ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 42 : วันหยุดที่แสนวิเศษของราชินีตานี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.พ. 58

            ข้าขอสุมา

            ขากรรไกรที่กำลังแทะขากวางดิบของหมิง และมือที่ถือช้อนตักกะเพราเนื้อกวางเตรียมเข้าปากของทั้งจ้าดและฟ้าชะงักค้างจนข้าวร่วงผล็อยกลับลงไปในจานเมื่อจู่ๆตานีสาวผมหางม้าผู้เต็มไปด้วยผ้าพันแผลก็พรวดพราดเข้ามาคุกเข่าก้มหัวขอโทษจนแทบจะเป็นกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ถึงในห้องอาหาร

 

            อะไรกันกล้าย ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้เด็กสาวหน้าคมปราดเข้าไปพยุงเพื่อนสาวให้ลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง ด้วยตัวของเพื่อนสาวยังคงเต็มไปด้วยผ้าพันแผลที่พันทับแผลเหวอะหวะจากตะปูเมื่อคืนที่ยังไม่สมานดีนัก

            บ่ได้หรอกฟ้ากล้ายตอบเสียงแข็ง ทุกตนต้องมาบาดเจ็บหนักจะอี้ บ่เว้นกระทั่งยูคิที่เกือบถูกยะจะอั้น ทั้งหมดก็เพราะความประมาทของข้าเอง ข้าบ่ฮู้จะขอสุมาจะไดได้ อยากด่าอะหยัง อยากหื้อข้ายะอะหยังไถ่โทษอู้มาเลย ข้ายอมยะทุกอย่าง จะไล่หื้อข้าไปหาที่สิ้นอายุข้าก็จะไป !

            ใจเย็นๆก่อนน่ากล้าย อย่าโทษตัวเองแบบนี้เลยหลานชายหมอผีใหญ่เข้ามาปลอบเพื่อนสาวด้วยอีกคน เบื้องหลังเขา สมิงสาวแอบย่องตามมาเงียบๆ เรื่องเมื่อคืนน่ะไม่มีใครผิดหรอก ไม่มีใครรู้นี่ว่าผีร้ายจะเก่งขนาดนั้น

            แต่ข้าเป็นตานี ข้าก็ควรจะระมัดระวังหื้อมากกว่านั้น แล้วก็บ่ควรจะวางแผนเสี่ยงจะอั้นด้วยตานีสาวสวนกลับ มือทั้งสองกำแน่นอย่างแค้นใจตัวเอง ได้โปรดเถอะ ลงโทษข้าเถอะ บ่อั้นข้าบ่มีในหื้ออภัยตัวเองได้แน่

            ซาดิสต์บ่บักตานีมักผู้สาวนี่หมิงผู้มีผ้าพันแผลพันแผลถูกกระจกบาดอยู่เกือบทั้งตัวเหมือนกันกัดเพื่อนสาวเสียงห้วน กล้ายอ้าปากจะเถียงกลับ แต่ประโยคต่อมาของสมิงสาวแห่งป่าแสนคำก็ทำเอาเธอแทบหงายเงิบ เฮาฮู้น่าว่ากล้ายน่ะทั้งง่าว ทั้งบ้าพลัง ทั้งเฮ็ดอีหยังบ่คึด เพราะจังซั่นบ่ต้องมาขอโทษพวกเฮาหรอก พวกเฮาฮู้อยู่แล้ว

            บ่าหมิง อยากตายก๋า !?”

            กล้ายิงก็เอาสิ แบร่.....

 

            เด็กสาวหน้าเสือแลบลิ้นยั่วกล้ายแผล็บๆ ทำเอามือตานีสาวกระตุกยิกๆอยากจะคว้าไรเฟิลจู่โจมบนหลังมาสาดกระสุนให้พรุนอยู่รอมร่อ แต่เธอก็ทำได้เพียงขบกรามกรอดอย่างหงุดหงิดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นฝ่ายผิด อีกทั้งหากเมื่อคืนไม่ได้เพื่อนสาวจอมกวนตนนี้เสียสละเอาตัวบังเศษกระจกเอาไว้ล่ะก็ ทั้งฟ้า จ้าดและเธอก็คงบาดเจ็บหนักกว่านี้แน่ กล้ายฮึดฮัดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะกอดอกสะบัดหน้าหนีสมิงสาวอย่างเสียไม่ได้ ทำเอาสองมนุษย์หนึ่งสัตว์ภูตหัวเราะคิก

 

            เฮ้อ กล้ายนี่ยั่วขึ้นตลอดเลยนะเด็กหนุ่มหน้าดุพูดกลั้วหัวเราะ เอ้อ แล้วกล้วยล่ะ ตั้งแต่ตื่นมายังไม่เห็นเลย

            เปิ้นเอารถถังออกไปลองเครื่อง เมื่อกี้เพิ่งใส่เกียร์ตัวใหม่เข้าไปตานีสาวผมหางม้าตอบ เอ้อ.... แล้วยูคิล่ะ เปิ้นเป็นจะไดบ้าง เมื่อคืนตอนข้าฟื้นขึ้นมาเปิ้นก็กลับไปแล้ว

            เท่าที่เห็นก็ไม่บาดเจ็บอะไรมากนะ แต่เสื้อผ้าก็เสียหายไปเยอะอยู่ประโยคหลังของฟ้าเบาลงเล็กน้อยราวกับไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่ แต่เธอก็รีบเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นผู้ถามหน้าจ๋อยลงถนัดตา แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เขาบอกว่าไม่ได้โดนทำอะไรแล้วก็ไม่เป็นไรเลยด้วย

 

            ข้าบ่ได้ห่วงแค่เรื่องนั้น ข้าห่วงบ้านเปิ้นด้วยกล้ายส่ายหน้า เละจะอั้น ค่าเสียหายคงหลายล้านเบี้ย แล้วเปิ้นก็บ่เหลือความทรงจำว่าถูกผีสิงด้วย แล้วยูคิจะอธิบายจะได

            เอ่อ.... เรื่องนั้นมันก็.....เด็กสาวหน้าคมอ้ำอึ้ง แต่.... แต่เราว่ายังไงยูคิเขาก็น่าจะอธิบายได้น่า หรืออย่างน้อยก็เอาตัวรอดได้แหละ

            แต่อย่าลืมเน่อว่าเปิ้นมีคดีลักลอบเข้าเมืองอยู่แล้ว ถ้าบ้านนั้นไปแจ้งตำรวจแล้วกล่าวหาเปิ้นล่ะก็....

 

            ราวกับรู้ว่ามีคนกำลังพูดถึง จู่ๆร่างของวิญญาณหิมะสาวก็ปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆเตาแก๊สที่ยังคงมีกระทะผัดกะเพราวางทิ้งไว้ สองคนสองตนขมวดคิ้วอย่างสงสัยระคนเป็นห่วงเมื่อเห็นเธอสะพายเป้เดินทางใบใหญ่ซึ่งบรรจุสัมภาระทุกอย่างของเธอ แต่ใบหน้าของเด็กสาวชาวฮิมิตสึกลับเปื้อนยิ้มเมื่อเธอเดินมานั่งคุกเข่าลงข้างตัวตานีสาวผมหางม้า

 

            รุ่นพี่กล้าย แล้วก็รุ่นพี่ทุกคน ขอบคุณมากนะคะเรื่องเมื่อคืนยูคิค้อมหัวให้รุ่นพี่ทั้งสี่ซึ่งค้อมตอบแบบงงๆ พอๆกับตอนเห็นตานีสาวเข้ามาคุกเข่าขอโทษ

            ขอบคุณยะหยัง ข้าบ่ได้ช่วยอะหยังยูคิเลยเน่อ แถมยังยะหื้อสถานการณ์เลวร้ายลงด้วย

            ไม่หรอกค่ะวิญญาณหิมะสาวเอียงคอยิ้มให้อีกฝ่าย ถ้าไม่มีพวกรุ่นพี่ ฉันก็คงไม่กล้าสู้กับผีตนนั้น ก็เท่ากับว่าแพ้ไปตลอดอยู่ดี

            แล้วเป้นี่.....หมิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ หรือว่าถูกไล่ออกมาจากบ้าน !?”

            เปล่าค่ะๆเด็กสาวชาวฮิมิตสึรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ฉันขอออกมาเอง เพราะเป็นความผิดของฉันที่ข้าวของพังเสียหายแบบนั้น

            บ่แม่นความผิดของยูคินี่ เป็นความผิดข้าเองต่างหาก....

            ไม่หรอกค่ะ บ้านฉัน ฉันก็ต้องรับผิดชอบยูคิยืนยันหนักแน่น

            แล้วแบบนี้ยูคิจะทำยังไงหลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง จะไม่โดนส่งกลับไปฮิมิตสึเหรอ

            ไม่น่านะคะวิญญาณหิมะสาวตอบ ฉันขอร้องโฮสพ่อกับโฮสแม่แล้วว่าอย่าแจ้งตำรวจ ดูเขาก็เข้าใจนะคะ

            จะแน่เร้อ....

            เอาน่า ตอนนี้มองโลกในแง่ดีไปก่อนดีกว่าฟ้าปรามเพื่อนหนุ่มก่อนจะหันกลับไปถามรุ่นน้องสาวอีกครั้ง แล้วตอนนี้ยูคิจะไปอยู่ไหนล่ะ

            ก็อยู่ที่นี่แหละค่ะ ยังพอมีห้องว่างเหลือมั้ยคะ

            มีสิ มีๆ เอาห้องที่สบายที่สุดไปเลยก็ได้เน่อ ถือว่าแทนคำขอสุมาจากข้าละกันตานีสาวผมหางม้าดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เดี๋ยวข้าพาไปเองเน่อ

            ไม่เป็นไรหรอกค่ะรุ่นพี่กล้าย เห็นว่าปกติพวกรุ่นพี่นอนรวมกันใช่มั้ยคะ ฉันนอนห้องนั้นด้วยก็ได้ นอนด้วยกันอบอุ่นดีออก จะได้มีเพื่อนคุยตอนกลางคืนด้วย

            เฮาว่าอย่าดีกว่ายูคิสมิงสาวแสยะยิ้มหวานเย็น นอนกับกล้ายเดี๋ยวตื่นมาจะโดนเฮ็ดบ่ดีบ่ร้ายเอาเน่อ เปิ้นยิ่งมักผู้สาวน่าฮักๆแบบยูคิอยู่ แอ้ก....

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าเสือขาดหายไปดื้อๆ เมื่อฝ่ามือพิฆาตของตานีสาวลอยมาตบหัวเธอดังฉาดจนหน้าแทบทิ่มลงจานกะเพรา

 

            เอ้าๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกันน่าฟ้ารีบไกล่เกลี่ยสถานการณ์เมื่อเห็นหมิงทำท่าจะเปิดฉากฟัดกับคู่กัดตามธรรมชาติของเธออย่างเป็นเรื่องเป็นราว แล้วนี่กล้ายมาแค่ขอโทษพวกเราโดยเฉพาะเลยเหรอ

            เปล่าหรอก มีเรื่องอื่นอีก เรื่องฉุกเฉินเลยด้วย

            เรื่องอะไรเด็กหนุ่มหน้าดุถามเสียงขึงขัง มีผีที่ไหนอาละวาดอีกเหรอ

            เปล่าๆ บ่แม่นเรื่องผี คือพอดีพรุ่งนี้เป็นวัน.....

 

            โอ้โห อยู่กันครบเลย อู้อะหยังกันอยู่ก๋า แล้วยะหยังถึงบ่ไปนั่งคุยกันบนโต๊ะล่ะ

            ตานีสาวผมหางม้าหุบปากทันควันจนฟันขบกันเสียงดังกรึ้บเมื่อจู่ๆ กล้วยก็เปิดประตูเข้ามาในห้องอาหาร

 

            บ่มีอะหยังๆกล้ายรีบปฏิเสธด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนเกินเหตุจนเด็กสาวหน้าคม วิญญาณหิมะสามและหลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย กำลังหาห้องหื้อยูคิอยู่ เปิ้นจะมาอยู่กับหมู่เฮา

            อ้าว แล้วโฮสพ่อโฮสแม่บ่ว่าก๋ายูยูคิ แล้วเรื่องตำรวจด้วยเด็กสาวหน้าจืดหันไปถามรุ่นน้องสาว ดูเหมือนเธอจะไม่สังเกตพิรุธของเพื่อนสาวเลย

            อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันขอออกมาเอง แล้วก็ขอร้องไว้แล้ว โฮสพ่อกับโฮสแม่ฉันไม่น่าจะไปแจ้งตำรวจหรอกค่ะ

            ถ้าจะอั้นก็ดีไปราชินีตานีพยักหน้า จะอั้นหื้อเปิ้นนอนห้องเดียวกับหมู่เฮาก็ได้นี่กล้าย มีที่พออยู่แล้ว จะได้บ่เหงาด้วย

            ก็ว่าจะอั้นแหละกล้ายตอบรัวเร็ว แล้ว.... แล้วนี่ยะหยังกล้วยถึงปิ๊กมาเร็วจัง

            เกียร์ที่เปลี่ยนเข้าไปมีปัญหานิดหน่อย คงอยู่ที่ตัวส่งผ่านแรงบิดมั้ง* เดี๋ยวคงต้องแก้เด็กสาวหน้าจืดตอบก่อนจะหาวหวอด แต่เดี๋ยวข้าเจ้าคงขึ้นไปนอนสักหน่อยก่อน ฮู้สึกง่วงๆ คงเหนื่อยมาจากเมื่อคืนมั้ง

            อื้มๆ ได้ จะหื้อปลุกก่อ

            บ่เป็นอะหยัง เดี๋ยวข้าเจ้าตั้งนาฬิกาปลุกเอง

            อื้มๆ จะอั้นหลับหื้อสบายเน่อ

            อื้ม

 

            กล้วยอดสงสัยท่าทางลนผิดปกติของเพื่อนสาวไม่ได้ แต่เธอก็ลืมมันไปอย่างรวดเร็วขณะเดินขึ้นไปยังห้องนอน เด็กสาวหน้าจืดทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงกว้างที่เธอนอนรวมกับกล้ายและหมิง ดวงตาเรียวมองไปยังปฏิทินที่ตั้งอยู่ข้างแลปทอปสีดำคาดเขียวของเธอบนโต๊ะทำงานข้างเตียง เลขสิบสี่กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันนี้เรืองแสงสว่างกว่าเลขอื่นๆเล็กน้อย แต่เด็กสาวกลับมองผ่านมันไปยังตัวเลขที่อยู่ข้างๆ ซึ่งถูกวงเอาไว้ด้วยหมึกสีเขียวจางๆ จนแทบมองไม่เห็น

 

            สิบห้ากุมภาพันธ์ วันเกิดของเธอ.....

 

            ตานีสาวล้มตัวลงบนฟูก เธอพลิกตัวนอนตะแคงไปมองปฏิทินอีกครั้ง ภาพวันเกิดปีก่อนๆเริ่มผุดขึ้นมาในห้วงความคิดทีละภาพ.....

 

            ภาพเธอตอนกับกล้ายและเพื่อนๆจากหน่วยอาวุธระยะไกลกำลังล้อมวงกินอาหารมื้อใหญ่ฉลองวันเกิดครบรอบเจ็ดขวบ โดยมีแม่ของเธอยืนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่เบื้องหลัง....

            ภาพเธอกำลังกอดคอกับกล้าย นั่งมองดวงจันทร์ในคืนก่อนวันเกิดปีที่สิบ....

            ภาพเธอยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อได้รับมอบสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยักษ์รุ่นใหม่ล่าสุดเป็นของขวัญวันเกิดปีที่สิบสี่ โดยที่ไม่รู้เลยว่านั่นเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายจากแม่ของเธอ....

 

            ยามนี้ เกือบทุกตนจากเธอไปหมดแล้ว.....

            เพราะเธอ

 

            อะหยังเนี่ย ข้าเจ้าร้องไห้ยะหยัง

            กล้วยพึมพำอย่างประหลาดใจเมื่อน้ำใสไหลรินจากดวงตาเรียวลงมาตามแก้มขาว เธอปาดมันออกก่อนจะพลิกตัวกลับ และความเหนื่อยอ่อนจากการใช้พลังงานวิญญาณเกือบทั้งหมดไปกับการเคลื่อนที่ในพริบตาระยะทางไกลสองครั้งเมื่อคืนก็ฉุดตานีสาวลงสู่ห้วงนิทรา

 

            กว่าราชินีตานีจะรู้สึกตัวอีกครั้ง แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างก็เปลี่ยนเป็นสีส้มแดงแล้ว เธอค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียง มือขยี้ดวงตาเรียวอย่างง่วงงุนพลางบิดขี้เกียจสองสามกร๊อบ เธออดประหลาดใจไม่ได้ว่าทำไมถึงนอนเพลินจนลืมเวลาแบบนี้ แต่ความง่วงและท้องที่ส่งเสียงร้องอุทธรณ์ก็ลบมันหายไปจากสมองของเด็กสาวหน้าจืดโดยสิ้นเชิงขณะเธอเดินโซเซอย่างสะลึมสะลือออกจากห้องลงไปยังห้องอาหาร

 

            เฮ้ย กล้วยมา !?”

            ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวสลัดความง่วงออกไปได้บ้างเมื่อได้ยินเสียงจ้าดดังลั่นออกมาจากห้องอาหาร ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตึงตังโครมครามเหมือนคนในห้องพยายามเก็บหรือย้ายอะไรบางอย่าง คิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างสงสัยขณะราชินีตานีเปิดประตูเข้าไปในห้อง แต่กล้าย ฟ้า หมิง จ้าดและยูคิก็กลับไปนั่งยิ้มเจี๋ยมเจี้ยมกันอยู่ที่โต๊ะกินข้าวในสภาพพร้อมรับประทานเรียบร้อยแล้ว สิ่งเดียวที่ผิดปกติมีเพียงเหงื่อที่ผุดพราวบนหน้าผากของแต่ละคนและแต่ละตนเท่านั้น แต่คราวนี้เด็กสาวหน้าจืดไม่มองข้ามมันไปอีกแล้ว

 

            ยะอะหยังกัน ยะหยังถึงต้องย่านข้าเจ้าหันด้วย

            อ๋อ ปละ.... เปล่า....เด็กสาวผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธซึ่งบัดนี้เปลี่ยนมาถือช้อนส้อมทั้งที่ไม่มีแม้ข้าวสักเม็ดอยู่ในจานเบื้องหน้าปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย คือเรา.... เราทำอาหารกันน่ะ แล้วมันเกิดเละขึ้นมา ก็เลย.... ไม่อยากให้กล้วยเห็น กลัวกล้วยจะว่าเอาน่ะ

            แท้ก๋า แล้วยะหยังข้าเจ้าบ่หันร่องรอยอะหยังเลยล่ะ

            ก็เมื่อกี้รีบเช็ดกันไง

            เร็วเกินไปมั้ง....ดวงตาที่ส่องประกายสีเขียวหรี่ลงอย่างไม่เชื่อถือฝ่ายตรงข้ามนัก แต่เอาเหอะ บ่มีอะหยังก็ดีแล้ว ว่าแต่มีอะหยังกินก่อ ข้าเจ้าหิวจังเลย

            อ๋อมีๆ มีหม่าม้าเต็มตู้เลย หลากรส น้ำร้อนก็ได้แล้ว เดี๋ยวข้ายะหื้อกินเน่อกล้ายรีบตอบด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลนพอๆกับเมื่อเช้า

            บ่เอา บ่กินหม่าม้าด้วยความง่วงงุนแกมหิวโหย เด็กสาวหน้าจืดจึงออกอาการงอแงแบบที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก ช่วงนี้เธอกินหม่าม้ามาหลายวันจนหน้าแทบจะรีดออกมาเป็นเส้นได้อยู่แล้วด้วยข้าวของขาดแคลนจากภาวะฉุกเฉินสืบเนื่องจากเปรตเมื่อเกือบสองอาทิตย์ก่อน เพิ่งเมื่อเช้านี้เองที่เธอเอารถถังออกไปซื้อของกินที่ซูเปอร์ใกล้ๆได้บ้าง ของกินในตู้เย็นก็พอมีบ่แม่นก๋า ถ้าบ่ว่างกันข้าเจ้ายะเองก็ได้

            บ่ต้องๆ !สมิงสาวแห่งป่าแสนคำรีบพูดเมื่อเห็นเพื่อนสาวตั้งท่าจะเดินไปเปิดตู้เย็น เดี๋ยวเฮาเฮ็ดให้ เอาไข่เจียวไข่ดาวหรือกะเพราเนื้อกวางว่ามา

            ยะหยังทุกคนถึงต้องยะตัวแปลกๆด้วยกล้วยเริ่มไม่สบอารมณ์ ส่วนหนึ่งเพราะโมโหหิว จะแอบยะอะหยังก็บอกข้าเจ้ามาดีๆ ข้าเจ้าบ่ชอบเลยเน่อที่มาปิดบังกันจะอี้

            เปล่าๆ ไม่มีอะไรจริงๆทั้งตานีสาวผมหางม้า วิญญาณหิมะสาวและเด็กสาวหน้าคมยืนยันพร้อมๆกัน ก่อนที่คนหลังสุดจะหันไปพยักหน้าให้หมิงด้วยเห็นว่าน่าจะหาอะไรมาเสิร์ฟให้ราชินีตานีเย็นลงบ้าง เอาเป็นว่ากล้วยกินข้าวก่อนละกัน เดี๋ยวพวกเราจะบอกตอนกินข้าว

 

            ตานีสาวอกแบนทำท่าจะไม่ยอม แต่เมื่อกลิ่นหอมของใบกะเพราประสานกับเสียงฉ่าของเนื้อกวางชุ่มฉ่ำที่ถูกโยนลงผัดในกระทะลอยมาเตะทั้งจมูกทั้งหู เธอก็ยอมนั่งลงข้างกล้ายแต่โดยดี ไม่ถึงสามนาทีต่อมา กะเพราเนื้อกวางราดข้าวอาหารจานด่วนสุดโปรดของทั้งชาวเมืองตานนะคอนและตานีก็ถูกสมิงสาวยกมาประเคนลงตรงหน้า กล้ายส่งช้อนส้อมให้เพื่อนสาวซึ่งลงมือจัดการอาหารเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วราวกับกำลังแข่งรายการกินแหลก และเพียงอีกห้านาทีต่อมา กะเพราจานใหญ่ก็หายลงไปในท้องของกล้วย โชคดีของคนอื่นๆ ที่ความสงสัยและอารมณ์หงุดหงิดของเธอดูจะหายลงท้องไปด้วย

 

            กล้วยนี่ดีจังน้า กินเท่าไหร่ๆก็ไม่อ้วนฟ้ารำพึง แต่แอบขยิบตาให้ตานีสาวผมหางม้าอย่างมีชัย เราสิ กินนิดเดียวน้ำหนักก็ขึ้นแล้ว เฮ้อ....

            อย่างฟ้าบ่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนักหรอกมั้ง กำลังสวยเลยล่ะตอนนี้ อ้วนขึ้นอีกนิดนึงข้าเจ้าก็ยังว่าสวยอยู่เน่อเด็กสาวหน้าจืดตอบยิ้มๆ แต่สีหน้าของเธอก็สลดลงในประโยคต่อมา อีกอย่าง ร่างกายบ่เปลี่ยนแปลงก็บ่แม่นจะดีเสมอไปเน่อ ดูอกข้าเจ้าสิ เฮ้อ....

            ไม่เห็นเป็นไรเลย อกแบนๆแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบ.... แอ๊ก !?”

            บ่าจ้าดง่าวลามก !

            ไอ้จ้าด มันโดนเรานะเว้ย !

            รุ่นพี่จ้าดน่าเกลียด !

 

            เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดหายไปอย่างฉับพลันเมื่อเด็กสาวทั้งห้าพร้อมใจกันประเคนหมัดใส่แผ่นหลังของเขาคนละตุ้บคนละตั้บ

 

            เอ้อ ว่าแต่.... พรุ่งนี้ว่างกันก่อกล้วยเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อสำเร็จโทษจนเพื่อนหนุ่มลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว

            มีอะหยังก๋า

 

            คำตอบของกล้ายทำเอาราชินีตานีสะอึก เธอไม่คิดว่าเพื่อนสาวจะลืมวันเกิด แต่เด็กสาวหน้าจืดก็พยายามทำเสียงให้เรียบก่อนจะพูดต่อ

 

คือพรุ่งนี้.....

            เอ๊ะ อ้อ พรุ่งนี้มีงานปราบผีนี่ เพิ่งโทรมาตอนกล้วยหลับ ผีอยู่ไกลด้วย ออกไปแถวๆแขวงนาลุ่มตานีสาวผมหางม้าแทรกขึ้น กลบเสียงเพื่อนสาวโดยสิ้นเชิง ก็อย่างว่าล่ะกล้วย หมู่เฮาบ่น่าจะว่างหรอก ผู้จ้างเปิ้นเร่งมาด้วย ได้ยินว่าอาละวาดมาจะอาทิตย์นึงแล้ว แต่เรื่องของกล้วยมีอะหยังฉุกเฉินก่อล่ะ ถ้ามีอาจจะขอเลื่อนเป็นกรณีพิเศษไปก็ได้มั้ง

            อะ.... อ๋อ ก็บ่ได้เร่งรีบอะหยังหรอกเด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงอ่อยๆ แต่แค่จะบอกว่าพรุ่งนี้เป็น....

            เอ๊ะเดี๋ยวเน่อยูคิ ตอนที่รับโทรศัพท์คนจ้างเปิ้นบอกรายละเอียด.....

 

            ยะหยังถึงบ่ฟังกันบ้างเลย ทั้งๆที่พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญของข้าเจ้าแท้ๆ !

            ทั้งโต๊ะสะดุ้งเมื่อจู่ๆกล้วยก็หวดกำปั้นทุบโต๊ะเปรี้ยงจนจานกวางผัดกะเพราที่หมดเกลี้ยงสะเทือน และท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน ตานีสาวก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้นก่อนจะลุกพรวดวิ่งน้ำตานองหน้าออกไปจากห้อง ฟ้าและยูคิตั้งท่าจะวิ่งตามไป แต่ตานีอีกตนกลับดึงแขนพวกเธอเอาไว้พลางส่ายหน้า

 

            บ่ต้องตามเปิ้นไปหรอก จะอี้แหละดีแล้วกล้ายบอกเพื่อนและรุ่นน้องสาว ก่อนจะเป็นฝ่ายถอนหายใจเฮือกเสียเอง เฮ้อ.... แต่ก็บ่คึดว่าเปิ้นจะถึงขั้นร้องไห้จะอั้น

            แต่เราว่ากล้ายล้อเล่นแรงเกินไปแล้วนาเด็กสาวหน้าคมท้วง เรายังไม่เคยเห็นกล้วยร้องไห้โฮแบบนั้นเลยนะ อย่างมากก็แค่กระซิกๆเท่านั้นเอง

            ใช่ค่ะสาวแว่นสนับสนุน แบบนี้ฉันว่าแรงไปนะคะ จริงๆแผนนี้ฉันก็ว่ามันดูจะเกินไปหน่อยหรือเปล่า เอาที่มันธรรมดาๆกว่านี้หน่อยดีมั้ยคะ

            เอาน่า จะอี้แหละดี พรุ่งนี้จะได้ยิ่งซึ้งๆตานีสาวผมหางม้ายิ้มเย็น อีกอย่าง กล้วยเปิ้นบ่ค่อยโกรธอะหยังกับเรื่องจะอี้หรอกถ้ามีเหตุผลหรือมีเรื่องประหลาดใจดีๆรออยู่

            กลัวจะเสียใจจนซึมไปก่อนน่ะสิ....

            เอาน่า บ่ต้องห่วงหรอก ข้าฮู้จักกล้วยมากี่ปีแล้ว เรื่องแค่นี้น่ะเชื่อใจได้เลย

 

 

            กล้วยนอนกอดหมอนข้างรูปกล้วย (ปืน) ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเตียงกว้างที่ว่างเปล่า

 

            เธออดแปลกใจตัวเองไม่ได้ที่ร้องไห้กับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ เธอน่าจะรู้ดีว่าในสถานการณ์แบบนี้ไม่น่าจะมีใครมีกะจิตกะใจจัดงานวันเกิดให้เธออยู่แล้ว และตัวเธอเองก็ควรจะเอาเวลาไปคิดเรื่องปราบผีร้ายหรืออย่างน้อยเรื่องเรียนยังจะดีเสียกว่า

 

            แต่ทำไมถึงยังมีน้ำใสหลั่งไหลจากดวงตาของเธอแบบนี้เล่า....

 

 

            ยามค่ำคืนกลางป่ากล้วยมืดมิดก็ยังคงเหน็บหนาว เงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวเหมือนดังเช่นทุกวัน....

            เสียงโทรศัพท์มือถือที่ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้กระชากเด็กสาวหน้าจืดออกจากห้วงนิทรา เธอลืมตาขึ้นเล็กน้อยอย่างงัวเงียพลางควานหาโทรศัพท์เครื่องบางบนโต๊ะหัวเตียงมากดปิดโดยไม่ลืมดูเวลาบนหน้าจอ หกโมงครึ่ง เวลาตื่นปกติของเธอ แต่เด็กสาวกลับพลิกตัวและหลับตาลงอีกครั้ง เธอไม่อยากลุก หากอยากนอนยาวไปถึงพรุ่งนี้ บางทีอาจจะทำให้ความเจ็บปวดในอกแบนๆดีขึ้นบ้างก็ได้.....

 

            แต่ยังไม่ทันจะกลับสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง ราชินีตานีก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อจู่ๆ อะไรบางอย่างที่เหมือนผ้าเนื้อหนักก็แผ่พรึ่บลงมาคลุมร่างเธอเอาไว้ ก่อนที่ใครบางคนจะจับเธอกลิ้งลงจากเตียงจนร่างของเธอถูกห่อหุ้มด้วยผ้าหนักๆนั้นจนรอบตัว ไวเท่าความคิด กล้วยตั้งสมาธิหมายเคลื่อนที่ในพริบตาไปคว้าปืนที่มุมห้อง แต่แทนที่ร่างของเธอจะเปลี่ยนเป็นพลังงาน มันกลับนิ่งเงียบไร้สัญญาณตอบรับ ด้วยความตกใจ เด็กสาวหน้าจืดดิ้นสุดแรงเกิดเหมือนปลาดุกถูกทุบหัว แต่ดิ้นยังไม่ทันจบเฮือกแรก เธอก็หลุดเสียงกรีดร้องออกมาสั้นๆเมื่อรู้สึกว่าร่างถูกยกลอยขึ้น ก่อนจะถูกปล่อยลงมากระแทกกับอะไรบางอย่างนิ่มๆคล้ายลังกระดาษลูกฟูก แต่ยังไม่ทันจะคิดหาทางหนีอื่นออก ร่างของเธอก็ถูกยกลอยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะถูกแบกออกไปจากห้อง

 

            ตานีสาวพยายามดิ้น แต่ดูเหมือนใครหรืออะไรบางอย่างที่แบกเธออยู่จะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แถมยิ่งดิ้น เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าห่อผ้าที่หุ้มตัวเธออยู่ยิ่งรัดแน่นขึ้น ในที่สุดราชินีตานีจึงตัดสินใจยิ่งรอดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะพาเธอไปไหน ถ้านี่เป็นฝีมือของผีร้ายจริง เธออาจจะได้เงื่อนงำของตานีตนที่ยังหายไปบ้างก็ได้ หรือถ้าเข้าตาจนจริงๆ กล้ายก็น่าจะมีเครื่องมือติดตามตัวเธอเหมือนคราวนางอยู่แล้ว

 

            เด็กสาวหน้าจืดหารู้ไม่ว่าเพื่อนสาวผมหางม้าที่เธอหวังยึดเป็นที่พึ่งสุดท้าย ยามนี้กำลังเดินอยู่ข้างๆ คนที่แบกเธออยู่นี่เอง

 

            เอ่อ.... เอาแบบนี้จะดีเหรอกล้าย

เด็กสาวหน้าคมมองลังกระดาษขนาดเมตรครึ่งคูณครึ่งเมตรเมตรคูณครึ่งเมตรซึ่งถูกแบกอยู่บนไหล่หลานชายหมอผีใหญ่สลับกับหน้าตานีสาวผมหางม้าอย่างหวาดๆ ขณะเธอ กล้าย หมิง ยูคิและจ้าดเดินมุ่งหน้าไปยังบันไดลงลานจอดรถชั้นล่าง

 

            ดีสิ ดีแน่ตานีสาวผมหางม้าตอบอมยิ้ม ฟ้าจะตกใจยะหยัง เมื่อวานก็ตกลงแผนการกันแล้วบ่แม่นก๋า

            ก็ใช่.... แต่ไม่นึกว่าจะรุนแรงอะไรขนาดนี้นี่

            รุนแรงตรงไหน ก็แค่กลิ้งเปิ้นลงมาจากเตียงเท่านั้นเอ๊งกล้ายพูดกลั้วหัวเราะ

            เดี๋ยวๆ แล้วพูดกันดังขนาดนี้กล้วยจะไม่ได้ยินเหรอจ้าดผู้รับหน้าที่จับกังจำเป็นหันมาถามเสียงหอบ แม้เพื่อนสาวในลังจะเป็นเพียงกึ่งสสาร แต่ก็ทำเอาเขาเหงื่อท่วมตัวได้เหมือนกัน

            บ่ต้องห่วงตานีสาวผมหางม้าอธิบาย ถุงนั่นเป็นถุงป้องกันทั้งพลังงานวิญญาณแล้วก็เสียง บ่อั้นเปิ้นเคลื่อนที่ในพริบตาออกมานานแล้ว

            แล้วถ้าเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟเรียกตรวจล่ะคะจะทำยังไงวิญญาณหิมะสาวจากฮิมิตสึเอ่ยถามขึ้นบ้าง เมื่อคืนฉันก็ลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย

            ปกติก็มีแค่ผ่านเครื่องตรวจโลหะนี่ บ่มีปัญหาหรอก

            เอ้ย ไม่ใช่นะกล้ายฟ้าท้วง ถ้าเกิดห่อของใหญ่กว่าปกติเขาให้เอกซเรย์นะ แล้วถ้าเกิดน่าสงสัยมากๆก็บังคับแกะเลยแหละ เราเคยเจอบ่อยมากเลยเวลาแม่เราแบกเครื่องดนตรีขึ้นรถไฟน่ะ แล้วยิ่งมีเหตุการณ์ผีบุกเมืองเขาก็คงยิ่งตรวจเข้มขึ้นอีกแน่

 

            เอ้ย แต๊ก๋า ยะจะไดดีล่ะทีนี้.....

            หัวใจของทุกคนและทุกตนร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อตานีสาวผู้รับผิดชอบวางแผนการนี้เกือบทั้งหมดยกมือขึ้นกุมขมับ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในสมองของเธอเลยแม้แต่น้อย ดูท่าแผนจะล่มตั้งแต่ยังไม่ออกปากอ่าวเสียแล้ว แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรออกมามากกว่านั้น เด็กสาวผมหางม้าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

            ช่างเหอะ เอาไว้คึดตอนถึงทางปู้นละกัน ถ้าเปิ้นบ่ถามก็รอดไป

            คำตอบสุดท้ายของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทำเอาสองมนุษย์ หนึ่งสมิงและหนึ่งวิญญาณหิมะอยากกลิ้งตกบันไดลงไปคอหักตายอยู่ชั้นล่างเสียให้รู้แล้วรู้รอด ทุกคนพอจะรู้ว่ากล้ายถนัดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการวางแผน แต่กะไปตายเอาดาบหน้าโดยไม่มีแผนอะไรเลยแบบนี้จะดีแน่เร้อ.....

 

 

            ขอโทษครับ ขออนุญาตตรวจห่อของด้วยครับ

            เอาแล้วไง....

            สองตนสองคนคิดประโยคเดียวกันขึ้นมาพร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมายเมื่อพวกเขามาติดแหง็กอยู่หน้าช่องทางเข้าชานชาลา ไม่นับอีกสองตานีซึ่งตนหนึ่งยังคงโดนแพ็กอยู่ในกล่อง และอีกตนหนึ่งยืนเกาหัวแกรกๆหัวเราะแหะๆ หลบสายตาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างใหญ่ของสถานีรถไฟหลักตานนะคอนที่กำลังจ้องห่อของบนบ่าหลานชายหมอผีใหญ่สลับกับใบหน้าของแต่ละคนในคณะด้วยแววตาระแวงสงสัย

 

            เอาจังไสล่ะทีนี้บ่ากล้ายง่าวหมิงได้ทีกัดคู่ปรับสาว

            หนวกหูน่า เงียบไปเลยไป !ตานีสาวโทรจิตตอบเสียงเขียว ขณะเสียงจริงยังคงหัวเราะแหะๆ พลางเกาหัวแกรกๆกลบเกลื่อนพิรุธ

 

            แต่ยามเริ่มผิดสังเกตแล้วนะ จะเอาไงล่ะ !?’

            เด็กสาวหน้าคมถามอย่างร้อนรน อันที่จริงยามก็ผิดสังเกตตั้งนานแล้ว แต่ยิ่งมายืนออกันอยู่ตรงทางเข้า ไม่ขยับไปไหนแถมยังเกาหัวแค่นหัวเราะแหะๆตลอดเวลาเหมือนคนบ้า ก็ทำให้พนักงานหนุ่มเริ่มออกอาการวิตกว่าจะเป็นระเบิดพลีชีพหรือเปล่า ยิ่งคนหนึ่งหน้าดุเป็นโจรก่อการร้ายชายแดนเยว่เสียด้วย ชายหนุ่มควักวิทยุสื่อสารที่เอวขึ้นมาแนบปากหมายจะขอกำลังเสริม แต่ก่อนที่เขาจะทันได้กดปุ่มพูด กล้ายก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงหวานหยดย้อยที่สุดเท่าที่เธอเคยพูดในชีวิต

 

            อ้ายยามเจ้า....

            ผมเป็นรปภ. !ยามหนุ่มแก้เสียงห้วน

            ก็ได้ อ้ายรปภ.เจ้า....เด็กสาวผมหางม้าไหลตามอย่างรวดเร็ว กลิ้งไว้ก่อนแม่ขวันสอนไว้ ข้าเปิดหื้อดูข้างในบ่ได้หรอกเจ้า แต่ข้างในนี้บ่มีอะหยังอันตรายหรือผิดกฎหมายเลยแต๊ๆเน่อเจ้า

            ถ้าไม่มีอะไรอันตรายหรือผิดกฎหมาย แล้วทำไมเปิดให้ดูไม่ได้ล่ะครับ

 

            ก็.... ก็....

            กล้ายอึกอัก เธอหันหลังไปหาเพื่อนร่วมชะตากรรมหวังจะขอความช่วยเหลือ แต่ตานีสาวก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อพบว่าทุกคนและทุกตนหายวับไปเสียแล้ว ทิ้งลังกระดาษลูกฟูกยาวเกือบสองเมตรเอาไว้เป็นของดูต่างหน้า เด็กสาวหันหลังขวับมองกลับเข้าไปยังชานชาลา เธอทันเห็นร่างสี่ร่างกำลังวิ่งสุดฝีเท้าไปตะเกียกตะกายปีนขึ้นรถไฟหัวจรวดสีขาวที่จอดอยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร ไม่วิ่งเปล่า หนึ่งในนั้นที่บนใบหน้ามีลายเสือยังหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เธอเสียด้วย

 

            หนอย ทีจะอี้ล่ะไวแต๊ไวว่า.....เลือดแทบทะลักออกจากดวงตาสีเขียวเรืองแสงด้วยความแค้นขณะเจ้าของดวงตาขบกรามกรอดๆ เธอสะบัดหน้ามาหายามซึ่งยืนแคะขี้มูกทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วทีหมู่เปิ้นยะหยังบ่กักตัวไว้ล่ะเจ้า !?”

            ก็เขาไม่มีของต้องสำแดงเหมือนคุณนี่ครับชายในเครื่องแบบสีกากีตอบหน้าตาเฉย

            แล้วทิ้งกล่องนี่ไว้นี่น่าไว้ใจมากเลยก๋า !?”

            ก็เขาไม่ได้เอาเข้าไปนี่ครับ แล้วก็ยังมีคุณเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ด้วยทั้งคนยามหนุ่มให้เหตุผลที่ฟังดูข้างๆคูๆเหลือเกินสำหรับฝ่ายตรงข้าม ว่าแต่คุณเถอะ จะเปิดหรือไม่เปิดครับ หรือจะให้ผมเรียกกำลังเสริมมาช่วยฉีก

            แต่.... แต่....ตานีสาวผู้กลายเป็นโดดเดี่ยวผู้หน้ายักษ์เหลียวซ้ายแลขวาหาที่พึ่งทางใจอย่างน่าสงสาร คือ.... ของในนี้เสื่อมสภาพได้ง่ายมากเลยเจ้าถ้าสัมผัสกับอากาศ ขอร้องเน่อเจ้า ข้าเปิดบ่ได้แต๊ๆ....

 

            ถ้างั้นก็ต้องเข้าเครื่องเอกซเรย์ครับ ไม่ว่ายังไงผมปล่อยคุณผ่านไปเฉยๆไม่ได้

            อะ.... เอกซเรย์กาเจ้าดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่รอดสายตาพนักงานรักษาความปลอดภัยผู้ฝึกสังเกตพิรุธมาเต็มคอร์สได้

            ทำไมเหรอครับ หรือว่ามีอะไรจริงๆ....

            อ๋อ ปละ.... เปล่าเจ้า เข้าก็ได้.....

 

            เด็กสาวผมหางม้าจำใจเดินตามชายหนุ่มในเครื่องแบบสีกากีไปยังเครื่องจักรสีขาวตัวยักษ์ที่ตั้งอยู่อีกฟากของชานชาลา ใจหนึ่งก็แค้นสหายร่วมรบที่ทิ้งกันง่ายๆ แต่อีกใจหนึ่งก็กังวลจนแทบจะกลายเป็นวิตก เธอรู้ดีว่าตานีในสถานะสสารนั้นถ่ายติดเอกซเรย์ชัดแจ๋วยิ่งกว่ามะเร็งขั้นสุดท้ายเสียอีก แล้วธอจะอธิบายกับทั้งยามและตำรวจของมนุษย์ถึงคนทั้งคนที่ถูกอัดเข้าไปในลังกระดาษว่ายังไงดี.....

 

            แต่เมื่อลังกระดาษผ่านเครื่องเอกซเรย์ออกมาแล้ว ตานีสาวผมหางม้าก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าภาพสแกนบนจอมอนิเตอร์ข้างเครื่องแสดงให้เห็นว่าข้างในลังแทบจะว่างเปล่า มีเพียงเงาจางๆของห่อผ้าเท่านั้น ผ้าที่กันได้แม้แต่พลังงานวิญญาณคงจะกันรังสีเอกซ์ได้เช่นกัน ยามหนุ่มรวมทั้งหญิงสาวอีกคนที่นั่งเฝ้าเครื่องอยู่ดูงุนงงระคนสงสัยอยู่ไม่น้อยที่มีคนบ้าแบกลังเปล่าเทิ่งๆมาขึ้นรถไฟ แต่ก็ยอมปล่อยให้กล้ายผ่านเข้าไปแต่โดยดี เด็กสาวผมหางม้ารีบสาวเท้าฉับๆไปยังรถไฟหัวจรวดสีขาวที่จอดรออยู่ข้างชานชาลากลางสถานี เธอยัดลังกระดาษลูกฟูกใส่ใต้ท้องรถ ปีนขึ้นรถและเดินแกมวิ่งไปหาอีกสองคนสองตนที่นั่งรออยู่ ก่อนจะเปิดฉากโวยเสียงลั่นจนผู้โดยสารทั้งโบกี้สะดุ้งเฮือก

 

            ทิ้งข้ากันหมดเลย แล้วถ้าข้าเข้ามาบ่ได้จะยะจะได !?”

            เบาๆหน่อยสิกล้าย คนอื่นเขาตกใจหมดฟ้าปรามเพื่อนสาวก่อนจะดึงเธอลงนั่งข้างๆ ขณะรถไฟเริ่มเร่งความเร็วออกจากสถานี อีกอย่าง ที่พวกเราหนีมาขึ้นรถก่อนก็ดีแล้วนี่ ถ้ากล้ายผ่านเข้ามาไม่ได้ ยังไงพวกเราก็ยังไปที่โน่นได้ไง เสียส่วนน้อยดีกว่าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินเหรอ

            แต่เจ้าของวันเกิดอยู่กับข้าย่ะ !

            เออ ก็จริง.....

            แล้วหมิงนี่ก็อีกตัว หนอย.... ทำมาแลบลิ้นใส่ คึดว่าข้าจะเข้ามาบ่ได้ล่ะสิ !ตานีสาวเอื้อมมือข้ามเบาะไปล็อกคอเด็กสาวหน้าเสือ คอยดูเถอะ ลงจากรถไฟเมื่อไหร่จะเล่นหื้อตายเลย !

            ก็.... ลองสิ.... แค่ก....เสียงตอบของสัตว์ภูตสาวอู้อี้เมื่อต้องผ่านลำคอที่ถูกบีบแน่น คึดว่า.... สองตนนั่นยอม.... ก็เอาสิ.....

            เอาสิ คอยดู !

 

            กล้ายปล่อยคอสมิงสาวก่อนจะทิ้งตัวลงมานั่งกอดอกขัดสมาธิอยู่กับที่นั่ง ก่อนจะตั้งต้นบ่นกระปอดกระแปดเป็นหมีกินผึ้ง เด็กสาวหน้าคม วิญญาณหิมะสาวชาวฮิมิตสึและหลานชายหมอผีใหญ่ที่รู้แกวอยู่แล้วพร้อมใจกันหยิบหูฟังมาเสียบหูก่อนจะควักมือถือออกมาเปิดเพลงฟัง หมิงผู้ไม่มีหูฟังของตัวเองเหลียวซ้ายแลขวาหาผู้มีเมตตาจิต แต่เหมือนกรรมที่ไปแลบลิ้นใส่กล้ายจะตามสนอง ไม่มีใครพกหูฟังสำรองมาเลยสักคนหรือสักตน เด็กสาวหน้าเสือจึงจำต้องทนฟังเสียงบ่นไปตลอดระยะเวลาเกือบชั่วโมงจนถึงจุดหมายปลายทาง.....

 

 

            ราชินีตานีหลับตาลง เพียงเพื่อจะลืมตาขึ้นมาเจอความมืดมิดอีกครั้ง

 

            หลังจากกราฟอารมณ์เปลี่ยนจากระแวงระไวเป็นหวาดกลัว แล้วเป็นเศร้าด้วยคิดว่าตัวเองคงสิ้นอายุไปแล้วโดยไม่มีโอกาสกอบกู้เผ่าพันธุ์ และเป็นเบื่อหน่าย ยามนี้เด็กสาวหน้าจืดเริ่มหงุดหงิด กองกำลังผีร้ายจะเอายังไงกับเธอก็ว่ามา จะฆ่าจะแกงกันก็ได้ หรืออย่างน้อยพูดข่มขู่หรือส่งเสยงให้เธอฟังสักแอะก็ยังดี ครางสักแฮ่ก็ยังพอถูไถ แต่ไม่ใช่ทิ้งเธอเอาไวในความมืดให้เสียเวลาชีวิตเล่นเกือบสองชั่วโมงแบบนี้.....

 

            พลัน อะไรบางอย่างที่แบกเธออยู่ หรือไม่ก็พาหนะอะไรสักอย่างที่เธอกำลังโดยสารอยู่ก็ลดความเร็วลงอย่างนิ่มนวลแต่รวดเร็วจนตัวเธอกลิ้งไปติดด้านหนึ่งของกล่องลูกฟูก ก่อนที่กล่องลูกฟูกจะเลื่อนไถลไปชนผนังอะไรสักอย่างอีกโครมใหญ่ กล้วยกลั้นหายใจลุ้นให้ไม่มีอะไรกลิ้งมาทับเธอซ้ำ แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา ความหน่วงมหาศาลที่กดเธอเอาไว้กับผนังกล่องลูกฟูกก็ค่อยๆลดลง ก่อนที่อะไรก็ตามที่พาเธอมาด้วยจะจอดสนิท

 

            ตานีสาวโล่งใจได้หน่อยเดียว หัวใจของเธอก็ร่วงไปอยู่แถวๆฝ่าเท้าอีกครั้งเมื่อเธอรู้สึกว่าตัวเองถูกยกลอยขึ้น กระเพื่อมๆไปเกือบสิบนาที ก่อนที่อะไรก็ตามที่แบกหรือบรรทุกเธอมาจะปล่อยลังกระดาษร่วงตุ้บลงกับพื้นนิ่มๆ ก่อนจะตามมาด้วยความเงียบ

 

            อย่างหมดความอดทน กล้วยตัดสินใจดิ้นเฮือกสุดท้ายแม้จะรู้ว่าห่อผ้าคงรัดเธอแน่ขึ้นอีก แต่คราวนี้มันกลับคลายตัวออกอย่างง่ายดาย เด็กสาวหน้าจืดหลับตาตั้งท่าจะเคลื่อนที่ในพริบตาออกไปจากล่อง แต่เธอก็ยั้งตัวเองไว้ได้ทันด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเธอไม่มีอาวุธอะไรเลยแม้แต่ปืนพกหรือมีดสักเล่ม ออกไปตอนนี้ก็เหมือนออกไปให้โดนจับเชือดซะเปล่าๆ ถึงตอนนี้เธอจะเริ่มอยากให้พวกมันจับเธอเชือดเร็วๆแล้วก็เถอะ

 

            แต่ก่อนที่ราชินีตานีจะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ฝากล่องก็ถูกกระชากเปิด แสงอาทิตย์สว่างจ้าสาดส่องเข้ามาจนเธอต้องหยีตา เด็กสาวหน้าจืดยกมือขึ้นตั้งการ์ดรอรับเหล่าผีร้ายหลากชนิดที่คงจะพุ่งเข้าใส่เธอในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า แต่กลับไม่มีอะไรโผล่มาเลยแม้สักตนเดียว และเมื่อดวงตาเรียวเริ่มชินกับแสงสว่าง เธอก็ต้องอ้าปากค้าง.....

 

            เด็กสาวสองคนยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่ส่องทะลุยอดไม้ไร้ใบลงมายังพื้นหิมะ พวกเธออยู่ในชุดทหารลายพรางหิมะทับด้วยเสื้อคลุมกันหนาวสีเทาขาดวิ่นยาวกรอมเท้า ผ้าพันคอลายพาดกลอนสีขาวสลับดำปลิวไสวตามสายลมฤดูหนาว รับกับผมสีเดียวกันที่ตนหนึ่งผูกเอาไว้เป็นหางม้าคู่ ขณะอีกตนซึ่งสูงกว่าปล่อยสยายยาวลงมาประบ่า ใบหน้าที่มีลายพาดกลอนสองสามแต้มจนดูละม้ายเสือกำลังยิ้มกว้าง หูทรงสามเหลี่ยมมนที่เต็มไปด้วยขนปุกปุยดูฟูนุ่มกระดิกไปมาอย่างดีใจ

 

            เมฆ !? ปลา !?”

            ยินดีต้อน แอ้ก !?”

            คำพูดพร้อมกันของสมิงสาวทั้งสองขาดหายไปกลางประโยคเมื่อตานีสาวโผเข้ากอดพวกเธออย่างแรงจนทุกตนล้มกลิ้งกับพื้นหิมะ กล้วยโอบแขนรอบคอเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ผู้เคยสละชีวิตปกป้องเธอทั้งสอง น้ำตาแห่งความคิดถึงไหลรินจากดวงตาเรียวลงอาบแก้ม

 

            เมฆ ปลา.... ข้าเจ้านึกว่าจะบ่ได้เจออีกแล้ว....

            สิบ่ได้เจอได้จังไสเล่า พวกเฮาก็รอดมาพร้อมกับหมิงนั่นแหละเมฆผู้ยังผูกผมทรงทวินเทลเหมือนเมื่อครั้งทัศนศึกษาตอบเสียงแหลม ลูบเรือนผมสีดำประกายเขียวของเพื่อนสาวผู้ยังคงซุกหน้ากับไหล่ของเธออย่างเคอะเขิน

            ก็นั่นแหละ.... ข้าเจ้าก็คิดว่าจะบ่ได้เจอหมิงแล้วเหมือนกัน.....

            แหม อย่าประเมินพวกเฮาต่ำจังซั่นสิกล้วย พวกเฮาเป็นสมิงเด๊.....ปลาผู้มีเสียงต่ำกว่าและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าตอบกลั้วหัวเราะ เธอปลดตัวเองออกจากอ้อมกอดของเพื่อนสาวก่อนจะดึงทั้งกล้วยและเมฆลุกขึ้น ไปเถอะ พวกเฮาเตรียมงานไว้ให้กล้วยที่ป่าแสนคำแล้ว

            อะ.... เอ๋ งานอะหยัง

            ก็งานวันเกิดกล้วยไง

            เอ๊ะ ฮู้ได้จะ.....ขากรรไกรของราชินีตานีร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกอีกครั้ง แต่วินาทีต่อมา เสียงของเธอก็เปลี่ยนเป็นปวดร้าว บ่ได้หรอก ข้าเจ้ารับบ่ได้ ข้าเจ้าเป็นคนจุดชนวนสงครามกลางเมืองสมิง หลายตนต้องตายเพราะข้าเจ้า แล้วจะหื้อข้าเจ้ามีหน้าไปสู้หน้าสมิงตนอื่นๆได้จะไดล่ะ....

            บ่แม่นความผิดของกล้วยเลยเด๊สมิงสาวผมประบ่าปลอบเจ้าของวันเกิด จังไสๆ พวกเฮาก็ต้องรบกันอยู่แล้วบ่ว่ากล้วยสิมาหรือบ่มา หรือบ่ว่าสิฮู้เรื่องกล้วยหรือบ่ด้วยซ้ำ พวกเฮาบ่มักที่พวกเฮาตกเป็นเหยื่อของมนุษย์หรือของเผ่าพันธุ์อื่นง่ายๆ แล้วก็บ่มักทำร้ายมนุษย์ด้วย

            แต่ที่มีกองกำลังผีร้ายขึ้นมา ก็เป็นเพราะข้าเจ้า.....

            โอ๊ย ก็บอกว่าอย่าโทษตัวเองไง !เมฆโพล่งอย่างอดรนทนไม่ได้ แหม เหมือนที่หมิงเปิ้นส่งข่าวมาเลยแท้ๆ คนอีหยังบ่ฮู้โทษตัวเองตลอด.....

            ข้าเจ้าบ่แม่นคนเน่อ....

            เอ้อๆ นั่นแหละ สิอีหยังก็ช่าง บ่ต้องคึดมาก ไปเหอะ พวกเฮาจัดงานไว้ให้แล้ว บ่ไปนี่เสียมารยาทเด๊ !

            ขอบคุณมากเน่อ เมฆ.... ปลา..... แล้วก็หมู่สมิงด้วย.....ตานีสาวยิ้มให้เพื่อนสาวทั้งสอง รู้สึกเหมือนมีอะไรแข็งๆมาจุกอยู่ในลำคอ ว่าแต่.... ฮู้ได้จะไดว่าวันนี้วันเกิดข้าเจ้า หมิงบอกก๋า.... แล้วข้าเจ้ามาที่นี่ได้จะได

 

            แล้วบ่ผิดสังเกตเลยก๋ากล้วย ว่าผีร้ายหรือมนุษย์ที่ได๋จะเข้าไปลักพาตัวกล้วยได้ถึงในโรงเก็บรถถังน่ะ

            ราชินีตานีถอนหายใจเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนสาวดังมาจากเบื้องหลัง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของพลพรรควางแผนลักพาตัวทุกคนและทุกตนที่เดินมาตบไหล่เธอคนละแปะสองแปะ ปิดท้ายด้วยเจ้าของแผนที่ขยี้หัวเธอเล่นอย่างมันเขี้ยวจนเด็กสาวหน้าจืดมองค้อน

 

            สนุกนักแม่นก่อ หลอกข้าเจ้าจะอี้

            จะว่าไปก็สนุกดีอยู่เน่อกล้ายตอบกลั้วหัวเราะ แต่ก็รีบเสริมเมื่อเพื่อนสาวแยกเขี้ยวทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อ โอ๋ๆ อย่าโกรธเน่อ ก็หมู่เฮาอยากหื้อกล้วยประหลาดใจแล้วก็ประทับใจนี่ ถ้าบอกก่อนก็บ่ประหลาดใจสิ.....

            แล้วก็ไม่มีใครคิดว่ารุ่นพี่กล้วยจะร้องไห้แบบนั้นด้วยค่ะวิญญาณหิมะสาวเอ่ยเบาๆ ตอนแรกรุ่นพี่ฟ้ากับฉันเห็นรุ่นพี่กล้วยปล่อยโฮแบบนั้นแล้วก็สงสารอยากจะยกเลิกแผนอยู่เหมือนกัน แต่รุ่นพี่กล้ายก็บอกว่าเอาแบบนี้แหละจะได้ซึ้งๆ.....

            แม่น ซึ้ง ซึ้งแทบตายเลยเด็กสาวหน้าจืดแสยะยิ้ม กลับไปเลี้ยงข้าวข้าเจ้าทุกคนเลยเน่อ ข้าเจ้าจะกินแพงๆ เอาหื้อหมดตัวเลย !

            หวาย......

 

            กว่าจะจัดการชำระความกันเสร็จ และจัดสรรคนและที่ไม่ใช่คนขึ้นหลังสมิงทั้งสามตนกันได้พร้อม ดวงอาทิตย์ก็ลอยอยู่ที่ตำแหน่งเกือบสูงสุดบนท้องฟ้าแล้ว ในที่สุด เสือหิมะเชียงหลวงตัวโคร่งสามตัวที่บรรทุกทั้งคน ตานีและวิญญาณหิมะเอาไว้บนหลังก็ออกวิ่ง มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านสมิงใจกลางป่าแสนคำที่ห่างออกไปเกือบสี่สิบกิโลเมตร.....

 

            ป่าแสนคำยังคงเหมือนเมื่อครั้งที่กล้วย ฟ้าและจ้าดมาทัศนศึกษาราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้ มีเพียงหิมะเท่านั้นที่หนาขึ้นและจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ไม่น่าเชื่อว่าที่อันดูเงียบสงัดและสงบสุขแห่งนี้จะมีสงครามกางเมืองของเผ่าพันธุ์อันทรงพลังเกิดขึ้นได้.....

 

            แต่เมื่อสมิงสาวทั้งสามเลี้ยวเข้าป่าเมื่อใกล้ถึงที่หมาย ร่องรอยของสงครามกลางเมืองก็ปรากฏชัดเจนขึ้น ต้นไม้หักโค่นล้มระเนนระนาด บ้างมีรอยเล็บฉีกลึก บ้างถูกลูกดอกปักจนพรุน บ้างก็มีทั้งสองอย่าง และบ้างก็ถูกเผาจนไหม้เกรียมเป็นถ่าน ซากเสือโคร่งตัวยักษ์ที่โชกไปด้วยเลือดจากแผลทั้งถูกลูกดอกปักและถูกเขี้ยวเล็บฉีกทึ้งเกลื่อนกลาดอยู่ตามรายทาง ทั้งหมดถูกความเย็นรักษาเอาไว้จนคงสภาพราวกับเพิ่งตายเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ผู้มาเยือนมองตามมันไปจนคล้อยหลังอย่างเศร้าใจโดยเฉพาะราชินีตานี ดวงตาเรียวรื้นน้ำใสอีกครั้ง เป็นเพราะเธอ ทุกตนจึงต้องตาย..... เป็นเพราะเธอ เผ่าสมิงจึงต้องรบกันเอง......

 

            สุขสันต์วันเกิด ราชินีตานี !

            เสียงเฮดังสนั่นลากเด็กสาวหน้าจืดออกมาจากภวังค์ความคิด แล้วดวงตาเรียวก็เบิกกว้างเมื่อเห็นเหล่าสมิงนับร้อยตนในชุดกันหนาวลายพาดกลอนยืนออกันแน่นอยู่ในลานกว้างที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่จนลายตาไปทั้งลาน ทั้งชายหญิง ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่และชรา บ้างคุ้นหน้าด้วยเคยไปช่วยเมื่อครั้งเปรตบุกเมือง ทุกตนต่างยิ้มกว้างและโห่ร้องยินดี ลึกเข้าไปด้านในหน้าหมู่บ้านไม้สีน้ำตาลหลังน้อย โต๊ะจำนวนพอกับคนถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทุกโต๊ะมีอาหารนานาชนิดเรียงราย

 

            ทุกอย่างนี่..... หื้อหมู่เฮาก๋า.....

            ให้กล้วยตะหาก วันนี้วันเกิดกล้วยนะ

            เด็กสาวหน้าคมกระซิบบอกเพื่อนสาวยิ้มๆ ขณะหมิง เมฆและปลาเดินเยื้องย่างผ่านฝูงสัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำที่โห่ร้องราวกับเห็นดาราตรงไปหน้าบ้านไม้หลังใหญ่ที่สุดที่อีกด้านหนึ่งของลานกว้าง ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น เขาอยู่ในชุดกันหนาวลายพาดกลอนตัวยาวเช่นเดียวกับสมิงเกือบทุกตน ผมที่ลายดำจางจนแทบจะกลายเป็นสีขาวโพลนทั้งหัวยาวลงมาจนถึงเอว ใบหน้าเหี่ยวย่นที่มีลายดำสองสามแถบค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองราชินีตานีอย่างช้าๆ แล้วริมฝีปากก็เผยอรอยยิ้มกว้าง

 

            ราชินีตานี.... และเพื่อนทุกคน.... ขอบคุณหลายสำหรับทุกสิ่งที่พวกท่านเฮ็ดให้พวกเฮา.... ในนามผู้อาวุโสของสมิง เฮาขอบคุณพวกท่านหลายๆ.....

            แต่.... แต่ข้าเจ้าบ่ได้ยะอะหยังเลยเน่อเจ้ากล้วยปฏิเสธ เธอรีบกระโดดลงจากหลังหมิงมาค้อมหัวให้ชายชราหน้าเสือ กลับกัน เพราะข้าเจ้าซะอีก สมิงถึงต้องมารบกันเองจะอี้.....

            เฮาเว้าแล้วไงว่าบ่แม่นเพราะกล้วย....

            แล้วถ้าบ่เป็นเพราะข้าเจ้าจะเป็นเพราะผู้ได๋ราชินีตานีตอกกลับสมิงสาวทวินเทล ถ้าบ่มีข้าเจ้าสักตน ผีร้ายก็คงบ่รวมตัวกันเป็นกองกำลังจะอี้.... หมอผีนั่นก็คงหลอกใช้ผีร้ายแล้วก็สมิงบ่ได้จะอี้.... และเรื่องนี้ก็คงบ่เกิด ทุกอย่างเกิดเพราะข้าเจ้าทั้งนั้นแหละ !

            บ่ว่าสิมีท่านหรือบ่ เรื่องนี้ก็ต้องเกิดอยู่วันยังค่ำอยู่แล้ว ถึงสิบ่มีตานี ท่านราชินีคึดบ่ว่าผีร้ายจะบ่อาละวาดหลอกคนหรืออยากจะมีอำนาจเหนือมนุษย์ และคึดบ่ว่าเปิ้นสิบ่มาหลอกใช้พวกเฮาเป็นกำลังสมิงชราพูดเสียงเรียบ และถ้าสิเว้าว่าท่านเป็นสาเหตุของสงครามนี้คักๆล่ะก็ ดีซะอีกที่สงครามปะทุตอนนี้ เพราะถ้านานกว่านี้ล่ะก็ อาจสิมีสมิงที่โดนล้างสมองไปอีกเท่าได๋ก็บ่ฮู้ สงครามก็คงยาวนานกว่านี้ สูญเสียมากกว่านี้ และพวกเฮา.... หรืออย่างน้อยเฮาก็คงบ่ได้มานั่งอยู่ที่นี่ตอนนี้....

 

            กล้วยก้มหน้านิ่ง เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

 

            หมิงก็เคยบอกเฮาแล้วว่าท่านชอบโทษตัวเอง แต่ก็บ่คึดว่าสิถึงขนาดนี้เสียงของชายชราผ่อนคลายลงและเจือด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ พอเถอะ มั่นใจในตัวเองหน่อย บ่ซั่นท่านสิแบกความทุกข์ของทั้งโลกเอาไว้ตนเดียวเด๊

            แต่.... สมิงตนอื่น.... อาจจะ....

            ถ้าพวกเฮาโกรธราชินีตานี พวกเฮาก็คงบ่จัดงานให้จังซี่หรอกเสียงสมิงหนุ่มเสียงหนึ่งดังมาจากเบื้องหลัง

            แม่นเสียงสมิงสาวอีกเสียงสนับสนุน พวกเฮาอยากให้ราชินีตานีมีความสุขเลยจัดงานให้วันนี้ แม่นบ่พวกเฮา

            แม่น !

            แม่นคักๆ !

            ได้ยินแล้วแม่นบ่ริมฝีปากเหี่ยวย่นของชายชราเผยอเป็นรอยยิ้มอีกครั้งเมื่อดวงตาสีเหลืองที่ฝ้าฟางมองดูเด็กสาวต่างเผ่าพันธุ์ผู้ดูจะประหลาดใจอย่างที่สุดกับปฏิกิริยาที่ได้รับ กินกันเถอะ นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว แล้วห้ามปฏิเสธเด็ดขาดเด้อ เดี๋ยวพวกเปิ้นสิเสียใจ.....

            ขะ..... ขอบคุณมากเจ้า !

 

 

            กว่าสองตานี สองมนุษย์และหนึ่งวิญญาณหิมะจะกลับออกมาจากป่าแสนคำ ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว สมิงสาวทั้งสามวิ่งมาส่งพวกเขาถึงสถานีรถไฟเชียงผาน หมิงกอดเพื่อนสาวทั้งสองเป็นการอำลาอยู่นานจนราชินีตานีเอ่ยปาก

 

            หมิง อยู่ที่นี่ก็ได้เน่อ บ่ต้องกลับไปกับหมู่เฮาก็ได้ กลับไปกับหมู่เฮาก็มีแต่เรื่องอันตรายทั้งนั้น

            บ่ได้หรอกสมิงสาวส่ายหน้าทั้งที่ยังคงโอบไหล่เพื่อนสาวทั้งสองเอาไว้แน่น กล้วยบ่ได้ยินที่พ่อใหญ่ลายเว้าบ่ สมิงทุกตนมอบหมายให้เฮาอยู่ช่วยกล้วย แล้วเฮาก็อยากช่วยด้วย

            ถ้างั้นเมฆกับปลาก็มาอยู่กับพวกเราก็ได้นี่จ้าดเสนอ ห้องว่างยังมีอีกเยอะไม่ใช่เหรอ

 

            ตานีสาวผมหางม้าอ้าปากจะค้านด้วยแค่นี้ก็วุ่นวายพออยู่แล้ว แต่ปลาเอ่ยขึ้นเสียก่อน

 

            บ่ได้เหมือนกันแหละ เมฆกับเฮาต้องช่วยทางนี้เบิ่งงานบูรณะฟื้นฟูป่าแสนคำ แล้วก็ยังมีโครงการทำความสะอาดโรงไฟฟ้าแสนคำอีก สิให้ทิ้งที่นี่ไปน่ะบ่ได้หรอก

            แต่เฮาสัญญาเด้อสมิงสาวทวินเทลเอ่ยยิ้มๆ เสร็จเมื่อได๋พวกเฮาสิไปเยี่ยมทางพู่นแน่นอน รอรับด้วยเด๊

            อื้ม ได้เลย

            หวังว่าสองตนนี้จะอู้รู้เรื่องกว่าหมิงเน่อ.....

            อีหยังยะบักกล้ายมักผู้สาว สิจีบหมู่เฮาบ้อ

            อ้าว ได้ยินอีก.... แล้วก็บอกไปตั้งหลายครั้งแล้วไงว่าบ่ได้มักผู้สาว !

 

            ไม่กี่นาทีต่อมา รถไฟหัวจรวดความเร็วสูงสีขาวก็แล่นเข้าจอดเทียบชานชาลา ผู้มาเยือนและผู้ต้อนรับโบกมืออำลากันและกัน ก่อนที่สองตานี สองมนุษย์ หนึ่งวิญญาณหิมะและอีกหนึ่งสมิงจะปีนขึ้นรถไฟ เมฆและปลายังคงยืนโบกมือลาเพื่อนทั้งหกอยู่ข้างสถานีจนกระทั่งรถไฟค่อยๆเร่งความเร็วออกไป เด็กสาวชาวฮิมิตสึทันเห็นสัตว์ภูตทั้งสองกลายร่างเป็นเสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ ก่อนที่จะวิ่งหายเข้าไปในทิวไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะ

 

            ขอบคุณมากๆอีกครั้งเน่อหมิง ที่ทุกตนอุตส่าห์ช่วยจัดงานนี้หื้อข้าเจ้าตานีสาวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นุ่ม ยิ้มให้เด็กสาวหน้าเสือที่ยิ้มตอบกลับมาจนตาหยี

            บ่ต้องขอบคุณหรอก อย่างที่กล้วยได้ยินนั่นแหละ ทุกตนอยากเฮ็ดกันทั้งนั้น หวังว่าอาหารคงถูกใจเด้อ

            ถูกใจสิจ้าดยิ้ม ลูบพุงที่เต็มแน่นไปด้วยเนื้อกวางรมควัน ผัดเห็ดป่า กวางย่าง อุ้งตีนหมีหมักน้ำผึ้ง และสารพัดของป่านับสิบชนิด ไม่เคยกินของที่ไหนอร่อยกว่านี้มาก่อนเลย

            ตะกละตลอดล่ะบ่าจ้าดง่าว

 

            เอ้อ อู้ถึงเรื่องกิน.....

            จู่ๆเสียงของราชินีตานีก็ลดอุณหภูมิฮวบลงไปเกือบศูนย์เคลวิน พร้อมกับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกจากร่างเหมือนกัมมันตภาพรังสีจากแกนเตาปฏิกรณ์แสนคำจนอีกสามตนสองคนหนาวเยือกถอยกรูด กล้ายและฟ้าตั้งท่าจะวิ่งไปอีกโบกี้ แต่เด็กสาวหน้าจืดดึงเสื้อเอาไว้ได้เสียก่อน พวกเธอจึงได้แต่หัวเราะแหะๆ พยายามหลบดวงตาเรียวที่บัดนี้เรืองแสงสีเขียวสว่างเหมือนของกล้ายไปแล้ว

 

            จะเลี้ยงร้านไหนข้าเจ้าดี......

            เดี๋ยวๆ กล้วย อย่าเพิ่งใจร้อน นี่ เรามีของขวัญวันเกิดให้กล้วยด้วยนะ !

            ไวเท่าความคิด เด็กสาวผมหางม้าเอี้ยวตัวไปหยิบเป้สีเขียวของเธอที่วางอยู่บนเบาะนั่งมาส่งให้กล้วย เด็กสาวหน้าจืดรับไปเปิดดู แล้วก็ต้องอุทานออกมาอย่างดีใจเมื่อเห็นว่าภายในเป็นแลปทอปสีเงินคาดเขียวใหม่เอี่ยมเงาวับ ด้านบนมีตัวเวียงสลักชื่อเธอเอาไว้

 

            ได้ยินกล้วยบ่นว่าแลปทอปเก่าแล้ว ก็เลยยะมาหื้อใหม่ ชอบก่อ

            ชอบๆ ชอบมากเลย ขอบคุณมากเน่อกล้าย

            ราชินีตานีดึงตัวเพื่อนสาวมากอดเอาไว้แน่น เธอจึงไม่ทันเห็นว่าอีกฝ่ายถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอกสุดขีด แบบนี้คงไม่ต้องเลี้ยงข้าวแล้ว.....

 

            นี่ๆ เราก็มีนะกล้วย

            คิ้วของตานีสาวหน้าจืดขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นจ้าดขยับตัวลุกขึ้นไปหยิบของในกระเป๋า อย่างบ่าจ้าดง่าวนี่ไม่น่าจะหาซื้อของให้เธออยู่แล้ว แล้วทำไม....

 

            เอ้า นี่

            หลานชายหมอผีใหญ่ยื่นอะไรบางอย่างมาให้ กล้วยรับมาอย่างงงๆ มันเป็นขวดใสขนาดเกือบร้อยมิลลิลิตรที่มีของเหลวสีเดียวกันอยู่ข้างใน คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นขณะเธอหมุนขวดไปยังด้านที่มีฉลาก แล้วการขมวดคิ้วก็เปลี่ยนเป็นการหรี่ตาลงอย่างหงุดหงิดเมื่อเธอเห็นอักษรเล่นหางตัวใหญ่ที่เขียนเด่นชัดอยู่ข้างรูปผู้หญิงกำลังยกแขนบิดขี้เกียจในท่าโชว์อกตู้มของเธออยู่บนฉลากสีขาว.....

 

            ยาเพิ่มขนาดหน้าอก ให้คุณอึ๋มอย่างเป็นธรรมชาติ

 

            จ้าด........

            เสียงของราชินีตานีอยู่ที่ศูนย์เคลวินสัมบูรณ์จริงๆแล้วตอนนี้ กล้าย ฟ้า หมิงและยูคิเห็นท่าไม่ดีรีบขอตัวไปเข้าห้องน้ำกันเป็นแถบ ขณะจ้าดก้าวถอยหลัง เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก แต่ถอยไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ติดกระจกรถ เด็กหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวาหาทางหนีหรือคนช่วย แต่เก้าอี้ทั้งสองด้านปิดทางหนีจนมิด มิหนำซ้ำโบกี้นี้ยังว่างเปล่าเสียด้วยเนื่องจากเป็นขบวนรอบเย็นวันหยุด สิ่งเดียวที่หลานชายหมอผีใหญ่ทำได้ในยามนี้คือจ้องมองวิญญาณผู้พิทักษ์สาวซึ่งกำลังย่างเท้าช้าๆ เข้ามาหาด้วยท่าทางราวกับเป็นปีศาจเสียเอง......

 

            ตาย !

            ม่าย...............!

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------

 

*ตัวส่งผ่านแรงบิด หรือ Torque Convertor (ภาษาสารขัณฑ์กลางแปลทับศัพท์) อุปกรณ์ที่ใช้ในเกียร์อัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนคลัตช์.....

 

สรุปต้องอธิบายเรื่องคลัตช์ต่ออีกแฮะ

 

พูดง่ายๆ ถ้าเพลาที่ต่อจากเครื่องยนต์กับเพลาที่จะไปหมุนล้อต่อเป็นชิ้นเดียวกัน หากล้อหยุดหมุน (เช่นจอดหรือหยุดติดไฟแดง) เครื่องยนต์จะดับทันทีเพราะลูกสูบไม่เคลื่อนที่ ไม่สามารถอัดไอน้ำมันหรือก่อให้เกิดการจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ได้ จึงต้องมี “คลัตช์” คือตัวที่จะเชื่อมและปลดเพลาสองเพลานี้จากกัน

 

สำหรับคลัตช์ธรรมดาจะเป็นเหมือนจานแบนๆสองใบ แต่ละใบติดอยู่ที่ปลายเพลาแต่ละเพลา เมื่อปล่อยคลัตช์ (เวลารถวิ่ง) มันจะประกบเข้าด้วยกันและหมุนไปด้วยกัน แต่เมื่อเหยียบแป้นคลัตช์ มันจะแยกออก ทำให้เพลาขับกับเพลาหมุนล้อถูกแยกจากกัน ทำให้เครื่องยนต์สามารถเดินต่อไปได้ถึงล้อจะหยุดหมุน คลัตช์ยังมีประโยชน์ในการเปลี่ยนเกียร์ด้วย เพราะจะได้ใส่เกียร์ได้ง่ายๆและมีการสึกหรอน้อยลง

 

ทอร์คคอนเวอร์เตอร์เป็นคลัตช์แบบใช้ของเหลว คือมีปั๊มและกังหันอยู่ข้างใน ปั๊มต่อกับเพลาขับจากเครื่อง และกังหันต่อกับเพลาหมุนล้อ เมื่อปั๊มหมุน ของเหลวก็จะมีความเร็วพาให้กังหันหมุนตาม จึงสามารถส่งกำลังได้ ลองนึกถึงเอากังหันลมไปจ่อหน้าพัดลมนั่นแหละครับ และด้วยการที่มันส่งกำลังด้วยของเหลว ทำให้ถึงเพลาล้อจะหยุดหมุน เพลาขับก็ยังหมุนต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา หรือหากเพลาขับเปลี่ยนความเร็วก็ยังไม่มีปัญหาอยู่ดี รถเกียร์อัตโนมัติจึงไม่จำเป็นต้องมีแป้นคลัตช์ไว้เหยียบตอนเปลี่ยนเกียร์ครับ แถมทอร์คคอนเวอร์เตอร์นี้ยังช่วยทวีคูณแรงบิด (แรงที่จะหมุนล้อ) ได้ส่วนหนึ่งอีกด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น