ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 47 : ปฏิบัติการลับที่ไร้ซึ่งระบบนำร่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ก.พ. 58

            ร่างดำทะมึนร่างหนึ่งยืนอยู่กลางจุดสับรางของทางรถไฟที่จะเข้าสถานีรถไฟหลักตานนะคอน

 

            แขนแข็งแรงที่ยาวเหยียดราวกับแขนเปรต หากล่ำราวกับเล่นกล้ามกำลังโยกโบกี้รถไฟที่ถูกกระชากออกมาจากขบวนอย่างเมามัน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญจากผู้โดยสารกว่าครึ่งร้อยคนที่ยังคงติดอยู่ในโบกี้ ใบหน้าของแต่ละคนซีดขาวราวหิมะที่กองอยู่ตามรางด้วยความหวาดกลัวสุดขีด โดยเฉพาะเมื่อรถไฟขบวนข้างๆ เป็นรถบรรทุกแก๊ส หากผีร้ายเกิดโยกจนเบื่อแล้วเหวี่ยงโบกี้นี้ไปกระแทกกับถังแก๊สล่ะก็ ได้โดนย่างสดกันทั้งโบกี้แน่นอน

 

            ห่างจากราวยี่สิบเมตรบนถนนเลียบรางรถไฟ รถตำรวจสามคันเปิดไฟวอบแวบ ตำรวจในชุดกันกระสุนหกคนยืนประจำตำแหน่งโดยใช้รถเป็นเครื่องกำบังเหมือนที่วิญญาณหิมะสาวเคยเห็นบ่อยๆในหนังแอ็กชั่น ปืนพกในมือเล็งตรงไปยังเงาร่างเลือนรางของผีร้าย แม้จะรู้ว่ามันคงทำอะไรไม่ได้มาก.....

 

            “หน่วยหมอผีที่ขอ ว.7 ไปยังไม่มาอีกเหรอ !?” หัวหน้าทีมยศร้อยเอกที่ซุ่มอยู่หลังกระโปรงหน้าของรถตำรวจคันกลางพูดกรอกวิทยุสื่อสาร

            “ว.21 จากสถานีไปแล้วเมื่อห้านาทีที่แล้ว น่าจะ ว.22 ภายในอีกสิบนาที”

            “สิบนาที !?” ร้อยเอกหนุ่มทวนคำเสียงสูง “สิบนาทีจะทันได้ยังไง ตอนนี้มันโยกรถไฟเล่นแล้วนะ ต่อไปมันจะทำอะไรก็ไม่.....”

 

            เสียงของนายตำรวจหัวหน้าทีมขาดหายไปในลำคอเมื่อจู่ๆ แสงสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงอะไรบางอย่างฟาดผ่านอากาศดังวูบ ตามมาติดๆด้วยเสียงตูมเหมือนประทัดยักษ์ ร่างดำทะมึนกระเด็นลอยราวกับถูกถีบด้วยเท้าที่มองไม่เห็น ก่อนจะแตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับแก้ว เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องลานสับราง ก่อนจะจบลงเมื่อโบกี้รถไฟกระแทกกลับลงไปบนรางดังโครมใหญ่

 

            “อย่ายิง !” ร้อยเอกหนุ่มแผดเสียง ดวงตาเรียวเหลียวมองผู้ใต้บังคับบัญชารอบตัว "เข้าไปประชิดตัวรถ ยืนยันว่าผีร้ายหายไปแล้วค่อยอพยพผู้โดยสารลงจากรถ เข้าใจมั้ย !?

            “แล้วเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นครับหมวด ทำไมจู่ๆผีก็หายไปแบบนั้น”

            “ผมเองก็ไม่รู้ แต่ก่อนอื่นเอาผู้โดยสารออกมาก่อน เอ้า ไปได้ !

 

            แล้วเหล่าตำรวจก็วิ่งตัดรางรถไฟออกไป ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กสาวคนหนึ่งและเด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆกับรถตำรวจคันหลังสุดเลยสักนาย พวกเธอหลบวูบเข้ามุมมืดของตึกแถวริมถนน วิ่งอย่างเงียบเชียบอ้อมไปยังรถหุ้มเกราะลายพรางหิมะที่จอดแอบอยู่ในความมืด

 

            “ฟู่..... ตนที่เจ็ดแล้ว” วิญญาณหิมะสาวชาวฮิมิตสึพ่นลมออกจากปากหลังจากตะกายขึ้นนั่งบนที่นั่งข้างคนขับแล้ว “ยังเหลืออีกกี่ตนเนี่ย”

            “อีกเยอะเลย เท่าที่ดูในพื้นที่รับผิดชอบของหมู่เฮา” ตานีน้อยผมสั้นบนที่นั่งข้างตัวเธอตอบ ดวงตากลมของเธอมองหน้าจออเนกประสงค์กลางคอนโซลหน้าที่แสดงผลโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณแวบหนึ่ง “แต่โชคดีเน่อที่เป็นแค่วิญญาณระดับต่ำ ยิงครั้งเดียวก็เดี้ยงแล้ว”

            “แต่หลายๆตนก็เหนื่อยได้เหมือนกันนา.....”

            “ถ้าเอื้อยยูคิเหนื่อยก็พักก่อนก็ได้เน่อ ข้าเจ้าตนเดียวก็น่าจะไหว”

            “ไม่เป็นไรๆ ฉันยังได้อยู่ จะปล่อยเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆไปสู้กับผีคนเดียวได้ยังไงล่ะ”

            “แหม ผีร้ายระดับกากจะอี้ ข้าเจ้าตนเดียวก็เหลือแหล่แล้ว” น้ำว้าตอบยิ้มๆ “เอาเป็นว่าถ้าเอื้อยยูคิเหนื่อยเมื่อได๋บอกข้าเจ้าได้เน่อ”

            “จ้า....” เด็กสาวชาวฮิมิตสึอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางของรุ่นน้องสาว “เอ้า ไปกันต่อเถอะ”

            “เจ้า”

 

 

            ห่างออกไปทางเหนือเกือบสิบกิโลเมตรที่เขตธุรกิจเชียงแสน กล้วยเพิ่งจะเหนี่ยวไกส่งกระสุขนาดครึ่งนิ้วเข้ากลางหน้าผากของผีร้ายตนที่สิบสามของเธอและฟ้าไปหมาดๆ เด็กสาวหน้าจืดพับขาทรายของสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องเข้าที่ก่อนจะยกมันขึ้นสะพายไหล่ เธอหันมาอุ้มสาวหมัดเหล็กขึ้นจากพื้นแล้วกระโดดลงจากชั้นสิบของตึกที่พวกเธอใช้เป็นจุดซุ่มยิงลงมายังพื้นหินเบื้องล่าง ก่อนที่ทั้งสองจะวิ่งเหยาะๆไปยังรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่จอดอยู่ริมถนนห่างออกไปไม่ไกลนัก

 

            “ไม่ว่ายังไงก็ยังรู้สึกแปลกๆอยู่ดีแฮะกล้วย ถูกผู้หญิงอุ้มแบบนี้” ฟ้าเอ่ยอย่างเขินๆ ขณะเพื่อนสาวโยนปืนใส่ท้ายรถ

            “อยากหื้อป้อจายอุ้มแทนก๋า” ราชินีตานีแสยะยิ้มยิงฟัน

            “แบบนั้นยิ่งรู้สึกแปลกกว่าเดิมอีกสิไม่ว่า” เด็กสาวหน้าคมพูดกลั้วหัวเราะพลางตะกายขึ้นรถ “ต่อไปที่ไหนล่ะ”

            “ห่างจากที่นี่ไปประมาณครึ่งกิโล บนตึกสำนักงานใหญ่ตานนะคอนแอร์เวย์ส” กล้วยตอบหลังจากแตะนิ้วลงบนหน้าจอกลางแผงคอนโซลสองสามครั้ง “ลำบากหน่อยเพราะตึกนี้รูปร่างแปลก หมู่เฮาอาจจะต้องบุกเข้าไปในตึก อาจจะต้องขอแรงฟ้าบ้างแล้วล่ะ”

            “ยินดี” สาวหมัดเหล็กตอบยิ้มๆ แต่เธอก็ถามต่อ “แต่เราว่าถ้าถึงขั้นต้องเข้าไปในตึกมันจะเสียเวลามากนะ เอาผีตนอื่นที่ไปสะดวกกว่าไม่ดีกว่าเหรอ ก่อนลงไปยิงตนนี้กล้วยก็บอกนี่ว่ามีอีกตนห่างออกไปประมาณกิโลนึง”

            “ก็แต๊” กล้วยพยักหน้า “ตอนแรกข้าเจ้าคึดว่าทางนั้นจะอ้อม แต่ที่ฟ้าอู้มาก็แม่น จะอั้นไปผีอีกตนก่อนก็ได้”

 

            เด็กสาวหน้าจืดขยับคันเกียร์ก่อนจะเหยียบคันเร่ง พารถออฟโรดคันโตออกสู่ถนนที่มีรถวิ่งกันขวักไขว่ ชาวเมืองคงจะรู้ตัวกันแล้ว และจากที่เห็นรถตำรวจสีเขียวคาดขาวเปิดไซเรนทั้งแซงไปและสวนมาหลายคัน เธอก็อุ่นใจขึ้นบ้างว่าหน่วยงานราชการเองก็ขยับกันแล้ว ถึงจะรู้ว่าทีมปราบผีของตำรวจจะทำอะไรผีร้ายไม่ค่อยได้ก็เถอะ

 

            “แต่เราว่ามันแปลกอยู่นะกล้วย” ฟ้าเอ่ยขึ้นอีกครั้งหังจากเงียบกันไปอึดใจหนึ่ง “ปกติผีร้ายไม่เคยออกมาทีเดียวเพียบขนาดนี้นี่ หรือวานี่จะเป็นฝีมือของกองกำลังผีร้าย”

            “เรื่องนั้นข้าเจ้าคึดว่าแน่นอนอยู่แล้ว” ตานีสาวตอบ มือขยับตีไฟเลี้ยวซ้ายก่อนจะหมุนพวงมาลัยหักหัวรถเข้าสู่ถนนวงแหวนที่ตัดผ่านกลางเขตธุรกิจ

            “แต่กองกำลังผีร้ายไม่เคยโจมตีแบบนี้เลยไม่ใช่เหรอ” เด็กสาวหน้าคมแย้ง “เท่าที่เราสังเกตมันจะชอบเทกำลังมาใส่เป้าหมายเดียวนี่ ทำไมคราวนี้ถึงได้กระจายกันขนาดนี้ แถมเป็นระดับล่างๆทั้งนั้นเลยด้วย”

            “นี่แหละที่กล้ายกับข้าเจ้ากำลังสงสัยกันอยู่” กล้วยตอบช้าๆ “อย่างที่ฟ้าก็ฮู้ เปิ้นมีพลังจะเรียกผีร้ายอะหยังก็ได้มาจากโลกหลังความตาย แต่หมู่เปิ้นกลับส่งมาแต่ระดับล่าง หมู่เฮากำลังกังวลกันอยู่ว่านี่จะเป็นแผนหรือกับดักอะหยังก่อ ซึ่งถ้าเป็นล่ะก็ แปลว่าตอนนี้หมู่เฮาติดกับดักของหมู่เปิ้นเต็มๆเลยล่ะ”

            “คงไม่หรอกมั้งกล้วย อย่าเพิ่งคิดมากเลย”

            “ก็หวังว่าจะเป็นจะอั้นเน่อ”

 

 

            “ว้า เบื่อแล้วเด๊......!

            ขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของเมือง เด็กสาวหน้าเสือเริ่มเปิดโหมดโวยวายเสียแล้ว ทำเอาสหายร่วมรบสาวบนที่นั่งข้างๆ ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างหงุดหงิด อย่างไรก็ตาม เธอพอจะเข้าใจอารมณ์ของสมิงสาวอยู่บ้าง พวกเธอยิงผีร้ายไปเกือบสามสิบตนแล้ว แต่จุดสีแดงที่ยามนี้กะพริบเป็นจังหวะบนหน้าจอนำร่องของรถถังก็ดูจะไม่ลดจำนวนลงเลยแม้แต่น้อย ตานีสาวผมหางม้าอดสงสัยไม่ได้ว่ามันแอบเพิ่มจำนวนขึ้นตอนที่เธอไม่เห็นหรือเปล่า ที่สำคัญ แทบทุกตนกระจอกงอกง่อยชนิดโดนกระสุนปืนกลยี่สิบมิลลิเมตรเข้าไปนัดเดียวก็สลายไปแล้วทั้งนั้น ไม่แปลกที่หมิงจะเบื่อ อันที่จริง เธอเองก็เบื่อเหมือนกัน.....

 

            “กล้าย”

            “อะหยัง”

            “ตนต่อไปเฮาขอลงจากรถถังแล้วแปลงเป็นเสือไปขย้ำมันแทนได้ก่อ เบื่อจะยิงแล้ว”

            “จะบ้าก๋า” กล้ายสวนเสียงเขียว “คึดว่าลงไปแล้วถ้ามีมนุษย์หันจะเกิดอะหยังขึ้น”

            “ตอนนี้มนุษย์เปิ้นก็อยู่ในบ้านกันเกือบหมดแหละ บ่มีไผเห็นหรอกน่า น่า นะ นิดเดียวเอง.....”

            “บ่ได้” ตานีสาวผมหางม้ายืนยันเสียงแข็ง “ถ้าเกิดลงไปแล้วหมิงบาดเจ็บจะยะจะได”

            “อ๊ะ นี่เป็นห่วงเฮาด้วยบ่” เด็กสาวหน้าเสือย้อนถามด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

            “บ่ได้เป็นห่วงย่ะบ่าสมิงจ้าดง่าว เงียบแล้วขับต่อไปเถอะ !

 

            การต่อล้อต่อเถียงของสองคู่กัดโดยธรรมชาติของกันและกันยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ ขณะรถถังคันโตแล่นเอื่อยๆไปตามถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ผ่านหน้าคฤหาสน์หรูหลังแล้วหลังเล่า แทบทุกหลังเปิดไฟสว่างไสวกว่าปกติ หลังไหนที่ไม่ได้เปิดก็ปิดมืดราวกับไม่มีคนอยู่ ชาวเมืองคงได้ข่าวจากทั้งโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่ข่าวนั้นคงไม่ได้บอกว่าผีร้ายไม่กลัวแสงไฟ ตานีสาวผมหางม้าถอนหายใจเฮือก พยายามทำหูทวนลมกับคำหยอกล้อแกมจิกกัดของสหายร่วมรบสาว เธอมองคฤหาสน์เหล่านั้นผ่านหน้าจอนำร่องอย่างสมเพชระคนสงสาร คนในบ้านจะตกใจแค่ไหนหนอหากผีโผล่มาทั้งแสงสว่างโร่.....

 

            แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็เบิกกว้างเมื่อจู่ๆ จุดสีแดงทั้งหมดในแผนที่ก็หายวับไปพร้อมๆกัน เธอเหลียวมองเด็กสาวหน้าเสือ แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องกลับมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเช่นเดียวกัน

 

            “ผีร้ายหายไปไสหมด” สมิงสาวถามขึ้นก่อน เธอรีบเบนรถถังเข้าจอดชิดข้างขอบทาง

            “เรดาร์สแกนวิญญาณเสียมั้ง”

 

            ตานีสาวเอื้อมมือไปปิดสวิตช์เรดาร์สแกนวิญญาณหลักของรถถังบนเพดานห้องคนขับก่อนจะเปิดมันใหม่อีกครั้ง แต่ไร้ผล หน้าจอนำร่องของเธอยังคงว่างเปล่า มีเพียงจุดสีเขียวของเธอและจุดสีเหลืองของหมิงเท่านั้นที่แสดงผลอยู่ เด็กสาวผมหางม้าสับสวิตช์เรดาร์สำรองและสวิตช์ดึงสัญญาณจากดาวเทียม แต่ภาพบนหน้าจอแอลซีดียังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอยกมือขึ้นปิดปากอย่างครุ่นคิด คิ้วบางขมวดเข้าหากัน ถ้าเกิดผีร้ายหายไปหมดจริงๆก็ถือเป็นโชคดีของพวกเธอ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็แปลว่ามีอะไรแปลกๆเสียแล้ว

 

            “ติดต่อโรงเก็บรถถังกับตนอื่นก่อนดีกว่า หมิงปิ๊กโรงเก็บรถถังเลย”

            “อื้ม”

 

            หมิงหักพวงมาลัยเลี้ยวกลับทันที ขณะกล้ายพรมนิ้วป้อนคลื่นความถี่วิทยุสื่อสารหลักของโรงเก็บรถถังก่อนจะพูดกรอกลงไปในไมโครโฟนที่เชื่อมกับหูฟังบนหัว แต่ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมาเลยแม้แต่เดซิเบลเดียว เด็กสาวลองอีกคลื่น อีกคลื่นและอีกคลื่น แต่ทุกคลื่นให้ผลเดียวกัน นั่นคือความเงียบเป็นเป่าสากกะเบือยันเรือรบ คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วของเธอยิ่งเคลื่อนที่เข้าหากันมากขึ้นไปอีก ตอนยิงผีสองตนที่แล้วพวกเธอยังติดต่อกลับไปหาน้ำไทได้อยู่เลย จู่ๆวิทยุจะเสียขึ้นมาง่ายๆแบบนี้น่ะหรือ แถมยังพร้อมๆกับเรดาร์สแกนพลังงานวิญญาณอีก ถ้าไม่ได้มีอะไรไม่ชอบมาพากลล่ะก็ สงสัยเธอคงต้องรื้อรถถังคันนี้ออกมาเช็กชิ้นส่วนทีละชิ้นเสียแล้ว

 

            “วิทยุเสียบ่กล้าย” สัตว์ภูตสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเหลือบเห็นใบหน้าว้าวุ่นใจของเพื่อนสาว

            “น่าจะแม่น แต่บ่น่าเป็นไปได้.....” กล้ายเคาะนิ้วลงกับคอนโซลกลาง “โทรจิตเลยดีกว่า กล้วย น้ำว้า น้ำไท ยูคิ ได้ยินข้าก่อ”

 

            เงียบ ไร้เสียงใดๆตอบรับเช่นเดิม สิ่งเดียวที่แตกต่างคือโทรจิตไม่มีวันเสียเหมือนวิทยุ เด็กสาวผมหางม้าเริ่มกังวล แต่เธอก็ยังปลอบใจตัวเองว่าเธอคงอยู่ห่างจากตนอื่นๆ เกินรัศมีห้ากิโลเมตรของโทรจิตปกติ เมื่อคืนพวกผีร้ายก็จู่โจมหนักไปครั้งหนึ่งแล้ว พวกมันคงไม่โจมตีซ้ำเร็วขนาดนี้หรอกมั้ง.....

 

            “ลองใช้มือถือดูบ่ล่ะกล้าย”

            “อื้ม”

 

            เด็กสาวผมหางม้าควักโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง นิ้วโป้งเลื่อนหาหมายเลขของกล้วยก่อนจะกดโทรออก แต่ผลยังคงเหมือนเดิม ไม่มีแม้แต่เสียงสัญญาณรอสายให้ได้ยิน เธอเปลี่ยนไปโทรหาจ้าด ฟ้า และยูคิ แต่ทุกสายได้ผลเหมือนกัน หัวใจของตานีสาวร่วงวูบลงไปกระแทกเบาะนั่ง ความเย็นแล่นวาบไปตามสันหลังขณะเธอค่อยๆยัดโทรศัพท์มือถือลงเก็บใส่กระเป๋ากางเกงด้วยมือสั่นระริก

 

            “เป็นหยังกล้าย เฮ็ดหน้าจังซั่น” หมิงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเพื่อนสาวที่เคยดูว้าวุ่นระคนกังวลเมื่อไม่ถึงนาทีที่แล้ว บัดนี้กลับกลายเป็นซีดขาวราวกับหิมะที่กองอยู่บนพื้นด้านนอก

 

            “บ่ต้องถาม ปิ๊กโรงเก็บรถถังหื้อเร็วที่สุด เหยียบหื้อมิดเลย !

           

 

 

            “น้ำไท มาดูนี่หน่อย”

            เด็กหญิงผมเปียผู้กำลังนั่งโซ้ยยากิโซบะหันขวับทันทีที่หลานชายหมอผีใหญ่ผู้นั่งเฝ้าอยู่ห้าแลปทอปที่กล้วยทิ้งเอาไว้ให้ส่งเสียงเรียก ตานีน้อยทิ้งช้อนลงจานดังแกร๊งก่อนจะวิ่งเหยาะๆมาชะโงกหน้ามองข้ามไหล่รุ่นพี่หนุ่ม เธอเอียงคออย่างฉงนเมื่อพบว่าจุดสีแดงนับร้อยที่กระจายอยู่ทั่วเมืองเมื่อครู่ ยามนี้หายวับไปหมดเกลี้ยงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทีมปราบผีทั้งสามทำงานได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบอย่างนี้เชียวหรือ

 

            “จุดสีแดงหายไปตั้งแต่เมื่อได๋เจ้า” น้ำไทเอ่ยถามรุ่นพี่หนุ่ม

            “เมื่อกี้เลย พร้อมๆกันหมดเลย”

            “พร้อมกันหมดเลยก๋า” เด็กหญิงทวนคำ ดวงตากลมจ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม

            “อื้ม พร้อมกันหมดเลย” หลานชายหมอผีใหญ่ยืนยัน “ถ้าเกิดค่อยๆหายไปตรงที่พวกกล้วยอยู่ พี่คงไม่เรียกมาดูหรอก”

            “แต่.... บ่น่าเป็นไปได้เน่อ.... ขอข้าเจ้าลองหน่อยเน่ออ้ายจ้าด”

            “อื้มๆ”

 

            น้ำไทเลื่อนแลปทอปไปก่อนจะคลิกเมาส์เรียกข้อมูลจากดวงเทียมดวงอื่นๆ และระบบสแกนวิญญาณบิลต์อินในเครื่อง อุปกรณ์ทุกอย่างยืนยันว่าไม่มีปฏิกิริยาวิญญาณร้ายเลยสักจุดเดียว สิ่งที่แสดงผลอยู่ในหน้าจอมีเพียงจุดของพวกเธอและสามทีมปราบผีที่เคลื่อนที่อย่างช้าๆอยู่ในเมืองเท่านั้น ตานีน้อยขมวดคิ้วมุ่น พวกเธอถูกสอนมาให้เชื่อเครื่องมือ แต่ข้อมูลที่มันบอกอยู่ตอนนี้ไม่น่าเป็นไปได้เลย.....

 

            “น้ำไท บางทีอุปกรณ์สแกนพลังงานวิญญาณที่ส่งข้อมูลให้แลปทอปอาจจะตรวจไม่เจอผีร้ายพวกนี้ก็ได้นะ” เด็กหนุ่มหน้าดุออกความเห็น “อย่างเมื่อกี้ตอนน้ำไทกับน้ำว้ามา แลปทอปก็ไม่แสดงผลเหมือนกัน”

            “ก็ยังบ่น่าเป็นไปได้อยู่ดีเจ้า” น้ำไทแย้ง “ปกติผีร้ายที่ซ่อนตัวเองจากดาวเทียมส้อยเพ็ดหนึ่ง ส้อยเพ็ดสอง แล้วก็ส้อยเพ็ดสามได้ต้องเป็นวิญญาณระดับสูงมากและฮู้วิธีเท่านั้น เป็นไปบ่ได้เลยที่จู่ๆผีระดับล่างจะกลายพันธุ์เป็นจะอั้นได้ในเวลาสั้นๆ”

            “ก็ไม่แน่นี่” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “ยังไงพี่ว่าลองสแกนด้วยอุปกรณ์ของโรงเก็บรถถังดีกว่ามั้ย เมื่อกี้กริ่งของโรงเก็บรถถังก็ดังทั้งๆที่ในแลปทอปไม่แสดงผลอะไร คราวนี้มันอาจจะจับได้เหมือนกันก็ได้”

            “ลองดูก็ได้เจ้า จะอั้นไปห้องประชุมกัน”

 

            พูดจบ ตานีน้อยก็วิ่งตื๋อออกไปจากห้องทันทีโดยไม่รอรุ่นพี่หนุ่มเลยแม้แต่น้อย กว่าจ้าดจะวิ่งตามไปถึงห้องประชุมซึ่งอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของตึก เด็กหญิงก็เปิดระบบและหน้าจอแอลซีดีขนาดใหญ่บนผนังห้องเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุเดินไปยืนข้างรุ่นน้องสาวที่หน้าแผงควบคุมขณะน้ำไทพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดสลับกับลากเมาส์ ในที่สุด ภาพแผนที่จังหวัดตานนะคอนซึ่งประกอบด้วยตัวเมืองตานนะคอนและพื้นที่ในรัศมีห้าสิบกิโลเมตรโดยรอบก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

 

            “ก่อนอื่น.... ลองเปิดสัญญาณดาวเทียมส้อยเพ็ดดูอีกที”

            เด็กหญิงพึมพำกับตัวเองขณะมือสับสวิตช์สามตัวที่อยู่ด้านบนของแผงควบคุม สัญญาณวิญญาณของกล้วย ฟ้า กล้าย หมิง ยูคิและน้ำว้า รวมทั้งของจ้าดและเธอปรากฏขึ้นทันที แต่ยังไม่มีวี่แววของผีร้ายสักตน

 

            “จะอั้นก็.... เรดาร์ตรวจจับวิญญาณ หลัก สำรอง สำรองสอง”

            ตานีน้อยโยกอีกสามสวิตช์ แต่หน้าจอยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

            “จะอั้นก็อย่างสุดท้าย.... ระบบตรวจจับพลังงานวิญญาณด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบผสมผสาน”

            น้ำไทเอื้อมไปสับสวิตช์อีกตัวซึ่งอยู่ริมสุดของแผงควบคุม ได้ผล หน้าจอวาบแสงสีแดงขึ้นมาทันทีจนทั้งน้ำไทและจ้าดต้องหยีตา แต่เมื่อม่านตาเริ่มหดลงจนมองเห็นได้ชัดว่าสัญญาณวิญญาณในตัวเมืองตานนะคอนที่แท้จริงเป็นเช่นไร สีเลือดบนใบหน้าของทั้งตานีน้อยและหลานชายหมอผีใหญ่ก็หายวับพร้อมๆกับขากรรไกรที่ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก.....

 

            จุดสีแดงขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วเมืองหายไปแล้วจริงๆ แต่สิ่งที่มาแทนที่คือจุดสีแดงขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่โอบล้อมอยู่รอบตัวเมืองทั้งทางทิศเหนือและตะวันตกจนดูเป็นปื้น มันใหญ่กว่าจุดที่แสดงรถไฟมรณะเมื่อคืนวานเสียอีก และที่สำคัญ มันกำลังเคลื่อนที่เข้าหาตัวเมืองอย่างต่อเนื่อง ดูในหน้าจอเหมือนจะช้า แต่เมื่อเด็กหนุ่มหน้าดุเหลือบไปมองมาตราส่วนที่มุมแผนที่ก่อนจะคำนวณคร่าวๆในหัว ไขสันหลังของเขาก็หนาวเยือกราวกับถูกราดด้วยมีเทนเหลวเมื่อพบว่าความเร็วของพวกมันนั้นมากกว่าหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางขนาดนี้ มันจะเข้าถึงตัวเมืองภายในครึ่งชั่วโมง.....

 

            “น้ำไทติดต่อกล้วยกล้ายกับน้ำว้าด่วนเลย บอกให้เขากลับมาที่นี่เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวพี่จะโทรหาฟ้ากับยูคิเอง !

            “ค่ะ !

 

            จ้าดควักโทรศัพท์ของเขาออกมากดหมายเลขของเด็กสาวหน้าคมทันที ขณะน้ำไทคว้าหูฟังขึ้นสวมก่อนจะกดวิทยุหาคลื่นปกติที่ใช้สื่อสารกับรถถัง แต่เธอก็ไม่ได้ยินอะไรเลยแม้แต่เสียงซ่าของคลื่นรบกวน เด็กหญิงลองกดอีกคลื่นและอีกคลื่น แต่ไม่มีคลื่นไหนใช้การได้เลยแม้สักคลื่นเดียว เธอคิดจะเปลี่ยนวิธีสื่อสารเป็นโทรจิต แต่สัญญาณวิญญาณของทีมปราบผีทั้งสามทีมก็อยู่ห่างจากโรงเก็บรถถังเกินกว่าที่โทรจิตจะไปถึง ตานีน้อยเริ่มลนลาน ในสภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ทำไมเครื่องมือสื่อสารถึงได้พร้อมใจกันใช้การไม่ได้แบบนี้นะ.....

 

            “ติดต่อได้มั้ยน้ำไท” ความตื่นตระหนกของเด็กหญิงถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกที่แฝงแววร้อนใจของหลานชายหมอผีใหญ่

            “บ่ได้เจ้า ทุกอย่างบ่มีอะหยังใช้ได้เลย” น้ำไทละล่ำละลัก “แล้วของอ้ายจ้าด.....”

            “ไม่ได้เหมือนกัน แต่จริงๆก็ไม่น่าสงสัยหรอก ถ้ามันเตรียมแผนบุกมาซะขนาดนี้ จะตัดการสื่อสารของเราก็เป็นเรื่องธรรมดา” จ้าดตอบ “ว่าแต่ ไม่มีวิธีการสื่อสารอย่างอื่นแล้วเหรอ”

            “บ่มีแล้วเจ้า” เด็กหญิงส่ายหัวแรงๆ หน้าตาของเธอเหมือนพร้อมจะร้องไห้ได้ทุกขณะแล้ว “ยะจะไดดี ยะจะไดดี หมู่เฮาจะยะจะไดดี.....”

            “ใจเย็นๆก่อนน้ำไท มันต้องมีทางสิน่า.....” จ้าดพยายามมองโลกในแง่ดีด้วยไม่อยากให้รุ่นน้องผู้น่ารักตื่นตระหนกมากไปกว่านี้ แม้เขาเองก็กังวลไม่น้อยไปกว่าเธอนัก “ก่อนอื่น ใช้ปืนใหญ่ยิงได้มั้ย”

            “บ่ได้เหมือนกันเจ้า ที่นี่กับหอปืนใหญ่ติดต่อกันทางดาวเทียม ถ้าหมู่ผีร้ายปิดกั้นดาวเทียม หมู่เฮาก็สั่งการปืนใหญ่บ่ได้”

            “แต่ยังมีสัญญาณดาวเทียมของพวกเราแสดงผลอยู่ไม่ใช่เหรอ”

            “มันนิ่งไปตั้งนานแล้วเจ้า ตั้งแต่อ้ายจ้าดเรียกข้าเจ้ามาดูนั่นแหละ” เสียงของน้ำไทยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ยะจะไดดี ยะจะไดดี ยะจะไดดี....”

 

            ตานีน้อยยกมือขึ้นกุมเรือนผมสีดำประกายเขียวแน่นก่อนจะเริ่มเดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่น ขณะหลานชายหมอผีใหญ่ยังคงจ้องมองปื้นสีแดงบนหน้าจอแอลซีดีนิ่ง หากสมองวิ่งจี๋ราวกับติดเทอร์โบเสริมอินเตอร์คูลเลอร์* เหล่าผีร้ายกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และกำลังแค่ของน้ำไทและเขาไม่มีวันจะเอาชนะพวกมันได้แน่ ทางเดียวที่พอจะสู้ได้คือต้องติดต่อทีมปราบผีทั้งสามให้กลับมาที่นี่โดยด่วน แม้กำลังจะยังคงต่างกันอย่างน้อยก็ร้อยเท่า แต่ยังไงก็ยังมีมันสมองด้านวางแผนอย่างกล้วย และมันสมองด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างกล้ายอยู่ด้วย มันต้องมีสิ วิธีจะติดต่อกับทั้งสามในสถานการณ์เช่นนี้.....

 

            “ถ้างั้นเราเอารถถังออกไปเอง.....”

            พูดยังไม่ทันขาดคำ ทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กหญิงผมเปียก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆประตูห้องประชุมก็เปิดผาง กล้ายกับหมิงพรวดพราดเข้ามาในห้อง ปืนไรเฟิลและปืนกลลูกดอกประทับบ่าพร้อมยิง แต่เมื่อเห็นว่าในห้องมีแต่พวกเดียวกัน เด็กสาวทั้งสองก็ลดปืนลง ก่อนที่ตานีสาวจะเอ่ยถามเสียงเฉียบขาด

 

            “น้ำไท เกิดอะหยังขึ้น ยะหยังถึงติดต่อบ่.....”

            เสียงของกล้ายขาดหายไปในลำคอ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างจนน่ากลัวว่ามันจะถลนออกมานอกเบ้าเมื่อเธอเห็นภาพบนหน้าจอแอลซีดี เธอพอจะเดาเหตุการณ์ที่เหลือได้.....

 

            “ติดต่อกล้วยเดี๋ยวนี้เลย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพึมพำ “ยูคิกับน้ำว้าด้วย เร็ว !

            “ถ้าทำได้พวกเราก็ทำไปแล้วแหละ” หลานชายหมอผีใหญ่สวนกลับเสียงหงุดหงิด “ตอนนี้ระบบสื่อสารทุกอย่างล่มหมดแม้กระทั่งมือถือ กล้ายเองก็น่าจะรู้นี่”

            ตานีสาวไม่สนใจเพื่อนหนุ่ม หากหันไปถมน้ำไทที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆแทน “น้ำไท ลองระบบรหัสเหนือเสียงแล้วก่อ”

            “รหัสเหนือเสียงกาเจ้า” เด็กหญิงเอียงคออย่างฉงน “มันคืออะหยังกาเจ้า”

            “ลืมไป ปกติกว่าจะฝึกใช้รหัสเหนือเสียงก็อายุสักสิบห้านี่เน่อ” กล้ายพึมพำกับตัวเองเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “บ่เป็นอะหยัง จะอั้นไปเตรียมอุปกรณ์หื้อพร้อม ตรงนี้เดี๋ยวเอื้อยจัดการต่อเอง”

            “เจ้า”

            “แล้วสรุปไอ้รหัสเหนือเสียงนี่มันคืออะไรกันล่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามเพื่อนสาวเมื่อน้ำไทวิ่งตื๋อออกไปจากห้องแล้ว

            “เป็นอุปกรณ์ติดต่อฉุกเฉินของหมู่เฮา” ตานีสาวผมหางม้าก้าวฉับๆมาที่แผงควบคุม “เป็นการส่งสัญญาณสั้นยาว.... คล้ายๆที่มนุษย์เรียกว่ารหัสมอร์สนั่นแหละ** แต่ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงมากที่กระจายไปรอบทิศทางแทน ข้อดีคือบ่ว่าอะหยังก็สกัดกั้นบ่ได้ จะแทรกแซงสัญญาณหรือปิดกั้นสัญญาณแบบวิทยุหรือดาวเทียมก็บ่มีทาง แต่ข้อเสียคือส่งได้ทีละตัวหรืออย่างมากก็ประโยคที่ตั้งเอาไว้เท่านั้น แถมยังเชื่อถือบ่ค่อยได้เท่าได๋ หมู่เฮาเลยบ่ค่อยใช้กัน แต่ตอนนี้คงบ่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

 

            กล้ายพรมนิ้วป้อนข้อความที่จะส่งก่อนจะกระแทกปุ่มยืนยัน ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองหน้าต่างสถานะโปรแกรมที่แสดงว่ารหัสถูกส่งออกไปทีละตัวจนกระทั่งครบ ในใจภาวนา ขอให้ได้ผลด้วยเถิด ขอให้ทั้งหนึ่งคนและสามตนกลับมาที่นี่ทันเวลาด้วยเถิด.....

 

 

            “แปลก”

            จู่ๆเด็กสาวหน้าจืดก็เอ่ยขึ้นมาหลังจากขับรถวนไปวนมาอยู่ในเขตธุรกิจเชียงแสนอย่างเงียบๆอยู่นานเกือบสิบห้านาที จู่ๆสัญญาณผีร้ายในหน้าจอกลางแผงคอนโซลก็ดับไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มิไยที่เธอจะกดรีเซ็ตระบบกี่ครั้ง มันก็ยังคงแสดงผลเหมือนเดิม สวนทางกับสัมผัสวิญญาณของเธอที่บอกว่ายังคงมีวิญญาณร้ายอยู่ใกล้ๆ ตานีสาวจึงตัดสนใจขับรถวนไปวนมาเพื่อความแน่ใจ แต่ก็ยังไม่มีผีร้ายตนไหนโผล่หัวออกมาให้เห็นสักตน เธอควรจะเชื่อเครื่องแล้วโทษสัมผัสวิญญาณของเธอว่ามั่ว หรือจะเชื่อในสิ่งที่ฮู้สึก ฮู้สึกในสิ่งที่เชื่อต่อไปดี.....

 

            “ทำไมเหรอกล้วย” ฟ้าถามเพื่อนสาวพลางหาวหวอด ถ้าราชินีตานีไม่พูดขึ้นมา เธอคงหลับไปแล้ว

            “ข้าเจ้ายังฮู้สึกเหมือนมีผีร้ายอยู่ใกล้ๆนี้เพียบเลย เยอะขนาดว่าแทบจะทุกๆตารางวาด้วยซ้ำ แต่ยะหยังบ่หันสักตัวเลย”

            “คิดไปเองรึเปล่ากล้วย บางทีอาจจะดึกแล้วกล้วยก็เลยระแวง....”

            “ข้าเจ้าก็อยากหื้อเป็นจะอั้นเหมือนกัน แต่สัมผัสวิญญาณของข้าเจ้าบ่เคยผิดยกเว้นจะถูกผีหลอก และถ้าเป็นอย่างหลังหมู่เฮาก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่.... เอ๊ะ รหัสเหนือเสียง ?”

 

            ตัวอักษรสีแดงที่กะพริบอยู่ที่มุมหน้าจอแอลซีดีเบนความสนใจของราชินีตานีไป คิ้วบางขมวดเข้าหากัน รหัสเหนือเสียง เวลานี้เนี่ยนะ ?

 

            “รหัสเหนือเสียงคืออะไรเหรอกล้วย” เด็กสาวหน้าคมขยับนั่งตัวตรงแม้หนังตาจะยังคงหนักอึ้ง

            “เป็นรหัสแบบพิเศษที่หมู่เฮาใช้เวลาฉุกเฉินหรือเครื่องมือสื่อสารอื่นเสียหมด” กล้วยตอบ เธอดึงรถเข้าจอดชิดทางเท้าก่อนจะกดเรียกให้รหัสแสดงขึ้นมา “แต่ยะหยังน้ำไทถึงส่งมา....”

 

            แต่เมื่อข้อความที่ถูกถอดรหัสแล้วปรากฏขึ้น ดวงตาเรียวของเด็กสาวหน้าจืดก็เบิกกว้างพร้อมกับสีเลือดที่หายวับไปจากใบหน้าจืด ฟ้าเห็นเพื่อนสาวเงียบไปก็ตั้งท่าจะเอ่ยถาม แต่ก่อนที่คำพูดใดๆจะหลุดออกจากริมฝีปากของเธอได้ เด็กสาวก็ถูกแรงเฉื่อยกระชากไปติดเบาะเมื่อกล้วยใส่เกียร์ก่อนจะกระทืบคันเร่งติดพื้นอย่างไม่ปรานีปราศรัย

 

            “อะไรกันน่ะกล้วย มีอะไร”

            ราชินีตานีดูจะไม่ได้ยิน เธอยังคงเหยียบคันเร่งติดพื้นแม้เข็มวัดความเร็วจะหมุนขึ้นไปแตะเลขร้อยสี่สิบ ฟ้าต้องยึดที่วางแขนเอาไว้แน่นเมื่อเพื่อนสาวหักพวงมาลัยสาดโค้งหักศอกขึ้นทางด่วนชนิดข้างรถเฉียดขอบกั้นถนนไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร หากเธอถามจนกล้วยสมาธิขาดไปเพียงนิดเดียว จากเฉียดอาจกลายเป็นจูบหรือทะลุลงไปกองแอ้งแม้งกับพื้นเบื้องล่างก็เป็นได้ สาวหมัดเหล็กจึงตัดสินใจอ่านเอง มันเป็นอักษรเวียงตานทั้งหมด เธอต้องค่อยๆแกะไปทีละตัว แต่แกะได้เพียงบรรทัดแรก เธอก็ตระหนักว่าทำไมเพื่อนสาวจึงเป็นเช่นนั้น.....

 

            “ฉุกเฉิน ผีร้ายระดับสูงจำนวนมากล้อมเมือง ปิ๊กโรงเก็บรถถังด่วน”

 

 

            “สถานการณ์เป็นจะได !?

            เด็กสาวหน้าจืดถามทันทีที่มาถึงห้องประชุมในอีกสิบนาทีต่อมา วิญญาณหิมะสาวและตานีน้อยผมสั้นมาถึงก่อนแล้วและยามนี้เปลี่ยนเป็นชุดออกปฏิบัติการเต็มยศนั่งรออยู่ที่โต๊ะประชุมกลางห้อง เบื้องหลังพวกเธอ กล้าย น้ำไท หมิงและจ้าดยืนมองจอแอลซีดีที่แสดงให้เห็นว่าบัดนี้กองทัพผีร้ายใกล้จะถึงตัวเมืองเต็มทีแล้ว

 

            “อย่างที่หัน” กล้ายตอบสั้นๆ “เอาจะไดกล้วย”

            “ลองจำลองเส้นทางการเคลื่อนที่ของหมู่เปิ้นซิ”

 

            กล้ายกดสองสามปุ่มก่อนจะกระแทกปุ่มป้อนคำสั่ง เส้นสีแดงนับสิบๆเส้นปรากฏขึ้นทันที และทุกเส้นมุ่งตรงไปที่.....

 

            “สวนกล้วย !?” น้ำว้า น้ำไท ฟ้าและจ้าดอุทานออกมาพร้อมๆกัน

            “เชื่อได้ก๋ากล้วย” เด็กสาวผมหางม้าขมวดคิ้วมองผลการจำลองสถานการณ์อย่างเคลือบแคลง “มันเป็นแค่การจำลอง ผีร้ายอาจจะเปลี่ยนเส้นทางเมื่อได๋ก็ได้”

            “บ่ ข้าเจ้าว่าเป็นไปได้มากที่เปิ้นจะบุกสวนกล้วย” ราชินีตานีวิเคราะห์ ดวงตาเรียวมองเส้นสีแดงที่วาบแสงเป็นระยะอย่างครุ่นคิด “เหตุการณ์เมื่อวานคงยะหื้อเปิ้นหันแล้วว่าหมู่เฮาเป็นอันตรายกับแผนการของหมู่เปิ้น และถ้าจะกำจัดหมู่เฮา การทำลายต้นกล้วยในสวนกล้วยที่แทบบ่มีอะหยังคุ้มกันก็น่าจะง่ายกว่าฝ่าระบบป้องกันเข้ามาที่นี่อยู่แล้ว ข้อมูลของสวนกล้วยเปิ้นก็มีอยู่เยอะแยะ อย่างน้อยทั้งนางทั้งเอื้องทั้งแหวนก็น่าจะฮู้ที่ทางในนั้นอยู่บ้าง”

            “ถ้าเป็นจะอั้นก็ซวยล่ะสิ” กล้ายขบกรามกรอด “หื้อข้าเอารถถังออกไปสกัดหมู่เปิ้นก่อ”

            “บ่ทัน และบ่พอ” กล้วยตอบเสียงเฉียบขาดก่อนจะหันมาถามสองมนุษย์หนึ่งวิญญาณหิมะ “ฟ้า ยูคิ จ้าด ขับรถกันเป็นก่อ บ่ต้องถูกกฎจราจรก็ได้”

            “เป็น” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบทันทีเช่นกัน ขณะผู้ถูกถามอีกหนึ่งคนและหนึ่งตนพยักหน้าช้าๆอย่างไม่มั่นใจนัก

            “เกียร์ออโต้หรือเกียร์ธรรมดา” ฟ้าถามเพื่อความแน่ใจ เธอเคยหัดขับแต่เกียร์อัตโนมัติ ขืนให้เธอไปหัดเหยียบคลัตช์ เลี้ยงคลัตช์และเลียคลัตช์ใหม่ตั้งแต่ต้น สงสัยวันนี้จะไปได้ไม่พ้นโรงเก็บรถถัง

            “อัตโนมัติ”

            “ถ้างั้นก็เป็น”

            “เป็นเหมือนกันค่ะ”

            “จะอั้นก็พอดี” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปถามเพื่อนสาวผมหางม้าอีกครั้ง “กล้าย รถถังที่ติดระบบอัตโนมัติแล้วตอนนี้มีกี่คัน”

            “ยี่สิบสาม มี TT-42M ห้าคัน TT-42 สิบคัน TT-45 อีกแปด” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “บวกหกตัวหลอกที่ใช้โครงของ TT-30

            “แล้วยังมีคันที่ยังบ่ติดอีกก่อ”

            “ถ้าบ่นับของข้าก็มี TT-42M สองคัน TT-45 คันนึง แล้วก็ TT-22 คันนึง แต่ TT-22 ใช้ได้แค่ปืนใหญ่กับปืนกลเน่อ”

            “เยี่ยม” กล้วยดูใจชื้นขึ้นมาบ้าง “ลองเช็กโครงข่ายอุโมงค์คำที่สี่หื้อหน่อยได้ก่อ”

            “อุโมงค์ ?” ตานีสาวผมหางม้าทวนคำ “จะเอาแต๊ก๋ากล้วย”

            “แน่สิ ตอนนี้มีอะหยังเอาออกมาใช้หื้อหมด”

            “ได้”

 

            กล้ายหันหลังกลับไปหาแผงควบคุมอีกครั้ง เธอกดแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว รูปภาพบนหน้าจอเปลี่ยนจากแผนที่ทางอากาศของจังหวัดตานนะคอนเป็นแผนที่จำลองของตัวเมือง เส้นสีเทานับสิบๆเส้นทาบทับกันเป็นโครงข่ายตั้งแต่สวนกล้วยไปจนถึงสุดทางตะวันออกของเขตเมืองตานี มันค่อยๆเป็นสีเขียวขึ้นมาทีละเส้น บางเส้นก็เป็นสีเหลือง มีเพียงไม่กี่เส้นเท่านั้นที่เป็นสีแดง

 

            “จะใช้เส้นได๋บ้างล่ะ”

            “เส้น 007 จากที่นี่ไปสวนกล้วยด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เส้น 002ไก่ จากที่นี่อ้อมไปเข้าสวนกล้วยด้านทิศตะวันออก แล้วก็เส้น 014ใบไม้ ไปโรงเก็บเครื่องบิน”

            “ใช้ได้หมด.... แต่จะไปโรงเก็บเครื่องบินยะหยัง” กล้ายขมวดคิ้วถาม ก่อนจะเบรกเสียงเข้มเมื่อพอจะเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ “อย่าบอกเน่

            “กำลังจะบอกเลย” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบ ก่อนจะรีบร่ายยาวอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้เพื่อนสาวแย้ง “จ้าดกับฟ้ากับยูคิ จะมีรถพ่วงที่ใช้บรรทุกต้นกล้วยโดยเฉพาะ ขับอ้อมไปทางตะวันออก เข้าไปที่ที่เก็บต้นกล้วยลับ ขนต้นกล้วยออกมาแล้วปิ๊กมาที่นี่หื้อเร็วที่สุด น้ำว้าไปกับหมู่เปิ้นไปชี้ที่เก็บต้นกล้วย พอได้ต้นกล้วยแล้วหื้อยิงพลุ รถพ่วงมีพลุสัญญาณอยู่แล้ว”

            “กล้ายกับหมิงเอาหมู่รถถังไปยันไว้ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ดึงความสนใจและทำลายผีร้ายหื้อมากที่สุดเท่าที่จะยะได้ หันพลุเมื่อได๋เผ่นปิ๊กโรงเก็บรถถังทันที น้ำว้ากับข้าเจ้าจะขับ TT-22 ไปยึดโรงเก็บเครื่องบินแล้วเอาออกมาช่วยยิงสนับสนุน เพราะจะไดรถถังมีจรวดยิงอากาศอยู่แค่หกลูกแม่นก่อล่ะ ถ้าเกิดเจอกระสือกระหังมาจะลำบากเอา”

            “เครื่องบินนั่นแหละจะลำบากมากกว่าถ้าเจอกระสือกระหัง” กล้ายแย้ง “จำเครื่องบินที่ตกตอนเปรตบุกเมืองบ่ได้แล้วก๋า !?

            TF-50 รุ่นปรับปรุงใหม่ล่าสุดมีอุปกรณ์ป้องกันอยู่แล้ว บ่ต้องเป็นห่วง”

 

            กล้ายนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เธอทำท่าเหมือนจะเถียง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจยอมแพ้ เธอรู้ดีว่าเพื่อนสาวผู้นี้หัวแข็งขนาดไหน และถ้าจะว่ากันจริงๆ แผนนี้ก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไรมากนัก เพราะกล้วยกับน้ำไทเองก็ไม่ได้เก่งเรื่องขับรถถังอยู่แล้ว ถึงการยึดโรงเก็บเครื่องบินซึ่งอาจจะมีผีร้ายเฝ้าอยู่เป็นฝูงๆ นั้นออกจะอันตรายไปสักหน่อยก็เถอะ

 

            “ถ้ากล้วยว่าจะอั้นก็ตกลง แต่เอา TT-42M หรือ TT-45 ไปบ่ดีกว่าก๋า สองแบบนั้นใหม่กว่าแล้วก็สภาพดีกว่าด้วยเน่อ”

            “ข้าเจ้าต้องทิ้งรถถังไปเอาเครื่องบินอยู่แล้ว ถ้าเอารถถังดีๆไปผีร้ายอาจจะมาเอาไปก็ได้ เอา TT-22 ไปนี่แหละ ถ้าเกิดเสียหรืออะหยังขึ้นมาก็ถือว่าทิ้งไปเลย”

            “แล้วแต่กล้วยเน่อ” เป็นอีกครั้งที่เด็กสาวผมหางม้าตัดสินใจยอมแพ้ “จะหื้อข้าเปิดอุโมงค์เลยก่อ”

            “มีผู้ได๋จะเตรียมอุปกรณ์อะหยังเพิ่มอีกก่อ”

 

            ทุกคนและทุกตนส่ายหน้า

 

            “จะอั้นก็ เปิดอุโมงค์คำที่สี่”

 

            กล้ายคลิกเมาส์อีกสองสามครั้ง ก่อนจะผละจากแผงควบคุมเดินไปยังสวิตช์ตัวใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังอีกด้าน เธอยืนนิ่งให้เครื่องอ่านม่านตายืนยันตัวตน สลักล็อกปลดดังแกร๊กก่อนที่ประตูเหล็กที่ปิดแผงสวิตช์จะเปิดผางออก เผยให้เห็นสวิตช์สีดำตัวใหญ่ซึ่งกล้ายสับมันลงมาทันที

 

            “อุโมงค์คำที่สี่คืออะไรเหรอกล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยถามเพื่อนสาว

            “มานี่”

 

            เด็กสาวหน้าจืดดึงเสื้อเขาเบาๆไปทางหน้าต่างก่อนจะชี้ลงไปยังพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะเบื้องล่าง จ้าดมองตาม แล้วเขาก็เห็นหิมะสีขาวยุบลงไปเป็นหลุมเล็กๆ ที่เรียงรายกันเป็นแนวยาวไปจนสุดสายตา ห่างออกไปไม่ไกลนัก ไฟสีส้มสว่างวอบแวบ พื้นหิมะค่อยๆแยกออกจากกัน ก่อนจะเผยให้เห็นอุโมงค์ขนาดยักษ์ที่ประมาณด้วยสายตาแล้วคงกว้างและสูงไม่ต่ำกว่ายี่สิบเมตร

 

            “คิดว่าหมู่เฮาขนทั้งรถทั้งรถถังข้ามถนนวงแหวนมาได้จะไดล่ะ” กล้วยยิ้มเครียดๆ “เอ้า ไปกันเหอะ !

 

            กล้ายกับน้ำไทช่วยกันปิดระบบควบคุมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สองคนหกตนจะวิ่งลงไปยังลานจอดรถถังเบื้องล่าง ตานีสาวหน้าจืดและตานีน้อยผมเปียวิ่งไปยังรถถังคันหนึ่งที่จอดแอบอยู่ข้างผนัง มันดูเก่ากว่าคันอื่นมากและมีรอยบุบเต็มคัน กล้วยดึงแผงสวิตช์ตรวจสอบระบบที่ติดอยู่ด้านท้ายรถก่อนจะกดปุ่ม ฝาครอบทางเข้าเหนือป้อมปืนกระเด้งเปิดออกมาทันที เด็กสาวหน้าจืดอุ้มส่งตัวรุ่นน้องสาวขึ้นไปด้านบนก่อนจะปีนตามขึ้นไป แล้วอึดใจต่อมา เสียงเครื่องยนต์ดีเซลก็ดังก้อง ก่อนที่รถถังสุดโทรมจะค่อยๆแล่นผ่านรถถังคันอื่นที่จอดเรียงกันเป็นทิวแถวออกไปด้านนอก

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำรอจนกล้วยออกไปพ้นโรงเก็บรถถังแล้วจึงสตาร์ตเครื่อง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องยนต์เดียว หากเป็นเรื่องยนต์ของรถถังนับสิบๆคันทั่วทั้งโรงเก็บที่ครางกระหึ่มราวกับสัตว์ป่า ก่อนจะค่อยๆแล่นออกไปจากโรงเก็บรถถังอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งที่ไม่มีใครนั่งขับอยู่ด้านในเลยสักคน จ้าดอดขนหัวลุกไม่ได้ ถ้าไม่รู้ว่ารถถังพวกนี้ติดตั้งระบบอัตโนมัติ พวกมันก็ดูเหมือนรถถังผีสิงดีๆนี่เอง

 

            “แล้วของพวกเราล่ะ” ฟ้าถามเด็กหญิงผมสั้น

            “กำลังจะพาไปนี่แหละ ตามมา”

 

            น้ำว้าวิ่งเหยาะๆนำรุ่นพี่ทั้งสามเดินทะลุโรงเก็บรถถังออกไปด้านหลัง ที่นั่น รถพ่วงสิบแปดล้อสามคันจอดรอพวกเขาอยู่แล้ว มันแทบจะดูเหมือนรถพ่วงปกติของมนุษย์ทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นแต่หน้าตาที่ดูล้ำยุคกว่าเหมือนยานพาหนะแทบทุกชนิดของตานี และส่วนพ่วงด้านหลังซึ่งเป็นคานเหล็กสานกันไปมา เมื่อผนวกรวมกันเครนรูปร่างประหลาดที่โผล่ออกมาจากโครงเหล็กเหมือนม้าโผล่หัวจากคอกมาทักทายจ๊อกกี้ รถพ่วงทั้งสามคันก็ดูเหมือนเพิ่งไปลากโครงเหล็กจากไซต์งานก่อสร้างที่ไหนสักแห่งมา

 

            “ข้างหลังนั่น....” ฟ้าเอ่ยถามอย่างอึ้งๆ “ไว้ทำอะไรน่ะน้ำว้า”

            “ใส่ต้นกล้วย ใส่ได้คันละสามต้น” เด็กหญิงอธิบายรวบรัด “ไปเหอะ บ่มีเวลาแล้ว”

            “เดี๋ยว แต่ใหญ่ขนาดนี้มัน.....”

 

            อุทธรณ์ยังไม่ทันตัดสิน เด็กหญิงก็ตัดสิทธิ์ยื่นฎีกาของเด็กหนุ่มฉับด้วยการลากเขาขึ้นไปบนรถก่อนจะปิดประตูปัง เธอผลักหลานชายหมอผีใหญ่ข้ามไปนั่งที่นั่งคนขับก่อนจะคาดเข็มขัดนิรภัยแน่นหนา ขณะจ้าดสงบจิตสงบใจพลางกวาดตามองแผงหน้าปัด โชคดีที่มันไม่หรูจัดแบบยานพาหนะคันอื่นๆของตานี อย่างน้อยมันก็ดูคล้ายๆรถยนต์ทั่วไปของมนุษย์ และคงไม่ต้องใช้รหัสสตาร์ตแบบรถถัง

 

            เด็กหนุ่มกดปุ่มสตาร์ตสีแดงที่คอพวงมาลัย เกิดเสียงหวีดแหลมขึ้นสองสามวินาทีก่อนที่เครื่องยนต์ดีเซลสิบสองสูบหกร้อยแรงม้าที่ฝังอยู่ใต้เบาะจะส่งเสียงคำรามทรงพลัง ห่างออกไปไม่ไกลนัก เสียงเครื่องยนต์อีกสองตัวสตาร์ตตามมาติดๆ

 

            “เอ้า เอาก็เอา !

            จ้าดเลื่อนคันเกียร์ก่อนจะเหยียบคันเร่ง แล้วรถพ่วงสิบแปดล้อความยาวเกือบสามสิบเมตรก็ค่อยๆเคลื่อนออกจากที่จอดก่อนจะแล่นฝ่าหิมะไปยังทางลงอุโมงค์ซึ่งยังคงมีแสงไฟสีส้มสว่างวับวาบ ตามมาติดๆด้วยคันของฟ้าและยูคิ และเมื่อล้อคู่สุดท้ายของวิญญาณหิมะสาวพ้นปากอุโมงค์ ประตูเหล็กหนาหนักก็เลื่อนปิดดังตึง ก่อนที่ไฟสัญญาณจะดับลง ทิ้งโรงเก็บรถถังให้อยู่ในความมืดอีกครั้ง.....

 

 

            “นี่มันหมายความว่าจะได !?

            นางกระแทกแลปทอปของเธอลงกับโต๊ะทำงานไม้สักในห้องทำงานมืดมิดบนชั้นบนสุดของอาคารศูนย์บัญชาการกองกำลังผีร้าย ดวงตาโตของเธอวาบแสงสีเขียวอย่างโกรธเกรี้ยวยามจ้องมองด้านหลังเก้าอี้หนังสีดำของเจ้าของห้องซึ่งหันกลับมาหาเธออย่างช้าๆ

 

            “มีอะไรเหรอ” ร่างบนเก้าอี้ถามกลับเสียงนุ่มราววิสกี้ที่ถูกบ่มมานานนับสิบปี

            “จะอะหยังอีกล่ะ ดูสิ !

 

            นางจิ้มนิ้วลงบนจอแอลซีดีจนมันกระเพื่อมเป็นวง ดวงตาเรียวของฝ่ายตรงข้ามมองตามนิ้วของเธอ แล้วก็เห็นจุดสีแดงที่เรียงตัวกันหนาแน่นจนเป็นปื้นทาบทับบนแผนที่เมืองตานนะคอน เส้นสีแดงที่จำลองการเคลื่อนที่ของพวกมันมุ่งหน้าไปยังจุดเดียว สวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอน.....

 

            “มีอะไรเหรอ”

ฝ่ายตรงข้ามเงยหน้ากลับขึ้นมามองเด็กสาวคนสวยก่อนจะถามซ้ำ ด้วยเสียงนุ่มกว่าเดิม ซึ่งนางพอจะแปลออกว่านั่นเป็นสัญญาณอันตราย แต่เธอก็ทำใจดีสู้เสือขึ้นเสียงเถียง ยังไงเธอก็เป็นตานี ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นแค่มนุษย์

 

“ยะหยังถึงบ่ปรึกษาหมู่เฮาก่อน” อดีตหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้กระแทกเสียง “ถ้าเกิดต้นกล้วยของหมู่เฮาโดนทำลายไปด้วยจะยะจะได !?

            “ไม่มีปัญหา ผมย้ำกับตนที่คุมกำลังไว้แล้วว่าให้ทำลายเฉพาะต้นกล้วยของราชินีตานีกับกล้าย แล้วก็ตานีเด็กอีกสองตนเท่านั้น ต้นกล้วยของคุณ ของแหวน แล้วก็ของเอื้องจะปลอดภัยไร้กังวลแน่นอน”

 

            หัวใจในอกโตกระตุกวูบเมื่อได้ยินฝ่ายตรงข้ามพูดถึง “ตานีเด็ก” ทั้งสอง คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากน้ำว้าและน้ำไท เธอจำต้นกล้วยของรุ่นน้องทั้งสองได้เมื่อครั้งเข้าไปลาดตระเวนสวนกล้วย แม้เธอจะรู้ว่าทั้งสองสนิทกับกล้วยมาก และคงจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเธอในศึกครั้งนี้ แต่ภาพตานีน้อยทั้งสองต้องมาสิ้นอายุด้วยน้ำมือของผีร้ายนั้นเกินที่เธอจะรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนึ่งในนั้นเปนลูกหม้อของเธอที่ฝึกกันมาตั้งแต่ยังจับปืนไม่เป็นเสียด้วย

 

            “มีอะไรเหรอ” คำถามเดิมถูกเปล่งออกจากริมฝีปากบางเฉียบเป็นครั้งที่สาม “หรือคุณไม่พอใจอะไร”

            “มัน.... วิธีการจะอี้มัน.... ขี้ขลาด” เด็กสาวคนสวยตอบไม่เต็มเสียง ด้วยรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคงแย้งเธอได้แน่ และเขาก็แย้งจริงๆเสียด้วย ด้วยเหตุผลที่เธอคิดไว้เป๊ะ

            “ตลกดีนะที่ตานีพูดแบบนี้” ร่างหลังโต๊ะทำงานพูดกลั้วหัวเราะ “ผมก็ศึกษาประวัติของพวกคุณมาเหมือนกันนะ และดูเหมือนหนึ่งในหลักการรบขั้นพื้นฐานของตานีคือ เพื่อชัยชนะ บ่ต้องคึดถึงวิธีการไม่ใช่เหรอ.....”

            “แต่.... แต่ข้าก็เคยอู้แล้วว่าเรื่องของราชินีตานีกับหมู่ของเปิ้น ข้าจะขอจัดการเอง.....”

            “แล้วคุณล้มเหลวไปกี่ครั้งแล้วล่ะ !?” เป็นครั้งแรกที่แววโทสะปรากฏในน้ำเสียงนุ่มราววิสกี้ของผู้นำสูงสุดแห่งกองกำลังผีร้าย แต่มันก็มากพอที่จะเปลี่ยนวิสกี้เป็นเหล้าขาวได้อย่างสบาย “ครั้งลักพาตัวก็แล้ว ครั้งผีบุกเมืองก็แล้ว ครั้งรถไฟก็แล้ว จะให้ผมยอมให้คุณจัดการเรื่องนี้น่ะเหรอ ฝันไปเถอะ ! นี่ถ้าผมไม่คิดว่าคุณกับพวกของคุณเป็นเสนาธิการชั้นดีแล้วล่ะก็ ผมคงให้ผีร้ายจัดการคุณไปนานแล้ว และอย่าคิดนะว่าผมจะไม่รู้ถ้าคุณคิดทรยศขึ้นมา อย่าคิดว่าผมโง่กว่าคุณเชียวนะ !

 

            นางเงียบ ดวงตาโตที่สะท้อนประกายสีเขียวจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำของอีกฝ่ายเขม็ง แต่ในที่สุด เธอก็หลับตาลงพร้อมกับถอนหายใจ

            “แม่น ข้าผิดเอง จะไดข้าจะปรับปรุงตัวเองหื้อดีกว่านี่ละกัน ส่วนเรื่องทรยศ อย่าห่วงเลย ตราบใดที่ราชินียังยะการจะอั้นอยู่ อุดมการณ์ของหมู่เฮาก็ตรงกัน ข้าก็คงบ่ทรยศหื้อง่าวหรอก”

            “ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ร่างบนเก้าอี้หนังตอบเสียงเย็น “คุณไปได้แล้ว ผมยังมีงานอื่นจะให้คุณช่วยอีก”

            “รับทราบ”

 

            นางกลับหลังหัน ก่อนจะเดินไปยังประตูไม้สักอย่างเงียบเชียบ เธอค้อมหัวให้ร่างบนเก้าอี้เล็กน้อยก่อนจะผลักประตูออกไป ข้างนอก เอื้องและแหวนยืนรอเธออยู่ โดยมียามเฝ้าประตูประสานแขนที่เลือนรางและดูราวกับกำลังถูกเผาไหม้กั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา

 

            “เป็นจะไดบ้างนาง” ตานีสาวหน้าอ่อนเอ่ยถามเสียงอ่อนเหมือนหน้า “เปิ้นว่าจะได”

            “เปิ้นบอกว่าบ่ต้องห่วง ต้นกล้วยของหมู่เฮาบ่เป็นอะหยังแน่”

            “ส่วนของตนอื่นก็เละสิเน่อ” แหวนแค่นหัวเราะ “ดี สะใจ หมู่เปิ้นจะได้ทรมานหื้อสาสม !

 

            เด็กสาวคนสวยมองเพื่อนสาวทั้งสองนิ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ

 

            “เอื้อง แหวน หมู่เฮาคงมีเรื่องต้องอู้กันหน่อยแล้ว”

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

*อินเตอร์คูลเลอร์ – เครื่องมือระบายความร้อนที่ใช้คู่กับเทอร์โบชาร์จเจอร์สำหรับเครื่องยนต์รถยนต์ อินเตอร์คูลเลอร์จะช่วยหล่อเย็นเทอร์โบ ทำให้ประสิทธิภาพและกำลังของเครื่องยนต์ดีขึ้น

 

**รหัสมอร์ส – รหัสที่ใช้สัญญาณสั้นยาวแทนข้อมูล รหัสนี้เคยใช้กันแพร่หลายกับโทรเลข ในปัจจุบันใช้กันในวงการวิทยุการบินและการเดินเรือ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น