเปรตตนหนึ่งกำลังย่างสามขุมตรงเข้ามาหาเธอ.....

 

            “กล้าย เปรตมาแล้วเด๊ !

            “ฮู้แล้วน่า.......!

 

            ความหวาดกลัวที่พุ่งสูงถึงขีดสุดทำเอาขั้นตอนสตาร์ตเครื่องฉุกเฉินทั้งหมดที่ตานีสาวเคยเรียนมาหายวับไปจากสมอง กล้ายไล่กดทุกปุ่มและโยกทุกคันโยกเท่าที่มือเธอจะเอื้อมถึง แต่ไม่ว่าจะกดถูกปุ่มหรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้วเมื่อน้ำลายกระสือทำให้วงจรมอเตอร์สตาร์ตที่เสียหายจากระเบิดของกระสือกระหังอยู่แล้วช็อตจนไหม้เกรียม เด็กสาวผมหางม้าทั้งสองจึงทำได้เพียงกดปุ่มมั่วๆอย่างสิ้นหวัง ขณะตีนเปรตอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสิบเมตร และกำลังใกล้เข้ามาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง....

 

            “กล้าย” สมิงสาวเอ่ยเสียงสั่น ดวงตาสีเหลืองมองเท้าขนาดเท่าสนามเทนนิสที่ค่อยๆลอยขึ้นสูงเหนือรถถัง “ก่อนสิตาย เฮาอยากบอกว่า ถึงเฮาสิมักแกล้งกล้าย แต่เฮาก็ฮักกล้ายเด้อ.....”

            “ข้าก็ฮักหมิงเหมือนกัน.....”

 

            แต่ก่อนที่ทั้งสองจะกลายเป็นเนื้อบดติดพื้น แสงบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นแถวลำตัวของเปรตจนหน้าจอพร่าเลือน และเมื่อเลนส์กล้องปรับแสงให้เข้าที่ได้อีกครั้ง หัวใจของหนึ่งสมิงหนึ่งตานีก็โลดขึ้นในอกเมื่อเห็นลำแสงสีม่วงอมฟ้าสองลำที่พุ่งฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องฟ้า

 

            “เครื่องบินรบ !

            “กล้วยมาช่วยหมู่เฮาแล้ว !

            “จังซั่นที่เว้าไปเมื่อกี้ก็ถือเป็นโมฆะเด้อ.....”

            “เรื่องนั้นน่ะลืมๆไปเถอะย่ะ !

            เปรตที่สามนาฬิกา ใช้อุ๊ยสู่อุ๊ยยิง*แล้วตามฮูกดำหนึ่งมา

            รับทราบ ฮูกดำสอง ยักษ์หนึ่ง* !’

 

            เครื่องบินรบสีดำสนิทเอียงปีกตีลังกา ลำหนึ่งเชิดหัวขึ้นก่อนจะเลี้ยวซ้ายอ้อมสวนกล้วย ขณะอีกลำลดระดับลงต่ำ แสงสีเหลืองส้มพุ่งออกจากใต้ลำตัวตรงเข้าปะทะกลางอกร่างโย่งก่อนจะระเบิดตูมกลายเป็นอากาศธาตุไปพร้อมๆกัน

 

            กองบินร่วมกระสือกระหังเห็นเหยื่อที่มันโปรดปรานก็ผละจากรถถังทันที กระหังที่คล่องตัวกว่าเร่งเครื่องเจ็ตไปลอยรอพลีชีพอยู่หน้าเครื่องบิน แต่หารู้ไม่ว่านี่ไม่ใช่เครื่องบินรบของมนุษย์ที่คามิคาเซ่ได้ง่ายๆเหมือนเมื่อครั้งเปรตบุกเมืองอีกต่อไปแล้ว เพียงไม่กี่สิบเมตรก่อนจะชน เครื่องบินก็เชิดหัวขึ้นอย่างฉับพลัน และก่อนที่ผีร้ายจะไหวตัวทัน กระสุนหัวระเบิดขนาดยี่สิบมิลลิเมตรก็ฉีกร่างของมันออกเป็นชิ้นๆ

 

            “เยี่ยม ! ระบบหลบหลีกอัตโนมัติยะการได้เยี่ยมเลยเจ้า !” อารามดีใจ น้ำไทพูดกรอกวิทยุโดยลืมไปเสียสนิทว่ามันใช้ไม่ได้ แต่เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงรุ่นพี่สาวตอบกลับมา

            “อ้าว วิทยุใช้ได้แล้วนี่ !

            “อ๊ะ แต๊ก๋า”

            “กล้วย นั่นกล้วยแม่นก่อ” ดูเหมือนวิทยุของรถถังก็กลับมาใช้การได้เช่นกันด้วยนักบินทั้งสองได้ยินเสียงเด็กสาวหน้าเสือ

            “แม่น วิทยุใช้การได้แล้ว จะอี้คงรบสะดวกขึ้น” เด็กสาวหน้าจืดพูดกรอกไมโครโฟนอย่างดีใจ “ฮูกสองหันหัว ศูนย์ เก้า ศูนย์ หมู่เฮาจะออกไปอ้อมเหนือสนามบินสามเงาแล้วย้อนกลับมาอีกที เสือขาวหนึ่งขอรายงานสภาพด้วย”

            “บ่ดีนัก” คราวนี้กล้ายตอบกลับมา “เหลือสี่คัน เครื่องคันข้าก็ดับ มอเตอร์สตาร์ตก็คงเสีย แต่ยังบ่ได้ลองระบบสตาร์ตฉุกเฉิน”

            “ได้ข่าวอะหยังจากหมู่น้ำว้าบ้างก่อ”

            “บ่ แต่ถ้าวิทยุใช้ได้เดี๋ยวเปิ้นก็คงตอบ.....”

            “ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน เอื้อยยูคิกับอ้ายจ้าดบาดเจ็บหนัก มีกระหังยี่สิบกว่าตนตามหมู่เฮามา ขอกำลังสนับสนุนหรือความช่วยเหลือด่วน !

 

            ขนแขนของกล้วย กล้าย หมิงและน้ำไทลุกซู่พร้อมกันด้วยความหวาดหวั่นโดยไม่ได้นัดหมายเมื่อได้ยินเสียงร้อนรนของน้ำว้า อุโมงค์ควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่หรือ แล้วกระหังเข้าไปตั้งเยอะแยะขนาดนั้นได้ยังไง

 

            “แจ้งตำแหน่งมา” กล้ายถามกลับไปทันที

            “สอง เจ็ด สอง ขีด สาม หก หนึ่ง.... เสือขาวหนึ่งไปรอที่ปากอุโมงค์ฝั่งโรงเก็บรถถังเลยดีกว่า”

            “เสือขาวหนึ่งไปบ่ได้” เด็กสาวหน้าจืดพูดกรอกไมค์ “ฮูกดำหนึ่งฮูกดำสองจะไปแทนเอง แข็งใจไว้ !

            “จะพยายามเน่อ แต่เร็วหน่อยก็ดี !

            “เสือขาวพยายามสตาร์ตเครื่องไปเน่อ ฮูกดำจะเก็บเปรตหื้อ กระสือกระหังคงตามฮูกดำมาเอง”

            “ขอบคุณมา ระวังตัวด้วย”

 

            “เลี้ยวขวา หันหัวสอง ห้า ห้า ตามฮูกดำหนึ่งมา !

            “เจ้า !

 

            เครื่องบินรบล้ำสมัยทั้งสองลำเลี้ยวตีวงกว้างมุ่งหน้ากลับไปยังสวนกล้วยอีกครั้ง น้ำไทตีลังกาหลบกระสือกระหัง ดึงเครื่องเชิดหัวขึ้นแล้วตีลังกากลับลงมาสาดกระสุนใส่ทั้งกระสือและกระหังที่ลอยมาขวางหน้าจนพรุนเป็นรังผึ้ง ขณะกล้วยลดระดับวูบ เร่งเครื่องตรงเข้าไปหาเปรตเพียงตนเดียวที่ยังเหลืออยู่ก่อนจะกดปุ่มยิงจรวดที่คันบังคับ หัวรบระเบิดแรงสูงพุ่งเข้าฝังในอกของร่างสูงโย่งก่อนจะระเบิดออกมาจากภายใน เปรตอกทะลุซวนเซถอยหลัง ก่อนจะสลายกลายเป็นผุยผงพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน

 

            “ลดระดับลงไปที่สองร้อยฟุต กางปีกเสริมแรงยกสุดแล้วลดความเร็วลงมาที่หนึ่ง ศูนย์ ศูนย์ ระวังกระสือกระหังหื้อดี ถ้าหันเครื่องจะเชิดหัวขึ้นต้องระวังคันเร่งด้วย”

            “เจ้า”

 

            เด็กสาวหน้าจืดเร่งเครื่องหนีเหล่ากระสือกระหังที่เหลือตามรุ่นน้องสาวมาทันเหนือเขตเมืองตานีพอดีก่อนจะดึงคันบังคับเปิดเบรกอากาศ ทั้งสองลดระดับและความเร็วลงก่อนจะหันหัวบินขนานกับแนวอุโมงค์มุ่งหน้าไปยังโรงเก็บรถถังที่มองเห็นหลังคาโค้งอยู่ไม่ไกลนัก แสงสีส้มจากไฟปากอุโมงค์สว่างวอบแวบในความมืดของเมืองตานี รถพ่วงคงใกล้มาถึงแล้ว

 

            อีกราวห้าร้อยเมตรจะถึงปากอุโมงค์ รถพ่วงคันยาวก็ปรากฏต่อสายตาของนักบินทั้งสอง มองจากเครื่องบินรบเหมือนอูฐสีดำที่มีต้นกล้วยเป็นหนอกฟูฟ่อง ตามหลังมาติดๆด้วยฝูงอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกที่บินวนเหมือนฝูงผึ้งไล่ล่าเหยื่อ อีกฝ่ายก็ดูจะมองเห็นพวกเธอด้วย เพราะมันผละจากรถพ่วงก่อนจะทะยานขึ้นมาหาพวกเธอทันที

 

            “ฮูกดำสองไต่ระดับขึ้นไป ฮูกดำหนึ่ง ยักษ์หนึ่ง ปืน !

            น้ำไทดึงเครื่องเชิดหัวขึ้น ขณะกล้วยส่ายหัวเครื่องน้อยๆให้เรดาร์จับเป้าก่อนจะกดปุ่มยิง จรวดสองลูกพุ่งออกจากใต้ท้องเครื่องไประเบิดตูมกลางหมู่กระหัง เด็กสาวหน้าจืดดึงหัวเครื่องขึ้นก่อนจะเร่งเครื่องตามรุ่นน้องสาวไป กระหังที่เหลือทะยานตามมาติดๆ แต่เครื่องยนต์เจ็ตเล็กๆของมันก็ไม่อาจไล่ตามแรงขับหลายร้อยกิโลนิวตันจากเครื่องยนต์คู่ของเครื่องบินรบได้ เพียงไม่กี่วินาที  ตานีทั้งสองก็พุ่งทะลุเมฆหนาที่บดบังท้องฟ้า ทิ้งฝ่ายตรงข้ามเอาไว้เบื้องล่าง

 

            ราชินีตานีหักคันบังคับก่อนจะกระชากมันเข้าหาตัว เครื่องบินสีดำสนิทหมุนคว้างก่อนจะทิ่มหัวพุ่งลงสู่พื้นดินเหมือนขีปนาวุธข้ามทวีป เด็กหญิงผมเปียตามรุ่นพี่สาวของเธอไปติดๆ และทันทีที่กลุ่มก้อนกระสือกระหังปรากฏขึ้นบนหน้าจอเรดาร์อีกครั้ง นักบินทั้งสองก็แปรฝูงมาบินเคียงข้างกัน แล้วจรวดนำวิถีสี่ลูกก็ถูกยิงจากใต้ท้องไประเบิดตูมกลางกลุ่มผีร้าย ลูกไฟดวงใหญ่แผดเผาร่างของพวกมันจนไหม้เกรียมในพริบตา และก่อนที่เหล่าอสุรกายที่เหลืออยู่ราวห้าสิบตนจะทำอะไรพวกเธอได้ทัน นักบินทั้งสองก็กระชากหัวทะยานหนีขึ้นไปเหนือเมฆอีกครั้งเรียบร้อยแล้ว

 

            “ฮูกดำสอง จรวดเหลือกี่ลูก”

            “ยักษ์หนึ่งสามลูกเจ้า ฮูกดำหนึ่งล่ะเจ้า”

            “ยักษ์หนึ่งสองลูก” เด็กสาวหน้าจืดเหลียวมองหน้าจอสถานะอาวุธเล็กน้อย “ดี ยะแบบเดิมอีกที ยิงหื้อหมด แล้วถ้ายังเหลืออยู่ก็คงต้องใช้ปืน แต่ก็คงเหลือบ่เยอะแล้วมั้ง เอ้า ไป !

 

            เครื่องบินทั้งสองลำหมุนตัวตึลังกาก่อนจะพุ่งลอดเมฆลงไปอีกครั้ง แต่เมื่อลงมาพ้นฐานเมฆ หัวใจของราชินีก็ร่วงวูบเมื่อทั้งกระสือและกระหังรวมตัวกันเป็นกำแพงโอบล้อมดักเธอเอาไว้ทั้งด้านหน้า ด้านบนและด้านล่างเหมือนอวน ดวงตาเรียวเบิกกว้าง ดักเอาไว้ทุกทางแบบนี้ระบบหลบหลีกอัตโนมัติหลบไม่พ้นแน่.....

 

            ด้วยสัญชาตญาณนักบิน กล้วยกระชากคันเร่งลงพร้อมกับถีบหางเสือขวาอย่างฉับพลัน เครื่องบินรบลำใหญ่หมุนคว้างพร้อมกับร่วงวูบราวกับถูกจับโยนลงจากท้องฟ้า แต่เพียงไม่ถึงร้อยฟุตจะถึงพื้น เด็กสาวหน้าจืดก็ดันคันเร่งพร้อมกับเชิดหัวขึ้นอีกครั้ง ดึงเครื่องพ้นซากปรักหักพังของตึกในเมืองตานีไปเพียงไม่กี่สิบฟุต

 

            กล้วยเหลียวมองด้านหลังด้วยไม่รู้ว่ารุ่นน้องสาวจะตามการเคลื่อนที่อย่างฉับพลันของเธอมาได้หรือเปล่า แต่ยังไม่ทันจะมองเห็นตานีน้อยผมเปีย เครื่องบินของเธอก็เอียงวูบ พร้อมๆกับที่แสงสีเหลืองส้มจุดท้องฟ้าให้สว่างวาบราวกลางวันจนเธอต้องหยีตา และเมื่อดวงตาเรียวปรับตัวให้เข้ากับแสงได้อีกครั้ง มันก็ต้องเบิกกว้างจนแทบจะถึงใบหูด้วยความตกใจสุดขีด......

 

            เครื่องบินของน้ำไทมีไฟลุกท่วม เปลวเพลิงพุ่งออกมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งท่อไอเสีย แผ่นเบรกอากาศเหนือลำตัว ท่ออากาศเข้า และทุกช่องที่พอจะให้มันลามเลียออกมารับออกซิเจนได้ กระหังไม่ก็กระสือคงหลุดเข้าไปในท่อรับอากาศของเครื่องยนต์เสียแล้ว แต่ทั้งหมดก็ยังไม่น่ากลัวเท่าแสงสีฟ้าอมน้ำเงินเรืองรองที่ส่องลอดออกมาจากช่องเก็บอาวุธที่ใต้ท้องเครื่อง เด็กสาวใจหายวาบเมื่อนึกขึ้นได้ว่ารุ่นน้องสาวยังเหลือจรวดอยู่ข้างในอีกสามลูก ถ้ามันระเบิดขึ้นมาล่ะก็ไม่ต้องพูดถึงร่างของน้ำไทเลย แม้แต่เครื่องบินทั้งลำก็จะแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา

 

            “น้ำไทออกมา !

            ไม่จำเป็นต้องรอให้รุ่นพี่สาวสั่ง เด็กหญิงผมเปียกระชากสวิตช์ข้างเบาะนั่ง กระจกห้องนักบินเปิดผาง ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกดีดออกจากห้องนักบินขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆสีเทา ขณะเครื่องบินที่เสียหายหนักค่อยๆควงสว่านลดระดับต่ำลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะระเบิดเป็นลูกไฟดวงใหญ่ท่ามกลางซากปรักหักพังอันมืดมิดของเขตเมืองตานี

 

            กล้วยถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นร่มชูชีพสีเขียวเลื่อมของรุ่นน้องสาวกางออก แต่วินาทีต่อมา สีเลือดก็หายไปจากใบหน้าที่จืดสนิทอยู่แล้วในฉับพลันเมื่อเหล่ากระสือและกระหังต่างตรงรี่เข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งยามนี้มีเพียงไรเฟิลจู่โจมเพียงกระบอกเดียวเอาไว้ป้องกันตัว ตานีน้อยกราดยิงอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจขวางกระสือและกระหังที่พกทั้งความหิวโหยและความโกรธแค้นมาเต็มเปี่ยมได้.....

 

            ร่างเล็กดูราวกับตุ๊กตาผ้าที่ขาดวิ่นเมื่อถูกเหล่าอสุรกายนับสิบตนรุมทึ้ง เสียงกรีดร้องแหลมด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสถูกกลืนอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงคำรามและเสียงเนื้อฉีกขาด เลือดสดๆหลั่งไหลออกมาพร้อมกับพลังงานวิญญาณ น้ำไทพยายามดิ้นอย่างสิ้นหวัง แต่ผีร้ายก็ยังระดมฝังเขี้ยวลงบนตัวเธอราวกับเธอเป็นของขบเคี้ยว น้ำใสไหลหลั่งจากดวงตากลมก่อนจะถูกลมแรงพัดปลิวไปจากแก้มขาว ขณะสติเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ เด็กหญิงสะอื้นไห้ หากเธอรู้ว่าดีดตัวออกมาแล้วต้องเจอเรื่องแบบนี้ เธอน่าจะระเบิดตายไปพร้อมกับเครื่องบินตั้งแต่แรก.....

 

            “ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฮูกดำหนึ่งร่วง น้ำไทกำลังถูกกระสือกระหังรุมทึ้ง ขอความช่วยเหลือด่วน !"

 

            “อีหยังนะ !?

            อีกฝั่งของวิทยุย้อนถามเสียงสูง แต่ตานีสาวไม่พูดซ้ำแล้ว เธอเอียงปีกเลี้ยวก่อนจะลดระดับลงไปบินเฉี่ยวร่างรุ่นน้องสาวหวังจะให้อสุรกายทั้งที่ใช้ปีกเป็นกระด้งและที่มีแต่หัวกับไส้กลัวและถอยห่าง แต่การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม ไม่เพียงทั้งกระสือและกระหังจะยังคงกลุ้มรุมร่างของตานีน้อยเหมือนเดิม หากบางตนยังพุ่งตรงมายังเธอจนระบบหลบหลีกอัตโนมัติฉุดเครื่องให้ดิ่งวูบลงสู่พื้นที่อยู่ต่ำลงไปเพียงไม่กี่ร้อยฟุต เด็กสาวหน้าจืดดึงเครื่องกลับมาได้ทันท่วงที แต่ก็หลังจากเครื่องวัดความสูงร้องเตือนแสบแก้วหู เธอทันเห็นหลังคาตึกของเมืองตานีเฉียดปลายปีกซ้ายไปเพียงไม่ถึงสิบเมตร

 

            เอื้อยกล้วย ช่วยข้าเจ้าด้วย.....!’

            เสียงกรีดร้องที่ดังก้องในโสตประสาทผ่านโทรจิตบีบคั้นหัวใจของกล้วยเหมือนคีมเหล็ก ราชินีตานีขบกรามแน่นจนเป็นสันนูนขณะสมองวิ่งจี๋คิดหาทางช่วยรุ่นน้องสาวสุดชีวิต แต่ทุกทางออกเหมือนจะถูกปิดตายสนิท ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ ทุกตนและทุกคนเตรียมตัวมาเพื่อยิงผีจำนวนมหาศาล อาวุธทุกอย่างที่ฝ่ายเธอมีในตอนนี้จึงเป็นอาวุธหนักทั้งสิ้น แม้แต่ปืนกลที่เป็นอาวุธที่เล็กที่สุดก็ยังไม่แม่นยำพอที่จะเล็งยิงกระสือและกระหังโดยไม่โดนตานีน้อยได้ หากพลาดแม้เพียงไม่กี่เซนติเมตร น้ำไทอาจสิ้นอายุได้ทันที

 

            เด็กสาวหน้าจืดเม้มปากอย่างสิ้นหวัง มือที่จับคันบังคับกำแน่นจนแทบหัก ดวงตาเรียวเอ่อท้นด้วยน้ำตาแห่งความโกรธแค้นตัวเอง เธอเป็นคนวางแผนการรบครั้งนี้เองแท้ๆ แต่ยามนี้เธอกลับทำได้เพียงมองดูรุ่นน้องสาวที่เธอรักที่สุดค่อยๆสิ้นอายุไปอย่างทรมานแสนสาหัสแบบนี้น่ะหรือ.....

 

            แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา เหล่าอสุรกายก็พร้อมใจกันผละออกจากร่างของเด็กหญิงผมเปีย ปล่อยให้เธอร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่างอีกครั้ง กล้วยกวาดสายตามองทั่วท้องฟ้าอย่างงุนงง แล้วคิ้วบางก็ขมวดเข้าหากันเมื่อพบว่ากองบินร่วมกระสือกระหังที่เหลืออยู่เกือบสามสิบตนต่างบ่ายหน้ากลับไปทางทิศตะวันตก เด็กสาวหน้าจืดยกมือขึ้นปิดปากอย่างครุ่นคิด พวกมันกลับไปอย่างกะทันหันและพร้อมเพรียงกันราวกับถูกเรียกกลับ แต่ทำไมล่ะ ทั้งๆที่เหยื่ออยู่ตรงหน้า หรือพูดให้ถูกกว่านั้นคือคาอยู่ในปากเรียบร้อยแล้ว ทำไมพวกมันจึงต้องกลับไปอย่างกะทันหันขนาดนั้น

 

            หรือว่าเหยื่อของพวกมันจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว !?

 

            ไวกว่าความคิด ดวงตาเรียวเหลียวมองหน้าจอเรดาร์พลังงานวิญญาณ ราชินีตานีถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อยังคงเห็นจุดของเธอในหน้าจอเรดาร์พลังงานวิญญาณ ซึ่งแปลว่าเด็กหญิงยังคงมีชีวิตอยู่ เด็กสาวหน้าจืดค่อยๆเอียงปีกเลี้ยวลดระดับตามร่มชูชีพของน้ำไทลงไป กล้วยบินวนจนเห็นว่ารุ่นน้องสาวตกตุ้บลงไปบนหิมะนุ่มๆ ในสนามหญ้าของโรงเรียนตานีจึงเชิดหัวเพิ่มระดับบินขึ้นอีกครั้ง พอดีกับที่เสียงร้อนรนของกล้ายดังออกมาจากหูฟัง

 

            “ฮูกดำสอง นี่เสือขาวหนึ่ง ได้ยินก่อ” เด็กสาวผมหางม้าถามรัวเร็ว ก่อนที่คนพูดจะเปลี่ยนเป็นหมิง “กล้วย ได้ยินข้าก่อ ตอบด้วย !

            “ได้ยิน” กล้วยตอบกลับไปทันที “สภาพรถเป็นจะไดบ้าง ติดเครื่องได้ก่อ”

            “ได้ กำลังวิ่งไปรับน้ำไท ขอตำแหน่งจุดตกด้วย กล้วยหันจุดตกก่อ”

            “สนามหญ้าโรงเรียนตานี ฝากด้วยเน่อกล้าย หมิง” เด็กสาวหน้าจืดเน้นทุกพยางค์เพื่อให้แน่ใจว่าเพื่อนสาวได้ยินถูกต้อง แต่เสียงของเธอก็มืดมนลงในประโยคต่อมา “สุมานักๆเน่อที่กลายเป็นจะอี้ไปได้ ข้าเจ้าน่าจะเชื่อที่กล้ายอู้ตั้งแต่แรก บ่อั้นน้ำไทคงบ่ต้องมาบาดเจ็บจะอี้.....”

            “เรื่องนั้นช่างก่อน เอาเรื่องรบก่อน” กล้ายตัดบท “ตอนนี้ที่ข้าหันในเรดาร์ ผีร้ายที่เหลือกำลังถอยกลับ หมู่เฮาจะเอาจะไดต่อ จะไล่ตามไปหรือว่าจะปิ๊กฐาน”

            “กำลังหมู่เฮาบ่พอจะไล่ตามไปแน่ แล้วทั้งจ้าด ยูคิแล้วก็น้ำไทก็บาดเจ็บ ปิ๊กฐานไปก่อนดีกว่า ที่สำคัญ ภารกิจของหมู่เฮาคืนนี้คือย้ายต้นกล้วย และตอนนี้ต้นกล้วยก็ปลอดภัยแล้ว ถือว่าสำเร็ว ถึงจะบ่สวยนักก็เถอะ....” ราชินีตานีพูดพลางเอียงเครื่องเลี้ยวออกไปทางทิศเหนือเพื่อตั้งลำเตรียมร่อนลง “กล้ายกับหมิงช่วยน้ำไทแล้วปิ๊กโรงเก็บรถถังเลยเน่อ เดี๋ยวข้าเจ้าเอาเครื่องลงแล้วจะตามไป”

            “รับทราบ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบกลับมาก่อนจะเอ่ยถามอีก “ว่าแต่ ยะหยังจู่ๆหมู่ผีร้ายถึงถอยไปล่ะ”

            “ถามข้าเจ้าแล้วข้าเจ้าจะถามผู้ได๋ล่ะ” กล้วยย้อน

            “อ้าว ก็นึกว่ากล้วยอยู่สูงแล้วจะหัน” เด็กสาวผมหางม้าตอบก่อนจะหัวเราะเครียดๆ “แต่แปลก ทั้งๆที่งับน้ำไทติดปากอยู่จะอั้น ถ้ากัดต่ออีกแป๊บเดียวน้ำไทคงสิ้นอายุแน่ๆ เปิ้นจะถอยไปยะหยังน้า....”

            “คงมีเรื่องฉุกเฉินที่ฐานมั้ง” เสียงของสมิงสาวแทรกขึ้นมา

            “จะมีอะหยังฉุกเฉินล่ะบ่าสมิงบ้าพลัง” กล้ายตอกกลับ “หมู่เปิ้นบ่มีศัตรูที่ไหนอีกแล้วนอกจากหมู่เฮาเน่อ”

            “ก็ยังมีพวกหมอผีของตานนะคอนบ่แม่นบ่ บางทีเปิ้นเห็นพวกผีบุกเมืองนี่ก็อาจสิยกพลไปบุกฐานพวกผีร้ายก็ได้นี่”

            “หมู่เฮายังหาฐานหมู่เปิ้นบ่เจอ นับประสาอะหยังกับมนุษย์ล่ะ แถมหมอผีครึ่งนึงของตานนะคอนก็บ่มิไก๊ซะด้วยสิ” เด็กสาวผมหางม้าให้เหตุผลอย่างเบื่อๆ “เอาล่ะกล้วย หมู่เฮาหันน้ำไทแล้ว เดี๋ยวคงต้องวุ่นปฐมพยาบาลกัน เลิกการติดต่อกันแค่นี้ก่อนเน่อ”

            “อื้ม ได้ แล้วเจอกันที่โรงเก็บรถถัง”

 

            กล้ายเงียบไปแล้ว ทิ้งให้เพื่อนสาวอยู่ในห้วงความคิดคำนึงอันสับสน ผีร้ายถอยไปทำไม มีเรื่องฉุกเฉินอย่างที่หมิงพูดงั้นหรือ หรือว่ามีเรื่องอะไรที่เธอคาดไม่ถึงอีก หรือว่ามันจะเป็นกับดักเหมือนเมื่อกว่าชั่วโมงที่แล้ว เด็กสาวหน้าจืดภาวนาขอให้ไม่เป็นอย่างหลัง หากผีร้ายยกทัพมาบุกซ้ำ คงไม่จบแค่รถถังพังไปยี่สิบกว่าคัน บาดเจ็บสองตนกับหนึ่งคน และรถพ่วงพังไปอีกคันแบบนี้แน่นอน....

 

            สองตนกับหนึ่งคน.....

 

            หัวใจของราชินีตานีกระตุกวูบอีกครั้งเมื่อหวนนึกถึงรุ่นน้องสาวผู้คงจะเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะเบื้องล่าง หากเธอรอบคอบกว่านี้ หากเธอวางแผนให้รัดกุมกว่านี้ หากเธอเชื่อที่กล้ายบอก น้ำไทก็คงไม่ต้องบาดเจ็บแบบนี้ ทุกคนก็คงไม่ต้องบาดเจ็บแบบนี้.....

 

            “สุมานักๆเน่อน้ำไท..... สุมานักๆเน่อยูคิ จ้าด.... เพราะข้าเจ้าแต๊ๆ.....”

 

 

            “คุณทำอะไรของคุณ”

            ร่างบนเก้าอี้หนังสีดำหลังโต๊ะทำงานไม้สักเอ่ยเสียงเย็นเยียบราวกับมีเทนเหลว ดวงตาตี่ที่เยียบเย็นพอกันมองตรงลงไปในดวงตาโตที่สะท้อนประกายสีเขียวของเด็กสาวคนสวยในชุดตะเบงมานคอมมานโดพรางหิมะที่ยืนนิ่งราวรูปปั้นอยู่เบื้องหน้า

 

            “ก็เรียกกระสือกระหังกลับมาน่ะสิเจ้า”

            “ไม่บอกผมไม่รู้เลยนะเนี่ย” มุมปากของร่างหลังโต๊ะทำงานกระตุกเล็กน้อยราวขบขัน แต่เสียงของเขายังคงอุณหภูมิเดิม “น่าสงสัยนะ ทำไมถึงเรียกกลับมาล่ะ ทั้งๆที่กำลังจะฆ่าหนึ่งในพวกนั้นได้อยู่แล้ว.... ผมถึงได้ถามไง ว่าคุณทำอะไรของคุณ....”

            “ถ้าปล่อยหื้ออยู่ตรงนั้นต่อไป กองกำลังกระสือกระหังของหมู่เฮาที่เหลือน้อยอยู่แล้วอาจจะถูกยิงหมดก็ได้” นางตอบเสียงเรียบ “ข้าจึงตัดสินใจเรียกหมู่เปิ้นกลับมา”

            “น่าสนใจนี่” เสียงหัวเราะเจืออยู่ในน้ำเสียงของผู้นำสูงสุดแห่งกองกำลังผีร้าย แต่ตานีสาวก็ฟังออกอย่างชัดเจนว่าไม่มีความรื่นรมย์ใดๆอยู่ในเสียงหัวเราะนั้นเลยแม้แต่น้อย “ครั้งที่แล้วๆมาที่ผมให้คุณช่วยคุมกองบินร่วม คุณไม่เห็นจะทำแบบนี้เลยสักครั้ง มีแต่เรียกไปแล้วกองมันไว้ตรงนั้นจนกว่าพวกมันจะตายหมด แล้วทำไมคราวนี้ถึงได้เลือกจะถอยหลับล่ะ ถอยกลับทั้งๆที่กำลังได้เปรียบอย่างมากซะด้วย แปลกไหมล่ะ หือ”

            “ข้าก็ยังยืนยันคำเดิม ว่าถ้าปล่อยเอาไว้จะอั้น กระสือกระหังโดนยิงหมดแน่ ครั้งนี้หมู่เปิ้นมีรถถังและเครื่องบิน ไม่เหมือนครั้งที่แล้วๆมาเน่อ และตอนนี้กองบินร่วมก็เหลือแค่ไม่ถึงสองร้อยตน หมู่เฮายังต้องเก็บไว้ใช้อีก”

            “เรื่องนั้นคุณก็รู้ว่าสุทัศน์เรียกมาใหม่อีกเท่าไหร่ก็ได้ และเมื่อไหร่ก็ได้.....”

            “แต่โลกหลังความตายบ่ได้มีกระสือกระหังหื้อเรียกได้เรื่อยๆเน่อ สักวันก็ต้องหมด” เด็กสาวหน้าหวานแย้ง “และกะจิตกะใจคุณจะเรียกหมู่เปิ้นมาใช้ทิ้งใช้ขว้างจะอี้ก๋า”

            “อ๋อ เปล่า เปล่าเลย” ร่างบนเก้าอี้หนังสีดำหัวเราะในลำคอพลางโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “แต่ถ้าการสูญเสียนั้นจำเป็นต่อชัยชนะของเรา จำเป็นต่อชัยชนะของเหล่าภูตผีปีศาจ มันก็คุ้มค่าที่จะแลกถูกมั้ย”

            “แต่ต้องแลกอย่างฉลาด ถ้าบ่สูญเสียเลยจะดีที่สุด”

            “มันก็ใช่ แต่การกระทำของคุณเมื่อกี้ผมไม่เรียกว่าฉลาดนักหรอกนะ....” ร่างหลังโต๊ะไม้สักลากเสียง “ก่อนที่จะเรียกกลับมา รอให้ตานีเด็กนั่นสิ้นอายุก่อนก็คงไม่ช้ากว่านั้นเท่าไหร่หรอกมั้ง คุณเสนาธิการ.....”

            “ข้าก็อู้ไปแล้ว.....”

            “ทำไมผมจะไม่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ล่ะ คุณนาง” ผู้นำสูงสุดของกองกำลังผีร้ายแทรกขึ้นด้วยเสียงเหี้ยมเหรียม “อยากจะลองดีทรยศผมงั้นเหรอ ผมเตือนคุณแล้วนะ.....”

            “และข้าก็อู้แล้วว่าตราบใดที่อุดมการณ์ของหมู่เฮาตรงกัน ทั้งเอื้อง แหวนและข้าก็บ่ทรยศหื้อง่าวหรอก” เสียงของตานีสาวทรงโตยามนี้ลดอุณหภูมิลงมาเทียบเท่าคู่สนทนาแล้ว “หมดธุระเท่านี้แม่นก่อ ข้าจะได้ไปยะการต่อ หมู่ผีร้ายยังถอยกลับมาบ่ถึงที่นี่ ยังต้องควบคุมหมู่เปิ้นอีก แล้วหมู่เฮายังต้องไปย้ายต้นกล้วยด้วย”

            ดวงตาที่ซ่อนอยู่ในเงามืดหรี่ลง แต่ในที่สุด เขาก็ยอมปล่อยอีกฝ่ายไป

            “ถ้าคุณพูดแบบนั้น ธุระตอนนี้ก็หมดแค่นี้แหละ เชิญ”

 

            เด็กสาวหน้าหวานหันหลังกลับ ก่อนจะเดินช้าๆออกไปจากห้อง ร่างหลังเก้าอี้มองตามไปจนกระทั่งบานประตูไม้เนื้อแข็งเหวี่ยงตัวปิด ดวงตาตี่หรี่ลงอีกอย่างครุ่นคิดระคนระแวง เขาจะไว้ใจตานีตนนี้.... หรือตานีทั้งสามตนไปได้อีกนานแค่ไหนกัน.....

 

 

            “โอ๊ย เจ็บ !

            น้ำไทกรีดร้องสุดเสียงเมื่อเหล่ากระสือและกระหังตรงเข้ามารุมทึ้งเธอเหมือนหมาที่หิวโซมาเป็นอาทิตย์ เขี้ยวเหลืองที่แหลมคมราวใบมึดเจาะลงไปในเนื้อก่อนจะฉีกออกเป็นแผลลึก ส่งความเจ็บปวดราวกับถูกไฟเผาผ่านไขสันหลังตรงเข้าสู่มองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเป็นฝอยออกจากแผล ย้อมทั้งชุดตะเบงมานคอมมานโดพรางหิมะและเนื้อหนังที่โผล่พ้นเสื้อส่วนที่ขาให้เป็นสีแดงราวทับทิม เด็กหญิงพยายามเม้มปากกลั้นเสียงกรีดร้องไม่ให้หลุดออกมาอีก แต่ก็ไม่อาจห้ามน้ำตาที่ไหลพรากลงมาอาบแก้มขาวได้....

 

            “เอื้อยกล้วย ช่วยด้วย.....!

            แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายที่อยู่ในห้องนักบินคงไม่ได้ยิน แต่ตานีน้อยก็รวบรวมกำลังที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิดกรีดร้องเรียกรุ่นพี่สาว แต่พริบตาต่อมา แสงสีส้มก็สว่างพรึ่บจนเด็กหญิงต้องหยีตา และเมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตากลมก็เบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้าเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า....

 

            เครื่องบินรบสีดำสนิทที่เคยบินวนอยู่รอบตัวเธอยามนี้ดูราวกับกำลังลุกเป็นไฟ เปลวเพลิงร้อนแรงแผดเผาออกมาจากทุกช่องว่าง มันร้อนแรงเสียจนเธอยังรู้สึกได้แม้จะอยู่ห่างกันนับร้อยเมตร ตานีน้อยพยายามมองหาร่มชูชีพ แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับมีเพียงร่างของรุ่นพี่สาวที่ล้มฟุบอยู่ในห้องนักบินซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ไม่กี่วินาทีต่อมา เครื่องบินทั้งลำก็ถูกกลืนกินด้วยลูกไฟดวงใหญ่ ก่อนที่จะสลายหายไปโดยไม่เหลือแม้แต่เศษเหล็กเพียงชิ้นเดียว

 

            “เอื้อยกล้วย............!

            น้ำไทลุกพรวด ดวงตากลมเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว เหงื่อกาฬแตกพลั่กจนชุ่มใบหน้า แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น เด็กหญิงผมเปียก็พบว่าเธอไม่ได้ห้อยต่องแต่งอยู่กับร่มชูชีพโดยมีเหล่ากระสือกระหังรุมล้อมอีกแล้ว หากอยู่ในห้องนอนใหญ่ของโรงเก็บรถถัง ตานีน้อยขมวดคิ้วน้อยๆอย่างงุนงงระคนครุ่นคิด เธอฝันไปงั้นหรือ แต่มันเหมือนจริงจนน่ากลัว.....

 

            พลัน เด็กหญิงก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อความเจ็บปวดจากทั่วทั้งร่างกายพุ่งผ่านไขสันหลังเข้าสู่สมอง เธอก้มลงมองร่างของเธอ แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าเธอถูกพันด้วยผ้าพันแผลและผ้าก๊อซจนหนาเตอะชนิดเกือบมิดร่าง ผิวหนังส่วนที่ไม่ถูกพันก็ล้วนแล้วแต่มีรอยฟกช้ำหรือไม่ก็รอยถลอก ที่สำคัญคือยังคงมีคราบเลือดสีแดงคล้ำเกรอะกรังอยู่เต็มไปหมด หัวใจของตานีน้อยร่วงวูบ หรือว่าที่เธอเห็นเป็นความจริง และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แปลว่ารุ่นพี่สาวของเธอ.....

 

            “น้ำไท ลุกขึ้นมายะหยัง นอนลงไปก่อน !

            น้ำไทหันขวับเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูดังมาจากข้างตัว พี่สาวฝาแฝดของเธอนั่นเอง เธอยังคงอยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีดำคล้ำ เบื้องหลังเธอ ยูคิที่ถูกพันแผลเอาไว้หนาพอๆกันนอนหลับสนิทโดยมีกล้ายคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ห่างออกไปเล็กน้อย ผู้ชายเพียงคนเดียวในห้องนอนตะแคงอยู่บนเตียงที่ตั้งเยื้องกับเธอ เด็กหนุ่มมีผ้าพันแผลพันไว้รอบเช่นกัน แต่เปิดตรงส่วนอก เผยให้เห็นกระดูกที่ทิ่มออกมานอกอกซึ่งกำลังเคลื่อนที่กลับเข้าไปด้านในอย่างช้าๆ ทิ้งรอยเลือดเอาไว้บนผ้าคลุมเตียงเป็นทาง หมิงกับฟ้านั่งอยู่ข้างตัวเขา คอยใช้ผ้าขนหนูซับเลือดให้ราวกับแม่ดูแลลูก

 

            “อ๊ะ น้ำไทฟื้นแล้ว” เด็กสาวผมหางม้าหันมาเห็นรุ่นน้องสาวพอดี “ฟ้า หมิง น้ำไทฟื้นแล้ว !

            “เป็นยังไงบ้างน้ำไท ยังเจ็บอยู่มั้ย” ฟ้าวางมือจากหลานชายหมอผีใหญ่ทันทีก่อนจะลุกเดินมาหารุ่นน้องสาว

            “ก็ ยังเจ็บอยู่เจ้า แต่พอทนได้” ตานีน้อยฝืนยิ้มให้รุ่นพี่สาว แม้ยามนี้ระบบประสาทที่กลับมาทำงานเต็มที่แล้วของเธอจะรู้สึกราวกับถูกไฟเผา “เอื้อยฟ้าไปดูแลอ้ายจ้าดต่อเถอะเจ้า เปิ้นบาดเจ็บกว่าข้าเจ้าเยอะ ได้ยินว่าซี่โครงทะลุออกมาด้วยบ่แม่นกาเจ้า”

            “ใช่” ว่าที่นักศึกษาแพทย์ตอบ “แต่ถ้าถามพี่ พี่ว่าน้ำไทนี่แหละหนักสุด แผลฉีกขาดแล้วก็ถูกกัดลึกทั้งตัวแล้วก็ยังเสียเลือดมากขนาดนั้น ถ้าเป็นมนุษย์คงตายไปนานแล้ว แล้วพี่ก็รู้มาว่าพลังงานวิญญาณก็ไหลออกไปกับเลือดด้วยไม่ใช่เหรอ”

            “ก็.... แม่นเจ้า แต่หมู่เฮาตานีบ่สิ้นอายุกันง่ายๆหรอกเจ้า ยิ่งถ้าได้ยาสมานแผลนี่ บ่กี่ชั่วโมงก็หายแล้วล่ะเจ้า” เด็กหญิงผมเปียยิ้มให้อีกฝ่ายอีกครั้งเป็นการยืนยัน “ขอบคุณมากเน่อเจ้าที่เป็นห่วง ขอบคุณเอื้อยๆทุกตนเลยเจ้า”

            “งั้นพี่ขอตัวไปดูจ้าดต่อก่อนนะ”

            “เจ้า” น้ำไทพยักหน้าให้รุ่นพี่สาว แต่เธอก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ๊ะ เดี๋ยว เอื้อยฟ้า เอื้อยกล้วยไปที่ได๋เจ้า เปิ้นปลอดภัยก่อ”

 

            “อ้าว น้ำไท ฟื้นแล้วก๋า”

            ราวกับได้ยิน ราชินีตานีเดินเข้ามาในห้องพอดี เธอถือถาดที่มีแก้วน้ำและขวดยาสมานแผลสองสามขวดมาด้วย ตานีสาววางถาดลงบนโต๊ะระหว่างเตียงของน้ำไทกับยูคิ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำให้รุ่นน้องสาวซึ่งรับไปดื่มอย่างกระหายแม้จะทำให้แผลที่แขนและคอเจ็บแปล๊บขึ้นมาก็ตาม

 

            “เป็นจะไดบ้าง”

            “ก็.... ดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยเจ้า” ตานีน้อยตอบเมื่อดื่มน้ำหมดแก้วแล้ว ก่อนจะรัวคำถามใส่อีกฝ่ายบ้าง “เอื้อยกล้วย.... เกิดอะหยังขึ้นกาเจ้า หมู่ผีร้ายล่ะ แล้วต้นกล้วยล่ะเจ้า”

            “เรื่องผีร้ายบ่ต้องเป็นห่วง เปิ้นถอยปิ๊กไปหมดแล้ว ต้นกล้วยก็ลงดินเรียบร้อยแล้ว” กล้วยลูบเรือนผมสีดำประกายเขียวของรุ่นน้องสาวอย่างอ่อนโยน “ส่วนถ้าจะถามว่าเกิดอะหยังขึ้น..... น้ำไทดีดตัวออกจากเครื่องบินแล้วโดนกระสือกระหังรุม เอื้อยยังย่านอยู่ว่าน้ำไทจะสิ้นอายุไปแล้ว”

            “กาเจ้า....” เด็กหญิงผมเปียเอนตัวกลับลงไปบนเตียงอีกครั้ง “เอื้อยกล้วยช่วยข้าเจ้าไว้แม่นก่อเจ้า ขอบคุณมากเน่อเจ้า”

            “เปล่าหรอก เปล่าเลย.... หมู่ผีร้ายถอยไปเอง แล้วเอื้อยกล้ายกับเอื้อยหมิงก็ไปรับน้ำไทมา เอื้อยบ่ได้ยะอะหยังเลย บ่สิ เอื้อยยะอะหยังบ่ได้เลยมากกว่า.....”

 

            เสียงของราชินีตานีค่อยๆเบาลงจนเงียบหายไปในลำคอ น้ำไทเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่สาว แต่อีกฝ่ายกลับลุกขึ้นยืน

 

            “เดี๋ยวเอื้อยขอตัวก่อนเน่อ มีเรื่องหื้อต้องคึดนิดหน่อยเกี่ยวกับแผนต่อจากนี้ เดี๋ยวสักพักเอื้อยมาเยี่ยมใหม่เน่อ พักเยอะๆล่ะ”

            “อ๊ะ เดี๋ยวสิเจ้าเอื้อยกล้วย”

            “อ้าว กล้วย จะไปไหนน่ะ”

            “กล้วย ?”

 

            ไม่ทัน เด็กสาวหน้าจืดออกไปจากห้องเสียแล้ว ทิ้งเหล่าสหายศึกให้มองตากันไปมาอย่างงุนงงระคนสงสัย ถ้าจะไปวางแผนจริง เธอก็น่าจะเรียกกล้ายไปด้วย ที่สำคัญ ทั้งกล้าย น้ำว้าและน้ำไทต่างก็รู้ดีว่ากล้วยไม่ใช่ตานีที่จะทิ้งสหายร่วมรบที่กำลังบาดเจ็บหนักไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเป็นรุ่นน้องสาวที่เธอทั้งรักทั้งหวงแบบนี้ แล้วกล้วยไปไหนกันแน่.....

 

            “หมิง มาดูยูคิแทนข้าที”

            “เป็นหยัง กล้ายสิไปไส”

            “ข้าจะตามกล้วยไป”

            เด็กสาวหน้าเสือเอียงคออย่างงงๆ แต่ในที่สุดเธอก็พยักหน้าอย่างเข้าใจสถานการณ์ “ได้ เดี๋ยวเฮาเบิ่งยูคิให้เอง”

            “อื้ม”

 

 

            ราชินีตานียืนอยู่บนดาดฟ้าหลังคาโลหะโค้งของโรงเก็บรถถัง ท่ามกลางลมหนาวเหน็บของปลายฤดูหนาว และแสงสลัวของดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะตะกายขึ้นจากเหลี่ยมเขาสูงชันของเทือกเขาตานปันน้ำตะวันออก

 

            ดวงตาเรียวมองลงไปยังทุ่งหิมะขาวโพลนเบื้องล่าง ที่นั่น ต้นกล้วยขนาดยักษ์สี่ต้น พ่วงด้วยอีกสองต้นที่มีขนาดเพียงครึ่งหนึ่ง ปลูกรวมกันเป็นกระจุกอยู่ข้างรถถัง TT-42M ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและรอยบุบ และรถพ่วงอีกคันที่อยู่ในสภาพย่ำแย่พอๆกัน

 

            เด็กสาวหน้าจืดก้มลง ซุกหน้าเอาไว้ในอ้อมแขนที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อกันหนาวสีเขียว ความรู้สึกผิดและโกรธตัวเองแผดเผาอยู่ในอก

 

            ถ้าเธอไม่ประมาทกองบินร่วมกระสือกระหัง น้ำไทก็คงไม่ต้องบาดเจ็บปางตายแบบนี้....

            ถ้าเธอไปอารักขาหน่วยขนต้นกล้วยแทนที่จะดึงดันไปเอาเครื่องบิน ยูคิกับจ้าดก็คงกลับมาอย่างปลอดภัย....

            ถ้าเธอไม่หลงกลผีร้ายตั้งแต่แรก ถ้าเธอรอบคอบกว่านี้ เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น สวนกล้วยก็คงไม่ต้องถูกทำลาย ต้นกล้วยของพวกเธอก็คงยังอยู่ดีอยู่ในห้องลับนั่น....

 

            ทั้งหมดก็เพราะเธอ.....

 

            “กล้วย”

            เสียงเรียกจากด้านหลังทำเอาตานีสาวสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันขวับ กล้ายนั่นเอง

 

            “ขึ้นมายะหยังกล้าย” เด็กสาวหน้าจืดหันหลังกลับออกไปยังนอกระเบียงอีกครั้ง “ดูแลยูคิอยู่บ่แม่นก๋า”

            “หื้อหมิงดูแลแทนแล้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเดินมาเกาะระเบียงข้างตัวเพื่อนสาว แววเป้นห่วงฉาบอยู่บนใบหน้า “กล้วย เป็นอะหยังถึงได้ขึ้นมาบนนี้”

            “บ่มีอะหยัง ข้าเจ้าแค่อยากจะมาดูเมืองตอนเช้าเท่านั้นเอง”

            “แล้วได๋ว่าจะวางแผน”

 

            กล้วยสะดุ้งน้อยๆ เธอลืมข้ออ้างที่เพิ่งจะพูดไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วเสียสนิท

            “บ่ต้องมาหลอกกันเลยกล้วย คึดว่าหมู่เฮาฮู้จักกล้วยมานานเท่าได๋แล้วถึงจะบ่ฮู้ว่ากล้วยฮู้สึกจะไดน่ะ” เด็กสาวผมหางม้าแตะไหล่เพื่อนสาว “บ่ต้องโทษตัวเองหรอกน่าที่สามตนนั้นบาดเจ็บ บ่แม่นความผิดของกล้วยสักหน่อย บ่แม่นความผิดของผู้ได๋ทั้งนั้นแหละ เพราะหมู่ผีร้ายต่างหาก”

 

            ราชินีตานีไม่ตอบ กล้ายเห็นอีกฝ่ายเงียบนานก็อ้าปากจะพูดต่อ แต่อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นเสียก่อนด้วยเสียงราบเรียบ

 

            “กล้าย เป็นราชินีแทนข้าเจ้าที”

            “อู้อะหยังน่ะกล้วย !?” เด็กสาวผมหางม้าอ้าปากค้าง

            “ข้าเจ้าบ่อยากเป็นผู้นำแล้ว” ตานีสาวหน้าจืดซุกหน้าลงกับอ้อมแขนอีกครั้ง “คึดดูสิกล้าย เพราะการนำของข้าเจ้า ตานีต้องสิ้นอายุไปกี่ตนแล้ว..... บ่แม่นเท่านั้น ทั้งตอนเปรตบุกเมือง ทั้งตอนรถไฟ แล้ววันนี้ก็อีก เพราะข้าเจ้าหลงกลผีร้าย เพราะข้าเจ้าสั่งการพลาด เพราะข้าเจ้าบ่ฟังกล้ายดันทุรังจะไปเอาเครื่องบิน น้ำไทเลยต้องมาบาดเจ็บ ยูคิกับจ้าดก็บาดเจ็บ ทุกตนและทุกคนเฉียดตายกันหมด จะอี้ยังจะหื้อข้าเจ้าเป็นราชินี.... เป็นผู้นำของหมู่เฮาได้อีกก๋า !?

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้า

 

            “นึกแล้วว่ากล้วยต้องคึดจะอี้” เด็กสาวผมหางม้ายิ้มเนือยๆ “ก็แล้วแต่จะมองเน่อกล้วย กล้วยชอบมองตัวเองจะอี้ ข้าก็คงเปลี่ยนมุมมองกล้วยบ่ได้ง่ายๆหรอก แต่ถ้าถามข้า ข้าว่ากล้วยนั่นแหละเหมาะจะเป็นผู้นำที่สุดแล้วในหมู่เฮา”

            “บ่ต้องปลอบใจข้าเจ้าหรอกกล้าย ข้าเจ้าฮู้ตัวเองดี” เสียงอู้อี้ตอบกลับมาจากในแขนเสื้อกันหนาว

            “บ่ได้ปลอบ ข้าอู้แต๊ๆ” กล้ายยืนยัน “จะหาผู้ได๋วางแผนเก่งกว่ากล้วยได้อีก จะหาผู้ได๋ที่สั่งการได้เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวกว่ากล้วยได้อีก บ่มีแล้วเน่อ”

            “ฟ้าจะได” อีกฝ่ายตอบ “บ่อั้นก็จ้าด ทั้งสองคนเด็ดเดี่ยวแล้วก็แข็งแกร่งกว่าข้าเจ้าเยอะ”

            “แต่เปิ้นก็บ่ฮู้เรื่องผีร้ายหรือแผนการรบเน่อ” หัวหน้าหน่วยจู่โจมแย้ง “อีกอย่าง ข้าก็อู้แล้วว่าเหตุการณ์วันนี้บ่แม่นความผิดกล้วยสักหน่อย บ่มีผู้ได๋ผิดเลย หรือถ้าจะผิดก็ผิดกันหมดทุกตนแหละที่หลงกลผีร้ายจะอั้น แล้วอีกอย่าง ลองมองในมุมกลับสิ ถ้ากล้วยบ่เอาเครื่องบินมาช่วย ป่านนี้หมิงกับข้าก็คงโดนเปรตเหยียบเละอยู่กลางสวนกล้วย และน้ำว้ากับฟ้าก็อาจจะบ่รอดหมู่กระสือกระหังก็ได้ สิ่งที่กล้วยยะน่ะดีที่สุดแล้วเน่อ เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิกล้วย ถ้าผู้นำยังบ่เชื่อมั่น แล้วจะหื้อผู้ตามเชื่อมั่นได้จะไดล่ะ”

            “ก็ถึงบอกว่าจะหื้อกล้ายเป็นผู้นำแทน”

            “หื้อข้าเป็นก็ได้เละกันหมดน่ะสิ” กล้ายตอบกลั้วหัวเราะ “ข้าวางแผนเป็นซะที่ได๋กันล่ะ แถมยังใจร้อนออกจะอี้ หื้อข้านำดีบ่ดีทุกตนจะเป็นอันตรายมากกว่ากล้วยนำอีก”

            “ตะ.... แต่.....”

            “เชื่อมั่นในตัวเองอีกหน่อยเถอะกล้วย” เด็กสาวผมหางม้าเอื้อมมือโอบไหล่เพื่อนสาวก่อนจะดึงเธอมาแนบข้างกาย “หมู่เฮาเชื่อมั่นในตัวกล้วยเน่อ แล้วหมู่เฮาก็อยากหื้อกล้วยเชื่อในตัวเองด้วยเหมือนกัน เชื่อในสิ่งที่ยะ ยะในสิ่งที่เชื่อ กล้วยยะได้อยู่แล้ว”

            “แต่ข้าเจ้าบ่เหลือความมั่นใจในตัวเองอีกแล้ว.....” เสียงของกล้วยเบาลงและอู้อี้ขึ้นอีกจนกล้ายต้องแนบแก้มลงกับเรือนผมของเธอจึงจะได้ยิน เด็กสาวผมหางม้าพยายามกลั้นยิ้มที่ได้แอบใกล้ชิดกับเพื่อนสาวไว้ขณะอีกฝ่ายพูดต่อ “อู้แต๊ๆเน่อกล้าย ข้าเจ้าย่าน.... ย่านว่าแผนต่อไปของข้าเจ้าจะยะหื้อคนอื่นเป็นอันตรายอีก.... ยิ่งตนอื่นเชื่อใจข้าเจ้า ข้าเจ้าก็ยิ่งย่าน.... ย่านจะยะหื้อเปิ้นผิดหวัง ย่านว่าตัวเองจะทรยศความเชื่อใจนั่น.....”

            “ข้าเข้าใจ” กล้ายกระซิบตอบ “ผู้ได๋ก็ย่านกันทั้งนั้นแหละบ่าความคาดหวังกับความเชื่อมั่นนี่ แต่กล้วยลองคึดดูสิ ถ้าเปลี่ยนจากย่านมาใช้มันเป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจล่ะจะบ่ดีกว่าก๋า ทุกตนคาดหวังในตัวกล้วย ก็แปลว่ากล้วยมีค่าพอหื้อเปิ้นคาดหวังเน่อ และถึงจะผิดพลาดจะได หมู่เฮาก็จะยังเชื่อในตัวกล้วย บ่ว่าจะผิดพลาดจะได หมู่เฮาก็ยังอยู่ตรงนี้กับกล้วยเสมอ เพราะจะอั้นบ่ต้องย่าน เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วเป็นผู้นำของหมู่เฮาต่อไปเน่อ”

 

            “กล้าย.....”

            กล้วยหันขวับมากอดเธอแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ร่างที่สั่นสะท้านบ่งบอกเธอว่าเพื่อนสาวกำลังสะอื้น เด็กสาวผมหางม้ากอดตอบเพื่อนสาวแน่นพอๆกัน ริมฝีปากยิ้มอย่างโล่งอก เธอไม่เคยเห็นราชินีตานีร้องไห้เลยสักครั้งตั้งแต่กลับมาคืนดีกันอีกหน ฟังจากที่เธอพูด ในใจของกล้วยคงอัดแน่นไปด้วยความทุกข์และความรู้สึกผิด แต่ในที่สุดเธอก็ระบายมันออกมาแล้ว หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแนบแก้มกับแก้มขาวของเพื่อนสาว มือลูบผมยาวสีดำประกายเขียวอย่างปลอบโยน ขณะเด็กสาวหน้าจืดร้องไห้กับไหล่ของเธอเงียบๆ

 

            กว่าราชินีตานีจะปล่อยเพื่อนสาวออกจากอ้อมแขน ดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นเหลี่ยมเขาตานปันน้ำตะวันออกแล้ว กล้วยยิ้มเขินๆเมื่อเพิ่งจะรู้ตัวว่ากอดอีกฝ่ายเอาไว้นานเพียงใด ในขณะที่เด็กสาวผมหางม้าหันหน้าหนีไปแอบเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลพรากๆมาเกือบครึ่งชั่วโมง โชคดีที่แขนซ้ายของเธอโอบกล้วยเอาไว้ค่อนข้างสูง แขนเสื้อเลยซับไว้ได้บ้าง ไม่งั้นกล้วยคงได้ว้ากเธอแน่ๆที่ทำเสื้อกันหนาวตัวโปรดเปื้อนเลือด

 

            “หมู่เฮา....” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยอย่างประหม่า “ลงไปข้างล่างกันดีก่อ”

            “อื้ม ไปสิ.....”

 

            เสียงของเด็กสาวผมหางม้าขาดหายไปในลำคอเมื่อเธอหันหลังกลับมาเห็นทั้งฟ้า หมิงและน้ำว้าเกาะมุมตึกดูพวกเธอกันสลอน แม้กระทั่งยูคิ จ้าดและน้ำไทที่ยังคงอยู่ในชุดผ้าพันแผลก็ยังอุตส่าห์ลากสังขารขึ้นมาดูกับเขาด้วย ทั้งกลุ่มแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเหมือนกระหังโดนน้ำว้ายิงเมื่อหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมย่างสามขุมเข้าหาอย่างข่มขวัญ เหลือเพียงหมิงในร่างเสือลาดพาดกลอนตัวใหญ่ที่ยังคงยืนจังก้าประจันหน้ากับตานีสาว ปากแสยะยิ้มหวานเย็นโชว์เขี้ยวขาว

 

            “นี่ขึ้นมาดูตั้งแต่เมื่อได๋เนี่ยบ่าสมิงบ้าพลัง” เด็กสาวผมหางม้าถามเสียงเขียว ตรงกันข้ามกับปื้นสีแดงที่ทาทับใบหน้าของเธอผ่านใบหูไปจนถึงหลังคอ

            “ก็ตั้งแต่กล้วยโผเข้ากอดกล้ายนั่นแหละ” รอยยิ้มของสมิงสาวแสยะกว้างขึ้นไปอีก “เฮาว่าสิแอบตามขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่กว่าน้ำไทกับยูคิกับจ้าดสิย่างไหวก็เสียเวลาไปตั้งนาน แหม เสียดาย ถ้าขึ้นมาเร็วกว่านี้หน่อยอาจสิได้เห็นอีหยังมากกว่านี้แท้ๆ.....”

            “บ่มีอะหยังทั้งนั้นแหละย่ะ !” กล้ายตอบสะบัดเสียง

            “แต่ที่แน่ๆ เฮามีรูปไปอัพขึ้นสมุดหน้าอีกรูปแล้ว.....”

 

            หมิงกลายร่างกลับเป็นมนุษย์ ในมือถือกล้องถ่ายรูปเอาไว้ สีเลือดที่เคยแดงก่ำบนใบหน้าของเด็กสาวผมหางม้าหายวับเมื่อเห็นภาพเธอกับกล้วยกำลังกอดกันกลมอยู่บนหน้าจอแอลซีดี เธอยิ่งซีดลงไปอีกเมื่อเห็นสัญลักษณ์กลมๆหมุนอยู่ที่กลางหน้าจอก่อนจะเปลี่ยนเป็นโลโก้ของสมุดหน้า อันเป้นสัญญาณว่ารูปถูกอัพโหลดขึ้นเรียบร้อยแล้ว.....

 

            “ลบเดี๋ยวนี้เน่อ !

            “บ่มีทาง” เด็กสาวหน้าเสือเบี่ยงตัวหลบมือที่พุ่งมาหมายคว้ากล้องของเพื่อนสาว “เอ อัพโหลดคลิปวิดีโอด้วยดีบ่น้อ.....”

            “มีคลิปด้วยก๋า...........!?

 

            กล้วยหัวเราะคิกเมื่อเห็นคู่ปรับตามธรรมชาติเปิดฉากตะลุมบอน ก่อนจะหันออกไปนอกระเบียงอีกครั้ง ต้นกล้วยทั้งหกต้องแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณเป็นสีทอง เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือกก่อนจะยิ้ม จริงอย่างที่กล้ายว่า อย่างน้อยปฏิบัติการครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จแหละนะ.....

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ที่กล้วยและน้ำไทพูดคือรหัสลับทางการบิน (Brevity Code) ของตานี

 

“อุ๊ยสู่อุ๊ย” แทน “จรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ” ตรงกันข้ามกับ “อุ๊ยสู่พาน” ซึ่งหมายถึง “จรวดนำวิถีอากาศสู่พื้น” และ “อุ๊ยสู่ราบ” ซึ่งหมายถึง “จรวดนำวิถีต่อต้านเรือดำน้ำ”

 

“ยักษ์” หมายถึงการยิงอาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ ตรงกับคำว่า “Fox” ซึ่งมาจากคำว่า “Fire” ของกองทัพอากาศของประเทศทางตะวันตก ตัวเลขหลัง “ยักษ์” จะบอกระบบนำวิถีของจรวด เช่น “ยักษ์หนึ่ง” คือนำวิถีด้วยเรดาร์ “ยักษ์สอง” คือนำวิถีด้วยพลังงานวิญญาณ “ยักษ์สาม” คือนำวิถีด้วยเสียง “ยักษ์สี่” คือนำวิถีด้วยอินฟราเรด (แสวงความร้อน) ส่วน “ยักษ์ห้า” เดิมใช้แทนการยิงปืน แต่ปัจจุบันใช้ “ปืน” แทน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น