ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 44 : การทดสอบที่เดิมพันด้วยชีวิตชาวเมืองตานนะคอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ก.พ. 58

            “ลาแล้วตานพิทยาอาลัย ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ข้าสัญญาจะไม่ลืมเลือน....”

            “ในวันไหนที่ใจของเธออ่อนแรงล้า จันทร์เจ้าขาฉันวานข้อความฝากบอกเธอ....”

            “นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ....”

 

            เพลงแล้วเพลงเล่าก้องสะท้อนไปตามหมู่ตึกที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นสีทองเรืองรอง มันถูกเปล่งจากปากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้านับพันคนในเสื้อกันหนาวหลากสีซึ่งยืนจับมือกันเป็นวงอยู่ในสนามฟุตบอลที่ปกคลุมด้วยหิมะ ล้อมรอบรุ่นพี่ผู้กำลังจะสิ้นสุดวันสุดท้ายของการเรียนในโรงเรียนในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า....

 

            บ้างยิ้มที่กำลังจะเดินออกไปสู่โลกใหม่ที่มีอิสระมากขึ้น ที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น และได้รู้อะไรหลายๆอย่างมากขึ้น

 

            บ้างน้ำตาคลอ บ้างร้องไห้ จะด้วยอาลัยช่วงเวลาสามปีในโรงเรียนมัธยมปลายประจำจังหวัดแห่งนี้ หรือจะด้วยความซาบซึ้งที่เหล่าน้องๆลงแรงจัดงานอำลาให้ตลอดทั้งวัน หรือทั้งสองอย่าง ก็คงมีคละเคล้ากันไป

 

            บ้างกอดกัน บ้างจับมือกัน บ้างกอดคอกันเอนตัวไปตามเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มก่อนจะลอยหายไปตามสายลม ด้วยต่อไปคงไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว

 

            ไม่ว่าจะสนุกเพียงใด ไม่ว่าจะยาวนานเพียงใด งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา….

            แต่ก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกราลงไปจริงๆ คืนนี้ยังมีงานเลี้ยงอีกงานหนึ่งรอพวกเขาอยู่

 

            “ชุดอีหยังเนี่ยกล้วย !?

            สมิงสาวแห่งป่าแสนคำทำหน้าเหมือนความหวังอันสูงสุดในชีวิตแหลกสลายลงไปกับตาเมื่อกล้วยเดินออกมาจากห้องแต่งตัวเฉพาะกิจที่สร้างขึ้นลวกๆในห้องกินข้าวของโรงเก็บรถถังเพื่อการลองชุดที่จะสวมไปงานราตรีสโมสรฉลองการจบการศึกษาโดยเฉพาะ

 

            อันที่จริง ชุดราตรีของเด็กสาวหน้าจืดก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก หรือถ้าจะพูดให้ถูก ทั้งเสื้อคอตั้งแขนยาวที่ทอด้วยผ้าไหมสีเขียวเลื่อมเป็นเงาวับ ผ้าถุงสีเขียวเข้มที่ถักทอด้วยดิ้นสีทองเป็นลวดลายแบบเวียงตานที่ซับซ้อนจนมนุษย์ธรรมดาไม่น่าจะทำได้ และผ้าพาดไหล่ที่ประดับโลหะและลูกปัดสีทองแซมมรกตนั้นดูเข้ากับเธออย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยถูกใจเด็กสาวหน้าเสือเท่าใดนัก เธอลุกจากโต๊ะกินข้าวมาด้อมๆมองๆชุดของเพื่อนสาวอย่างไม่สบอารมณ์นักพลางทำจมูกฟุดฟิดเหมือนเสือกำลังดมเหยื่อ

 

            “ชุดราตรีมันต้องเซ็กซี่ๆบ่แม่นบ่กล้วย เป็นหยังถึงได้ปิดหมดจังซี่ล่ะ !?

            “จะไปยุ่งอะหยังกับเปิ้นล่ะบ่าจ้าดวอกหมิง” กล้ายผู้นั่งรอเปลี่ยนเสื้อเป็นคิวต่อไปแทรกขึ้นด้วยเสียงเย็นๆก่อนที่ราชินีตานีจะทันตอบอะไรได้ “แล้วสมิงอย่างหมิงไปฮู้เรื่องชุดราตรีมาจากที่ได๋ บ่ฮู้ก็อย่าอวดว่าฮู้เลย”

            “อีหยังยะบักตานีมักผู้สาว เฮาฮู้น่าว่าชุดราตรีต้องเป็นจะได เคยเห็นรูปในหนังสือที่ขอมาจากมนุษย์ตั้งหลายเล่มแล้ว....” สมิงสาวสวนกลับ แม้จะเสียงอ่อยลงเล็กน้อยในสองประโยคสุดท้ายก็ตาม “เอาเหอะ จังไสๆชุดราตรีที่เฮาเคยเห็นบ่แม่นจังซี่แน่ๆ มีแต่เปิดไหล่หรือบ่ซั่นก็เกาะอกเซ็กซี่ๆกันทั้งนั้น”

            “จะหื้อข้าเจ้าเซ็กซี่ไปยะหยังล่ะ ข้าเจ้าบ่ได้อยากหื้อผู้ได๋มองหรือชอบสักหน่อย แล้วก็บ่มีอะหยังหื้ออวดด้วย” เด็กสาวหน้าจืดพูดกลั้วหัวเราะ แต่ทุกคนก็จับได้ว่ามีแววปลงตกแฝงอยู่ลึกๆ

            “แหมกล้วย อย่ากังวลเลยน่า” ฟ้าเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทางหงอยๆของเพื่อนสาว”ไม่ใช่ว่ากล้วยไม่มีคนเดียวสักหน่อย เราก็ไม่มีเหมือนกันนั่นแหละ.... ยูคิเองก็ไม่มีเหมือนกัน”

 

            วิญญาณหิมะสาวซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆรุ่นพี่สาวหน้าคมก็ลากเธอเข้าไปในบทสนทนา แถมเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับปมด้อยปมหนึ่งของเธอเสียด้วย ทำไมแม่เธอถึงให้มาน้อยแบบนี้นะ.....

 

            “บ่ต้องปลอบข้าเจ้าหรอกฟ้า อีกอย่าง จะไดทั้งฟ้าทั้งยูคิก็มีเยอะกว่าข้าเจ้านี่” ราชินีตานียิ้มเศร้าๆ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องในประโยคต่อมา “อีกอย่าง นี่เป็นชุดราตรีขั้นสูงสุดของตานีเลยเน่อ หมู่เฮาบ่ได้ใส่กันบ่อยนักหรอก ที่เอาออกมาใส่นี่ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญมากเลยเน่อ กล้ายก็จะใส่ชุดจะอี้เหมือนกัน”

            “บ่ฮู้บ่หัน เฮาอยากเห็นกล้วยเปิดไหล่อ้ะ !” หมิงโวยวาย ก่อนที่ประกายบางอย่างจะสว่างวาบขึ้นในดวงตาเรียวเหมือนแมวของเธอพร้อมกับรอยยิ้มหวานเย็นบนริมฝีปาก “เอ หรือเฮาสิจับกล้วยถอดเลยดีน้า.....”

            “อย่าแม้แต่จะคึดเลยเน่อ !” ตานีสาวทั้งสองเบรกอีกฝ่ายทันควัน กล้ายกระชากตัวราชินีตานีออกมาให้พ้นมือที่ทำท่าจะเอื้อมมาปลดกระดุมคอของสมิงสาวก่อนจะพูดต่อ “แล้วอีกอย่าง ถึงหันก็หันแค่แป๊บเดียว เพราะเดี๋ยวหมู่เฮาก็ออกไปแล้ว จะเอาอะหยังมากล่ะ”

            “บ่แป๊บเดียวหรอก เฮาสิไปด้วย”

 

            “หา !?

            ทั้งกล้วย กล้ายและฟ้าหันขวับมาหาเพื่อนสาวหน้าเสืออย่างไม่เชื่อหู มีเพียงวิญญาณหิมะสาวเท่านั้นที่ยังคงนั่งนิ่ง แต่ดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำลุกวาว เธอคิดจะแอบตามรุ่นพี่ทั้งสามไปงานตั้งแต่แรกแล้วด้วยอยากไปงานแบบนี้สักครั้งในชีวิต ชุดก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อย ติดอยู่แค่ถ้าเธอทิ้งสมิงสาวเอาไว้ที่นี่คนเดียวล่ะก็ กลับมาคงโดนทั้งบ่นทั้งด่าทั้งงอแงใส่เป็นชั่วโมงแน่นอน ยิ่งหมิงทั้งขี้อ้อนทั้งขี้เบื่อแบบนี้แล้วด้วย

 

            “บ่ได้ ไปได้จะได เปิ้นหื้อแต่เด็กม.6 ไปเน่อ” กล้ายค้านทันควัน “แล้วถ้าเกิดไปแล้วมีคนผิดสงเกตหูหมิงขึ้นมาจะยะจะได หมู่เฮาบ่ช่วยเน่อ !

            “บ่ต้องห่วงหรอก เฮาเตรียมไว้แล้ว”

 

            เด็กสาวหน้าเสือควักอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนหมวกไหมพรมบุบบู้บี้ลงมาวางเอาไว้บนเรือนผมสีดำสลับขาวของเธอ มันปิดหูแหลมได้พอดีจริงๆด้วย แต่แค่ข้างเดียว

 

            “ถ้าใหญ่กว่านี้สักสองสามเซนต์น่าจะได้อยู่นะ” ฟ้าพูดกลั้วหัวเราะ “เอาจริงๆถ้าอยากไปก็ไปได้อยู่นะ เดี๋ยวเราคุยกับหัวหน้าห้องให้ แต่ต้องจ่ายเงินค่าเข้า.....”

            “นั่นแหละปัญหาสำคัญเลย” เด็กสาวผมหางม้าแทรกขึ้นก่อนจะสวดยาวเหยียด “ค่าเข้างานตั้งสี่ร้อยเบี้ย แล้วหมิงก็หันนี่ว่าช่วงนี้งานปราบผีบ่ค่อยเยอะเพราะหมู่หมอผีแข็งขันขึ้น คาบผีของหมู่เฮาไปกินหมดแล้ว ตอนนี้เงินกองกลางหมู่เฮาเหลืออยู่แค่ห้าร้อยกว่าเบี้ยเองเน่อ แล้วอาทิตย์นี้ก็ยังบ่มีงานเข้ามาเลยด้วย จะเอาอะหยังล่ะ จะไปงานนี้แล้วอดเนื้อกวางไปสักสองสามอาทิตย์ หรือว่าจะบ่ไป”

 

            คำถามนี้ดูจะมีผลต่อจิตใจของสมิงสาวไม่น้อยเพราะเธอเงียบกริบทันที แต่อึดใจต่อมา เธอก็กลับมามีความหวังอีกครั้งเมื่อยูคิเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง

 

            “เอ่อ.... งั้นเดี๋ยวฉันจ่ายให้ก็ได้ค่ะ ฉันพอมีเงินอยู่ แล้วฉันก็อยากไปด้วย.....”

            “ปัจจัยสำคัญบ่แม่นเงินหรอกยูคิ” ราชินีตานีส่ายหน้า “ปัจจัยสำคัญคืองานนี้บ่แม่นงานของยูคิและของหมิง ขนาดกล้ายกับข้าเจ้าจะไปยังเกรงใจเลยเพราะหมู่เฮาเพิ่งย้ายมาแค่ประมาณเทอมเดียว บ่ได้สนิทกับหมู่เปิ้นมากจะอั้น”

            “ไม่เห็นต้องคิดมากขนาดนั้นเลยน่ากล้วย” เด็กสาวหน้าคมท้วง อดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นความขี้เกรงใจขนาดหนักของเพื่อนสาว “งานนี้ไปกันสนุกๆน่า แล้วยังไงถ้าจ่ายเงินเข้างานก็ไม่น่ามีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แล้วเราก็บอกแล้วไงว่าถ้ากังวลจริงๆเราโทรคุยกับภูมิให้ก็ได้ เขายอมอยู่แล้วแหละ”

            “บ่ได้หรอกฟ้า กฎต้องเป็นกฎ งานนี้สำหรับม.6 ก็ต้องแค่สำหรับม.6 เท่านั้น” กล้วยยืนยันหนักแน่น “อีกอย่าง ยูคิกับหมิงไปก็บ่ฮู้จักผู้ได๋เลย จะเบื่อเอาได้เน่อ”

            “แต่ฉันพอรู้จักคนในกลุ่มรุ่นพี่กล้วยอยู่นะคะ” วิญญาณหิมะสาวท้วง “หรืออย่างน้อยถ้าไม่รู้จักใครเลยจริงๆ ก็เกาะกลุ่มอยู่กับรุ่นพี่กล้วยเอาก็ได้.....”

            “แต่พอหมู่เฮาไปคุยกับคนอื่น ยูคิจะยะจะไดล่ะ” เด็กสาวหน้าจืดย้อนถาม “แล้วที่สำคัญกว่าคือหมิง เปิ้นบ่ฮู้จักผู้ได๋เลยแน่ๆ แถมยังต้องปกปิดหูกับผมด้วย มันเสี่ยงเน่อ ถ้าเกิดอะหยังขึ้นมาจะเรื่องใหญ่เอา”

            “แต่เฮาอยากไปคักๆเน่อ.....”

            “ฉันก็อยากไปเหมือนกันนะคะ.....”

 

            “บ่ได้ก็คือบ่ได้ คำได๋คำนั้น” กล้วยตัดสินใจยื่นคำขาด เธอชำเลืองมองนาฬิกาที่ข้อมือเล็กน้อย ห้าโมงสี่สิบห้าแล้ว งานเลี้ยงฉลองเรียนจบจะเริ่มตอนหกโมงครึ่งที่โรงแรมในเขตท่าวังหลังทางตอนใต้ของเมืองซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วโมง และกล้ายกับฟ้าก็ยังไม่ได้แต่งตัวเลยด้วย หากพวกเธอไม่อยากสายก็ต้องจบบทสนทนาลงตอนนี้แล้ว “ขอสุมาด้วยเน่อหมิง ยูคิ เอาไว้ถ้ามีโอกาสค่อยไปเน่อ แต่คราวนี้บ่ได้แต๊ๆ”

 

            ทั้งสมิงสาวและวิญญาณหิมะทำหน้าง้ำ แต่พวกเธอก็ยอมรับคำตัดสินของกล้วยแต่โดยดีด้วยรู้แล้วว่าคงเถียงสู้ไม่ได้ หมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเสียดาย แต่วินาทีต่อมา ริมฝีปากของเธอก็เหยียดออกเป็นรอยยิ้มหวานเย็นอีกครั้ง พร้อมๆกับที่ประกายอะไรบางอย่างสว่างวาบขึ้นในดวงตาสีเหลือง

 

            “ก็ได้ ครั้งนี้เฮาจะยอมกล้วยก่อน แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเน่อ”

            “อะหยังล่ะ”

            “เฮาขอเปลี่ยนเสื้อให้กล้วยตรงนี้เลยละกันนะ.....”

            “อ๊าย อย่า...............!

 

 

            กว่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตจะแล่นเขามาจอดเทียบทางเข้าโรงแรมสุดหรูที่ตกแต่งด้วยเสาหินอ่อนสูงลิบและหลอดไฟสว่างระยิบระยับ นาฬิกาในหน้าจอบนแผงหน้าปัดก็บอกเวลาเกือบหกโมงครึ่งแล้ว กล้วยและฟ้าก้าวลงจากรถ ฝ่ายหลังออกจะทุลักทุเลเล็กน้อยด้วยไม่คุ้นกับกระโปรงยาวที่ผิดวิสัยเด็กสาวสุดแมนอย่างเธอราวฟ้ากับเหว อย่างไรก็ตาม ชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนยาวครึ่งแข้งที่จับพลีตลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ก็ดูเข้ากับเธออย่างน่าประหลาด เมื่อเสริมด้วยผ้าพันคอสีฟ้าฟูฟ่อง สาวหมัดเหล็กสุดห้าวก็กลายร่างเป็นเจ้าหญิงที่เปล่งรัศมีแข่งกับราชินีแห่งเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ในชุดเขียวได้ไม่ยาก

 

            ในรถ กล้ายเองก็ดูสวยไม่แพ้เพื่อนสาว ชุดพิธีการสีเขียวของเธอเป็นแบบเฉพาะสำหรับหน่วยอาวุธจู่โจมซึ่งเปลี่ยนจากผ้าพาดไหล่กลายเป็นตะเบงมานสีเขียวที่พันทาบอกไปผูกกันไว้ด้านหลัง ห้อยด้วยสร้อยเงินฝังมรกตชิ้นโต เข็มขัดเงินที่คาดเอียงๆอย่างเท่ทับอยู่เหนือผ้าถุงที่สั้นกว่าราชินีตานีขึ้นมาเกือบสองนิ้วทำให้เธอดูทะมัดทะแมงและกระฉับกระเฉงกว่าเพื่อนสาวมาก ข้างตัวเธอ เด็กหนุ่มหน้าดุในสูทสีดำสนิทที่สวมทับเสื้อเชิ้ตสีดำคาดเงินทำท่าจะเปิดประตูลงไปด้วย แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้นได้ มือซ้ายที่สวมแหวนเงินหัวมรกตวงโตก็ดึงคอเสื้อเขากลับเข้ามาในรถ

 

            “ยังบ่ต้องลง ไปจอดรถกับข้าก่อน”

            “เจ๊จอดรถเองไม่เป็นรึไงครับ !?” หลานชายหมอผีใหญ่โวย ดวงตาตี่เหลียวมองกล้วยและฟ้าที่เดินหายเข้าไปในประตูโรงแรมอย่างอาลัยอาวรณ์

            “ใจคอจะหื้อเด็กสาวบอบบางลงไปผจญอันตรายในลานจอดรถมืดเปลี่ยวๆก๋า....” กล้ายดัดเสียงปะเหลาะ

            “ถ้ามีโจรหรือไอ้โรคจิตที่ไหนมาทำอะไรกล้ายจริงๆ เราจะห่วงสวัสดิภาพของโจรหรือไอ้โรคจิตคนนั้นมากกว่าอีก....” เด็กหนุ่มหน้าดุพึมพำตอบ แต่เมื่อเห็นแววอาฆาตในดงตาสีเขียวเรืองแสงของเพื่อนสาวก็ตัดสินใจหยุด เขายังไม่อยากโดนไรเฟิลจู่โจมยิงพรุนก่อนจะร่วมงานเลี้ยงสุดท้ายของชีวิตมัธยมปลาย “มันไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกน่ากล้าย นี่มันโรงแรมสี่ดาวนะ ต้องมียามอยู่แล้ว แล้วกล้ายก็มีปืนอยู่ จะกลัวอะไรล่ะ”

            “เปล่าหรอก ข้าบ่ฮู้ว่าที่จัดงานอยู่ไหน ถ้าลงกันหมดผู้ได๋จะพาข้าเข้าไปล่ะ”

            “เจ๊ก็ดูบัตรเข้างานเอาสิคร้าบ.....”

 

            แต่จนแล้วจนรอด จ้าดก็ลงมาจอดรถกับเพื่อนสาวจนได้ และนั่นทำให้เขารู้ว่าตานีสาวผมหางม้าตนนี้ถอยรถจอดขนานระหว่างรถสองคันไม่เป็น.....

 

            “โอ๊ย ยะหยังถึงได้ยากนัก !?

            กล้ายสบถขณะเข้าเกียร์ถอยหลังเป็นรอบที่ยี่สิบเจ็ด ก่อนจะหมุนพวงมาลัยพารถคันโตไปอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเมื่อสิบสองครั้งที่แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะที่จอดใหญ่กว่าตัวรถเพียงไม่ถึงเมตร แต่อีกส่วนเพราะเธอไม่เคยต้องถอยรถเข้าจอดขนานแบบนี้มาก่อน ปกติการจอดรถของตานีมักจอดเข้าซองกันอยู่แล้วเพราะมีที่จอดเหลือเฟือ และแถวบ้านจ้าดหรือโรงเก็บรถถังก็ไม่ได้มีรถเยอะจนต้องจอดต่อกันคันต่อคันแบบนี้ เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด เข้าเกียร์เดินหน้า หมุนพวงมาลัยและเหยียบคันเร่งอย่างหงุดหงิด ก่อนจะต้องย้ายเท้ามากระทืบเบรกจนหน้าทิ่มเมื่อหน้าหม้อรถเกือบจูบท้ายรถสปอร์ตคันหรูราคาไม่น่าต่ำกว่าสิบล้านเบี้ยที่จอดอยู่เบื้องหน้า

 

            ห่างออกไปเล็กน้อยข้างซองที่จอด เด็กหนุ่มหน้าดุยกมือขึ้นกุมขมับ เขายืนอยู่ตรงนี้มาสิบนาทีแล้ว และมีแนวโน้มสูงมากว่าเขาจะต้องยืนไปจนงานเลิกหากเพื่อนสาวยังคงงึกๆงักๆจังซี่มันต้องถอนอยู่ตรงนี้แบบนี้ หรือแย่กว่านั้น เขาอาจจะต้องเสียเงินซ่อมรถหรูคันใดคันหนึ่งที่จอดอยู่รอบๆก็เป็นได้ และเขาก็พอรู้ราคาค่าซ่อมของรถพวกนี้มาบ้าง ไม่แพงเท่าไหร่ ก็แค่ค่าแรงชั่วโมงหนึ่งทำเขากินแต่หม่าม้าไปได้หนึ่งเดือนเต็มๆเท่านั้นเอง....

 

            “กล้าย มา เราถอยเองดีกว่า” ในที่สุด เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจร้องบอกเพื่อนสาวผ่านกระจกด้านคนขบที่เปิดกว้าง

            “คึดว่าข้าจะยอมหื้อนายถอยรถคันนี้หื้อก๋าบ่าจ้าดง่าว !?” เด็กสาวผมหางม้าสวนทันควัน “ใบขับขี่ก็ยังบ่มี จะมาถอยเก่งกว่าข้าได้จะได”

            “เออเหอะน่า มาเหอะ เราช้ามากแล้วนะ แล้วถ้าขืนกล้ายยังถอยแบบนี้สงสัยงานได้เลิกก่อนพอดี”

            “บ่เอา ! ข้าถอยได้ !

            “งั้นถ้ากล้ายถอยครั้งนี้ไม่ได้ ให้เราถอยเลยนะ”

            “ท้าก๋า เอาสิ จะไปยากอะหยังกะอีแค่ถอย.....”

 

            ไม่ทันขาดคำ กันชนท้ายของรถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะก็เสยเข้ากับกระจังหน้าของรถเก๋งคันงามสีเทาด้านหลังดังโครม โชคยังดีที่ความเสียหายมีแค่รอยถลอกเล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอจะทำให้เด็กหนุ่มหน้าดุหมดความอดทน

 

            “เอ้า ลงมา ก่อนจะหาเรื่องให้เราเสียตังค์อีก”

หลานชายหมอผีใหญ่เปิดประตูด้านคนขับก่อนจะดึงเพื่อนสาวลงมาจากรถ กล้ายอิดออดเล็กน้อย แต่ก็จำใจยอมปล่อยพวงมาลัยให้เพื่อนหนุ่มคุมแทนด้วยเธอรับคำท้าไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เธอยังไม่วายคาดโทษไล่หลัง

           

“ถ้าถอยชนเน่อ ข้าจะหื้อนายไปเป็นเหยื่อล่อผี.....”

 

            เสียงของตานีสาวผมหางม้าขาดหายไปในลำคอเมื่อจ้าดตั้งลำเพียงครั้งเดียวก็วาดพวงมาลัยพารถคันโตจอดเข้าที่ได้ตรงเผง แถมขนานเป๊ะชนิดต่อให้เอาเวอร์เนียร์มาวัดก็ยังตรงเผง* กล้ายตะลึงมองตาค้าง แต่เมื่อเห็นสีหน้ายิ้มเผล่ของเพื่อนหนุ่มขณะก้าวลงจากรถก็หันหลังขวับ ก่อนจะสะบัดหน้าไปอีกด้านอย่างหงุดหงิด

 

            “ทีนี้ว่าไงล่ะ ไหนว่าถอยเก่งกว่าเราไง.....” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียง

            “เออ เก่ง ข้าฮู้แล้ว หุบปากเหอะย่ะ” กล้ายสวนกลับเสียงห้วน มือขยับเสื้อให้เข้าที่อย่างลวกๆ ก่อนจะก้าวฉับๆตรงไปยังทางขึ้นชั้นบนของโรงแรมพลางบ่นพึมพำ “ยะเป็นเก่ง เรื่องแค่นี้ข้าก็ยะได้ แค่บ่ได้ฝึกนิดเดียวเอง.....”

            “กล้าย แล้วจะไม่เอาปืนไปเหรอ” เสียงเด็กหนุ่มหน้าดุร้องถามมาจากด้านหลัง

            “ผู้ได๋เอาปืนเข้างานเลี้ยงกันยะบ่าจ้าดง่าว” ผู้ถูกถามกัดกลับโดยไม่หันมามอง “เอ้า เร็ว นายอู้เองบ่แม่นก๋าว่าหมู่เฮาช้าแล้ว ก็เร็วๆเข้าสิ อย่าลืมล็อกรถด้วยเน่อ !

            “คร้าบแม่.....”

            “ผู้ได๋เป็นแม่นายยะบ่าจ้าดง่าว !?

 

            จ้าดกดรีโมตล็อกรถก่อนจะออกวิ่งตามเพื่อนสาวไป ไม่มีใครทันสังเกตเห็นจุดสีแดงบนหน้าจอติดตามความเคลื่อนไหววิญญาณกลางแผงหน้าปัดที่กะพริบอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมบ้างเขลางค์ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองตานนะคอนลงไปทางใต้เกือบหกสิบกิโลเมตร มันค่อยๆขยายตัวใหญ่ขึ้น ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนที่ขึ้นเหนือมุ่งหน้าเข้าหาตัวเมืองอย่างช้าๆ.....

 

 

            แสงจากโคมไฟระย้าประดับคริสตัลที่แขวนห้อยลงมาจากเพดาน ประสานกับแสงหลากสีจากระบบไฟหน้าเวทีสาดส่องจับเหล่าอดีตนักเรียนหมาดๆทั้งชายหญิงนับพันคนในชุดราตรีหลากสีสันที่คลาคล่ำอยู่ในห้องจัดเลี้ยงชั้นหนึ่งขนาดเกือบเท่าสนามฟุตบอล เหล่านักเรียนชายดูหล่อเรียบขรึมอยู่ในชุดสูทเต็มยศ ขณะเหล่านักเรียนหญิงต่างเปล่งประกายแพรวพราว ทั้งประกายทางสายตาจากชุดสวยและอัญมณีที่ต่างก็ขุดกรุแม่มาใส่กันเต็มที่ และทั้งประกายทางจิตใจจากเสน่ห์ภายในของพวกเธอเอง เสน่ห์ที่เตรียมกันมาเต็มที่เพื่องานเลี้ยงสุดท้ายของช่วงชีวิตที่สนุกที่สุดซึ่งหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว.....

 

            “เพื่อนๆคะ ฟังนิดนึงนะคะ !

            ฝูงชนที่ต่างก็ยืนคุยกันบ้าง หาอะไรกินบ้าง และถ่ายรูปกันบ้างต่างหยุดกิจกรรมของตนเองเมื่อเสียงจากพิธีกรสาวในชุดเดรสสั้นสีชมพูลายดอกไม้บนเวทีดังขึ้น เบื้องหลังเธอ วงสตริงร็อกควอร์เต็ตซึ่งมีสมาชิกเป็นอดีตกรรมการชมรมดนตรีสากลเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว

 

            “เราจะเข้าสู่ช่วงพิธีการตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงนะคะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ใครยังหิวหรืออยากกินอาหารโรงแรมก็กินให้อิ่มซะก่อนนะคะ หรือถ้าใครอิ่มแล้วอยากย่อยอาหารหรืออยากจะมาสนุกกัน ก็ขอเชิญมาเต้นกันที่หน้าเวทีกับบทเพลงจากวงอดีตประธานชมรมดนตรีสากลของเราได้เลยค่ะ....!

 

            เสียงเฮดังขึ้นจากทั่วทั้งห้องเมื่อสิ้นเสียงของพิธีกรสาว มือกลองเคาะไม้ ก่อนที่เพลงป๊อบจังหวะสบายๆจะเริ่มบรรเลง เด็กสาวในชุดเดรสสีส้มเดินลงจากเวทีมาสมทบกับเหล่าเพื่อนๆที่เริ่มโยกตัวไปมาตามจังหวะเพลง มองดูราวกับทุ่งหญ้าหลากสีที่ปลิวไสวไปตามสายลมแห่งดนตรี

 

            “กล้วย กล้วย ไปเต้นกันมั้ย”

            ฟ้าเห็นดนตรีเริ่มก็วางจานที่เต็มไปด้วยแฮมและไส้กรอกทันที ก่อนจะหันมาชวนเพื่อนสาวข้างกาย แต่ราชินีตานีส่ายหน้า

 

            “บ่เป็นหยังหรอกฟ้า ฟ้าไปเต้นเถอะ ข้าเจ้าเต้นบ่เป็น”

            “อ้าว ทำไมล่ะ” เด็กสาวหน้าคมถามอย่างงุนงงระคนผิดหวัง “ตานีไม่เต้นกันเลยเหรอ”

            “บ่มีหรอก” กล้วยตอบเสียงเรียบ “ดนตรีส่วนใหญ่ของตานีเป็นดนตรีโบราณสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงช้าๆหรืออย่างมากก็เป็นเพลงมาร์ช คงเต้นบ่ได้หรอก”

            “ไม่แน่เสมอไปหรอกน่า เพลงนี้ไม่เห็นจะเร็วตรงไหนยังเต้นกันได้เลย”

            “นั่นบ่เรียกเต้น เปิ้นเรียกเล่นเวฟ”

            “กล้วยรู้จักคำนี้ด้วยเหรอเนี่ย” สาวหมัดเหล็กพูดกลั้วหัวเราะ “แล้วเขาก็ไม่ได้เล่นเวฟกันสักหน่อย แค่โยกตัวตามจังหวะเพลงเฉยๆเอง”

            “แต่เปิ้นโยกกันเป็นเวฟแต๊ๆเน่อ บ่หันจะพร้อมกันเลย” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดก็กลั้วหัวเราะพอๆกัน “ว่าแต่ ยะหยังบ่ลองชวนจ้าดล่ะ”

            “ไอ้บ้านั่นมันเต้นไม่เป็น” ฟ้าหัวเราะหึๆ “เราว่าถ้ากล้วยลองเต้นยังอาจจะเต้นดีกว่ามันเลย เต้นทีไรมีแต่แกว่งแขนไปแกว่งแขนมาเหมือนคอนดักเตอร์คุมวงชอบกล เห็นแล้วขำทุกที”

            “แหม อย่าไปว่าเปิ้นเลยน่า จ้าดง่าวจะอั้นเต้นได้ก็บุญเท่าได๋แล้ว” ราชินีตานีได้ทีกัดเพื่อนหนุ่มลับหลัง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “เอ้อ ถ้าอยากมีเพื่อนเต้นแต๊ๆก็ลองชวนกล้ายดูสิ เปิ้นฟังเพลงมนุษย์หลายเพลงอยู่ อาจจะเต้นได้ก็ได้”

            “จริงเหรอ เดี๋ยวลองชวนดูดีกว่า” เด็กสาวหน้าคมตอบยิ้มๆ แต่รอยยิ้มของเธอก็จางลงในประโยคต่อมา “ประเด็นคือสองคนนั้นยังไม่มากันนี่สิ.....”

            “นั่นสิ ช้าเกินไปแล้ว” กล้วยควักโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาดูเวลา “นี่ทุ่มจะสิบนาทีแล้ว งานพิธีการจะเริ่มแล้วด้วย สงสัยจะอดแล้วแหละฟ้า”

            “ว้า....” สาวหมัดเหล็กลากเสียงยาวอย่างผิดหวัง “เอาเหอะ ไม่เป็นไร รอหลังช่วงพิธีการก็ได้.... อ้าว นั่นไง มาแล้ว”

 

            กล้ายเดินฝ่าเหล่านักเรียนมาหาเพื่อนสาวทั้งสอง เสื้อผ้าไหมสีเขียวของตานีสาวผมหางม้ามีรอยเหงื่อเป็นจ้ำๆ หลานชายหมอผีใหญ่ที่เดินตามมาเบื้องหลังเองก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันมากนัก เสื้อเชิ้ตของเขาเปียกจนแทบจะเรียกได้ว่าชุ่มทั้งที่ถอดสูทออกแล้ว ผมก็เปียกชื้นเหงื่อจนไหลลงมาตามหน้าผากแม้อากาศในห้องจะเรียกได้ว่าหนาว คงเพราะจุดที่กล้วยและฟ้ายืนอยู่นั้นอยู่เกือบในสุดของห้อง แถมยังต้องฝ่าพื้นที่หน้าเวทีที่มีความหนาแน่นประชากรมากกว่าใจกลางเมืองตานนะคอนมาอีก ไม่เหงื่อชุ่มก็ให้มันรู้ไป

 

            “ยะหยังช้าจะอี้ล่ะ” เด็กสาวหน้าจืดยิงคำถามทันทีโดยไม่รอให้ผู้มาใหม่ทั้งสองหายเหนื่อย

            “ก็กล้ายน่ะสิ ถอยเข้าจอดไม่ได้สัก โอ๊ย.....”

 

            พูดยังไม่ทันจบประโยค จ้าดก็ต้องร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์หยิกเข้าให้ที่กลางหลัง

 

            “ลานจอดแน่นไปหน่อยก็เลยหาที่จอดยาก สุมาเน่อกล้วย” กล้ายตอบเสียงเรียบ “แล้วนี่.... กินข้าวกันเรียบร้อยแล้วก่อ”

            “อื้ม เรียบร้อยแล้ว” เด็กสาวหน้าคมพยักหน้า “กล้ายไปตักข้าวสิ เร็วๆ อีกประมาณยี่สิบนาทีจะเข้าช่วงพิธีการแล้ว เดี๋ยวจะกินลำบากเอา”

            “ข้าบ่ค่อยหิว” ตานีสาวตอบ

            “งั้น....” ฟ้าอึกอักเล็กน้อย “ไปเต้นกันมั้ย เห็นกล้วยบอกว่ากล้ายเคยฟังเพลงของมนุษย์เลยอาจจะเต้นได้ ช่วยเต้นเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ”

            “คือ.... ได้น่ะได้อยู่หรอก แต่บ่ดีมั้ง....” ตานีสาวผมหางม้าเกาเรือนผมสีดำประกายเขียวของเธอแกรกๆ ดวงตาสีเขียวเรืองแสงหลุบลงต่ำอย่างไม่มั่นใจ “ข้าเองก็เต้นบ่เก่งเหมือนกัน แค่เห็นเพลงแล้วก็วิดีโอของมนุษย์ก็เลยมาเต้นตามนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง”

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า เราก็เต้นไม่เก่งเหมือนกัน ไปๆ ไปเต้นกันเถอะ เดี๋ยวเรากลับมานะกล้วย จ้าด”

 

            และก่อนที่กล้ายจะคัดค้านอะไรได้อีก เธอก็ถูกเพื่อนสาวหน้าคมลากหายเข้าไปในฝูงชนเสียแล้ว

 

            “กล้ายเต้นเป็นจริงเรอะ” หลานชายหมอผีใหญ่หันมาถามกล้วยอย่างไม่อยากเชื่อ

            “เป็นมั้ง” ริมฝีปากบางของตานีสาวบิดเป็นรอยยิ้มแฝงปริศนา “เอาน่า บ่เป็นก็ต้องเป็นแหละงานนี้ โดนลากไปซะจะอั้นแล้ว”

            “แล้วทีนี้เราจะทำอะไรดีล่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามต่อ

            “แล้วแต่นายซิ่” กล้วยตอบง่ายๆ “กินข้าวก่อล่ะ หรือจะเต้น แล้วต๊อกกับไร่ล่ะ”

            “สองคนนั้นอยู่กับกลุ่มเพื่อนฟ้า มีคู่กันแล้วเรียบร้อย” แววขมขื่นปรากฏในน้ำเสียงของหลานชายหมอผีใหญ่เล็กน้อย “ไอ้เพื่อนทรยศเอ๊ย.....”

            “สรุปคือบ่มีเพื่อนเดินงานก็เลยเซ็งแม่นก่อ” ตานีสาวหัวเราะคิก ขณะสีหน้าที่บอกบุญไม่รับอยู่แล้วของหลานชายหมอผีใหญ่ยิ่งหดหู่ลงไปอีก “เอ้าๆ อย่างอน เรื่องจะอี้ถึงเวลาก็มีมาเองแหละ”

            “ตัวเองไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ยังจะมีหน้ามาพูดอีกนะ.....”

            “อย่างน้อยก็ประสบการณ์มากกว่านายละกันย่ะบ่าจ้าดง่าว” ราชินีตานีกัดเพื่อนหนุ่มหนึ่งกร้วม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เอ้อ จ้าด อยู่ตรงนี้ก่อนได้ก่อ ข้าเจ้าขอตัวแป๊บนึง”

            “ไปไหน”

            “ไปที่ที่แม่หญิงเขาไปกันสิ” กล้วยตอบห้วนๆ “รอฟ้าอยู่ตรงนี้ก่อนเน่อ เดี๋ยวข้าเจ้ามา”

            “ไม่เอา ไปด้วย !

            “บ่าจ้าดง่าว ! ไปด้วยได้จะได น่าเกลียด !” เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงดุ “อีกอย่างนายต้องอยู่รอฟ้ากับกล้ายด้วย เดี๋ยวจะหากันบ่เจอ”

            “แต่หนูไม่อยากอยู่คนเดียวง่า.....”

 

            เด็กหนุ่มผู้ถูกเพื่อนทิ้งเริ่มออกอาการงอแง ตานีสาวถอนหายใจเฮือก นี่หรือผู้จบการศึกษาหลังสูตรมัธยมศึกษาปีที่หก สงสัยรัฐเวียงตานคงต้องพิจารณาหลักสูตรใหม่กันยกใหญ่เสียแล้ว โดยเฉพาะเรื่องวุฒิภาวะทางสมอง

 

            “เอ้าๆ ไปก็ไป เดี๋ยวถ้าสองตนนั้นกลับมาบ่เจอหมู่เฮาก็คงโทรเองแหละ”

            ราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่ออกเดินฝ่าฝูงชนกลับไปยังประตูด้านหน้า แต่ทั้งสองก็ตระหนักว่าความหนาแน่นของฝูงชนที่หน้าเวทีเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบสองเท่า กว่าจะหลุดออกมานอกห้องได้ก็กินเวลาไปโขแถมยังเหงื่อท่วมตัว กล้วยนั้นไม่เท่าไหร่ แต่จ้าดซึ่งท่วมไปแล้วครั้งหนึ่งยามนี้ดูไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำไปสักเท่าใดนัก

 

            เด็กสาวหน้าจืดดึงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลาอีกครั้ง ทุ่มยี่สิบ ถ้ารีบเข้ารีบกลับกว่าจะฝ่าเข้าไปถึงที่มั่นเดิมก็ทุ่มครึ่งพอดี กล้วยก้าวยาวๆไปตามทางเดินที่ปูด้วยพรมแดงของล็อบบี้โรงแรมมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำที่อยู่สุดอีกฟากตึก แต่จู่ๆเธอก็ชะงักฝีเท้ากะทันหันจนจ้าดที่เดินตามหลังมาชนดังพลั่ก

 

            “อะไรกล้วย ทำไมจู่ๆก็หยุด เห็นอะไรงั้นเหรอ”

            “อื้ม” ตานีสาวตอบออมเสียง ดวงตาเรียวกวาดซ้ายกวาดขวาเหมือนเรดาร์ “เมื่อกี้เหมือนข้าเจ้าหัน.... หูแมว....”

            “ฮะ !?

 

            เด็กสาวหน้าจืดไม่สนใจเครื่องหมายคำถามตัวเป้งบนใบหน้าของเพื่อนหนุ่ม เธอควักมือถือออกจากกระเป๋าเสื้อผ้าไหมเป็นรอบที่สาม แต่คราวนี้กดปุ่มเปิดระบบสแกนพลังงานวิญญาณ เสียงร้องเตือนดังขึ้นทันที พร้อมๆกับที่หน้าจอแสดงภาพจุดสีเหลืองและสีเทากะพริบอยู่หลังโซฟาห่างออกไปจากตัวเธอเพียงไม่กี่เมตร กล้วยถอนหายใจเฮือก เธอรู้ดีว่าสองจุดนั้นเป็นใคร

 

            “เอาจนได้สิเน่อ.....”

            “อะไรกล้วย เอาอะไรจนได้”

            ตานีสาวไม่ตอบ แต่ก้าวฉับๆไปยังโซฟาเป้าหมาย ก่อนจะดึงแขนวิญญาณหิมะแห่งฮิมิตสึและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำออกมาจากด้านหลัง ยูคิอยู่ในชุดราตรีที่ตัดแบบพื้นเมืองฮิมิตสึสีชมพูอ่อนลายดอกไม้ ส่วนหมิงดูแปลกตาอยู่ในชุดเกาะอกลายเสือที่พันทับด้วยผ้าพันคอผืนเก่งสีเดียวกัน ทั้งสองหัวเราะแหะๆ พลางเกาหัวแกรกๆด้วยท่าเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน แต่ใบหน้าของพวกเธอก็เจื่อนลงถนัดตาเมื่อเห็นสีหน้าเครียดของอีกฝ่าย

 

            “ข้าเจ้าบ่นึกเลยเน่อว่าจะหาทางมากันเองจนได้” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดฟังดูเหมือนคุณแม่ดุลูกมากกว่าจะเป็นพี่ใหญ่ของบ้านดุเพื่อนและรุ่นน้องเช่นนี้ “ก็อู้แล้วว่าอันตรายจะได จะมีปัญหาอะหยัง แล้วยะหยังถึงบ่ฟังกันเลย”

            “ก็.... ก็เค้าอยากมานี่.....” หมิงทำเสียงปะเหลาะ “อุตส่าห์เตรียมชุดไว้เรียบร้อยแล้ว สิบ่ให้มาก็เสียดาย แม่นบ่ยูคิ”

            “ใช่ค่ะ” สาวแว่นเห็นรุ่นพี่สาวโยนบทมาก็งับทันที “อย่าโกรธเลยนะคะรุ่นพี่กล้วย นะคะ เดี๋ยวค่าเข้างานฉันจ่ายเองอยู่แล้ว หรือถ้าจะมีปัญหากับคนจัดงานเดี๋ยวฉันไปคุยเองก็ได้”

 

            “ก็อู้แล้วบ่แม่นก๋าว่าปัญหามันบ่แม่นเรื่องเงินหรือเรื่องตนจัดงาน มันเกี่ยวกับความสมควรหรือบ่สมควรเน่อ ลองคึดดูสิ ถ้าทุกตนพาตนที่บ้านมาด้วยงานนี้จะเป็นจะได ถึงจะจ่ายเงินเองก็เหอะ” กล้วยขมวดคิ้วใส่รุ่นน้องสาว ทำเอาวิญญาณหิมะตัวลีบลงไปถนัดตา “หมิงยังพอว่าเพราะข้าเจ้าฮู้อยู่แล้วว่าชอบเล่นอะหยังแผลงๆ แต่ยูคินี่ข้าเจ้าบ่คึดมาก่อนเลยเน่อว่าจะยะจะอี้ ข้าเจ้านึกว่ายูคิจะเรียบร้อยแล้วก็ฮู้จักคึดกว่านี้ซะอีก”

            “ขอโทษค่ะ....”

            “เอาน่าๆกล้วย ไม่เห็นต้องซีเรียสขนาดนั้นเลย” หลานชายหมอผีใหญ่เดินมาแตะไหล่เพื่อนสาวจากด้านหลัง เขาอดสงสารเด็กสาวชาวฮิมิตสึที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ไม่ได้ “แต่ก็ ทำอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ พวกเราอาจจะยอมกันได้ แต่ถ้าเป็นงานที่เป็นทางการมากๆ ระวังจะแต่งตัวไปเก้อล่ะ”

            “มันบ่แม่นแค่นั้นสิจ้าด” กล้วยแย้งเสียงแข็ง “ออกมาจากโรงเก็บรถถังได้เปิดระบบรักษาความปลอดภัยก่อก็บ่ฮู้ ถ้าผีร้ายหรือมนุษย์เข้าไปจะยะจะได !?

            “เฮาเปิดให้แล้วเด๊” เด็กสาวหน้าเสือเอ่ยขึ้น “เปิดทุกอย่างเท่าที่มีเลยด้วย”

            “หมิงเปิดเป็นก๋า”

            “เป็นสิ ระบบของกล้ายใช้ง่ายอีหลี ง่ายจนเฮาย่านเลยว่าถ้ามีไผเข้าไปแล้วเปิดระบบนี้ตอนพวกเฮาบ่อยู่สิเฮ็ดจังไสดี”

            “ก็นั่นแหละสิ่งที่ข้าเจ้าย่านอยู่ตอนนี้” กล้วยตอบอย่างหงุดหงิด “บ่ได้การ เช็กหน่อยดีกว่า”

 

            ขาดคำ ตานีสาวก็ทำให้ทุกคนช็อกเมื่อเธอดึงแลปทอปออกมาจากช่องเก็บด้านหลังเสื้อผ้าไหม ไม่มีใครดูออกเลยสักคนทั้งที่เธอพกมาตั้งแต่อยู่บ้าน เด็กสาวหน้าจืดวางมันลงกับโต๊ะกระจกก่อนจะเปิดหน้าจอ นิ้วจ่อค้างอยู่บนคีย์บอร์ดในตำแหน่งเตรียมเรียกโปรแกรมเชื่อมต่อระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเก็บรถถัง แต่ทันทีที่หน้าจอแอลซีดีสว่างขึ้น เธอก็ชะงักมือเมื่อกรอบข้อความที่กำกับด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์สีแดงตัวเป้งโผล่ขึ้นมาจากแถบเครื่องมือด้านบน

 

            “เตือนปฏิกิริยาพลังงานวิญญาณร้ายระดับ 14”

            กล้วยอ่านข้อความนั้นช้าๆ คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยระคนงุนงง ปกติระดับสิบก็หมายถึงผีร้ายหรือเหตุการณ์ทางพลังงานวิญญาณอื่นๆที่ร้ายแรงขนาดตานีต้องออกไปเป็นกองร้อยแล้ว แม้แต่ตอนเปรตบุกเมืองก็ยังอยู่ในระดับเก้าเท่านั้น ไม่น่าเป็นไปได้เลยที่จะเกิดเหตุการณ์ระดับสิบสี่ขึ้นโดยสัมผัสวิญญาณของเธอตรวจจับไม่ได้ สงสัยดาวเทียมจับพลังงานวิญญาณคงจะเสีย เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือก ของแพงเสียจนได้ แถมเป็นของแพงที่พวกเธอสร้างกันเองลำบากเสียด้วย

 

            แต่เมื่อคลิกบนกล่องข้อความและเรียกหน้าจอสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นมาแล้ว ดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวของกล้วยก็เบิกกว้างเมื่อพบว่าดาวเทียมไม่ได้เสีย ด้วยดาวเทียมตรวจจับวิญญาณทั้งสามดวงและเซ็นเซอร์บิลต์อินในแลปทอปยืนยันผลเดียวกัน นั่นคือปฏิกิริยาพลังงานวิญญาณร้ายลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา มันอยู่ห่างออกไปทางตอนใต้ของตัวเมืองราวสามสิบกิโลเมตร ที่น่ากลัวก็คือ มันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็วเกือบแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง.....

 

            “อะไรน่ะกล้วย ผีร้ายเหรอ” จ้าดถามด้วยน้ำเสียงตกใจ

            “อู้หื้อถูกก็ ปฏิกิริยาวิญญาณร้าย” ตานีสาวตอบ มือลากเมาส์คลุมตำแหน่งพลังงานวิญญาณก่อนจะสั่งดาวเทียมให้ถ่ายรูประยะใกล้ “ผี มนุษย์ หรืออะหยังก็ตาม ถ้าจะยะอะหยังด้วยความประสงค์ร้าย พลังงานวิญญาณจะแผ่รังสีเฉพาะตัวออกมา ระบบรุ่นใหม่ตั้งหื้อจับปฏิกิริยาจะอี้จะได้บ่สับสนกับวิญญาณทั่วๆไป แต่ระบบรุ่นเก่าจะบ่แสดง....”

 

            เสียงของกล้วยขาดหายไปในลำคอเมื่อโปรแกรมแจ้งเตือนว่าภาพถ่ายสำเร็จและถูกส่งมาเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวซูมเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อพบว่าต้นกำเนิดของปฏิกิริยาพลังงานวิญญาณมันคือรถไฟขบวนยาวเหยียดเกือบสามร้อยเมตร โบกี้ทรงกระบอกบอกชัดว่ามันไม่ใช่รถไฟโดยสารหรือรถไฟขนส่งคอนเทนเนอร์ธรรมดา แต่น่าจะเป็นรถไฟบรรทุกน้ำมันหรือสารเคมี

 

            ไวเท่าความคิด กล้วยเรียกประวัติของปฏิกิริยาวิญญาณขึ้นมาก่อนจะสั่งให้กล้องดาวเทียมถ่ายรูปต้นทางของมัน แล้วไขสันหลังของเธอก็จับเป็นน้ำแข็งในฉับพลันเมื่อพบว่าสถานีต้นทางของรถไฟขบวนนี้มาจากคลังสารเคมีพิษขนาดยักษ์ใกล้นิคมอุตสาหกรรม หากถังของทุกโบกี้บรรจุสารเคมีนี้เอาไว้เต็ม แล้วผีร้ายบังคับมันให้พุ่งเข้าชนเมืองตานนะคอน หรือแม้แต่จอดมันเอาไว้นอกเมืองแล้วเปิดวาล์วให้ลมเหนือพัดมันมาปกคลุมตัวเมืองล่ะก็ ภายในไม่กี่ชั่วโมงตานนะคอนได้กลายเป็นเมืองร้างแน่

 

            “ร้ายแรงมากเหรอคะรุ่นพี่กล้วย” ยูคิเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกหลังจากเงียบกันมาอึดใจใหญ่ เธอพอจะอ่านสีหน้าซีดเซียวของอีกฝ่ายออก

            “ฮื่อ” ตานีสาวตอบเสียงหนัก “จ้าดนายโทรหาฟ้าเดี๋ยวนี้เลย ข้าเจ้าจะโทรหากล้าย”

            “ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น รถไฟนั่นมันมีอะไรงั้นเหรอ”

            “เดี๋ยวค่อยอธิบายทีเดียว ตอนนี้โทรก่อน เร็ว !

 

            เมื่อเห็นท่าทีเคร่งเครียดของเพื่อนสาว จ้าดก็ตัดสินใจไม่ถามต่อ เขาควักโทรศัพท์ออกมากดโทรหาเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายไม่รับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องท่าแปลกใจเท่าไหร่นัก เธอคงปิดเสียงเอาไว้เผื่อช่วงพิธีการ แต่ต่อให้เปิดเสียงก็คงถูกเสียงดนตรีกลบมิดอยู่แล้ว

 

            “กล้ายรับมั้ยกล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ถามเมื่อเห็นเด็กสาวหน้าจืดถอนโทรศัพท์ออกจากหู แม้จะพอเดาคำตอบจากสีหน้าว้าวุ่นใจของเธอได้

            “บ่รับ เสียงข้างในคงดังเกินไป คงต้องลองโทรจิต” กล้วยตอบ กล้าย ฟ้า ได้ยินข้าเจ้าก่อ

            ได้ยิน มีอะหยัง

            ว่าไงกล้วย

            มีเรื่องด่วน ช่วยออกมาเดี๋ยวนี้เลย

 

            ไม่ถึงห้านาทีต่อมา เด็กสาวผู้รักในการเต้นและเด็กสาวผู้ถูกลากไปเต้นก็วิ่งกระหิดกระหอบออกมาจากห้องจัดเลี้ยงจนชุดราตรียาวปลิวไสว เหงื่อเปียกชุ่มใบหน้าที่มีแววฉงนแกมกังวล

 

            “อะหยังก๋ากล้วย” กล้ายเอ่ยถามทันทีที่เดินเข้ามาถึงตัวเพื่อนสาว “เรื่องด่วนอะหยัง ผีร้ายบุกก๋า”

 

            กล้วยไม่ตอบ เธอกดขยายรูปถ่ายจากดาวเทียมให้เต็มจอ ก่อนจะสลับให้ดูจนครบทุกรูป

 

            “หมายความว่าผีร้ายจะเอารถไฟขบวนนี้พุ่งเข้าชนเมือง ?” คิ้วของเด็กสาวผมหางม้าขมวดเข้าหากัน

            “หรือบ่อั้นก็เปิดวาล์วปล่อยสารพิษนี้ออกมา” กล้วยต่อให้ “คลังนั่นเก็บเมทิลไอโซไซยาเนตอยู่*”

            “เมทิลไอโซไซยาเนต !?” กล้ายทวนคำเสียงสูง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้าง

            “เป็นหยังล่ะกล้าย” หมิงเอียงคออย่างงุนงงเมื่อเห็นปฏิกิริยารุนแรงของเพื่อนสาว “สารนี้คืออีหยัง มันอันตรายมากบ่”

            “อันตรายมากสิ” ตานีสาวผมหางม้าตอบห้วนๆ “สารนี้ใช้ยะยาฆ่าแมลงแล้วก็เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาง เป็นพิษร้ายแรง ไวไฟแล้วก็ระเหยง่าย เคยเกิดหายนะเพราะสารนี้มาแล้วครั้งหนึ่งด้วย คนตายเป็นพันๆคนเชียวล่ะ”

            “คราวนั้นสารที่รั่วไหลมันแค่สามสิบตัน” เด็กสาวหน้าจืดพูดต่อด้วยเสียงหนักอึ้ง “แต่คราวนี้ ดูคร่าวๆโบกี้ขนาดนี้บรรทุกสารเคมีนั่นได้ตู้ละราวๆร้อยตัน ขบวนนี้ทั้งหมดมีสามสิบตู้ เท่ากับถ้ารั่วหมดก็สามพันตัน....”

            “เป็นรถไฟส่งสารเคมีธรรมดารึเปล่า” ฟ้าพยายามมองโลกในแง่ดี “อาจจะขึ้นไปส่งเชียงพิงค์ก็ได้นะ มันต้องผ่านตานนะคอนอยู่แล้ว”

            “ถึงจะเป็นรถไฟขนสารเคมีธรรมดา แต่ถ้ามีปฏิกิริยาวิญญาณร้ายขนาดนี้ก็น่าเป็นห่วงพอๆกันแหละ” ราชินีตานีตอบเสียงเครียด “อีกอย่าง ปกติรัฐเวียงตานมีกฎหมายห้ามรถไฟขนสารเคมีอันตรายหรือเชื้อเพลิงวิ่งตอนกลางคืน เพราะจะอั้นเรื่องนี้บ่ปกติแน่นอน”

            “เฮ้ย แต่ถ้าเป็นอย่างงั้น ทำไมบริษัทหรือหน่วยงานราชการไม่ทำอะไรเลยล่ะ รถไฟหายไปทั้งขบวนยาวๆแบบนี้เลยนะ” เสียงของสาวหมัดเหล็กสูงขึ้น “กล้องที่ถ่ายรูปนี้มาเสียรึเปล่า”

            “บ่มีทาง....” กล้ายโต้กลับทันควันด้วยเธอเป็นหนึ่งในคณะผู้ออกแบบดาวเทียมถ่ายภาพ แต่เด็กสาวหน้าจืดยกมือห้ามเธอไว้

            “ตอนแรกข้าเจ้าก็คึดว่าเป็นจะอั้น....”

            “กล้วยบ่ไว้ใจฝีมือข้าก๋า !?

 

            “บ่แม่น แต่จู่ๆหันปฏิกิริยาวิญญาณใหญ่ๆจะอี้ทั้งที่หมู่เฮาบ่ฮู้สึกเลย เป็นกล้ายกล้ายจะแปลกใจก่อล่ะ” กล้วยตอบด้วยน้ำเสียงรำคาญน้อยๆ เธอไม่ชอบเลยเวลามีใครนอกเรื่องยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ “เป็นไปได้ว่าผีร้ายพรางตาหรือใช้อะไรอย่างอื่นปกปิดรถไฟไว้ แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน ตอนนี้รถไฟขบวนนี้อยู่ห่างออกไปประมาณสามสิบห้ากิโลเมตร ถ้าคำนวณจากความเร็วเฉลี่ย กว่าจะเข้ามาถึงระยะที่เหมาะกับการปล่อยสารเคมีก็ประมาณครึ่งชั่วโมง ผู้ได๋มีแผนอะหยังบ้างก่อ”

 

            “คำถามนี้เราน่าจะถามกล้วยมากกว่านะ”

            “ก็ข้าเจ้าบ่ฮู้ข้าเจ้าก็เลยถามอยู่นี่จะไดบ่าจ้าดง่าว” กล้วยค้อนเพื่อนหนุ่มวงใหญ่

            “ยิงมันทิ้งเลยบ่ได้บ่” หมิงเสนอขึ้นเป็นคนแรก “เอาปืนใหญ่ของกล้วยนั่นแหละ น่าสิยิงเข้าอยู่เด๊”

            “ปัญหาคือปืนนั่นรัศมียิงหวังผลแค่สองกิโลเมตรกว่า แต่รัศมีที่สารเคมีนี้จะกระจายในความเข้มข้นมากพอที่จะยะหื้อมนุษย์บาดเจ็บหรือตายได้น่ะประมาณสี่กิโลเมตร ที่สำคัญคือสารนี้ไวไฟ แปลว่าถ้ายิงปั๊บมันระเบิดตูมทันที แล้วไอระเหยของมันก็จะยิ่งกระจายออกไปด้วย ต่อหื้อหมู่เฮายิงที่ระยะยิงไกลสุดข้าเจ้าว่าก็ยังเสี่ยง” ราชินีตานีตอบยาวเหยียดแต่รัวเร็วจนแทบฟังไม่ทัน “และที่สำคัญที่สุด ทางรถไฟจากบ้านเขลางค์มาตานนะคอนแทบจะเป็นเส้นตรงขึ้นเหนือ แล้วตอนนี้ลมก็เป็นลมเหนือ บ่ว่าจะยิงตรงไหนหมอกควันพิษก็ลอยมาปกคลุมตานนะคอนอยู่ดี”

            “แต่ถ้ามีลม ก็แปลว่ารอสักหน่อยไอพิษนั่นก็ถูกพัดเลยตัวเมืองไปอยู่ดีไม่ใช่เหรอ” ฟ้าออกความเห็นบ้าง “ถ้างั้นพวกเราไปบอกหน่วยงานราชการให้แจ้งเตือนชาวเมืองว่าให้อยู่แต่ในบ้าน แล้วก็ใส่หน้ากากกันแก๊สพิษ แค่นั้นก็พอไม่ใช่เหรอ”

            “บ่ได้หรอก” คราวนี้ตานีสาวผมหางม้าตอบบ้าง “ตานนะคอนมีดอยล้อมรอบเกือบทุกด้านยกเว้นทิศใต้ ลมพัดต่อบ่ได้ สารพิษจะค้างอยู่ตรงนี้เป็นอาทิตย์ๆหรือเป็นเดือนๆด้วยซ้ำ”

            “แล้วถ้างั้นจะให้ทำยังไงล่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุเริ่มออกอาการหัวเสีย “ยิงทิ้งก็ไม่ได้ ป้องกันตัวเองก็ไม่ได้ แล้วยังจะเหลือทางไหนอีก”

            “ก็เลยหยนักใจอยู่นี่จะไดบ่าจ้าดง่าว”

 

            “แล้วถ้าเบนมันออกไปเส้นทางอื่นล่ะคะ”

            ทั้งกล้วยและกล้ายหันขวับมามองวิญญาณหิมะสาวเป็นตาเดียว นี่เป็นความคิดที่ไม่เลว ทางรถไฟของตานนะคอนมีทางแยกไปหลวงน้ำทา อ้อมเมืองไปเชียงพิงค์ และไปทางตะวันออกสุดสายที่เมืองเวียงคำแก้วห่างออกไปยี่สิบกิโลเมตร ทางรถไฟสายหลวงน้ำทามีภูเขาขนาบและลมค่อนข้างสงบ หรือหากจะพัดก็พัดออกไปทางเมืองหลวงน้ำทาซึ่งห่างออกไปเกือบเจ็ดสิบกิโลเมตรซึ่งแน่ใจได้เลยว่าสารพิษจะกระจายออกไปจนไม่เหลืออันตราย แถมเส้นทางนั้นยังไม่มีคนอาศัยอยู่เลยด้วยเนื่องจากมีแต่หุบผาสูงชัน ถ้าพวกเธอสับรางพารถไฟออกไปทางนั้นได้ จะยิงหรือจะต้มยำทำแกงอะไรกับรถไฟก็ได้ทั้งนั้น

 

            “ดูแผนที่ทางรถไฟของตานนะคอนซิกล้วย”

 

            เด็กสาวหน้าจืดคลิกเรียกแผนที่ระบบรถไฟรอบเมืองตานนะคอนขึ้นมาบนหน้าจอ มีประแจสับรางสามตัวที่จะสับออกไปยังเส้นทางมุ่งหน้าหลวงน้ำทา ตอนนี้รถไฟมรณะอยู่ห่างจากประแจสับรางตัวแรกเกือบยี่สิบกิโลเมตร

 

            “หมู่เฮาเคลื่อนที่ในพริบตาไปสับรางเลยดีกว่า” กล้วยพับคอมพิวเตอร์ก่อนจะยัดมันเก็บเข้าช่องหลังเสื้อ “ยูคิไปด้วยเน่อ เคลื่อนที่ในพริบตาลงไปเอาปืนที่รถก่อน ส่วนฟ้าจ้าดหมิงรออยู่นี่ละกัน ระวังตัวด้วย”

            “ค่ะ”

            “อื้ม”

 

            วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสามเปลี่ยนสถานะกลายเป็นพลังงาน แต่ร่างกายที่ควรจะหายวับไปยังจุดหมายด้วยความเร็วใกล้เคียงแสงกลับไม่ตอบสนอง หัวใจของสองตานีสาวร่วงวูบลงไปอยู่ที่ฝ่เท้า พวกผีร้ายวางอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาเอาไว้ด้วยหรือนี่

 

            “แย่” กล้วยพึมพำ “เปลี่ยนแผน เอารถไป หมิงไปกับหมู่เฮาด้วยเน่อเพราะคงต้องมีสู้กับผีร้ายแน่ๆ เปิ้นคงบ่หื้อผู้ได๋ไปสับรางง่ายๆหรอก”

            “อื้ม ด้วยความยินดี”

            “ส่วนจ้าดกับฟ้าอยู่ที่นี่ ข้าบ่อยากหื้อจ้าดกับฟ้าไปเสี่ยงกับแก๊สพิษ”

            “อ้าว ถ้าเราเสี่ยง กล้ายกับยูคิกับหมิงก็เสี่ยงเหมือนกันไม่ใช่เหรอ” ฟ้าท้วง “ให้เราไปด้วยดีกว่า เรารบประชิดได้ดีกว่านะ”

            “หมู่เฮาเองก็เสี่ยงเหมือนกัน แต่เสี่ยงน้อยกว่าเพราะแปลงสถานะเป็นพลังงานได้ ถ้าเกิดโดนแก๊สพิษนี้เข้าไป เปลี่ยนเป็นพลังงานมันก็ยะอะหยังหมู่เฮาบ่ได้แล้ว” เด็กสาวผมหางม้าอธิบาย

            “ถ้างั้น แล้วหมิงล่ะ !?

            “เฮาทนต่อสารพิษได้มากกว่ามนุษย์หรือเสือปกติเป็นร้อยเท่า บ่ต้องห่วงหรอก” สัตว์ภูตสาวยิ้มให้ความมั่นใจเพื่อนสาว แม้ที่จริงแล้วสิ่งที่เธอทนได้มากกว่ามนุษย์เป็นร้อยเท่าจะเป็นกัมมันตภาพรังสีก็ตาม เด็กสาวหน้าเสือถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอกเมื่ออีกฝ่ายไม่ซักต่อ

            “ถ้างั้นก็.... ระวังตัวด้วยนะ ปลอดภัยกลับมาให้ได้ล่ะ”

            “ได้” กล้วยพยักหน้าให้เพื่อนสาว “ถ้ามีอะหยังโทรบอกช้าเจ้าทันที เพราะผีร้ายอาจจะโจมตีที่นี่ด้วยก็ได้ เข้าใจเน่อ”

            “โอเค ได้เลย”

 

            “เดี๋ยวๆ ข้าว่ากล้วยอยู่ที่นี่ดีกว่า” เด็กสาวผมหางม้าขัดขึ้น “ปล่อยหื้ออยู่กันสองคนรับมือผีร้ายบ่ได้หรอก แล้วกล้วยก็รบระยะประชิดบ่ถนัดด้วย”

            “เอาจะอั้นก๋า” ราชินีตานีถามย้ำ “ก็ได้ ระวังตัวด้วยเน่อ ถ้าต้องการกำลังเสริมเรียกข้าเจ้าทันทีตกลงก่อ แล้วอย่ายะอะหยังเกินตัวล่ะ ถ้าบ่ไหวก็ถอยเน่อ”

            “จะพยายามเน่อ” กล้ายรับคำ เธอตั้งท่าจะหันหลังกลับ แต่ก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ “ปืนกล้วยอยู่ในรถบ่แม่นก๋า บ่ลงไปเอาปืนก่อนก๋า”

            “บ่ ข้าเจ้าเอาที่เก็บอาวุธติดตัวมาด้วย” เด็กสาวหน้าจืดแบกระเป๋าเสื้อให้ดูแท่งโลหะทรงกระบอกด้านใน “แต่ TM74 กับ TMA44 อยู่ในรถ บ่เป็นอะหยังหรอก เอาไว้เผื่อใช้ก็ได้”

            “แน่ใจก๋าว่าจะบ่เอา”

            “แน่ จะไดงานนี้ใช้สองกระบอกนั่นบ่ได้อยู่แล้ว รีบไปเถอะ”

            “อื้ม”

 

            กล้ายหันไปพยักหน้าให้หมิงและยูคิ ก่อนที่ทั้งสามจะหันหลังกลับและออกวิ่งไปตามล็อบบี้มุ่งหน้าสู่ลิฟต์ลงลานจอดรถ กล้วย จ้าดและฟ้ามองตามจนทั้งสามเลี้ยวเข้าโถงลิฟต์หายไป แล้วตานีสาวหน้าจืดก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด อันเป็นเรื่องปกติเมื่อเธอเข้าโหมดเอาการเอางาน

 

            “ฟ้า มีหมายเลขโทรศัพท์ของภูมิก่อ”

            “เราไม่มีนะ แต่จ้าดมี”

            “จะอั้น จ้าด โทรบอกภูมิหื้อเปิ้นติดต่อฝ่ายจัดงาน บอกหื้อเปิ้นปิดงานแล้วอพยพคนทันที”

            “เอางั้นเลยเหรอกล้วย !?” ดวงตาตี่ของหลานชายหมอผีใหญ่เบิกกว้าง “คือเราพอเข้าใจนะว่าสถานการณ์นี้อันตรายมาก แต่งานเลี้ยงนี้เป็นงานที่ทุกคนรอคอยมาตลอด เราไม่อยากให้มันจบลงง่ายๆแบบนี้”

            “อู้อะหยังน่ะบ่าจ้าดง่าว !?” กล้วยย้อนถามเสียงสูง “โรงแรมนี้อยู่ทางใต้เกือบสุดของตานนะคอนเลยเน่อ ถ้าหมู่เฮายะบ่สำเร็จขึ้นมาที่นี่จะโดนสารพิษเต็มๆแน่ นายอยากหื้อทุกคนตายก๋า !?

            “แต่เราก็ไม่อยากทำลายความทรงจำสุดท้ายของม.ปลายของทุกคนเหมือนกัน” เด็กหนุ่มหน้าดุโต้ “รอให้แน่ใจว่าเราหยุดรถไฟไม่ได้ค่อยให้พวกเขาหนีไม่ได้เหรอกล้วย นะ”

            “มันจะช้าเกินไปเน่อ”

            “กล้วย งานนี้เราเห็นด้วยกับจ้าดนะ” เด็กสาวหน้าคมเข้าช่วยเพื่อนหนุ่ม “นี่เป็นงานสำคัญที่ม.6 ทุกคนตั้งตารอมานานโดยเฉพาะผู้หญิง อีกอย่าง อยู่ในโรงแรมแบบนี้น่าจะมีระบบกรองอากาศอยู่บ้าง ถึงอาจจะกรองได้ไม่หมดแต่ก็ยังดีกว่าให้เขาออกไปเจอสารพิษจังๆข้างนอกนะ”

            “ฟ้าว่าจะอั้นก๋า....” กล้วยเริ่มลังเล และในที่สุดเธอก็พยักหน้า “ถ้าฟ้าว่าจะอั้นก็ได้ แต่ถ้าข้าเจ้าหันว่ายันบ่อยู่แน่นอนแล้วต้องอพยพแบบบ่มีเงื่อนไขเลยเน่อ”

            “อื้ม เราเข้าใจ”

            “แหม..... ทีเราพูดล่ะไม่ยอม ฟ้าพูดครั้งเดียวยอมเลยนะ....”

            “ก็นายมันจ้าดง่าว” ราชินีตานีตอกกลับเพื่อนหนุ่มซะหน้าหงาย “นายโทรบอกต๊อกกับไร่หื้อดูลาดเลาในงาน ถ้ามีอะหยังผิดปกติหื้อโทรหานายหรือข้าเจ้าทันที”

            “อ้าว แล้วเราจะไม่กลับเข้าไปในงานเหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุเหลียวมองห้องจัดเลี้ยงตาละห้อย ด้านในเริ่มมีเสียงเฮดังออกมาแล้ว

            “ในสถานการณ์จะอี้ก๋าบ่าจ้าดง่าว” กล้วยกัดเพื่อนหนุ่มซ้ำอีกรอบ “หมู่เฮาต้องขึ้นไปรักษาความปลอดภัยตึกนี้บนดาดฟ้า แล้วข้าเจ้าจะตั้งปืนใหญ่ไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย ไปเหอะ !

 

 

            บรรดารถราที่ขับเอื่อยๆบนท้องถนนยามกลางคืนของวันศุกร์ต้นเดือนต่างต้องรีบชิดขวา**แทบไม่ทันเมื่อรถขับเคลื่อนสี่ล้อหน้าตาประหลาดสาดไฟสูงใส่แบบไม่เกรงใจใครก่อนจะปาดแซงขวาขึ้นมาโดยไม่สนใจว่าจะพ้นคันหน้าหรือไม่ รถคันโตแล่นฉิวข้ามสะพานข้ามแม่น้ำตานก่อนจะดริฟต์สาดโค้งข้ามสามเลนเข้าสู่ทางหลวงสาย S3 ที่มุ่งหน้าลงใต้ขนานกับทางรถไฟโดยไม่สนใจรถตำรวจที่วิ่งปุเลงๆไล่หลังมาหมายจะจับข้อหาขับรถเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทางไล่ทันอยู่แล้ว และอีกส่วนเพราะยามนี้จิตใจของทุกตนในรถจดจ่ออยู่กับสิ่งเดียว นั่นคือตัวเลขบอกเวลาในหน้าจอหลักบนแผงหน้าปัด อีกเพียงไม่ถึงสิบห้านาทีรถไฟมรณะจะผ่านประแจสับรางอันแรก แม้จะมีสามอัน แต่เดิมพันในคืนนี้สูงจนไม่มีใครกล้าเสียโอกาสไปแม้เพียงครั้งเดียว.....

 

            กว่าห้านาทีต่อมา กล้ายก็กระทืบเบรกจนเข็มขัดนิรภัยกระชากพร้อมกับหักพวงมาลัยสะบัดล้อหลังพารถคันโตหมุนคว้างออกจากถนนไปหยุดกึกอยู่ในซองจอดรถของส่วนควบคุมประแจสับรางที่สามของแขวงการทางรถไฟตานนะคอนดิบพอดี เด็กสาวทั้งสามกระโดดลงจากรถ ตานีสาวเปิดท้ายรถ กระชากปืนออกจากถุงก่อนจะเสียบซองกระสุนเข้าช่องและดึงคันรั้งดังแกร๊ก วิญญาณหิมะเรียกลำแสงสีฟ้าให้พุ่งออกมาจากด้ามดาบกลายเป็นใบมีดยาวเกือบเมตร ขณะสัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำเปิดสวิตช์ปืนลูกดอกของเธอก่อนจะถือเอาไว้ในท่าเตรียมพร้อม ม่านตาเรียวแหลมกลางดวงตาสีเหลืองขยายออกขณะเธอกวาดมองอย่างระแวดระวังในความมืด

 

            รางรถไฟยังคงมืดมิดและเงียบเชียบ ไม่มีเสียงล้อบดราง ไม่มีแสงไฟหน้ากำลังสูงของรถไฟขบวนใดๆ เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้าให้สหายร่วมรบทั้งสอง ก่อนที่ทั้งสามจะออกวิ่งลุยหิมะแฉะๆไปยังอาคารชั้นเดียวสีขาวตุ่นๆริมทางรถไฟอันเป็นที่ตั้งของระบบสวิตช์สับราง

 

            หมิงทำท่าจะวิ่งเข้าไปพังประตูเหมือนคราวบ้านผีสิงของยูคิ แต่กล้ายรั้งตัวเธอไวได้ทัน หากวิ่งเข้าไปได้เสร็จกล้องวงจรปิดที่ส่ายหน้าไปมาเหมือนพัดลมอยู่ที่มุมเพดานแน่ เด็กสาวผมหางม้าควักอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนรีโมตออกมาจากช่องเก็บของด้านหลังเสื้อก่อนจะกดกริ๊ก กล้องวงจรปิดหยุดนิ่งทันทีพร้อมๆกับที่ไฟแสดงสถานะการทำงานที่ติดอยู่ข้างๆดับวูบลง

 

            ความสนใจของหนึ่งสัตว์ภูตสองวิญญาณผู้พิทักษ์เบนมายังประตูกระจกที่คล้องโซ่และกุญแจแน่นหนา อย่างไรก็ตาม ด้วยการเฉือนผ่านเพียงเบาๆจากดาบลำแสงเพียงครั้งเดียว โซ่เหล็กก็ขาดออกจากกันอย่างง่ายดายเหมือนตัดกล้วยด้วยมีด หมิงกระชากมันออกจากมือจับประตูแล้วโยนมันทิ้งในพงหญ้าข้างตึกอย่างไม่ปรานีปราศรัย ก่อนที่ทั้งสามตนจะผลักประตูเข้าไปด้านใน

 

            ภายในอาคารว่างโล่งและแทบจะมืดสนิท แหล่งกำเนิดแสงเพียงอย่างเดียวคือระบบสวิตช์สับรางที่ส่งไฟกะพริบสีแดงและสีเขียวออกมาเป็นระยะ แต่มันก็มีฝุ่นจับหนาเตอะ บ่งชัดว่าประแจสับรางตัวนี้คงไม่ได้ใช้มานานพอสมควรแล้ว ต่ำลงไปราวครึ่งเมตรเบื้องล่าง ไฟแสดงตำแหน่งรถไฟกะพริบถี่ บอกว่ารถไฟที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปราวแปดกิโลเมตร ซึ่งคงจะเป็นขบวนไหนไปไม่ได้นอกจากรถไฟมรณะที่พวกเธอกำลังตามล่าอยู่

 

            “สับเลยไหมคะรุ่นพี่กล้าย”

            “อื้ม”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึสาวเท้าฉับๆไปยังสวิตช์ตัวใหญ่ที่มุมห้อง ตัวอักษรที่ดูเลือนรางภายใต้ชั้นฝุ่นเขรอะบอกตำแหน่งสวิตช์เอาไว้ ตำแหน่งบนสุดจะสับรางเข้าสู่รางสายตะวันออกที่มุ่งหน้าสู่เมืองเวียงคำแก้ว ตำแหน่งกลางซึ่งสวิตช์ค้างอยู่ในตอนนี้จะนำรถไฟตรงไปยังตานนะคอน และตำแหน่งล่างสุดจะสับมันออกไปยังรางตะวันตกอย่างที่พวกเธอต้องการ เด็กสาวเอื้อมมือข้ามแผงควบคุมไปคว้ามันก่อนจะออกแรงดันลง

 

            แต่ก่อนที่สวิตช์อันแสนฝืดจะเคลื่อนตัวลง เสียงแกร๊กคล้ายเสียงดึงคันรั้งปืนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง วิญญาณหิมะสาวหันหลังขวับ แล้วเลือดในกายของเธอก็เย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งเมื่อเห็นเด็กสาวสามคนยืนจังก้าอยู่ในแสงสลัวเบื้องหลังพวกเธอ ทั้งสามอยู่ในชุดทหารลายพรางหิมะสีเทาที่พันทับด้วยตะเบงมานลายเดียวกัน บอกยี่ห้อเผ่าพันธุ์ของพวกเธออย่างชัดเจน

 

            เด็กสาวทางซ้ายมือผู้ถือปืนไรเฟิลจู่โจมเล็งตรงมายังหน้าผากของเธอมีใบหน้าละม้ายคล้ายผู้ชาย อกที่ไม่ค่อยมีของเธอยิ่งทำให้ดูคล้ายผู้ชายมากขึ้นไปใหญ่ ผมสีดำประกายเขียวชี้ไปชี้มาทุกทิศทุกทางราวกับหัวของเธอปกคลุมด้วยหนาม ตรงกันข้ามกับเด็กสาวหน้าอ่อนทางด้านขวาซึ่งผูกผมเอาไว้เรียบร้อยเป็นเปียยาว ปืนลูกซองในมือเธอเล็งตรงไปยังหมิงผู้เล็งปืนลูกดอกของเธอกลับไปเช่นกัน ในขณะที่เด็กสาวตรงกลางผู้มีใบหน้าสวยหยาดเยิ้มราวกับนางฟ้าผู้กำลังเล็งปืนลูกซองกระบอกใหญ่ตรงมายังร่างของตานีสาวผมหางม้านั้นเธอจำได้ดี.....

 

            “นาง !?

 

            ดวงตาสีดำประกายเขียวของผู้ถูกเรียกสะท้อนประกายวาววับ

 

            “อย่าขยับเน่อ ทิ้งอาวุธลงแล้วยะตามที่หมู่เฮาสั่งซะดีๆ บ่อั้นได้พรุนกันอยู่ตรงนี้แน่ !

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เวอร์เนียร์ (Vernier) – เครื่องมือวัดชนิดหนึ่ง ใช้ในการวัดที่ต้องการความละเอียดมากๆ สามารถบอกความละเอียดได้ถึงหนึ่งในร้อยมิลลิเมตร

 

**เมทิลไอโซไซยาเนต (Methyl Isocyanate – MIC) – สารพิศร้ายแรงชนิดหนึ่ง ใช้ในการทำยาฆ่าแมลงคาร์บาริล (มักใช้กำจัดยุง ใช้ในโรงเรือนปศุสัตว์ และใช้ในแชมพูฆ่าเหา) และใช้เป็นสารตั้งต้นในการทำยางและกาว เป็นไปได้มากว่านิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ใช้สารนี้ทำยาง เพราะมีโรงงานผลิตยางรถยนต์และอากาศยานหลายแห่ง

 

***สารขัณฑ์ขับรถชิดขวา (พวงมาลัยซ้าย)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น