ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 45 : การทดสอบที่อาคารควบคุมประแจสับราง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 ก.พ. 58

            “เอ่อ.... จะ.... จะดีเหรอกล้วย”

            ฟ้าเอ่ยอย่างหวาดๆเมื่อเห็นเพื่อนสาวเรียกปืนใหญ่ที่ยาวพอๆกับรถสิบล้อออกมาตั้งบนดาดฟ้าของโรงแรม แม้จะเป็นลูกสาวนักบิน แต่เด็กสาวหน้าคมก็อดเสียววูบในท้องไม่ได้เมื่อมองผ่านดาดฟ้ากระจกลงไปยังพื้นพรมสีแดงเลือดหมูของล็อบบี้ที่อยู่ต่ำลงไปเกือบหกสิบชั้น หากมันทานน้ำหนักของปืนใหญ่ไม่ไหวขึ้นมา ทั้งเธอ กล้วย และจ้าดผู้นอนแผ่หราหอบแฮ่กๆเหมือนหมาเพิ่งวิ่งมาราธอนอยู่ข้างๆมีหวังร่วงลงไปกระแทกพื้นจนแหลกเหลวเป็นแยมสตรอเบอรี่ให้มูลนิธิร่วมกระเตงยันแซะใส่โลงแน่นอน

 

            “บ่เป็นอะหยังหรอก ข้าเจ้าวางปืนไว้บนโครงเหล็กพอดี รับน้ำหนักได้อยู่แล้ว”

            “แล้วไม่มีปืนเล็กกว่านี้แล้วเหรอ....”

            “มี TM74 อีกกระบอก แต่ที่ข้าเจ้าเอากระบอกนี้ออกมาเพราะย่านหมู่อาวุธหนักของฝ่ายผีร้ายอย่างกระสือกระหังหรือเปรต ผีร้ายหมู่นั้น TM74 ยิงบ่เข้า ขนาด TM107 ยังจะยิงบ่เข้าเอาเลย” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ก่อนจะเสริมขึ้นด้วยเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเพื่อนสาวยังมีแววกังวล “บ่ต้องห่วงหรอกน่าฟ้า ถ้าเกิดพังขึ้นมาแต๊ๆ ข้าเจ้าก็ใช้พลังดึงฟ้ากับจ้าดขึ้นมาได้อยู่แล้ว”

            “แต่ถ้ามันไม่พังก็ดีกว่าจริงมั้ยล่ะ....” สาวหมัดเหล็กบ่นอุบอิบ ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นตานีสาวควักแลปทอปจากกระเป๋าหลังออกมาวางไว้บนระเบียงคอนกรีตก่อนจะกดปุ่มเปิด “แล้วนั่นจะทำอะไรน่ะกล้วย”

            “เชื่อมต่อระบบปืนใหญ่ พอรถไฟพ้นระยะอันตรายจะได้ยิงได้เลย”

            “อ้าว ถ้างั้นเราใช้ปืนใหญ่ของหอปืนใหญ่ยิงพวกเปรตหรือกระหังแทนไม่ได้เหรอ” เด็กสาวหน้าคมถามอย่างมีความหวัง

            “บ่ได้” คำตอบของอีกฝ่ายทำเอาเธอเหี่ยวลงทันตา “ปืนใหญ่นั่นยิงเป้าหมายในอากาศบ่ได้ แล้วใช้กับเปรตก็บ่ได้ด้วยเพราะเปิ้นไวพอจะหลบได้ เหมือนตอนหมู่เปิ้นบุกเมืองเมื่อสองเดือนที่แล้วไง ฟ้าจำบ่ได้ก๋า”

            “ตอนนั้นฟ้าอยู่ข้างล่าง” จ้าดผู้เพิ่งจะคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติได้ตอบแทนเพื่อนสาว

            “เอ้อ แม่น....” ราชินีตานีหัวเราะแหะๆ “เอาน่าฟ้า ถ้ากระจกนี่แตกแต๊ๆ ข้าเจ้ายอมเลี้ยงข้าวมื้อนึงเลย จะหื้อเลี้ยงอะหยังก็.....”

 

            เสียงของกล้วยขาดหายไปในลำคอเมื่อแลปทอปของเธอส่งเสียงร้องเตือน โปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณนั่นเอง เด็กสาวหน้าจืดขยับเมาส์เรียกมันขึ้นมาทับโปรแกรมควบคุมการยิงหอปืนใหญ่ แล้วดวงตาเรียวก็หรี่ลงเมื่อเห็นกลุ่มจุดสีแดงนับร้อยจุดกำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาเมืองจากทางตะวันตกด้วยความเร็วเกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ตานีสาวเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์มองไปยังช่องเขาขาดของเทือกเขาตานปันน้ำทางทิศตะวันตก เธอพอจะเห็นแสงไฟริบหรี่บนท้องฟ้าที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาได้.....

 

            “ทำไมเหรอกล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ดูจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง “ผีร้ายมาแล้วเหรอ”

            “ยิ่งกว่าผีร้ายอีก กระหังมากันทั้งกองบินเลย !

 

 

            “รุ่นพี่นาง !?

            “แล้วยัง.... แหวนกับเอื้อง !?

            “ไผนี่ !?

 

            เด็กสาวผมหางม้า วิญญาณหิมะสาวจากฮิมิตสึ และแม้แต่ตานีผู้แปรพักตร์ทั้งสามตนต่างหันขวับมามองสมิงสาวผู้ถามคำถามที่งี่เง่าที่สุดเขม็ง กล้ายขยับปากจะด่า แต่เธอก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่ควรทำเช่นนั้น เด็กสาวผมหางม้าจึงตัดสินใจอธิบายผ่านโทรจิตแทน

 

            ตานีตนตรงกลางคือนาง ตนที่หลอกกล้วยและทรยศไปเข้าฝ่ายผีร้าย ถือว่าเป็นตัวการสำคัญที่ยะหื้อสวนกล้วยแตกเลยก็ว่าได้ ส่วนข้างๆสองตนคือแหวนกับเอื้อง.....

 

            “อู้อะหยังกัน อย่าคึดว่าหมู่เฮาบ่ได้ยินเน่อ”

            เสียงเจือสำเนียงเวียงตานโบราณของเด็กสาวหน้าหวานที่จู่ๆก็ทะลุกลางปล้องขึ้นมาทำเอาตานีสาวผมหางม้าสะดุ้งเฮือก แต่อันที่จริง เธอก็รู้อยู่แล้วว่าตานีระดับนางน่าจะดักฟังโทรจิตได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

            “แล้วก็โหดร้ายเกินไปก่อที่กล่าวหาว่าข้าเป็นตัวการยะหื้อสวนกล้วยแตก แต๊ๆแล้วเป็นฝีมือของตานีทุกตนต่างหากที่ยะหื้อผีร้ายฮู้สึกว่าบ่ได้รับความยุติธรรม แต่เอาเถอะ ข้าก็บ่ได้หวังจะเปลี่ยนความคึดกล้ายอยู่แล้ว” นางเอ่ยต่อด้วยเสียงหวานนุ่มราวแพรไหม “เอาเรื่องสำคัญกว่าก่อนดีกว่า สมิง อยากฮู้จักเพื่อนข้าแม่นก่อล่ะ....”

            “บ่ได้อยากฮู้จัก !” ทั้งหมิงทั้งกล้ายตอกกลับพร้อมกัน ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของเด็กสาวผมหางม้าเหลียวไปมองไฟแสดงตำแหน่งรถไฟ เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสิบนาที พวกเธอไม่ว่างมาฟังนางพล่ามแนะนำตัวลูกน้องของเธออีกแล้ว

            “แหม อยากฮู้จักหน่อยสิ บ่อั้นเปิ้นจะเสียใจเน่อ....” นางตอบพลางหัวเราะคิก แต่ปืนในมือยังคงเล็งตรงไปยังกลางหน้าผากของอดีตเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์อย่างข่มขวัญ “เอ้า เอื้อง แนะนำตัวหน่อยสิ”

            “เอ่อ.... จะดีกานาง....” เด็กสาวผมเปียเอ่ยด้วยเสียงเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ ดวงตากลมที่แฝงแววละห้อยชำเลืองมองเพื่อนสาวข้างตัวอย่างกล้าๆกลัวๆ “คือ ข้าเจ้า.....”

            “เสียเวลาน่า ยิงๆเปิ้นซะทีเถอะ !” ตานีตนที่โครงหน้าเหมือนเด็กหนุ่มและมีผมชี้แหลมโพล่งขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้ก่อนที่เพื่อนสาวผมเปียจะทันได้แนะนำตัว “รำคาญ ข้าอยากหันเลือดแล้ว นาง หื้อข้ายิงเปิ้นซะที !

            “ใจเย็นก่อนแหวน ข้าเคยอู้แล้วบ่แม่นกาว่าใจร้อนเกินไปจะเจอหายนะ” เด็กสาวหน้าหวานปรามเสียงเข้ม “จะอั้นข้าอู้เองละกัน ด้านขวาของข้าที่ใจร้อนแถมซาดิสต์ตนนี้คือแหวน ตานีจากหน่วยอาวุธจู่โจม ส่วนด้านซ้ายของข้าที่ผูกผมเปียน่าฮักๆนี้คือเอื้อง ตานีจากหน่วยอาวุธระยะใกล้”

 

            “พอแล้ว สิ้นอายุซะเถอะ !

            กล้ายไม่ยอมเสียเวลาอีกแล้ว เธอกลายร่างเป็นพลังงานหวังจะเคลื่อนที่ในพริบตาไปสาดกระสุนใส่ตานีทรยศทั้งสามจากเบื้องหลัง แต่สีเลือดบนใบหน้าของเธอก็หายวับเมื่อร่างกายของเธอไม่ยอมตอบสนองอีกครั้ง ที่นี่ก็มีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตางั้นหรือ

 

            “อ๊ะ อ๊ะ จะยะอะหยัง.....” แหวนแค่นหัวเราะเสียงเสียดหู เธอย้ายเป้าเล็งจากเด็กสาวชาวฮิมิตสึไปยังเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ “คึดก๋าว่าหมู่เฮาจะสะเพร่าขนาดลืมตั้งอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาไว้น่ะ !? แต๊ๆแล้ว ตอนนี้ทั้งเมืองก็มีอุปกรณ์ แอ๊ก”

 

            เสียงของตานีสาวห้าวขาดหายไปในฉับพลันเมื่อนางประเคนฝ่ามือตบเกรียนจนโหนกแก้มของเธอกระแทกศูนย์หลังเหล็กกล้าของปืนดังพลั่ก เจ็บอย่าบอกใคร

 

            “และข้าก็เคยอู้แล้วบ่แม่นกาว่าอย่าอู้มาก” เด็กสาวหน้าหวานเอ่ยเสียงเย็น “แต่ช่างเถอะ หลุดปากออกไปขนาดนี้ก็ช่วยบ่ได้.... และถึงจะได อีกบ่นานกล้ายก็คงฮู้เองอยู่แล้ว”

            “บ่หันจะเป็นอะหยัง แค่บ่สะดวกนิดหน่อยเอง หมู่เฮาก็ฝึกการรบแบบบ่ใช้การเคลื่อนที่ในพริบตามาเรียบร้อยแล้วบ่แม่นก๋า” กล้ายพยายามทำเสียงให้ฟังมั่นอกมั่นใจทั้งที่ในใจกังวลอยู่ไม่น้อย ถ้าทั้งเมืองมีอุปกรณ์นี้ติดตั้งเอาไว้จริง ความสะดวกในการส่งกำลังรบ การป้องกันจุดต่างๆของเมือง การขอกำลังเสริมและการรบประชิดตัวของพวกเธอจะลดฮวบ ถึงเธอจะถนัดการรบแบบไม่ใช้การเคลื่อนที่ในพริบตาอยู่พอสมควรก็ตาม “แต่ที่สำคัญ.... แน่ใจก๋าว่าบ่าเครื่องนี่ใช้ได้ผลแต๊”

 

            “แน่สิ..... หา ?”

            เงาดำไหววูบ แสงสีฟ้าสว่างวาบ แล้วไรเฟิลจู่โจมของแหวนก็ขาดออกเป็นสองเสี่ยงพร้อมๆกับปืนลูกซองของเอื้อง สองตานีได้แต่ยืนดูซีกหนึ่งของอาวุธตัวเองร่วงลงกับพื้นก่อนที่ชิ้นส่วนจะกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง ในขณะที่ดวงตาของตานีสาวหน้าหวานฉายแววเข้าใจอันน่ากลัว

 

            “ท่าก้าวในพริบตาจะอี้ ยูคิสิเน่อ....” เสียงของนางไม่ได้หวานและนุ่มราวแพรไหมอีกต่อไปแล้ว หากเย็นเยียบและก้าวพอๆกับดวงตา “ข้าคึดผิดแต๊ๆที่บ่ฆ่ายูคิซะตั้งแต่แรก และก็คึดผิดด้วยที่หลงโล่งใจตอนผีร้ายในบ้านกนกวณิชสกุลยะอะหยังยูคิบ่ได้.....”

            “จะคิดยังไงก็แล้วแต่รุ่นพี่นางค่ะ” วิญญาณหิมะสาวผู้เคลื่อนที่กลับมายืนที่เดิมด้วยความเร็วสูงเกินกว่าตาของมนุษย์หรือตานีจะมองทันตอบด้วยเสียงอุณหภูมิต่ำพอๆกับอีกฝ่าย ดาบที่เรืองแสงสีฟ้าสว่างในมือถูกยกขึ้นระดับหน้าผากชี้ตรงไปเบื้องหน้าในท่าเตรียมพร้อม “แต่ตอนนี้ฝ่ายรุ่นพี่นางเสียเปรียบเห็นๆ กรุณาถอนตัวออกไปแล้วให้พวกฉันได้ทำงานเถอะค่ะ”

 

            “ฮึ เสียเปรียบกา”

            คิ้วบางของยูคิขมวดเข้าหากันเมื่อริมฝีปากของตานีสาวหน้าหวานกระตุกเป็นรอยยิ้ม แต่เสี้ยววินาทีต่อมาเธอก็เข้าใจว่าเพราะอะไรเมื่อกำปั้นลุ่นๆอัดเปรี้ยงเข้าใส่ลิ้นปี่ เด็กสาวกัดฟันข่มความจุกเบี่ยงตัวหลบศอกที่ลอยเข้าหาครึ่งปากครึ่งจมูกก่อนจะเหวี่ยงดาบวูบหมายสับฝ่ายตรงข้ามให้ขาดเป็นสองท่อน แต่ดาบลำแสงกลับหยุดกึกทันทีที่มันสัมผัสกับสีข้างของตานีสาวผมเปีย ไขสันหลังของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเย็นวาบ ดาบของเธอฟันไม่เข้าอีกแล้วหรือนี่.....

 

            แต่ก่อนที่จะมีฝ่ายไหนออกอาวุธได้มากกว่านั้น ทั้งสองก็ต้องแยกกันไปหาที่หลบภัยเมื่อกระสุนลูกปรายนับร้อยเม็ดระเบิดออกจากปากกระบอกปืนลูกซอง กล้ายกระชากสหายร่วมรบทั้งสองหมอบลงได้ทันท่วงที แต่หลบไปก็เท่านั้นเมื่อในตึกนี้ไม่มีที่กำบังเลยสักแห่งเดียว เด็กสาวผมหางม้าพลิกตัวก่อนจะสาดกระสุนใส่อีกฝ่ายบ้างจนตานีผู้แปรพักตร์ทั้งสามต้องถอยร่นออกไปนอกอาคาร แต่ยังไม่ทันที่เธอจะลุกขึ้นได้ กระสุนลูกปรายก็ปลิวว่อนเข้าใส่อีกแล้ว

 

            “แยกกัน จับหมู่เปิ้นตัวต่อตัวแล้วเผด็จศึกหื้อเร็วที่สุด หมู่เฮาเหลือบ่ถึงห้านาทีแล้ว !

            กล้ายเปลี่ยนซองกระสุนอย่างรวดเร็วก่อนจะกราดยิงกดอีกครั้ง และทันทีที่สิ้นสุดกระสุนนัดสุดท้าย ยูคิก็ก้าวในพริบตาพุ่งออกนอกประตูโถมตัวเข้าใส่ตานีสาวผมเปียเต็มแรงจนกลิ้งหลุนๆออกไปยังพื้นหิมะเฉอะแฉะด้านนอกทั้งคู่ แหวนตั้งท่าจะตามไปช่วย แต่เธอก็ต้องเป็นฝ่ายล้มกลิ้งบ้างเมื่อสมิงสาวแปลงร่างกลับเป็นเสือลายพาดกลอนสีขาวตัวยักษ์ก่อนจะพุ่งเข้าขย้ำอย่างมันเขี้ยวราวกับเธอเป็นเนื้อทรายแสนโอชะ

 

            นางกระชับลูกซองในมือหมายจะยิงช่วยเพื่อน แต่เธอก็ลังเลด้วยหากยิงไปตอนนี้ก็มีแต่จะโดนทั้งคู่ หากเสี้ยววินาทีที่เธอลังเลใจอยู่นั้น อะไรแข็งๆก็ฟาดเปรี้ยงเข้าใส่ท้ายทอยจนเซแซ่ดๆ เด็กสาวหน้าหวานหันขวับแม้จะยังคงเห็นดาวลอยไปลอยมา แล้วเธอก็ต้องรีบกระโดดไปหมอบหลังกำแพงตึกเมื่อตานีสาวตนที่เพิ่งเหวี่ยงพานท้ายปืนตบกะโหลกเธอสาดกระสุนขนาดห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรมาเป็นตับ นางรอจนกระสุนอีกฝ่ายขาดช่วงก่อนจะยิงกลับไปสามนัดติดๆกัน แต่กล้ายหายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว

 

            เสี้ยววินาทีต่อมา แขนแข็งแรงในเสื้อผ้าไหมก็ล็อกคอเธอหมับก่อนจะรัดแน่น นางอ้าปากหอบหายใจอย่างยากลำบาก แต่ก่อนที่จะหมดลมเฮือกสุดท้าย เด็กสาวก็เหวี่ยงปืนลูกซองในมือกระแทกเข้าขมับฝ่ายตรงข้ามจนกล้ายผละออกไปด้วยความเจ็บปวด ตานีสาวหน้าหวานหันหลังขวับก่อนจะเหนี่ยวไก แต่ก่อนที่เข็มแทงขนวนจะตอกเข้าท้ายกระสุน ปืนยาวเกือบเมตรก็กระเด็นลอยคว้างขึ้นฟ้าเมื่อเด็กสาวผมหางม้าเสยไรเฟิลจู่โจมของเธอเข้าใส่ กล้ายปลดอาวุธฝ่ายตรงข้ามสำเร็จก็ดึงปืนเข้าร่องแขนหมายเหนี่ยวไก แต่ปืนของเธอก็มีอันต้องกระเด็นลอยขึ้นฟ้าเช่นกันเมื่อนางผู้สันทัดการรบประชิดตัวมากกว่าเหวี่ยงขาเตะเต็มแรง เฉียดปลายคางของเธอไปนิดเดียว

 

            หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกระโจนตามปืนไปทันทีโดยไม่กลัวผ้าถุงเปิด แต่นางคว้าผ้าคลุมไหล่ของเธอเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเหวี่ยงเธอลงไปกองกับพื้น ตานีสาวผมหางม้ารีบยันตัวลุกขึ้น แต่เธอก็ต้องร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่ออดีตหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอกส้นรองเท้าบู๊ตลงกลางหน้าท้องดังอั้ก กล้ายกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามคว้าขาฝ่ายตรงข้าม แต่เป้าหมายต่อไปของนางไม่ใช่ท้องอีกต่อไปแล้ว หากเป็นครึ่งปากครึ่งจมูกของอดีตเพื่อนสาวจนเลือดกำเดาไหลทะลัก ริมฝีปากอิ่มของนางยามนี้มีรอยยิ้มสะใจฉายชัด ถ้าไม่มีกล้าย ป่านนี้เธอก็คงเกลี้ยกล่อมหรือไม่ก็ฆ่ากล้วยทิ้งไปได้ตั้งนานแล้ว บังอาจมาทำลายแผนของเธอ เจอแบบนี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ !

 

            ห่างออกไปไม่กี่เมตร สถานการณ์ของแหวนกลับตาลปัตรกับเพื่อนร่วมงานโดยสิ้นเชิง แม้เธอจะดูแกร่งกร้าวที่สุดในเหล่าตานีผู้ทรยศ และดูทั้งซาดิสต์ทั้งโหดเหี้ยม แต่เมื่ออาวุธคู่กายโดนเฉือนขาดสองท่อนไปแล้ว เธอก็กลายเป็นเพียงตุ๊กตาให้เสือยักษ์ตบซ้ายป่ายขวาอย่างสนุกสนานราวกับลูกวอลเล่ย์บอล เด็กสาวผมแหลมหลุดปากกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่เหลือมาดห้าวเป้งเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อยเมื่อกรงเล็บแหลมคมตบเปรี้ยงเข้าใส่แก้มขาว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นหยดลงพื้นหิมะเป็นฝอย

 

            แม้ทั้งตัวจะเต็มไปด้วยรอยแผลถูกข่วนจนชุดตะเบงมานคอมมานโดพรางหิมะชุ่มโชกไปด้วยเลือด แหวนก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดตอบโต้อย่างสุดชีวิต เพียงเพื่อจะตระหนักในไม่กี่อึดใจว่าความสามารถในการสู้ประชิดตัวของเธอเทียบสมิงสาวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แม้ปกติหน่วยอาวุธจู่โจมจะฝึกการต่อสู้ประชิดตัว แต่ความมั่นใจในการวางแผนการรบเชิงยุทธวิธีและอำนาจการยิงของอาวุธประจำกายก็ทำให้เธอทิ้งมันไปอย่างไม่ไยดี แต่ก็อีกนั่นแหละ ต่อให้ตอนนี้เธอยังรบประชิดตัวได้เก่งเหมือนแต่ก่อน เธอก็ไม่คิดว่าจะต่อกรกับเสือลายพาดกลอนหนักเกือบสามร้อยกิโลกรัมแบบนี้ได้ ที่สำคัญไม่ใช่เสือธรรมดา หากมีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์เสียด้วย....

 

            ดูเหมือนคู่ที่สูสีกันที่สุดคือคู่ของวิญญาณหิมะสาวและตานีสาวหน้าอ่อนซึ่งซัดกันด้วยมือเปล่าล้วนๆอยู่หน้าอาคารควบคุมประแจ ยูคิฝึกการต่อสู้ประชิดตัวพื้นเมืองของฮิมิตสึมาพอๆกับดาบ แต่เธอก็รู้ได้ในไม่กี่หมัดว่าเอื้องนั้นฝีมือไม่อ่อนอย่างหน้าหรือท่าทางขี้กลัวของเธอเลยสักนิด ตานีสาวประเคนทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก และแม้แต่หัวเข้าใส่เธอราวกับพายุมวยสารขัณฑ์โดยไม่เปิดช่องให้เธอโต้กลับได้เลยแม้แต่น้อย ครั้นจะก้าวพริบตาหลบฉากออกห่าง เอื้องก็อ้อมหลังมาดักได้ทุกครั้งราวกับอ่านใจเธอได้ วิญญาณหิมะสาวทำได้เพียงยกแขนขึ้นกันการโจมตีเอาไว้ แต่ยามนี้มันก็ปวดร้าวราวกระดูกจะแหลกเป็นชิ้นๆ เด็กสาวขบกรามแน่น หากเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆล่ะก็ ไม่ช้าก็เร็วการ์ดของเธอต้องแตกแน่นอน แตกเป็นเสี่ยงๆเสียด้วย

 

            แต่อึดใจต่อมา ตานีสาวผมเปียก็ลดความเร็วหมัดลงราวกับหมดแรง ยูคิได้โอกาสรวบคอเสื้อตะเบงมานคอมมานโดก่อนจะเหวี่ยงร่างฝ่ายตรงข้ามลอยข้ามหัวหมายกระแทกเธอลงกับพื้น แต่ดวงตากลมก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเธอกลับเป็นฝ่ายลอยขึ้นฟ้าเสียเอง เอื้องกระโดดลอยตัวขึ้นเหนือเธอก่อนจะทิ้งน้ำหนักกระแทกร่างวิญญาณหิมะสาวลงกับพื้นจนหิมะกระจาย แม้จะไม่เจ็บด้วยเกล็ดนุ่มๆสีขาวดูดซับแรงกระแทกเอาไว้บ้าง แต่ก็จุกจนลุกไม่ขึ้น

 

            เอื้องเงื้อหมัดจะซ้ำ แต่เด็กสาวชาวฮิมิตสึรับมันเอาไว้ได้ก่อนจะยันส้นเท้าใส่หน้าท้องของฝ่ายตรงข้ามจนเซแซ่ดๆ ยูคิลุกพรวดก่อนจะสืบเท้าตาม แต่เธอก็เป็นฝ่ายเซแซ่ดๆบ้างเมื่อตานีสาวผมเปียเผ่นแผลวหลบฉากออกไปด้านหลังก่อนจะเหวี่ยงแข้งหมายเตะก้านคอ นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงทีก่อนจะเตะยาวกลับไปบ้าง หลังเท้าของเธอฟาดเข้าใส่สีข้างเอื้องจนเธอแทบทรุด แต่ใบหน้าอ่อนที่แฝงแววขี้กลัวของเธอไม่ได้เจ็บปวดตามร่างกาย หากฉาบเอาไว้ด้วยรอยยิ้มที่อยู่กึ่งกลางระหว่างดีใจกับสะใจ คู่ต่อสู้แบบนี้สิถึงจะสนุก....

 

            แต่วินาทีต่อมา รอยยิ้มของตานีสาวก็หายไปในฉับพลันเมื่อเสียงกรีดร้องของนางดังแว่วมาเข้าหู เสี้ยววินาทีต่อมา ทั้งเธอและวิญญาณหิมะสาวก็แตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทางเมื่อร่างของตานีสาวหน้าหวานร่วงตุ้บลงกับพื้นก่อนจะถูกกล้ายกระแทกซ้ำด้วยส้นเท้า ใบหน้าโชกเลือดของเด็กสาวผมหางม้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นพอๆกับคู่ต่อสู้ของเธอ กล้ายพุ่งไปคว้าไรเฟิลจู่โจมของเธอที่ตกอยู่ไม่ไกลนักก่อนจะกระแทกมันเข้าที่ท้ายทอยของอดีตเพื่อนร่วมงาน

 

            “นาง !?

            ดวงตากลมของเอื้องเบิกกว้างเมื่อเห็นเพื่อนสาวตกอยู่ในอันตราย  เธอผละจากยูคิปราดเข้าหาตานีสาวผมหางม้าทันที แต่อารามรีบร้อนก็ทำให้เธอเปิดช่องโหว่จนถูกกล้ายเสยพานท้ายปืนเข้าเต็มปลายคางลงไปนอนกราบไหว้อยู่แทบเท้า ตานีสาวผมหางม้ากัดฟันข่มความมึนงงพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่เธอก็มีอันต้องร่วงลงไปคลุกหิมะเย็นเฉียบอีกครั้งเมื่อมือของเด็กสาวชาวฮิมิตสึที่ตามมาติดๆคว้าหมับเข้าที่ลำคอก่อนจะกระแทกใบหน้าเธอลงกับพื้น ห่างออกไปไม่กี่เมตรเบื้องหลังทั้งสี่ สมิงสาวก็เบื่อจะฟัดกับแหวนและกระทืบเธอลงไปตรึงอยู่กับพื้นด้วยน้ำหนักตัวของเธอพอดี

 

            “เอาล่ะ มีอะหยังจะอู้ก่อนสิ้นอายุก๋า” ริมฝีปากที่เต็มไปด้วยรอยแผลของกล้ายเปล่งเสียงเย็นเยียบ นิ้วโป้งขยับเปิดห้ามไก

            “จะยิงก็ยิงเลย เอาสิ ข้าบ่ย่านหรอก !

            “เดี๋ยว อย่ายิง !

 

            ทั้งผู้กำลังจะยิงและผู้กำลังจะถูกยิงหันขวับไปหาต้นเสียง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล ตานีสาวผมเปียที่นอนคลุกกองหิมะอยู่ข้างๆนั่นเอง

 

            “อย่ายิงเน่อ ถ้าจะยิงนาง ยิงข้าเจ้าแทนเถอะ !

            “เอื้อง อู้อะหยังน่ะ !?” เด็กสาวหน้าหวานอ้าปากค้าง

            “ข้าเจ้าบ่ได้อู้เล่น ถ้าจะยิงนาง ยิงข้าเจ้าแทนเถอะ แล้วปล่อยเปิ้นไป ข้าเจ้าขอร้องล่ะ !

 

            คิ้วบางของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างงุนงง ส่วนหนึ่งเพราะเธอไม่คิดว่าจู่ๆเด็กสาวที่ดูทั้งขี้กลัวและขี้อายแถมยังพูดด้วยเสียงกระซิบมาตลอดเวลาที่เจอกันจะเสียงแข็งขึ้นมาฉับพลันเช่นนี้ แต่อีกส่วนเพราะเธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในดวงตากลมแฝงแววละห้อยที่จ้องมองเธอเขม็งคู่นั้น เด็กสาวผมหางม้ามองเอื้องทีนางที ก่อนที่ริมฝีปากจะบิดเป็นรอยยิ้มหวานเย็นอย่างช้าๆเมื่อเธอพอจะเดาบางอย่างออก

 

            “พอเข้าใจล่ะ จะอี้นี่เอง.....” กล้ายพูดช้าๆ “ก็ได้ หันว่าเป็นพวกเดียวกัน วันนี้ข้าจะบ่ยิงนางก็ได้ แต่ขอความกรุณาถอนตัวกลับไปเดี๋ยวนี้เลยเน่อ หมู่เฮาจะได้ยะการกัน”

            “บ่ !” ตานีสาวหน้าหวานสวนกลับด้วยทันควัน “ข้ายอมสิ้นอายุ ดีกว่าจะยอมหื้อศัตรูจะอี้ !

            “นาง อย่า บ่คุ้มกันเน่อ !

            “เข้าใจล่ะ.....” เด็กสาวผมหางม้าเอ่ยเสียงเย็น ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงร้องห้ามของเอื้อง “ถ้าจะอั้น ก็ลาก่อน”

            “นาง......!

 

            ตานีสาวผมเปียกรีดเสียงร้องลั่นอย่างหวาดผวา ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อเห็นนิ้วชี้ของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสอดเข้าโกร่งไกก่อนจะค่อยๆออกแรงเหนี่ยวอย่างช้าๆ นางหลับตาลง ริมฝีปากเม้มแน่น เตรียมพร้อมรับการสิ้นอายุที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า....

 

            แต่ก่อนที่ไกจะถูกเหนี่ยวลงไปลึกพอ เด็กสาวผมหางม้าก็ชะงักมือเมื่อเสียงอะไรบางอย่างดังแว่วมาเข้าหู มันเป็นเสียงแหลมที่ดังติดๆกันเหมือนกระดิ่ง กล้ายเหลียวซ้ายแลขวามองหาที่มา แล้วเธอก็ต้องเย็นวาบไปทั่วทั้งตัวราวกับไขสันหลังถูกราดด้วยมีเทนเหลวเมื่อเห็นแสงไฟสว่างจ้าสองดวงกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา เธอรู้ทันทีว่าเสียงแหลมๆนั่นคือเสียงล้อรถไฟบดราง และเธอก็รู้ดีว่าหากได้ยินเสียงนี้ ก็แปลว่ารถไฟอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว.....

 

            “ยูคิ !

            “ค่ะ !

            วิญญาณหิมะรู้ทันทีว่ารุ่นพี่สาวต้องการอะไร เธอย่อตัวลงรวบรวมแรงขาก่อนจะก้าวในพริบตาเข้าไปในอาคารสวิตช์ควบคุมประแจสับรางทันที เอื้องลุกพรวดทำท่าจะตามไป แต่เธอก็ถูกพานท้ายวัสดุสังเคราะห์ของ TMA44 ทุบพลั่กลงกลางกบาลจนล้มทั้งยืนลงไปคลุกหิมะอีกครั้ง เด็กสาวชาวฮิมิตสึลงส้นเท้าหยุดที่หน้าสวิตช์ตัวใหญ่ เธอกำลังจะเอื้อมมือไปสับมันลงมาตอนที่นางร้องขึ้นสุดเสียง

 

            “อย่าสับ ! อยากตายกา !?

            “บ่ต้องไปสนใจยูคิ สับเลย !” กล้ายตะโกนกลบเสียงอดีตเพื่อนสาว เธอกระแทกปากกระบอกปืนใส่ท้ายทอยฝ่ายตรงข้ามให้เงียบ แต่นางกลับร้องขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงดังกว่าเดิม

            “ข้าบ่ได้ล้อเล่นเน่อ ข้าก็บ่อยากสิ้นอายุเหมือนกัน !” เด็กสาวหน้าหวานอ้าปากหอบหายใจ “ประแจสับรางตัวนี้ใช้ได้แค่ที่ความเร็วบ่เกินห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ตอนนี้รถไฟเร็วเกือบเก้าสิบเลยเน่อ สับไปตกรางแน่ !

            “บ่ต้องไปฟัง สับเดี๋ยวนี้เลย !

 

            ยูคิเลือกเชื่อฝ่ายเดียวกัน เธอสับสวิตช์ตัวใหญ่ลงมาทันที เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากด้านนอกเมื่อรางเคลื่อนตัวเปลี่ยนตำแหน่ง เด็กสาวชาวฮิมิตสึวิ่งออกมานอกตัวตึก เธอเห็นหัวรถจักรสูงขนาดยักษ์สูงเกือบสี่เมตรวิ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง วิญญาณหิมะสาวกลั้นหายใจกัดฟันแน่น ลุ้นสุดตัวให้มันเลี้ยวออกไปยังรางข้างๆ.....

 

            แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา ดวงตาของหน่วยสับรางทั้งสามก็เบิกกว้างอย่างสยองขวัญเมื่อเห็นว่าแทนที่ล้อเหล็กกล้าจะถูกรางบังคับให้เลี้ยวไปยังรางข้างๆอย่างที่พวกเธอต้องการ มันกลับไถลขึ้นมาบนสันราง พารถไฟขบวนยาวพุ่งแฉลบเหมือนคนเล่นไอซ์สเกต ประกายไฟพุ่งออกจากล้อเหมือนน้ำพุที่สว่างวาบพร้อมกับเสียงโลหะเสียดสีกันดังแสบแก้วหู ไวเท่าความคิด ยูคิเผ่นกลับไปหาสวิตช์ก่อนจะสับมันขึ้นไปยังตำแหน่งรางตรง เธอได้ยินเสียงโครมหนักๆติดต่อกันเมื่อโบกี้ด้านหน้าถูกโบกี้หลังๆดึงกลับเข้าที่ กล้ายและยูคิถอนหายใจเฮือกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเธอเกือบสร้างหายนะขึ้นมาเองแล้วไหมล่ะ....

            แต่ในขณะเดียวกัน พวกเธอก็ปล่อยให้โอกาสแรกหลุดมือไปเสียแล้ว

 

            “ขอบใจเน่อนาง ถือว่าเรื่องที่กระทืบหน้าข้าวันนี้หายกันละกัน ยูคิ หมิง ขึ้นรถเร็ว !

            เมื่อภารกิจล้มเหลว ไอ้เสือ หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือหนึ่งเสือ หนึ่งวิญญาณหิมะและหนึ่งตานีก็ถอนตัว กล้ายโยนปืนข้ามเบาะหลังไปลงที่เก็บของท้ายรถก่อนจะกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง และยังไม่ทันที่หมิงผู้ขึ้นรถเป็นตนสุดท้ายจะปิดประตู รถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะก็ถอยออกจากที่จอด ดริฟต์สะบัดก้นตั้งลำก่อนจะพุ่งลิ่วไปตามทางหลวงราวกับจรวดทางเรียบ

 

            “แล้วจะเอาจังไสต่อนี่กล้าย” หมิงซึ่งนั่งหลังติดเบาะอยู่ด้านหน้าตะเบ็งเสียงสู้กับเสียงเครื่องยนต์ไฮบริดสี่ร้อยแรงม้าที่คำรามลั่นเมื่อตานีสาวเหยียบคันเร่งติดพื้น*

            “ประแจสับรางอันต่อไปอยู่ถัดไปห้ากิโล บ่ฮู้จะทันก่อ”

 

            เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงเครียด ดวงตาสีเขียวเรืองแสงชำเลืองมองรถไฟที่วิ่งตีคู่อยู่บนรางเหล็กข้างถนนขณะสมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เลขหนึ่งห้าบนโบกี้บอกว่าเธออยู่ราวๆกึ่งกลางขบวนรถไฟ รถไฟแบบนี้ยาวตู้ละยี่สิบเมตร แปลว่าเธออยู่ห่างจากหัวรถจักรราวสามร้อยเมตร หากเธอต้องการไปถึงประแจสับรางอันต่อไปโดยเหลือเวลาพอให้เข้าไปสับได้ เธอต้องวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยอย่างน้อยร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเรื่องที่ทำได้ในทางทฤษฎีเพราะความเร็วสูงสุดของรถคันนี้คือสองร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง.... แต่จะทำได้จริงหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง

 

            “แต่เมื่อกี้รุ่นพี่นางพูดว่าประเจ... เอ้อ ประแจสับรางตัวนั้นใช้ได้ที่ความเร็วต่ำ....” ยูคิที่เบาะหลังเอ่ยขึ้นบ้าง “แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงคะว่าประแจข้างหน้าจะสับมันออกไปได้”

            “บ่ฮู้” ตานีสาวตอบง่ายๆ “ก็ต้องลองดู.... อ๊าย !?”

 

            พูดยังไม่ทันจบประโยค กล้ายก็หลุดเสียงร้องด้วยความตกใจเมื่ออะไรบางอย่างกระแทกรถของเธอจากด้านหลังจนสะท้านไปทั้งคัน เด็กสาวชำเลืองดูกระจกมองหลัง แล้วดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็เบิกกว้างเมื่อเห็นว่าอะไรบางอย่างนั้นคือกระสุนขนาดยี่สิบมิลลิเมตรซึ่งยามนี้ฝังอยู่ในกระจกหลังของเธอ ไกลออกไปเบื้องหลัง แสงไฟหน้าสว่างจ้าของรถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะอีกคันกำลังใกล้เข้ามา

 

            “ชิ ยังจะตามมาอีก” ตานีสาวขบกรามกรอด “ทุกตนจับแน่นๆ !

            ขาดคำ รถคันโตก็สั่นเป็นเจ้าเข้าเมื่อกระสุนหัวเจาะเกราะกระหน่ำเข้าใส่เหมือนห่าฝนลูกเห็บ สัญชาตญาณบอกให้ทั้งสมิงสาวและวิญญาณหิมะหมอบลงกับพื้นเมื่อกระจกเริ่มร้าวเป็นแถบๆ เสียงหัวกระสุนเหล็กกล้าเจาะทะลวงตัวถังเหล็กดังเหมือนข้าวตอกแตก แต่ไม่มีกระสุนนัดใดเล็ดลอดเข้ามาทำอันตรายหน่วยสับรางทั้งสามได้เลยสักนัด

 

            “บ่ต้องห่วง รถคันนี้กันกระสุน !” กล้ายร้องบอกสหายร่วมรบทั้งสอง แม้ในใจจะหวั่นๆอยู่ไม่น้อย จริงอยู่รถคันนี้ทดสอบแล้วว่ากันกระสุนได้ แต่ก็แค่กระสุนปืนพกและปืนไรเฟิลธรรมดา ไม่ใช่กระสุนหัวเจาะเกราะเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบนิ้วแบบนี้....

            “แต่ถ้าเป็นแบบนี้พวกเราก็ลงไปสับรางไม่ได้นะคะ !

            “ยิงกลับไปบ่ได้บ่”

            “บ่ได้ รถแบบนี้มีปืนแค่ข้างหน้า” เจ้าของรถตอบเสียงเครียด “แต่บ่ต้องห่วง รถคันนี้กันกระสุนอยู่แล้ว ต่อหื้อหมู่เปิ้นยิงเท่าได๋ก็ยะอะหยังหมู่เฮาบ่ได้หรอก !

 

            แต่วินาทีต่อมา ทุกคนก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงโลหะถูกเจาะดังขึ้นมาจากใต้ท้องรถ กล้ายชำเลืองมองหน้าจอแอลซีดีบนแผงหน้าปัด แล้วเลือดในกายของเธอก็จับเป็นน้ำแข็งเมื่อเห็นตัวอักษรสีแดงกะพริบอยู่ที่กลางจอ

 

            “ถังเชื้อเพลิงหลักรั่ว อัตราการรั่ว 0.43 ลิตรต่อนาที”

 

            “ซวยล่ะ....”

            “อะไรคะรุ่นพี่กล้าย เกิดอะไรขึ้น !?

            “ถังเชื้อเพลิงรั่ว....”

            “ไสบอกรถคันนี้กันกระสุนไง !?” หมิงแหวทันควัน

            “กันแค่ข้างบน ข้างล่างบ่ได้กัน ! ผู้ได๋จะบ้าเอาเกราะไปกันช่วงล่างรถบ้างยะ !?

            “แต่ถังน้ำมันนี่จำเป็นต้องกันอันดับต้นๆเลยบ่แม่นบ่ !?

            “ไว้ทะเลาะกันทีหลังได้มั้ยคะรุ่นพี่” ยูคิโพล่งออกมาอย่างหมดความอดทนเมื่อเห็นผู้อาวุโสกว่าทั้งสองเริ่มทำตัวเหมือนอายุสมองน้อยกว่าเธอ “รุ่นพี่กล้ายคะ เมื่อไหร่เชื้อเพลิงเราจะหมดคะ”

            “ถ้าดูจากอัตราการรั่วตอนนี้ก็ประมาณชั่วโมงหนึ่ง กว่าจะถึงตอนนั้นถ้าหมู่เฮายะบ่สำเร็จรถไฟก็ไปถึงตานนะคอนแล้ว” เด็กสาวผมหางม้ากลับเข้าสู่โหมดเป็นการเป็นงานทันที “อีกอย่าง แต๊ๆรถคันนี้เป็นไฮบริด ถึงบ่มีเชื้อเพลิงก็วิ่งได้”

            “แต่ถ้าเกิดนางเปิ้นยิงโดนถังน้ำมันอีกล่ะ !? มันจะบึ้มรึเปล่า !?

            “บ่น่าเป็นไปได้ ปืนของรถแบบนี้ปรับองศากดลงบ่ได้ กระสุนนัดเมื่อกี้น่าจะเป็นลูกชิ่งมาจากที่ได๋สักแห่งแล้วบังเอิญมาโดนมากกว่า” ตานีสาวเงียบไปอึดใจหนึ่งเมื่อต้องออกแรงประคองพวงมาลัยเข้าโค้งขณะกระสุนเจาะเกราะยังคงกระหน่ำใส่ตัวรถเหมือนฝนลูกเห็บ “ทางเดียวที่หมู่เปิ้นจะยิงถังน้ำมันหมู่เฮาทะลุได้อีกคือตอนหมู่เฮาขึ้นเนินหรือสะพาน.....”

            “แล้วข้างหน้านั่นบ่แม่นสะพานบ่ !?

 

            กล้ายกำลังจะพูดต่อเรื่องนั้นอยู่พอดี ห่างออกไปราวสองกิโลเมตรเบื้องหน้า เสาค้ำสายเคเบิลสูงลิบลิ่วของสะพานแก้วฟ้าที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำตานสว่างเรืองรองเป็นสีทองจากแสงไฟถนนที่เรียงรายเป็นแนวยาวอยู่เบื้องล่าง เหงื่อกาฬผุดพลั่กขึ้นเต็มหน้าผากตานีสาว เธอไม่มีทางเลี่ยงสะพานแห่งนี้ได้หากต้องการจะไปยังประแจสับรางสองอันที่เหลือ กล้ายขบกรามแน่น เธอควรจะทำยังไงดี.....

 

 

            เสียงปืนใหญ่ดังตูมสนั่นเมื่อกระสุนขนาดร้อยยี่สิบห้ามิลลิเมตรพุ่งออกจากปากกระบอกด้วยความเร็วเกือบเท่าเสียง ประสานกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อคานเหล็กที่ค้ำกระจกเบื้องล่างรับแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปรี๊ยะเหมือนพลุแตกกระจายเมื่อกระสุนขนาดเกือบครึ่งฟุตแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะระเบิดกลางอากาศท่ามกลางฝูงกระหังติดเครื่องยนต์เจ็ตที่กำลังโฉบต่ำลงมาราวกับเครื่องบินรบของจริง บางตนถูกกระสุนเข้าไปจังๆก็ควงสว่านร่วงลงสู่ตัวเมืองเบื้องล่างก่อนจะแตกสลายหายไปในอากาศธาตุ แต่ส่วนใหญ่บินฉวัดเฉวียนหลบสะเก็ดระเบิดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเมื่อพวกมันบินเข้ามาใกล้จนสามารถมองเห็นรูปร่างได้ชัดในความมืดของยามราตรี หนึ่งตนสองคนก็ต้องอ้าปากค้างอย่างขบขันระคนไม่อยากเชื่อเมื่อเห็นว่ามือทั้งสองของอสุรกายติดเจ็ตถือปืนพกมาด้วยข้างละกระบอก พร้อมด้วยกระสุนนับร้อยนัดที่โยงยาวตั้งแต่ช่องใส่กระสุนไปถึงกล่องเก็บบนหลัง.....

 

            “คราวที่แล้วระเบิด คราวนี้ปืนพกเร้อ......!?

            ไม่ทันขาดคำ หลานชายหมอผีใหญ่ก็โดนเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์รวบขาลงไปหมอบอยู่กับพื้นพร้อมๆกับเด็กสาวหมัดเหล็กเมื่อกระสุนขนาดครึ่งนิ้วพุ่งแหวกอากาศเข้าถล่มดาดฟ้าโรงแรม กระสุนหัวหุ้มเหล็กกล้าพุ่งเฉี่ยวโครงเหล็กของตึกและโครงปืนใหญ่ ส่งประกายไฟปะทุพล่านเหมือนประทัด แม้มันจะไม่ใช่กระสุนแรงสูงเหมือนกระสุนปกติของกล้วย กล้ายหรือนาง แต่หากโดนเข้าไปจังๆก็ตายได้เหมือนกัน ที่สำคัญ ตอนนี้หลังคากระจกเริ่มพรุนแล้ว และบางนัดก็เริ่มทะลุลงไปโดนโครงสร้างเหล็กเบื้องล่างแล้ว หากจุดรับแรงเสียหายหมดล่ะก็ หลังคาพื้นที่เกือบห้าร้อยตารางเมตรนี้จะร่วงลงไปทั้งยวงทันที แน่นอนว่าพร้อมกับสามหน่วยส่องรถไฟซึ่งบัดนี้กลายเป็นหน่วยต่อต้านอากาศยานไปแล้วด้วย.....

 

            “จ้าดพาฟ้าลงไปข้างล่างก่อน !” เด็กสาวหน้าจืดตะเบ็งแข่งกับเสียงปืน มือจิ้มหน้าจอแลปทอปสั่งปืนใหญ่ให้ยิงต่อเนื่องโดยไม่ต้องเล็ง ลงว่ากระหังมามืดฟ้ามัวดินแบบนี้ถึงไม่เล็งมันก็ต้องโดนสักตนแหละน่า

            “จะให้ทิ้งกล้วยอยู่ข้างบนนี้คนเดียวเนี่ยนะ !?” ฟ้าย้อนถามเสียงสูง

            “กระสุนนี่เป็นกระสุนธรรมดาบ่มีพลังงานวิญญาณ ถึงข้าเจ้าโดนก็บ่เป็นอะหยังมาก แต่ถ้าฟ้ากับจ้าดโดนล่ะเรื่องใหญ่แน่” ราชินีตานีตอบเน้นเสียง “ลงไปเร็ว แล้วบอกโรงแรมให้อพยพคนด้วย ตอนนี้สถานการณ์..... เอ้ย !?

 

            พูดยังไม่ทันจบประโยค เด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวหน้าคมก็วงแตกเมื่อจู่ๆปังตอเล่มเขื่องของจ้าดก็สับเปรี้ยงลงบนตำแหน่งที่เคยเป็นต้นแขนของราชินีตานีเมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้ว และก่อนที่จะมีใครทันพูดหรือแม้แต่คิดอะไรต่อไปได้ มีดเล่มหนาในมือหลานชายหมอผีใหญ่ก็เหวี่ยงวูบเต็มสามร้อยหกสิบองศารอบตัว เด็กสาวทั้งสองถอยหลบได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด คมมีดเฉือนปลายผมซอยสั้นของฟ้าไปสองสามเส้น

 

            “ผีสิง !?

            “คงจะอั้.... ฟ้าระวัง !

            สาวหมัดเหล็กหมอบลงตามสัญชาตญาณเมื่อได้ยินเสียงร้องเตือนจากเพื่อนสาว เสี้ยววินาทีต่อมา กระสุนสองนัดก็เฉี่ยวเหนือหัวเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แต่เธอก็ต้องถีบเท้าถอยในฉับพลันเมื่ออีโต้ของจ้าดสับลงตรงๆหมายผ่าหัวเธอให้แยกออกเป็นลูกมะพร้าวโดนพร้า ฟ้ายันตัวลุกขึ้น เบี่ยงตัวหลบมีดต่อมาที่หลานชายหมอผีใหญ่เหวี่ยงขวางลำหมายสีข้างของเธอ เด็กสาวหน้าคมขอโทษเพื่อนหนุ่มในใจขณะพุ่งลอดแขนฝ่ายตรงข้ามก่อนจะตีเข่าหมายเป้ากางเกง แต่ผีร้ายในร่างจ้าดถอยฉากหลบออกไปได้ทันท่วงที สงสัยจะเป็นผีผู้ชาย....

 

            ฟ้าสืบเท้าตามก่อนจะเหวี่ยงเท้ากลับหลังหมายจระเข้ฟาดหางใส่ก้านคอแบบไม่กลัวกระโปรงชุดราตรีเปิด แต่หลานชายหมอผีใหญ่ผู้ถูกผีสิงหลบฉากออกไปได้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่หลบเปล่า หากเหวี่ยงมีดเฉือนน่องฝ่ายตรงข้ามเป็นแผลยาว สาวหมัดเหล็กกัดฟันข่มความเจ็บปวดถอยหลบก่อนจะปล่อยหมัดซ้ายขวาดูเชิงคู่ต่อสู้ จ้าดเหวี่ยงปังตอใส่ทันที แต่มันก็ถูกรับเอาไว้ได้ด้วยสนับเหล็กก่อนที่หมัดขวาตรงของเด็กสาวหน้าคมจะอัดเปรี้ยงเข้าครึ่งปากครึ่งจมูกอย่างไม่ปรานีจนเลือดทะลัก ฟ้าเห็นอีกฝ่ายเสียจังหวะก็สืบเท้าต่อหมายตีเข่าอัดเป้าเพื่อนหนุ่มให้วิญญาณร้ายออกจากร่างตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่เธอไม่ทันเห็นใบมีดเหล็กกล้าที่เหวี่ยงมาจากด้านหลัง....

 

            “โอ๊ย !

            ปังตอสับเข้าใส่แผ่นหลังของเธออย่างแรงก่อนจะถอนออก เลือดสีแดงฉานกระเซ็นตามออกมาด้วย ความเจ็บปวดที่วิ่งจี๊ดผ่านไขสันหลังเข้าสู่สมองทำเอาเด็กสาวหน้าคมแทบทรุด เธออ้าปากหอบหายใจก่อนจะขบกรามกรอด มือกดปากแผลที่ร้อนราวถูกไฟเผาเอาไว้หวังจะให้ความเจ็บปวดทุเลาลง แต่ก็ไร้ผล มันกลับยิ่งแสบมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ.....

 

            “ฟ้า !?

            กล้วยร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวได้แผลฉกรรจ์ แต่เธอก็มีธุระต้องจัดการเช่นกัน กระหังที่กระสุนหมดแทบทุกตัวเริ่มหันมาใช้อาวุธแบบบ้านๆ กล่าวคือฟันแหลมของมันแทน และเมื่อกระหังนับร้อยๆตนบนท้องฟ้าล็อกเธอเป็นเป้าหมาย เธอก็ตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างจากกระต่ายน้อยที่ถูกรุมล้อมด้วยฝูงเหยี่ยวมากนัก อสุรกายผู้มีกระด้งเป็นปีกดับเครื่องยนต์เจ็ตบนหลังก่อนจะบินควงสว่านลงมาหาเธอราวกับพายุทอร์นาโดสีดำ ตานีสาวพยายามยิงทั้งปืนใหญ่และสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวในมืออย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจต้านทานจำนวนที่มากกว่าหลายเท่าของฝ่ายตรงข้ามได้ พวกมันค่อยๆบินโฉบลงมาอย่างใจเย็นเหมือนแร้งรอเหยื่อ เขี้ยวแหลมที่เกรอะกรังด้วยคราบสีแดงคล้ำแสยะกว้าง.....

 

            วินาทีต่อมา พวกมันก็เข้าถึงร่างของเด็กสาวหน้าจืด กล้วยกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อเขี้ยวแหลมฝังลงบนทุกส่วนของร่างกายเธอ ตานีสาวพยายามกลายร่างเป็นพลังงาน แต่ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านเข้าสู่สมองไม่เอื้อให้เธอทำเช่นนั้นได้ เด็กสาวเหวี่ยงปืนสะเปะสะปะหวังจะกระแทกเหล่าผีร้ายที่กลุ้มรุมอยู่รอบตัวเธอเหมือนแมลงสาบกระเด็นออกไปได้บ้าง แต่นั่นกลับเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อกระหังแต่ละตนที่ถูกกระแทกออกไปต่างงับเธอเอาไว้จมเขี้ยวจนเนื้อหลุดออกไปเป็นก้อน ตานีสาวพยายามแข็งใจขณะแกนวิญญาณเริ่มเสียหายไปทีละน้อย แต่ก็ไม่อาจห้ามน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่ไหลออกมาจากดวงตาเรียวของเธอได้....

 

            “ออกไป ไป๊ !

            แต่ก่อนที่กล้วยจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว เหล่าอสุรกายติดเจ็ตก็แตกกระเจิงเมื่อเด็กสาวหน้าคมเหวี่ยงขาเตะกวาด ตนหนึ่งที่ถูกสนับเข่าจังๆถึงกับแตกสลายกลายเป็นฝุ่น แต่ตนที่เหลือหันขวับก่อนจะแยกเขี้ยวแล้วกระโจนเข้าใส่สาวหมัดเหล็กเหมือนเสือตะครุบเหยื่อ ผีร้ายอ้าปากก่อนจะงับลงบนเนื้อส่วนที่ใกล้ปากที่สุดทันที แต่มันก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อฟันของมันติดแหง็กอยู่บนผิวเนื้อของเด็กสาวหน้าคมราวกับตัวเธอทำจากเหล็กไหล

 

            เหล่ากระหังเห็นเหยื่อใหม่เหนียวเกินเคี้ยวได้ก็หันกลับไปหาราชินีตานี แต่ฟ้าไม่ยอมให้พวกมันทำเช่นนั้นได้ ด้วยการขยับเพียงครั้งเดียว เด็กสาวก็เตะรวบกระหังสามตนก่อนจะคว้าอีกสามตนโยนข้ามขอบคอนกรีตลงไปเบื้องล่าง อสุรกายผู้มีกระด้งเป็นปีกหันขวับกลับมาหาเธออีกครั้ง แต่คราวนี้พวกมันไม่กัดแล้ว หากโถมน้ำหนักของทุกตนลงใส่เด็กสาวหน้าคม แม้กระหังตนหนึ่งจะหนักเพียงไม่ถึงห้าสิบกิโลกรัม แต่ด้วยจำนวนเกือบร้อย มันก็หนักพอๆกับรถสองคันได้สบายๆ ฟ้าร้องด้วยความเจ็บปวดขณะน้ำหนักที่กดลงบนตัวเธอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวรู้สึกราวกับอวัยวะภายในของเธอกำลังจะทะลักออกมาทางปาก เธอพยายามดิ้นสุดชีวิต แต่ยิ่งดิ้นแรงกดก็ดูจะยิ่งมากขึ้น เธอทำได้เพียงนอนนิ่ง รอเวลาที่ร่างของเธอจะแตกโพละเหมือนคางคกถูกรถทับ.....

 

            เสียงปืนดังขึ้นเพียงนัดเดียว แต่เหล่ากระหังกลับร่วงลงมาตายกันเกือบยี่สิบตน กระหังบางส่วนที่ยังไม่ไปร่วมวงบดปลาหมึกฟ้าพุ่งโฉบลงมาหาเจ้าของกระสุนอย่างรวดเร็ว แต่ราชินีตานีไม่ใส่ใจ เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลลึกทั่วร่างเล็งปืนสูงขึ้นไปยังกลุ่มกระหังที่กองสูงเป็นภูเขาอยู่เหนือร่างฟ้าก่อนจะรัวเหนี่ยวไกโดยไม่สนใจกระหังสองตัวที่กัดกร้วมเข้าที่สีข้าง การที่พวกมันเบียดเสียดกันอยู่แบบนี้ทำให้กระสุนความเร็วสูงของเธอพุ่งทะลุพวกมันทีละห้าหกตนหรือแม้แต่สิบตนในนัดเดียวได้สบายๆ

 

            เพียงไม่ถึงครึ่งนาทีต่อมา จากภูเขาก็กลายเป็นเนินเขา จนกระทั่งกลายเป็นที่ราบในที่สุด กระหังที่เหลือหันความสนใจมายังกล้วยอีกครั้ง แต่พวกมันก็ถูกกวาดเรียบภายในไม่กี่หมัดและไม่กี่ลูกเตะจากมนุษย์ที่พวกมันเพิ่งจะทับมาเมื่อครู่กวาดกระจาย ในที่สุด กระหังที่มาร้อยแต่เหลือเพียงไม่ถึงสิบก็ติดเครื่องเจ็ตก่อนจะเทคออฟเผ่นกลับรังแทบไม่ทัน

 

            “กล้วย เป็นอะไรมั้ย” ทันทีที่อสุรกายตนสุดท้ายกระโดดออกไปจากดาดฟ้า เด็กสาวหน้าคมก็ปราดเข้าหาตานีสาวทันที

            “ก็.... หนักอยู่.....” ผู้ถูกถามตอบเสียงแหบแห้ง เลือดยังคงไหลรินจากแผลฉีกขาดพร้อมกับพลังงานวิญญาณ “แต่.... ฟ้าล่ะ..... บ่เป็นอะหยังแม่นก่อ.... ยังเจ็บที่ได๋.... บ้างก่อ.....”

            “เราไม่เป็นไรๆ” ฟ้ารีบพูด “กล้วยยังมียาเหลือรึเปล่า รีบๆกิน.....”

            “ฟ้า ข้างหลัง !

 

            สาวหมัดเหล็กก้มหัวหลบได้ทันท่วงที พริบตาต่อมา ปังตอก็เหวี่ยงวูบผ่านตำแหน่งที่เคยเป็นคอของเธอ หากเธอก้มลงช้ากว่านี้แม้เพียงครึ่งวินาที เธอคงได้เป็นผีหัวขาดเฝ้าดาดฟ้าแล้วแน่นอน ฟ้าขบกรามกรอด อารามรีบร้อนมาช่วยกล้วยทำเอาเธอลืมหลานชายหมอผีใหญ่ไปเสียสนิท

 

            “ฟ้าถอยไป....” เด็กสาวหน้าจืดผลักเพื่อนสาวออกไปข้างๆ “ข้าเจ้าจะสู้กับบ่าจ้าดง่าวนี่เอง.....”

            “สภาพแบบนี้เนี่ยนะ !?

            “ปังตอเปิ้นมีแต่สสาร..... พลังงานมีน้อยมาก.... ยะอะหยังข้าเจ้าบ่ได้หรอก....”

 

            เด็กสาวซวนเซลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งบัดนี้ดวงตาเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรอง ผีร้ายในร่างจ้าดไม่รอให้ตานีสาวตั้งตัวติด มันพุ่งเข้าหาเป้าหมายทันทีก่อนจะเหวี่ยงอาวุธในมือเต็มวงสวิง ริมฝีปากบางของเด็กหนุ่มแสยะยิ้มเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามไม่ขยับตัวหลบเลยแม้แต่น้อย แต่รอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นเบะปากอย่างตกใจระคนงุนงงเมื่อปังตอเหล็กกล้าเฉือนผ่านเป้าหมายตรงหน้าไปราวกับเป็นอากาศธาตุ และก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะตั้งตัวติด ตานีสาวก็สืบเท้าเข้าประชิด เปลี่ยนตัวเองกลับเป็นสสาร ก่อนจะอัดเข่าเปรี้ยงเข้าใส่เป้ากางเกงสแล็กของเด็กหนุ่มอย่างไร้ปรานี

 

            เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่งเมื่อร่างหลานชายหมอผีใหญ่ชะงักราวกับมีใครกดปุ่มหยุด วินาทีต่อมา เงาดำก็กระเด็นออกมาราวกับมีใครถีบขณะร่างผู้ถูกสิงและถูกอัดจุดยุทธศาสตร์อ่อนยวบร่วงลงไปกองกับพื้นเหมือนคาราเมลลนไฟ เงาดำนั้นหันซ้ายหันขวาสองสามครั้งราวกับงุนงง แต่ก่อนที่มันจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ทั้งสนับเหล็กละปากกระบอกสไนเปอร์ไรเฟิลก็จ่ออยู่ที่หัวของมันเสียแล้ว.....

 

            “ข้าเจ้า.... ก็บ่อยากจะใจร้ายหรอกเน่อ.....” เสียงของตานีสาวฉายแววเย็นเยียบออกมาอย่างชัดเจนแม้จะแหบแห้งและอ่อนแรง “แต่สงสัยงานนี้.... คงต้องยิงสถานเดียวล่ะมั้ง.....”

            “เราไม่ขัดหรอกกล้วย” ฟ้าพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แต่กลับทำให้ผีร้ายเย็นสันหลังวาบยิ่งกว่าเสียงของราชินีตานีเสียอีก “ทำให้เราอาจจะหมดโอกาสอุ้มหลานแบบนี้สมควรถูกส่งไปโลกหลังความตายแบบทรมานแล้วล่ะ....”

            “นี่คึด.... ว่าบ่าจ้าดง่าวนั่น.... จะหาแฟนถึงขั้นมีลูกได้ก๋า....” เด็กสาวหน้าจืดหลุดหัวเราะออกมาก๊ากหนึ่ง แต่เสียงของเธอก็ลดอุณหภูมิลงอีกครั้งในประโยคต่อมา “ช่างเรื่องนั้นก่อน.... ยิงบ่าผีง่าวนี่ทิ้งก่อนดีกว่า.....”

 

            แต่ก่อนที่กล้วยจะได้เหนี่ยวไก ผีร้ายก็ขยับตัวอย่างรวดเร็วเพียงนิดเดียว เสี้ยววินาทีต่อมา จุดเชื่อมระหว่างคานเหล็กที่รับน้ำหนักแผ่นกระจกของดาดฟ้าก็ขาดดังกึ้ง ก่อนที่มันจะร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก พาทั้งสามสหายร่วมรบดำดิ่งลงสู่ล็อบบี้เบื้องล่าง.....

 

 

            “กล้าย สิเอาจังไส !?

            สะพานใกล้เข้ามาทุกที และรถของเหล่าตานีสาวผู้ทรยศก็ยังคงไล่ตามหลังมา สมิงสาวผู้สมาธิสั้นกว่าคนอื่นเริ่มออกอาการสติแตก ขณะทั้งวิญญาณหิมะจากแดนไกลและตานีสาวผู้ควบคุมพวงมาลัยนั่งนิ่งเงียบ ความเครียดบิดเขม็งเกลียวอยู่ในสมอง ถ้าโดนยิงถังเชื้อเพลิงได้อีกล่ะก็แย่แน่ และหากมันเกิดะรเบิดขึ้นมาล่ะก็จบเห่กันเลยทีเดียว

 

            “คึดออกแล้ว !

            ไวเท่าความคิดที่เพิ่งจะโผล่ขึ้นมาในสมอง ตานีสาวกดปุ่มปลดระบบเกียร์อัตโนมัติบนพวงมาลัยก่อนจะกระชากคันเกียร์ลงไปสามเกียร์** ล้อหลังของรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตไถลไปกับพื้นถนนคอนกรีตที่ลื่นด้วยหิมะละลายเสียงดังเอี๊ยดลั่น*** และเมื่อมันจับพื้นถนนได้อีกครั้ง ไฟหน้าสว่างจ้าของรถนางก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงช่วงคันรถด้านหลังเสียแล้ว

 

            “เฮ็ดอีหยังน่ะกล้าย !?” หมิงโวยวาย “ให้เปิ้นเข้ามาใกล้จังซี่เฮ็ดหยัง !?

            “เงียบๆบ้างเหอะน่าบ่าหมิงจ้าดวอก !” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับ เธอเหยียบคันเร่งเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างไม่ให้นางมาชนก้นและเพิ่มกำลังเครื่องเพื่อไต่สะพาน ขณะกระสุนปืนเริ่มกระหน่ำเข้าใส่ตัวถังรถอีกครั้ง “ที่ข้ายะหื้อรถชิดกันจะอี้เพราะหมู่เปิ้นจะได้ยิงหมู่เฮาบ่ได้ ปืนก้มลงบ่ถึง”

 

            “จังซั่นบ่ จังซั่นก็ขอโทษ” สัตว์ภูตสาวหัวเราะแหะๆ ที่ตัวเองเผลอโวยวาย แต่เสียงของเธอก็กลับเข้าโหมดตื่นตระหนกเหมือนเดิมในประโยคต่อมา “ว่าแต่..... ต่อจากนี้สิเฮ็ดจังไส”

            “ก็จอดที่ประแจต่อไปแล้วลงไปสับรางไง”

            “จังซั่นสิบ่โดนยิงพรุนก่อนบ้อ !?

            “ข้าก็ย่านอยู่” ตานีสาวตอบเครียดๆ “แต่ก็บ่มีทางอื่นแล้วนี่ จะไดก็ต้องลองดู”

 

            สะพานแขวนยาวเหยียดและสูงชัน กล้ายต้องเลี้ยงเบรกตลอดเวลาเพื่อรักษาระยะและความเร็วไม่ให้ทิ้งฝ่ายตรงข้ามไว้เบื้องหลังจนเล็งยิงถังน้ำมันได้อีก และเมื่อหลุดจากลาดเนินสุดท้ายของสะพานมาแล้ว ป้ายสีขาวส่องไฟสลัวรางซึ่งบอกที่ตั้งของส่วนควบคุมประแจสับรางที่สองของแขวงการทางรถไฟตานนะคอนก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตร

 

            ตานีสาวกระทืบเบรกมือก่อนจะหักพวงมาลัยพารถคันโตหมุนคว้างเหมือนเมื่อครั้งเข้าประแจที่แล้ว**** แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิมมาก ผู้โดยสารจำเป็นทั้งสองโดนแรงเหวี่ยงอัดติดประตูรถเป็นตุ๊กแกดูดกระจกขณะมันเหินข้ามคูข้างทางที่เต็มไปด้วยหิมะไปกระแทกโครมลงบนลานจอดรถคอนกรีต ห่างออกไปเบื้องหลัง รถของเหล่าตานีแปรพักตร์ซึ่งไม่แว้นพอจะดริฟต์ยางไหม้แบบหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมต้องใช้ระยะทางเบรกจนเลยทางเข้าไปเล็กน้อย ทั้งสามอาศัยโอกาสนี้เปิดประตูรถก่อนจะวิ่งเข้าไปประชิดตัวอาคารประแจสับราง

 

            แต่ก่อนที่จะทำอะไรได้มากไปกว่านั้น ทุกตนก็สะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงหวูดดังแหวกอากาศหนาวเย็นเฉียบมาเข้าหู ก่อนจะตามมาด้วยเสียงล้อบดรางดังสนั่น รถไฟเลยประแจสับรางไปแล้ว.....

 

            “ขึ้นรถ !

            ช้าไปเสียแล้ว สามหน่วยสับรางขยับได้เพียงไปถึงตัวรถ กระสุนขนาดยี่สิบมิลลิเมตรจากปากกระบอกปืนบนหลังคารถขับเคลื่อนสี่ล้อที่จอดอยู่บนทางหลวงก็กระหน่ำเข้าใส่ราวกับพายุ กล้าย หมิงและยูคิทำได้เพียงหมอบหลบอยู่ข้างรถ แต่แม้มันจะกันกระสุน แต่หากนางหรือใครก็ตามที่ขับรถอยู่เคลื่อนรถอ้อมมายิงล่ะก็ไม่มีทางรอดแน่นอน

 

            “แหวน ยิงระวังกระสุนหน่อย !

            นางผู้นั่งบนเบาะข้างคนขับเตือนเพื่อนร่วมงานสาวที่กระหน่ำยิงฝ่ายตรงข้ามอย่างเมามัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน ดวงตาแข็งกร้าวของตานีสาวผมแหลมจ้องตรงไปยังรถขับเคลื่อนสี่ล้อของอีกฝ่ายที่ส่งประกายไฟแลบแปลบปลาบอยู่เบื้องหน้า นิ้วกดคาอยู่ที่ปุ่มยิงบนพวงมาลัย.....

 

            “แหวน ข้าบอกหื้อเก็บกระสุนไว้หน่อย !

            “จะเก็บไว้ยะหยัง” อีกฝ่ายย้อนถามก่อนจะแค่นหัวเราะ “เดี๋ยวเปิ้นก็สิ้นอายุกันหมดแล้ว !

            “แหวน แล้ว.... แล้วถ้าเปิ้นบ่สิ้นอายุกันล่ะ” เอื้องถามอย่างหวาดๆ ส่วนหนึ่งเพราะรู้ว่าเพื่อนสาวตนนี้โมโหร้ายได้ง่ายกว่าแก๊สหุงต้มลุกติดไฟเสียอีก

            “บ่มีทาง.... อ๊ะ”

 

            ไม่ทันขาดคำ ปืนกลลำกล้องคู่บนหลังคาก็ส่งเสียงแชะก่อนจะเงียบกริบ แหวนนิ่งอึ้งไปสองวินาทีครึ่งก่อนจะค่อยๆก้มลงมองตัวเลขบอกจำนวนกระสุนปืนกลบนหน้าจอหลังพวงมาลัย มันบอกเลขศูนย์อย่างมีนัยสำคัญ ตานีสาวคนสวยและตานีสาวหน้าอ่อนหันมองหน้ากัน ก่อนจะหันขวับไปจ้องตานีสาวหัวแหลมที่หัวเราะแหะๆ แต่เหงื่อแตกพลั่ก

 

            “แหวน............!

 

            “เปิ้นหยุดยิงแล้ว ขึ้นรถเร็ว !

            กล้ายเห็นฝ่ายตรงข้ามเงียบไปก็ตะกายขึ้นรถ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกตนเข้ามาอยู่ในรถกันหมดแล้วก็กระชากเกียร์ไปที่เดินหน้าก่อนจะกระทืบคันเร่ง เสียงเครื่องยนต์ไฮบริดคำรามลั่นก่อนที่รถคันโตจะกระโจนข้ามคูผ่านรถลายพรางหิมะของฝ่ายตรงข้ามออกไปโลดแล่นอยู่บนทางหลวงสาย S3 อีกครั้ง

 

            เด็กสาวผมหางม้าชำเลืองมองหมายเลขบนโบกี้รถไฟ สามสิบ.... ประแจสุดท้ายก่อนถึงตัวเมืองตานนะคอนอยู่ห่างออกไปสี่กิโลเมตร หากพวกเธอจะไปให้ทันโดยเหลือเวลาให้ทั้งจอด บุกเข้าอาคารและสับรางได้ด้วย รถคันนี้ต้องวิ่งด้วยความเร็วอย่างน้อยสองร้อยสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แม้ความเร็วสูงสุดของรถคันนี้คือสองร้อยห้าสิบ แต่ถนนที่มีทางโค้งยาวๆให้ต้องลดความเร็วอยู่ตลอดทางนี้ไม่มีทางใช้ความเร็วสูงถึงขนาดนั้นได้ กล้ายเม้มปากแน่นอย่างเจ็บใจ ภารกิจนี้ล้มเหลวแล้ว อีกเพียงไม่กี่นาที ชาวเมืองตานนะคอนจะต้องตายอย่างทรมานเมื่อหมอกควันแก๊สพิษแผ่ปกคลุมทั่วเมือง.....

 

            “รุ่นพี่กล้ายคะ ฉันมีไอเดียค่ะ”

            “หมู่เฮายังยะอะหยังได้อีกก๋าตอนนี้....”

            “ใจเย็นๆก่อนสิคะรุ่นพี่” ยูคิปลอบรุ่นพี่สาวอย่างร้อนรน “ถ้าลองเอารถคันนี้วิ่งตีคู่กับรถไฟแล้วให้ฉันขึ้นไปบนรถ พยายามไปที่ห้องควบคุมแล้วเบรกโดยตรง แล้วรุ่นพี่กล้ายกับรุ่นพี่หมิงก็ล่วงหน้าไปสับรางล่ะคะ”

            “บ่ได้ อันตรายเกินไป !” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของเด็กสาวผมหางม้าเบิกกว้างเมื่อนึกภาพออกว่ารุ่นน้องสาวคิดจะทำอะไร เธอไม่แปลกใจที่หมิงก็อุทานออกมาแบบเดียวกันแทบจะพร้อมกัน “ยูคิจะตายเอาเน่อ !

            “แต่ถ้าไม่ลองวิธีนี้ก็ไม่มีทางอื่นแล้วนะคะ” วิญญาณหิมะสาวอ้อนวอน “ลองดูเถอะค่ะรุ่นพี่กล้าย นะคะ”

 

            กล้ายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ความคิดสองฝ่ายยิงปืนกลถล่มใส่กันอยู่ในหัว ถ้าพลาด รุ่นน้องสาวผู้น่ารักคนนี้อาจถึงตายได้ หรือหากโชคร้ายรถคว่ำขณะพยายามตะกายขึ้นไปวิ่งเลียบรางรถไฟซึ่งอยู่บนเนินกรวด หรือพลาดเป๋ไปชนกับรถไฟเข้า พวกเธออาจได้ไปโลกหลังความตายกันยกทีมเลยก็เป็นได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วไม่ใช่หรือ.....

 

            “จะอั้นจับแน่นๆเน่อ !

            ทั้งหมิงบนเบาะข้างคนขับและยูคิบนเบาะหลังเหนี่ยวที่จับเหนือประตูทันที วินาทีต่อมา เด็กสาวผมหางม้าก็ดึงคันบังคับระบบขับเคลื่อนมาอยู่ที่ตำแหน่งขับเคลื่อนสี่ล้อก่อนจะเบนพวงมาลัยออกจากทางหลวง รถคันโตกระแทกลงบนพื้นหิมะก่อนจะไถลเข้าหาเนินกรวดที่รางรถไฟวางอยู่ กล้ายเบนพวงมาลัยออกอย่างนิ่มนวลก่อนจะแตะเบรก แล้วรถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะก็วิ่งตีคู่ไปกับรถไฟอย่างปลอดภัยแม้จะยังสะเทือนจนขี้หูเต้นก็ตาม

 

            “พอฉันขึ้นไปได้แล้ว พวกรุ่นพี่รีบไปที่ประแจเลยนะคะ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเบรกมันได้แค่ไหน”

            “ได้ โชคดีเน่อยูคิ”

            “ระวังตัวด้วยเด้อ แล้วเจอกัน”

            “ขอบคุณค่ะ”

 

            วิญญาณหิมะสาวเปิดกระจก ค่อยๆเลื้อยขึ้นไปบนหลังคารถ ดวงตาหลังกรอบแว่นสีดำมองไปยังเป้าหมายบนยอดถังสารเคมีทรงกระบอก เหนือขึ้นไปเพียงไม่ถึงช่วงความสูงของเธอ สายไฟที่มีแรงเคลื่อนสูงถึงสองหมื่นห้าพันโวลต์พาดยาวตลอดแนว หากเธอพลาดแม้เพียงนิดเดียว ไม่ตกลงไปกลิ้งอยู่ข้างรางก็ถูกไฟฟ้าช็อตตายแน่นอน ถึงกรณีหลังเธอจะพอแปลงพลังงานไฟฟ้ามาเป็นพลังงานวิญญาณได้บ้างก็เถอะ แต่ไฟมากขนาดนี้เธอก็ไม่ไหวเหมือนกัน

 

            ด้วยการกระโดดอย่างแม่นยำจากการฝึกตั้งแต่อยู่ที่ฮิมิตสึ สาวแว่นก็กระโจนขึ้นไปยืนบนยอดถังสารเคมีระหว่างสายไฟแรงสูงพอดิบพอดี ตานีและสัตว์ภูตสาวใจหายวาบเมื่อเห็นเธอเซวูบเข้าหาสายไฟ แต่วินาทีต่อมา เด็กสาวก็รักษาสมดุลตัวเองได้ก่อนจะก้าวพริบตาข้ามโบกี้มุ่งหน้าไปยังหัวรถจักร กล้ายเห็นดังนั้นก็เบนรถกลับเข้าทางหลวงเช่นเดิม ดวงตามองแผนที่ในหน้าจอกลางคอนโซลรถ อีกสองกิโลเมตรจะถึงประแจสับรางอันสุดท้าย พวกเธอจะไปถึงทันเวลาไหมหนอ.....

 

 

            จ้าดนอนหมิ่นเหม่อยู่บนขอบสิ่งที่เคยเป็นหลังคากระจกของดาดฟ้าโรงแรม

 

            ดวงตาตี่เบิกโพลงจนแทบจะฉีกไปถึงหูเมื่อมองตามโครงเหล็กที่เต็มไปด้วยเศษกระจกซึ่งร่วงลงไปในความเวิ้งว้างที่มีก้นเหวอยู่ลึกลงไปเกือบสองร้อยเมตร

 

            ก่อนจะเหลียวกลับมามองเพื่อนสาวทั้งสองคนซึ่งห้องต่องแต่งอยู่บนปากเหว มีเพียงมือของเขาเท่านั้นที่ยึดเหนี่ยวพวกเธอเอาไว้

 

            “อย่าปล่อยเด็ดขาดนะ เดี๋ยวเราจะพยายามดึงขึ้นมาเอง !” เด็กหนุ่มตะเบ็งเสียงแม้รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แค่ประคองตัวไม่ให้ไถลลงไปอีกคนก็เต็มกลืนแล้ว

            “ก็บอกหื้อปล่อยข้าเจ้า.... บ่ได้ยินก๋า..... ข้าเจ้าเอาตัวรอดได้..... แล้วข้าเจ้าจะได้ลงไปรับฟ้าด้วย....!

            “ห้าสิบชั้นเนี่ยนะ !?” จ้าดสวนกลับ พยายามกระชับมือที่ชื้นเหงื่อของเพื่อนสาวทั้งสอง “พลังของกล้วยไม่ไหวหรอก ยิ่งบาดเจ็บแบบนี้ด้วย !

            “นายจะมาฮู้อะหยัง.... เรื่องพลังของข้าเจ้าหา..... บ่าจ้าดง่าว !?” กล้วยกระชากเสียง “เร็ว.... เดี๋ยวฟ้าก็หลุดไปก่อนหรอก..... ถ้าฟ้าหลุดล่ะก็เปิ้นบ่รอดแน่ๆเน่อ !

            “ไม่ เราไม่ปล่อย !

 

            ราวกับราชินีตานีมีวาจาสิทธิ์ ไม่กี่วินาทีต่อมา มือของฟ้าก็ลื่นหลุด ดวงตาคมของสาวหมัดเหล็กเบิกกว้าง เธอพยายามไขว่คว้าอย่างสิ้นหวัง ขณะร่างร่วงหล่นลงสู่พื้นพรมสีเลือดหมูของล็อบบี้เบื้องล่าง....

 

            “หื้อตายเหอะ !

            โดยอัตโนมัติ กล้วยปล่อยมือเพื่อนหนุ่ม พลิกปากกระบอกปืนชี้ขึ้นฟ้าก่อนจะเหนี่ยวไก แรงปฏิกิริยาดันเธอร่วงลงด้วยความเร็วสูง ฟ้าอ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อเห็นเพื่อนสาวพุ่งแซงเธอลงไปเบื้องล่าง และเพียงไม่ถึงสองเมตรก่อนจะถึงพื้น กล้วยก็เบรกตัวเองด้วยพลังเพียงไม่กี่อย่างที่เธอมี เด็กสาวหน้าจืดเบรกร่างเพื่อนสาวตั้งแต่สิบเมตรเหนือพื้น แล้วฟ้าก็ลงแตะพื้นอย่างสวยงามท่ามกลางเศษกระจกและโครงเหล็กที่กองระเกะระกะอยู่กลางล็อบบี้ที่ร้างผู้คน

 

            เป็นอะไรรึเปล่ากล้วย !?’ จ้าดโทรจิตลงมาหาเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงร้อนรน

            บ่เป็นอะหยัง แต่ข้าเจ้าขึ้นไปนายได้เป็นแน่ !’ กล้วยสวนกลับด้วยเสียงลอดไรฟัน แผลถูกกัดทั่วตัวเจ็บแปลบ ข้าเจ้าอู้แล้วแต๊ๆว่าหื้อปล่อยๆ ถ้าข้าเจ้าลงมาบ่ทันฟ้าจะเป็นจะได !?’

            “เอาน่าๆกล้วย จ้าดมันหวังดีน่า” เด็กสาวหน้าคมพูดกลั้วหัวเราะพลางเอื้อมมือแตะหลังเพื่อนสาว “แล้วกล้วยไหวมั้ย"

            “ไหว แต่เรื่องหวังดีนี่ ถ้าหวังดีแล้วจะพาตนอื่นสิ้นอายุนี่ข้าเจ้าบ่อยากได้หรอกเน่อ” กล้วยยังคงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธอหยิบยาสมานแผลที่เพิ่งจะค้นเจอในคลังยาของโรงเก็บรถถังเมื่อวานขึ้นมาดื่มจนหมดขวด “เอาเหอะ ปิ๊กไปข้างบน.....”

 

            เสียงของตานีสาวหายไปในลำคอเมื่อจู่ๆเสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ดังขึ้นในโสตประสาท

            กล้วย ฟ้า จ้าด ตอนนี้สับรางรถไฟได้แล้ว กำลังวิ่งออกไปทางรางฝั่งตะวันตก อีกประมาณสิบห้านาทีจะออกนอกเขตอันตราย เตรียมตัวยิงได้เลย

 

            จ้าดลงมา !’

            กล้วยโทรจิตเรียกเพื่อนหนุ่มด้วยรู้ว่าเขาก็คงได้รับโทรจิตเช่นกัน เด็กสาวควักแลปทอปที่เสียบเก็บไว้ข้างหลังตั้งแต่ก่อนกระหังบุกออกมาจากช่องหลังเสื้อก่อนจะเปิดโปรแกรมควบคุมการยิงปืนใหญ่ เธอพรมนิ้วพิมพ์คำสั่งให้มันเชื่อมกับโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณและหาพิกัดของรถไฟมรณะ จุดสีแดงในหน้าจออยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองตานนะคอนห่างออกไปราวเจ็ดกิโลเมตร ยังถือว่าอยู่ในระยะปลอดภัย.....

 

            เด็กสาวหน้าจืดคลิกกำหนดจุดยิงเป็นแนวยาวตามทางรถไฟ เธอลองเลื่อนแผนที่เช็กดูจนแน่ใจว่าไม่มีรถไฟขบวนใดวิ่งบนทางรถไฟเส้นนั้น และทันทีที่โบกี้สุดท้ายของรถไฟมรณะออกนอกเขตอันตราย ราชินีตานีก็สั่งยิงทันที.....

 

            เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นเมื่อสองมนุษย์หนึ่งตานีเฝ้ามองหน้าจออย่างลุ้นระทึก เช่นเดียวกับอีกหนึ่งตานี หนึ่งสมิงและหนึ่งวิญญาณหิมะในรถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะซึ่งหยุดรถอยู่ที่ชานเมืองตานนะคอน จุดสีดำเกือบห้าสิบจุดที่แสดงลูกปืนใหญ่ลอยข้ามเมืองตานนะคอนเข้าไปยังช่องเขายาวเหยียดทางตะวันตก มันเคลื่อนที่ช้าลงเมื่อใกล้จะถึงเป้าหมาย ก่อนจะหายวับไปพร้อมๆกับสัญญาณของรถไฟมรณะ

 

            กล้วย ยืนยันเป้าหมายด้วย

            ถึงเพื่อนสาวไม่บอก ราชินีตานีก็กำลังจะทำอยู่แล้ว กล้วยคลิกเมาส์สั่งดาวเทียมให้ถ่ายรูปทั้งระยะไกลและระยะใกล้ แล้วริมฝีปากบางก็ปรากฏรอยยิ้มแรกตั้งแต่เสียงเตือนของโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณดังขึ้นเมื่อกว่าครึ่งชั่วโมงก่อน

 

            ยืนยันเป้าหมายถูกทำลาย ยืนยันหมอกควันพิษลอยขึ้นเขา ยืนยันบ่มีบ้านมนุษย์หรือสัตว์ใหญ่ได้รับผลกระทบ

            เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก เธอได้ยินเสียงฟ้าและจ้าดแปะมือกันอย่างดีใจอยู่เบื้องหลัง และแม้จะไม่ได้ยิน เธอก็พอจะเดาออกว่าในรถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะก็คงมีบรรยากาศไม่ต่างกัน.....

 

            ยืนยันภารกิจเสร็จสิ้น ปิ๊กมาที่โรงแรม แล้วปิ๊กบ้านกันเหอะ

            อ้าว หมู่เฮาจะบ่ปิ๊กไปในงานเลี้ยงก๋า’ ‘อ้าว พวกเฮาสิบ่กลับไปในงานเลี้ยงบ่’ ‘อ้าว พวกเราจะไม่กลับไปในงานเลี้ยงเหรอคะ โทรจิตของทั้งหมิง ยูคิและกล้ายดังกลับมาเกือบจะพร้อมกัน

            บ้า งานเลี้ยงอะหยังอีก เปิ้นอพยพกันหมดแล้ว หลังคาโรงแรมเล่นพังลงมาจะอี้

            ง่า.... งานเลี้ยง.....

 

            หมิงเริ่มงอแงอีกครั้ง แล้วทั้งฟ้าและกล้วยก็ต้องหัวเราะคิกเมื่อได้ยินเสียงวิญญาณหิมะสาวดังประสานมาด้วย ก็น่าเห็นใจอยู่หรอก อุตส่าห์แต่งชุดสวยมาทั้งที ยังไม่ทันได้เข้างานก็อดเสียแล้ว

 

            เอ้าๆ อย่าเพิ่งโวยๆ ไว้วันหลังก็ได้น่า....เด็กสาวหน้าจืดโทรจิตตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ และเมื่อเห็นว่าเสียงโวยยิ่งดังขึ้นก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ข้าเจ้าถามแต๊ๆ ถึงงานเลี้ยงจะยังบ่เลิกแต๊ๆ แต่สภาพดูบ่จืดจะอั้นยังอยากจะเข้าไปอีกก๋า

            รู้ได้ยังไงคะว่าสภาพพวกฉันดูไม่จืด รุ่นพี่กล้วยไม่เห็นสักหน่อย

            เดาเอาก็ฮู้แล้ว ทางนี้เองก็ดูบ่จืดพอกันนั่นล่ะกล้วยตอบยิ้มๆ เอ้า ปิ๊กกันเหอะ ไปรอดูผลสอบวิศวะตานนะคอนดีกว่า

            หา อะหยังนะ’ ‘หา อะไรนะ !?’ คราวนี้คนที่พูดพร้อมกันกลับเป็นกล้ายและจ้าด

            อ้าว ก็ผลสอบเข้าวิศวะตานนะคอนจะได หันในเว็บเปิ้นบอกว่าอาจจะออกคืนนี้หรือบ่อั้นก็พรุ่งนี้แล้วเน่อ ปิ๊กบ้านไปดูกันดีกว่า

 

            เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่งขณะผู้เข้าสอบอีกหนึ่งตนและหนึ่งคนผู้ลืมการสอบไปเสียสนิทพยายามแปลความหมายคำพูดของเด็กสาวหน้าจืด ก่อนที่เสียงของสองผู้เข้าสอบผู้ถูกความจริงโถมเข้าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัวจะดังไปทั่วห้วงโทรจิต

            หา.....................!?’

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ไฮบริด – คำแปลว่า “พันทาง/พันธุ์ผสม” ถ้าใช้ในด้านเครื่องยนต์ หมายถึงเครื่องยนต์ที่ใช้ทั้งน้ำมันหรือเชื้อเพลิงอื่นเช่นแก๊สหรือเอทานอล บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า ในที่นี้เครื่องยนต์ของรถกล้ายเป็นเครื่องยนต์เอทานอล-ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 421 แรงม้า

 

**รถที่ใช้เกียร์ธรรมดา หากเปลี่ยนเกียร์ต่ำลงมากเกินไป ล้อจะล็อกและไถลได้เนื่องจากความเร็วเครื่องยนต์ไม่พอ เกียร์อัตโนมัติไม่มีปัญหานี้เนื่องจากใช้คลัตช์แบบของเหลวทำให้หมุนฟรีได้บ้าง ในตอนนี้รถของกล้ายแม้จะใช้เกียร์แบบ “กึ่ง” อัตโนมัติ แต่ก็ใช้คลัตช์แบบพิเศษที่ล็อกเหมือนเกียร์ธรรมดา เมื่อเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำล้อจึงล็อกและช่วยชะลอความเร็วของรถลงได้ แต่วิธีนี้อันตรายมากเพราะหากไม่โปรเหมือนกล้ายรถอาจจะเสียหลักหรือพลิกคว่ำได้

 

***รถของกล้ายขับเคลื่อนสี่ล้อก็จริง แต่ปกติจะใช้ขับเคลื่อนสองล้อหลังเพื่อยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วน

 

****ถึงจะได้ชื่อว่า “เบรกมือ” แต่เบรกมือของรถสมัยใหม่โดยเฉพาะรถหรูมักจะใช้เท้าเหยียบกันแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น