ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 43 : การทดสอบที่ต้องท่องหนังสือสองวันสองคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ม.ค. 58

            สัจธรรมของชีวิตโดยจัตุรัส ฉันทลักษณ์วิกรมข้อหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า ช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของชีวิตการเรียนคือช่วงสอบ

 

            แต่บัดนี้ เด็กหนุ่มตระหนักแล้วว่ามีช่วงเวลาที่เลวร้ายกว่านั้น

 

            นั่นคือช่วงสอบที่โผล่มาหลังจากเริ่มเปิดเทอมอีกครั้งได้เพียงสองวัน

 

            “จะตายแหล่ว......”

            หลานชายหมอผีใหญ่เดินโผเผลงจากห้องสอบฟิสิกส์มาทิ้งตัวลงนั่งกับโต๊ะไม้ที่ใต้ถุนตึกก่อนจะฟุบหน้าโครมด้วยความเหนื่อยอ่อน เหตุการณ์เปรตบุกเมืองและวันหยุดราชการฉุกเฉินที่ตามมาทำให้โรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมและโรงเรียนอื่นๆในเมืองตานนะคอนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและร่นกำหนดการของภาคเรียนให้กระชั้นยิ่งขึ้น แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็อดคิดไม่ได้ว่ามันกระชั้นเกินไปหรือเปล่า โดยเฉพาะการสอบรวดเดียวเจ็ดวิชาในสามวันจนนักเรียนแทบหงายท้องตายกันเป็นเบือเหมือนแมลงสาบโดนยาเบื่อยังไงยังงั้น

 

            “คิดได้ไงวะเนี่ย หยุดไปสามอาทิตย์ เปิดมาสอบเลย แล้วแบบนี้จะให้เด็กเอาเหี้ยมอะไรไปสอบ.....”

            “ก็หยุดไปนี่เอ็งเอาแต่เล่นนี่หว่า คนอื่นเขาก็อ่านหนังสือกันทั้งนั้นแหละ” ไร่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามตอบด้วยเสียงเหมือนจะสั่งสอนอยู่หน่อยๆ เขาออกจากห้องสอบเป็นคนที่สี่รองจากฟ้า กล้วย และหัวหน้าห้อง “ไม่เล่นเปล่า แถมลืมพวกข้าด้วย ไม่เห็นจะโทรมาถามว่าปลอดภัยรึเปล่าสักกะนิด ทั้งๆที่พวกข้าช่วยอพยพคนออกมาจากหอประชุมจนเกือบหนีไม่ทันแล้วด้วยซ้ำ”

            “เออๆ ขอโทษเว้ยขอโทษ ลืมจริงๆ” หลานชายหมอผีใหญ่ยกมือไหว้ปะหลกๆ “พอดีเรื่องมันเยอะว่ะ ทั้งย้ายของ ทั้งพ่อแม่ข้ามา ทั้งยูคิโดนทำร้ายอีก ลืมกันนิดลืมกันหน่อยอย่าคิดมากเลยเนาะ....”

            “เออ ไม่เป็นไร ข้ารู้อยู่ว่านิสัยเอ็งเป็นยังไง” เด็กหนุ่มผิวคล้ำตอบลอดไรฟัน “ลืมข้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ลืมอ่านหนังสือนี่แย่นะเว้ย”

            “แล้วใครมันจะบ้าอ่านหนังสือตอนโรงเรียนหยุดฟะ ถามหน่อยเหอะ !?” ต๊อกผู้ตรงข้ามกับเพื่อนหนุ่มโดยสิ้นเชิงในด้านผลการเรียนโวยขึ้นมาบ้าง

            “ข้านี่ไง” เสียงของไร่ต่ำลงพร้อมๆกับดวงตาที่หรี่ลงอย่างไม่สบอารมณ์นัก “สรุปว่าข้าบ้า ?”

            “เออ”

            “เออ ดี งั้นเงินที่ข้าติดเอ็งอยู่ร้อยเบี้ยข้าไม่คืนนะว้อย คนบ้าถือเป็นคนไร้ความสามารถทำนิติกรรมไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องคืนเงิน”

            “เฮ้ย อะไรว้า อย่ามาหัวหมอ คืนมาซะดีๆ !” เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาได้ทีรีบทวงเงินคืนก่อนที่เขาจะลืมไปอีกครั้ง ถ้าอีกฝ่ายไม่พูดขึ้นมาสงสัยเขาคงลืมไปยันลูกบวช “หรือเอางี้ ไหนๆก็สอบเสร็จแล้ว ไปร้องเกะกันดีกว่า ชวนพวกฟ้าพวกผู้หญิงไปด้วย แล้วเอ็งเลี้ยงข้า.....”

 

            “จะไปก็ไปกันสองคนเน่อ จ้าดคงไปด้วยบ่ได้หรอก ฟ้าก็ด้วย”

            สามสหายชายโสดแห่งห้อง 342 สะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆเสียงพูดภาษาเวียงตานดังขึ้นเบื้องหลัง ราชินีตานีนั่นเอง เบื้องหลังเธอ ฟ้าหิ้วปีกกล้ายผู้ดูซีดเซียวราวกับจะอ้วกออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ตามมาติดๆ

 

            “กล้ายเป็นอะไรน่ะ” เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาเอ่ยถามขึ้นทันที

            “อ๋อ เขาบอกเขามึนกับฟิสิกส์น่ะ” ฟ้าตอบขณะประคองร่างตานีสาวผมหางม้าลงนั่งกับโต๊ะ “อย่าพูดเรื่องนิวเคลียร์ฟิชชั่นให้เขาได้ยินเชียวนะเว้ย อ้วกเอาได้ง่ายๆ”

            “ฮึก แหวะ....” ตานีสาวผมหางม้าทำคอขย้อนจนเด็กหนุ่มทั้งสามขยับตัวหลบกันเป็นแถว ยามนี้แค่ชื่อหัวข้อวิชาก็ทำเธอคลื่นไส้ได้แล้ว

            “หวา น่าจ๋งจ๋าน.....”

            “เงียบไปเลย บ่าต๊อกจ้าดวอก !

            “เอ๊า โดนด่าอีก สงสารก็ด่า แล้วจะให้ผมพูดว่าไงล่ะครับเจ๊ สมน้ำหน้า ?”

            “สมน้ำหน้าบ้านพ่อนายสิบ่าจ้าดวอก จ้าดหมา จ้าด.....”

            “แล้วทำไมเราถึงจะไปไม่ได้ล่ะกล้วย” เด็กหนุ่มผู้มีชื่อคล้ายๆคำด่าที่กล้ายกำลังรัวพ่นออกมาเหมือนปืนกลตัดสินใจทะลุกลางปล้องเปลี่ยนเรื่อง เขาไม่อยากเห็นสงครามฝีปากระหว่างเด็กหนุ่มผู้ได้ชื่อว่ากวนส้นที่สุดในห้องกับเด็กสาวผู้ได้ชื่อว่าปากร้ายกับผู้ชายที่สุดในห้องนัก “มีอะไรงั้นเหรอ วันนี้ก็ไม่ได้มีปราบผีหรืออะไรยากๆนี่”

            “ปราบผีบ้านนายสิ” ราชินีตานีสวนกลับห้วนๆ “มะรืนนี้สอบตรงเข้าวิศวะเครื่องบินของมหาวิทยาลัยตานนะคอน ลืมไปแล้วก๋า !?

 

            คำตอบของกล้วยทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่หงายเงิบเหมือนโดน .50BMG สอยเข้ากลางหน้าผาก เขาลืมการสอบที่เป็นเหมือนความหวังสุดท้ายในการเข้าคณะวิศวะไปเสียสนิท แถมจะสอบอยู่มะรืนนี้ด้วยแล้ว หนังสือยังแทบไม่ได้อ่านเลยสักตัว คราวนี้ล่ะได้ไม่รู้จะเอาเหี้ยมอะไรไปสอบของจริงแหงๆ......

 

            “เอาเถอะ ข้าเจ้ากะแล้วว่านายต้องลืม” เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือก “แต่บ่ต้องห่วงหรอก ข้าเจ้าก็จะสอบที่นั่นเหมือนกัน เดี๋ยวสองวันนี้ข้าเจ้าติวหื้อเต็มรูปแบบเลย”

            “ยิ่งน่าห่วงกว่าเดิมอีก....” หลานชายหมอผีใหญ่ครางเสียงอ่อย แต่วินาทีต่อมาเขาก็หันขวับไปหาเพื่อนสาวจนเธอตกใจเมื่อสมองเพิ่งจะประมวลผลประโยคที่สองเสร็จ “หา !? กล้วยสมัครสอบที่นั่นด้วยเนี่ยนะ !?

            “แม่น” ราชินีตานีตอบเสียงเรียบ “กล้ายก็สมัครด้วยเน่อ แต่ภาคยานยานต์”

            “แล้วเจ๊จะแกล้งลงตัดโอกาสผมทำไมล่ะครับเนี่ย !?

            “ตัดโอกาสบ้านนายสิบ่าจ้าดง่าว ข้าเจ้าก็อยากเรียนที่นี่เน่อ” เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับเสียงเขียว “แล้วก็เพราะข้าเจ้ารู้สึกเหมือนว่าไปแย่งโอกาสนาย ข้าเจ้าก็เลยจะติวหื้อนี่ไง”

            “ถ้าให้กล้วยติว เราอ่านเองดีกว่า.....”

            “ทำไมล่ะ กล้วยติวแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำเสียงไร่มีแววประหลาดใจ “กล้วยออกจะเก่ง”

            “เปล่า ติวน่ะติวดี แต่ทรมาน......” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียง “คิดดู จับนั่งติวตั้งแต่หกโมงถึงสามทุ่มค่อยปล่อยพักทีนึง แล้วสามทุ่มครึ่งก็ติวต่อรวดเดียวถึงเที่ยงคืนครึ่งค่อยปล่อยนอน เป็นเอ็งรับไหวมั้ยล่ะ”

            “ก็ปกตินี่ นั่งสามชั่วโมงพักครึ่งชั่วโมงแล้วต่ออีกสามชั่วโมง ใครๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น”

            “นี่เอ็งเป็นปีศาจรึเปล่าฟะ !?

            “เอ้าๆ พอแล้ว ปิ๊กเถอะๆ” เด็กสาวหน้าจืดตัดบทเมื่อเห็นว่าบทสนทนาชักจะยาว “คุยอยู่จะอี้เดี๋ยวก็บ่ได้ติวกันพอดี”

            “แหม อย่าเคร่งไปหน่อยเลยน่ากล้วย” ต๊อกเอ่ยเสียงปะเหลาะ “วันนี้วันสอบเสร็จนะ ไปเกะกันเหอะน่า อย่างน้อยขอระบายความเครียดสักวัน.....”

            “ถ้าจ้าดเปิ้นฉลาดอย่างไร่ข้าเจ้าบ่ว่าหรอก แต่นี่เปิ้นจะตกแหล่บ่ตกแหล่อยู่จะอี้ ขืนปล่อยหื้อไปล่ะบ่ติดแน่นอน”

            “แหม เราก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น…..” แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่เด็กหนุ่มผิวคล้ำก็อดยืดอกน้อยๆอย่างภูมิใจไม่ได้ แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค ต๊อกก็สอดขึ้น

            “แล้วจ้าดมันก็ไม่ได้อ่อนอะไรขนาดนั้นด้วย” เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาแก้ให้เพื่อน “อย่างน้อยมันก็เก่งกว่าเรานะกล้วย”

            “ก็เพราะนายห่วยสุดๆเลยน่ะสิบ่าจ้าดวอก ยังบ่ฮู้ตัวอีกก๋า” กล้ายได้ทีกัดอีกฝ่ายคำใหญ่

            “เอาอีกแล้ว จะปากร้ายไปถึงไหนเนี่ยครับเจ๊”

            “เฮ้ย เราก็คิดเหมือนกล้ายนะเว้ยต๊อก นายน่ะอ่อนเกินไปแล้ว แล้วก็เนือยเกินไปแล้วด้วย” เด็กสาวหน้าคมเตือนบ้าง “ฟิตบ้างเหอะก่อนจะสายไป รู้ตัวอีกทีไม่มีที่เรียนเอามันจะแย่นะเว้ย”

            “อะไรกัน ไปเกะแค่สองสามชั่วโมงเอง มันไม่คอขาดบาดตายขนาดนั้นหรอกน่า.....”

            “ข้าเองก็เห็นด้วยกับฟ้าว่ะไอ้ต๊อก เอ็งต้องเอาจริงได้แล้ว ไม่งั้นจะลำบากนะเว้ย เกรดเอ็งก็ไม่ใช่จะสวยด้วย เจอเอนทรานซ์กลางปีนี้ใช้เกรดยี่สิบเปอร์เซนต์เอ็งจะเสียเปรียบเอานา” ไร่ปรามเพื่อนอีกแรง “แล้วถึงวันนี้เอ็งชวนข้าก็ไม่ไปว่ะ ข้าเองก็ต้องสอบตรงหมอเวียงเชียงหลวงมะรืนนี้ด้วยเหมือนกัน”

            “โด่ อะไรว้า.....”

            “จะอั้นหมู่เฮาปิ๊กบ้านก่อนเน่อ จะได้รีบไปอ่านต่อ” กล้วยพยายามตัดบทเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะหันมาหาเพื่อนสาวหน้าคม “ฟ้า หื้อหมู่เฮาไปส่งก่อ”

            “เอ้อ ว่าจะพูดอยู่พอดี” ฟ้าตอบ “กล้วย กล้าย คืนนี้กับคืนพรุ่งนี้ขอเราไปนอนค้างที่โรงเก็บรถถังได้มั้ย”

            “โรงเก็บรถถัง ?” เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาหูไวขึ้นมาทันที “หมายถึงอะไร ตานีมีโรงเก็บรถถังด้วยเหรอ”

            “เดี๋ยวค่อยเล่าหื้อฟังตอนว่างๆละกันเน่อต๊อก” ตานีสาวหน้าจืดรีบตอบด้วยไม่ต้องการต่อความยาวสาวความยืด โดยเฉพาะเมื่อต๊อกเคยปากเปราะจนเกิดเรื่องมาครั้งหนึ่งแล้ว “แต่จะดีก่อฟ้า บ้านฟ้าใกล้มหาลัยเวียงเชียงหลวงกว่าตั้งเยอะบ่แม่นก๋า”

            “ไม่รู้สิ แต่อ่านหนังสือกับกล้วยแล้วรู้สึกมีสมาธิกว่าน่ะ” ฟ้าหัวเราะแหะๆ “อีกอย่าง ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจจะได้ปรึกษากล้วยได้ด้วยไง ขอโทษนะที่รบกวน แต่....”

            “บ่รบกวนหรอก แต่ฟ้าเก่งกว่าข้าเจ้าบ่นี่ ข้าเจ้าจะแนะนำได้จะได” ราชินีตานีตอบอย่างถ่อมตัว แต่ฟ้าก็เก่งกว่าเธอจริงๆ โดยเฉพาะวิชาชีววิทยาซึ่งตานีไม่เคยเรียน “แล้วฟ้าจะไปสอบหมอก็ต้องเน้นอ่านชีวะ แต่ข้าเจ้าบ่ถนัดชีวะเลยเน่อ กล้ายก็บ่ถนัดเหมือนกัน”

            “ข้าบ่ถนัดสักกะเรื่องนั่นแหละ ข้าฮู้ตัวดี บ่ต้องมาตอกย้ำ”

            “โอ๋ๆ อย่าเพิ่งงอนสิกล้าย” เด็กสาวหน้าคมลูบหลังลูบไหล่ปลอบเพื่อนสาว แต่เสียงกลั้วหัวเราะของเธอดูจะไม่เหมาะกับการปลอบเท่าใดนัก “ยังไงเราขอไปอ่านที่โน่นดีกว่า อย่างน้อยก็มีเพื่อนอ่านด้วย”

            “แล้วพ่อแม่ฟ้าจะบ่ว่าเอาก๋า มานอนค้างบ่อยแล้ว”

            “ไม่หรอก พ่อแม่เราขับไล่ไสส่งเลยด้วยซ้ำพอรู้ว่าจะมาค้างกับกล้วย พวกท่านบอกจะได้เก่งๆขึ้น” ฟ้าตอบยิ้มๆ แต่เธอก็ลดเสียงลงในประโยคต่อมา “คือ.... ขอโทษนะกล้วย กล้าย แต่เราบอกพ่อแม่เราไปแล้วว่ากล้วยกับกล้ายเป็นตานี เพราะตอนกล้ายขับรถถังไปส่งเราพ่อแม่เราตกใจมากเลย จะแถว่าเป็นทหารก็ไม่ได้ด้วยเพราะชุดไม่เหมือนทหาร คงไม่โกรธเรานะ....”

            “จะอั้นก๋า” ตานีสาวถามกลับเสียงเรียบ แต่แววกังวลปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวอย่างเห็นได้ชัด “แล้วเปิ้นว่าจะไดบ้าง”

            “ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ พอรู้ว่าเป็นตานีแถมเรียนเก่งด้วยก็รีบขับไล่ไสส่งมาเลย แถมบอกด้วยว่าให้ดูแลกล้วยกับกล้ายให้ดีๆ อย่าให้โดนจ้าดทำอะไรด้วย”

 

            ทุกคนฮากันถ้วนหน้า แม้แต่กล้ายผู้ยังคงคลื่นเหียนวิงเวียนคล้ายจะเป็นลมก็ยังอุตส่าห์ฮาไปกับเขาด้วย มีเพียงหลานชายหมอผีใหญ่ที่ยกมือขึ้นกุมขมับ พ่อแม่คนที่เขาเคยชอบมองเขาเป็นตัวอะไรไปแล้วนี่......

 

            “ถ้าจะอั้นก็บ่เป็นอะหยังหรอก” กล้วยตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนจะรีบตัดบทอีกครั้งก่อนที่บทสนทนาจะยาวไปกว่านี้ “จะอั้นหมู่เฮาปิ๊กก่อนเน่อ โชคดีในการสอบเน่อไร่ แล้วก็.... ขยันบ้างเน่อต๊อก ถึงข้าเจ้าจะบ่ค่อยชอบนาย แต่ข้าเจ้าก็บ่อยากหันนายเอนท์บ่ติดเน่อ”

            “คร้าบ คร้าบ.....”

 

            สองตานีและสองมนุษย์เดินลงจากตึกเรียนซึ่งยังคงมีร่องรอยความเสียหายจากเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อนออกมาตัดสนามหิมะมุ่งหน้าไปยังประตูหลังโรงเรียนเหมือนเคย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เพื่อออกไปขึ้นรถไฟฟ้า ด้วยสถานีรถไฟฟ้าถูกเปรตแบ็กแฮนด์ลงมากองกับพื้นไปแล้ว แม้แต่ตอนนี้ก็ยังมีคอนกรีตก้อนใหญ่ๆกองอยู่ริมถนนแปดเลนเอาไว้เป็นอนุสรณ์สถาน ทั้งสี่จึงต้องเปลี่ยนไปใช้บริการรถขับเคลื่อนสี่ล้อหน้าตาล้ำยุคของกล้ายผู้ยินดีขับให้เป็นอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนวันนี้คงจะต้องเปลี่ยนคนขับเสียแล้ว ขืนให้เด็กสาวผมหางม้าขับอาจได้มีอ้วกหรือแหกโค้งอยู่กลางทางก็เป็นได้ ถึงระยะทางจากตานนะคอนพิทยาคมกลับไปโรงเก็บรถถังจะแค่ห้ากิโลกว่าๆก็เถอะ

 

            “อ้าว รุ่นพี่กล้ายกับรุ่นพี่จ้าดทำไมทำหน้าเนือยแบบนั้นล่ะคะ”

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึผู้นั่งรออยู่ใกล้ๆประตูหลังโรงเรียนเอ่ยทักขึ้นทันทีที่เห็นรุ่นพี่ทั้งสี่ เสื้อกันหนาวสีขาวทำให้เธอดูกลืนไปกับหิมะกองใหญ่ที่เธอนั่งแช่อยู่ มิหนำซ้ำยังยกฮู้ดขาวขึ้นมาคลุมผมเสียด้วย ถ้าไม่มีแว่นกรอบดำและดวงตากลมสีดำมาตัดล่ะก็ สองมนุษย์สองตานีคงเดินเลยไปแล้ว

 

            “เขาเมาฟิสิกส์กันน่ะ” ฟ้าตอบกลั้วหัวเราะ

            “บ่เมาฟิสิกส์แล้ว” เด็กสาวผมหางม้าแก้เสียงเนือย “ตอนนี้ย่านกล้วยติวมากกว่า.....”

            “แหม.....” ยูคิหัวเราะคิก วิญญาณหิมะสาวรู้ดีว่ากล้วยติวโหดแค่ไหนด้วยผ่านช่วงสอบกับเธอมาสองครั้งแล้ว และแต่ละครั้งจ้าดก็งอมพระรามทุกครั้ง “อ้าว แล้วทำไมรุ่นพี่กล้ายต้องกังวลด้วยล่ะคะ รุ่นพี่กล้ายก็น่าจะเรียนเก่งนี่”

            “อย่าเหมาว่าตานีต้องเรียนเก่งแต๊เก่งว่าแบบกล้วยไปทุกตนสิ.....”

            “ก็กล้ายบ่ขยันเองนี่” กล้ายเจ็บหน้าอกจี๊ดเมื่อเพื่อนสาวพูดแทงใจดำ “ทั้งกล้ายทั้งจ้าดนั่นแหละ ข้าฮู้ว่าระดับสติปัญญาน่ะยะได้อยู่แล้ว ถ้าทบทวนอีกหน่อยอาจจะเก่งกว่าข้าเจ้าก็ได้”

            “อย่าเอาข้าไปเปรียบกับบ่าจ้าดง่าวนั่นเน่อ !

            “แล้วไหนกล้วยบอกตานีฉลาดกว่ามนุษย์ไม่ใช่เรอะ !?

            “ฉลาดก๋าจะสู้ขยันได้” เด็กสาวหน้าจืดเน้นเสียง “แต่บ่ต้องห่วงหรอก จะไดสองวันนี้ข้าเจ้าจะติวเข้มข้น เอาหื้อเก่งสู้ข้าเจ้าหื้อได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องทำข้อสอบหื้อได้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ยะบ่ได้ข้าเจ้าบ่ยอมหื้อนอนแน่ !

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ชำเลืองมองตานีสาวผมหางม้า แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายก็กำลังมองกลับมาด้วยดวงตาละห้อยพอๆกัน ก่อนที่ทั้งสองจะถอนหายใจออกมาพร้อมๆกันเฮือกใหญ่ สงสัยกว่าจะสอบเสร็จ พวกเขาคงกลายสภาพจากมนุษย์และตานีเป็นหมีแพนด้าโดยสมบูรณ์แบบแล้วแหงๆ.....

 

 

            “โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว........!

            หลังจากกัดฟันอดทนนั่งงมกับแคลคูลัส จำนวนเชิงซ้อน สถิติและลำดับอนุกรมมาได้เกือบห้าชั่วโมง ในที่สุดตบะของหลานชายหมอผีใหญ่ก็แตกไปพร้อมๆกับสติ เด็กหนุ่มโยนปากกาลงบนโต๊ะอุ่นขาอย่างไม่ไยดีก่อนจะล้มตัวพลั่กลงนอนแผ่กับพื้นกระเบื้องเย็นๆเหมือนหมีขึ้นอืด ดวงตาพร่าพรายไปด้วยตัวเลข ตัวถั่วงอกอินทิเกรตและตัวซิกม่า* เขาไม่รู้ว่าซิกม่าหนึ่งส่วนเอ็นอย่างที่เขียนอยู่ในโจทย์มีผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ ซิกม่าประสิทธิภาพสมองของเขาในยามนี้คงไม่หนีศูนย์ไปมากเท่าไหร่นัก

 

            “อะหยัง จะมาสำออยอะหยังตอนนี้ยะบ่าจ้าดง่าว !?” กล้วยผู้รับบทอาจารย์จำเป็นมาตลอดค่ำเดินอ้อมโต๊ะอุ่นขามากระชากข้อมือเพื่อนหนุ่มให้ลุกขึ้นจนจ้าดต้องร้องลั่นเมื่อข้อต่อลั่นกร๊อบ “เอ้า ทำต่อ !

            “ไม่ไหวแล้ว.....” เด็กหนุ่มหน้าดุครางเสียงอ่อย สะบัดข้อมือที่เจ็บแปลบๆไปมาอย่างอ่อนแรง “ขอเถอะกล้วย พักสักครึ่งชั่วโมงได้มั้ย นี่ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน ห้องน้ำก็ยังไม่ได้เข้าสักครั้ง กะจิตกะใจจะให้นั่งตรงนี้ไปถึงเช้าเลยรึไง”

            “แม่น” ราชินีตานีตอบหน้าตาเฉย “นี่นายยังทำเลขบ่จบเลยเน่อ ยังเหลือฟิสิกส์ เคมีแล้วก็ภาษาคาโมอีก ถ้าบ่ติวทั้งคืนจะทันได้จะได”

 

            “กล้วย ข้าหันด้วยกับจ้าดเน่อคราวนี้ พักสักหน่อยเหอะ ดันทุรังไปก็อ่านบ่เข้าหัวอยู่ดี”

            กล้ายผู้นั่งอยู่ข้างหลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยเสียงแหบแห้งด้วยไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดระยะเวลาที่นั่งทำแบบฝึกหัดกันอยู่ สภาพของเธอก็ไม่ต่างไปจากเพื่อนหนุ่มนัก ผมหางม้าที่เคยรวบเอาไว้เรียบร้อยหลุดลุ่ยแถมกระเซิงเป็นเชิงฟักด้วยเธอขยี้หัวทุกครั้งที่ไม่เข้าใจซึ่งหากนับก็เกือบๆร้อยครั้งได้แล้ว เหงื่อแตกพลั่กชุ่มเสื้อยืดสีเขียวแม้อุณหภูมิในห้องนั่งเล่นของโรงเก็บรถถังยามนี้จะเพียงราวๆยี่สิบองศาเซลเซียส สิ่งเดียวที่ต่างจากเพื่อนหนุ่มคือเธอยังคงคุมสติเอาไว้ได้ แต่ก็คงได้อีกไม่นาน.....

 

            “อะหยังเนี่ยกล้าย” กล้วยถามกลับด้วยน้ำเสียงประหลาดใจระคนไม่สบอารมณ์ “ยะหยังไปหันดีหันงามกับบ่าจ้าดง่าวนั่นล่ะ ปกติกล้ายขยันกว่านี้บ่แม่นก๋า”

            “เราก็เห็นด้วยกับกล้ายกับจ้าดเหมือนกันนะกล้วย” ฟ้าช่วยสนับสนุนอีกแรง แม้สภาพของเธอจะไม่เลวร้ายเหมือนหลานชายหมอผีใหญ่และตานีสาวผมหางม้า แต่ใบหน้าคมก็ดูอิดโรยอยู่ไม่น้อย “นี่ห้าชั่วโมงแล้วนะ ถึงจะบอกว่ารีบยังไง แต่นั่งอยู่ห้าชั่วโมงนี่ก็ไม่ไหวเหมือนกันนา”

            “แม่น ต่อหื้อเป็นตานีก็เถอะ สี่ชั่วโมงก็จะตายอยู่แล้วเน่อ”

            “อ๊ะ อ้าว ห้าชั่วโมงแล้วก๋า” ตานีสาวหน้าจืดพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา จริงเสียด้วย พวกเธอเริ่มอ่านตอนห้าโมง บัดนี้อีกสองนาทีจะสี่ทุ่มแล้ว “จะอั้นก็ไปพักก่อนก็ได้ สักสี่ทุ่มครึ่งค่อยมาทำต่..... นั่นนายจะไปที่ได๋น่ะจ้าด”

 

            กล้วยหันขวับเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มทำท่าจะย่องออกจากห้อง

 

            “แหม ก็.... จะกลับไปพักที่ห้อง....”

            “จะเล่นเกมล่ะสิ บ่ได้ๆ” ราชินีตานีห้ามเสียงแข็ง ขืนปล่อยให้จ้าดได้แตะเกมตอนนี้ล่ะก็ยาวแน่ “ที่ข้าเจ้าหื้อพักคือหื้อพักกินข้าวเข้าห้องน้ำ บ่ได้หื้อขึ้นไปเล่นเกมเน่อ !

            “ก็.... นี่ไง จะออกไปหาอะไรกินที่ห้องอาหารด้วย”

            “บ่ต้องเลย อาหารอยู่ปู้น !” เด็กสาวหน้าจืดชี้ไปยังชั้นวางของริมหน้าต่าง บนนั้น หม่าม้าและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้ออื่นๆนับสิบถุงวางกองอยู่ แถมยังมีอาหารฮิมิตสึและกะเพราเนื้อกวางที่ยูคิและหมิงผู้ไม่ต้องกังวลกับการสอบทำมาไว้ให้พูนจานวางอยู่ใกล้ๆ

            “ก็.... ก็เราอยากขึ้นไปพักที่ห้องนี่.....”

            “บ่ได้ เดี๋ยวก็เล่นเกม บ่อั้นก็หลับ” กล้วยสวนกลับ “แต่เอาเถอะ ถ้านายอยากไปก็ไปเลย แต่ถ้าเกิดบ่ติดขึ้นมาอย่ามาโวยวายกับข้าเจ้าเหมือนครั้งที่แล้วเน่อ ข้าเจ้าจะยิงหื้อ”

            “ไหนว่าไม่โกรธไง ทำไมพูดอยู่เรื่อยเลย” หลานชายหมอผีใหญ่บ่นอุบอิบ “แล้วเราก็ไม่ได้จะขึ้นไปเล่นเกมหรือนอนยาวด้วย ขอขึ้นไปนอนจนถึงสี่ทุ่มครึ่งเอง เราสัญญาเลย ถ้าเห็นเราเล่นเกมหรือลงมาไม่ทันสี่ทุ่มครึ่งล่ะก็ คืนนี้เราจะอ่านหนังสือทั้งคืนไม่นอนเลยเอ้า !

            “อึ้ย จ้าด อย่าดีกว่าน่า.....” เด็กสาวหน้าคมท้วงขำๆ ด้วยรู้ว่าเพื่อนหนุ่มโดนทั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมและเตียงดูดได้ง่ายขนาดไหน “เดี๋ยวก็ตายเอาหรอก”

            “ไม่มีทาง สัญญาแล้วต้องเป็นสัญญา” จ้าดยืนยันหนักแน่น “ถ้าเห็นเราแตะเกมแม้แต่สักนิดเดียวหรือว่าลงมาไม่ทันสี่ทุ่มครึ่งล่ะก็ คืนนี้เราจะอ่านหนังสือทั้งคืน ไม่นอนแน่นอน !

            “สัญญาแล้วเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดยิ้มแยกเขี้ยว “เอ้า ไปก็ไป”

            “ขอบคุณมากคร้าบเจ๊.....”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เผ่นออกจากห้องนั่งเล่นขึ้นไปยังห้องนอนอย่างรวดเร็วก่อนที่กล้ายจะเปลี่ยนใจ เขาควักโทรศัพท์มือถือมาตั้งปลุกตอนสี่ทุ่มยี่สิบห้า เช็กจนแน่ใจว่าเปิดระบบนาฬิกาปลุกและเสียงเรียบร้อยก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียง อย่างมีความสุข เขาไม่เคยคิดว่าที่นอนจะอบอุ่นและหนานุ่มได้ขนาดนี้เลย.....

 

            พลัน ดวงตาตี่ก็เหลือบไปเห็นแสงสีฟ้าเรืองๆลอดออกมาจากคอมพิวเตอร์บนโต๊ะ สงสัยเมื่อคืนเขาจะลืมปิดหลังจากพิมพ์สรุปฟิสิกส์แล้ว

 

            เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าหมายจะเดินไปปิดคอมพิวเตอร์ แต่อีกด้านหนึ่งของสมองก็ยั้งร่างกายของเขาเอาไว้ได้ทันท่วงที ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยที่จะปิดคอมพิวเตอร์ตอนนี้ ถ้ากล้วยเข้ามาเห็นพอดีจะทำยังไง.....

 

            ไม่เห็นเป็นไร เราไม่ได้จะเล่นอยู่แล้ว บริสุทธิ์ใจซะอย่างจะกลัวอะไร ก็แค่เปิดหน้าจอแล้วกดชัตดาวน์

            จ้าดลุกจากเตียงไปนั่งลงกับโต๊ะก่อนจะกดเปิดสวิตช์หน้าจอ แสงจ้าที่สว่างขึ้นฉับพลันทำให้เด็กหนุ่มต้องหยีตาชั่วขณะ แต่เมื่อม่านตาเริ่มหดลงจนรับแสงได้พอดี หลานชายหมอผีใหญ่ก็เห็นข้อความแจ้งเตือนอีเมลใหม่จากโรงเรียน

 

            “เอ้ย อะไรวะเนี่ย หรือว่าสอบมีปัญหา....”

            ไวเท่าความคิด จ้าดคลิกเข้าไปดูทันที ความกังวลว่าจะมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการเรียนหรือการสอบที่เพิ่งผ่านมาทำให้เด็กหนุ่มลืมไปเสียสนิทว่าสัญญาอะไรไว้กับเพื่อนสาว แต่เมื่ออีเมลฉบับนั้นโหลดขึ้นบนหน้าจอเรียบร้อย หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องผงะ

 

            “กำหนดการงานคืนสู่เหย้าตานนะคอนพิทยาคม วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 4155 ขอเชิญนักเรียนร่วมประชุมและเตรียมงาน ประชุมครั้งแรกพุธที่ 15 มีนาคม ที่หอประชุมใหญ่”

 

            “โธ่เว้ย ทำเอาตกใจหมด” เด็กหนุ่มหน้าดุถอนหายใจเฮือก “ทำเอานอนไม่หลับเลยแฮะ งั้นเล่นเกมนิดนึงดีกว่าเผื่อจะง่วง.....”

 

            “นั่นนายยะอะหยังอยู่น่ะจ้าด”

            รู้ตัวอีกที หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงเยียบเย็นของกล้วยดังขึ้นด้านหลัง พร้อมๆกับพลังงานวิญญาณเย็นเยียบราวไฮโดรเจนเหลวที่แผ่ปกคลุมทั่วห้องจนไขสันหลังของเด็กหนุ่มแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง จ้าดหันหลังกลับไปช้าๆอย่างหวาดผวา เพียงเพื่อจะสะดุ้งสุดตัวจนโต๊ะคอมพิวเตอร์สั่นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าใบหน้าที่จืดสนิทราวกับเต้าหู้ทอดลืมใส่น้ำจิ้ม ยามนี้กลับดูถมึงทึงเหมือนปอบไห้ผสมกับสมิงร่างเสืออย่างละครึ่ง เมื่อรวมกับดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสว่างจ้าก็พอที่จะทำให้เธอดูราวกับปีศาจที่กำลังจะเชือดคอเหยื่อ ถ้าแยกเขี้ยวหน่อยล่ะใช่เลย

 

            “เอ่อ ไม่ใช่นะกล้วย เรา.....” เด็กหนุ่มอ้าปากพะงาบพยายามจะหาคำแก้ตัว แต่คงยากอยู่สักหน่อย ในเมื่อบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังแสดงภาพรถถังนับสิบคันห้ำหั่นกันอยู่กลางสนามรบเช่นนี้.....

            “บ่ต้องอู้แล้ว หันๆกันอยู่.....”

            “ยะ.... อย่าโกรธเลยน่ากล้วย แค่.... นิดเดียวเอง” จ้าดพยายามดิ้นเฮือกสุดท้าย “อีกอย่าง.... นะ.... นี่ก็ยังไม่สี่ทุ่มครึ่งเลยด้วย เราตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ มันยังไม่ดังเลยนะ....”

            “แน่ใจก๋า” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดลดอุณหภูมิลงไปอีก “ดูนาฬิกาซิ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่พลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาพลางอ้าปากเตรียมจะโต้กลับ แต่แล้วกระแสความเย็นก็แล่นเข้าจับขั้วหัวใจเมื่อพบว่าตัวเลขสีเขียวบนหน้าจอดิจิตัลบอกเวลาห้าทุ่มเกือบครึ่งแล้ว สงสัยเสียงจากเกมคงดังกลบนาฬิกาปลุกจนมิด จ้าดทำใจดีสู้เสือค่อยๆหันกลับไปหาเพื่อนสาวอีกครั้ง หัวเราะแห้งๆ ด้วยรู้ว่าคงไม่รอด....

 

            “ถึงเช้า.... ข้าเจ้ารับรอง นายบ่ได้ลุกไปไหนถึงเช้าแน่ !

            “ว้าก ไม่เอ๊า................!

 

 

            ลมหนาวเยือกของปลายฤดูหนาวพัดวูบเข้ามาในชั้นใต้ถุนโล่งกว้างของอาคารวิศวกรรมวิวัฒน์ อาคารสูงสามสิบชั้นกรุกระจกหน้าตาทันสมัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอนจนเหล่านักเรียนในเครื่องแบบหลากหลายที่นั่งรอเวลาสอบอยู่ต้องกระชับเสื้อกันหนาวเข้ามาแนบตัว บ้างเดินไปดูห้องสอบที่บอร์ด บ้างเดินไปเข้าห้องน้ำเตรียมตัว บ้างนั่งคุย บ้างนั่งอ่านหนังสือ บ้างนั่งสมาธิ บ้างนั่งหลับ และก็มีบ้างที่นั่งทำหน้าหมดอาลัยตายอยากเหมือนไม่ได้อ่านหนังสือหรือไม่ก็ถูกพ่อแม่บังคับมาสอบ

 

            แต่ดูเหมือนจะมีอยู่เพียงคนเดียวที่ก้าวเดินช้าๆอย่างไร้จุดหมายราวกับซอมบี้หลงทาง.....

 

            “เปิ้นตื่นก่อน่ะ” กล้วยที่เดินตามหลังหลานชายหมอผีใหญ่เอียงคอกระซิบถามเพื่อนสาวผมหางม้า

            “จะหื้อตื่นได้จะได ก็กล้วยเล่นอัดข้ามคืนมาสองคืนจะอี้” ตานีสาวผู้สมัครสอบภาควิชาวิศวกรรมยานยนต์ตอบห้วนๆ “คืออัดวิชาหื้อน่ะดีเน่อ แต่ตอนนี้ข้าย่านเปิ้นจะไปหลับในห้องสอบเอาน่ะสิ”

            “ช่วยบ่ได้ เปิ้นสัญญากับข้าเจ้าไว้เอง” เด็กสาวหน้าจืดตอบอย่างไม่แยแส “และถ้าเปิ้นยังอุตส่าห์จะหลับในโอกาสสุดท้ายจะอี้ก็บ่ฮู้จะว่าจะไดแล้วล่ะ”

            “ก็ความผิดกล้วยครึ่งนึงเน่อ.....”

 

            ก่อนที่ราชินีตานีจะทันตอบ เสียงประกาศก็แผดก้องออกจากลำโพงที่ติดอยู่บนเสาคอนกรีตสูงเกือบยี่สิบเมตรที่รับเพดานใต้ถุนตึกอยู่

 

            “ประกาศ ผู้เข้าทดสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์โดยวิธีรับตรง กรุณาขึ้นไปเตรียมตัวหน้าห้องสอบ การสอบจะเริ่มภายในสิบห้านาที และจะไม่มีการให้ผู้เข้าสอบที่มาสายเข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด”

 

            “ดุจังแฮะ ตอนสอบพื้นฐานวิศวกรรมบ่หันจะดุจะอี้” กล้วยพึมพำเบาๆ ก่อนจะร้องเรียกเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ยังคงเดินโซซัดโซเซเหมือนซอมบี้ใกล้ตายรอบสองอยู่ในกลุ่มนักเรียนที่เฮโลสาระพากันขึ้นตึก “จ้าด จะไปที่ได๋ เขาขึ้นตึกกันแล้วเน่อ !

            “หา เหอ อะไร.... ขึ้นตึกกันแล้วเหรอ.....” ไม่ใช่แค่ท่าทาง เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ก็เหมือนซอมบี้ด้วย แถมดูเหมือนระดับสติปัญญาจะเหลือพอๆกับซอมบี้ด้วยเหมือนกัน ทำเอาตานีทั้งสองกุมขมับพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

            “ก็แม่นสิ ขึ้นตึกได้แล้ว ไปเร็ว แล้วอย่าลืมไปล้างหน้าก่อนสอบด้วยล่ะ !

 

            จ้าดยังทำท่าจะโซซัดโซเซต่อไปในทิศทางเดิม ตานีสาวทั้งสองจึงตัดสินใจล็อกแขนเพื่อนหนุ่มก่อนจะลากถูลู่ถูกังแหวกคนขึ้นบันไดไปโดยไม่ใส่ใจสายตาคนรอบข้างที่มองอย่างงุนงงระคนตกใจ การสอบครั้งนี้น่ากลัวถึงขนาดทำเด็กหนุ่มตัวบักเอ้กกลัวจนเป็นลมได้เลยเชียวหรือ.....

 

            ห้องสอบของหลานชายหมอผีใหญ่อยู่บนชั้นสาม ขณะของตานีสาวทั้งสองอยู่ชั้นห้า พวกเธอจึงทิ้งให้เขาเป็นโดดเดี่ยวผู้หน้ายักษ์อยู่ในโถงบันไดที่มีเลขสามชุบโครเมียมตัวเท่าหม้อแกงแปะอยู่ข้างฝา จ้าดมองซ้ายมองขวาอย่างมึนงงอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เด็กหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งจะกระแทกเขาดังอั้กจนกระเด็นไปแปะอยู่ข้างฝาข้างใต้เลขสามพอดิบพอดี จ้าดหันขวับจะโวยวาย แต่คู่กรณีหายไปแล้ว

 

            อย่างไรก็ตาม หลานชายหมอผีใหญ่ก็อดรู้สึกขอบคุณไม่ได้ ด้วยแรงกระแทกทำให้เขาตื่นเต็มตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กหนุ่มสะบัดหัวสองสามครั้งเพื่อไล่ความง่วงที่ยังเหลืออยู่ ก่อนจะก้าวฉับๆฝ่าฝูงชนตรงไปยังห้องสอบ พยายามสงบหัวใจที่เริ่มโยนตัวกระแทกซี่โครงด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเขา และเขาก็เตรียมตัวมาดีกว่าครั้งก่อนมาก เขาต้องทำได้ เขาต้องทำให้ได้.....

 

            แต่เมื่อเข้ามานั่งประจำที่ ใจที่เคยมาเต็มร้อยก็เริ่มแป้วเมื่อเห็นว่าข้อสอบนั้นหนาปึ้กราวกับหนังสือเรียนสองเล่มซ้อนกัน แม้จำนวนข้อที่มากแปลว่าข้อสอบมีแนวโน้มจะง่ายกว่า และเขามีโอกาสเก็บเล็กผสมน้อยได้มากกว่า แต่จ้าดก็ไม่รู้ว่าสมองที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงด้วยอดนอนจะทนได้แค่ไหน แต่เอาเถอะ มันก็ความผิดของเขาเองนี่นะ แถมถ้าไม่อดนอนแบบนี้เขาก็คงไม่เข้าใจเนื้อหาวิชาขนาดนี้แน่ อย่างน้อย ได้อย่างเสียอย่างก็ยังดีกว่าเสียทั้งสองอย่าง.....

 

            “เริ่มทำข้อสอบได้”

            “เอ้ย เดี๋ยวซิ่ ยังไม่ได้ทำใจเลย !

            แม้ปากจะพึมพำแบบนั้น แต่มือของหลานชายหมอผีใหญ่ก็พลิกกระดาษข้อสอบตามเพื่อนนักเรียนรอบตัวโดยอัตโนมัติ ดวงตาตี่กวาดอ่านคำถามข้อแรกอย่างรวดเร็วราวกับแสงเลเซอร์ก่อนจะเลื่อนลงไปอ่านข้อสอง สาม สี่และห้าภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ความรู้สึกแปลกๆเริ่มก่อตัวขึ้นในอก ความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้สึกมานานเกือบสามปีแล้ว.....

 

            ความรู้สึกว่าทำข้อสอบได้

            ทำได้ง่ายๆ

            ทุกข้อเลยด้วย !

 

            “ขอบคุณมากกล้วย !

            ริมฝีปากของเด็กหนุ่มหน้าดุเหยียดเป็นรอยยิ้มกว้างขณะดินสอในมือแก้สมการก่อนจะฝนคำตอบลงกระดาษคำตอบอย่างว่องไวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าบทเรียนโต้รุ่งสองวันของราชินีตานีจะได้ผลขนาดนี้ ถ้าสอบข้อเขียนผ่านคงต้องพาไปเลี้ยงสักหน่อยแล้ว.....

 

 

            “เป็นจะไดจ้าด ยะได้ก่อ”

            เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยทักเสียงใสเมื่อจ้าดเดินลงมาสมทบกับเธอที่ใต้ถุนตึกหลังจากสอบวิชาสุดท้ายเสร็จตอนเกือบบ่ายสามโมง หลานชายหมอผีใหญ่อดทึ่งไม่ได้ที่เธอดูไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อยทั้งที่ยืนคุมเขาตลอดสองวันสองคืน เขาสิ จะหลับร่วงกลางอากาศเหมือนเครื่องบินรบโดนกระสือเข้าเครื่องยนต์เอาให้ได้อยู่แล้ว

 

            “ได้ ได้เยอะเลยด้วย ขอบคุณมากนะกล้วย” เด็กหนุ่มหน้าดุยิ้มให้เพื่อนสาว แต่เมื่อประกอบกับสีหน้าง่วงงุนสุดขีดก็ทำให้ดูบิดเบี้ยวชอบกล “แล้ว.... กล้ายล่ะ”

            “ยังบ่ลงมา” กล้วยตอบ “ปกติเปิ้นก็ยะค่อนข้างช้า.... อ้าว นั่นไง ลงมาแล้ว”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หันหลังกลับ แล้วก็เห็นตานีสาวผมหางม้าเดินโซเซฝ่าฝูงชนตรงมาทรุดตัวลงนั่งข้างตัวกล้วยด้วยท่าทางเหมือนเขาตอนออกจากห้องสอบฟิสิกส์เมื่อสองวันที่แล้วไม่มีผิด เรือนผมสีดำประกายเขียวเป็นกระเซิงตามปกติเวลาเธอทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็น้อยกว่าตอนติวอยู่ที่โรงเก็บรถถัง

 

            “ยะบ่ได้ก๋ากล้าย” น้ำเสียงของราชินีตานีเจือแววเป็นห่วง

            “มีบางข้อบ่ได้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็พอไถได้แหละ” เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงเนือย “แต่ที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้ง่วงมากเลย ฟ้าเปิ้นปิ๊กบ้านจากเวียงเชียงหลวงเลยแม่นก่อ ดีแล้ว รีบปิ๊กไปนอนกันเหอะ”

            ราชินีตานีหัวเราะหึๆ “ถ้าข้าเจ้าบอกว่าผลสอบจะออกตอนค่ำนี้ล่ะ จะยังนอนหลับอยู่ก่อกล้าย”

            “ตลกน่า” จ้าดหัวเราะอย่างไม่อยากเชื่อ “อะไรจะตรวจเร็วปานนั้น”

            “ก็เปิ้นเขียนไว้ในหน้าเว็บ บ่ได้อ่านเลยก๋า”

            “จะอ่านได้ไงล่ะครับเจ๊ ก็เจ๊เล่นห้ามผมเปิดคอมมาตั้งสองวันแบบนี้ !?

            “เปิ้นเขียนไว้ตั้งนานแล้วย่ะบ่าจ้าดง่าว บ่ฮู้จักอ่านเลย” เด็กสาวหน้าจืดได้ทีกัดอีกฝ่ายกร้วมหนึ่ง “เอ้า ว่าจะไดกล้าย ยังจะหลับลงอยู่อีกก๋า”

            “ลง”

            “อ้าว.....”

 

            สุดท้าย กล้ายก็หลับไปตลอดเย็นจริงๆ เช่นเดียวกับหลานชายหมอผีใหญ่ ทั้งสองหอบเสื่อผืนหมอนใบมานอนกองอยู่กับพื้นในห้องนั่งเล่น ทิ้งราชินีตานีให้ลุ้นผลสอบอยู่หน้าจอแลปทอปกับยูคิและหมิงซึ่งลากเก้าอี้มานั่งลุ้นด้วยอย่างตื่นเต้น นิ้วกดรีเฟรชทุกห้านาทีขณะในใจภาวนาให้ผลออกสักที หวังว่ามันคงไม่ล่าช้าแถมเว็บล่มเหมือนตอนสอบพื้นฐานวิศวกรรมหรอกนะ.....

 

            “ออกแล้ว !

            ในที่สุด คอรัสประสานเสียงของกล้วย หมิงและยูคิก็กระชากตานีสาวผมหางม้าและหลานชายหมอผีใหญ่ขึ้นมาจากนิทราตอนเกือบสี่ทุ่ม ทั้งสองมะงุมมะงาหราคลานมาเกาะโต๊ะมองดูเหมือนผีร้ายร่างแหลกเหลวในอุดมชัยพลาซ่า ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวและดวงตาตี่พยายามมองหาชื่อตัวเองในรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ทั้งที่ยังไม่คุ้นกับแสงดี

 

            “บ่มี.... บ่มีเลย.....” กล้ายครางอย่างเสียขวัญเมื่อกวาดตามองรายชื่อตั้งแต่บนสุดยันล่างสุดของหน้าจอแล้ว “ข้าบ่ติด.... ข้าสอบบ่ติด....”

            “เดี๋ยวสิกล้าย อย่าเพิ่งใจร้อน” สมิงสาวเห็นท่าทีร้อนรนของอีกฝ่ายก็อดสงสารไม่ได้ เธอหันมาถามกล้วย “กล้วย รายชื่อมีแค่นี้อีหลีบ่”

            “บ่ มีอีก” กล้วยตอบเสียงเรียบ ขณะเด็กสาวผมหางม้าเบื้องหลังถอนหายใจเฮือกหมดปอดในรวดเดียวด้วยความโล่งอก “ว้า ขี้เกียจไล่ ใช้ฟังก์ชั่นหาเลยละกัน”

            “เดี๋ยว อย่าเพิ่ง !” ทั้งจ้าดทั้งกล้ายคว้ามือเพื่อนสาวเอาไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่ฝ่ายแรกจะพูดต่อ “อย่าเลยกล้วย ขอค่อยๆไล่หาไปดีกว่า ถ้าใช้ฟังก์ชั่นหาแล้วมันกะทันหันเกินไป”

            “ข้าว่าค่อยๆไล่หามันยิ่งทรมานใจมากกว่าอีกเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดแย้ง “หาๆไปเถอะน่า เอ้าคนแรกเลย ขวัญ ห ทัย ณ ตาน นะ คอน.....”

            “กล้วย อย่า.....!

 

            ช้าไปเสียแล้ว ราชินีตานีป้อนชื่อของเธอเข้าหน้าต่างค้นหาคำเรียบร้อยแล้ว กล้ายหลับตาปี๋ไม่กล้าดูหน้าจอ แต่อึดใจต่อมา เธอก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมองทีละนิด ริมฝีปากเม้มแน่นพอๆกับสมองที่เครียดเขม็ง รอรับอะไรก็ตามที่กำลังจะปรากฏต่อสายตาเธอในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า......

 

            “0551514       ขวัญหทัย ณ ตานนะคอน            มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์        ภาคยานยนต์”

            “0551521       ณัฐณิช ณ ตานนะคอน   มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์        ภาคอากาศยาน”

 

            “เอ๋.....” ขากรรไกรของเด็กสาวผมหางม้าอ้าค้าง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างมองไม่เชื่อสายตา “นี่มัน.... อะหยังเนี่ย มีผู้ได๋ชื่อเหมือนข้าเจ้าด้วยก๋า”

            “บ่แม่นๆ....”

            “จะอั้นก็สงสัยเปิ้นจะตรวจผิดแน่ๆเลย ฮะ ฮะ ฮะ....”

            “ตรวจบ่ผิดหรอกกล้าย เปิ้นใช้คอมพิวเตอร์ตรวจเน่อ” กล้วยตอบยิ้มๆ “แล้วนี่ ดูสิ หมายเลขประจำตัวสอบก็แม่นบ่แม่นก๋า”

 

            กล้ายยังคงอ้าปากค้างจนน่ากล้วว่าแมลงวันจะบินเข้าไปวางไข่ได้ เคราะห์ดีที่ฤดูนี้ยังไม่มีแมลงวัน

 

            “จะอั้นก็แปลว่า.....”

            “หมู่เฮาผ่านข้อเขียนแล้ว !

 

            วินาทีต่อมา ราชินีตานีก็แทบกลิ้งลงจากเก้าอี้ไปกองกับพื้นเมื่อเพื่อนสาวโผเข้ากอดเธอดังอั้ก

 

            “ขอบคุณมากเน่อกล้วย ขอบคุณแต๊ๆ !” กล้ายละล่ำละลัก “ข้าบ่เคยคึดเลยว่าตานีสมองบ่ดีอย่างข้าจะยะได้ขนาดนี้ เพราะกล้วยติวหื้อแต๊ๆ ขอบคุณแต๊ๆเน่อ !

            “บ่หรอก เพราะความสามารถของกล้ายเองต่างหาก” เด็กสาวหน้าจืดแตะหัวอีกฝ่ายอย่างเขินๆ “ข้าเจ้าก็แค่ทบทวนหื้อเท่านั้นเอง”

            “บ่ๆ เป็นเพราะกล้วยนั่นแหละ” ตานีสาวผมหางม้ายืนยัน “เดี๋ยวเย็นนี้ไปหาอะหยังกินในเมืองกันดีกว่า ข้าเลี้ยงเอง”

            “เอาสิ ขอบคุณมากเน่อ” กล้วยยิ้มกว้าง แต่ประโยคต่อมาของเธอก็ทำเอาฝ่ายตรงข้ามสะดุ้ง “เอ แต่จำได้ว่าที่ค้างมาจากตอนไปแสนคำคราวนั้นก็ยังบ่ได้เลี้ยงเลยเน่อ....”

            “อะหยัง นั่นมันหน้าที่จ้าดต้องเลี้ยงบ่แม่นก๋า !?

 

            “เดี๋ยวนะครับเจ๊ทั้งสอง จะดีใจอะไรเกรงใจคนยังไม่รู้ผลตรงนี้บ้าง”

            เสียงเนือยๆแบบเบื่อโลกสุดขีดของจ้าดดึงตานีสาวทั้งสองจากโลกสีชมพูกลับมายังห้องนั่งเล่นของโรงเก็บรถถังอีกครั้ง เบื้องหลังเด็กหนุ่มหน้าดุ หมิงและยูคิสบตากันก่อนจะปิดปากหัวเราะกันคิกคัก กล้ายรีบผละจากตัวเพื่อนสาวออกไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะตามเดิมทันที ปื้นสีชมพูทาทาบบนแก้มขาว ขณะกล้วยหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อนหนุ่ม

 

            “จะอั้นข้าเจ้าหาหื้อเลยเน่อ”

            “เดี๋ยว ขอทำใจก๊อน !

 

            อีกครั้งที่ความเร็วในการพิมพ์ของกล้วยไวกว่าความเร็วเสียง และปฏิกิริยาของหลานชายหมอผีใหญ่ก็เหมือนเพื่อนสาวผมหางม้าไม่มีผิดเพี้ยน นั่นคือหลับตาปี๋ก่อจะค่อยๆลืมตามองจออย่างหวาดกลัว แต่เมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอ ดวงตาตี่ก็เบิกกว้าง.....

 

            “0550397       จัตุรัส ฉันทลักษณ์วิกรม มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์        ภาคอากาศยาน”

 

            “ติดแล้วโว้ย...................!

            หมาจิ้งจอกฝูงหนึ่งที่ขุดโพรงจำศีลหน้าหนาวอยู่ข้างโรงเก็บรถถังถึงกับแตกกระเจิงเมื่อจู่ๆก็มีเสียงดั่งลั่นลอดหน้าต่างออกมา จ้าดคุกเข่าทำท่าเหมือนนักบอลเพิ่งยิงประตูได้ มือกำหมัดแน่นอย่างดีใจสุดขีด ในที่สุดเขาก็มีที่เรียนแล้ว แถมที่เรียนอันดับต้นๆ ของสารขัณฑ์เสียด้วย !

 

            “ยินดีด้วยเน่อบ่าจ้าดง่าว”

            “ยินดีด้วยเหมือนกันบ่าจ้าดวอก”

            “บ่คิดว่านายสิสอบติดเด๊นี่ เยี่ยมมาก”

            “รอดแล้วนะคะรุ่นพี่จ้าด”

            “เอ้ย เดี๋ยว นี่ทุกคนเห็นเราโง่ขนาดนั้นเลยเรอะ !?” เด็กหนุ่มหน้าดุโวยเมื่อรู้สึกว่าคำแสดงความยินดีสำหรับเขาฟังดูแปร่งๆ

            “เอ้า หรือจะหื้ออู้ประมาณ บ่น่าติดเลย’ ‘ง่าวๆจะอี้ติดได้จะไดหรือว่า.....”

            “พอๆครับเจ๊กล้าย พอเลย” จ้าดรีบเบรกเพื่อนสาวก่อนจะโดนกัดเหวอะไปมากกว่านี้ ก่อนจะหันไปหาอาจารย์จำเป็นซึ่งนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ “ขอบคุณมากนะกล้วย เหมือนกล้ายแหละ.... ถ้าเราไม่ได้กล้วยก็คงสอบไม่ได้แบบนี้”

            “บ่เป็นอะหยังหรอก ข้าเจ้าเองถ้าบ่ได้จ้าดก็คงบ่รอดมาถึงวันนี้เหมือนกัน แล้วข้าเจ้าก็รบกวนจ้าดเอาไว้มาก ก็ถือว่าตอบแทนกันล่ะเน่อ”

            “เอาเป็นว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เราช่วยกับกล้ายเลี้ยงกล้วยให้เต็มที่เลยดีกว่า อยากกินอะไรบอกมาเลย”

            “อื้ม ขอบคุณมากเน่อ” กล้วยยิ้มกว้าง “แต่ข้าเจ้าว่าอย่าเพิ่งเลย ยังเหลือสอบสัมภาษณ์อาทิตย์หน้าอยู่อีก หมู่เฮามาเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ก่อนดีกว่า เอาหื้อได้แน่ๆก่อนค่อยเลี้ยง”

            “เอางั้นเหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามย้ำ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าก็พูดต่อ “โอเค ได้ งั้นไว้ตอนประกาศผลสัมภาษณ์ค่อยเลี้ยง”

            “ไม่เอา เฮาอยากกิน.....”

            “บ่เกี่ยวก็เงียบๆไปเลยบ่าหมิง”

            “เอ้า ก็เฮาอยากกินนี่ มีปัญหาบ่บักตานีมักผู้สาว”

            “อู้เป็นสิบรอบแล้วว่าบ่ได้มักผู้สาว !

            “เอ่อ.... งั้นเราไปก่อนนะกล้วย” จ้าดเอ่ยขึ้นเบาๆ พยายามหลบฝ่ามือที่ปลิวว่อนของตานีสาวผมหางม้ากับสมิงสาวแห่งป่าแสนคำที่เริ่มปลิวว่อนเข้าใส่กัน “สอบเสร็จขอระบายหน่อย ไม่ได้เล่มคอมเต็มที่มาตั้งหลายวัน”

            “บ่ได้ ข้าบ่หื้อไป” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบ

            “อ้าว ทำไมล่ะ” คิ้วรกๆของหลานชายหมอผีใหญ่ขมวดเข้าหากัน “สอบก็สอบเสร็จแล้วนะ”

 

            “ข้าเจ้าก็อู้ไปแล้ว ยังเหลือสอบสัมภาษณ์อีก อุตส่าห์ผ่านข้อเขียน ไปตกสัมภาษณ์ยิ่งเสียดายกว่าอีก” กล้วยตอบ ขณะเพื่อนหนุ่มหน้าเสียเมื่อเริ่มจะเดาสถานการณ์ต่อไปออก “มาเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์กันดีกว่า ข้าเจ้าจะติวพื้นฐานการสอบสัมภาษณ์หื้อ แล้วก็ความฮู้เรื่องเครื่องบินแล้วก็พื้นฐานวิศวกรรมอีก แล้วเดี๋ยวต้องจัดแฟ้มสะสมผลงานด้วย หมู่เฮามีงานต้องยะอีกเยอะ ข้าเจ้าบ่หื้อนายพักแน่ !

 

            เสียงครางแผ่วเบาดังลอดริมฝีปาก ขณะฝ่ามือขวาถูกยกขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบก่อนจะเลื่อนลงมาปิดหน้า

            “ไม่......”

 

 

            “คุณเชียร์ฟุตบอลทีมไหน”

            ขากรรไกรของจ้าดทำท่าจะร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก แต่เขาก็เกร็งกล้ามเนื้อหุบมันกลับเข้าที่เดิมอย่างว่องไว คงไม่ดีแน่ถ้าจะมาอ้าปากค้างทำหน้าโง่ต่อหน้ากรรมการคุมสอบที่มีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์ทางวิศวกรรม.... ถึงแม้คำถามจะฟังดูงี่เง่าขนาดไหนก็ตาม

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุเริ่มรู้สึกขึ้นมาตงิดๆว่าการเคี่ยวเข็ญของกล้วยตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาสูญเปล่า แฟ้มสะสมงานที่อุตส่าห์เตรียมมาดิบดีซึ่งมีทั้งประวัติตอนเขาไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศเมื่อสองปีที่แล้ว ผลงานวิชาการไม่กี่ชิ้นตอนม.ปลาย และหนังสือเครื่องบินหลากฉบับที่เขาจงใจเอามาพรีเซนต์ตัวเองว่าชอบเครื่องบินนักหนา กลับถูกพลิกดูผ่านๆเพียงรอบเดียวก่อนจะส่งกลับคืนมาแบบไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย แถมกรรมการก็ไม่ถามความรู้เรื่องเครื่องบินหรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ ม.ปลายเลยสักนิด แต่กลับถามว่าครอบครัวเป็นยังไง ทำไมถึงอยากมาเข้าที่นี่ และเชียร์ฟุตบอลทีมไหน.....

 

            “อะ.... เอ่อ.... ผมไม่ค่อยดูฟุตบอลน่ะครับ”

            “เหรอ” อาจารย์วัยกลางคนหน้าจืดๆผู้เป็นเจ้าของคำถามดูไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก ทำเอาผู้เข้าสอบผู้หวาดหวั่นอยู่แล้วหนาวเยือกไปถึงสันหลัง “แล้วคุณชอบเล่นกีฬาอะไรล่ะ”

            “ก็.... ปกติก็ขี่จักรยานน่ะครับ ตอนเช้าไปโรงเรียนก็ต้องขี่จากบ้านไปสถานีรถใต้ดินด้วย”

            “เหรอ”

 

            “โอเค ก็คงสัมภาษณ์แค่นี้แหละครับ”

            อาจารย์อีกคนซึ่งดูหนุ่มกว่า แต่หัวกลับล้านไปครึ่งใบแล้วสรุปเสียงเรียบ ขณะความหวาดหวั่นบีบหัวใจหลานชายหมอผีใหญ่เหมือนอุ้งมือมาร กรรมการดูไม่ประทับใจคำตอบของเขาเลยสักคำถาม ถ้าจบการสัมภาษณ์แค่นี้ เขาก็คงจบเห่ตามไปด้วยแน่นอน

 

            แต่ประโยคถัดมาของอาจารย์หนุ่มก็ทำให้จ้าดมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

 

            “มีคำถามอะไรมั้ย”

            “มีครับอาจารย์” เด็กหนุ่มฉวยโอกาสสุดท้ายหมับเหมือนหมางับเนื้อ “ผมสนใจเรื่องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในเครื่องยนต์เครื่องบินน่ะครับ ไม่ทราบว่าที่นี่มีโครงการวิจัยเรื่องนั้นหรือเปล่าครับ”

            “อ๋อ เอ้อ....” อาจารย์ทั้งสองหันไปมองหน้ากัน “คือพวกผมก็ไม่ได้มาจากสายนี้โดยตรงน่ะนะ พวกผมอยู่ภาคเครื่องกล ภาคอากาศยานจะมีรึเปล่าอันนี้ผมไม่รู้เหมือนกัน”

            “แต่หัวข้อนี้น่าสนใจอยู่นะ” อาจารย์คนที่ถามเขาเรื่องเชียร์ฟุตบอลเผยอรอยยิ้มเป็นครั้งแรกของการสอบสัมภาษณ์ “ไม่แน่ ถ้าคุณเข้าที่นี่ได้ อาจจะได้ทำหัวข้อนี้เป็นโปรเจกต์จบก็ได้”

            “ครับอาจารย์” หลานชายหมอผีใหญ่ยิ้ม รู้ดีว่าเขาเรียกความสนใจของอีกฝ่ายได้แล้ว “เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับสารขัณฑ์ที่ต้องนำเข้าน้ำมันมาปีละมากๆ ถ้าเราผลิตเชื้อเพลิงจากผลผลิตที่เรามีได้ก็น่าจะดีครับ”

            “ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” อาจารย์หนุ่มหัวล้านเองก็ยิ้มด้วย เขาเขียนอะไรตวัดๆในกระดาษบันทึกผลการสอบก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามอีกครั้ง “มีคำถามอะไรอีกหรือเปล่า”

            “คงไม่มีแล้วล่ะครับอาจารย์”

            “งั้นก็ขอให้โชคดีนะ”

            “ขอบพระคุณมากครับอาจารย์”

 

            จ้าดไหว้ลาอีกฝ่าย ก่อนจะเดินออกจากห้องสัมภาษณ์ด้วยหัวใจที่พองโตกว่าเมื่อตอนเข้าไปเกือบสองเท่า อย่างน้อยที่สุดอาจารย์ทั้งสองก็มีท่าทีสนใจไอเดียของเขา น่าจะมีหวังขึ้นบ้างล่ะน่า.....

 

            “เป็นไงบ้างจ้าด”

            ฟ้าเอ่ยทักเพื่อนหนุ่มเมื่อเขาเดินลงจากห้องสอบมายังจุดนัดพบที่ใต้ถุนอันโอ่โถงของอาคารวิศวกรรมวิวัฒน์ เธอเพิ่งจะสอบสัมภาษณ์ของหมอเวียงเชียงหลวงไปเมื่อวานนี้ วันนี้เธอจึงอาสาติดสอยห้อยตามมาเป็นกำลังใจให้เหล่าเพื่อนสาวและเพื่อนหนุ่มด้วย

 

            “ก็ดีนะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ ยังคงยิ้มกริ่มแบบหุบไม่ลง “แล้วกล้วยกับกล้ายล่ะ”

            ประโยคหลังเขาหันไปถามตานีสาวทั้งสองตนที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ

            “บ่มีปัญหา เหลือแค่รอผลเท่านั้นแหละ” กล้ายตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายๆกับเพื่อนหนุ่ม คือปิดความดีใจไว้ไม่อยู่

            “แต่ข้าเจ้ายังกังวลอยู่” ราชินีตานีเอ่ยเสียงหนัก เธอเป็นตนเดียวที่ดูเครียด ทั้งๆที่เก่งที่สุดในหมู่สองตนหนึ่งคน “กรรมการดูบ่ค่อยพอใจข้าเจ้าเท่าได๋เลย พอคำถามหลังๆค่อยดีขึ้นหน่อย”

            “โห ของเรายิ่งกว่านั้นอีกกล้วย” ความวิตกจริตของเพื่อนสาวทำเอาจ้าดอดหัวเราะไม่ได้ “เราโดนบึ้งใส่ตั้งแต่คำถามแรกยันท้ายเลย จนเขาให้เราถามนี่แหละถึงยิงไม้ตายไป โชคดีนะที่ได้ผล”

            “แล้วถามไปว่าอะไรล่ะ” เด็กสาวหน้าคมถาม

            “ก็ถามเขาเรื่องเกี่ยวกับการบินนี่แหละ เอาให้ฟังดูหรูๆเข้าไว้” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นสายตาของเพื่อนสาวทั้งสาม “แต่เราก็สนใจเรื่องนั้นจริงๆนะ ไม่ได้สร้างภาพอะไรสักหน่อย”

            “จ้า จ้า เชื่อมากเลย....”

            “เอ้า อะไรล่ะ เราออกจะเป็นคนดี....” จ้าดตอบกลั้วหัวเราะ “เอ้า ไปกันเหอะ ไปหาอะไรกินกัน ยังไงก็สอบเสร็จแล้วนี่”

 

            “เดี๋ยวสิจ้าด”

            เด็กหนุ่มหน้าดุสะดุ้งเมื่อราชินีตานีขัดขึ้นมาทันควัน เขาพอจะเดาออกว่าเพื่อนสาวกำลังจะพูดอะไร

 

            “ยังเหลือสอบของส่วนกลางอีกบ่แม่นก๋า จะมายะตัวสบายๆจะอี้ได้จะได ไป กลับบ้าน ไปติวกันต่อ !

            “ไม่เอ๊า...........!

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------

*ซิกม่า () – เป็นตัวอักษรกรีก ในทางคณิตศาสตร์ใช้แสดงถึง “ผลรวม” ของจำนวนตามเงื่อนไขที่กำหนด ด้านบนและด้านล่างของตัวซิกม่า

อินทิเกรต หรือ “ถั่วงอก” (∫) – สัญลักษณ์แสดงว่าให้หาพื้นที่ใต้กราฟของสมการที่กำหนดในวิชาแคลคูลัส

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น