ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 40 : วันหยุดที่วิญญาณหิมะถูกทำร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 ม.ค. 58

            “กล้วย หมู่เฮาต้องอู้กันหน่อย”

            “อะหยังก๋ากล้าย”

 

            กล้วยผู้กำลังก้มๆเงยๆอยู่หน้าเครื่องขึ้นรูปวัสดุผสมเหลียวมองเพื่อนสาวผมหางม้าผู้ยืนทำหน้าขึงขังราวกับเพิ่งไปฆ่าใครตายอยู่ด้านหลังเธอด้วยสายตางุนงงระคนสงสัย

 

            “เรื่องผีตนนั้น” กล้ายตอบห้วนๆ

            “ยังบ่หายติดใจอีกก๋ากล้าย นี่อาทิตย์หนึ่งแล้วเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือกอย่างอ่อนใจ “แล้วเปิ้นก็ไปอยู่ที่ได๋ก็บ่ฮู้ กล้ายยังจะไปตามยิงเปิ้นอีกก๋า”

            “ข้าบ่ได้ติดใจเรื่องนั้นกล้วย” อีกฝ่ายส่ายหน้า “ข้าติดใจเรื่องที่กล้วยอู้ว่าจะบ่ยอมหื้อวิญญาณที่บ่ได้ยะอะหยังผิดต้องแตกสลาย”

            “ยะหยังล่ะ”

            “ข้าบ่ปฏิเสธหรอกเน่อว่าจะอั้นก็เป็นทางเลือกที่ดี” กล้ายพูดอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่ระวังผีร้ายตนอื่นเปิ้นเอามาใช้บ้าง กล้วยจะลำบากเอาเน่อ”

            “หมายความว่าจะได”

            “กล้วยบ่อยากยะอะหยังวิญญาณที่ตอบโต้เพราะมีมนุษย์เข้าไปรบกวนก่อน อันนี้บ่มีปัญหา” เด็กสาวผมหางม้าอธิบาย “แต่นั่นก็ต่อเมื่อกล้วยฮู้ว่าวิญญาณตนนั้นเดิมบ่เคยยะอะหยังมา แต่ถ้าเกิดเป็นผีร้ายที่กล้วยไปเจอเอาตอนทำร้ายมนุษย์อยู่ล่ะ กล้วยจะฮู้ได้จะไดว่าผีตนนั้นเป็นฝ่ายเริ่มก่อน บางทีมนุษย์อาจจะไปรบกวนเปิ้นก่อน แล้วเปิ้นก็เลยตอบโต้เอาเหมือนผีที่กาดบัวก็ได้เน่อ”

            “ถ้าจะอั้นก็ต้องดูวิธีการโต้ตอบว่ายะเกินกว่าเหตุก่อ” กล้วยตอบ “ผีที่กาดบัวเปิ้นบ่ได้ยะเกินกว่าเหตุ เปิ้นแค่ขว้างหนังสือขว้างของเบาๆใส่ ถ้าคึดถึงกฎหมายจริงๆ ยังแทบบ่เข้าข่ายทำร้ายร่างกายด้วยซ้ำ แต่ถ้าเกินกว่าเหตุอย่างเปรตหรือกระสือที่มาบุกเมือง จะอั้นหมู่เฮาก็ต้องยิง”

            “ถ้าจะอั้น.... สุมาเน่อ แล้วอย่างอุ๊ยสายนี่บ่เกินกว่าเหตุก๋า”

 

            กล้วยชะงัก ก็จริง ยกโขยงผีทั้งตลาดมาหลอกหลอนคนจนตายอย่างน่าสยดสยอง จะเรียกว่าไม่เกินกว่าเหตุก็ดูจะซึนเดเระไปสักหน่อย ถึงจะบอกว่าผู้ตายเป็นนักการเมืองโกงกินก็เถอะ

 

            “หันก่อ” ตานีสาวผมหางม้ารีบย้ำหัวตะปูทันทีที่เห็นอีกฝ่ายนิ่งไป “เพราะจะอี้แหละหมู่เฮาถึงได้บ่สนใจว่าภูตผีปีศาจนั่นยะไปเพราะเหตุผลอะหยัง มันวุ่นวาย แล้วกล้วยลองคึดดูสิ ขนาดศาลของมนุษย์ที่มีลูกขุนมีคณะทำงานกันเยอะแยะยังตัดสินคดีผิดได้ แล้วหมู่เฮาตานีออกไปยิงผีกันทีละห้าหกตนจะตัดสินหื้อยุติธรรมแต๊ๆได้จะได ดีบ่ดีจะยิ่งสร้างความบ่ยุติธรรมแล้วเรื่องจะยิ่งบานปลายไปกว่านี้อีกเน่อ”

 

            “ก็ดูที่เจตนาสิ ไม่เห็นจะยาก”

            วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองหันขวับเมื่อได้ยินเสียงจากเบื้องหลัง หลานชายหมอผีใหญ่ในชุดนอนยับยู่ยี่เดินสะโหลสะเหลมาหยุดยืนโงนเงนอยู่ข้างตัวกล้วย ผมที่พันกันเป็นรังนกบอกชัดว่าเพิ่งตื่น

 

            “อะหยังยะบ่าจ้าดง่าว สิบเอ็ดโมงแล้วเพิ่งตื่นก๋า” กล้ายกัดผู้มาใหม่ทันที

            “อืม เพิ่งตื่น” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงงัวเงีย “แต่คือ เรื่องที่กล้วยกับกล้ายพูดกันอยู่เนี่ย.... เราว่าไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมากเลย ดูเจตนาของผีตนนั้นๆก็รู้แล้ว”

            “ก็เพราะบ่ฮู้เจตนานี่ไงถึงได้ลำบากกันอยู่จะอี้” ตานีสาวผมหางม้าสวนกลับ

            “คือเราว่าถ้าดูกันจริงๆมันก็รู้นะ ว่าผีร้ายตนนั้นเจตนาทำร้ายมนุษย์พร่ำเพรื่อ หรือทำร้ายมนุษย์เพราะมีเหตุผล” จ้าดตอบ “อย่างเปรตหรือกระสืออาทิตย์ที่แล้วนี่เห็นกันชัดๆ ว่าต้องการทำลายเมือง แต่อย่างอุ๊ยสายกับพวกผีในตลาดจ้องทำร้ายแต่คนคนเดียว ไม่เจตนาจะทำร้ายคนอื่นหรือสิ่งอื่นรอบข้างเลยทั้งๆที่มีจำนวนเยอะขนาดนั้น ถ้าจะหลอกหลอนเอาสนุกเอาสะใจก็ไปหลอกคนอื่นได้อีกตั้งเยอะ แบบนี้ก็พอดูออกนะว่ามีความแค้นกันมาก่อน และไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวด้วยเพราะทุกตนมีความแค้นตรงกัน แปลว่าน่าจะมีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่น่าจะไปยิงเขา น่าจะลองถามหรือลองเจรจากับเขาดูก่อน”

            “อ้าว แล้วถ้าข้าอู้ว่าทั้งเปรตทั้งกระสือที่มาบุกตานนะคอนแค้นมนุษย์เพราะมนุษย์พยายามกำจัดเปิ้นล่ะ จะอี้จะเรียกว่าเปิ้นยะแบบมีเหตุผลรึเปล่า” กล้ายโต้ “แล้วที่ว่าจะหื้อไปเจรจาต่อรองกับเปิ้นก่อน ลองอู้มาซิว่าถ้าเป็นนายนายจะเจรจากับหมู่เปรตหมู่กระสือเมื่ออาทิตย์ที่แล้วจะได”

            “ก็เราบอกแล้วไงว่าเปรตกับกระสือพวกนั้นเจตนาสร้างความเสียหายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามอธิบายอย่างใจเย็น “อีกอย่างความแค้นกับมนุษย์มันก็กว้างเกินไป เหมารวมเกินไป ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว”

            “แล้วบ่าความสมเหตุสมผลนี่มันคืออะหยัง ใช้เกณฑ์อะหยังตัดสิน แล้วผู้ได๋เป็นคนตัดสิน” เด็กสาวผมหางม้ายังไม่ยอมแพ้ “อีกอย่าง ถึงจะเจรจา เหตุผลที่เปิ้นยกมาจะแต๊หรือบ่ก็บ่ฮู้ ก็เหมือนที่ข้ายกศาลของมนุษย์ขึ้นมานั่นแหละ ทั้งโจทก์ทั้งจำเลยอู้อะหยังศาลก็ต้องไปตรวจสอบว่าแต๊หรือบ่ แล้วมันก็ต้องใช้เวลา ใช้กำลังคน ใช้เครื่องมือหลายอย่างทั้งตำรวจ ทั้งหน่วยสืบสวนสอบสวน เยอะแยะมากมาย นายคึดว่านายยะการเยอะจะอี้ไหวก๋า แล้วนายคึดก๋าว่าสรุปออกมาแล้วจะยุติธรรมแต๊ อีกอย่าง กว่าหมู่เฮาจะสรุปออกมาได้ คนที่ถูกหลอกถูกทำร้ายก็ตายไปแล้วล่ะ !

            “เอาล่ะๆ พอก่อน เอาเป็นว่าค่อยๆดูกันไปทีละกรณีละกัน ข้าเจ้าว่าแต่ละกรณีก็มีตัวแปรบ่เหมือนกัน จะมาหาเกณฑ์ตายตัวก็คงยากอยู่แหละ” กล้วยเห็นว่าเรื่องทำท่าจะยาวเลยตัดบทเสียดื้อๆ “ว่าแต่จ้าด มีอะหยังล่ะ ข้าเจ้าฮู้เน่อว่าบ่มีอะหยังนายบ่ลงมาตอนนี้หรอก ปกติหันนอนตื่นเที่ยงตื่นบ่ายตลอด”

            “ยูคิโทรมาหาเมื่อกี้” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ก่อนจะรีบเบรกเพื่อนสาวทั้งสองที่พร้อมใจกันยิ้มหวานเย็น “ไม่ต้องยิ้มแบบนั้นเลย เขาบอกที่บ้านมีปัญหา ทะเลาะกับโฮสพ่อโฮสแม่ แล้วสองคนนั้นก็ดูแปลกๆไปด้วย ไม่เหมือนปกติ”

            “หรือว่าจะเป็น.... ผีที่นายเล่าหื้อหมู่เฮาฟัง” รอยยิ้มหวานเย็นหายไปจากใบหน้าเด็กสาวผมหางม้าแทบจะทันทีเมื่อเธอเปลี่ยนเป็นโหมดเอาการเอางาน ดวงตาสีเขียวเรืองแสงเหลียวมองเพื่อนสาวข้างตัวเป็นเชิงขอความเห็น

            “ก็เป็นไปได้เน่อ.... อาจจะเป็นผีสิง หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปเพราะผีควบคุมจิตใจ” คิ้วบางของราชินีตานีขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ก่อนจะหันกลับไปถามเพื่อนหนุ่ม “แล้วตอนนี้เปิ้นอยู่ที่ได๋”

            “เขายังอยู่บ้าน บอกว่าจะลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองดูก่อน ถ้าได้ผลยังไงจะโทรมาบอกอีกที” จ้าดตอบ “แต่เรากลัวเขาจะฝืนตัวเอง แล้วก็กลัวว่าถ้าเป็นฝีมือของผีร้ายจริงมันอาจจะทำอะไรร้ายแรงกว่านี้ก็ได้ เลยรีบมาบอกกล้วยกับกล้ายไว้ก่อน”

            “จะอั้นก๋า” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า “จะอั้นนายขึ้นไปรอข้างบนก่อน เดี๋ยวข้าเจ้ายะนี่เสร็จจะตามไป”

            “แล้วกล้วยทำอะไรอยู่ล่ะเนี่ย”

            “อ๋อ หล่อแบบท่อยิงจรวดของรถถัง” กล้วยตอบยิ้มๆ “กล้ายกับข้าเจ้าตกลงกันว่าจะปรับปรุงรถถังสักหน่อย ที่คึดกันไว้ก็มีปรับปรุงเครื่องยนต์ ปรับปรุงระบบส่งกำลัง ปรับปรุงคอมพิวเตอร์ควบคุมรถถัง แล้วก็ติดเครื่องยิงจรวดนี่เข้าไปแหละ”

            “โอ้โห เก่งกันจังเลยแฮะ” หลานชายหมอผีใหญ่ชมอย่างทึ่งๆ ทำเอาตานีทั้งสองยืดอกรับอย่างภูมิใจ แม้หนึ่งในนั้นจะไม่ค่อยมีอกให้ยืดมากนักก็ตาม “งั้นเราไปรอที่ห้องอาหารนะ ถ้าเกิดมีความคืบหน้าอะไรจากยูคิจะโทรลงมาตาม”

            “ได้”

 

            เครื่องขึ้นรูปทำงานอยู่อีกเพียงไม่ถึงห้านาทีก็ส่งเสียงเตือนว่าของที่อยู่ข้างในเสร็จเรียบร้อย ตานีทั้งสองช่วยกันยกแท่นยิงจรวดยาวเมตรกว่าที่ร้อนผ่าวราวกับเพิ่งถูกเผาไฟลงมาวางพักเอาไว้ข้างตัวเครื่องก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องอาหาร หวังว่าจ้าดคงจะมีความคืบหน้าอะไรจากรุ่นน้องสาวชาวฮิมิตสึมาบอกพวกเธอ

 

            แต่เมื่อไปถึงห้องอาหาร เด็กสาวทั้งสองก็ต้องผงะเมื่อพบว่าความคืบหน้าที่รอพวกเธออยู่นั้นคือวิญญาณหิมะสาวตัวเป็นๆ ซึ่งนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ที่โต๊ะกินข้าว โดยมีหลานชายหมอผีใหญ่และสมิงสาวแห่งป่าแสนคำนั่งลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนอยู่ข้างๆ ผิวขาวราวหิมะของเธอมีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด ที่แย่ที่สุดคือแก้มซ้ายที่ดูเหมือนจะถูกตบไม่ก็ต่อยอย่างแรงจนบวมแดง และยามนี้เปียกชื้นไปด้วยน้ำใสที่ไหลลงมาจากดวงตากลม เบื้องหน้าเธอ แว่นกรอบดำที่หักและบิดเบี้ยววางอยู่บนผ้าปูโต๊ะสีเขียว

 

            “ยูคิ เกิดอะหยังขึ้น !?

            กล้วยและกล้ายรีบปราดเข้าไปข้างตัวรุ่นน้องสาวทันที แต่คำตอบจากอีกฝ่ายมีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นและน้ำตา หมิงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆจึงตอบให้แทน

 

            “ได้ยินว่าพ่อแม่อุปถัมภ์ของเปิ้นทุบตี แล้วพอไปร้องไห้ในห้อง พ่อเปิ้นก็บุกเข้ามาหวังสิเฮ็ดบ่ดีบ่ร้ายอีก เปิ้นเลยรีบเคลื่อนที่ในพริบตาหนีมานี่แหละ เพิ่งมาถึงเมื่อกี้นี่เอง ที่แก้มเปิ้นโดนตบก็เพราะพ่อเปิ้นนั่นแหละ”

 

            “อะหยังนะ !?” ตานีสาวผมหางม้าทวนคำอย่างไม่เชื่อหู “แต๊ก๋ายูคิ ถึงกับบุกเข้ามาในห้องเลยก๋า !?

 

            อีกครั้งที่วิญญาณหิมะสาวไม่ตอบ แต่เสียงสะอื้นที่ดังขึ้นก็พอจะบอกได้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องโกหก

 

            “แล้วก่อนหน้านี้เปิ้นเคยเป็นจะอั้นก่อ” ราชินีตานีถาม

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “ไม่เคยเลยค่ะ ปกติเขาจะใจดีแล้วก็สุภาพมาก แต่วันนี้เขา.....”

 

            เสียงของยูคิขาดหายไปในลำคอ เนื้อตัวของเธอสั่นเทิ้มขณะเด็กสาวเริ่มสะอึกสะอื้นอีกครั้ง กล้ายเอื้อมมือไปช่วยลูบหลังปลอบรุ่นน้องสาวอีกแรงอย่างสงสาร แต่กล้วยกลับยกมือขึ้นกอดอก คิ้วบางขมวดเข้าหากันน้อยๆ อย่างครุ่นคิด

 

            “อีหยังล่ะกล้วย” สมิงสาวเห็นท่าทางเคลือบแคลงสงสัยของเพื่อนสาวจึงเอ่ยถามขึ้น

            “บ่ฮู้สิ ข้าเจ้าบ่แน่ใจ....” ราชินีตานีตอบอย่างลังเล “ตอนแรกฟังจ้าดอู้ว่าเปิ้นทำร้ายยูคิแล้วก็ดูบ่เป็นตัวของตัวเอง ข้าเจ้าก็พอสรุปได้ว่าเป็นเพราะผีสิงหรือผีควบคุมอยู่ แต่ถึงขั้นพยายามจะยะบ่ดีบ่ร้ายนี่.... ปกติผีร้ายบ่ยะกันเท่าได๋ ยิ่งถ้าคึดว่าโฮสพ่อของยูคิเปิ้นเป็นชายวัยกลางคนมีเมียแก่ๆอ้วนๆจะอั้น เจอแม่หญิงงามๆแบบยูคิไปจะยะจะอั้นก็บ่แปลก”

            “นี่ฉันควรจะดีใจรึเปล่าคะเนี่ย”

 

ยูคิทำเสียงแปลกๆที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเสียงหัวเราะกับเสียงสะอื้น อย่างน้อยวิญญาณหิมะที่ใส่ใจความงามเป็นอันดับต้นๆอย่างเธอก็รู้สึกดีขึ้นบ้างที่รุ่นพี่สาวชมว่าเธอสวย แม้ตอนนี้แก้มจะยังคงบวมปูดและร้อนฉ่าอยู่ก็ตาม

 

            “ว่าแต่.... ทำไมผีร้ายถึงจะไม่ทำเรื่องแบบนั้นล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามแทรกขึ้น “เท่าที่เราลองไปค้นบันทึกของปู่อ่านดูก็มีตั้งหลายเคสนะที่ผีร้ายลวนลามผู้หญิงน่ะ”

            “เรื่องนี้ก็อู้กันลำบากเน่อ....” สีชมพูจางๆปรากฏบนแก้มขาวของกล้วย แม้จะเป็นตานี แต่เธอก็เป็นผู้หญิง จะให้มาพูดเรื่องแบบนี้อย่างเปิดเผยก็คงไม่เหมาะนัก “แต่หื้ออธิบายง่ายๆก็ การเข้าสิงคนหรือการควบคุมคนหื้อยะเรื่องจะอั้นน่ะ เอ่อ.... บ่ได้ฮู้สึกอะหยังเท่าได๋หรอก ปกติถ้าผีร้ายจะลวนลามแม่หญิงแต๊ๆ เปิ้นมักจะใช้ร่างจริงของเปิ้นเองมากกว่า”

            “สรุปก็แปลว่ากล้วยบ่แน่ใจว่าที่ครอบครัวของยูคิเป็นจังซั่นเป็นเพราะผีร้ายแม่นบ่”

            “จะอั้นแหละ”

            “แล้วโปรแกรมสแกนวิญญาณของกล้วยกับกล้ายไม่แจ้งเตือนอะไรบ้างเลยเหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามต่อ ปกติหากมีผีร้ายที่ร้ายชัดเจนแบบนี้โปรแกรมแผนที่แสดงตำแหน่งพลังงานวิญญาณในแลปทอปของตานีทั้งสองต้องเด้งคำเตือนขึ้นมาแล้ว

            “บ่มี.... และข้าเจ้าก็บ่คึดว่าจะมีด้วย” กล้วยตอบเสียงหนักๆ “จำได้ก่อตอนหมู่เฮาไปบ้านนั่น ระบบป้องกันพลังงานวิญญาณเพียบ ข้าเจ้าค่อนข้างแน่ใจว่าถึงร้ายหรือมีความเข้มพลังงานมากเท่าได๋โปรแกรมก็คงจับบ่ได้หรอก”

            “จะอั้นลองเอากล้องสแกนวิญญาณไปส่องเลยดีก่อ” ตานีสาวผมหางม้าเสนออย่างใจร้อน “สบโอกาสเหมาะหมู่เฮาอาจจะได้ยิงเปิ้นเลยก็ได้”

            “ข้าเจ้าว่าบ่ง่ายจะอั้นหรอก” เด็กสาวหน้าจืดเบรกอีกฝ่าย “ถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือของผีร้ายแต๊ ตอนนี้เปิ้นก็คงระวังตัวสุดขีดเพราะยูคิเคลื่อนที่ในพริบตาหนีมา แล้วเปิ้นก็คงฮู้ว่ายูคิสนิทกับหมู่เฮา เท่ากับว่าเปิ้นออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะโดนยิงหัวเมื่อได๋ก็บ่ฮู้ เพราะจะอั้นข้าเจ้าว่าไปตอนนี้ก็คงบ่เจอเปิ้นหรอก อย่างมากก็แค่จับพลังงานวิญญาณได้จางๆเท่านั้นแหละ อีกอย่าง ระบบป้องกันพลังงานวิญญาณก็เท่ากับป้องกันกระสุนหัวทำลายวิญญาณของหมู่เฮาด้วย หรือถ้าจะใช้กระสุนหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณ.... ข้าเจ้าว่าก็ออกจะโหดแล้วก็โจ่งแจ้งเกินไปหน่อย”

            “ใช้ TM107 ก็น่าจะเจาะได้นี่” จ้าดหมายถึงสไนเปอร์กระบอกโตที่สุดของเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายส่ายหน้า

            “บ่ได้ หันผนังบางๆจะอั้น ดูดซับพลังงานได้ดีกว่าคอนกรีตหนาสักสิบเมตรอีกเน่อ ยิงไปหายหมด ต่อหื้อใช้กระสุนที่แรงที่สุดก็เหอะ”

            “จะอั้นจะยะจะได” กล้ายถามกลับ “จะปล่อยไว้จะอี้ก๋า ถ้าเกิดยูคิเปิ้นโดนยะอะหยังไปจะยะจะได”

            “ข้าเจ้าก็บ่ได้อู้จะอั้นนี่” ราชินีตานีตอบ “ข้าเจ้าเองก็อยากไปกำจัดมันทันทีเหมือนกัน แต่ในเมื่อหมู่เฮายังบ่แน่ใจอะหยังเลยจะอี้ก็ต้องหาข้อมูลก่อน ระหว่างนี้ยูคิก็นอนค้างที่นี่ไปก่อน”

            “ไม่ได้ค่ะ !” ยูคิปฏิเสธทันควัน “ถ้าโฮสพ่อโฮสแม่ฉันโทรไปบอกโรง.... เอ่อ.... สถาน.... เรียกว่าอะไรนะ.... ภาษาฮิมิตสึว่าไทชิคัง....”

            “สถานทูต ?” จ้าดเดา

            “ใช่ค่ะ สถานทูต ! ถ้าโทรไปบอกสถานทูต ฉันต้องโดนจับข้อหาแอบเข้าประเทศแน่ๆเลย....”

            “บ่ต้องห่วงหรอก ระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ของที่นี่ดีเยี่ยม บ่มีมนุษย์หรือผีร้ายหน้าไหนฮู้ว่ามีที่นี่อยู่แน่นอนยกเว้นหมู่เฮาจะพาเข้ามา” ตานีสาวผมหางม้าให้ความมั่นใจรุ่นน้องสาว “อีกอย่าง ข้าก็บ่คึดว่าโฮสพ่อโฮสแม่ของยูคิจะโทรไปฟ้องทางสถานทูตด้วย เพราะถ้าฟ้อง สิ่งที่เปิ้นยะกับยูคิก็ต้องโดนเปิดเผยแน่นอน หรือถ้าเปิ้นถูกผีควบคุม เปิ้นก็บ่น่าจะอยากหื้อผู้ได๋เข้ามายุ่งหรอก เพราะจะอั้นยูคิอยู่นี่ปลอดภัยสบายใจหายห่วงแน่ จะอยู่ตลอดไปเลยก็ยังได้ เอาก่อล่ะ”

            “ถ้าเรื่องนี้เกิดเพราะโฮสพ่อและโฮสแม่ของฉันเอง ฉันก็อยากอยู่ที่นี่ค่ะ” วิญญาณหิมะสาวตอบ “แต่ถ้าเรื่องนี้เกิดเพราะพวกเขาถูกผีร้ายควบคุม ฉันก็อยากกลับไปอยู่บ้านนั้นค่ะ”

            “อ้าว ทำไมถึงอยากกลับไปอยู่บ้านนั้นล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามอย่างแปลกใจ “อยู่ที่นี่เลยไม่ดีกว่าเหรอ พวกเราจะได้ดูแลได้ตลอดเวลา ยูคิก็จะได้ไปปราบผีกับพวกเราสะดวกๆด้วยนะ”

            “แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือของผีร้ายจริง พอโฮสพ่อแม่ของฉันกลับเป็นปกติเขาก็ต้องสงสัยแน่ค่ะว่าฉันหายไปไหน และถึงจะหาที่นี่ไม่เจอ แต่ฉันก็ยังต้องไปโรงเรียน ตำรวจอาจจะมาจับฉันตอนนั้นก็ได้” ยูคิตอบอย่างกังวล “อีกอย่าง ถ้านี่เป็นฝีมือของผีร้าย ก็แปลว่าไม่ใช่ความผิดของพวกเขา และพวกเขาก็เคยดีกับฉัน เคยดูแลเอาใจใส่ฉันมา ถึงจะแค่เดือนเดียว และถึงจะเจอเรื่องแบบนี้ แต่ฉันก็ไปจากพวกเขาเฉยๆแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ วิญญาณหิมะอย่างพวกฉันถือว่าเรื่องบุญคุณเป็นเรื่องสำคัญมากด้วย”

            “ถ้าจะอั้นก็แล้วแต่ยูคิละกัน” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่ช่วงนี้จะไดๆก็ขอหื้อค้างอยู่ที่ก่อนจนกว่าเรื่องจะเรียบร้อย อาจจะสักสองสามวันหรือสักอาทิตย์ เรื่องเสื้อผ้าก็เอาของหมู่เฮาไปก่อนก็ได้ ตกลงเน่อ”

            “ค่ะ”

            “จะอั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้” กล้วยสรุป “กล้าย หมิง มากับข้าเจ้าหน่อยได้ก่อ ข้าเจ้าอยากประชุมเรื่องนี้สักหน่อย”

            “อ้าว แล้วเราล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่หน้าเหวอเมื่อเห็นแนวโน้มว่าตัวเองจะถูกทิ้ง

            “นายอยู่นี่ปลอบยูคิไปแหละ เดี๋ยวหมู่เฮาประชุมกันเอง” ราชินีตานีพูดยิ้มๆ ขยิบตาให้เพื่อนร่วมพันธุ์และสมิงสาวแห่งป่าแสนคำซึ่งยิ้มแยกเขี้ยวตอบ

            “แล้วก็อย่ายะอะหยังเปิ้นเชียว” กล้ายเสริมอย่างรู้คิว “ถึงจะอยู่กันสองคน แต่ตึกนี้มีกล้องวงจรปิดเน่อ แล้วเปิ้นก็เพิ่งเจอเรื่องจะอั้น.....”

            “นี่คิดว่าผมเป็นคนยังไงกันแน่นครับเจ๊ !?

 

            สามสาวหัวเราะกันคิกคัก ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เด็กหนุ่มหน้าดุอยู่กับวิญญาณหิมะสาวสองต่อสอง

 

            “เฮ้อ พูดอะไรกันก็ไม่รู้พวกนี้ ยูคิอย่าไปฟังเขาเชียวนะ”

            หลานชายหมอผีใหญ่บ่นกระปอดกระแปด แต่หัวใจของเขาก็ร่วงวูบลงไปอยู่ที่ฝ่าเท้าเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวยกมือขึ้นปิดหน้าก่อนจะตั้งต้นสะอึกสะอื้นอีกครั้ง จ้าดรีบกรากไปนั่งลงข้างตัวเธอ ก่อนจะลูบหลังปลอบเธออย่างเงอะงะ เขาไม่ได้รับมือกับผู้หญิงร้องไห้มานานมาแล้ว ถ้าไม่นับที่ช่วยกันปลอบกับหมิงเมื่อเช้า และปลอบกล้วยซึ่งเขาก็ไม่ค่อยอยากนับว่าเป็นผู้หญิงปกติเท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้คือตอนฟ้าหกล้มหัวเข่าถลอกเมื่อเกือบสิบห้าปีมาแล้ว แถมคนที่ปลอบเมื่อเช้าส่วนใหญ่ก็เป็นหมิงเสียด้วย เขาแค่นั่งช่วยลูบหลังลูบไหล่เท่านั้น

 

            “อะ.... เอ่อ.... ยูคิ ไม่เป็นไรน่า.....” เด็กหนุ่มพูดตะกุกตะกักอย่างทำอะไรไม่ถูก “เรื่องแบบนี้มัน.... มันก็เกิดขึ้นได้ล่ะนะ ตอนที่เราไปแลกเปลี่ยนที่ยันระเมอเรากะ.... ก็โดนเหมือนกัน ถึงจะไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายหรือลวนลามแบบนี้ก็เถอะ....”

            “ฉันไม่ได้เสียใจเพราะถูกทำร้ายค่ะ.... แต่เสียใจที่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย....” เสียงตอบของวิญญาณหิมะสาวสั่นเครือ “แค่ป้องกันตัวเองก็ยังทำไม่ได้ ก็ยังต้องหนีมาหาคนอื่น.... ทำไมฉันถึงได้อ่อนแอแบบนี้.....”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึสะอึกสะอื้น น้ำใสไหลพรั่งพรูจากตาที่บวมช้ำลงมาตามร่องแก้ม กี่ครั้งแล้วที่ความอ่อนแอของเธอทำให้ทั้งตัวเธอเองและคนรอบข้างต้องเจ็บปวด ทั้งความกลัวผีของเธอ.... ทั้งการปกป้องเผ่าพันธุ์วิญญาณหิมะ.... ทั้งชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เธอเคยฝันอยากจะเป็นสักครั้งเมื่อเห็นนักเรียนมนุษย์เล่าประสบการณ์ให้เพื่อนๆฟังอย่างตื่นเต้น..... แม้แต่จะปกป้องรุ่นพี่ทุกคน หรือกระทั่งป้องกันตัวเอง เธอก็ยังทำไม่ได้สักอย่าง.... ทำไมเธอถึงได้ไร้พลังขนาดนี้.... ทำไมเธอต้องเกิดมาเป็นแบบนี้ด้วย.....

 

            จ้าดอึ้งไปอึดใจหนึ่ง แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกเมื่อรู้สึกคุ้นๆว่าเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง จากคนไม่ไกลตัวนักเสียด้วย

 

            “เฮ้อ เหมือนกล้วยเลยน้า กล้วยก็ชอบพูดแบบนี้เหมือนกัน ทั้งๆที่เขาออกจะเก่งขนาดนั้น”

            “ใช่ค่ะ รุ่นพี่กล้วยเก่ง....” เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบด้วยเสียงสะอื้น “รุ่นพี่กล้วยน่ะทั้งเก่งทั้งแข็งแกร่ง แต่ฉัน.... ฉันเทียบเสี้ยวหนึ่งของรุ่นพี่กล้วยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ.... ได้แต่หนี ได้แต่เศร้า ได้แต่ร้องไห้....”

            “ก็ในเมื่อไม่ชอบที่ตัวเองเอาแต่ร้องไห้ แล้วร้องทำไมล่ะ”

            “เพราะไม่มีอะไรที่ฉันทำได้มากกว่านี้แล้วไงคะ !” วิญญาณหิมะสาวสวนกลับ เธอสูดจมูกก่อนจะพูดต่อ “ถ้าฉันทำได้.... ถ้าฉันเก่งพอ เข้มแข็งพอจะทำได้.... ฉันก็คงไม่มานั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่แบบนี้หรอกค่ะ !

            “คิดไปเองทั้งนั้นแหละ”

            “หมายความว่าอะไรคะ” คิ้วบางของยูคิขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย

            “หมายความตรงตัว” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงเรียบ “ยูคิเหมือนกับกล้วย คิดไปว่าตัวเองอ่อนแอ แต่จะบอกให้ ทั้งยูคิทั้งกล้วยเป็นมือหนึ่งของพวกเราตอนนี้เลยด้วยซ้ำ”

            “จะเป็นมือหนึ่งได้ยังไงกันคะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึเถียงทั้งน้ำตา “ตอนผีกระสือกับควายธนูมา ฉันก็ช่วยอะไรใครไม่ได้เลย เอาชีวิตตัวเองก็ยังไม่รอด ยังจะเรียกฉันว่ามือหนึ่งอีกเหรอคะ”

            “ใช่สิ” จ้าดเน้นเสียง “ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มียูคิ กระสือก็คงมารุมฟ้า กล้ายแล้วก็เราไปแล้ว พวกเราก็คงบาดเจ็บกันมากกว่านี้ แล้วไหนจะตอนที่บุกไปช่วยกล้วยตอนที่ถูกนางจับตัวไปอีก ถ้าไม่มียูคิกล้ายกับเราก็อาจจะเข้าไม่ถึงตัวกล้วยเลยด้วยซ้ำ อย่าคิดว่าตัวเองอ่อนแอนักสิ ถ้ามัวแต่คิดแบบนั้น สักวันยูคิก็จะอ่อนแอแบบที่คิดจริงๆนั่นแหละ !

            “ตะ.... แต่ว่า....”

            “อีกอย่าง ถึงตัวคนเดียวจะทำอะไรไม่ได้ ยูคิก็ยังมีพวกเราอยู่ไม่ใช่เหรอ ทั้งกล้วย กล้าย ฟ้า หมิง แล้วก็เรา ทุกคนพร้อมจะช่วยถ้าช่วยได้ ขอแค่บอกก็พอ อย่าเก็บไว้คนเดียว ไม่งั้นจะมีพวกเราไว้ทำไมล่ะ”

            “แต่ฉันไม่อยากให้ใครต้องมาตกอยู่ในอันตรายเพราะฉันนี่คะ....” ยูคิก้มหน้าลงหลบสายตาของอีกฝ่าย “ฉันอ่อนแอแบบนี้ ถ้าขอร้องให้ใครไปช่วยแล้วเกิดอะไรขึ้นมา ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้....”

            “อย่าดูถูกตัวเองสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงนุ่ม “ถ้ายูคิทำอะไรไม่ได้ เราคงเป็นง่อยไปเลยด้วยซ้ำ บอกแล้วไง ยูคิน่ะเก่งเป็นอันดับต้นๆของพวกเราแล้ว ที่แน่ๆ ตอนสู้กับยูคิบนหลังคารถไฟฟ้าตอนโน้นเราแทบเอาชีวิตไม่รอดแน่ะ แบบนี้ไม่เรียกอ่อนแอแล้ว”

            “ก็นั่นแหละค่ะที่เรียกว่าอ่อนแอ” เสียงของเด็กสาวชาวฮิมิตสึยิ่งมืดมนลงไปอีก “วิญญาณหิมะทั่วไปไม่ควรจะถูกวิญญาณเข้าสิงไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก็ตาม แต่ฉันกลับโดนเข้าสิงง่ายๆแบบนั้น....”

 

            จ้าดซีดทันที เขาเพิ่งรู้ตัวว่าไปเหยียบกับระเบิดเข้าแล้ว วิญญาณหิมะสาวเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่หนุ่มพลางอ้าปากจะพูดต่อ แต่สีหน้าจ๋อยสนิทของอีกฝ่ายก็ทำให้เธออดหลุดขำออกมาไม่ได้แม้ดวงตากลมจะยังคงรื้นด้วยน้ำตา

 

            “ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นก็ได้ค่ะรุ่นพี่จ้าด” เด็กสาวชาวฮิมิตสึพูดกลั้วหัวเราะ “ขอบคุณมากนะคะ ฉันรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วล่ะค่ะ รุ่นพี่จ้าดไปประชุมกับพวกรุ่นพี่กล้วยเถอะค่ะ ฉันอยู่คนเดียวได้”

            “ไม่มีทาง” หลานชายหมอผีใหญ่ปฏิเสธเสียงแข็ง “อยู่คนเดียวเดี๋ยวก็คิดมากร้องไห้ขึ้นมาอีก มา เดี๋ยวเราทำอะไรให้กิน วันนี้ยังไม่ได้กินข้าวเลยใช่มั้ย ได้ยินเสียงท้องร้องมาตั้งหลายครั้งแล้ว”

            “บ้า พูดอะไรน่ะคะ” ยูคิตบผัวะเข้ากลางหลังรุ่นพี่หนุ่ม แก้มขาวที่เปียกชุ่มของยูคิกลายเป็นสีแดงระเรื่อ “แต่ก็ขอบคุณมากนะคะ ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยจริงๆนั่นแหละ”

            “เห็นมั้ย นึกแล้ว....” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียงเป็นเชิงล้อ แต่เมื่อเห็นวิญญาณหิมะสาวเงื้อมือเตรียมจะฟาดอีกผัวะก็รีบเผ่นจากโต๊ะไปค้นอุปกรณ์ทำครัวในตู้ข้างเตาไฟฟ้าทันที “แล้วอยากกินอะไรล่ะ ไข่เจียว ไข่ดาว หรือจะเอาซุปเต้าเจี้ยวแบบฮิมิตสึดี”

            “อะไรก็ได้ค่ะ รุ่นพี่จ้าดทำอะไรได้บ้างล่ะคะ”

            “ทำไม่เป็นสักอย่าง แต่จะลองดู”

            “หวาย.....”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึมองตามรุ่นพี่หนุ่มที่รื้อถ้วยถังกะละมังหม้อออกมาจากตู้ แววกังวลใจปรากฏขึ้นในดวงตากลม วันนี้เธอจะได้กินไหมนี่ หรือเธอควรจะเดินไปห้องประชุมแล้วขอให้กล้ายทำให้กินดี....

 

            แต่ดูเหมือนทางเลือกหลังจะเป็นไปไม่ได้ เพราะยามนี้บรรยากาศในห้องประชุมซึ่งอยู่ห่างออกไปราวห้าสิบเมตรในชั้นเดียวกันกำลังตึงเครียด ตานีทั้งสองนั่งกุมขมับ ขณะสมิงสาวใช้นิ้วเคาะโต๊ะอย่างเบื่อแกมง่วง พวกเธอนั่งกันอยู่อย่างนี้มาเกือบสิบนาทีแล้วโดยไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ก่อนที่จะปฏิบัติการอะไรได้ พวกเธอจำเป็นต้องรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะผีร้ายจริงหรือเพราะโฮสพ่อโฮสแม่ของยูคิเอง แต่พวกเธอก็ไม่มีวิธีไหนจะพิสูจน์ได้เลย ครั้นจะดุ่มๆบุกเข้าไปถึงบ้านให้รู้แล้วรู้รอดก็ดูจะอันตรายเกินไปสักหน่อย เพราะข้อมูลเดียวที่พวกเธอมีอยู่คือบ้านนั้นติดตั้งระบบป้องกันพลังงานวิญญาณอย่างแน่นหนา แปลว่าอะไรก็ตามที่รบกวนหรือสิงสู่อยู่ที่นั่นคงไม่ธรรมดา

 

            “โทรเลยดีกว่า !” ในที่สุด กล้ายก็โพล่งขึ้นมาจนอีกสองตนสะดุ้ง

            “หมายความว่าจังไส โทร ?” ใบหน้าละม้ายเสือของสมิงสาวแห่งป่าแสนคำยับย่นเข้าหากันเมื่อเธอขมวดคิ้วถามอีกฝ่ายอย่างงุนงง “โทรไปหาเปิ้นเลยบ่ ไผสิบอกล่ะว่าตัวเองทำร้ายนักเรียนแลกเปลี่ยน”

            “ข้าบ่ได้หมายความว่าจะอั้นย่ะบ่าหมิงง่าว” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับโดยไม่ลืมแขวะคู่กัดสาว “ลองโทรไปถามคนใกล้ชิดเปิ้นสิ เพื่อนร่วมงานก็ได้ ถามว่าระยะนี้เปิ้นแปลกๆหรือเปลี่ยนไปก่อ”

            “เข้าท่า” ราชินีตานีหรี่ตามองเพื่อนสาว ริมฝีปากบางเผยอยิ้มเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าห้องประชุมมา “ถ้าเปิ้นถูกควบคุมหรือโดนสิงแต๊ ก็ต้องมีช่วงที่ความทรงจำขาดหายหรือฮู้สึกแปลกๆ หรือพฤติกรรมต่อคนรอบข้างเปลี่ยนไป แต่ถ้าเปิ้นเป็นจะอี้ตั้งแต่แรก เพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิดก็คงต้องฮู้”

            “แล้ว.... พวกเฮาสิหาหมายเลขโทรศัพท์ของคนใกล้ชิดเปิ้นมาจากไสล่ะ”

            “บ่หันจะยาก” กล้ายตอบ เธอก้มลงไปล้วงแลปทอปในกระเป๋าขึ้นมาวางบนโต๊ะ กดปุ่มเปิดก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาวหน้าจืด “กล้วย วันนั้นกล้วยจดนามสกุลของบ้านนั้นมาด้วยนี่ นามสกุลอะหยังก๋า”

            “อืม เดี๋ยวเน่อ.....” กล้วยหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมากดไล่หาอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะสะกดนามสกุลของครอบครัวผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดในเขตนาจานให้ผู้ถามฟัง “ก.ไก่ น.นา ก.ไก่ ว.วัว ณ.เณร สระอิ ช.เชือก ส.สาง ก.ไก่ สระอุ ล.แลง”

            “กนกวณิชสกุล แม่นก่อ” ตานีสาวผมหางม้าอ่านทวนเมื่อเพื่อนสาวพูดจบ

            “แม่น”

            “ยาวแต๊ยาวว่า” กล้ายบ่นขณะรัวนิ้วพิมพ์ลงในโปรแกรมเจาะระบบอินเตอร์เน็ตที่เธอเขียนเอง “ยะหยังมนุษย์ต้องมีนามสกุลด้วย แถมยังต้องยาวๆหรูๆอีก ยะหยังถึงบ่ใช้ว่าเป็นลูกผู้ได๋อย่างหมู่เฮา”

            “หมายความว่าจังไส” หมิงเอียงคอ “ตานีบ่มีนามสกุลกันบ่”

            “บ่มีหรอก” กล้วยตอบแทนเพื่อนสาวซึ่งกำลังมีสมาธิกับการหาหมายเลขโทรศัพท์ของเป้าหมาย กล้ายก็เหมือนเธอ ถ้ามีใครมารบกวนตอนกำลังใช้สมาธิมากๆล่ะก็ ระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ก็ยังเรียกแม่ “หมู่เฮาจะแค่บอกว่าเป็นลูกของผู้ได๋ เช่นกล้ายก็เป็นกล้าย ลูกของขวัน หรือข้าเจ้าก็กล้วย ลูกของซอ”

            “อ๋อ....”

            “หมิงถามแบบนี้แปลว่าสมิงมีนามสกุลก๋า” ราชินีตานีถามกลับบ้าง

            “มี” สมิงสาวพยักหน้า “พวกเฮาใช้นามสกุลแสนคำรำลึก ใช้เวลาไปติดต่ออีหยังในเมืองหรือปลอมตัวไปเข้าโรงเรียน อย่างเฮาก็เป็นมิ่งขวัน แสนคำรำลึก”

            “มีชื่อแต๊ด้วยก๋า เพราะดีเน่อ” กล้วยยิ้มให้เพื่อนสาวซึ่งยืดอกขึ้นเล็กน้อยอย่างภูมิใจ

            “แต่กล้วยก็มีชื่อจริงแล้วก็นามสกุลด้วยบ่แม่นบ่” เด็กสาวหน้าเสือเอียงคอกลับไปอีกด้าน “เคยได้ยินตอนกล้วยไปทัศนศึกษาที่เชียงผาน”

            “นั่นชื่อปลอม ข้าเจ้าเปิดหนังสือตั้งชื่อเด็กแล้วก็จิ้มเอาเลย” กล้วยตอบกลั้วหัวเราะ “ส่วนนามสกุล.....”

 

            “เจอแล้ว !

            คำตอบของเด็กสาวหน้าจืดถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องอย่างมีชัยของตานีสาวผมหางม้า กล้วยและหมิงรีบลุกจากเก้าอี้ไปมุงเธอทันที ในจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า ตัวอักษรและตัวเลขสามบรรทัดปรากฏเด่นหราอยู่ในหน้าจอโปรแกรม

 

            “พิชัยนี่คือเพื่อนร่วมงานทางฝ่ายพ่อ” ตานีสาวผมหางม้าชี้ไปที่เลขชุดบนสุด “ส่วนวารินของฝ่ายแม่ ส่วนนายพงสักอันที่สามนี่เป็นคนรับใช้ในบ้านเปิ้น มีหมายเลขอื่นอีกแหละ แต่สามหมายเลขนี้มีขอมูลว่าติดต่อกับเปิ้นมากที่สุด”

            “คนรับใช้นี่.... อยู่กับเปิ้นในบ้านก่อ”

            “น่าจะ หันว่าที่ยะการของเปิ้นคือคฤหาสน์หลังนั้นแหละ ที่พักก็ที่นั่นด้วย”

            “จะอั้นก็ตัดทิ้งไปได้เลย”

            “ยะหยังถึงตัดทิ้งล่ะ” กล้ายหันขวับไปมองเพื่อนสาว

            “อันตรายเกินไป” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงต่ำๆ “ถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือของผี เปิ้นอยู่ในบ้านผีก็คงต้องฮู้ แล้วเปิ้นจะเป็นอันตรายเอาได้ แต่ถ้าเป็นฝีมือของโฮสพ่อโฮสแม่ยูคิ ถ้าหมู่เปิ้นฮู้ว่าหมู่เฮาโทรไปถาม คนรับใช้คนนี้ก็อาจจะถูกไล่ออกก็ได้เน่อ”

            “แต่ข้าว่าหมายเลขของคนรับใช้นี่แหละที่จำเป็น” ตานีสาวผมหางม้าแย้ง “หมู่เฮาจำเป็นต้องฮู้พฤติกรรมของเปิ้นตอนอยู่บ้าน อีกอย่าง ถ้าเกิดพฤติกรรมในบ้านขัดแย้งกับนอกบ้านหันได้ชัด หมู่เฮาก็ได้ข้อมูลมาอีกอย่างด้วยว่าผีร้ายตนนี้อาจจะมีขอบเขตพลังอยู่แค่ในบ้าน บ่ตามเปิ้นออกมานอกบ้าน แล้วก็ยังอาจจะได้ข้อมูลอื่นๆอีก ข้าว่าหมายเลขนี้ต้องโทรยิ่งกว่าเพื่อนเปิ้นอีกเน่อ”

            “กล้ายว่าจะอั้นก๋า.... แต่ข้าเจ้าบ่อยากสร้างความเดือดร้อนหื้อมนุษย์ที่บ่เกี่ยวด้วยเลย”

            “บางครั้งก็ต้องยะแหละ” กล้ายตอบเรียบๆ “อีกอย่างเรื่องนี้ก็เพื่อเปิ้นเองด้วยเน่อ ผีร้ายอาจจะยะอะหยังเปิ้นเมื่อได๋ก็ได้ หรือถ้าเกิดเป็นเพราะโฮสพ่อโฮสแม่ของยูคิเอง กล้วยจะปล่อยหื้อเปิ้นยะการกับนายจ้างโรคจิตต่อไปก๋า”

            “อืม..... บ่ฮู้สิ แต่ถ้าคนรับใช้คนนี้ยะการกับสองคนนั้นมาจนสนิทได้ขนาดนี้ก็น่าจะแปลว่าเปิ้นยอมรับได้เน่อ” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจหันไปขอความเห็นจากองค์ประชุมคนสุดท้าย “หมิงล่ะว่าจะได”

            “หา เฮาก๋า” ผู้ถูกถามเลิ่กลั่กด้วยไม่คิดว่าหัวข้อสนทนายากๆที่เกินความสามารถในการวิเคราะห์ของสมองเธอจะถูกโยนมา “เฮาบ่ฮู้หรอก สมิงคึดบ่ค่อยเก่ง แต่ถ้าให้เฮ็ดอีหยังที่ต้องใช้กำลังขอให้บอก”

            “บ่าหมิงบ้าพลังจ้าดง่าว....”

            “อย่าน่าๆ” กล้วยรีบปรามเมื่อเห็นเค้าลางสงครามน้ำลาย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกอย่างอ่อนใจ “เฮ้อ คู่นี้ เผลอเป็นไม่ได้ จะจีบกันอยู่เรื่อยเลย”

            “มันเหมือนจีบกันตรงได๋เนี่ยกล้วย !?

            “แหมๆ ชอบเฮาก็บอกมาเหอะน่า เฮาบ่รังเกียจหรอก กล้ายออกสิน่าฮักปานนี้”

            “บ่านี่ก็บ่ต้องมายุ่งเลย หัวใจข้ามีแต่กล้วยผู้เดียว....”

            “อ้าว ก็แปลว่ามักผู้สาวคักๆสิเนี่ย....”

            “โอ๊ย พอซะทีเหอะ.....!

            “เอ้า พอ เอาเรื่องงานก่อน” ในที่สุด เด็กสาวหน้าจืดก็ตัดสินใจเข้ามาไกล่เกลี่ยหลังจากคู่กัดเพื่อนรักทั้งสองเถียงกันไปเถียงกันมาจนแทบจะงับหัวกันอยู่แล้ว “เอาเป็นว่าเอาตามที่กล้ายอู้ละกัน ลองโทรไปหาคนรับใช้เปิ้นดูก็ได้ ลองเสี่ยงดูสักครั้งคงบ่เป็นอะหยัง”

            “จะอั้น.... ก็โทร.... เลยสิ....” กล้ายพูดลอดไรฟัน พยายามดิ้นให้หลุดจากแขนขวาของฝ่ายตรงข้ามที่โอบไหล่แกมล็อกคอเธออยู่ “ตอนนี้.... โฮสพ่อแม่.... ยูคิ.... น่าจะไปทำงาน.... โทรตอนนี้.... ปลอดภัยที่สุด.....”

            “จะไปทำงานได้จะได นี่ยังอยู่ในช่วงวันหยุดเน่อ”

            “เปล่า.... เปิ้นทำงาน.... ธุรกิจส่วนตัว.... คงบ่หยุดหรอก.... หยุดนานๆ.... ขาดทุน โอ๊ย หมิง ปล่อยซะทีเหอะ !” ท้ายประโยคกล้ายว้ากอย่างอดรนทนไม่ได้ ทำเอาสมิงสาวรีบปล่อยก่อนจะกลับไปนั่งสงบเสงี่ยมอยู่กับที่ทันที ตานีสาวผมหางม้าไอสองสามแค่กก่อนจะพูดต่อ “เอาจะได กล้วยจะโทรหรือหื้อข้าโทร”

            “ข้าเจ้าโทรเองดีกว่า” เด็กสาวหน้าจืดตอบด้วยคิดว่าให้กล้ายผู้ทื่อๆ ตรงไปตรงมาอยู่เสมอพูดคงไม่เนียนนัก อีกทั้งเสียงสำเนียงตานนะคอนแท้ของเธอก็นิ่มนวลกว่าสำเนียงเชียงพิงค์ของกล้ายมาก จึงน่าจะได้ความน่าเชื่อถือมากกว่า และงานนี้ต้องการทั้งความเนียนทั้งความน่าเชื่อถือเสียด้วย

            “ได้”

 

            กล้วยควักมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงอีกครั้ง ดวงตาสีดำประกายเขียวเหลือบมองหมายเลขบนหน้าจอแอลซีดี นิ้วโป้งพรมลงบนหน้าจอสัมผัสของมือถืออย่างรวดเร็วก่อนจะกดโทรออกและยกขึ้นแนบหู เสียงตื๊ดดังยาวๆสองสามครั้ง ก่อนที่จะมีเสียงผู้ชายวัยกลางคนตอบกลับมา

 

            “สวัสดีครับ พงสักครับ”

            “สวัสดีเจ้า คุณพงสักแม่นก่อเจ้า” ราชินีตานีดัดเสียงหวาน ดวงตาเรียวเหลือบมองชื่อบนหน้าจอแลปทอปให้แน่ใจว่าตรงกัน “อ่า.... เป็นคนรับใช้ของบ้านกนกวณิชสกุลแม่นก่อเจ้า”

            “เป็นพ่อบ้านครับ” ปลายสายตอบเน้นเสียง “มีธุระอะไรครับ”

            “อ๋อ.... คือข้าเจ้าเป็นจิตแพทย์เจ้า” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดยิ่งหวานเข้าไปอีกเมื่อจับแววเย็นชาจากฝ่ายตรงข้ามได้ “พอดีคุณพิเชษฐ์เปิ้นมาปรึกษาข้าเจ้าว่ามีปัญหา เครียดแล้วก็นอนไม่หลับ แล้วก็รู้สึกซึมเศร้า ข้าเจ้าเลย.... อยากจะขอข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมช่วงนี้ของคุณพิเชษฐ์เปิ้นหน่อยเจ้า จะได้ยะการรักษาได้ดีขึ้น”

            “เอ เดี๋ยวนะครับ” เสียงของพงสักสูงขึ้น “เท่าที่ผมจำได้ จรรยาบรรณแพทย์จะไม่เปิดเผยข้อมูลของคนไข้ให้คนอื่นรู้ไม่ใช่เหรอครับ”

            “อะ.... อ๋อ ได้รับคำอนุญาตจากคนไข้แล้วเจ้า เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย” กล้วยพยายามคุมเสียงให้เป็นปกติขณะหัวใจในอกแบนๆเต้นรัวเป็นกลองชุด นี่เธอว่าเธอเนียนแล้วนะ....

            “แต่ถึงจะมีคำอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จรรยาบรรณของอาชีพผมก็ไม่ให้เปิดเผยข้อมูลเจ้านายเหมือนกันครับ”

            “แค่นิดเดียวเองเจ้า เพื่อช่วยเจ้านายของคุณเน่อเจ้า”

            “ไม่ได้จริงๆครับ”

            “จำเป็นจริงๆเน่อเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจงัดไม้ตายเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมง่ายๆ “เจ้านายของคุณเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ถ้าบ่ได้ข้อมูลนี้ ข้าเจ้าอาจจะรักษาเจ้านายของคุณบ่ทันเวลา แล้วเปิ้นอาจจะฆ่าตัวตายเมื่อได๋ก็ได้เน่อเจ้า !

 

            ได้ผล ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงเบาลง

            “ก็ได้ครับ ถามมาเลย แต่ถ้าข้อไหนผมเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปหรือไม่ควรเปิดเผย ผมจะขอไม่ตอบนะครับ”

 

            “บ่เป็นอะหยังเจ้า” กล้วยแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรอดมาได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะเริ่มยิงคำถามทันที “คำถามแรก.... ช่วงนี้เจ้านายคุณนิสัยเปลี่ยนไปบ้างก่อเจ้า”

            “อืม..... ก็มีเปลี่ยนอยู่นะครับ” พงสักตอบหลังจากเงียบไปเล็กน้อย “เวลาอยู่ในบ้านท่านจะดูลอยๆเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง งานอดิเรกที่เคยทำก็ไม่ทำ งานก็ไม่ค่อยขยันทำเหมือนเก่า แล้วก็พูดน้อยลงกว่าเดิมมากเลยครับ”

            “เป็นมาประมาณกี่เดือนแล้วเจ้า พอจะจำได้ก่อ”

            “ก็.... สักเดือนนึงมั้งครับ ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

            “แล้ว.... ได้ยินคุณอู้ว่าเวลาอยู่ในบ้านแม่นก่อเจ้า” กล้วยถามต่อ “หมายความว่าเวลาออกนอกบ้านเป็นอีกอย่างกาเจ้า”

            “ครับ เวลาออกนอกบ้านท่านจะกลับมาเหมือนเดิม อืม.... แล้วช่วงนี้ท่านก็บ่นว่ารู้สึกเพลียแปลกๆ เหมือนนอนไม่พอ แล้วก็เหมือนความทรงจำขาดๆหายๆไปด้วย ทั้งคุณผู้ชายคุณผู้หญิงเลย.... ผมก็เป็นห่วงท่านอยู่เหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าท่านจะมากลายเป็นโรคซึมเศร้าขั้นร้ายแรงแบบนี้”

            “มีความจำเสื่อมด้วยกาเจ้า !?” ตานีสาวแกล้งทำเสียงตื่นตระหนก “แย่กว่าที่คิดไว้.... บางทีอาจจะเป็นอะไรที่ร้ายแรงมากกว่าโรคซึมเศร้าหลายเท่าก็ได้เจ้า”

            “หา ขนาดนั้นเลยเหรอครับ !?

            “มีโอกาสเจ้า” กล้วยยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายงับเหยื่ออย่างง่ายดาย “เพราะจะอั้น ข้าเจ้าขอร้องว่าอย่าบอกเนื้อหาของโทรศัพท์นี้หื้อเปิ้นฟังได้ก่อเจ้า เพราะบางทีเปิ้นอาจจะต้องใช้กำลังใจมากมายเลยในการรักษา”

            “ครับ ได้ครับ” พ่อบ้านผู้รักเจ้านายตอบรับโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าถูกหลอกเข้าอย่างจัง “ช่วยทำให้เต็มที่นะครับคุณหมอ รักษาเจ้านายผมให้ได้นะครับ”

            “ข้าเจ้าจะยะเต็มที่เจ้า ขอบคุณมากเน่อเจ้าที่สละเวลามาช่วยตอบคำถาม สวัสดีเจ้า”

            “ว่าจังไสบ้างกล้วย” หมิงถามเมื่อเห็นเพื่อนสาวกดวางโทรศัพท์ด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง “ยิ้มจังซี่แปลว่าสำเร็จแม่นบ่”

            “อื้ม เปิ้นบอกมาหมดเลย” ราชินีตานีพยักหน้า “เปิ้นอู้ว่าสองคนนั้นนิสัยแปลกๆมาประมาณเดือนหนึ่งตรงกับที่ยูคิบอก แล้วก็อู้ว่านิสัยเปลี่ยนเฉพาะตอนอยู่ในบ้าน นอกบ้านบ่เปลี่ยน แล้วสองตนนั้นยังบ่นด้วยว่าความทรงจำหายไปเป็นช่วงๆ แล้วก็อ่อนเพลีย.....”

            “ชัดเลย ผีควบคุมไม่ก็ผีเข้าแน่นอน” กล้ายพูดอย่างมั่นใจ “เป็นอันว่าหมู่เฮาคงบ่ต้องโทรหาคนอื่นแล้วล่ะ ชัดเจนแล้ว”

            “แต่ข้าเจ้าว่าที่จะลำบากก็ต่อจากนี้มากกว่า” กล้วยถอนหายใจหนักๆ ความตื่นเต้นจากการได้ข้อมูลสำคัญเริ่มลดลง “ที่ว่าออกนอกบ้านแล้วนิสัยบ่เปลี่ยนก็แปลว่าผีตนนี้หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน แต่บ้านนั้นใหญ่มาก แถมติดผนังดูดซับพลังงานวิญญาณทั้งบ้าน ซุ่มยิงคงบ่ได้ผล”

            “ก็ใช้เหยื่อล่อสิ จะยากอะหยังล่ะ”

            ราชินีตานีหันขวับทันที “จะบ้าก่อกล้าย เหยื่อล่อในที่อับทึบแถมเคลื่อนที่ในพริบตาบ่ได้จะอั้นมันอันตรายมากเลยเน่อ”

            “เหยื่อล่อนี่คืออีหยัง” เด็กสาวหน้าเสือถามขัดจังหวะตึงเครียด

            “ปกติหมู่เฮาตานีจะถูกผีหลอกบ่ได้เด็ดขาด เพราะต้องจับสัญญาณวิญญาณเพื่อหาตำแห่ง ถ้าถูกผีหลอกจะจับสัญญาณวิญญาณบ่ได้เลย แล้วก็เสี่ยงต่อการถูกผีโจมตีกลับด้วย” กล้วยอธิบาย “แต่บางครั้งที่ผีบ่ยอมปรากฏตัว หมู่เฮาก็จะยอมหื้อผีหลอก เพราะถ้าผีหลอก ร่างแต๊ของผีจะต้องอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้นด้วย หน่วยสนับสนุนที่ซุ่มอยู่หรือตามมาข้างหลังก็จะยิงผีตนนั้นได้”

 

            เด็กสาวหน้าจืดหยุดพักหายใจเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์

 

            “แต่ในเมื่อคราวนี้หมู่เฮาซุ่มยิงบ่ได้ ใช้เหยื่อล่อก็บ่มีประโยชน์ เสี่ยงอันตรายเปล่าๆด้วย”

            “ยะหยังจะซุ่มยิงบ่ได้ล่ะ” กล้ายแย้ง “เข้าไปล่อหื้อเปิ้นออกมาใกล้ๆหน้าต่าง แล้วใช้กระสุนหัวทำลายทั้งสสารทั้งวิญญาณยิง กระจกแตกไปสักบานสองบานคนบ่สงสัยมากนักหรอก”

            “จะอั้นมันก็ได้ แต่....” ราชินีตานีเอียงหัวไปมาอย่างขัดใจ “....ข้าเจ้าบ่ค่อยเชื่อมั่นในแผนนี้เลย แล้วมันก็ยังอันตรายมากอยู่ดี อย่าลืมเน่อว่าผนังทุกด้านดูดซับพลังงานวิญญาณ เกิดเหตุฉุกเฉินอะหยังขึ้นมาหนีบ่ได้แน่นอน”

            “แต่ถ้าพลังงานวิญญาณผ่านผนังบ่ได้ ก็แปลว่าเปิ้นจะยะอะหยังหมู่เฮาจากที่ไกลๆบ่ได้เลยเหมือนกัน” เด็กสาวผมหางม้าโต้ “แล้วถ้าเปิ้นอยู่ในห้องเดียวกับหมู่เฮาคึดว่าจะรอดก๋า โดนยิงพรุนอยู่แล้ว”

            “อืม นั่นก็ยัง.....” กล้วยยังคงเอียงคอไปมา คิ้วบางของเธอขมวดกันแน่นจนแทบจะเป็นเงื่อนขัดสมาธิ “....แล้วหมู่เฮาก็บ่มียาสมานแผลเหลือแล้วเน่อ หมดไปตั้งแต่ตอนงานประจำปี แล้วข้าเจ้าก็บ่ฮู้วิธีปรุงใหม่ด้วย”

            “บ่ต้องห่วงหรอกน่า หมู่เฮาจะระวังตัวสุดๆเลย” เด็กสาวผมหางม้ายิ้มแยกเขี้ยว “อีกอย่าง หมู่เฮาก็มีหน่วยรบระยะประชิดสุดแกร่งอยู่แล้วบ่แม่นก๋า เรื่องแค่นี้จะย่านอะหยัง”

 

            หมิงชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ ที่จู่ๆก็ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลหน่วยรบประชิดสุดแกร่ง แต่เธอก็ตามน้ำได้อย่างรวดเร็ว

 

            “เอาสิๆ เฮาบ่เกี่ยงอยู่แล้วล่ะ” เด็กสาวหน้าเสือยิ้ม “ครั้งที่แล้วเฮาก็บ่ได้เฮ็ดอะหยังเลย คราวนี้ได้อาละวาดหน่อยก็ดี”

            “อืม.... แต่.....” ราชินีตานียังคงลังเล แต่ในที่สุดเธอก็ตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “เอาอย่างที่กล้ายว่าก็ได้ แต่ต้องระวังตัว แล้วก็อย่าประมาท.... นั่นเสียงอะหยัง”

 

            จู่ๆกล้วยก็เอ่ยถามขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำโครมครามใกล้ห้องประชุมเข้ามาเรื่อยๆ สองสามวินาทีต่อมา ประตูกระจกก็เปิดผลัวะ ก่อนที่เด็กสาวหน้าคมผู้มีเหงื่อท่วมเสื้อกันหนาวไหมพรมจะพรวดพราดเข้ามายืนหอบแฮ่กๆอยู่กลางห้อง เบื้องหลังเธอ จ้าดและยูคิวิ่งเหยาะๆตามเข้ามาด้วย

 

            “ฟ้า !?” หนึ่งสมิงสองตานีอุทานแทบจะพร้อมกัน ก่อนที่กล้ายจะเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “มาได้จะไดเนี่ย”

            “จ้าดบอกเราว่ายูคิโดนทำร้าย เราก็รีบมาเลย”

            “บ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวหน้าจืดหันขวับมาฉะเพื่อนหนุ่ม “โทรไปบอกฟ้ายะหยัง พ่อแม่เปิ้นยิ่งเป็นห่วงอยู่เน่อ !

            “เอ่อ.... หนูไม่ได้โทรนะ ฟ้าโทรมาหาเอง....” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงอ่อยๆ แกล้งทำตัวลีบหลบหลังวิญญาณหิมะสาวเมื่อเห็นดวงตาเขียวปั้ดของกล้วย “เขาถามว่าเป็นยังไงบ้าง เราก็เล่าให้เขาฟัง เล่าจบเขาก็ไม่ฟังอะไรทั้งสิ้นรีบบึ่งมาที่นี่ทันทีเลย”

            “อีกอย่าง พ่อแม่เราก็ไปธุระต่างเมืองอีกแล้วด้วย ที่เราโทรมาก็ตั้งใจว่าจะขอมาค้างที่นี่อยู่แล้ว” เด็กสาวหน้าคมอธิบาย “เรื่องนั้นช่างมันก่อน ตอนนี้พวกกล้วยพอจะรู้รึยังว่าใครเป็นคนบังอาจทำร้ายยูคิ เราจะไปอัดมันเดี๋ยวนี้เลย จะเป็นผีรึคนก็เถอะ !

            “รู้แล้ว” กล้วยตอบ ก่อนจะรีบเบรกเพื่อนสาวเมื่อเห็นท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือเต็มที่ของเธอ “แต่ใจเย็นๆก่อนดีกว่าเน่อฟ้า งานนี้ข้าเจ้าว่าปัญหาเยอะแล้วก็เสี่ยงพอสมควรเลยล่ะ”

            “ทำไมล่ะ”

            “อืม.... เล่าตั้งแต่ต้นเลยละกัน จะได้ฮู้เรื่องกันทุกคน ไหนๆก็ได้ข้อมูลมาบ้างแล้ว” สองสมิงหนึ่งตานีเดินไปลากเก้าอี้ซึ่งกระจุกตัวกันอยู่ที่มุมห้องมาให้ผู้มาใหม่ทั้งสาม ก่อนที่กล้วยจะเริ่มบรรยายสถานการณ์ “จากที่เมื่อกี้โทรไปหลอกถามข้อมูลจากคนรับใช้บ้านโน้นมา ตอนนี้หมู่เฮาพอจะสรุปได้แล้วว่าเรื่องนี้เกิดจากฝีมือของผีร้ายที่ควบคุมโฮสพ่อกับโฮสแม่ของยูคิ”

            “งั้นก็ไปยิงมันคืนนี้เลยสิ” ฟ้าขัดอย่างใจร้อน แต่เด็กสาวหน้าจืดยกมือขึ้นปราม

            “ปัญหาคือหมู่เฮาซุ่มยิงบ่ได้ ฟ้าพอจะจำได้แม่นก่อว่าบ้านนี้ติดอุปกรณ์ป้องกันแล้วก็ผนังดูดซับพลังงานวิญญาณเต็มพิกัด แปลว่ากระสุนหัวทำลายวิญญาณจะเจาะผนังบ้านบ่เข้าแน่นอน” ราชินีตานีเหลียวซ้ายแลขวาเล็กน้อยให้แน่ใจว่าไม่มีใครงงก่อนจะพูดต่อ “กล้ายก็เลยเสนอว่าหื้อใช้แผนตัวล่อเหมือนตอนผีในห้องน้ำที่ตานนะคอนพิทยาคม ล่อเปิ้นมาที่ห้องที่มีหน้าต่างแล้วหื้อข้าเจ้าใช้กระสุนทำลายทั้งสสารและวิญญาณยิงเข้าไป”

 

            กล้วยหยุดเล็กน้อยอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนตามทัน

 

            “แต่ปัญหาคือในเมื่อผนังดูดซับพลังงานวิญญาณ หมู่เฮาจะเคลื่อนที่ในพริบตาหนีได้ลำบากมาก แต่กล้ายเปิ้นก็บอกว่าเปิ้นเอาตัวรอดได้ แล้วหมู่เฮาก็พอมีคนที่รบประชิดตัวเก่งๆอยู่ ก็น่าจะเอาตัวรอดได้ ข้าเจ้าเองคึดว่าแผนนี้ก็ยังเสี่ยงแล้วก็อันตรายมากอยู่ดี แต่ในเมื่อบ่มีแผนอื่นที่ดีกว่านี้ก็เลยน่าจะเอาตามนั้น ทุกตนว่าจะได”

            “ก็โอเคนะ” จ้าดตอบเป็นคนแรก “เราว่าแค่เข้าไปล่อผีให้ออกมาที่หน้าต่างคงไม่อันตรายมากนักหรอก อีกอย่าง เราว่ากล้ายกับกล้วยก็น่าจะมีประสบการณ์การรบแบบไม่ใช้การเคลื่อนที่ในพริบตามาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เรื่องแค่นี้เราว่าไม่น่าจะมีปัญหานะ”

            “ใช่ๆ” เด็กสาวหน้าคมสนับสนุนเพื่อนหนุ่ม “อีกอย่าง ถ้ากล้วยกลัวเรื่องเคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้ก็ให้เราเข้าไปแทนก็ได้ ยังไงผีร้ายก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้วนี่”

            “นั่นมันในกรณีที่ผีร้ายโจมตีตรงๆ อย่างกัดหรือข่วน” ราชินีตานีแก้ “แต่ผีร้ายตนนี้มันควบคุมมนุษย์อยู่เน่อ แล้วข้าเจ้าก็คึดว่าเปิ้นน่าจะมีพลังในการยกหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วย พลังพิเศษของฟ้าบ่ได้ครอบคลุมถึงตรงนี้ด้วยเน่อ”

            “อ้าว เหรอ....” ฟ้าหัวเราะแหะๆ “แต่เราก็ยังเห็นด้วยกับแผนนี้อยู่ดีนะ เพราะยังไงๆเราก็ต้องกำจัดผีร้ายตนนี้อยู่ดี แล้วบ้านนั้นก็คงไม่ถอดผนังอะไรนั่นออกไปเร็วๆนี้อยู่แล้ว จนแล้วจนรอดพวกเราก็ต้องใช้แผนนี้เหมือนเดิม”

            “ฟ้าว่าจะอั้นก๋า” เด็กสาวหน้าจืดพูดช้าๆ “ก็ได้ จะอั้นเอาตามแผนนั้นละกัน”

            “แล้ว.... ผู้ได๋จะไปบ้าง” กล้ายถามขึ้นบ้างหลังจากปล่อยให้เพื่อนสาวโซโล่คนเดียวเสียนาน

            “เฮา !” หมิงยกมือขึ้นทันที

            “เราไปด้วย” ฟ้ายกมือขึ้นด้วย เธออดขำท่าทางตื่นเต้นแบบเด็กๆของเพื่อนสาวหน้าเสือไม่ได้

            “เราด้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ยกด้วยอีกคน

            “อ้าว แล้วผู้ได๋จะดูแลยูคิ”

            “ก็กล้วยไง”

            “ข้าเจ้าต้องซุ่มยิงรอผีร้ายมาอยู่ที่หน้าต่างเน่อ” กล้วยท้วงเพื่อนหนุ่ม “นายอยู่กับยูคิที่นี่ดีกว่า”

            “อยู่ที่นี่อีกแล้ว !?” เด็กหนุ่มทวนคำอ้าปากค้าง “ไม่เอา ครั้งที่แล้วเราก็อยู่ที่นี่ไปครั้งนึงแล้ว เราอยากช่วยบ้าง”

            “แต่ยูคิต้องการคนดูแลเน่อ !” ราชินีตานีสวนกลับ “กะจิตกะใจนายจะปล่อยยูคิไว้คนเดียวตอนเปิ้นกำลังอ่อนแอจะอี้ก๋า !?

 

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะรุ่นพี่กล้วย ฉันจะไปด้วย”

            ทุกคนหันขวับมามองหน้าวิญญาณหิมะสาวพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเมื่อเธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

 

            “จะไหวเหรอยูคิ” จ้าดถามรุ่นน้องสาวอย่างเป็นห่วง

            “ฉันคงซุ่มอยู่กับรุ่นพี่กล้วยข้างนอก คอยระวังหลังให้แหละค่ะ เข้าไปข้างในคงยังไม่ไหว” สาวแว่นผู้ซึ่งบัดนี้ไม่ได้ใส่แว่นแล้วตอบ “แต่ถ้ารุ่นพี่ทุกคนไม่อยากให้ฉันไปเป็นตัวถ่วง ฉันไม่ไปก็ได้นะคะ”

            “บ่เป็นอะหยังๆ บ่ได้เป็นตัวถ่วงอะหยังหรอก ดีซะอีก ยิ่งกล้วยเวลาซุ่มยิงนี่จ้องแต่กล้องซะด้วย มีอะหยังเข้ามาข้างหลังเปิ้นบ่เคยฮู้ตัวสักที” กล้ายแอบเผาเพื่อนสาวเล็กน้อยจนเด็กสาวหน้าจืดมองค้อน “จะอั้นก็ตกลงตามนี้ แล้วจะออกไปกี่โมงดี”

            “สักเที่ยงคืนละกัน” ราชินีตานีตอบ ดวงตาเรียวยังคงค้อนหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมวงใหญ่ เที่ยงคืนเป็นเวลาที่ผีร้ายมักย่ามใจที่สุดเนื่องจากพลังของพวกมันมีมากที่สุด “จะอั้นตอนนี้ไปเตรียมตัวแล้วก็พักก่อน เดี๋ยวกล้ายกับข้าเข้าประชุมแผนการเบื้องลึกกันเสร็จจะเรียกมาอธิบายอีกทีละกัน”

 

            ทุกคนรับคำก่อนจะทยอยกันออกไปจากห้อง กล้ายมองโปรแกรมเรดาร์สแกนพลังงานวิญญาณแบบผ่านๆแวบหนึ่ง ก่อนจะกดพับมันเก็บขึ้นแถด้านบนของหน้าจอและเปิดโปรแกรมจำลองแผนการรบขึ้นมาแทน เธอไม่ทันเห็นจุดสีแดงซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าใกล้คฤหาสน์ของตระกูลกนกวณิชสกุล....

 

            จุดสีแดงที่มีตัวอักษรกำกับชื่อเป็นตัวเวียงเอาไว้ว่า “มะนุด: สุทัศน์ เลิศดอยแลง”.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #27 T-G Ira'S Da (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 11:45
    #คห. 17
    แหม่ เสียดายเลยค่ะ มโนเอาเองตลอดว่ากล้วยกับนางเป็นพี่น้องกัน 555555+

    อ่านตอนนี้แล้วก็ลุ้น ๆ ค่ะว่าพวกกล้วยจะรอดมั้ย... จินตนาการภาพรอดเหลือกันทุกคนไม่ออกเลย -0-
    #27
    0