ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 48 : ปฏิบัติการลับที่สั่นสะท้านเมืองยามราตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ก.พ. 58

            เที่ยงคืนแล้ว

 

            รถราที่วิ่งกันขวักไขว่บนถนนเมื่อราวหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ยามนี้เริ่มลดลง

 

            เสียงไซเรนที่เคยดังก้องทั่วเมือง บัดนี้เริ่มเงียบ

 

            ชาวเมืองที่ขวัญผวา หากเหนื่อยล้าและอ่อนแรงเต็มทีจากการตื่นตัวระแวดระวังผีร้าย เมื่อได้ยินข่าวว่าเหล่าอสุรกายหายไปแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน

 

            ไม่มีใครรู้เลย ว่าศึกในคืนนี้ยังอีกยาวนานนัก

 

            และไม่มีใครรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดิน เมื่อรถถังหนักห้าสิบตันสามสิบคันแล่นผ่าอุโมงค์ยักษ์ต่ำลงไปใต้ดินกว่าสิบเมตรเลยแม้สักคนเดียว.....

 

            “พอไหวก่อหมิง” กล้ายเอ่ยถามเพื่อนสาวผู้กำลังขะมักเขม้นกับการบังคับรถถังซึ่งอยู่รั้งท้ายขบวน

            “บ่ต้องห่วงเฮาหรอก กล้ายเหอะไหวบ่ คุมตั้งสามสิบคันพร้อมๆกัน”

            “บ่หนักมากหรอก คอมพิวเตอร์ยะการหื้อหมด ข้าแค่ป้อนคำสั่งลงไปเท่านั้นเอง” ตานีสาวขยับแลปทอปสีดำคาดเขียวในมือ พัดลมระบายความร้อนของมันส่งเสียงครางฮือๆเหมือนคนกำลังร้องไห้เมื่ออุปกรณ์ทุกอย่างทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อประมวลผลการควบคุมรถถังยี่สิบเก้าคันพร้อมๆกัน “เอาล่ะ ใกล้จะถึงปากอุโมงค์แล้ว ระวังตัวเน่อ”

 

            ประตูเหล็กหนักนับร้อยตันที่ปากอุโมงค์เลื่อนเปิด หิมะที่ทับถมกันเกือบสองเมตรถล่มซุ่ลงมาเบื้องล่าง แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับรถถังรุ่นล่าสุดของตานีเลยแม้แต่น้อย รถถังทุกคันวิ่งฝ่ามันขึ้นไปยังลานโล่งกว้างริมทิวสนของสวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอนก่อนจะจัดเป็นแถวเรียงหน้ากระดาน ปั๊มไฮดรอลิกยกปืนใหญ่ขึ้นในองศายิง ขณะฐานปล่อยจรวดต่อต้านอากาศยานเหนือป้อมปืนค่อยๆยกตัวขึ้นอย่างช้าๆ เตรียมพร้อมยิงอะไรก็ตามที่โผล่ออกมาบนท้องฟ้า

 

            เด็กสาวผมหางม้าละมือจากแลปทอปของเธอไปกดเปลี่ยนโหมดการแสดงผลหน้าจอหลักของรถถังให้กลายเป็นโหมดเตรียมยิง พร้อมกับเปิดการสแกนหาวิญญาณทุกระบบเท่าที่จะรับได้ แต่ทุกอย่างว่างเปล่า สิ่งที่เธอมองเห็นได้มีเพียงแสงไฟวูบวาบจากรถยนต์บนถนนอ้อมตานที่เลียบสวนกล้วย กับแสงสีเขียวและม่วงจากตัวเมืองตานนะคอนยามค่ำคืนเท่านั้น

 

            “หาบ่เจอจังซี่ก็ลำบากสิ....” หมิงพึมพำ “เอาจังไสกล้าย ลองยิงมั่วๆดูเลยดีบ่”

            “บ่” ตานีสาวตอบทันควัน “ขืนยิงเมืองก็เละพอดีสิบ่าหมิงจ้าดง่าว ปืนใหญ่ระยะยิงไกลสุดห้ากิโลเน่อ !

            “ก็แค่ลองเสนอความคึดเท่านั้นเอง เป็นหยังต้องมาว่ากันจังซี่ด้วยเนี่ยบ่าตานีมักผู้สาว !?

            “เอ๊ะ ก็บอกว่าบ่ได้มักผู้สาว หาเรื่องก๋า !?

            “ก็กล้ายฮักผู้สาวคักๆนี่ !

            “หนอย......! บ่าสมิงจ้....”

 

            เด็กสาวผมหางม้าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตูมลั่นเหมือนกลองใหญ่ในวงดุริยางค์ พร้อมๆกับที่แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับมียักษ์เอากระบองฟาด สองพลขับเฉพาะกิจมองหน้ากันอย่างงุงงระคนหวาดหวั่น แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรออกมา รถถังสองคันทางซ้ายของพวกเธอก็กระเด็นลอยละลิ่ขึ้นฟ้าราวกับถูกเท้าที่มองไม่เห็นเตะเต็มแรง แสงสีส้มสว่างวาบเมื่อมันระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษโลหะและวัสดุผสมตกกราวลงมาใส่รถถังเบื้องล่างราวกับห่าฝน

 

            “ผีร้ายล่องหน ! หมิงถอยลงอุโมงค์ !

            สมิงสาวแห่งป่าแสนคำทำตามคำสั่งทันที เธอกระชากคันเกียร์ไปอยู่ตำแหน่งเกียร์ถอยหลังก่อนจะกระทืบคันเร่ง แต่ยังไม่ทันที่เครื่องยนต์กังหันแก๊สในฝากระโปรงหลังจะตอบสนอง เท้าที่มองไม่เห็นเมื่อครู่ก็กระทืบตูมลงบนรถถังสองคันทางขวาจนบี้แบนติดพื้นเหมือนกระป๋องถูกทุบในครั้งเดียว

 

            “แย่ แย่ แย่ แย่ แย้ !

            เสียงของกล้ายสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับความเร็วรถถังทั้งฝูงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ดูจะยังน้อยกว่าความเร็วของศัตรูล่องหนที่ไล่พังยานเกราะล้ำสมัยมาทีละคัน แรงระเบิดจากเชื้อเพลิงเอทานอลนับร้อยลิตรในถังทำเอารถถังของเธอสั่นสะท้าน เสียงโลหะที่รับแรงกระแทกไปเต็มๆคราวต่ำราวกับกำลังจะขาดออกเป็นชิ้นๆ เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเหือบมองหน้าจอแสดงผลของรถถังสลับกับเมนูสั่งการในแลปทอปบนตักที่บ่งบอกว่ารถถังในสังกัดกำลังหายไปทีละคันด้วยความเร็วที่ทำให้เธอเย็นสันหลังวาบ เหงื่อกาฬผุดพราวจากเรือนผม เธอจะลงอุโมงค์ได้ก่อน หรือรถถังเธอจะหมดก่อน หือเธอจะถูกเตะปลิวแล้วระเบิดเป็นชิ้นๆก่อนกันหนอ.....

 

            “กล้าย ลองยิงบ่ได้บ่ !?

            “ก็บอกแล้วว่ามันจะโดนตึก !

            “แล้วถ้าปืนกลล่ะ !?

 

            ตานีสาวชะงักไปเล็กน้อย จริงด้วย เธอยังมีปืนกล และพิสัยยิงไกลสดของปืนกลก็เพียงสองกิโลเมตรกว่าๆ แทบไม่มีทางที่มันจะหลุดไปโดนตึกระฟ้าของเขตธุรกิจเชียงแสนซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสองกิโลเมตรครึ่งได้แน่นอน

 

            “ข้ายิงเอง หมิงตั้งใจขับดีกว่า”

            “อื้ม”

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคว้าคันบังคับการยิงหมับก่อนจะเหนี่ยวไกทันที เกิดเสียงฟืดเหมือนเครื่องดูดฝุ่นเมื่อปืนกลหกลำกล้องบนป้อมปืนของรถถังเกือบทุกคันส่งกระสุนกระบอกละสองร้อยนัดออกไปภายในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวินาที กระสุนที่ร้อนจัดส่งแสงยาวเหยียดในความมืดของยามราตรีก่อนจะหายวูบราวกับกระทบอะไรบางอย่าง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเพล้งเหมือนแก้วแตกดังสนั่นหวั่นไหวจนหมิงผู้มีสัมผัสไวกว่าทั้งมนุษย์และตานีต้องยกมือขึ้นปิดหูพร้อมกับหลับตาปี๋อย่างลืมตัว แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพในหน้าจอแอลซีดีเบื้องหน้าก็ทำให้เธออ้าปากค้างอย่างสยองขวัญ......

 

            หมู่ตึกระฟ้าประดับไฟสว่างเรืองรองของเขตธุรกิจเชียงแสนถูกบดบังด้วยเปรตนับสิบตน ทุกตนสูงหลายสิบหรืออาจจะเป็นร้อยเมตร ตนที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสิบเมตร ปากเท่ารูเข็มสูดอากาศส่งเสียงหวีดแหลม มือขนาดใหญ่กว่าใบลานหลายสิบเท่าเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาราวกับกำลังตบยุง ขณะเท้าขนาดพอๆกับแพนหางของเครื่องบินโดยสารเหยียบรถถัง TT-30 ที่ติดอุปกรณ์ครบครันแหลกคาฝ่าเท้าเหมือนเหยียบแมลงสาบ

 

            เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้า กองบินร่วมกระสือ-กระหังมากันมืดฟ้ามัวดิน กระหังแต่ละตนติดอาวุธมาครบมือทั้งปืน ปืนกล และระเบิดแสวงเครื่อง ขณะกระสือบินเกาะหมู่แบกถังขนาดยักษ์เหมือนเมื่อครั้งบุกเมืองเมื่อปีที่แล้ว ต่ำลงมาบนพื้นดินเบื้องล่าง ร่างไหม้เกรียมแหลกเละที่แยกแทบไม่ออกว่าตรงไหนเป็นขาหรือแขนนับร้อยๆตนไต่กันยุ่บยั่บ แซมเป็นหย่อมๆด้วยหญิงชราผู้มีผิวขาวเหี่ยวย่นแห้งแข็งราวกับถูกแช่อยู่ในฟอร์มาลีนมานานนับปี หญิงชราที่กล้ายรู้จักดีในชื่อปอบไห้.....

 

            “เหยียบมิดเลยหมิง !

            เด็กสาวผมหางม้าร้องบอกสหายร่วมรบเสียงแหลมก่อนจะเหนี่ยวไกยิงอีกครั้ง คราวนี้กราดนานกว่าครั้งแรกมาก กระสุนเจาะเกราะขนาดยี่สิบมิลลิเมตรพุ่งเข้าทะลวงแกนวิญญาณของเหล่าร่างแหลกเหลวจนพวกมันแตกสลายเป็นอากาศธาตุนับสิบๆตนในครั้งเดียว ปอบไห้บางตนก็โดนลูกหลงไปด้วย แต่หลายตนก็ยังกระโดดซ้ายกระโจนขวาฝ่าห่ากระสุนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุด กระสุนแม็ดแค่นี้ทำอะไรเปรตไม่ได้เลยแม้แต่น้อย.....

 

            ฉับพลัน เท้าข้างหนึ่งของเปรตร่างยักษ์ก็กระทืบตูมลงเบื้องหน้า เฉียดปลายกระบอกปืนใหญ่ไปเพียงไม่ถึงเมตร แม้หัวใจจะร่วงวูบลงไปอยู่ติดเบาะ แต่กล้ายก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้เสียไป เธอย้ายนิ้วมายังไกปืนใหญ่ก่อนจะเหนี่ยวอย่างไม่ปรานี รถถังคันโตสะท้านเมื่อกระสุนปืนใหญ่ขนาดสบสองเซนต์ครึ่งถูกยิงออกไป มันระเบิดตูมใส่ครึ่งขาครึ่งแข้งของเป้าหมายพอดี อสุรกายร่างโย่งหวัดเสียงร้องแหลมขณะมันซวนเซก่อนจะล้มตึงลงกับพื้นหิมะ ทำเอาเกล็ดสีขาวสาดกระจายไปทุกทิศทุกทาง

 

            “ยะหยังปากอุโมงค์ถึงไกลจะอี้เนี่ย !?” เด็กสาวหน้าเสือกรีดเสียงผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น

            “บ่ต้องห่วง จะถึงแล้ว ถึงแล้วหมู่เฮาตีโต้กลับได้แน่ !

            “เป็นหยังถึงมั่นใจจั่งซั่นล่ะ สถานการณ์พวกเฮาตอนนี้แย่มากเลยเด๊ !

            “เดี๋ยวก็ฮู้.....”

 

            ตานีสาวผมหางม้ารอจนรถถังทั้งหมดที่เหลือเข้ามาในอุโมงค์ก็จิ้มนิ้วลงบนหน้าจอแลปทอป เกิดความเงียบอย่างน่าพิศวงขึ้นสองสามวินาที ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อรถถังตัวล่อที่ใส่ระเบิดเอาไว้จนเต็มคันซึ่งยามนี้วิ่งอ้อยอิ่งอยู่กลางหมู่ผีร้ายกลายสภาพเป็นลูกไฟสีส้มลูกยักษ์ขนาดน้องๆสนามฟุตบอล แรงอัดกระแทกของมวลอากาศที่พัดเข้ามาในอุโมงค์ทำเอารถถังหนักนับห้าสิบตันทุกคันไถลถอยหลังไปเกือบห้าเมตร โชคดีที่อุโมงค์นี้มีระบบระบายความดันที่ดีเยี่ยม ไม่เช่นนั้นสองพลขับคงแหลกเป็นชิ้นๆตามผีร้ายไปเรียบร้อยแล้ว

 

            “โอเค ทางเปิดแล้ว ออกจากอุโมงค์แล้วพยายามขับหนีไปทางเมืองตานีหื้อเร็วที่สดเน่อ เดี๋ยวข้ายิงล่อหมู่เปิ้นเอง !

            “รับทราบ !

 

            หมิงเปลี่ยนเกียร์เป็นเดินหน้าก่อนจะกระทืบคันเร่งอีกครั้ง รถถังคันยักษ์ค่อยๆเร่งความเร็วแซงหน้ารถถังอัตโนมัติคันอื่นๆออกจากอุโมงค์ไปยังทุ่งหิมะซึ่งบัดนี้แปรสภาพเป้นกองซากศพของเหล่าอสุรกายที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ห่างออกไปเบื้องหลัง เหล่าเปรตและผีร้ายที่เหลือดูจะชะงักไปบ้าง ไม่เปรี้ยวดาหน้ากันมาเต็มสปีดเหมือนเมื่อครู่ คงรู้แล้วว่าพวกเธอไม่ใช่จะเคี้ยวกันง่ายๆ

 

            เด็กสาวผมหางม้าถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเธอหลุดวิกฤตไปได้ครั้งหนึ่งอย่างฉิวเฉียด แต่ก็เสียรถถังไปถึงกว่าหนึ่งในสาม หากเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกอาจจะเหลือเธออยู่คันเดียว หรือไม่ก็อาจจะถูกเตะลอยละลิ่วขึ้นฟ้า ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองตำแหน่งที่เก็บต้นกล้วยในแผนที่บนหน้าจอเบื้องหน้า ในใจภาวนา ขนต้นกล้วยกันเร็วๆหน่อยเถอะ อย่างน้อยก็ก่อนที่พวกเธอจะเสร็จผีร้ายก็พอ.....

 

 

            ดูเหมือนความหวังของกล้ายจะยังห่างไกลความเป็นจริงอยู่พอสมควร อย่างน้อยที่สุดก็เกือบสามร้อยเมตร เพราะตอนนี้รถพ่วงทั้งสามคันเพิ่งจะพ้นปากอุโมงค์ที่ด้านตะวันออกของสวนกล้วยมาหมาดๆ เสียงเครื่องยนต์ดีเซลดังก้องไปทั่วป่ากล้วยตายซากที่เงียบสงัด ขณะทั้งสามคันวิ่งผ่านซากปรักหักพังของสิ่งที่เคยเป็นย่านที่พักอาศัยอันมีชีวิตชีวาของเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์แห่งเมืองตานนะคอนลึกเข้าไปสู่ใจกลางสวนกล้วย

 

            “จอดตรงนี้ !

            จู่ๆน้ำว้าก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง ทำเอารุ่นพี่หนุ่มเหยียบเบรกจึ้ก เสียงล้อแหวกหิมะดังครากจากด้านหลังบอกให้เขารู้ว่าสองคันที่ตามมาก็เบรกกะทันหันพอกัน โชคดีไม่ตำตูดกันเข้า

 

            “อุโมงค์ที่เก็บต้นกล้วยต้องใช้รหัสเปิด เดี๋ยวข้าเจ้าลงไปใส่รหัสหื้อ”

            ว่าแล้วตานีน้อยก็กระโดดลงจากรถ ก่อนจะวิ่งลุยหิมะไปยังอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนกองหิมะสูงท่วมหัว เธอคุกเข่าลงกดอะไรบางอย่างที่พื้น อึดใจต่อมา หิมะที่กองอยู่ก็ถูกกวาดออก เผยให้เห็นประตูเหล็กที่มีแถบสีเขียวสลับดำคาดอยู่ตรงกลาง มันมองดูเหมือนประตูอุโมงค์คำที่สี่ที่เขาเพิ่งผ่านมา แต่เล็กกว่าเล็กน้อย

 

            เด็กหญิงผมสั้นก้าวไปยืนข้างประตู คงเพื่อสแกนม่านตา เสียงโลหะกระทบกันดังมาจากด้านในก่อนที่ประตูเหล็กจะแยกออกจากกัน เผยให้เห็นอุโมงค์มืดๆที่ทอดยาวเข้าไปด้านใน น้ำว้าวิ่งกลับมากระโดดขึ้นรถ ก่อนจะหันมาบอกหลานชายหมอผีใหญ่

 

            “ข้างในนี้แหละ เข้าไปเลย ระวังหน่อยเน่อ มันเล็กกว่าอุโมงค์ซอที่สี่พอสมควร”

 

            อุโมงค์นั้นสูงแต่แคบ แคบกว่าอุโมงค์คำที่สี่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ด้วยอุโมงค์คำที่สี่นั้นกว้างถึงกว่ายี่สิบเมตร อุโมงค์ลับแห่งนี้จึงกว้างพอที่จะให้รถพ่วงคันใหญ่วิ่งผ่านได้อย่างสบายท่ามกลางความโล่งอกของพลขับจำเป็นทั้งสาม โดยเฉพาะฟ้าและยูคิซึ่งเพิ่งจะได้ขับรถจริงๆจังๆ ครั้งแรกก็วันนี้

 

            ห้านาทีต่อมา ประตูเหล็กอีกบานก็ปรากฏขึ้นขวางแสงไฟหน้าที่สาดเป็นลำยาว กลไกหนาหนักสลับซับซ้อนที่ทำจากเหล็กกล้าติดตั้งหราอยู่หน้าประตู และหลานชายหมอผีใหญ่ก็กล้าพนันว่าด้านหลังประตูคงต้องมีแบบนี้อีกอย่างน้อยหนึ่งชุด เขาเคยนึกสงสัยว่าทำไมกล้วยและกล้ายถึงได้สบายใจกันนักทั้งๆที่ต้นกล้วยของพวกเธอถูกทิ้งเอาไว้กลางสวนกล้วยที่มีผีร้ายเดินท่อมๆอยู่ตลอดเวลา แต่บัดนี้เขาพอจะเข้าใจแล้ว.....

 

            น้ำว้าเปิดประตูก่อนจะกระโดดลงจากรถไปสแกนม่านตาอีกครั้ง ล็อกที่แน่นหนาค่อยๆคลายออกทีละชั้น ส่งเสียงคลิกๆดังต่อเนื่องเหมือนกล้วยและกล้ายสักสิบตนกำลังดึงคันรั้งปืนพร้อมๆกัน เกือบหนึ่งนาทีต่อมา มันก็คลายออกจนหมด เกิดเสียงดังกึ้งเมื่อสลักตัวสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดปลดตัวออกจากกัน ก่อนที่บานเหล็กจะเลื่อนออกจากกันอย่างช้าๆ

 

            ภายในห้องแทบจะว่างเปล่า ทำเอาจ้าดผิดหวังไม่น้อย เขานึกภาพห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคหรือไม่ก็ตกแต่งอย่างวิจิตรให้สมกับเป็นสถานที่ลับของราชินีตานีมาตลอด แต่ภาพที่เขาเห็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ในห้องมีเพียงหลอดไฟกำลังสูงสี่หลอดที่แขวนห้อยลงมาจากเพดาน สปริงเกอร์ฉีดน้ำและท่อระบายอากาศ สิ่งพอจะทำให้เขาตื่นตาตื่นใจได้มีเพียงขนาดของห้องที่กว้างใหญ่ราวๆครึ่งสนามฟุตบอล และต้นกล้วยสูงท่วมหัวเก้าต้นที่ปลูกกันเป็นกระจุกอยู่บนผืนดินกลางห้องเท่านั้น

 

            ตานีน้อยโบกมือเป็นสัญญาณ รถพ่วงทั้งสามคันค่อยๆเคลื่อนตัวไปเทียบข้างกระจุกต้นกล้วย พลขับทั้งสามดับเครื่อง ก่อนจะลงมายืนมองต้นกล้วยที่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่าอย่างอึ้งแกมทึ่ง โดยเฉพาะยูคิซึ่งยังไม่เคยเห็นต้นกล้วยที่ยังมีชีวิตในระยะใกล้แบบนี้มาก่อน

 

            “แล้วทำยังไงต่อไปล่ะน้ำว้า” เด็กสาวหน้าคมถามขึ้นมาเป็นคนแรก

            “อ่า..... มีผู้ได๋คุมเครนเป็นก่อ”

 

            แน่นอน ทุกคนและอีกหนึ่งตนส่ายหัว น้ำว้าเขกหัวตัวเองดังป๊อก เธอลืมไปสนิท และรุ่นพี่ทั้งสองของเธอก็คงลืมด้วย แล้วใครจะยกต้นกล้วยใส่รถล่ะทีนี้

 

            “เอ้า บ่เป็นอะหยัง ข้าเจ้ายะเอง”

            “เดี๋ยวๆน้ำว้า” หลานชายหมอผีใหญ่เบรกรุ่นน้องสาวซึ่งทำท่าจะวิ่งต่อไปกระโดดขึ้นคันบังคับเครน “จะไหวเหรอ ผิดพลาดขึ้นมาต้นกล้วยจะเป็นอันตรายเอานะ ให้พี่ทำดีกว่ามั้ย”

            “อย่ามาดูถูกกันเน่อ ขนาดรถถังกับเรือดำน้ำข้าเจ้ายังขับมาแล้ว นับประสาอะไรกับเครนตัวแค่นี้”

 

            “....เรือดำน้ำ ?”

            สามพลขับหันไปมองหน้ากันอย่างอึ้งแกมทึ่ง ตานีมีเรือดำน้ำด้วย ? จะไฮเทคไปไหนกันเผ่าพันธุ์นี้

 

            ตานีน้อยเห็นไม่มีใครค้านก็กระโดดขึ้นประจำที่คันบังคับ เครนตัวใหญ่ยืดออกจากโครงเหล็กเหมือนมือผีโผล่ออกมาจากโลงก่อนจะเอื้อมไปยังต้นกล้วยของกล้วยซึ่งมีผ้าสีเขียวผูกเอาไว้ที่โคน มือกลสองอันจับหมับที่ก้านใบที่หนาที่สุดสองก้าน มือกลอีกมือหนึ่งซึ่งมีปุ้งกี๋ตักดินอันใหญ่ติดอยู่เคลื่อนต่ำลงไปจิกดิน ก่อนที่ทั้งสองแขนจะยกต้นกล้วยขึ้นมาทั้งต้น ดินร่วนร่วงกราวลงพื้นคอนกรีตขณะต้นกล้วยถูกยกลอยข้ามคานเหล็กไปวางลงในช่องว่างตรงกลาง ก่อนที่แผงกั้นจะเลื่อนเข้าที่ ประกบต้นกล้วยทุกด้านไม่ให้มันล้มไปไหนได้

 

            “เมื่อกี้นี้ถามทำไมเนี่ย” วิญญาณหิมะสาวพูดกลั้วหัวเราะ “น้ำว้าเองก็ทำได้นี่ เก่งด้วย ถ้าให้ฉันคุมสงสัยเหวี่ยงไปโดนต้นกล้วยล้มเป็นแถวแน่เลย”

            “น้ำไทเก่งกว่านี้อีก” เด็กหญิงตอบอย่างถ่อมตัว แต่เธอก็อดยืดไม่ได้ “เอ้า ต่อไปต้นที่สอง.....”

 

            พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงระเบิดก็ดังก้องอุโมงค์ พร้อมๆกับที่รถพ่วงยาวเกือบสี่สิบเมตรพลิกคว่ำราวกับเป็นรถเด็กเล่น แรงอัดอากาศกระแทกต้นกล้วยจนเอนลู่และผลักสองมนุษย์หนึ่งวิญญาณหิมะจนเซไปหลายก้าว ยังไม่ทันจะมีใครทำอะไรได้ ระเบิดลูกที่สองก็ตามมา คราวนี้รถพ่วงที่พลิกคว่ำอยู่ระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษเหล็กและพลาสติกปลิวว่อนราวกับกระสุน หลายชิ้นเฉือนต้นกล้วยเป็นแผล และอีกบางชิ้นก็ปลิวมาโดนหน่วยขนต้นกล้วยทั้งสี่จนเลือดซิบไปตามๆกัน

 

            “อะไรน่ะ !?

            คำถามของฟ้าได้รับคำตอบทันทีเมื่อร่างที่ใช้กระด้งต่างปีกสองร่างบินโฉบลงมาหาเธอ ปากแยกเขี้ยวโชว์ฟันแหลมที่มีคราบสีเหลืองอ๋อย เด็กสาวทิ้งตัวลงหลบได้อย่างเฉียดฉิว แต่ก็ต้องร้องออกมาเมื่อไอร้อนจัดจากเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็กที่ติดอยู่บนหลังของมันพ่นเข้าใส่ แม้ไม่ถึงขั้นเป็นแผลไฟลวก แต่ก็ร้อนเอาเรื่องอยู่

 

            “ทุกตนหมอบลง !

            ตานีน้อยร้องสั่ง มือกระชากปืนลูกซองออกจากไหล่ก่อนจะเหนี่ยวไกใส่ผู้บุกรุกสามนัดซ้อน แต่ไร้ผล เป้าหมายเร็วกว่ามาก วินาทีต่อมา เด็กหญิงก็ต้องเป็นฝ่ายกระโดดหลบเสียเองเมื่อกระหังติดเจ็ตพุ่งเข้าใส่เธอราวกับจรวด น้ำว้าลุกขึ้นได้ก็เหนี่ยวไกซ้ำจนหมดกระสุน ลูกปรายชุดหนึ่งพุ่งเข้าเจาะกระด้งของตนหนึ่งจนขาด มันเสียระดับลงเล็กน้อย แต่ดูเหมือน

 

            “น้ำว้าปิดประตูอุโมงค์ก่อน !” เด็กสาวหน้าคมร้องเตือนรุ่นน้องสาว ขืนปล่อยประตูเปิดเอาไว้แบบนี้มีหวังได้ตามกันมาเป็นฝูงแน่ๆ

            “มันปิดตามหลังหมู่เฮาตั้งนานแล้ว สองตนนี้คงดักรออยู่ตั้งแต่แรก !” น้ำว้าร้องตอบ เธอกระโจนหยองแหยงหลบปอบที่บินฉวัดเฉวียน มือบรรจุกระสุนเข้าปืนลูกซองอย่างคล่องแคล่ว “โธ่เอ๊ย ฮู้จะอี้ขอยืมไรเฟิลจู่โจมน้ำไทหรือเอื้อยกล้วยมาสักหน่อยก็ดีหรอก !

 

            กระหังสองตนตีวงได้ก็เร่งเครื่องพุ่งเข้าจู่โจมตานีน้อยอีกครั้ง แต่มันก็ต้องเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศแทบไม่ทันเมื่อถูกลูกซองยิงสวน ทั้งสองตนบินขึ้นสูงก่อนจะทิ้งดิ่งลงมาโจมตีจากเหนือหัว น้ำว้าเงยหน้าขึ้นยิงสกัด แต่ปลอกกระสุนที่ร่วงลงใส่หน้าก็ทำให้เธอเสียจังหวะ รู้ตัวอีกที เขี้ยวแหลมของกระหังก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสองเมตรเสียแล้ว....

 

            “น้ำว้าระวัง !

            ไวเท่าความคิด ยูคิเรียกแสงสีฟ้าออกจากด้ามดาบของเธอ เปลี่ยนมันเป็นธนูคันใหญ่ก่อนจะยิงศรทีเดียวสองดอก กระหังทั้งสองขะมักเขม้นแต่กับเหยื่อตรงหน้าจนไม่ทันสังเกต เสี้ยววินาทีต่อมา ลูกศรยาวเมตรครึ่งก็เสียบฉึกเข้าขมับซ้ายทะลุออกขมับขวาทั้งสองตนพร้อมๆกัน แรงกระแทกดีดร่างพวกมันกระเด็นไปเกือบห้าเมตร เลือดสีคล้ำสาดกระจาย อสุรกายติดเจ็ตดิ้นทุรนทุรายอยู่เพียงชั่วอึดใจเดียวก่อนจะแน่นิ่ง

 

            “ขอบคุณมากเจ้าเอื้อยยูคิ” น้ำว้ายกมือไหว้ขอบคุณรุ่นพี่สาวแบบที่เธอไม่ค่อยจะทำบ่อยนัก หากไม่ได้ธนูของวิญญาณหิมะสาวล่ะก็ ป่านนี้เธอคงบาดเจ็บหนักไปแล้ว

            “ไม่เป็นไร” เด็กสาวชาวฮิมิตสึรีบโบกมือปฏิเสธ “แต่ยังเหลืออีกรึเปล่า”

            “ไม่น่าจะเหลือแล้ว สัมผัสวิญญาณข้าเจ้าบอกจะอั้น” ตานีน้อยกวาดตามองทั่วห้อง ดวงตากลมหยุดที่ซากรถพ่วงที่คว่ำซึ่งบัดนี้เหลือเพียงโครงที่มีควันลอยกรุ่น “แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือรถพังไปแล้วคันนึงนี่สิ หมู่เฮาจะขนต้นกล้วยไปได้จะได.....”

 

            เงียบฉี่จนแทบได้ยินเสียงหึ่งๆของธนูลำแสงไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่ฟ้าจะทำลายความเงียบลงเป็นคนแรก

 

            “อัดลงไปได้มั้ย ประมาณว่าใส่ต้นกล้วยลงไปช่องละสองต้นอะไรทำนองนี้”

            “ใส่ลงไปได้อยู่ แต่ปัญหาคือตอนจะตรึงมันอยู่กับที่นี่แหละ” ตานีน้อยตอบเสียงหนัก “ตัวล็อกออกแบบมาสำหรับต้นกล้วยต้นเดียว บ่มีตำแหน่งที่กว้างพอจะตรึงต้นกล้วยสองต้นได้ ถ้าโชคดีอาจจะแค่ถลอกหรือช้ำนิดหน่อย แต่ถ้าโชคร้ายต้นกล้วยอาจจะตายก็ได้”

            “แล้วถ้าเกิดไม่ล็อกล่ะ” ยูคิถามบ้าง

            “ตอนขับไปก็อาจจะล้ม ล้มก็อาจจะหัก แล้วก็ตายได้เหมือนกัน”

            “ถ้างั้น ขนไปเฉพาะของกล้วย ของกล้าย ของน้ำว้าน้ำไท แล้วก็อีกสองต้นที่ยังไม่รู้ว่าของใครก็พอ ของนางกับฝ่ายนั้นอีกสองตนปล่อยไว้ที่นี่แหละ”

 

            “บ่ได้ !

            “ไม่ได้ !

            ทั้งเด็กสาวหน้าคมและเด็กหญิงผมสั้นค้านทันควัน ก่อนที่ฝ่ายหลังจะพูดต่อ

 

            “กะจิตกะใจอ้ายจ้าดจะทิ้งต้นกล้วยของเอื้อยนางกับเอื้อยเอื้องไว้ที่นี่ก๋า กลางฝูงผีร้ายนี่ก๋า !?

            “ใช่” จ้าดตอบเสียงเรียบ เขาสังเกตว่ารุ่นน้องสาวไม่ได้เอ่ยชื่อแหวน คงเพราะอยู่คนละหน่วยกันเลยไม่สนิทเหมือนอีกสองตน “ก็ในเมื่อไม่มีทางอื่นแล้ว จะให้ทำยังไงล่ะ”

 

            “แต่ถ้าทิ้งไว้ที่นี่ ผีร้ายอาจจะทำลายต้นกล้วยของสามตนนั้นก็ได้นะเว้ยจ้าด” สาวหมัดเหล็กท้วง “คือ ใช่ เขาเป็นศัตรูเรา แต่เราว่าเราไม่น่าจะทิ้งต้นกล้วยเขาไว้ที่นี่นะเว้ย”

            “มันก็ใช่.....” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียงอย่างรำคาญน้อยๆ “แต่ลองคิดดูสิ ผีร้ายนี่ก็ฝ่ายนาง นางคงสั่งมาแล้วแหละว่าไม่ให้พวกมันทำอะไร อีกอย่าง ระหว่างอยู่กลางวงล้อมของผีร้ายที่เป็นฝ่ายเดียวกัน กับตกอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม ฟ้ากับน้ำว้าว่าอย่างไหนน่ากลัวกว่ากันล่ะ”

 

            เจอเหตุผลนี้เข้าไปเล่นเอาเถียงไม่ออกกันทั้งรุ่นพี่สาวและรุ่นน้องสาว ก็จริง ดีไม่ดีถ้าเกิดพวกเธอเอาต้นกล้วยไปก็อาจทำให้นางยกพวกมาชิงต้นกล้วยกลับไปก็ได้ ซึ่งเท่ากับชักศึกเข้าบ้านโดยไม่จำเป็น ยิ่งตอนนี้ศึกเต็มบ้านจนแทบไม่มีที่จะยืนอยู่แล้วด้วย

 

            “เอ้า ก็ได้ เอาอย่างที่อ้ายจ้าดบอกละกัน”

            เด็กหญิงสรุปก่อนจะกระโดดกลับขึ้นไปยังแผงควบคุมเครน ด้วยการควบคุมอันคล่องแคล่ว เพียงไม่ถึงสิบนาที ต้นกล้วยหกต้นก็ย้ายจากในดินไปตั้งตระหง่านอยู่ในโครงเหล็กเรียบร้อย

 

            “แล้วต่อไปจะไปทางไหนล่ะน้ำว้า ลงอุโมงค์เดิมเหรอ” ฟ้าเอ่ยถามเมื่อรุ่นน้องสาวปีนลงมาจากแผงควบคุมเครนและวิ่งกลับมาแล้ว

            “ลงทางเดิม แต่เปลี่ยนลำดับนิดหน่อย” ตานีน้อยตอบ “เดี๋ยวข้าเจ้าจะไปนั่งกับเอื้อยฟ้าแล้วขับนำ เอื้อยยูคิไปนั่งกับอ้ายจ้าดขับปิดท้ายมา หมู่เฮาอาจจะต้องขับกันเร็วหน่อยเพราะข้างนอกอาจจะมีผีร้ายรออยู่ก็ได้”

            “ไม่หรอกมั้ง กล้ายต้านอยู่นี่”

            “อู้ตามตรงว่าข้าเจ้าบ่ไว้ใจเอื้อยกล้ายเท่าได๋ ทั้งเรื่องจิตใจและฝีมือ” ดวงตากลมของน้ำว้าหรี่ลงเล็กน้อย “แต่บ่ว่าฝีมือจะดีจะได รถถังก็มีจรวดแค่บ่กี่คัน จะไดๆก็ต้านกระสือกระหังยาก ยิ่งเมื่อกี้มีหลุดมาสองตนก็เป็นไปได้ว่าข้างนอกจะยังมีอีก”

            “ถ้าอย่างนั้นเรารอให้ผีร้ายกลับไปให้หมดก่อนไม่ได้เหรอ” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวถามบ้าง

            “ถ้ายะจะอั้นก็แปลว่าทั้งเอื้อยกล้วยและเอื้อยกล้ายต้องยันผีร้ายเอาไว้ทั้งคืนเลยเน่อ” ตานีน้อยตอบ “ดีบ่ดีอาจจะบ่จบง่ายๆแค่นั้นด้วย ผีกลัวแสงแดดซะเมื่อได๋ล่ะ”

            “ได้ เข้าใจแล้ว ถ้างั้นก็รีบไปกันเหอะ”

 

            ทั้งสี่กระโดดกลับขึ้นรถ เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเขื่องทั้งสองสตาร์ตพร้อมๆกัน แล้วรถพ่วงสองคันก็กลับรถอ้อมต้นกล้วยกลางห้องที่เหลืออยู่เพียงสามต้นก่อนจะวิ่งกลับไปตามอุโมงค์ จ้าดทันเห็นประตูเหล็กเลื่อนปิดและกลไกต่างๆล็อกเข้าหากันอย่างแน่นหนาผ่านกระจกข้าง

 

            การเดินทางกลับออกไปยังปากอุโมงค์ใช้เวลาราวห้านาทีเหมือนขามา แต่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พวกเขากำลังจะออกไปเผชิญกับกองทัพผีร้ายอีกครั้ง และคราวนี้มีต้นกล้วยอันแสนมีค่าแบกอยู่บนหลังโดยไม่มีอะไรกำบังเสียด้วย พวกเขาจะรอดปากเหยี่ยวปากกา..... หรือถ้าพูดให้ถูกคือปากกระสือและกระหังไปถึงปากอุโมงค์คำที่สี่ได้ไหมหนอ....

 

            “เอื้อยฟ้า พอข้าเจ้าลงไปก็ถอยหลังไปหน่อยจะได้มีที่หื้อเร่งความเร็ว จะได้ไม่ต้องออกไปอืดข้างนอก พอข้าเจ้าหื้อสัญญาณมือก็เหยียบมิดเลยเน่อ หมู่เฮาต้องลงอุโมงค์และปิดประตูอุโมงค์ก่อนที่กระหังจะตามเข้าไปได้”

            “อื้ม”

 

            น้ำว้ากระโดดลงจากรถวิ่งไปบอกข้อความเดียวกันนี้กับจ้าดและยูคิ ก่อนจะวิ่งกลับมายังแผงสแกนม่านตาข้างประตูเหล็ก เธอรอจนรถพ่วงทั้งสองคันถอยไปจนได้ระยะพอสมควรแล้วก็หันกลับไปมองกล้องของเครื่องสแกนม่านตา มันส่งเสียงปี๊บออกมาเบาๆ ก่อนที่ประตูเหล็กจะค่อยๆเลื่อนออกจากกัน

 

            ยังไม่ทันเลื่อนสุด เด็กหญิงตัวน้อยก็วาดมือเป็นสัญญาณเสียแล้ว ฟ้าลังเลอยู่อึดใจหนึ่งด้วยประตูที่เลื่อนเปิดในทิศทางบน-ล่างยังเปิดออกไม่หมด หากเธอวิ่งสุ่มสี่สุ่มห้าไปยางอาจโดนเจาะแตกจนต้องจอดตายเอาง่ายๆ แต่น้ำว้ายังยืนยันท่าเดิม เด็กสาวหน้าคมกลั้นหายใจก่อนจะกระทืบคันเร่งมิด เครื่องยนต์ความจุเกือบหนึ่งหมื่นซีซีคำรามลั่นก่อนที่รถพ่วงจะค่อยๆเร่งความเร็วขึ้น ตานีน้อยกระโดดขึ้นรถได้ทันพอดี แล้วรถพ่วงทั้งสองคันก็พุ่งออกไปสู่ทุ่งหิมะด้านนอก

 

            ไขสันหลังของสาวหมัดเหล็กเย็นวาบเมื่อเห็นอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกหลายสิบตนที่บินฉวัดเฉวียนอยู่เต็มท้องฟ้ายามราตรี และยิ่งลดอุณหภูมิลงไปอีกเมื่อทุกตนพร้อมใจกันบินควงสว่านลงมาหาเธอทันทีราวกับแร้งเห็นศพ ฟ้ากระทืบคันเร่งซ้ำแม้มันจะติดพื้นอยู่แล้วก็ตาม เข็มวัดความเร็วทะยานขึ้นจากสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นหกสิบ เจ็ดสิบและแปดสิบ ปากทางลงอุโมงค์คำที่สี่เห็นอยู่ลิบๆเบื้องหน้าแล้ว แต่บานประตูเหล็กก็เปิดอย่างเชื่องช้าจนเธอขัดใจ เด็กสาวเริ่มไม่แน่ใจว่าทางไหนแย่กว่ากัน ระหว่างลดความเร็วลงแล้วโดนกระหังรุมทึ้ง กับเร่งความเร็วต่อไปแล้วเสี่ยงจะชนประตูลงอุโมงค์ที่ยังเปิดไม่สุด.....

 

            เธอเลือกอย่างหลัง และเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถพ่วงคันที่ตามเธอมาก็บอกชัดว่าจ้าดเองก็คิดเหมือนกัน เข็มวัดความเร็วกำลังจะแตะเลขหนึ่งร้อย แต่เด็กสาวไม่สนใจแล้ว เธอดึงพวงมาลัยตั้งรถให้ตรง รถพ่วงคันยาวแฉลบบนพื้นหิมะเล็กน้อยก่อนจะพุ่งเข้าไปหาทางลงอุโมงค์คอนกรีตราวกับจรวดยักษ์ ในวินาทีสุดท้าย ประตูก็เลื่อนลงจนสุด แล้วรถคันยักษ์ทั้งสองก็ทะยานลงไปในอุโมงค์

 

            “ปิดประตู !

            ใครสักคนร้องขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ดังก้องผนังคอนกรีต แต่ประตูทำงานโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว บานเหล็กทั้งสองค่อยๆเลื่อนปิดเข้าหากัน ฝูงกระหังเห็นท่าว่าเหยื่อจะหนีรอดก็กรีดเสียงคำรามลั่นก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นบ้าง แต่ช้าเกินไป เพียงไม่กี่เมตรก่อนจะลงอุโมงค์ได้ ประตูเหล็กก็งับเข้าหากันดังกร้วม กระหังเคราะห์ร้ายเบรกไม่ทันก็อัดก๊อบปี้เข้ากับแผ่นเหล็กหนาหนักจนแหลกเหลวไปทั้งตัว บางตนที่เน่าพอสมควรอยู่แล้วถึงกับแตกโพละเหมือนคางคกถูกรถทับ เลือดสีคล้ำสาดกระจายส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง

 

            “เฮ่อ รอดไป” จ้าดถอนหายใจอย่างโล่งอก ดวงตาตี่มองประตูที่ปิดสนิทผ่านกระจกมองข้าง “หวังว่าออกไปคงไม่ต้องเจอพวกมันอีกนะ”

            “ฉันว่าอาจจะเจอนะคะ” วิญญาณหิมะสาวบนเบาะข้างคนขับพูดเรียบๆ “ยังไงรุ่นพี่กล้ายกับรุ่นพี่กล้วยไม่น่าจะจัดการกับพวกผีร้ายได้หมดในเวลาสั้นๆแบบนี้อยู่แล้ว”

            “แต่อย่างน้อยพวกมันก็ไม่น่าจะรู้นะว่าปลายอุโมงค์นี้อยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบพลางบิดเปิดไฟหน้าที่ปิดมาตั้งแต่ก่อนจะออกจากอุโมงค์เพื่อลดการตกเป็นเป้าสายตาของฝ่ายตรงข้าม “และอย่างน้อยเราก็มีโรงเก็บรถถังกับระบบรักษาความปลอดภัยป้อง..... นั่นเสียงอะไร”

 

            เสียงคำรามแหลมดังมาจากด้านหลัง หลานชายหมอผีใหญ่ชำเลืองมองกระจกมองข้าง แล้วเด็กหนุ่มก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกไล่ตามเขามาติดๆ ไม่ใช่แค่สองตนเหมือนในอุโมงค์ต้นกล้วย หากเป็นสิบหรืออาจจะหลายสิบ ดวงตาลึกโหลวาบแสงสีแดงฉาน ปากอ้ากว้างอวดเขี้ยวแหลมเหมือนอย่างเคย.....

 

            “น้ำว้า ฟ้า กระหังว้อย.............!

            จ้าดทุบแตรที่กลางพวงมาลัยเต็มแรง เขาไม่รู้ว่าเด็กสาวหน้าคมกับตานีน้อยผมสั้นได้ยินหรือเปล่าท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ระคนเสียงคำรามดังแสบแก้วหูแบบนี้ อย่างไรก็ตาม รถพ่วงคันหน้าก็ดูจะเร่งความเร็วขึ้น เด็กหนุ่มเหลียวมองฝ่ายตรงข้ามในกระจกมองข้างอีกครั้งก่อนจะเหยียบคันเร่งตามบ้าง ในหัววิ่งพล่านอย่างลนลาน เขาลงมาในอุโมงค์แล้ว เขาควรจะปลอดภัยแล้วสิ แล้วกระหังมันมาได้ยังไง้ !?

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ไม่จำเป็นต้องรอนาน คำตอบก็มาให้เห็นตำตาอยู่เบื้องหน้าเมื่อกระหังตัวเป็นๆ สามตนหลุดผลัวะออกมาจากท่อระบายอากาศซึ่งห้อยลงมาจากเพดานคอนกรีตของอุโมงค์ ทั้งสามบินตีลังกาสองรอบก่อนจะลดระดับลงมาเทียบข้างที่นั่งคนขับ ดวงตาลึกโหลที่วาบประกายสีแดงจ้องมองเข้าไปในดวงตาตี่และดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำที่เบิกกว้างอย่างสยองขวัญ ปากแห้งผากที่มีเลือดเน่าๆเกรอะกรังเป็นคราบแสยะยิ้มราวจะเยาะเย้ย

 

            อย่างนี้ไม่ดีแน่.....

 

 

            รถถังคันเก่าแก่วิ่งลุยหิมะหนาเตอะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เคยเป็นโรงเก็บเครื่องบินอย่างเงียบๆ

 

            อันที่จริง รถถังคันนี้ก็ไม่ได้เงียบเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวกรุ่นใหม่ๆ มันจัดว่าเสียงดังเป็นโรงสีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเพียงเสียงเดียวที่ดังอยู่ในความเงียบสงัด ท่ามกลางซากปรักหักพังของเขตเมืองตานีฝั่งตะวันตกซึ่งปกคลุมด้วยหมอกบางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งเหมือนควันไฟ

 

            “ตรงนี้เคยเป็นโรงงานผลิตปืนกับสนามทดสอบปืน.....” เด็กหญิงผู้ผูกผมเป็นเปียยาวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเศร้าสร้อย “ข้าเจ้าคึดถึงจังเลยเอื้อยกล้วย”

            “เอื้อยฮู้ เอื้อยก็คึดถึงเหมือนกัน”

 

            กล้วยตอบอย่างแกนๆ ไม่มีอารมณ์ร่วมกับรุ่นน้องสาวเท่าไหร่นักด้วยยังคงขะมักเขม้นกับการขับรถถังที่เธอไม่คุ้นเคย TT-22 ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อกว่าสามสิบปีที่แล้วไม่ได้มีหน้าจอมัลติฟังก์ชั่นและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการขับหรือการยิงเหมือนรถถังรุ่นใหม่ที่เธอคุ้นเคย หากมีเพียงหน้าจอขาวดำที่เลือนรางเต็มทีหนึ่งตัว กับกล้องเล็งอันเล็กจิ๋วที่มองได้แคบชนิดแทบไม่เห็นขอบทางอีกหนึ่งตัว ซ้ำร้าย เธอเองก็เรียนการขับรถถังมาแค่พอขับได้เสียด้วย ไม่ได้เรียนจนขับเป็นทุกรุ่นเหมือนหน่วยอาวุธจู่โจมอย่างกล้าย เด็กสาวจึงต้องใช้สมาธิอย่างมากในการควบคุมมัน

 

            แต่เอาเถอะ อย่างน้อยมีปืนกลบังคับด้วยรีโมต เกียร์ออโต้ กับระบบป้อนกระสุนปืนใหญ่อัตโนมัติมาให้ก็เป็นบุญของเธอแล้ว ไม่งั้นเธอคงจอดไม่ต้องแจวอยู่แถวโรงเก็บรถถังนั่นแหละ

 

            “เอื้อยกล้วย นั่น โรงเก็บเครื่องบิน !

            สมาธิของเด็กสาวหน้าจืดถูกดึงออกจากการควบคุมรถถังเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากโรงเก็บรถถังมาเมื่อตานีน้อยอุทานขึ้นด้วยเสียงดีใจสุดขีด กล้วยเขม้นมองผ่านกล้อง ราวสองร้อยเมตรเบื้องหน้าเธอ หลังคาทรงโค้งขนาดยักษ์ของโรงเก็บเครื่องบินมองดูเหมือนเงาทะมึนทาทาบสีขาวของหิมะบนเทือกเขาตานปันน้ำ ไกลออกไปเบื้องหลัง หอบังคับการบินซึ่งเคยสูงตระหง่าน หากหักโค่นลงมาเหลือเพียงครึ่งเดียวมองดูเลือนรางอยู่ในม่านหมอก

 

            “เหมือนจะยังอยู่ดีเน่อ” กล้วยหันไปยิ้มให้รุ่นน้องสาวซึ่งยิ้มตอบกลับมาจนตากลมๆหยีเล็กเท่าเม็ดกวยจี๊ “เอาล่ะ ไปกัน.....”

 

            พูดยังไม่ทันจบ ทั้งรุ่นพี่ทั้งรุ่นน้องก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่ออะไรบางอย่างกระแทกตัวถังเหล็กกล้าของรถถังดังเปรี้ยงจนสั่นสะท้านไปทั้งคัน แวบแรกกล้วยนึกว่าเธอคงชนเศษซากปรักหักพังเข้าให้แล้ว แต่ภาพจากหน้าจอบอกชัดว่าไม่มีอะไรเลยในรัศมีห้าเมตรรอบตัวรถถัง เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว หรือว่าเครื่องยนต์จะผิดปกติอะไร แต่มาตรวัดทุกตัวบนแผงควบคุมก็ยังปกตินี่นา....

 

            ราวจะย้ำหัวตะปู อะไรที่กระแทกรถถังไปเมื่อครู่กระแทกซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ทำเอารถถังหนักเกือบห้าสิบตันถึงกับไถลไปบนพื้นหิมะเกือบห้าเมตร ก่อนจะตามมาด้วยแรงขย่มราวกับมียักษ์ขึ้นไปกระโดดดึ๋งๆอยู่บนป้อมปืน ไวเท่าความคิด กล้วยสั่งกล้องให้กราดตรวจภาพรอบตัวอีกครั้ง แต่ภาพที่ได้กลับว่างเปล่าเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม เด็กสาวหน้าจืดรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ความว่างเปล่าธรรมดาแน่นอน....

 

            “สงสัยหมู่เปิ้นจะล่องหนมา จับแน่นๆเน่อน้ำไท”

            “เอื้อยกล้วยจะ อ๊าย แอ้ก !?

 

            น้ำไทถูกแรงมหาศาลเหวี่ยงจนเซวูบไปปะทะกับผนังเหล็กกล้าแข็งโป๊กดังโครมเมื่อรุ่นพี่สาวหักคันบังคับพร้อมกับเหยียบเบรกตีนตะขาบข้างเดียวอย่างฉับพลัน* ส่งผลให้รถถังคันยักษ์ดริฟต์สาดโค้งไปกับพื้นหิมะราวกับรถแข่งที่เล็กและเบากว่ากันเป็นสิบๆเท่า แต่ดูเหมือนวิธีนี้จะไม่ได้ผล ด้วยรถถังยังคงขย่มขึ้นลงราวกับแผ่นดินกำลังไหว มิหนำซ้ำยังมีเสียงกระแทกที่ฝาปิดทางลงรถถังเหนือป้อมปืนราวกับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างนอกกำลังพยายามเข้ามาข้างใน กล้วยขบกรามกรอด ใบหน้าจืดเผือดซีด แม้เธอจะไม่ได้รู้เรื่องรถถังละเอียดมากนัก แต่เธอก็รู้ว่า TT-22 คันนี้ไม่ได้มีระบบซีลฝาครอบป้อมปืนแน่นหนาเหมือนรถถังรุ่นใหม่ๆ แถมทั้งเธอและรุ่นน้องสาวก็นั่งอยู่ใต้ฝานั่นพอดี มีเพียงก้านเหล็กบางๆของเครื่องป้อนกระสุนอัตโนมัติกั้นเอาไว้ หากอะไรก็ตามข้างนอกเปิดฝาครอบได้ พวกเธอก็เสร็จแน่นอน

 

            “น้ำไทยิงปืนกล !

            “ใส่อะหยังเจ้า !?

            “ยิงมั่วๆไปก่อน เร็ว จับแน่นๆด้วยเน่อ เอื้อยจะสะบัดรถอีกที !

 

            ตานีน้อยเหนี่ยวไกตามคำสั่งรุ่นพี่สาวทันที ขณะราชินีตานีดริฟต์รถถังอีกครั้ง ทั้งสองได้ยินเสียงกลิ้งขลุกๆลงมาตามเกราะด้านหน้าของรถถัง พวกเธอสะบัดมันหลุดแล้ว แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันในหน้าจอกลางแผงควบคุมก็ทำให้สองตานีเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ.....

 

            พวกเธอถูกล้อมเอาไว้ด้วยฝูงอสุรกายนับร้อย ร่างแหลกเหลวไหม้เกรียมสีดำเป็นตอตะโกที่เคยบุกอุดมชัยพลาซ่ากำลังม้วนตัวและไต่ไปมาเหมือนแมงกะพรุนที่มีขายุ่บยั่บ ปอบไห้ยืนแซมอยู่เป็นจุดๆห่างออกไปเบื้องหลัง ควายธนูยืนกระจายเป็นวงราวกับคอก ลำพังเพียงอสุรกายสามแบบนี้ไม่ทำให้กล้วยหนักใจมากนัก ด้วยขับรถถังทับทีเดียวก็ไปโลกหลังความตายเรียบร้อยแล้ว แต่ประเด็นคือมันมาพร้อมกับเปรตห้าตนนี่สิ.....

 

            “เตรียมยิงเปรต !

            ราชินีตานีร้องสั่ง เธอต้องเบี่ยงหัวหลบเล็กน้อยเมื่อกระสุนปืนใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางสิบสองเซนติเมตรถูกเครื่องป้อนกระสุนอัตโนมัติดันผ่านรางเหล็กซึ่งอยู่ห่างจากหัวเธอไปเพียงไม่กี่เซนติเมตรเข้าไปในรังเพลิงของปืนใหญ่ วินาทีต่อมา รถถังคันเก่าคร่ำคร่าก็สะท้านไปทั้งคันเมื่อน้ำไทลั่นไก กระสุนพุ่งเข้าเจาะกลางลำตัวเปรตตนที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างแม่นยำ มันแตกสลายกลายเป็นอากาศธาตุในทันที

 

            “เยี่ยมน้ำไท ยิงต่อเลย !

            เหล่าผีร้ายที่ล้อมกรอบรถถังอยู่ เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากโจมตีก็กรูกันเข้ามาหารถถังเหมือนไฮยีน่ารุมทึ้งเหยื่อ แต่วินาทีต่อมา พวกมันก็ตระหนักว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อรถถังคันยักษ์เริ่มเคลื่อนที่ บดอสุรกายเคราะห์ร้ายที่ขวางทางลงไปใต้ตีนตะขาบเหล็กกล้า ขณะปืนใหญ่ด้านบนหมุนหาเป้าก่อนจะยิงนัดต่อนัด สกัดเหล่าเปรตที่ดาหน้ากันเข้ามาจนสลายกลายเป็นผุยผงไปทีละตน

 

            ไม่ถึงนาที เปรตก็หายหมด ตานีทั้งสองถอนหายใจอย่างโล่งอก กล้วยเหยียบคันเร่งพารถถังบดขยี้เหล่าอสุรกายมุ่งหน้าตรงไปยังโรงเก็บเครื่องบิน แต่หารู้ไม่ว่าพวกเธอดีใจเร็วเกินไปมาก....

 

            ในพริบตา ปอบไห้ตนหนึ่งกระโดดขึ้นจากพื้นเหมือนหมัดมาเกาะหมับบนป้อมปืน กล้วยเห็นมันในกล้องก็เหยียบเบรกตีนตะขาบหวังจะดริฟต์สะบัดอีกครั้ง แต่อสุรกายเร็วกว่ามาก เพียงงัดครั้งเดียว ฝาครอบเหล็กกล้าหนักอึ้งที่เสียหายมามากพอสมควรแล้วของป้อมปืนก็ปลิวกระเด็น และด้วยแรงมหาศาลราวช้างตกมันที่ไม่น่าเชื่อว่าร่างเหี่ยวแห้งขาวซีดของหญิงชราจะรับไหว กล้วยก็ถูกมันกระชากออกจากรถถัง ก่อนจะเหวี่ยงวูบไปร่วงลงกลางฝูงผีร้ายเบื้องล่าง

 

            “เอื้อยกล้วย !?

            น้ำไทร้องเรียกรุ่นพี่สาวเสียงหลง แต่เธอก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาตกใจหรือคร่ำครวญ ปอบไห้ยังคงเกาะอยู่บนป้อมปืน แถมดวงตาที่มีแต่ตาขาวของมันก็ตวัดกลับลงมาจ้องมองเธอแล้วเสียด้วย เด็กหญิงผมเปียคว้าไรเฟิลจู่โจมสำรองที่วางอยู่ข้างตัวมาเหนี่ยวไกทันที มันเฉี่ยวปอบไห้ไปโดนขอบทางลงรถถังส่งประกายไฟสว่างวาบ อสุรกายผู้เกลียดแสงสว่างและยังไม่อยากตายรอบสองตัดสินใจทิ้งตานีน้อยไว้ก่อนจะผละไปจากป้อมปืน อย่างน้อยมันก็จัดการขุนพลของฝ่ายตรงข้ามเรียบร้อยแล้ว

 

            อย่างเร็วที่สุดเท่าที่แขนขาเล็กๆของเธอจะเอื้ออำนวย ตานีน้อยกดปุ่มดับเครื่องก่อนจะปีนออกมาจากรถถัง เด็กหญิงกวาดสายตามองหารุ่นพี่สาว แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็มีแต่ผีร้ายเต็มพื้นที่เหมือนกันหมด ครั้นจะกราดยิงมั่ว กระสุนก็อาจไปโดนราชินีตานีเข้าก็ได้ น้ำไทขบกรามกรอด น้ำใสเริ่มเอ่อล้นในดวงตากลม เธอควรจะทำยังไงดี.....

 

            “น้ำไท ไปเอาเครื่องบิน บ่ต้องห่วงเอื้อย !

            เสียงแหบโหยดังมาจากทางซ้ายมือของรถถัง เด็กหญิงหันขวับ แล้วเธอก็เห็นสีเทาจากลายพรางรบในเมืองของชุดตะเบงมานคอมมานโดอยู่ในหมู่ร่างสีดำคล้ำ น้ำไทหันรีหันขวางอย่างสับสน เธอรู้ว่ารุ่นพี่สาววางแผนและคิดคำนวณเก่ง การทิ้งเธอไว้แล้วไปเอาเครื่องบินอาจเป็นทางออกที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับการรบครั้งนี้ก็ได้ แต่หากเธอทำเช่นนั้น ไม่ต้องคิดคำนวณเก่งก็พอจะรู้ว่าชะตากรรมของรุ่นพี่ของเธออาจเลวร้ายถึงขั้นแกนวิญญาณแตกสลาย เด็กหญิงเม้มปาก น้ำตาไหลอาบสองแก้มขาว เธอควรจะเลือกอะไรดี ผลการรบ หรือชีวิตของรุ่นพี่ที่เธอรักที่สุด.....

 

            เธอเลือกอย่างหลัง

 

            ตานีน้อยบิดสวิตช์บังคับการยิงจากยิงเป็นชุดไปที่ยิงทีละนัด และด้วยความเร็วและความแม่นยำที่สูงเกินกว่ามนุษย์หลายเท่า เด็กหญิงก็รัวเหนี่ยวไกยิงใส่อสุรกายที่กลุ้มรุมกันอยู่รอบตัวราชินีตานีทีละตนด้วยความเร็วในการยิงเกือบสี่นัดต่อวินาที ผีร้ายร่างแหลกเหลวหลายตนเห็นฝ่ายตรงข้ามมีเพื่อนมาช่วยก็หันขวับก่อนจะกึ่งคลานกึ่งกระโจนเข้าหารถถัง แต่ไปได้ไม่กี่ก้าว กระสุนหัวทำลายทั้งสสารและพลังงานวิญญาณก็ทะลวงเข้ากลางหน้าผากจนมันหงายเงิบ มันชักกระแด่วเหมือนแมงมุมใกล้ตายอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะสลายหายไปกับสายลมยามค่ำคืน

 

            “เอื้อยกล้วย !

            ทันทีที่เหล่าผีร้ายที่กลุ้มรุมราชินีตานีอยู่เริ่มว่างลง เด็กหญิงก็กระโดดลงจากรถถังกรากเข้าหารุ่นพี่สาว หัวใจของเธอหล่นวูบเมื่อเห็นกล้วยนอนจมกองเลือดสีแดงฉานที่ไหลรินจากแผลเหวอะหวะบนไหล่และสีข้าว เด็กสาวหน้าจืดหายใจรวยริน แต่เธอก็ยังมีแรงพอจะดุรุ่นน้องสาว

 

            “น้ำไท เอื้อยบอกว่าบ่ต้องห่วงเอื้อย ไปเอาเครื่องบินซะ บ่อั้นจะโดนกัดไปด้วยเน่อ !

            “ข้าเจ้าทิ้งเอื้อยกล้วยไว้บ่ได้” เด็กหญิงผมเปียหันขวับไปยิงกดเหล่าผีร้ายที่ทำท่าจะเข้ามารุมเธออีกครั้ง ก่อนจะรวบรวมกำลังลากร่างหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะไกลกลับไปยังรถถังอย่างทุลักทุเล “เอื้อยกล้วย เปลี่ยนเป็นพลังงานหน่อยสิเจ้า หนักจะอี้ข้าเจ้าลากบ่ไหวเน่อเจ้า”

            “เปลี่ยนบ่ได้ ผีร้ายคงวางอุปกรณ์ป้องกันไว้ บ่อั้นเมื่อกี้เอื้อยก็เปลี่ยนเป็นพลังงานเคลื่อนที่ในพริบตาออกมาแล้ว” ราชินีตานีตอบเสียงอ่อนระโหย “น้ำไท ทิ้งเอื้อยไว้ตรงนี้แหละ ถึงลากไปเอื้อยก็ปีนขึ้นรถถังบ่ได้อยู่ดี แล้วน้ำไทจะโดนกัดเอาเปล่าๆ ฟังเอื้อยบ้างสิ !

            “เอื้อยกล้วยก็ฟังข้าเจ้าบ้างสิ !” ตานีน้อยสวนกลับ เธอวางรุ่นพี่สาวก่อนจะเหนี่ยวไกยิงปอบไห้ตนหนึ่งที่สดกระโดดเข้ามาหมายงับคอ กระสุนเข้ากลางแสกหน้ามันพอดี “หมู่เฮาก็เหลือกันน้อยอยู่แล้ว ถ้าเสียเอื้อยกล้วยไปอีกโอกาสชนะก็ยิ่งน้อยลง บ่ต้องพูดถึงขวัญกำลังใจด้วยซ้ำ เอื้อยกล้วยวางแผนเก่ง น่าจะคึดหื้อยาวกว่านี้สิ !

            “ก็แม่น แต่....”

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปเมื่อน้ำไทเสียบขวดยาสมานแผลใส่ปากเธอ

 

            “บ่ต้องอู้อะหยังแล้วเจ้าเอื้อยกล้วย ตอนนี้ข้าเจ้าก็ช่วยเอื้อยกล้วยได้แล้ว บ่มีประโยชน์ที่จะมาดุข้าเจ้าแล้วล่ะเจ้า ไปกันเถอะเจ้าก่อนที่จะช้าไปกว่านี้”

 

            ตานีน้อยกระโดดขึ้นรถถัง ก่อนจะรวบรวมกำลังลากรุ่นพี่สาวตามขึ้นมา กล้วยนิ่วหน้าเมื่อแผลที่สีข้างครูดกับตัวถังเหล็กกล้าเย็นเฉียบ แต่เธอก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามตะเกียกตะกายลงไปในรถถังจนได้ น้ำไทกระโดดตามลงมาติดๆ ก่อนจะดันให้เธอลงไปนั่งประจำตำแหน่งพลปืนที่ใช้แรงน้อยกว่า เด็กหญิงกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง แล้วรถถังคันใหญ่ก็เคลื่อนที่ออกไปอีกครั้ง

 

            ผีร้ายเห็นเหยื่อทำท่าจะรอดไปได้ก็รีบวิ่งไล่กวดเหมือนหมาไล่รถ บางตนที่แรงเยอะก็กระโดดเกาะหวังจะทำอย่างปอบไห้ตนเมื่อครู่ หารู้ไม่ว่าพลปืนไม่ใช่ตนเดิมอีกแล้ว ทันทีที่พวกมันแลนดิ้งบนรถถัง ปืนกลยาวเกือบสองเมตรก็หันวูบก่อนจะสาดกระสุนใส่อย่างไม่ปรานีปราศรัยจนพวกมันพรุนเป็นรังผึ้ง เลือดสีคล้ำสาดกระเซ็นส่งกลิ่นเหม็นเน่าเข้ามาถึงในรถถัง โชคดีที่ไม่มีเลือดหยดตามลงมาด้วย

 

            ไม่กี่นาทีต่อมา รถถังบุบบู้บี้ที่ป้อมปืนไม่สมประกอบก็เบรกเอี๊ยดจนหิมะกระจายที่หน้าโรงเก็บเครื่องบิน กล้วยหันปืนกลยิงผีร้ายเดนตายที่ยังคงกวดตามมาลิบๆอยู่เบื้องหลังสองสามชุดก่อนจะส่งสัญญาณมือให้รุ่นน้องสาวปีนออกจากรถ เด็กสาวหน้าจืดกราดยิงกดเหล่าผีร้ายอีกชุดใหญ่ก่อนจะปีนออกจากรถถังบ้าง แผลทั้งสองที่ยังไม่สมานกันสนิทส่งความเจ็บปวดผ่านไขสันหลังไปยังสมองทำเอาตานีสาวถึงกับชะงัก แต่เธอก็แข็งใจปีนออกจากรถถังก่อนจะวิ่งตามรุ่นน้องสาวเข้าไปในโรงเก็บเครื่องบิน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดล่ะก็ อีกไม่กี่นาทีเธอก็จะสบายอยู่ในห้องนักบินที่คุ้นเคยแล้ว....

 

            “โอ้โห ยังสภาพดีทั้งนั้นเลย !

            น้ำไทอุทานออกมาอย่างดีใจเมื่อเห็นเครื่องบินรบกว่าครึ่งร้อยลำที่จอดเรียงรายกันอยู่ในพื้นที่ขนาดสี่ร้อยคูณร้อยเมตรของอาคารขนาดยักษ์ หลายลำดูคล้ายเครื่องบินรบรุ่นล่าสุดของมนุษย์ หากต่างกันที่เป็นลายแปลกๆมองดูคล้ายแผงวงจรคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นสีเทาด้านตัดเรดาร์เหมือนเครื่องบินรบของมนุษย์ทั่วไป สี่ลำที่จอดอยู่ชิดผนังด้านหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและดูล้ำสมัยน้อยกว่า ในขณะที่อีกสิบสองลำที่จอดเรียงกันสองแถวอยู่ริมผนังอีกด้านมองดูราวกับเครื่องบินรบที่หลุดออกมาจากหนังวิทยาศาสตร์ ทุกลำมีลำตัวเรียบและทาสีดำสนิท ช่องเก็บอาวุธที่เปิดอยู่ใต้ท้องเผยให้เห็นจรวดห้าลูกที่เสียบเรียบร้อยอยู่ในฐานปล่อย

 

            ทุกอย่างยังคงเหมือนเมื่อครั้งทั้งสองเห็นที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อกว่าหกเดือนที่แล้ว ซึ่งนับว่าโชคดีเข้าขั้นปาฏิหาริย์ ด้วยที่นี่ถูกยึดเป็นที่แรกๆ รองจากหอปืนใหญ่ทางตะวันตกของตัวเมือง เป็นไปได้ว่าผีร้ายอาจไม่ทำลายเพราะคิดจะใช้มันในภายหลัง แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกมันก็ทำผิดมหันต์แล้ว....

 

            “เยี่ยม.....” เด็กสาวหน้าจืดยิ้มเครียดก่อนจะหันไปสั่งรุ่นน้องสาว “หา TF-50 ลำที่พอใช้ได้และมีเชื้อเพลิงเหลือ แล้วขับออกไปที่รันเวย์เลยเน่อ วิทยุอาจจะใช้บ่ได้ เพราะจะอั้นบินตามเอื้อยมาจนกว่าจะเข้าปะทะกับผีร้ายเน่อ เข้าใจก่อ”

            “เจ้า !

 

            แม้แผลจะยังไม่สมานสนิท แต่การได้มาเห็นเครื่องบินสุดที่รักและคุ้นเคยอีกครั้งก็ทำให้ราชินีตานีลืมความเจ็บปวดไปได้ เธอวิ่งไปยังเครื่องบินรบสีดำสนิทลำหนึ่งก่อนจะดึงฝาครอบที่ติดอยู่ใกล้หัวเครื่องบินออกมา จอแอลซีดีด้านในสว่างวาบขึ้นทันที มันค่อยๆรันระบบตรวจเช็กสภาพ ก่อนที่ตัวอักษรสีเขียวอันแสดงว่าทุกระบบอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานรวมทั้งปริมาณเชื้อเพลิงจะปรากฏขึ้น ท่ามกลางความโล่งใจของตานีสาวที่เฝ้ามองอยู่

 

            กล้วยเสียบฝาครอบกลับเข้าที่ก่อนจะปีนผ่านปีกขึ้นไปยังห้องนักบิน เด็กสาวอดยิ้มกว้างไม่ได้เมื่อหย่อนตัวลงบนที่นั่ง ทุกสัมผัสล้วนเป็นสิ่งที่เธอโหยหามาตลอดระยะเวลาหกเดือนนับตั้งแต่สวนกล้วยแตก ทั้งคันบังคับ คันเร่ง และปุ่มควบคุมทั้งหลายบนแผงมาตรวัดเบื้องหน้า ในที่สุดเธอก็ได้กลับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่สักที.....

 

            “เอาล่ะ ไปกันเลย !

            ราชินีตานีกดปุ่มปิดฝาครอบห้องนักบิน เปิดระบบทั้งหมดที่จำเป็นก่อนจะสับสวิตช์สตาร์ตเครื่อง เธอทันได้ยินเสียงหวีดแหลมของระบบสตาร์ตเครื่องก่อนที่ฝาครอบกระจกกั้นเสียงจะปิดสนิท วินาทีต่อมา เครื่องบินรบยาวยี่สิบเมตรก็สั่นสะเทือนเมื่อเครื่องยนต์ที่ฝังอยู่กลางลำตัวจุดระเบิดขึ้นพร้อมกัน เด็กสาวหน้าจืดรอจนเครื่องอุ่นจนได้ที่ก็ปลดเบรก แล้วเครื่องบินรบสีดำสนิทก็ค่อยๆเคลื่อนที่ออกจากอาคารหลังยักษ์มุ่งหน้าออกไปยังรันเวย์ที่มีหิมะปกคลุมจนเกือบมิด กล้วยเอี้ยวตัวไปมองด้านหลังเล็กน้อย เครื่องบินแบบเดียวกับเธออีกลำกำลังตามเธอมา

 

            “ปีกเสรีมแรงยก ตั้งเรียบร้อย ระบบจุดระเบิด เปิด ระบบป้องกันน้ำแข็ง เปิด..... รายการตรวจสอบก่อนบินขึ้น เรียบร้อย !

            ตานีสาวค่อยๆตั้งลำเครื่องบินบนรันเวย์ ก่อนจะดันคันเร่งขึ้นไปรวดเดียวจนสุด เครื่องยนต์คู่คำรามดังกึกก้อง ปลดปล่อยเปลวเพลิงสีม่วงอมฟ้าจากท่อไอเสียพร้อมแรงขับกว่าสองร้อยกิโลนิวตัน ขับดันเครื่องบินสีดำให้เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีหมึกอย่างสง่างามราวกับครุฑ เด็กสาวหน้าจืดบินวนเป็นวงกลมแคบๆอยู่ในเขตเมืองตานีจนกระทั่งเห็นน้ำไททะยานตามขึ้นมา ก่อนที่เครื่องบินทั้งสองลำจะเอียงปีกหักหัวเลี้ยว มุ่งหน้าไปยังสวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอนที่เห็นอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า

 

            “ได้เวลาหมู่เฮาโต้กลับบ้างแล้ว กองกำลังผีร้าย เตรียมใจไว้หื้อดีเถอะ !

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

*รถถังสามารถบังคับเลี้ยวได้หลายวิธี แต่โดยหลักๆแล้วมักเป็นการทำให้ตีนตะขาบทั้งสองด้านเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่างกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น