ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 46 : การทดสอบที่ทางออกที่สองของโรงเก็บรถถัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ก.พ. 58

          “ฮืม ฮื้ม ฮืม.....”

          เย็นย่ำแต่ฟ้ามืดแล้ว เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบโรงเรียนแม่แตงพิทยาคารเดินย่ำหิมะที่พอกหนาอยู่ข้างถนนสองเลนมุ่งหน้ากลับบ้าน พลางฮัมเพลงฮิตที่เขาเพิ่งจะดูดเข้าเครื่องเล่นเอ็มพีสามเมื่อเช้าอย่างมีความสุข สอบปลายภาคเสร็จแล้ว.... กลับไปนี่แหละจะเล่นทั้งเกมทั้งสมุดหน้าให้ฉ่ำปอดเลย !

 

          แม้ท้องฟ้ายามหนึ่งทุ่มจะมืดสนิทด้วยมีเมฆพายุหิมะยามปลายฤดูหนาวปกคลุม แต่ถนนก็ยังดูสว่างด้วยหิมะสีขาวเป็นปุยที่ถูกกวาดออกไปกองรวมกันอยู่ข้างทาง สะท้อนแสงไฟบนเสาจนดูเหมือนเรืองแสง แสงไฟจากบ้านเรือนที่ปลูกอยู่รายรอบก็ทำให้เด็กหนุ่มผู้ออกจะกลัวผีอยู่ไม่น้อยอุ่นใจขึ้นมาบ้าง

 

          แต่เมื่อเลี้ยวหัวมุมถนนเข้าสู่สวนสาธารณะใกล้บ้าน เด็กหนุ่มก็หยุดกึกเมื่อเห็นเงาตะคุ่มนั่งอยู่บนม้านั่งไม้หน้าห้องน้ำที่ก่ออิฐเรียงกันเป็นแถวอยู่ริมสวน หัวใจของเขาโยนตัวกระแทกซี่โครงในจังหวะคล้ายกลองชุดกระหน่ำเพลงเฮฟวี่เมทัล นักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนอันดับต้นๆของรัฐเชียงหลวงขยี้ตาก่อนจะเขม้นมองอีกครั้ง แต่เงาตะคุ่มนั้นหายไปเสียแล้ว.....

 

          รีบเดินดีกว่า

          เด็กหนุ่มเร่งเสียงเพลงกลบความกลัวก่อนจะสาวเท้าฉับๆอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาเรียวแบบชาวแม่แตงมองเขม้นไปเบื้องหน้า เขาเห็นหลังคาบ้านแล้ว ระยะทางอีกแค่ไม่ถึงร้อยเมตรนี่คงไม่พอให้ผีตนไหนออกมาหลอกเขาอีกหรอกมั้ง.....

 

          แต่เดินไปได้เพียงไม่ถึงสิบก้าว ร่างของเด็กหนุ่มก็แข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเมื่อหางตามองเห็นเงาทะมึนปรากฏขึ้นที่ม้านั่งไม้อีกครั้ง มันแยกตัวออกเป็นสอง ก่อนจะเคลื่อนตัวเหมือนวิ่งตัดสนามหญ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะออกมายังถนนที่เขายืนอยู่ นักเรียนหนุ่มก้าวถอยหลังหวังจะหาที่ซ่อนก่อนที่สองร่างที่สูงราวๆเด็กประถมนั้นจะเห็นเขา แต่ขาที่สั่นระรัวเป็นโทรศัพท์มือถือไม่ฟังคำสั่งที่ถ่ายทอดลงมาตามไขสันหลังเลยแม้แต่น้อย

 

          พลัน ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว เขาเคยได้ยินว่าผีรับรู้ตัวตนของมนุษย์ด้วยลมหายใจ หากกลั้นหายใจ เขาอาจจะรอดจากผีสองตนนี้ไปก็เป็นได้ คิดได้ดังนั้นเด็กหนุ่มก็หายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะยกมือขึ้นปิดจมูกปิดปากแน่น ดวงตาจ้องเขม็งไปยังสองร่างที่เคลื่อนตัวอ้อยอิ่งอยู่บนถนน พยายามไล่อยู่ในใจ

 

          แต่ดูเหมือนวิธีนี้จะไม่ได้ผล ไม่กี่อึดใจหลังเขายกมือปิดจมูก สองร่างนั้นก็หยุดกึก ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหาเขาอย่างนุ่มนวลราวกับลอย เด็กหนุ่มพยายามก้าวถอยหลังอีกครั้ง แต่การกลั้นหายใจนานก็ทำให้เขาหน้ามืดจนเซแซ่ดๆก่อนจะล้มลงไปในหมะที่กองสูงอยู่ข้างกำแพงริมถนนดังตุ้บ นักเรียนหนุ่มรีบยันตัวลุกขึ้นทันที แต่สองร่างนั้นเข้าถึงตัวเขาเสียแล้ว อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนมือจากร่างหนึ่งค่อยๆยื่นเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ.......

 

          “กรี๊ด..................!

          ใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีซึ่งยามนี้ดูจะสาวแตกไปเรียบร้อยแล้วชาวูบความหวาดกลัวที่พุ่งทะลุถึงขีดสุด เขาหันหลังกลับได้ก็ใส่เกียร์หมาออกตัวล้อฟรีจนหิมะกระจายว่อนกลับเข้าบ้านไปด้วยความเร็วที่น่าจับไปแข่งกรีฑาชิงแชมป์โลก ทิ้งสองร่างให้ยืนนิ่งอยู่ริมกำแพงในแสงสลัว

 

          “น้ำว้ายะอะหยังน่ะ เปิ้นย่านจนกลายเป็นตุ๊ดแล้วหันก่อ”

          “ข้าเจ้าจะช่วยดึงเปิ้นขึ้นมา เปิ้นอยากย่านเองยะหยังล่ะ”

          “อย่าลืมสิ ที่นี่แม่แตงเน่อบ่แม่นตานนะคอน มนุษย์บ่ได้ชินกับภูตผีปีศาจ แล้วยะมนุษย์ย่านจะอั้น เดี๋ยวก็มีปัญหากับอ้ายโจ้กับกะตนอื่นๆหรอก”

          “น้ำไท เลิกขี้ย่านได้แล้วน่า จะอี้จะไปช่วยหมู่เอื้อยๆ ที่ตานนะคอนได้จะได งานนั้นต้องใช้ความกล้ามากกว่านี้อีกเน่อ ยิ่งต้องมาทำร้ายหมู่เฮากันเองด้วย.....”

          “นั่นสิเน่อ.....”

          “เอ้า รีบๆไปดีกว่า หมู่เฮายังต้องไปอีกไกลเน่อ !

 

          เสียงเล็กๆเหมือนเด็กหญิงวัยไม่น่าเกินสิบขวบดังอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำย่านชานเมืองอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่มันจะเลือนหายไปในความมืดของยามราตรีพร้อมกับเงาร่างทั้งสอง.....

 

 

          “แง้ รถข้า..............”

          เสียงที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโวยวายกับร้องไห้ดังแหวกความเงียบของยามเช้า เด็กสาวผมหางม้าคุกเข่าลงข้างรถ.... หรืออย่างน้อยก็สิ่งที่เคยเป็นรถของเธอจนถึงเมื่อวานตอนหัวค่ำ เธอเพิ่งจะเห็นสภาพของมันชัดๆก็ตอนนี้นี่เอง รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตรูปร่างล้ำยุคที่เคยมีลายพรางสวยงาม บัดนี้แทบไม่ต่างอะไรจากยานเกราะที่ผ่านทั้งสงครามโลกและสงครามกลางเมืองตานีมาแล้วสักสิบครั้ง ผิวรถด้านหลังพรุนเป็นรังผึ้ง บางจุดกระจุยกระจายเละเทะจนเผยให้เห็นชั้นเคฟลาร์กันกระสุนด้านใน* กระจกก็มีหัวกระสุนนานาชนิดฝังอยู่หลายร้อยนัด ส่วนใหญ่เป็นยี่สิบมิลลิเมตรเจาะเกราะดูแล้วน่าแซะไปหลอมขาย เอทานอลที่ยังหลงเหลืออยู่ในถังเชื้อเพลิงซึ่งทะลุเป็นรูหยดลงมาละลายหิมะเป็นวงกว้าง ยางล้อหลังทั้งคู่แบนแต๊ดแต๋ แม้แต่ห้องเครื่องยนต์ด้านหน้าซึ่งไม่ได้ถูกกระสุนรัวเข้าใส่เหมือนด้านหลังก็ยังมีร่องรอยความเสียหาย ปาฏิหาริย์ชัดๆที่พวกเธอขับมันไล่กวดรถไฟ แถมยังเหยียบมิดไปสับรางได้ทันโดยไม่หลุดเป็นชิ้นๆ

 

          “โวยวายอะหยังกล้าย เสียงดังเข้าไปถึงข้างในเลย”

          กล้วยในเสื้อยืดกางเกงนอนตัวเก่าของจ้าด คลุมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีเขียวแบบลวกๆ และรองเท้าคอมแบตไม่ผูกเชือกเดินหาวหวอดๆออกมาจากโรงเก็บรถถัง เธอตื่นมานั่งกดรีเฟรชหน้าเว็บประกาศผลสอบวิศวะตานนะคอนตั้งแต่หกโมง แต่มันก็ไม่ประกาศสักที เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจออกมาเดินเล่นก็พอดีได้ยินเสียงคร่ำครวญของเพื่อนสาวเสียก่อน

 

          “ฮือ....กล้วย.... รถข้า..... รถข้าไปดีแล้วง่า.....”

          “หืม ได๋”

 

          ราชินีตานีขยี้ตาก่อนจะเดินมาหาเพื่อนสาว ดวงตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อคิ้วบางขมวดเข้าหากันขณะเธอสำรวจความเสียหาย เธอก็เพิ่งจะเห็นความเสียหายชัดๆวันนี้เช่นกันด้วยเมื่อคืนตอนเธอเอารถถังไปลากคันนี้มาเก็บก็เหนื่อยมากและมืดมากจนแทบมองอะไรไม่เห็นแล้ว แค่คุยกันเองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างยังแทบไม่ได้คุยเลย

 

          “ยี่สิบมม.” เด็กสาวหน้าจืดพึมพำหลังจากพิจารณาดูแผล ใบหน้าจืดฉายแววสงสัยระคนกังวล “ไปโดนอะหยังยิงมาเนี่ยกล้าย ผีร้ายก๋า เปิ้นบ่น่ามีปืนเน่อ”

          “กองกำลังผีร้าย แม่น แต่บ่าตัวที่ยิงเปิ้นบ่แม่นผีร้าย” ตานีสาวผมหางม้ากระแทกเสียง “กล้วยลองเดาสิว่าผู้ได๋”

          “นางก๋า” ราชินีตานีลองเดา กล้ายพยักหน้า “แต่นางตนเดียว กล้ายน่าจะรับมือไหวบ่แม่นก๋า ยิ่งมีทั้งยูคิกับหมิงไปด้วยก็บ่น่าจะยับเยินมาจะอี้เน่อ แล้วถ้าจำบ่ผิด ทักษะการขับรถเปิ้นเทียบกล้ายบ่ติดเลยนี่ บ่น่าจะขับรถไล่ยิงกล้ายได้จะอี้เลย..... หรือว่าเปิ้นไปกับผีร้าย”

          “ถ้าเป็นผีร้ายคงบ่ยับเยินจะอี้หรอก” เจ้าของรถพูดอย่างคับแค้นใจ “แต่ที่มากับนางน่ะ เอื้องกับแหวนน่ะสิ”

          “เอื้องกับแหวน !?” กล้วยทวนคำอย่างไม่เชื่อหู “เอื้องหัวหน้าชุดปฏิบัติการรบพิเศษของหน่วยระยะใกล้ กับแหวนจอมซาดิสต์ที่ขับรถเก่งๆของหน่วยกล้ายนั่นก๋า”

          “แม่น” เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด “ตอนแรกหมู่เฮาไปเจอเปิ้นที่ประแจสับรางแรก ชนะเปิ้นได้รถไฟก็มาพอดี แต่รถไฟมาเร็วเกินไปเลยสับรางบ่ได้ก็รีบออกมา แล้วหมู่เปิ้นก็ตามไล่ยิงหมู่เฮาจนเป็นจะอี้แหละ ข้าก็ลืมไปเลยว่าแหวนเปิ้นถนัดรถในรถเกราะเบาๆจะอี้”

          “แต่ถ้าเป็นจะอั้น หมู่เฮาก็ลำบากแล้วสิ....” ราชินีตานีเม้มปากอย่างวิตก “ฝั่งโน้นมีตานีสามตนแล้ว แถมความถนัดเฉพาะด้านของแหวนกับเอื้องก็บ่ธรรมดาด้วยสิ.....”

          “ความถนัดของเอื้องนี่อะหยัง” กล้ายเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนสาว “ข้าจำได้แต่ว่าของแหวนเป็นปฏิกิริยาดีเยี่ยมจนควบคุมพาหนะแทบทุกชนิดได้อย่างใจ”

          “กล้ายน่าจะจำของเอื้องได้มากกว่าเน่อ เพราะคล้ายๆกันเลย” ตานีสาวหน้าจืดตอบ “ของเอื้องเปิ้นเป็นการถอดรหัสและเจาะระบบคอมพิวเตอร์ ถึงได้อยู่ชุดปฏิบัติการพิเศษจะได”

          คราวนี้คิ้วของหัวหน้าหน่วยจู่โจมขมวดเข้าหากันบ้าง “กล้วยย่านว่าเปิ้นจะเจาะระบบความปลอดภัยของสวนกล้วยได้ก๋า”

          “ข้าเจ้าบ่ได้บอกว่าระบบของกล้ายบ่ดีเน่อ” เด็กสาวผู้ใช้สไนเปอร์ไรเฟิลเป็นอาวุธรีบพูดเมื่อเห็นหน้าง้ำของเพื่อนสาว “แต่เท่าที่ข้าเจ้าเคยได้รับรายงานมา เปิ้นเก่งมากชนิดเจาะฐานข้อมูลกองทัพสารขัณฑ์ได้เกือบหมด ข้าเจ้าก็เลย.....”

          “ข้าเขียนโปรแกรมดีอยู่แล้วน่า” กล้ายตอบสะบัดเสียงอย่างงอนๆ “แต่ถ้ากล้วยย่าน เดี๋ยวข้าไปเขียนระบบล็อกรหัสเพิ่มอีกสักชั้นสองชั้นก็ได้”

          “อย่ายะเสียงจะอั้นสิกล้าย” ราชินีตานีพูดเสียงปะเหลาะ “ก็บอกแล้วว่าข้าเจ้าบ่ได้จะดูถูกหรืออะหยัง แค่อยากหื้อปลอดภัยไว้ก่อนเท่านั้นเอง เพราะถ้าเปิ้นเจาะระบบและแก้รหัสได้ จากยิงผีมันจะหันมายิงหมู่เฮาแทนน่ะสิ”

          “กล้วยบ่ไว้ใจข้าแม่นก่อ ได้....”

          “โอ๋ๆ อย่างอนน่า.....” เด็กสาวหน้าจืดพูดกลั้วหัวเราะ เธอคุกเข่าลงลูบหัวเพื่อนสาวอย่างเอ็นดุระคนขำ “เดี๋ยวข้าเจ้าจะยะข้าวเช้าแทนกล้ายเป็นการขอสุมาละกัน....”

          “อย่า !” ตานีสาวผมหางม้ารีบเบรกเพื่อนสาวทันควัน ถ้าปล่อยให้กล้วยทำอาหารล่ะก็ได้อ้วกกันทั้งโรงเก็บรถถังแน่ มีอย่างที่ไหนทำไข่เจียวออกมารสเหมือนกล้วยตานีดิบ “กล้วยช่วยหารถคันใหม่มาหื้อข้าดีกว่า เอารุ่นเดิมเน่อ อาจจะเหลืออยู่ในสวนกล้วยหรือบ่อั้นก็แถวๆนี้สักคันสองคัน แล้วแต่งเครื่องหื้อแรงเหมือนเดิมด้วย”

 

          “กะ..... ก็ได้.....”

          เด็กสาวหน้าจืดตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ ด้วยรู้ดีว่าจะหารถที่อยู่ในสภาพดีสักคันในทุ่งซากปรักหักพังเช่นนี้ยากไม่หนีงมเข็มในมหาสมุทรไปสักเท่าไหร่นัก ไม่เหมือนรถถังที่หลายคันเข้ามาซ่อมอยู่ในโรงเก็บรถถังจึงรอดมาได้บ้าง แต่ก่อนที่จะทันพูดอะไรได้มากกว่านั้น ตานีสาวก็แทบล้มกลิ้งเมื่อจู่ๆเพื่อนสาวก็โถมตัวมากอดเธอเอาไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก

 

          “ขอบคุณมากเน่อ กล้วยใจดีที่สุดเลย.....”

          “เดี๋ยว อย่ากอดแบบนี้ข้างนอกสิ ถ้ามีคนหันจะดูบ่ดีเน่อกล้าย !

          “บ่ดีจะได ตานีสองตนกอดกันน่าฮักดีออก.... อีกอย่าง ตอนนี้จะมีผู้ได๋มาหันล่ะ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยิ่งรัดตัวเพื่อนสาวเอาไว้แน่นขึ้น แก้มขาวแนบแก้มนิ่มของอีกฝ่ายอย่างรักใคร่ “บ่ได้กอดกล้วยจะอี้เป็นปีแล้ว ขอกอดนานๆหน่อยเถอะ.....”

 

          “นั่นเฮ็ดอีหยังอยู่น่ะบักตานีมักผู้สาว”

          ตานีสาวผมหางม้าเด้งออกจากตัวเพื่อนสาวเหมือนแม่เหล็กคนละข้วเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง เสือหิมะลายพาดกลอนตัวยักษ์เยื้องย่างย่ำหิมะหนาออกมาจากโรงเก็บรถถังอย่างสง่างาม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยขนแยกเขี้ยวขาววาววับ แต่ตานีสาวทั้งสองก็ดูออกอย่างง่ายดายว่านั่นไม่ใช่การแยกเขี้ยวขู่ หากเป็นการฉีกยิ้มหวานเย็นแบบที่เธอทำประจำ เบื้องหลังเธอ เด็กสาวหน้าคมและวิญญาณหิมะสาวแว่นในชุดนอนเดินตามมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มพอๆกัน

 

          “เปล่านี่ บ่ได้ยะอะหยัง” เด็กสาวผมหางม้าตอบหน้าตาเฉย ทั้งที่ปื้นสีแดงลามจากแก้มไปถึงใบหูแล้ว

          “บ่ต้องมาเฮ็ดบ่ฮู้บ่หันเลยบักตานีมักผู้สาว เฮาเห็นซัดๆเลย” หมิงเปลี่ยนร่างกลับเป็นร่างมนุษย์ในเสื้อกันหนาวลายพาดกลอน แต่ริมฝีปากก็ยังคงเหยียดยิ้มหวานเย็นไม่เปลี่ยนแปลง “โวยวายซะดังจนทุกคนตื่น แล้วยังมาเฮ็ดอนาจารกันกลางแจ้ง สิกล้าเกินไปหน่อยแล้วมั้ง.....”

          “ก็บอกว่าเปล่า บ่ได้ยินก๋า !?” ตานีสาวเริ่มของขึ้น ตอนนี้ปื้นแดงบนใบหน้าลามไปถึงหลังคอแล้ว “ถ้าบ่มีธุระอะหยังก็กับเข้าโรงเก็บรถถังไปเลยไป๊ บ่อยากหันหน้า”

          “บ่เอา เฮาอยู่นี่แกล้งกล้ายต่อนี่แหละสนุกดี บักตานีมักผู้สาว บักตานีมักผู้สาว.....”

          “อ๊ากซ์.......!

          “เอ้าๆ หมิง อย่าแกล้งเขาเลยน่า” ฟ้าปรามสัตว์ภูตสาวยิ้มๆเมื่อเห็นว่าคู่กรณีแทบจะกลั่นความโมโหพ่นเป็นไฟออกมาแล้ว “ว่าแต่กล้ายกับกล้วยก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะ ทั้งๆที่เมื่อคืนทั้งเหนื่อยทั้งนอนดึกซะขนาดนั้นแท้ๆ”

          “ตื่นมาดูผลสอบวิศวะตานนะคอน แต่ยังบ่ออกเลย อย่างน้อยก็สิบนาทีที่แล้วเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดตอบก่อนจะถามกลับ “แล้ว.... หมอเวียงเชียงหลวงของฟ้าล่ะ”

          “ออกแล้ว”

          “แท้ก๋า !?” ตานีสาวผมหางม้าหายหงุดหงิดเป็นปลิดทิ้ง “ติดก่อๆ แต่อย่างฟ้าคงติดอยู่แล้วนี่....”

          “อื้ม ติดแล้ว” รอยยิ้มบางๆของสาวหมัดเหล็กขยายเป็นรอยยิ้มกว้างจนใบหน้าสวยคมสว่างไสวไปทั้งใบ “ที่ออกมาก็เพราะจะบอกเรื่องนี้แหละ”

          “ว้าว ยินดีด้วยเน่อ !” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้าง เธอกรากเข้าไปจับมือฟ้าเขย่าจนสะเทือนไปทั้งตัว แต่วินาทีต่อมา เธอก็ชะงัก “อ้าว แต่จะอี้ก็แปลว่าพอเปิดเทอม ฟ้าก็ต้องย้ายไปอยู่เวียงเชียงหลวงสิ”

          “อื้ม ก็ใช่แหละ” เสียงของเด็กสาวหน้าคมมีแววละห้อย “แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเราก็คงกลับมาบ้านอย่างน้อยก็เดือนละครั้ง ก็ยังเจอกันได้อยู่น่า”

          “บ่เอา มันบ่เหมือนกันนี่....”

          “กล้าย ฟ้าเปิ้นได้อย่างที่หวังก็ดีแล้วนี่ จะไปรั้งเปิ้นไว้ยะหยังล่ะ” ราชินีตานีปรามก่อนจะเดินเข้ามาจับมือฟ้าไว้เช่นกัน “ยินดีด้วยเน่อฟ้า แลงนี้ไปกินข้าวกันดีกว่า ฟ้าอยากกินอะหยังข้าเจ้าจะเลี้ยงหื้อ”

          “แหม ขอบคุณมากนะกล้วย” สาวหมัดเหล็กตอบกลั้วหัวเราะ “แต่ไม่เป็นไรหรอก เราสิต้องเลี้ยงกล้วยมากกว่า ถ้าไม่มีกล้วยเราก็ไม่รู้จะมาได้ถึงขนาดนี้รึเปล่า”

          “ถ่อมตัวไปแล้วฟ้า ฟ้าออกจะเก่ง อีกอย่าง ข้าเจ้าต่างหากที่เอาเรื่องเยอะแยะมาหื้อฟ้า ข้าเจ้าต้องขอสุมามากกว่า.....”

          “ไม่ใช่อย่างงั้นหรอกน่า.....”

          “เอ้าๆ พอเถอะ มัวแต่ชมกันไปกันมาจังซี่ เฮาว่าก็เก่งทั้งคู่นั่นแหละ” เด็กสาวหน้าเสือตัดบทเมื่อดูท่าผู้มีผลการเรียนดีที่สุดในทีมทั้งสองจะไม่จบง่ายๆ “เข้าไปข้างในกันบ่ดีกว่าบ่ สิยืนหนาวๆอยู่ตรงนี้เฮ็ดหยัง”

          “ข้าเจ้าก็ว่างั้น” กล้วยพยักหน้า ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเป็นงานเป็นการขึ้น “เอ้อ.... เดี๋ยวอีกสักสิบนาทีทุกคนช่วยลงมารวมกันที่ห้องประชุมหน่อยเน่อ มีเรื่องต้องประชุมกันนิดหน่อย”

          “เรื่องเมื่อคืนสินะคะ” วิญญาณหิมะสาวพยักหน้าน้อยๆ “ขึ้นไปเลยก็ได้นี่คะ ไม่เห็นต้องเผื่อเวลาให้สิบนาทีเลย”

          “เปล่า ข้าเจ้าต้องปลุกจ้าดด้วย”

          “เอ่อ.... ถ้าแบบนั้นฉันว่าเผื่อเวลาไว้สักครึ่งชั่วโมงดีกว่ามั้ยคะ เดี๋ยวฉันจะทำข้าวเช้าไว้รอเลย”

          “แม่น อย่างบ่าจ้าดง่าวนั่นข้าว่าสักชั่วโมงนึงด้วยซ้ำ”

          “ดูถูกฝีมือการปลุกข้ามากเกินไปแล้วกล้าย” เด็กสาวหน้าจืดแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสาว “คอยดูเน่อ แค่ห้านาทีก็เรียบร้อยแล้ว”

 

          แต่กล้วยก็ตระหนักในอีกห้านาทีต่อมาว่าพูดง่ายกว่าทำมาก แม้เธอจะรับหน้าที่ปลุกเพื่อนหนุ่มในวันธรรมดามาตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปี แต่วันนี้ไม่เหมือนวันอื่นๆ ปกติคนที่ถูกผีเข้าสิงจะอ่อนเพลียกว่าปกติอยู่แล้ว นี่ยิ่งทั้งใช้พลังกายไปอย่างมากแถมยังโดนตอกไข่จังๆไปหนึ่งดอก เมื่อผนวกรวมกับการตื่นยากโดยธรรมชาติของเด็กหนุ่มหน้าดุแล้วก็ทำให้เขาหลับสนิทเหมือนโดนยาสลบ มิไยที่เธอจะทั้งเรียก ทุบประตู เคลื่อนที่ในพริบตาไปกดนาฬิกาปลุก เขย่าตัว ทุบ หรือแม้แต่ถีบตกเตียงดังโครม หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังคงหลับต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในที่สุด เด็กสาวหน้าจืดก็ยอมยกธงขาวและตัดสินใจลากร่างอันหนักอึ้งของเพื่อนหนุ่มลงมาที่ห้องประชุมทั้งอย่างนั้น เธอทำเป็นไม่เห็นสีหน้าอมยิ้มของสหายร่วมรบอีกสามตนหนึ่งคนขณะยกเพื่อนหนุ่มขึ้นวางแหมะไว้บนเก้าอี้ ก่อนจะเดินมานั่งประจำที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

          “ไหนว่าห้านาทีไงคะรุ่นพี่กล้วย” เสียงทักของยูคิทำเอาตานีสาวสะดุ้ง ว่าจะทำเงียบๆแล้วเชียว.....

          “เอาเรื่องประชุมก่อนดีกว่า”

 

          แก้มขาวของราชินีตานีเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อๆ ขณะเธอพึมพำตัดบทรุ่นน้องสาวก่อนจะใช้นิ้วจิ้มบนหน้าจอเพื่อสั่งให้มันเชื่อมกับระบบฉายภาพของห้องประชุม แล้วภาพจากโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณซึ่งแสดงแผนที่พลังงานวิญญาณในเวลาทุ่มกว่าๆของเมื่อคืนก็ปรากฏขึ้นบนจอผ้าใบที่ผนังห้อง กล้วยลากเมาส์ซูมเข้าไปยังทางหลวงสาย S3 ทางใต้ของเมืองตานนะคอนจนเห็นกลุ่มจุดสองจุด กลุ่มแรกมีจุดสีเขียว ฟ้าและเหลืองอย่างละจุด ในขณะที่กลุ่มที่สองเป็นสีเขียวทั้งสามจุด

 

          “ที่ข้าเจ้าเรียกประชุมวันนี้ก็เพราะเหตุการณ์เมื่อคืน” กล้วยเริ่มด้วยเสียงเป็นงานเป็นการ “ยูคิกับหมิงคงฮู้แล้วเน่อ ว่าจากที่หมู่เฮาคึดว่านางเป็นตานีตนเดียวที่อยู่กับฝ่ายนั้น ตอนนี้บ่แม่นแล้ว.....”

          “หมายความว่าไง” เด็กสาวหน้าคมขมวดคิ้วถาม มองหน่วยสับรางทั้งสามสลับกันทีละคน “เมื่อคืนพวกกล้ายไปเจออะไรมาเหรอ”

          “ตานีอีกสองตน” ตานีสาวผมหางม้าตอบ “ชื่อเอื้องกับแหวน เอื้องอยู่หน่วยนาง หน่วยอาวุธระยะใกล้ ส่วนแหวนอยู่หน่วยข้า แต่เปิ้นก็สนิทกับนางมาตั้งนานแล้ว”

          “ที่ข้าเจ้ากังวลก็คือ ความสามารถพิเศษของสองตนนี้” ราชินีตานีพูดต่อ เธอคลิกเมาส์เรียกภาพของตานีสาวผู้ทรยศทั้งสองขึ้นมาบนหน้าจอ “ความสามารถพิเศษของแหวนคือการควบคุมยานพาหนะ อันนี้อาจจะบ่น่ากังวลมาก แต่ของเอื้องคือการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้าเจ้ากังวล.....” กล้วยทิ้งหางเสียง ดวงตาเรียวชำเลืองมองปฏิกิริยาของเพื่อนสาว ก่อนจะพูดต่ออย่างรวดเร็วจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง “ว่าระบบความปลอดภัยหมู่เฮาอาจจะถูกเจาะ”

          “ข้าเองก็ยืนยันกับกล้วยแล้วว่าเขียนโปรแกรมไว้รัดกุมดีแล้ว แล้วเมื่อกี้ข้าก็เริ่มเขียนระบบป้องกันไว้อีกชั้นด้วย แต่เพื่อความบ่ประมาท ก็ระวังตัวกันไว้ด้วย เพราะหมู่เฮาบ่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว” เสียงของกล้ายยังไม่วายมีแววเคือง “และต่อหื้อหมู่เปิ้นจะบ่มีความสามารถพิเศษนี้ มีตานีอยู่สามตนก็เหมือนติดมันสมองหื้อหมู่ผีร้ายที่มีทั้งกำลัง ความเร็ว และอาวุธร้ายแรงอย่างน้ำลายกระสือหรือพวกอสุรกายทั้งหลาย แล้วก็อย่างที่เห็นเมื่อคืน หมู่เปิ้นก็ใช้อาวุธร้ายแรงอื่นๆได้อย่างบ่ยากบ่เย็นซะด้วย”

          “อีกอย่างที่น่าเป็นห่วงคือตอนนี้ในสวนกล้วยยังมีต้นกล้วยที่มีชีวิตอยู่อีกเจ็ดต้น หักของกล้วย ของสามตนนั้น แล้วก็ของข้าไปก็ยังเหลืออีกสองต้น ถ้าที่เหลือไปเข้าฝ่ายผีร้ายกันหมด หมู่เฮาปิดประตูแพ้ได้เลย”

           “ข้าเจ้าบ่คึดว่าหมู่เฮาที่เหลืออยู่จะไปเข้าฝั่งนางกันหมดหรอกเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดแย้งเพื่อนสาวก่อนจะพูดต่อ “แต่จะไดก็ตาม ที่หมู่เฮาต้องการจะสื่อก็คือ หลังจากนี้สงครามกับผีร้ายน่าจะร้ายแรงขึ้นกว่าเดิม ก่อนหน้านี้ทุกคนและทุกตนก็บาดเจ็บกันมาหลายครั้งแล้ว หลังจากนี้ไปอาจจะบาดเจ็บรุนแรงขึ้นหรืออาจจะถึงชีวิตเลยด้วย”

 

          คำพูดของราชินีตานีสะดุดลงเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ตั้งต้นกรนเสียงดังสนั่นเหมือนเครื่องยนต์ดีเซลของรถถัง TT-45 ที่จอดอยู่ข้างล่าง กล้วยมองค้อนเพื่อนหนุ่มวงหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

 

          “เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ได๋บ่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว หมู่เฮาก็ยินดี หมู่เฮาบ่โกรธ บ่ว่าอะหยังทั้งสิ้น เพราะตัวหมู่เฮาเองก็ยังบ่ฮู้ว่าจะรอดก่อเหมือนกัน และแต๊ๆแล้ว นี่เป็นเรื่องของตานีตั้งแต่แรกแล้ว ข้าเจ้าบ่น่าหื้อผู้บ่เกี่ยวข้องต้องมาเป็นอันตรายไปด้วยเลย.....”

 

          ประโยคสุดท้ายของราชินีตานีเบาลงราวกับพูดกับตัวเองจนแทบถูกกลบด้วยเสียงกรน

 

          “มาพูดอะไรเอาป่านนี้ล่ะกล้วย” ฟ้าพูดกลั้วหัวเราะ “ถ้าพวกเรากลัวตายหรือกลัวบาดเจ็บ เราก็คงไม่ช่วยกล้วยตั้งแต่แรกแล้วล่ะ จริงมั้ยยูคิ หมิง”

          “ใช่ค่ะ” วิญญาณหิมะสาวสนับสนุนรุ่นพี่สาวทันที “อีกอย่าง รุ่นพี่กล้วยกับรุ่นพี่กล้าย แล้วก็รุ่นพี่หมิงก็ช่วยฉันไว้ตั้งหลายเรื่อง จะให้ฉันทิ้งรุ่นพี่ไว้เฉยๆแบบนี้ได้ยังไงล่ะคะ”

          “แต่ทุกคนมีอนาคตเน่อ” กล้ายแย้ง “ฟ้ากับจ้าดมีพ่อแม่ต้องดูแล เปิ้นคงบ่อยากเสียลูกสาวลูกชายที่ฮักไปเพราะผีร้ายแน่ และหมู่เฮาเองก็เหมือนกัน ยูคิเองก็ยังอายุน้อย ยังไปได้อีกไกล ส่วนบ่าสมิงบ้าพลังนี่ก็มีเผ่าของตัวเองต้องดูแลบ่แม่นก๋า”

          “แต่ถ้ากล้ายกับกล้วยแพ้ เป้าหมายต่อไปของผีร้ายก็คือมนุษย์ถูกไหมล่ะ” เด็กสาวหน้าคมตอบ “ไม่ใช่สิ แค่ตอนนี้มนุษย์ก็ตกเป็นเป้าหมายของพวกมันอยู่แล้ว ยังไงๆเราก็ต้องได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อยู่วันยังค่ำ ระหว่างนั่งงอมืองอเท้ารอให้พวกมันมาจัดการ สู้เราช่วยกล้วยกับกล้ายปกป้องอนาคตของตัวเองและของเมืองตานนะคอนไม่ดีกว่าเหรอ”

          “เรื่องนั้นมันก็.....”

 

          “ประเด็นสำคัญบ่ได้อยู่ที่ซ่วยหรือบ่ซ่วยหรอก”

          สมิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเป็นงานเป็นการ ทำเอาทุกคนหันมองเธอเป็นตาเดียว หมิงเป็นงานเป็นการก็เป็นแฮะ

 

          “คือ.... ที่เฮาอยากฮู้มากกว่าคือแผนการว่าพวกเฮาจะเฮ็ดอีหยังต่อจากนี้” เด็กสาวหน้าเสืออึกอักเมื่อเห็นว่าจู่ๆตัวเองก็กลายเป็นจุดสนใจ “เฮาเองก็บ่ได้ฉลาดหรอก แต่เฮาว่าถ้ามัวแต่ใจเย็นรอให้ผีร้ายลงมือก่อนจังซี่ สักวันพวกเฮาได้พลาดเสียทีพวกมันแหงๆ”

          “บ่ได้ใจเย็น ปัญหาสำคัญอยู่ที่กำลังพล” เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงหงุดหงิด เธอยกเท้าถีบชายโครงจ้าดที่นั่งอยู่ข้างๆไปพลั่กหนึ่งให้เงียบเสียง แต่ไร้ผล ความเข้มเสียงกรนยังเท่าเดิมแม้เด็กหนุ่มจะกลิ้งลงไปกองอยู่กับพื้นก็ตาม กล้ายถอนหายใจเฮือกก่อนจะพูดต่อ “หมู่เฮามีแค่นี้ แต่หมู่เปิ้นมีผีร้ายเป็นพันๆ แถมพลังที่หมู่เปิ้นมีก็สามารถเรียกอสุรกายหรือผีร้ายอะหยังก็ได้มาจากโลกหลังความตายได้ ถ้าหมู่เฮาซี้ซั้วบุกเข้าไปตอนนี้ก็เท่ากับฆ่าตัวตาย อีกอย่าง ช่วงนี้ฟ้ากับจ้าดก็สอบอยู่ ข้าก็บ่อยากจะรบกวนด้วย”

          “เราสอบเสร็จแล้วนะ” สาวหมัดเหล็กแก้ยิ้มๆ “แต่เราก็อยากรู้เหมือนกันนะ ผลสอบออกวันนี้ ถ้าพวกกล้วยติดก็แปลว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไปเราจะว่างถึงเดือนกรกฎาปีหน้าโน่นแน่ะ และแปลว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเมืองพวกนักเรียนนักศึกษาทั้งหลายก็จะกระทบน้อยลงด้วย เราน่าจะใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุดนะ”

          “แต๊ๆ กล้ายก็มีเตรียมไว้แล้วบ่แม่นก๋า กำลังพลน่ะ” กล้วยหันไปหาเพื่อนสาว

          “แต่มันก็อยู่ในขั้นทดลองเองเน่อ”

          “อีหยังๆ” สมิงสาวดูสนอกสนใจขึ้นมาทันที

          “รถถังที่คิดได้ด้วยตัวเอง” ตานีสาวผมหางม้าตอบ “ข้าเขียนโปรแกรมหื้อมัน แล้วมันก็จะตัดสินใจและปฏิบัติการรบเองได้เหมือนกับมีคนขับอยู่ ตอนนี้ติดตั้งไปได้สิบกว่าคันแล้ว”

          “โห......” ทั้งฟ้า หมิงและยูคิอุทานพร้อมกันอย่างอึ้งแกมทึ่ง “สุดยอดเลยกล้าย”

 

          “บ่ถึงขนาดนั้นหรอก” กล้ายพึมพำ แต่เธอก็อดยืดน้อยๆไม่ได้ “แต่เท่าที่ดูอุปกรณ์น่าจะติดได้แค่ประมาณยี่สิบคัน บ่พอรบหรอก แล้วก็ยังบ่เคยได้ทดสอบเลยด้วย จะเอาไปใช้รบแต๊ข้าว่ายังเสี่ยงเกินไป”

          “บ่พอรบได้จังไส ครั้งนั้นนัดเดียวก็ยิงเปรตล้มเลยบ่แม่นบ่ ก็แปลว่าแข็งแกร่งกว่าเฮาตอนตัวใหญ่อีก พลังบ่แม่นเล่นๆเด๊น่ะ”

          “ถึงจะไดก็ยังบ่ได้ทดสอบแต๊อยู่ดี.....”

          “แต่ลองทดสอบในการรบจำลองดูแล้วบ่แม่นก๋า น่าจะใช้ได้เน่อ”

          “อู้จะอี้ทุกทีแหละหมู่หน่วยอาวุธระยะไกล เป็นแต่วางแผนกับจำลอง บ่ค่อยจะคึดถึงสถานการณ์การรบจริงเล้ย” กล้ายแอบกัดเพื่อนร่วมงานสาว “ในสนามรบจริงบ่มีอะหยังแน่นอนหรอก ทั้งสภาพพื้นดินภูมิประเทศ สิ่งกีดขวางแล้วก็การตัดสินใจของเป้าหมาย แค่ทดสอบในเครื่องจำลองการรบเฉยๆเอาไปรบแต๊ก็ตายสถานเดียว”

 

          “จะอั้นบ่ายนี้ลองดูเลยก่อล่ะ ใช้ซากอาคารแถวนี้เป็นเป้าหมายแล้วก็บรรจุกระสุนเปล่าเอา”

ราชินีตานีเสนอ อดฉุนเพื่อนสาวเล็กๆไม่ได้ เธอเองก็ลงพื้นที่เป็นเหมือนกันนะ ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าตานีผู้ใหญ่หลายๆตนในหน่วยอาวุธระยะไกลที่เป็นตำแหน่งบัญชาการยุทธศาสตร์จะชอบวางแผนที่มาจากการจำลองสถานการณ์ล้วนๆก็เถอะ

 

          “ดูก่อนว่าจะประชุมเสร็จกี่โมง” กล้ายตอบเสียงเรียบ “แต่ก็อยากลองดูเหมือนกัน แถวนี้น่าจะจำลองการรบในเมืองได้ดีด้วย”

          “เฮาไปด้วยสิ เฮาอยากนั่งรถถัง”

          “ฝันไปเถอะ ข้าบ่มีทางหื้อหมิงนั่งรถถังสุดที่ฮักของข้าหรอก”

          “เฮาสินั่ง !

          “ก็บอกว่าฝันไปเถอะ”

          “สินั่ง !

          “ฝันเถอะ !

          “ได้.....” สมิงสาวแยกเขี้ยว “จังซั่นเฮาสิเอารูปกล้วยกับกล้ายตอนกอดกันเมื่อเช้ากระจายเข้าสมุดหน้าของเพื่อนในห้องกล้ายทุกคนเลย !

          “เฮ้ย ถ่ายไว้เมื่อได๋ !?” ตานีสาวผมหางม้าอ้าปากค้าง แต่วินาทีต่อมาเธอก็เก็บอาการได้ “ข้าบ่เชื่อหรอก เมื่อเช้าตอนหมิงเดินออกมาก็บ่มีกล้องสักหน่อย ฟ้ากับยูคิก็บ่ได้ถือกล้อง”

          “แล้วนี่อีหยังเอ่ย.....”

 

          ใบหน้าของกล้ายกลายเป็นสีเดียวกับหิมะด้านนอกเมื่อฝ่ายตรงข้ามควักรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา มันเป็นรูปกล้วยกับเธอเมื่อเช้า จังหวะแก้มกำลังแนบแก้มพอดีเสียด้วย ถึงผู้หญิงกอดกันจะดูเป็นเรื่องปกติก็เถอะ แต่แนบแก้มกันชนิดจะจูบกันอยู่รอมร่อแบบนี้ไม่น่าจะปกติแล้ว ถ้ารูปนี้กระจายไปทั่วเพจสมุดหน้าของห้องม.6/342 ล่ะก็ ทั้งเธอทั้งกล้วยคงโดนล้อกระจายเหมือนรูปแน่ ถึงคงไม่ได้เจอกับเพื่อนๆในห้องอีกแล้วก็เถอะ

 

          “ขะ.... ข้าบ่ย่านหรอก” เด็กสาวผมหางม้ายังทำใจดีสู้สมิง “หมิงใช้สมุดหน้าเป็นที่ไหนกัน”

          “เอ่อ.... คือ....” จู่ๆ ยูคิก็เอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ “คือรุ่นพี่หมิงเขาขอให้ฉันสอนตอนก่อนมาประชุมแล้วน่ะค่ะ ขอโทษนะคะรุ่นพี่.....”

 

          เสียงของเด็กสาวชาวฮิมิตสึถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเก้าอี้ล้มดังโครมเมื่อหัวหน้าหน่วยจู่โจมจู่โจมเข้าหาสมิงสาวแห่งป่าแสนคำหวังจะแย่งรูปถ่ายใบนั้นมาให้ได้ แต่สัตว์ภูตสาวเร็วกว่า เธอพลิกตัวกลับกดคู่ปรับสาวไว้ติดพื้น และก่อนที่กล้ายจะทันโต้กลับได้ รูปก็ถูกโยนไปให้วิญญาณหิมะสาวเสียแล้ว

 

          สาวแว่นเอื้อมมือออกไปรับอย่างลังเลด้วยไม่รู้จะเข้าข้างฝ่ายไหนดี แต่ความลังเลนั้นก็ทำให้กล้วยฉวยมันไปได้ หมิงอ้าปากค้าง เธอลุกพรวดกระโจนเข้าหากล้วยเหมือนเสือโคร่งตะครุบเหยื่อ แต่ช้าเกินไป ตานีสาวฉีกรูปออกเป็นสองส่วนดังแควกเสียแล้ว

 

          “ง้า กล้วย......!?”

          “จะเล่นอะหยังกันก็หื้อประชุมเสร็จก่อนได้ก่อ” เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเอกพลางฉีกรูปซ้ำจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย “เล่นกันเป็นละอ่อนน้อยไปได้ เมื่อกี้ยังเอาการเอางานอยู่เลยบ่แม่นก่อหมิง”

          “ขอบคุณมากเน่อกล้วยที่ช่วยข้า....” กล้ายเอ่ยพลางยันตัวลุกขึ้น แต่เธอก็ถูกกระแทกกลับลงไปนอนพังพาบเหมือนเดิมเมื่อเพื่อนสาวดุเสียงเข้ม

          “กล้ายยิ่งแล้วใหญ่ ว่าหมิงเปิ้นบ้าพลังว่าหมิงเปิ้นยะตัวเหมือนเด็ก ก็ยังจะยะตัวเหมือนเปิ้นอีก กล้ายนั่นแหละเหมือนละอ่อนน้อยที่สุด ฮู้จักเวลาซะบ้างสิ !

          “งือ.... สุมาเต๊อะ.....”

          “ก็กลับเข้าเรื่องซะทีสิยะ กลับไปนั่งที่ จะได้ประชุมต่อกัน”

          “จ้า.....”

          “กล้ายนี่ก็แปลกเนอะ” เด็กสาวหน้าคมหัวเราะคิก ขณะผู้ถูกดุทั้งสองเดินลากขาตีหน้าซึมกลับไปยังที่ของตัวเอง “ปกติเห็นปากร้ายแถมห้าวซะขนาดนั้น พออยู่กับกล้วยทำไมทั้งออดอ้อนทั้งเชื่องแบบนี้น้า....”

          “ยะหยังล่ะ ก็ข้าอยากจะอ้อนกล้วยหน่อยก็บ่หันจะเป็น....” เสียงของตานีสาวผมหางม้าขาดหายไปในลำคอเมื่อเห็นรอยยิ้มหวานเย็นของหมิงและใบหน้าเตรียมฉะของกล้วย “....เป็น.... เป็นว่าประชุมต่อเถอะ เมื่อกี้ถึงตรงได๋แล้วก๋า”

          “ถึงเรื่องกำลังพลแล้วก็แผนการต่อจากนี้ของหมู่เฮา” กล้วยตอบห้วนๆ ยังคงจ้องมองผู้ขัดขวางการประชุมทั้งสองด้วยแววตาดุดัน “ที่ข้าเจ้าวางแผนเอาไว้คร่าวๆก็คือ ถ้าหมู่เฮามีกำลังมากพอแล้ว ก็ยึดโรงเก็บเครื่องบินคืน ถ้าเกิดมันยังอยู่ดีเน่อ..... และถ้ายึดได้ หมู่เฮาก็อาจจะย้ายรถถังทิ้งที่นี่ไปอยู่ที่โน่นเลยเพราะที่โน่นกว้างกว่าและมีอุปกรณ์หื้อใช้มากกว่าด้วย หลังจากนั้นก็หาทางทำลายแหล่งเสบียงของกองกำลังผีร้าย ถ้าทำลายและตัดกำลังได้แล้ว ก็คงถึงเวลาที่จะเข้าโจมตีโดยตรง”

          “ผีร้ายต้องมีเสบียงด้วยเหรอ” สาวหมัดเหล็กขมวดคิ้วถามอย่างงุนงง “ไม่ใช่ว่าพวกมันเป็นวิญญาณ.... เป็นพลังงานล้วนๆเหรอ”

          “พลังงานล้วนๆก็ต้องเติมพลังงานเน่อ หรืออย่างน้อยกินเข้าไปก็มีพลังงานเพิ่ม ก็เท่ากับรบเก่งขึ้น กำลังมากขึ้น ยะอะหยังได้มากขึ้น” เด็กสาวผมหางม้าอธิบาย “อีกอย่าง บ่แม่นว่ากองกำลังผีร้ายจะมีแค่วิญญาณอย่างเดียวนี่ อสุรกายทั้งหลาย อย่างผีร่างเหลวๆที่ฟ้าเคยเจอที่อุดมชัย และโดยเฉพาะกองบินร่วมกระสือ-กระหังน่ะตัวเขมือบเสบียงเลย”

          “แล้วถ้าเรากำจัดพวกผีร้ายหรือกระสือกระหังไปโดยตรงเลยจะไม่ดีกว่าเหรอ”

          “กำจัดไปตัวหัวหน้าเปิ้นก็เรียกมาใหม่” กล้วยตอบ “ข้าเจ้าเคยอู้แล้วนี่ว่าหัวหน้าเปิ้นมีพลังที่ข้าเคยมี พลังที่เรียกภูตผีปีศาจชนิดได๋ก็ได้มาจากโลกหลังความตายในจำนวนเท่าได๋ก็ได้”

          “อ้าว งั้นถึงกำจัดเสบียงจนพวกมันอดตายก็ไม่มีความหมายสิ อดตายไปสักชุดก็เรียกมาใหม่ได้เหมือนกัน”

          “ก็แม่นแหละ แต่อย่าลืมว่าผีร้ายหรือปีศาจ โดยเฉพาะหมู่วิญญาณทั้งหลายก็มีความฮู้สึกนึกคึด ถ้าบ่มีอะหยังกินหรือได้รับการปฏิบัติบ่ดีเปิ้นก็โมโหได้เหมือนกัน ถึงจะเรียกมาใหม่ได้ แต่ตนเก่าๆที่ยังเหลือก็ต้องมีบ่นหื้อฟังบ้างแหละ และเมื่อนั้นความเป็นหนึ่งเดียวและกำลังใจของกองทัพก็จะลดลง ก็เข้าทางหมู่เฮาพอดี”

          “อ๋อ ยุทธศาสตร์แบบนี้นี่เอง.....”

          “แล้วเป็นหยังพวกเฮาบ่ไปเว้ากับพวกที่ดูแลโลกหลังความตายล่ะ” สัตว์ภูตสาวแห่งป่าแสนคำถามขึ้นบ้าง “มีอยู่บ่แม่นบ่ พวกที่เปิ้นเรียกว่ายมทูตหรืออีหยังสักอย่างนี่ล่ะ เคยมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆแสนคำเหมือนกัน”

          “หมู่เปิ้น..... คุยด้วยยาก” เด็กสาวหน้าจืดตอบไม่เต็มเสียงนัก “แต๊ๆข้าเจ้าก็อยากขอความร่วมมือจากหมู่เปิ้นเหมือนกัน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ข้าเจ้าอู้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าเปิ้นบ่ร่วมมือด้วยหรอก”

 

          “หรือบ่ซั่นก็.... นี่ไง ลองขอความช่วยเหลือจากวิญญาณผู้พิทักษ์ของเมืองอื่นบ่ได้บ่ อย่างกะของเชียงหลวงหรือพรายเขาของล้านม้า หรือไม่ก็หมอกมูของป่าหมอกก็ได้”

          สมิงสาวพูดถึงเผ่าพันธฺวิญญาณผู้พิทักษ์ของรัฐข้างเคียง กะของเชียงหลวงได้ชื่อว่าเก่งกาจและปราบผีร้ายได้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด พรายเขาของล้านม้าซึ่งเป็นสัตว์ภูตที่กลายร่างมาจากกระทิงป่าเองก็ใช่ย่อยในด้านพละกำลัง หรือหมอกมู วิญญาณสาวในม่านหมอกของรัฐป่าหมอกก็มีพลังงานวิญญาณขั้นสูง หากขอความช่วยเหลือไปล่ะก็ ไม่แน่ว่าสงครามนี้อาจจะจบภายในเวลาอันสั้นก็เป็นได้

 

          “หมู่เปิ้นก็มีหน้าที่ของหมู่เปิ้นอยู่ ข้าเจ้าบ่อยากรบกวน” คำปฏิเสธของราชินีตานีทำเอาใบหน้าที่เหมือนเสือหงอยลงไปถนัดตา “อีกอย่าง การเมืองภายในของแต่ละเผ่าก็บ่แม่นว่าจะนิ่ง ของกะนี่ยังพอว่า แต่ของพรายเขาหรือของหมอกมูนี่เท่าที่ได้ยินมาเปิ้นก็กำลังวุ่นวายเหมือนกัน ถึงจะบ่ล่มสลายเหมือนหมู่เฮาก็เถอะ.... และที่สำคัญที่สุด นี่เป็นเรื่องภายในของตานี หมู่เฮาก็อยากจะจัดการเองหื้อมากที่สุด”

 

          “และทั้งหมดนี้จะบ่มีทางยะได้ ตราบใดที่หมู่เฮายังบ่ฮู้ที่ตั้งของหมู่เปิ้น”

          ราชินีตานีพูดช้าๆ ราวกับจะให้แน่ใจว่าทุกคนและทุกตนเข้าใจความหมาย ดวงตาเรียวเหลียวมามองวิญญาณหิมะสาวจากฮิมิตสึจนเธอห่อไหล่ลงอย่างหวาดๆ ทำไมรุ่นพี่สาวถึงจ้องเธอแบบนี้เล่า

 

          “เพราะจะอั้น ข้าเจ้าก็เลยอยากถามยูคิ..... ตอนที่ยะการหื้อหมู่เปิ้น เคยไปที่ฐานทัพของหมู่เปิ้นก่อ”

 

          นักเรียนแลกเปลี่ยนจากแดนไกลสะดุ้งเล็กน้อย เด็กสาวเกือบจะลืมไปแล้วว่าตอนแรกเธอมาที่นี่เพื่อทำงานให้กองกำลังผีร้าย

 

          “เอ่อ.... เคยเข้าไปครั้งเดียวเองค่ะ” วิญญาณหิมะสาวตอบ

          “แล้วพอจะจำได้ก่อว่าอยู่ที่ได๋ เป็นจะไดบ้าง”

          “เอ่อ.... จำได้แค่ว่ามีตึกหนึ่งที่เป็นศูนย์บัญชาการการรบ สูงประมาณห้าชั้น ไม่ใหญ่เท่าไหร่เพราะว่าที่ทำงานในนั้นจริงๆก็มีแค่ผู้นำสูงสุดกับระดับสูงๆไม่กี่ตน รุ่นพี่นางก็ด้วย นอกนั้นก็มีตึกใหญ่มากๆที่เก็บพวกอสึรา.... อสะระ เอ้อ สัตว์ประหลาดต่างๆ แล้วก็มีสิ่งที่ดูคล้ายๆถังน้ำมันใหญ่ๆอยู่ใกล้ๆค่ะ นอกนั้นก็เป็นลานกว้างๆ มีผีร้ายลอยไปลอยมา” ยูคิพูดเสียงเจื่อนๆอย่างรู้สึกผิดที่ไม่อาจเป็นประโยชน์ให้รุ่นพี่สาวเท่าที่ควร งานของเธอไม่ใช่งานที่จำเป็นต้องเข้าไปที่ฐานทัพเสียด้วย “ขอโทษนะคะรุ่นพี่ที่จำได้แค่นี้”

          “บ่เป็นอะหยังๆ” เด็กสาวหน้าจืดยิ้มให้รุ่นน้องสาวอย่างใจดี “แต่.... พอจะจำได้อีกก่อว่าอยู่ที่ได๋ เอาประมาณๆก็ได้”

          “อยู่ในเทือกเขาสูงๆเลยค่ะ” ยูคิตอบทันที “จำได้ว่าอากาศเบาบางพอสมควรแล้วก็หนาวมากๆ มีแต่หิมะกับน้ำแข็ง ที่จำได้เพราะอ่านอุณหภูมิได้ต่ำมาก ตอนกลางคืนราวๆลบสามสิบองศาแน่ะค่ะ นั่นคือเดือนตุลาคมนะคะ”

          “ถ้าจะอั้นก็น่าจะอยู่ในเทือกเขาตานปันน้ำทางเหนือบ่อั้นก็ทางตะวันตกสักแห่งเน่อกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าหันไปขอความเห็นเพื่อนร่วมงาน “ดอยสูงจะอั้นน่าจะมีแค่แถวนั้น”

          “ก็แม่น” กล้วยพยักหน้าช้าๆอย่างครุ่นคิด “เป็นไปได้มากว่าเป็นทางตะวันตก เพราะตอนผีร้ายบุกสวนกล้วยก็มาจากทางตะวันตก ตอนเปรตบุกก็มาจากทางตะวันตกเหมือนกัน”

 

          “งืม...... ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมหาไม่ได้เหรอกล้วย”

          หลานชายหมอผีใหญ่ตื่นแล้ว เขาสะลึมสะลือสะโหลสะเหลตะเกียกตะกายจากพื้นกลับขึ้นไปบนเก้าอี้ ท่ามกลางสายตาขบขันของฟ้า หมิงและยูคิ และสายตาหงุดหงิดจากตานีสาวทั้งสอง

          “ตื่นแล้วก๋าบ่าจ้าดง่าว” กล้ายกัดเพื่อนหนุ่มทันที “นึกว่าจะหลับบ่ตื่นฟื้นบ่มีซะอีก”

          “ผมก็ตายสิครับเจ๊”

          “ก็ตายน่ะสิ”

          “เอาเรื่องงานก่อนกล้าย” เด็กสาวหน้าจืดปรามเสียงเข้มพลางส่งสายตาเตือนเพื่อนสาวที่เงียบลงทันที “ถ้าถ่ายดาวเทียมได้ข้าเจ้าคงถ่ายไปแล้ว แต่นายคึดก๋าว่าหมู่เปิ้นจะบ่ระวังเรื่องนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีตานีอย่างน้อยสามตน แถมเป็นระดับหัวกะทิซะสองตนอยู่ด้วยจะอั้น”

          “ไม่ลองไม่รู้น่า”

          “ข้าเจ้าเคยถ่ายแล้ว” กล้วยตอบห้วนๆ “ถ่ายตอนสวนกล้วยยังบ่แตกด้วยซ้ำ”

          “แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เราจะโจมตีได้ยังไงล่ะ” ฟ้าถามบ้าง

          “ข้าเจ้าก็เป็นห่วงอยู่” ราชินีตานีตอบ “หมู่เฮาอาจจะต้องส่งเครื่องมือตรวจสอบที่ใช้วิธีกราดตรวจคนละแบบกับดาวเทียมเข้าไป หรือหมู่เฮาก็อาจจะต้องขึ้นเครื่องบินบินดูเอง หรือบ่อั้นก็ต้องส่งสายลับเข้าไป ซึ่งวิธีที่สองข้าเจ้าคงบ่ยะ เพราะบ่คุ้ม ใช้เวลานานแถมเสี่ยงด้วย”

          “บินดูเองนี่.... ถ้าเกิดฝ่ายนั้นใช้เครื่องมือพรางตาแบบแถวนี้ เราจะมองเห็นได้ยังไงล่ะ”

          “ก็มองบ่หัน” กล้วยตอบง่ายๆ “แต่จะไดการจะสร้างสิ่งก่อสร่างขนาดใหญ่ต้องใช้พื้นที่ราบที่กว้างพอสมควร และอุปกรณ์พรางตาของตานีก็ใช้พรางสิ่งก่อสร้างได้อย่างเดียว ยังบ่ถึงขั้นพรางภูมิประเทศ เพราะจะอั้นจะไดๆ หมู่เฮาก็ต้องหันร่องรอยบ้าง หลังจากนั้นค่อยใช้อุปกรณ์ตรวจสอบเข้าไป”

          “แล้วอุปกรณ์แบบที่ว่านี่เรามีเหรอตอนนี้”

          “ถ้าโรงเก็บเครื่องบินยังอยู่ดีก็มี เป็นเครื่องบินไร้คนขับขนาดจิ๋วที่ใช้คลื่นเสียงหาสภาพภูมิประเทศ” เด็กสาวหน้าจืดอธิบาย “ข้อเสียคือถ่ายได้ทีละภาพเล็กๆ กว่าจะครบคงต้องบินกันนานแล้วก็หลายรอบหน่อย แต่จะไดเครื่องบินนี้เป็นโปรเจกต์ลับของหน่วยอาวุธระยะไกล นางบ่น่าจะฮู้ หรือถึงฮู้ก็คงบ่มีทางติดตั้งวัสดุกั้นเสียงแบบสมบูรณ์กับสิ่งก่อสร้างทุกอย่างในนั้นได้หรอก”

          “ถ้ายะแผนที่ได้ หมู่เฮาก็สามารถโจมตีที่นั่นโดยตรงได้ ตอนแรกคงต้องเริ่มด้วยการพังระบบป้องกันและตัดเสบียงของกระสือกระหังเพราะหมู่เปิ้นเป็นตัวอันตรายอันดับต้นๆของกองกำลังผีร้าย หลังจากนั้นก็คงได้เวลาจัดการกับตัวหัวหน้าเปิ้นสักที ปัญหาสำคัญก็คือเมื่อได๋หมู่เฮาถึงจะพอมีกำลังพลเพิ่มนี่แหละ.....”

          “เอาเหอะ อย่างน้อยตอนนี้ก็อุ่นใจขึ้นมานิดนึงว่าพวกกล้วยมีแผนแล้ว” หมิงผู้เปิดประเด็นเรื่องนี้เป็นคนแรกพูดยิ้มๆ “บ่นานเกินรอหรอกกล้วย วันนั้นต้องมาถึงแน่ แล้วพวกเฮาสิไปบุกพวกเปิ้นด้วยกัน”

          “ขอบคุณมากเน่อหมิง ขอบคุณทุกคนเลยเน่อที่อยากจะช่วย หมู่เฮาจะพยายามหื้อดีที่สุด บ่หื้อทุกคนผิดหวังแน่นอน” ราชินีตานีชักพูดเหมือนนักการเมือง “เอาล่ะ วันนี้ก็คงปิดประชุมแค่นี้ พักตามสบาย ถ้ามีสัญญาณผีร้ายหรืองานเข้ามาข้าเจ้าจะเรียกเน่อ..... เอ้อ เดี๋ยวกล้ายจะไปทดสอบรถถังแม่นก่อ หื้อข้าเจ้าไปด้วยก่อ”

 

          “บ่เป็นอะ.... ไปด้วยก็ดี”

          เด็กสาวผมหางม้าเกือบจะปฏิเสธด้วยการทดสอบครั้งนี้ไม่ต้องใช้ความรู้ด้านเครื่องกลของกล้วย แต่เธอก็เปลี่ยนใจกลางคันเมื่อเห็นสมิงสาวทำท่าจะเสียบแทน โชคร้าย กล้วยดันเห็น ราชินีตานีฉีกยิ้มยิงฟันก่อนจะกล่าวคำตอบ ซึ่งสำหรับเพื่อนสาวผมหางม้า มันไม่ต่างจากคำสั่งประหารไปเท่าใดนัก

 

          “จะอั้นกล้ายไปกับหมิงดีกว่า ข้าเจ้าขับรถถังเป็นอยู่แล้วไปด้วยก็เท่านั้น เอาเปิ้นไปสอนขับดีกว่าจะได้มีตนที่ขับเป็นเพิ่มขึ้น อีกอย่าง กล้ายกับหมิงจะได้สนิทกันมากขึ้นด้วย”

          “กล้วย.......!?” หัวหน้าหน่วยจู่โจมประท้วง แต่วินาทีต่อมา แขนของเด็กสาวหน้าเสือก็ล็อกคอเธอเอาไว้จากด้านหลังเสียแล้ว

          “ดีใจจัง พวกเฮาสิได้ไปสวีตกันสองตนแล้วเด๊....”

          “บ่เอ๊า.............!

 

 

          กว่าคู่กัดตามธรรมชาติของกันและกันทั้งสองจะกลับมาที่โรงเก็บรถถังอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ก็เกือบจะลับขอบฟ้าแล้ว กล้วย ฟ้า ยูคิและจ้าดมานั่งรวมกันอยู่ในห้องอาหาร ทุกคนต่างรออย่างใจจดใจจ่อว่ากล้ายจะกลับมาบ่นอะไรให้ฟังบ้าง ขนาดอยู่ด้วยกันเฉยๆยังกัดกันจะเป็นจะตาย แต่นี่ต้องไปนั่งอยู่ในรถถังแคบๆด้วยกันเป็นชั่วโมงๆ แถมสมิงสาวยังช่างซักช่างถามในเรื่องพวกนี้จนเกินงามอยู่แล้วด้วย หวังว่าเด็กสาวผมหางม้าคงไม่สติแตกไปเสียก่อนหรอกนะ....

 

          แต่ผิดคาด ทั้งตานีสาวผมหางม้าและสมิงสาวผู้ยามนี้ผูกผมทรงเดียวกันเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาในห้องอาหารจนคนอื่นและตนอื่นนึกว่าสร้างภาพ แต่เสียงที่แฝงแววชื่นชมของกล้ายบอกชัดว่าเธอรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

 

          “บ่คึดเลยว่าหมิงจะขับรถถังเก่ง จะอี้หมู่เฮาได้พลขับยานเกราะเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วเน่อ”

          “ผิดคาดแฮะ นึกว่าจะทะเลาะกันตายไปแล้วซะอีก” จ้าดหัวเราะหึๆ “จริงเหรอกล้าย ไม่ได้ชมสร้างภาพนะ ?”

          “ข้าจะสร้างภาพไปยะหยังล่ะบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้าตอกกลับเสียงเขียว “ตอนแรกก็ทะเลาะกันอยู่แหละ แต่พอเปิ้นจับทางได้เปิ้นก็ไปโลดเลย ดริฟต์ได้แล้วด้วยเน่อ”

          “แต๊ก๋าหมิง” กล้วยหันมาถามผู้ถูกชมบ้าง

          “อื้ม อีหลี” เด็กสาวหน้าเสือยิ้มกว้าง “ก็บ่ยากเน่อ เฮาเคยขับพวกรถอีแต๋นหรืออีหยังพวกนั้นของชาวบ้านใกล้ๆแสนคำมาบ้างแล้วก็เลยไปได้เร็ว แล้วกล้ายเปิ้นก็สอนเข้าใจดีด้วย ถึงบางทีจะซวนทะเลาะก็เหอะ.....”

          “ผู้ได๋ชวนทะเลาะ” หัวหน้าหน่วยยานเกราะแหวทันที “หมิงต่างหากบ่แม่นข้า”

          “กล้ายนั่นแหละแหย่ข้าก่อนเอง”

          “ข้าเคยคึดจะแหย่หมิงด้วยก๋า !? แค่จะอู้ด้วยข้ายังบ่อยากเลย !

          “เว้าแต่กับกล้วยแม่นบ่..... จีบกันตลอดเลยล่ะสิ.....”

          “หาเรื่องก๋าบ่าสมิงบ้าพลังนี่ !?

          “เอ้าๆ พอก่อนน่า ทั้งคู่เลย” ฟ้าหัวเราะแกมถอนหายใจ คู่นี้สบโอกาสเมื่อไหร่กัดกันได้ทุกเมื่อสิน่า “จริงๆทางนี้ก็มีเรื่องตื่นเต้นเหมือนกันนะ อยากรู้มั้ยกล้าย”

          “หือ อะหยังก๋า” เด็กสาวผมหางม้าที่กำลังจะประเคนกำปั้นทุบหลังคู่กัดสาวหันขวับ “ถ้าบอกข้าได้ข้าก็อยากฮู้อยู่แล้ว”

          “ผลสอบวิศวะเวียงตานออกแล้ว”

 

          กล้ายชะงักทันที แสงสีเขียวในดวงตาหายวูบไปพร้อมๆกับสีเลือดน้อยนิดบนใบหน้า

 

          “กล้วยกับจ้าดดูแล้วก๋า”

          “ดูว่าออก แต่ยังไม่ได้ดูผล” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ เขากลับสู่โหมดเคร่งเครียดอีกครั้งหลังจากเฮฮาอยู่แป๊บหนึ่งตอนกล้ายกับหมิงเข้ามา “จะรอดูพร้อมกับกล้ายนี่ไง”

          “แต๊ๆ ดูก่อนไปเลยแล้วค่อยมาบอกข้าก็ได้ ข้าบ่อยากลุ้น” สีหน้าของตานีสาวผมหางม้าเปลี่ยนจากสีขาวเหมือนหิมะไปเป็นสีเขียวเหมือนใบกล้วยตานีคลุกหิมะขณะเธอเดินลากขาช้าๆ มาก้มตัวลงกับโต๊ะเพื่อดูจอแลปทอปของกล้วยซึ่งค้างหน้าแรกของเว็บคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอนเอาไว้ “เอาเหอะ ถ้าจะเปิดก็เปิดเร็วๆ จะได้จบเรื่องไปสักที”

          “แน่ใจก๋า บ่อยากยะใจนานกว่านี้หน่อยก๋า” กล้วยเหลียวมาถามเพื่อนสาวพร้อมรอยยิ้มเครียด

          “ยะใจนานแล้วได้อะหยัง อะหยังจะเกิดมันก็ต้องเกิด เปิดเลย”

 

          กล้วยทำตามความต้องการของเพื่อนสาวทันที เธอคลิกลิ้งค์ไปยังหน้ารายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา กล้ายอดหลบสายตาไปจากจอแลปทอปไม่ได้เมื่อตารางที่มีเลขที่นั่งสอบ ชื่อผู้เข้าสอบ และผลสอบเรียงรายปรากฏขึ้น เธอไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ให้ตายเถอะ.....

 

          “ใช้ฟังก์ชั่นหาเลยดีก่อ หรืออยากจะไล่หาเพื่อความลุ้น”

          “ใช้ฟังก์ชั่นหาไปเลย ขี้เกียจลุ้นแล้ว ลุ้นมาเยอะเกินแล้ววันสองวันนี้” เด็กสาวผมหางม้าตอบรัวเร็ว “เอาชื่อข้าก่อนเลยก็ได้ จะได้ฮู้แล้วฮู้รอดกันไป”

 

          อันที่จริง ใส่ชื่อกล้ายก็เหมือนใส่ชื่อกล้วย เพราะทั้งสองนั่งสอบแทบจะข้างๆกัน ราชินีตานีพิมพ์ชื่อนามสกุลสมมุติของกล้ายลงไปก่อนจะเคาะปุ่มป้อนคำสั่ง หน้าเว็บเลื่อนวูบลงมาทันที

 

          “0551514     ขวัญหทัย ณ ตานนะคอน     ภาคยานยนต์”

          “0551521     ณัฐณิช ณ ตานนะคอน        ภาคอากาศยาน”

 

          “ยินดีด้วยนะกล้วย กล้าย !” ฟ้าร้องขึ้นเป็นคนแรก เธอตบหลังตานีสาวทั้งสองซึ่งยังคงนิ่งราวกับจะให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาดดังป้าบ “แบบนี้ก็สบายใจได้แล้วนะ !

          “ยินดีด้วยนะคะรุ่นพี่กล้วย รุ่นพี่กล้าย”  เดี๋ยวเย็นนี้ฉันทำอาหารฮิมิตสึชุดใหญ่เอาไว้ให้เลยนะคะ”

          “ยินดีด้วยเด๊กล้วย แล้วก็บักตานีมักผู้สาว ถ้าจะเฮ็ดก็เฮ็ดได้เหมือนกันนี่.....”

          “เวลาจะอี้ยังจะมาหาเรื่องกันอีกเน่อ” ตานีสาวผมหางม้าคำราม แต่เธอก็หัวเราะ “ขอบคุณมากเน่อกล้วย ขอบคุณทุกคนเลยที่ช่วยจนข้าเข้าได้ หมิงกับยูคิด้วยเน่อที่เป็นกำลังใจหื้อ.....”

          “ไม่เป็นไรหรอกน่า ช่วยได้ก็ช่วยๆกัน เนอะกล้วย”

          “อื้ม จะไดทบทวนหื้อกล้ายข้าเจ้าก็ได้ทบทวนไปด้วยอยู่แล้ว บ่ได้ลำบากอะหยังหรอก” กล้วยตอบพลางยิ้มให้เพื่อนสาวผู้ทำท่าจะร้องไห้ด้วยความยินดีและตื้นตันใจอยู่รอมร่อ “เอาล่ะ ทีนี้ก็..... เหลืออยู่คนเดียวแล้วสิเน่อ”

 

          เด็กสาวหน้าจืดเหลียวหลังไปมองหลานชายหมอผีใหญ่ แล้วเธอก็ต้องหลุดขำพรวดเมื่อเห็นเด็กหนุ่มนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่มุมห้อง ดวงตาตี่จ้องมองตรงไปยังผนังคอนกรีตอย่างเหม่อลอย ปากพึมพำอะไรสักอย่างที่ฟังเหมือนบทสวดมนต์กระท่อนกระแท่น ดูเหมือนความกดดันอย่างหนักหน่วงที่ทับถมกันมาเรื่อยๆ จะกระชากสติเขาหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริงเสียแล้ว

 

          “เปิ้นติดรึเปล่ากล้วย” ตานีสาวผมหางม้ากระซิบถามหลังจากเห็นท่าทีของเพื่อนหนุ่ม

          “จะหื้อหาเลยก๋า บ่หื้อเปิ้นลุ้นก๋า”

          “หาเลยเหอะ ถ้าบ่ติดก็ยังบ่ต้องหื้อเปิ้นดูตอนนี้ ข้าว่าถ้าหื้อดูตอนนี้เปิ้นเสียใจตายแน่”

          “อ๊ะ ก็ไม่แน่นะ บางทีจ้าดมันอาจจะโล่งใจก็ได้ที่รู้แล้วรู้รอดไปสักที”

          “บ่ฮู้ล่ะ ข้าว่าดูเลยดีกว่า”

          “เอาก็เอา”

 

          ราชินีตานีพรมนิ้วป้อนชื่อจริงนามสกุลจริงของหลานชายหมอผีใหญ่ลงไปอย่างรวดเร็ว หน้าจอเลื่อนขึ้นไปด้านบน นั่นก็แปลว่า.....

 

          “0550397     จัตุรัส ฉันทลักษณ์วิกรม      ภาคอากาศยาน”

 

          “จ้าด” เด็กสาวหน้าจืดแสร้งทำเสียงหดหู่ “จ้าด มาดูนี่”

          “อะไร !?” ผู้ถูกเรียกหันขวับมาทันที “เราไม่ติดใช่มั้ย ใช่มั้ย !?

          “มาดูเอาเอง”

 

          จ้าดยันตัวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าและแข็งทื่อเหมือนซอมบี้ ก่อนจะเดินลากขามาหาเพื่อนสาว แม้จะไม่ได้สัมผัส แต่ทั้งฟ้าและกล้ายก็สังเกตได้ว่าเนื้อตัวของเด็กหนุ่มสั่นเทิ้ม ด้วยความหวาดหวั่นหรือความตื่นเต้นก็สุดจะเดา ดวงตาตี่ปิดแน่นเมื่อเริ่มเห็นแสงจากหน้าจอ ก่อนจะค่อยๆลืมขึ้นเมื่อเจ้าของทำใจได้ แล้วมันก็เบิกค้างเมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอ.....

 

          “ทุกคน เรา.....” เด็กหนุ่มอ้าปากพะงาบพูดอะไรไม่ถูก “นี่มัน..... ภาพลวงตารึเปล่าเนี่ย.... หรือเราตาฝาดไปเอง......”

          “ตาฝาดไปเองมั้ง” กล้ายตอบเสียงหงุดหงิด “ติดแล้วยังบ่ยอมรับ เดี๋ยวข้าก็โทรไปบอกวิศวะตานนะคอนหื้อตัดชื่อทิ้งซะหรอก”

          “เรา.... ติด......”

 

          เหมือนเมื่อครั้งประกาศผลสอบข้อเขียน กล้วยถูกโผเข้ากอดจนแทบกลิ้งตกเก้าอี้อีกครั้ง

          แต่คราวนี้คนกอดไม่ใช่กล้าย หากเป็นจ้าด.....

 

          “กล้วย ขอบคุณมากนะ ขอบคุณจริงๆ.....”

          “บ่าจ้าดง่าว อย่ากอด.....!” กล้วยคำรามลอดไรฟัน พยายามผลักเพื่อนหนุ่มออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี “นายบ่แม่นแม่หญิงเน่อ ป้อจายกับแม่หญิงกอดกันมันบ่งามเน่อ !

          “บ่าจ้าดง่าว ออกไป๊ !” ตานีสาวผมหางม้าออกแนวรุนแรงกว่าหน่อย เธอหวดฝ่ามือตบเกรียนหลานชายหมอผีใหญ่ดังป้าบ ก่อนจะกระหน่ำกำปั้นต่อยทั้งแขนทั้งหลังจนเด็กหนุ่มจำต้องผละจากราชินีตานี มือกุมต้นแขนที่ปวดระบมก่อนจะโวยใส่คนที่ทำร้ายเขา

          “อะไรล่ะ เราจะขอบคุณกล้วย ทำไมต้องมาต่อยเราด้วย”

          “ขอบคุณธรรมดาข้าบ่ว่า แต่บ่แม่นมากอดจะอี้ !

          “ทีกล้ายยังกอดได้เลย.....”

          “ก็ข้าเป็นแม่หญิง หรือจะหื้อข้าเจี๋ยนหื้อ !?

 

ไม่พูดเปล่า กล้ายคว้ามีดทำครัวจากโต๊ะใกล้ตัวมาด้วย ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ถอยกรูด แต่วินาทีต่อมา เขาก็หลุดจากสายตาอำมหิตของหัวหน้าหน่วยจู่โจมได้เมื่อสมิงสาวส่งเสียงสอดขึ้น

 

          “หึงล่ะสิบักตานีมักผู้สาว.....”

          “โอ๊ย บ่านี่ก็เงียบๆสักห้านาทีบ่เป็นก่อ เดี๋ยวปั๊ดแทงไส้แตกเลย !

          “เอ้า พอ เงียบ” เด็กสาวหน้าจืดตัดบทเสียงเฉียบขาด ทั้งตานีสาวผมหางม้าและเด็กสาวหน้าเสือเงียบลงทันที “เอาเป็นว่าตอนนี้ก็ติดกันหมดแล้ว กำหนดการต่อไปก็มีรายงานตัวเดือนพฤษภาโน่น ก็คงบ่มีเรื่องอะหยังต้องกังวล.....”

 

          ไม่ทันจะขาดคำ หกสหายร่วมรบก็กังวลขึ้นมาทันทีเมื่อเสียงกริ่งเตือนภัยของโรงเก็บรถถังดังขึ้น อันแปลว่ามีพลังงานวิญญาณระดับปานกลางขึ้นไปที่ระบบไม่รู้จักกำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาโรงเก็บรถถังในระยะไม่ถึงสามร้อยเมตร ทุกคนรีบเข้ามาล้อมรอบราชินีตานีทันทีขณะเธอก้มลงไปเปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณ แต่คิ้วบางก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อสัญญาณโดยรอบโรงเก็บรถถังมีเพียงของพวกเธอเท่านั้น แล้วกริ่งเตือนภัยเตือนอะไร.....

 

          เด็กสาวหน้าจืดสะบัดเมาส์คลิกเปิดการสแกนแบบละเอียดด้วยคลื่นจากดาวเทียมของตานีทุกดวง ไร้ผล ยังคงไม่มีร่องรอย แต่กริ่งก็ยังคงดังอยู่เช่นเดิม แถมยังเพิ่มความดังขึ้นเรื่อยๆ อันแปลว่ากลุ่มก้อนพลังงานวิญญาณกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆเช่นกัน

 

          กล้วยเม้มปาก เธอรู้ว่ากริ่งเตือนภัยของโรงเก็บรถถังและอาคารอื่นๆของตานีนั้นเสียได้ยากเป็นอันดับต้นๆของอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย ถึงจะเสียสักตัวก็ยังมีแบ็คอัพถึงสามชั้นตรวจสอบข้อมูลของกันและกัน แถมยังใช้วิธีการสแกนหลากหลายและใหม่ล่าสุด แปลว่ามันจับพลังงานวิญญาณได้แม่นยำกว่าดาวเทียมซึ่งยิงขึ้นไปเกือบสิบปีแล้วอย่างแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าดาวเทียมจะตรวจจับพลังงานวิญญาณได้ไม่ดี เท่าที่เธอจำได้ สิ่งที่จะเล็ดรอดการตรวจจับของดาวเทียมไปได้ก็มีเพียงผีร้ายระดับสูงชนิดรบกันหืดขึ้นคอเท่านั้น และยามนี้มันกำลังใกล้เข้ามา.....

 

          “ทางออกที่สอง”

          เสียงแข็งๆเหมือนหุ่นยนต์ดังขึ้น ก่อนที่กริ่งจะเงียบกริบและไฟจะดับพรึ่บ เหลือเพียงแสงไฟเรืองๆตามขอบทางเดิน ระบบรักษาความปลอดภัยตัดเสียงมันเพื่อไม่ให้ผู้บุกรุกรู้ว่าผู้ที่อยู่ภายในรู้ตัวแล้วหากมันพังประตูเข้ามาได้ แต่นั่นกลับเพิ่มความวังเวงให้สองมนุษย์ หนึ่งวิญญาณหิมะและหนึ่งสมิงหลายเท่าตัว พวกผีร้ายรู้ตำแหน่งฐานที่มั่นของพวกเขาแล้วงั้นหรือ.....

 

          ท่ามกลางความมืด กล้วยและกล้ายวิ่งไปหยิบปืนที่วางพิงผนังทันทีราวกับเป็นสัญชาตญาณ เด็กสาวผมหางม้าทำสัญญาณมือให้ทุกคนและทุกตนที่ไม่ใช่ตานีเดินตามเธอขณะราชินีตานีถอยเข้ารั้งท้าย ยูคิดึงด้ามดาบออกจากกระเป๋าก่อนจะเรียกลำแสงสีฟ้าให้กลายเป็นใบดาบยาวเกือบเมตรครึ่ง แต่หัวหน้าหน่วยจู่โจมทำสัญญาณมือให้เธอดับมันลง ตานีสาวไม่ต้องการให้แสงสว่างจ้าของมันเปิดเผยตำแหน่งของเธอโดยไม่จำเป็น

 

          ไว้หันตัวศัตรูก่อนค่อยใช้เน่อยูคิ

          กล้วยแยกขึ้นไปตั้งสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอที่ชั้นบนสุดของโถงบันได ขณะกล้าย ฟ้า ยูคิ หมิงและจ้าดย่องอย่างเงียบกริบมุ่งหน้าลงไปยังทางออกที่สองที่ชั้นล่าง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ที่นั่น และประตูเหล็กบานหนาหนักก็ยังคงอยู่ดี แต่แสงสีแดงจากไฟฉุกเฉินก็บอกให้รู้ว่าผู้บุกรุกยังคงอยู่ที่นั่น กล้ายทำมือให้ทุกคนและทุกตนคุกเข่าลงข้างประตู ขณะเธอคกเข่าอยู่ที่ซอกประตูอีกด้านหนึ่ง จ้าดควักปังตอจากด้านในเสื้อคลุมกันหนาวมาถือไว้มั่น ขณะตานีสาวผมหางม้าขยับนิ้วปลดห้ามไกไรเฟิลจู่โจมในมือ ก่อนจะกดปุ่มเปิดประตู

 

          สิ่งที่ผ่านประตูเหล็กเข้ามาคือร่างสองร่างในผ้าคลุมสีเทาเดินเส้นเขียวที่ขาดวิ่น ทั้งสองสูงราวเด็กป.ห้า หากในมือของทั้งคู่ติดอาวุธสงคราม ร่างที่เดินนำถือปืนลูกซองสีเทาดำ ขณะร่างที่เดินเก้ๆกังๆตามหลังถือสไนเปอร์ไรเฟิลแบบเดียวกับที่กล้วยเคยใช้ยิงอุ๊ยสายและผีภารโรงโรคจิตในห้องน้ำหญิงตานนะคอนพิทยาคม แต่ทั้งสองไม่มีท่าทีงุนงงหรือเหลียวซ้ายแลขวาเลยแม้แต่น้อยราวกับคนคุ้นพื้นที่ เด็กสาวหน้าคมขมวดคิ้ว คุ้นพื้นที่และถือปืน.... หรือว่าสองร่างนี้จะเป็น.....

 

          “หยุด อย่าขยับ ค่อยๆวางอาวุธลงกับพื้นด้วยมือเดียว เดินออกไปสี่ก้าว แล้วหันหลังกลับมา”

          ยังไม่ทันจะได้ถาม กล้ายก็ยกปืนขึ้นประทับบ่าเสียแล้ว เธอยังคงซุ่มอยู่ที่ซอกประตูเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็น จุดสีแดงของศูนย์เล็งเลเซอร์ชี้ตรงไปยังท้ายทอยของร่างที่เดินตามหลัง ส่วนร่างที่เดินนำ บัดนี้มีจุดสีแดงอีกจุดจากกล้องเล็งของกล้วยสว่างวาบอยู่เหนือหัวเรียบร้อยแล้ว

 

          ทั้งสองร่างไม่วางอาวุธลง แต่ก็ไม่หันกลับมาเช่นกัน ท่าทีครึ่งๆกลางๆเช่นนี้ทำเอาสมองของสองคนสามตน รวมทั้งอีกตนบนโถงบันไดเครียดเขม็ง หากทั้งสองร่างหันกลับมาโจมตี พวกเขาก็ฝึกมาจนรู้ดีว่าจะต้องรับมืออย่างไร แต่การนิ่งอยู่แบบนี้ทำให้ต่างคนต่างระแวง ถ้าเกิดมันหันกลับมาแล้วมีอาวุธทำลายล้างสูงตูมเดียวพวกเขาเละเป็นอาหารเช้าซีเรียลในโฆษณาล่ะ.... ถ้าเกิดพวกมันมีกองหนุนกำลังจะเข้ามาล่ะ.....

 

          กล้ายอ้าปากจะเตือนซ้ำ แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงแหลมเล็กเจือสำเนียงตานนะคอนดังอู้อี้ออกมาจากใต้ผ้าคลุม

 

          “เสียงจะอี้.... เอื้อยกล้ายแม่นก่อ”

          ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของตานีสาวผมหางม้าเบิกกว้างขึ้น เธอจำเสียงนี้ได้ดีแม้จะไม่ได้ยินมาเกือบครึ่งปีแล้วก็ตาม....

 

          “น้ำว้า.... น้ำว้าลูกของส้อย....” กล้ายพึมพำ แต่เมื่อเห็นผู้พูดขยับตัว เธอก็ขยับคันรั้งลูกเลื่อนส่งเสียงข่มขวัญทันที “อย่าขยับ ข้าบ่ได้เชื่ออะหยังง่ายๆหรอกเน่อ ลองอู้เรื่องที่น้ำว้าเท่านั้นถึงจะฮู้มาซิ !

          “ตอนละอ่อน น้ำไทชอบฉี่รดที่นอน แล้วโยนความผิดมาหื้อข้าเจ้า”

          “น้ำว้า......!?” อีกร่างส่งเสียงโวยสวนขึ้นทันที เสียงของเธอนิ่มกว่าและหวานกว่า แต่ก็ฟังดูเด็กพอกัน “ไปบอกเปิ้นยะหยัง !?

          “เท่านั้นบ่พอ พอแม่ส้อยแยกเตียงหื้อ เปิ้นก็ยังตามมาฉี่รดที่นอนข้าเจ้าแล้วกลับไปนอนเตียงตัวเองอีก !

          “น้ำว้า.......!?

 

          สองร่างทิ้งอาวุธในมือทันทีก่อนจะฟาดกันคนละตุ้บคนละตั้บ ทิ้งให้สองมนุษย์ หนึ่งวิญญาณหิมะและหนึ่งสมิงตะลึงมองอย่างขบขันระคนไม่อยากเชื่อ บุกเข้ามาในถิ่นศัตรูแล้วพลาดโดนปืนจ่อระยะเผาขนแบบนี้แล้วยังจะมาฟาดปากกันเองอีกเนี่ยนะ ถ้าไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองสุดๆ ก็คงบ้าไปแล้วแน่ๆ

 

          ขณะเดียวกัน กล้ายหลับตาลง ก่อนจะลืมโพลงขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้ดวงตาที่เคยมีเพียงแสงสีเขียวเรืองรอง บัดนี้กลับสว่างจ้าราวไฟสปอตไลท์ เด็กสาวผมหางม้ากวาดมองผู้บุกรุกทั้งสองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนที่แสงจากดวงตาจะดับลง เธอนิ่งอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนที่สหายร่วมรบทุกคนและทุกตนจะได้ยินเธอโทรจิตเรียกเพื่อนสาวที่ซุ่มอยู่ชั้นบน

 

          กล้วย ลงมานี่หน่อย

          สแกนวิญญาณแล้วแม่นก่ออีกฝ่ายถามกลับมา

          แม่น แต่ข้าอยากหื้อกล้วยมายืนยันอีกที กล้วยก็ฮู้ว่าผีร้ายชั้นสูงๆปกปิดตัวตนจากตาข้าได้

          รับทราบ

 

          เกิดเสียงตุ้บเบาๆเมื่อกล้วยกระโดดลอดปล่องบันไดลงมาจากชั้นสาม ปืนไรเฟิลยังคงประทับอยู่ที่บ่าแม้จะพอรู้แล้วว่าผู้มาเยือนเป็นใคร เธอเดินตรงมาหาร่างที่อยู่ด้านหลังซึ่งดูเหมือนจะชื่อน้ำไท ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ

 

          “น้ำไท เอื้อยเคยบอกแผนการปรับปรุงเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน TF-40 หื้อน้ำไทฟัง ช่วยไล่มาหื้อเอื้อยฟังหน่อยได้ก่อว่ามีอะหยังบ้าง ถ้าเป็นน้ำไทแต๊ๆ ต้องจำได้ทั้งหมด”

          “เอ.... เอ่อ....” ร่างในผ้าคลุมออกอาการหันรีหันขวาง จนกล้ายต้องดึงคันรั้งขู่เสียงดังแกร๊ก เธอถึงรีบตอบด้วยเสียงละล่ำละลักคล้ายจะร้องไห้ “เอ่อ.... เอ่อ.... ฐานล้อหื้อรับน้ำหนักได้มากขึ้น ปรับปรุงโครงสร้างปีก ปรับปรุงเครื่องยนต์หื้อมีกำลังขับมากขึ้น เอ่อ.... เอ่อ..... ข้าเจ้าจำได้เท่านี้เอง อย่ายะอะหยังข้าเจ้าเลยเน่อเอื้อยกล้วย เอื้อยกล้าย ข้าเจ้าคือน้ำไทแต๊ๆเน่อ !

          “ตัวปลอม ตายซะเถอะ !

 

          “ข้าคือน้ำไทแต๊ๆ ยะหยังถึงบ่เชื่อกันล่ะ !?

          พูดจบ เธอก็ทรุดลงกับพื้นก่อนจะปล่อยโฮเสียงดังลั่น อีกร่างหนึ่งคุกเข่าลงข้างๆก่อนจะรีบลูบหัวลูบหลังปลอบเธอทันที การเคลื่อนไหวของทั้งสองดึงผ้าคลุมเลื่อนหลุดออกจากหัว เผยใบหน้าสองใบหน้าที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วราวกับก๊อบปี้เพสต์กันมา ทั้งคิ้วโค้งเหมือนคันธนู ดวงตากลมแป๋วฉายแววไร้เดียงสา และแก้มยุ้ยตามอายุราวสิบขวบของพวกเธอ ต่างกันเพียงทรงผมเท่านั้น ร่างที่กำลังร้องไห้น้ำตาไหลพรากอย่างน่าสงสารผูกผมเอาไว้เป็นเปียยาวคล้ายเอื้อง ขณะอีกตนที่กำลังพยายามลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนเธอสลับกับขว้างสายตาเขียวปั้ดมามองเอื้อยทั้งสองอย่างโกรธเคืองตัดผมซอยสั้นคล้ายฟ้า แต่ไม่ว่าจะทรงไหนมันก็เป็นสีดำประกายเขียว บอกเผ่าพันธุ์ของพวกเธอได้ดีกว่าอะไรทั้งสิ้น

 

          “เอาปืนลงได้แล้วกล้าย นี่ล่ะตัวแต๊เสียงแต๊เลยล่ะ” ริมฝีปากของเด็กสาวหน้าจืดบิดเป็นรอยยิ้มที่ฉายแววระหว่างโล่งใจระคนสงสาร

          “แต่เปิ้นตอบบ่ถูกเน่อ”

          “ก็นั่นแหละที่บอกว่าเป็นตัวแต๊” กล้วยตอบ “ละอ่อนอายุขนาดนี้ตนได๋จะไปจำรายละเอียดเยอะแยะจะอั้นได้ ถึงจะเป็นตานีก็เหอะ ถ้าเปิ้นจำได้หมดล่ะก็ ป่านนี้ข้าเจ้ายิงทิ้งไปแล้ว”

 

          ราชินีตานีขยับนิ้วโป้งปิดห้ามไกสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาว สะพายมันขึ้นบ่าแล้วเดินไปคุกเข่าลงข้างตัวตานีน้อยผู้บัดนี้กำลังสะอึกสะอื้นทั้งน้ำตาอาบแก้ม แล้วเธอก็ยกมือขึ้นลูบหัวรุ่นน้องสาวทั้งสองอย่างอ่อนโยน

 

          “ยินดีต้อนรับปิ๊กบ้านเน่อ น้ำไท น้ำว้า ดีใจที่ได้เจอกันอีก”

          “เอื้อยกล้วย.....”

 

          เด็กหญิงทั้งสองโถมตัวเข้ากอดราชินีตานี ก่อนจะถูกโอบซ้ำอีกครั้งด้วยอ้อมแขนของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม น้ำไทซบแก้มลงกับบ่าของรุ่นพี่สาวก่อนจะตั้งต้นปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง ขณะน้ำว้าผู้ดูแก่นแก้วและแข็งกร้าวกว่าก็ไม่วายสะอึกสะอื้นไปกับแฝดน้องด้วย เด็กสาวหน้าจืดโอบรุ่นน้องทั้งสองแน่นให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่าครึ่งปี เธอรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากพลังงานวิญญาณของตานีน้อยทั้งสอง ช่างเป็นปาฏิหาริย์ที่ตานีอายุน้อยที่สุดรอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของผีร้ายได้ และบัดนี้พวกเธอมาอยู่ในอ้อมกอดของเธอแล้ว.....

 

          เบื้องหลังเธอ เด็กสาวทั้งสาม หนึ่งมนุษย์ หนึ่งวิญญาณหิมะ และหนึ่งสมิงสูดน้ำมูกฟุดฟิดด้วยความตื้นตัน ยูคิยกมือขึ้นปาดน้ำใสที่เอ่อท้นขึ้นมาปริ่มขอบดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำ เธอหวนนึกถึงเผ่าพันธุ์ที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดีของเธอที่บ้านเกิด จะมีสักวันไหมหนอที่เธอจะได้ทำแบบนี้..... ที่เธอจะได้พบกับผู้เป็นที่รักอีกครั้ง.....

 

          “ยูคิ”

          “อะ.... คะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงเรียกของรุ่นพี่สาวดึงเธอออกมาจากห้วงความคิด

          “เมื่อตอนนั้นยูคิอู้ว่าจะยะอาหารฮิมิตสึชุดใหญ่แม่นก่อ เดี๋ยวขึ้นไปช่วยยะเลยได้ก่อ สองตนนี้คงจะหิวกัน แล้วหมู่เฮาก็คงมีเรื่องต้องอู้กันเยอะเลยล่ะ”

          “ค่ะ ได้เลยค่ะ !

 

          “อ้อ ไปอยู่กับกะมาก๋า”

          กล้วยถามเมื่อแนะนำตัวกันเสร็จและตานีน้อยทั้งสองเล่าเรื่องของพวกเธออย่างย่อๆจบลงแล้ว พอดีกับที่วิญญาณหิมะสาวผู้รับหน้าที่เชฟพิเศษของคืนนี้ยกจานข้าวปั้นหน้าขากวางดิบและเครื่องเคียงอีกสองสามอย่างมาวางลงบนโต๊ะ หมิงเห็นขากวางของโปรดก็เอื้อมมือไปคว้าทันที แต่ก็ยังช้ากว่าตะเกียบของกล้ายที่ฉกชิ้นใหญ่ที่สุดในจานไปเข้าปากในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำเอาเด็กสาวหน้าเสืออ้าปากค้าง

 

          “เจ้า แต่บ่ได้อยู่กับกะส่วนกลางเน่อเจ้า อยู่กับกองร้อยน้อยแม่แตง”

          น้ำไทอธิบาย แต่ดวงตากลมสีดำประกายเขียวกลับไม่ได้มองคู่สนทนา หากมองแท่งไม้บางๆสองแท่งในมืออย่างงุนงงระคนสับสน ปกติตานีใช้ช้อนส้อมหรือไม่ก็มือกินอาหาร และเธอก็ยังไม่เคยติดต่อกับเผ่าพันธุ์วิญญาณจากประเทศที่ใช้ตะเกียบเหมือนพวกเอื้อยๆทั้งหลาย เครื่องมือกินอาหารสุดเรียบง่ายนี้จึงดูราวกับอุปกรณ์จากต่างดาวในสายตาเธอ

 

          “มา เฮาช่วย”

          เด็กสาวหน้าเสือผู้เพิ่งจะเสียข้าวปั้นชิ้นใหญ่ที่สุดในจานให้คู่กัดสาวคีบชิ้นที่ใหญ่รองลงมาใส่จานให้รุ่นน้องสาว เธอดูจะถูกใจตานีน้อยทั้งสองอยู่ไม่น้อย ส่วนหนึ่งคงเพราะนิสัยของทั้งสองใกล้เคียงกับเธอมากที่สุดในโรงเก็บรถถังแห่งนี้แล้ว

 

          “ขอบคุณเจ้าเอื้อยหมิง”

          ตานีน้อยผมเปียยิ้มกว้าง ปื้นสีชมพูจางๆปรากฎขึ้นซ้อนกับลายขาวสลับดำบนใบหน้าของสมิงสาว โชคร้ายที่กล้ายซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามดันเห็น

 

          “แน่ะ แน่ะ อย่ามายะอะหยังน้องหมู่เฮาเน่อ ถ้ายะอะหยังข้ายิงบ่เลี้ยงแน่ !

          “เว้นอีหยังน่ะกล้าย เฮาบ่ได้จะเฮ็ดอีหยังสักหน่อย”

          “แล้วยะหยังต้องหน้าแดงจะอั้นด้วยล่ะ !?

          “ไส บ่มี้ หน้าแดงที่ได๋ !?

          “ลืมๆสองตนนั่นไปก่อนเน่อ เปิ้นทะเลาะกันได้ทุกวันแหละ” ราชินีตานีส่ายหน้าพลางเอ่ยกับตานีน้อยทั้งสองด้วยเสียงเหนื่อยหน่ายที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ ก่อนจะถามต่อ “แล้วอยู่กับกะเป็นจะไดบ้างล่ะ สนุกก่อ ได้ฮู้อะหยังใหม่ๆบ้างก่อ”

          “ส่วนใหญ่เป็นพลังพิเศษเจ้า” คราวนี้ตานีน้อยผมสั้นตอบบ้างด้วยน้ำไทยังตะลึงมองศึกศึกระหว่างสองเผ่าพันธุ์ตาค้างอยู่ เสียงของเธอแม้จะฟังดูเหมือนน้ำไท แต่ห้วนกว่าและแข็งกว่าอย่างเห็นได้ชัด อีกสิ่งที่ต่างจากน้องสาวคือเธอถอดใจโยนตะเกียบทิ้งไปแล้วและหันมาสนใจผักดองสีแดงสดในถ้วยข้างๆแทน เธอตักมันใส่ปากคำหนึ่งก่อนจะตอบ “แต่หมู่เฮาก็บ่ได้ใช้มากนักหรอก เอื้อยกล้วยก็ฮู้ว่าพลังพิเศษทำนองเวทมนตร์ของหมู่เฮาก็บ่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็เลยได้แค่ลองฝึกๆตามหมู่เปิ้นไป ได้บ้างบ่ได้บ้างแหละเจ้า”

 

          “ขอโทษเน่อเจ้าที่บ่ได้มาเร็วกว่านี้” เด็กหญิงผมเปียพูดเสียงเจื่อนๆ “หมู่กะบ่ปล่อยหื้อหมู่เฮามา เปิ้นบอกว่าหมู่เฮายังบ่พร้อม เพิ่งจะยอมหื้อมาหลังจากได้ยินข่าวเรื่องรถไฟนี่เองแหละเจ้า”

          “บ่เป็นอะหยังๆ หมู่เอื้อยพอรับมือไหวอยู่แล้ว” กล้ายตอบยิ้มๆ “แต่มีน้ำว้าน้ำไทมาเพิ่มหมู่เอื้อยก็ดีใจเน่อ อย่างน้อยก็ได้ฮู้ว่ายังมีหมู่เฮาเหลืออยู่มากกว่าเดิม”

          “หมู่เฮาก็ดีใจ แต่จะดีใจกว่านี้ถ้าบ่มีเอื้อยกล้ายอยู่”

 

          ทุกคนและทุกตนบนโต๊ะเงียบกริบแทบจะพร้อมกันเมื่อได้ยินคำตอบของน้ำว้า ขณะเจ้าตัวคนตอบจิกสายตามองเด็กสาวผมหางม้าก่อนจะสะบัดหน้าหนี ทำเอาตานีสาวผู้ปกติจะกัดคนอื่นอ้าปากค้างเสียเอง

 

          “น้ำว้า อู้จะอั้นกับเอื้อยกล้ายได้จะได ขอสุมาเปิ้นเดี๋ยวนี้เลยเน่อ” ตานีน้อยผมเปียหันไปสั่งพี่สาว แต่คำสั่งนั้นก็ดูจะไม่ค่อยมีอำนาจสักเท่าไหร่เมื่อเสียงของเธออ่อยซะขนาดนั้น เธอจึงตัดสินใจหันมาผงกหัวขอโทษรุ่นพี่สาวแทน “ขอสุมาแทนน้ำว้าเปิ้นด้วยเน่อเจ้า บ่ฮู้เปิ้นเป็นอะหยัง”

          “จะไปขอสุมาเปิ้นยะหยังน้ำไท” น้ำว้าสวนกลับเสียงแข็ง “เปิ้นเพิ่งเอาปืนจ่อหมู่เฮาเมื่อกี้ แล้วเปิ้นก็เคยคึดจะทำร้ายเอื้อยกล้วยด้วย น้ำไทยังอยากจะญาติดีกับเปิ้นอีกก๋า !?

          “เดี๋ยวๆ ผู้ได๋คึดจะทำร้ายกล้วยก๋า” ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหรี่ลงเมื่อคิ้วบางขมวดเข้าหากัน “น้ำว้าไปฟังมาจากผู้ได๋ อย่าบอกเน่อว่า.....”

          “ก็เอื้อยนางน่ะสิ” เด็กหญิงผมสั้นผู้เป็นเพียงตนเดียวที่มาจากหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบสะบัดเสียง “เอื้อยกล้วยเองก็เคยอู้หื้อฟังเหมือนกัน ข้าเจ้าก็ว่าจะถามตั้งแต่แรกแล้วว่ายะหยังเอื้อยกล้วยถึงมาอยู่กับตานีที่จ้องจะทำร้ายจะอี้ !

          “น้ำว้า เรื่องนั้นนางแต่งขึ้นเองหมดเลยเน่อ” กล้ายพยายามคุมเสียงให้เรียบ “เปิ้นใส่ความเอื้อย พยายามหื้อเอื้อยกล้วยไว้ใจเปิ้น แล้วตอนนี้เปิ้นก็ทรยศหมู่เฮาไปอยู่กับหมู่ผีร้ายแล้ว !

          “เรื่องนั้นข้าเจ้าฮู้ แต่.....” ตานีน้อยอึกอัก แต่เธอก็ไม่ยอมลดทิฐิง่ายๆ “แต่สำหรับข้าเจ้า จะไดๆเอื้อยนางที่เป็นหัวหน้าหน่วยและดูแลข้าเจ้ามาอย่างดีก็น่าเชื่อถือกว่าตานีที่จู่ๆก็เอาปืนมาส่องหัวข้าเจ้าแหละ !

 

          เด็กสาวผมหางม้าอ้าปากจะโต้กลับ แต่กล้วยยกมือขึ้นห้าม เธอส่ายหน้าให้เพื่อนสาวน้อยๆ ก่อนจะหันกลับมาหาตานีสาวรุ่นน้อง

 

          “เอาเถอะน้ำว้า เอื้อยพอจะฮู้ว่าน้ำว้าบ่แม่นคนที่จะยอมรับผู้ได๋ง่ายๆ แต่ตอนนี้ ในสถานการณ์นี้ เอื้อยขอหื้อน้ำว้ายอมรับเอื้อยกล้าย และปฏิบัติตามคำสั่งถ้าเอื้อยกล้ายสั่ง ไว้หื้อจบเรื่องนี้ก่อนแล้วค่อยไปปรับความเข้าใจกันทีหลัง ตกลงก่อ”

 

          น้ำว้าทำท่าจะอุทธรณ์ แต่เมื่อเห็นสายตาเอาจริงเอาจังของผู้มีอำนาจสูงสุดในเผ่า และสายตาละห้อยของน้องสาว เธอก็ถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้

 

          “ก็ได้เจ้า ถ้าเอื้อยกล้วยว่าจะอั้น” เด็กหญิงตอบห้วนๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “แล้ว.... สถานการณ์ตอนนี้ของทางเอื้อยกล้วยเป็นจะไดบ้างล่ะ”

          “ยังบ่มีอะหยังคืบหน้าหรอก” กล้วยถอนหายใจเฮือก “หมู่เฮาวางแผนจะโต้กลับผีร้ายเอาไว้บ้างแล้ว ตอนนี้ปิดเทอมก็ว่างกันหมดด้วย แต่กำลังพลแค่นี้คงบ่พอรบกับหมู่ผีร้ายแน่นอน ขนาดตานีทั้งสวนกล้วยยังเอาเปิ้นบ่อยู่ แต่หมู่เฮาจะไปอยู่อะหยัง”

          “แต่ยังไงก็ดีนะที่มีน้ำว้ากับน้ำไทมา” ฟ้ายิ้มให้รุ่นน้องสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสอง “อย่างน้อยก็มีเพิ่มอีกสองแหละ”

          “บ่หรอกเจ้า หมู่เฮารบเทียบหมู่เอื้อยๆบ่ได้หรอก อย่างมากที่สุดก็ได้แค่ประสานงานแหละเจ้า”

          “อู้กันแต๊ๆ ข้าเจ้าก็คงหื้อน้ำว้ากับน้ำไทประสานงานนั่นแหละ” ราชินีตานีตอบ “บ่แม่นเพราะข้าเจ้าบ่เชื่อฝีมือเน่อ แต่น้ำว้ากับน้ำไทยังละอ่อน ข้าเจ้ายังบ่อยากหื้อเป็นอะหยังไป”

          “แต่หมู่เฮาอยากรบเน่อ !” น้ำว้าโวยทันที “ที่หมู่เฮาอุตส่าห์มาจากแม่แตงก็เพื่อช่วยเอื้อยกล้วยรบเน่อ ถ้าเอื้อยกล้วยบ่หื้อหมู่เฮาช่วยสู้ล่ะก็ข้าเจ้าบ่ยอมเด็ดขาดเลย !

          “น้ำว้า เชื่อฟังเอื้อยกล้วยเปิ้นหน่อยน่า.....”

          “บ่เชื่อ !” ผู้เป็นพี่สาวสวนกลับจนน้องสาวผงะ “ความสามารถพิเศษหมู่เฮาก็เอาไว้ใช้รบกันทั้งคู่ ถ้ามาแล้วบ่ได้ช่วยรบจะมายะหยัง บ่อั้นหมู่เฮาปิ๊กแม่แตงรอจนกว่าจะได้รบแต๊บ่ดีกว่าก๋า !? จะได้ปลอดภัยแต๊ๆด้วย !

 

          กล้วยอ้าปากจะเถียง แต่เด็กสาวหน้าคมเอ่ยขึ้นเสียก่อน

 

          “เอ้าๆ ใจเย็นก่อนน่าน้ำ.... เอ่อ น้ำว้าใช่มั้ย” ฟ้ายังสับสนระหว่างสองฝาแฝดวิญญาณผู้พิทักษ์อยู่บ้าง “พี่ขอถามหน่อยได้มั้ยว่าความสามารถพิเศษของน้องๆคืออะไร”

          “ของข้าเจ้าเป็นควบคุมเครื่องบินน่ะเจ้า” น้ำไทตอบแทนพี่สาวซึ่งยังคงฮึดฮัด “ส่วนของน้ำว้าเปิ้นคือการรบในที่แคบกับสงครามจิตวิทยา เปิ้นฝึกถึงขั้นลอบเข้าไปปาดคอผีร้ายได้แบบบ่ฮู้ตัวเลยเน่อเจ้า”

          “หวาย น่ากลัว.....” สาวหมัดเหล็กแสร้งทำท่ากลัวแต่พูดเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหันไปกระซิบกับเพื่อนสาวหน้าจืด “กล้วย เราว่าอย่าเพิ่งพูดตัดรอนเด็ดขาดแบบนั้นเลย ค่อยๆดูไปทีละกรณีดีกว่า ไม่งั้นน้องเขาจะเสียใจเอานะ เขาอุตส่าห์มาไกลด้วย จากแม่แตงมานี่ไม่ใช่ใกล้ๆกล้วยก็รู้นี่”

          “ข้าเจ้าฮู้” ราชินีตานีตอบ “แต่.... ข้าเจ้าย่าน..... ย่านว่าความไร้ความสามารถของข้าเจ้าจะพาเปิ้นไปตกอยู่ในอันตราย เหมือนที่ข้าเจ้าเคยยะกับตานีทุกตนตอนผีร้ายบุกสวนกล้วย.... ข้าเจ้าบ่อยากหื้อผู้ได๋ต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะข้าเจ้าอีกแล้ว โดยเฉพาะน้ำว้ากับน้ำไท.....”

 

          กล้วยก้มหน้าลงมองจานข้าวเบื้องหน้าอย่างขมขื่น ฟ้าใจหายวูบ เธอลืมนึกไปเลยว่ากล้วยเองก็มีแผลใจอยู่ เด็กสาวหน้าคมเหลียวซ้ายแลขวาหาความช่วยเหลืออยู่สองสามวินาที แต่เมื่อเห็นว่าแทบทุกคนและทุกตนกำลังจ้ำข้าวปั้นหน้าขากวางกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่มีท่าทีว่าจะได้ยินการสนทนาของพวกเธอเมื่อครู่ เธอก็ยกมือขึ้นแตะหลังเพื่อนสาวเบาๆ

 

          “เราพอเข้าใจนะว่ากล้วยรู้สึกยังไง” ฟ้าพูดอย่างอ่อนโยน “แต่ลองคิดดูนะกล้วย ถ้าเราห้ามเขาไม่ให้รบ หัวแข็งอย่างน้ำว้าก็คงหาทางช่วยเราจนได้ และถ้าไม่ได้อยู่ภายใต้ความดูแลของพวกเรา เขาก็อาจจะเป็นอันตรายยิ่งกว่าเดิมก็ได้นะ”

 

          เด็กสาวหน้าจืดเงียบไปอึดใจใหญ่ แต่ในที่สุดก็พยักหน้าช้าๆ

 

          “ก็แต๊....” เธอตอบเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสองตานีน้อยอีกครั้ง “เอาเป็นว่าเดี๋ยวเอื้อยจะดูเป็นรายกรณัไปละกันเน่อ ภารกิจไหนที่แอยคึดว่าไหวเอื้อยก็จะหื้อน้ำว้าน้ำไทช่วย แต่ถ้ารุนแรงหรือร้ายแรงเกินไปก็ต้องเชื่อฟังเอื้อยเน่อ ตกลงก่อ”

 

          เด็กหญิงผมสั้นยังดูฮึดฮัด แต่เมื่อถูกมองด้วยสายตาเอาจริงเอาจังกว่าเดิมของผู้บังคับบัญชาสูงสุด บวกกับหน้าเบ้เหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อของน้องสาว เธอก็ถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้าน้อยๆ

 

          “ก็ได้เจ้าเอื้อยกล้วย เฮ้อ ยะหยังข้าเจ้าถึงโดนจะอี้ทุกทีเลย อยู่กับหมู่กะก็โดน” ประโยคท้ายฟังเหมือนเธอรำพึงกับตัวเอง “แต่ข้าเจ้าก็ขอว่าเอื้อยกล้วยอย่าประเมินข้าเจ้าต่ำไปละกันเน่อ บ่ต้องเป็นห่วงเกินกว่าเหตุด้วย”

          “ลำบากหน่อยมั้งน้ำว้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ่ยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะหมายตีสนิทรุ่นน้องสาว “กล้วยเปิ้นเป็นห่วงเกินกว่าเหตุทุกทีแหละ”

          “บ่ได้อู้กับเอื้อยกล้าย”

          “ง่ะ.....”

 

          สองมนุษย์และหนึ่งสมิง รวมทั้งอีกหนึ่งวิญญาณหิมะผู้กำลังย่างปลาแซลมอนอยู่ในครัวหลุดหัวเราะก๊ากออกมาพร้อมๆกันเมื่อตานีสาวผมหางม้าผู้ปากร้ายที่สุดในโรงเก็บรถถังและอาจจะในเมืองตานนะคอนโดนตอกหงายเงิบเป็นครั้งที่สองของคืนนี้ โดยเฉพาะหมิงและจ้าดซึ่งปกติจะเป็นฝ่ายโดนตัดมุกเสียเอง ขณะกล้ายผู้ยามนี้สิ้นลายหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมล่าถอยไปงอแงใส่ราชินีตานีแทน เด็กสาวผมหางม้าเม้มปากแน่นด้วยความคับแค้นใจ ทั้งที่เธออยากจะสนิทด้วยแท้ๆ แต่ทำไมตานีน้อยตนนี้ถึงได้จงเกลียดจงชังเธอนักนะ.....

 

          ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกหลังจากนั้น ทุกคนและทุกตนตั้งหน้าตั้งตาเก็บข้าวปั้นที่เหลืออยู่ราวสิบชิ้นในจานขณะรอให้ยากิโซบะและอาหารจานหลักอีกสองสามอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่ขณะยูคิกำลังเทซุปเต้าเจี้ยวลงใส่ถ้วย โทรศัพท์มือถือของทั้งกล้ายและกล้วยที่วางอยู่บนโต๊ะก็ส่งเสียงเตือนเป็นจังหวะ ตานีสาวทั้งสองหันไปสบตากัน เสียงเตือนแบบนี้แปลว่าระบบกราดตรวจพลังงานวิญญาณจับสัญญาณของวิญญาณร้ายได้ งานเข้าพวกเธออีกแล้วหรือ.....

 

          “เฮ้อ จะมาหลอกมาหลอกอะหยังตอนกำลังกินข้าวแลงยะ หื้อมันฮู้จักกาลเทศะซะบ้างสิ”

          เด็กสาวผมหางม้าพึมพำอย่างอ่อนใจขณะวางตะเกียบก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ แต่ยังไม่ทันเอื้อมถึง โทรศัพท์ทั้งสองเครื่องก็เปลี่ยนจากส่งสัญญาณเตือนเป็นแผดเสียงร้องราวกับเด็กทารกแรกเกิด แถมยังสั่นกราวราวกุมารทองเข้าสิงจนน้ำในแก้วบนโต๊ะถึงกับกระเพื่อม ตานีทั้งสอง รวมทั้งตานีน้อยอีกสองตนใจหายวูบ พวกเธอรู้ดีว่าหากอุปกรณ์กราดตรวจพลังงานวิญญาณแสดงปฏิกิริยาออกมาขนาดนี้ แปลว่าสิ่งที่มันจับได้ไม่ใช่เล่นๆ แม้ไซเรนของโรงเก็บรถถังที่ยังเงียบอยู่จะบอกว่ามันไม่ได้มุ่งตรงมาทางนี้ แต่ผีร้ายระดับนี้ไม่ว่าโผล่ที่ไหนก็สร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะกับมนุษย์ผู้แทบป้องกันตัวเองจากภูตผีปีศาจไม่ได้โดยสิ้นเชิง

 

          “กล้ายหาตำแหน่ง ข้าเจ้าจะไปเตรียมอุปกรณ์”

          “รับทราบ”

          “ทำไม มีอะไรงั้นเหรอ” จ้าดถามอย่างงุนงงระคนสงสัย ในปากยังคงเคี้ยวข้าวปั้นตุ้ยๆ

 

          “ผีร้ายบุกเมือง”

          หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบง่ายๆ ขณะยกแลปทอปของเธอมาวางบนโต๊ะก่อนจะเรียกโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นมาบนหน้าจอ และเมื่อโปรแกรมประมวลผลเสร็จ คิ้วบางก็ขมวดเข้าหากัน สัญญาณพลังงานวิญญาณไม่ได้แสดงจุดใหญ่อันหมายถึงพลังงานวิญญาณเข้มข้นของผีร้ายระดับสูงอย่างที่เธอกังวลแต่แรก หากแสดงจุดสีแดงระดับต่ำนับร้อยๆจุดกระจายกันอยู่ทั่วเมือง ทุกจุดมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานวิญญาณตลอดเวลาอันหมายถึงมันกำลังพยายามหลอกหลอนหรือเข้าทำร้ายมนุษย์

 

          กล้วย ระดับบ่เกินสาม แต่เป็นร้อยจุดเลย เด็กสาวผมหางม้าโทรจิตแจ้งข้อมูลเพื่อนสาวที่เตรียมกระสุนและอาวุธอยู่ห้องข้างๆทันที เอาจะไดดี จะรวมกันไปทีละจุดหรือว่าจะได

          กระจายกันไปราชินีตานีผู้กำลังตรวจเช็กอาวุธอยู่ที่ห้องเตรียมอุปกรณ์ชั้นล่างโทรจิตตอบกลับมา น้ำว้าไปกับยูคิ กล้ายไปกับหมิง น้ำไทมากับข้าเจ้า ส่วนฟ้ากับจ้าดแล้วก็น้ำไทดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ ถ้ามีความเคลื่อนไหวหรือระดับพลังงานวิญญาณเปลี่ยนแปลงก็แจ้งข้าเจ้าทันที

          หื้อข้าไปกับหมิงก๋า !?’

          บ่ต้องโวย กล้ายกับหมิงเหมาะที่สุดแล้วกล้วยดักคอเพื่อนสาวทันควัน เตรียมตัวเลย หมู่เฮาจะออกจากที่นี่ภายในสิบนาที ต้องเผื่อเวลาไปหารถด้วย เพราะถ้าที่แหวนอู้เมื่อคืนแต๊ล่ะก็หมู่เฮาจะเคลื่อนที่ในพริบตาบ่ได้แล้ว จะวิ่งก็คงบ่ทันการ เข้าใจเน่อ

 

          จ้า จ้า รับทราบ......

          กล้ายถอนหายใจเฮือก พยายามทำหูทวนลมกับเสียงเฮอย่างดีใจของเด็กสาวหน้าเสือ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวกวาดมองจุดสีแดงที่กระจายอยู่ทั่วหน้าจอแอลซีดีราวกับกลากอีกครั้ง ความไม่ชอบมาพากลบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ ผีร้ายที่ปรากฏตัวขึ้นรอบเมืองพร้อมๆกันแบบนี้คงมาจากกองกำลังผีร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทำไมกองกำลังผีร้ายถึงส่งผีลูกกระจ๊อกแบบนี้มาแทนเล่า ทั้งๆที่มันมีศักยภาพในการเรียกภูตผีปีศาจระดับสูงมาจากโลกหลังความตายได้อย่างไม่มีจำกัดแท้ๆ พวกมันต้องการแค่ตัดกำลังพวกเธองั้นหรือ ต้องการทำให้พวกเธอเสียเวลางั้นหรือ หรือว่านี่จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่านั้น…..

 

          ขอให้เป็นสองอย่างแรกเถอะ

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เคฟลาร์ (Kevlar) – ชื่อทางการค้าของเส้นใยพาราอะรามิด (Para-Aramid Synthetic Fiber) พัฒนาโดยบริษัทดูปองต์ในช่วงปี 1965-1970 มีอัตราส่วนความแข็งแกร่งต่อน้ำหนักสูงมาก ซับแรงได้ดี จึงนิยมนำมาทำเป็นเสื้อเกราะกันกระสุน หรือแม้แต่ห่อหุ้มเครื่องยนต์ไอพ่นเพื่อป้องกันชิ้นส่วนที่กระเด็นออกมาในกรณีเครื่องยนต์ระเบิด รถของตานีในปัจจุบันทุกรุ่นมีใยแบบนี้บุอยู่รอบคันเพื่อกันกระสุน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น